หลักปฏิบัติในอิสลาม
การจัดกลุ่ม ห้องสมุดศาสนบัญญัติ
นักเขียน มุฮัมมัด ฮุเซน ฟัลลอฮ์ ซอเดะฮ์
ภาษาของหนังสือ تایلندی
ปีที่พิมพ์ 1404

หมวดที่ ๑ อิจญฺติฮาด และ ตักลีด

อิสลามเป็นศาสนาสุดท้ายและสมบูรณ์ที่สุด  บัญญัติต่าง ๆ ล้วนแต่มีความเหมาะสมและตรงกับสัญชาติญาณดั้งเดิมของมนุษย์ทั้งสิ้น หากผู้ใดนำเอาบทบัญญัติเหล่านี้มาเป็นครรลองในการดำเนินชีวิต ความสมบูรณ์ก็จะประสบกับเขาอย่างแน่นอน

ศาสนาอิสลามครอบคลุมอยู่บนหลัก ๓ ประการ กล่าวคือ

ประการที่หนึ่ง หลักความศรัทธา (อุซุลุดดีน) หมายถึงหลักการที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อศรัทธา มุสลิมจะต้องยอมรับด้วยเหตุและผลอันเป็นพื้นฐานสำคัญแห่งอิสลาม ซึ่งจะต้องไม่เชื่อหรือคล้อยตามความเชื่อของบุคคลอื่น

 ประการที่สอง หลักการปฏิบัติ  (ฟุรูอุดดีน) หมายถึงหลักศาสนบัญญัติที่มุสลิมทั้งหลายต้องนำมาปฏิบัติหรือละเว้นการกระทำ ซึ่งเรียกอีกอย่างว่า บทบัญญัติ  สำหรับบุคคลที่ไม่ได้เป็นมุจญฺตะฮิด (ผู้มีความเชี่ยวชาญด้านนิติศาสตร์อิสลาม) ต้องปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของมุจญฺตะฮิดขั้นสูงสุด

ประการที่สาม จริยศาสตร์ (อัคลาก) หมายถึงการปฏิบัติตัวเองให้สอดคล้องกับหลักการศาสนา  โดยเน้นไปที่การพัฒนาและยกระดับจิตใจ


หลักความศรัทธา

หลักความศรัทธา คือ หลักการเกี่ยวกับการสร้างความคิดและความเชื่อของมนุษย์ให้มั่นคงแข็งแรง เป็นหน้าที่ของมุสลิมทุกคนที่ต้องเชื่อมั่น และยอมรับสิ่งเหล่านั้นด้วยเหตุผลหลักความศรัทธาถือเป็นหลักศาสนา เป็นภารกิจเกี่ยวกับความเชื่อจึงต้องอาศัยความเชื่อมั่น ด้วยเหตุนี้ หลักความศรัทธาจึงไม่อนุญาตให้ปฏิบัติตามผู้ใด

  หลักการปฏิบัติ

หลักปฏิบัติ หมายถึง กฎบัญญัติต่าง ๆ อันเกี่ยวข้องกับการกระทำของมนุษย์ ประกอบด้วยสิ่งจำเป็นและไม่จำเป็น ซึ่งการกระทำหรือการละเว้นต้องอยู่บนพื้นฐานความเชื่อที่ถูกต้อง จึงจะถือว่าได้ปฏิบัติตามคำสั่งของพระองค์แล้ว

บุคคลที่มีหน้าที่ปฏิบัติ ถ้าต้องการรู้จักคำสั่งห้ามและคำสั่งใช้สามารถกระทำได้ ๓ วิธี กล่าวคือ ค้นคว้าและวิจัยจากแหล่งข้อมูลเกี่ยวข้องเพื่อตีความปัญหาด้วยตัวเอง หรือปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของมุจญฺตะฮิดที่ค้นคว้ามาแล้ว หรือปฏิบัติหน้าที่ด้วยการอิฮฺติยาฏ

ฉะนั้น หน้าที่ของผู้ปฏิบัติอาจเป็น ๑ ใน ๓ ประเด็น กล่าวคือ อิจญฺติฮาด ตักลีด หรืออิฮฺติยาฏ

ก่อนที่จะอธิบายหน้าที่สามประการข้างต้น ขอกล่าวถึงคำว่า มุกัลลัฟ เงื่อนไขของมุกัลลัฟ และการแบ่งบทบัญญัติก่อนเพื่อความไม่สับสนในการทำความเข้าใจ


เงื่อนไขการปฏิบัติ

พระผู้เป็นเจ้า ทรงมอบสิ่งที่ล้ำค่าที่สุดแก่มนุษย์อันได้แก่ สติปัญญา การเลื่อกสรร และเจตนารมณ์เสรี ซึ่งสิ่งเหล่านี้เองที่บ่งบอกว่ามนุษย์มีความพิเศษต่างไปจากสรรพสิ่งอื่น และพระองค์ทรงมอบความรับผิดชอบในหน้าที่ ที่มีต่อพระเจ้าแก่มนุษย์ ดังนั้น ถ้าบุคคลใดปฏิบัติหน้าที่เหล่านั้นด้วยความเคร่งครัดชีวิตของเขาจะพบกับความสุขนิรันดร์

มุกัลลัฟ หมายถึง บุคคลที่วาญิบ (จำเป็น) ต้องปฏิบัติหน้าที่ของตนให้สอดคล้องตามศาสนบัญญัติโดยครบสมบูรณ์มิให้ขาดตกบกพร่อง มุกัลลัฟ คือบุคคลที่มีเงื่อนไข ๓ ประการ ดังต่อไปนี้

๑. บาลิฆ หมายถึงบรรลุนิติภาวะตามศาสนบัญญัติ

๒. ต้องมีสติสัมปชัญญะมิใช่คนวิกลจริต

๓. ต้องมีความสามารถในการปฏิบัติภารกิจ

   ดังนั้น บุคคลที่มีเงื่อนไขครบ ๓ ประการ วาญิบต้องปฏิบัติหน้าที่ของตนให้สอดคล้องตามศาสนบัญญัติอย่างเคร่งครัด ถ้าดื้อดึงไม่ปฏิบัติตามถือว่าเป็นผู้ฝ่าฝืนคำสั่งของพระผู้เป็นเจ้า ต้องได้รับการลงโทษตามบทบัญญัติ แต่ถ้าบุคคลนั้นยังไม่ถึงเกณฑ์บาลิฆ หรือเป็นคนวิกลจริต หรือไม่มีความสามารถในการปฏิบัติ ถือว่าไม่มีหน้าที่ต้องปฏิบัติ การกระทำของเขาไม่เป็นวาญิบและไม่ฮะรอม ดังนั้น ถ้าคนวิกลจริตหรือเด็กที่ยังไม่บาลิฆพูดโกหก หรือไม่นะมาซจะไม่ถูกลงโทษ แม้ว่าการกระทำดีบางอย่างจะมีผลบุญมากก็ตาม เช่น ถ้าเด็กที่ยังไม่บาลิฆสามารถนะมาซได้อย่างถูกต้อง หรือ


สามารถบำเพ็ญฮัจญฺได้ ซึ่งการกระทำเหล่านี้มีผลบุญตอบแทนมากมาย แต่เขาไม่มีหน้าที่ต้องกระทำ และถ้าละเว้นถือว่าไม่ถูกลงโทษ

อย่างไรก็ตามผู้ปกครองเด็ก หรือคนวิกลจริต และรัฐอิสลามมีหน้าที่รับผิดชอบการกระทำที่ไม่ถูกต้องของพวกเขา ด้วยเหตุนี้เอง วาญิบสำหรับผู้ปกครองเด็กต้องคอยระวังมิให้เด็กล่วงละเมิดสิทธิของคนอื่น และวาญิบสำหรับผู้ปกครองรัฐอิสลาม (ฮากิม) ต้องทำทานบนเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความยุติธรรมแก่สังคม

แต่สำหรับบุคคลที่ไม่มีความสามารถ ในการปฏิบัติบทบัญญัติที่เป็นวาญิบหรือละเว้นสิ่งฮะรอม บางกรณีเท่านั้นที่หน้าที่ของเขาจะหมดไปโดยปริยาย เช่น คนป่วยเรื้อรังไม่มีหน้าที่ต้องถือศีลอด แม้ว่าบางกรณีที่ไร้ความสามารถในการปฏิบัติ จะมีหน้าที่อื่นตามมาก็ตาม เช่น กะฟาเราะฮฺ ศีลอดสำหรับผู้ป่วยเป็นต้น  รายละเอียดอธิบายไว้แล้วในหนังสือริซาละฮฺต่าง ๆ

ใครคือผู้บรรลุนิติภาวะตามศาสนบัญญัติ

บุคคลที่มีสัญลักษณ์อย่างใดอย่างหนึ่งดังจะกล่าวต่อไปนี้ ถือว่าบรรลุนิติภาวะตามศาสนบัญญัติ ซึ่งมีอยู่ ๓ ประการด้วยกัน คือ

๑. อสุจิเคลื่อนออกมาไม่ว่าจะหลับหรือตื่นมีเพศสัมพันธ์หรือไม่ก็ตาม

 ๒. มีขนขึ้นบริเวณอวัยวะเพศ  

๓. มีอายุครบ ๑๕ ปีบริบูรณ์สำหรับเด็กชาย และ ๙ ปีบริบูรณ์สำหรับเด็กหญิง

การบรรลุนิติภาวะตามศาสนบัญญัติไม่จำเป็นต้องมีสัญลักษณ์ครบทั้ง ๓ ประการ อาจมีสัญลักษณ์อย่างหนึ่งอย่างใดก็ถือว่าเพียงพอแล้ว เช่น ถ้าชายมีน้ำอสุจิเคลื่อนออกมาถึงแม้ว่าอายุจะยังไม่ถึงเกณฑ์กำหนดก็ตาม ถือว่าบาลิฆแล้ว จำเป็นต้องปฏิบัติหน้าที่ตามศาสนบัญญัติให้ครบสมบูรณ์


หลักการคำนวณนับอายุบาลิฆ

ทุก ๆ ปีจันทรคติจะน้อยกว่าปีสุริยคติ ๑๐ วัน กับ ๑๘ ชั่วโมง หมายถึงปีของจันทรคติจะมีแค่ ๓๕๔ วัน กับ ๖ ชั่วโมง

ด้วยเหตุนี้ ถ้าเอาจำนวน ๙๖ วัน กับ ๑๘ ชั่วโมง ลบจำนวน ๙ ปี ของปีสุริยคติ จะได้ ๙ ปี บริบูรณ์สำหรับปีจันทรคติ หรือเอาจำนวน ๑๖๑ วัน กับ ๖ ชั่วโมง ลบจำนวน ๑๕ ปี ของปีสุรยคติ จะได้ ๑๕ ปี บริบูรณ์สำหรับปีจันทรคติ

ฉะนั้น บุคคลที่นับอายุตามปีสุริยคติจำเป็นต้องชดใช้สิ่งที่มิได้ปฏิบัติ เช่น ชายที่เริ่มปฏิบัตินมาซ เมื่ออายุครบ ๑๕ ปีบริบูรณ์ตามปีสุริยคติ ดังนั้น เขาต้องชดใช้นะมาซจำนวน ๑๖๑ วัน ศีลอดและบทบัญญัติอื่น ๆ ก็เช่นเดียวกัน

การแบ่งบทบัญญัติ(บทบัญญัติ)

๑. วาญิบ หมายถึง สิ่งจำเป็นต้องปฏิบัติหากละเว้นถือว่ามีความผิด ต้องถูกลงโทษตามศาสนบัญญัติ เช่น นมาซ และศีลอด เป็นต้น

๒. ฮะรอม หมายถึง สิ่งจำเป็นต้องละเว้น ถ้าปฏิบัติถือว่ามีความผิดต้องถูกลงโทษ เช่น พูดโกหก หรือลักขโมยเป็นต้น

๓. มุซตะฮับ หมายถึง สิ่งที่สมควรปฏิบัติ หรือสนับสนุนให้ปฏิบัติมีผลบุญตอบแทน แต่ถ้าไม่ปฏิบัติถือว่าไม่มีความผิดและไม่ถูกลงโทษ เช่น นมาซยามดึก (เศาะลาตุลลัยนฺ)

๔. มักรูฮฺ หมายถึง สิ่งที่สมควรละเว้น แต่ถ้าปฏิบัติจะไม่ถูกลงโทษ เช่น การรับประทานของร้อนจัด

๕. มุบาฮฺ   หมายถึง การปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติมีค่าเท่ากัน คือ ไม่มีผลบุญและไม่ถูกลงโทษ เช่น การเดิน การนั่งโดยปกติทั่วไป


การแบ่งบทบัญญัติอีกลักษณะหนึ่ง

๑. รู้โดยทั่วไป (บะดีฮียฺ) เช่น การเป็นวาญิบของนมาซ หรือการฮะรอมสำหรับซินา (ผิดประเวณี) ซึ่งทุกคนทราบกฎเกณฑ์เป็นอย่างดี

๒. มิได้รู้โดยทั่วไป (ฆอยรุบะดีฮียฺ) ซึ่งแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท กล่าวคือ

- บทบัญญัติซึ่งเป็นไปได้ที่จะอิฮฺติยาฏ

- บทบัญญัติซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะอิฮฺติยาฏ หรือแนวทางของการอิฮฺติยาฎไม่ชัดเจน

ประเด็นแรก ไม่จำเป็นต้องตักลีด ส่วนประเด็นที่สองเป็นไปได้ที่จะอิฮฺติยาฏ ถ้าหากเข้าใจและรู้เรื่องการอิฮฺติยาฏ ดังนั้น สามารถปฏิบัติหน้าที่โดยการอิฮฺติยาฏได้ แม้ว่าอนุญาตให้ตักลีดได้ก็ตาม *

อายะตุลลอฮฺ คอเมเนอี กล่าวว่า การปฏิบัตหน้าที่โดยการอิฮฺติยาฏ ต้องรู้จักประเด็นและวิธีการอิฮฺติยาฏ ซึ่งมีชนส่วนน้อยเท่านั้นที่รู้ อีกด้านหนึ่งการอิฮฺติยาฏ โดยทั่วไปต้องใช้เวลามากกว่า

๓. ประเด็นสุดท้ายของบทบัญญัติ คือ มิได้เป็นบทบัญญัติที่รู้โดยทั่วไป (บะดีฮียฺ) และมิสามารถปฏิบัติหน้าที่โดยการอิฮฺติยาฏได้ กล่าวคือ เป็นการอิจญฺติฮาดหรือตักลีด หมายถึง ผู้ปฏิบัติมีหน้าที่อิจญฺติฮาด หรือตักลีดตามมุจญฺตะฮิดเท่านั้น

หลังจากอธิบายบทนำ ๒ ประการแล้ว (เงื่อนไขการปฏิบัติ การแบ่งบทบัญญัติ) ลำดับต่อไปจะอธิบายปัญหาการอิจญฺติฮาด ตักลีด และการอิฮฺติยาฏ


อิจญฺติฮาด

อิจญฺติฮาด ตามหลักภาษาหมายถึง ความเพียรพยายามและความเหนื่อยยาก แต่ตามหลักศาสนิติศาสตร์อิสลามหมายถึง  การค้นคว้า วิเคราะห์ และวิจัยเพื่อวินิจฉัยและตีความบทบัญญัติจากแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องบนพื้นฐานของความรู้ ความสามารถ และความเข้าใจอย่างถ่องแท้ ดังนั้น บุคคลที่มีคุณสมบัติในการอิจญฺติฮาดได้เรียกว่า มุจญฺตะฮิด (หมายถึง ผู้วินิจฉัยปัญหาศาสนาหรือผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านนิคิศาสตร์อิสลาม)

แหล่งข้อมูลของบทบัญญัติ

๑. พระมหาคัมภีร์อัล-กรุอาน

๒. แบบฉบับของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) และบรรดาอิมาม (อ.) ผู้บริสุทธิ์ (อาจเป็นคำพูด การกระทำ หรือการนิ่งเฉย)

๓. สติปัญญา

๔. การอิจมาอฺ หมายถึงเห็นพร้องต้องกันของเหล่าบรรดานักปราชญ์ผู้วินิจฉัยปัญหาศาสนาขั้นสูงสุด (ฟุเกาะฮา) เกี่ยวกับกฎเกณฑ์ของบทบัญญัติ

ปฐมบทการอิจญฺติฮาด

ความรู้อันเป็นพื้นฐานในฐานะของบทนำการอิจญฺติฮาด ซึ่งต้องเรียนรู้ก่อนที่จะไปถึงขั้นการอิจญฺติฮาดได้แก่

๑. ความรู้ภาษาอาหรับ ซึ่งประกอบด้วย

- อิลมุล ซะรอฟ วิชาที่กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงคำ รูปแบบหรือโครงสร้างของลำดับคำในประโยคและวะลี

- อิลมุลนะฮฺวุ การศึกษาเกี่ยวกับโครงสร้างของประโยคที่ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ของภาษา


- อิลมุลมะอานี ศิลปะการใช้ถ้อยคำและสำนวนโวหารได้อย่างถูกต้อง (วาทศาสตร์) หรือบางครั้งก็เรียก วาทศิลป์ เหมือนกัน

-อิลมุลลุเฆาะฮฺ การเข้าใจความหมายของคำอย่างถูกต้อง

๒. อิลมุลมันติก วิชาที่สอนให้รู้จักคิดอย่างถูกต้อง (ตรรกศาสตร์)

๓. อิลมุลอุซูล หลักการ หรือกฎที่ใช้เป็นมูลฐานในการอธิบายปรากฏการณ์ หรือแนวคิด หรือกฎที่ใช้พิสูจน์บทบัญญัติ

๔. อิลมุลริญาล วิชาที่สอนให้รู้จักบุคคล ฮะดีซ สายสืบ และผู้รายงานฮะดีซ

๕.อิลมุลดิรอยะฮฺ วิชาที่สอนให้รู้จักความหมาย และความเข้าใจเกี่ยวกับฮะดีซ และการแยกแยะระหว่างฮะดีซแท้กับฮะดีซปลอม

๖. อุลูมกุรอาน ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับอัลกุรอาน การอธิบายอัล-กุราอน (ตัฟซีร) และสาเหตุของการประทานโองการ

๗. นอกจากนั้นยังต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับวิถีชีวิตทางสังคม ภาษาของประชาชนที่อัล-กุรอานและซุนนะฮฺกล่าวถึง

๘. ต้องเข้าใจทัศนะของนักปราชญ์รุ่นก่อน เพื่อมิให้เกิดความแตกต่างในสังคม

๙. ต้องศึกษาและวิเคราะห์คำวินิจฉัยของนักปราชญ์ฝ่ายอะฮฺลิซซุนนะฮฺ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่มีความแตกต่างกัน

๑๐. มีความเพียรพยายามสูงในการศีกษาค้นคว้าและพิสูจน์บทบัญญัติ จนกลายเป็นความสามารถพิเศษที่เคยชิน

การศึกษาวิชาการข้างต้นเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับบุคคลที่จะเป็นมุจญฺตะฮิด และบุคคลที่เป็นมุจญฺตะฮิดแล้ว ต้องปฏิบัติตามการวินิจฉัยของตนไม่อนุญาตให้ปฏิบัติตามทัศนะของบุคคลอื่น แต่ถ้าหากว่ามุจญฺตะฮิดผิดพลาดในการพิสูจน์หลักฐาน หรือการวินิจฉัยของตน ถือว่าตกการเป็นมุจญฺตะฮิด


ประเภทของการอิจญฺติฮาด

การอิจญฺติฮาด  หรือการวินิจฉัยปัญหาศาสนาของมุจญฺตะฮิด แบ่งออกเป็น ๒ ลักษณะ กล่าวคือ

๑. การวินิจฉัยสมบูรณ์ หมายถึง บุคคลที่สามารถวิเคราะห์หาเหตุผลของบทบัญญัติได้ทั้งหมด ซึ่งเรียกว่า มุจญฺตะฮิดมุฏลัก   (ผู้เชี่ยวชาญครบสมบูรณ์)

๒. การวินิจฉัยในระดับไม่สมบูรณ์ หมายถึง บุคคลที่สามารถวิเคราะห์วิจัยบทบัญญัติได้เพียงบางส่วน ซึ่งเรียกว่า มุจญฺตะฮิดมุตะยัซซียฺ (ผู้เชี่ยวชาญไม่ครบสมบูรณ์)

สองปัญหาสำคัญ

๑. การอิจญฺติฮาด เป็นวาญิบกิฟายะฮฺ หมายถึง ถ้าหากมีบุคคลหนึ่งกระทำแล้ว หน้าที่นี้จะหมดไปจากคนอื่นโดยปริยาย

๒. บุคคลที่ไม่มีสิทธิออกฟัตวา (คำวินิจฉัยปัญหาศาสนา) หากเขาได้ออกฟัตวา ถือว่าฮะรอม

การตักลีด

การตักลีด ในความหมายของนักปราชญ์หมายถึง การปฏิบัติศาสนกิจตามคำวินิจฉัยของมุจญฺตะฮิดที่มีความรู้สูงสุดในสมัยของตน

๑. มุกัลลัฟทุกคน ถ้าไม่ได้อยู่ในระดับของการอิจญฺติฮาด และไม่รู้แนวการอิฮฺติยาฏ ดังนั้น เกี่ยวกับบทบัญญัติ วาญิบต้องตักลีด (ปฏิบัติ) ตามมุจญฺตะฮิด

๒. การตักลีดในบทบัญญัติ มิได้เฉพาะเจาะจงแค่ปัญหาวาญิบหรือฮะรอมเท่านั้น ทว่าครอบคลุมไปถึงปัญหาที่เป็นมุซตะฮับ มักรูฮฺ และมุบาฮฺด้วย

๓. มุจญฺตะฮิด ที่มีผู้อื่นปฏิบัติตาม เรียกว่า มัรญิอฺตักลีด


๔. ผู้ที่เป็นมัรญิอฺตักลีดต้องมีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้

มีความยุติธรรม

มีสติสัมปะชัญญะที่สมบูรณ์

- ต้องเป็นมุจญฺตะฮิด

- ต้องมีชีวิต

- ต้องเป็นชาย

- ต้องบรรลุนิติภาวะตามศาสนบัญญัติ

- บิดามารแต่งงานถูกต้องตามหลักการของศาสนา

- ต้องเป็นมุสลิมนิกายชีอะฮฺอิมามียะฮฺ

- อิฮฺติยาฏวาญิบ ต้องเป็นผู้มีความรู้สูงสุดสมัยของตนและต้องไม่หลงโลก *

*อายะตุลลอฮฺอะลี คอเมเนอี อิฮฺติยาฏวาญิบต้องสามารถควบคลุมอำนาจใฝ่ต่ำ และการละเมิดของตนได้ กรณีที่ฟัตวาของมุจญฺตะฮิดที่มีความรู้สูงสุดขัดแย้งกับหลักการอิฮฺติยาฏวาญิบ แต่ฟัตวาของมุจญฺตะฮิดที่มิได้มีความรู้สูงสุดสอดคล้องกับหลักอิฮฺติยาฏ ในกรณีเช่นนี้ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามมุจณฺตะฮิดที่มีความรู้สูงสุด

๕. อาดิล หมายถึงบุคคลที่พลังยุติธรรมในตัว ความยุติธรรม คือ พลังจิตที่ส่งเสริมให้บุคคลนั้นมีตักวา (ยำเกรง) ต่อพระผู้เป็นเจ้า ระวังความประพฤติของตน ปฏิบัติหน้าที่ตามศาสนาบัญญัติด้วยความเคร่งครัด และไม่ทำบาปทั้งบาปเล็กและบาปใหญ่ ทั้งในที่ลับและที่แจ้ง

*อายะตุลลอฮฺ อะลี คอเมเนอี อาดิล หมายถึงผู้หลีกเลี่ยงตนถึงขั้นที่ว่าไม่กระทำบาปด้วยความตั้งใจ (อิซติฟตาอาต หน้า ๑ คำถามที่ ๒)


๖. อะอฺลัม หมายถึง ผู้มีความรู้ขั้นสูงสุดหมายถึงผู้ที่รอบรู้ที่สุดในเรื่องกฏเกณฑ์และแหล่งข้อมูล รู้ข้อมูลของปัญหาและรายงานดีกว่าคนอื่น ตลอดจนเข้าใจฮะดีซ (รายงาน) ดีกว่าคนอื่น สรุป อะอฺลัมหมายถึงผู้ที่มีความสามารถในการวินิจฉัยปัญหาศาสนาได้ดีกว่าบุคคลอื่น *

*อายะตุลลอฮฺ อะลี คอเมเนอี ผู้มีความรู้สูงสุด (อะอฺลัม) หมายถึงบุคคลที่รู้จักบัญญัติของพระเจ้า และวินิจฉัยหน้าที่ ๆ มีต่อพระเจ้าจากหลักฐานด้วยเหตุผลที่ดีกว่ามุจญฺตะฮิดท่านอื่น สามารถนำเอาสถานการณ์ปัจจุบันเข้ามามีส่วนร่วมในการวินิจฉัย ถึงขั้นที่ว่าสามารถแบ่งประเด็นปัญหาของบทบัญญัติ และออกทัศนะในการอธิบายหน้าที่เกี่ยวกับบทบัญญัติได้อย่างชัดเจน ในอีกความหมายหนึ่ง คือ มีความรู้ครอบคลุมทั้งทางโลกและทางธรรม

๗. ไม่อนุญาตให้เริ่มตักลีดกับมุจญฺตะฮิดที่ถึงแก่กรรมแล้ว* *(อายะตุลลอฮฺ อะลี คอเมเนอี อิฮฺติยาฎวาญิบ ไม่อนุญาต) หมายถึงผู้ที่เพิ่งเข้าสู่วัยบาลิฆ หรือจนถึงปัจจุบันยังไม่เคยตักลีดมาก่อน ไม่สามารถตักลีดกับมุจญฺตะฮิดที่ถึงแก่กรรมไปแล้วได้ ทว่าต้องเริ่มตักลีดกับมุจญฺตะฮิดที่มีชีวิตอยู่

แต่ถ้าสำหรับผู้ที่เคยปฏิบัติตามคำวินิจฉัย (ฟัตวา) บางส่วนของมุจญฺตะฮิดที่เสียชีวิตไปแล้วมาก่อนหน้านี้ สามารถคงสภาพการตักลีดต่อไปได้ แม้ว่าบางปัญหาในช่วงที่ท่านยังมีชีวิตอยู่จะไม่เคยปฏิบัติก็ตาม ก็ยังสามารถตักลีดต่อไปได้ อย่างไรก็ตามการคงสภาพการตักลีดกับมุจญฺตะฮิดที่เสียชีวิตไปแล้ว ต้องได้รับอนุญาตจากมุจญฺตะฮิดที่ยังมีชีวิตอยู่ หมายถึง ถ้ามุจญฺตะฮิดที่มีชีวิตอนุญาต จึงจะสามารถคงสภาพการตักลีดกับผู้ตายได้


 

๘. สำหรับบุคคลที่คงสภาพการตักลีดกับมุจญฺตะฮิดที่ถึงแก่กรรมไปแล้ว ในปัญหาที่ท่านไม่ได้ฟัตวาไว้ ปัญหานั้นต้องตักลีดตามมุจญฺตะฮิดที่มีชีวิตอยู่

๙. เป็นหน้าที่สำหรับมุกัลลัฟ ต้องค้นหาเพื่อรู้จักมุจญฺตะฮิดที่มีความรู้สูงสุดในสมัยตน 

๑๐. หน้าที่ของบุคคลทั่วไป (ที่มิใช่มุจญฺตะฮิด) ช่วงที่ค้นหามุจญฺตะฮิดที่มีความรู้สูงสุดนั้น

- ช่วงเวลาที่สืบหามุจญฺตะฮิดต้องปฏิบัตหน้าที่โดยการอิฮฺติยาฏ

- หลังจากรู้จักมุจญฺตะฮิดแล้ว ในช่วงที่สืบหาผู้ที่มีความรู้สูงสุด ต้องปฏิบัติตามฟัตวาของมุจญฺตะฮิดที่ใกล้เคียงกับหลักอิฮฺติยาฏมากที่สุด เช่น มีมุจญฺตะฮิดที่มีความรู้ใกล้เคียงกันสองสามคน และหนึ่งในนั้นต้องเป็นผู้มีความรู้สูงสุดแน่นอน ดังนั้น ให้เลือกปฏิบัติตามฟัตวาที่ใกล้เคียงหลักอิฮฺติยาฏมากที่สุด

๑๑. หน้าที่ของผู้ปฏิบัติตาม กรณีที่มีมุจญฺตะฮิดที่มีความรู้สูงสุด ๒ คน และไม่สามารถจำแนกได้ว่าผู้ใดมีความรู้มากกว่าให้ปฏิบัติดังนี้

- ปฏิบัติหน้าที่โดยการอิฮฺติยาฏ หรือคำกล่าวที่ใกล้เคียงการอิฮฺติยาฏ หรือกล่าวว่า อิฮฺติยาฏวาญิบต้องเป็นเช่นนี้

- ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่โดยการอิฮฺติยาฏได้ ให้เลือกปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของคนหนึ่งคนใดก็ได้

๑๒. ถ้าหากมุจญฺตะฮิด ๒ ท่าน ซึ่งมีความรู้เท่าเทียมกัน ผู้มีหน้าที่ปฏิบัติตามสามารถเลือกปฏิบัติตามท่านใดท่านหนึ่งได้ หรือสามารถปฏิบัติตามบางเรื่องกับท่านหนึ่ง และในเรื่องอื่นสามารถปฏิบัติตามอีกท่านหนึ่งได้


๑๓. ถ้าหากมีมุจญฺตะฮิด ๒ ท่าน ท่านหนึ่งเชี่ยวชาญบทบัญญัติด้านการปฏิบัติ (อิบาดาต) ส่วนอีกท่านหนึ่งเชี่ยวชาญด้านการค้าขาย อิฮฺติยาฏวาญิบ ให้ปฏิบัติตามผู้มีความรู้สูงสุดในแต่ละส่วน *

อายะตุลลอฮฺ คอเมเนอี เฉพาะในกรณีที่มีความเห็นแตกต่างกัน (อิซติฟตาอาต เล่ม ๑ หน้า ๑๐ คำถามที่ ๗)

หรือแม้แต่ในเรื่องการค้าขาย ถ้ามุจญฺตะฮิดท่านหนึ่งมีความรู้มากกว่าในบางเรื่อง และอีกท่านหนึ่งก็มีความรู้มากกว่าในบางเรื่องเช่นกัน อิฮฺติยาฏวาญิบ ในเรื่องนั้นให้ตักลีดกับผู้ที่มีความรู้สูงสุด

๑๔. ทุกคนมีอิสระในการตักลีด ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามกัน ดังนั้น ในเรื่องตักลีดภรรยาไม่จำเป็นต้องกระทำตามสามี ผู้ใดเชื่อมั่นว่ามุจญฺตะฮิดคนใดมีความรู้สูงกว่า สามารถปฏิบัติตามได้ แม้ว่าจะเป็นคนละคนกันก็ตาม 

วิธีพิสูจน์มุจญฺตะฮิดที่มีความรู้สูงสุด 

มุจญฺตะฮิด ที่มีความรู้สูงสุด สามารถพิสูจน์ได้ ดังนี้

๑.  การรู้จักด้วยตัวเอง กรณีที่บุคคลนั้นเป็นผู้รู้ และสามารถแยกแยะระหว่างมุจญฺตะฮิดและผู้รู้ได้

๒. ด้วยการยืนยันของผู้รู้ที่อาดิล ๒ ท่าน ซึ่งสามารถแบ่งแยกแยะระหว่างการวินิจฉัยกับความรู้สูงสุดได้ โดยมีข้อแม้ว่าผู้รู้ที่อาดิล ๒ คน อื่นต้องไม่มีความเห็นที่ต่างไป

*อายะตุลลอฮฺ อะลี คอเมเนอี เพียงแค่มั่นใจว่าบุคคลนั้นมีความรู้สูงสุด ถือว่าเพียงพอแล้ว (อิซติฟตาอาต เล่ม ๑ หน้า ๑๑)

๓. การมีชื่อเสียงอันเป็นประโยชน์ต่อความรู้ หมายถึง เป็นที่รู้กันในผู้รู้ถึงเรื่องการค้นคว้าและความรู้ของเขา


แนวทางการรู้จักฟัตวา (คำวินิจฉัย) ของมุจญฺตะฮิด

๑. ได้ยินฟัตวาจากมุจญฺตะฮิด

๒.ได้ยินจากผู้มีความอาดิล ๑ หรือ ๒ คน

๓. ได้ยินจากผู้ที่เชื่อถือได้ในคำพูดของเขา ๑ คน

๔. เห็นฟัตวาในหนังสือริซาละฮฺของมุจญฺตะฮิด

การเปลี่ยนตักลีด  (อุดูล) จากมุจญฺตะฮิดคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่ง

๑. อิฮฺติยาฏวาญิบ ให้เปลี่ยนตักลีดจากมุจญฺตะฮิดที่มิได้เป็นอะอฺลัม (ผู้ที่มีความรู้สูงสุด) ไปยังมุจญฺตะฮิดที่อะอฺลัม

๒. ไม่อนุญาต ให้เปลี่ยนตักลีดจากมุจญฺตะฮิดที่อะอฺลัม ไปยังมุจญฺตะฮิดที่ไม่อะอฺลัม

๓.ไม่อนุญาต ให้เปลี่ยนตักลีดจากมุจญฺตะฮิดท่านหนึ่งไปยังอีกท่านหนึ่ง ซึ่งมีความรู้เท่าเทียมกัน* และไม่อนุญาต กรณีที่เคยปฏิบัติตามฟัตวาของมุจญฺตะฮิดท่านนั้นมาก่อนแล้ว

*อายะตุลลอฮฺ อะลี คอเมเนอี อิฮฺติยาฎวาญิบ ตราบที่มุจญฺตะฮิดที่ตนตักลีดยังมีชีวิตอยู่ ไม่อนุญาตให้เปลี่ยนตักลีดไปยังท่านอื่น เว้นเสียแต่ว่าขาดคุณสมบัติข้อหนึ่งข้อใดไป (อิซติฟตาอาต หน้า ๑ คำถามที่ ๑ / ๔๗)

๔. วาญิบ ต้องเปลี่ยนตักลีดจากมุจญฺตะฮิดที่ขาดคุณสมบัติการเป็นมัรญิอฺ เช่น เสียสติ หรือความจำเสื่อมไปสู่มัรญิอฺที่มีคุณสมบัติสมบูรณ์

๕. อิฮฺติยาฏวาญิบ ต้องเปลี่ยนตักลีดจากมุจญฺตะฮิด จนถึงขณะนั้นเป็นผู้มีความรู้สูงสุด ไปสู่มุจญฺตะฮิดที่มีความรู้สูงกว่าในปัจจุบัน

๖. อนุญาต ให้เปลี่ยนตักลีดจากมุจญฺตะฮิดที่ตักลีดอยู่ แต่ขณะนั้นถึงแก่กรรมแล้ว ไปยังมุจญฺตะฮิดที่มีชีวิต ทว่าเป็นอิฮฺติยาฏมุซตะฮับ*


*อายะตุลลอฮฺ อะลี คอเมเนอี อิฮฺติยาฏมุซตะฮับ ให้คงสภาพการตักลีดกับมุจญฺตะฮิดที่ถึงแก่กรรมไปแล้วถ้าท่านมีความรู้สูงกว่ามุจญฺตะฮิดที่มีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน

๗. อิฮฺติยาฏวาญิบ ไม่อนุญาต ให้เปลี่ยนตักลีดจากมุจญฺตะฮิดที่มีชีวิตไปยังมุจญฺตะฮิดที่ถึงแก่กรรมแล้ว ถึงแม้ว่าเคยตักลีดตามมุจญฺตะฮิดท่านนั้นอยู่ แต่หลังจากเสียชีวิตแล้วได้เปลี่ยนไปสู่มุจญฺตะฮิดที่มีชีวิต     

สองสามประเด็นสำคัญ

๑. อุดูล จากมุจญฺตะฮิดท่านหนึ่งไปยังอีกท่านหนึ่ง หมายถึง ปฏิบัติตามฟัตวาของมุจญฺตะฮิดคนใหม่ โดยไม่จำเป็นต้องขออนุญาตจากมุจญฺตะฮิดคนเดิม

๒. กรณีที่มุจญฺตะฮิด ที่มีความรู้สูงสุดมิได้ออกฟัตวาในปัญหาข้อใดข้อหนึ่ง อนุญาตให้ผู้ตักลีดตามท่านปฏิบัติตามคำฟัตวาของมุจญฺตะฮิดท่านอื่นได้ และอิฮฺติยาฏวาญิบ ให้ปฏิบัติตามมุจญฺตะฮิดที่มีความรู้สูงกว่ามุจญฺตะฮิดคนอื่น

๓.  ถ้ามุจญฺตะฮิดเปลี่ยนแปลงฟัตวา ผู้ปฏิบัติตามต้องปฏิบัติตามฟัตวาใหม่ ไม่อนุญาตให้ปฏิบัติตามฟัตวาเดิม

๔. ถ้าผู้ปฏิบัติตามสงสัยในการเปลี่ยนแปลงฟัตวา สามารถปฏิบัติฟัตวาเดิมจนกว่าจะแน่ใจ

๕. ถ้าผู้ปฏิบัติตามสงสัยคุณสมบัติของมุจญฺตะฮิดที่ตนตักลีด เช่น สงสัยว่าอาดิลหรือไม่ กรณีที่ก่อนหน้านี้มีคุณสมบัตินั้นอยู่ แต่ปัจจุบันสงสัยว่าขาดคุณสมบัติดังกล่าวหรือไม่ ให้ถือว่ายังมีคุณสมบัติอยุ่ แต่ถ้าสงสัยว่ามีคุณสมบัตินั้นตั้งแต่แรกหรือไม่ จำเป็นต้องตรวจสอบ


๖. ต้องเรียนรู้เรื่องความสงสัยหรือการลืม ซึ่งโดยปกติเป็นความจำเป็นสำหรับผู้ปฏิบัติตาม ถือว่าวาญิบ ยกเว้นกรณีที่มั่นใจว่าปัญหาเหล่านั้นจะไม่เกิดกับตน

๗. ขณะนมาซได้เกิดปัญหาขึ้น แต่ตนไม่รู้เงื่อนไขและไม่อาจแก้ไขได้ในตอนนั้น แต่ตั้งใจว่าหลังจากนะมาซจะถามถ้าขัดแย้งกับฟัตวาตนจะนมาซใหม่ ดังนั้น ให้นมาซต่อให้เสร็จ หลังจากนั้นถ้ารู้ว่าตนปฏิบัติตามฟัตวาของมุจญฺตะฮิด ถือว่าถูกต้อง ถ้ามิใช่เช่นนั้นต้องทำใหม่อีกครั้ง

หน้าที่ของบุคคลที่ปฏิบัติโดยปราศจากการตักลีดหรือตักลีดไม่ถูกต้อง

๑. บุคคลที่ปฏิบัติหน้าที่โดยปราศจากการตักลีดในระยะเวลาหนึ่ง กรณีที่มั่นใจว่า

- ตนได้ปฏิบัติหน้าที่อันแท้จริงของตนแล้ว

- หรือสิ่งที่ปฏิบัติตรงกับฟัตวาของมุจญฺตะฮิดที่ตนต้องตักลีดตาม

- หรือตรงกับฟัตวาของมุจญฺตะฮิดซึ่งปัจจุบัจต้องตักลีดตาม

- หรือการปฏิบัติของตนใกล้เคียงกับหลักอิฮฺติยาฏ ดังนั้น สิ่งที่กระทำผ่านมาถือว่าถูกต้อง

๒. ถ้าระยะเวลาหนึ่งตักลีดตามมุจญฺตะฮิดที่ไม่มีเงื่อนไขสมบูรณ์ เหมือนกับผู้ที่ไม่เคยตักลีดมาก่อนเลย

๓. ถ้ามุกัลลัฟเข้าใจว่าระยะเวลาหนึ่งตนปฏิบัติหน้าที่โดยปราศจากการตักลีด และไม่รู้ว่านานแค่ไหน แต่รู้ว่าที่ผ่านมาได้กระทำอย่างไร ตามเงื่อนไขที่กล่าวมาในข้อหนึ่ง สิ่งที่เคยปฏิบัติผ่านมาถือว่าถูกต้อง มิเช่นนั้นจำนวนที่มั่นใจว่านานแค่ไหนถือว่าบาฎิล และต้องชดเชยใหม่ 

๔. ถ้าสงสัยความถูกต้องการตักลีดที่ผ่านมา ให้ถือว่าถูกต้อง 


๕. การบรรลุนิติภาวะตามศาสนบัญญัติผ่านพ้นไปแล้ว แต่สงสัยสิ่งที่กระทำผ่านมาว่ากระทำบนการตักลีดที่ถูกต้องหรือไม่ ให้ถือว่าถูกต้อง

๖. ถ้าคงสภาพการตักลีดกับผู้ตายโดยไม่ได้รับอนุญาตจากมุจญฺตะฮิดที่มีชีวิต เหมือนกับผู้ปฎิบัติหน้าที่โดยปราศจากการตักลีด

หลักการอิฮฺติยาฏ

การอิฮฺติยาฏ ในความหมายของนักปราชญ์ หมายถึง การปฏิบัติหน้าที่โดยมั่นใจว่าได้ปฏิบัติหน้าที่ของตนแล้ว

๑. การปฏิบัติหน้าที่ โดยการอิฮฺติยาฏ อนุญาต สำหรับทุกคนทั้งมุจญฺตะฮิดและมิใช่มุจญฺตะฮิด แต่ต้องเข้าใจประเด็นที่จะอิฮฺติยาฏ ซึ่งมีส่วนน้อยเท่านั้นที่รู้จักเนื่องจากการรู้จักประเด็นเป็นเรื่องยุ่งยากมาก จำเป็นต้องมีข้อมูลสมบูรณ์เกี่ยวกับวิธีการปฏิบัติ  

๒. การปฏิบัติหน้าที่ โดยการอิฮฺติยาฏ บางครั้งเป็นเหตุให้ทำซ้ำและบางครั้งก็ไม่ใช่

ตัวอย่างที่หนึ่ง ผู้ที่ไม่รู้ว่าต้องนะมาซเต็มหรือนะมาซย่อ ถ้าต้องการปฏิบัติโดยการอิฮฺติยาฏ จำเป็นต้องนะมาซทั้งเต็มและย่อ

ตัวอย่างที่สอง ผู้ที่ไม่รู้ว่าอะซาน และอิกอมะฮฺ เป็นวาญิบหรือมุซตะฮับ ถ้าต้องการปฏิบัติโดยการอิฮฺติยาฏ ต้องอะซานและอิกอมะฮฺ

๓. ถ้าผู้ปฏิบัติ รู้ว่าการกระทำนั้นไม่ฮะรอม แต่ไม่รู้ว่าเป็นวาญิบ หรือมุซตะฮับ หรือมักรูฮฺ หรือมุบาฮฺ สามารถปฏิบัติได้โดยเนียตเพื่อผลบุญ   เนื่องจากการกระทำนั้นคาดว่ามีการยอมรับร่วมอยู่ด้วย

๔. ถ้าผู้ปฏิบัติ รู้ว่าการกระทำนั้นไม่ฮะรอม แต่ไม่รู้ว่าเป็นวาญิบ หรือมุซตะฮับ หรือมักรูฮฺ หรือมุบาฮฺ สามารถละเว้นไม่ปฏิบัติได้ เนื่องจากการกระทำนั้นมีความโกรธกริ้วแฝงอยู่ด้วย


 

๕. ความแตกต่างระหว่าง อิฮฺติยาฏวาญิบกับอิฮฺติยาฏมุซตะฮับ

อิฮฺติยาฏ หมายถึงข้อพึงระวัง   และทั้งหมดที่กล่าวในหนังสือริซาละฮฺทั้งหลาย อาจเป็นวาญิบหรือมุซตะฮับ แต่ทั้งสองมีความแตกต่างกันใน ๒ ลักษณะ กล่าวคือ การรู้จักและการจำแนกว่าอิฮฺติยาฏมาจากส่วนใด และอีกส่วนหนึ่ง คือ การปฏิบัติ หมายถึงหน้าที่ของผู้ปฏิบัติเกี่ยวกับทั้งสองคืออะไร

ความแตกต่างแรก อิฮฺติยาฏวาญิบ หมายถึง การอิฮฺติยาฏที่ปราศจากฟัตวาก่อนหน้านั้น ส่วนอิฮฺติยาฏมุซตะฮับ คือ การอิฮฺติยาฏที่มาพร้อมกับฟัตวา

ถ้าปัญหาดังกล่าวมุจญฺตะฮิดออกฟัตวาและสำทับให้อิฮฺติยาฏด้วย อิฮฺติยาฏประเภทนี้เป็นมุซตะฮับ ถ้ามุจญฺตะฮิด มิได้ออกฟัตวา แต่ให้อิฮฺติยาฏตั้งแต่แรก อิฮฺติยาฏประเภทนี้เป็นวาญิบ หรือเรียกอีกอย่างว่า อิฮฺติยาฏมุฏลัก

ตัวอย่าง อิฮฺติยาฏมุซตะฮับ เช่น ฆุซลฺอิรติมาซียฺ ถ้าเนียตทำฆุซลฺอิรติมาซียฺ แต่ค่อย ๆ ดำน้ำไปที่ละน้อยจนกระทั่งร่างกายทั้งหมดอยู่ใต้น้ำ ถือว่าฆุซลฺถูกต้อง ซึ่งการอิฮฺยาฏคือ ให้ดำน้ำเพียงครั้งเดียว  

ตัวอย่างอิฮฺติยาฏวาญิบ เช่น สามารถใช้สิ่งที่เปื้อนนะญิซปกปิดอวัยวะได้ แต่ต้องไม่ใส่นมาซ 

ความแตกต่างที่สอง      อิฮฺติยาฏมุซตะฮับ ผู้ปฏิบัติต้องทำตามอิฮฺติยาฏนั้นหรือทำตามฟัตวา ในปัญหาดังกล่าวไม่สามารถปฏิบัติตามฟัตวาของมุจญฺตะฮิดท่านอื่นได้

ส่วนอิฮฺติยาฏวาญิบ ผู้ปฏิบัติสามารถทำตามอิฮฺติยาฏหรือปฏิบัติตามฟัตวาของมุจญฺตะฮิดท่านอื่นได้


หน้าที่ของผู้แจ้งฟัตวา

๑. ถ้าผู้บอกปัญหา อธิบายฟัตวาผิดหรือปัญหาผิด วาญิบ ต้องแจ้งให้ผู้เรียนรู้ทราบและแก้ใขข้อผิดพลาดนั้น 

๒. ถ้าบุคคลหนึ่งได้บอกฟัตวาของมุจญฺตะฮิดกับคนอื่น ต่อมาฟัตวาได้เปลี่ยนแปลง ไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ผู้ที่ได้ยินฟัตวาจากตนทราบ แม้ว่าจะเป็นอิฮฺติยาฏมุซตะฮับก็ตาม               

๓. ถ้าคิดเองว่าฟัตวาอาจเป็นเช่นนี้หรือเช่นนั้น ดังนั้น ถ้าจะปฏิบัติตามหรือบอกฟัตวาแก่คนอื่น ถือว่าไม่เพียงพอ ทว่าต้องมั่นใจในฟัตวานั้น ยกเว้นสิ่งที่ตนคิดเดาได้นำมาจากคำพูดภายนอกของมุจญฺตะฮิด หรือคำบอกกล่าวของผู้บอกปัญหา หรือเป็นข้อเขียนที่ปรากฏในหนังสือริซาละฮฺ สรุปคือ การคาดเดาไม่ถือว่าเป็นฮุจญัติ (เหตุผล) เว้นเสียแต่ว่าเป็นคำพูดของมุจญฺตะฮิด หรือของผู้บอกเล่าฟัตวา

เงื่อนไขที่แตกต่างในการได้รับฟัตวาของมุจญฺตะฮิด

๑. ถ้าสองคนบอกฟัตวาขัดแย้งกันต้องไม่รับฟังทั้งสองคน

๒. ถ้าได้ยินปัญหาจากมุจญฺตะฮิด แต่มีอีกคนอธิบายต่างไปจากที่ได้ยิน ให้ถือว่าสิ่งที่ได้ยินจากมุจญฺตะฮิดเชื่อถือได้

๓. สิ่งที่บันทึกอยู่ในริซาละฮฺของมุจญฺตะฮิดขัดแย้งกับสิ่งที่ได้ยินจากมุจญฺตะฮิด สิ่งที่ได้ยินจากมุจญฺตะฮิดเชื่อถือได้

๔. สิ่งที่บันทึกอยู่ในริซาละฮฺของมุจญฺตะฮิดไม่ตรงกับสิ่งที่ผู้บอกกล่าวถึง ถ้าริซาละฮฺไม่ผิดพลาด สิ่งที่บันทึกอยู่ในริซาละฮฺเชื่อถือได้ เว้นเสียแต่ว่าผู้บอกกล่าวว่า มุจญฺตะฮิดเปลี่ยนแปลงทัศนะที่กล่าวไว้ในริซาละฮฺ


๕.  ถ้าปัญหาในริซาละฮฺเล่มหนึ่งกล่าวไว้อย่างหนึ่ง และในริซาละฮฺอีกเล่มหนึ่งกล่าวอีกอย่างหนึ่ง ดังนั้น ให้ถือริซาละฮฺทีเป็นหลัก เช่น ประเด็นที่แตกต่างกันในตะฮฺรีรุลวะซีละฮฺ กับเตาฎีฮุลมะซาอิล ให้ถือสิ่งที่เขียนไว้ในตะฮฺรีรุลวะซีละฮฺเป็นหลัก

หน้าที่ของผู้ปฏิบัติกรณีฟัตวาเก่าและใหม่ของมุจญฺตะฮิดแตกต่างกัน

ถ้ามัรญิอฺตักลีดอสัญกรรมหรือด้วยสาเหตุอื่นผู้ปฏิบัติได้เปลี่ยนตักลีดไปยังมัรญิอฺคนอื่น และฟัตวาของมุจญฺตะฮิดคนเดิมกับมุจญฺตะฮิดคนใหม่แตกต่างกัน บางเรื่องตนปฏิบัติตามฟัตวาของมุจญฺคนใหม่ และบางเรื่องสิ่งที่ปฏิบัติตามฟัตวาของมุจญฺตะฮิดคนเดิม ถือว่าถูกต้อง ดังจะกล่าวถึงตัวอย่างของประเด็นแตกต่างและเงื่อนไข ดังต่อไปนี้

๑. มุจญฺตะฮิดคนเดิม กล่าวว่านะมาซเราะกะอัตที่ ๓ และ ๔ ให้กล่าวตัซบีฮาตเพียงครั้งเดียว ถือว่าเพียงพอ ซึ่งผู้ปฏิบัติตามได้ปฏิบัติเช่นนั้น แต่มุจญฺตะฮิดคนปัจจุบันกล่าวว่า ถือว่าไม่เพียงพอ นะมาซที่ทำผ่านมาแล้วถือว่าถูกต้อง

๒. มุจญฺตะฮิดคนเดิม กล่าวว่าการตะยัมมุมให้ตบฝ่ามือบนฝุ่นดินเพียงครั้งเดียว ถือว่าเพียงพอ ซึ่งผู้ปฏิบัติตามได้ปฏิบัติเช่นนั้น แต่มุจญฺตะฮิดคนปัจจุบัน ถือว่าไม่เพียงพอ ดังนั้นให้ถือว่าถูกต้อง

๓. อักดฺหรืออีกออียฺ มุจญฺตะฮิดคนเดิมถือว่าในลักษณะหนึ่งถูกต้อง และผู้ปฏิบัติตามก็ปฏิบัติเช่นนั้น แต่มุจญฺตะฮิดคนปัจจุบัน ถือว่าไม่ถูกต้อง ดังนั้น ให้ถือว่าถูกต้อง


๔.  มุจญฺตะฮิดคนเดิม ถือว่าสิ่งหนึ่งสะอาด และผู้ปฏิบัติตามไม่เคยหลีกเลี่ยงสิ่งนั้นเลย แต่มุจญฺตะฮิดคนปัจจุบัน ถือว่าสิ่งนั้นนะญิซ การกระทำที่ผ่านมาให้ถือว่าถูกต้อง แต่ถ้าสิ่งนั้นยังคงเหลืออยู่จนถึงปัจจุบันถือว่า นะญิซ

๕.  มุจญฺตะฮิดคนเดิม ถือว่าของสิ่งหนึ่งอนุมัติหรือไม่อนุมัติ แต่มุจญฺตะฮิดคนปัจจุบันฟัตวาต่างไปจากนั้น สิ่งที่กระทำผ่านมาถือว่าไม่เป็นไร แต่ถ้าสิ่งนั้นยังคงเหลือจนถึงปัจจุบัน ให้ถือปฏิบัติตามฟัตวาของมุจญฺตะฮิดคนใหม่

ตัวอย่าง มุจญฺตะฮิดคนเดิม อนุญาตให้เชือดสัตว์ด้วยสิ่งที่นอกเหนือจากโลหะ แต่มุจญฺตะฮิดคนปัจจุบันไม่อนุญาต ดังนั้น ถ้าเคยเชือดสัตว์ด้วยสิ่งที่ไม่ใช่โลหะและใช้ประโยชน์จากเนื้อสัตว์นั้น การซื้อขายเนื้อถูกต้องและการใช้ประโยชน์จากเนื้ออนุญาต แต่ถ้าเนื้อยังคงเหลืออยู่จนถึงปัจจุบัน ถือว่าไม่อนุญาต (ฮะรอม)

สองสามประเด็นสำคัญ

๑. ถ้าการซื้อขาย ผู้ขายตักลีดกับมุจญฺตะฮิดคนหนึ่ง ส่วนผู้ซื้อตักลีดกับมุจญฺตะฮิดอีกคนหนึ่ง และในการซื้อขายนั้นทั้งสองออกฟัตวาที่เฉพาะเจาะจง ดังนั้น การซื้อขายที่กระทำบนพื้นฐานของฟัตวามุจญฺตะฮิดแต่ละท่าน ถือว่าการค้าขายของผู้ตักลีดตามเท่านั้นถูกต้อง ส่วนบุคคลอื่นบาฏิล (โมฆะ)

๒. ถ้าบุคคลหนึ่งได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่แทน เช่น จ่ายคุมซฺ หรือซะกาต หรือกะฟาเราะฮฺ หรืออ่านอักดฺ หรือทำสิ่งที่คล้ายคลึงกัน วาญิบสำหรับตนต้องปฏิบัติตามฟัตวาของมุจญฺตะฮิดที่ผู้มอบหมายตักลีดตาม แต่ถ้าตนในฐานะผู้รับจ้างปฏิบัติ เช่น รับจ้างนะมาซ หรือบำเพ็ญฮัจญฺ ต้องปฏิบัติตามฟัตวาของมุจญฺตะฮิดที่ตนตักลีดตาม


๓. ไม่อนุญาต ให้การยกเลิกเงื่อนไขของฮากิมที่มีคุณสมบัติสมบูรณ์ แม้แต่มุจญฺตะฮิดท่านอื่นจะเป็นผู้ยกเลิกก็ตาม เว้นเสียแต่ว่า รู้แน่นอนว่าฮากิมผิดพลาดในการออกเงื่อนไขนั้น 


หมวดที่ ๒ ความสะอาด

เงื่อนไขเกี่ยวกับความสะอาด

อัลลอฮฺ ไม่ทรงประสงค์ที่จะสร้างความยากลำบากและความคับแค้นใด ๆ แก่สูเจ้า แต่ทว่าพระองค์ทรงประสงค์ที่จะทำความสะอาดแก่สูเจ้า และประสงค์ให้ความโปรดปรานของพระองค์ที่ประทานแก่สูเจ้า เกิดความสมบูรณ์ เพื่อสูเจ้าจะได้ขอบคุณพระองค์   (อัล-มาอิดะฮฺ / ๖)

 ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า สิ่งที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติเรียกว่า บทบัญญัติ (อะฮฺกาม) ซึ่งประกอบด้วยวาญิบต่าง ๆ (ข้อบังคับ) ซึ่ง นมาซ เป็นหนึ่งในวาญิบที่เป็นพื้นฐานและมีความสำคัญมากที่สุด

บทบัญญัติเกี่ยวกับนมาซ แบ่งออกเป็น ๓ ประเด็น ดังนี้

๑. ปฐมบทของนมาซ หมายถึง สิ่งที่ผู้นมาซต้องกระทำก่อนนมาซ

๒. สิ่งที่เกี่ยวข้องกับนมาซ หมายถึง ปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการนมาซ เริ่มตั้งแต่ตักบีเราะตุลอิฮฺรอมจนถึงสลาม

๓. สิ่งที่ทำให้นมาซ บาฏิล (โมฆะ) หมายถึง ปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำบางอย่าง อันเป็นสาเหตุให้นมาซเสีย


ปฐมบทของนมาซ

หนึ่งในนั้น คือ ความสะอาด ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่ผู้นมาซต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษก่อนที่จะนมาซ ฉะนั้น ร่างกายและเสื้อผ้าของผู้นมาซทุกคนต้องสะอาดปราศจากสิ่งโสโครก (นะญิซ) ใด ๆทั้งสิ้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับนะญิซ (สิ่งโสโครก) และวิธีทำความสะอาด ด้วยเหตุนี้ อันดับแรกจึงขอทำความเข้าใจกับสิ่งเหล่านั้นก่อน

ก่อนที่จะทำความรู้จักกับสิ่งไม่สะอาด อิสลามมีกฎครอบคลุมทั่วไปประการหนึ่ง กล่าวคือ

สิ่งของทุกอย่างบนโลกนี้ ถือว่าสะอาด (สะอาดตามศาสนบัญญัติ) ยกเว้นสิ่งของ ๑๑ ชนิด และสิ่งที่ได้สัมผัสกับสิ่งเหล่านี้

นิญาซาต (สิ่งโสโครกต่าง ๆ)

๑-๒.ปัสสาวะ และ อุจจาระ ของมนุษย์และสัตว์ทุกประเภทที่ไม่อนุญาตให้บริโภคเนื้อเป็นอาหาร (ฮะรอม) และเป็นสัตว์ที่มีเลือดไหลพุ่ง 

๓. น้ำอสุจิ ของคนและสัตว์ทุกประเภทที่มีเลือดไหลพุ่ง ถึงแม้จะเป็นสัตว์ที่อนุญาตให้บริโภคเนื้อเป็นอาหารก็ตาม

๔. เลือด ของมนุษย์และสัตว์ทุกประเภทที่มีเลือดไหลพุ่ง

๕. ซากศพ ของคนและสัตว์ทุกประเภทที่มีเลือดไหลพุ่ง

๖. สุนัข ที่อาศัยอยู่บนบก ซึ่งอวัยวะทุกส่วนนะญิซ

๗. สุกร ที่อาศัยอยู่บนบก ซึ่งอวัยวะทุกส่วนนะญิซ

๘. สุรา และสิ่งมึนเมา ของเหลวทุกชนิดที่ทำให้เมา

๙. เบียร์ (เครื่องดื่มชนิดหนึ่งที่สกัดมาจากข้าวบาร์เลย์เป็นส่วนใหญ่)

๑๐. กาฟิร ผู้ปฏิเสธอัลลอฮฺ (ซบ.) เราะซูล และหลักคำสอนของอิสลาม

๑๑. เหงื่อของอูฐ ที่กินนะญิซ


 

เฎาฮาเราะฮฺ คือความสะอาดตามศาสนบัญญัติ ซึ่งนอกเหนือไปจากความสะอาดทั่วไป (นิซอฟัต) และนะญิซ คือสิ่งโสโครกหรือความสกปรกตามศาสนบัญญัติ ซึ่งนอกเหนือไปจากความโสโครกและความสกปรกทั่วไปที่คนส่วนใหญ่รู้จัก กล่าวคือ สิ่งหนึ่งอาจจะสะอาดแต่ในทัศนะของบัญญัติอิสลามสิ่งนั้นอาจไม่สะอาด จุดประสงค์ของอิสลาม คือ ต้องการความสะอาดทั้งสองด้าน หมายถึง มนุษย์ต้องคิดถึงความสะอาดของตนเองสังคมและสภาพแวดล้อมตลอดเวลา

บทบัญญัติเกี่ยวกับนะญิซ (สิ่งโสโครก)

ปัสสาวะและอุจาระ

๑. ปัสสาวะและอุจาระของมนุษย์และสัตว์ทุกประเภทที่เนื้อฮะรอม และเป็นสัตว์ที่มีเลือดไหลพุ่ง   นะญิซ  

๒. ปัสสาวะและอุจจาระของสัตว์ที่เนื้อฮะลาล (อนุญาตให้บริโภค) เช่น วัว แพะ แกะ และสัตว์อื่น ๆ ที่ไม่มีเลือดไหลพุ่ง   เช่น งู ปลา สะอาด

๓. ปัสสาวะและอุจจาระของสัตว์ที่เนื้อมักรูฮฺ ถือว่าสะอาด เช่น ม้า ลา ฬ่อ เป็นต้น

๔. มูลของนก ที่เนื้อฮะรอม เช่น นกกา เหยี่ยว นะญิซ *

*อายะตุลลอฮฺ อะลี คอเมเนอี มูลของนกที่เนื้อฮะรอมไม่เป็นนะญิซ (อิซติฟตาอาต คำถามที่ ๔)

บทบัญญัติเกี่ยวกับซากศพ

๑. คนตาย แม้ว่าเพิ่งจะเสียชีวิตและร่างยังไม่ทันเย็นอวัยวะทั่วร่างนะญิซ (ยกเว้นอวัยวะที่ไม่มีชีวิต เช่น เล็บ ผม ฟัน) และร่างของ

- ผู้ที่ถูกสังหารในสมรภูมิรบ (ชะฮีด)

- ร่างที่ฆุซุลครบ ๓ น้ำแล้ว (น้ำพิมเสน ใบพุทรา และน้ำเปล่า) ไม่นะญิซ


๒. เฉพาะชะฮีดที่เสียชีวิตในสมรภูมิรบเท่านั้นร่างสะอาด ด้วยเหตุนี้ ชะฮีดที่เกิดจากการวางระเบิด หรือถูกศัตรูลอบสังหาร หรือได้รับบาดเจ็บในสมรภูมิรบและเสียชีวิตนอกสมรภูมิ มิได้รวมอยู่ในกฎดังกล่าว

ขอบเขตของสมรภูมิ

ขอบเขตของสมรภูมิรบ คือ บริเวณที่เผชิญหน้ากันทั้งสองฝ่าย ซึ่งบริเวณนี้มิได้เจาะจงแค่แนวหน้าหรือเวลาที่ศัตรูจู่โจม

ซากสัตว์

๑. ซากสัตว์ที่ไม่มีเลือดไหลพุ่ง   ถือว่าสะอาด เช่น ปลา เป็นต้น

๒. ซากสัตว์ที่มีเลือดไหลพุ่ง ยกเว้นอวัยวะส่วนที่ไม่มีชีวิต เช่น ขน เขา เล็บและอื่น ๆ สะอาด ส่วนอวัยวะที่มีชีวิต เช่น เนื้อ หรือหนัง นะญิซ

ตัวอย่างบทบัญญัติของซากสัตว์

๑. ถ้าเป็นสุนัข สุกร อวัยวะทุกส่วนนะญิซ

๒. นอกเหนือจากสุนัขและสุกร

- ถ้าเป็นสัตว์ที่มีเลือดไหลพุ่งอวัยวะส่วนที่มีชีวิต นะยิช อวัยวะส่วนที่ไม่มีชีวิต สะอาด

- ถ้าไม่ใช่สัตว์ที่มีเลือดไหลพุ่ง อวัยวะทุกส่วนสะอาด

๓. อวัยวะส่วนที่ขาดออกจากร่างกายขณะที่ยังมีชีวิต ทั้งของคนและสัตว์ที่มีเลือดไหลพุ่ง อยู่ในเงื่อนไขเดียวกันกับอวัยวะที่ตายแล้ว หมายถึง ถ้าเป็นอวัยวะส่วนที่มีชีวิต นะญิซ ถ้าไม่มีชีวิต สะอาด ด้วยเหตุนี้ อวัยวะส่วนขาดจากร่างกายเนื่องจากการผ่าตัด นะญิซ

๔. ถ้าอวัยวะส่วนหนึ่งได้ขาดออกจากร่างที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่ยังไม่หลุดเสียที่เดียวเนื่องจากมีหนังติดอยู่ แม้ว่าหนังจะบางมากตราบที่ยังติดอยู่อวัยวะส่วนนั้นไม่ นะญิซ และไม่อยู่ในกฎของซากศพ


ประเด็นต่อไปนี้อยู่ในเงื่อนไขของความสะอาด

๑. ปัสสาวะและอุจจาระของสัตว์ที่ไม่รู้ว่าเนื้อฮะรอมหรือฮะลาล เช่น มูลนกที่ไม่รู้ว่าเป็นของนกประเภทใด

๒. ปัสสาวะและอุจจาระของสัตว์ที่ไม่รู้ว่ามีเลือดไหลพุ่งหรือไม่มี เช่น พบมูลในอาหาร ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นของมดหรือแมงสาบ

๓. พบกระดูกที่ไม่มีเนื้อติดอยู่ และไม่รู้ว่าเป็นของสัตว์ที่นะญิซ (สุนัข สุกร) หรือสัตว์อื่น

๔. พบกระดูกมนุษย์ที่ไม่มีเนื้อติดอยู่ และไม่รู้ว่าเป็นกระดูกของกาฟิรหรือมุสลิม

๕. พบเนื้อหรือหนังสัตว์ที่ไม่รู้ว่าเป็นของสัตว์ที่มีเลือดไหลพุ่งหรือไม่มี

บทบัญญัติของสิ่งของที่ทำมาจากหนังของสัตว์

๑. สิ่งของต่าง ๆ ที่ทำมาจากอวัยวะสัตว์ส่วนที่ไม่มีชีวิต ถือว่าสะอาด ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เชือดตามหลักการของศาสนา ดังนั้น เสื้อผ้าที่ทำมาจากขนหมี ถือว่าสะอาด แม้ว่ามุสลิมจะไม่ได้เป็นผู้ผลิต หรือขายในตลาดที่ไม่ใช่มุสลิม แต่ถ้าทำมาจากสัตว์ที่เนื้อฮะรอม นะมาซกับเสื้อผ้านั้น บาฏิล

๒. สิ่งของต่าง ๆ ที่ทำมาจากอวัยวะส่วนที่มีชีวิตจากซากสัตว์ที่มีเลือดไหลพุ่ง นะญิซ เช่น สิ่งของที่ทำจากหนังสัตว์ คล้ายกระเป๋า รองเท้า หมวก เข็มขัด ถุงมือ สายนาฬิกา เป็นต้น

๓. สิ่งของที่ไม่รู้ว่าเป็นหนังสัตว์หรือไม่ ถือว่าอยู่ในกฎของความสะอาด กล่าวคือไม่นะญิซ

๔. สิ่งของที่ไม่รู้ว่าทำมาจากอวัยวะของสัตว์ที่มีเลือดไหลพุ่งหรือไม่ ถือว่าอยู่ในกฎของความสะอาด เช่น เข็มขัดที่ไม่แน่ใจว่าทำมาจากหนังงู หรือหนังสัตว์อื่น


๕. สิ่งของต่าง ๆ ที่ทำมาจากหนังสัตว์ที่มีเลือดไหลพุ่ง เช่น รองเท้าที่รู้ว่าทำมาจากหนังวัว แต่ไม่รู้ว่าเชือดตามหลักศาสนาหรือไม่ มีรายละเอียดแตกต่างกันดังนี้

-  ถ้าซื้อมาจากมุสลิม หรือผลิตในประเทศมุสลิม ถือว่าสะอาด

- ถ้าซื้อมาจากมุสลิม แต่ผลิตในประเทศที่ไม่ใช่มุสลิม เช่น ซื้อรองเท้าหนังจากร้านมุสลิมแต่ผลิตในประเทศฝรั่งเศส ถือว่านะญิซ นอกเสียจากรู้ว่าสัตว์นั้นถูกเชือดตามหลักการของศาสนา และผู้นำเข้าเป็นมุสลิมซึ่งเขาจะหลีกเลี่ยงการนำเข้าของที่ไม่ถูกต้องตามหลักการศาสนา

- ถ้าซื้อจากผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม แต่ผลิตในประเทศมุสลิม ถือว่าสะอาด เช่น ซื้อรองเท้าในประเทศไทย แต่ผลิตในประเทศปากีสถาน

- ถ้าซื้อจากผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม และผลิตในประเทศที่ไม่ใช่มุสลิมนะญิซ *

*อายะตุลลอฮฺ อะลีคอเมเนอี ถ้าคาดว่าสัตว์นั้นได้เชือดตามหลักการศาสนา ถือว่าสะอาด แต่ถ้ามั่นใจว่าไม่ได้เชือดตามหลักการศาสนา นะญิซ (อิซติฟตาอาต คำถามที่ ๘)

          -  ซื้อมาจากมุสลิม แต่ไม่รู้ว่าผลิตในประเทศใด ถือว่าสะอาด

          - ซื้อมาจากผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม แต่ไม่รู้ว่าผลิตในประเทศใด นะญิซ

ผลิตภัณฑ์จากนม

ผลิตภัณฑ์นมที่ทำมาจากสัตว์ที่เนื้อฮะลาลและมีชีวิต เช่น นม นมเปรี้ยว เนย และสิ่งที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งทำมาจากวัว แพะ หรืออูฐ ถือว่าสะอาดและอนุมัติให้บริโภค แม้ว่ากาฟิรจะเป็นผู้ผลิตก็ตาม หรือขายในตลาดที่มิใช่มุสลิม หรือนำเข้าจากประเทศที่มิใช่อิสลาม นอกเสียจากมั่นใจว่าร่างกายกาฟิรโดนกับสิ่งนั้น ถือว่านะญิซ แต่แค่สงสัยหรือคาดว่า ถือว่าไม่เพียงพอ และไม่จำเป็นต้องตรวจสอบแต่อย่างใด


อิซติฟตา(คำวินิจฉัย)

คำถาม  หนังสัตว์ที่ขายในประเทศฝรั่งเศส (รองเท้า กระเป๋าเป็นต้น) ซึ่งคาดว่าสิ่งเหล่านั้นนำเข้าจากประเทศแอลจีเรีย ซึ่งสะอาด ดังนั้น การสวมใส่หรือใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านั้น กฎเป็นเช่นไร

คำตอบ ถือว่าอยู่ในกฎของซากสัตว์ (นะญิซ)

คำถาม หนังสัตว์ที่สั่งนำเข้าจากต่างประเทศ เพื่อผลิตรองเท้า หรือสิ่งที่คล้ายคลึงกัน ถือว่านะญิซ หรือสะอาด

คำตอบ หนังสัตว์ที่สั่งนำเข้าจากประเทศมุสลิม สะอาด นอกเสียจากมั่นใจว่าไม่ได้เชือดตามหลักการศาสนา หนังที่สั่งนำเข้าจากประเทศที่ไม่ใช่มุสลิม ถือว่านะญิซ  นอกเสียจากมั่นใจว่าสัตว์นั้นเชือดตามหลักการศาสนา หรือคาดว่ามุสลิมผู้นำเข้า จะหลีกเลี่ยงสิ่งที่ไม่ถูกต้องตามหลักการและมอบหนังให้อยู่ในความรับผิดชอบของมุสลิม

บทบัญญัติเกี่ยวกับเลือด

๑. เลือดของมนุษย์และสัตว์ที่มีเลือดไหลพุ่ง นะญิซ เช่น เลือดไก่ เลือดแพะ วัวและอื่นสัตว์ ๆ ที่คล้ายคลึงกัน

๒. เลือดของสัตว์ที่ไม่มีเลือดไหลพุ่ง สะอาด เช่น เลือดปลา เลือดยุง เป็นต้น

๓. เลือดที่พบในไข่ไก่ไม่นะญิซ แต่อิฮฺติยาฏวาญิบไม่ให้รับประทาน แต่ถ้าได้ตีไข่ให้เข้ากันและเลือดได้จางหายไป รับประทานได้ไม่เป็นไร

๔. เลือดที่ออกตามไรฟัน หากผสมกับน้ำลายในปากแล้วเลือดได้จางหายไปถือว่าสะอาด และถ้ากลืนน้ำลายลงไป ถือว่าไม่เป็นไร


 

ประเด็นต่อไปนี้ถือว่าอยู่ในกฎของความสะอาด

๑. สิ่งของสีแดง ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นเลือด

๒. เลือดที่ไม่รู้ว่าเป็นของสัตว์ที่มีเลือดไหลพุ่งหรือไม่ เช่น เลือดที่ติดอยู่ที่เสื้อผ้าไม่รู้ว่าเป็นเลือดยุง หรือเลือดของตนเอง

๓.  เลือดที่ไม่รู้ว่าเป็นของสัตว์ที่มีเลือดไหลพุ่งหรือไม่ เช่น งู

๔. สิ่งที่ไหลออกจากบาดแผล ไม่รู้ว่าเป็นเลือดหรือน้ำเหลือง กรณีที่บาดแผลสะอาด แต่ถ้าบาดแผลนะญิซ น้ำเหลืองหรือสิ่งอื่นที่ไหลออกมาโดนบริเวณนะญิซ ถือว่านะญิซ

๕. เนื่องจากมีแผลบนร่างกาย และมีสิ่งเปียกไหลออกมาไม่รู้ว่าเป็นเลือดหรือไม่

สุรา และสิ่งมึนเมา

๑. สุราและของเหลวทุกชนิดที่ทำให้เมา นะญิซ

๒. ของเหลวทุกชนิดที่ทำให้เมา (จุดเริ่มต้นเป็นของเหลว) ถึงแม้จะแข็งตัวเป็นก้อนถือว่า นะญิซ 

*อายะตุลลอฮฺ อะลีคอเมเนอี อิฮฺติยาฏวาญิบ นะญิซ (อิซติฟตาอาต คำถามที่ ๕)

๓. สิ่งของที่มิใช่ของเหลวแต่ทำให้เมา เช่น กัญชา ไม่นะญิซ ถึงแม้ว่าจะผสมกับน้ำจนกลายเป็นของเหลวก็ตาม

๔. น้ำองุ่นที่ต้มจนเดือดถ้าทำให้เมา ถือว่านะญิซ แต่ถ้าไม่ทำให้เมาถึงแม้ว่ากินจะฮะรอม ไม่ถือว่านะญิซ

๕. อินทผลัมและองุ่นแห้ง ถ้าได้ปรุงพร้อมกับอาหาร เช่น ข้าว ไม่ฮะรอม แม้ว่าจะเดือดก็ตาม


กาฟิร

กาฟิร และนะญิซ

๑. บุคคลที่ปฏิเสธพระเจ้า (หมายถึงผู้ที่ปฏิเสธการมีอยู่ของพระผู้เป็นเจ้า)

๒. บุคคลที่ปฏิเสธสภาวะการเป็นนบีของท่านนบีมุฮัมมัด (ซ็อล ฯ)

๓. บุคคลที่ปฏิเสธความเป็นเอกะของอัลลอฮฺ (ซบ.) หมายถึงตั้งภาคีเทียบเคียงพระองค์

๔. บุคคลที่ปฏิเสธสิ่งจำเป็นของศาสนา ขณะที่รู้ดีว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งจำเป็นของศาสนา ซึ่งการปฏิเสธของเขาเท่ากับเป็นการปฏิเสธสาส์นของบี หรือปฏิเสธนบี หรือยกเลิกคำสอนศาสนา

๕. บุคคลที่ทำตนเป็นศัตรู ด่าว่า หรือใส่ร้ายบรรดาอิมามมะอฺซูม (อ.) เพียงท่านเดียวหรือทั้งหมด *

อายุตุลลอฮฺ อะลี คอเมเนอี  ชาวคัมภีร์ถือว่าสะอาด (อิซติฟตาอาต เล่ม ๑ หน้า ๙๗ คำถามที่ ๓๒๔) ชาวคัมภีร์หมายถึง พวกยะฮูดียฺ นะซอรอ โซโรอัสเตอร์ และซอบิอีน (อิซติฟตาอาต เล่ม ๑ หน้า ๙๘คำถามที่ ๓๒๗)

สองสามประเด็นสำคัญ

๑. ร่างกายของกาฟิรทุกส่วน ขน ผม เล็บ และความเปียกชื้นทั้งหลาย นะญิซ

 ๒. บุคคลที่ไม่รู้ว่าเป็นมุสลิมหรือกาฟิร ถือว่าสะอาด แต่ไม่สามารถนำบทบัญญัติอื่นของมุสลิมมาใช้กับเขาได้ เช่น ไม่สามารถแต่งงานกับหญิงมุสลิม และไม่สามารถฝังในสุสานของมุสลิมได้


สิ่งที่สะอาดนะญิซได้อย่างไร?

ในบทก่อนกล่าวไปแล้วว่า ของทุกสิ่งบนโลกนี้ถือว่าสะอาดยกเว้นบางสิ่ง   แต่ในบางครั้งสิ่งที่สะอาดอาจเปลี่ยนเป็นนะญิซได้ถ้าหากสิ่งนั้นไปโดนนะญิซในขณะที่ทั้งสองเปียก หรืออย่างหนึ่งอย่างใดเปียก ซึ่งความเปียกชื้นของสิ่งหนึ่งซึมไปยังอีกสิ่งหนึ่ง

๑. ถ้าสิ่งของสะอาดไปโดนสิ่งนะญิซ และทั้งสองนั้นเปียกชื้นซึ่งความเปียกชื้นของสิ่งหนึ่งซึมไปยังอีกสิ่ง สิ่งที่สะอาดจะนะญิซ

๒. แต่ประเด็นต่อไปนี้อยู่ในกฎของสิ่งที่สะอาด

- ไม่รู้ว่าสิ่งที่สะอาดกับนะญิซโดนกันหรือไม่

- ไม่รู้ว่าสิ่งที่สะอาดกับนะญิซเปียกชื้นหรือไม่

- ไม่รู้ว่าความเปียกชื้นจากสิ่งหนึ่งซึมไปยังอีกสิ่งหรือไม่

สองสามประเด็นสำคัญ

๑. การรับประทานหรือดื่มสิ่งนะญิซ ฮะรอม 

๒. ถ้าเห็นว่าบุคคลหนึ่งกำลังรับประทานนะญิซ หรือสวมเสื้อผ้าที่เปื้อนนะญิซนะมาซ ไม่จำเป็นต้องบอกให้รู้

๓. สิ่งที่สะอาดถ้าสงสัยว่านะญิซหรือไม่ ถือว่าสะอาด และไม่จำเป็นต้องตรวจสอบแต่อย่างใด ถึงแม้จะสามารถเข้าใจถึงความสะอาดหรือนะญิซได้ก็ตาม ด้วยเหตุนี้ ตัวอย่างที่จะกล่าวต่อไปนี้อยู่ในกฎของความสะอาด ไม่จำเป็นต้องถามหรือสอบสวนแต่อย่างใด ฉะนั้น

- น้ำหอม ที่ผู้มิใช่มุสลิมเป็นผู้ผลิต แต่ไม่รู้ว่าร่างกายของเขาโดนน้ำหอมหรือไม่


- ข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ ในโรงแรมที่ไม่ใช่ประเทศมุสลิม เช่น ภาชนะ ผ้าเช็ดตัว ห้องน้ำ ห้องส้วมสบู่ เตียงนอน และอื่น ๆ หรือแม้แต่ที่จับ ถ้าหากไม่มั่นใจว่ากาฟิรได้สัมผัสสิ่งเหล่านั้นขณะร่างกายเปียกชื้น หรือไม่สามารถพิสูจน์นะญิซได้จากวิธีทางอื่น ถือว่าสะอาด

- ข้าวของเครื่องใช้ที่มีอยู่ในบ้านเช่าหรือบ้านซื้อ ซึ่งก่อนหน้านั้นกาฟิรเคยอยู่มาก่อน เช่น ของใช้ในครัว พรม ตู้เสื้อผ้า ที่จับประตู หรือสิ่งอื่น หากไม่มั่นใจว่าสิ่งนั้นนะญิซ ถือว่าสะอาด

- เบาะรถประจำทางหรือแท็กซี่ในประเทศที่ไม่ใช่มุสลิม ขณะที่ฝนตกและร่างกายเปียกชื้น ถ้าไม่มั่นใจว่าเบาะนั้นเปื้อนนะญิช การนั่งลงบนเบาะไม่ทำให้ร่างกายและเสื้อผ้านะญิซ

- การใช้ช้อน ถ้วยจาน แก้วน้ำ และของใช้อื่น ๆ ในร้านอาหาร ถ้าไม่มั่นใจว่าสิ่งเหล่านั้นเปื้อนนะญิซ ถือว่าสะอาด

- น้ำอัดลมและเครื่องดื่มต่าง ๆ โดยปกติเป็นสิ่งสะอาดและฮะลาล แต่ไม่รู้ว่าโดนร่างกายกาฟิรหรือไม่ ถือว่าสะอาด แต่โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจุบันสิ่งเหล่านี้บรรจุโดยใช้เครื่องจักรกล

- เครื่องอุปโภคและบริโภคต่าง ๆ เช่น น้ำตาล ช็อกโกแลต ขนมปัง หมากฝรั่ง และอื่น ๆ ที่ไม่ได้ผลิตในประเทศมุสลิม ถ้ามั่นใจว่าร่างกายกาฟิรไม่ได้สัมผัสสิ่งเหล่านั้น หรือไม่มั่นใจว่าสิ่งเหล่านั้นนะญิซ ถือว่าสะอาด

- ถั่ว ผลไม้ และผักต่าง ๆ ที่บุคคลที่มิได้เป็นมุสลิมเป็นผู้ขาย แต่มั่นใจว่าสิ่งเหล่านั้นไม่นะญิซ ถือว่าสะอาด แม้ว่าผู้ที่มิได้เป็นมุสลิมจะเป็นผู้เพราะปลูก เก็บเกี่ยว หรือแบกหามก็ตาม


- น้ำมันที่ใช้ปรุงอาหารไม่ว่าจะเป็นน้ำมันที่ทำจากไขมันสัตว์หรือพืช หากไม่มั่นใจว่านะญิซ หรือเปื้อนนะญิซ ถือว่าสะอาด

 - ของเหลวต่าง ๆ ที่ใช้กับรถยนต์ มอเตอร์ไซค์ หรือใช้ภายในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นเบนซิน หรือแก๊สโซลีน น้ำมันก๊าด น้ำมันโซล่า จาระบี หรือสิ่งอื่นซึ่งผู้กลั่นน้ำมัน หรือจำหน่ายมิใช่มุสลิม แต่ไม่มั่นใจว่านะญิซ ถือว่าสะอาด

- อุปกรณ์เครื่องใช้สำหรับงานต่าง ๆ ถ้าให้บุคคลที่มิได้เป็นมุสลิม เช่น ผ้าที่ใช้ตับเย็บเสื้อผ้า หรือรถยนต์ที่ส่งไปซ่อม หลังจากรับของคืนแล้วถ้าไม่มั่นใจว่าสิ่งนั้นนะญิซ ถือว่าสะอาด

- ขนมปังหรือสิ่งที่คล้ายคลึงกันที่มุสลิมไม่ได้ปรุง แต่วัตถุดิบเดิมเป็นสิ่งสะอาดและไม่มั่นใจว่านะญิซ ถือว่าสะอาด

- การจับมือกับกาฟิรขณะที่มือไม่เปียก หรือเพียงแค่ชื้นแต่ไม่สามารถซึมไปยังอีกฝ่ายหนึ่งได้ หรือมั่นใจว่าไม่ซึมแน่นอน ถือว่ามือมุสลิมไม่นะญิซ

มุเฏาะฮิรอต (สิ่งทำความสะอาด)

อัลลอฮฺทรงประทานน้ำฝนจากฟากฟ้ามายังสูเจ้า เพื่อชำระสูเจ้าให้สะอาด เพื่อจัดมลทิน และเพทุบายของมารร้ายออกจากสูเจ้า  (อัล-อันฟาล / ๑๑)

สิ่งที่เปื้อนนะญิซจะสะอาดได้อย่างไร?

สิ่งทั้งหลายที่เปื้อนนะญิซสามารถทำให้สะอาดได้ ซึ่งสิ่งที่ใช้ทำความสะอาดนะญิซประกอบด้วย


๑. น้ำ

๒. พื้นดิน

๓. แสงแดด

๔. การแปรสภาพ

๕. การโยกย้าย

๖. การยอมรับอิสลาม

๘. การตาม

๘. การขจัดนะญิซให้หมดไป

๙. การกักขังสัตว์ที่กินนะญิซ (อิสติบรออฺ)

๑๐. การหายตัวไปของมุสลิม

๑. น้ำ สามารถใช้ชำระล้างสิ่งโสโครก (นะญิซ) ให้สะอาดได้ ซึ่งแบ่งออกเป็นหลายชนิด การเรียนรู้ประเภทต่าง ๆ ของน้ำจะช่วยทำให้เข้าใจปัญหาที่เกี่ยวข้องกับน้ำได้ดียิ่งขึ้น

 

ประเภทของน้ำ

๑. น้ำผสม

๒. น้ำบริสุทธิ์ ได้แก่น้ำฝน น้ำไหล น้ำบ่อ น้ำมีปริมาณกุร และน้ำน้อย

น้ำผสม (มุดอฟ)  หมายถึงน้ำที่สกัดออกจากสิ่งอื่น เช่น น้ำผลไม้ต่าง ๆ หรือน้ำที่ผสมกับสิ่งอื่นซึ่งไม่สามารถเรียกว่าน้ำได้อีก เช่น น้ำหวาน เป็นต้น

ส่วนน้ำบริสุทธิ์ หมายถึงน้ำที่ไม่มีสิ่งอื่นเจือปน


 

บทบัญญัติเกี่ยวกับน้ำผสม

๑.  ไม่สามารถใช้ชำระล้างสิ่งที่เปื้อนนะญิซได้ (มิได้จัดว่าเป็นมุเฏาะฮิร)

๒. เมื่อโดนนะญิซหรือสิ่งที่เปื้อนนะญิซจะกลายเป็นนะญิซทันที ถึงแม้ว่านะญิซจะมีจำนวนเล็กน้อยและสี กลิ่น หรือรสมิได้เปลี่ยนไปก็ตาม

  ๓. วูฎูอฺและฆุซลฺกับน้ำนั้นไม่ถูกต้อง

ประเภทของน้ำบริสุทธิ์

น้ำบริสุทธิ์  ( มุฏลัก ) หมายถึงน้ำที่มิได้มีสิ่งใดเจือปน 

บางครั้งน้ำอาจไหลออกจากพื้นดิน หรือหลั่งลงมาจากฟากฟ้า หรือไม่ได้ไหลออกจากดินและไม่ได้หลั่งลงมา น้ำที่หลั่งลงมาจากฟากฟ้าเรียกว่า น้ำฝน

น้ำที่ไหลออกจากพื้นดิน เรียกว่าน้ำไหล น้ำที่ไม่ได้ไหลที่เรียกว่า น้ำบ่อ น้ำที่ไม่ได้ไหลนิ่งอยู่กับเรียกว่า น้ำนิ่ง และน้ำนิ่งถ้ามีจำนวนมากเรียกว่า น้ำกุร ถ้ามีจำนวนน้อยเรียกวา น้ำน้อย

ปริมาณของน้ำกุร ถ้าบรรจุอยู่ในภาชนะ ๆ  ต้องมีขนาดความกว้าง ยาว และสูง ๓.๕ คืบ*

*อายะตุลลอฮฺ อะลี คอเมเนอี ภาชนะต้องมีขนาดปริมาตรประมาณ ๔๒/๗-๘คืบ หรือประมาณ ๓๘๔ ลิตร

ถ้าคิดเป็นน้ำหนักประมาณ ๓๗๗ หรือ ๔๑๙ กิโลกรัม หรือ ๓๘๔ ลิตร

ปริมาณของน้ำน้อย หมายถึงน้ำที่มีปริมาณน้อยกว่า ๑ กุร

เฉพาะน้ำบริสุทธิ์เท่านั้นสามารถชำระล้างสิ่งที่เปื้อนนะญิซได้ แม้ว่าน้ำผสมบางครั้งสามารถล้างสิ่งสกปรกให้สะอาดได้ แต่ไม่สามารถชำระล้างสิ่งที่เปื้อนนะญิซได้เด็ดขาด


บทบัญญัติเกี่ยวกับน้ำน้อย

๑. ถ้าสิ่งนะญิซไปโดนน้ำน้อยน้ำจะเป็นนะญิซทันที (โดยไม่มีความแตกต่างว่าเอาน้ำราดลงนะญิซหรือนะญิซได้ตกลงในน้ำ)

๒. ถ้าเทน้ำน้อยจากด้านบนลงบนนะญิซ เฉพาะส่วนที่โดนนะญิซเท่านั้น นะญิซ แต่ส่วนบนที่อยู่เหนือขึ้นไปสะอาด เช่น ราดน้ำจากกระป๋องลงบนสิ่งที่เปื้อนนะญิซ

๓. ถ้าฉีดน้ำน้อยจากข้างล่างขึ้นไปข้างบน ถ้านะญิชไปถึงข้างบนด้านล่างไม่นะญิซ แต่ถ้านะญิซตกลงมาข้างล่างข้างบนนะญิซด้วยเช่นกัน

๔. ถ้าน้ำกุรหรือน้ำไหลเชื่อมต่อกับน้ำน้อยที่นะญิซและน้ำได้ผสมกัน ถือว่าน้ำน้อยสะอาด เช่น นำภาชนะใส่น้ำน้อยที่นะญิซไปวางไว้ใต้ก๊อกน้ำที่เชื่อมต่อกับน้ำกุร แล้วเปิดน้ำลงไปในภาชนะให้น้ำผสมกัน

๕. ถ้านำน้ำน้อยไปล้างนะญิซโดยราดน้ำลงบนสิ่งที่เปื้อนนะญิซ น้ำที่กระเด็นออกมา นะญิซ และน้ำที่ใช้ล้างนะญิซหลังจากขจัดนะญิซออกแล้วได้ราดน้ำลงบนสิ่งนั้น น้ำที่กระเด็นออกมาจำเป็นต้องหลีกเลี่ยง 

บทบัญญัติของน้ำกุร  น้ำไหล  และน้ำบ่อ

๑. น้ำบริสุทธิ์ทั้งหลายยกเว้นน้ำน้อยถ้า สี กลิ่น หรือรสของนะญิซมิได้ทำให้น้ำเปลี่ยนไป ถือว่าสะอาด แต่ถ้ามีนะญิซไปโดนและอย่างใดอย่างหนึ่งเปลี่ยนไปถือว่า นะญิซ (ฉะนั้น น้ำกุร น้ำไหล น้ำบ่อ แม้กระทั้งน้ำฝนก็รวมอยู่ในกฎเดียวกัน)

๒. น้ำประปาตามอาคารที่เชื่อมต่อกับน้ำกุร ถือว่าอยู่ในกฎของน้ำกุร


คุณลักษณะบางอย่างของน้ำฝน

๑. ถ้าฝนตกลงสิ่งเปื้อนนะญิซ แต่ไม่มีนะญิซติดอยู่เพียงครั้งเดียวถือว่าสะอาด

๒. ถ้าฝนตกลงบนพรมหรือเสื้อผ้าเปื้อนนะญิซ ถือว่าสะอาด โดยไม่จำเป็นต้องบิด

๓. ถ้าฝนตกลงบนพื้นที่เปื้อนนะญิซ ถือว่าสะอาด

๔. ถ้าน้ำฝนได้รวมกันในที่หนึ่ง แม้ว่าจะมีปริมาณน้อยกว่ากุร แต่ตราบที่ฝนยังตกอยู่ถ้านำสิ่งที่เปื้อนนะยิซไปล้างในนั้นกลิ่น สี หรือรสของน้ำมิได้เปลี่ยนไป ถือว่าสะอาด

บทบัญญัติความสงสัยเกี่ยวกับน้ำ

๑. น้ำจำนวนหนึ่งถ้าสงสัยว่ามีปริมาณถึงกุรหรือไม่ หากมีนะญิซไปโดน ไม่ถือว่านะญิซ แต่ไม่มีเงื่อนไขอย่างอื่นของน้ำกุร

๒. น้ำจำนวนหนึ่งเคยเป็นน้ำกุร แต่สงสัยว่ากลายเป็นน้ำน้อยแล้วหรือยัง ถือว่ายังอยู่ในกฎน้ำกุร

๓. น้ำที่ไม่รู้ว่าสะอาดหรือนะญิซ ถือว่าสะอาด

๔. น้ำสะอาดถ้าสงสัยว่าเป็นนะญิซหรือไม่ ถือว่ายังอยู่ในกฎน้ำสะอาด

๕. น้ำนะญิซ แต่ไม่รู้ว่าสะอาดหรือยัง ถือว่ายังอยู่ในกฎน้ำนะญิซ

๕. น้ำบริสุทธิ์ แต่ไม่รู้กลายเป็นน้ำผสมหรือยัง ถือว่ายังอยู่ในกฎน้ำบริสุทธิ์            


น้ำสามารถชำระล้างสิ่งที่เป็นนะญิซให้สะอาดได้อย่างไร?

น้ำเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตของมวลมนุษย์ และยังช่วยชำระล้างสิ่งโสโครก  (นะญิซ)     ให้สะอาดได้อีก  หากทำไปตามบทบัญญัติ  ดังต่อไปนี้

จะล้างสิ่งของ ที่เปื้อนนะญิซด้วยน้ำได้อย่างไร?

น้ำเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับชีวิตและเป็นตัวชำระล้างนะญิซได้มากที่สุด ในแต่ละวันมนุษย์จะมีความผูกพันกับน้ำมาก

การทำความสะอาดสิ่งของที่เปื้อนนะญิซ (หน้าที่๕๒)

๑. ถ้าภาชนะเปื้อนนะญิซให้ล้างด้วยน้ำกุรเพียงครั้งเดียว แต่ถ้าเป็นน้ำน้อยให้ล้าง ๓ ครั้ง

๒. ถ้าเป็นสิ่งอื่นที่ไม่ใช่ภาชนะเปื้อนนะญิซที่ไม่ใช่ปัสสาวะ ให้ล้างด้วยน้ำกุรเพียงครั้งเดียว แต่ถ้าเป็นน้ำน้อยให้ล้าง๑ ครั้ง

๓. ถ้าเปื้อนปัสสาวะ (ไม่ใช่ภาชนะ) จำเป็นต้องล้างด้วยน้ำกุร ๑ ครั้ง หรือถ้าเป็นน้ำน้อยให้ล้าง ๒ ครั้ง

คำอธิบาย

๑. การล้างสิ่งของเปื้อนนะญิซ อันดับแรกให้ขจัดนะญิซออกก่อน หลังจากนั้นให้ล้างด้วยน้ำตามจำนวนที่กล่าวข้างต้น เช่น ภาชนะที่เปื้อนนะญิซหลังจากขจัดนะญิซออกแล้วให้ล้างด้วยน้ำกุร ๑ ครั้ง

๒. พรมเสื้อผ้าและสิ่งที่คล้ายคลึงกันปกติจะดูดซับน้ำแต่สามารถบิดได้ ดังนั้น ถ้าล้างด้วยน้ำน้อยหลังจากราดน้ำทุกครั้งให้บิดหรือบีบให้แห้ง หรือถ้าล้างด้วยวิธีอื่นต้องให้น้ำเปียกจนทั่ว แต่ถ้าเป็นน้ำกุร หรือน้ำไหล เป็นอิฮฺติยาฏวาญิบ ต้องให้น้ำซึมผ่านเข้าไปอย่างทั่วถึง*


*อายะตุลลอฮฺ อะลีคอเมเนอี การทำความสะอาดด้วยน้ำกุร หรือน้ำไหลไม่จำเป็นต้องบิดน้ำออกแค่ทำให้น้ำออกมาจะด้วยวิธีใดก็ตาม หรืออาจใช้วิธีสะบัดก็พอแล้ว 

๓. ถ้าใช้น้ำไหลหรือน้ำบ่อ ล้างสิ่งที่เปื้อนนะญิซจะอยู่ในเงื่อนไขเดียวกันกับน้ำกุร ดังที่อธิบายผ่านมาแล้ว

ประเด็นสำคัญ

ภาชนะเปื้อนนะญิซสามารถล้างด้วยน้ำได้ดังนี้

- ถ้าเป็นน้ำกุร ให้นำภาชนะจุ่มลงไปและนำขึ้นมาเพียงครั้งเดียว

- ถ้าเป็นน้ำน้อย ให้เทน้ำใส่ภาชนะจนเต็มแล้วเทออก ให้ทำ ๓ ครั้ง หรือเทน้ำจำนวนหนึ่งใส่ภาชนะแล้วเขย่าให้ทั่วถึงบริเวณที่เปื้อนนะญิซแล้วเทออก ให้ทำ ๓ ครั้ง

เงื่อนไขการทำความสะอาดภาชนะ

๑. ภาชนะเปื้อนนะญิซเนื่องจากสุนัขเลีย หรือกินน้ำจากภาชนะนั้น

- ถ้าล้างด้วยน้ำน้อย อิฮฺติยาฏวาญิบ ให้ล้าง ๒ ครั้ง ก่อนล้างให้เอาฝุ่นดินทาก่อน

- ถ้าล้างด้วยน้ำกุรหรือน้ำไหล อิฮฺติยาฏวาญิบให้ล้าง ๒ ครั้ง ก่อนล้างให้เอาฝุ่นดินทาก่อน

๒. ภาชนะเปื้อนนะญิซเนื่องจากสุกรกินอาหารหรือน้ำจากภาชนะนั้น

-  ถ้าล้างด้วยน้ำน้อยให้ล้าง ๗ ครั้ง อิฮฺติยาฎมุซตะฮับก่อนล้างให้เอาฝุ่นดินทาก่อน

- ถ้าล้างด้วยน้ำกุรหรือน้ำไหล อิฮฺติยาฏวาญิบให้ล้าง ๗ ครั้ง อิฮฺติยาฎมุซตะฮับก่อนล้างให้เอาฝุ่นดินทาก่อน


๓. ภาชนะเปื้อนสุรา (สุราเป็นนะญิซ)

-  ถ้าล้างด้วยน้ำน้อยให้ล้าง ๓ ครั้ง แต่ดีกว่าให้ล้าง ๗ ครั้ง

- ถ้าล้างด้วยน้ำกุรหรือน้ำไหล ให้ล้างเพียงครั้งเดียว

สองประเด็นสำคัญ

๑. ฝุ่นดินที่ใช้ทาภาชนะก่อนล้างด้วยน้ำต้องสะอาด

๒. ภาชนะที่สุกรเลีย อิฮฺติยาฏวาญิบ ถือว่าอยู่ในกฎของภาชนะ

วิธีทำความสะอาดพื้นเปื้อนนะญิซ

๑. ถ้าล้างด้วยน้ำกุร อันดับแรกต้องขจัดสิ่งโสโครกออกก่อน   หลังจากนั้นใช้น้ำกุรหรือน้ำไหลเทลงไปโดยให้น้ำไหลทั่วบริเวณที่เปื้อนนะญิซ  

๒. ถ้าล้างด้วยน้ำน้อย

- กรณีที่เป็นพื้นซึ่งน้ำไม่สามารถไหลผ่านได้ ไม่สามารถใช้น้ำน้อยทำความสะอาดได้

- ถ้าน้ำไหลผ่านไปบนพื้น บริเวณที่ น้ำไหลผ่านถือว่าสะอาด

๓. ฝาผนังเปื้อนนะญิซ สามารถทำความสะอาดได้เหมือนกับพื้นที่เปื้อนนะญิซ

๔. ขณะที่ทำความสะอาดพื้นดินน้ำได้ไหลผ่านไปยังบ่อ หรือไหลออกไปจากบริเวณนั้น ดังนั้น ทุกที่ ๆ น้ำไหลผ่านถือว่าสะอาด

วิธีล้างเมล็ดและถั่วต่าง ๆ

๑. ถ้าภายนอกเปื้อนนะญิซ ให้ล้างในน้ำกุร หรือน้ำไหล หรือราดด้วยน้ำน้อยให้ไหลผ่านไป ถือว่าสะอาด

๒. ถ้าภายในนะญิซ ไม่สามารถทำความสะอาดด้วยน้ำน้อยหรือน้ำกุรได้

๓. ถ้าสงสัยว่าภายในเปื้อนนะญิซหรือไม่ ให้ล้างเฉพาะข้างนอกถือว่าเพียงพอ


ประเด็นสำคัญ

- ถ้าสิ่งของเปื้อนปัสสาวะเด็กทารกที่ดื่มน้ำนมมารดาเพียงอย่างเดียว ยังมิได้กินอาหารอย่างอื่น หรือมิได้ดื่มนมสุกร ให้เอาน้ำราดบริเวณที่เปื้อนปัสสาวะให้ทั่วเพียงครั้งเดียว ถือว่าสะอาด ถ้าเป็นพรมหรือเสื้อผ้าไม่จำเป็นต้องบิด

เงื่อนไขของน้ำที่ใช้ทำความสะอาดนะญิซมีดังนี้

๑. ต้องเป็นน้ำบริสุทธิ์ เนื่องจากน้ำผสมไม่สามารถทำความสะอาดนะญิซได้

๒.น้ำต้องสะอาด เนื่องจากน้ำนะญิซไม่สามารถทำความสะอาดนะญิซได้

๓. ขณะทำความสะอาดสิ่งของต้องไม่มีนะญิซเพิ่มเข้ามา

๔.ขณะทำความสะอาดสิ่งที่เปื้อนนะญิซสี กลิ่น หรือรสของนะญิซต้องไม่ทำให้น้ำเปลี่ยน

๕.หลังจากทำความสะอาดสิ่งเปื้อนนะญิซแล้ว จะต้องไม่มีนะญิซ (อัยนุลนะยาซะฮฺ) ติดค้างอยู่

พื้นดิน   

๑. ถ้าฝ่าเท้าหรือพื้นรองเท้าเปื้อนนะญิซขณะเดิน และเนื่องจากได้สัมผัสกับพื้นดินและทำให้นะญิซได้หมดไป ถือว่าสะอาด ดังนั้น พื้นดินทำความสะอาดได้เฉพาะฝ่าเท้าหรือพื้นรองเท้าเท่านั้น ซึ่งต้องมีเงื่อนไขต่อไปนี้

 - พื้นดินต้องสะอาด

- พื้นดินต้องแห้ง (มิใช่เปียก)

- พื้นดินที่ใช้ทำความสะอาด หมายถึงฝุ่นดิน ทราย อิฐ หิน ดินเผาและสิ่งที่คล้ายกัน


๒. เนื่องจากเดินฝ่าเท้าหรือพื้นรองเท้าได้สัมผัสกับพื้นดิน นะญิซที่ติดอยู่ถูกขจัดหมดไป ถือว่าสะอาด แต่ดีกว่าให้เดินอย่างน้อย ๑๕ ก้าว *

*อายะตุลลอฮฺ อะลีคอเมเนอี ให้ก้าวเดินประมาณ ๑๐ ก้าวบนพื้นดินแห้งและสะอาด พื้นรองเท้าหรือฝ่าเท้าที่เปื้อนนะญิซ ถือว่าสะอาด

๓. สิ่งของต่อไปนี้ไม่ใช่สิ่งทำความสะอาดได้แก่ ยางมะตอย พรม พื้นดินที่ปูด้วยไม้ เสื่อ ผักหญ้า เว้นเสียแต่ว่ามีจำนวนเล็กน้อย ซึ่งไม่อาจกล่าวได้ว่านั้นเป็นพื้นหญ้า หรือคนทั่วไปกล่าวว่าเขาเดินบนพื้นดินมิใช่พื้นหญ้า

๔. อิฮฺติยาฏวาญิบ ประเด็นต่อไปนี้พื้นดินไม่สามารถทำความสะอาดได้

๑. มือหรือเข่าของคนพิการที่ใช้เดินต่างเท้า

๒. ปลายไม้เท้า

๓. เกือกม้าหรือของสัตว์สี่เท้า

๔. ถุงเท้า ยกเว้นถุงเท้าที่พื้นเป็นหนัง

๕. ใต้ฝ่าเท้าปลอม

๖. ล้อรถ

สองสามประเด็นสำคัญ

๑. หลังจากพื้นรองเท้าหรือฝ่าเท้าสะอาดแล้ว บริเวณรอบ ๆ นั้นปกติจะเปื้อนด้วย ถ้าดินหรือฝุ่นดินไปถึงบริเวณรอบ ๆ ดังกล่าว ถือว่าสะอาด

๒. ข้างในรองเท้าหรือบริเวณพื้นรองเท้าที่ไม่ถึงพื้นดิน ไม่สามารถสะอาดได้ด้วยการเดินไปบนพื้นดิน

และไม่จำเป็นว่าฝ่าเท้าหรือพื้นรองเท้าที่เปื้อนนะญิซต้องเปียก ทว่าถ้าแห้งก็สามารถสะอาดได้ด้วยการเดิน


๓. แสงแดด   

แสงแดดสามารถทำความสะอาดสิ่งของที่เปื้อนนะญิซเหล่านี้ให้สะอาดได้

- พื้นดิน

- อาคารและอุปกรณ์ที่ใช้เป็นส่วนประกอบของอาคาร เช่น หน้าต่าง ประตู

- ต้นไม้และพืชต่าง ๆ

เงื่อนไขการทำความสะอาดของแสงแดด

๑. สิ่งของที่เปื้อนนะญิซต้องเปียกในลักษณะที่ว่าถ้ามีสิ่งอื่นไปโดนจะเปียกไปด้วย

๒. ต้องแห้งด้วยแสงแดดที่ส่องลงไปโดน ดังนั้น ถ้ายังชื้นอยู่ถือว่าไม่สะอาด

๓. จะต้องไม่มีสิ่งกีดขวางแสงแดดขณะส่อง เช่น เมฆ หรือผ้าม่าน นอกเสียจากเป็นกลุ่มเมฆที่ไม่หนาทึบ หรือผ้าม่านบาง ๆ ซึ่งไม่สามารถกีดขวางแสงแดด

๔. เฉพาะแสงแดดเท่านั้นที่ทำให้แห้ง เช่น ลมไม่ได้ช่วยพัดให้แห้ง

๕. ขณะแสงแดดส่องต้องไม่มีนะญิซติดค้างอยู่ ดังนั้น ต้องขจัดนะญิซก่อนที่แสงแดดจะส่อง


๖. ด้านนอกกับด้านในของฝาผนังหรือพื้นต้องแห้งพร้อม ๆ กัน ดังนั้น ถ้าวันนี้ด้านนอกแห้ง และวันรุ่งขึ้นด้านในเพิ่งจะแห้ง เฉพาะด้านนอกเท่านั้นที่สะอาด

สองสามประเด็นสำคัญ

๑. ถ้าพื้นดินและสิ่งอื่น ๆ ที่คล้ายกันเปื้อนนะญิซ แต่ไม่เปียกให้เอาน้ำหรือสิ่งอื่นราดเล็กน้อยให้พื้นเปียก หลังจากแสงแดดส่องจนแห้งแล้ว ถือว่าสะอาด

๒. ก้อนกรวด ดิน โคลน และหินตราบที่ยังอยู่บนพื้นถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของพื้นดิน แสงแดดสามารถสะอาดได้ แต่ถ้าแยกจากพื้นดินแล้วแสงแดดไม่สามารถทำความสะอาดได้ เช่นเดียวกันตะปู ไม้ และสิ่งที่คล้ายคลึงกัน ตราบที่ยังอยู่บนฝาผนังถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของฝาผนัง และอยู่ในกฎของอาคาร แต่ถ้าแยกออกเมื่อใดกฎก็จะหมดสภาพลง และแสงแดดไม่สามารถทำความสะอาดได้อีกต่อไป

๔. การแปรสภาพ 

๑. ถ้าสิ่งที่เปื้อนนะญิซ ได้เปลี่ยนรูปลักษณ์ออกมาในสภาพกลายที่สะอาด (ไม่เข้าใจ) ถือว่าสะอาด ซึ่งเรียกว่า การแปรสภาพ เช่น

- ซากศพเปลี่ยนสภาพเป็นดิน

- เมล็ดที่เปื้อนนะญิซงอกกลายเป็นต้นขึ้นมา

- ไม้ที่เปื้อนนะญิซกลายเป็นถ่านหรือขี้เถ้า

- เชื้อเพลิงที่เผาไหม้กลายเป็นควัน

- ของเหลวที่นะญิซระเหยกลายเป็นไอ

- เหล้ากลายเป็นน้ำส้มสายชู


 ๒. ถ้าสิ่งที่นะญิซไม่ได้กลายสภาพ เพียงแค่เปลี่ยนรูปทรงอย่างเดียว ไม่ถือว่าสะอาด เช่น

- เมล็ดข้าวสาลีที่เปื้อนนะญิซนำมาโม่เป็นแป้ง

- องุ่นที่เปื้อนนะญิซนำมาทำเป็นน้ำส้มสายชู

๓. สิ่งเปื้อนนะญิซ แต่ไม่รู้ว่าได้กลายสภาพไปแล้วหรือยัง เป็นนะญิซ

๕. การย้าย

๑. การย้าย หมายถึงบางส่วนจากร่างกายของสัตว์ที่มีเลือดไหลพุ่ง ย้ายไปอยู่ในร่างกายของสัตว์ที่ไม่มีเลือดไหลพุ่ง ซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของร่างไปแล้ว ถือว่าสะอาด ทำนองเดียวกันถ้าย้ายไปอยู่ในร่างของสัตว์ที่ยังมีชีวิตและไม่ได้เป็นนะญิซแต่กำเนิด (นะยะซุลอัยนฺ) ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของร่างไปแล้ว เช่น

- หรือเลือดของคนย้ายไปอยู่ในยุง ริ้น หรือแมลงที่กินเลือด

- อวัยวะบางส่วนของสัตว์ (เช่นดวงตา) ถูกตัดขาดและไปอยู่ในร่างกายมนุษย์

- ตัดเนื้อบางส่วนของร่างกายไปเสริมอีกที่หนึ่ง

๒. ถ้ายุงได้เกาะอยู่บนตัวและได้ตบยุงตายพร้อมกับมีเลือดออกมา แต่ที่ไม่รู้ว่าเป็นเลือดของตนที่ยุงกินเข้าไป หรือเป็นเลือดของยุง ถือว่าสะอาด แต่ถ้าไม่รู้ว่าเป็นเลือดของยุงหรือว่าเลือดของตน เป็นนะญิซ

๓. ถ้ารู้ว่าเป็นเลือดของยุง แต่ไม่รู้ว่าเป็นเลือดที่กินไปจากตนหรือว่ามีอยู่ก่อนแล้ว ถือว่าสะอาด หรือถ้ารู้ว่ากินไปจากตนแต่ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของยุงไปแล้ว แต่ถ้าสงสัยว่าเป็นส่วนหนึ่งของยุงหรือไม่ ถือว่า เป็นนะญิซ


๖. การเข้ารับอิสลาม 

๑. ถ้าผู้ปฏิเสธกล่าว ชะฮะดะตัยนฺ ถือเป็นมุสลิมและร่างกายทั้งหมด (ตลอดจนเหงื่อและน้ำลาย) ถือว่าสะอาด คำกล่าว ชะฮะดะตัยนฺคือ อัชฮะดุอันลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ วะอัชฮะดุอันนะมุฮัมมะดัรเราะซูลุลลอฮฺ  

๒. ถ้ากาฟิร กล่าวชะฮะดะตัยนฺ โดยไม่รู้ว่าจิตใจของเขายอมรับอิสลามจริงหรือไม่ ถือว่าร่างกายเขาสะอาด แต่ถ้ารู้แน่ชัดภายหลังว่าจิตใจของเขาไม่ได้ยอมรับ อิฮฺติยาฏวาญิบ ให้ออกห่างจากเขา

๔. ถ้าร่างกายของกาฟิรนะญิซเพราะเปื้อนนะญิซอื่น เช่น อาจเป็นแผลและมีเลือดไหลออกมา ฉะนั้น นะญิซดังกล่าวไม่สามารถใช้อิสลามทำความสะอาดได้

๕. ถ้าเสื้อผ้าที่สวมใส่ก่อนที่จะรับอิสลามเปียกชื้นเหงื่อของการฟิร ถือว่าไม่สะอาดเพราะการเข้ารับอิสลาม ทว่าเสื้อผ้าที่สวมใส่ขณะเข้ารับอิสลามนะญิซเพราะเปียกเหงื่อบนร่างกาย อิฮฺติยาฏวาญิบ ให้หลีกเลี่ยง

๗.  การตาม  

๑. การตาม หมายถึงสิ่งที่เปื้อนนะญิซสะอาดเพราะความสะอาดของสิ่งอื่น

๒. ประเด็นต่อไปนี้สิ่งที่เปื้อนนะญิซจะสะอาดเพราะการตาม

- ถ้าเหล้าเปลี่ยนเป็นน้ำส้มภาชนะที่ใส่เหล้าต้มจะสะอาดตามไปด้วย แม้แต่บริเวณรอยเดือดขณะต้มเหล้า หรือฝาด้านหลังที่เปื้อนนะญิซ

- หลังจากอาบน้ำมัยยิตครบ ๓ น้ำแล้ว อุปกรณ์เครื่องใช้ที่ใช้ในการอาบน้ำมัยยิต เตียงรอง มือของคนอาบน้ำ ผ้าที่ใช้ปิดร่างมัยยิต ถือว่าสะอาดตามไปด้วย  


- ผู้ที่ทำความสะอาดสิ่งเปื้อนนะญิซ ถ้าได้ราดน้ำไปบนของสิ่งนั้นและมือพร้อมกัน ถือว่ามือของเขาสะอาดตามไปด้วย โดยไม่ต้องล้างใหม่อีกครั้ง

- หลังจากบิดผ้าหรือสิ่งที่คล้ายคลึงกันแล้ว น้ำที่ตกค้างอยู่ในผ้าเล็กน้อย ถือว่าสะอาด

- ถ้าล้างภาชนะหรือสิ่งที่คล้ายคลึงกันด้วยน้ำน้อย หยดน้ำที่ยังคงเหลืออยู่บนภาชนะ ถือว่าสะอาด       

  ๘. การสลายตัวของนะญิซ 

มีอยู่ ๒ กรณี ถ้านะญิซถูกขจัดออกหมดแล้ว สิ่งที่เปื้อนนะญิซ ถือว่าสะอาดโดยไม่ต้องใช้น้ำล้างอีก ได้แก่

๑. ตัวสัตว์ เช่น ปากไก่ที่เปื้อนนะญิซ ถ้านะญิซสลายตัวไปปากไก่จะสะอาดโดยไม่ต้องใช้น้ำล้างอีก

๒. ภายในร่างกายของมนุษย์ เช่น ภายในปาก จมูก และหู

ด้วยเหตุนี้ ถ้ามีเลือดออกตามไรฟัน หรือรับประทานอาหารนะญิซเข้าไปถ้าในปากไม่มีอาหารนะญิซหรือเลือดอยู่ หรือมีเพียงเล็กน้อยเมื่อผสมกับน้ำลายแล้วเจือจางหายไป ถือว่าไม่เป็นนะยิส        

 ๙. การกักขังสัตว์ที่กินนะญิซ (อิสติบรออฺ)

การอิสติบรออฺฮัยวาน หมายถึงการกักขังสัตว์ที่กินนะญิซเข้าไป ในช่วงเวลาหนึ่งเพื่อให้แน่ใจว่านะญิซได้กลายสภาพไปแล้ว และช่วงระหว่างการทำอิสติบรออฺนั้นเนื้อสัตว์ฮะรอม ไม่อนุญาตให้รับประทานจนกว่าจะครบกำหนด

 ๑. ปัสสาวะและอุจจาระของสัตว์ที่เคยชินกับการกินนะญิซ เป็นนะญิซ ถึงแม้ว่าจะเป็นสัตว์เนื้อฮะลาลก็ตาม


๒. ถ้าต้องการให้ปัสสาวะและอุจจาระของสัตว์ประเภทนี้สะอาด ต้องทำอิสติบรออฺ หมายถึงงดเว้นไม่ให้สัตว์กินนะญิซ โดยให้อาหารที่สะอาดแก่สัตว์

๓. สำหรับการอิสติบรออฺสัตว์ อิฮฺติยาฏวาญิบ ต้องปฏิบัติตามกำหนดเวลาดังต่อไปนี้

- ถ้าเป็นอูฐ ต้องกักไว้ ๔๐ วัน

- ถ้าเป็นวัว ต้องกักไว้ ๒๐ วัน

- ถ้าเป็นแพะ แกะ ต้องกักไว้ ๑๐ วัน

- ถ้าเป็นนกเป็ดน้ำ ต้องกักไว้ ๕ วัน

- ถ้าเป็นไก่บ้าน ต้องกักไว้ ๓ วัน

๑๐. การหายตัวไปของมุสลิม*

*อายะตุลลอฮฺ อะลี คอเมเนอี ถ้ามั่นใจว่าร่างกายเสื้อผ้า หรือของใช้อย่างใดอย่างหนึ่งของมุสลิมนะญิซ และระยะเวลาหนึ่งไม่เห็นเขา มาพบเขาอีกทีหนึ่งเขาได้ใช้สิ่งของที่เคยเปื้อนนะญิซ เช่น นะมาซกับเสื้อตัวนั้น ดังนั้น ของใช้ของเขาจะสะอาดขึ้นอยู่กับว่า เจ้าของรู้เรื่องนะญิซก่อนหน้านั้น และรู้เรื่องบทบัญญัติของสิ่งที่เปื้อนนะญิซ

  ถ้าร่างกาย เสื้อผ้า และของใช้ส่วนตัวประเภทอื่น ๆ เปื้อนนะญิซ  (เช่น ถ้วยจาน พรม เป็นต้น) ต่อมามุสลิมคนนั้นได้หายตัวไป ถ้าคิดว่าเขาได้ทำความสะอาดสิ่งเหล่านั้นเรียบแล้ว ถือว่าสะอาดและไม่จำเป็นต้องหลีกเลี่ยง


บทบัญญัติเกี่ยวกับการขับถ่าย

หนึ่งในปัญหาเรื่องการขับถ่าย คือ การทำความสะอาดช่องทวารหนักและเบา ด้วยเหตุนี้ จะเห็นว่า เรื่องการขับถ่ายทั้งหมดถูกนำมาวางไว้ในตอนท้ายของเรื่องการทำความสะอาด และเรื่องการขับถ่ายมีบัญญัติที่เฉพาะเจาะจง กล่าวคือ

วาญิบ ต้องปกปิดอวัยวะให้มิดชิดจากสายตาของบุคคลอื่น แม้จะเป็นเด็กที่สามารถแยกแยะสิ่งต่าง ๆ  ได้ หรือคนวิกลจริตก็ตาม (ยกเว้นสามีภรรยา)    

ฮะรอม ถ้าหันหน้าหรือหันหลังตรงกับกิบละฮฺ

มุซตะฮับ สิ่งที่ดีควรปฏิบัติในขณะขับถ่ายได้แก่

๑- นั่งในสถานที่ ๆ ไม่มีใครเห็นได้

๒- เวลาเข้าห้องน้ำให้ก้าวเท้าซ้ายเข้า

๓- เวลาออกจากห้องน้ำให้ก้าวเท้าขวาออก

๔- ขณะที่นั่งถ่ายควรมีสิ่งปิดศีรษะ

๕. ให้นั่งทิ้งน้ำหนักตัวไปทางเท้าข้างซ้าย

มักรูฮฺ สิ่งที่น่ารังเกียจในขณะขับถ่ายได้แก่

๑. นั่งถ่ายนาน ๆ

๒. นั่งหันหน้าตรงกับดวงอาทิตย์ หรือดวงจันทร์

๓. นั่งหันโต้ลม

๔. พูดคุย ยกเว้นในกรณีจำเป็น หรือกล่าวซิกรฺ (สรรเสริญ)

๕. ทำความสะอาดด้วยมือขวา

๖. กินหรือดื่มในขณะขับถ่าย

๗. ยืนปัสสาวะ


สถานที่ ฮะรอมสำหรับการขับถ่าย

๑.ตามตรอกซอยที่เป็นทางตัน ซึ่งเจ้าของไม่อนุญาต

๒.สถานที่ส่วนบุคคล ที่เจ้าของไม่อนุญาต

๓. สถานที่ วะกัฟ (อุทิศ) ให้เฉพาะบางกลุ่มชน

๔.บนหลุมฝังศพของมุอฺมิน (ผู้ศรัทธา) โดยมีเจตนาลบหลู่ 

สถานที่มักรูฮฺ (น่าเกลียด) สำหรับการขับถ่าย

๑. ตามทางเดิน ถนนหนทาง ตรอกซอยและประตูทางเข้าบ้าน

๒.ใต้ต้นไม้ที่ให้ผล

๓.ในแม่น้ำลำคลอง

๔. บนพื้นแข็ง ๆ

๕.ตามรังหรือที่อยู่อาศัยของสัตว์ ๆ   เช่น รังปลวก รังมดและอื่น ๆ ที่คล้ายคลึงกัน

อิฮฺติยาฏวาญิบ ขณะขับถ่ายต้องไม่จับเด็กนั่งหันหน้าหรือหันหลังให้ตรงกับกิบละฮฺ แต่ถ้าเด็กนั่งเอง ไม่เป็นที่วาญิบต้องห้ามปรามหรือขัดขวางแต่อย่างใด

การทำความสะอาดช่องทวารเบาและหนัก

๑.ไม่สามารถใช้สิ่งอื่น (ก้อนหิน กรวด ผ้า หรือกระดาษ) ทำความสะอาดช่องทวารเบาได้นอกจากน้ำเท่านั้น

๒. การทำความสะอาดช่องทวารเบา หลังจากขจัดปัสสาวะหมดแล้ว ให้ล้างด้วยน้ำครั้งเดียว ก็พอ*

*อายะตุลลอฮฺ อะลี คอเมเนอี ช่องทวารเบา อิฮฺติยาฎให้ล้างด้วยน้ำ ๒ ครั้ง จึงจะสะอาด (อิซติฟตาอาต คำถามที่ ๑๐)


๓. การทำความสะอาดช่องทวารหนัก

- ทำความสะอาดด้วยน้ำ

- ทำความสะอาดด้วยสิ่งอื่นนอกจากน้ำยังเป็นที่สงสัยอยู่ (แต่อิฮฺติยาฏวาญิบ ถือว่าไม่สะอาด) แต่ในสภาพเช่นนั้น (หลังจากขจัดนะญิซออกไปแล้ว และก่อนทำความสะอาดด้วยน้ำ) สามารถนมาซได้*

*อายะตุลลอ ฮะลี คอเมเนอี การทำความสะอาดช่องทวารหนักสามารถทำได้ ๒ วิธี กล่าวคือใช้น้ำล้างจนเกลี้ยงและหลังจากนั้นไม่จำเป็นต้องใช้น้ำล้างอีก หรือใช้ก้อนหิน ๓ ก้อน หรือผ้าที่สะอาดหรือสิ่งที่คล้ายคลึงกันเช็ดนะญิซออกไป แต่ถ้าใช้หิน ๓ ก้อนแล้วยังไม่สะอาด ให้ใช้ก้อนต่อไปได้เช็ดจนกว่าจะสะอาด

หมวดที่ ๓ ปฐมบทของนมาซ

วุฎูอฺ

ผู้ทำนมาซก่อนที่จะนมาซต้องวุฏูอฺ เพื่อเตรียมตัวเข้าสู่การเคารพภักดีที่ยิ่งใหญ่  และบางกรณีต้องฆุซุลด้วย หมายถึง การชำระล้างร่างกายส่วนต่างๆตามหลักการของศาสนา และทุกครั้งถ้าไม่สามารถทำวุฎูอฺหรือฆุซุลได้ ต้องทำ ตะยัมมุม เพื่อเป็นการทดแทน ซึ่งจะกล่าวรายละเอียดในโอกาสต่อไป

วุฏูอฺอย่างไร

 วุฏูอฺ อันดับแรกต้องล้างหน้า หลังจากนั้นให้ล้างแขนขวาและแขนซ้าย และให้ใช้น้ำที่ติดมืออยู่นั้นเช็ด (มัซฮฺ) ศีรษะและหลังเท้าขวาและซ้ายตามลำดับ  เพื่อความกระจ่างโปรดพิจารณาขั้นตอนต่อไปนี้


ขั้นตอนของวุฎูอฺ 

๑. การล้าง

- ล้างหน้า จากด้านบนลงสู่ด้านล่างเริ่มจากไรผมจนถึงปลายคาง (ตามความยาวของหน้า) ส่วนความกว้างของใบหน้า อยู่ระหว่างปลายนิ้วหัวแม่มือกับปลายนิ้วกลาง

- ล้างแขนขวา จากข้อศอกจนถึงปลายนิ้ว

- ล้างแขนซ้าย ทำเหมือนแขนขวา

๒. เช็ด (มัซฮฺ)

-  เช็ดศีรษะ ส่วนบนของศีรษะจากไรผมจนถึงกระหม่อม

- เช็ดเท้าขวา

- เช็ดเท้าซ้าย จากปลายนิ้วเท้าจนถึงโหนกบนหลังเท้า*

*อายะตุลลอฮฺ อะลี คอเมเนอี จากปลายนิ้วเท้าจนถึงข้อเท้า

คำอธิบายขั้นตอนวุฏูอฺ

การล้าง

๑.ขอบเขตวาญิบที่ต้องล้างหน้าและแขนทั้งสองดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้ว แต่เพื่อความมั่นใจว่าได้ล้างส่วนที่เป็นวาญิบทั่วทั้งหมด ให้ล้างเกินขอบเขตที่กำหนดไว้เล็กน้อย (เช่นเวลาล้างแขนให้เริ่มเหนือข้อศอกเล็กน้อย)

๒.อิฮฺติยาฏวาญิบ การล้างหน้าและแขนทั้งสองให้ล้างจากด้านบนลงสู่ด้านล้าง ถ้าล้างจากด้านล่างสู่ด้านบน วุฏูอฺโมฆะ (บาฏิล)

๓. ถ้าใบหน้าหรือมือทั้งสองของบุคคลหนึ่งเล็กกว่าปกติทั่วไป หรือเป็นคนศีรษะล้าน ให้ทำเหมือนกับคนปกติทั่วไป

๔. ถ้าหน้าและแขนทั้งสองผิดปกติจากคนทั่วไป แต่มีความเหมาะสมกับตนเอง ดังนั้น เวลาวุฎูอฺ ไม่จำเป็นต้องใส่ใจคนทั่วไปให้ทำดังที่ได้อธิบายไว้ในขั้นตอนของวุฎูอฺ


๕. ถ้ามองเห็นผิวหน้าตามไรขน (หนวดเคราหรือคิ้ว) ต้องให้น้ำโดนผิวหน้าด้วย แต่ถ้ามองไม่เห็นผิวหน้าให้ล้างหนวดเคราก็เพียงพอ ไม่จำเป็นต้องให้น้ำโดนผิวหน้า

๖. ถ้าสงสัยว่ามองเห็นผิวหน้าจากไรขนหรือไม่ อิฮฺติยาฏวาญิบให้ล้างขน และต้องให้น้ำซึมไปถึงผิวหน้าด้วย

๗. การล้างในรูจมูก ปาก มุมปาก และขอบตา ซึ่งเวลาปิดมันแล้วมองไม่เห็น ไม่เป็นวาญิบต้องล้าง แต่เพื่อความมั่นใจว่า ได้ล้างทุกส่วนทั่วตามที่กำหนดไว้ วาญิบต้องล้างบริเวณดังกล่าวด้วย

๘. ถ้าผิวหนังหรือเนื้อส่วนที่เป็นอวัยวะต้องวุฎูอฺถูกตัดขาดไป ถ้าหากขาดหมดสิ้นต้องล้างบริเวณด้านล่างตรงรอยที่ขาดหายไปด้วย แต่ถ้าขาดไม่หมดต้องล้างด้วย และเหลือแค่ไหนก็ล้างเท่านั้น

๙. รอยผุพองที่เกิดจากไฟหรือน้ำร้อนรวกถ้ายังติดอยู่เวลาวุฎูอฺ ต้องล้างด้วย (เพียงแค่ลูบผ่านเท่านั้น) ถึงแม้ว่าหนังที่ติดอยู่จะเป็นรูและบางส่วนหลุดแล้ว และบางส่วนยังติดอยู่ให้ล้างเฉพาะส่วนที่หนังเปิดออกมาก็พอ ไม่จำเป็นต้องดึงหนังที่เหลือออกและราดน้ำเข้าไปใต้ผิวหนัง แต่ถ้าผิวหนังที่พองนั้นปิด ๆ เปิด ๆ จำเป็นต้องราดน้ำเข้าไปให้ถึงข้างใต้

๑๐. การล้างซ้ำขณะวุฏูอฺ ล้างครั้งแรกเป็นวาญิบ ล้างครั้งที่สองอนุญาต ล้างครั้งที่สามบิดอะฮฺและฮะรอม*

*อายะตุลลอฮฺ อะลี คอเมเนอี การล้างหน้าและมือทั้งสองครั้งแรกเป็นวาญิบ ครั้งที่สอง อนุญาต มากกว่านี้ไม่อนุญาต ส่วนการนับว่าเป็นครั้งแรกหรือครั้งที่สองนั้นขึ้นอยู่กับเนียต (ตั้งเจตนา) ของผู้ทำวุฏูอฺ หมายถึงสามารถเนียตว่าเป็นครั้งแรกแต่อาจจะรดน้ำหลายครั้งได้


๑๑. การล้างอวัยวะวุฎูอฺถึง ๓ ครั้ง โดยเนียตวุฏูอฺ นอกจากจะฮะรอมและบิดอะฮฺแล้ว บางครั้งยังเป็นเหตุทำให้วุฏูอฺบาฏิล (โมฆะ) เนื่องจากใช้น้ำที่เหลือจากการล้างครั้งที่สามเช็ดศีรษะ ซึ่งการเช็ดต้องใช้น้ำที่เหลือจากวุฎูอฺเท่านั้น

การเช็ดศีรษะ

๑. บริเวณที่เช็ดศีรษะคือ ๑ใน ๔ ส่วนของศีรษะ หมายถึงส่วนเหนือของศีรษะหรือตรงบริเวณกระหม่อมนั่นเอง

๒.ขอบเขตของวาญิบในการเช็ด ไม่ว่าจำนวนเท่าใดถือว่าใช้ได้ แค่เพียงคนเห็นแล้วกล่าวว่าเขาได้เช็ดศีรษะ

๓. ขนาดมุซตะฮับในการเช็ด คือ ให้กว้างเท่ากับสามนิ้วมือเรียงติดกัน ยาวเท่ากับหนึ่งนิ้ว

๔. อนุญาตให้ใช้มือซ้ายเช็ดศีรษะด้วยได้*

*อายะตุลลอฮฺคอะลีคอเมเนอี การเช็ดศีรษะและเท้าให้ใช้น้ำที่มือที่เหลือจากการล้าง และอิฮฺติยาฏให้เช็ดศีรษะด้วยมือขวา แต่ไม่จำเป็นต้องลูบจากด้านบนลงสู่ด้านล่าง

๕.การเช็ดศีรษะไม่จำเป็นต้องโดนหนังศีรษะ ทว่าเช็ดลงบนผมก็ถือว่าถูกต้อง เว้นเสียแต่ว่ามีผมยาวจนเกินไปหมายถึง เมื่อหวีผมจะยาวลงมาปิดใบหน้าลักษณะเช่นนี้เวลาเช็ดจำเป็นต้องโดนหนังศีรษะด้วย

๖.การเช็ดบนผมส่วนอื่นของศีรษะไม่ถูกต้อง ถึงแม้ว่าผมจะรวมกันบริเวณที่ต้องเช็ดก็ตาม*


 

อายะตุลลอฮฺอะลีคอเมเนอี การเช็ดลงบนผมเทียมที่ไม่อาจถอดออกได้ ไม่เป็นไร (อิสติฟตาอาต เล่มที่ ๑ หน้าที่ ๓๕ คำถามที่ ๑๐๕, หน้ที่ ๔๑ คำถามที่ ๑๓๑)

การเช็ดเท้า

๑.บริเวณที่เช็ด คือหลังเท้า

๒.ขอบเขตของวาญิบที่ต้องเช็ด คือ ตั้งแต่ปลายนิ้วเท้าจนถึงโหนกหลังเท้า* ส่วนความกว้างเท่าใดก็ได้ ถือว่าใช้ได้ แม้จะมีขนาดเท่ากับหนึ่งนิ้วมือก็ตาม

*อายะตุลลอฮฺอะลีคอเมเนอี ตั้งแต่ปลายนิ้วเท้าจนถึงข้อเท้า (อิสติฟตาอาต คำถามที่ ๑๓)

๓. ขอบเขตที่เป็นมุซตะฮับ คือ ทั่วทั้งหลังเท้า

๔.จำเป็นต้องลูบเท้าขวาก่อนเท้าซ้าย แต่ไม่จำเป็นว่าเท้าขวาต้องลูบด้วยมือขวา และเท้าซ้ายต้องลูบด้วยมือซ้าย

ปัญหาร่วมระหว่างการเช็ดศีรษะและเท้า

๑. การเช็ด ต้องลากมือเช็ดไปบนศีรษะหรือหลังเท้า ไม่ใช่เอาศีรษะหรือหลังเท้าเช็ดไปบนฝ่ามือ วุฏูอฺบาฏิล แต่ขณะที่เช็ด ศีรษะหรือเท้าขยับเล็กน้อยไม่เป็นไร

๒. หากฝ่ามือไม่มีความเปียกชื้นหลงเหลืออยู่ ไม่อนุญาตให้ใช้น้ำใหม่ แต่ให้ลูบน้ำจากอวัยวะส่วนที่ได้ล้างผ่านมา เพื่อเช็ดศีรษะหรือเท้าทั้งสอง

๓. ความเปียกของฝ่ามือ ต้องมีปริมาณพอที่จะมองเห็นร่องรอยเมื่อเช็ดศีรษะหรือหลังเท้า


๔.บริเวณที่เช็ด (ศีรษะและหลังเท้าทั้งสอง) ต้องแห้ง ดังนั้น ถ้าบริเวณดังกล่าวเปียกต้องเช็ดให้แห้งก่อน หรือถ้าชื้นเล็กน้อยโดยที่ไม่มีผลต่อน้ำที่ฝ่ามือที่จะเช็ดลงไป ไม่เป็นไร

๕.จะต้องไม่มีสิ่งกีดขวางขณะเช็ด เช่น ถุงเท้า หมวกและอื่น ๆ ถึงแม้สิ่งนั้นจะบางมากและน้ำสามารถผ่านไปถึงผิวหนังได้ก็ตาม (ยกเว้นในกรณีที่หลีกเลี่ยงไม่ได้)

๖.บริเวณที่จะเช็ดต้องสะอาด ฉะนั้น ถ้าเปื้อนนะญิซและไม่สามารถใช้น้ำล้างได้ ต้องตะยัมมุม

วุฎูอฺอิรติมาซียฺ

๑. วุฎูอฺอิรติมาซียฺ หมายถึงบุคคลนั้นได้เอาหน้าและมือจุ่มลงในน้ำโดยเนียติวุฏูอฺ หรือเอาอวัยวะเหล่านั้นจุ่มลงในน้ำเมื่อเอาขึ้นมาแล้วเนียตวุฏูอฺ

๒. อิฮฺติยาฏวาญิบ วุฎูอฺอิรติมาซียฺขณะจุ่มอวัยวะลงในน้ำต้องจุ่มจากด้านบนลงสู่ด้านล่าง ดังนั้น วุฏูอฺอิรติมาซียฺต้องทำตามขั้นตอนต่อไปนี้

- เนียตวุฎูอฺแล้ว ให้เอาหน้าจุ่มลงในน้ำโดยเอาหน้าผากลงก่อน และเอาแขนขวาและซ้ายจุ่มลงในน้ำให้เริ่มจากข้อศอกโดยเนียตวุฎูอฺ เมื่อนำแขนขึ้นจากน้ำแล้วให้เนียตวุฎูอฺอีก เนื่องจากน้ำที่ติดอยู่ที่ฝ่ามือต้องใช้เช็ดศีรษะและหลังเท้า ซึ่งการเช็ดต้องใช้น้ำที่เหลือจากวุฎูอฺเท่านั้น

- ไม่ได้เนียตวุฎูอฺ แล้วเอาหน้าและแขนทั้งสองข้างจุ่มลงในน้ำ แต่ได้เนียตวุฏูอฺขณะที่จะเอาหน้าขึ้นจากน้ำ ซึ่งต้องเอาหน้าผากขึ้นก่อน ส่วนแขนให้เอาข้อศอกขึ้นก่อน 


๓. ถ้าเอาอวัยวะบางส่วนทำวุฎูอฺแบบอิรติมาซียฺ และบางส่วนวุฎูอฺแบบตัรตีบี ไม่เป็นไร

จำเป็นต้องใส่ใจต่อขั้นตอนของวุฎูอฺอิรติมาซียฺ หมายถึง ไม่สามารถนำใบหน้าและแขนทั้งสองจุ่มลงน้ำพร้อมกันได้ ทว่าอันดับแรกให้เอาใบหน้าจุ่มลงน้ำก่อน หลังจากนั้นแขนขวาและแขนซ้ายตามลำดับ

เงื่อนไขของวุฎอฺ

เงื่อนไขที่จะกล่าวต่อไปนี้ ถือว่าวุฎูอฺถูกต้อง ฉะนั้น ถ้าเงื่อนไขข้อหนึ่งข้อใดขาดหายไป วุฏูอฺบาฏิล

๑. เงื่อนไขของน้ำและภาชนะใส่น้ำวุฎูอฺ

- น้ำต้องสะอาด (ไม่เป็นนะญิซ)

- น้ำต้องได้รับอนุญาต (ไม่ใช่น้ำขโมยมา)

- น้ำต้องบริสุทธิ์ (ไม่ใช่น้ำผสม)

- ภาชนะใส่น้ำต้องได้รับอนุญาต

-ภาชนะใส่น้ำต้องไม่ใช่เงินหรือทองคำ

๒. เงื่อนไขของอวัยวะวุฎูอฺ

- ต้องสะอาด

- ต้องไม่มีอุปสรรคกีดขวางน้ำ

๓. เงื่อนไขการทำวุฏูอฺ

- ต้องทำตามขั้นตอนตามลำดับดังที่กล่าวไปแล้ว

- ต้องทำอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ทิ้งระยะให้ห่างจนเกินไประหว่างวุฎูอฺ

- ต้องปฏิบัติด้วยตัวเอง (โดยไม่พึ่งคนอื่น)

๔. เงื่อนไขผู้วุฏูอฺ

-  การใช้น้ำไม่เป็นอุปสรรคหรือสร้างปัญหาแก่เขา

- ต้องเนียตเพื่อแสวงหาความใกล้ชิด (กุรบัต) ไม่ใช่เพื่อโอ้อวด

 เงื่อนไขของน้ำและภาชนะที่ใช้วุฏูอฺ

๑. การวุฏูอฺด้วยน้ำนะญิซหรือน้ำผสม วุฎูอฺบาฏิล (โมฆะ) ถึงแม้จะรู้ว่าน้ำนะญิซหรือน้ำผสมหรือไม่รู้หรือหลงลืมก็ตาม

๒.น้ำที่ใช้วุฎูอฺต้องได้รับอนุญาต ดังนั้น ประเด็นต่อไปนี้ วุฏูอฺ บาฏิล

- วุฏูอฺด้วยน้ำที่เจ้าของไม่อนุญาต (ซึ่งการไม่อนุญาตเป็นที่รู้กัน)

- วุฏูอฺด้วยน้ำที่ไม่แน่ใจว่าเจ้าของอนุญาตหรือไม่

- วุฏูอฺด้วยน้ำที่ถูกวะกัฟ (อุทิศ) ให้คนบางกลุ่มเท่านั้น เช่น สระน้ำภายในโรงเรียน หรือสถานที่ทำวุฏูอฺเฉพาะของโรงแรม หรือสถานที่อื่น ๆ ที่คล้ายกัน

๓. วุฏูอฺด้วยน้ำจากแม่น้ำที่ไม่แน่ใจว่าเจ้าของอนุญาตหรือไม่ ไม่เป็นไร แต่ถ้าเจ้าของขัดขวางไม่ให้วุฏูอฺ อิฮฺติยาฏวาญิบ ไม่ให้วุฏอฺ 

๔. ถ้าน้ำที่ใช้วุฎูอฺอยู่ในภาชนะที่ขโมยมา และได้วุฎูอฺด้วยน้ำนั้น วุฏูอฺบาฏิล

เงื่อนไขของอวัยวะวุฏูอฺ

๑. อวัยวะวุฏูอฺ ขณะล้างหรือเช็ดต้องสะอาด

๒. ถ้ามีสิ่งกีดขวางบนอวัยวะที่ต้องล้าง หรือเช็ดขณะวุฏูอฺ ซึ่งเป็นอุปสรรคขวางน้ำไม่ให้ไปโดนผิวหนัง หรืออยู่บนอวัยวะที่ต้องเช็ด แม้ว่าไม่ได้กีดขวางน้ำเวลาเช็ดก็ตาม เวลาวุฏูอฺต้องขจัดออก

๓. ลายเส้นปากกา ดินสอ สี จาระบี หรือครีม ถ้าสีไม่มีน้ำมันผสมถือว่าไม่เป็นอุปสรรคสำหรับวุฏูอฺ แต่ถ้ามีน้ำมันผสมอยู่ (เมื่อเวลาใช้จะติดที่ผิวหนัง) ดังนั้น ต้องขจัดออก


เงื่อนไขและวิธีทำวุฏูอฺ

๑. ต้องทำเป็นขั้นตอน หมายถึง วุฏูอฺต้องทำไปตามลำดับต่อไปนี้

- ล้างหน้า

- ล้างแขนขวา

- ล้างแขนซ้าย

- เช็ดศีรษะ

- เช็ดหลังเท้าขวา

- เช็ดหลังเท้าซ้าย

ถ้าไม่วุฏูอฺไปตามขั้นตอนหรือทำสลับกัน วุฏูอฺบาฏิล

๒. มุวาลาต

๑. มุวาลาต หมายถึง การทำอย่างต่อเนื่อง โดยต้องไม่ทิ้งระยะให้ห่างจนเกินไประหว่างการทำวุฏูอฺ

๒. ขณะวุฏูอฺ ถ้าทิ้งระยะเวลาให้ห่างออกไปหมายถึงก่อนที่จะทำขั้นตอนต่อไป อวัยวะส่วนที่ล้างหรือเช็ดแล้วก่อนหน้านี้แห้งลง วุฏูอฺบาฏิล

๓. ต้องไม่พึ่งคนอื่น

๑. ผู้ที่สามารถวุฏูอฺได้ด้วยตัวเองต้องไม่พึ่งผู้อื่น ฉะนั้น ถ้ามีคนอื่นล้างหน้าหรือล้างมือ หรือเช็ดศีรษะและเท้าให้เขา วุฏูอฺบาฎิล    

๒. ถ้าไม่สามารถวุฏูอฺได้ด้วยตนเอง ต้องหาตัวแทนวุฏูอฺให้เขา ถ้าเขาเรียกค่าจ้างและสามารถจ่ายได้ต้องจ่ายให้เขาแต่ตนต้องเนียตวุฏูอฺเอง


เงื่อนไขของผู้ทำวุฏูอฺ

๑. ผู้ทำวุฏูอฺรู้ว่า ถ้าเขาทำวุฎูอฺจะไม่สบายหรือกลัวว่าจะไม่สบายต้องตะยัมมุมแทน ถ้าทำวุฏูอฺถือว่าบาฏิล แต่ถ้าไม่รู้ว่าน้ำเป็นอันตรายต่อตัวเอง และได้วุฏูอฺ หลังจากนั้นรู้ว่าน้ำเป็นอันตราย วุฏูอฺถูกต้อง

๒. วุฏูอฺต้องเนียตเพื่อแสวงหาความใกล้ชิด (กุรบัต) หมายถึง เพื่อปฏิบัติตามพระบัญชาของพระผู้อภิบาลแห่งสากลโลกจึงได้วุฏูอฺ

๓. การตั้งเจตนา (เนียต) ไม่จำเป็นต้องกล่าวออกมาเป็นคำพูด หรือตั้งมั่นอยู่ในใจตลอดเวลา เพียงแค่รู้ว่ากำลังวุฎูอฺเท่านั้นก็พอ หมายถึงถ้ามีใครถามว่ากำลังทำอะไร สามารถตอบได้ทันทีว่า กำลังทำวุฏูอฺ

ประเด็นสำคัญ

กรณีที่เวลานมาซเหลือน้อยมาก ถ้าเขาทำวุฎูอฺจะทำให้นมาซทั้งหมดหรือบางส่วนต้องออกนอกเวลา ดังนั้น ต้องตะยัมมุมแทน

วุฎูอฺญะบีเราะฮฺ (วุฎูอฺเมื่อมีบาดแผล)

 ญะบีเราะฮฺ หมายถึงยาใส่แผล หรือสิ่งที่ใช้พันแผล

๑. ถ้าอวัยวะวุฎูอฺเป็นแผลหรือหัก ถ้าสามารถวุฎูอฺได้เหมือนปกติธรรมดา ให้วุฎูอฺเช่นนั้น เช่น

- บาดแผลเปิดและน้ำไม่เป็นอันตรายต่อแผล

- แผลปิด แต่สามารถเปิดได้และน้ำไม่เป็นอันตรายต่อแผล

 ๒.หากเป็นแผลที่ใบหน้าหรือแขน ซึ่งไม่ได้ปิดบาดแผลแต่ถ้าราดน้ำลงไปจะเป็นอันตราย ดังนั้น ให้ล้างบริเวณรอบ ๆ บาดแผลก็พอ*


*อายะตุลลอฮฺ อะลี คอเมเนอี อิฮฺติยาฏ ถ้าหากเอามือเปียกลูบลงไปแล้วไม่เป็นอันตราย ต้องลูบ 

๓. ถ้าบริเวณหลังเท้าหรือศีรษะเป็นแผลหรือแตก (บริเวณที่เช็ด) แต่ไม่ได้ปิดบาดแผล ถ้าไม่สามารถเช็ดลงบนนั้นได้ ให้หาผ้าที่สะอาดปิดบาดแผลและเอามือที่เปียกน้ำวุฎูอฺเช็ดลงไป*

*อายะตุลลอฮฺ อะลี คอเมเนอี บริเวณบาดแผล ที่ไม่สามารถเอามือเปียกเช็ดลงไปได้ ต้องทำตะยัมมุมแทนวุฎูอฺ แต่ถ้าสามารถเอาผ้าที่สะอาดปิดบนแผลแล้วเอามือที่เปียกเช็ดลงบนนั้นได้ อิฮฺติยาฎ นอกจากทำตะยัมมุมแล้ว ต้องทำวุฎูอฺในลักษณะดังกล่าวด้วย

วิธีการทำวุฎูอฺที่มีบาดแผล

การทำวุฎูอฺที่มีบาดแผล บริเวณที่ต้องล้างหรือเช็ดถ้าเป็นไปได้ให้ทำตามปกติ แต่ถ้าเป็นไปไม่ได้ให้เอามือที่เปียกลูบไปบนบาดแผล

สองสามประเด็นสำคัญ

๑. ถ้าผ้าพันแผลใหญ่กว่าปกติและครอบคลุมบริเวณรอบ ๆ บาดแผล ซึ่งไม่สามารถเปิดออกได้ ต้องทำวุฎูอฺแบบมีบาดแผล และอิฮฺติยาฏวาญิบให้ทำตะยัมมุมด้วย

๒.บุคคลที่ไม่รู้หน้าที่ของตนว่าต้องทำตะยัมมุม หรือต้องวุฏูอฺแบบมีบาดแผล อิฮฺติยาฏวาญิบ ให้ทำทั้งสองอย่าง

๓. ถ้าใบหน้าหรือแขนข้างใดข้างหนึ่งมีบาดแผลทั่วไปหมด ให้วุฎูอฺแบบมีบาดแผ ถือว่าเพียงพอ

๔. บุคคลที่มีบาดแผลที่ฝ่ามือหรือนิ้วขณะวุฎูอฺให้เอามือที่เปียกลูบลงไปบนบาดแผล   และสามารถใช้มือที่เปียกนั้นเช็ดศีรษะและหลังเท้าได้ หรือลูบน้ำจากบริเวณนั้นมาเช็ด


๕. ถ้าบนใบหน้าหรือแขนมีบาดแผลอยู่สองสามที่ เวลาวุฎูอฺต้องล้างบริเวณระหว่างบาดแผลด้วย หรือมีบาดแผลบนศีรษะหรือหลังเท้า ต้องเช็ดบริเวณระหว่างบาดแผล ส่วนบริเวณแผลให้ทำตามเงื่อนที่กล่าวมาแล้ว

เงื่อนไข  ๒ ประการเกี่ยวกับผ้าพันแผลกล่าวคือ 

ประการแรก ต้องมีความสะอาด กล่าวคือถ้าเฝือกหรือผ้าพันแผลเปื้อนนะญิซและไม่อาจเปลี่ยนเฝือกหรือผ้าพันแผลใหม่ได้ ไม่เป็นวาญิบต้องวุฏูอฺ แต่เป็นวาญิบให้ตะยัมมุมแทน หรือบางครั้งต้องตะยัมมุมควบคู่กับการวุฏูอฺแบบมีบาดแผล

ประการที่สอง เฝือกหรือผ้าพันแผลต้องได้รับอนุญาต กล่าวคือ ไม่อนุญาตให้ใช้มือที่เปียกลูบบนเฝือกหรือผ้าพันแผล ถ้าเป็นของที่ไม่ได้รับอนุญาต   ดังนั้น จำเป็นต้องเปลี่ยนเฝือกหรือผ้าพันแผลใหม่หรือต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของเสียก่อน

  

  ความสงสัยเกี่ยวกับวุฎูอฺ

๑. ถ้าสงสัยว่าวุฎูอฺแล้วหรือยัง ให้วุฎูอฺใหม่

๒.ระหว่างนมาซถ้าสงสัยว่าวุฎูอฺหรือไม่ นมาซบาฏิล ต้องวุฎูอฺและเริ่มนะมาซใหม่ตั้งแต่ต้น

๓. หลังจากนะมาซเสร็จเรียบร้อยแล้ว สงสัยว่ามีวุฎูอฺหรือไม่ นะมาซที่ทำแล้วถูกต้อง ส่วนนะมาซที่จะทำต่อไปต้องวุฎูอฺใหม่

๔. มั่นใจว่าวุฎูอฺแล้ว แต่สงสัยว่าวุฎูอฺบาฏิลแล้วหรือยัง (เช่นไม่รู้ว่าได้ผายลมหรือปัสสาวะออกมาหรือไม่) ไม่จำเป็นต้องใส่ใจกับความสงสัย ถือว่าวุฎูอฺถูกต้อง


๕. รู้ว่าวุฎูอฺแล้วและรู้ว่าได้ผายลมหรือปัสสาวะแล้วด้วยเช่นกัน แต่ไม่รู้ว่าทำสิ่งใดก่อน ฉะนั้น ถ้าไม่รู้สถานภาพก่อนวุฏูอฺและผายลมว่าเป็นอย่างไร ต้องวุฎูอฺใหม่ แม้จะรู้ว่าได้วุฎูอฺเมื่อไหร่ แต่ไม่รู้ว่าผายลมก่อนหรือหลังวุฎูอฺ แต่ถ้ารู้สภาพก่อนวุฎูอฺและผายลมว่าเป็นอย่างไร ให้ปฏิบัติตรงกันข้าม

๖. ระหว่างวุฎูอฺสงสัยว่าอวัยวะก่อนหน้านี้ทำแล้วหรือยัง สิ่งใดที่สงสัยต้องย้อนกลับไปทำใหม่ เช่น ระหว่างที่เช็ดเท้าสงสัยว่าเช็ดศีรษะแล้วหรือยัง

๗. หลังจากวุฎูอฺเสร็จแล้ว สงสัยว่าได้ทำรายละเอียดปลีกย่อยหรือวุฎูอฺถูกต้องไหม ไม่จำเป็นต้องใส่ใจในความสงสัย ถือว่าวุฎูอฺถูกต้อง เช่น หลังจากวุฏูอฺสงสัยว่าได้ล้างแขนขวาหรือไม่

๘. หลังจากวุฎูอฺ สงสัยว่ามีสิ่งกีดขวางน้ำบนอวัยวะที่ต้องวุฎูอฺหรือไม่ ไม่จำเป็นต้องสนใจ วุฎูอฺถูกต้อง

๙.รู้ว่ามีสิ่งหนึ่งติดอยู่บนอวัยวะส่วนที่ต้องวุฎูอฺ แต่สงสัยว่าสิ่งนั้นเป็นอุปสรรคขวางน้ำหรือไม่ จำเป็นต้องขจัดออก หรือล้างให้ถึงข้างใต้ของสิ่งนั้น

๑๐. ก่อนวุฎูอฺรู้ว่ามีสิ่งกีดขวางอยู่บนอวัยวะที่ต้องวุฎูอฺ แต่หลังจากวุฎูอฺสงสัยว่าล้างไปถึงบริเวณนั้นหรือไม่

- รู้ว่าขณะวุฏูอฺได้ใส่ใจต่อสิ่งกีดขวางนั้น วุฎูอฺถูกต้อง

-ไม่รู้ว่าขณะทำวุฎูอฺ ได้ใส่ใจต่อสิ่งกีดขวางหรือไม่ วุฎูอฺถูกต้อง

- รู้ว่าขณะทำวุฎูอฺ ไม่ได้ใส่ใจต่อสิ่งกีดขวาง ต้องวุฎูอฺใหม่

๑๑. ถ้ามีสิ่งกีดขวางน้ำบนอวัยวะวุฎูอฺ บางครั้งน้ำจะไปถึงบริเวณดังกล่าวเอง และบางไปไม่ถึง หลังวุฎูอฺสงสัยว่า น้ำไปถึงบริเวณนั้นหรือไม่ อยู่ในกฎเดียวกันกับข้อที่ผ่านมา

๑๒. หลังจากวุฎูอฺได้เห็นสิ่งกีดขวางน้ำอยู่บนอวัยวะวุฎูอฺ แต่ไม่รู้ว่ามีอยู่ขณะวุฎูอฺหรือหลังวุฎูอฺ ถือว่าวุฎูอฺถูกต้อง แต่ถ้ารู้ว่าขณะที่วุฎูอฺไม่ได้ใส่ใจต่อสิ่งนั้น อิฮฺติยาฏวาญิบ ต้องวุฎูอฺใหม่


 

๑๓.บุคคลที่สงสัยอย่างมากเกี่ยวกับการกระทำและเงื่อนไขของวุฎูอฺ เช่น สงสัยว่าความสะอาดของน้ำ มีสิ่งกีดขวางน้ำบนอวัยวะหรือไม่ ต้องไม่ใส่ใจในความสงสัยนั้น

ภารกิจจำเป็นต้องมีวุฏูอฺ                                                                                                            

๑. เพื่อนมาซต่าง ๆ ยกเว้น นมาซมัยยิต (คนตาย)

๒. เพื่อการเฏาะวาฟวาญิบรอบกะอฺบะฮฺ (การเวียนรอบบัยตุลลอฮฺ)                                             

๓. เพื่อสัมผัส อักษรอัล-กุรอาน และพระนามอัลลอฮฺ (ซบ.)               

สองสามประเด็นสำคัญ

๑. ถ้านมาซและเฏาะวาฟวาญิบโดยปราศจากวุฎูอฺ บาฏิล

๒. ผู้ที่ไม่มีวุฎูอฺ ต้องไม่ให้ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายสัมผัสกับข้อเขียนต่อไปนี้

-  อักษรอัล-กุรอาน ยกเว้นคำแปลไม่เป็นไร

- พระนามของอัลลอฮฺ (ซบ.) ไม่ว่าจะเขียนด้วยภาษาใดก็ตาม เช่น อัลลอฮฺ โคดา ALLAH หรือالله  

- อิฮฺติยาฏวาญิบ นามของท่านนะบี (ซ็อล ฯ)

- อิฮฺติยาฏวาญิบ นามของบรรดาอิมามมะอฺซูม (อ.)

- อิฮฺติยาฏวาญิบ นามของท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ (อ.) 

๓. ฮะรอมในการสัมผัสอักษรอัล-กุรอาน พระนามของอัลลอฮฺ (ซบ.) และอื่น ๆ (โดยปราศจากวุฎูอฺ) ไม่มีความแตกต่างกันในประเด็น เช่น

- สัมผัสด้วยมือหรือส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย (ยกเว้นผม)

- สัมผัสตั้งแต่ต้นหรือต่อเนื่อง หมายถึงถ้ามือได้สัมผัสอยู่กับอักษร

อัล-กุรอาน และนึกได้แต่ไม่ได้เอามือออก ฮะรอม

- เอามือลูบบนอักษร เหมือนกับการลบออก เช่น ลูบด้วยมือเปียกชื้น

- ลายอักษรธรรมดาเป็นที่รู้กันหรือไม่ก็ตาม เช่น อักษรแบบกูฟียฺ


- เขียนด้วยปากกา หรือพิมพ์ หรือเขียนด้วยชอล์ก และอื่น ๆ

- เขียนหรือสลักไว้บนกำแพงหรือหิน เช่น บนหินอ่อนของหลุมศพ

- เป็นคำที่อ่านได้หรือไม่ได้ก็ตาม เช่น อลีฟ ที่เขียนไว้ในคำว่า กอลู (قَالُوْا )

- อัล-กุรอานถูกเขียนไว้ในอัล-กุรอาน หรือที่อื่น เช่น คำ หรือโองการอัล-กุรอาน เขียนไว้ในหนังสืออื่น หรือเขียนไว้เพียงครึ่งคำ

- สิ่งที่ใช้เขียนอัล-กุรอานไม่แตกต่างกันระหว่างบนกระดาษ ไม้ หิน เสื้อผ้า หรือบนกำแพง

- อักษรภาษาอาหรับหรือภาษาอื่นเช่น ALLAH หรือ MOHAMMAD แต่คำแปลไม่เป็นไร

- คำของอัล-กุรอาน ที่บ่งบอกความดีงาม เช่น มุอฺมิน หรือ ซับรฺ หรือคำที่ไม่ดี เช่น อิบลิซ ชัยฎอนกาฟิร และมุนาฟิกเป็นต้น

๔. การสัมผัส อัล-กุรอานต่อไปนี้ไม่เป็นฮะรอม

-  สัมผัสลายเส้น อัล-กุรอานด้วยผม (แม้ว่าอิฮฺติยาฏมุซตะฮับให้ละเว้น)

- สัมผัสการเขียนที่มองไม่ออกว่าเป็นลายเส้น เช่น วิธีการเขียนด้วยน้ำหัวหอมซึ่งจะอ่านได้ต่อเมื่อต้องนำไปแช่น้ำ หรือรนกับความร้อน (สัมผัสก่อนที่จะนำไปรบกับความร้อน)

- สัมผัสผ่านกระจก หรือพลาสติก ซึ่งในความเป็นจริงไม่ได้โดนตัวอักษร

- สัมผัสช่องว่างระหว่าคำ หรือตัวอักษร

- สัมผัสกระดาษ คำอธิบาย ช่องว่างระหว่างบรรทัด หรือปก อัล-กุรอาน (แม้ว่าจะมักรูฮฺ)


- สัมผัสคำแปล อัล-กุรอานทุกภาษา ยกเว้นพระนามของอัลลอฮฺ (ซบ.) ไม่ว่าจะเขียนด้วยภาษาใดก็ตามสำหรับผู้ที่ไม่มีวุฎูอฺฮะรอม เช่น เขียนว่า อัลลอฮฺ โคดา หรือ God 

๕. คำที่ใช้ร่วมกันระหว่างอัล-กุรอานกับภาษาอื่น ถ้าผู้เขียนมีเจตนาเขียน อัล-กุรอาน ไม่อนุญาตให้สัมผัส แต่ถ้าไม่ได้มีเจตนาเขียนอัล-กุรอาน อนุญาตให้สัมผัส

๖. การสัมผัสสัญลักษณ์ของรัฐอิสลามแห่งอิหร่านถ้าไม่มีวุฎูอฺ อิฮฺติยาฏวาญิบไม่อนุญาต

๗. สร้อยคอ หรือแหวนที่สลักพระนามอัลลอฮฺ (ซบ.)ถ้าสัมผัสโดยปราศจากวุฎูอฺ ฮะรอม

๘. ภารกิจต่อไปนี้ มุซตะฮับ ให้วุฎูอฺ

- เข้าไปในมัสยิดและฮะรัม (สถานที่ฝังศพ) ของบรรดาอิมามมะอฺซูม (อ.)

- อัญเชิญ อัล-กุรอาน

- พกพา อัล-กุรอาน ติดตัว

- สัมผัสปก หรือคำอธิบายอัล-กุรอาน

- เข้าไปซิยาเราะฮฺ (เยี่ยม) สุสานคนตาย (กุบูร)   *

*อายะตุลลอฮฺ อะลี คอเมเนอี มุซฮับให้มีวุฎูอฺตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาเข้าไปในมัสญิด อ่านอัล-กุรอาน ก่อนนอนและเวลาอื่น ๆ

วุฏูอฺบาฎิล (เสีย) ได้อย่างไร

สาเหตุที่ทำให้วุฎูอฺบาฏิลมี ๗ ประการดังต่อไปนี้

๑. ได้ปัสสาวะ อุจจาระ หรือผายลมออกมา

๒. นอนหลับสนิทหูไม่ได้ยิน และตามองไม่เห็น

๓.สิ่งที่ทำลายสติปัญญา เช่น สลบหมดสติ เป็นลม เป็นบ้า เมา และอื่น ๆ ที่คล้ายคลึงกัน


๔.ระดูเกินกำหนด (อิสติฮาเฏาะฮฺ)

๕.สาเหตุที่ทำให้ฆุซลฺ เช่น อสุจิเคลื่อนออกมา หรือสัมผัสศพ

สิ่งที่เป็นมุซตะฮับสำหรับวุฏูอฺ

๑. ต้องใช้น้ำไม่เกิน ๑ มุด ( ๑ มุดเท่ากับ ๗๕๐ กรัม)

๒. แปรงฟันก่อนการวุฏูอฺ ถึงแม้ว่าจะแปรงด้วยนิ้วมือก็ตาม

๓. ถ้าวุฎูอฺด้วยน้ำจากภาชนะ ควรตั้งภาชนะไว้ทางด้านขวามือ

๔. ล้างมือทั้งสองก่อนวุฏูอฺ

๕. บ้วนปาก ก่อนการวุฏูอฺ

๖. เอาน้ำล้างช่องจมูกก่อนวุฎูอฺ

๗. กล่าว บิสมิลลาฮฺ ขณะที่เอื้อมมือไปยังน้ำ หรือราดน้ำใส่มือ แต่เป็นการดีกว่าให้ กล่าวว่า บิสมิลลาฮฺ วะบิลลาฮฺ อัลลอฮุมมัจญฺอัลนี มินัตเตาวาบีน วัจญฺอัลนีมินัลมุเฏาะฮิรีน (ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮฺ และด้วยอัลลอฮฺ โอ้ ข้าฯแต่พระองค์ โปรดทำให้ข้าฯเป็นหนึ่งในหมู่ผู้ที่กลับใจ และโปรดทำให้ข้าฯ เป็นหนึ่งในหมู่ผู้มีความสะอาด)

๘.ให้เทน้ำใส่มือขวาแม้ว่าจะเป็นการล้างมือขวาก็ตาม หมายถึงตอนแรกให้เทน้ำใส่มือขวาก่อน หลังจากนั้นให้เทจากมือขวาใส่มือซ้าย แล้วจึงเทจากมือซ้ายราดแขนขวา

๙. อ่านดุอาอฺต่าง ๆ ตามที่ได้ระบุไว้ขณะทำวุฏูอฺ

๑๐. ถ้าเป็นผู้ชายขณะที่จะล้างแขนให้ราดน้ำด้านนอกข้อศอก ส่วนผู้หญิงให้ราดด้านในข้อศอก (ข้อพับแขน)

๑๑. ขณะล้างให้ราดน้ำจากด้านบนของอวัยวะ

๑๒. ให้เอาน้ำราดบนอวัยวะ ไม่ใช่นำเอาอวัยวะจุ่มในน้ำ

๑๓. ขณะล้างให้เอามือลูบบนอวัยวะ แม้ว่าไม่เอามือลูบก็สามารถล้างได้

๑๔.ทุกขั้นตอนของวุฏูอฺจิตใจต้องมีสมาธิตั้งมั่นตลอดเวลา


๑๕. ขณะวุฏูอฺให้อ่าน ซูเราะฮฺ อัล-ก็อดรฺ (อินนาอันซัลนาฮุ)

๑๖. หลังจากการวุฏูอฺเสร็จ ให้อ่าน อายะตุลกุรซียฺ

๑๗. ขณะล้างหน้าให้ลืมตาทั้งสองข้าง

สิ่งที่เป็นมักรูฮฺสำหรับวุฏูอฺ

๑. ขอความช่วยเหลือจากบุคคลอื่นในการจัดเตรียมปฐมบทของวุฎูอฺ 

๒.วุฏูอฺในสถานที่ขับถ่าย เช่น ในห้องน้ำ

๓. วุฏูอฺกับภาชนะที่เครือบทองคำหรือเงิน หรือมีลวดลายเป็นรูปภาพ

๔.วุฏูอฺ ด้วยน้ำดังต่อไปนี้

- น้ำร้อนเพราะความร้อนของแสงแดด

- น้ำที่ใช้ฆุซลฺวาญิบแล้ว

- น้ำที่มีกลิ่นเหม็น

- น้ำบ่อที่มีสัตว์ตกลงไปตาย และก่อนที่จะตักน้ำออกตามที่ได้กำหนดไว้

- น้ำที่มีงู แมลงป่อง และกบตกลงไปตาย

- น้ำที่เหลือจากการดื่มของหญิงที่มีรอบเดือน

- น้ำที่เหลือจากการกินของสัตว์บางชนิด เช่นหนู ม้า ลา ฬ่อ และสัตว์ที่กินนะญิซ หรือซากศพเป็นอาหาร ทว่าสัตว์ที่เนื้อฮะรอมทุกประเภท

ปัญหาปลีกย่อย

๑. ทำวุฏูอฺในห้องส้วมที่ท่อน้ำทิ้งได้ต่อติดกับส้วม ไม่เป็นไร

๒.ขณะที่วุฎูอฺมองผู้หญิง (หรือหญิงมองชาย) หรือพูดโกหก นินทา แม้ว่าเป็นการทำบาป แต่วุฎูอฺถูกต้อง


๓. บุคคลที่ตั้งใจวุฎูอฺเพื่อ อ่านอัล-กุรอาน แต่หลังจากวุฎูอฺเสร็จได้เปลี่ยนใจ วุฎูอฺไม่บาฏิล

๔. ถ้าวุฎูอฺโดยเนียตว่า ต้องการครองวุฎูอฺตลอดเวลาสามารถนะมาซกับวุฎูอฺนั้นได้ ถือว่าถูกต้อง

๕.วุฎูอฺที่ถูกต้อง สามารถปฏิบัติอมัลทั้งที่เป็นวาญิบและมุซตะฮับได้ หรืออมัลวาญิบหรือมุซตะฮับทุกประเภทที่มีความสะอาดเป็นเงื่อนไข

๖. วุฎูอฺก่อนเวลานมาซ โดยเนียตเพื่อนมาซ ไม่เป็นไร เช่น ก่อนนมาซซุฮรฺได้วุฎูอฺ โดยเนียตว่า ข้าฯวุจะนมาซซุฮรฺด้วยวุฎูอฺนี้

ฆุซุลฺ (การอาบน้ำตามศาสนบัญญัติ)

บางครั้งสำหรับนมาซหรือทุกภาระหน้าที่ ๆ มีวุฎูอฺเป็นเงื่อนไข ต้องฆุซลฺแทน หมายถึงเพื่อปฏิบัติตามพระบัญชาของพระองค์ฉันจึงทำการชำระล้างร่างกาย และลำดับต่อไปจะอธิบายถึงประเด็นที่ต้องฆุซุลฺ ประเภทและวิธีฆุซลฺ

ประเภทของฆุซุลฺวาญิบ ร่วมระหว่างชายกับหญิง

๑.ฆุซุลฺญินาบะฮฺ (หลังการมีเพศสัมพันธ์)

๒.ฆุซุลฺมัยยิต (อาบน้ำให้คนตาย)

๓.ฆุซุล มัซฮฺมัยยิต (สัมผัสคนตาย)

ฆุซุลฺวาญิบสำหรับผู้หญิง

๔.ฆุซุลหลังหมดประจำเดือน (ฮัยฏฺ)

๕.ฆุซุลฺอิสติฮาเฏาะฮฺ (ระดูเกินกำหนด)

๖.ฆุซุลฺนิฟาส (โลหิตหลังการคลอดบุตร)


หลังจากการตีความและการแบ่งประเภทของฆุซลฺแล้วจะอธิบายฆุซุลฺวาญิบแต่ละประเภท ดังนี้

ฆุซลฺญินาบะฮฺ                   

ฆุซลฺญินาบะฮฺ หมายถึงการอาบน้ำชำระร่างกาย ภายหลังจากการร่วมหลับนอนกับภรรยา หรือการนอนหลับฝันจนอสุจิได้เคลื่อนออกมา หรืออีกนัยหนึ่งการ อาบน้ำตามศาสนบัญญัติภายหลังจากอสุจิได้เคลื่อนออกมา

๑. มนุษย์จะมีญูนุบได้อย่างไร

- เนื่องจากการหลั่งของอสุจิ ไม่ว่ามากหรือน้อย หลับหรือตื่นก็ตาม

- เนื่องจากการร่วมเพศ ด้วยวิธีฮะลาล (อนุมัติ) กับภรรยาตนเอง หรือฮะรอม (ไม่อนุมัติ) เช่น ผิดประเวณี และไม่ว่าอสุจิจะเคลื่อนออกมาหรือไม่ก็ตาม

ดังนั้น ญูนุบ จึงหมายถึงการหลั่งอสุจิจะด้วยวิธีใดก็ตาม หลังจากอสุจิหลั่งแล้วจึงเรียกบุคคลนั้นว่ามีญูนุบ ถ้าต้องบุคคลนั้นต้องการนะมาซและอิบาดะฮฺอื่น ๆ ต้องอาบน้ำตามหลักศาสนบัญญัติ เรียกว่า ฆุซลฺญินาบะฮฺ                                 

๒.หากอสุจิได้เคลื่อนจากที่ แต่ไม่ได้ออกมาข้างนอกไม่เป็นสาเหตุทำให้เขามีญูนุบ (ไม่ต้องฆุซลฺ) 

๓. บุคคลที่แน่ใจว่าอสุจิได้เคลื่อนออกมา หรือรู้ว่าสิ่งที่เคลื่อนออกมานั้นเป็นอสุจิอย่างแน่นอน ถือว่ามีญูนุบ ต้องฆุซลฺญินาบะฮฺ

๔. บุคคลที่ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เคลื่อนออกมาเป็นอสุจิหรือไม่ ถ้ามีสัญลักษณ์ของอสุจิถือว่ามีญูนุบ แต่ถ้าไม่มีสัญลักษณ์ไม่ถือว่าอยู่ในกฎของการมีญูนุบ 

๕.สัญลักษณ์ที่บ่งว่าเป็นอสุจิ

- ออกมาด้วยความใคร่ (ชะฮฺวัต)

- ไหลพุ่งและอุ่น

- หลังจากอสุจิเคลื่อนออกมาร่างกายจะอ่อนเพลียเล็กน้อย


ด้วยเหตุนี้ หากมีน้ำเคลื่อนออกมาแต่ไม่รู้ว่าเป็นอสุจิหรือไม่ ถ้ามีลักษณะตามที่กล่าวมา ถือว่าเป็นญูนุบ ถ้าไม่เช่นนั้นจะไม่ถือว่าเป็นญูนุบ หรือบางครั้งอาจไม่มีสัญลักษณ์บางประการตามที่กล่าวมา นอกจากหญิงและอาการป่วย ซึ่งสัญลักษณ์กล่าวคือ อสุจิได้หลั่งออกมาเพราะความต้องการ ถือว่าพอเพียงแล้ว

๖. มุซตะฮับหลังจากอสุจิเคลื่อนออกมาให้ปัสสาวะ ถ้าไม่ปัสสาวะหลังจากฆุซลฺแล้ว ถ้ามีน้ำเคลื่อนออกมาโดยไม่รู้ว่าเป็นอสุจิหรือเป็นน้ำอย่างอื่น ถือว่าอยู่ในกฎของอสุจิ   

ภารกิจที่ฮะรอมสำหรับผู้มีญูนุบ

๑. สัมผัสอักษร อัล-กุรอาน พระนามของอัลลอฮฺ (ซบ.). และอิฮฺติยาฏวาญิบนามของบรรดาศาสดา (อ.) บรรดาอิมามมะอฺซูม (อ.) และนามของท่านหญิง ฟาติมะฮฺ (อ.)

๒. เข้าไปในมัสญิด อัล-ฮะรอมและมัสญิดนบี (ซ็อลฯ) แม้จะว่าจะเดินผ่านจากประตูหนึ่งและไปออกอีกประตูหนึ่งก็ตาม

๓. หยุดในมัสยิด

๔. นำสิ่งของไปวางในมัสยิด หรือแม้แต่จะอยู่นอกมัสญิดก็ตาม

๕. อ่านอัล-กุรอานซูเราะฮฺซัจญฺดะฮฺวาญิบ (จำเป็นต้องกราบเมื่อได้อ่าน) แม้แต่คำเดียวก็ตาม*

อายุตุลลอฮฺ คอเมเนอี  อ่านโองการซัจญฺดะฮฺวาญิบ  

๖. เข้าไปหยุดในสถานที่ฝังศพของบรรดาอิมาม (อิฮฺติยาฏวาญิบ)


  ซูเราะฮฺซัจญฺดะฮฺวาญิบประกอบด้วย

๑.ซูเราะฮฺ ที่ ๓๒ (อัซ-ซะญะดะฮฺ) โองการที่ ๑๕

๒.ซูเราะฮฺ ที่ ๔๑ (ฮามีม) โองการที่ ๓๗

๓. ซูเราะฮฺ ที่ ๕๓ (อัล-นัจมุ) โองการสุดท้าย

๔.ซูเราะฮฺ ที่ ๙๖ (อัล-อะลัก) โองการสุดท้าย

ถ้าผู้มีญูนุบได้เข้ามัสญิดทางประตูหนึ่งและออกอีประตูหนึ่ง (เดินผ่านโดยไม่ได้หยุด) ไม่เป็นไร ยกเว้นมัสญิด อัลฮะรอมและมัสญิดนบี แม้แต่เดินผ่านก็ไม่อนุญาต

ถ้าจัดสถานที่หนึ่งภายในบ้าน สำนักงาน หรือองค์กรเป็นสถานที่นมาซโดยเฉพาะ ถือว่าไม่ได้อยู่ในเงื่อนไขของมัสญิด

การอาบน้ำตามศาสนบัญญัติ (ฆุซลฺ)

ฆุซุลฺ จำเป็นต้องล้างให้ทั่วร่างกายตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ไม่ว่าจะเป็นฆุซุลฺเป็นวาญิบ เช่น ฆุซุลฺญินาบะฮฺ หรือฆุซุลฺมุซตะฮับ เช่น ฆุซุลฺญุมุอะฮฺ อีกนัยหนึ่งวิธีการฆุซุลฺทั้งหมดเหมือนกัน ยกเว้นเนียต (เจตนา)

 การฆุซลฺต้องทำตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

๑. ฆุซุลฺตัรติบียฺ หมายถึงการทำไปตามลำดับขั้นตอนอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีการทำสลับกันและหลังจากเนียตฆุซลฺแล้ว

- อันดับแรก ให้ล้างศีรษะและต้นคอ

- อันดับที่สอง ล้างซีกขวาของร่างกายจนทั่ว*

อายะตุลลอฮฺ อะลี คอเมเนอียฺ  ฆุซุลฺตัรตีบียฺล้างซีกขวาก่อนเนื่องจากเป็นอิฮฺติยาฏ (อิซติฟตาอาต คำถามที่ ๑๖)

- อันดับที่สาม ล้างซีกซ้ายของร่างกาย


๒.ฆุซุลฺอิรติมาซียฺ หมายถึงเนียตฆุซุลฺแล้วดำลงใต้น้ำเพียงครั้งเดียว โดยให้น้ำผ่านร่างกายทั้งหมด

- หรือหลังจากเนียตฆุซลฺแล้วค่อย ๆ ดำไปใต้น้ำโดยให้ร่างกายทั้งหมดอยู่ใต้น้ำ

- หรือดำไปใต้น้ำแล้ว จึงเนียตฆุซลฺหลังจากนั้นให้ขยับตัวเล็กน้อย

คำอธิบาย

การฆุซุลฺ สามารถทำได้ ๒ วีธี กล่าวคือ ทำแบบตัรตีบียฺและแบบอิรติมาซียฺ

ฆุซุลฺตัรตีบียฺ อันดับแรกให้ล้างศีรษะและลำคอ หนังจากนั้นให้ล้างซีกขวาของร่างกาย เมื่อล้างทั่วแล้ว ให้ล้างซีกซ้ายมือต่อไป

ฆุซุลฺอิรติมาซียฺ คือ ให้ดำลงน้ำเพียงครั้งเดียว ดังนั้น ถ้าต้องการทำฆุซุลฺนี้ต้องมีน้ำเพียงพอที่จะดำลงไปได้

เงื่อนไขเกี่ยวกับฆุซุลฺ

๑. เงื่อนไขที่ถูกต้องทั้งหมดของวุฎูอฺ ถือเป็นเงื่อนไขที่ถูกต้องของฆุซุลฺด้วย ยกเว้นความต่อเนื่อง และไม่จำเป็นต้องล้างจากข้างบนลงสู่ข้างล่าง

๒.ถ้ามีฆุซุลฺหลายประเภทวาญิบสำหรับตน สามารถเนียตพร้อมกันหลายฆุซุลฺและทำในคราวเดียวกัน

๓. ผู้ที่ฆุซุลฺญินาบะฮฺแล้ว ถ้าต้องการนมาซต้องไม่ทำวุฎูอฺอีก แต่สำหรับฆุซุลฺอื่น ๆ ไม่สามารถนมาซได้ต้องวุฎูอฺก่อน

๔. ก่อนฆุซุลฺอิรติมาซียฺ ร่างกายต้องสะอาดแต่ฆุซุลฺตัรตีบียฺไม่จำเป็น ดังนั้น ถ้าส่วนใดของร่างกายสกปรกให้ทำความสะอาดส่วนนั้นก่อนและฆุซุลฺ ถือว่าเพียงพอ


 

๕.ฆุซุลฺแบบมีบาดแผลให้ทำเหมือนกับวุฎูอฺมีบาดแผล แต่อิฮฺติยาฏวาญิบ ต้องทำแบบตัรตีบียฺ

๖.บุคคลที่ถือศีลอดวาญิบ ไม่สามารถฆุซลฺอิรติมาซียฺได้ เนื่องจากผู้ถือศีลอดต้องไม่ดำน้ำ แต่ถ้าลืมและได้ฆุซุลอิรติมาซียฺ ถือว่าถูกต้อง

๗. การฆุซุล ไม่จำเป็นต้องเอามือลูบให้ทั่วตัว เพียงแค่เนียตฆุซุล แล้วน้ำได้ไหลไปทั่วทุกส่วนของร่างกาย ถือว่าเพียงพอ

๘. ประเด็นต่อไปนี้ฆุซุลบาฏิล (เสีย)

- บางที่ต้องเช่าห้องน้ำอาบน้ำ ซึ่งตั้งใจว่าจะไม่จ่ายค่าเช่าห้องอาบน้ำ และหลังจากฆุซุลฺเสร็จเรียบร้อยแล้วแม้ว่าเจ้าของจะยินยอมก็ตาม

- ไม่รู้ว่าเจ้าของห้องอาบน้ำจะยินยอมหรือไม่ แต่ตั้งใจว่าจะแบ่งจ่ายค่าเช่าเป็นงวด และหลังจากฆุซุลเสร็จเรียบร้อยแล้วแม้ว่าเจ้าของจะยินยอมก็ตาม

- ต้องการเอาเงินฮะรอมหรือเงินที่ยังไม่ได้จ่ายคุมซฺ จ่ายเป็นค่าเช่าห้องอาบน้ำ

๙. ขณะฆุซุลฺอยู่นั้น ถ้าปัสสาวะหรือผายลมออกมาฆุซุล ไม่เสีย แต่ถ้าต้องการนมาซต้องวุฏูอฺ แม้จะเป็นฆุซลฺญินาบะฮฺก็ตาม

๙.การสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเอง (อิสติมนาอฺ) เป็นฮะรอม ถ้าหากอสุจิได้เคลื่อนออกมาต้องฆุซุลญินาบะฮฺด้วย

๑๐. เป็นไปได้ที่ผู้หญิงอาจจะฝันเหมือนกับผู้ชาย ดังนั้น ถ้ามั่นใจว่ามีการหลั่งวาญิบต้องฆุซุลญินาบะฮฺด้วย แต่ถ้าสงสัยไม่มีสิ่งใดเป็นวาญิบสำหรับเธอ

๑๑. การสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเอง (อิซติมนาอฺ) เป็นการกระทำที่ฮะรอม ถ้าอสุจิหลั่งออกมาต้องฆุซุลด้วย


๑๒. หน้าที่ของบุคคลหลังจากฆุซุลแล้วรู้ว่า ฆุซุลไม่ทั่วตัวมีบางส่วนที่น้ำไหลไปไม่ถึง

ก. ถ้าเป็นฆุซุลฺอิรติมาซียฺ ต้องทำฆุซุลใหม่อีกครั้ง ไม่ว่าจะรู้บริเวณที่โดนน้ำ หรือไม่รู้ก็ตาม

ข.  ถ้าเป็นฆุซุลตัรตีบียฺ มี ๒ ลักษณะ กล่าวคือ

๑. กรณีไม่รู้ว่าบริเวณใดที่น้ำไปไม่ถึง ต้องฆุซุลใหม่อีกครั้ง

๒. รู้ว่าบริเวณใดที่น้ำไปไม่ถึง

- ถ้าเป็นด้านซ้าย ให้ล้างส่วนนั้นใหม่ ถือว่าเพียงพอ

- ถ้าเป็นด้านขวา ให้ล้างส่วนนั้นใหม่และหลังจากนั้นให้ล้างด้านซ้ายอีกครั้ง*

*อายะตุลลอฮฺ อะลี คอเมเนอี ถือว่าเป็นอิฮฺติยาฏวาญิบ

- ถ้าเป็นศีรษะและคอ ให้ล้างส่วนนั้นหลังจากนั้นให้ล้างด้านขวา และด้านซ้ายตามลำดับ

ความสงสัยเกี่ยวกับฆุซุลฺ

๑. ถ้าสงสัยในการฆุซุล (ไม่รู้ว่าฆุซุลแล้วหรือยัง) ต้องฆุซุลใหม่ สำหรับนมาซที่ผ่านมาแล้ว ถูกต้อง ส่วนนมาซต่อไปต้องฆุซลใหม่อีกครั้ง

๒. สงสัยในความถูกต้องของฆุซุล (ไม่รู้ว่าทำถูกหรือไม่)

๒.๑. หลังจากฆุซุลเสร็จแล้วจึงสงสัย ไม่ต้องใส่ใจ และให้ถือว่าฆุซุลถูกต้อง

๒.๒. สงสัยระหว่างฆุซุล (ก่อนที่จะเสร็จ)

๓. กรณีที่สงสัยการล้างบางส่วนทางด้านขวา

- ขณะนั้นกำลังล้างด้านซ้ายอยู่ ไม่ต้องสนใจในความสงสัย


- ยังไม่ได้ล้างด้านซ้าย ดังนั้น ให้ล้างส่วนที่สงสัยก่อน เมื่อเสร็จแล้วจึงล้างด้านซ้าย

 ๔. สงสัยการล้างบางส่วนของศีรษะและคอ

-  ถ้ากำลังล้างด้านขวาอยู่ไม่ต้องสนใจในความสงสัยนั้น

 - ยังไม่ได้ล้างด้านขวา ดังนั้น ให้ล้างส่วนที่สงสัยก่อนเมื่อเสร็จแล้วจึงล้างด้านขวา และด้านซ้ายตามลำดับ

๕. สงสัยบางส่วนของร่างกายว่าเป็นบริเวณภายนอกหรือภายในของร่างกาย เช่น รูจมูก รูหู ไม่จำเป็นต้องล้าง

๖. ระหว่างฆุซุลสงสัยว่า มีบางสิ่งกีดขวางน้ำอยู่บนร่างกายหรือไม่ ถ้าเป็นความสงสัยที่คนส่วนใหญ่ยอมรับ จำเป็นต้องพิสูจน์ แต่ถ้าไม่ก็ไม่จำเป็นต้องค้นหา

ฆุซุลมัซมัยยิต (สัมผัสผู้ตาย)

๑. ถ้าได้สัมผัสร่างคนตายขณะที่ร่างเย็นแล้ว แต่ยังไม่ได้ฆุซุลมัยยิต จำเป็นต้องฆุซุลมัซมัยยิต

๒.ประเด็นต่อไปนี้เมื่อสัมผัสมัยยิตแล้วไม่ต้องฆุซุลมัซมัยยิต

- ถ้าผู้ตายชะฮีดในสมรภูมิรบ

- สัมผัสผู้ตายก่อนที่ร่างจะเย็น

- สัมผัสผู้ตายหลังจากฆุซุลมัยยิตครบ ๓ น้ำแล้ว

๓. ฆุซุลมัซมัยยิตเหมือนกับฆุซุลญินาบะฮฺ แต่ถ้าต้องการนมาซต้องทำวุฎูอฺด้วย


 

ฆุซุลมัยยิต (การอาบน้ำคนตาย)

๑. ทุกครั้งเมื่อผู้ศรัทธาได้เสียชีวิตลงวาญิบกิฟาอีย์ สำหรับมุสลิมทุกคนต้องฆุซุล กะฟั่น นมาซมัยยิต และฝังร่างของผู้ตาย แต่ถ้ามีใครสักคนได้ทำหน้าที่นี้แล้ว มุสลิมคนอื่นจะหมดหน้าที่ไปโดยปริยาย

๒. วาญิบต้องฆุซุล ๓ ครั้ง ให้แก่ผู้ตาย

- ฆุซุลน้ำใบพุทรา

-ฆุซุลน้ำพิมเสน

-ฆุซุลน้ำเปล่า

๓. ฆุซุลมัยยิตเหมือนกับฆุซุลญินาบะฮฺ อิฮฺติยาฏวาญิบ ถ้าสามารถทำฆุซุลตัรตีบียฺได้ (ทำไปตามขั้นตอน) อย่าทำฆุซุลอิรติมาซียฺ

ฆุซุลที่เฉพาะสำหรับผู้หญิง

ประจำเดือน ระดูเกินกำหนด และโลหิตหลังคลอดบุตร

๑. เลือดที่ไหลหลังการคลอดบุตรเรียกว่า นิฟาซ หรือโลหิตหลังคลอดบุตร มีจำนวนเท่ากับประจำเดือนอย่างน้อย ๓ วัน อย่างมากไม่เกิน ๑๐ วัน

๒. เลือดที่มาเป็นประจำทุกเดือนเรียกวา ฮัยฎฺ หรือประจำเดือน มีอย่างน้อย ๓ วัน และอย่างมากไม่เกิน ๑๐ วัน

๓. เลือดที่บางครั้งมาหลังประจำเดือนหมดแล้วเรียกว่า อิสติฮาเฏาะฮฺ   หมายถึงระดูเกินกำหนด มี ๓ ชนิด กล่าวคือ

- ชนิดมาก หมายถึงเมื่อหญิงได้สอดสำลีเข้าไปทางช่องคลอดเพื่อพิสูจน์เลือด เลือดต้องชุ่มสำลีจนเปียกถึงอีกด้านหนึ่ง

- ชนิดปานกลาง หมายถึงเลือดแค่ชุ่มสำลี แต่ไม่เปียกไปถึงอีกด้านหนึ่ง


- ชนิดน้อย หมายถึงเลือดแค่เปื้อนสำลีเล็กน้อย แต่ไม่ถึงกับชุ่ม

เงื่อนไขสำหรับหญิงที่มีอิสติฮาเฎาะฮฺ

 ๑. สำหรับอิสติฮาเฏาะฮฺชนิดมาก ต้องฆุซุลฺ ๓ ครั้ง ครั้งแรกเพื่อนมาซซุบฮฺ ครั้งที่สองเพื่อนมาซซุฮริและอัซริ (กรณีนมาซรวมกัน) และครั้งที่สามเพื่อนมาซมัฆริบและอีชา (กรณีนมาซรวมกัน) แต่ถ้านมาซคนละเวลากัน เช่น ซุฮริเวลาหนึ่ง และอัซริอีกเวลาหนึ่ง ฉะนั้น ทุก ๆ นมาซต้องฆุซุลด้วย

๒. อิสติฮาเฏาะฮฺชนิดปานกลาง ถ้าเห็นเลือดก่อนนมาซซุบฮฺ ให้ทำวุฏูอฺ หลังจากนั้นให้ฆุซุล แล้วจึงนมาซซุฮริ   ส่วนนมาซอื่น ๆ ให้ทำวุฏูอฺเพียงอย่างเดียว ถ้าเห็นก่อนนมาซซุฮริ ให้ทำวุฏูอฺและฆุซุลฺสำหรับนมาซซุฮริ ส่วนนมาซอื่น ๆ ทำวุฏูอฺเพียงอย่างเดียวและให้ทำอย่างนี้เสมอไป

๓. อิสติฮาเฏาะฮฺชนิดน้อย ไม่ต้องฆุซุล แค่ชำระล้างบริเวณดังกล่าวให้สะอาด และวุฎูอฺทุกครั้งก่อนที่จะนมาซ

การทำตะยัมมุม

ตะยัมมุม คือ สิ่งทดแทนฆุซุลหรือวุฏูอฺ บางกรณีต้องตะยัมมุมแทนทั้งสองกรณี

๑. ไม่มีน้ำ และไม่สามารถหาน้ำได้

๒. น้ำเป็นอันตรายกับตน เช่น ถ้าใช้น้ำแล้วอาจทำให้ไม่สบายได้

๓. ถ้าใช้น้ำฆุซุลหรือวุฏูอฺแล้ว จะทำให้ตัวเอง หรือครอบครัว หรือเพื่อน หรือผู้ที่ร่วมทางมาด้วยต้องพบกับความกระหายจนถึงขั้นเสียชีวิตหรือไม่สบายได้ เช่นเดียวกันผู้ที่วาญิบต้องปกป้องชีวิตเขา ซึ่งเขากระหายน้ำถึงขั้นที่ว่าถ้าไม่ให้น้ำดื่มต้องตายแน่นอน หรือแม้กระทั่งสัตว์เลี้ยงของตน


๔.ร่างกายและเสื้อผ้าเปื้อนนะญิซ และมีน้ำแค่ทำความสะอาดร่างกายกับเสื้อผ้าเท่านั้น ประกอบกับเสื้อผ้าตัวอื่นก็ไม่มี

๕.ไม่มีเวลาพอที่จะฆุซุลหรือวุฏูอฺ

๖. การใช้น้ำหรือภาชนะฮะรอมสำหรับตน เช่น เป็นของขโมยมา

วิธีทำตะยัมมุม

ขั้นตอนการทำตะยัมมุม มีดังต่อไปนี้

๑. ตั้งเจตนา (เนียต)

๒.ใช้ฝ่ามือทั้งสองข้างตบลงบนพื้นดิน หรือบนสิ่งที่ตะยัมมุมถูกต้อง

๓.ใช้ฝ่ามือทั้งสองลูบหน้าผากจากไรผมขึ้นมาเหนือคิ้วและลงไปจนถึงปลายจมูก

๔.ใช้มือซ้ายลูบหลังมือขวา จากข้อมือจนถึงปลายนิ้ว

๕.ใช้มือขวาลูบหลังมือซ้าย ทำเหมือนกันกับมือขวา*

*อายะตุลลอฮฺ อะลี คอเมเนอี อิฮฺติยาฏวาญิบ หลังจากทำเสร็จแล้ว (ลูบหน้า) ให้ตบฝ่ามือทั้งสองลงบนฝุ่นดินอีกครั้ง แล้วให้เอามือซ้ายลูบหลังมือขวา และเอามือขวาลูบหลังมือซ้าย การตะยัมมุมแทนวุฎูอฺ หรือฆุซลฺเหมือนกัน (มุนตะคับอิซติฟตาอาต คำถามที่ ๑๙)

ทุกขั้นตอนการตะยัมมุมต้องมีเจตนาเพื่อปฏิบัติตามพระบัญชาของพระองค์ และต้องรู้ว่าตะยัมมุมแทนวุฎูอฺหรือฆุซลฺ


 

สิ่งที่อนุญาตให้ตะยัมมุมได้  มีดังนี้

๑. ฝุ่นดิน

๒. หินละเอียด

๓. ชนิดของหินต่าง ๆ เช่น หินดำ หินอ่อน ปูนขาว (ก่อนการเผา) หินปูนและอื่น ๆ

อายะตุลลอฮฺ อะลี คอเมเนอี ถูกต้องถ้าตะยัมมุมบนปูนขาวที่เผาแล้ว หรืออิฐมอญ และอื่น ๆ ที่คล้ายคลึงกัน (มุนตะคับอิซติฟตาอาต คำถามที่ ๑๗)

๔. ดินเผา เช่น อิฐ

สองสามประเด็นสำคัญ

๑.ตะยัมมุมแทนวุฏูอฺกับตะยัมมุมแทนฆุซุลไม่แตกต่างกัน ยกเว้น เนียต(ตั้งเจตนา)เท่านั้น 

๒. ผู้ที่ตะยัมมุมแทนวุฏูอฺ ถ้าสิ่งที่เป็นสาเหตุทำให้วุฏูอฺเสียเกิดกับเขา ตะยัมมุมของเขาก็จะเสียไปด้วย

๓. ผู้ที่ทำตะยัมมุมแทนฆุซุล ถ้าสิ่งที่เป็นสาเหตุให้ฆุซุล เช่น การมีญูนุบ หรือการสัมผัสคนคายได้เกิดขึ้น ตะยัมมุมของเขาจะเสียไปด้วย

๔. ตะยัมมุมจะถูกต้องต่อเมื่อไม่สามารถวุฏูอฺหรือฆุซุลได้ ดังนั้น ถ้าไม่มีอุปสรรคอันใดแต่ได้ตะยัมมุมถือว่าไม่ถูกต้อง หรือมีอุปสรรคแต่ต่อมาอุปสรรคได้หมดไป เช่นไม่มีน้ำและได้พบน้ำในเวลาต่อมา ถือว่า ตะยัมมุมบาฏิล

๕.ถ้าตะยัมมุมแทนฆุซุลญินาบะฮฺ ถ้าต้องการนมาซไม่จำเป็นต้องวุฏูอฺอีก แต่ถ้าตะยัมมุมแทนฆุซลฺอื่น ๆ ถ้าต้องการนมาซต้องวุฎูอฺด้วย แต่ถ้าไม่สามารถวุฎูอฺได้ให้ตะยัมมุมแทนวุฎูอฺหลังจากนั้นจึงนมาซ


๖. ถ้าตะยัมมุมแทนฆุซุล หลังจากนั้นสิ่งที่เป็นสาเหตุทำให้วุฎูอฺเสียได้เกิดกับเขา และสำหรับนมาซเวลาต่อมาไม่สามารถฆุซุลได้ ให้วุฎูอฺ ถ้าไม่สามารถวุฎูอฺได้ ให้ทำตะยัมมุมแทนวุฎูอฺ

เงื่อนไขที่ถูกต้องของตะยัมมุม

๑. อวัยวะที่ต้องตะยัมมุม หมายถึงหน้าผากและฝ่ามือทั้งสอง ต้องสะอาด

อายะตุลลอฮฺ อะลี คอเมเนอี อิฮฺติยาฏ หน้าผากและหลังมือต้องสะอาด ถ้าไม่สามารถทำความสะอาดอวัยวะส่วนที่จะตะยัมมุม ให้ทำตะยัมมุมไปเช่นนั้น แม้ว่าความสะอาดจะไม่ใช่เงื่อนไขก็ตาม

๒. ต้องลูบหน้าผากและหลังมือทั้งสองจากด้านบนลงล่าง

๓. สิ่งที่จะตะยัมมุมลงบนนั้นต้องสะอาด และได้รับอนุญาต

๔. ต้องทำไปตามขั้นตอน

๕. ต้องทำอย่างต่อเนื่อง

๖. ต้องไม่มีสิ่งใดกีดขวางระหว่างมือกับหน้าผาก และระหว่างมือกับหลังมือขณะลูบ

คำถามท้ายบท

          ๑.ฆุซลฺมัยยิตมีน้ำกี่ประเภท อะไรบ้าง

          ๒.การสัมผัสมัยยิต ประเภทใดไม่ต้องฆุซลฺมัซมัยยิต

          ๓.ผู้ที่ตายในสนามรบประเภทใดไม่ต้องฆุซลฺมัยยิต

          ๔.ฆุซลฺสำหรับผู้หญิงมีกี่ชนิด อะไรบ้าง

          ๕.อิสติฮาเฏาะฮฺหมายถึงอะไร มีกี่ประเภท และประเภทใดที่ไม่จำเป็นต้องฆุซลฺ

          ๖.ในกรณีใดบ้างที่ต้องทำตะยัมมุมแทนการวุฏูอฺและฆุซลฺ


 

          ๗.อนุญาตให้ทำตะยัมมุมบนสิ่งใดบ้าง

          ๘.ขั้นตอนในการทำตะยัมมุมมีอะไรบ้าง

          ๙.เงื่อนไขของการทำตะยัมมุมมีอะไรบ้าง

บทเรียนที่ ๙ นมาซ

และเจ้าจงดำรงการนมาซ ในสองช่วง กลางวัน และกลางคืน (ฮูด/๑๑๖)

สิ่งที่จะกล่าวต่อไปนี้เกี่ยวกับนมาซและเงื่อนไข นมาซมีทั้งวาญิบและมุสตะฮับ นมาซวาญิบแบ่งออกเป็นนมาซประจำวันมีเวลาทำที่เฉพาะเจาะจง หรือนมาซที่บางครั้งเป็นวาญิบเนื่องจากมีสาเหตุอื่นเป็นองค์ประกอบ มิได้เป็นวาญิบทุกวัน

ประเภทของนมาซ

นะมาซวาญิบ

๑.      วาญิบประจำวัน ได้แก่นมาซซุบฮฺ ซุฮริ อัซริ มัฆริบ และอิชาอฺ

๒.      วาญิบบางครั้ง ได้แก่

•      นมาซอายาต

•      นมาซเฏาะวาฟวาญิบ

•      นมาซมัยยิต

•      นมาซเกาะฎอแทนบิดา (อายะตุลลอฮฺคอเมเนอี : แทนทั้งบิดามารดา)

•      นมาซนะซัรวาญิบ (บนบาน)

นมาซมุซตะฮับ นมาซต่าง ๆ ที่เป็นมุซตะฮับมีจำนวนมากมาย


 

เวลาของนมาซประจำวัน

นมาซวาญิบประจำวัน มี ๓ ช่วง ๕  เวลา  ซึ่งรวมทั้งหมดมี ๑๗ เราะกะอัตได้แก่

๑.นมาซซุบฮฺ มี ๒ เราะกะอัต ทำตอนเช้าตรู่ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น

๒.นมาซช่วงกลางวันมี ๒ เวลาได้แก่นะมาซซุฮริกับอัซริ อย่างละ ๔ เราะกะอัต

๓.นมาซช่วงกลางคืน (หลังพระอาทิตย์ตกดิน) มี ๒ เวลาได้แก่ นมาซมัฆริบ ๓ เราะกะอัตกับนมาซอิชาอฺ ๔ เราะกะอัต

คำถามแรกที่ถามเกี่ยวกับนมาซคือ นมาซเหล่านี้จะทำเมือไหร่

๑.เวลาของนมาซซุบฮฺ เมื่อแสงสีเงินที่สองจับขอบฟ้าถือว่าเข้าเวลานมาซซุบฮฺ เวลาของนมาซนับตั้งแต่อะซานซุบฮฺจนถีงพระอาทิตย์ขึ้น

๒.เวลาของนมาซซุฮริและอัซริ ตั้งแต่อะซานซุฮฺริชัรอียฺจนถึงมัฆริบ

อายะตุลลอฮฺอะลีคอเมเนอี ตั้งแต่อะซานซุฮริชัรอียฺ และช่วงเวลาสุดท้ายของนะมาซอัซริ จนถึงพระอาทิตย์ตกดิน

ช่วงเวลาเฉพาะสำหรับนมาซซุฮริ นับตั้งแต่เริ่มเข้าเวลาซุฮริชัรอียฺ ( บ่ายลงไป) ไปจนถึงช่วงเวลาที่ได้ทำนมาซสี่เราะกะอัตเสร็จ ช่วงเวลานี้ได้ถูกจำกัดไว้เฉพาะนมาซซุฮริเท่านั้นที่สามารถทำได้

ช่วงเวลาเฉพาะสำหรับนมาซอัซริ นับตั้งแต่ช่วงเวลาหนึ่งจนถึงพระอาทิตย์ตกดิน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สามารถทำได้เฉพาะนมาซอัซริเท่านั้น

ช่วงเวลาติดต่อกันระหว่างนมาซซุฮฺริกับนมาซอัซริ นับตั้งแต่ช่วงสิ้นสุดเวลาเฉพาะสำหรับนมาซซุฮริเป็นต้นไปจนถึงช่วงเริ่มต้นเวลาเฉพาะสำหรับนมาซอัซริ


ในช่วงเวลาติดต่อกันระหว่างนมาซซุฮริกับอัซรินั้น สามารถทำนมาซติดต่อกันได้โดยไม่จำเป็นต้องทิ้งช่วงเวลาให้ห่างออกไป

แต่อะฮ์ลิซซุนนะฮฺเชื่อว่า นับตั้งแต่เริ่มเวลาซุฮรฺชัรอีย์ (บ่ายลงไป) จนกระทั่งเงาของทุกสิ่งได้ทอดเท่ากับตัวจริงของมัน ช่วงเวลาดังกล่าวได้ถูกจำกัดไว้เฉพาะสำหรับนมาซซุฮริเพียงอย่างเดียว จึงไม่อนุญาตให้ทำนมาซอัซริในเวลานั้น และนับตั้งแต่ช่วงดังกล่าวไปจนถึงเวลามัฆริบเป็นช่วงเวลาเฉพาะสำหรับนมาซอัซริ ดังนั้นไม่สามารถทำนมาซซุฮริได้

โดยหลักการของชีอะฮฺหลังจากเข้าสู่เวลาซุฮริชัรฺอีย์แล้วเมื่อทำนมาซซุฮริเสร็จสามารถทำนมาซอัซริต่อได้ทันที โดยไม่ต้องทิ้งช่วงเวลาให้ล่าออกไป หรือสามารถปล่อยเวลานมาซซุฮริให้ล่าออกไป จนถึงช่วงเริ่มต้นเวลาเฉพาะสำหรับนมาซอัซริ หมายถึงนมาซซุฮริได้เสร็จก่อนที่จะเข้าเวลาดังกล่าว หลังจากนั้นจึงทำนมาซอัศริ การทำเช่นนี้เท่ากับเป็นการนมาซติดต่อกัน ถึงแม้ว่าเป็นมุซตะฮับให้ทำมาซซุฮริหลังจากเวลาบ่าย และทำนมาซอัซริเมื่อเงาของทุกสิ่งได้ทอดเท่ากับตัวจริงของมันก็ตาม

๓.เวลาของนมาซมัฆริบและอิชาอฺ จากมัฆริบจนถึงครึ่งคืนชัรอียฺ

ช่วงเวลาเฉพาะสำหรับนมาซมัฆริบ นับตั้งแต่เริ่มเข้าเวลามัฆริบชัรอียฺ จนกระทั่งทำนมาซสามเราะกะอัตเสร็จ ช่วงเวลาดังกล่าวได้ถูกจำกัดไว้สำหรับน นมาซมัฆริบเท่านั้น

ช่วงเวลาเฉพาะสำหรับนมาซอิชาอฺ นับตั้งแต่ช่วงเวลาหนึ่งจนถึงครึ่งคืนชัรฺอียฺ ซึ่งช่วงนั้นมีเวลาพอแค่ทำนมาซอิชาอฺเพียงอย่างเดียว ในเวลาเพียงเล็กน้อยนั้นสามารถทำได้เฉพาะนมาซอิชาอฺ ไม่อนุญาตให้ทำนมาซอื่น

ช่วงเวลาร่วมระหว่างนมาซมัฆริบกับนมาซอิชาอฺ นับตั้งแต่ช่วงสิ้นสุดเวลาเฉพาะสำหรับนมาซมัฆริบไปจนถึงช่วงเริ่มต้นเวลาเฉพาะสำหรับนมาซอิชาอฺ


โดยหลักการของชีอะฮฺเชื่อว่า ในช่วงเวลาร่วมระหว่างนมาซมัฆริบกับนมาซอิชาอฺนั้น สามารถทำนมาซติดต่อกันได้โดยไม่ต้องทิ้งช่วงเวลาให้ห่างออกไป

แต่อะฮฺลิซซุนนะฮฺเชื่อว่า นับตั้งแต่พระอาทิตย์ตกดินจนถึงช่วงแสงอาทิตย์ทางทิศตะวันตกได้หมดลงเป็นช่วงเวลาเฉพาะสำหรับนมาซมัฆริบ จึงไม่อนุญาตให้ทำนมาซอิชาอฺในช่วงเวลาดังกล่าว และตั้งแต่ช่วงแสงอาทิตย์ทางทิศตะวันตกหมดลงไป จนถึงครึ่งคืนชัรฺอียฺ เป็นช่วงเวลาเฉพาะสำหรับนมาซอิชาอฺ ไม่สามารถทำนมาซมัฆริบได้

เมื่อเข้าเวลามัฆริบชัรฺอีย์ ได้เริ่มนมาซเมื่อเสร็จแล้วสามารถทำนมาซอิชาอฺต่อได้ทันที โดยไม่ต้องทิ้งช่วงเวลาล่าออกไป หรือปล่อยเวลานมาซมัฆริบให้ล่าออกไป จนถึงช่วงเริ่มต้นเวลาเฉพาะสำหรับนมาซอิชาอฺหมายถึงนมาซมัฆริบได้เสร็จก่อนที่จะเข้าเวลาดังกล่าว หลังจากนั้นจึงได้ทำนมาซอิชาอฺ การทำเช่นนี้เท่ากับเป็นการนมาซติดต่อกันระหว่างนมาซมัฆริบกับนะมาซอิชาอฺ ถึงแม้ว่าเป็นมุซตะฮับให้นมาซมัฆริบหลังเวลามัฆริบชัรฺอีย และนะมาซอิชาอฺหลังจากแสงอาทิตย์ทางทิศตะวันตกได้หมดลงก็ตาม

 

เวลาอะซานซุบฮฺ

ใกล้เวลาอะซานซุบฮฺ จะสังเกตเห็นว่าแสงสีเงินทางทิศตะวันออกจะเคลื่อนสู่ด้านบน ซึ่งเรียกว่า ฟัจร์เอาวัล และเมื่อแสงสีเงินได้กระจายออก เรียกว่า ฟัจร์ซานี ซึ่งถือว่าเริ่มต้นเวลานมาซซุฮบฮฺ

อายะตุลลอฮฺอะลีคอเมเนอี การปรากฏแสงสีเงินที่สอง ซึ่งเป็นเวลาเริ่มต้นของนะมาซซุบฮฺ และไม่มีความแตกต่างกันระหว่างคืนที่มีท้องฟาโปร่งใสกับคืนที่ท้องฟ้ามืดครึ้ม


เวลาซุฮรฺ

ถ้าเอาไม้หรือสิ่งที่คล้ายกันปักลงพื้นให้ตั้งฉาก ๙๐ องศา เมื่อเงาไม้เหลือน้อยลง และด้านตรงข้ามเริ่มทอดเงามากขึ้น ถือว่าเป็นเวลาซุฮรฺชัรอียฺ เริ่มเข้าเวลานะมาซซุฮรฺ

เวลามัฆริบ

เวลามัฆริบ จะสังเกตเห็นว่าแสงสีแดงทางทิศตะวันออก ซึ่งได้ปรากฏขึ้นหลังจากพระอาทิตย์ตกดิน เริ่มหายไป

ครึ่งคืนชัรอียฺ

ถ้าได้แบ่งช่วงห่างระหว่างพระอาทิตย์ตกดินกับอะซานซุบฮฺออกเป็นสองครึ่ง ช่วงระหว่างกึ่งกลางเรียกว่า ครึ่งคืนชัรอียฺ เป็นช่วงเวลาสุดท้ายของนะมาซอิชาอฺ และจนถึงเวลานั้นถ้าตั้งใจ หรือมีอุปสรรคเช่น ลืมหรือนอนหลับไม่ได้นะมาซมัฆริบและอิชา อิฮฺติยาฏวาญิบ ให้นมาซมัฆริบและอิชาอฺ โดยไม่ต้องเนียตอะดา หรือเกาะฎอ

เงื่อนไขเกี่ยวกับเวลานะมาซ

๑. นะมาซที่นอกเหนือจากนมาซวาญิบประจำวันแล้ว นมาซวาญิบอื่นไม่มีเวลาเฉพาะเจาะจง ทว่าขึ้นอยู่กับเวลา ซึ่งเวลาจะเป็นสาเหตุทำให้นมาซเป็นวาญิบ เช่น นมาซอายาต ขึ้นอยู่กับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติไม่ว่าจะเป็น การเกิดแผ่นดินไหว จันทรุปราคา สุริยุปราคาหรือเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันอื่น ๆ หรือนมาซมัยยิตจะเป็นวาญิบเมื่อมีมุอฺมินเสียชีวิตลง และนมาซวาญิบอื่นก็เช่นเดียวกัน

๒. .ถ้านมาซทั้งหมดทำก่อนเวลา หรือตั้งใจจะนมาซก่อนที่จะถึงเวลา บาฏิล


•      ถ้านมาซในเวลา วิชาฟิกฮฺเรียกว่า นมาซตรงเวลา

•      ถ้านมาซหลังเวลาผ่านไปแล้ว วิชาฟิกฮฺเรียกว่า เกาะฎอนมาซ (ชดใช้)

๓. เป็นมุซตะฮับให้นมาซตรงเวลาในช่วงเริ่มเข้าเวลา ยิ่งใกล้เวลาเริ่มต้นนมาซเท่าใดยิ่งเป็นการดี นอกเสียจากบางกรณีถ้าปล่อยเวลานมาซให้ล่าออกไปจะเป็นการดีกว่า เช่น รอเวลาเพื่อจะนมาซญะมาอะฮฺ (นมาซรวมกัน)

๔.กรณีที่เวลานมาซเหลือน้อย ถ้าทำสิ่งที่เป็นมุซตะฮับจะเป็นสาเหตุทำให้บางส่วนของนมาซ ต้องทำนอกเวลา ดังนั้น ต้องไม่ทำสิ่งที่เป็นมุซตะฮับ เช่น ถ้ากล่าวดุอาอฺกุนูต จะทำให้เสียเวลา ต้องไม่กล่าว

๕.ถ้าก่อนเดินทางได้นมาซซุฮริและอัซริตรงเวลา เมื่อไปถึงยังจุดหมายปลายทางปรากฏว่ายังไม่เข้าเวลาะมาซของที่นั่น ไม่จำเป็นต้องนมาซใหม่อีกครั้ง เช่นเดียวกันถ้าไปถึงแล้วเวลานมาซยังเหลืออยู่

๖. หลังจากพระอาทิตย์ขึ้น ซึ่งขณะนั้นยังไม่ได้นมาซซุบฮฺได้ออกเดินทาง และไปถึงยังจุดหมายปลายทางอีกที่หนึ่งก่อนที่พระอาทิตย์จะขึ้น จำเป็นต้องนมาซซุบฮฺโดยเนียตนมาซในเวลา

๗. ถ้ายังไม่ได้นมาซซุฮริ และอัซริ หลังจากมัฆริบได้ออกเดินทาง (นมาซของเขาต้องเกาะฎอ) แต่เมื่อขึ้นเครื่องบินขึ้นไปได้สักระยะหนึ่งได้เห็นพระอาทิตย์ ดังนั้น ต้องนมาซในเครื่องบินก่อนที่เวลาจะหมด โดยเนียตนมาซในเวลา ถึงแม้ว่าเวลานมาซจะเหลือแค่เพียงเราะกะอัตเดียวก็ตาม

๘.ขณะที่ออกเดินทางยังไม่เข้าเวลานมาซ เช่น เครื่องบินออกก่อนอะซานซุบฮฺเล็กน้อย แต่ขณะที่อยู่ในเครื่องบินได้เวลานมาซพอดีและกำลังจะหมดไป หมายจะไปถึงจุดหมายปลายทางหลังพระอาทิตย์ขึ้น ดังนั้น ต้องนมาซในเครื่องบิน


อัล-กิบละฮฺ

แน่นอนเราย่อมมองเห็นเจ้าแหงนหน้าขึ้นไปในฟากฟ้า  ขอยืนยันว่า เราจักผินเจ้ากลับมาสู่กิบละฮฺเดิมที่เจ้าพึงพอใจอย่างแน่นอน  ดังนั้น เจ้าจงผินหน้าของเจ้าไปทางมัสยิดอัลฮะรอม (กะอฺบะฮฺ) เถิด และไม่ว่าสูเจ้าจะอยู่แห่งหนใด สูเจ้าจงหันหน้าไปทางทิศนั้น (อัล-บะเกาะเราะฮฺ/๑๔๔)

กิบละฮฺ และกฎเกณฑ์ต่างๆ

๑. บัยตุลลอฮฺ   เป็นวิหารที่ตั้งอยู่ในมัสญิด อัล-ฮะรอม ณ เมืองมัก-กะฮฺ หรือที่เรียกว่า กิบละฮฺ เป็นวาญิบสำหรับบรรดามุสลิมทั้งหลายเวลานมาซต้องหันหน้าไปสู่ นอกจากนั้นแล้วการฝังศพ และการเชือดสัตว์ก็ต้องหันหน้าไปสู่กิบละฮฺเช่นกัน  

๒.ผู้ที่ไม่ได้อยู่ในมักกะฮฺและอยู่ห่างไกลออกไป ถ้านมาซโดยหันหน้าในลักษณะที่สามารถกล่าวได้ว่า หันหน้าไปทางกิบละฮฺ ถือว่าเพียงพอ

แนวทางพิสูจน์กิบละฮฺ

          ๑.มั่นใจตัวเอง หมายถึงรู้แน่นอนว่ากิบละฮฺอยู่ทางไหน

          ๒.ผู้อาดิล ๒ คนได้ยืนยัน

          ๓.บุคคลที่ได้ค้นหากิบละฮฺโดยอาศัยหลักวิชาการ ได้บอกกล่าวด้วยความมั่นใจ

          ๔.ดูจากช่องมิฮฺรอบในมัสญิด หรือดูจากหลุมฝังศพของมุสลิม

หน้าที่ของบุคคลที่ไม่รู้ทิศกิบละฮฺ

ถ้าหลังจากได้พยายามค้นหากิบละฮฺแล้วแต่ไม่ประสบความสำเร็จ ให้นมาซโดยหันหน้าไปทางทิศใดก็ได้ที่คิดว่าหน้าจะเป็นกิบละฮฺ แต่ถ้าไม่พบอีก และยังพอมีเวลาเหลือ ให้นมาซโดยหันหน้าไปทั้งสี่ทิศ  แต่ถ้าไม่มีเวลาพอที่จะทำเช่นนั้น ให้นมาซแค่สามทิศ  หรือสองทิศ หรือนึ่งทิศตามลำดับ หลังจากนั้นเป็นไปได้ว่าอาจจะเกิดกรณีดังต่อไปนี้ 


 

๑.เขาไม่อาจรับรู้ได้ว่า กิบละฮฺอยู่ ณ ทิศใด นมาซที่ทำแล้วถือว่าเพียงพอ

๒.หลังจากนั้นรู้ว่าได้นมาซโดยหันหน้าไปทางกิบละฮฺ นะมาซถูกต้อง

๓.หลังจากนนมาซรู้ว่าได้นมาซโดยหันหลัง หรือหันไปทางขวา หรือทางซ้ายของกิบละฮฺ ถ้ารู้ในขณะที่ยังมีเวลาเหลือ ต้องนมาซใหม่อีกครั้ง แต่ถ้ารู้หลังจากเวลานมาซได้ผ่านไปแล้ว นมาซถูกต้อง แต่อิฮฺติยาฏมุซตะฮับให้เกาะฎอนมาซ

๔.หลังจากนมาซรู้ว่าได้หันผิด แต่ไม่ถึงขั้นที่ว่าได้หันออกไปทางขวา หรือทางซ้ายของกิบละฮฺ นมาซถูกต้อง

หมายเหตุ นมาซโดยหันทั้งสี่ทิศนั้น แน่นอนต้องมีทิศหนึ่งที่หันตรงกิบละฮฺ หรือเบี่ยงเบนออกจากกิบละฮฺเล็กน้อย

ถ้านมาซโดยหันไปสามหรือสองทิศ ถ้าทิศหนึ่งตรงกับกิบละฮฺ หรือเบี่ยงเบนออกจากกิบละฮฺเล็น้อย ถือว่าเพียงพอ

เสื้อผ้าของผู้นะมาซ

หนึ่งในปัญหาสำคัญก่อนเริ่มนมาซ ที่จำเป็นต้องกล่าวถึงคือ เสื้อผ้าและเงื่อนไข

ขนาดที่ต้องปกปิด

๑.ถ้าเป็นชายต้องปกปิดอวัยวะพึงสงวน และเป็นการดีให้ปิดตั้งแต่สะดือจนถึงหัวเข่า

๒.ถ้าเป็นหญิงต้องปกปิดทั้งร่างกาย ยกเว้นบางส่วน เช่น

๑.      ใบหน้า เฉพาะส่วนที่ล้างทำวุฎูอฺ

๒.      มือทั้งสองจนถึงข้อมือ

๓.      เท้าทั้งสองจนถึงข้อเท้า


๓. การปกปิดมือ เท้า และใบหน้าของผู้หญิงให้มิดชิดนอกเวลานมาซดังที่กล่าวไปแล้ว ในนมาซไม่เป็นวาญิบ ถึงแม้ว่าจะปิดให้มิดชิดเช่นนั้นไม่เป็นไรก็ตาม

๔.เสื้อผ้าที่สวมใส่นมาซต้องอยู่มีเงื่อนไขดังนี้

๑.      ต้องสะอาดปราศจากนะยิซ

๒.      ต้องได้รับอนุญาต ไม่ใช่ขโมยมา

๓.      ต้องไม่ทำมาจากซากสัตว์ที่ตายโดยมิได้เชือดตามศาสนบัญญติ ถึงแม้ว่าจะเป็นหมวกหรือเข็มขัดก็ตาม

๔.      ต้องไม่ทำมาจากสัตว์ที่เนื้อฮะรอม เช่นทำจากหนังเสือ งู หมู และอื่น ๆ ที่อยู่ในประเภทเดียวกัน

๕.      ถ้าผู้นมาซเป็นชาย เสื้อผ้าต้องไม่ใช่ผ้าตาดทอง หรือผ้าไหมบริสุทธิ์

๖.      เสื้อผ้าของผู้นมาซทำมาจากอวัยวะของสัตว์ที่เนื้อฮะรอม ถึงแม้ว่าจะเป็นอวัยวะที่ไม่มีชีวิต เช่น ขน ผม ถ้านมาซกับเสื้อผ้าดังกล่าวบาฏิล

๗.      นอกจากเสื้อผ้าของผู้นมาซแล้ว ต้องไม่สวมใส่ข้าวของเครื่องใช้อื่น ๆ ที่ทำมาจากสัตว์ที่เนื้อฮะรอม ด้วยเหตุนี้ ถ้าสายนาฬิกาข้อมือ เข็มขัด กระดุมและอื่น ๆ ทำมาจากสัตว์ที่เนื้อฮะรอม นมาซบาฏิล

๘.      ถ้าใส่เสื้อผ้าที่ทำมาจากขน หรือผมของสัตว์ที่เนื้อฮะลาล นมาซถูกต้อง เนื่องจากไม่เป็นนะญิซ ไม่ใช่อวัยวะส่วนที่มีชีวิตของซากสัตว์ และไม่ใช่สัตว์ที่เนื้อฮะรอม

๙.      เสื้อผ้าที่นำเข้ามาจากประเทศที่ไม่ใช่มุสลิม ถ้าทำมาจากอวัยวะส่วนที่มีชีวิตของสัตว์ และนมาซกับเสื้อผ้านั้นนมาซบาฏิล เว้นเสียแต่ได้เชือดตามหลักการอิสลาม

๑๐.    หากส่วนหนึ่งของเสื้อผ้าแม้ว่าจะเป็นส่วนที่เล็กที่สุด ทำมาจากซากสัตว์ ถ้านมาซกับเสื้อนั้น นมาซบาฏิล


๑๑.    .ข้าวของเครื่องใช้ที่ทำมาจากอวัยวะส่วนที่มีชีวิตของซากสัตว์ แม้ว่าจะไม่ใช่เสื้อผ้า อิฮฺติยาฏวาญิบต้องไม่ใส่ทำนมาซ

๑๒.    ถ้าสงสัยว่าเสื้อผ้าทำมาจากสัตว์ที่เนื้อฮะลาลหรือฮะรอม มาจากประเทศมุสลิม หรือไม่ใช่มุสลิม และนมาซกับเสื้อผ้านั้นไม่เป็นไร

๑๓.    ถ้านมาซกับเสื้อผ้าที่ทำมาจากอวัยวะของสัตว์ที่เนื้อฮะรอม เนื่องลืมหลังจากนั้นนึกได้ เป็นอิฮฺติยาฏวาญิบ ให้ทำนมาซใหม่อีกครั้ง

          และนอกจากเสื้อผ้าแล้ว ร่างกายของผู้นมาซต้องสะอาดปราศจากนะญิซ

สภาพดังต่อไปนี้นมาซด้วยร่างกาย และเสื้อผ้าเปื้อนนะญิซ บาฏิล

๑.ตั้งใจนมาซ ขณะที่ร่างกายและเสื้อผ้าเปื้อนนะญิซ หมายถึงรู้ว่าทั้งสองเปื้นนะญิซแต่เจตานาที่จะทำเช่นนั้น

๒.ไม่ศึกษาปัญหา และด้วยเหตุที่ไม่รู้จึงได้นมาซขณะที่ร่างกาย และเสื้อผ้าเปื้อนนะญิซ

๓.รู้ว่าร่างกายและเสื้อผ้าเปื้อนนะญิซ แต่ลืมและได้สวมใส่เสื้อผ้าดังกล่าวนมาซ

สภาพดังต่อไปนี้นมาซด้วยร่างกาย และเสื้อผ้าเปื้อนนะยิซ นะมาซถูกต้อง

๑.ถ้าไม่รู้ว่าร่างกายหรือเสื้อผ้าเปื้นนะยิซ และได้รู้หลังจากนมาซเสร็จแล้ว

๒.เนื่องจากบาดแผลบนร่างกาย ได้ทำร่างกายและเสื้อผ้าเปื้อนนะญิซ ซึ่งการทำความสะอาดหรือการเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นเรื่องยุ่งยากและลำบาก


๓.ร่างกายหรือเสื้อผ้าของผู้นมาซเปื้อนเลือด แต่มีขนาดเล็กกว่าเหรียญดิรฮัม (ขนาดเท่าเล็บหัวแม่มือโดยประมาณ)

๔.มีความจำเป็นต้องนมาซกับเสื้อผ้า หรือ ร่างกายที่เปื้อนนะญิซ เช่น ไม่มีน้ำล้าง

หมายเหตุ ๑.ถ้าผ้าชิ้นเล็ก ๆ ของผู้นมาซ เช่น ถุงมือ ถุงเท้า และอื่น ๆ เปื้อนนะยิซ หรือผ้าเช็ดหน้าเปื้อนนะญิซอยู่ในกระเป๋า ถ้าไม่ได้ทำมาจากอวัยวะของสัตว์ที่เนื้อฮะรอมหรือซากสัตว์ ไม่เป็นไร

          ๒. ให้สวมใส่ อะบา (เสื้อคลุม) เสื้อผ้าสีขาว เสื้อผ้าที่สะอาดที่สุด ใส่น้ำหอม และสวมแหวนอะกีก (หินโมรา) เวลานมาซ เป็นมุซตะฮับ

          ๓.ใส่เสื้อผ้าสีดำ เสื้อผ้าตัวเล็กและคับกว่าตัว เสื้อผ้าที่มีรูปภาพต่าง ๆ ปลดกระดุมเสื้อขณะนมาซ เป็นมักรูฮฺ

คำถามท้ายบท

          ๑.นะมาซวาญิบมีกี่ประเภท อะไรบ้าง

          ๒.เวลาของนะมาซซุฮริและอัซริเริ่มนับจากช่วงใด และหมดช่วงใด

          ๓.ครึ่งคืนชัรอียฺหมายถึงอะไร

          ๔.หลังจากนมาซเสร็จแล้วรู้ว่า ได้หันหลังให้กิบละฮฺนมาซถูกต้องหรือไม่

          ๖.ถ้าการนุ่งกางเกงขาสั้นนมาซถูกต้องหรือไม่

          ๗.เงื่อนไขเสื้อผ้าของผู้นมาซมีอะไรบ้าง

          ๘.หากรู้หลังจากนมาซว่าได้ใส่เสื้อผ้าเปื้อนนะญิซนมาซ ฮุกุ่มเป็นอย่างไร

          ๙.สภาพใดถ้านมาซด้วยร่างกาย และเสื้อผ้าเปื้อนนะยิซ นมาซถูกต้อง


บทเรียนที่ ๑๐ สถานที่นมาซ

สถานที่นมาซต้องมีเงื่อนไข  ดังต่อไปนี้

          ๑.ต้องได้รับอนุญาต (ไม่ใช่ขโมยมา)

          ๒.ต้องไม่เคลื่อนไหว (เช่นรถโดยสารขณะที่แล่น)

          ๓.ต้องไม่แคบหรือมีหลังคาเตี้ย เพื่อจะได้ยืน รุกุอฺ และซุญูดได้สะดวกและถูกต้อง

          ๔.บริเวณที่ลงซัจญ์ดะฮฺต้องสะอาดปราศจากนะยิซ     

          ๕. บริเวณที่ลงซัจญ์ดะฮฺ ต้องไม่สูงหรือต่ำกว่าพื้นที่ ๆ คุกเข่า เกินกว่า ๔ นิ้วมือเรียงติดกัน และเป็นอิฮฺติยาฏวาญิบ บริเวณที่ปลายนิ้วหัวแม่เท้าจรดพื้นด้วย  

๖.สถานที่นะมาซถ้านะญิซ ต้องไม่เปียกถึงขั้นที่ว่าซึมสู่เสื้อผ้าหรือร่างกายได้

เงื่อนไขสถานที่นมาซ

          ๑.นมาซบนสถานที่ขโมย เช่น ในบ้านที่เข้าไปโดยเจ้าของไม่ได้อนุญาต บาฏิล

          ๒.กรณีจำเป็น ถ้านมาซบนสิ่งที่เคลื่อน เช่น รถไฟ หรือเครื่องบิน ในสถานที่มีหลังคาเตี้ย สถานที่คับแคบ หรือบนพื้นที่ไม่เท่ากัน ไม่เป็นไร

          ๓.เงื่อนไขประการหนึ่งของสถานที่นมาซคือ ต้องไม่เคลื่อนไหว ดังนั้น ถ้านมาซบนเครื่องบิน บนเรือ บนรถไป หรือบนรถโดยสารขณะที่แล่นอยู่ ถ้าสั่นมากจนทำให้ร่างกายสั่นไปด้วย ไม่ถูกต้อง แต่ถ้าจำเป็นต้องนมาซในสภาพเช่นนั้น เช่น ถ้ารอจนกว่ารถจะจอดแล้วค่อยนมาซ เวลานมาซจะหมดและต้องเกาะฎอ (ชดใช้) ดังนั้น ให้นมาซ แต่จำเป็นต้องรักษาเงื่อนไขอื่น ๆ ของนมาซเท่าที่สามารถทำได้ หมายถึงให้ปฏิบัติดังต่อไปนี้


- ต้องทำวุฏูอฺแต่ถ้าไม่สามารถทำได้ให้ตะยัมมุม และถ้าทำตะยัมมุมไม่ได้ เป็นอิฮฺติยาฏมุซตะฮับให้นมาซไปเช่นนั้น และให้เกาะฎอภายหลัง*

          *ท่านอายะตุลลอฮฺอะลีคอเมเนอี เป็นอิฮฺติยาฏวาญิบ

          -ถ้าเป็นไปได้ให้ยืนนะมาซ ถ้ายืนไม่ได้ให้นั่ง

          - ต้องรักษาทิศกิบละฮฺ ดังนั้น ถ้าพาหนะโดยสารได้หันออกจากกิบละฮฺ ผู้นมาซต้องหันกลับไปทางกิบละฮฺทันที

          -การซัจญ์ดะฮฺบนกระดาษถูกต้อง กรณีที่ไม่มีดินหรือหิน เพื่อซัจญ์ดะฮฺ

          -ถ้าไม่สามารถรักษาเงื่อนไขบางส่วนของนมาซไว้ได้ ให้นมาซด้วยวิธีใดก็ได้ที่สามารถทำได้

          ๔.ต้องเป็นสถานที่ ๆ ได้รับอนุญาต ซึ่งผู้นมาซต้องรู้ว่าสถานที่ขโมยนั้นเป็นอย่างไร ดังนั้น สถานที่ ๆ ไม่รู้ว่าขโมยหรือเปล่า ถ้านะมาซบนนั้นไม่เป็นไร

          ๕.ถ้านมาซบนสถานที่ ๆ ไม่รู้ว่าขโมย แต่หลังจากนมาซได้รู้ นมาซถูกต้อง

          ๖.ถ้าจำเป็นต้องนมาซบนสถานที่ขโมย ไม่เป็นไร

          ๗.ต้องรักษามารยาทขณะนมาซ ดังนั้น ต้องไม่นมาซข้างหน้าหลุมฝังศพของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) และบรรดาอิมาม (อ.)

          ๘.เป็นมุสตะฮับ ให้นมาซในมัสญิด ซึ่งอิสลามได้แนะนำ และกำชับไว้อย่างมาก


เงื่อนไขของมัสญิด

การกระทำเกี่ยวกับมัสญิดต่อไปนี้เป็นฮะรอม

          ๑.การประดับประดามัสยิดด้วยทองคำ (เป็นอิฮฺติยาฏวาญิบ)

          ๒.ขายมัสยิด ถึงแม้ว่าจะผุพังแล้วก็ตาม

          ๓.ทำให้มัสยิดนะญิซ ดังนั้น ถ้านะยิซจำเป็นต้องรีบทำความสะอาดทันที 

          ๔.การนำเอาดิน และทรายของมัสยิดออกไป เว้นเสียแต่ว่าดินมีมาก

การกระทำเกี่ยวกับมัสญิดต่อไปนี้เป็นมุซตะฮับ

          ๑.ไปมัสญิดก่อนคนอื่นและออกจากมัสญิดเป็นคนสุดท้าย

          ๒.เปิดไฟในมัสยิด

          ๓.ทำความสะอาดมัสยิด

          ๔.ก้าวเท้าขวาเข้ามัสยิด ส่วนเวลาออกให้ก้าวเท้าซ้ายออกก่อน

          ๕.นมาซ มุซตะฮับ ตะฮียะตุลมัสญิด ๒ เราะกะอัต

          ๖. สวมใส่เสื้อผ้าที่ดีที่สุด และใส่น้ำหอมเมื่อไปมัสญิด

การกระทำเกี่ยวกับมัสญิดต่อไปนี้เป็นมักรูฮฺ

          ๑. สร้างหอสูงกว่าหลังคามัสญิด       

          ๒.ผ่านมัสญิด ในฐานะที่เป็นทางผ่านโดยไม่ได้เข้าไปนมาซ

          ๓.ถ่มน้ำลาย หรือสั่งน้ำมูกในมัสญิด

          ๔.นอนในมัสญิด เว้นเสียแต่ว่าจำเป็น

          ๕.ตะโกนส่งเสียงดังในมัสญิด ยกเว้นอะซาน

          ๖. ซื้อขายสิ่งของในมัสญิด

          ๗.พูดคุยเรื่องทางโลกในมัสญิด


          ๘. ไปมัสญิด ทั้งที่ปากมีกลิ่นเหม็นหัวหอม และกระเทียมสร้างความรำคาญให้คนอื่น

          ๙. บ้านอยู่ติดกับมัสญิด และไม่มีอุปสรรคใด ๆ ทั้งสิ้น แต่นมาซที่อื่นที่ไม่ใช่มัสญิด

          ๑๐ เป็นมุซตะฮับ ให้ปฏิบัติกับคนที่ไม่เข้ามัสญิด เช่น อย่ารับประทานอาหารร่วมกับเขา อย่าให้คำปรึกษา และอย่าปรึกษาการงานกับเขา อย่าเป็นเพื่อนบ้านกับเขา อย่างแต่งงานกับคนในตระกูลของเขา และอย่ายกลูกสาวให้แต่งงานกับเขา

การอะซานและอิกอมะฮฺ

          ๑.เป็นมุซตะฮับสำหรับผู้นมาซทุกคนก่อนที่จะนมาซวาญิบประจำวัน ให้อะซาน อิกอมะฮฺ และหลังจากนั้นจึงเริ่มนมาซ

  คำกล่าวอะซานและอิกอมะฮฺดังนี้ 

          อะซาน

          ให้กล่าว อัลลอฮุอักบัร ๔ ครั้ง 

          อัชฮะดุอันลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ ๒ ครั้ง

     อัชฮะดุอันนะมุอัมมะดัรเราะซูลุลลอฮฺ ๒ ครั้ง

           อัชฮะดุอันนะอะลียันวะลียุลลอฮฺ ๒ ครั้ง

     ฮัยยะอะลัซเซาะลาฮฺ  ๒ ครั้ง

     ฮัยยะอะลัลฟะลาฮฺ  ๒ ครั้ง

     ฮัยยะอะลาค็อยริลอะมัล ๒ ครั้ง

     อัลลอฮุอักบัร  ๒ ครั้ง

     ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ  ๒ ครั้ง 


            คำกล่าวอิกอมะฮ.

อัลลอฮุอักบัร ๒ ครั้ง 

          อัชฮะดุอันลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ ๒ ครั้ง

     อัชฮะดุอันนะมุอัมมะดัรเราะซูลุลลอฮฺ ๒ ครั้ง

          อัชฮะดุอันนะอะลียันวะลียุลลอฮฺ ๒ ครั้ง

     ฮัยยะอะลัซเซาะลาฮฺ  ๒ ครั้ง

     ฮัยยะอะลัลฟะลาฮฺ  ๒ ครั้ง

     ฮัยยะอะลาค็อยริลอะมัล ๒ ครั้ง

          กัตกอมะติซเซาะลาฮฺ ๒ ครั้ง

     อัลลอฮุอักบัร  ๒ ครั้ง

     ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ  ๑ ครั้ง 

          ๒.ประโยค อัชฮะดุอันนะอะลียัน วะลียุลลอฮฺ   ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของอะซานและอิกอมะฮฺ แต่เป็นสิ่งมุซตะฮับหากได้กล่าวในอะซานและอิกอมะฮฺ

          ๓.อะซานและอิกอมะฮฺต้องกล่าวหลังจากได้เข้าเวลานะมาซแล้ว ถ้ากล่าวก่อนเวลาถือว่าบาฏิล

          ๔.อิกอมะฮฺต้องกล่าวหลังจากอะซาน ถ้ากล่าวก่อนอะซานถือว่าไม่ถูกต้อง

          ๕.ถ้ามีผู้กล่าวอะซานและอิกอมะฮฺในมาซญะมาอะฮฺแล้ว ผู้ที่เข้าร่วมญะมาอะฮฺไม่จำเป็นต้องกล่าวอีก

          ๖.ระหว่างประโยคของอะซาน และอิกอมะฮฺต้องไม่ทิ้งช่วงให้ห่างจนเกินไป มิเช่นนั้นต้องกล่าวใหม่ตั้งแต่ต้น

          ๗.นมาซมุซตะฮับต่าง ๆ ไม่มีอะซานและอิกอมะฮฺ


          ๘.เป็นมุซตะฮับให้อะซานทางหูขวา และกล่าวอิกอมะฮฺทางหูซ้ายแก่ทารกที่เพิ่งคลอดออกมา

          ๙.เป็นมุซตะฮับให้เลือกคนที่มีความยุติธรรม รู้จักเวลา และเสียงดังทำหน้าที่ อะซาน

คำถามท้ายบท

          ๑.นมาซบนพื้นที่นะยิซมีฮฺกุมอย่างไร

          ๒.นมาซบนรถไฟ หรือ เครื่องบิน มีฮุกุมอย่างงไร

          ๓.นมาซบนสถานที่ ๆ ไม่รู้ว่าเจ้าของจะอนุญาตหรือไม่มีฮุกุมอย่างไร

          ๔.การกระทำอะไรบ้างฮะรอมสำหรับมัสญิด

          ๕.การกระทำอะไรบ้างเป็นมุซตะฮับสำหรับมัสญิด

          ๖.การอะซานและอิกอมะฮฺมีความแตกต่างกันหรือไม่ 

          ๗.การอะซานและอิกอมะฮฺเป็นวาญิบสำหรับนมาซวาญิหรือไม่

 

 

หมวดที่ ๔ วาญิบต่าง ๆ มุบฏิลลาตและความสงสัยนมาซ

วาญิบต่าง ๆ ของนมาซ

๑. นมาซเริ่มต้นด้วยการกล่าว อัลลอฮุอักบัร และจบด้วยการกล่าวสลาม

๒. สิ่งที่ต้องปฏิบัติในนมาซมีทั้งวาญิบและมุซตะฮับ

๓. วาญิบต่าง ๆ ในนมาซมี ๑๑ ชนิด ซึ่งบางชนิดเป็นรุกนฺ และบางชนิดไม่ใช่รุกนฺ  

สิ่งที่เป็นข้อบังคับ (วาญิบ) ของนมาซ

สิ่งที่เป็น รุกนฺ ของนมาซมี  ๕ ประการกล่าวคือ

๑.เนียต (การตั้งเจตนา)

๒. กล่าว ตักบีเราะตุลอิฮฺรอม

๓. กิยาม (การยืนตรง)

๔. รุกูอฺ (การโค้ง)

๕. ซัจญฺดะฮฺ (กราบเคารพ)

สิ่งที่ไม่ได้เป็น รุกนฺ ของนะมาซมี ๖ ประการ กล่าวคือ

๑.กะรออะฮฺ (การอ่าน)

๒.ซิกรฺ (การกล่าว)

๓. ตะชะฮุด (ปฏิญาณตน)

๔. สลาม

๕. การทำตามขั้นตอน

๖. ความต่อเนื่อง


ความแตกต่างระหว่างสิ่งที่เป็นรุกนฺกับสิ่งที่ไม่ใช่รุกนฺ 

 รุกนฺของนมาซ หมายถึง ส่วนสำคัญที่เป็นพื้นฐานของนมาซ ถ้าไม่ได้ทำรุกนฺข้อหนึ่งข้อใด หรือเพิ่มหรือลด ถึงแม้ว่าจะหลงลืม นมาซบาฏิล

ส่วนวาญิบอื่น แม้ว่าการปฏิบัติจะเป็นสิ่งจำเป็น แต่ถ้าลืมได้เพิ่มหรือลด นมาซไม่บาฏิล

เงื่อนไขและวาญิบต่าง ๆ ของนมาซ

เนียต

๑. ผู้นมาซต้องรู้ตลอดเวลาตั้งแต่เริ่มนมาซ จนกระทั่งสิ้นสุดว่าตนกำลังนมาซอะไร ซึ่งสิ่งนั้นเป็นการปฏิบัติตามพระบัญชาของพระผู้เป็นเจ้าแห่งสากลโลก

๒. เนียตไม่จำเป็นต้องกล่าวออกมาเป็นคำพูด แต่ถ้ากล่าวออกมาไม่เป็นไร

๓. นมาซต้องห่างไกลจากการโอ้อวด และความเห็นแก่ตัว หมายถึง นมาซเพราะต้องการปฏิบัติตามพระบัญชาของพระองค์ ดังนั้น บางช่วงหรือตลอดทั้งนมาซถ้าได้ทำเพื่อสิ่งอื่นที่นอกเหนือจากอัลลอฮฺ (ซบ.) บาฏิล

ตักบีเราะตุลอิฮฺรอม

เมื่อกล่าวว่า อัลลอฮุอักบัร ถือว่าเป็นการเริ่มต้นนะมาซ และการที่เรียกว่าตักบีเราะตุลอิฮฺรอม เพราะว่าภารกิจต่าง ๆ ก่อนหน้านี้ที่เคยอนุญาตให้กระทำ บัดนี้เป็นฮะรอมสำหรับผู้นะมาซ เช่น การกิน การดื่ม การหัวเราะ ร้องไห้เพราะความโศกเศร้าของโลก เป็นต้น


วาญิบต่าง ๆ ของตักบีเราะตุลอิฮฺรอม

๑. ต้องกล่าวเป็นภาษาอาหรับอย่างถูกต้อง

๒.ขณะกล่าว ตักบีเราะตุลอิฮฺรอม ร่างกายต้องนิ่ง

๓. ถ้าไม่มีอุปสรรคอย่างอื่น ผู้นะมาซต้องได้ยินเสียงกล่าวตักบีรของตนเอง หมายถึง มิได้กล่าวค่อยจนเกินไป

๔. อิฮฺติยาฏวาญิบ ต้องไม่นำตักบีรไปเชื่อมต่อ กับประโยคอื่นก่อนหน้านี้ 

 มุซตะฮับ ขณะกล่าวตักบีเราะตุลอิฮฺรอมหรือตักบีรอื่นระหว่างนมาซให้ยกมือทั้งสองข้างสูงเสมอกับติ่งหู

กิยาม              

กิยาม หมายถึงการยืนตรงบางช่วงเป็นรุกนฺของนมาซ ถ้าไม่ทำนมาซบาฏิล ส่วนผู้ที่ไม่สามารถยืนได้ให้ปฏิบัติในอีกลักษณะหนึ่ง ซึ่งจะกล่าวอธิบายในโอกาสต่อไป การยืนมี ๒ ประเภทกล่าวคือ 

๑. การยืนตรงที่เป็น รุกนฺ ของนมาซได้แก่

- การยืนตรงขณะกล่าวตักบีเราะตุลอิฮฺรอม

- การยืนตรงก่อนรุกูอฺ (ก้มโค้ง)

๒. การยืนตรงที่ไม่ใช่รุกนฺ ประกอบด้วย

- การยืนตรงขณะอ่าน

- การยืนตรงหลังจากรุกูอฺ (การโค้ง)   

เงื่อนไขของการยืนตรง

๑. วาญิบก่อนและหลังการกล่าว ตักบีเราะตุลอิฮฺรอม ต้องยืนตรงเล็กน้อย เพื่อให้มั่นใจว่าตักบีรได้กล่าวขณะยืนตรง


๒. ยืนตรงก่อนรุกูอฺ หมายถึง ขณะยืนตรงอยู่นั้นให้ลงรุกูอฺ ด้วยเหตุนี้ ถ้าลืมรุกูอฺโดยหลังจากกล่าวซูเราะฮฺจบได้ลงซัจญฺดะฮฺทันที แต่ก่อนที่จะซัจญฺดะฮฺนึกขึ้นได้ต้องลุกขึ้นยืนตรงอย่างสมบูรณ์ก่อน หลังจากนั้นจึงรุกูอฺ และซัจญฺดะฮฺตามลำดับ

๓. สิ่งที่ต้องละเว้นไม่กระทำขณะที่ยืนตรง

- การขยับเขยื้อนร่างกาย

- การโค้งไปด้านใดด้านหนึ่ง

- การยืนพิงกับสิ่งอื่น

- ยืนเท้าห่างมากเกินไป

- ยกเท้าขึ้นจากพื้น      

๔. ผู้นมาซขณะยืนต้องวางเท้าทั้งสองบนพื้น แต่ไม่จำเป็นต้องทิ้งน้ำหนักตัวลงบนเท้าทั้งสอง ถ้าทิ้งน้ำหนักตัวไว้ที่เท้าข้างหนึ่ง ไม่เป็นไร

๕. ถ้าผู้นมาซไม่สามารถยืนได้ ให้ปฏิบัติตามขั้นดังต่อไปนี้

- นั่งนมาซ โดยหันหน้าตรงกับกิบละฮฺ

- ถ้านั่งไม่ได้ให้นอนนมาซ

๖. ถ้าผู้นอนนมาซ ต้องนอนตะแคงขวานมาซโดยหันหน้าตรงกับกิบละฮฺ ถ้าปฏิบัติไม่ได้ให้นอนตะแคงซ้ายนมาซโดยหันหน้าตรงกับกิบละฮฺ ถ้าปฏิบัติไม่ได้ให้นอนหงายนมาซ โดยหันเท้าไปทางกิบละฮฺ

๗. วาญิบ หลังรุกูอฺต้องยืนตรง หลังจากนั้นจึงลงซัจญฺดะฮฺ และถ้าตั้งใจไม่ยืนตรงดังกล่าว นมาซบาฏิล

กะรออัต         

กะรออัต  หมายถึง การกล่าวซูเราะฮฺฟาติหะฮฺ และซูเราะฮฺใดซูเราะฮฺหนึ่งจนจบ ในเราะกะอัตที่ ๑ และ ๒ ของนมาซวาญิบประจำวัน 


ส่วนเราะกะอัตที่ ๓ และ ๔ ต้องกล่าวซูเราะฮฺฟาติหะฮฺ หรือกล่าวตัสบีฮาตอัรบะอะฮฺ ๓ ครั้ง หรือกล่าว ๑ ครั้ง ถือว่าเพียงพอ

ตัสบีฮาตอัรบะอะฮฺ คือ การกล่าวว่า ซุบฮานัลลอฮิ วัลฮัมดุลิลลาฮิ วะลาอิลาฮะอิลลัลลอฮุ วัลลอฮุอักบัร

เงื่อนไขของการอ่าน

๑. การกล่าวในเราะกะอัตที่ ๓ และ ๔ ต้องกล่าวเสียงเบา ส่วนการกล่าวซูเราะฮฺฟาติหะฮฺกับซูเราะฮฺ ในเราะกะอัตที่ ๑ และ ๒ มีรายละเอียด ดังนี้

- นมาซซุฮริและอัซริ ทั้งชายและหญิงต้องอ่านเสียงค่อย

- นมาซมัฆริบ อิชาอฺ และนมาซซุบฮฺ ชายต้องอ่านเสียงดังพอประมาณ ส่วนหญิงถ้าบุคคลอื่น (นามะฮฺรัม) ไม่ได้ยินเสียงสามารถอ่านเสียงดังได้ แต่ถ้าได้ยินเสียง อิฮฺติยาฏวาญิบ ให้อ่านเสียงเบา

๒. ถ้าที่ใดนมาซจำเป็นต้องกล่าวเสียงดังแต่เจตนาอ่านเสียงเบา และที่ใดต้องกล่าวเสียงเบาแต่เจตนากล่าวเสียงดัง นมาซบาฏิล แต่ถ้าลืมหรือไม่รู้ปัญหา นมาซถูกต้อง

๓. ถ้าระหว่างกล่าวฟาติหะฮฺหรือซูเราะฮฺ รู้ว่าผิดพลาด เช่น จำเป็นต้องกล่าวเสียงดัง แต่กลับกล่าวเสียงเบา ดังนั้น ส่วนที่ผ่านมาแล้วไม่จำเป็นต้องย้อนกลับไปกล่าวใหม่

๔. มุสลิมทุกคนต้องเรียนรู้นมาซ เพื่อจะได้นมาซถูกต้อง แต่ถ้าไม่สามารถเรียนรู้อย่างถูกต้องได้ให้นมาซเท่าที่สามารถทำได้ และอิฮฺติยาฏมุซตะฮับ ให้นมาซเป็นญะมาอัต

๕. ถ้าตั้งใจกล่าวหนึ่งในสี่ซูเราะฮฺที่มีซัจญฺดะฮฺวาญิบในนมาซ นมาซบาฏิล


๖.หลังจากกล่าวซูเราะฮฺฟาติฮะฮฺแล้ว ได้กล่าวซูเราะฮฺเตาฮีด หรือซูเราะฮฺอัล-กาฟิรูน ไม่สามารถหยุดและไปกล่าวซูเราะฮฺอื่นได้ แต่ถ้าเป็นนมาซญุมุอะฮฺ (วันศุกร์) หรือนมาซซุฮรฺในวันศุกร์ ตั้งใจจะอ่านซูเราะฮฺญุมุอะฮฺและมุนาฟิกูน แต่ลืมไปอ่านหนึ่งในสองซูเราะฮฺที่กล่าวมา ถ้ายังกล่าวไม่ถึงครึ่งซูเราะฮฺสามารถเปลี่ยนไปกล่าวซูเราะฮฺญุมุอะฮฺ หรือมุนาฟิกูนได้

๗.ขณะนมาซ ถ้ากล่าวซูเราะฮฺอื่นที่นอกเหนือจาก ซูเราะฮฺเตาฮีด หรือมุนาฟิกูน ถ้ายังอ่านไม่ถึงครึ่งซูเราะฮฺสามารถเปลี่ยนไปกล่าวซูเราะฮฺอื่นได้

๘. ถ้าลืมบางส่วนของซูเราะฮฺ สามารถเปลี่ยนไปกล่าวซูเราะฮฺอื่นได้ ถึงแม้ว่าจะอ่านเกินครึ่งซูเราะฮฺ หรือซูเราะฮฺที่กำลังอ่านเป็นซูเราะฮฺเตาฮีดหรือกาฟิรูนก็ตาม

๙. ถ้ารู้จักคำที่ถูกต้อง เช่น อับดุฮู ในตะชะฮุดนมาซคือ อับดะฮู และได้กล่าวเช่นนั้น หลังจากนมาซรู้ว่าอ่านผิด ไม่จำเป็นต้องนมาซใหม่

๑๐.กรณีต่อไปนี้ ในเราะกะอัตที่ ๑ และ ๒ ผู้นมาซต้องไม่กล่าวซูเราะฮฺ ให้กล่าวฟาติหะฮฺซูเราะฮฺเดียว ถือว่าเพียงพอสอง เช่น

- เวลานมาซเหลือน้อยมาก

- มีความจำเป็นต้องไม่กล่าวซูเราะฮฺ เช่น กลัวว่าถ้ากล่าวซูเราะฮฺแล้ว โจร หรือสัตว์ร้าย หรืออื่น ๆ อาจทำอันตรายตนได้

๑๑. ถ้าเวลานมาซเหลือน้อยให้อ่านตัซบีฮาตอัรบะอะฮฺเพียงครั้งเดียว ก็เพียงพอ


มุซตะฮับบางประการของการอ่าน

๑.เราะกะอัตแรกก่อนกล่าวฟาติหะฮฺ ให้กล่าว อะอูซุบิลลาฮิมินัชชัยฏอน นิรเราะญีม

๒.ให้กล่าว บิสมิลลาฮิรเราะฮฺมานิรเราะฮฺฮีม เสียงดังในเราะกะอัตที่ ๑ และ ๒ ของนมาซุฮรฺและอัศรฺ

๓.ให้กล่าวฟาติหะฮฺและซูเราะฮฺ ช้า ๆ ที่ละโองการ และหยุดเมื่อจบละโองการ หมายถึงต้องไม่อ่านหลายโองการติดต่อกัน

๔. ขณะที่กล่าวซูเราะฮฺฟาติหะฮฺ และซูเราะฮฺ ต้องพิจารณาถึงความหมายด้วย

๕. ทุกนมาซควรกล่าวซูเราะฮฺ อัล-ก็อดรฺ ในเราะกะอัตแรก และซูเราะฮฺอัต-เตาฮีด ในเราะกะอัตที่สอง

การกล่าวซิกรฺ  

หนึ่งในวาญิบของรุกูอฺและซัจญฺดะฮฺคือ ซิกรฺ หมายถึง การกล่าว ซุบฮานัลลอฮฺ หรือ อัลลอฮุอักบัร และสิ่งที่คล้ายคลึงกันซึ่งรายละเอียดจะกล่าวในบทต่อไป

การรุกูอฺ  

นมาซทุกเราะกะอัตหลังจากกล่าวซูเราะฮฺจบแล้วต้อง รุกูอฺ หมายถึง การก้มโค้งไปข้างหน้า จนฝ่ามือทั้งสองกุมถึงหัวเข่า (ลำคอเหยียดตรง และหลังราบขนานกับพื้น รุกูอฺ เป็นรุกนฺหนึ่งของนมาซ


วาญิบต่าง ๆ ของรุกูอฺ

๑. ต้องก้มโค้งตามที่กล่าวข้างต้น

๒. ต้องกล่าวซิกรฺอย่างน้อย ๓ ครั้งว่า ซุบฮานัลลอฮฺ

๓. ขณะรุกูอฺและกล่าวซิกรฺร่างกายต้องสงบนิ่ง 

๔. ต้องยืนตรงหลังจากรุกูอฺ

๕.ร่างกายต้องนิ่งหลังจากรุกูอฺ

คำกล่าว ซิกรฺรุกูอฺ

ขณะรุกูอฺสามารถกล่าวซิกรฺใดก็ได้ ถือว่าเพียงพอแต่ อิฮฺติยาฏวาญิบ ให้กล่าว ๓ ครั้งว่า ซุบฮานัลลอฮฺ หรือกล่าว ๑ ครั้งว่า ซุบฮานะร็อบบิยัลอะซีมิ วะบิฮัมดิฮี ซึ่งต้องไม่กล่าวน้อยกว่านี้

ร่างกายต้องนิ่งในรุกูอฺ

๑. วาญิบในรุกูอฺร่างกายต้องนิ่งนานแค่เพียง กล่าวซิกรฺเท่านั้น 

๒. ก่อนที่จะก้มรุกูอฺตามที่กล่าวมาโดยที่ร่างกายยังไม่นิ่ง ถ้าตั้งใจกล่าวซิกรฺรุกูอฺออกมา นะมาซบาฏิล

๓. ถ้าตั้งใจเงยศีรษะขึ้นก่อนที่จะกล่าวซิกรฺวาญิบจบ นะมาซบาฏิล

ต้องยืนตรงและนิ่งหลังจากรุกูอฺ

หลังจากกล่าวซิกรฺรุกูอฺจบให้เงยขึ้นและต้องยืนตรง หลังจากร่างกายนิ่งแล้วจึงลงซัจญฺดะฮฺ ถ้าตั้งใจลงซัจญฺดะฮฺก่อนที่จะยืนตรง หรือก่อนที่ร่างกายจะนิ่ง นมาซบาฏิล


หน้าที่ของผู้ที่ไม่สามารถรุกูอฺตามปกติได้

๑. ผู้ที่ไม่สามารถรุกูอฺได้ในระดับที่กล่าวมา ให้ทำเท่าที่สามารถทำได้

๒. ผู้ที่ไม่สามารถก้มได้เลย ให้นั่งรุกูอฺ

๓. ถ้าหากไม่สามารถนั่งรุกูอฺได้ ให้ยืนนมาซ เมื่อถึงรุกูอฺให้ก้มศีรษะเล็กน้อยเป็นเครื่องหมาย

ลืมรุกูอฺ

๑.ถ้าลืมรุกูอฺและก่อนที่จะซัจญฺดะฮฺ นึกขึ้นได้ต้องยืนตรงก่อน หลังจากนั้นจึงรุกูอฺ ถ้าลงรุกูอฺทันทีโดยไม่ยืนตรง นมาซบาฏิล

๒. หลังจากหน้าผาก (จะตัดคำว่าจะทิ้ง) ถึงพื้นนึกได้ว่ายังไม่ได้รุกูอฺ อิฮฺติยาฏวาญิบ ให้ยืนตรงหลังจากนั้นให้ลงรุกูอฺและนมาซต่อให้เสร็จ และให้นมาซใหม่อีกครั้ง

มุซตะฮับสำหรับรุกูอฺ

๑. มุซตะฮับ ให้กล่าวซิกรฺรุกูอฺ ๓ ครั้ง หรือ ๕ ครั้ง หรือ ๗ ครั้ง ทว่าให้อ่านให้มาก

๒. มุซตะฮับ ก่อนรุกูอฺ ขณะยืนตรงให้ตักบีร อัลลอฮุอักบัร

๓. มุซตะฮับ ขณะรุกูอฺให้มองระหว่างเท้าทั้งสอง

๔. มุซตะฮับ ให้เซาะละวาต อัลลอฮุมมะซ็อลลิอะลามุฮัมมัดวะอาลิมุฮัมมัด ก่อนและหลังซิกรฺรุกูฮฺ

๕. มุซตะฮับ หลังจากเงยขึ้นจากรุกูอฺ เมื่อยืนตรงและร่างกายนิ่งแล้วให้กล่าวว่า ซะมิอัลลอฮุลิมันฮะมิดะฮฺ


ซูญูด

การซูญูด หมายถึงการกราบเพื่อแสดงความความเคารพ 

๑. ผู้นมาซ ต้องซัจญฺดะฮฺ ๒ ครั้ง หลังจากรุกูอฺในทุกเราะกะอัตทั้งนมาซวาญิบ และนมาซมุซตะฮับ

๒.ซัจญฺดะฮฺ คือ การนำอวัยวะทั้ง ๗ ส่วนได้แก่หน้าผาก ฝ่ามือทั้งสอง หัวเข่าทั้งสองและหัวแม่เท้าทั้งสองจรดกับพื้น

วาญิบต่าง ๆ ซัจญฺดะฮฺ

๑. ต้องวางอวัยวะทั้ง ๗ ส่วนจรดกับพื้น

๒. ต้องกล่าวซิกรฺว่า ซุบฮานะร็อบบิยัลอะอฺลาวะบิฮัมดิฮฺ อย่างน้อย ๑ ครั้ง

๓. ร่างกายต้องสงบนิ่ง ขณะกล่าวซิกรซัจญฺดะฮฺ

๔. เมื่อเงยศีรษะขึ้นต้องนั่งนิ่งระหว่างสองซัจญฺดะฮฺ

๕.ขณะกล่าว ซิกรฺซัจญฺดะฮฺ อวัยวะทั้ง ๗ ส่วนต้องจรดพื้น

๖. บริเวณที่ซัจญฺดะฮฺ ต้องราบเรียบเสมอกันไม่สูงหรือต่ำ

๗.หน้าผากต้องวางบนสิ่งที่อนุญาตให้ซัจญฺดะฮฺแล้วถูกต้อง

๘. บริเวณที่ซัจญฺดะฮฺ ต้องสะอาดปราศจากนะญิซ

๙.การซัจญฺดะฮฺทั้งสองต้องทำอย่างต่อเนื่อง

การซิกรฺ

ซัจญฺดะฮฺ สามารถกล่าวซิกรฺใดก็ได้ ถือว่าเพียงพอแต่ อิฮฺติยาฏวาญิบ ให้กล่าว  ๓ ครั้งว่า ซุบฮานัลลอฮฺ หรือกล่าวว่า ซุบฮานะร็อบบิยัลอะอฺลาวะบิฮัมดิฮฺ ๑ ครั้งเป็นอย่างน้อย


 

ความสงบนิ่ง

๑. วาญิบขณะซัจญฺดะฮฺ ร่างกายต้องนิ่งนานแค่เพียงแค่ กล่าวซิกรฺเท่านั้น

๒.ก่อนที่หน้าผากจะแนบกับดินและก่อนที่ร่างกายจะนิ่ง เจตนากล่าวซิกรฺซัจญฺดะฮฺอกมา นมาซบาฏิล แต่ถ้าพลั้งเผลอหรือลืมเมื่อร่างกายนิ่งแล้วให้กล่าวใหม่อีกครั้ง

เงยศีรษะขึ้นจากซัจญฺดะฮฺ

๑. หลังเสร็จซัจญฺดะฮฺครั้งแรกแล้ว เมื่อเงยศีรษะขึ้นต้องนั่งเมื่อร่างกายนิ่งแล้ว จึงค่อยลงซัจญฺดะฮฺครั้งที่สอง

๒. ถ้าตั้งใจเงยศีรษะขึ้นจากซัจญฺดะฮฺ ก่อนที่จะกล่าวซิกรฺจบ นมาซบาฏิล

การวางอวัยวะทั้ง ๗ ส่วนให้จรดพื้น

๑.ขณะกล่าวซิกรฺซัจญฺดะฮฺ ถ้าเจตนายกอวัยวะส่วนหนึ่งส่วนใดจาก ๗ ส่วนขึ้นจากพื้น นมาซบาฏิล แต่ถ้าไม่ช่วงของการกล่าวซิกรฺซัจญฺดะฮฺ หากได้ยกอวัยวะใดอวัยวะหนึ่งขึ้นจากพื้นและวางลงอีกครั้ง นอกเหนือจากหน้าผาก ไม่เป็นไร

๒. ถ้านอกจากนิ้วหัวแม่เท้าแล้ว นิ้วอื่นได้จรดพื้นเช่นกัน ไม่เป็นไร

บริเวณซัจญฺดะฮฺต้องเสมอราบ

๑.บริเวณที่ลงซัจญฺดะฮฺ ต้องไม่สูงหรือต่ำกว่าบริเวณที่หัวเข่าจรดพื้นเกิน ๔ นิ้วมือประชิดติดกัน

๒. อิฮฺติยาฏวาญิบ บริเวณที่ลงซัจญฺดะฮฺ ต้องไม่สูงหรือต่ำกว่าบริเวณที่นิ้วหัวแม่เท้าจรดพื้นเกิน ๔ นิ้วประชิดติดกัน


ต้องวางหน้าผากลงบนสิ่งที่อนุญาตให้ซัจญฺดะฮฺ

๑. การซัจญฺดะฮฺ ต้องวางหน้าผากลงบนพื้นดิน หรือสิ่งที่งอกเงยขึ้นจากดิน แต่ต้องไม่ใช่อาหารหรือเครื่องนุ่งห่ม *

*อายะตุลลอฮฺ อะลี คอเมเนอี ซัจญฺดะฮฺบนพื้นปูนซิเมนต์ ไม่เป็นไร (อิซติฟตาอาต หน้าที่ ๑๔๘ คำถามที่ ๔๙๘)

๒. ตัวอย่างสิ่งที่อนุญาตให้ซัจญฺดะฮฺลงบนนั้นถูกต้อง กล่าวคือ

ดิน  หิน  ดินเผา ปูนขาว ไม้  และพื้นหญ้า

๓. สถานที่ต้องตะกียะฮฺ สามารถซัจญฺดะฮฺบนพรหมหรือสิ่งที่คล้ายคลึงกันได้ และไม่จำเป็นต้องไปหาที่นะมาซใหม่

เงื่อนไขการซัจดะฮฺ

๑.ซัจญฺดะฮฺ บนแร่ธาตุ เช่น ทองคำ เงิน อะกีก (หินโมรา) ฟีรูเซะฮฺ (คออซ์หินสีฟ้า) ถือว่าไม่ถูกต้อง

๒.ซัจญฺดะฮฺ สิ่งอื่นนอกเหนือจากอัลลอฮฺ (ซบ.) ฮะรอม

๓. ซัจญฺดะฮฺ บนสิ่งที่งอกเงยจากดินและเป็นอาหารสัตว์ เช่น หญ้า ถูกต้อง

๔.อนุญาตให้ซัจญฺดะฮฺบนกระดาษได้ แม้ว่าจะทำมาจากนุ่นหรือสิ่งที่คล้างคลึ่งกันก็ตาม ถูกต้อง

๕. สิ่งที่ใช้ซัจญฺดะฮฺ ที่ดีที่สุด คือ ดินกัรบะลาอฺ รองลงมาคือ ดินทั่วไป หิน และพืชตามลำดับ

๖. ถ้าซัจญฺดะฮฺครั้งแรก ดินได้ติดหน้าผากขึ้นมาแต่ไม่ได้เอาออก และลงซัจญฺดะฮฺอีกครั้งทันที นะมาซบาฏิล


หน้าที่ของผู้ที่ไม่สามารถซัจญฺดะฮฺเหมือนปกติได้

๑. บุคคลที่ไม่สามารถก้มจนหน้าผากจรดพื้นได้ ให้ก้มเท่าที่สามารถก้มได้และต้องหาสิ่งของมาเสริมเพื่อให้ดินนั้นอยู่สูงขึ้น เช่น ใช้หมอนรองดินแล้วซัจญฺดะฮฺบนนั้น แต่ฝ่ามือทั้งสอง เข่า และปลายนิ้วหัวแม่เท้าต้องจรดพื้นตามปกติ

๒. ถ้าไม่สามารก้มได้ ให้นั่งซัจญฺดะฮฺโดยก้มศีรษะเล็กน้อยเป็นเครื่องหมาย และอิฮฺติยาฏวาญิบ ให้หยิบดินขึ้นมาแล้วเอาหน้าผากวางไปบนนั้น

มุซตะฮับต่าง ๆ ของซัจญฺดะฮฺมีดังต่อไปนี้

๑.ขั้นตอนต่อไปนี้ มุซตะฮับ ให้กล่าวตักบีร อัลลอฮุอักบัร

-หลังจากรุกูอฺก่อนที่จะซัจญฺดะฮฺครั้งแรก

- หลังจากเงยขึ้นจากซัจญฺดะฮฺครั้งแรก ในท่านั่งร่างกายสงบนิ่ง

- ก่อนลงซัจญฺดะฮฺครั้งที่สอง ในท่านั่งร่างกายสงบนิ่ง

- หลังจากเงยขึ้นจากซัจญฺดะฮฺครั้งที่สอง

๒. มุซตะฮับ ให้ซัจญฺดะฮฺนาน ๆ

๓. มุซตะฮับ ให้กล่าว อัสตัฆฟิรุลลอฮะ ร็อบบี วะอะตูบุอิลัยฮิ ขณะนั่งสงบนิ่งระหว่างสองซัจญฺดะฮฺ

๔. มุซตะฮับ ให้กล่าว เซาะละวาต ขณะซัจญฺดะฮฺ

ซัจญฺดะฮฺวาญิบกรุอาน

๑. อัล-กุรอาน ๔ ซูเราะฮฺ มีโองการซัจญฺดะฮฺวาญิบหมายถึง ถ้าผู้ใดอ่านโองการเหล่านั้น หรือบุคคลอื่นอ่านแล้วตนได้ยิน หลังจากอ่านโองการจบต้องซัจญฺดะฮฺทันที


๒. ซูเราะฮฺที่มีโองการซัจดะฮฺวาญิบได้แก่

- ซูเราะฮฺที่ ๓๒ อัซ-ซัจญฺดะฮฺ โองการที่ ๑๕

- ซูเราะฮฺที่ ๔๑ ฟุซซิลัต โองการที่ ๓๗

- ซูเราะฮฺที่ ๕๓ อัล-นัจมุ โองการสุดท้าย

- ซูเราะฮฺที่ ๙๖ อัล-อะลัก สองโองการสุดท้าย

๓. ถ้าลืมซัจญฺดะฮฺ นึกได้เมื่อใดให้ซัจญฺดะฮฺทันที 

๔. ถ้าได้ยินโองการวาญิบซัจญฺดะฮฺจากวิทยุ ไม่จำเป็นต้องซัจญฺดะฮฺ

๕.ถ้าได้ยินโองการวาญิบซัจญฺดะฮฺจากวิทยุ โทรทัศน์ หรือเครื่องขยายเสียง ซึ่งเป็นการอ่านสด ไม่ใช่เปิดจากเทปที่อัดไว้แล้วนำมาเปิด หมายถึง ในขณะที่เปิดเครื่องขยายเสียงมีคนนั่งอ่านอยู่ วาญิบต้องซัจดะฮฺ 

๖. การซัจญฺดฺสำหรับโองการวาญิบซัจญฺดะฮฺเหล่านี้ ไม่สามารถซัจญฺดะฮฺลงบนอาหาร หรือเครื่องนุ่งห่มแต่การใส่ใจต่อเงื่อนไขอื่นไม่จำเป็น

๗.ไม่วาญิบ ต้องกล่าวซิกรฺในซัจญฺดะฮฺวาญิบเหล่านี้ แต่เป็นมุซตะฮับให้กล่าว

การตะชะฮุด

๑. นมาซเราะกะอัตที่สองและเราะกะอัตสุดท้าย เมื่อเงยศีรษะขึ้นจากซัจญฺดะฮฺครั้งที่สองและร่างกายนิ่งแล้วให้กล่าวว่า อัชฮะดุอันลาอิลาฮาอิลลัลลอฮุวะฮฺดะฮูลาชะรีกะละฮู วะอัชฮะดุอันนะมุฮัมมะดันอับดุฮูวะเราะซูลุฮู อัลลอฮุมมะซ็อลลิอะลามุฮัมมัด วะอาลิมุฮัมมัด  

๒. ถ้าลืมกล่าวตะชะฮุดและได้ลุกขึ้นยืน ก่อนที่จะรุกูอฺนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้กล่าวตะชะฮุด ให้นั่งลงและกล่าวตะชะฮุด หลังจากนั้นให้ยืนขึ้นเพื่อทำเราะกะอัตต่อไปและนมาซต่อให้เสร็จ แต่ถ้านึกขึ้นได้ขณะรุกูอฺหรือหลังจากนั้นต้องนมาซให้เสร็จ เมื่อกล่าวสลามแล้วให้เกาะฏอตะชะฮุด   และอิฮฺติยาฏวาญิบ ให้ซัจญฺดะฮฺซะฮฺวี ๒ ครั้ง


  การกล่าวสลาม  

๑. เราะกะอัตสุดท้ายของทุกนมาซ หลังจากกล่าวตะชะฮุดแล้วให้กล่าวสลาม เป็นอันว่านมาซเสร็จสิ้น

๒. วาญิบสำหรับสลาม คือ หนึ่งในสองประโยคดังต่อไปนี้

-อัสลามุอะลัยนาวะอะลาอิบาดิลลาฮิซซอลิฮีน

-อัสลามุอะลัยกุม วะเราะฮฺมะตุลลอฮิ วะบะเราะกาตุฮู

๓. มุซตะฮับ ก่อนที่จะกล่าว ๒ ประโยคข้างต้นใหกล่าวว่า   อัสลามุอะลัยกะอัยยุฮันนะบียุ วะเราะฮฺมะตุลลอฮิวะบะรอกาตุฮู แต่เป็นการดีให้กล่าวทั้ง ๓ ประโยค 

การทำตามขั้นตอน

๑. นมาซต้องทำไปตามขั้นตอน กล่าวคือ ตักบีเราะตุลอิฮฺรอม กะรออัต รุกูอฺ ซัจญฺดะฮฺ ส่วนเราะกอัตที่สองหลังจากซัจญฺดะฮฺครั้งที่สองแล้ว ต้องกล่าวตะชุฮุด และเราะกะอัตสุดท้ายหลังจากตะชะฮุดแล้วให้กล่าวสลาม

๒. ถ้าลืมทำรุกนฺหนึ่งและได้ข้ามไปทำอีกรุกนฺหนึ่ง เช่น ก่อนที่จะรุกูอฺได้ข้ามไปซัจญฺดะฮฺสองครั้ง นมาซบาฏิล   

๓. ถ้าลืมทำรุกนฺและได้ทำขั้นตอนหลังจากนั้นซึ่งไม่ใช่รุกนฺ เช่น ก่อนที่จะซัจญฺดะฮฺ ๒ ครั้ง ได้กล่าวตะชฮุด ต้องย้อนกลับไปทำรุกนฺใหม่ และสิ่งที่ได้ผิดพลาดต้องทำใหม่อีกครั้ง

๔. ถ้าลืมทำสิ่งที่ไม่ใช่รุกนฺ และได้ทำรุกนฺขั้นตอนต่อไป เช่น ลืมกล่าวซูเราะฮฺฟาติหะฮฺ และได้ลงรุกูอฺ ถือว่านมาซถูกต้อง

การกระทำต่อเนื่อง 

๑. การกระทำต่อเนื่อง หมายถึง การกระทำขั้นตอนต่าง ๆ ของนะมาซติดต่อกัน โดยไม่ได้ปล่อยให้เกิดช่องว่าง


๒. ถ้ามีช่วงว่างระหว่างขั้นตอนต่าง ๆ ของนมาซ จนไม่อาจกล่าวได้ว่ากำลังนะมาซอยู่ นะมาซบาฏิล   

 ๓. การกล่าวซูเราะฮฺยาว ๆ รุกูอฺและซัจญฺดะฮฺนาน ๆ ไม่ถือว่าเป็นการทำให้เกิดช่องว่าง 

การกล่าวกุนูต

๑. มุซตะฮับ เราะกะอัตที่สองหลังจากกล่าวฟาติหะฮฺและซูเราะฮฺ ก่อนรุกูอฺให้กล่าวกุนูต โดยให้ยกมือขึ้นเสมอหน้าและดุอาอฺหรือกล่าวซิกรฺ

๒. การกล่าวกุนูตไม่จำกัดว่าต้องเป็นดุอาอฺประเภทใด สามารถกล่าวคำซิกรฺใดก็ได้ หรือแม้กล่าวว่า ซุบฮานัลลอฮฺ เพียงครั้งเดียวก็เพียงพอ หรือดุอาอฺ เช่น นี้ว่า ร็อบบะนา อาตินา ฟิดดุนยา ฮะซะนะฮฺ วะฟิลอาคิเราะติ ฮะซะนะฮฺ วะกินาอะซาบันนาร (โอ้พระผู้อภิบาลของเรา โปรดประทานความดีงามทั้งในโลกนี้และในโลกหน้าแก่พวกเรา และโปรดปกป้องเราให้รอดพ้นจากการลงทัณฑ์ของไฟนรกด้วยเถิด)

ดุอาอฺหลังนมาซ

ตะอฺกีบนะมาซ หมายถึง การดุอาอฺ การกล่าวซิกรฺ และอ่านอัล-กุรอานหลังจากนมาซ

๑. ดีที่สุดขณะอ่านดุอาอฺให้หันหน้าไปทางกิบละฮฺ

๒. ไม่จำเป็นต้องอ่านดุอาอฺเป็นภาษาอาหรับ แต่ดีกว่าให้ดุอาอฺตามที่เขียนไว้ในหนังสือดุอาอฺ

๓.ให้กล่าวตัสบีฮฺท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ โดยกล่าว อัลลอฮุอักบัร ๓๔ ครั้ง อัลฮัมดุลิลลาฮฺ ๓๓ ครั้ง และซุบฮานัลลอฮฺ ๓๓ ครั้ง


สิ่งที่ทำให้นะมาซบาฏิล  (มุบฏิลลาต)

เมื่อผู้นมาซกล่าว ตักบีเราะตุลอิฮฺรอมแล้วเท่ากับได้เริ่มต้นนมาซจนกระทั่งจบนมาซ มีการกระทำบางอย่างฮะรอม ถ้าผู้นมาซปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งถือว่า นมาซบาฏิล ซึ่งสิ่งที่ทำให้นมาซบาฏิล (มุบฏิลลาต)ได้แก่

๑. เงื่อนไขบางข้อของนมาซขาดหายไป

๒.สาเหตุที่ทำให้วุฎฺและฆุซลฺบาฏิลเกิดกับเขา

๓. การกินและดื่ม

๔.พูดในนมาซ

๕.หัวเราะ

๖.ร้องไห้

๗. ผินหน้าออกจากกิบละฮฺ

๘. เพิ่มหรือลดรุกนฺนมาซ

๙. ทำลายรูปแบบนมาซ

๑๐.กอดอกขณะนมาซ

๑๑.กล่าวคำว่า อามีน หลังซูเราะฮฺฟาติหะฮฺ

๑๒. หนึ่งในความสงสัยอันเป็นเหตุทำให้นมาซบาฏิลเกิดกับเขา

เงื่อนไขสิ่งที่ทำให้นมาซบาฏิล

๑.ระหว่างนมาซ เงื่อนไขที่ถูกต้องของนมาซขาดหาย เช่น ขณะนมาซรู้ว่าสถานที่นมาซเป็นที่ขโมย นะมาซบาฏิล

๒.ระหว่างนะมาซ วุฎูอฺบาฏิล หรือสิ่งที่เป็นสาเหตุต้องฆุซลฺได้เกิดขึ้น นะมาซบาฏิล

๓.  ขณะนมาซ ได้เผลอหลับไป นมาซบาฏิล


๔. ได้ตื่นขณะซัจดะฮฺ และสงสัยว่าเป็นซัจดะฮฺสุดท้ายของนมาซ หรือซัจญฺดะฮฺชุกรฺ ต้องนมาซใหม่

การพูดในนะมาซ

๑.ถ้าผู้นมาซ ตั้งใจพูดคำใดออกมา และต้องการสื่อความหมายด้วยคำนั้น นมาซบาฏิล

๒.ถ้าตั้งใจพูดคำใดออกมา อาจเป็นสองคำหรือมากกว่านั้น แม้ว่าไม่ต้องการสื่อความหมายด้วยคำนั้น อิฮฺติยาฏวาญิบ ต้องนมาซใหม่อีกครั้ง

๓. ขณะนมาซต้องไม่ให้สลามแก่ผู้อื่น แต่ถ้าผู้อื่นได้ให้สลามแก่ผู้นมาซ วาญิบต้องตอบรับสลาม แต่ต้องเอาคำว่า สลาม ขี้นก่อน เช่น พูดว่า อัสลามุอะลัยกะ หรือ อัสลามุอะลัยกุม ต้องไม่พูดว่า อะลัยกุมุสสลาม

หัวเราะและร้องไห้

๑. ถ้าผู้นมาซ ตั้งใจหัวเราะเสียงดัง นมาซบาฏิล

๒. การยิ้มเพียงอย่างเดียวไม่ทำให้นมาซบาฏิล

๓ ถ้าผู้นมาซตั้งใจร้องไห้เพื่อภารกิจทางโลก โดยมีเสียงร้องออกมา นมาซบาฏิล

๔.ถ้าผู้นมาซร้องไห้โดยไม่มีเสียงร้องร้องไห้เพราะความเกรงกลัวในอัลลอฮฺ (ซบ.) หรือกลัวโลกหน้าแม้ว่าจะมีเสียงออกมา นมาซไม่บาฏิล 

การผินหน้าออกจากกิบละฮฺ

๑.ขณะนมาซ ถ้าตั้งใจผินหน้าออกจากกิบละฮฺ โดยไม่สามารถกล่าวได้ว่าหันหน้าตรงกับกิบละฮฺ นมาซบาฏิล

๒. ขณะนมาซ ถ้าเผอิญหันหน้าออกจากกิบละฮฺไปทางขวา หรือซ้าย อิฮฺติยาฏวาญิบต้องนมาซใหม่ แต่ถ้าหันไปไม่ถึงทางทิศขวาหรือซ้ายของกิบละฮฺ นมาซถูกต้อง 


ทำลายรูปแบบนะมาซ

๑.ขณะนมาซ ถ้าได้ทำบางอย่างอันเป็นสาเหตุทำให้รูปแบบของนมาซเสียไป เช่น แกว่งมือไปมา ปรบมือ หรือการกระทำอย่างอื่นที่คล้ายคลึงกัน แม้ว่าจะลืมก็ตาม นมาซบาฏิล

๒.ขณะนมาซ ถ้าได้นิ่งเงียบจนไม่สามารถกล่าวได้ว่ากำลังนมาซ นมาซบาฏิล

๓. การยุตินมาซวาญิบ ฮะรอม   เว้นเสียแต่ว่าที่มีความจำเป็น เช่น เพื่อปกป้องชีวิต ปกป้องทรัพย์สิน หรือเพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับทรัพย์สินหรือร่างกาย

๔.ยุตินมาซ เพื่อจ่ายหนี้สินแก่เจ้าหนี้ ด้วยเงื่อนไขดังต่อไปนี้ไม่เป็นไร

- เจ้าหนี้ ต้องการหนี้ตอนนั้น

- เวลานมาซมิได้เหลือน้อย กล่าวคือ หลังจากจ่ายหนี้แล้ว สามารถนมาซในเวลาได้

- ระหว่างนมาซไม่สามารถจ่ายหนี้ได้    

๕.การยุตินมาซ เพื่อทรัพย์สินที่ไม่มีความสำคัญ เป็นมักรูฮฺ

การกอดอกขณะนมาซ

เป็นการกระทำของบางกลุ่มที่มิได้แป็นชีอะฮฺ  ขณะนมาซจะกอดอก  นมาซบาฏิล

การกล่าวอามีน

การตั้งใจกล่าวคำ อามีน  หลังจากกล่าว ซูเราะฮฺฟาติหะฮฺจบ นะมาซบาฏิล แต่ถ้ากล่าวด้วยความพลั้งเผอ หรือตะกียะฮฺ (อำพราง) ไม่บาฏิล


การกระทำที่เป็นมักรูฮฺ (น่าเกลียด) ในนมาซ

๑. ปิดตาขณะนมาซ

๒. เล่นนิ้วมือหรือมือขณะนมาซ

๓. หยุดขณะกล่าวซูเราะฮฺฟาติหะฮฺ หรือซูเราะฮฺ หรือซิกรฺขณะหนึ่งเพื่อฟังคำพูดของคนอื่น

๔. การกระทำที่ทำให้สูญเสียสมาธิและความนอบน้อม

๕.การผินหน้าอออกจากกิบละฮฺ ไปทางขวาหรือทางซ้ายเล็กน้อย (เนื่องจากมากจะทำให้นมาซบาฏิล)

ข้อสงสัยในนมาซ

บางครั้งผู้นมาซ อาจเกิดความสงสัยในการกระทำที่เป็นรายละเอียดของนมาซ เช่น ไม่รู้ว่ากล่าวตะชะฮุดหรือยัง ไม่รู้ว่าซัจญฺดะฮฺสองครั้งหรือครั้งเดียว และบางครั้งสงสัยในเรื่องจำนวนเราะกะอัตที่ทำไปแล้ว เช่น ไม่รู้ว่ากำลังนมาซเราะกะอัตที่ ๓ หรือที่ ๔

มีบทบัญญัติที่เฉพาะเจาะจงสำหรับความสงสัยต่าง ๆ ในนมาซ ซึ่งไม่สามารถกล่าวได้ทั้งหมด ณ ที่นี้ได้ แต่จะกล่าวเฉพาะประเภทของความสงสัย และเงื่อนไขบางประการเท่านั้น

ประเภทของความสงสัยในนะมาซ

๑. สงสัยในรายละเอียด ของนมาซ

ก. หากสงสัยการกระทำส่วนต่าง ๆ อันเป็นรายละเอียดของนมาซ หมายถึงไม่รู้ว่าได้ทำส่วนนั้นแล้วหรือยัง ถ้ายังไม่ได้ทำในส่วนถัดไปกล่าวคือยังไม่ได้ผ่านส่วนที่สงสัยไป ดังนั้น ต้องทำใหม่ แต่ถ้าได้ผ่านและเริ่มทำในส่วนถัดไปแล้วเกิดสงสัยขึ้น ไม่จำเป็นต้องใส่ใจต่อความสงสัยนั้น ให้นมาซต่อให้เสร็จ นมาซถูกต้อง


ข. ถ้าสงสัยความถูกต้องส่วนต่าง ๆ ของนมาซ กล่าวคือไม่รู้ว่าส่วนที่ทำมาแล้วว่าถูกต้องหรือไม่ ไม่จำเป็นต้องใส่ใจต่อความสงสัย หมายถึงให้ถือว่าถูกต้อง และนมาซต่อให้เสร็จ ถือว่านมาซถูกต้อง

๒. สงสัยจำนวนเราะกะอัต

ความสงสัยที่ทำให้นมาซบาฏิล

๑. นมาซ ๒ หรือ ๓ เราะกะอัต เช่น นมาซซุบฮฺและนมาซมัฆริบ ถ้าสงสัยในจำนวนเราะกะอัต นมาซบาฏิล

๒. ถ้าสงสัยระหว่างหนึ่งเราะกะอัตหรือมากกว่า หมายถึงสงสัยว่านมาซไปแล้วหนึ่งเราะกะอัตหรือมากกว่า นมาซบาฏิล

๓. ถ้าไม่รู้ว่านมาซแล้วกี่เราะกะอัต นมาซบาฏิล

๔. ถ้าสงสัยระหว่างเราะกะอัตที่สองหรือมากกว่าสอง ก่อนการซัจญฺดะฮฺ ทั้งสอง นมาซบาฏิล

๕.สงสัยระหว่างเราะกะอัต ๒ กับ ๕ หรือ ๓ กับ ๖ หรือ ๔  กับ ๖ นมาซบาฏิล

ความสงสัยที่ไม่ต้องใส่ใจ

๑. สงสัยจำนวนเราะกะอัตนมาซมุซตะฮับ

๒. สงสัยในนมาซญะมาอัต (จะอธิบายต่อไป)

๓. สงสัยหลังจากสลามนมาซ เช่น ถ้านมาซเสร็จแล้วสงสัยจำนวนเราะกะอัต หรือส่วนต่าง ๆ ของนมาซที่ยังไม่ได้ทำ ไม่จำเป็นต้องนมาซใหม่

๔. หลังจากเวลานมาซผ่านไปแล้ว สงสัยว่าได้นมาซหรือยัง ไม่จำเป็นต้องนมาซใหม่

๕. ความสงสัยมากมาย หมายถึงสงสัยถึง ๓ ครั้งในหนึ่งนมาซหรือสงสัย ๓ นมาซติดต่อกัน เช่น นมาซซุฮรฺ อัซริ และมัฆริบ


๖.ในกรณีที่อิมามสงสัย และมะอฺมูมจำได้ หรือในทางกลับกันกล่าวคือ มะอฺมูมสงสัยและอิมามจำได้

สงสัยนมาซที่มีสี่เราะกะอัต และนมาซบาฏิล

๑. ถ้าสงสัยระหว่างเราะกะอัตที่ ๒ กับ ๓ ขณะยืน หรือขณะรุกูอฺ หรือหลังรุกูอฺ และขณะซัจญฺดะฮฺ นะมาซบาฏิล

๒. ถ้าสงสัยระหว่างเราะกะอัตที่ ๒ กับ ๔ ขณะยืน หรือขณะรุกูอฺ หรือหลังรุกูอฺ และขณะซัจญฺดะฮฺ นมาซบาฏิล

๓. ถ้าสงสัยระหว่างเราะกะอัตที่ ๔ กับ ๕ ขณะรุกูอฺ หรือหลังรุกูอฺ และขณะซัจญฺดะฮฺ นมาซบาฏิล

เงื่อนไขความสงสัยจำนวนเราะกะอัต  ของนมาซ ๔ เราะกะอัต และนมาซถูกต้อง

๑. ผู้นมาซสงสัยระหว่างเราะกะอัต ๒ กับ ๓ หลังจากซัจญฺดะฮฺครั้งที่ ๒ ให้ถือเป็นเราะกะอัตที่ ๓ และนมาซต่อให้เสร็จ หลังจากนั้นให้ยืนนมาซอิฮฺติยาฏ ๑ เราะกะอัต หรือนั่งทำ ๒ เราะกะอัต

๒. ผู้นมาซสงสัยระหว่างเราะกะอัตที่ ๒ กับ ๔ หลังจากซัจญฺดะฮฺครั้งที่ ๒ แล้ว ให้ถือเป็น ๔ เมื่อนมาซเสร็จให้ยืนนมาซอิฮฺติยาฏ ๒ เราะกะอัต

๓. ผู้นมาซสงสัยระหว่างเราะกะอัตที่ ๓ กับ ๔ ไม่ว่าจะมีความสงสัยขณะยืน หรือขณะรุกูอฺ หรือหลังรุกูอฺ และขณะซัจญฺดะฮฺ ให้ให้ถือเป็น ๔ เมื่อนะมาซเสร็จแล้ว ให้ยืนนมาซอิฮฺติยาฏ ๑ เราะกะอัต หรือนั่งทำ ๒ เราะกะอัต

๔. ผู้นมาซสงสัยระหว่างเราะกะอัตที่ ๒ กับ ๔ หลังจากซัจญฺดะฮฺ ครั้งที่ ๒ แล้ว ให้ถือเป็น ๔ เมื่อนมาซเสร็จให้ยืนนะมาซอิฮฺติยาฏ ๒ เราะกะอัต (ซ้ำกับข้อที่๒)


๕. ผู้นมาซสงสัยระหว่างเราะกะอัตที่ ๔ กับ ๕ หลังจากซัจญฺดะฮฺครั้งที่ ๒ ขณะนั่งให้ถือเป็น ๔ เมื่อนมาซเสร็จให้ซัจญฺดะฮฺ ซะฮฺวี สอง ครั้ง

๖. ผู้นมาซสงสัยระหว่างเราะกะอัตที่ ๔ กับ ๕ ถ้าสงสัยในขณะยืนก่อนรุกูอฺให้นั่งทันที และนมาซต่อให้นมาซเสร็จ เมื่อเสร็จแล้ว ให้ยืนนมาซอิฮฺติยาฏ ๑ เราะกะอัต หรือนั่งทำ ๒ เราะกะอัต

ตัวอย่างการสงสัยจำนวนเราะกะอัตนมาซ

๑. สงสัยระหว่างเราะกะอัตที่ ๒ กับ ๓ ขณะยืน หรือรุกุอฺ หรือหลังรุกูอฺ ขณะสัจดะฮฺ นมาซบาฏิล (เสีย) แต่ถ้าอยู่ระหว่างนั่งหลังสัจดะฮฺสองครั้ง นมาซถูกต้อง

หน้าที่ของผู้นมาซที่ต้องกระทำคือ ให้ถือว่าเป็นนมาซเราะกะอัตที่สาม เมื่อนมาซเสร็จแล้วให้ยืนนมาซอิฮฺติยาฏ ๑ เราะกะอัต หรือนั่งทำ ๒ เราะกะอัต

๒. สงสัยระหว่างเราะกะอัตที่ ๒ กับ ๔ ขณะยืน หรือรุกุอฺ หรือหลังรุกูอฺ ขณะสัจดะฮฺ นมาซบาฏิล (เสีย) แต่ถ้าอยู่ระหว่างนั่งหลังสัจดะฮฺสองครั้ง นมาซถูกต้อง

หน้าที่ของผู้นมาซที่ต้องกระทำคือ ใหถือว่าเป็นนมาซเราะกะอัตที่ ๔ เมื่อนมาซเสร็จแล้ว ให้ยืนนมาซอิฮฺติยาฏ ๒ เราะกะอัต

๓. สงสัยระหว่าง ๓ กับ ๔ ขณะยืน หรือรุกุอฺ หรือหลังรุกูอฺ ขณะสัจดะฮฺ หรืออยู่ระหว่างนั่งหลังสัจดะฮฺสองครั้ง ถือว่านมาซถูกต้อง

หน้าที่ของผู้นมาซที่ต้องกระทำคือ ให้ถือว่าเป็นนมาซเราะกะอัตที่สี่  เมื่อนมาซเสร็จแล้ว ให้ยืนนมาซอิฮฺติยาฏ ๑ เราะกะอัต และนั่งทำอีด ๒ เราะกะอัต


๔. สงสัยระหว่าง ๔ กับ ๕ ขณะยืน นมาซถูกต้อง ขณะรุกูอฺ หรือหลังรุกูอฺ หรือขณะสัจญฺดะฮฺนมาซบาฏิล หรืออยู่ระหว่างนั่งหลังสัจดะฮฺสองครั้ง นมาซถูกต้อง

หน้าที่ของผู้นมาซที่ต้องกระทำคือ สงสัยขณะยืนและก่อนรุกูอฺให้นั่งลงทันทีและนมาซให้เสร็จเรียบร้อย เมื่อนมาซเสร็จแล้วให้ยืนนมาซอิฮฺติยาฏ ๑ เราะกะอัต และนั่งนมาซ ๒ เราะกะอัต แต่ถ้าสงสัยระหว่างนั่งให้ถือเป็นเราะกะอัตที่ ๔ เมื่อนมาซเสร็จแล้วให้สัจญฺดะฮฺซะฮฺวี ๒ ครั้ง

ข้อควรจำ

๑.ทุกการกระทำในนมาซที่กระทำแล้ว หรือกำลังจะทำเรียกว่า ญุซ หรือส่วนต่าง ๆ ของนมาซ               

๒. ถ้าผู้นมาซสงสัยได้ทำบางส่วนของนมาซหรือยัง เช่น สงสัยว่าซัจญฺดะฮฺครั้งที่สองหรือยัง ซึ่งขณะนั้นยังไม่ได้ทำส่วนถัดไป จำเป็นต้องทำส่วนที่สงสัย แต่ถ้าได้ทำส่วนที่ถัดไปแล้ว ไม่ต้องใส่ใจต่อความสงสัย ด้วยเหตุนี้ ขณะที่นั่งถ้ายังไม่ได้เริ่มกล่าวตะชะฮุด และสงสัยว่าซัจญฺดะฮฺหนึ่งหรือสองครั้ง ให้ซัจญฺดะฮฺอีกครั้งแต่ถ้าสงสัยระหว่างตะชะฮุด หรือสงสัยหลังจากยืนแล้ว ไม่จำเป็นต้องซัจญฺดะฮฺ ให้นมาซต่อไป ถือว่าถูกต้อง            

๓. ถ้าสงสัยส่วนต่าง ๆ ของนมาซที่ทำไปแล้ว เช่น สงสัยการกล่าวซูเระฮฺฟาติหะฮฺ หรือสงสัยบางคำของซูเราะฮฺว่ากล่าวถูกต้องหรือไม่ ไม่ต้องสนใจในความสงสัยและไม่ต้องกล่าวใหม่ ให้นมาซต่อไป ถือว่าถูกต้อง

๔. ถ้าสงสัยจำนวนเราะกะอัต หมายถึงระหว่างนมาซสงสัยว่าจำนวนเราะกะอัตที่ทำไปแล้ว เช่น ขณะที่กล่าวตัซบีฮาตสงสัยว่ากำลังทำเราะกะอัตที่สี่หรือสาม


๕. ถ้าสงสัยจำนวนเราะกะอัตนมาซมุซตะฮับ ให้ถือเป็นสอง เพราะนมาซมุซตะฮับทั้งหมดทำที่ละ ๒ เราะกะอัต ยกเว้นนมาซวิตรฺซึ่งมี ๑ เราะกะอัต ดังนั้น ถ้าสงสัยระหว่าง ๑ กับ ๒ หรือ ๒ กับมากกว่า ให้ถือเป็นสอง นมาซถูกต้อง

๖. นมาซญะมาอัตถ้าอิมามสงสัย แต่มะอฺมูม (ผู้ตาม) ไม่สงสัย เช่นได้กล่าวอัลลอฮุอักบัรเพื่อเป็นการบอกอิมาม แต่อิมามไม่ได้ใส่ใจต่อความสงสัยของตน ทำนองเดียวกันถ้ามะอฺมูมสงสัย แต่อิมามไม่ได้สงสัย ดังนั้น ให้ถือปฏิบัติไปตามอิมาม นมาซถูกต้อง

๗. ถ้าหนึ่งในความสงสัยที่ทำให้นมาซบาฏิล หรือความสงสัยที่ถูกต้องเกิดขึ้น จำเป็นต้องหยุดคิดเล็กน้อย ถ้านึกได้หรือหนักไปทางความสงสัยให้ปฏิบัติไปตามนั้น หรือถ้าเป็นความสงสัยที่ถูกต้องให้ปฏิบัติตรงกับหน้าที่ของตน แต่ถ้าเป็นความสงสัยที่ทำให้นมาซบาฏิล สามารถยุตินมาซได้

เงื่อนไขอันเป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป

๑. ถ้าความสงสัยที่เกิดขึ้น เป็นความสงสัยที่ถูกต้อง ต้องไม่ยุตินมาซ ทว่าต้องปฏิบัติให้ตรงกับหน้าที่ของตนตามที่กล่าวมาแล้ว ถ้ายุตินมาซ เท่ากับได้ทำบาป

๒. ถ้าความสงสัยที่ถูกต้องได้เกิดขึ้นกับตนต้องหยุดคิดเล็กน้อย หลังจากนั้นถ้ามั่นใจด้านที่สงสัยให้ยึดด้านนั้น และนมาซให้เสร็จ ถ้าไม่เช่นนั้นให้ปฏิบัติตามที่ได้กล่าวมาแล้ว

๓. ความสงสัยที่ถูกต้อง ให้ถือว่าเป็นมากเสมอ นอกเสียจากว่าสงสัยมากกว่า ๔ เราะกะอัต


๔. นมาซอิฮฺติยาฏ ได้ถูกกำหนดมาเพื่อขจัดความน้อยนิดของนมาซ ด้วยเหตุนี้ กรณีที่สงสัยระหว่าง ๓ กับ ๔ หมายถึงนมาซได้น้อยไป ๑ เราะกะอัต ดังนั้น นะมาซอิฮฺติยาฎ ๑ เราะกะอัต ถือว่าจำเป็น แต่ถ้าสงสัยระหว่าง ๒ กับ ๔ นมาซอิฮฺติยาฏ ๒ เราะกะอัตถือว่าจำเป็น

๕. ซัจญฺดะฮฺซะฮฺวียฺ ได้ถูกวางไว้เพื่อการหลงลืมที่อาจเกิดขึ้นมากมาย ดังนั้น ถ้าสงสัยระหว่าง ๔ กับ ๕ ขณะที่นั่ง หรือสงสัย ๕ กับ ๖ ขณะที่ยืน ซัจญฺดะฮฺซะฮฺวียฺ เป็นสิ่งจำเป็น

๖. กรณีที่นมาซอิฮฺติยาฏ ๑ เราะกะอัตวาญิบ สามารถนั่งนมาซอิฮฺติยาฏ ๒ เราะกะอัตแทนได้

๗. กรณีที่นมาซอิฮฺติยาฏ ๒ เราะกะอัตวิญิบ ไม่สามารถนั่งนมาซอิฮฺติยาฏ ๔ เระกะอัตแทนได้

๘. ขณะยืนผู้นมาซ ความสงสัยที่ถูกต้องได้เกิดกับเขา ซึ่งนอกเหนือไปจากความสงสัยระหว่าง ๓ กับ ๔ ส่วนที่เหลือให้นั่งโดยไม่ต้องรุกูอฺ หลังจากนั่งแล้วไม่ว่าด้านใดก็ตามที่สงสัยจะทำให้นมาซหายไป ๑ เระกะอัต เช่น ขณะที่ยืนสงสัยระหว่าง ๔ กับ ๕ แต่เมื่อนั่งลงแล้วจะกลายเป็นความสงสัยระหว่าง ๓ กับ ๔ ทันที ดังนั้นให้ปฏิบัติไปตามเงื่อนไขที่กล่าวมา

นมาซอิฮฺติยาฏ

๑. นมาซอิฮฺติยาฏจะวาญิบต่อเมื่อเกิดความสงสัยในนมาซ เช่น สงสัยระหว่างเราะกะอัตที่ ๓ กับ ๔ หลังจากกล่าวสลามนมาซแล้ว ให้ยืนขึ้นทันทีโดยไม่ต้องทำลายรูปแบบของนมาซ หรือทำในสิ่งที่เป็นสาเหตุทำให้นมาซบาฏิล ให้เนียตนมาซอิฮฺติยาฏโดยไม่ต้องกล่าวอะซาน และอิกอมะฮฺ


ข้อแตกต่างระหว่างนมาซอิฮฺติยาฏ กับนมาซอื่น

๑. เนียตนมาซ ไม่ต้องกล่าวออกมาเป็นคำพูด

๒.ไม่มีการกล่าวซูเราะฮฺและกุนูต (ถึงแม้ว่าจะมีสองเราะกะอัตก็ตาม)

๓. ให้กล่าวซูเราะฮฺฟาติหะฮฺด้วยเสียงเบา (อิฮฺติยาฏวาญิบ)

๒. นมาซอิฮฺติยาฏ ถ้าวาญิบเพียงหนึ่งเราะกะอัต หลังจากซัจญฺดะฮฺครั้งที่สองแล้ว ให้กล่าวตะชะฮุดและสลาม

นมาซอิฮฺติยาฏ ถ้าวาญิบ ๒ เราะกะอัต ต้องไม่กล่าวตะชะฮุดและสลามในเราะกะอัตแรก ทว่าต้องนมาซอีกหนึ่งเราะกะอัต และให้กล่าวตะชะฮุดและสลามในเราะกะอัตที่สอง

ซัจญฺดะฮฺซะฮฺวียฺ

๑. กรณีที่ซัจญฺซะฮฺวียฺ วาญิบซึ่งต้องทำหลังจากสลามนมาซทันทีได้แก่

- สงสัยระหว่างเราะกะอัตที่ ๔ กับ ๕ ขณะที่นั่ง

- สงสัยระหว่างเราะกะอัตที่ ๕ กับ ๖ ขณะที่ยืน

- มีการเอ่ยคำพูดในนมาซโดยพลั้งเผลอ

- ลืมกล่าวตะชะฮุด (อิฮฺติยาฏวาญิบ)

- กล่าวสลามผิดที่ (อิฮฺติยาฏวาญิบ)

๒. การซัจญฺดะฮฺซะฮฺวียฺ                ให้ซัจญฺดะฮฺซะฮฺวียฺหลังจากสลามนมาซฟัรฏูทันที ก่อนที่จะกระทำอย่างอื่น โดยกล่าวว่า บิซมิลลาฮิ วะบิลลาฮิ อัลลอฮุมมะซ็อลลิอะลา มุฮัมมัด วะอาลิมุฮัมมัด

แต่ดีกว่าให้กล่าวว่า  บิซมิลลาฮิ วะบิลลาฮิ อัสลามุ อะลัยกะ อัยยุฮันนะบียุ วะเราะฮฺมะตุลลอฮิ วะบเราะกาตุฮู หลังจากเงยศีรษะขึ้นนั่งให้ซัจญฺดะฮฺอีกครั้งกล่าวเหมือนเดิม  หลังจากนั้นให้เงยศีรษะขึ้นนั่ง กล่าวตะชะฮุด และสลาม


๓. ซัจญฺดะฮฺซะฮฺวียฺ ไม่ต้องตักบีเราะตุลอิฮฺรอม

หมวดที่ ๕ นมาซต่าง ๆ

นมาซเดินทาง (มุซาเฟร )

ขณะเดินทางนมาซที่มี ๔ เราะกะอัตให้ทำเพียง ๒ เราะกะอัต (ลดจำนวน) โดยมีเงื่อนไขว่าต้องเดินทางมีระยะทางไม่น้อยกว่า ๘ ฟัรซัค หรือประมาณ ๔๕ กิโลเมตร

สองสามประเด็นสำคัญ

๑. ถ้าผู้เดินทาง ออกเดินทางจากสถานที่ ๆ ต้องนมาซเต็ม เช่น บ้านเกิด โดยต้องเดินทางไป ๔ ฟัรซัค และเดินกลับอีก ๔ ฟัรซัค ฉะนั้น กรณีนี้ต้องนมาซลดจำนวน

๒. ผู้ที่เดินทางช่วงที่สามารถนมาซย่อได้ อย่างน้อยสุดระยะทางต้องไกลจากเมืองที่ตนอยู่ เช่น มองไม่เห็นกำแพงเมือง ไม่ได้ยินเสียงอะซาน ดังนั้น ถ้าระยะทางยังไม่ไกลตามที่กล่าวมาต้องนมาซเต็ม

๓. ถ้าเดินทางออกจากสถานที่ ซึ่งไม่มีกำแพงเมืองหรือบ้านเรือนไปถึงยังสถานที่หนึ่งซึ่งมีกำแพงเมือง แต่มองไม่เห็นกำแพงจากบริเวณ ต้องนมาซลดจำนวน *

*อายะตุลลอฮฺ อะลี คอเมเนอี อิฮฺติยาฏ ให้สังเกตทั้งสองสัญลักษณ์ แม้ว่าการไม่ได้ยินเสียงอะซานเพียงอย่างเดียวก็เพียงพอ หมายถึงเมื่อออกเดินทางไประยะหนึ่งไม่ได้ยินเสียงอะซานแต่ยังมองเห็นกำแพงเมืองที่นั้นให้นะมาซลดจำนวน (อิซติฟตาอาต เล่ม ๑ หน้า ๒๐๓ คำถามที่ ๖๙)


๔. ถ้าเดินทางไปยังสถานที่หนึ่งซึ่งมี ๒ เส้นทาง เส้นทางหนึ่งไกลกว่า ๘ ฟัรซัค และอีกเส้นทางหนึ่งใกล้กว่า ๘ ฟัรซัค ดังนั้น ถ้าไปทางเส้นทางที่ไกลกว่า ต้องนมาซลดจำนวน แต่ถ้าเดินทาง              แต่ถ้าไปทางเส้นทางที่ใกล้กว่าต้องนมาซเต็ม

บางกรณีการเดินทางต้องนมาซเต็ม

๑. เดินทางออกจากเมืองก่อนที่จะถึง ๘ ฟัรซัค หรือตั้งใจว่าจะพักอยู่ที่จุดหมายปลายทาง ๑๐ วัน

๒. ไม่ได้ตั้งใจตั้งแต่แรกว่าจะเดินทางไปจนถึง ๘ ฟัรซัค และเดินทางต่อไปเรื่อย ๆ โดยไม่ได้ตั้งใจ เช่น ผู้ที่ตามหาคนหลงทาง เป็นต้น

๓. ระหว่างทางเปลี่ยนใจเดินทางกลับ หมายถึงก่อนที่จะถึง ๔ ฟัรซัต ตัดสินใจกลับก่อน

๔. ผู้ที่มีอาชีพต้องเดินทาง เช่น คนขับรถไฟ ขับรถโดยสารประจำทางต่างจังหวัด กัปตันเครื่องบิน หรือเรือ การเดินทางเป็นอาชีพ*

          *อายะตุลลอฮฺ อะลี คอเมเนอี ผู้ที่อาชีพของเขาอยู่ในการเดินทาง เหมือนกับผู้ที่มีอาชีพเดินทาง (อิซติฟตาอาต เล่ม ๑ หน้า ๑๘๕ คำถามที่ ๖๕๑) ผู้ที่การเดินทางคือเบื้องต้นสำหรับอาชีพของตน ซึ่งภายใน ๑๐ วันต้องเดินทาง ๑ ครั้งไปยังสถานที่ทำงานของตน ดังนั้น ระหว่างทางต้องนะมาซเต็มและศีลอดถูกต้อง (หน้า ๑๘๙ คำถามที่ ๖๕๑) การเดินทางเพื่อไปศึกษาไม่ถือว่าเป็นการเดินทางเพื่ออาชีพ (อิสติฟตาอาต เล่มที่ ๑ หน้าที่ ๑๙๖ คำถามที่ ๖๖๙)


๕. ผู้ที่การเดินทางฮะรอม เช่น การเดินทางอันเหตุสร้างความยากลำบากแก่บิดา มารดา

สถานที่เหล่านี้ต้องนมาซเต็ม

๑. บ้านเกิดเมืองนอน

๒. สถานที่ซึ่งตั้งใจอยู่ที่นั่นเป็นเวลา ๑๐ วัน

๓. พักอยู่ในสถานที่หนึ่ง ๓๐ วัน แต่ยังสงสัยว่าจะอยู่ต่อไปหรือไม่ หมายถึง ไม่รู้ว่าจะอยู่หรือจะไปจนกระทั่งถึง ๓๐ วันผ่านไปก็ยังตัดสินใจไม่ได้และยังไม่ได้ไปที่อื่น กรณีนี้หลังจาก ๓๐ วันไปแล้ว ต้องนมาซเต็ม

  บ้านเกิดเมืองนอนหมายถึงที่ไหน

๑. บ้านเกิดเมืองนอนหมายถึงสถานที่ (อาจเป็นจังหวัดหรือเมือง) ซึ่งบุคคลหนึ่งได้เลือกเป็นเป็นที่อยู่อาศัย บางครั้งตนอาจเกิด ณ ที่นั่นเป็นบ้านพ่อบ้านแม่ หรือบางครั้งแค่เลือกเป็นที่อยู่อาศัยเท่านั้น * 

อายะตุลลอฮฺอะลีคอเมเนอี เงื่อนไขการเดินทาง การถือเป็นบ้านเกิด หรือการตั้งใจอยู่ ณ ที่นั้นเป็นเวลา ๑๐ วัน ไม่มีความแตกต่างกันระหว่างเมืองใหญ่และเมืองเล็ก (อิสติฟตาอาต เล่มที่ ๑ หน้าที่ ๒๑๕ คำถามที่๗๒๓)

๒. ถ้าหากไม่ตั้งใจที่จะอยู่ที่อื่นถาวรซึ่งไม่ใช่บ้านเกิดของตน ไม่ถือว่าที่นั้นเป็นบ้านของตน

๓. ถ้าตั้งใจจะอยู่ที่อื่นที่ไม่ใช่บ้านเกิดของตนสักระยะหนึ่ง หลังจากนั้นจะย้ายไปอยู่ที่อื่น ไม่ถือว่าที่นั่นเป็นบ้านของตน เช่น นักศึกษาอาศัยอยู่ในเมืองหนึ่งเพื่อทำศึกษา


๔.ถ้าไม่ตั้งใจที่จะอาศัยอยู่ ณ ที่หนึ่งถาวร แต่ได้อยู่ที่นั่นนานจนกระทั่งชาวบ้านถือว่าเขาเป็นคนที่นั่นไปแล้ว ที่นั่นอยู่ในกฎบ้านของตน

๕.ถ้าเดินทางไปยังเมืองที่เคยเป็นบ้านตนมาก่อนแต่ปัจจุบันได้ย้ายออกไปแล้ว ต้องไม่นมาซเต็ม ถึงแม้ว่าปัจจุบันยังไม่ได้เลือกที่ใดเป็นที่อยู่อาศัยถาวรสำหรับตนก็ตาม

๖.ผู้ที่เดินทางกลับมายังบ้านเกิดของตน หากได้ยินเสียงอะซานหรือเห็นกำแพงเมือง จำเป็นต้องนมาซเต็ม

เจตนาที่จะพัก ๑๐ วัน

๑. ถ้าผู้เดินทางตั้งใจที่จะพัก ณ ที่หนึ่งเป็นเวลา ๑๐ วัน ถ้าอยู่มากกว่านั้นตราบที่ยังไม่ได้เดินทาง ต้องนมาซเต็ม และไม่จำเป็นต้องเนียตพักที่นั่น ๑๐ วัน ใหม่อีกครั้ง

๒. ถ้าผู้เดินทางเปลี่ยนใจไม่อยู่ที่นั่น ๑๐ วัน

- ก่อนที่จะนมาซเต็มสี่เราะกะอัต ถ้าเปลี่ยนใจ ต้องนมาซลดจำนวน

- หลังจากนมาซเต็มสี่เราะกะอัต ถ้าเปลี่ยนใจตราบที่ยังอยู่ที่นั่นต้องนมาซเต็ม                            

สำหรับผู้เดินทางที่นมาซเต็ม

๑. ผู้เดินทางที่ไม่รู้ว่าต้องนมาซลดจำนวน ได้นมาซเต็ม ถือว่าถูกต้อง

๒. ถ้ารู้เงื่อนไขของการเดินทางแต่ไม่รู้รายละเอียด หรือไม่รู้ว่ากำลังเดินทาง นมาซที่ทำแล้วต้องทำใหม่

ไม่ใช่ผู้เดินทางแต่นมาซลดจำนวน

บุคคลที่ต้องนมาซเต็ม แต่ได้ได้นมาซลดจำนวน ทุกกรณีนมาซบาฏิล


นมาซชดเชย (เกาะฏอ)

เป็นหน้าที่สำหรับทุกคนที่ต้องนมาซวาญิบในเวลา ถ้าไม่มีอุปสรรคอันใดปล่อยให้นะมาซล่าออกไปจนต้องชดเชย  ถือว่าได้ทำบาปต้องขอลุแก่โทษและต้องชดเชย (เกาะฏอ) นมาซ

๑. มี ๒ กรณี วาญิบต้องชดเชยนมาซ

-ไม่ได้นมาซวาญิบในเวลา

- หลังจากเวลานมาซผ่านไปแล้ว รู้ว่านมาซที่ทำแล้วบาฏิล

๒. ผู้ที่มีนมาซชดเชย ต้องไม่เพิกเฉยในการปฏิบัติ แต่ไม่วาญิบต้องรีบชดเชย

๓. สภาพที่แตกต่างของตนกับการชดเชย (เกาะฏอ) นมาซ

- ถ้ารู้ว่าตนไม่มีนมาซเกาะฏอ ไม่มีสิ่งใดวาญิบ

- ถ้าสงสัยว่าตนมีนมาซเกาะฏอหรือไม่ ไม่มีสิ่งใดวาญิบ

- ถ้าคาดว่าตนอาจจะมีนมาซเกาะฎอ มุซตะฮับให้เกาะฎอ

- ถ้ารู้แน่ว่าตนมีนมาซเกาะฏอ แต่ไม่รู้จำนวนที่แน่นอนว่าเท่าไหร่ เช่น ไม่รู้ว่า ๔ หรือว่า ๕ เวลา ถ้าเกาะฎอจำนวนน้อยที่สุด ถือว่าเพียงพอ

- ถ้ารู้จำนวนที่แน่นอน ต้องเกาะฎอไปตามนั้น

๔. เกาะฎอนมาซวาญิบประจำวัน ไม่จำเป็นต้องเรียงตามลำดับ เช่น ถ้าวันหนึ่งไม่ได้นมาซอัซรฺ และอีกวันไม่ได้นมาซซุฮรฺ ดังนั้น ไม่จำเป็นว่าต้องเกาะฏอนะมาซอัซรฺก่อน หลังจากนั้นจึงเกาะฎอซุฮรฺ

๕. นมาซเกาะฎอ สามารถทำร่วมกับญะมาอัตได้ ไม่จำเป็นว่าอิมามจะนมาซในเวลาปกติ หรือเกาะฎอ เพราะไม่จำเป็นว่าสองคนต้องนมาซเหมือนกัน เช่น ถ้านำนมาซเกาะฏอซุบฮฺ ไปร่วมญะมาอัตซุฮริหรืออัซริกับอิมาม ไม่เป็นไร


๖. ผู้เดินทางที่ต้องนมาซลดจำนวน ถ้าระหว่างเดินทางไม่ได้นมาซซุฮริ อัซริ หรืออิชาอฺ ฉะนั้น ต้องเกาะฎอ ๒ เราะกะอัต แม้ว่าต้องการเกาะฎอนะมาซในเวลาปกติก็ตาม

๗. ระหว่างเดินทางไม่สามารถถือศีลอดได้ แม้แต่ศีลอดเกาะฎอก็ตาม แต่นะมาซเกาะฎอ สามารถทำได้

๘. ขณะเดินทางต้องการเกาะฎอนะมาซที่ขาดไปในช่วงปกติ ถ้าเป็นนมาซซุฮริ อัซริ หรืออิชาอฺ ต้องเกาะฎอเต็ม ๔ เราะกะอัต

๙. นมาซเกาะฏอ สามารถทำได้ทุกเวลากล่าวคือ สามารถเกาะฏอนมาซซุบฮฺในเวลาซุฮริ หรือกลางคืนก็ได้

นะมาซเกาะฎอแทนบิดา

๑. ตราบเท่าที่ยังมีชีวิตอยู่ ถึงแม้จะไม่สามารถนมาซได้ด้วยตัวเอง บุคคลอื่นไม่สามารถนมาซแทนได้

๒. หลังจากบิดาเสียชีวิต* นะมาซและศีลอดที่ไม่กระทำ วาญิบสำหรับบุตรชายคนโตที่ต้องเกาะฏอนะมาซและศีลอดแทนบิดา และอิฮฺติยาฎมุซตะฮับ ให้เกาะฎอนะมาซและศีลอดของมารดาที่ขาดไปด้วย

*อายะตุลลอฮฺ อะลี คอเมเนอี หลังจากบิดาหรือมารดาได้เสียชีวิต

๓. สถานภาพ ของบุตรชายคนโตกับนมาซเกาะฎอของบิดา*

*อายะตุลลอฮฺ อะลี คอเมเนอี.....กับนะมาซเกาะฎอของบิดาหรือมารดา

ก. ถ้ารู้แน่นอนว่าบิดามีนะมาซเกาะฎอ และ

- รู้จำนวนนมาซที่ขาดไป ต้องเกาะฎอนะมาซเหล่านั้น

- ถ้าไม่รู้จำนวนนมาซที่ขาดไป ให้เกาะฎอจำนวนน้อยที่สุดก็พอ

- ถ้าสงสัยว่าบิดาได้เกาะฏอแล้วหรือยัง อิฮฺติยาฏวาญิบให้เกาะฎอ 

ข. สงสัยว่าบิดามีนมาซเกาะฎอหรือไม่ ไม่มีสิ่งใดวาญิบสำหรับตน


๔. ถ้าบุตรชายต้องการเกาะฎอนมาซแทนบิดาหรือมารดา ต้องทำไปตามหน้าที่ของตน เช่น ถ้าเป็นนมาซซุบฮฺ มัฆริบ หรืออิชาอฺต้องอ่านเสียงดัง

๕. ถ้าบุตรชายคนโตเสียชีวิตก่อนที่จะเกาะฎอศีลอดและนมาซแทนบิดา ไม่มีสิ่งใดเป็นวาญิบสำหรับบุตรชายคนถัดไป

นมาซญะมาอะฮฺ

ท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อล ฯ) กล่าวว่า นมาซรวมเป็นหมู่คณะหนึ่งครั้ง ย่อมประเสริฐกว่านมาซเพียงคนเดียวในบ้านถึง ๔๐ ปี เศาะฮาบะฮฺ ถามว่า นมาซหนึ่งวันหรือ ท่าน (ซ็อล ฯ) ตอบว่า ไม่ใช่ นมาซเพียงเวลาเดียว (รวมเป็นหมู่คณะ)   

ความเป็นเอกภาพของประชาชาติ เป็นปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งที่อิสลามได้ให้ความสำคัญไว้อย่างมาก และเพื่อรักษาให้สิ่งนี้ธำรงต่อไป อิสลามจึงได้กำหนดนโยบายพิเศษขึ้นมา และหนึ่งในนโยบายนั้นคือ นมาซญะมาอะฮฺ

นมาซญะมาอะฮฺ ต้องมีหนึ่งในผู้นมาซที่มีบุคลิกและคุณสมบัติที่สมาบูรณ์พร้อม ทำหน้าที่เป็น อิมาม นำนมาซ ส่วนที่เหลือยืนแถวให้เป็นระเบียบข้างหลังอิมาม และนมาซไปพร้อมกัน

และะมาซที่ทำรวมกัน บุคคลที่ยืนนำนมาซเรียกว่า อิมามญะมาอะฮฺ ส่วนผู้ที่นะมาซตามข้างหลังเรียกว่า มะอฺมูม


ความสำคัญ ของนมาซญะมาอะฮฺ

ริวายะฮฺ(รายงาน)จำนวนมากกล่าวถึงมรรคผลของนมาซญะมาอะฮฺ นอกจากนั้นแล้วจะเห็นว่าบางส่วนของบทบัญญัติก็ให้ความสำคัญกับอิบาดะฮฺนี้ไว้เช่นกัน ซึ่งจะขอนำเสนอบางประเด็นดังนี้

๑. การเข้าร่วมนมาซญะมาอะฮฺมุซตะฮับสำหรับทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อยู่ติดกับมัสญิด

๒.มุซตะฮับให้ปล่อยเวลานมาซล่าออกไปเพื่อรอนมาซญะมาอะฮฺ

๓. นมาซญะมาอะฮฺ ถึงแม้ว่าจะทำไม่ตรงเวลา แต่ดีกว่าการนมาซคนเดียว (ฟุรอดา)) ที่ตรงเวลา

๔.นมาซญะมาอะฮฺสั้น ๆ ดีกว่า การนมาซคนเดียวที่ยาวนาน

๕. เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม ถ้าละทิ้งนมาซญะมาอะฮฺโดยไม่มีเหตุผลหรือมีอุปสรรค

๖.ไม่อนุญาต ให้ละทิ้งนมาซญะมาอะฮฺเพราะความไม่สนใจ

เงื่อนไขของนะมาซญะมาอะฮฺ

เมื่อต้องการกระทำนมาซญะมาอะฮฺต้องให้ความสำคัญต่อเงื่อนไขต่อไปนี้

๑. มะอฺมูมต้องไม่ยืนหน้าอิมาม อิฮฺติยาฏวาญิบให้ยืนหลังอิมามเล็กน้อย

๒. บริเวณที่อิมามยืนต้องไม่สูงกว่า ที่ของมะอฺมูม

๓. ระยะห่างระหว่างอิมามกับมะอฺมูม และระหว่างแถวต้องไม่มากจนเกินไป

๔.ระหว่างอิมามกับมะอฺมูม และระหว่างแถว ต้องไม่มีสิ่งกีดขวางระหว่างแถว เช่น กำแพง ฝาพนัง หรือผ้าม่าน และอื่น ๆ แต่ถ้ากั้นม่านระหว่างแถวชายกับหญิง ไม่เป็นไร


เงื่อนไขของอิมามญะมาอะฮฺ

๑.อิมามต้องมีอายุบรรลุนิติภาวะตามศาสนบัญญัติ (บาลิฆ)

๒.มีสติสัมปชัญญะ ไม่ใช่คนวิกลจริต

๓. ต้องมีความยุติธรรม

๔. ต้องเป็นชาย

๕.มีการอ่านออกเสียงถูกต้อง

๖. บิดามารดาแต่งงานถูกต้องตามหลักศาสนา (ไมใช่ลูกที่เกิดจากการผิดประเวณี)

การเข้าร่วมนมาซญะมาอะฮฺ

สามารถเข้าร่วมนมาซญะมาอะฮฺได้ทุกเราะกะอัต ขณะที่อิมามอยู่ระหว่างการอ่าน หรือรูกูอฺ ฉะนั้นถ้าไม่ทันรุกูอฺอิมามต้องรอเราะกะอัตต่อไป แต่ถ้าทันเฉพาะรุกูอฺอิมามให้นับว่าเป็นหนึ่งเราะกะอัต

การเข้าร่วมนมาซญะมาอะฮฺ

สามารถเข้าร่วมนมาซญะมาอะฮฺได้ทุกเราะกะอัต ในช่วงที่อิมามกำลังกล่าวซูเราะฮฺ หรือรุกูอฺ ดังนั้น ถ้าไม่ทันรุกูอฺของอิมามต้องรอเราะกะอัตต่อไป หรือทันช่วงอิมามรุกูอฺพอดีให้นับเป็น ๑ เราะกะอัต

ลักษณะต่าง ๆ ของการเข้าร่วมนมาซญะมาอะฮฺ

เราะกะอัตที่ ๑

๑. ขณะที่อิมามกำลังกล่าวซูเราะฮฺ   มะอฺมูมไม่ต้องกล่าวซูเราะฮฺฟาติหะฮฺ และซูเราะฮฺ ส่วนการกระทำอื่น ๆ ให้ทำพร้อมกับอิมาม

๒. อิมามกำลังรุกูอฺ ให้รุกูอฺและกระทำไปพร้อมกับอิมาม   

เราะกะอัตที่ ๒


๑.ขณะที่อิมามกำลังกล่าวซูเราะฮฺ มะอฺมูมไม่ต้องกล่าวฟาติหะฮฺและซูเราะฮฺ ส่วนการกล่าวกุนูต รุกูอฺ และซูญูดต้องทำพร้อมกับอิมาม

เมื่ออิมามกล่าวตะชะฮุด อิฮฺติยาฏวาญิบ ให้มะอฺมูมลุกขึ้นอยู่ในท่าครึ่งนั่งครึ่งลุก ถ้าเป็นนมาซ ๒ เราะกะอัต ให้นมาซคนเดียวอีกหนึ่งเราะกะอัตและทำต่อให้เสร็จ

 แต่ถ้าเป็นนมาซที่มี ๓ หรือ ๔ เราะกะอัต ตนอยู่ในเราะกะอัตที่สอง ส่วนอิมามอยู่ในเราะกะอัตที่สาม ดังนั้น ให้กล่าวฟาติหะฮฺและซูเราะฮฺถึงแม้ว่าอิมามจะกล่าวตัสบีฮฺก็ตาม

เมื่ออิมามนะมาซเราะกะอัตที่ ๓ เสร็จลุกขึ้นยืนทำเราะกะอัตที่ ๔ ส่วนมะอฺมูมเมื่อซัจญฺดะฮฺสองครั้งแล้วให้กล่าวตะชะฮุด หลังจากนั้นให้ลุกขึ้นนมาซเราะกะอัตที่ ๓ และเมื่ออิมามนมาซเราะกะอัตสุดท้ายจบ มะอฺมูมยังเหลือนมาซอีกหนึ่งเราะกะอัตที่ต้องนะมาซต่อให้เสร็จ

๒. อิมามกำลังรุกูอฺ ให้รุกูอฺและกระทำไปพร้อมกับอิมามพร้อมกับอิมาม ส่วนการกระทำที่เหลือให้ปฎิบัติตามที่กล่าวมาแล้ว

เราะกะอัตที่ ๓ 

๑.ขณะที่อิมามกำลังกล่าวตัสบียฮฺ (ไม่ใช่ซูเราะฮฺ) ถ้าตามตอนนั้นมั่นใจว่ามีเวลาพอที่จะกล่าวฟาติหะฮฺและซูเราะฮฺ หรือฟาติหะฮฺเพียงอย่างเดียว สามารถร่วมญะมาอะฮฺได้และต้องกล่าวฟาติหะฮฺและซูเราะฮฺ หรือฟาติหะฮฺเพียงอย่างเดียว แต่ถ้ารู้ว่าไม่มีเวลา อิฮฺติยาฏวาญิบ ให้รอจนกว่าอิมามจะรุกูอฺ หลังจากนั้นจึงเนียตตามอิมาม

๒. อิมามกำลังรุกูอฺ ถ้าเนียตตามขณะอิมามรุกูอฺ ให้รุกูอฺไปพร้อมกับอิมามโดยไม่ต้องกล่าวฟาติหะฮฺหรือซูเราะฮฺ ส่วนนมาซที่เหลือให้ทำเหมือนที่กล่าวมาแล้ว


เราะกะอัตที่ ๔

๑.ขณะที่อิมามกำลังกล่าวตัสบียฮฺไม่ใช่ซูเราะฮฺ อยู่ในเงื่อนไขเดียวกันกับเราะกะอัตที่สาม ดังนั้น เมื่ออิมาม นมาซเราะกะอัตสุดท้ายขณะกล่าวตะชะฮุดและสลาม มะอฺมูมสามารถลุกขึ้นยืนและนมาซคนเดียวให้เสร็จ หรือให้ลุกขึ้นครึ่งนั่งครึ่งยืน เมื่ออิมามกล่าวตะชะฮุดและสลามจบ ให้ยืนขึ้นนมาซ

๒. อิมามกำลังรุกูอฺ ให้รุกูอฺและซัจญฺดะฮฺไปพร้อมกับอิมาม ซึ่งอิมามอยู่ในเราะกะอัตที่ ๔ ส่วนมะอฺมูมอยู่ในเราะกะอัตที่ ๑ ฉะนั้น นมาซที่เหลือให้ทำตามที่กล่าวมาแล้ว

เงื่อนไขนะมาซญะมาอะฮฺ

๑.ถ้าอิมามญะมาอะฮฺนมาซวาญิบประจำวันเวลาใดเวลาหนึ่ง มะอฺมูมสามารถเนียตนมาซวาญิบตามได้ทุกเวลา ด้วยเหตุนี้ สมมติว่าอิมามกำลังนมาซอัซริ มะอฺมูมสามารถเนียตนมาซซุฮริตามอิมามได้ หรือตนนมาซซุฮรฺเสร็จแล้ว หลังจากนั้นนมาซญะมาอะฮฺได้เริ่มขึ้น ดังนั้น สามารถเนียตนะมาซอัซริตามอิมามที่กำลังนะมาซซุฮริได้

๒. มะอฺมูมสามารถนมาซเกาะฏอตามอิมามที่กำลังนมาซในเวลาได้ ถึงแม้ว่าจะเป็นการเกาะฏอนมาซวาญิบประจำวันเวลาอื่นก็ตาม เช่น อิมามกำลังนมาซซุฮรฺ ส่วนมะอฺมูมเนียตเกาะฏอนมาซซุบฮฺตามอิมาม

๓. นมาซญะมาอะฮฺอย่างน้อยต้อง ๒ คน คนหนึ่งเป็นอิมามส่วนอีกคนเป็นมะอฺมูม เว้นเสียแต่ว่าเป็นนมาซญุมุอะฮฺ (วันศุกร์) นมาซอีดุลฟิฏรฺ และนมาซอีดุลกุรบาน 


๔ นมาซมุซตะฮับไม่สามารถทำเป็นญะมาอะฮได้ นอกจากนมาซขอฝน

หน้าที่ของมะอฺมูมในนะมาซญะมาอะฮฺ

๑. มะอฺมูม ต้องไม่กล่าวตักบีเราะตุลอิฮฺรอมก่อนอิมาม ทว่าอิฮฺติยาฏวาญิบ ถ้าตักบีรฺอิมามยังกล่าวตักบีรไม่จบ ไม่ให้กล่าว

๒. มะอฺมูมต้องกล่าวทุกอย่างในนะมาซยกเว้นฟาติหะฮฺและซูเราะฮฺ แต่ถ้าเป็นเราะกะอัตแรกหรือ ๒ สำหรับมะอฺมูม และเป็นเราะกะอัตที่ ๓ หรือที่ ๔ สำหรับอิมาม มะอฺมูมจำเป็นต้องกล่าวฟาติหะฮฺและซูเราะฮฺด้วย

มะอฺมูมจะตามอิมามได้อย่างไร

๑. การกล่าวต่าง ๆ ในนมาซ เช่น ฟาติหะฮฺ ซูเราะฮฺ ซิกรฺ ตะชะฮุด ถ้าได้กล่าวนำหน้าหรือหลังอิมามไม่เป็นไร ยกเว้นตักบีเราะตุลอิฮฺรอม

๒. การกระทำต่าง ๆ ในนมาซ เช่น รุกูอฺ การเงยศีรษะขึ้นจากรุกูอฺและซัจญฺดะฮฺ ไม่อนุญาตให้ทำก่อนอิมาม หมายถึงต้องไม่รุกูอฺหรือเงยศีรษะขึ้นหรือซัจญฺดะฮฺก่อนอิมาม แต่ถ้าหลังอิมามซึ่งไม่มากจนเกินไป ไม่เป็นไร

ประเด็นสำคัญ

ถ้าเนียตตามอิมามขณะที่อิมามกำลังรุกูอฺ อาจเป็นไปได้  ๒ กรณี กล่าวคือ

- ก่อนที่อิมามจะกล่าวซิกรฺรุกูอฺจบ ตนได้เนียตตามและทันรุกูอฺ นมาซญะมาอะฮฺถูกต้อง

- เมื่อทันรุกูอฺอิมาม และอิมามกล่าวซิกรฺรุกูอฺจบพอดี แต่ยังอยู่ในท่ารุกูอฺ นมาซญะมาอะฮฺถูกต้อง

- ลงรุกูอฺ แต่ไม่ทันรุกูอฺของอิมาม ถือว่านมาซคนเดียวถูกต้อง และต้องนมาซต่อให้เสร็จ           


กรณีที่มะอฺมูมลืม และได้ทำก่อนอิมาม เช่น

๑. รุกูอฺก่อนอิมาม วาญิบต้องเงยขึ้นและรุกูอฺไปพร้อมกับอิมาม

๒. ถ้าเงยศีรษะขึ้นจากรุกูอฺก่อนอิมาม ต้องรุกูอฺใหม่ แล้วเงยศีรษะขึ้นพร้อมกับอิมาม แม้ว่ารุกูอฺจะเป็นรุกนฺของนมาซ กรณีนี้แม้ว่าจะทำรุกูอฺเพิ่มแต่ไม่ทำให้นมาซบาฏิล

๓. ถ้าซัจญฺดะฮฺก่อนอิมาม วาญิบต้องเงยขึ้นแล้วซุญูดใหม่พร้อมกับอิมาม

๔. ถ้าเงยศีรษะขึ้นจากซัจญฺดะฮฺก่อนอิมาม ต้องซัจญฺดะฮฺใหม่

ถ้าบริเวณที่มะอฺมูมยืนสูงกว่าอิมาม ซึ่งส่วนสูงนั้นเป็นที่รู้กันโดยทั่วไปเหมือนในอดีต ไม่เป็นไร เช่น อิมามยืนนมาซอยู่ในลานมัสญิด ส่วนมะอฺมูมตามอิมามอยู่บนหลังคา แต่ถ้าตึกสูงหลายชั้นเหมือนในปัจจุบัน  นมาซยังมีปัญหาอยู่

มุซตะฮับและมักรูฮฺนะมาซญะมาอะฮฺ

๑. มุซตะฮับ ให้อิมามยืนตรงกลาง ส่วนแถวแรกเป็นนักปราชญ์ ผู้รู้ ผู้มีอีมานสมบูรณ์ และมีความยำเกรง

๒. มุซตะฮับ ต้องจัดแถวนมาซให้เป็นระเบียบเรียบร้อย และในแถวเดียวกันต้องไม่ทิ้งช่องว่างให้ห่างกัน

๓. ถ้าในแถวนมาซยังมีที่ แต่ปลีกตัวไปยืนคนเดียว เป็นมักรูฮฺ

๔. มักรูฮฺ ถ้ามะอฺมูนกล่าวซิกรฺเสียงดังจนกระทั่งอิมามได้ยิน

นมาซญุมุอะฮฺ (วันศุกร์)

หนึ่งในการชุมนุมของมุสลิมประจำสัปดาห์ คือ นมาซญุมุอะฮฺ ซึ่งในวันศุกร์ผู้นมาซสามารถแทนที่นมาซซุฮรฺได้ด้วยนมาซญุมอะฮฺ


ความสำคัญของนะมาซญุมุอะฮฺ

ท่านอิมามโคมัยนี (รฏ.)กล่าวถึงความสำคัญของนมาซญุมุอะฮฺว่า

นะมาซญุมุอะฮฺพร้อมกับ ๒ คุฎบะฮฺ คล้ายกับฮัจญฺ นมาซฟิฎรฺ และอีดกุรบาน เป็นพิธีกรรมที่ยิ่งใหญ่ของมวลมุสลิม แต่น่าเสียดายว่ามุสลิมส่วนใหญ่หลงลืมและไม่ใส่ใจต่อหน้าที่สำคัญแห่งอิบาดะฮฺการเมืองนี้ ขณะที่ถ้าพิจารณาสักเล็กน้อยเกี่ยวกับบทบัญญัติ การเมือง สังคม และเศรษฐกิจจะพบว่าอิสลามก็คือ ศาสนาแห่งการเมือง ดังนั้น ผู้ใดแยกศาสนาออกจากการเมืองเขา คือ คนโง่เขลาเบาปัญญาที่ไม่รู้ทั้งศาสนาและการเมือง

จะนมาซญุมุอะฮฺอย่างไร

สิ่งที่เป็นวาญิบ

นมาซญุมุอะฮฺมี ๒ เราะกะอัต เหมือนกับนมาซซุบฮฺ แต่นมาซญุมุอะฮฺมีคำเทศนาเพิ่มอีก ๒ คำเทศนาก่อนนมาซโดยอิมามญุมุอะฮฺเป็นผู้กล่าว

มุซตะฮับ

๑. ให้กล่าวฟาติหะฮฺและซูเราะเสียงดัง (โดยอิมาม)

๒. เราะกะอัตที่ ๑ ให้กล่าวซูเราะฮฺอัลญุมุอะฮฺ หลังจากฟาติหะฮฺ

๓. เราะกะอัตที่ ๒ ให้กล่าวซูเราะอัลมุนาฟิกูน หลังจากฟาติหะฮฺ

๔. ให้กล่าว ๒ กุนูต คือ เราะกะอัตแรก ๑ ครั้งก่อนรุกูอฺ และเราะกะอัตที่สองอีก ๑ ครั้งหลังจากรุกูอฺแล้ว

เงื่อนไขของนมาซญุมุอะฮฺ

๑. เงื่อนไขทั้งหมดที่ระบุในนมาซญะมาอะฮฺ สามารถใช้ได้กับนมาซญุมุอะฮฺเช่นกัน

๒. ต้องทำเป็นญะมาอะฮฺ นมาซคนเดียว ถือว่าไม่ถูกต้อง


๓.จำนวนน้อย่ที่สุดของผู้เข้าร่วมนมาซญุมุอะฮฺต้องไม่น้อยกว่า ๕ ซึ่ง ๑ คนเป็นอิมามที่เหลือเป็นมะอฺมูม

๔.ระหว่าง ๒ นมาซญุมุอะฮฺ ต้องห่างกันอย่างน้อย ๑ ฟัรซัค

หน้าที่ของอิมามขณะกล่าวคุฏบะฮฺ

๑. ต้องกล่าวสรรเสริญและสดุดีอัลลอฮฺ

๒. ต้องประสาทพรแด่ท่านนบีมุฮัมมัด (ซ็อล ฯ) และบรรดาอิมาม (อ.) ผู้บริสุทธิ์

๓. ต้องเชิญชวนประชาชนไปสู่ความยำเกรงต่ออัลลอฮฺ และออกห่างจากการทำบาป

๔.ให้อ่านอัล-กุรอานซูเราะฮฺสั้น ๆ

๕.ต้องขออภัยโทษให้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งชายและหญิง

และเป็นการดีให้กล่าวสิ่งต่อไปนี้ในคุฎบะฮฺ (คำเทศนา)

๑.สิ่งที่มวลมุสลิมต้องการ อันเป็นปัจจัยยังชีพทั้งโลกนี้และโลกหน้า

๒.ต้องแจ้งข่าวและเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นบนโลกทั้งที่เป็นคุณและเป็นโทษแก่มุสลิม

๓.ต้องอธิบายปัญหาการเมือง การปกครอง และเศรษฐกิจ และสังคมอันมีส่วนเกี่ยวข้องกับเสรีภาพ และการเป็นอยู่ของมวลมุสลิมให้ทราบ

๔.ต้องแจ้งให้บรรดามุสลิมทราบถึงการแทรกแซงทางการเมืองของรัฐบาลที่กดขี่ ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม

หน้าที่ของผู้นมาซญุมุอะฮฺ

๑. อิฮฺติยาฏวาญิบ ให้ตั้งใจฟังคุฏบะฮฺของอิมาม

๒. อิฮฺติยาฏมุซตะฮับ ให้หลีกเลี่ยงการพูดคุย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำพูดที่ทำให้ประโยชน์ของคุฎบะฮฺสูญเสียไป และถ้าเป็นสาเหตุให้ไม่ฟังคุฎบะฮฺ วาญิบต้องหลีกเลี่ยง


๓. อิฮฺติยาฏมุซตะฮับ ให้มะอฺมูมนั่งหันหน้าไปทางอิมาม ขณะที่กล่าวคุฎบะฮฺ และไม่ควรหันไปทางอื่นเกินขอบเขตที่อนุญาตไว้นนมาซ

นมาซอายาต

หนึ่งในนมาซวาญิบทั้งหลาย คือ นมาซอายาต ซึ่งสาเหตุที่เป็นวาญิบเป็นเพราะการเกิดปรากฏการณ์ต่าง ๆ ทั้งในฟากฟ้าและแผ่นดิน เช่น

- แผ่นดินไหว

- เกิดจันทรุปราคา

- เกิดสุริยุปราคา 

- เกิดฟ้าร้อง ฟ้าผ่าหรือพายุดำ แดง หรือเหลืองอันเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ทำให้ประชาชน เกิดความหวาดกลัว 

วิธีการนมาซอายาต

๑.นมาซอายาต มี ๒ เราะกะอัต แต่ละเราะกะอัต มี ๕ รุกูอฺ

๒.นมาซอายาตก่อนรุกูอฺให้กล่าวฟาติหะฮฺกับซูเราะฮฺ ดังนั้น ๒ เราะกะอัตเท่ากับได้กล่าวฟาติหะฮฺกับซูเราะฮฺ ๑๐ ครั้ง

หรือวิธีหนึ่ง คือหลังจากฟาติหะฮฺแล้วสามารถแบ่งซูเราะฮฺออกเป็นโองการ ซึ่ง ๑ รุกูอฺเท่ากับกล่าวซูเราะฮฺ ๑ โองการ ดังนั้น ๒ เราะกะอัต เท่ากับได้อ่านฟาติหะฮฺและซูเราะฮฺ ๒ ครั้งเท่านั้น

วิธีการแบ่งซูเราะฮฺอิคลาซในการนะมาซอายาต เช่น เราะกะอัตที่ ๑

-ให้อ่านฟาติหะฮฺ และบิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานิรเราะฮีม แล้วรกูอฺ

- เงยศีรษะขึ้นให้อ่าน กุลฮุวัลลอฮฺฮุอะฮัด แล้วรุกูอฺ

- เงยศีรษะขึ้นให้อ่าน อัลลอฮฮุซเซาะมัด   แล้วรุกูอฺ

- เงยศีรษะขึ้นให้อ่าน ลัมยะลิดวะลัมยุลัด แล้วรุกูอฺ

- เงยศีรษะขึ้นให้อ่าน วะลัมยะกุนละฮูกุฟุวันอะฮัด แล้วรุกูอฺ


หลังจากนั้นให้ซัจญฺดะฮฺไปตามขั้นตอน และให้ลุกขึ้นยืนเพื่อทำเราะกะอัตที่สอง

เราะกะอัตที่ ๒ 

เราะกะอัตที่ ๒ ให้ทำเช่นเดียวกับเราะกะอตที่ ๑ หลังจากนั้นให้กล่าวตะชะฮุดและสลามตามลำดับ

เงื่อนไขของนมาซอายาต

๑.นะมาซอายาต วาญิบเฉพาะประชาชนที่อยู่ในเมืองที่เกิดปรากฎการณ์นั้น ไม่วาญิบสำหรับประชาชนที่อยู่ในเมืองอื่น

๒. ถ้าเราะกะอัตแรก ของนมาซอายาตกล่าวฟาติฮะฮฺและซูเราะฮฺ ๕ ครั้ง ส่วนเราะกะอัตที่ ๒ กล่าวฟาติหะฮฺและแบ่งซูเราะฮฺออกเป็นโองการ ถือว่านมาซถูกต้อง

๓. มุซตะฮับ ให้กุนูตก่อนรุกูอฺครั้งที่ ๒, ๔, ๖, ๘, ๑๐ หรือกุนูตเพียงครั้งเดียวก่อนรุกูอฺครั้งที่ ๑๐ ถือว่าเพียงพอ

๔. ทุก ๆ รุกูอฺของนมาซอายาตเป็นรุกนฺ ถ้าตั้งใจหรือลืมได้เพิ่มหรือลด นะมาซบาฏิล

๕.นมาซอายาต สามารถทำเป็นญะมาอะฮฺได้โดยให้อิมามเป็นผู้อ่านฟาติหะฮฺและซูเราะฮเพียงคนเดียว

นมาซมัยยิต (นมาซคนตาย)

นมาซมัยยิต วาญิบกิฟายะฮฺสำหรับมุสลิมทุกคน  หมายถึงถ้ามีบุคคลหนึ่งนะมาซแล้วบุคคลอื่นไม่จำเป็นต้องนมาซอีก


วิธีการนมาซมัยยิต

นมาซมัยยิตมี ๕ ตักบีร ดังนี้

๑.หลังจากเนียต ให้ตักบีร ๑ ครั้ง แล้วกล่าวว่า อัชฮะดุอันลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺวะอันนะมุฮัมมะดันเราะซูลุลลอฮฺ

๒.หลังจากตักบีรที่ ๒ ให้กล่าวว่า อัลลอฮุมมะซ็อลลิอะลา มุฮัมมัดวะอาลิมุฮัมมัด

๓. หลังจากตักบีรครั้งที่ ๓ ให้กล่าวว่า อัลลอฮุมมัฆฟิร ลิล มุอฺมินีนะวัลมุมินาต

๔.หลังจากตักบีรครั้งที่สี่หากผู้ตายเป็นชายให้กล่าวว่า อัลลอฮุมมัฆฟิรลิฮาซัลมัยยิต (ใส่ชื่อมัยยิต) หากผู้ตายเป็นหญิง ให้กล่าวว่า อัลลอฮุมมัฆฟิรลิฮาซิฮิลมัยยิต (ใส่ชื่อผู้ตาย) หลังจากนั้นให้ตักบีรครั้ง ที่ ๕ ถือว่านะมาซเสร็จสมบูรณ์

เงื่อนไขของนมาซ มัยยิต  

๑. ต้องนมาซหลังจากฆุซลฺมัยยิต ๓ ครั้ง และกะฝั่น (ห่อศพ) เรียบร้อยแล้ว มิฉะนั้น ถือว่าบาฏิล เว้นเสียแต่มัยยิตที่ไม่ต้องทำตามเงื่อนไขเหล่านี้ เช่น บรรดาชะฮีด

๒. ต้องเนียต

๓. ต้องยืนขณะนมาซ

๔. ต้องให้ศีรษะของผู้ตายอยู่ทางด้านขวามือ ของผู้นมาซ

๕.ขณะนมาซ ต้องวางผู้ตายให้ท่านอนหงายเหยียดตรง

๖. ผู้นมาซต้องหันหน้าไปทางกิบละฮฺ

๗. ต้องวางผู้ตายให้อยู่ด้านหน้าของผู้นมาซ


๘. ต้องไม่มีสิ่งกีดขวางระหว่างผู้ตายกับผู้นมาซ

๙. ต้องกระทำอย่างต่อเนื่องระหว่างการตักบีรกับการกล่าวดุอาอฺ

๑๐.ระหว่างผู้ตายกับผู้นมาซต้องไม่ห่างกันมากจนเกินไป

๑๑.ต้องปกปิด เอาเราะฮฺ (อวัยวะเพศ) ของผู้ตาย

นมาซเฎาะวาฟ

รุกนฺข้อหนึ่งของการบำเพ็ญฮัจญฺ กล่าวคือ ถ้าลืมหรือเจตนาไม่นมาซฮัจญฺบาฏิล นมาซเฎาะวาฟมี ๒ เราะกะอัต ให้นมาซหลังจากเฎาะวาฟเสร็จเรียบร้อย รูปแบบของนมาซเหมือนกับนมาซศุบฮฺ แต่ให้เลือกระหว่างการอ่านเสียงดังกับสียงค่อย และให้นมาซใกล้ ๆ กับ มะกอมอิบรอฮีม (ที่ยืนของอิบรอฮีม)

นะมาซนะซัร (นมาซบนบาน)

หมายถึงนมาซ ซึ่งบุคคลหนึ่งได้เนียตหรือบนบานว่า หากภารกิจหนึ่งสำเร็จจะนมาซ สมมติว่า  ๒, ๔, ๖, ๘, ๑๐ เราะกะอัต เป็นต้น  

นมาซมุซตะฮับ      

๑. นมาซมุซตะฮับ หรือเรียกอีกอย่างว่า นาฟิละฮฺ

๒.นมาซมุซตะฮับมีจำนวนมากมายไม่สามารถกล่าวทั้งหมดได้ จะกล่าวเฉพาะนมาซที่มีความสำคัญมากกว่านมาซอื่นเท่านั้น

การนมาซอีด

นมาซอีดทั้งสอง คือ อีดุลฟิฏริและอีดุลอัฏฮา การนมาซอีดทั้งสองโดยเฉพาะในสมัยของอิมาม (อ.) เป็นวาญิบ และต้องนมาซรวมกันเป็นญะมาอะฮฺ ส่วนในสมัยที่อิมามไม่ปรากฏกายเป็นมุสตะฮับ


ช่วงเวลานมาซอีด

๑.เวลาของนมาซอีด เริ่มตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้น จนกระทั่งถึงกลางวัน (ซุฮรฺ)

๒. มุสตะฮับ ให้นมาซอีดอัล-อัฏฮาหลังจากพระอาทิตย์ขึ้น

๓. มุสตะฮับ นมาซอีดุลฟิฏรฺหลังจากพระอาทิตย์ขึ้นให้แจกจ่ายอาหาร จ่ายซะกาตฟิฎเราะฮฺ แล้วจึงนมาซอีด 

  วิธีการนมาซอีด

นะมาซอีดฟิฎรฺกับอีดกุรบานมี  ๒ เราะกะอัตกับ ๙ กุนูต โดยให้นมาซดังนี้

เราะกะอัตที่ ๑ หลังจากกล่าวฟาติหะฮฺและซูเราะฮฺแล้ว ให้กล่าวตักบีร ๕ ครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งมี ๑ กุนูต และหลังจากกล่าวกุนูตแล้ว ให้ตักบีรอีกครั้ง หลังจากนั้นให้รุกูอฺ และซัจญฺดะฮฺตามลำดับ

          เราะกะอัตที่ ๒ หลังจากอ่านฟาติหะฮฺและซูเราะฮฺ ให้กล่าวตักบีร ๔ ครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งมี ๑ กุนูต และหลังจากกล่าวกุนูตแล้ว ให้ตักบีรอีกครั้ง หลังจากนั้นให้รุกูอฺ ซุญูด กล่าวตะชะฮุด และสลามตามลำดับ

          กุนูตของนมาซอีดทั้งสองสามารถกล่าวดุอาอฺ และซิกรฺใดก็ได้ แต่ดีกว่าให้กล่าวกุนูตโดยหวังผลบุญดังนี้ว่า


“อัลลอฮุมมะ อะฮฺลัลกิบริยาอิวัลอะเซาะมะฮฺ  วะอะฮฺลัลญูดิวัลญะบะรูติ วะอะฮฺลัลอัฟวิ วัรเราะฮฺมะติ  วะอะฮฺลัลตักวา วัลมัฆฟิเราะติ อัซอะลุกะ บิฮักกิ ฮาซัลเยามิ  อัลละซีญะอัลตะฮู  ลิลมุสลิมีนะอีดัน  วะลิมุฮัมมะดิน ซ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะอาลิฮี   ซุกรอน วะชะเราะฟัน วะกะรอมะตัน วะมะซีดัน   อันตุซ็อลลิยะ อะลา มุฮัมมะดิน วะอะลิมุฮัมมัด  วะอันตุดคิละนี  ฟีกุลลิคัยริน อัดดะคัลตะ ฟิฮิ มุฮัมมะดัน วะอาละมุฮัมมะดิน วะอันตุคริญะนี มินกุลลิซูอิน  อัครอจญฺตะมินฮุ  มุฮัมมะดัน วะอาละมุฮัมมะดิน เซาะละวาตุกะอะลัยฮิ วะอะลัยฮิม อัลลอฮุมมะ อินนี อัซอะลุกะ คัยเราะมาซะอะละกะ บิฮีอิบาดุกัซซอลิฮูน วะอะอูซุบิกะ

มิมมัซตะอาซะ มินฮุ อิบาดุกัลมุคละซูน”

นมาซนาฟิละฮฺประจำวัน

นมาซวาญิบประจำวันมีทั้งหมด ๑๗ เราะกะอัต (ยกเว้นวันศุกร์ และช่วงเดินทางไกล) และนมาซมุสตะฮับประจำวัน (นะวาฟิล) มี ๒๓ เราะกะอัต นอกจากนี้ยังมีนมาซเศาะลาตุลลัยนฺอีก ๑๑ เราะกะอัต ซึ่งรวมทั้งสิ้น ๓๔ เราะกะอัต (สองเท่าของนมาซวาญิบ)

จำนวนเราะกะอัตและเวลาของนะมาซมุซตะฮับประจำวัน  มีดังนี้

๑. นาฟิละฮฺซุบฮฺ มี ๒ เราะกะอัต อิฮฺติยาฎ ให้ะมาซก่อนนมาซซุฮบฺ

๒.นมาซนาฟิละฮฺซุฮรฺ มี  ๘ เราะกะอัต (ทำที่ละ ๒ เราะกะอัต)  ให้ทำก่อนนมาซซุฮริ ช่วงเวลาเริ่มตั้งแต่ซุฮริจนกระทั่งเงาไม้ทอดออกเป็น ๒/๓ ส่วน


๓. นมาซนาฟิละฮฺอัซริ มี ๘ เราะกะอัต (ทำที่ละ ๒ เราะกะอัต) ให้ทำก่อนนะมาซอัซริ ช่วงเวลาเริ่มตั้งแต่อัซริจนกระทั่งเงาไม้ทอดออกเป็น ๗/๔ ส่วน

๔.นมาซนาฟิละฮฺมัฆริบ มี ๔ เระกะอัต (ทำที่ละ ๒ เราะกะอัต) ให้ทำหลังจากนมาซมัฆริบ เริ่มหลังจากนมาซมัฆริบจนกระทั่งแสงสีแดงด้านทิศตะวันตก ซึ่งได้เกิดขึ้นหลังจากพระอาทิตย์ตกดินเลือนหายไป

๕.นมาซนาฟิละฮฺอิชาอฺ มี ๒ เราะกะอัต ให้ทำหลังนมาซอิชาอฺจนกระทั่งถึงเที่ยงคืน และอิฮฺติยาฏวาญิบให้นั่งทำ 

นมาซเศาะลาตุลลัยนฺ

นมาซเศาะลาตุลลัยนฺมี ๑๑ เราะกะอัต ให้ทำตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

๑.ให้นมาซ ๘ เราะกะอัตแรกก่อน (ทำที่ละ ๒ เราะกะอัต) เนียตนมาซเศาะลาตุลลัยนฺ

๒.ให้นมาซอีก ๒ เราะกะอัต เนียตนมาซ เศาะลาตุชชะฟะอฺ

๓.ให้นมาซอีก ๑ เราะกะอัต เนียตนมาซ เศาะลาตุลวิตรฺ 

เวลาของเศาะลาตุลลัยนฺ

๑.ช่วงเวลาของเศาะลาตุลลัยนฺ เริ่มจากเที่ยงคืนไปจนถึงอะซานซุบฮฺ และช่วงเวลาที่ดีที่สุดให้ทำก่อนอะซานซุบฮฺประมาณ ๑ ชั่งโมง

๒. สำหรับบุคคลที่อยู่ระหว่างเดินทาง หรือบุคคลที่มีความลำบากที่จะนมาซหลังจากเที่ยงคืนไปแล้ว อนุญาตให้นมาซตอนหัวค่ำได้


นมาซฆุฟัยละฮฺ

ฆุฟัยละฮฺเป็นอีกหนึ่งในนมาซมุสตะฮับที่ได้รับการเน้นไว้อย่างมากให้ปฏิบัติ และช่วงเวลาของนมาซเริ่มหลังจากนมาซมัฆริบ

วิธีการนมาซฆุฟัยละฮฺ

นมาซฆุฟัยละฮฺ มี ๒ เราะกะอัต เราะกะอัตที่ ๑ หลังจากฟาติหะฮฺให้กล่าวโองการนี้แทนว่า

วะซันนูนิ อิซซะฮะบะ มุฆอฎิบัน ฟะซอนนะ อันลันนักดิเราะ อะลัยฮิ ฟะนาดา ฟิซซุลุมาติ อันลาอิลาฮะ อิลลา อันตะ ซุบฮานะกะ อินนี กุนตุ มินัซซอลิมีน ฟัซตะญับนา ละฮู วะ นัจญัยนาฮุ มินัลฆอมมิ วะกะซาลิกะ นุนญิลมุอฺมินีนะ.

ส่วนเราะกะอัตที่ ๒ หลังจากฟาติหะฮฺให้กล่าวโองการนี้แทนที่ซูเราะฮฺ

วะอินดะฮู มะฟาติฮุลฆอยบิ ลายะอฺละมุฮา อิลลาฮุวะ วะยะละมุ มาฟิลบัรริ วัลบะฮฺริ วะมาตัซกุตุ มินวะเราะกะติน อิลลายะอฺละมุฮา วะลาฮับบะติน ฟีซุลุมาติลอัรฎิ วะลารอฎบิน วะลายาบิซิน อิลลาฟี กิตาบินมุบีน.

ส่วนกุนูตให้กล่าวดุอาอฺดังนี้ว่า อัลลอฮุมมะ อินนี อัซอะลุกะ บิมะฟาติฮิลฆอยบิ อัลละตีลายะอฺละมุฮา อิลลาอันตะ อันตุซ็อลลิยะ อะลา มุฮัมมะดิน วะอาลิมุฮัมมัด วะอันตัฆฟิเราะลี ซุนูบี อัลลอฮุมมะอันตะ วะลียุนิอฺมะตี วัลกอดิรุ อะลา เฎาะลิบะตี ตะอฺละมุฮาญะตี ฟะอัซอะลุกะ บิฮักกิมุฮัมมะดิน วะอาลิมุฮัมมัด อะลัยฮิวะอะลัยฮิมุซซะลาม ลัมมาเกาะฎอยตะฮาลี.


หมวดที่ ๖ การถือศีลอด

คำอธิบายการถือศีลอด

หนึ่งในข้อบังคับประจำปี หรือแนวทางการขัดเกลาจิตวิญญาณอีกประการหนึ่งของอิสลาม คือ การถือศีลอด หมายถึงการหลีกเลี่ยงจากภารกิจบางประการ ตลอดจนการละเว้นการกินและการดื่มเพื่อปฏิบัติตามพระบัญชาของพระผู้เป็นเจ้า ตั้งแต่อะซานซุบฮฺจนถึงอะซานมัฆริบ           และก่อนที่จะสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับเงื่อนไขการถือศีลอด ควรทราบประเภทของศีลอดก่อน

ประเภทของศีลอด

๑.ศีลอดวาญิบ

๒.ศีลอดฮะรอม

๓.ศีลอดมุสตะฮับ

๔.ศีลอดมักรูฮฺ

ศีลอดวาญิบ

ศีลอดต่าง ๆ ต่อไปนี้วาญิบ

๑.ศีลอดในเดือนเราะมะฎอนอันจำเริญ

๒.ศีลอดเกาะฎอ (ชดเชย)

๓. ศีลอดกะฟาเราะฮฺ (การปรับโทษ)

๔.ศีลอดนะซัร (บนบาน)

๕.ศีลอดเกาะฎอแทนบิดา*   สำหรับบุตรชายคนโต

อายะตุลลอฮฺ อะลี คอเมเนอี ...แทนบิดามารดา


  ศีลอดบางประเภทฮะรอม  (ต้องห้าม)

๑.ศีลอดในวันอีดทั้งสอง (อีดฟิฏรฺและอีดกุรบาน) วันแรกของเดือนเชาวาลและวันที่ ๑๐ ของเดือนซุลฮิจญะฮฺ

๒.ศีลอดมุซตะฮับของบุตรที่เป็นสาเหตุสร้างความยากลำบากให้ดามารดา

๓. ศีลอดมุซตะฮับของบุตรที่พ่อแม่ไม่อนุญาตให้ถือ (อิฮฺติยาฏวาญิบ)

๔. ศีลอดวันสุดท้ายของเดือนชะอฺบาน โดยเนียตว่าเป็นวันแรกของเดือนเราะมะฏอน

๔.ศีลอดมุซตะฮับของภรรยาที่สามีไม่อนุญาต (อิฮฺติยาฏวาญิบ)

๕.ศีลอดระหว่างวันตัชรีก (๑๑-๑๓ ซุลฮิจญะฮฺ) สำหรับผู้ที่อยู่ในมีนา

ศีลอด มุซตะฮับ

ถือศีลอดตลอดทั้งปี (ยกเว้นวันที่ต้องห้ามและวันที่เป็นมักรูฮฺ) มุซตะฮับ    แต่ศีลอดที่ถูกแนะนำและถูกเน้นไว้อย่างมากว่าให้ถือได้แก่

๑. ศีลอดทุก ๆ วันพฤหัสบดีและวันศุกร์

๒. ศีลอดวันมับอัซ (๒๗ ของเดือนเราะญับ)

๓. ศีลอดวันอีดเฆาะดีรคุม (๑๘ ซุลฮิจญะฮฺ)

๔. ศีลอดวันประสูติท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) (๑๗ เราะบิอุลเอาวัล)

๕. ศีลอดวันอาเราะฟะฮฺ (๙ ซุลฮิจญะฮฺ) แต่มีเงื่อนไขว่าต้องไม่เป็นสาเหตุทำให้ละทิ้งดุอาอฺในวันนั้น

๖. ศีลอดวันที่ ๑-๙ ซุลฮิจญะฮฺ

๗.ศีลอดทุกวันของเดือน เราะญับและชะอฺบาน

๘. ศีลอดวันแรก และวันที่ ๓ ของเดือนมุฮัรรอม

๙. ศีลอดทุกวันที่ ๑๓, ๑๔ และ ๑๕ ของทุกเดือน


ศีลอด มักรูฮฺ

๑. ศีลอดมุสตะฮับ ของแขกที่มาเยือน โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของบ้าน

๒. ศีลอดมุสตะฮับ ของแขกที่เจ้าของบ้านได้ห้าม

๓. ศีลอดมุสตะฮับ ของบุตรที่ไม่ได้ขออนุญาตบิดา

๔. ศีลอดวัน อาชูรอ (๑๐ มุฮัรรอม)

๕.ศีลอดวันอะเราะฟะฮฺที่เป็นเหตุทำให้ไม่ได้อ่านดุอาอฺในวันนั้น

๖. ศีลอดที่ไม่รู้แน่ชัดว่าเป็นวัน อะเราะฟะฮฺหรืออีดกุรบาน

เงื่อนไขเกี่ยวกับการถือศีลอด

เนียต (ตั้งเจตนา) ถือศีลอด

๑. การถือศีลอด เป็นอิบาดะฮฺประเภทหนึ่ง ฉะนั้น ต้องปฏิบัติเพื่อปฏิบัติไปตามพระบัญชาของพระผู้เป็นเจ้า

๒.ผู้ถือศีลอด สามารถเนียตได้ทุกคืนของเดือนเราะมะฎอนเพื่อถือศีลอดในวันรุ่งขึ้น   แต่ดีกว่าให้เนียตตั้งแต่คืนแรกว่า จะถือศีลอดตลอดทั้งเดือนเราะมะฎอน

๓. ศีลอดวาญิบที่กำหนดไว้ชัดเจน ไม่ควรเนียตให้ล่าหลังอะซานซุบฮฺโดยไม่มีสาเหตุ  

๔.ศีลอดวาญิบที่กำหนดไว้ชัดเจน หากมีอุปสรรค เช่น ลืม หรือเดินทางไกลโดยไม่ได้เนียต จนกระทั่งถึงซุฮรฺ ถ้ายังไม่ได้ทำสิ่งที่เป็นสาเหตุทำให้ศีลอดบาฏิล สามารถเนียตถือศีลอดได้ 

๕. เนียตถือศีลอด ไม่จำเป็นต้องกล่าวออกมาเป็นคำพูด เพียงแค่รู้ว่ากำลังปฏิบัติตามคำบัญชาของพระผู้เป็นเจ้า ตั้งแต่อะซานซุบฮฺจนถึงอะซานมัฆริบ โดยละเว้นสิ่งที่เป็นเหตุทำให้ศีลอดเสีย ถือว่าเพียงพอ


 

สิ่งที่เป็นสาเหตุทำให้ศีลอดบาฏิล (มุบฏิลลาต)

ผู้ที่ถือศีลอด ดื่มตั้งแต่อะซานซุบฮฺจนถึงอะซานมัฆริบ ต้องหลีกเลี่ยงการกระทำบางประเภท ถ้าทำบางสิ่งบางอย่างเหล่านั้น ศีลอดบาฏิล สาเหตุเหล่านี้เรียกว่า มุบฏิลลาต ได้แก่

๑. การกินและดื่ม

๒. การทำให้ฝุ่นละออง เข้าไปในลำคอ

๓. การดำน้ำ

๔. การอาเจียน

๕. การร่วมประเวณี

๖. อิซติมนาอฺ (การสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเอง)

๗. คงสภาพการมีญูนุบ ฮัยฎฺ และนิฟาซจนถึงอะซานซุบฮฺ

๘. การโกหกที่สัมพันธ์ไปยังอัลลอฮฺ เราะซูล และตัวแทนของท่าน

๙.การสวรทวารด้วยของเหลว

บทบัญญัติสิ่งทีเป็นเหตุทำให้ศีลอดบาฏิล

๑-๒. กินและดื่ม

๑. ผู้ถือศีลอด ถ้าตั้งใจกินบางสิ่งบางอย่างหรือดื่ม ศีลอดบาฏิล

๒.ถ้าตั้งใจกลืนเศษอาหารที่ติดอยู่ตามซอกฟันลงไป ศีลอดบาฏิล

๓. การกลืนน้ำลายในปาก ศีลอดไม่บาฏิล ไม่ว่าจะมากเพียงใด

๓.ขณะถือศีลอด ได้ลืม (ไม่รู้ว่ากำลังถือศีลอด) กินบางอย่างหรือดื่ม ศีลอดไม่บาฏิล

๔.ผู้ที่ถือศีลอดไม่สามารถกินหรือดื่มได้ เพราะความอ่อนเพลีย แต่ถ้ามีความอ่อนเพลียมากเกินปกติทั่วไป และไม่สามารถอดทน อนุญาตให้กินและดื่มได้ ไม่เป็นไร แต่ศีลอดบาฏิล 


๕.การฉีดยา ถ้าไม่ได้แทนที่อาหาร ศีลอดไม่บาฏิล ถึงแม้ว่าจะทำให้อวัยวะบางส่วนชาหมดความรู้สึกก็ตาม

๓.  ทำให้ฝุ่นละอองเข้าไปในลำคอ

๑. ผู้ที่ถือศีลอด ถ้าตั้งใจทำให้ฝุ่นละอองเข้าไปในลำคอ ศีลอดบาฏิล ไม่ว่าฝุ่นละอองนั้นจะเป็นอาหาร เช่น แป้ง หรือ ไม่ใช่อาหาร เช่น ฝุ่นดิน

๒. แต่บางกรณีศีลอดจะไม่บาฏิล เช่น

- ฝุ่นละอองไม่หนาจนเกินไป

- ฝุ่นละออง เข้าไปไม่ถึงลำคอ (เข้าไปแค่ช่องปาก)

- ถูกบังคับ ทำให้ฝุ่นละอองเข้าไปในลำคอ

- ไม่รู้ว่ากำลังถือศีลอดอยู่ (ลืม)

- กรณีที่สงสัยว่า ฝุ่นละอองได้เข้าไปถึงลำคอหรือไม่ 

๔.  การดำน้ำ

๑. ถ้าผู้ถือศีลอดตั้งใจดำน้ำโดยให้ศีรษะและอวัยวะทุกส่วนอยู่ใต้น้ำ

ศีลอดบาฏิล

๒. การดำน้ำบางกรณีศีลอดไม่บาฏิลได้แก่

- ลืมว่าถือศีลอดและได้ดำน้ำ

- ดำน้ำโดยศีรษะบางส่วนอยู่ใต้น้ำ

- ดำน้ำที่ละด้านของศีรษะ

- ถูกบังคับให้ดำน้ำ (หรือตกน้ำโดยไม่ได้ตั้งใจ)

- ถูกจับกดน้ำโดยผู้อื่น

- สงสัยว่าได้ดำศีรษะทั้งหมดลงในน้ำหรือไม่

๕. การอาเจียน

๑. ถ้าผู้ถือศีลอด ตั้งใจอาเจียน แม้จะเป็นเพราะไม่สบายก็ตาม

ศีลอดบาฏิล


๒.ถ้าผู้ถือศีลอด ไม่รู้ว่ากำลังถือศีลอด หรือถูกบังคับให้อาเจียน

ศีลอดไม่บาฏิล

๖.  การอิซติมนาอฺ (สำเร็จความใคร่ ด้วยตัวเอง)

๑. ถ้าผู้ถือศีลอด ทำอิซติมนาอฺ หมายถึงสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเองจนมะนี (อสุจิ) เคลื่อนออกมา ศีลอดบาฏิล

๒.ถ้าไม่ตั้งใจ และมะนีได้เคลื่อนออกมา เช่น นอนหลับและฝันจนกระทั่งมะนีได้เคลื่อนออกมา ศีลอดไม่บาฏิล

๗.  คงสภาพการมีญูนุบจนถึงอะซานซุบฮฺ

ถ้าบุคคลหนึ่งมีญูนุบจนถึงอะซานซุบฮฺ โดยไม่ฆุซลฺ หรือหน้าที่ต้องตะยัมมุมแต่ไม่ทำ บางกรณีศีลอดบาฏิล ซึ่งกรณีได้แก่

๑. ผู้ที่ตั้งใจคงสภาพการมีญูนุบจนถึงอะซานซุบฮฺ หรือหน้าที่ต้องตะยัมมุม แต่ไม่ทำ

- ถ้าเป็นศีลอดเดือนเราะมะฎอน ศีลอดบาฏิล

- ถ้าเป็นศีลอดเกาะฏอเดือนเราะมะฎอน ศีลอดบาฏิล

- ถ้าเป็นศีลอดอื่น ๆ ถือว่าถูกต้อง

๒. ถ้าลืมฆุซลฺหรือตะยัมมุม หลังจากนั้นสองหรือสามวันนึกขึ้นได้

- ถ้าเป็นศีอลอดเดือนเราะมะฎอน ต้องเกาะฎอทั้งหมด

- ถ้าเป็นศีลอดเกาะฎอเดือนเราะมะฎอน อิฮฺติยาฏวาญิบ

ให้เกาะฎอทั้งหมด

-ถ้าเป็นศีลอดอื่นที่ไม่ใช่ศีลอดศีอลอดเดือนเราะมะฎอน หรือศีลอดเกาะฎอเดือนเราะมะฎอน เช่น ศีลอดนะซัร หรือกะฟาเราะฮฺ ศีลอดถูกต้อง

๓. ถ้าผู้ถือศีลอดนอนหลับและฝันจนกระทั่งมะนีได้เคลื่อนออกมา ไม่วาญิบต้องรีบฆุซลฺทันที ศีลอดถูกต้อง


๔.ถ้ามีญูนุบตอนกลางคืนเดือนเราะมะฎอน ซึ่งรู้ดีว่าจะไม่ตื่นฆุซลฺก่อนอะซานซุบฮฺแน่นอน ดังนั้นต้องไม่นอน ถ้านอนหลับและไม่ตื่น

ศีลอดบาฏิล

การกระทำที่มักรูฮฺสำหรับผู้ถือศีลอด

๑. การกระทำทุกประเภทที่เป็นเหตุทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย เช่น บริจาคเลือด

๒. การสูดดมดอกไม้ที่มีกลิ่นหอม (แต่การฉีดน้ำหอมไม่เป็นมักรูฮฺ)

๓. การทำให้เสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่เปียกชื้น

๔.แปรงฝันด้วยไม้ที่มีเปียกชื้น

ศีลอดเกาะฎอและกะฟาเราะฮฺ

ศีลอดเกาะฎอ

ถ้าไม่ได้ถือศีลอดในเวลาที่ถูกกำหนดไว้ จำเป็นต้องถือชดเชยในวันอื่น ดังนั้น การถือศีลอดชดเชยหลังจากเวลาที่กำหนดได้ผ่านไปเรียกว่า  การเกาะฎอศีลอด

กะฟาเราะฮฺศีลอด

กัฟฟาเราะฮฺ หมายถึงการปรับโทษสำหรับผู้ที่ตั้งใจทำให้ศีลอด บาฏิล ซึ่งกำหนดไว้แน่นอน ได้แก่

๑. การปล่อยทาสหนึ่งคนให้เป็นอิสระ

๒. ถือศีลอดสองเดือน โดย ๓๑ วันแรกต้องติดต่อกัน

๓.ให้อาหารจนอิ่มแก่คนยากจน ๖๐ คน หรือจ่ายให้คนละ ๑ มุด (ประมาณ ๗.๕ ขีด)


ถ้าบุคคลใดวาญิบต้องจ่ายกะฟาเราะฮฺ ต้องจ่ายหนึ่งในสามตามที่กล่าวมาแต่ปัจจุบันตามหลักการของฟิกฮฺไม่อาจพบทาสได้ ดังนั้น ให้จ่ายกะฟาเราะฮฺประเภทที่สองและสาม แต่ถ้าไม่สามารถทำอย่างหนึ่งอย่างใดได้ ให้จ่ายอาหารแก่คนจนตามความสามารถ แต่ถ้าทำไม่ได้อีกให้ขอลุแก่โทษต่อพระอัลลอฮฺ (ซบ.)

กรณีที่วาญิบเกาะฎอศีลอดอย่างเดียวไม่ต้องจ่ายกะฟาเราะฮฺ ได้แก่

๑. ตั้งใจอาเจียนขณะถือศีลอด

๒. ลืมฆุซุลฺญินาบะฮฺเดือนเราะมะฎอน หรือถือศีลอดในสภาพมีญูนุบหลายวัน

๓. เดือนรอมฎอนไม่ได้สอบถามว่าถึงเวลาซุบฮฺหรือยัง และได้ทำในสิ่งที่เป็นสาเหตุทำให้ศีลอดบาฏิล เช่น ดื่มน้ำ ต่อมารู้ว่าถึงเวลาซุบฮฺแล้ว

๔. ถ้ามีผู้บอกกว่ายังไม่ถึงเวลาซุบฮฺ ผู้ถือศีลอดได้ทำสิ่งที่เป็นสาเหตุทำให้ศีลอดบาฏิล หลังจากนั้นรู้ว่าถึงเวลาแล้ว

๕.ถ้าตั้งใจไม่ถือศีลอดเดือนเราะมะฎอนหรือตั้งใจทำให้ศีลอดบาฏิล วาญิบต้องเกาะฎอและจ่ายกะฟาเราะฮฺ

บทบัญญัติการเกาะฎอและจ่ายกะฟาเราะฮฺ

๑.ไม่จำเป็นต้องรีบเกาะฎอศีลอดที่ขาดไปทันที แต่อิฮฺติยาฏวาญิบ ให้เกาะฎอก่อนที่จะถึงเราะมะฎอนปีหน้า

๒. ถ้ามีศีลอดเกาะฎอเดือนเราะมะฎอนหลายเดือน จะเกาะฎอเดือนใดก่อนก็ได้ไม่เป็นไร แต่ถ้าเวลาเกาะฎอของเดือนสุดท้ายกระชั้นชิดเกินไป เช่น มีศีลอดเกาะฎอเดือนสุดท้ายอยู่ ๑๐ วันและอีก ๑๐ วันจะถึงเดือนเราะมะฎอน ดังนั้น ให้ถือศีลอดเกาะฎอเดือนสุดท้ายก่อน


๓. ต้องไม่ปล่อยกะฟาเราะฮฺให้ล่าออกไปหรือเพิกเฉย แต่ไม่จำเป็นต้องรีบทำทันทีทันใด

๔. ถ้าการกะฟาเราะฮฺ วาญิบสำหรับบุคคลหนึ่ง แต่เขาไม่ได้ทำและปล่อยเวลาให้ผ่านไปหลายปี ไม่มีสิ่งใดเพิ่มมากไปกว่านั้น

๕. ถ้าไม่ได้ถือศีลอดเดือนรอมฎอน เพราะมีอุปสรรค์บางประการ เช่น เดินทางไกล หรือไม่สบาย เมื่อสิ้นเดือนเราะมะฎอนอุปสรรคก็หมดไปด้วย   แต่ตั้งใจไม่เกาะฎอศีลอดจนกระทั่งถึงเดือนรอมฎอนปีหน้า    ดังนั้น นอกจากต้องเกาะฎอแล้ว ต้องจ่ายอาหารแก่คนจนวันละ ๑ มุดด้วย

๖. ถ้าได้ทำให้ศีลอดบาฏิลโดยการกระทำที่ฮะรอม เช่น ทำอิซติมนาอฺ

อิฮฺติยาฏวาญิบ ต้องจ่ายกะฟาเราะฮฺรวมทั้งสามประเภทกล่าวคือ ต้องปล่อยทาสหนึ่งคนให้เป็นอิสระ ถือศีลอดสองเดือนติดต่อกัน และต้องจ่ายอาหารแก่คนยากจน ๖๐ คน แต่ถ้าไม่สามารถทำทั้งสามประเภทได้ ประเภทใดมีความสามารถต้องทำประเภทนั้น

๗. ถ้าไม่ได้ถือศีลอดเดือนเราะมะฎอนเนื่องจากไม่สบาย และอาการป่วยได้ยาวนานจนถึงเราะมะฎอนปีหน้า การเกาะฎอศีลอดหมดไปจากเขาซึ่งวาญิบ ต้องจ่ายอาหารแก่คนจนวันละ ๑ มุด

กรณีต่อไปนี้ไม่วาญิบต้องเกาะฎอและกะฟาเราะฮฺ

๑. ก่อนเข้าสู่วัยบรรลุนิติภาวะตามศาสนาบัญญัติ ไม่ได้ถือศีลอด

๒. ไม่ได้ถือศีลอดช่วงที่ยังเป็นกาฟิรกล่าว คือ ถ้าหากกาฟิรได้เป็นมุสลิมไม่วาญิบต้องเกาะฎอศีลอดช่วงที่ผ่านมา


๓. บุคคลที่ไม่สามารถถือศีลอดเพราะความแก่ชรา และหลังจากเดือนเราะมะฎอนได้ผ่านพ้นไปก็ไม่สามารถเกาะศีลอดได้อีก และถ้าการถือศีลอดเป็นเรื่องยากลำบาก ดังนั้น ให้จ่ายอาหารแก่คนยากจนทุกวัน ๆ ละ ๑ มุด

ศีลอดเกาะฎอของบิดาและมารดา

หลังจากบิดาได้เสียชีวิต* เป็นหน้าที่ของบุตรชายคนโตต้องเกาะฎอนะมาซและศีลอดของบิดาที่ได้ขาดไป และอิฮฺติยาฏมุซตะฮับให้เกาะฎอถือศีลอดและนะมาซของมารดาด้วย

*อายะตุลลอฮฺ อะลี คอเมเนอี ...บิดาและมารดาได้เสียชีวิต

ศีลอดของผู้เดินทางไกล

ผู้เดินทางที่ต้องลดจำนวนนะมาซ ๔ เราะกะอัตให้เหลือ ๒ เราะกะอัต ขณะเดินทางต้องไม่ถือศีลอดแต่ต้องเกาะฎอภายหลัง ส่วนผู้เดินทางที่ต้องนะมาซเต็ม เช่น ผู้ที่มีอาชีพเดินทาง ต้องถือศีลอดระหว่างการเดินทางด้วย

เงื่อนไขศีลอดเดินทาง

ขณะเดินทาง

๑. ถ้าออกเดินทางก่อนซุฮรฺ เมื่อไปถึงเขตตะรัคคุซ ศีลอดบาฏิล และถ้าก่อนไปถึงเขตได้ทำสิ่งที่เป็นสาเหตุให้สิ่งบาฏิล อิฮฺติยาฏวาญิบ ต้องจ่ายกะฟาเราะฮฺด้วย

๒. ถ้าออกเดินทาง หลังซุฮรฺ ศีลอดถูกต้อง และต้องไม่ใช้เงื่อนไขการเดินทางทำให้ศีลอดบาฏิล กลับจากการเดินทาง 

๑. กลับมาถึงก่อนซุฮรฺ หมายถึง กลับถึงภูมิลำเนาของตนหรือสถานที่ซึ่งตั้งใจพำนักอยู่ที่นั่นเป็นเวลา ๑๐ วัน 


 

- ถ้ายังไม่ได้กระทำสิ่งที่เป็นสาเหตุให้ศีลอดบาฏิล ต้องถือศีลอดในวันนั้น ศีลอดถูกต้อง

- ถ้าได้ทำให้ศีลอดบาฏิลก่อนแล้ว ศีลอดวันนั้นไม่วาญิบ แต่ต้องเกาะฎอภายหลัง

๒. หลังซุฮรฺ ถือว่าศีลอดบาฏิล และต้องเกาะฎอภายหลัง

หมายเหตุ  การเดินทางในเดือนเราะมะฎอนไม่เป็นไร แต่เพื่อหนีการถือศีลอดมักรูฮฺ

ซะกาตฟิฏเราะฮฺ

หลังจากเดือนเราะมะฎอนอันจำเริญได้ผ่านพ้นไป หมายถึงวันอีดฟิฏรฺจำเป็นต้องบริจาคทรัพย์สินส่วนตัวเล็กน้อยในฐานะ ซะกาตฟิฏเราะฮฺ แก่คนยากจน

จำนวนซะกาตฟิฏเราะฮฺ

สำหรับตัวเองและผู้ที่อยู่อยู่ใต้ปกครอง เช่น ภรรยา หรือบุตรเป็นต้น คนละ ๓ กิโลกรัม

ประเภทของซะกาตฟิฏเราะฮฺ

ประเภทของซะกาตฟิฏรฺ เช่น ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ อินทผลัม องุ่นแห้ง ข้าวสาร ข้าวโพดและอื่น ๆ ที่คล้ายคลึงกัน  หรือใช้สตางค์จ่ายแทนสิ่งหนึ่งสิ่งใดเหล่านี้ ถือว่าเพียงพอ


หมวดที่ ๗  คุมซฺ และซะกาต

หนึ่งในหน้าที่ ๆ สำคัญทางเศรษฐกิจของสังคมมุสลลิม คือ การจ่ายคุมซฺ หมายถึงจ่ายของบางประเภทหรือรายรับสุทธิประจำปีของตนต้องจ่าย ๑/๕ แก่ผู้ปกครองอิสลาม ถ้าสมัยปรากฏกายของอิมามต้องจ่ายให้กับอิมาม (อ.) แต่ยุคปัจจุบันต้องจ่ายให้กับตัวแทนของอิมาม ได้แก่วิลายะตุลฟะกีฮฺ หรือบรรดามัรญิอฺที่ตนตักลีดอยู่

สิ่งของ ๗ ประเภทวาญิบต้องจ่ายคุมซฺ

-        รายได้สุทธิที่เหลือประจำปี (ประโยชน์ที่ได้จากการทำมาหากิน)

-        แร่ธาตุ

-        ขุมทรัพย์

-        ทรัพย์สงคราม

-        เครื่องประดับที่นำขึ้นมาจากท้องทะเล

-        ทรัพย์สินฮะลาลที่ผสมกับทรัพย์สินฮะรอม

-        พื้นดินที่กาฟิรซิมมี ได้ซื้อจากมุสลิม 

การจ่ายคุมซฺวาญิบเหมือนกับนมาซและการถือศีลอด ซึ่งบุคคลที่บาลิฆ และมีสติสัมปชัญญะคนใดก็ตาม มีหนึ่งในทรัพย์สินตามกล่าวมา ต้องจ่ายค่มซฺ

ด้วยเหตุนี้ ใครก็ตามเมื่อถึงวัยบรรลุนิตะภาวะตามศาสนบัญญัติ ได้นึกถึงนมาซ และการถือศีลอด จำเป็นที่เขาต้องคิดถึงการจ่ายซะกาต คุมซฺ และวาญิบอื่น ๆ ของศาสนาด้วย ฉะนั้น เป็นความจำเป็นที่ต้องสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับเงื่อนไขและหลักการของวาญิบเหล่านั้น แต่สิ่งที่จะนำเสนอไม่ใช่ทั้งหมดของสิ่งของที่เป็นวาญิบต้องจ่ายคุมซฺ


จะนำเสนอบางอย่างที่เป็นความต้องการของสังคมและเป็นหน้าที่ของทุกคน ซึ่งสิ่งนั้น คือ รายได้สุทธิประจำปีของบุคคลหรือครอบครัว

และเพื่อความเข้าใจที่ดียิ่งขึ้นควรศึกษาประเด็นต่อไปนี้

๑. จุดประสงค์ของรายรับประจำปีหมายถึงอะไร

๒. ปีนั้นให้นับตามปีทาง สุริยะคติ หรือจันทรคติ และการเริ่มนับปีควรเริ่มนับเมื่อใด

รายจ่ายประจำปี

อิสลามให้เกียรติและเคารพอาชีพการงานที่สุจริตทั้งหลาย และยังถือว่ารายจ่ายส่วนตัวมีความสำคัญมากกว่าการจ่ายคุมซฺ ด้วยเหตุนี้ ตลอดทั้งปีสามารถนำรายรับทั้งหมดเป็นค่าใช้จ่ายของตนได้ และเมื่อถึงสิ้นปีถ้าไม่มีสิ่งใดเพิ่มขึ้นไม่วาญิบต้องจ่ายคุมซฺ แต่หลังจากได้หักค่าใช้จ่ายเรียบร้อยแล้วยังเหลือรายรับ ดังนั้น จำเป็นต้องจ่าย ๑/๕ ในฐานะของคุมซฺ และส่วนที่เหลือ ๔/๕ ถือเป็นเงินสะสมของตน

ดังนั้นจุดประสงค์ของคำว่ารายจ่ายประจำปีหมายถึงของทุก                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                 สิ่งที่ตน และครอบครัวมีความต้องการ ดังตัวอย่าง เช่น

-        อาหารและเครื่องนุ่งห่ม

-        ของใช้ภายในครัวเรือน เช่น หม้อ และภาชนะที่จำเป็น

-        พาหนะที่ใช้ขนส่งสิ่งของ ที่ไม่ได้ใช้เฉพาะการทำมาหากินหรืองานเท่านั้น

-        ค่าใช้จ่ายสำหรับแขกที่มาเยี่ยม

-        ค่าใช้จ่ายเรื่องแต่งงาน

-        ตำราที่เป็นความต้องการ

-        และค่าใช้จ่ายที่ใช้เพื่อซิยาเราะฮฺ

-        รางวัลและของกำนัลที่ได้จัดหาให้คนอื่น


-        เงินบริจาค บนบาน หรือเงินเตรียมไว้เพื่อจ่ายกะฟาเราะฮฺ

ปีของคุมซฺ     

วันแรกที่ถึงวัยบาลิฆต้องนมาซ เดือนรอมฎอนแรกมาถึงต้องถือศีลอด และเมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งปีเต็มเมื่อหักจากรายจ่ายของปีที่แล้วมีรายได้เหลือ ต้องจ่ายค่มซฺ ด้วยเหตุนี้ จะเห็นว่าการนับปีของคุมซฺให้เริ่มนับตั้งแต่เริ่มต้นมีรายได้เป็นครั้งแรก จนกระทั่งสิ้นสุดปีทางสุริยคติ

ฉะนั้นเริ่มต้นปีของ...

- เกษตรกร   ให้เริ่มนับตั้งแต่การเก็บเกี่ยวผลผลิตเป็นครั้งแรก

- พนักงาน   ให้เริ่มนับเมื่อได้รับเงินเดือน ๆ แรก

- คนงาน     ให้เริ่มนับเมื่อรับค่าจ้างงวดแรก

- เจ้าของร้านค้าและกิจการ ให้เริ่มนับเมื่อขายของได้เป็นครั้งแรก 

ทรัพย์สินบางประเภทที่ได้รับดังต่อไปนี้ไม่ต้องจ่ายคุมซฺ

-        มรดกที่ได้รับมา

-        สิ่งของที่ให้ในฐานะของกำนัลหรือที่ระลึก

-        รางวัลที่ได้รับ*

อายะตุลลอฮฺ อะลี คอเมเนอี รางวัลที่ได้รับถ้าเป็นสิ่งของที่มีค่าต้องจ่ายคุมซฺ แต่ถ้าเป็นสิ่งของที่ไม่มีค่าไม่ต้องจ่ายคุมซฺ (อิซติฟตาอาต เล่ม ๑ หน้า ๒๖๑ คำถามที่ ๘๗๐)

-        สิ่งที่ได้รับในฐานะของอีด เช่น เงินบำเหน็ด

-        ทรัพย์สินที่ให้บุคคลอื่นในฐานะของคุมซฺ หรือซะกาต


ผลที่ตามมาของการไม่จ่ายคุมซฺ

๑. ทรัพย์สินที่ยังไม่ได้จ่ายคุมซฺ ไม่มีสิทธิ์ใช้จ่าย หมายถึงอาหารที่ยังไม่ได้จ่ายคุมซฺ ไม่สามารถรับประทานได้ หรือสตางค์ที่ยังไม่ได้จ่ายคุมซฺ ไม่สามารถนำไปซื้อของใช้อย่างอื่นได้

๒. ถ้าใช้สตางค์ที่ยังไม่ได้จ่ายคุมซฺ ซื้อข้าวของเครื่องใช้ (โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ปกครอง) ๑ ใน ๕ ของการซื้อขายนั้นบาฏิล

๓. ถ้าใช้สตางค์ที่ยังไม่ได้จ่ายคุมซฺเป็นค่าเช่าห้องอาบน้ำเพื่อฆุซลฺ

ฆุซุลฺบาฏิล หรือเป็นค่าที่พักอาศัย และนมาซในนั้น นมาซบาฏิล

๔. ถ้าใช้สตางค์ที่ยังไม่ได้จ่ายคุมซฺ ซื้อบ้าน และนมาซในบ้านนั้น

 นะมาซบาฏิล

บทบัญญัติของคุมซฺ

๑. ถ้าออมทรัพย์ หลังจากหักค่าใช้จ่ายเมื่อสิ้นปีแล้ว ยังมีรายได้สุทธิเหลือ ต้องจ่ายคุมซฺ

๒.ข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้านที่ซื้อมาใช้แต่ปัจจุบันไม่ต้องการแล้ว (ความต้องการได้หมดไป) อิฮฺติยาฏวาญิบ ต้องจ่ายคุมซฺ* เช่น ซื้อตู้เย็นเครื่องใหญ่มาใหม่ตู้เย็นเครื่องเก่าจึงไม่ได้ใช้ ดังนั้น ต้องจ่ายคุมซฺ

*อายะตุลลอฮฺ อะลี ตอเมเนอี การขายข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นในชีวิต หลังจากปีของคุมซฺได้ผ่านไป ไม่จำเป็นต้องจ่ายคุมซฺ (อิซติฟตาอาต คำถามที่ ๔๖ – ๔๗)

๓. การนำเงินที่หามาได้ซื้อข้าวของเครื่องใช้ เช่น ข้าวสาร น้ำมัน ใบชา และอื่น ๆ ถ้าสิ้นปีใช้ไม่หมดส่วนที่เหลือต้องจ่ายคุมซฺ

๔. ถ้าเด็กที่ยังไม่บาลิฆได้ลงทุนด้วยเงินก้อนหนึ่ง และมีกำไรจากการลงทุนนั้น อิฮฺติยาฎวาญิบ หลังจากบาลิฆแล้วต้องจ่ายคุมซฺ


การใช้จ่ายคุมซฺ

โดยหลักการแล้ว เงินคุมซฺ ต้องแบ่งออกเป็นสองส่วนครึ่งหนึ่งเป็นของอิมามมะฮฺดียฺ (อ.) ซึ่งต้องจ่ายให้กับมัรญิอฺตักลีด หรือวิลายะตุลฟะกีฮฺ หรือตัวแทนของท่าน

ส่วนอีกครึ่งต้องจ่ายให้กับมัรญิอฺหรือวิลายะตุลฟะกีฮฺ หรือขออนุญาตท่านจ่ายให้กับบรรดาซัยยิดที่มีสิทธิ์รับเงินคุมซฺ

เงื่อนไขของซัยยิดที่สามารถรับคุมซฺได้

๑.      ยากจนหรืออนาถา ตกค้างจากการเดินทาง แม้ว่าเมื่ออยู่ในเมืองของตนจะไม่ใช่คนจนก็ตาม

๒.      เป็นชีอะฮฺ ๑๒ อิมาม

๓.      ไม่ทำบาปอย่างเปิดเผย (อิฮฺติยาฎวาญิบ) การจ่ายคุมซฺ ต้องไม่เป็นการสนับสนุนการทำบาปของเขา

๔.      ต้องเป็นผู้ที่ค่าใช้จ่ายของพวกเขาอยู่ในความรับผิดชอบของเขา เช่น ต้องไม่ใช่ภรรยา และบุตร (อิฮฺติยาฏวาญิบ)

ซะกาต (ทานบังคับ)

หนึ่งในหน้าที่ ๆ สำคัญทางเศรษฐกิจอีกประการหนึ่งของสังคมมุสลลิม คือ การจ่ายซะกาต ซึ่งความสำคัญของซะกาตนั้นจะเห็นว่า อัล-กุรอาน กล่าวไว้เคียงคู่กับนะมาซเสมอ อันเป็นเครื่องหมายที่ยืนยันถึงการมีอีมาน และเป็นปัจจัยของความสัจจริง

ริวายะฮฺมากมายจากอิมามมะอฺซูม (อ.) รายงานว่า บุคคลใดหลีกเลี่ยงการจ่ายซะกาตเท่ากับได้ออกนอกศาสนา


ซะกาตเหมือนกับคุมซฺ มีกำหนดแน่นอน ส่วนหนึ่งเป็นภาษีที่ประกันร่างกายและชีวิต (ให้สะอาดบริสุทธิ์) ซึ่งทุกปีจะต้องบริจาคหนึ่งครั้งในวันอีดฟิฎรฺ และวาญิบสำหรับผู้ที่มีความสามารถในการบริจาคทรัพย์เท่านั้น  ซึ่งซะกาตประเภทนี้กล่าวไปแล้วตอนอธิบายศีลอด

อีกประเภทหนึ่ง คือ ซะกาตทรัพย์สินแต่ไม่ได้หมายความว่าทรัพย์สินทุกประเภทของประชาชนต้องออกซะกาตหมด เฉพาะ ๙ ประเภทเท่านั้น ที่ต้องจ่ายซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น ๓ ส่วนดังนี้

สิ่งของวาญิบต้องจ่ายซะกาต (ทานบังคับ )

๑. พืชผลเกษตรกรรม ได้แก่ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ อินทผลัม และผลองุ่นแห้ง

๒. สัตว์เลี้ยงได้แก่ อูฐ วัว และแกะ

๓. แร่ธาตุได้แก่ ทองคำ และเงิน

ปริมาณที่จำเป็น (ขั้นกำหนด)

ซะกาตสิ่งของต่าง ๆ เหล่านี้จะวาญิบเมื่อถึงปริมาณที่กำหนดไว้แน่นอน ซึ่งเรียกว่า ฮัดนิซอบ หมายถึง ถ้าปีนั้นผลผลิตได้ไม่ถึงขั้นที่กำหนดไว้ หรือสัตว์เลี้ยงมีจำนวนน้อยกว่าปริมาณ ไม่จำเป็นต้องจ่ายซะกาต

ขั้นกำหนดของพืชผล

พืชผลทั้ง ๔ ประเภทที่กล่าวมา มีปริมาณกำหนดเพียงอย่างเดียวคือ ประมาณ ๘๕๐ กิโลกรัม ด้วยเหตุนี้ จะเห็นว่าถ้าผลผลิตได้น้อยกว่าปริมาณกำหนดไม่ต้องจ่ายซะกาต 


ปริมาณซะกาตที่เป็นพืชผล

ถ้าผลผลิตใดถึงขั้นกำหนด (ฮัดนิซอบ) จำเป็นต้องจ่ายเพียงเล็กน้อยในฐานะของซะกาต แต่ซะกาตที่เป็นพืชผลขึ้นอยู่กับการให้น้ำแก่ไร่นาและเรือกสวนเหล่านั้น ฉะนั้น สามารถแบ่งออกเป็น ๓ ประเภทดังนี้

๑. ปริมาณซะกาตของผลผลิตที่ใช้น้ำฝน และน้ำจากลำธารหรือลำคลอง (ให้น้ำแบบธรรมชาติโดยไม่ต้องลงทุน) ปริมาณซะกาต ๑ / ๑๐

๒. ปริมาณซะกาตของผลผลิตที่ใช้เครื่องทุ่นแรง เช่น ใช้เรือหัดวิดน้ำ เอาถังตักน้ำ กังหันลม หรือใช้เครื่องสูบน้ำไปล่อเลี้ยงพืชเป็นต้น (มีการลงทุนลงแรง) ประมาณซะกาต ๑ / ๒๐

๓. ปริมาณซะกาตของผลผลิตที่ใช้ทั้งสองประเภทข้างต้น (อาศัยธรรมชาติบวกกับการลงทุน) ปริมาณซะกาตแบ่งเป็น ๒ ส่วน คือครึ่งหนึ่งต้องจ่าย ๑ / ๑๐ และอีกครึ่งต้องจ่าย ๑ / ๒๐

ขั้นกำหนดของสัตว์เลี้ยง

๑. แกะ ขั้นกำหนดแรกของแกะคือ ๔๐ ตัว ต้องออกซะกาต ๑ ตัว ถ้าแกะมีจำนวนไม่ถึง ๔๐ ตัวไม่ต้องออกซะกาต 

๒. วัว ขั้นกำหนดแรกของวัวคือ ๓๐ ตัว ต้องออกซะกาตเป็นลูกวัวที่มีอายุครบ ๑ ขวบบริบูรณ์อย่างเข้าขวบที่สอง ๑ ตัว

๓. อูฐ ขั้นกำหนดแรกของอูฐคือ ๕ ตัว ต้องจ่ายซะกาตเป็นแกะ ๑ ตัว ถ้ามีอูฐไม่ถึง ๒๖ ตัว ทุก ๆ ๕ ตัวต้องจ่ายซะกาตเป็นแกะ ๑ ตัว แต่ถ้ามีอูฐครบ ๒๖ ตัว ต้องจ่ายซะกาตเป็นอูฐ ๑ ตัว

๔. ขั้นกำหนดของทองคำและเงิน ขั้นกำหนดของทองคำคือ ๑๕ มิซกอล ส่วนเงินคือ ๑๐๕ มิซกอล และปริมาณซะกาตของทั้งสองคือ ๑ / ๔๐


หมายเหตุ ๑๖ มิซกอล มีน้ำหนักประมาณ ๗๕ กรัม

ตัวอย่างขั้นกำหนดและประมาณของที่ต้องจ่ายซะกาต

ลำดับที่            ประเภท ขั้นกำหนด            ปริมาณซะกาต

๔       ข้าวสาลี

ข้าวบาร์เลย์

อินทผลัม

ผลองุ่น            ๘๔๗ / ๒๐๗ กิโลกรัม

          ๑ / ๑๐ ถ้าใช้น้ำจากธรรมชาติ น้ำฝน น้ำคลอง ไม่ต้องลงทุน

 ๑ / ๒๐ ถ้าใช้เครื่องสูบน้ำ แบบไม่ธรรมชาติมีการลงทุน

๓ / ๔๐ ถ้าใช้ทั้งสองกรณี แบบธรรมชาติบวกกับลงทุน

๕       อูฐ           - ถ้าอูฐ ๕ ตัว

- ถ้าอูฐ ๒๕ ตัว

- ถ้าอูฐ ๒๖ ตัว                ต้องจ่ายซะกาตเป็นแกะ ๑ ตัว

ทุก ๆ ห้าตัวต้องจ่ายซะกาตเป็นแกะ ๑ ตัว

ต้องจ่ายซะกาตเป็นอูฐ ๑ ตัว

๖       วัว           ถ้ามีวัว ๓๐ ตัว       ต้องจ่ายซะกาตเป็นลูกวัวอายุ ๑ ขวบ ๑ ตัว

๗       แกะ        ถ้ามีแกะ ๔๐ ตัว    ต้องจ่ายซะกาตเป็นแกะ ๑ ตัว

๘       ทองคำ   ถ้ามีทองคำ ๑๕ มิซกอล      ต้องจ่ายซะกาต ๑/๔๐

๙       เงิน         ถ้ามีเงิน ๑๐๕ มิซกอล          ต้องจ่ายซะกาต ๑/๔๐


บทบัญญัติของซะกาต

๑. ค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการลงทุนปลูกข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ อินทผลัม และองุ่น เหมือนกับราคาของเมล็ดพันธุ์ ค่าจ้างคนงาน และรถไถ สามารถหักจากผลผลิตทั้งหมดได้ ซึ่งขั้นกำหนดของซะกาตพืชผลต้องคำนวณก่อนที่จะหักค่าใช้จ่ายทั้งหมด ถ้าผลผลิตก่อนหักค่าใช้จ่ายถึงขั้นที่กำหนดไว้ วาญิบต้องจ่ายซะกาต แต่ให้จ่ายเฉพาะส่วนที่เหลือจากหักแล้ว

๒. ชะกาตที่เป็นสัตว์เลี้ยงจะวาญิบเมื่อ

- เป็นเจ้าของสัตว์เหล่านั้นนาน ๑ ปี ด้วยเหตุนี้ ถ้าซื้อวัวมา ๑๐๐ ตัวเลี้ยงไว้นาน ๙ เดือนหลังจากนั้นได้ขายไป ซะกาตไม่วาญิบ

- สัตว์ที่เลี้ยงไว้ต้องว่างงาน ๑ ปีเต็ม ดังนั้น ถ้าวัว หรือ อูฐที่เลี้ยงไว้ใช้งานในไร่นา หรือใช้ขนของไม่ต้องจ่ายซะกาต

- สัตว์ที่เลี้ยงไว้หนึ่งปีเต็มกินหญ้าตามทุ่งหญ้า ดังนั้น ถ้าภายในหนึ่งปีสัตว์ได้กินหญ้าที่เจ้าของซื้อมา หรือเกี่ยวหญ้าจากที่อื่นมาให้สัตว์กิน หรือกินหญ้าที่เจ้าของปลูกไว้ ไม่ต้องจ่ายซะกาต

๓. ซะกาตทองคำและเงิน จะวาญิบเมื่อเป็นเหรียญทองที่นำมาเป็นอัตราซื้อแลกเปลี่ยน ดังนั้น ทองคำรูปพรรณที่ผู้หญิงใช้เป็นเครื่องประดับอยู่ทุกวันนี้ ไม่ต้องจ่ายซะกาต

๔. ซะกาตทองคำและเงิน เป็นวาญิบต้องจ่ายเมื่อได้เป็นเจ้าของนิซอบประมาณ ๑๑ เดือนเศษ ดังนั้นระหว่าง ๑๑ เดือนนี้ ถ้าหากจำนวนทองคำและเงินได้ลดต่ำกว่านิซอบ ไม่ต้องจ่ายซะกาต

๕. การจ่ายซะกาตเป็นอิบาดะฮฺ ดังนั้น สิ่งที่จ่ายออกไปต้องเนียตเป็นซะกาตและกุรบะตันด้วย


ผู้มีสิทธิ์รับซะกาต

ผู้ที่มีสิทธิ์รับซะกาตมี ๘ จำพวก ซึ่งสามารถรับได้ทั้งหมดหรือบางส่วน

๑. คนยากจน หมายถึงผู้ที่มีรายได้ประจำปีไม่สมดุลกับค่าใช้จ่าย หรือครอบครัวมีรายจ่ายมากกว่ารายได้

๒. คนอนาถา

๓. เจ้าหน้าที่ ๆ อิมาม (อ.) ได้แต่งตั้ง หรือตัวแทนของท่านให้มีหน้าที่รวบรวมซะกาต ดูแล หรือแจกจ่าย

๔.เพื่อความใกล้ชิดและสมานฉันท์ และเพื่อหวังว่าจะเป็นการโน้มน้าวจิตใจให้เข้ารับอิสลาม เช่น ผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมถ้าหากได้ช่วยเหลือพวกเขา จะเป็นสาเหตุทำให้พวกเขาเบี่ยงเบนมาสู่อิสลาม หรือช่วยเหลือมุสลิมทำสงคราม

๕. เพื่อปลดปล่อยทาสมุสลิม

๖.ผู้ที่เป็นหนี้สินที่ไม่สามารถชำระหนี้สินของตนได้

๗.จ่ายในวิถีทางของอัลลอฮฺ (ซบ.) หมายถึงภารกิจที่ก่อให้เกิดประโยชน์กับสังคมส่วนรวม และเป็นที่พึ่งพอพระทัยของอัลลอฮฺ เช่น การสร้างถนนหนทาง สะพาน หรือมัสญิด

๘. ผู้เดินทางที่ตกค้าง ซึ่งไม่มีค่าใช้จ่ายเดินทางกลับบ้าน แม้ว่าเมื่ออยู่ที่บ้านจะไม่ใช่คนยากจนก็ตาม


การกำชับความดีและห้ามปรามความชั่ว

มนุษย์ทุกคนต่างมีหน้าที่รับผิดชอบ เมื่อเห็นผู้คนในสังคมยอมรับการกระทำความชั่ว และละทิ้งการกระทำความดี ด้วยเหตุนี้ ถ้าผู้คนละทิ้งภารกิจอันเป็นวาญิบ หรือกระทำสิ่งฮะรอม ไม่อนุญาต ให้เฉยเมยหรือมองไม่เห็นความแตกต่างเมื่อเผชิญกับสิ่งเหล่านั้น ทุกต้องร่วมมือกันในการรณรงค์วาญิบ และขัดขวางสิ่งฮะรอม การกระทำดังกล่าวนี้เรียกว่า การกำชับความดีและห้ามปรามความชั่ว

การให้ความสำคัญต่อการกำชับความดีและห้ามปรามความชั่ว

รายงานจากอิมามผู้บริสุทธิ์ (อ.) กล่าวว่า

- การกำชับความดีและห้ามปรามความชั่ว เป็นวาญิบที่มีความสำคัญที่สุด และมีเกียรติอย่างยิ่งในหมู่วาญิบทั้งหลาย

- วาญิบต่าง ๆ ของศาสนา เนื่องจากการยืนหยัดในการกำชับความดีและห้ามปรามความชั่ว

- การกำชับความดีและห้ามปรามความชั่ว เป็นความจำเป็นของศาสนา ถ้าบุคคลใดไม่ยอมรับถือว่าเป็นผู้ปฏิเสธ

- ถ้าทุกคนละเว้นการกำชับความดีและห้ามปรามความชั่ว ความจำเริญจะถูกถอดถอนไปจากสังคม และดุอาอฺจะไม่ถูกยอมรับ

คำจำกัดความของความดีและความชั่ว

บทบัญญัติของศาสนาเรียกวาญิบและมุซตะฮับทั้งหมด ว่าความดี (มะอฺรูฟ) และเรียกฮะรอมทั้งหมดว่าความชั่ว (มุนกิร) ด้วยเหตุนี้ การสนับสนุนให้ผู้คนในสังคมกระทำภารกิจต่าง ๆ อันเป็นวาญิบและมุสตะฮับ คือ การกำชับความดี ส่วนการห้ามปรามพวกเขาให้ออกห่างจากสิ่งฮะรอมและมักรูฮฺ เรียกว่า การห้ามปรามความชั่ว


การกำชับความดีและห้ามปรามความชั่ว เป็นวาญิบกิฟาอีย์ ซึ่งถ้ามีผู้ปฏิบัติพอเพียงแล้ว ถือว่าผู้อื่นหมดหน้า แต่ถ้าทุกคนละเว้นทั้งหมดทั้งที่เงื่อนไขในการปฏิบัติยังคงมีอยู่ ถือว่าทุกคนได้ละทิ้งวาญิบ 

เงื่อนไขการกำชับความดีและห้ามปรามความชั่ว

การกำชับความดีและห้ามปรามความชั่ว จะวาญิบต่อเมื่อมีเงื่อนไขบางประการ แต่ถ้าไม่มีเงื่อนไขเหล่านี้หน้าที่จะหมดไป ได้แก่

๑. ผู้ที่ทำหน้าที่กำชับความดีและห้ามปรามความชั่ว ต้องรู้ว่าสิ่งที่ผู้อื่นกำลังทำอยู่นั้น ฮะรอม และสิ่งที่ได้ละเว้นไป คือ วาญิบ* ดังนั้น บุคคลใดไม่รู้ว่าสิ่งที่เขากำลังกระทำฮะรอมหรือไม่ การห้ามปรามจึงไม่วาญิบ

* อายะตุลลอฮฺ อะลี คอเมเนอี... เช่นกันถ้ารู้ว่าผู้กระทำ รู้เรื่องการกำชับและห้ามปรามเป็นอย่างดี (อิซติฟตาอาต เล่ม ๑ หน้า ๓๓๔ คำถามที่ ๑)

๒. คิดว่าการกำชับความดีและห้ามปรามความชั่วคงจะมีผลกับเขา ฉะนั้น ถ้ารู้ว่าไม่มีผลอันใดกับเขา การกำชับและห้ามปราม ไม่วาญิบ

๓. ผู้กระทำผิดยังคงทำความผิดอยู่ แต่ถ้ารู้แน่ชัดว่าผู้กระทำผิดตัดสินใจเลิกกระทำ และจะไม่ย้อนไปกระทำอีกเด็ดขาด หรือไม่สบโอกาสในการย้อนกับไปทำอีก ดังนั้น การกำชับและห้ามปรามความชั่วไม่วาญิบ

๔. การกำชับและห้ามปรามความชั่ว ต้องไม่กลายเป็นสาเหตุนำอันตรายมาสู่ชีวิตหรือเกียรติยศ หรือเป็นอันตรายต่อทรัพย์สิน ญาติพี่น้อง คนใกล้ชิด มิตรสหาย หรือบรรดาผู้ศรัทธาคนอื่น


ขั้นตอนของการกำชับความดีและห้ามปรามความชั่ว

สำหรับการกำชับความดีและห้ามปรามความชั่วนั้นมีขั้นตอน ถ้าปฏิบัติตามขั้นตอนที่ต่ำที่สุดและประสบความสำเร็จ ไม่อนุญาตให้ปฏิบัติในขั้นตอนต่อไป ซึ่งขั้นตอนเหล่านั้นประกอบด้วย

๑. ให้ปฏิบัติตัวกับผู้กระทำความผิดเพื่อให้รู้ตัวว่าเพราะการกระทำผิดนั่นเอง เขาจึงได้รับการปฏิบัติเช่นนี้ เช่น หันหลังให้เมื่อเจอหน้ากัน หรือทำหน้าบึ้งตึงเข้าใส่ หรือไม่ไปมาหาสู่

๒. กำชับหรือห้ามปรามความชั่วด้วยคำพูด หมายถึง สั่งให้ผู้ที่ละทิ้งวาญิบปฏิบัติในวาญิบนั้น และสั่งให้ผู้กระทำบาปเลิกทำบาป

๓. ใช้กำลังห้ามปรามหรือยุติการกระทำบาป และสนับสนุนวาญิบ หมายถึงลงไม้ลงมือกับคนทำผิด*

* อายะตุลลอฮฺ อะลี คอเมเนอี หากเป็นรัฐบาลอิสลาม วาญิบสำหรับผู้มีหน้าที่กำชับความดีและห้ามปรามความชั่ว ต้องกระทำด้วยคำพูด ถือว่าเพียงพอ กรณีที่ต้องใช้กำลังต้องรายงานให้หน่วยงานพิเศษที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงทราบ ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของกรมตำรวจ (อิซติฟตาอาต เล่ม ๑ หน้า ๓๓๘ คำถามที่ ๑๐๙๐)

บัญญัติของการกำชับความดีและห้ามปรามความชั่ว

๑. วาญิบ ต้องเรียนรู้บัญญัติของการกำชับความดีและห้ามปรามความชั่ว และประเด็นต่าง ๆ เพื่อจะได้ไม่ผิดพลาดในการปฏิบัติ

๒. ถ้ารู้ว่าการกำชับความดีและห้ามปรามความชั่วจะไม่มีผล ถ้าปราศจากการขอร้อง คำแนะนำและการตักเตือน ดังนั้น วาญิบ ต้องปฏิบัติร่วมกับการขอร้องและการตักเตือน และถ้ารู้ว่าคำแนะนำและการตักเตือนเพียงอย่างเดียวโดยไม่ต้องกำชับหรือห้ามปรามมีผล วาญิบ ให้ปฏิบัติเช่นนั้น


๓. ถ้ารู้หรือคาดว่าการกำชับความดีและห้ามปรามความชั่วทำซ้ำกันบ่อย ๆ จะเกิดผล วาญิบต้องทำซ้ำกัน

๔. จุดประสงค์ของการกระทำความผิดเสมอ มิได้หมายถึงการกระทำความผิดต่อเนื่องเป็นประจำ ทว่าหมายถึงการกระทำผิดแม้ว่าจะทำซ้ำไม่บ่อยนัก ดังนั้น ถ้าละเว้นนะมาซเพียงครั้งเดียว และกำลังจะละเว้นอีก วาญิบต้องทำการกำชับความดีและห้ามปรามความชั่วทันที 

๕. การกำชับความดีและห้ามปรามความชั่ว ถ้าไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ปกครอง (ฮากิม) ไม่อนุญาตให้ทำร้ายหรือสังหารผู้กระทำผิด นอกเสียจากว่าเขาปฏิเสธภารกิจหนึ่ง ซึ่งอิสลามให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับภารกิจนั้น เช่น ถ้าผู้นั้นต้องการสังหารผู้บริสุทธิ์ และการห้ามปรามโดยปราศจากการลงไม้ลงมือเป็นไปไม่ได้

มารยาทของการกำชับความดีและห้ามปรามความชั่ว

เป็นการดีสำหรับผู้ที่กำชับความดีและห้ามปรามความชั่ว ให้ปฏิบัติเช่นนี้

๑. ให้ปฏิบัติเหมือนกับแพทย์ที่เป็นห่วงเป็นใยหรือบิดาที่มีเมตตาธรรม

๒. ตั้งใจบริสุทธิ์ กระทำสิ่งนั้นเพื่อความพึงพอพระทัยของพระเจ้า และการทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด

๓. อย่าคิดว่าตนเป็นผู้สะอาดบริสุทธิ์ เพราะตั้งมากมายที่ผู้กระทำผิดในตอนนั้นมีความประเสริฐกว่าตน และมีคุณสมบัติอันเป็นที่ยอมรับของพระเจ้า ซึ่งได้รับความเมตตาจากพระองค์ แม้ว่าขณะนั้นการกระทำของเขาจะไม่เป็นที่ยอมรับ และได้รับความกริ้วจากพระเจ้าก็ตาม


ญิฮาดและการป้องกัน

เมื่ออิสลามได้เริ่มทอแสงขึ้นศาสนา แนวทาง และนิกายซึ่งไม่เป็นที่ยอมรับต่างเตรียมพร้อมเพื่อยอมรับอิสลาม แม้ว่าจะมีอิสรเสรีในการยอมรับก็ตาม อันดับแรกท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) และตัวแทนของท่านได้อธิบายอิสลามศาสนาแห่งการช่วยเหลือแก่ประชาชน และเชิญชวนประชาชนให้มายอมรับคำเชิญของท่าน ถ้าผู้ใดดื้อรั้นจะได้รับความโกรธกริ้วจากพระองค์ ท่านได้พยายามฟันฝ่าอุปสรรคเพื่อเผยแพร่อิสลาม และต่อสู้กับผู้ปฏิเสธหรือกีดขวางแนวทางซึ่งเรียกว่า ญิฮาด

แม้ว่าวิธีการดังกล่าวจะเป็นหนึ่งในวิธีที่ทำให้อิสลามก้าวหน้าแต่ต้องอาศัยเทคนิค และวิธีการพิเศษซึ่งอยู่ในอำนาจของท่านศาสดาและตัวแทนของท่าน อีกนัยหนึ่งสามารถกล่าวได้ว่าการประกาศญิฮาดเป็นหน้าที่ของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กับบรรดาอิมาม (อ.) เท่านั้น

และในยุคที่อิมามแห่งยุคเร้นกายการญิฮาดจึงไม่วาญิบสำหรับมุสลิม* แต่มีการต่อสู้กับศัตรูด้วยวิธีอื่นซึ่งเรียกว่า การป้องกัน ซึ่งเป็นสิทธิของมุสลิมทุกคนบนโลกนี้ไม่ว่าจะอยู่ ณ ที่ใด เมื่อไหร่ และเวลาใดก็ตาม สามารถปกป้องตนเองจากการคุกคามและการโจมตีของศัตรู หรือเมื่อใดที่ศาสนาของตนตกอยู่ในอันตรายเพื่อปกชีวิตและศาสนาของตน จำเป็นต้องต่อสู้กับศัตรูและกำจัดพวกเขาให้สิ้นซาก และลำดับต่อไปจะกล่าวถึงประเภทของบทบัญญัติการป้องกันอันเป็นวาญิบ กล่าวคือ


* อายะตุลลอฮฺ อะลี คอเมเนอี การออกคำสั่งญิฮาดอิบติดาอียฺ (เริ่มญิฮาด) ในสมัยที่อิมามเร้นกายนั้น สำหรับมุจญฺตะฮิดที่มีเงื่อนไขสมบูรณ์หรือวิลายะตุลฟะกีฮฺ ผู้มีอำนาจปกครองมุสลิม ถ้าเห็นว่าเงื่อนไขญิฮาดนั้นพร้อม ก็สามารถประกาศญิฮาดได้ ซึ่งทัศนะดังกล่าวเป็นทัศนะที่แข็งแรงที่สุด (อิซติฟตาฮาต เล่ม ๑ หน้า ๓๒๑ คำถามที่ ๑๐๗๔) มีหน้าที่๒๓๐-๒๓๑ ยังไม่ได้แปล

หมวดที่ ๘ การกินและการดื่ม

อัลลอฮฺ พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงยิ่งใหญ่ ทรงมอบธรรมชาติที่สวยงาม สรรพสัตว์ทั้งหลาย พืช ผัก และผลไม้ เพื่อให้มนุษย์ได้ใช้ประโยชน์ในการกิน ดื่ม นำมาเป็นเครื่องนุ่งห่ม และทำเป็นที่อยู่อาศัย และใช้ทำประโยชน์ด้านอื่น ๆ ตามความต้องการของมนุษย์ แต่เพื่อให้เกียรติและเคารพในสิทธิของบุคคลอื่น และเพื่อปกป้องชีวิตมนุษย์ให้มีความสมบูรณ์แข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจ จึงวางบทบัญญัติในเรื่องการกินและการดื่ม ดังนั้น จะขอกล่าวเฉพาะประเด็นที่มีสำคัญเพื่อเป็นประโยชน์ และเป็นแนวทางในการปฏิบัติต่อไป 

ประเภทอาหาร

กรณีที่เป็นพืช ซึ่งมีทั้งผลไม้และผักต่าง ๆ

กรณีที่เป็นสัตว์ยังแบ่งออกเป็น

- สัตว์สี่เท้า มีทั้งสัตว์บ้านหรือสัตว์เลี้ยง และสัตว์ป่า

- สัตว์ปีก บางประเภทรับประทานได้และบางประเภทรับประทานไม่ได้

- สัตว์น้ำ บางประเภทรับประทานได้และบางประเภทรับประทานไม่ได้

บทบัญญัติของอาหาร

อาหารที่เป็นพืช

ผลไม้และผักทั้งหมดฮะลาล ยกเว้นพืชผักที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพร่างกาย


อาหารที่เป็นเนื้อสัตว์แบ่งเป็นหลายประเภท

          ๑. สัตว์สี่เท้าที่เลี้ยงตามบ้าน (สัตว์บ้าน)

                          - เนื้อฮะลาล เช่น วัว แกะตระกูลต่าง ๆ และอูฐ

                          - เนื้อมักรูฮฺ เช่น ม้า ฬ่อ ลา

                          - เนื้อฮะรอม เช่น สุนัข สุกร แมว และสัตว์อื่น ๆ ที่คล้ายคลึงกัน

          ๒. สัตว์ป่า

          - เนื้อฮะลาล เช่น กวาง วัวประเภทต่าง ๆ ม้าลาย และ แพะภูเขา

          - เนื้อฮะรอม สัตว์ดุร้ายทั้งหมด ตลอดจนสัตว์ที่มีเขี้ยวและกงเล็บ เช่น เสื้อ สิงโต หมี หมาป่า และสัตว์อื่น ๆ ที่อยู่ในประเภทเดียวกัน

๑. สัตว์ดุร้ายทุกชนิดเนื้อฮะรอม แม้ว่าสภาพชีวิตเมื่อเทียบพละกำลังแล้วจะอ่อนแอกว่าสัตว์ดุร้ายอื่น ๆ ก็ตาม เช่น สุนัขจิ้งจอก

๒. การกินเนื้อกระต่าย ฮะรอม

๓. แมลงทุกชนิด ฮะรอม

๓. สัตว์ปีก (นกต่างๆ)

นกและสัตว์ปีกที่ต่อไปนี้ เนื้อฮะลาล ได้แก่

- นกพิราบ และนกในตระกูลนกพิราบ                   

          - นกกระจอก และนกที่อยู่ในตระกูลนกกระจอก

          - ไก่

          นกและสัตว์ปีกต่อไปนี้เนื้อฮะรอม ได้แก่

          - ค้างคาว

          - นกยูง

          - นกกา (และนกประเภทเดียวกับกา)

          - นกทั้งหมดที่มีกงเล็บ เช่น นกอินทรีย์ เหยี่ยว เป็นต้น

          - นกที่เวลาบินแล้วกางปีกเล่นลม

ประเด็นสำคัญ

          ๑. การกินเนื้อนกนางแอ่น นกฮุดฮุด (หมายถึงนกหัวขวาน) (นกที่มีหงอนขนตั้งตรง) เป็นมักรูฮฺ

          ๒.ไข่ไก่และไข่นกทุกประเภทขึ้นอยู่กับเนื้อ ถ้าเนื้อฮะลาลไข่ก็ฮะลาล ถ้านื้อฮะรอมไข่ก็ฮะรอมตามไปด้วย 

          ๓. ตั๊กแตน จัดอยู่ในประเภทของนก เนื้อฮะลาล         

๔. สัตว์น้ำ

          ๑. สัตว์น้ำเค็ม เฉพาะปลามีเกล็ดและนกทะเลบางประเภทเนื้อฮะลาล สัตว์น้ำจืดเช่นเดียวกันเฉพาะปลามีเกล็ดเท่านั้นที่ฮะลาล ซึ่งรวมไปถึงนกเป็ดน้ำ

          ๒.กุ้ง เนื้อฮะลาล

เงื่อนไขการกิน

          สัตว์ที่เนื้อฮะลาลไม่ได้หมายความว่าสามารถกินได้ทั่วทั้งตัวมี ๑๕ ชนิด ในตัวสัตว์ที่ไม่สามารถรับประทานได้ถือว่า ฮะรอม ได้แก่เลือด อุจจาระ ขี้เพลี้ย อวัยวะสัตว์ตัวผู้ อวัยวะสัตว์ตัวเมีย มดลูก อิฮฺติยาฎวาญิบ ปลีกมดลูกทั้งสอง ต่อม (อวัยวะคัดหลั่ง) ไข่สัตว์สี่เท้า (อัณฑะ) เม็ดเล็ก ๆ คล้ายเม็ดถั่วอยู่ในสมองสัตว์ ไขสันหลัง เส้นประสาท ถุงน้ำดี ม้าม ถุงปัสสาวะ และแก้วตาดำ

๑. กินดินฮะรอม 

๒. กินดินกัรบะลาอฺเล็กน้อยเพื่อชิฟาอะฮ์ (รักษา)โรคภัยไข้เจ็บ ไม่เป็นไร

๓. กินหรือดื่มนะญิซฮะรอม

๔. กินสิ่งที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพฮะรอม เช่น กินอาหารที่มีใขมันมากสำหรับคนป่วยเป็นอันตราย ฮะรอม


๕.กินอัณฑะสัตว์สี่เท้าที่เนื้อฮะลาล ฮะรอม

๖.ดื่มสุราและของเหลวทุกชนิดที่ทำให้เมา ฮะรอม

๗.เป็นวาญิบสำหรับมุสลิมทุกคน ที่ต้องให้อาหารและเครื่องดื่มแก่มุสลิมคนอื่นที่หิวกระหาย หรือต้องช่วยชีวิตเพื่อให้รอดพ้นจากความตายเพราะความหิวกระหาย

๘. กินอาหารและทรัพย์สินของคนอื่นที่เจ้าของไม่อนุญาต ฮะรอม ถึงแม้ว่าจะเป็นกาฟิรก็ตาม ถือว่าทรัพย์สินของพวกเขามีเกียรติ และเป็นที่เคารพสำหรับพวกเขา เช่น การฟิรที่อาศัยอยู่ในประเทศมุสลิม

๙. อาหารที่ไม่ใช่เนื้อสัตว์ หมายถึงอาหารประเภทผัก ถั่ว ผลไม้ หรืออาหารที่สกัดมาจากนมสัตว์ที่เนื้อฮะลาล เช่น เนยแข็ง นมเปรี้ยว เนย หรือครีม หรือไข่ไก่ ไข่นกที่เนื้อฮะลาล หรือขนมปัง บิสคิท ขนมปังกรอบ ขนมปังอ่อน ช็อกโกแลต หมากฝรั่ง ขนมหวาน และอื่น ๆ ที่ไม่ได้ทำมาจากเนื้อสัตว์ สะอาดและฮะลาล ถึงแม้ว่าไม่ได้ทำมาจากประเทศมุสลิม หรือไม่ได้ซื้อมาจากมุสลิมก็ตาม เว้นเสียแต่ว่ามั่นใจว่าสิ่งนั้นนะญิซ ดังนั้น ปัญหาดังกล่าวสามารถกล่าวได้เช่นนี้ว่า

- มั่นใจว่าไม่ได้สัมผัสกาฟิร หรือไม่ได้โดนความเปียกชื้น หรือไม่เป็นนะญิซในลักษณะอื่น ถือว่าสะอาดและฮะลาล

- สงสัยว่าเป็นนะญิซหรือไม่ ถือว่าสะอาดและฮะลาล

- คาดว่าเป็นนะญิซ แต่ไม่มั่นใจ ถือว่าสะอาดและฮะลาล

- รู้ว่าได้สัมผัสกับร่างกายกาฟิร หรือนะญิซในลักษณะอื่น ถือว่านะญิซและฮะรอม


กินและดื่มสิ่งฮะรอมเพื่อรักษาเยียวยา

ประเด็นต่อไปนี้กินและดื่มสิ่งที่ฮะรอมไม่เป็นไร

- การรักษาชีวิตขึ้นอยู่กับสิ่งฮะรอม เช่น อยู่ในสถานที่ซึ่งไม่มีอาหารอื่นอีกนอกจากอาหารฮะรอม ถ้าไม่รับประทานอาจทำให้เสียชีวิตได้

- การรักษาอาการป่วยไข้ ซึ่งการรักษาธรรมดาทั่วไปไม่อาจเป็นไปได้ ต้องอาศัยการกินหรือดื่มสิ่งที่ฮะรอม และวิธีรักษาต้องพึ่งยาประเภทนั้นเพียงอย่างเดียว

- บีบบังคับให้กินหรือดื่มสิ่งที่ฮะรอม ในลักษณะที่ว่าถ้าไม่กินอาจมีอันตรายกับชีวิต หรือทรัพย์สิน หรือทำให้อายขายหน้า หรือชีวิต หรือเกียรติยศของผู้ศรัทธาผู้มีความสำคัญต่อสังคมตกอยู่ในอันตราย

- ตะกียะฮฺเพราะเกรงว่าอันตรายอาจจะเกิดกับชีวิตและทรัพย์สิน ดังที่กล่าวมาแล้วก่อนหน้านี้

๑. การกินหรือดื่มสิ่งฮะรอม อนุญาตให้กินได้แค่เพียงจำเป็นเท่านั้น มากไปกว่านั้นไม่อนุญาต

๒. การรักษาพยาบาลด้วยวิธีฮะรอม อนุญาตเมื่อแพทย์เฉพาะโรคผู้มีความเชี่ยวชาญและมีชื่อเสียงได้ลงความเห็นว่าการรักษามีวีธีนั้นวิธีเดียว

มารยาทการรับประทานอาหาร

มุสตะฮับ (สิ่งที่ดีควรปฏิบัติ)

๑. ให้ล้างมือก่อนและหลังการรับประทานอาหาร

๒. ให้กล่าว บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานิรเราะฮีม ก่อนรับประทานอาหาร และเมื่ออิ่มแล้วให้กล่าวว่า อัลฮัมดุลิลลาฮฺ

๓. ให้รับประทานด้วยมือขวา

๔. ให้รับประทานคำเล็ก ๆ


๕.ให้เคี้ยวอาหารให้ละเอียดก่อนกลืน

๖. ก่อนรับประทานผลไม้ควรล้างให้สะอาดเสียก่อน

๗.ถ้านั่งรับประทานร่วมกันหลายคนควรตักอาหารที่วางอยู่ตรงหน้าเท่านั้น

๘. เจ้าของบ้าน หรือเจ้าภาพควรเริ่มรับประทานก่อนและอิ่มที่หลัง

มักรูฮฺ (สิ่งที่น่าเกลียด)

๑. รับประทานอาหารขณะอิ่ม

๒. รับประทานมาก

๓. มองหน้าคนอื่นขณะรับประทานอาหาร

๔. รับประทานอาหารที่ร้อนจัดเกินไป

๕. เป่าอาหารให้เย็นขณะรับประทาน

๖. ตัดขนนปังด้วยของมีด

๗. นำขนมปังวางไว้ใต้จานอาหาร

๘. ขว้างผลไม้ทิ้งก่อนที่จะรับประทานให้หมด

มารยาทการดื่ม

มุซตะฮับขณะดื่ม (เฉพาะสิ่งที่จำเป็น)

๑. ตอนกลางวันให้ยืนดื่มน้ำ

๒. ก่อนที่จะดื่มน้ำให้กล่าวว่า บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานิรเราะฮีม เมื่ออิ่มแล้วให้กล่าวว่า อัลฮัมดุลิลลาฮฺ

๓. ให้ดื่มน้ำสามอึก (อย่าดื่มน้ำคราวเดียวจนอิ่ม)

๔. หลังจากดื่มน้ำให้ระลึกถึงท่านอิมามฮุซัยนฺ (อ.)และครอบครัวที่ถูกสังหารอย่างเหี้ยมโหด ณ แผ่นดินกัรบะลาอฺ และสาปแช่งผู้ที่ร่วมกันสังหารท่าน


มักรูฮฺขณะดื่มน้ำ

๑. ดื่มน้ำมากเกินไป

๒. ดื่มน้ำหลังจากรับประทานอาหารมัน

๓. ดื่มน้ำด้วยมือซ้าย

๔. ยืนดื่มน้ำเวลากลางคืน

การมอง

การมองเห็นเป็นหนึ่งในความโปรดปรานที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ดังนั้น มนุษย์ควรใช้ความโปรดปรานดังกล่าวเพื่อสร้างความสมบูรณ์ และพัฒนาตนเองไปสู่ความสมบูรณ์นั้น หรืออย่างน้อยที่สุดควรใช้ให้เป็นประโยชน์ที่สุด

การมองธรรมชาติที่สวยงาม ถ้าไม่เป็นการล่วงละเมิดสิทธิของคนอื่นไม่เป็นไร แต่การปกปิดตนเองไม่ให้คนอื่นเห็น หรือการมองเพศตรงข้ามที่แต่งงานกันได้มีเงื่อนไขที่เฉพาะเจาะจง ซึ่งจะขอกล่าวบางประการเท่านั้น

มะฮ์รอมกับนอมะฮ์รอม (ฆ็อยรุมะฮ์รอม)

มะฮ์รอม หมายถึงบุคคลที่แต่งงานกันไม่ได้ ฮะรอม ฉะนั้น การมองกันของคนกลุ่มนี้ไม่มีขอบเขตเหมือนกับคนบางกลุ่ม

บุคคลที่สมรสด้วยไม่ได้สำหรับเด็กชายและผู้ชาย

๑. มารดา และย่าหรือยาย

๒. ลูกสาวหรือลูกสาวของบรรดาบุตร (หลานสาว)

๓. พี่หรือน้องสาว

๔. ลูกสาวของน้องหรือพี่สาว (หลานสาว)

๕. ลูกสาวของน้องหรือพี่ชาย (หลานสาว)

๖. อาสาว (อาของตน หรือของบิดา หรือมารดา)

๗. น้าสาว (น้าของตน หรือของบิดา หรือมารดา)

ฮะรอมโดยสาเหตุ

บุคคลกลุ่มดังกล่าวมามีความสัมพันธ์ทางสายเลือด จึงเป็นญาติสนิทที่ไม่สามารถแต่งงานกันได้

 แต่มีบุคคลอีกกลุ่มหนึ่งเนื่องจากการแต่งงาน จึงทำให้เป็นฮะรอมสำหรับเด็กผู้ชาย หรือผู้ชาย ได้แก่

๑. มารดาของภรรยา หรือย่า ยายของเธอ

๒. ลูกสาวภรรยา (ลูกติดมาจากสามีเก่า) แม้ว่าไม่ใช่ลูกสาวตนเอง ถ้าได้ใกล้ชิดกับภรรยาแล้ว ตลอดจนผู้หญิงที่ไม่ใช่ภรรยาถ้าได้ใกล้ชิดกับเธอแล้ว ไม่สามารถใกล้ชิดกับลูกสาวของเธอได้

๓. ภรรยาของบิดา (ภรรยาน้อยแม้ว่าจะเลิกกันไปแล้ว)

๔. ภรรยาของลูกชาย (ลูกสะใภ้)


หญิงอื่นนอกจากที่กล่าวมาแล้ว ถือว่าเป็นนอมะฮ์รอม หมายถึงสามารถแต่งงานกันได้ ไม่ว่าจะเป็นอดีตภรรยาของพี่ชาย หรือน้องชาย น้องหรือพี่สาวภรรยาที่เลิกกันแล้ว (ตราบที่ยังเป็นภรรยาอยู่ไม่สามารถแต่งงานกับน้องหรือพี่สาวของเธอได้) ฮะรอม หมายถึงไม่อนุญาตให้แต่งงานกับหญิงที่เป็นพี่น้องกัน นอกเสียจากว่าเลิกกันหรือว่าเสียชีวิต

บุคคลที่สมรสด้วยไม่ได้สำหรับเด็กหญิงหรือผู้หญิง

๑. บิดาหรือปู่ ตา

๒. ลูกชาย หรือลูกชายของบรรดาบุตร (หลานชาย)

๓. พี่หรือน้องชาย

๔. ลูกชายของน้องหรือพี่สาว (หลานชาย)

๕. ลูกชายของน้องหรือพี่ชาย (หลานชาย)

๖. อา (อาของตน หรือของบิดา หรือมารดา)

๗. น้า (น้าของตน หรือของบิดา หรือมารดา)

ฮะรอมโดยสาเหตุ

บุคคลกลุ่มดังกล่าวมามีความสัมพันธ์ทางสายเลือด จึงเป็นญาติสนิทที่ไม่สามารถแต่งงานกันได้ แต่มีบุคคลอีกกลุ่มหนึ่งเนื่องจากการแต่งงาน จึงทำให้ฮะรอมสำหรับเด็กผู้หญิง หรือผู้หญิง ได้แก่

๑. สามี

๒. บิดาสามี และปู่ ตา

๓. ลูกชายสามี (ลูกติดภรรยาเก่า) ถึงแม้ว่าไม่ใช่ลูกชายของตน และหลานชายของเขา

๔. สามีใหม่ของมารดา (ถ้าได้ใกล้ชิดกับมารดาแล้ว)

๕. สามีของลูกสาว (ลูกเขย)


ถ้าหญิงได้ให้นมตามเงื่อนไขที่กล่าวไว้ในตำราฟิกฮฺ เด็กชายคนนั้นไม่สามารถแต่งงานกับนางและคนอื่น ๆ (ญาติสนิทของนาง) ได้ อีกนัยหนึ่งกล่าวได้ว่า แม่นม ฮะรอมไม่สามารถแต่งงานกันได้  (อยู่ในฐานะเดียวกันกับมารดาของตนเอง)

ชายอื่นนอกจากที่กล่าวมาแล้ว ถือว่าเป็นนามะฮฺรัม หมายถึงสามารถแต่งงานกันได้ไม่ว่าจะเป็นอดีตสามีของพี่หรือน้องสาว น้องหรือพี่สามีที่เลิกกันแล้ว 

การมองบุคคลอื่น

๑. สามีกับภรรยาสามารถมองกันได้ทั่วเรือนร่าง แม้ว่าจะมองเพราะความเสน่หาก็ตาม

๒. นอกจากสามีกับภรรยาแล้ว การมองบุคคลอื่นถ้ามองด้วยความเสน่หา หรือมองด้วยความใคร่ ฮะรอม แม้ว่าจะเป็นเพศเดียวกันก็ตาม เช่น การมองของชายต่อชาย หรือมองเพศตรงข้าม เช่น ชายมองหญิง ไม่ว่าหญิงนั้นจะแต่งงานด้วยได้หรือไม่ และไม่ว่าจะมองส่วนใดของร่างกายก็ตามอยู่ในเงื่อนไขเดียวกันทั้งหมด 

๓. ชายมองหญิงถึงแม้ว่าจะไม่ได้มองด้วยความใคร่หรือด้วยความเสน่หาก็ตาม มีเงื่อนไขที่เฉพาะเจาะจงให้ปฏิบัติ ซึ่งจะขอนำเสนอบางประการ เช่น

ชายมองหญิง

๑. ถ้าเป็นมะฮฺรัม (แต่งงานกันไม่ได้)

- ถ้ามองอวัยวะสงวน ฮะรอม

- ถ้าไม่ใช่อวัยวะสงวน อนุญาต

๒. นอมะฮ์รอม (สามารถแต่งงานกันได้)


- อนุญาตให้มองใบหน้าและฝ่ามื่อแค่ข้อมือ

- อวัยวะส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย ฮะรอม

การแต่งงาน

๑. บุคคลที่ไม่มีภรรยาจึงได้ละเมิดทำสิ่งที่ฮะรอม เช่น มองหญิงอื่นด้วยความเสน่หา ดังนั้น วาญิบ ต้องแต่งงาน

ภรรยาที่ดี

เป็นการดีสำหรับบุรุษและสตรีควรพิจารณาบุคลิกลักษณะของคนที่จะแต่งงานด้วย ก่อนที่จะตัดสินใจแต่งงาน และไม่ควรมองที่ฐานะหรือความสวยงาม หรือความหล่อแต่เพียงอย่างเดียว บุคลิกและคุณลักษณะภรรยาที่ดี ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) กล่าวว่า

๑. เป็นหญิงมีความรักและเมตตา

๒. เป็นหญิงที่สะอาดบริสุทธิ์

๓. เป็นหญิงที่รักยิ่งของคนในครอบครัว

๔. เป็นหญิงที่เคารพ ให้เกียรติ และถ่อมตนต่อสามี

๕. เป็นหญิงที่รักนวลสงวนตัว และเสริมสวยให้สามีของเธอดูเพียงคนเดียว

๖. เป็นหญิงที่เชื่อฟังปฏิบัติตามสามี


ภรรยาที่ไม่ดี

คุณลักษณะของภรรยาที่ไม่ดีตามรายงานของท่านศาสดา (ซ็อลฯ)

๑. เป็นหญิงที่ไม่มีเกียรติในครอบครัว

๒. เป็นหญิงที่มีความอิจฉาริษยาและมีอคติ

๓. เป็นหญิงที่ไม่มีความยำเกรง

๔. เป็นหญิงที่ชอบแต่งตัวโอ้อวดชายอื่น

๕.  เป็นหญิงที่ไม่เชื่อฟังสามี

อักดฺแต่งงาน  (ข้อผูกมัด)

๑. การแต่งงานจำเป็นต้องอ่านคำสัญญาที่เฉพาะเจาะจง อันเป็นข้อผูกมัดระหว่างสามีกับภรรยา เพียงแค่ฝ่ายชายและฝ่ายหญิงพึงพอใจกันและกันไม่เพียงพอ ดังนั้น เพียงแค่การสู่ขอตราบที่ยังไม่ได้อ่านอักดฺ ไม่สามารถเป็นมะฮฺรัมกันได้ ซึ่งไม่ได้แตกต่างกับชายหญิงอื่นแต่อย่างใด

๒. ถ้าอ่านคำแต่งงาน (อักดฺนิกาฮฺ) ผิดเพียงคำเดียว อันเป็นเหตุทำให้ความหมายเปลี่ยนไป อักดฺนิกาฮฺบาฏิล 

ตัวอย่างการอ่านอักดฺนิกาฮฺ

๑. ถ้าฝ่ายหญิงและชายต้องการอ่านอักดฺ (ข้อผู้กมัด) ด้วยตัวเองให้กล่าวดังนี้ว่า

ให้ฝ่ายหญิงเริ่มก่อนว่า เซาวัจตุกะ นัฟซี อะลัซเซาะดากิลมะอฺลูม (ฉันแต่งงานกับท่านด้วยมะฮัรตามที่ตกลง)

ฝ่ายชายต้องตอบรับโดยไม่ทิ้งช่องว่างว่า เกาะบิลตุต ตัซวีญะ (ฉันยอมรับการแต่งงานนี้)

หรือฝ่ายหญิงกล่าวว่า อันกะฮฺตุกะ นัฟซี อะลัซเซาะดากิลมะอฺลูม (ความหมายเหมือนกัน)


ฝ่ายชายต้องตอบรับโดยไม่ทิ้งช่องว่างว่า เกาะบิลตุน นิกาฮะ

กรณีที่ฝ่ายชายและฝ่ายหญิงมอบให้ตัวแทน (วะกีล) เป็นผู้อ่านอักดฺแทน สมมุติว่าฝ่ายหญิงชื่อว่า ฟาฏิมะฮฺ และฝ่ายชายชื่อว่า มุฮัมมัด ตัวแทนต้องกล่าวเช่นนี้ว่า

ตัวแทนฝ่ายหญิง เซาวัจตุ มุวักกิละตี ฟาฏิมะฮฺ มุวักกิละกะ มุฮัมมัด อะลัซเซาะดากิลมะอฺลูม  (ฉันทำการแต่งงานผู้มอบอำนาจของฉันฟาฏิมะฮฺ กับผู้มอบอำนาจของท่านมุฮัมมัด ด้วยมะฮัรตามที่ตกลง)

ตัวแทนฝ่ายชายต้องตอบรับโดยไม่ทิ้งช่องว่างว่า เกาะบินตุ ลิมุวักกิลี มุฮัมมัด อะลัซเซาะดากิลมะอฺลูม (ฉันยอมรับการแต่งงานเพื่อผู้มอบอำนาจของฉัน มุฮัมมัด ด้วยมะฮัรตามที่ตกลง)

เงื่อนไขของอักดฺนิกาฮฺ

๑. ต้องกล่าวเป็นภาษาอาหรับอย่างถูกต้อง อิฮฺติยาฎวาญิบ ถ้าชายและหญิงไม่สามารถกล่าวเป็นภาษาอาหรับได้ ให้กล่าวด้วยภาษาใดก็ได้ซึ่งให้ความหมายของ (ฉันได้แต่งงานกับท่าน...ฉันยอมรับการแต่งงาน) ถือว่าถูกต้อง ไม่จำเป็นต้องมอบให้ตัวแทนกล่าว

๒. ชายหรือหญิงหรือตัวแทนของทั้งสองที่ทำหน้าที่อ่านอักดฺต้องเนียต อินชาอฺ เวลาอ่านอักดฺด้วย หมายถึงถ้าชายกับหญิงอ่านเอง เวลาที่ฝ่ายหญิงกล่าวอักดฺ เซาวัจตุกะ นัฟซี ต้องเนียตว่าฉันได้มอบตนเป็นภรรยาของคุณแล้ว และฝ่ายชายเมื่อตอบรับว่า เกาะบิลตุต ตัซวีญะ ต้องเนียตว่า ฉันยอมรับการเป็นภรรยาของเธอสำหรับฉัน

ถ้าตัวแทนทั้งสองเป็นผู้อ่านอักดฺเมื่อกล่าวว่า เซาวัจตุ และ เกาะบินตุ  ต้องเนียตว่าชายและหญิงที่มอบให้ตนเป็นตัวแทนได้เป็นสามีภรรยากัน


๓. ผู้ที่ทำหน้าที่อ่านอักดฺต้องมีสติสัมปชัญญะ และอิฮฺติยาฎวาญิบ ต้องบรรลุนิติภาวะตามศาสนบัญญัติ

๔.ผู้ที่เป็นตัวแทนในการอ่านอักดฺ เวลากล่าวนั้นต้องเอ่ยชื่อของชายและหญิงด้วย หรือเวลาอ่านต้องชี้ไปที่ทั้งสองให้ชัดเจน สมมุติว่าครอบครัวหนึ่งมีบุตรสาวหลายคน ตัวแทนฝ่ายหญิงได้กล่าวกับฝ่ายชายว่า ฉันแต่งงานบุตรสาวคนใดคนหนึ่งกับท่าน ฝ่ายชายรับว่า ฉันยอมรับ ขณะที่กล่าวอักดฺไม่ได้ระบุให้ชัดเจนว่าเป็นคนไหน ดังนั้น อักดฺบาฏิล

๕. ชายและหญิงต้องยินยอมในการแต่งงาน มิใช่เกิดจากการขู่บังคับ

Contents

หมวดที่ ๑ อิจญฺติฮาด และ ตักลีด.

ศาสนาอิสลามครอบคลุมอยู่บนหลัก ๓ ประการ กล่าวคือ.

หลักความศรัทธา

หลักการปฏิบัติ.

เงื่อนไขการปฏิบัติ.

หลักการคำนวณนับอายุบาลิฆ.

การแบ่งบทบัญญัติ(บทบัญญัติ)

การแบ่งบทบัญญัติอีกลักษณะหนึ่ง

อิจญฺติฮาด.

แหล่งข้อมูลของบทบัญญัติ.

ปฐมบทการอิจญฺติฮาด.

ประเภทของการอิจญฺติฮาด.

การตักลีด.

วิธีพิสูจน์มุจญฺตะฮิดที่มีความรู้สูงสุด. ๑๓

มุจญฺตะฮิด ที่มีความรู้สูงสุด สามารถพิสูจน์ได้ ดังนี้. ๑๓

แนวทางการรู้จักฟัตวา (คำวินิจฉัย) ของมุจญฺตะฮิด. ๑๔

หน้าที่ของบุคคลที่ปฏิบัติโดยปราศจากการตักลีดหรือตักลีดไม่ถูกต้อง ๑๖

หลักการอิฮฺติยาฏ. ๑๗

หน้าที่ของผู้แจ้งฟัตวา ๑๙

เงื่อนไขที่แตกต่างในการได้รับฟัตวาของมุจญฺตะฮิด. ๑๙

หมวดที่ ๒ ความสะอาด. ๒๓

เงื่อนไขเกี่ยวกับความสะอาด. ๒๓

ปฐมบทของนมาซ. ๒๔

บทบัญญัติเกี่ยวกับนะญิซ (สิ่งโสโครก) ๒๕

ปัสสาวะและอุจาระ. ๒๕

บทบัญญัติเกี่ยวกับซากศพ. ๒๕

ขอบเขตของสมรภูมิ. ๒๖

ซากสัตว์. ๒๖

ประเด็นต่อไปนี้อยู่ในเงื่อนไขของความสะอาด. ๒๗

ผลิตภัณฑ์จากนม. ๒๘

อิซติฟตา(คำวินิจฉัย) ๒๙

บทบัญญัติเกี่ยวกับเลือด. ๒๙

ประเด็นต่อไปนี้ถือว่าอยู่ในกฎของความสะอาด. ๓๐

สุรา และสิ่งมึนเมา ๓๐

กาฟิร. ๓๑

กาฟิร และนะญิซ. ๓๑

สิ่งที่สะอาดนะญิซได้อย่างไร?. ๓๒

มุเฏาะฮิรอต (สิ่งทำความสะอาด) ๓๔

สิ่งที่เปื้อนนะญิซจะสะอาดได้อย่างไร?. ๓๔

ประเภทของน้ำ.. ๓๕

บทบัญญัติเกี่ยวกับน้ำผสม. ๓๖

ประเภทของน้ำบริสุทธิ์. ๓๖

บทบัญญัติเกี่ยวกับน้ำน้อย. ๓๗

บทบัญญัติของน้ำกุร  น้ำไหล  และน้ำบ่อ. ๓๗

คุณลักษณะบางอย่างของน้ำฝน. ๓๘

บทบัญญัติความสงสัยเกี่ยวกับน้ำ.. ๓๘

น้ำสามารถชำระล้างสิ่งที่เป็นนะญิซให้สะอาดได้อย่างไร?. ๓๙

เงื่อนไขการทำความสะอาดภาชนะ. ๔๐

วิธีล้างเมล็ดและถั่วต่าง ๆ. ๔๑

ประเด็นสำคัญ. ๔๒

เงื่อนไขของน้ำที่ใช้ทำความสะอาดนะญิซมีดังนี้. ๔๒

พื้นดิน. ๔๒

สองสามประเด็นสำคัญ. ๔๓

๓. แสงแดด. ๔๔

เงื่อนไขการทำความสะอาดของแสงแดด. ๔๔

สองสามประเด็นสำคัญ. ๔๕

๔. การแปรสภาพ. ๔๕

๖. การเข้ารับอิสลาม. ๔๗

๗.  การตาม. ๔๗

๘. การสลายตัวของนะญิซ. ๔๘

บทบัญญัติเกี่ยวกับการขับถ่าย. ๕๐

มุซตะฮับ สิ่งที่ดีควรปฏิบัติในขณะขับถ่ายได้แก่. ๕๐

มักรูฮฺ สิ่งที่น่ารังเกียจในขณะขับถ่ายได้แก่. ๕๐

สถานที่ ฮะรอมสำหรับการขับถ่าย. ๕๑

สถานที่มักรูฮฺ (น่าเกลียด) สำหรับการขับถ่าย. ๕๑

การทำความสะอาดช่องทวารเบาและหนัก. ๕๑

หมวดที่ ๓ ปฐมบทของนมาซ. ๕๒

วุฎูอฺ. ๕๒

วุฏูอฺอย่างไร. ๕๒

ขั้นตอนของวุฎูอฺ. ๕๓

คำอธิบายขั้นตอนวุฏูอฺ. ๕๓

การเช็ดศีรษะ. ๕๕

การเช็ดเท้า ๕๖

ปัญหาร่วมระหว่างการเช็ดศีรษะและเท้า ๕๖

วุฎูอฺอิรติมาซียฺ. ๕๗

เงื่อนไขของวุฎอฺ. ๕๘

เงื่อนไขของอวัยวะวุฏูอฺ. ๕๙

เงื่อนไขและวิธีทำวุฏูอฺ. ๖๐

เงื่อนไขของผู้ทำวุฏูอฺ. ๖๑

ประเด็นสำคัญ. ๖๑

วุฎูอฺญะบีเราะฮฺ (วุฎูอฺเมื่อมีบาดแผล) ๖๑

วิธีการทำวุฎูอฺที่มีบาดแผล. ๖๒

เงื่อนไข  ๒ ประการเกี่ยวกับผ้าพันแผลกล่าวคือ. ๖๓

ความสงสัยเกี่ยวกับวุฎูอฺ. ๖๓

สองสามประเด็นสำคัญ. ๖๕

สิ่งที่เป็นมุซตะฮับสำหรับวุฏูอฺ. ๖๘

สิ่งที่เป็นมักรูฮฺสำหรับวุฏูอฺ. ๖๙

ปัญหาปลีกย่อย. ๖๙

ฆุซุลฺ (การอาบน้ำตามศาสนบัญญัติ) ๗๐

ประเภทของฆุซุลฺวาญิบ ร่วมระหว่างชายกับหญิง ๗๐

ฆุซลฺญินาบะฮฺ. ๗๑

ซูเราะฮฺซัจญฺดะฮฺวาญิบประกอบด้วย. ๗๓

เงื่อนไขเกี่ยวกับฆุซุลฺ. ๗๔

ความสงสัยเกี่ยวกับฆุซุลฺ. ๗๖

ฆุซุลมัซมัยยิต (สัมผัสผู้ตาย) ๗๗

ฆุซุลมัยยิต (การอาบน้ำคนตาย) ๗๘

ฆุซุลที่เฉพาะสำหรับผู้หญิง ๗๘

เงื่อนไขสำหรับหญิงที่มีอิสติฮาเฎาะฮฺ. ๗๙

การทำตะยัมมุม. ๗๙

วิธีทำตะยัมมุม. ๘๐

ขั้นตอนการทำตะยัมมุม มีดังต่อไปนี้. ๘๐

สิ่งที่อนุญาตให้ตะยัมมุมได้  มีดังนี้. ๘๑

สองสามประเด็นสำคัญ. ๘๑

เงื่อนไขที่ถูกต้องของตะยัมมุม. ๘๒

คำถามท้ายบท. ๘๒

บทเรียนที่ ๙ นมาซ. ๘๓

ประเภทของนมาซ. ๘๓

นมาซวาญิบ. ๘๓

นมาซมุซตะฮับ. ๘๓

เวลาของนมาซประจำวัน. ๘๔

เวลาอะซานซุบฮฺ. ๘๖

เวลาซุฮรฺ. ๘๗

เวลามัฆริบ. ๘๗

เงื่อนไขเกี่ยวกับเวลานมาซ. ๘๗

อัล-กิบละฮฺ. ๘๙

กิบละฮฺ และกฎเกณฑ์ต่างๆ. ๘๙

เสื้อผ้าของผู้นมาซ. ๙๐

ขนาดที่ต้องปกปิด. ๙๐

สภาพดังต่อไปนี้นมาซด้วยร่างกาย และเสื้อผ้าเปื้อนนะญิซ บาฏิล. ๙๒

สภาพดังต่อไปนี้นมาซด้วยร่างกาย และเสื้อผ้าเปื้อนนะยิซ นมาซถูกต้อง ๙๒

คำถามท้ายบท. ๙๓

บทเรียนที่ ๑๐ สถานที่นมาซ. ๙๔

สถานที่นมาซต้องมีเงื่อนไข  ดังต่อไปนี้. ๙๔

เงื่อนไขสถานที่นมาซ. ๙๔

เงื่อนไขของมัสญิด. ๙๖

การกระทำเกี่ยวกับมัสญิดต่อไปนี้เป็นฮะรอม. ๙๖

การกระทำเกี่ยวกับมัสญิดต่อไปนี้เป็นมักรูฮฺ. ๙๖

การอะซานและอิกอมะฮฺ. ๙๗

คำกล่าวอะซานและอิกอมะฮฺดังนี้. ๙๗

อะซาน. ๙๗

คำกล่าวอิกอมะฮ. ๙๘

คำถามท้ายบท. ๙๙

หมวดที่ ๔ วาญิบต่าง ๆ มุบฏิลลาตและความสงสัยนมาซ. ๑๐๐

วาญิบต่าง ๆ ของนมาซ. ๑๐๐

สิ่งที่เป็นข้อบังคับ (วาญิบ) ของนมาซ. ๑๐๐

สิ่งที่เป็น รุกนฺ ของนมาซมี  ๕ ประการกล่าวคือ. ๑๐๐

สิ่งที่ไม่ได้เป็น รุกนฺ ของนมาซมี ๖ ประการ กล่าวคือ. ๑๐๐

ความแตกต่างระหว่างสิ่งที่เป็นรุกุนฺกับสิ่งที่ไม่ใช่รุกุนฺ. ๑๐๑

เงื่อนไขและวาญิบต่าง ๆ ของนมาซ. ๑๐๑

เนียต. ๑๐๑

ตักบีเราะตุลอิฮฺรอม. ๑๐๑

วาญิบต่าง ๆ ของตักบีเราะตุลอิฮฺรอม. ๑๐๒

กิยาม. ๑๐๒

เงื่อนไขของการยืนตรง ๑๐๒

กะรออัต. ๑๐๓

เงื่อนไขของการอ่าน. ๑๐๔

มุสตะฮับบางประการของการอ่าน. ๑๐๖

การกล่าวซิกรฺ. ๑๐๖

การรุกูอฺ. ๑๐๖

วาญิบต่าง ๆ ของรุกูอฺ. ๑๐๗

คำกล่าว ซิกรฺรุกูอฺ. ๑๐๗

ร่างกายต้องนิ่งในรุกูอฺ. ๑๐๗

ต้องยืนตรงและนิ่งหลังจากรุกูอฺ. ๑๐๗

หน้าที่ของผู้ที่ไม่สามารถรุกูอฺตามปกติได้. ๑๐๘

ลืมรุกูอฺ. ๑๐๘

มุสตะฮับสำหรับรุกูอฺ. ๑๐๘

ซูญูด. ๑๐๙

วาญิบต่าง ๆ ซัจญฺดะฮฺ. ๑๐๙

การซิกรฺ. ๑๐๙

ความสงบนิ่ง ๑๑๐

การวางอวัยวะทั้ง ๗ ส่วนให้จรดพื้น. ๑๑๐

บริเวณซัจญฺดะฮฺต้องเสมอราบ. ๑๑๐

ต้องวางหน้าผากลงบนสิ่งที่อนุญาตให้ซัจญฺดะฮฺ. ๑๑๑

เงื่อนไขการซัจดะฮฺ. ๑๑๑

หน้าที่ของผู้ที่ไม่สามารถซัจญฺดะฮฺเหมือนปกติได้. ๑๑๒

มุซตะฮับต่าง ๆ ของซัจญฺดะฮฺมีดังต่อไปนี้. ๑๑๒

ซัจญฺดะฮฺวาญิบกรุอาน. ๑๑๒

การตะชะฮุด. ๑๑๓

การกล่าวสลาม. ๑๑๔

การทำตามขั้นตอน. ๑๑๔

การกระทำต่อเนื่อง ๑๑๔

การกล่าวกุนูต. ๑๑๕

ดุอาอฺหลังนมาซ. ๑๑๕

สิ่งที่ทำให้นะมาซบาฏิล  (มุบฏิลลาต) ๑๑๖

เงื่อนไขสิ่งที่ทำให้นมาซบาฏิล. ๑๑๖

การพูดในนมาซ. ๑๑๗

หัวเราะและร้องไห้. ๑๑๗

การผินหน้าออกจากกิบละฮฺ. ๑๑๗

ทำลายรูปแบบนมาซ. ๑๑๘

การกอดอกขณะนมาซ. ๑๑๘

การกล่าวอามีน. ๑๑๘

การกระทำที่เป็นมักรูฮฺ (น่าเกลียด) ในนมาซ. ๑๑๙

ข้อสงสัยในนมาซ. ๑๑๙

ประเภทของความสงสัยในนมาซ. ๑๑๙

ความสงสัยที่ทำให้นมาซบาฏิล. ๑๒๐

ความสงสัยที่ไม่ต้องใส่ใจ. ๑๒๐

สงสัยนมาซที่มีสี่เราะกะอัต และนมาซบาฏิล. ๑๒๑

เงื่อนไขความสงสัยจำนวนเราะกะอัต  ของนมาซ ๔ เราะกะอัต และนมาซถูกต้อง ๑๒๑

ตัวอย่างการสงสัยจำนวนเราะกะอัตนมาซ. ๑๒๒

ข้อควรจำ.. ๑๒๓

เงื่อนไขอันเป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป. ๑๒๔

นมาซอิฮฺติยาฏ. ๑๒๕

ข้อแตกต่างระหว่างนมาซอิฮฺติยาฏ กับนมาซอื่น. ๑๒๖

ซัจญฺดะฮฺซะฮฺวียฺ. ๑๒๖

หมวดที่ ๕ นมาซต่าง ๆ. ๑๒๗

นมาซเดินทาง (มุซาเฟร ) ๑๒๗

สองสามประเด็นสำคัญ. ๑๒๗

บางกรณีการเดินทางต้องนมาซเต็ม. ๑๒๘

สถานที่เหล่านี้ต้องนมาซเต็ม. ๑๒๙

บ้านเกิดเมืองนอนหมายถึงที่ไหน. ๑๒๙

สำหรับผู้เดินทางที่นมาซเต็ม. ๑๓๐

นมาซชดเชย (เกาะฏอ) ๑๓๑

นมาซเกาะฎอแทนบิดา ๑๓๒

นมาซญะมาอะฮฺ. ๑๓๓

ความสำคัญ ของนมาซญะมาอะฮฺ. ๑๓๔

เงื่อนไขของนมาซญะมาอะฮฺ. ๑๓๔

เงื่อนไขของอิมามญะมาอะฮฺ. ๑๓๕

การเข้าร่วมนมาซญะมาอะฮฺ. ๑๓๕

เงื่อนไขนมาซญะมาอะฮฺ. ๑๓๗

หน้าที่ของมะอฺมูมในนมาซญะมาอะฮฺ. ๑๓๘

มะอฺมูมจะตามอิมามได้อย่างไร. ๑๓๘

ประเด็นสำคัญ. ๑๓๘

มุสตะฮับและมักรูฮฺนมาซญะมาอะฮฺ. ๑๓๙

นมาซญุมุอะฮฺ (วันศุกร์) ๑๓๙

ความสำคัญของนมาซญุมุอะฮฺ. ๑๔๐

จะนมาซญุมุอะฮฺอย่างไร. ๑๔๐

สิ่งที่เป็นวาญิบ. ๑๔๐

มุซตะฮับ. ๑๔๐

เงื่อนไขของนมาซญุมุอะฮฺ. ๑๔๐

หน้าที่ของผู้นมาซญุมุอะฮฺ. ๑๔๑

นมาซอายาต. ๑๔๒

วิธีการนมาซอายาต. ๑๔๒

วิธีการแบ่งซูเราะฮฺอิคลาซในการนะมาซอายาต เช่น เราะกะอัตที่ ๑. ๑๔๒

เงื่อนไขของนมาซอายาต. ๑๔๓

นมาซมัยยิต (นมาซคนตาย) ๑๔๓

วิธีการนมาซมัยยิต. ๑๔๔

เงื่อนไขของนมาซ มัยยิต. ๑๔๔

นมาซเฎาะวาฟ. ๑๔๕

นมาซนะซัร (นมาซบนบาน) ๑๔๕

นมาซมุซตะฮับ. ๑๔๕

การนมาซอีด. ๑๔๕

ช่วงเวลานมาซอีด. ๑๔๖

วิธีการนมาซอีด. ๑๔๖

นมาซนาฟิละฮฺประจำวัน. ๑๔๗

จำนวนเราะกะอัตและเวลาของนะมาซมุซตะฮับประจำวัน  มีดังนี้. ๑๔๗

นมาซเศาะลาตุลลัยนฺ. ๑๔๘

เวลาของเศาะลาตุลลัยนฺ. ๑๔๘

นมาซฆุฟัยละฮฺ. ๑๔๙

วิธีการนมาซฆุฟัยละฮฺ. ๑๔๙

หมวดที่ ๖ การถือศีลอด. ๑๕๐

คำอธิบายการถือศีลอด. ๑๕๐

ประเภทของศีลอด. ๑๕๐

ศีลอดวาญิบ. ๑๕๐

ศีลอดบางประเภทฮะรอม  (ต้องห้าม) ๑๕๑

ศีลอด มักรูฮฺ. ๑๕๒

เงื่อนไขเกี่ยวกับการถือศีลอด. ๑๕๒

เนียต (ตั้งเจตนา) ถือศีลอด. ๑๕๒

สิ่งที่เป็นสาเหตุทำให้ศีลอดบาฏิล (มุบฏิลลาต) ๑๕๓

บทบัญญัติสิ่งทีเป็นเหตุทำให้ศีลอดบาฏิล. ๑๕๓

การกระทำที่มักรูฮฺสำหรับผู้ถือศีลอด. ๑๕๖

ศีลอดเกาะฎอและกะฟาเราะฮฺ. ๑๕๖

ศีลอดเกาะฎอ. ๑๕๖

กะฟาเราะฮฺศีลอด. ๑๕๖

กรณีที่วาญิบเกาะฎอศีลอดอย่างเดียวไม่ต้องจ่ายกะฟาเราะฮฺ ได้แก่. ๑๕๗

บทบัญญัติการเกาะฎอและจ่ายกะฟาเราะฮฺ. ๑๕๗

กรณีต่อไปนี้ไม่วาญิบต้องเกาะฎอและกะฟาเราะฮฺ. ๑๕๘

ศีลอดเกาะฎอของบิดาและมารดา ๑๕๙

ศีลอดของผู้เดินทางไกล. ๑๕๙

เงื่อนไขศีลอดเดินทาง ๑๕๙

ขณะเดินทาง ๑๕๙

ซะกาตฟิฏเราะฮฺ. ๑๖๐

จำนวนซะกาตฟิฏเราะฮฺ. ๑๖๐

ประเภทของซะกาตฟิฏเราะฮฺ. ๑๖๐

หมวดที่ ๗  คุมซฺ และซะกาต. ๑๖๑

สิ่งของ ๗ ประเภทวาญิบต้องจ่ายคุมซฺ. ๑๖๑

รายจ่ายประจำปี. ๑๖๒

ทรัพย์สินบางประเภทที่ได้รับดังต่อไปนี้ไม่ต้องจ่ายคุมซฺ. ๑๖๓

ผลที่ตามมาของการไม่จ่ายคุมซฺ. ๑๖๔

บทบัญญัติของคุมซฺ. ๑๖๔

การใช้จ่ายคุมซฺ. ๑๖๕

เงื่อนไขของซัยยิดที่สามารถรับคุมซฺได้. ๑๖๕

ซะกาต (ทานบังคับ) ๑๖๕

สิ่งของวาญิบต้องจ่ายซะกาต (ทานบังคับ. ๑๖๖

ขั้นกำหนดของพืชผล. ๑๖๖

ปริมาณซะกาตที่เป็นพืชผล. ๑๖๗

บทบัญญัติของซะกาต. ๑๖๙

ผู้มีสิทธิ์รับซะกาต. ๑๗๐

การกำชับความดีและห้ามปรามความชั่ว. ๑๗๑

การให้ความสำคัญต่อการกำชับความดีและห้ามปรามความชั่ว. ๑๗๑

ขั้นตอนของการกำชับความดีและห้ามปรามความชั่ว. ๑๗๓

บัญญัติของการกำชับความดีและห้ามปรามความชั่ว. ๑๗๓

มารยาทของการกำชับความดีและห้ามปรามความชั่ว. ๑๗๔

ญิฮาดและการป้องกัน. ๑๗๕

หมวดที่ ๘ การกินและการดื่ม. ๑๗๖

ประเภทอาหาร. ๑๗๖

บทบัญญัติของอาหาร. ๑๗๖

ประเด็นสำคัญ. ๑๗๘

เงื่อนไขการกิน. ๑๗๘

กินและดื่มสิ่งฮะรอมเพื่อรักษาเยียวยา ๑๘๐

ประเด็นต่อไปนี้กินและดื่มสิ่งที่ฮะรอมไม่เป็นไร. ๑๘๐

มารยาทการรับประทานอาหาร. ๑๘๐

มุสตะฮับ (สิ่งที่ดีควรปฏิบัติ) ๑๘๐

มักรูฮฺ (สิ่งที่น่าเกลียด) ๑๘๑

มักรูฮฺขณะดื่มน้ำ.. ๑๘๒

การมอง ๑๘๒

มะฮ์รอมกับนอมะฮ์รอม (ฆ็อยรุมะฮ์รอม) ๑๘๒

บุคคลที่สมรสด้วยไม่ได้สำหรับเด็กชายและผู้ชาย. ๑๘๒

ฮะรอมโดยสาเหตุ. ๑๘๓

บุคคลที่สมรสด้วยไม่ได้สำหรับเด็กหญิงหรือผู้หญิง ๑๘๔

ฮะรอมโดยสาเหตุ. ๑๘๔

การมองบุคคลอื่น. ๑๘๕

ชายมองหญิง ๑๘๕

การแต่งงาน. ๑๘๖

ภรรยาที่ดี. ๑๘๖

ภรรยาที่ไม่ดี. ๑๘๗

อักดฺแต่งงาน  (ข้อผูกมัด) ๑๘๗

ตัวอย่างการอ่านอักดฺนิกาฮฺ. ๑๘๗

เงื่อนไขของอักดฺนิกาฮฺ. ๑๘๘