ซัยนับวีรสตรีแห่งอิสลาม
การจัดกลุ่ม ห้องสมุดประวัติศาสตร์
นักเขียน ยูซุฟ เอ็น ลาลล์ญี
ภาษาของหนังสือ تایلندی
ปีที่พิมพ์ 1404

ซัยนับ วีรสตรีแห่งอิสลาม

น้อมสดุดี

ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน โอ้ บุตรของศาสดาของอัลลอฮ์

ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน โอ้ บุตรของศาสนทูตของอัลลอฮ์

ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน โอ้ บุตรของมุฮัมมัด มุสตอฟา

ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน โอ้ บุตรของหัวหน้าของบรรดาศาสดา

ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน โอ้ บุตรของมิตรของอัลลอฮ์

ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน โอ้ บุตรของอะลี มุรตะฎอ หัวหน้าของผู้สืบทอด ผู้สัตย์จริง

ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน โอ้ บุตรของฟาฏิมะฮ์ อัซ ซะฮ์รอ หัวหน้าของสตรีแห่งสวนสวรรค์

ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน โอ้ น้องสาวของท่านอิมามฮาซันและอิมามฮูเซน หัวหน้าคนหนุ่มแห่งสวนสวรรค์

ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน โอ้ ผู้นำสตรี ผู้ใจบุญและผู้บริสุทธิ์

ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน โอ้ ผู้พิทักษ์สิทธิและความถูกต้อง


ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน โอ้ ผู้ยำเกรงอัลลอฮ์ ผู้บริสุทธิ์

ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน โอ้ ผู้รักอัลลอฮ์และอัลลอฮ์ทรงโปรดปราน ท่าน

ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน โอ้ ผู้ที่รับการถ่ายทอดความรู้มาจากบรรพบุรุษ

ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน โอ้ ผู้บรรลุถึงความรู้ด้วยตัวเอง

ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน โอ้ ผู้ที่ถูกกดขี่

ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน โอ้ ผู้ที่ต้องได้รับความทุกข์ยากทรมาน

ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน โอ้ ผู้ที่ถูกแวดล้อมด้วยความโศกเศร้า

ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน โอ้ ผู้ดำรงไว้ซึ่งสัจธรรม

ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน โอ้ ผู้ที่ถูกแวดล้อมด้วยความยากลำบาก

ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน โอ้ ผู้ที่ถูกแวดล้อมด้วยความสูญเสีย

ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน โอ้ ผู้ที่ท่วมท้นไปด้วยความทุกข์ทรมาน


ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน โอ้ ท่านหญิงซัยนับ อัล กุบรอ

ขอความสันติและความโปรดปรานของอัลลอฮ์ จงประสบแด่ท่าน.


บทที่ ๑

กำเนิดและชีวิตในวัยเยาว์

ในหนังสือ คอซอสซีซัยนาบียะฮ์ ได้บันทึกไว้ว่า

ท่านหญิงซัยนับถือกำเนิดในวันที่ ๕ ญะมาดิลเอาวัล ฮ.ศ. ๕ หรือ ๖

ท่านหญิงเป็นหลานสาวของท่านศาสดาแห่งอิสลามและท่านหญิงคอดีญะฮ์ กุบรอ เป็นบุตรสาวของท่านอิมามอะลี อิมามท่านแรกกับท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ ซะฮ์รอ บุตรสาวสุดที่รักของท่านศาสดา เป็นน้องสาวของอิมามฮาซัน และอิมามฮูเซน

ด้วยเหตุนี้ท่านจึงเป็นเชื้อสาย‘บนีฮาชิม’ อย่างแท้จริง ซึ่งเป็นสายตระกูลของท่านศาสดามุฮัมมัด ที่สืบทอดกลับไปถึงท่านศาสดาอิบรอฮีม

ในเวลาที่ท่านหญิงจะให้กำเนิดบุตรชาย อิมามอะลี ได้รีบรุดมายังบ้านของท่าน เมื่อได้รับข่าวดีจากการบอกเล่าของอิมามฮูเซน ที่ว่า “โอ้ ท่านพ่อ! พระผู้เป็นเจ้าทรงเมตตาอย่างเหลือล้น ที่ทรงประทานน้องสาวให้แก่ฉัน”


 ขณะนั้นท่านอายุเพียงสองขวบ ได้สังเกตเห็นหยาดน้ำตาปรากฏขึ้นในดวงตาทั้งสองของผู้เป็นบิดา จึงอยากจะทราบถึงสาเหตุนั้น ท่านอิมามอะลีได้ตอบว่า “โอ้ แสงสว่างแห่งดวงตาของพ่อ!

วันหนึ่งเจ้าจะเข้าใจถึงสาเหตุแห่งความโศกเศร้าในครั้งนี้”

เมื่ออิมามอะลีเข้าไปในบ้าน ท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ได้ถามถึงชื่อที่อิมามเตรียมไว้สำหรับทารกน้อย

อิมามตอบว่าเรื่องนี้ ท่านศาสดาจะจัดการเอง ท่านซัลมาน ฟาริซีซึ่งเป็นสาวกที่ใกล้ชิดที่สุดของท่าน

ศาสดาอยู่ในเหตุการณ์และได้รีบไปยังมัสยิด เพื่อบอกข่าวอันน่ายินดีนี้แก่ท่านศาสดา ซึ่งท่านได้กล่าวทั้ง

น้ำตาว่า “โอ้ ซัลมาน! ญิบรออีลบอกกับฉันว่า ทารกน้อยนี้จะต้องแบกรับภาระที่หนักยิ่ง”

ท่านศาสดาได้มายังบ้านบุตรสาวของท่าน และขอให้มอบทารกน้อยให้กับท่าน ท่านได้แนบแก้มของท่านไว้กับแก้มของทารกนั้น ท่านกอดทารกน้อยไว้ขณะที่ดวงตาทั้งสองเต็มไปด้วยน้ำตา ท่านหญิงฟาฏิมะฮ์รู้สึกประหลาดใจ จึงถามถึงสาเหตุแห่งความโศกเศร้านั้น


 ท่านศาสดาจึงตอบว่า “โอ้ ลูกรัก! วันหนึ่งจะมาถึง เมื่อเราพ่อลูกไม่มีชีวิตอยู่บนโลกนี้แล้ว ทารกน้อยนี้จะต้องพบกับโศกนาฏกรรมที่ยิ่งใหญ่”

หลังจากทราบเรื่องราวดังกล่าว ท่านหญิงหัวใจแทบแตกสลาย ท่านศาสดาจึงปลอมโยนท่านว่า “ใครก็ตามที่ร่ำไห้ต่อเหตุการณ์นี้ จะได้รับผลบุญตอบแทนเหมือนกับที่เขาร่ำไห้ให้กับโศกนาฏกรรมของอิมามฮูเซน”

หลังจากประกอบพิธีตามแบบฉบับของท่านศาสดาให้กับทารกคนใหม่ ญิบรออีลได้นำข่าวดีมาบอกกับท่านศาสดาว่า “อัลลอฮ์ ทรงประสงค์ให้ทารกน้อยมีนามว่า ‘ซัยนับ’ และนามนี้ได้ถูกบันทึกไว้บน เลาฮูลมะฟูซ”

 หลังจากพิธีอะกีเกาะฮ์ทารกน้อย จึงมีนามว่า ‘ซัยนับ ซึ่งมีความหมายว่า ‘ต้นไม้ที่มีกลิ่นหอมหวน’ หรือ ‘เครื่องประดับของบิดา’ หรือ ‘ทรัพย์สมบัติที่ดีเลิศ’


ด้วยเหตุนี้ เธอได้รับการตั้งชื่อโดยอัลลอฮ์ ผ่านทางท่านศาสดา จึงไม่มีข้อสงสัยเลยว่า ท่านมีฐานะเทียบเท่ากับ ‘ปันญ์จตาน’ (ท่านศาสดา อิมามอะลี ท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ อิมามฮาซันและอิมามฮูเซน)

ได้รับตำแหน่งที่สูงส่งจากพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งควรจะต้องบันทึกและนับรวมท่านเข้าไว้เป็นหนึ่งในบรรดาผู้ให้การสงเคราะห์ช่วยเหลือ (ชะฟาอะฮ์’) การที่ได้รำลึกถึงการพลีที่ยิ่งใหญ่และโศกนาฏกรรมที่ท่านได้ประสบ การบอกเล่ารายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องราวของความทุกข์ทรมาน การไปเยี่ยมเยือนหลุมฝังศพของท่าน การสดุดีหรือการขอพรจากพระผู้เป็นเจ้าในภาวะวิกฤติ โดยการอ้างนามของท่านในการขอการสงเคราะห์ช่วยเหลือ จะได้รับผลบุญตอบแทนอย่างมากมายแม้ว่าท่านหญิงจะไม่ได้อยู่ร่วมใน ๑๔ ผู้บริสุทธิ์ปราศจากการกระทำผิด (มะอ์ซูมีน) แต่ชีวิตของท่านก็บริสุทธิ์สะอาด ปราศจากบาปและเต็มไปด้วยการเสียสละ จึงกล่าวได้อย่างเต็มปากว่า ท่านหญิงอยู่ในสถานะเดียวกับท่านเหล่านั้น ซึ่งสิ่งนี้สามารถพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนที่ กัรบะลาอ์ เมื่ออิมามฮูเซน ได้มอบสมาชิกในครอบครัวของท่านที่เหลืออยู่ ให้อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของท่าน


ท่านศาสดากล่าวชี้แนะไว้อย่างชัดเจนว่า ทุกคนควรที่จะยอมรับว่าท่านหญิงซัยนับเป็นผู้ที่สมควรได้รับการคาราวะตลอดไป เพราะท่านทราบดีถึงภารกิจที่ท่านหญิงได้กระทำเพื่ออิสลามเหมือนกับ ‘ปันญจตาน’ คือเครื่องประดับแห่งบัลลังก์ของพระเจ้า ในทำนองเดียวกัน ท่านหญิงซัยนับคือ

เครื่องประดับแห่ง ‘เลาฮุลมะอ์ฟูซ’ สิ่งใดก็ตามที่ท่านศาสดากล่าวล้วนมาจากพระผู้เป็นเจ้า

ด้วยเหตุนี้ ประโยคนี้จึงมีความหมายที่จะต้องนำมาปฏิบัติ

ในบรรดาสตรี ๔ ท่านที่อัลลอฮ์ทรงยกเกียรติให้ คือ

- ท่านหญิงคอดิยะฮ์ บินติ คุวัยลิด ภรรยาคนแรกของท่านศาสดา

- ท่านหญิงมัรยัม บินติ อิมรอน มารดาของท่านศาสดาอีซา

 (พระเยซู)

- ท่านหญิงอาซียะฮ์ บินติ มะซาฮิม ภรรยาของฟิรอูน และ

- ท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ บินติ มุฮัมมัด บุตรสาวของท่านศาสดา

จากสี่ท่านนี้ สองท่านที่มีความใกล้ชิดกับท่านหญิงซัยนับมากที่สุด ท่านที่หนึ่งคือคุณยายและท่านที่สองคือมารดาของท่าน


จากการสืบเชื้อสายมาจากท่านศาสดา ทำให้ท่านหญิงมีลักษณะท่าทางเหมือนกับท่านหญิงคอดีญะฮ์ กุบรอ คือมีรูปร่างสูงโปร่งงดงาม มีวาทะศิลป์ในการพูดเหมือนกับบิดาของท่านคืออิมามอะลี ในยามที่ท่านหญิงกล่าวสุนทรพจน์ดูราวกับว่า ท่านอิมามอะลีกำลังกล่าวอยู่อย่างไรอย่างนั้น

ในคำปราศรัยนั้นมีความไพเราะและมีพลัง ซึ่งเป็นที่ประทับใจแก่ผู้ที่ได้รับฟัง ท่านหญิงเป็นแบบฉบับของความบริสุทธิ์และความสุภาพอ่อนโยน สืบทอดมาจากท่านหญิงฟาฏิมะฮ์มารดาของท่าน ท่านหญิงมีรูปร่างที่สง่างาม (ใครที่พบเห็นจะต้องสะดุดตา) เป็นที่สะดุดตาแก่ผู้พบเห็น ใบหน้าของท่านมีรัศมีผุดผ่องเหมือนใบหน้าของท่านศาสดา อุปนิสัยใจคอและอารมณ์ของท่านจะเหมือนกับอิมามฮาซัน แต่มีความกล้าหาญอดทนเหมือนกับอิมามฮูเซน


การอบรมเลี้ยงดู

ท่านหญิงถูกอบรมเลี้ยงดูมาในบ้าน ซึ่งแสงแห่งอิสลามได้เริ่มส่องประกายขึ้นในจักรวาล สตรีท่านแรกที่ยอมรับอิสลามและสร้างรากฐานของมัน คือท่านหญิงคอดีญะฮ์ กุบรอ ภรรยาคนแรกของท่านศาสดา สตรีท่านที่สองที่ยอมเสียสละทุกสิ่งทุกอย่างเพื่ออิสลาม คือ ท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ บุตรสาวของท่านศาสดา และหลังจากการสิ้นชีวิตของท่าน ท่านหญิงซัยนับ ผู้เป็นบุตรสาวก็แบกรับภารกิจนี้สืบต่อมา ดังพิสูจน์ให้เห็นได้จากเหตุการณ์สังหารหมู่ที่กัรบะลา และเหตุการณ์หลังจากนั้นไม่อาจหาใครเสมอเหมือนได้อีก ไม่ว่าจะเป็นการเสียสละที่ยิ่งใหญ่ที่ท่านยอมพลีให้

ความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวในการกล่าวคำปราศรัย การดูแลปกป้องบรรดาเด็กๆ ในยามที่เกิดเพลิงไหม้และถูกปล้นสะดมในกองคาราวาน ทั้งๆ ที่ ท่านเป็นสตรีเพศ ท่านไม่ยอมสะทกสะท้านที่จะต้องเผชิญหน้ากับอันตรายทั้งปวง ในยามวิกฤติเช่นนั้น ท่านกล้าที่จะเผชิญหน้าและแสดงบทบาทรับผิดชอบอย่างที่บุรุษปุถุชนธรรมดาไม่สามารถทำให้สำเร็จได้


ท่านหญิงเป็นผู้ที่มีความใกล้ชิดกับอิมามฮูเซนอย่างมาก ความรักที่มีต่อท่านอิมามซึมซับอยู่ในสายเลือด แม้แต่ในยามเด็กที่นอนอยู่ในเปล พี่ชายท่านจะต้องแวะมาหาท่านอย่างน้อยวันละ ๔ ครั้ง ถ้าไม่เช่นนั้น ท่านหญิงจะร้องไห้งอแง ความรักที่ท่านมีต่อพี่ชายมากมาย จนไม่สามารถจินตนาการได้ ในยามที่ท่านได้เห็นพี่ชาย ใบหน้าของท่านจะเป็นประกายสดชื่น จนท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ปรารภกับท่านศาสดาว่า “ซัยนับรักฮูเซนเหลือเกิน จนไม่อาจแยกจากกันได้เลย”

ในช่วงห้าปีแรก ท่านหญิงมีชีวิตอยู่ร่วมกับท่านตาของท่าน เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขอย่างที่สุดในชีวิต ตราบที่ท่านศาสดายังมีชีวิตอยู่ ท่านหญิงจะได้รับความเคารพนับถือและให้เกียรติ

ท่านถูกอบรมเลี้ยงดูมาในบ้าน ซึ่งพระผู้เป็นเจ้าได้ส่งญิบรออีลและคัมภีร์อัลกุรอานลงมา บ้านซึ่งบรรดามะลาอิกะฮ์เคยลงมาเป็นองครักษ์ปกป้องปวงภัย ไม่ว่าใครจะมาจากใกล้หรือไกลก็จะพากันให้ความเคารพนับถือ


บ้านหลังนี้ และใครที่มีความประสงค์สิ่งใดเขาก็จะได้รับการตอบสนอง สถานที่แห่งนี้เอง ที่เป็นสถานที่ ซึ่งท่านได้รับการอบรมฝึกฝน ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เมื่อท่านศาสดาสิ้นชีวิต

ในวันที่ ๒๘ ซอฟัร ฮ.ศ. ๑๑

ท่านหญิงซัยนับจะโศกเศร้าอาดูรปานใด ความโศกเศร้าไม่อาจบรรยายได้ เมื่อประตูบ้านของมารดาของท่านถูกคุกคามโดยศัตรู พวกเขาได้ใช้เชือกมัดรอบต้นคอของอิมามอะลี บิดาของท่าน เพื่อพาไปยังมัสยิด

 และบังคับให้ท่านอิมามยอมให้สัตยาบันกับค่อลีฟะฮ์

เหตุการณ์เหล่านี้ทำร้ายจิตใจของท่านหญิงอย่างแสนสาหัส และความทุกข์ยากนั้นเพิ่มเป็นทวีคูณ เมื่อสวนฟะดักซึ่งเป็นของขวัญที่ท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ได้รับมาจากท่านศาสดาถูกยึดไป

นี่เป็นการเริ่มต้นของความทุกข์ยากหลังจากการสิ้นชีวิตของบิดาและมารดา

หลังจากการสิ้นชีวิตของท่านศาสดา การปฏิบัติการที่เลวร้ายเกิดขึ้นกับท่านหญิงฟาฏิมะฮ์อย่างมากมาย ท่านต้องอดทนต่อสภาพเหล่านั้น ด้วยความกล้าหาญ แต่หัวใจของท่านได้แตกสลาย ท่านมีชีวิตอยู่ได้เพียง ๗๕ วัน หลังจากที่ท่านศาสดาสิ้นชีวิต


 ท่านหญิงซัยนับมีอายุเพียง ๕ ขวบ สิ่งที่ได้ทำให้ท่านตกใจมาก น่าประหลาด! ดูราวกับว่าในช่วงชีวิตของท่านศาสดา บุคคลและบ้านที่เคยได้รับความเคารพนับถือ มาบัดนี้กลายเป็นเป้าจากการถูกโจมตีของผู้ที่เคยแสดงตัวว่าจงรักภักดีต่อท่าน

บทเรียนที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาแห่งการสิ้นชีวิตของมารดา ทำให้ท่านยืนหยัดอยู่ได้อย่างดียิ่งใน

ช่วงเวลาแห่งการสังหารหมู่ที่กัรบะลา

การอบรมสั่งสอนที่ท่านได้รับจากท่านศาสดา เป็นเสาหลักแห่งชีวิตหลังจากการสิ้นชีวิตของมารดา ท่านหญิงได้รับการอบรมเลี้ยงดูโดยท่านอิมามอะลี บิดาของท่าน

ทายาทของท่านหญิง

ใน ฮ.ศ. ๑๖ ท่านหญิงสมรสกับอับดุลลอฮ์ บุตรของญะอ์ฟัร ฏอยยัร มีบุตรชาย ๔ คน คือ ท่านอูน ท่านมุฮัมมัด ท่านอับบาสและท่านอะลี มีบุตรสาว ๑ คน คือ ท่านหญิงกุลซูม สองในสี่ท่านคือท่านอูนและมุฮัมมัด ถูกสังหารเป็นผู้สละชีพที่กัรบะลาพร้อมกับอิมามฮูเซน


ท่านอับบาสไม่มีบุตร ท่านอะลีเป็นผู้เดียวในสายของท่านหญิงซัยนับและอับดุลลอฮ์ที่มีทายาทสืบต่อมา ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนาม ‘อาลีซัยนาบียะฮ์’ จากหนังสือ ‘อะลี อัดลุ วัช ผู้สละชีพ” ท่านศาสดาและท่านอะลีได้กล่าวว่า ทายาทของท่าน

หญิงนับรวมเป็นทายาทของพวกท่านด้วย ท่านหญิงกัลโซมบุตรสาวของท่านสมรสกับ กอเซ็ม บุตรของมุฮัมมัด น้องชายของอับดุลลอฮ์.


บทที่ ๒

อับดุลลอฮ์ บิน ญะอ์ฟัร ฏอยยัร

เมื่อย่างเข้าสู่วัยสาว ท่านหญิงซัยนับมีผู้หมายปองในตัวท่านมากมาย หนึ่งในนั้นคือ อะซารบุตรของกอยส์ ผู้นำที่เข้มแข็งคนหนึ่งของอาหรับ ท่านอิมามไม่เห็นชอบและไม่ยินยอม เพราะท่านมีผู้ที่หมายมั่นไว้ในใจอยู่แล้ว คืออับดุลลอฮ์ หลานชายของท่าน บุตรของญะอ์ฟัร ฏอยยัร ท่านศาสดาก็ได้เคยหมายมั่นไว้เช่นกัน เมื่อท่านเฝ้ามองอับดุลลอฮ์และท่านหญิงซัยนับตั้งแต่ยังเยาว์ เมื่ออับดุลลอฮ์อายุ ๒๒ปี จึงมาสู่ขอท่านหญิง ซึ่งอิมามอะลีก็ยินดี และเตรียมการจัดพิธีสมรสขึ้น ในขณะนั้นท่านหญิงซัยนับอายุเพียง ๑๑ ปี พิธีได้จัดขึ้นในปี ฮ.ศ. ที่ ๑๖

สิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ที่เป็นเหตุผลหนึ่งของท่านศาสดา ในการเลือกอับดุลลอฮ์ให้กับท่านหญิงซัยนับ ก็เพราะท่านคือบุตรของท่านญะอ์ฟัร

บุตรของอบูฏอลิบ พี่ชายของท่านอิมามอะลี ซึ่งรู้จักกันในนาม


‘ญะอ์ฟัร ฏอยยัร’ ท่านเป็นมุสลิมกลุ่มแรกที่ออกเดินทางไปเผยแผ่ศาสนาในอบิสซีเนียเพื่อประกาศสัจธรรม

  ‘นมาซญะอ์ฟัร ฏอยยัร’ เป็นนมาซที่ท่านศาสดาสอนให้ท่าน ซึ่งจะได้รับการตอบรับอย่างรวดเร็ว และ เป็นการขออภัยโทษในบาปใหญ่ ท่านถูกสังหารในสงคราม ‘มูตะฮ์’ โดยแขนของท่านถูกตัดจนขาดทั้งสองข้าง ท่านศาสดาร่ำไห้ต่อการสูญเสีย ในครั้งนี้อย่างมาก แต่ท่านก็ได้รับการบอกข่าวดีจากญิบรออีลว่า

ท่านญะอ์ฟัรได้รับปีกทั้งสองข้างแล้ว และจะโบยบินไปพร้อมๆ กับบรรดามะลาอิกะฮ์บนสวนสวรรค์

ท่านศาสดาจึงรุดไปปลอบโยนครอบครัวของผู้กล้าหาญ ท่านลูบที่ศีรษะสมาชิกในครอบครัวทุกคนพร้อมกับอุ้มอับดุลลอฮ์ไว้บนตัก และขอพรต่ออัลลอฮ์ให้คุ้มครองดูแลครอบครัวของญะอ์ฟัร พร้อมกับให้พรอับดุลลอฮ์ในการดำรงชีวิตท่านศาสดารักอับดุลลอฮ์ และเคยนำไปมัสยิดกับท่าน

 ด้วยเหตุนี้ไม่น่าประหลาดใจว่า เหตุใดท่านจึงเลือกอับดุลลอฮ์ให้กับท่านหญิงซัยนับ


ครั้งหนึ่งเมื่ออับดุลลอฮ์ลงทุนซื้อฝูงแกะ ท่านศาสดาได้ขอพรต่ออัลลอฮ์ให้ประทานความสำเร็จให้ท่าน ตั้งแต่นั้นมาอับดุลลอฮ์ก็มีฐานะมั่งคั่ง เจริญรุ่งเรือง ท่านมาจากตระกูลบนีฮาชิม เป็นคนใจบุญเอื้อเฟื้อ เป็นที่รู้จักกันในนาม “กุตูบูศ ซอคเราะฮ์ ” ท่านเป็นคนสง่างาม นิสัยดี รูปร่างของท่านคล้ายคลึงกับอับดุลลอฮ์บิดาของท่านศาสดา จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ชื่อนี้ถูกเลือกไว้สำหรับท่าน

เมื่ออิมามอะลี ย้ายไปอยู่ที่กูฟะฮ์ และสถาปนาเป็นเมืองหลวงของท่าน หลังจากต้องรับตำแหน่งค่อลีฟะฮ์ อับดุลลอฮ์และท่านหญิงซัยนับ จึงติดตามไปด้วยและพักอยู่ที่นั่น จนกระทั่งอิมามอะลี ถูกสังหาร ท่านทั้งสองจึงย้ายกลับมาอยู่ที่มะดีนะฮ์ด้วยหัวใจที่แตกสลาย อิมามอะลีมีความพึงพอใจในตัวของอับดุลลอฮ์มาก ซึ่งท่านจะมาเยี่ยมเยือนพบปะพูดคุยกับอิมามอะลีจนเป็นกิจวัตร เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับคำสอนของอิสลาม เพราะท่านเคยได้ยินท่านศาสดากล่าวว่า “ฉันคือนครแห่งความรู้ และอะลีคือประตูของมัน”

อับดุลลอฮ์เคยเป็นแม่ทัพที่มีทหารใต้บังคับบัญชาถึง ๑๐,๐๐๐ คนในสงครามญะมัล (อูฐ) และเคยถูกส่งไปสู้รบในสงครามซิฟฟีน มุอาวิยะฮ์เคยชักชวนให้อับดุลลอฮ์มาเข้าร่วมกับเขา แต่มันเป็นไปไม่ได้


แม้แต่จะคิดเกี่ยวกับข้อเสนอนี้ เพราะท่านคิดเสมอว่า มุอาวิยะฮ์คือศัตรูตัวฉกาจของอิสลาม หลังจากสิ้นอิมามอะลี ท่านก็ยอมรับอิมามฮาซัน เป็นอิมามของท่าน หลังจากนั้นก็อยู่กับอิมามฮูเซนท่านได้ส่งบุตรชายทั้งสองคือ อูนและมุฮัมมัดไปเพื่อช่วยเหลืออิมามฮูเซน ที่กัรบะลา และเมื่อข่าวการสละชีพของบุตรทั้งสองมาถึง ท่านได้ยกมือขึ้นและขอบคุณต่ออัลลอฮ์ ท่านเสียชีวิตเมื่ออายุ ๘๘ ปี

ท่านศาสดานับรวมท่านไว้เป็นหนึ่งในสมาชิกครอบครัว ด้วยเหตุนี้ จึงควรที่จะมอบความเคารพนับถืออย่างสูงให้กับท่าน และผู้หนึ่งควรจะคิดว่า ท่านก็เป็นหนึ่งในครอบครัวของท่านศาสดา.


บทที่ ๓

แบบฉบับแห่งคุณธรรมและจิตวิญญาณที่บริสุทธิ์

ท่านหญิงซัยนับ ได้รับการสืบทอดคุณสมบัติทุกประการมาจากมารดาของท่าน คือท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ ซะฮ์รอ (ซ) สุนทรพจน์ของท่านมีแบบฉบับมาจากบิดา ความอดทนอดกลั่นมาจากพี่ชายของท่านคืออิมามฮาซัน

ส่วนความกล้าหาญและความสามารถในการควบคุมตนเองมาจากอิมามฮูเซน ท่านเป็นหลานสาวของท่านศาสดา เป็นลูกของอิมาม เป็นน้องสาวของอิมาม และเป็นอาของอิมาม

สายเลือดของการเป็นศาสดาและอิมามรวมอยู่ในตัวของท่าน นอกจากมารดาแล้วไม่มีใครเสมอเหมือนท่านเลย

การดำเนินชีวิตของท่าน เป็นแบบฉบับแห่งคุณธรรม ที่ปรากฏอยู่ในตัวท่านโดยอนุมัติของพระผู้เป็นเจ้า


ท่านเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติเพรียบพร้อมสมบูรณ์ทุกด้านอย่างที่ปุถุชนธรรมดาไม่สามารถจะเป็นได้เลย พลังและความบริสุทธิ์ทางด้านจิตวิญญาณของท่านเป็นที่น่าประหลาดใจ แม้ในด้านความรู้ที่สูงสุดและในทุกๆด้าน ท่านปฏิบัติตามหลักการและมาตราฐานที่มารดาของท่านได้วางไว้ เป็นแม่แบบแห่งการมีคุณธรรมและกล้าหาญสำหรับผู้หญิงทุกคน นับเป็นการสมควรที่เราจะพยายามและดำเนินรอยตามแบบฉบับของท่านเมื่อใดก็ตามที่มีโอกาส

ด้วยพระเมตตาของพระผู้เป็นเจ้า ท่านหญิงได้พัฒนาตนเองจนถึงขั้นจุดสูงสุด จนท่านไม่รู้จักว่า ความกลัวคืออะไร? ทำให้มาถึงจุดที่สมบูรณ์ที่สุด ซึ่งอาจจะเปรียบได้กับตำแหน่งผู้ที่ใกล้ชิดกับพระผู้เป็นเจ้า (วลียุลลอฮ์) ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ท่านเป็นเช่นนั้น พระผู้เป็นเจ้าทรงประสงค์ให้ท่านพิสูจน์ตัวเองให้โลกรับรู้จากเหตุการณ์ที่กัรบะลา ถึงคุณสมบัติที่หาได้ยากยิ่ง ซึ่งท่านก็ทำให้ชาวโลกได้ประจักษ์ และในการที่มอบบุตรชายสุดที่รักทั้งสองเป็นพลีเพื่อช่วยเหลืออิมามฮูเซน ท่านก็ไม่เคยคิดเป็นอื่นใด


นอกจากการดำรงไว้ซึ่งอิสลาม ตามแนวทางที่ท่านศาสดาวางไว้ ท่านแสดงความรับผิดชอบตามหน้าที่ ที่ได้รับมอบหมายสำหรับท่านแต่ผู้เดียวจากพระผู้ทรงสร้าง และได้ทำตามพระประสงค์อย่างครบถ้วนสมบูรณ์

มารดาของมูซา (โมเสส) ไม่สามารถทนต่อการพรากจากลูกน้อยของเธอได้ แต่สำหรับท่านหญิงซัยนับต้องพลัดพรากจากลูกชายสุดที่รักทั้งสองจากการถูกสังหาร และยังต้องเห็นสภาพของสมาชิกในครอบครัวของท่านถึง ๑๗ ชีวิต ต้องถูกตัดขาดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ศีรษะถูกเสียบไว้ที่ปลายหอก

ท่านศาสดาได้รวมท่านหญิงไว้ในครอบครัววงศ์วานของท่าน

(อะฮ์ลุลบัยต์) ท่านหญิงสมควรที่จะได้รับสิทธิในคำกล่าวอำนวยพร (ซอละวาต) ที่เรากล่าวหลังการนมาซ เพราะท่านหญิงคือส่วนหนึ่งของท่านศาสดาและเป็นทายาทที่ใกล้ชิดของท่าน


ความมหัศจรรย์

รายงานต่อไปนี้ถูกบันทึกโดย ท่านฮัจญีซัยยิด มุฮัมมัด บากิรแห่งสุลตอนสานาบาด ซึ่งปรากฏในหนังสือ ‘ดารุสสลาม ของฮัจญีมิรซาฮูเซน นูรี และยังปรากฏในหนังสือ ‘กุลซาร อัคบารี’ ท่านได้บันทึกไว้ว่า

 “เมื่อตัวฉันกำลังศึกษาศาสนาอยู่ที่เมืองบูรูกาด ในอิหร่าน ฉันได้ล้มป่วยลง มีอาการติดเชื้ออย่างรุนแรงที่ดวงตา จึงต้องกลับไปยังบ้านเกิด และที่นั่นฉันได้รับคำแนะนำให้ไปที่กัรบะลา เพื่อรับการรักษาโรคนี้ ฉันจึงเดินทางไปอิรัก ในช่วงหลังนี้อาการอักเสบหนักขึ้น จนต้องใช้พลาสเตอร์ปิดตาไว้

วันหนึ่งฉันนอนหลับไป ในความฝันฉันมองเห็นท่านหญิงซัยนับ ท่านหญิงเข้ามาใกล้ฉันและใช้ชายผ้าคลุมศีรษะของท่านลูบไปบนดวงตาของฉัน เมื่อฉันรู้สึกตัวตื่นขึ้น รู้สึกว่าอาการปวดที่ตาหายไปและรู้สึกสบายขึ้น

ในตอนเช้าฉันได้เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้แก่ผู้แสวงบุญคนอื่นๆ ฟัง และเพื่อเป็นการพิสูจน์ความจริง


พวกเขาได้เปิดพลาสเตอร์ที่ปิดตาของฉันออก และพบว่าดวงตาของฉันหายบวมและกลับสู่สภาพปกติเหมือนเดิม ฉันขอบคุณต่อพระผู้เป็นเจ้าในการช่วยเหลือ โดยการขอการสงเคราะห์ (ชะฟาอะฮ์) ผ่านท่านหญิงซัยนับ”

ความรู้ของบรรดาวงศ์วานของท่านศาสดา (อะฮ์ลุลบัยต์) ได้รับโดยตรงจากพระผู้เป็นเจ้า พวกท่านไม่เคยได้รับจากผู้อื่น พวกท่านสามารถรับรู้เรื่องราวเหตุการณ์ทั้งในอดีตและอนาคต และถ้าจำเป็นพวกท่านก็จะเป็นกลุ่มแรกที่แจ้งให้ผู้คนของท่านทราบเหตุการณ์นั้นๆ ท่านจะแนะนำชี้แนะพวกเขาสู่

แนวทางที่เที่ยงตรงและถูกต้อง จะสอนพวกเขาให้ดำเนินชีวิตไปตามแนวทางที่ท่านศาสดาวางไว้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ มีความรอบรู้และลึกซึ้งในคำสอนของศาสนาเหมือนกับบรรดาอิมาม

ท่านหญิงซัยนับ ก็ได้สืบทอดมรดกในคุณสมบัตินี้มาจากมารดาของท่าน ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นที่แน่ชัดว่า ท่านหญิงซัยนับมีความสามารถเทียบเท่าบรรดาอิมาม


สิ่งที่เป็นข้อพิสูจน์เหนือความสงสัยทั้งปวงก็คือ สุนทรพจน์ของท่านหญิงที่เมืองกูฟะฮ์ หลังจากอิมามซัยนุลอาบิดีนได้ยินคำปราศรัย ท่านจึงกล่าวว่า

 “ด้วยการสรรเสริญต่ออัลลอฮ์ ท่านอามีความรู้ในเรื่องพระผู้เป็นเจ้า โดยไม่ต้องเรียนรู้มาจากผู้ใดในโลกนี้ นอกจากพระเจ้าเป็นผู้ประทานวิทยปัญญาให้กับอา”

ขณะท่านอยู่ที่เมืองกูฟะฮ์ ท่านได้จัดชั้นเรียนขึ้นเพื่อสอนบรรดาสตรีให้เข้าใจความหมายอัล กุรอาน พร้อมทั้งอบรมเกี่ยวกับเรื่องของศาสนา ครั้งหนึ่งขณะที่ท่านหญิงกำลังอธิบายความหมายของอัลกุรอานในบทที่มีอักษร กาฟ ฮา ยา อีน ซ๊อด อิมามอะลีบิดาของท่านเดินผ่านมาจึงหยุดฟัง และได้ยินว่า ท่านหญิงกำลังอธิบายบทนี้นี้อยู่ เมื่อชั้นเรียนเลิก อิมามอะลีได้บอกท่านหญิงถึงโองการที่เกี่ยวกับคำ ๕ คำนี้ ว่าเป็นความลี้ลับ ซึ่งอธิบายถึงความยากลำบาก ความทุกข์ทรมานที่ทายาทลูกหลานของท่านศาสดาของพระผู้เป็นเจ้าจะต้องถูกทดสอบ ความทุกข์ยากนี้จะเกิดขึ้นกับท่านหญิง แต่สิ่งนี้นั้นทำให้บิดาของท่านทุกข์ทรมานยิ่งกว่า จนไม่อาจคิดคำนึงถึงได้


เชค ซอดูก ได้รับการบอกเล่าจากอิมามมุฮัมมัด มะฮ์ดี ดังนี้

ท่านอิมามอธิบายให้เขารับฟังว่า คำว่า

“กาฟ, ฮา ยา อีน ซ๊อด” เป็นคำที่ลี้ลับจากพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งคำเหล่านี้ได้รับการอธิบายจากพระองค์ ให้แก่ศาสดาซะกะรียา เมื่อครั้งที่ท่านวิงวอนขอต่อพระผู้เป็นเจ้าให้ท่านรู้จักนามผู้บริสุทธิ์ทั้งห้า (ปัญจตาน)

ด้วยเหตุนี้ ญิบรออีล จึงถูกส่งลงมาเพื่อสอนนามทั้งห้าแก่ท่านศาสดา เมื่อท่านศาสดาซะกะรียาได้กล่าวนามของศาสดามุฮัมมัด อิมามอะลี ท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ อิมามฮาซัน ท่านรู้สึกมีความสุขและลืมเรื่องราวความทุกข์โศกต่างๆ ลงได้ แต่เมื่อท่านกล่าวถึงนามของอิมามฮูเซน น้ำตาของท่านก็เริ่มไหลรินและรู้สึกเศร้าใจอย่างสุดซึ้ง ท่านจึงวิงวอนขอต่อพระผู้เป็นเจ้าว่า

“โอ้พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์! ยามเมื่อข้าพระองค์กล่าวนามทั้งสี่ท่านแรก ข้าพระองค์รู้สึกมีความสุขและสดชื่นหัวใจ แต่เมื่อข้าพระองค์


กล่าวนามที่ห้า ทำไมดวงตาของข้าพระองค์จึงเต็มไปด้วยหยาดน้ำตา และร่ำไห้ด้วยเสียงอันดัง พร้อมกับรู้สึกโศกเศร้า?” และแล้วเรื่องราวของเหตุการณ์สำคัญนั้น ก็ได้ถูกเปิดเผยให้รับรู้

 ‘กาฟ’ หมายถึง กัรบะลา, ‘ฮา’ หมายถึง ฮารอกัต คือ การทำลายและความตาย ,‘ยา’ หมายถึง ยะซีด ‘อีน’ หมายถึง อาฏอช คือ ความหิวกระหาย และ ‘ซ๊อด’ หมายถึง ซอบัร คือ ท่านอิมามฮูเซนผู้อดทน และกล้าหาญ

เมื่อท่านศาสดาซะกะรียา ได้รับรู้เรื่องราวเช่นนั้น ท่านจึงออกเดินทางไปยังมัสยิดและไม่ได้ออกมาเลยเป็นเวลา ๓ วัน และบอกกับผู้คนของท่านว่า ห้ามมิให้ใครมารบกวน เพราะท่านกำลังอยู่ในความโศกเศร้ากับเหตุการณ์ที่เพิ่งได้รับรู้มา


นี่เป็นข้อเตือนใจอีกอย่างหนึ่งสำหรับผู้คนที่เย้ยหยันเรา ต่อการที่เราแสดงความโศกเศร้าเสียใจ

ต่ออิมามฮูเซน ผู้เป็นที่รัก ต่อความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสที่กัรบะลาและต่อขบวนคาราวานของเชลยที่ถูกทิ้งไว้เป็นภาระรับผิดชอบของท่านหญิงซัยนับ

ศาสดาซะกะรียา ได้วอนขอต่อพระผู้เป็นเจ้าว่า

“โอ้ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า! พระองค์จะทรงนำความโศกเศร้าให้แก่ลูกหลานของศาสดามุฮัมมัด ผู้ถูกสร้างที่ประเสริฐที่สุดของพระองค์กระนั้นหรือ?

พระองค์จะทรงยอมให้ความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสเกิดขึ้นกับครอบครัวของเขากระนั้นหรือ?

พระองค์จะทรงยินยอมให้อะลีและฟาฏิมะฮ์ต้องอดทน แม้เพียงแต่จะคิดถึงสิ่งนั้นกระนั้นหรือ?


 

โอ้พระผู้เป็นเจ้า! โปรดประทานทายาทผู้สืบทอดให้แก่ข้าพระองค์ ผู้ซึ่งจะเป็นแสงสว่างแห่งดวงตาอันอ่อนล้าของข้าพระองค์ และจะได้เป็นผู้สืบทอดและมีความสัมพันธ์กันเหมือนกับศาสดามุฮัมมัดและอิมามฮูเซน”

 และแล้วคำวิงวอนของศาสดาซะกะรียาก็ได้รับการตอบรับ ท่านได้รับแจ้งข่าวดีในการให้กำเนิดศาสดายะห์ยา

ท่านเองเคยรับรู้ถึงการให้กำเนิดของท่านหญิงมัรยัมมาแล้ว แต่ก็ต้องประหลาดใจอย่างมาก เพราะเหตุว่าภรรยาของท่านเป็นหมัน และก็ล่วงเข้าสู่วัยชราแล้ว ตั้งแต่เยาว์วัย ยะห์ยา จะสวมเสื้อผ้าที่เรียบง่ายซึ่งทำจากปอ และยังชีพด้วยอาหารธรรมดาจากใบไม้แห้งๆ  สมัยเด็กท่านเคยอยู่กับนักบวชและผู้รู้ทางศาสนาที่ตั้งมั่นอยู่ในสัจธรรมอย่างเคร่งครัด ยะห์ยาเป็นญาติของศาสดาอีซา และเป็นที่รู้จักกันในนามของ จอห์น เดอะ แบ็บติสท์


ยะห์ยา มีจิตใจที่อ่อนโยน เกรงกลัวในพระเจ้าอย่างมาก จนไม่สามารถทนฟังการกล่าวถึงการลงโทษต่างๆ ในนรกได้ ถ้าท่านได้ยินใครพูดถึงการทรมานในไฟนรก ท่านจะร่ำไห้และไม่สามารถควบคุมตัวเองต่อความเกรงกลัวในความกริ้วโกรธของพระเจ้าได้ จนต้องวิ่งหนีออกไปในทะเลทราย จนทำให้บิดา มารดาของท่านต้องรอนแรมไปในทะเลทรายเป็นวันๆ เพื่อจะตามหาท่าน

เหตุการณ์ลอบสังหารยะห์ยา

มเหสีของพระราชา มีธิดาแสนสวยที่เกิดจากสามีคนก่อนของนาง ขณะที่นางกำลังย่างเข้าสู่วัยชราและไม่ได้รับความสนใจจากพระราชา นางตั้งใจจะใช้ธิดาแสนสวยของนางผูกมัดและดึงความสนใจของพระราชา

 พระองค์ทรงปรึกษายะห์ยาเกี่ยวกับเรื่องการรับลูกเลี้ยงของพระองค์มาเป็นชายา แต่ศาสดายะห์ยาได้เตือนว่า นั่นเป็นข้อห้าม พระราชาจึงยกเลิกความตั้งใจนั้นเสีย ยังความไม่พอใจแก่มเหสีของพระองค์ ผู้เป็นมารดาของหญิงสาวเป็นอย่างมาก


ดังนั้น วันหนึ่งขณะที่พระราชากำลังอยู่ในอาการเมามายเต็มที่ มเหสีของพระองค์จึงจัดการส่งลูกสาวของนาง ซึ่งแต่งกายด้วยอาภรณ์ที่สะดุดตาเป็นพิเศษ พระราชาเมามายจนครองสติไม่อยู่ จึงเข้าหานาง แต่มารดาของหญิงสาวตั้งข้อแม้ว่า พระองค์จะต้องนำเอาศีรษะของยะห์ยามามอบให้นางเป็นรางวัลตอบแทน พระราชาจึงสั่งให้นำศีรษะของยะห์ยามาให้พระองค์ในทันที เมื่อผู้รู้ทางศาสนาทราบเรื่องเกี่ยวกับคำบัญชาของพระองค์ ได้รีบไปเข้าเฝ้าและทูลว่า

“ถ้าแม้นเลือดของยะห์ยาแม้แต่เพียงหยดเดียวต้องหลั่งลงบนดิน จะไม่มีสิ่งใดเลยแม้แต่หญ้าจะงอกเงยได้อีก”

อย่างไรก็ตาม พระราชายังยืนยันคำสั่งเดิมที่จะต้องสังหารยะห์ยา โดยให้ทิ้งเลือดของท่านลงในบ่อ และนำศีรษะใส่ถาดมาให้ บางคนแนะนำผ่านไปทางคนสนิทของพระองค์ว่า บิดาของยะห์ยาเป็นผู้หนึ่งที่คำวอนขอของท่านจะได้รับการตอบรับจากพระเจ้าเสมอ ฉะนั้นศาสดาซะกะรียาควรที่จะถูกสังหารเสียก่อน เพื่อว่าจะได้ไม่มีโอกาสได้สาปแช่งพระองค์ในการสังหารยะห์ยา พระราชาจึงสั่งให้จัดการตามนั้น


ขณะที่ศาสดาซะกะรียาและยะห์ยากำลังทำนมาซอยู่ในบ้านของท่าน คนของพระราชาก็มาถึงและจับตัวศาสดายะห์ยาไป แต่ศาสดาซะกะรียาหนีรอดไปได้ ในขณะที่ท่านถูกไล่ล่าโดยคนของพระราชา ในสภาพที่ไม่สามารถช่วยตัวเองได้ ศาสดาซะกะรียาได้สั่งให้ต้นไม้ที่อยู่ตรงหน้าท่านแยกตัวออก ท่านได้เข้าไปหลบในต้นไม้นั้น แล้วต้นไม้ก็ได้ประกบลำต้นกลับเหมือนเดิม โดยมีศาสดาซะกะรียาซ่อนอยู่ภายใน

แต่มารร้าย ศัตรูที่ชัดแจ้งของมนุษย์ ซึ่งไม่เคยยั้งมือไปจากผู้ถูกเลือกสรรจากพระองค์ เช่น ศาสดาซะกะรียา ด้วยการทำให้ชายเสื้อของท่านศาสดาโผล่ออกมาจากต้นไม้เพื่อการลวงล่อ เมื่อคนของพระราชาออกค้นหา มารร้ายในร่างของมนุษย์ได้พาพวกมันมายังต้นไม้ และชี้ให้ดูชายเสื้อที่โผล่ออกมา

พร้อมทั้งแนะนำให้สังหารศาสดาซะกะรียาโดยการตัดต้นไม้ออกเป็นสองท่อนด้วยเลื่อยที่มันเตรียมมาให้


เมื่อศาสดารู้สึกตัวว่าร่างของท่านกำลังถูกตัดออกพร้อมกับต้นไม้ ได้มีเสียงหนึ่งดังขึ้นว่า

“จงระวัง โอ้ซะกะรียาเอ๋ย! ถ้าเจ้าส่งเสียงร้องหรือร้องขอความช่วยเหลือแม้แต่น้อย ชื่อของเจ้าจะถูกลบออกจากรายชื่อของบรรดาผู้อดทน”

ศาสดาซะกะรียาจึงยอมปล่อยให้ตัวเองถูกตัดออกด้วยอาการที่เงียบสงบ ไม่ยอมปริปากจากความทุกข์ทรมานและเจ็บปวด

ยะห์ยาถูกสังหาร เลือดของท่านถูกนำไปทิ้งในบ่อน้ำ ศีรษะถูกนำเสนอต่อพระราชา น้ำในบ่อกลายเป็นสายเลือดไหลพุ่งออกมาอย่างมากมาย ไม่ว่าผู้คนจะโยนก้อนดินใส่เข้าไปในบ่อมากมายสักเพียงใด เลือดก็ยังคงหลั่งไหลออกมาไม่หยุด ทำให้ดินที่ถูกโยนใส่เข้าไปในบ่อน้ำนั้นยกตัวสูงขึ้น เป็นกองดินสูงจนกลบปากบ่อ


กลับมาสู่เรื่องของเราอีกครั้ง คุณสมบัติอันประเสริฐของท่านหญิงซัยนับอยู่ในระดับสูงสุด จนทำให้อิมามฮูเซนพี่ชายของท่าน มอบความไว้วางใจให้ดูแลรับผิดชอบบรรดาผู้ใกล้ชิดของท่าน ที่ถูกจับเป็นเชลย

 เนื่องจาก อิมามซัยนุลอาบิดีน กำลังอยู่ในอาการป่วยหนัก ท่านหญิงเคยเป็นผู้รายงานวจนะตามที่ ท่านได้เคยใช้ชีวิตร่วมอยู่กับท่านศาสดาเป็นเวลา ๕ ปีเต็ม

เชค ซอดูก และเชค ฏูซี ได้กล่าวว่า อะห์มัด บิน อิบรอฮีม เคยได้ยินจากท่านหญิงฮะกีมะฮ์ คอตูน (ป้าของท่านอิมามอัสการี) หลายเรื่อง และเรื่องหนึ่งคือ อิมามฮูเซน ได้กล่าวว่า ความรู้ของอิมามซัยนุลอาบิดีน มีความเกี่ยวพันซึ่งกันและกันกับความรู้ของท่านหญิงซัยนับ


 

ดังนั้นท่านจึงต้องรับภาระหน้าที่ของความเป็นอิมาม และด้วยเหตุนี้ ตำแหน่งของท่านหญิงจึงถูกยกขึ้นสูงเท่ากับตำแหน่งของบรรดาอิมาม

เรื่องราวเหล่านี้ได้ถูกบันทึกไว้ในหนังสือ ตะรอซูล มัศฮับ และ มัจลิส มุตตะกีน ของท่านซัยยิด อลีมกอสวี อีกด้วย

หลังการสิ้นชีวิตของท่านศาสดา ท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ ต้องตกอยู่ในภาวะที่ยากลำบาก นำความทุกข์ระทมมาสู่ท่านในเวลาต่อมา ท่านหญิงซัยนับบุตรสาวของท่านอายุได้ ๕ ขวบ ทั้งๆ ที่ยังอยู่ในวัยที่ไร้เดียงสา แต่ท่านได้ไปยังมัสยิดของท่านศาสดาเป็นประจำ ณ ที่นั้นเต็มไปด้วยบรรดาชาวผู้ช่วยเหลือ (อันศอร) และชาวผู้อพยพ (มุฮาญิรีน) ในมัสยิดมีม่านเล็กๆ กั้น หลังม่านนั้นเองท่านได้กล่าวคำปราศรัยซึ่งได้บรรยายถึง ความทุกข์ยากและปัญหาต่างๆ มากมายที่เกิดขึ้นกับมารดาของท่าน

การบรรยายครั้งนี้ใช้เวลานานถึงสองชั่วโมง ซึ่งมีผลอย่างมากกับบรรดาผู้ที่มาชุมนุมอยู่ ณ ที่นั่น ทำให้พวกเขาได้รับรู้ความจริงว่า ครอบครัวของท่านศาสดาถูกกระทำทารุณกรรมอย่างโหดร้ายเพียงใด


ท่ามกลางผู้ชุมนุมในมัสยิด ครั้งนี้ มีท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ สมาชิกในครอบครัวของท่านและบรรดาสตรีชาวอาหรับร่วมนั่งอยู่ด้วย สุนทรพจน์ของท่านได้รับการกล่าวขวัญถึงในหลายๆ วาระเมื่อมีการรายงานกันในหมู่พวกเขา และตลอดชั่วชีวิตของท่านหญิงท่านได้จดจำเหตุการณ์นี้อยู่เสมอมาตลอดไป

ครั้งหนึ่งท่านหญิงได้ถามคำถามต่ออิมามอะลี ว่า “โอ้ ท่านพ่อ! ท่านรักหนูไหม?” อิมามอะลี ตอบว่า “แน่นอนที่สุด! แก้วตาของพ่อ”

ด้วยเหตุนี้ท่านหญิงจึงถามต่อไปว่า “โอ้ ท่านพ่อ! จะเป็นไปได้หรือ ที่ผู้หนึ่งจะมีสองความรักในหัวใจดวงเดียว ความรักในพระเจ้าและความรักในบุตรสาว?” พร้อมกันนี้ ท่านหญิงได้ตอบคำถามที่ท่านตั้งขึ้นเองว่า

 “ความรักที่บริสุทธิ์แท้จริง คือความรักในพระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น

ส่วนความรักในบรรดาลูกๆ เป็นไปโดยพระประสงค์ของพระองค์

ด้วยเหตุนี้ การที่ท่านรักพวกเราจึงเป็นไปตามธรรมชาติ?”

บรรดาผู้ที่ได้รับมอบหมายหน้าที่รับผิดชอบในการสืบทอดเรื่องราว และพิทักษ์รักษาแบบฉบับ (ซุนนะฮ์)  ของท่านศาสดาและบรรดาอิมามไว้


นับเป็นผู้ที่ได้รับใช้แนวทางของอิสลามอย่างมากมาย และจัดอยู่ในฐานะที่สูงส่งในสายตาของพระผู้เป็นเจ้า ท่านเหล่านั้นได้รับเกียรติให้เป็นผู้พิทักษ์ปกป้องศาสนา

 ท่านศาสดาเคยกล่าวว่า

 “ผู้ที่ปราดเปรื่องในความรู้ทางศาสนาอย่างแท้จริงนั้น มีฐานะเท่าเทียบกับศาสดาของบนีอิสรออีล”

ไม่มีข้อสงสัยเลยว่า การท่องจำและการถ่ายทอดวจนะของท่านศาสดาและคำสอนของท่านอิมาม เป็นแนวทางที่ถูกต้องในการเผยแผ่ศาสนา และบรรดาท่านเหล่านั้นย่อมเป็นที่รักของบรรดามะอ์ซูมผู้บริสุทธิ์ทั้งหลาย

บรรดาสตรีที่บันทึกจดจำวจนะของท่านศาสดา คือท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ ท่านหญิงอุมมุสะลามะฮ์ ท่านหญิงอุมมุ อัยมัน และท่านหญิงซัยนับ


อิบนิ อัซซารี ญุซารี นักปราชญ์ซุนนี เสียชีวิตในต้นฮิจเราะฮ์ศตวรรษที่ ๗ ได้บันทึกไว้ว่า

ท่านหญิงซัยนับ เป็นสตรีในบรรดาสาวกของท่านศาสดา ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ท่านหญิงคือสตรีคนที่สามของ

อิสลามที่ได้รับเกียรติสูงสุด ท่านแรกคือ ท่านหญิงคอดิยะฮ์ กุบรอ คุณยายของท่าน ท่านที่สองคือ ท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ ซะฮ์รอ มารดาของท่าน และท่านที่สาม คือ ตัวท่านหญิงเอง

ท่านหญิงยังเป็นที่รู้จักในนาม ‘ซิดดีเกาะ ซุกรอ’ (ผู้ทรงคุณธรรม ผู้น้อย) และ ‘อุมมุล มะซออิบ’(มารดาแห่งการอดทน)

เมื่อใดก็ตามที่อับดุลลอฮ์ บุตรของอับบาส กล่าวถึงการดำเนินชีวิตของท่านหญิงซัยนับ เขาจะเริ่มด้วยการยกย่องว่าท่าน คือ ‘ฮาดะตะนะ อกีล ละตุนา’ ‘สตรีผู้ที่ปราดเปรื่องในหมู่ชนของเรา’


การอุทิศตนเพื่อพระผู้เป็นเจ้า

ท่านหญิงเป็นผู้ที่ได้รับมรดกตกทอดมาจากมารดาของท่าน ผู้ซึ่งได้รับการถ่ายทอดมาจากศาสนทูตบิดาของท่าน ด้วยการใช้ชีวิตทั้งหมดไปกับการปฏิบัติศาสนกิจและปฏิบัติตนเพื่อหวังในความรักและความใกล้ชิดกับพระผู้สร้าง ทำให้บุตรสาวของท่านได้ดำเนินรอยตามเช่นเดียวกัน

ข้อพิสูจน์เหนือข้อสงสัยใดๆ เห็นได้จากการเดินทางไปในกองคาราวานของเชลยหลังจากเหตุการณ์ที่กัรบะลา

นอกเหนือจากศาสนกิจ ที่เป็นภารกิจประจำวันแล้ว ท่านไม่เคยละทิ้งนมาซที่ไม่ได้เป็นวาญิบ แต่ได้ผลบุญมากมาย

ในหนังสือ “กิบีตัย อัจมาร” อิมามซัยนุลอาบิดีน ได้กล่าวไว้ระหว่างการเดินทางจากกัรบะลาไปซีเรียว่า


 “พวกเราถูกกระทำทารุณโหดร้ายอย่างเหลือคณานับ แต่ทั้งหมดนี้ก็ไม่ได้ทำให้ท่านอาของฉันละทิ้งการนมาซศอลาตุลลัยล์ (นมาซยามค่ำคืน) ทั้งๆ ที่ท่านต้องได้รับความยากลำบากจากศัตรูอย่างมากมาย แต่ท่านก็จะทำนมาซในทุกๆ ที่ที่สามารถทำได้ ท่านไม่เคยละทิ้งนมาซนี้เลย

 เพราะว่า ท่านจดจำคำพูดสุดท้ายก่อนพลีชีพของพี่ชายท่านได้เสมอว่า

 “โอ้ น้องรัก! จงระลึกถึงพี่ในนมาซศอลาตุลลัยล์”

 “ยา อุคตาฮ์ ลาตันซีนี ฟีย์ นาฟิลาติลลัย”

ในหนังสือ ‘กิตาบ ค่อซาอิส’ บันทึกไว้ว่า ทั้งนักปราชญ์ซุนนีและชีอะฮ์ ได้กล่าวว่า จากทายาทของอับดุลมุฎฎอลิบ ซัยนับได้รับความโปรดปรานด้วยกับคุณสมบัติที่สูงส่ง ทั้งสติปัญญา ความเฉลียวฉลาด ความกล้าหาญ บุคลิกภาพที่ดีเลิศ การอุทิศตนให้กับพระผู้เป็นเจ้า การอ้อนวอนวิงวอน

ซึ่งเป็นไปไม่ได้สำหรับปุถุชนธรรมดาที่จะยอมพลีทุกอย่างเพื่อศาสนา ซึ่งรวมถึงลูกๆ ของท่าน


นับว่าเป็นการกระทำที่กล้าหาญ ยิ่งใหญ่ ซึ่งจะมิได้เฉพาะในบุคคลที่มีความใกล้ชิดกับพระผู้เป็นเจ้า และก้าวไปถึงจุดสูงสุดของจิตวิญญาณที่สุดยอด

ตามธรรมดาของโลก มนุษย์จะคิดถึงแต่สิ่งที่ดีกว่าสำหรับลูกๆ และครอบครัวเสมอ แต่เมื่อผู้หนึ่งตัดสินใจเสียสละทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อพระเจ้า และเมื่อมีทางออกเพียงทางเดียวที่จะพิทักษ์รักษาอิสลามไว้ด้วยการถูกสังหารหมู่ที่กัรบะลา คุณค่าทางด้านจิตวิญญาณอันสูงส่งของท่านหญิงซัยนับ ทำให้ท่านสามารถสละทุกสิ่งเพื่อความรุ่งโรจน์ของอิสลาม

เมื่อบรรดาผู้กล้าหาญชาญชัยเกิดความหวาดกลัว และเปลี่ยนใจเพราะสิ่งครอบงำที่ผิดธรรมดา ผู้หนึ่งจะอธิบายถึงความกล้าหาญของท่านในการดูแลขบวนเชลยอย่างไร?

ด้วยการที่ท่านหญิงคอดีญะฮ์ กุบรอ (ภรรยาคนแรกของท่านศาสดา) ได้วางรากฐานเสาหลักของอิสลาม และตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะสถาปนาศาสนาและสัจธรรม ท่านหญิงซัยนับก็เป็นเช่นเดียวกัน ที่พร้อมจะยอมพลีทุกสิ่งเพื่อพิทักษ์ศาสนาให้ยืนยงตลอดไป


 การที่ท่านหญิงคอดีญะฮ์ให้ความช่วยเหลือท่านศาสดาในการเผยแผ่คุณธรรม ในทำนองเดียวกัน ท่านหญิงซัยนับก็ช่วยเหลืออิมามฮูเซน ในการพิทักษ์รักษาอิสลาม หลังจากที่มันได้เสื่อมลงไปตามแนวทางของยะซีด

และนี่คือเหตุผลที่ท่านศาสดาได้กล่าวว่า “ฮูเซนนุมมินนี วะอะนะ มินฮูเซน” (ฮูเซนมาจากฉันและฉันมาจากฮูเซน) ถ้าท่านหญิงซัยนับมีชีวิตอยู่ในช่วงที่ท่านหญิงคอดีญะฮ์ยังอยู่ ก็อาจจะเป็นไปได้ที่

ท่านหญิงคอดีญะฮ์จะกล่าวว่า “ซัยนะบุมินนี วะอะนามินซัยนับ”

(ซัยนับมาจากฉันและฉันมาจากซัยนับ)

เมื่อท่านหญิงฮาญัร ภรรยาของศาสดาอิบรอฮีม มองเห็นมีดที่อยู่บนต้นคอของอิสมาอีล ลูกชายของท่าน ท่านถึงกับทรุดลงและหมดสติ

ความกล้าหาญของท่านหญิงซัยนับ มากมายเพียงใดที่ทุ่งกัรบะลา? ท่านไม่เพียงแต่เห็นภาพพี่ชายของท่าน แต่ยังเห็นลูกชายทั้งสองของท่าน ถูกเชือดคออย่างเลือดเย็นอีกด้วย.


บทที่ ๔

การเดินทางออกจากมะดีนะฮ์

ในข้อตกลงสงบศึกระหว่างอิมามฮาซันกับมุอาวิยะฮ์ ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า สิทธิในการเป็นคอลีฟะฮ์จะต้องเป็นของอิมามฮูเซน เท่านั้น

อิมามไม่เคยยอมลดเกียรติลงไปยอมรับทรราชจากดามัสกัส ซึ่งแนวคิดและการปฏิบัติตนของเขา ต่อต้านหลักการอันสูงส่งและการดำเนินชีวิตอันสง่างามของครอบครัวของท่านศาสดา

ทันทีที่ยะซีดขึ้นเถลิงอำนาจ ก็เริ่มวางแนวทางปฏิบัติให้สอดคล้องกับบุคลิกภาพที่ชั่วช้าของตน ด้วยการแทรกแซงรากฐานความเคร่งครัดของศาสนา ประกอบกรรมทำความชั่วอย่างเปิดเผยโจ๋งครึ่ม

โดยไม่เกรงกลัวต่อการลงโทษ และประกาศตนเองเป็นผู้สืบทอดของท่านศาสดา เรียกร้องให้อิมามฮูเซนยอมสวามิภักดิ์โดยไม่มีข้อต่อรองใดๆ


แสงสว่าง (ศาสนา) ที่ท่านศาสดานำมาให้กับประชาชาติ กำลังตกอยู่ในอันตรายที่จะถูกทำให้สูญสิ้นไป หน้าที่ที่จะต้องพิทักษ์ให้ดำรงอยู่ในวิถีทางที่บริสุทธิ์เหมือนเดิม ตกอยู่ที่อิมามฮูเซน ครอบครัวของท่าน และบรรดาสาวกที่ซื่อสัตย์ของท่าน ท่านจึงตัดสินใจออกเดินทางจากมะดีนะฮ์ไปยังนครมักกะฮ์

เมื่อท่านหญิงซัยนับ ทราบข่าวท่านจึงร่ำไห้ อับดุลลอฮ์สามีของท่านสังเกตเห็น จึงอยากทราบถึงสาเหตุว่า เกิดอะไรขึ้น พร้อมกับกล่าวขึ้นว่า “ขอพระผู้เป็นเจ้าอย่าได้ให้เธอต้องร่ำไห้เลย เธอมีเรื่องกลุ้มใจอะไรหรือ?” ท่านหญิงได้ตอบว่า “ท่านทราบดีใช่ไหมว่า ฉันรักฮูเซนมากเพียงใด ตอนนี้ท่านได้ตัดสินใจที่จะออกเดินทาง และเป็นไปไม่ได้ที่ฉันจะมีชีวิตอยู่โดยปราศจากฮูเซน ฉันขอทวงสัญญาที่ท่านได้ให้ไว้เพื่อที่จะติดตามฮูเซนไป” แม้ว่าท่านทั้งสองจะไม่เคยแยกจากกัน แต่ท่านหญิงก็ทราบดีถึงภาระหน้าที่ต่ออิสลาม อับดุลลอฮ์รู้สึกเศร้าใจและได้กล่าวว่า ท่านจะไม่นำมาปะปนกันระหว่างหน้าที่ของท่านหญิงที่มีต่ออิมามฮูเซนกับความสุขส่วนตัวของท่าน แม้ว่าหัวใจของท่านจะโศกเศร้าจากการนี้ แต่ท่านก็จะไม่ขัดขวางท่านหญิงด้วยการยินยอมของอับดุลลอฮ์


ท่านหญิงจึงตัดสินใจร่วมเดินทางไปกับอิมามจากมะดีนะฮ์สู่หนทางที่ถูกกำหนดไว้ ท่านหญิงพาอูนและมุฮัมมัด บุตรชายทั้งสองของท่านไปด้วย

ตามปกติผู้หญิงจะต้องอยู่แต่ในบ้านเรือนของนาง แต่นี่เป็นข้อแตกต่าง เพราะท่านต้องกลายเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบในขบวนเชลย และเป็นผู้คุ้มกัน

แม้ท่านจะเป็นผู้นอบน้อมถ่อมตน แต่ท่านเป็นบุตรสาวของราชสีห์แห่งพระเจ้า แม้จะตกอยู่ในภยันตรายก็ยังสามารถลุกขึ้นยืนหยัดด้วยความอดทน ในการเผชิญหน้ากับความหิวกระหายซึ่งล้อมรอบไปด้วยบรรดาผู้สละชีพและผู้บาดเจ็บ ในสมรภูมิเลือดที่กัรบะลา

วันที่ ๒๘ รอญับ ฮ.ศ. ๖๐ (๗ พฤษภาคม ค.ศ.๖๘๐)

 เมื่อกองคาราวานของท่านอิมามออกเดินทางจากมะดีนะฮ์สู่นครมักกะฮ์ ลูกหลานตระกูลฮาชิม อะลี อักบัร อับบาส กอซิม อูนและมุฮัมมัด ทำหน้าที่ช่วยส่งบรรดาสตรีขึ้นบนหลังอูฐ แต่ท่านหญิงซัยนับนั้นไม่มีใครส่งท่านให้ขึ้นบนหลักอูฐ นอกจากอิมามฮูเซน เท่านั้น


เมื่อตะวันเริ่มทอแสง ขบวนก็เริ่มออกเดินทางรอนแรมไปยังนครมักกะฮ์ ความมืดได้เข้ามาปกคลุมมะดีนะฮ์ พร้อมๆ กับการเคลื่อนตัวเข้ามาของความหม่นหมอง ความโศกเศร้า ซึ่งการจากไปของอิมามและครอบครัวของท่านในครั้งนี้ ทำให้ประชาชนเกิดความอาลัยรัก ซึ่งจะประทับอยู่ในความทรงจำตลอดไป

ขบวนของท่านอิมามหยุดพักที่มักกะฮ์ประมาณ ๔ เดือน ในช่วงนี้เอง อับดุลลอฮ์ได้ตัดสินใจร่วมเดินทางไปด้วย แรงกดดันจากพวกอุมัยยะฮ์ทวีความรุนแรงมากขึ้น พวกเขาบังคับให้อิมามฮูเซนยอมรับบัยอะฮ์ (สัตยาบัน) กับยะซีด แต่เมื่อไม่ประสบความสำเร็จ พวกเขาก็เริ่มวางแผนการว่า จะใช้วิธีใดที่จะกำจัดอิมามได้ดีที่สุด?

ในที่สุด พวกเขาก็ตัดสินใจที่จะสังหารท่าน ในบริเวณกะอ์บะฮ์

อิมามคอยติดตามข่าวอยู่ตลอดเวลา ในที่สุด ท่านก็ตัดสินใจออกเดินทางไปยังอิรัก แม้ว่าบรรดาผู้อาวุโสของตระกูลฮาชิมจะขอให้ท่านเปลี่ยนความตั้งใจ อย่างไรก็ดี ท่านได้แย้มให้ทราบถึงเรื่องราวที่ท่านเคยรับฟังมาจากท่านศาสดา


 เมื่ออับดุลลอฮ์บุตรของอับบาส แน่ใจว่าอิมามจะไม่ยอมคล้อยตามคำแนะนำของท่าน จึงกล่าวว่า

“ด้วยเหตุอันใด ท่านจึงประสงค์ที่จะนำบรรดาสตรีและเด็กๆ ไปกับท่านในการพลีครั้งนี้ด้วยเล่า!?”

เมื่อท่านหญิงซัยนับได้ยินเช่นนั้น จึงรู้สึกไม่พอใจ พร้อมกับกล่าวว่า

“ท่านอับดุลลอฮ์ ท่านต้องการที่จะให้อิมามของพวกเราเดินทาง

ไปโดยลำพัง และทิ้งพวกเราไว้ข้างหลังกระนั้นหรือ?

 ฉันขอสาบานด้วยนามของพระเจ้าว่า มันเป็นไปไม่ได้! เราจะไม่ยอมปล่อยให้ท่านไปโดยลำพัง เราจะมีชีวิตอยู่พร้อมกับท่าน และจะตายพร้อมกับท่าน

เพราะท่านเป็นพี่ชายคนเดียวที่เหลืออยู่สำหรับเรา”


ขณะนั้นท่านหญิงซัยนับ รู้สึกกังวลใจกับการรอคอยคำสั่งจากพี่ชายของท่าน ในการเตรียมพร้อมที่จะไปยังกูฟะฮ์ อิมามฮูเซนทราบข่าวว่า มีแผนการที่จะลอบสังหารท่านในขณะกำลังประกอบพิธีฮัจญ์ เพื่อเป็นการป้องกันการหลั่งเลือดลงบนสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ ท่านจึงตัดสินใจเดินทางออกจากมักกะฮ์ไปยังกูฟะฮ์เพียงหนึ่งวันก่อนพิธีการทำฮัจญ์ เมื่อถูกถามถึงเหตุผลในการออกจากมักกะฮ์ก่อนวันประกอบพิธีซึ่งจะมีในวันรุ่งขึ้น ท่านกล่าวตอบว่า

 “ท่านจะเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ที่ทุ่งกัรบะลาอ์”

จึงมีคำสั่งให้ออกเดินทาง ขบวนจึงมุ่งหน้าไปยังกูฟะฮ์

การเดินทางได้ถูกกำหนดขึ้นเป็นขั้นเป็นตอน

และเมื่อขบวนเดินทางมาถึงคูวัยริยะฮ์ อิมามจึงตัดสินใจหยุดพักค้างคืนพร้อมกับบรรดาเด็กๆ

วันรุ่งขึ้นท่านหญิงบอกกับพี่ชายของท่านว่า ท่านได้ยินเสียงหนึ่งบอกกับท่านว่า “อิมามฮูเซนจะถูกสังหาร”

 อิมามตอบว่า “สิ่งนี้ได้ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว”


เมื่อขบวนมาถึงตาฮิม อับดุลลอฮ์ บุตรของญะอ์ฟัร (ซึ่งเดินทางจากมะดีนะฮ์มาสมทบกับอิมามที่มักกะฮ์) เดินทางมาถึงแล้ว ได้แสดงความคาราวะและปรึกษาหารือเรื่องสำคัญบางอย่าง พร้อมกับย้ำเตือนบุตรชายทั้งสองของท่าน คืออูนและมุฮัมมัด ให้พลีชีพเพื่ออิมามผู้เป็นลุงของเขาทั้งสอง หลังจากนั้น

เขาได้เดินทางกลับไปยังมักกะฮ์ ขบวนของอิมามจึงมุ่งหน้าไปยังอิรัก.


บทที่ ๕

กัรบะลา

หลังจากรอนแรมมากลางทะเลทรายอันแห้งแล้ง กองคาราวานก็ได้มาถึงจุดหมายปลายทาง นั่นคือ ‘กัรบะลา’ ดินแดนซึ่งพระผู้เป็นเจ้าได้ทรงกำหนดไว้ ณ ที่นี่เอง การเดินทางของอิมามฮูเซน และมิตรสหายของท่านในโลกนี้จบสิ้นลง แต่นั่นเป็นเพียงการเริ่มต้นสำหรับการเดินทางไปสู่จุดหมายปลายทางที่แท้จริงอย่างนิรันดร์

วันนั้นตรงกับวันที่ ๒ เดือนมุฮัรรอม ฮ.ศ. ๖๑ (๑ ตุลาคม ค.ศ.๖๘๐)

ท่านหญิงซัยนับมีความเศร้าสลดใจอย่างที่สุด อิมามออกคำสั่งให้ตั้งกระโจมค่ายพัก ท่านได้อ่านบางโองการจากคัมภีร์อัล กุรอาน ซึ่ง

เป็นเหตุให้ท่านหญิงทราบในทันทีว่า นี่เป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นว่า การพลีชีพกำลังจะเกิดขึ้นแล้ว


ท่านหญิงจึงร่ำไห้อย่างมากและกล่าวกับพี่ชายของท่านว่า

 “โอ้ ผู้เป็นแสงสว่างแห่งดวงตาของฉัน! น้องไม่อยากที่จะมีชีวิตอยู่จนได้พบกับวันนี้เลย ท่านคือผู้ช่วยเหลือ และเป็นเพียงผู้เดียวที่เหลือยู่ในจำนวนผู้บริสุทธิ์ทั้งห้า

(ปันญ์จตาน) โอ้ พี่ชายที่รัก! ท่านกำลังจะบอกให้เราทราบถึงข่าวการพลีชีพของท่านใช่ไหม?”

ด้วยคำถามนี้ อิมามตอบว่า “โอ้ น้องสาวที่รักของพี่! จงอดทนต่อความเจ็บปวด นี่เป็นการทดสอบจากพระผู้เป็นเจ้า จงจำไว้เสมอว่า ทุกชีวิตต้องลิ้มรสแห่งความตาย และต้องคืนกลับไปยังพระผู้สร้าง เพื่อตอบคำถามเกี่ยวกับการงานของพวกเขา โอ้ น้องรัก! ท่านศาสนทูตของพระเจ้าและบิดาของเราอยู่ที่ไหนกันเล่า? มันช่างดูไกลแสนไกลสำหรับพี่ การดำเนินรอยตามแบบฉบับของท่านนั้นเป็นหน้าที่

ของมุสลิมที่มีความเกรงกลัวในพระเจ้าทุกคน” เมื่อท่านหญิงได้ยินเช่นนั้น ดวงตาของท่านก็เอ่อนองไปด้วยน้ำตาแห่งความเศร้าสลด


ท่านอิมาม ได้บอกถึงข่าวการพลีชีพที่ยิ่งใหญ่ และย้ำว่า หลังจากที่ท่านจากโลกนี้ไปแล้ว ท่านหญิงจะต้องพยายามควบคุมตนเองให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

ในค่ำวันที่ ๙ เดือนมุฮัรรอม (๘ ตุลาคม ค.ศ.๖๘๐) ศัตรูเริ่มบุกเข้าโจมตียังค่ายพักของอิมามฮูเซน

ในขณะนั้นท่านกำลังอยู่ในที่พักของท่าน ท่านหญิงได้มาบอกว่า การโจมตีได้เริ่มขึ้นแล้ว ขณะนั้นอิมามกำลังอยู่ในอาการครึ่งหลับครึ่งตื่น ท่านเล่าให้ท่านหญิงฟังว่า ท่านได้เห็นท่านตา คือ ท่านศาสนทูตของพระผู้เป็นเจ้า บิดาของท่านอิมามอะลี ผู้นำแห่งผ้ศรัทธา มารดาท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ ซะฮ์รอ และอิมามฮาซัน พี่ชายของท่าน ซึ่งท่านเหล่านั้นได้เชิญชวนให้อิมามไปอยู่กับพวกท่าน เมื่อได้ยินเช่นนั้น ท่านหญิงซัยนับรู้สึกเศร้าสลดและสั่นสะท้าน อิมามจึงขอร้องให้ท่านหญิงพยายามควบคุมตนเอง ให้มีความอดทน

มิเช่นนั้นจะทำให้คนอื่นๆ ที่อยู่รอบข้างเสียกำลังใจ และทำให้ศัตรูเกิดความยินดีปรีดา


ด้วยการยินยอมของอิมามฮูเซน ท่านอับบาสผู้เป็นน้องชายได้ขอร้องพวกศัตรูให้เริ่มโจมตีในตอนเช้าของวันรุ่งขึ้น เพื่อว่าอิมามจะได้มีเวลานมาซและขอพรในค่ำคืนสุดท้ายนี้อย่างเต็มที่

ในวัน ‘อาชูรอ’ ภารกิจที่ท่านหญิงได้รับและต้องปฏิบัตินั้น ไม่มีมนุษย์ปุถุชนธรรมดาคนใดจะสามารถปฏิบัติได้เลย

ภาระทั้งหมดตกอยู่ในความรับผิดชอบของท่าน ที่จะต้องดูแลครอบครัวของบรรดาผู้สละชีพในวันนั้น ทีละคนๆ

อิมามฮูเซนมีความเชื่อมั่นในตัวน้องสาวของท่าน ว่าจะสามารถดูแลรับผิดชอบทุกๆ คน

หลังจากท่านจากไปแล้ว และจะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถในสถานการณ์เช่นนั้น โดยจะไม่ยอมให้ความเศร้าโศกเสียใจมาทำให้หน้าที่ของท่านต้องบกพร่องเลยแม้แต่น้อย


อิมามฮูเซน เป็นท่านสุดท้ายที่พลีชีพในวันนั้น ท่านได้ตรงไปยังร่างของบรรดาผู้ช่วยเหลือของท่านที่สละชีวิตไปแล้วทีละคน ทุกๆ ร่างจะถูกนำกลับมายังค่ายพัก ซึ่งจะมีท่านหญิงคอยปลอบโยนสมาชิกในครอบครัวของบรรดาผู้สละชีวิตเหล่านั้น

ท่านหญิงพยายมปลอบขวัญให้พวกเขาเกิดความกล้าหาญ และย้ำว่าการเสียสละชีวิตเป็นความจำเป็นในการพิทักษ์รักษาอิสลามตามแนวทางของท่านศาสดามุฮัมมัดไว้

ท่านหญิงยอมพลีชีวิตบุตรชายทั้งสองของท่าน คืออูนและมุฮัมมัด เพื่อช่วยเหลือพี่ชาย ด้วย

หัวใจที่เด็ดเดี่ยว กล้าหาญ โดยท่านพยายามกระตุ้นให้อิมามอนุญาตให้บุตรทั้งสองของท่านทำตามความปรารถนา

ท่านรู้สึกสะเทือนใจราวกับหัวใจได้แตกสลายลงไป บรรดาผู้สละชีพแต่ละท่าน ไม่ว่าจะเป็นลูกชายทั้งสองของท่านหรือ

ลูกชายของอิมามฮูเซน อิมามฮาซันหรือแม้แต่ท่านอับบาส ก็ได้สละชีพไปจนหมด


 เหตุการณ์สะเทือนขวัญครั้งนี้ทำให้ท่านเจ็บปวดทุกข์ทรมานใจจนไม่อาจบรรยายได้

การทดสอบที่ยิ่งใหญ่ของท่านได้เริ่มต้นขึ้น เมื่ออิมามฮูเซน ได้พลีชีพครั้งยิ่งใหญ่ที่โลกทั้งโลกได้ประจักษ์.

บทที่ ๖

การพลีของท่านอูนและมุฮัมมัด

ท่านหญิงซัยนับ มีบุตรชายสองคนที่ได้พลีชีพ คืออูนและมุฮัมมัด ทั้งสองคนเกิดจากอับดุลลอฮ์

บุตรของญะอ์ฟัร ฏอยยัร

ท่านหญิงเป็นสตรีที่มีความกล้าหาญเด็ดเดี่ยว บุตรชายทั้งสองของท่านก็เช่นเดียวกัน ท่านญะอ์ฟัร ฏอยยัร เป็นพี่ชายของอิมามอะลี เป็นผู้ถือธงรบแห่งอิสลามในหลายๆ สมรภูมิร่วมกับท่านศาสดา

มุฮัมมัด ท่านเป็นผู้ถือธงรบในสงครามมูตะฮ์ ในการรบครั้งนั้นแขนทั้งสองของท่านถูกตัดขาด ร่างกายถูกฟันจนมีบาดแผลไปทั้งตัวและเสียชีวิตในที่สุด


อิมามอะลี ก็เป็นผู้ถือธงรบของท่านศาสดาในสงครามหลายต่อหลายครั้งเช่นกัน ด้วยเหตุนี้ อูนและมุฮัมมัด จึงขอร้องให้มารดาของท่านช่วยข้อร้องให้อิมามฮูเซนยินยอมให้เขาทั้งสองได้เป็นผู้ถือธงของอิสลามในสมรภูมิกัรบะลา แต่ ท่านหญิงทราบดีว่า ผู้ที่เหมาะสมที่จะเป็นผู้ถือธงรบในครั้งนี้คือท่านอับบาส

ท่านหญิงเห็นว่าไม่เป็นการสมควรที่จะขอในสิ่งนั้น แม้จะทำให้บุตรทั้งสองของท่านพอใจก็ตาม

ท่านจึงอธิบายเหตุผลให้ทั้งอูนและมุฮัมมัดฟัง ซึ่งทั้งสองก็เข้าใจและเชื่อฟัง โดยไม่ปรารถนาจะขอเป็นผู้ถือธงรบอีก

เช้าของวันที่ ๑๐ มุฮัรรอม (๙ ตุลาคม ค.ศ.๖๘๐)

หลังจากที่ญาติสนิทมิตรสหายของอิมามมุ่งหน้าออกไปยังสนามรบเพื่อปกป้องอิสลาม คนแล้วคนเล่า! ทุกคนก็ได้เป็นผู้พลีชีพเพื่ออิสลาม อูนและมุฮัมมัด จึงตัดสินใจออกไปยัง สนามรบ ทั้งสองขอร้องอิมามเพื่อออกไปสู้รบ และตรงไปยังมารดาเพื่อขออนุญาต


ท่านหญิงทราบดีว่า นั่นเป็นหน้าที่ของผู้ศรัทธาทุกคนที่จะต้องช่วยปกป้องท่านอิมาม ในยามที่เต็มไปด้วยอันตรายเช่นนี้ ท่านจึงอนุญาต บุตรทั้งสองด้วยความดีใจที่จะได้ออกไปต่อสู้และเสียสละชีวิตเพื่อปกป้องอิสลาม

อิมามฮูเซน ได้โอบกอดหลานทั้งสอง หลังจากนั้นกล่าวคำอำลาด้วยความสะเทือนใจแล้ว อูนและมุฮัมมัดได้ควบม้าทะยานสู่สนามรบด้วยความปลื้มปีติ ถาโถมเข้าสู่สมรภูมิ กวัดแกว่งดาบฆ่าฟัน

ศัตรูลงได้อย่างมากมาย

ด้วยร่างที่เต็มไปด้วยบาดแผลและความอ่อนเพลียจากการกระหายน้ำ ทั้งสองถูกห้อมล้อมด้วยศัตรูที่เข้ามาโรมรัน ในที่สุด ก็ตกลงจากหลังม้า ทันใดนั้น! ศัตรูก็โถมเข้ามาอีกระลอก ทั้งสองร้องเรียกท่าน

ลุงผู้เป็นที่รักเพื่อขอความช่วยเหลือ อิมามฮูเซนขับไล่ศัตรูแตกกระเจิงออกไป แต่โอ้พระผู้เป็นเจ้า! มันสายเกินไปสำหรับอูนและมุฮัมมัด ซึ่งทั่วร่างกายมีบาดแผลฉกรรจ์เต็มไปหมด อิมามได้นำร่างของทั้งสองไปยังสถานที่ซึ่งบรรดาผู้ที่สละชีพไปก่อนหน้านี้รวมกันอยู่


และวอนขอต่อพระผู้เป็นเจ้าว่า

 “โอ้ อัลลอฮ์!โปรดรับการพลีของข้าพระองค์ด้วยเถิด…นี่คือหลานชายของญะอ์ฟัร ฏอยยัร ผู้ถือธงรบแห่งอิสลาม ที่ได้พลีชีพเพื่อศาสนาในวันอาชูรอที่ได้ถูกกำหนดไว้ ตามแบบฉบับของบรรดาบรรพบุรุษของท่าน”.

บทที่ ๗

การอำลาของท่านอิมามฮูเซน

การลาจากกันเป็นครั้งสุดท้ายระหว่างพี่ชายกับน้องสาว เต็มไปด้วยความเศร้าสะเทือนใจเป็นอย่างยิ่ง อิมามก้าวออกจากค่ายพักของท่านด้วยความยากลำบาก เพื่อที่จะมากล่าวอำลาน้องสาว

บุตรสาวสุดที่รัก และบรรดาสตรีในครอบครัวอันเป็นที่รักของท่าน ท่านได้กล่าวกับพวกเธอว่า

 “โอ้ ซัยนับน้องรัก! อุมมุกุลซูม อุมมุลัยลา อุมมุรุบาบ และลูกรักกุบรอ


รุกอยยะฮ์และสะกีนะฮ์ และพิฏซะฮ์ คนรับใช้ที่จงรักภักดีต่อฉัน เข้ามาใกล้ๆ และจงฟังฉันกล่าวคำอำลาและสั่งเสียครั้งสุดท้ายแด่พวกท่าน”

ด้วยคำพูดดังกล่าว ทำให้บรรดาสตรีในครอบครัวของท่านรีบพากันเข้ามาห้อมล้อมท่าน

ท่านหญิงซัยนับ น้องสาวสุดที่รักของท่าน ได้โอบแขนไว้รอบต้นคอของอิมาม และเพ่งมองลึกลงไปในดวงตาทั้งสองของท่านพร้อมกับกล่าวว่า

 “พี่ชายที่รัก! มันเป็นความจริงใช่ไหม ที่ท่านกำลังจะจากไปแล้ว และจะไม่มีชีวิตกลับมาอีก? โอ้ พี่ชายของฉัน! เวลานั้นมาถึงแล้วใช่ไหม? เวลาที่น้องกำลังจะหมดสิ้นทุกอย่างด้วยการจากไปของท่าน ท่านกำลังทิ้งพวกเราไว้ในสภาพที่หัวใจแตกสลาย”


อิมามก้มศีรษะลงพร้อมกับพึมพำว่า

 “ใช่แล้ว ซัยนับน้องรัก! เวลานั้นได้มาถึงแล้ว เวลาที่ท่านแม่ของเราได้เตรียมเธอไว้ตั้งแต่เธอยังเป็นเด็กเล็กๆ เรื่องราวที่บิดาของเราบอกเธอในขณะที่ท่านกำลังจะสิ้นใจ สำหรับตัวพี่นั้น การจากไปครั้งนี้เป็นความสะเทือนใจอย่างที่สุด เพราะพี่ทราบดีว่า การทดสอบ

อย่างแท้จริงของเธอยังไม่สิ้นสุด แต่มันกำลังจะเริ่มต้นในวันนี้”

“โอ้ พี่ชายของฉัน! ฉันได้แต่หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การพลีชีพของอูนและมุฮัมมัดบุตรทั้งสองของน้อง น้องอับบาส กอซิมและอะลี อักบัร แล้วชีวิตของท่านจะปลอดภัย ไม่มีท่านแล้วจะมีอะไรเหลือสำหรับฉัน ที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปในโลกนี้

โอ้พี่ชาย! เมื่อท่านไปยังสวนสวรรค์ โปรดวอนขอต่อท่านตาของเรา ได้เรียกฉันกลับไปยังสวนสวรรค์โดยเร็วเถิด เพื่อช่วยให้ฉันรอดพ้นจากการถูกดูหมิ่นเหยียดหยาม และต้องพบกับความอัปยศที่กำลังรอคอยฉันอยู่”


อิมาม ไม่อาจตอบคำวอนขอของท่านหญิงได้ เพราะท่านทราบดีว่า สิ่งที่เธอพูดนั้นเป็นความจริง ท่านพยายามควบคุมอารมณ์อย่างที่สุด แล้วจึงกล่าวว่า

“ซัยนับ ถ้าเธอต้องการจะจากโลกนี้ไปโดยเร็ว แล้วใครเล่า! จะเป็นผู้แบกรับภาระหน้าที่? ใครเล่า! จะเป็นผู้สานต่อการงานของพี่ที่ยังไม่สำเร็จลุล่วง พี่กำลังจะมอบหมายให้เธอดูแลลูกๆ ที่กำพร้าและภรรยาหม้ายของพี่ ลูกๆ กำพร้าและภรรยาหม้ายของบรรดาผู้กล้าหาญของพี่ และญาติพี่น้องของเรา มันถึงเวลาแล้วที่เธอจะต้องเป็นผู้ชี้นำ ดูแลและปลอบโยนพวกเขา พี่จะจากไปอย่างสงบถ้าเธอจะให้สัญญากับพี่ว่า จะทำหน้าที่แทนบรรดาผู้ที่ได้จากไปในวันนี้”

ท่านหยุดนิ่งชั่วครู่และกล่าวต่อว่า “โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ซัยนับ! เธอจะต้องดูแล ‘อะลี ซัยนุลอาบิดีน’ ซึ่งกำลังป่วยหนัก


สะกีนะฮ์บุตรสาวสุดที่รักของพี่ ซึ่งไม่เคยห่างจากพี่เลยแม้แต่วันเดียว หลังจากที่พี่จากไปแล้ว สะกีนะฮ์จะถามเธอว่า ‘พี่ไปไหน?’ ช่วยปลอบเธออย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ พี่ยังคงจำภาพที่เธอวอนขอน้ำจากอับบาส ได้อย่างแม่นยำ แต่หลังจากอับบาสต้องถูกสังหารไป สะกีนะฮ์ไม่เคยเอ่ยปากพูดอีกเลย หากเธอได้น้ำมาหลังจากที่พี่จากไปแล้ว โปรดมอบให้สะกีนะฮ์เป็นคนแรกที่ได้ดื่มน้ำนั้นเถิด”

ด้วยคำพูดนี้ ดูเหมือนว่าลำคอของท่านจะตีบตันจนไม่สามารถกล่าวอะไรได้อีก ท่านพยายามข่มอารมณ์ความรู้สึกของตนเอง และกล่าวว่า “พวกศัตรูรู้ดีว่า สะกีนะฮ์รักพี่มากเพียงใด? และพี่รักสะกีนะฮ์มากแค่ไหน? ฉะนั้นเพื่อตอบสนองความแค้นของมันที่มีต่อพี่

พวกมันอาจจะทุบตีสะกีนะฮ์ เพื่อให้ดวงวิญญาณของพี่ต้องทุกข์ทรมาน บางทีมันอาจจะปฏิบัติกับสะกีนะฮ์เยี่ยงนักโทษ แล้วพาเธอไปดูสถานที่ที่ร่างของพี่ถูกเท้าม้าเหยียบย่ำจนไม่มีชิ้นดี


ซัยนับ! โปรดทำทุกอย่างที่สามารถจะช่วยให้สะกีนะฮ์

ได้คลายความทุกข์ทรมาน และพ้นจากภาวะวิกฤตินั้นด้วย”

ขณะที่อิมามกำลังพูดอยู่นั้น คำพูดทุกคำได้กรีดลึกลงไปบนหัวใจที่ปวดร้าวของท่านหญิง ร่างอันสั่นเทาด้วยแรงสะอื้นไห้ สิ่งเดียวที่ท่านสามารถทำได้ในการตอบรับคำขอร้องสุดท้ายของพี่ชาย ก็คือ

เพียงการผงกศีรษะรับคำ

หลังจากนั้นชั่วครู่ อิมามได้กล่าวต่อว่า

 “ซัยนับ! พี่อยากจะกล่าวอะไรอีกมากมายกับเธอ ก่อนจะลาจากกันเป็นครั้งสุดท้าย แต่เวลาเหลือน้อยเต็มที น้องรัก!

พวกศัตรูจะปฏิบัติกับพวกเธอเยี่ยงนักโทษ

บางทีมันอาจจะบังคับให้พวกเธอเดินไปตามท้องถนนในกูฟะฮ์และดามัสกัส มันอาจจะกระชากผ้าคลุมผมของพวกเธอออก และพาเดินไปยังที่ชุมนุมของผู้คนมากมาย เพื่อให้พวกเธอรู้สึกเจ็บปวดทุกข์ทรมาน


พวกมันอาจจะล่ามโซ่ที่ข้อมือและข้อเท้า แม้กระทั่งอาจจะใช้แส้เฆี่ยนตีหรือหอกคอยทิ่มแทงอย่างไร

ความปรานี เพื่อเป็นการทรมานผู้หญิงและเด็กๆ ในครอบครัวของท่านศาสดาที่ไม่สามารถปกป้องตนเองได้ จงอย่าหมดความอดทนเมื่อความทุกข์ทรมานเหล่านั้นมาถึง จงทำให้บรรดาผู้หญิงและเด็กๆ เกิดความกล้าหาญ และให้พวกเขาขอพรต่อพระผู้เป็นเจ้าให้มีกำลังใจ และมีความอดทนที่จะเผชิญกับความอัปยศอดสู การถูกดูหมิ่นเหยียดหยาม ความทุกข์ทรมาน ความทุกข์ระทมและความเจ็บปวด

ซัยนับ! จงจำไว้เสมอว่า พวกเราครอบครัวแห่งศาสดา จะต้องมีความเด็ดเดี่ยว ยืนหยัด พร้อมที่จะเผชิญกับช่วงเวลาแห่งการทดสอบ โดยไม่ย่อท้อต่อความทุกข์ยาก”

เมื่ออิมามเงียบไป ท่านหญิงจ้องมองไปยังท่านด้วยดวงตาที่เอ่อล้นด้วยน้ำตา พร้อมกับตอบ

ด้วยเสียงที่แหบแห้งว่า “ฮูเซน! ฉันให้สัญญากับท่านว่า ฉันจะทำทุกอย่างตามความประสงค์ของพี่


พี่ชายที่รัก! โปรดขอพรต่อพระผู้เป็นเจ้าให้ทรงประทานกำลังใจให้ฉันมีความกล้าหาญและอดทนต่อช่วงเวลาแห่งการทดสอบ ฮูเซน ที่รัก! ฉันสัญญาว่าจะทำทุกอย่างที่ท่านต้องการ จะรับภาระ

และรับผิดชอบในสิ่งที่พี่สั่งเสียและมอบหมาย ฉันจะแสดงให้โลกได้รับรู้ว่า ฉันคือน้องสาวของพี่ ลูกสาวของอะลีและฟาฏิมะฮ์ หลานของศาสนทูตแห่งอิสลาม”

คำตอบอันกล้าหาญของท่านหญิง ช่วยปลอบโยนหัวใจที่ปวดร้าวของอิมามฮูเซน ท่านได้กล่าวอวยพรและกล่าวตอบว่า

 “เธอจะต้องได้รับความเจ็บปวดทุกข์ทรมานอย่างยาวนาน พวกเราทุกคนจะต้องถูกจองจำและได้รับความยากลำบากอย่างมากมาย

เมื่อเธอกลับไปยังมะดีนะฮ์หลังจากได้ถูกปล่อยตัวแล้ว

โปรดนำคำอำนวยพรของพี่ไปยังเพื่อนพ้องของพี่ทุกคน ที่จะมาแสดงความเสียใจกับเธอต่อการจากไปของพี่ โปรดบอกกับพวกเขาว่า คำกล่าวสุดท้ายของพี่ที่มีแก่พวกเขาคือ ‘พี่และบรรดาผู้ใกล้ชิดอันเป็นที่รัก ได้จากโลกนี้ไปโดยไม่มีน้ำแม้แต่หยดเดียวเพื่อดับความกระหาย’


 จงบอกกับพวกเขาว่า ยามใดที่พวกเขานึกถึงพี่ บรรดาผู้ใกล้ชิด และสมาชิกในครอบครัวของพี่ จงอย่าลืมความหิวกระหายที่พวกเราได้รับ”

บรรดาสตรีในครอบครัวที่กำลังฟังคำสั่งเสียของอิมาม เต็มไปด้วยความโศกเศร้าสะเทือนใจ ทุกคนร่ำไห้ด้วยความขมขื่น บางคนที่กำลังวังชาของเขาได้หมดไปเพราะความหิวกระหาย ประกอบด้วยกับความทุกข์ระทมที่ต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไปในวันนี้ ถึงกับเป็นลมล้มลงหมดสติ

อิมามยังกล่าวต่อว่า

“พี่ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่จะบอกเธอว่า เมื่อเธอกลับถึงมะดีนะฮ์ โปรดบอกกับฟาฏิมะฮ์ ซุกรอ ลูกสาวสุดที่รักของพี่ว่า แม้พี่จะทิ้งเธอไว้ที่มะดีนะฮ์เพราะเธอกำลังป่วย พี่ก็ไม่เคยลืมเธอแม้แต่น้อย และระลึกถึงเธอเสมอตราบจนกระทั่งช่วงสุดท้ายของชีวิต โปรดนำความรักของพี่ไปมอบให้เธอและบอกกับเธอว่า มันได้ถูกกำหนดมาว่า การจากกันที่มะดีนะฮ์คราวนั้น เป็นการจากกันชั่วนิรันดร์ เมื่อเธอทราบข่าวจากน้องว่า บรรดาลุง พี่ชายและญาติสนิทที่เดินทางออกจากมะดีนะฮ์มาคราวนั้นแล้ว จะไม่ได้มีชีวิตกลับไปอีก


 ฟาฏิมะฮ์จะรู้สึกสะเทือนใจมาก จงช่วยปลอมโยนเธอ”

ด้วยคำพูดนี้ อิมามได้จบคำสั่งเสียของท่าน พี่ชายและน้องสาวสวมกอดซึ่งกันและกันเป็นครั้งสุดท้ายของพี่ชายและน้องสาว ที่มีความผูกพัน รักใคร่ และใกล้ชิดสนิทสนมกันมากที่สุด นับเป็นการกอดลาของพี่ชายและน้องสาวที่ทั้งสองต่างทราบดีว่า จะไม่มีโอกาสได้พบกันอีกจนชั่วชีวิต ท่านหญิงกอดอิมามไว้แนบแน่น เหมือนกับว่าไม่ต้องการให้ท่านจากไป เพราะทราบดีว่าท่านจะไม่ได้กลับมาอีกชั่วนิรันดร์

หัวใจทั้งสองกำลังร่ำไห้ สำหรับน้องสาวนั้น ด้วยกับความคิดที่ว่า การพลีชีพของพี่ชายกำลังใกล้เข้ามาเต็มทีแล้ว ส่วนพี่ชายก็กำลังคิดถึงภาพที่ท่านต้องทิ้งเธอและสมาชิกในครอบครัว และบุตรชายที่

กำลังป่วยหนักไป

ท่านหญิงออกมาส่งอิมามและสังเกตเห็นสีหน้าท่าน ซึ่งท่านหญิงทราบทันทีว่าท่านกำลังรู้สึกอย่างไร


ท่านหญิงจึงรีบรุดไปยังท่านและกล่าวว่า

 “ฮูเซน! ถ้าวันนี้ไม่มีใครเหลืออยู่ ที่จะช่วยส่งให้ท่านขึ้นบนหลังม้า โอ้ พี่ชายของฉัน! ฉันจะทำหน้าที่นี้ให้กับท่านเอง ขอให้ฉันได้ช่วยจับโกลนม้าให้ท่านเถิด”

ก่อนที่ท่านอิมามจะกล่าวอะไร ท่านหญิงได้ตรงเข้าไปช่วยจับโกลนม้าไว้ ท่านได้ขอบคุณ และก้าวขึ้นบนหลังม้า

 ท่านอิมามขอร้องท่านหญิงให้กลับเข้าไปในค่ายพัก เพื่อช่วยเหลือปลอบโยนบรรดาสตรีและเด็กๆ ผู้สูญเสียสมาชิกในครอบครัวไป

ท่านหญิงทำตามคำขอร้องโดยกลับมายังที่พัก เพื่อเริ่มต้นภาระหน้าที่ ซึ่งจากวินาทีนั้นเป็นต้นมาจะต้องตกอยู่ในความรับผิดชอบของท่านแต่ผู้เดียว

ก่อนที่อิมามจะออกจากค่ายไป ท่านหญิงได้เดินตามมาและขออนุญาตจุมพิตที่ต้นคอของท่าน

ซึ่งท่านศาสดาของพระผู้เป็นเจ้าเคยกระทำเช่นนี้เป็นประจำ ท่านหญิงทราบดีว่าบริเวณนี้เองที่ ชิมร์จอมโหด จะบั่นศีรษะของท่านออกจากร่าง


ในทำนองเดียวกัน ท่านอิมามก็ได้ขออนุญาตจุมพิตที่ข้อมือของ

ท่านหญิง ซึ่งท่านได้กล่าวว่า หลังจากท่านจากไป ท่านหญิงจะถูกจับเป็นเชลยและถูกมัดข้อมือทั้งสองข้างของท่าน มันเป็นการพรากจากกันที่แสนปวดร้าว ซึ่งไม่เคยมีครั้งใดในโลกที่จะเสมอเหมือน

ทันทีที่ท่านหญิงกลับเข้าไปในค่ายพัก อิมามฮูเซนกระตุกสายบังเหียนให้ ‘ซุลญะนา’ ออกวิ่งแต่ม้าซุลญะนาไม่ยอมขยับตัวและยังคงยืนอยู่กับที่เหมือนมีอะไรมาตรึงมันไว้ น่าประหลาดใจในอาการของซุลญะนาเป็นอย่างอย่างยิ่ง ท่านอิมามเข้าใจว่ามันได้รับบาดเจ็บขณะที่ออกไปในสนามรบ ทุกครั้งที่บรรดาผู้ชายของท่านต้องเสียชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ซุลญะนาไม่ได้กินอาหารและน้ำมาเป็นเวลาสามวันแล้ว เหมือนกับบรรดาสมาชิกในครอบครัวของท่านเช่นกัน

ซุลญะนายังคงอยู่ในท่าทางที่ไม่สามารถอธิบายได้ แม้จะพูดไม่ได้ แต่มันก็แสดงให้เข้าใจด้วย


การก้มหัวลงกับพื้น ด้วยอาการเช่นนี้ทำให้ท่านอิมามมองเห็นสะกีนะฮ์บุตรสาวของท่าน กำลังกอดขาซุลญะนาไว้แน่นพร้อมกับร่ำไห้ครวญคราง ด้วยกับการขาดอาหารและน้ำ ทำให้เธอหมดแรงและอ่อนเพลีย จนท่านอิมามแทบจะไม่ได้ยินเสียงของเธอเลย

ท่านอิมามกระโดดลงมาจากหลังม้าทันที แล้วอุ้มสะกีนะฮ์ไว้ในอ้อมกอดและนั่งลงกับพื้น ราวกับว่าจะไม่มีอะไรมาแยกท่านจากกันได้อีก ทั้งสองต่างตกอยู่ในความรู้สึกที่สะเทือนใจอย่างยิ่ง

สะกีนะฮ์จ้องมองที่ดวงตาของบิดา พร้อมกับกล่าวว่า

“โอ้พ่อจ๋า! โปรดบอกกับลูกหน่อยเถิดว่า ท่านมิได้กำลังจะ

จากไปเป็นครั้งสุดท้ายและจะไม่กลับมาอีก ท่านไม่ได้กำลังจะจากสะกีนะฮ์ของท่านไปชั่วนิรันดร์ใช่ไหมคะ?

โอ้พ่อจ๋า! ลูกจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร?”

ท่านอิมามสะท้านด้วยกับคำวิงวอนอันไร้เดียงสาของบุตรสาวที่ท่านรักมากกว่าอะไรทั้งหมด


ท่านทราบดีว่า อะไรคือชะตากรรมที่ถูกกำหนดไว้สำหรับเธอ ด้วยความพยายามควบคุมอารมณ์อย่างที่สุด ท่านจุมพิตครั้งแล้วครั้งเล่า พร้อมกับกล่าวว่า

“โอ้ สะกีนะฮ์ลูกรักของพ่อ! พ่อจะอธิบายกับลูกอย่างไรดี ว่าพ่อจำเป็นต้องออกไปพบกับความตายเช่นเดียวกับคนอื่นๆ ในครอบครัวของเราได้กระทำกันไปแล้ว ลูกยังเด็กเกินกว่าที่จะเข้าใจว่า รางวัลตอบแทนของมันเป็นอย่างไร?

 ชีวิตในโลกนี้เป็นเพียงสิ่งชั่วคราว ทุกชีวิตที่ดำรงอยู่นี้ก็ต้องดับสูญไปในไม่ช้าก็เร็ว พระเจ้าผู้ทรงเกรียงไกร ได้ลิขิตไว้แล้วว่า

มนุษย์ เราจะต้องเจ็บปวดกับการดำรงไว้ซึ่งสัจธรรม เด็กน้อยของพ่อ! อย่าฉุดรั้งพ่อไว้เลย ด้วยกับรอยยิ้มจากริมฝีปากอันไร้เดียงสาของลูก จงกล่าวอำลาต่อพ่อเถิด! เพื่อว่าในไม่ช้าลูกจะได้ติดตามพ่อไปยังสวนสวรรค์ ซึ่งที่นั่นคือ บ้านอันนิรันดร์ของเรา”

คำกล่าวของท่านอิมาม ประดุจดังสิ่งที่ปลุกความหวังให้เกิดขึ้นในหัวใจ เธอจึงกล่าวว่า “พ่อจ๋า!


ท่านพูดว่าลูกจะได้ไปอยู่รวมกับท่านในสวนสวรรค์ในวันหนึ่งข้างหน้านี้ สัญญากับลูกนะคะว่า ท่านจะวิงวอนต่อพระผู้เป็นเจ้า ได้โปรดทำให้การพรากจากกันของเราสิ้นสุดลงโดยเร็ว และให้ลูกได้ไปอยู่ร่วมกับพ่อในสวนสวรรค์ โดยไม่ต้องพรากจากกันอีกตลอดไป” ด้วยคำกล่าวนี้ สะกีนะฮ์จึงโอบกอดบิดาด้วยหัวใจที่สั่นสะท้าน เป็นความจริงว่า เวลาใกล้เข้ามา จนได้ยินเสียงร้องตะโกนจากกองทัพของศัตรู ด้วยความพยายามที่จะควบคุมตนเองอย่างที่สุด ท่านอิมามได้กล่าวกับสะกีนะฮ์ว่า

 “สะกีนะฮ์ลูกสาวสุดที่รักของพ่อ! พ่อสัญญาว่าจะทำตามที่ลูกขอร้อง โอ้ลูกรัก! ลูกก็ต้องให้สัญญากับพ่อว่า ลูกจะต้องอดทนต่อความเจ็บปวดทุกข์ยากด้วยความกล้าหาญเด็ดเดี่ยว จงจำไว้ว่า ถ้าลูกร้องไห้คร่ำครวญถึงพ่อมากเท่าไร อาซัยนับของลูก ซึ่งขณะนี้ได้รับความบอบช้ำและปวดร้าวอย่างมาก และต้องแบกรับภาระความรับผิดชอบทุกอย่างหลังจากพ่อจากไป จะต้องหัวใจแตกสลายกับการเสียใจและการร่ำไห้คร่ำครวญของลูก”สะกีนะฮ์พึมพำอย่างแผ่วเบาว่า


 “พ่อจ๋า! ลูกให้สัญญาว่าจะทำทุกอย่างตามที่พ่อต้องการ”

เธอ

ได้ซุกศีรษะกับอกของผู้เป็นบิดา ร่ำไห้อย่างแผ่วเบาชั่วครู่ เธอค่อยๆ ลุกขึ้น จูบลาและถอยมายืนอยู่ข้างๆซุลญะนา

 เธอมองดูซุลญะนาควบออกไป ท่านอิมามเหลียวหลังกลับมามองเธอ เป็นการแสดงความรักอย่างสุดซึ้งเป็นครั้งสุดท้าย เธอได้ยกมือน้อยๆ ของเธอขึ้นพร้อมกับโค้งคำนับด้วยความเคารพเป็นครั้งสุดท้าย

ท่านหญิงซัยนับ ได้ยินเสียงพี่ชายของท่านควบม้าออกไปจากค่าย ท่านไม่สามารถอดใจไว้ได้ จึงยกม่านที่ปิดบังประตูที่พักไว้ เฝ้ามองตามไปอย่างไม่ละสายตา

ท่านหญิงเฝ้ามองดูการต่อสู้ครั้งสุดท้ายของพี่ชาย พร้อมกับนึกสรรเสริญในความกล้าหาญและความสามารถในการรบของท่านอิมาม ที่ทำให้กองทัพของศัตรูต้องแตกกระเจิง


 ท่านอิมามได้ควบม้าพุ่งทะยานไปอย่างเร็ว ในที่ซึ่งท่านหญิงไม่อาจมองเห็นท่านได้ ท่านหญิงในชุดคลุมตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า จึงวิ่งออกมาจากค่ายพักไปยังเนินทรายเล็กๆ ใกล้กับค่ายพักนั่นเอง เพื่อว่าจะได้มองเห็นภาพในสนามรบอย่างชัดเจน เนินทรายนี้ต่อมาเป็นที่รู้จักกันในนาม‘เนินทรายของซัยนับ ’ ณ ที่นี้ท่านได้มองเห็นพี่ชายของท่านนอนหมดสติแน่นิ่งบนพื้นทราย ที่แผดเผาด้วยแสงจากดวงอาทิตย์ ซุลญะนายืนคุ้มกัน ท่านอิมามด้วยการก้มหัวลงมายังท่าน ท่านหญิงไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นที่นั่น

 ท่านหญิงเฝ้าดูเหตุการณ์โดยตลอด มองเห็น อุมัร บุตรของสะอัด และชิมร์ เหยียบไปบนหลังของท่านอิมามพร้อมกับดาบในมือของมัน ด้วยความพยายามที่จะรักษาชีวิตของท่านอิมาม ท่านจึงตรงไปยังที่ซึ่งท่านอิมามนอนอยู่นั้น และได้เผชิญหน้ากับอัมร์ และกล่าวว่า “โอ้ อุมัร บุตรของสะอัด!

ฉันขอร้องเจ้าในฐานะหลานของศาสนทูตของพระผู้เป็นเจ้า

ให้เจ้าจงไว้ชีวิตพี่ชายของฉัน”


อุมัรกลับเมินหน้าหนีไปจากท่าน แต่ท่านหญิงก็ตามไปและกล่าวอีกว่า “โอ้ ลูกของสะอัด บุตร อบีวักก็อซ

อุมัร! เจ้าจะยืนอยู่ตรงนี้และมองดูพี่ชายของฉันถูกสังหาร โดยไม่ได้ดื่มน้ำสักหยดเดียวกระนั้นหรือ?

ด้วยนามของพระผู้เป็นเจ้า ฉันขอร้องให้เจ้าไว้ชีวิตพี่ชายของฉัน” มันยังคงยืนนิ่งเงียบราวกับว่ามันไม่ได้ยินคำขอร้องของท่านเลย

เหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ในสายตาของท่านอิมามโดยตลอด มากเท่ากับความเจ็บปวดที่ได้รับ ท่านไม่สามารถมองเห็นน้องสาวของท่านกำลังถูกลดเกียรติ โดยคำขู่ตะคอกของ อิบนิ สะอัด

ท่านตระหนักดีว่า น้องสาวของท่านจะไม่สามารถทนเห็นภาพที่ศีรษะของท่านกำลังจะถูกตัดออกจากร่างไปต่อหน้าต่อตา ได้รวบรวมกำลังทั้งหมดที่ยังเหลือยู่ ท่านพยายามเปล่งเสียงอันดังว่า “น้องสาวของพี่! พี่ขอร้องให้เจ้ากลับไปยังที่พักโดยเร็ว เพื่อเห็นแก่ความรักที่เธอมีต่อพี่ จงรีบกลับไปยังค่ายพัก มันจะทำให้พี่ยิ่งเจ็บปวดมากขึ้น ถ้าเธอจะยังคงอยู่ตรงนี้ต่อไป”


ท่านหญิงซัยนับจึงรีบกลับไปยังที่พัก ร่ำไห้คร่ำครวญอย่างไม่อาจทนได้ เมื่อมาถึงที่พักท่านตรงไปยังกระโจมของหลานชาย ซึ่งนอนป่วยหนักอยู่บนเตียง ปลุกให้ตื่นและเล่าถึงเหตุการณ์ที่ได้ประสบมาท่านช่วยพยุงและพามาที่หน้ากระโจม

ทั้งสองยืนอยู่ตรงนั้นด้วยความสงบนิ่งโดยไม่มีคำพูดใดๆ ในขณะนั้น ท่านรู้สึกราวกับว่า แม้แต่สรรพสิ่งในธรรมชาติ ก็กำลังร่วมทุกข์ระทมกับพวกท่าน ได้เกิดมีลมกรรโชกอย่างหนัก พัดเอาฝุ่นทรายที่

ถูกแผดเผาด้วยแสงจากดวงอาทิตย์ ปลิวคลุ้งไปทั่วบริเวณ มันได้พัดน้ำในแม่น้ำยูเฟรติส เป็นระลอกคลื่นที่เชี่ยวกราก พร้อมกับมีเสียงฟ้าคำรามตามมาอย่างน่าสะพึงกลัว ภาพไกลออกไปในฝุ่นทรายที่ปลิวว่อนฟุ้งไปทั่วบริเวณ

ท่านทั้งสองได้มองเห็นศีรษะของอิมามฮูเซน เสียบอยู่ที่ปลายหอก ได้ยินเสียงกลองในกองทัพของยะซีดได้ตีประโคมประกาศยุติการต่อสู้


ท่านหญิงหวีดร้องครวญคราง “ยาฮูเซน ยาฮูเซน! ใน

ที่สุดพวกมันก็ได้สังหารท่าน พวกมันบั่นศีรษะของท่านโดยที่ท่านไม่ได้ดื่มน้ำแม้แต่เพียงหยดเดียว”

เมื่อจบคำพูด ท่านก็แน่นิ่งหมดสติลงในอ้อมแขนของหลานชาย

อิมามซัยนุลอาบิดีน ค่อยๆ วางท่านหญิงลง พร้อมกับก้มศีรษะกราบลงบนพื้นและกล่าวว่า “โอ้ อัลลอฮ์! ข้าพระองค์ขอมอบหมายตามที่

พระองค์ทรงประสงค์ เรามาจากพระองค์ และ ณ พระองค์เท่านั้นคือที่คืนกลับ” (อัล กุรอานบทที่ ๒โองการที่ ๑๕๖)

หลังจากสังหารท่านอิมามแล้ว ชิมร์ได้รุดไปยังค่ายพัก เพื่อที่จะสังหารอิมามซัยนุลอาบิดีน บุตรและทายาทผู้สืบทอดของอิมามฮูเซน ด้วยความกล้าหาญของท่านหญิงซัยนับ ที่ได้ช่วยปกป้องชีวิตของหลานชายไว้ ด้วยการยืนกั้นระหว่างอิมามซัยนุลอาบิดีนและฆาตกร

ในขณะที่ศีรษะของอิมามฮูเซน ถูกเสียบไว้ที่ปลายหอก บรรดาปีศาจได้หยุดแกว่งไกวดาบของพวกมัน โดยหันไปสาละวนอยู่กับการกระทำที่หยาบช้าน่ารังเกียจ ม้าถูกควบขี่กลับเข้ามาใหม่อีกครั้ง


ทหารม้าได้รับคำสั่งให้ควบม้าเหยี่ยบย่ำไปบนร่างของบรรดาผู้สละชีพ และบดขยี้ร่างที่นอนเกลื่อนอยู่บนพื้นดินนั้น

ก้าวต่อไปของพวกมัน คือพุ่งจุดสนใจไปยังค่ายพักของอิมามฮูเซน ซึ่งขณะนี้เหลือเพียงสตรีที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ที่กำลังร่ำไห้กันอยู่ เด็กๆ ส่งเสียงร้องเรียกตะโกนหาด้วยความตกใจ

และอิมามซัยนุลอาบิดีนกำลังป่วยหนัก นอนหมดสติด้วยพิษไข้ พวกมันได้เข้ามาปล้นสะดมและจุดไฟเผาค่ายพัก

บรรดาสตรีผู้สูงศักดิ์และเด็กๆ ที่ไร้เดียงสา พากันวิ่งไปวิ่งมาระหว่างกระโจมที่กำลังถูกไฟโหมไหม้ พวกเด็กๆ บางคนสูญหายไปในกองเพลิง พวกมนุษย์ใจสัตว์ได้จับเอาผู้หญิงและเด็กๆ เป็นเชลย อิมามซัยนุลอาบิดีนที่กำลังอ่อนเพลียด้วยอาการไข้ ถูกล่ามโซ่ตรวนที่หนักอึ้ง


หลังจากสมใจกับการสังหารแล้ว พวกมันก็ละทิ้งร่างของอิมามฮูเซนและบรรดาผู้สละชีพไป โดยมิได้ฝังศพของพวกเขา กองกำลังปีศาจได้ละออกจากท้องทุ่ง ‘กัรบะลา’ มุ่งหน้าไปยัง ‘กูฟะฮ์’ และต่อไปยัง ‘ดามัสกัส’ พร้อมกับกองคาราวานของบรรดาเชลย ซึ่งเป็นครอบครัวของท่านศาสดา.

บทที่ ๘

ค่ำคืนวิปโยค

ฝุ่นทรายหนาทึบที่ยังคงปกคลุมอยู่เหนือท้องทะเลทรายแห่งกัรบะลาอ์ ในขณะที่ ดวงอาทิตย์ กำลังจะลับขอบฟ้า เหตุการณ์ในวันนั้น การสังหารหมู่ของ ‘วิญญาณอันบริสุทธิ์’ ได้โปรยปรายความ

โศกเศร้าไปทุกหย่อมหญ้าของท้องทะเลทรายนั้น


ซึ่งก่อนหน้านี้ เคยเงียบสงบอย่างน่าสะพึงกลัว ปีแล้วปีเล่า! ได้ถูกทำลายลงด้วยเสียงประโคมของกลองที่เฉลิมฉลองชัยชนะ ในความสำเร็จ เพราะกองทัพที่มีเสบียงพร้อมมูล ทหารที่ถูกจัดเตรียมมาอย่างดี เพื่อต่อสู้กับนักรบชั้นเยี่ยมผู้กล้าหาญซึ่งมีจำนวนเพียง

หยิบมือ ซ้ำยังไม่ได้มีอาหารและน้ำตกถึงท้องมาสามวันแล้ว

แต่ละท่านได้ต่อสู้ไปบนทุกตารางนิ้วของพื้นทราย ด้วยการแสดงออกถึงความองอาจเยี่ยงวีรบุรุษ ซึ่งจะยังคงจารึกไว้โดยไม่มีผู้ใดเสมอเหมือนได้ในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ

เมื่อเสียงกลองสงบลง พายุทรายได้พัดพาเอาเสียงร้องครวญครางจากกระโจมที่ล้มคว่ำลงมา

กองกับพื้น บ้างก็ถูกปล้นสะดม ถูกเผา เก็บริมของมีค่าไปจนหมดสิ้น กระโจมที่ว่านี้คือค่ายพักของอิมาม

ฮูเซน เสียงร้องครวญครางที่มาจากกระโจมนั้น เป็นเสียงของบรรดาสตรีและเด็กๆ ในครอบครัวของท่านศาสดา ผู้ซึ่งได้รับความเจ็บปวดทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส สุดจะบรรยาย ถูกลดเกียรติด้วยน้ำมือของบ่าวรับใช้ที่มีแต่ความโลภของยะซีด


ไม่นานนักหลังจากการถูกสังหารอย่างเหี้ยมโหดของอิมามฮูเซน ทหารของยะซีดพากันบุกเข้าไปในค่ายพัก ที่ซึ่งบรรดาสตรีและเด็กไม่สามารถปกป้องตนเองได้ของอิมามฮูเซนและผู้ใกล้ชิดของท่าน

พำนักอยู่ ทหารที่มีแต่ความเหี้ยมโหดและป่าเถื่อน ได้แย่งชิงแม้กระทั่งเสื้อผ้าอาภรณ์ แต่ไม่มีอะไรมีค่ามากมายอย่างที่ พวกมันคิด ลูกชายของอะลีและฟาฏิมะฮ์ ไม่นิยมใช้ของฟุ่มเฟือย ดังนั้นสิ่งที่มันได้พบในกระโจมจึงทำให้พวกมันผิดหวังอย่างมาก เสื้อที่ทำจากฝ้ายเนื้อหยาบๆ ที่พวกมันฉกฉวยไปนั้น ไม่มีราคาค่างวดอะไรสำหรับพวกมัน แต่มันมีค่ามากมายต่อจิตใจของบรรดาสตรีและเด็กๆ ที่ถูกแย่งชิงไป เพราะเสื้อผ้าส่วนใหญ่นั้น ท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ จะถักทอด้วยมือของท่านเอง เปลไม้เล็กๆ ที่พวกมันฉกชิงไปนั้น

มีค่าต่อจิตใจของมารดาของอะลี อัสกัร อย่างยิ่ง เพราะมันจะเป็นเครื่องเตือนใจให้รำลึกถึงทารกน้อยที่ต้องจากไปก่อนวัยอันควร ในอ้อมแขนของบิดา โดยที่ต้นคอของเขาถูกปักด้วยลูกธนูจาก ฮัรมะละฮ์


สตรีหม้ายและลูกกำพร้า ผู้ซึ่งสูญเสียบุคคลอันที่เป็นที่รักไปไม่นาน ต้องถูกมนุษย์ใจบาปทุบตีและโบยด้วยแส้อย่างป่าเถื่อน ยังไม่สาแก่ใจพวกใจบาป! มันจุดไฟเผากระโจม โอ้ มันช่างเลวร้ายอะไรเช่นนี้?!

หนูน้อยคนหนึ่งวิ่งออกมาจากกระโจมหนึ่งที่กำลังถูกไฟเผา โดยมีไฟลุกติดมากับเสื้อของเธอ

ทหารฝ่ายศัตรูคนหนึ่งได้มองเห็นสภาพที่น่าเวทนานั้น จึงตรงเข้าไปช่วยดับไฟให้ หนูน้อยมองดูด้วยความประหลาดใจอย่างยิ่ง เพราะเธอไม่คาดหวังว่าจะยังคงเหลือสำนึกของความเป็นมนุษย์แม้แต่น้อยนิด ปรากฏอยู่ในหัวใจของพวกสัตว์ป่าที่เข้ามาก่อกรรมทำเข็ญกับพวกเธอ เมื่อเห็นเช่นนั้น

หนูน้อยคิดว่าเขาอาจจะมีจิตใจที่ต่างไปจากคนอื่นๆ จึงร่ำไห้ และพูดขึ้นว่า

“โอ้ ท่านผู้อาวุโส! ในเมื่อท่านมีเมตตากับฉัน ก็

จงช่วยฉันอีกครั้ง


โปรดบอกทางไปเมืองนะญัฟให้กับฉันหน่อยเถิด” ทหารคนนั้นรู้สึกประหลาดใจกับคำขอร้องนั้น จึงตอบไปว่า “นะญัฟ อยู่ไกลจากที่นี่เป็นระยะทางหลายไมล์ ช่วยบอกฉันซิว่า!

 ทำไมหนูถึงอยากรู้ทางไปเมืองนะญัฟ” เด็กน้อยตอบอย่างไร้เดียงสาว่า “ฉันต้องการจะไปยังหลุมศพของคุณปู่ของฉัน

ท่านอิมามอะลี ซึ่งฝังอยู่ที่นะญัฟ เพื่อไปบอกท่านว่า พวกผู้ชายของท่านได้ทำอะไรกับพวกเรา พวกผู้ชายของเราได้ถูกสังหาร พวกผู้หญิงได้รับการปฏิบัติอย่างเลวร้าย ฉันต้องการจะไปบอกกับท่านว่า

พวกมันได้กระชากตุ้มหูหลุดไปจากใบหูของ ‘สะกีนะฮ์’ ญาติของฉัน ซึ่งเลือดยังคงไหลไม่หยุด และเธอเจ็บปวดทรมานมากมายเพียงใด”


ท่านหญิงซัยนับ ซึ่งขณะนั้นได้กลายเป็นผู้รับผิดชอบทุกอย่างในค่ายพัก ตามคำสั่งเสียของพี่ชายสุดที่รักของท่าน ท่านไม่ทราบว่าจะทำอย่างไรต่อไป

 ท่านคิดอยากจะถามบรรดาผู้หญิงและเด็กๆว่า

“ถ้าจะถูกเผาไหม้ในกองไฟ จะดีกว่าที่จะต้องมาทนอยู่ในสภาพอันอัปยศอดสูเช่นที่เป็นอยู่ขณะนี้หรือไม่?” แต่ในภาวะคับขันหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ ท่านควรจะปฏิบัติตามคำแนะนำของพวกเขากระนั้นหรือ?

ท่านหญิงคิดทบทวนในใจ ขณะนั้น อิมามซัยนุลอาบิดีน นอนหมดสติอยู่บนพื้นกระโจมที่ถูกไฟเผา แม้แต่เสื่อที่ใช้ปูนอนก็

ถูกพวกใจสัตว์ฉกชิงไป ท่านหญิงซัยนับคิดได้เช่นนั้น ไม่มีทางเลือก ท่านนึกถึงอิมามซัยนุลอาบิดีน ว่า เป็นผู้เดียวเท่านั้นที่จะต้องขอคำปรึกษาและปฏิบัติตามการตัดสินใจของท่าน ในเรื่องสำคัญในภาวะวิกฤติเช่นนี้ ท่านรุดไปยังอิมามและปลุกท่านให้ตื่น พร้อมกับกล่าวว่า


“โอ้ หลานรัก! ในฐานะที่เจ้าเป็นอิมามของพวกเรา ฉันขอร้องให้เจ้าช่วยบอกเราทีซิว่า พวกเราควรจะทำอย่างไรต่อไปในภาวะคับขันเช่นนี้?

เราจะคงอยู่ในกระโจมแล้วปล่อยให้ไฟเผาร่างของเราจนไหม้เกรียม หรือจะออกไปในที่ๆ ปลอดภัยนอกระโจม” อิมามลืมตาที่แดงก่ำด้วยพิษไข้ พยายามลุกขึ้นนั่งและตอบว่า “ท่านอา ที่รัก! มันเป็นหน้าที่ของเราตามหลักการศาสนาว่า จะต้องพยายามจนสุดความสามารถที่จะรักษาชีวิตของเราไว้

พวกเราทุกคนจะต้องออกจากกระโจมมาอยู่ในที่ๆ ปลอดภัย แม้ว่าเราจะไม่เต็มใจก็ตาม” ได้ยินเช่นนั้น

ท่านหญิงซัยนับและอุมมุลกุลซูม จึงจัดการให้ผู้หญิงและเด็กๆ ทุกคนออกจากกระโจมที่ไฟกำลังไหม้ทันที รวมทั้งอิมาม

ซัยนุลอาบิดีนด้วย


ไม่นานนักไฟก็ได้เผาผลาญกระโจมทุกหลังจนหมดสิ้น มีเพียงกระโจมเดียวที่ยังคงเหลืออยู่ ถึงกระนั้นบางส่วนก็เสียหายเพราะถูกไฟเผา พวกผู้หญิงและเด็กๆ ช่วยกันซ่อมแซมส่วนที่เสียหายเท่าที่จะ

ทำได้ ตามสภาพที่เป็นอยู่ในขณะนั้น แล้วจึงพากันมารวมอยู่ในกระโจมหลังเดียวที่เหลืออยู่นั้น ซึ่งพอจะใช้เป็นที่กำบังหลบภัยได้

เมื่อความมืดเข้าปกคลุม ดวงจันทร์เริ่มปรากฏขึ้นเหนือขอบฟ้า แสงของมันแดงฉานราวกับแสงของกองเพลิง บางทีอาจจะเป็นผงมาจากฝุ่นทรายจำนวนมากที่ฟุ้งกระจายอยู่ในอากาศ หรือบางที เงาของดวงจันทร์เสี้ยวต้องเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน เพราะความกริ้วโกรธในการกระทำอันโหดร้ายที่ได้ก่อกรรมทำเข็ญกับสมาชิกผู้ไร้เดียงสาในครอบครัวของท่านศาสดา มันเป็นการยากที่จะบอกได้ เด็กๆ ที่หิวกระหายซึ่งยังคงไม่มีน้ำดื่ม ต่างพากันวิ่งออกไปนอกกระโจม เงยหน้าพร้อมกับอ้าปาก โดยพยายามที่จะดื่มน้ำค้างที่หวังว่าจะตกลงมาเป็นหยดน้ำเล็กๆ บ้าง แต่ความพยายามนั้นก็ไร้ผล เพราะเม็ดทรายได้แผ่กระจายความร้อนออกมา จนทำให้แม้แต่หยดน้ำค้างก็ต้องระเหยไปในบรรยากาศจนหมดสิ้น


ด้วยพื้นฐานจิตใจและสัญชาติญาณอันต่ำช้าของอุมัร บุตรของสะอัด และผู้ใต้บังคับบัญชาของเขา ยังไม่หนำใจต่อการก่อกรรมทำเข็ญกับบรรดาผู้หญิงและเด็กๆ ของอิมามฮูเซน พวกเขาปรึกษา

กันว่า จะทำอย่างไรจึงจะได้แก้แค้นให้สะใจมากกว่านี้อีก บางคนในพวกมันแนะนำว่า หลังจากที่พวกมันจัดการฝังศพทหารของพวกมันเสร็จแล้ว ก็ให้ทหารควบม้าเหยียบย้ำไปบนร่างของบรรดาผู้สละชีวิตในค่ายพักของอิมามฮูเซน ด้วยคำแนะนำดังกล่าว ทหารกลุ่มหนึ่งจากเผ่าบนี สะอัด ลุกขึ้นประท้วงว่า

 พวกมันจะไม่ยอมอนุญาตให้ปฏิบัติต่อบรรดาผู้สละชีพ ซึ่งติดตามอิมามฮูเซนที่เป็นคนในเผ่าของพวกเขา ซึ่ง

พวกเขาต้องเสียเกียรติด้วยการกระทำที่อัปยศเช่นนี้

ผู้คนจากเผ่าและตระกูลต่างๆ พากันประท้วงไม่ยอมให้ปฏิบัติเช่นนั้นกับคนในตระกูลของพวกตนเช่นกัน บุตรของสะอัดเห็นการขัดแย้งที่เกิดขึ้น จึงตัดสินใจว่า เฉพาะร่างของอิมามฮูเซน เท่านั้น ที่จะให้ทหารควบม้าเหยียบย่ำไปบนร่างที่ไร้ศีรษะนั้น


 ความต้องการถูกนำไปปฏิบัติให้สัมฤทธิ์ผลทันที ไม่มีใครเลยในหมู่พวกมันที่จะยับยั้งว่า แม้อิมามจะมิได้มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับพวกเขา แต่ท่านก็เป็นหลานของท่านศาสดา สายเลือดของศาสดาสมควรจะได้รับการปฏิบัติที่ดีกว่านี้ แม้ว่าจะไม่ใช่ขณะที่ยังมี

ชีวิตอยู่ อย่างน้อยในยามตาย! ไม่มีใครในพวกเขาอีกนั้นแหละ! ที่พอจะมีคุณธรรมที่จะกล่าวว่า

 “ศาสดาแห่งอิสลามได้กำชับพวกเราเสมอว่า ห้ามกระทำการดูถูกเหยียดหยามแม้แต่ร่างของข้าศึกศัตรู ที่ถูกฆ่าตายในสนามรบที่สู้รบกับท่านศาสดา”

ท่านหญิงซัยนับและอุมมุลกุลซูม เมื่อทราบข่าวว่า ร่างของอิมามจะถูกกระทำอย่างไร้เกียรติเช่นนั้น ทำให้ท่านทั้งสองเศร้าสลดใจอย่างไม่อาจจะพรรณนา แต่ท่านก็ไม่สามารถทำอะไรได้เลยในภาวะเช่นนี้

ค่ำคืนได้ผ่านไปอย่างเชื่องช้า ราวกับว่าเวลาจะหยุดอยู่กับที่ แม้จะเหน็ดเหนื่อย อ่อนเพลียและสลดหดหู่ใจ ท่านหญิงตระหนักดีว่า ท่านจะต้องดำเนินการตามภาระหน้าที่ความรับผิดชอบของท่าน


เพราะเหตุว่าขณะนั้น อิมามซัยนุลอาบิดีนต้องทนอยู่กับพิษไข้ที่รุนแรงขึ้น ท่านหญิงเรียกหาท่านหญิงอุมมุลกุลซูมและบอกกับเธอว่า ก่อนอื่น จะต้องช่วยกัน ดูแลบรรดาเด็กกำพร้า ตามความประสงค์สุดท้ายของอิมามฮูเซน ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

ทั้งสองเห็นพร้องต้องกันว่า ก่อนอื่นจะต้องนับจำนวนเด็กว่าไม่มีคนใดสูญหายไปในทะเลทรายอันเวิ้งว้าง ระหว่างการชุลมุนวุ่นวายที่เกิดขึ้นเนื่องจากการลอบวางเพลิง

ดังนั้นทั้งสองท่านจึงออกมาตรวจตรานอกค่ายพัก

ท่านหญิงได้เรียกเด็กๆ ให้มารวมกัน และเริ่มนับจำนวนและตรวจสอบหลักฐานแต่ละคน ท่านได้พบว่าในจำนวนนั้นมีเด็กหายไปหนึ่งคน ด้วยความตกใจ! ท่านพบสะกีนะฮ์บุตรสาวสุดที่รักของอิมามฮูเซน ผู้ซึ่งท่านได้วิงวอนให้ช่วยดูแลอย่างดีเป็นพิเศษก่อนที่ท่านจะจากไป ซึ่งไม่ได้อยู่ในที่นั้น


ในค่ำคืนที่มืดมิด ซึ่งมีแต่เพียงแสงริบหรี่ของจันทร์เสี้ยว

ท่านหญิงซัยนับและอุมมุลกุลซูมเริ่มต้นค้นหาแต่ก็ไร้ผล ท่านเดินหาไปทั่วก็ไม่พบร่องรอยของสะกีนะฮ์เลย ในทุกๆ วินาทีที่ทำการค้นหา ท่านมีความวิตกกังวลเพิ่มมากขึ้นเป็นทวีคูณ จนหมดหนทางที่จะหาพบ ท่านจึงร้องเรียกด้วยเสียงอันดังว่า

“โอ้สะกีนะฮ์หลานรัก! จงบอกซิว่าเธออยู่ที่ไหน อาจะไปหาเธอได้ที่ไหนในทะเลอันเวิ้งว้างนี้”

 แต่มีเพียงเสียงสะท้อนกลับของท่านเท่านั้นที่เป็นคำตอบที่ท่านกำลังรอฟัง เมื่อไม่มีคำตอบ ท่านจึงหันไปยังสถานที่ที่ร่างของอิมามฮูเซน นอนแน่นิ่งอยู่ ท่านหญิงวิ่งตรงไปยังร่างนั้นแล้วร่ำไห้ว่า

 “ฮูเซนที่รัก! น้องค้นหาสะกีนะฮ์บุตรสาวอันเป็นที่รักของท่าน ที่ทิ้งไว้ให้อยู่ในความดูแลของฉันไม่พบ ช่วยบอกฉันที่เถิดว่า จะหาเธอในทะเลทรายอันเวิ้งว้างนี้พบได้อย่างไร?”

 ทันทีที่ท่านหญิงเข้ามาใกล้ร่างของอิมาม ดวงจันทร์ที่กำลังซ่อนอยู่หลังกลุ่มเมฆอันหนาทึบ ได้เคลื่อนตัวออกมาส่องแสงสว่างแก่บริเวณนั้น ด้วยแสงสลัวๆ ท่านหญิงได้มองเห็นสะกีนะฮ์โอบกอดอยู่ที่ร่างอันไร้วิญญาณของอิมามและกำลังหลับสนิท โดยศีรษะของเธอแนบอยู่กับอกของอิมาม


ในขณะนั้น ท่านหญิงซัยนับคิดว่า หนูน้อยคงจะสิ้นชีวิตเสียแล้ว เนื่องจากไม่สามารถทนต่อความเจ็บปวดทุกข์ทรมานที่เธอได้รับหลังจากการเสียชีวิตของบิดา

ท่านหญิงซัยนับค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้หนูน้อย กล่าวอย่างแผ่วเบาว่า “สะกีนะฮ์ หลานของอา!

อามาที่นี่หลังจากที่ได้ค้นหาหนูจนทั่ว” หนูน้อยลืมตาขึ้น แม้ว่าในทะเลทรายที่มืดสลัวเช่นนี้ ท่านหญิงก็สามารถมองเห็นดวงตาของสะกีนะฮ์ที่บวมช้ำ ราวกับว่าเธอได้ผ่านการร่ำไห้มาอย่างมากมาย กำลังโอบกอดร่างของบิดาอยู่ ท่านจึงค่อยๆ อุ้มร่างของหลานรักขึ้นไว้ในอ้อมแขนและกล่าวว่า “สะกีนะฮ์ บอกอาซิว่า

 อะไรพาหนูมาที่นี่ หนูหาร่างที่ไร้ศีรษะของคุณพ่อในความมืดพบได้อย่างไร?” หนูน้อยตอบอย่างไร้เดียงสาว่า

“โอ้ คุณอา! หนูทนต่อความต้องการที่จะบอกกับคุณพ่อไม่ได้ ว่าคนพวกนี้ได้ทำอะไรกับหนูบ้าง? หนูต้องการจะบอกว่า สะกีนะฮ์ได้ถูกแย่งชิงตุ้มหูซึ่งท่านมอบให้เป็นของขวัญด้วยความรักไปอย่างไร? หนูอยากจะบอกอีกว่า พวกมันนอกจากจะไม่ปรานีแล้ว


 มันยังกระชากออกไปจนใบหูของหนูต้องฉีกขาด พอหนูร้องด้วยความเจ็บปวด หนูก็ถูกมนุษย์ใจบาปตบเอาอย่างไม่ปรานี” หนูน้อยร่ำไห้

“ตอนที่หนูวิ่งออกจากกระโจมอย่างไร้จุดหมายกลางทะเลทราย ร้องเรียกว่า ‘คุณพ่อขา! บอกหนูทีท่านนอนอยู่ตรงไหน? สะกีนะฮ์ต้องการไปหาท่าน เพื่อจะบอกถึงความเจ็บปวดทั้งหมดที่ได้รับหลังจากท่านจากไป’ หนูรู้สึกว่าเสียงสายลมร้องคร่ำครวญมาทางนี้ ราวกับเสียงของคุณพ่อร้องตอบหนูว่า ‘สะกีนะฮ์ของพ่อ มานี่ มานี่’ หนูจึงมาตรงนี้ แล้วก็ได้พบว่าคุณพ่อนอนอยู่ตรงนี้ ท่านอาคะ! หนูได้เล่าให้คุณพ่อฟังทั้งหมดที่หนูต้องทนทุกข์ ทุกอย่างที่ท่านอาและทุกๆ คนต้องเจ็บปวดตั้งแต่ท่านจากไป หนูได้เล่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นให้ท่านฟังแล้ว ทำให้หนูรู้สึกสบายใจขึ้นและรู้สึกอย่างจะหลับอยู่ในอ้อมอกของท่านเป็นครั้งสุดท้าย เหมือนกับที่หนูเคยทำเช่นนี้เสมอๆ เมื่อครั้งที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ หนูจึงซุกหน้าแนบกับอกท่านและหลับไป จนกระทั่งท่านมาปลุกหนูให้ตื่นขึ้น”


เมื่ออุ้มสะกีนะฮ์ไว้ในอ้อมกอดแล้ว ท่านหญิงซัยนับก็กลับไปยังค่ายพัก ทั้งๆ ที่ท่านยังอยากจะนั่งอยู่ตรงนั้น เพื่อได้อยู่ใกล้ร่างของอิมามฮูเซน เพื่อหลั่งรินหัวใจของท่านออกมาต่อหน้าท่านอิมาม

เหมือนเช่นสะกีนะฮ์ แต่ท่านก็ไม่สามารถทำตามความต้องการได้ เพราะท่านตระหนักดีว่า อุมมุลซูม และมารดาของสะกีนะฮ์ กำลังรอท่านและสะกีนะฮ์อยู่ด้วยความกังวลและความหวัง ท่านจึงรีบกลับไปโดยเร็วเท่าที่เท้าอันอ่อนแรงของท่านจะอุ้มสะกีนะฮ์ไปได้

เมื่อมาถึงค่ายพัก ท่านได้มอบร่างอันอ่อนแรงของหลานสาวให้กับมารดาของเธอ และขอร้องให้พาเธอไปนอนพัก ส่วนตัวท่านยังมีภาระอื่นๆ ที่จะต้องกระทำและจะต้องคอยระมัดระวังตรวจตา

ภายนอกคัยมา มันไม่ใช่เป็นการปกป้องทรัพย์สินของมีค่า แต่มันเป็นการป้องกันไม่ให้มีใครมารบกวนบรรดาเด็กๆ ซึ่งหิวกระหาย ที่กำลังหลับอยู่ด้วยความอ่อนหล้า


ท่านออกมานอกกระโจมเพราะสังเกตเห็นคนกลุ่มหนึ่ง กำลังเดินตรงมายังกระโจมของท่าน เงาของพวกเขาปรากฏขึ้นเนื่องจากคบเพลิงที่ถืออยู่ในมือ ท่านหญิงรู้สึกโกรธต่อผู้บุกรุกที่ไม่มีความเห็นใจ

แม้แต่จะปล่อยให้เด็กๆ ได้พักผ่อนหลับนอนแม้เพียงชั่วครู่ ท่านเดินตรงไปยังกลุ่มคนกลุ่มนั้นอย่างรีบเร่ง

เมื่ออยู่ในระยะที่พอจะได้ยินการสนทนา ท่านได้ขอร้องให้พวกเขากลับไปเสีย “ถ้าท่านมาเพื่อประสงค์จะมาปล้นสะดมของมีค่าจากเรา ฉันขอบอกว่า ผู้คนของท่านไม่ได้เหลืออะไรที่มีค่าไว้ให้กับเราเลยแม้แต่น้อย เด็กๆ ของเรากำลังหลับ การเข้ามารื้อค้นจะทำให้พวกเขาตื่น หรือถ้าพวกท่านยังต้องการอะไรอยู่อีก ก็จงกลับมาใหม่พรุ่งนี้ พวกเราผู้หญิงและเด็กๆ ไม่สามารถเล็ดรอดหนีออกไปจากวงล้อมของพวกท่านในยามวิกาลได้”


ท่านหญิงได้รับคำตอบจากสตรีที่มากับกลุ่มคนนั้น ทำให้ท่านประหลาดใจกับวาจาอันสุภาพเรียบร้อยที่แสดงความเคารพนบน้อม ซึ่งเธอได้ตอบว่า “ท่านหญิงของฉัน! เราไม่ได้มาเพื่อต้องการอะไรจากท่าน และเราก็รู้ว่าที่ท่านพูดนั้นเป็นความจริง ว่าไม่มีอะไรเหลือไว้สำหรับท่านอีก เราได้นำอาหารและน้ำมาให้กับเด็กๆ และบรรดาสตรีหม้ายของท่าน” ไม่มีอะไรจะทำให้ท่านหญิงประหลาดใจได้มากเท่ากับได้ยินคำตอบนั้น ทหารจากกองทัพของยะซีดและสตรีที่มาด้วยได้มาถึงกระโจมแล้ว ท่านมองเห็นจากแสงของคบเพลิงที่พวกเขาถือมา ว่าสิ่งที่สตรีผู้นั้นพูดเป็นความจริง ทหารบางคนแบกถาดใบใหญ่ซึ่งบรรจุขนมปังไว้บนศีรษะ บางคนก็ถือคนโทที่มีนํ้าเต็มมาในมือ ความรู้สึกที่ได้เห็นภาพน้ำในคนโท กลับสะเทือนใจท่านอย่างยิ่ง ด้วยน้ำนี้เองที่ทุกๆ คน ไม่ว่าจะเป็นเด็กๆ บุตรชายทั้งสองของท่าน หลานชายและพี่ชายของท่าน ต้องหิวกระหายจนตายไปโดยไม่มีน้ำแม้แต่หยุดเดียวที่จะได้รับจากพวกเขา


ท่านหญิงพยายามควบคุมตนเองและนำสตรีนั้นเข้ามาในกระโจม ท่านพยายามทบทวนความจำแต่ไม่สามารถทราบได้ว่า สตรีที่สนทนาด้วยความสุภาพอ่อนน้อมนี้เป็นใครกัน ท่านจึงถามขึ้นว่า “เธอเป็นใคร!

และอะไรทำให้ผู้คนของเธอยอมนำอาหารและน้ำมาให้?”

นางกล่าวตอบว่า “ท่านหญิงของฉัน! ฉันคือภรรยาหม้ายของฮูร ผู้ซึ่งเมื่อคืนก่อนได้มายังพี่ชายของท่านในฐานะทหารของยะซีด แต่เมื่อเช้านี้เขาได้เป็นผู้สละชีพเพื่อปกป้องพี่ชายของท่าน สามีของฉันเป็นผู้บังคับการกองทหารของยะซีด” ทันทีที่ทราบว่าแขกของท่านคือภรรยาหม้ายของนักรบผู้กล้าหาญที่หันกลับจากความเลวร้ายและน่ารังเกียจ มาร่วมปกป้องพี่ชายของท่าน และได้สละชีพในการรบอย่างสมเกียรติ ท่านจึงปลอบโยนเธอว่า “โอ้ น้องสาว!

พวกเราเป็นหนี้บุญคุณสามีของเธอ ที่เสียสละชีวิตอันมีค่าเพื่อปกป้องฮูเซน เธอเป็นแขกของเรา แต่อนิจจา! เธอมาพบเราในเวลาที่เราไม่มีอะไรเหลือที่จะมอบเป็นการตอบแทนให้กับเธอ ขอพระผู้เป็นเจ้า


ทรงโปรดประทานความอดทนต่อการสูญเสียของเธอในคราวนี้” ได้ยินเช่นนี้ ภรรยาหม้ายของฮูร กล่าวตอบว่า

 “ท่านหญิง! ฉันไม่ทราบว่าจะกล่าวปลอบโยนต่อท่านอย่างไร ในฐานะที่ท่านก็ต้องสูญเสียสมาชิกในครอบครัวของท่าน ไม่แค่เพียงหนึ่งแต่เป็นจำนวนถึง ๑๘ ท่าน” จากนั้นเธอได้นำถาดอาหารและน้ำมาวางลงตรงหน้าท่านหญิง

ท่านหญิงซัยนับ จำคำสั่งของพี่ชายก่อนจากไปได้ดีว่า

 “เมื่อยามใดที่เธอได้น้ำมาหลังจากที่พี่จากไปแล้ว โปรดมอบมันให้กับสะกีนะฮ์เป็นคนแรก”

 ดังนั้นพร้อมกับภาชนะที่ใส่น้ำจนเต็ม ท่านหญิงตรงไปยังสะกีนะฮ์ที่กำลังหลับอยู่ พร้อมกับปลุกและกล่าวว่า “สะกีนะฮ์หลานรัก! ในที่สุดก็มีน้ำดื่มสำหรับเธอ ตื่นขึ้น แล้วจงดื่มน้ำเพื่อดับกระหายให้กับริมฝีปากและลำคอที่แห้งผากนั้นเถิด” สะกีนะฮ์ตื่นขึ้นและมองไปยังอาของเธอ ด้วยความคิดที่ไร้เดียงสา


 เธอได้ถามว่า “คุณอาขา! ท่านก็กระหายน้ำมาตลอดทั้งวัน ทำไมท่านไม่ดื่มมันก่อนที่จะปลุกหนูให้ดื่ม” ราวกับมีก้อนอะไรติดอยู่ในลำคอ ท่านได้ตอบไปว่า “เด็กน้อยของฉัน! มันเป็นธรรมดาที่จะต้องมอบอาหารและเครื่องดื่มให้กับผู้ที่เด็กที่สุดเป็นคนแรก และในที่นี้

หนูก็เป็นเด็กเล็กที่สุด ดังนั้นอาจึงมอบให้หนูดื่มก่อน” ได้ยิเช่นนั้น สะกีนะฮ์จึงรับถ้วยที่ใส่น้ำจากมือของท่านหญิงซัยนับ แล้ววิ่งออกไปนอกกระโจม ท่านหญิงวิ่งตามและร้องเรียก “สะกีนะฮ์ บอกอาซิว่า เธอต้องการจะไปไหน?” หนูน้อยตอบว่า “หนูจะนำน้ำไปให้อะลี อัสกัร น้องชายของหนูซึ่งกำลังนอนอยู่ในหมู่บรรดาผู้ที่ล่วงลับนั้น ท่านบอกกับหนูไม่ใช่หรือว่า เราจะต้องมอบสิ่งใดก็ตามให้กับผู้ที่เด็กที่สุดก่อน อะลีอัสกัร เล็กที่สุดในหมู่พวกเรา หนูทราบว่าเขาไม่ได้ดื่มน้ำ แม้แต่หยดเดียวตอนที่คุณพ่อนำร่างที่โชกไป

ด้วยเลือดกลับมาจากสนามรบ คุณแม่ได้ถามพ่อว่า ‘ทหารฝ่ายตรงข้ามรู้สึกสงสารและให้น้ำแก่เขาหรือเปล่า?’ คุณพ่อไม่สามารถตอบคำถามของคุณแม่ได้ ท่านได้แต่ก้มศีรษะลงพร้อมด้วยน้ำตาที่ไหลอาบแก้มทั้งสอง คุณแม่และหนูเข้าใจว่า อะลี อัสกัรจากโลกนี้ไปพร้อมกับความหิวกระหาย


 หนูไม่อาจลืมภาพของน้องที่ใช้ลิ้นเลียริมฝีปากที่แห้งผากของเขาตั้งแต่เช้า โอ้ คุณอาขา! ตอนนี้เราได้น้ำมาแล้ว ให้หนูได้มอบน้ำแก่เขาก่อนเถิด”

คำพูดของสะกีนะฮ์ ทำให้ทุกคนย้อนนึกไปถึงเหตุการณ์ตอนเช้าของวันนี้ ที่อะลี อัสกัรร้องขอน้ำ ต่างพากันร่ำไห้อย่างขมขื่น

เมื่อรำลึกถึงภาพความทรงจำในอดีต ว่าหนูน้อยจากไปด้วยริมฝีปากที่แห้งผาก หลังจากควบคุมอารมณ์อย่างที่สุด ท่านหญิงโอบกอดสะกีนะฮ์ไว้ในอ้อมแขนและปลอบว่า

“สะกีนะฮ์ คุณปู่ของหนูได้มอบน้ำจากสวนสวรรค์ให้กับอะลี อัสกัรได้ดื่มแล้ว เขาจะไม่รู้สึกกระหายน้ำอีกต่อไป ปล่อยให้น้องได้หลับอย่างชั่วนิรันดร์ โดยจะไม่มีสิ่งใดสามารถปลุกให้เขาตื่นขึ้นอีกตลอดไป จงรู้เถิดว่า คุณพ่อ อาอับบาส และพี่ชายของหนู อะลี อักบัร ยังไม่ได้ลิ้มรสของน้ำจากบ่อน้ำพุอันเย็นฉ่ำในสวนสวรรค์เลย เพราะพวกท่านไม่สามารถจะดื่มมันได้ ตราบใดที่หนูหลานรักของอายังคงกระหายน้ำอยู่


จงดื่มเถิดหลานรัก! ดื่มเสีย เพื่อว่าบรรดาผู้ที่อยู่บนสวรรค์ซึ่งรอคอยให้หนูได้ดื่มน้ำดับกระหายแล้ว พวกท่านก็จะได้ลิ้มรสน้ำแห่งเกาซัรไปพร้อมๆ กัน” สะกีนะฮ์ค่อยๆ รับถ้วยน้ำมาจากท่านหญิงซัยนับ และดื่มมันด้วยน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม สะกีนะฮ์กำลังหวนนึกถึงภาพของอาอับบาส ที่ออกไปหาน้ำเพื่อนำกลับมาให้เธอได้ดื่ม น้ำที่ขณะนี้เธอได้ดื่มมันแล้วมากเท่าที่เธอต้องการ แต่อาอับบาสไม่มีวันกลับมาหาเธออีกเลยชั่วนิรันดร์

เด็กๆ ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมารับประทานอาหารและน้ำ หลังจากที่หลับไปด้วยความอ่อนเพลีย ไม่อาจจินตนาการได้ว่า บรรดาสตรีจะดื่มกินน้ำและอาหารได้อย่างไร? ในเมื่อภาพความทรงจำที่เห็นบรรดา

ผู้ที่เป็นที่รักได้จากไปโดยปราศจากอาหารและน้ำยังคงตราตรึงอยู่ในความรู้สึก และเกาะกินหัวใจอยู่ตลอดเวลา เด็กๆ ถูกนำกลับไปนอนต่อ ท่านหญิงขอให้บรรดาสตรีได้นอนหลับพักผ่อน ส่วนตัวท่านนั้นจะออกไปเฝ้ายามตรวจตราอยู่นอกกระโจม เพื่อว่าถ้ามีผู้บุกรุกมาจะได้ขอร้องพวกเขา บรรดาสตรีเหล่านั้นไม่เห็นด้วย โดยขอร้องให้ท่านได้นอนหลับพักผ่อน โดยปล่อยให้พวกเธอคอยตรวจตราเวรยามกันเอง


 แต่ท่านหญิงไม่ยอมตกลง โดยกล่าวว่า “มันเป็นความต้องการของพี่ชายของฉัน ว่าหลังจากท่านจากไป ให้ฉันทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบทุกอย่างต่อขบวนคาราวานของเรา ฉันจะต้องทำตามความประสงค์นั้น”

ท่านหญิงซัยนับออกตรวจตราไปรอบๆ กระโจม พร้อมกับถือส่วนของเสากระโจมที่เหลือจากไฟเผาไว้ในมือ บางครั้งท่านมองไปยังบริเวณที่ร่างของบรรดาผู้สละชีพทั้งหมดอันเป็นที่รัก ทั้งอะลี อักบัร กอเซ็ม อูนและมุฮัมมัด และคนอื่นๆ นอนเรียงรายกันอยู่ บางเวลาก็มองไปทางแม่น้ำที่ร่างกายของท่านอับบาสน้องชายของท่านนอนอยู่ บ่อยครั้งที่ท่านมองไปยังทิศทางที่ร่างของอิมามฮูเซนอันเป็นที่รักนอนอยู่

ท่านนึกย้อนไปถึงความหลังเมื่อครั้งที่เริ่มออกเดินทางจากมะดีนะฮ์ ท่านมีพร้อมทั้งพี่ชาย หลานชายและลูกๆ ของท่าน ซึ่งคอยปรนนิบัติท่านอย่างอบอุ่นอ่อนโยนตลอดการเดินทาง แต่ในยามที่ท่านปราศจากผู้ช่วยเหลือเช่นนี้ พวกท่านทั้งหมดได้จากไปชั่วนิรันดร์ ด้วยความรู้สึกดังกล่าว


ท่านหญิงหันหน้าไปทางเมืองนะญัฟที่ซึ่งบิดาของท่านฝังอยู่ ณ ที่นั่น นึกถึงภาพความทรงจำเมื่อครั้งที่ท่านใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองกูฟะฮ์

ในสมัยที่บิดาของท่านเป็นคอลีฟะฮ์ และสถาปนาเป็นเมืองหลวง นึกถึงความเคารพนบน้อมที่ผู้คนในเมืองนั้นได้เคยปฏิบัติต่อท่าน และในวันนี้คนพวกนี้เองที่ไม่เลยแม้แต่น้อย ที่จะช่วยยับยั้งการกระทำอันดูหมิ่นเหยียดหยามที่ทำให้ต้องอัปยศอดสู พวกเขาแข่งขันกันในการพยายามที่จะทำให้ท่านต้องเสื่อมเสียเกียรติ

เมื่อนึกถึงเรื่องราวที่สะเทือนใจมากมายเช่นนั้น ศีรษะของท่านโงนเงนและหมดสติไป เพราะความโศกเศร้าที่ไม่อาจอดทนได้อีกต่อไป ในสภาพหมดสตินั้น ท่านมองเห็นใครคนหนึ่งกำลังควบม้าตรงมายังกระโจมที่พัก สภาพของเขาราวกับว่าได้เดินทางมาจากระยะทางอันไกลแสนไกล และต้องการมาให้ถึงอย่างรวดเร็ว ท่านรู้สึกเหมือนว่าเขากำลังจะเข้ามาทำร้ายสตรีและเด็กๆ ท่านจึงร้อง

ตะโกนให้หยุด ในอาการเพ้อด้วยพิษไข้ ท่านจึงอ้อนวอนเขาอย่าได้รบกวนสตรีและเด็กๆ ที่กำลังหลับอยู่


แต่ท่านรู้สึกว่าคำขอร้องของท่านไม่ได้รับการสนใจจากผู้มาเยือน ด้วยความโกรธท่านตรงไปยังเขา พร้อมกับกระชากบังเหียนม้าและร้องตะโกนว่า “โอ้ ท่านผู้อาวุโส! ฉันขอร้องให้ท่านกลับไปเสีย อย่าได้รบกวนเราในขณะนี้เลย แต่ท่านกลับไม่ฟัง ฉันคือหลานสาวของท่านศาสดาแห่งอิสลาม บุตรสาวของอะลีและฟาฏิมะฮ์ ท่านจะไม่ให้เกียรติต่อท่านศาสดาและลูกหลานของท่าน โดยการที่ท่านไม่ยอมปฏิบัติตามคำขอร้องของฉัน” ท่านหญิงมองเห็นผู้ที่อยู่บนหลังม้า ได้เปิดผ้าคลุมหน้าออก ท่านจึงเห็นว่าเป็นใบหน้าของอะลี บิดาของท่าน ที่ฉายแววแห่งความโศกเศร้าอย่างที่สุด ท่านหญิงได้ยินเสียงพูดทั้งน้ำตาว่า “ซัยนับ พ่อมาเพื่อทำหน้าที่แทนลูกในการดูแลบรรดาผู้หญิงและเด็กๆ ของฮูเซน และผู้คนของเขา โอ้ ซัยนับ!นี้เป็นการกระทำโดยฝีมือของกองทัพปีศาจ ที่ได้ทำการข่มเหงพวกเจ้าทั้งหมดกระนั้นหรือ?”


ท่านหญิงรู้สึกว่าหัวใจของท่านได้คลายทุกข์ระทมลงบ้าง ด้วยการได้พบกับบิดาของท่าน

“โอ้ ท่านพ่อ! ทำไมท่านมาช้าเหลือเกิน ท่านอยู่ที่ไหนในขณะที่อะลี อักบัร กอเซ็ม อับบาส และคนอื่นๆ ได้เพลี่ยงพล้ำแก่ศัตรูในสนามรบ? ท่านอยู่ที่ไหนในเวลาที่ศีรษะของฮูเซนถูกตัดขาดออกจากร่าง

อย่างไร้ความปรานี โดยที่ไม่ยอมให้ดื่มน้ำแม้แต่หยดเดียว? ท่านอยู่ที่ไหนตอนที่อะลี อัสกัรถูกลูกธนูเสียบเข้าที่ต้นคอ? ท่านอยู่ที่ไหนตอนที่ตุ้มหูของสะกีนะฮ์ถูกกระชากออกจากใบหูอย่างไรความปรานี?”

และเมื่อเธอร้องด้วยความเจ็บปวด เจ้าชิมร์ก็ตบเธออย่างป่าเถื่อน “ท่านอยู่ที่ไหนตอนที่ทหารของยะซีดกระชากผ้าคลุมของเรา และจุดไฟเผากระโจมที่พัก?” สิ่งที่พรั่งพรูออกมาจากหัวใจของท่าน ทำให้หัวใจของท่าน ร่างกายของท่านสั่นไหวไปทั่งตัว

เมื่อท่านรู้สึกตัว ท่านพบว่าตัวเองกำลังนอนฟุบอยู่บนพื้นทราย พร้อมกับเสื้อผ้าที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำตาที่ไหลออกมาจากดวงตาทั้งสอง ขณะนั้นเป็นเวลาย่ำรุ่งพอดี


ท่านย้อนนึกถึงเหตุการณ์ในอดีตด้วยความปวดร้าว ว่าในเวลาเดียวกันนี้ อะลี อักบัร เคยประกาศเพื่อบอกเวลาทำนมาซ ทุกคนจะมาร่วมกันนมาซยามรุ่งอรุณ โดยมีอิมามฮูเซนผู้นำ และผู้ติดตามอันเป็นที่รัก ต่างนมาซตามหลังท่าน ท่านหญิงเช็ดน้ำตา ตะยัมมุมด้วยฝุ่นทรายบริเวณนั้น และเริ่มทำนมาซ หลังจากนมาซเสร็จท่านก้มศีรษะลงกราบและวิงวอนขอดังนี้ “โอ้ อัลลอฮ์! โปรดประทานความกล้าหาญในการแบกรับหน้าที่ และสานต่องานที่ได้รับมอบหมายให้บรรลุผลสำเร็จ โปรดประทานกำลังใจและความอดทนอดกลั้นต่อการกระทำที่ดูหมิ่นเหยียดหยาม ความอัปยศ ซึ่งจะเกิดขึ้นกับข้าพระองค์ โอ้พระผู้ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของพลังและความเข้มแข็งทั้งปวง”.


บทที่ ๙

ขบวนของเชลย

เมื่อดวงอาทิตย์เริ่มปรากฏขึ้นในตอนเช้าของวันที่ ๑๑ มุฮัรรอม

 (๑๐ ตุลาคม ค.ศ.๖๘๐) ส่องแสงประกายเป็นสีแดงจัด พร้อมกับฝุ่นทรายที่ฟุ้งกระจายหนาทึบอยู่ในอากาศที่ปรากฏเป็นแสงสีแดงเช่นกันราวกับว่ามันเกิดความละอายต่อภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ และมันจะต้องเป็นพยานให้กับเหตุการณ์ในเช้าวันนั้น ดวงอาทิตย์ค่อยๆ เคลื่อนตัวขึ้นมาอย่างเชื่องช้า ราวกับว่าไม่เต็มใจที่จะส่องแสงไปบนภาพที่น่าเวทนาเช่นนั้น มันเป็นภาพที่ไม่ธรรมดาที่ผู้หญิงและเด็กๆ เบียดเสียดกันอยู่ในกระโจมที่ถูกไฟเผาไหม้ เด็กๆ กำลังหลับโดยปราศจากสิ่งกำบังศีรษะของพวกเขา บางคนอยู่ในอาการครึ่งหลับครึ่งตื่น นอนเหยียดยาวและหมดแรง บรรดาผู้หญิงที่รายล้อมอยู่โดยรอบ เหมือนคอยว่าจะมีเหตุร้ายบางอย่างเกิดขึ้น ใบหน้าเต็มไปด้วยความวิตกกังวล


ในอีกด้านหนึ่งของกระโจม ทหารกำลังรีบตระเตรียมกองทัพเพื่อออกเดินทาง บุตรของสะอัด ได้เรียกนายทหารมาเพื่อปรึกษาหารือว่าจะทำอย่างไรต่อไป ผลจากการหารือปรากฏออกมาว่า

 ครอบครัวของฮูเซนจะต้องถูกจับเป็นเชลยและนำไปยังกูฟะฮ์และดามัสกัส เพื่อไปยังทำเนียบของยะซีด จากการปรึกษากับนายทหารชั้นผู้ใหญ่ บุตรของสะอัดตัดสินใจส่งม้าเร็วนำข่าวไปบอกยะซีดว่า เกิดอะไรขึ้นที่กัรบะลา และขอรางวัลตอบแทนตามที่ได้ให้สัญญาไว้ เขาคิดว่ายะซีดคงจะต้องพอใจอย่างมาก ถ้าเขาทำให้บรรดาลูกหลานของฮูเซนต้องได้รับความอัปยศอดสูมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ อุมัร บุตรของสะอัดจึงให้แต่ละคนแสดงความคิดเห็นว่า จะใช้วิธีใดที่จะทำให้ขบวนของฮูเซนได้รับความทุกข์ทรมานมากที่สุด บางคนแนะว่า “มันจะเป็นการเพิ่มความเจ็บปวดรวดร้าวให้กับพวกเขา โดยการให้พวกเขาเหล่านั้นเดินไปพร้อมๆ กับศีรษะของบุคคลที่พวกเขารักและเทิดทูน”


 

บุตรของสะอัด ตกลงตามนั้น ชิมร์และคูลีถูกขอให้ไปกับขบวนเชลย เพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขาจะถูกควบคุมไปยังดามัสกัสอย่างรีบเร่ง

เมื่อเตรียมการเสร็จสมบูรณ์ นายทหารที่ได้รับแต่งตั้งได้ตรงเข้าไปล่ามบรรดาสตรีและเด็ก พวกเขากระทำการอย่าป่าเถื่อนที่สุด ด้วยการล่ามโซ่ที่รอบต้นคอ ข้อมือและข้อเท้า ผู้หญิงถูกนำขึ้นขี่บนหลังอูฐโดยปราศจากกูบ เชือกและโซ่ถูกผูกเข้าต่อเชื่อมกันโดยล่ามมือของผู้หญิงไว้กับต้นคอของเด็ก ขบวนเชลยถูกนำไปยังบริเวณที่ร่างของบรรดาผู้สละชีพนอนเรียงรายกันอยู่ มันเป็นความทุกข์ระทมของผู้หญิงและเด็กผู้สูญเสีย ที่ได้เห็นภาพร่างของบรรดาผู้สละชีพ พวกเขาไม่สามารถควบคุมตนเองได้ หลายคนถลาลงจากหลังอูฐทั้งๆ ที่เชือกและโซ่ยังผูกมัดติดอยู่ โถมไปบนร่างที่ไร้วิญญาณของพี่ชาย ลูกชายและญาติสนิท


ทหารคุ้มกันที่ได้รับการแต่งตั้งให้ไปกับขบวน ตรงเข้ามาใช้แส้ฟาดอย่างไม่ปรานี ไม่เว้นแม้กระทั้งเด็กเล็กๆ ที่ความผิดของเขาเพียงการที่ต้องพบเห็นภาพร่างของผู้ที่เป็นที่รัก นอนเกลื่อนโดยปราศจากเศษผ้าหรือแม้แต่ผ้ากะฟั่นสักผืน

พวกผู้หญิงและเด็ก ถูกนำขึ้นบนหลังอูฐทีละคนอีกครั้ง โดยไม่ยอมเปิดโอกาสให้พวกเขาได้โศกเศร้าเสียใจหรือร่ำไห้กับร่างของผู้เป็นที่รัก อิมามซัยนุลอาบิดีนซึ่งถูกล่ามด้วยโซ่ที่หนักอึ้ง ต้องเดินด้วยเท้าเปล่า ไปตามถนนทั้งที่มีอาการไข้อย่างหนัก ศีรษะของบรรดาผู้สละชีพถูกเสียบไว้ที่ปลายหอกนำหน้าขบวน

ตามกำหนดการ ขบวนได้เคลื่อนออกไปอย่างรีบเร่งสู่กูฟะฮ์ สภาพของเชลยนั้น ถ้าเด็กคนใดตกลงจากหลังอูฐ เชือกที่คอของเด็กที่ผูกเชื่อมติดกับข้อมือของผู้ใหญ่ก็จะตึงและดึงให้ตกลงจากหลังอูฐมา

ด้วยกัน ทหารจะเข้ามาอย่างรวดเร็วแล้วใช้แส้ฟาดก่อนที่จะนำขึ้นบนหลังอูฐอีกครั้ง


‘กูฟะฮ์’

โดยการเดินอย่างรีบเร่งเพียงไม่กี่ชั่วโมง ขบวนเชลยก็มาถึงบริเวณชานเมืองกูฟะฮ์ ชิมร์และคูลีได้ตกลงกันว่า ขบวนควรหยุดรออยู่หน้าประตูเมืองก่อน ผู้ส่งข่าวถูกส่งเข้าไปยังเจ้าเมือง เพื่อบอกข่าวการมาถึงของขบวนเชลย

เมื่อท่านหญิงซัยนับและอุมมุลซูม มองเห็นกำแพงเมืองกูฟะฮ์ ทำให้ท่านย้อนนึกถึงช่วงเวลาในอดีตที่ท่านทั้งสองพักอยู่ที่นี่เป็นเวลาถึง ๔ ปี ในช่วงเวลาที่บิดาของท่านเป็นผู้ปกครองรัฐอิสลาม

 ผู้นำแห่งสัจธรรม และเป็นที่ยอมรับในฐานะผู้สืบทอดของท่านศาสดา ในยามนั้นบรรดาสตรีชาวเมืองกูฟะฮ์แข่งขันกันเพื่อเข้ามาเป็นผู้ใกล้ชิดของท่านทั้งสอง เชื้อเชิญท่านไปยังบ้านเรือนของพวกนางด้วยความยินดี ขอให้ท่านได้ประสาทพรให้แก่เด็กๆ ของนางในโอกาสอันเป็นมงคล ท่านทั้งสองจะได้รับเชิญไปเป็นเกียรติด้วยความเคารพนับถือ ท่านหญิงทั้งสองรู้สึกประหลาดใจต่อการกระทำของคนในเมืองเดียวกันนี้ที่ท่านเคยได้รับเกียรติและยกย่องสรรเสริญ


 พวกผู้หญิงและเด็กจะยังคงจำท่านได้หรือไม่หนอ!? พวกเขา

จะมาแสดงความเสียใจต่อความสูญเสียของท่านหรือไม่? เมื่อคิดดูอีกทีท่านก็ประจักษ์ว่า ผู้คนในเมืองนี้ได้ทรยศต่อท่านมุสลิม บิน อะกีล ญาติของพวกท่าน เมื่อครั้งที่ท่านเป็นตัวแทนของอิมามฮูเซน เปล่า

ประโยชน์ที่จะคาดหวังว่าจะได้รับความเห็นอกเห็นใจ การแสดงความเสียใจและการยกย่องให้เกียรติจากประชาชนในเมืองนี้ ที่มีหัวใจกลับกลอกในทันทีที่มาถึง ม้าเร็วถูกส่งไปยังทำเนียบของ อุบัยดิลลาฮ์ บุตรของซิยาด และกลับมาพร้อมกับคำสั่งของผู้ปกครองว่า การเตรียมการพร้อมแล้วซึ่งจัดให้เชลยเดินไปตามท้องถนน ผ่านไปในบริเวณย่านการค้าของเมือง ซึ่งมีคนชุมนุมกันหนาแน่น เมื่อได้รับคำสั่งมาเช่นนั้นขบวนเริ่มออกเดินทาง บรรดาเชลยได้มองเห็นฝูงชนยืนเรียงรายอยู่สองฝั่งถนน ผู้หญิงและเด็กๆ ยืนอยู่บริเวณระเบียงและหน้าต่าง เพื่อเฝ้าดูขบวนเดินผ่านไป


 ผู้ป่าวประกาศได้ร้องตะโกนขึ้นว่า

 “โอ้ ประชาชนชาวกูฟะฮ์! เรากำลังนำตัวซัยนับและอุมมุลซูม หลานสาวของศาสดา และบรรดาคนในครอบครัวของฮูเซนลูกของอะลี สำหรับพวกท่านที่ยังไม่รู้เรื่องราว เราขอประกาศว่า ฮูเซนผู้ซึ่งทำการต่อต้านยะซีดและปฏิเสธการยอมรับสัตยาบันในสิทธิการเป็นคอลีฟะฮ์ที่ถูกต้องของมุสลิม ต้องถูกกำจัดและถูกสังหารพร้อมกับบรรดาผู้ติดตามของเขาในทุ่งกัรบะลา

 บัดนี้สมาชิกในครอบครัวของเขาจะถูกนำไปยังทำเนียบของยะซีด เพื่อไปรับโทษที่พวกเขาได้ก่อขึ้น

ประชาชนชาวกูฟะฮ์ทั้งหลาย! นี่คือชะตากรรมที่กำลังรอทุกคนที่สงสัยในอำนาจของยะซีด และใครก็ตามที่ทำการคัดค้านคอลีฟะฮ์ จะไม่มีการไว้ชีวิต”

ผู้คนที่มาชุมนุมอยู่เมื่อได้ยินคำขู่เช่นนั้นจึงพากันหลบไป เหลืออยู่เพียงจำนวนเล็กน้อยที่ยังจดจำถึงความเมตตากรุณาที่เคยได้รับจากท่านหญิง พวกเขาจำได้ว่า ในยามที่ลำบากและเดือดร้อน

พวกเขาจะได้รับการช่วยเหลือจากท่านด้วยความเต็มใจ


 พวกเขาประหลาดใจในสภาพของท่านที่เป็นอยู่

ในขณะนี้ พวกเขาสามารถคาดเดาได้ถึงความเจ็บปวดและทุกข์ทรมานจากใบหน้าที่ซูบซีดอิดโรยจากการสูญเสีย หลายคนพากันร่ำไห้ต่อความโศกเศร้าและเจ็บปวด แต่ไม่มีใครกล้าที่จะประท้วงหรือช่วยเหลือ เพราะกลัวว่า ตนเองจะต้องได้รับชะตากรรมเช่นเดียวกันนี้

เมื่อขบวนเดินมาถึงบริเวณตลาด มีฝูงชนหนาแน่นทำให้เดินผ่านไปค่อนข้างลำบาก ขบวนจึงหยุดชั่วครู มันตรงกันข้ามเหมือนดวงจันทร์กับดวงอาทิตย์ หรือความมืดกับความสว่าง ที่บรรดาเด็กๆ ใน

ครอบครัวของท่านศาสดา ไม่มีน้ำแม้แต่ที่จะดื่มตลอดการเดินทางจากกัรบะลาสู่กูฟะฮ์ รู้สึกหิวกระหายอย่างที่สุด แต่ไม่ได้ปริปากบ่นถึงความทุกข์ทรมานนั้น ในขณะที่ทหารของยะซีดที่ร่วมขบวนมาด้วยได้ตั้งวงกินอาหารและเครื่องดื่มที่พวกเขาจัดเตรียมมา ทั้งยังมีที่พักในร่มเงาให้คลายร้อน สะกีนะฮ์ได้ร้องขอน้ำดื่มจากท่านหญิงซัยนับ ท่านหญิงทราบดีว่า ไม่มีประโยชน์ที่จะไปขอความเมตตาใดๆ แม้แต่น้ำสักหยดจากพวกเขา ท่านจำได้ดีถึงหัวใจที่ไร้ความปรานีของพวกเขา แม้แต่น้ำสักหยดสำหรับสมาชิกในครอบครัวท่านศาสดา หรือแม้แต่อะลี อัสกัร จวบจนวาระสุดท้ายของเขา


 ท่านยังจำได้ว่า พี่ชายของท่านถูกสังหารไปพร้อมด้วยกับความหิวกระหายอยู่บนทะเลทรายแห่งกัรบะลาอ์ ระหว่างทางจากกูฟะฮ์ถึง

ซีเรียมีสถานที่ๆ หยุดพักหลายแห่ง ทุกๆ ที่พัก พวกทหารจะตั้งกระโจมให้พวกเชลยพักร่วมกัน รางวัลแห่งชัยชนะของพวกมันซึ่งก็คือ ศีรษะของบรรดาผู้สละชีพ บรรดาเชลยแทนที่จะร่ำไห้คร่ำครวญแต่กลับใช้เวลาเหล่านั้นอุทิศให้กับการนมาซซึ่งเป็นภาระหน้าที่ และวิงวอนขอสำหรับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เป็นการแสดงความกตัญญูต่อผู้ทรงเกรียงไกรเพื่อการตอบแทนอย่างมากมาย

ผู้คนจำนวนมากมามุงดูทหารและเชลยที่ถูกล่ามโซ่และมัดด้วยเชือก ผู้เป็นทายาทของอิมามฮูเซน ซึ่งมาพร้อมกับศีรษะที่ถูกตัดขาดของท่าน พวกเขารู้สึกตกใจและสะเทือนความรู้สึกของมนุษย์ปุถุชน

อย่างพวกเขาเป็นอย่างยิ่ง ราวกับเป็นเทพในร่างมนุษย์ที่หาได้ยากยิ่งในหน้าแผ่นดิน ที่อยู่ในภาวะที่ทุกข์ยากสูญเสียมากมายถึงขนาดนี้ แต่ยังคงอุทิศตนให้กับพระผู้เป็นเจ้าด้วยหัวใจที่มีศรัทธาอันแรงกล้า ด้วย


ความนอบน้อมถ่อมตน

พวกอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับผู้เคร่งครัดศาสนาเหล่านี้ ได้เปิดประตูออกมาดู ต่างสอบถามกัน

ประชาชนในอีกส่วนหนึ่งที่ขบวนเชลยถูกนำไป รู้ว่านักโทษเหล่านั้นเป็นทายาทของศาสนทูตและผู้รอดชีวิตของฮูเซน ไม่ได้เป็นพวกกบฏตามที่พวกมันใส่ไคล้

การชี้นำ ท่าที บุคลิกภาพและการมอบตนต่อพระประสงค์ของพระเจ้าของบรรดาผู้รอดชีวิต

ภายใต้การนำของท่านหญิงซัยนับ ประกอบกับการมีวาทะศิลป์และความกล้าหาญที่จะเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดการลุกฮือขึ้นในหมู่มุสลิม เกิดการสับสนวุ่นวาย มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นครั้งใหญ่

หลังจากการสังหารหมู่ครั้งนั้น ผลัดดันให้ยะซีดรู้สึกได้ว่า อิมามฮูเซน ไม่ได้เสียสละชีวิตอย่างไร้ประโยชน์

แต่ด้วยการพลีชีพที่กัรบะลาในครั้งนั้น บัดนี้ได้นำมาซึ่งพลังและความรักอันยิ่งใหญ่ของประชาชาติ


อิสลาม ซึ่งบัดนี้ประจักษ์ถึงการทรยศของยะซีดได้เป็นอย่างดี

สตรีชราผู้หนึ่งซึ่งมองเห็นสภาพของสะกีนะฮ์จากระเบียง ได้วิ่งมาพร้อมกับแก้วน้ำในมือ ฝ่าแถวทหารที่ยืนเรียงรายตรงมาหาสะกีนะฮ์พร้อมกับยื่นแก้วน้ำเย็นในมือ ด้วยความขอบคุณสะกีนะฮ์รับมา

จากเธอและต้องการดื่มมัน แต่ผู้หญิงคนหนึ่งได้กล่าวขึ้นว่า “ฉันทราบดีว่าท่านกระหายน้ำอย่างมาก ดูจากสภาพของท่านปรากฏร่องรอยการเจ็บปวดทรมาน แต่ก่อนที่จะดื่มน้ำนี้ ฉันขอร้องให้ท่านได้วิงวอนขอต่อพระผู้เป็นเจ้าให้ทรงปกป้องคุ้มครองเด็กๆ ของฉันให้พ้นจากชะตากรรมที่ท่านและสมาชิกในครอบครัวกำลังประสบอยู่ด้วยเถิด ขอพระองค์โปรดอย่าให้เด็กๆ ของฉันต้องได้รับความโศกเศร้าและทุกข์ทรมานดังเช่นที่ท่านกำลังเจ็บปวดอยู่ในขณะนี้เลย”

สะกีนะฮ์ทำตามคำขอร้องของหญิงชราผู้นั้น และขอพรต่อพระผู้เป็นเจ้าให้ อย่างไรก็ตาม คำพูดของหญิงชราผู้นั้นทำให้เธอย้อนนึกถึงว่า ไม่นานนี้ความปรารถนาของเธอจะได้รับการตอบรับอย่าง

รวดเร็ว


 ทุกๆ คำพูดของเธอนั้นจะต้องได้รับการตอบสนอง เธอไม่อาจกลั่นน้ำตาไว้ได้ในสิ่งที่เธอต้องสูญเสีย ในสิ่งที่เธอต้องทนเจ็บปวดและยังคงทุกข์ทรมานอยู่ในขณะนี้ เธอยกแก้วน้ำขึ้นแต่ไม่อาจดื่มมัน

ได้ เพราะเธอไม่สามารถควบคุมตนเองไม่ให้ร่ำไห้ ท่านหญิงซัยนับเห็นเหตุการณ์เช่นนั้น รู้สึกประหลาดใจว่าหญิงชราผู้นี้คือใคร? เหตุใดจึงมีเมตตานำน้ำมาให้สะกีนะฮ์ดื่ม ท่านได้ยินคำของร้องของหญิงชราผู้นั้น

ทำให้ท่านนึกถึงพ่อของนาง ท่านคิดว่าท่านจำใบหน้าของหญิงชราคนนี้ได้ แม้ว่าจะล่วงเลยมายี่สิบปีแล้ว

ตั้งแต่ท่านออกจากกูฟะฮ์ ด้วยความพยายามท่านจึงนึกออกว่านั้นคือ ‘อุมมุอัยมัน’ ผู้ซึ่งมาเยี่ยมเยือนท่านบ่อยครั้งสมัยที่อยู่ที่กูฟะฮ์ และได้มอบความรัก ความภักดีอย่างเสมอมา ท่านหญิงแปลกใจมากว่า

เหตุใด อุมมุอัยมันจึงจำท่านไม่ได้ เพราะนางก็ได้ยินผู้ป่าวประกาศได้ประกาศว่า พวกท่านเป็นใคร?เป็นไปได้หรือที่อุมมุอัยมันไม่ได้ยินและไม่เกรงกลัวต่อคำขู่นั้น เพื่อขจัดข้อสงสัย ท่านหญิงได้หันไปยังอุมมุอัยมันและกล่าวขึ้นว่า “อุมมุอัยมัน! ฉันขอขอบใจในความมีน้ำใจต่อสะกีนะฮ์


 ขอพระผู้เป็นเจ้าทรงประทานพรให้กับเธอ ในความมีน้ำใจที่มอบให้กับครอบครัวผู้สูญเสียของท่านศาสดา”

 อุมมุอัยมัน มองดูด้วยความฉงนงงงวย สังเกตได้ว่านางไม่ได้ยินคำประกาศเกี่ยวกับขบวนเชลยว่าเป็นใคร? นางจ้องมองหน้าท่านหญิงซัยนับ แต่ดูเหมือนว่านางไม่อาจจำได้ เพราะท่านได้นำผมของท่านมาปิดใบหน้าไว้ เพราะผ้าคลุมผมของท่านถูกกระชากออกไป แม้ว่าท่านจะเปิดหน้าออก แต่ด้วยความทุกข์ระทมที่ได้รับ ทำให้ท่านดูชราภาพลงไปมาก ฝุ่นจากดินทรายได้ปกคลุมใบหน้า ความหิวโหยและเจ็บปวดทุกข์ระทมที่ได้รับทำให้ท่านเปลี่ยนแปลงไป จนแม้แต่ผู้ที่เพิ่งพบท่านเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาก็แทบจำไม่ได้ แล้วกับผู้ที่ไม่ได้พบท่านมานานถึงยี่สิบกว่าปีเช่น อุมมุอัยมัน จะจำท่านได้อย่างไร? นางพูดขึ้นว่า “โอ้ นายหญิง! ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมท่านถึงมาอ้างถึงครอบครัวของท่านศาสดา ฉันรู้ดีว่าครอบครัวของท่านนั้นประกอบด้วยอิมามฮูเซนของฉันและน้องสาวของท่านคือท่านหญิงซัยนับและอุมมุลซูม ขอพระเจ้าทรงประทานพรให้กับพวกท่านซึ่งพักอยู่ที่มะดีนะฮ์ แล้วท่านมีความเกี่ยวข้องอะไรกับนายหญิงของฉัน ผู้ซึ่งฉันไปมาหาสู่คอยรับใช้และจงรักภักดี ผู้ซึ่งฉันระลึกอยู่เสมอในการวิงวอนของฉัน


 และฉันเฝ้ารอคอยที่จะได้พบพวกท่านอีก”

ท่านหญิงทราบดีว่า อุมมุอัยมันจำท่านไม่ได้ ท่านจึงรวบผมที่ปิดหน้าเพื่อให้อุมมุอัยมันมองเห็นใบหน้าอย่างชัดเจน พร้อมกับกล่าวว่า “อุมมุอัยมัน ฉันคือซัยนับที่เธอพูดถึง! และนี่คืออุมมุลซูมน้องสาวของฉัน พวกเราเป็นหลานของท่านศาสดาคนเดียวกับที่ท่านเคยพบ ในสถานการณ์ขณะนี้ที่ท่านกำลังได้เห็นได้พบ ซึ่งท่านไม่สามารถบอกได้ว่าเราเป็นใคร?

 พี่ชายของฉันฮูเซนและผู้ชายคนอื่นๆหลานชายและลูกชายของฉัน ได้ถูกสังหารทั้งหมดในทุ่งกัรบะลาโดยทหารของยะซีด

 ถ้าเธอมองไปข้างหน้า เธอจะได้เห็นศีรษะของอิมามฮูเซนของเธอ ถูกเสียบไว้ที่ปลายหอก”

อุมมุอัยมันได้ยินเช่นนั้น จึงหันไปทางที่ท่านหญิงชี้ไป และได้เห็นศีรษะของบรรดาผู้สละชีพถูกเสียบไว้ที่ปลายหอก นางสังเกตว่าในจำนวนนั้นที่หันมาทางนาง มีใบหน้าที่รัศมีสง่างามเด่นกว่าใคร นาง

เข้าใจในทันทีว่าจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากบุคคลในครอบครัวของท่านศาสดา นางหันมามองท่านหญิงซัยนับและอุมมุลซูมอีกครั้ง


 ความจำได้ย้อนกลับมา นางได้ทรุดตัวลงแทบเท้าของท่านหญิงและร่ำไห้

“โอ้ นายหญิงของฉัน! โปรดยอมรับการขอโทษอย่างจริงใจจากฉันในสิ่งที่ได้พูดไป ฉันจำท่านไม่ได้จริงๆ

โอ้ พระเจ้า! ผู้คนที่ประกาศตัวว่าเป็นมุสลิมทำกับท่านได้ถึงเพียงนี้ ฉันไม่เคยคาดฝันเลยว่า พวกเขาจะกระทำทารุณโหดร้ายเพื่อลดเกียรติของพวกท่านได้ถึงเพียงนี้” อุมมุอัยมันร่ำไห้ด้วยความขมขื่น กอดขาของท่านหญิงและจุมพิตด้วยความจงรักภักดี

ทหารคุ้มกันที่มากับขบวนเห็นเหตุการณ์เช่นนั้น เกรงว่าการแสดงความเคารพต่อครอบครัวของท่านศาสดาเช่นนี้ จะทำให้ผู้ที่ได้พบเห็นพากันเข้ามาทำตาม พวกมันจึงรีบตรงมายังอุมมุอัยมัน เฆี่ยนตี

นางและผลักจนนางกระเด็นไปข้างทาง แล้วจึงรีบนำขบวนเดินต่อไปในทันที

ขบวนเชลยได้เดินไปตามทางแคบๆ ของเมืองกูฟะฮ์ จนกระทั่งมาถึงทำเนียบของอุบัยดิลลอฮ์


ผู้ปกครอง ซึ่งนั่งอยู่บนบัลลังก์ภายในทำเนียบ เชลยถูกนำเข้ามาภายในห้องโถง

เมื่อท่านหญิงซัยนับถูกนำมาอยู่ต่อหน้าอุบัยดิลลาฮ์ บุตรของซิยาด เขาจึงสั่งให้นำศีรษะของอิมามฮูเซนที่วางอยู่บนถาด มาวางไว้ที่ปลายเท้าของมัน และให้ชิมร์แนะนำสมาชิกในครอบครัวฮูเซนทีละ

คน เพราะมันยากที่จะเชื่อว่าใบหน้าที่เห็นเป็นใบหน้าของซัยนับและอุมมุลซูม ที่สง่างามทรงเกียรติ

ดังที่เคยได้ยินมา ทั้งยังพูดจาถากถางว่า

 “เห็นครั้งแรกนึกว่าเป็นทาสหญิงที่ถูกนำมาอยู่ต่อหน้า แทนที่จะเป็นหลานสาวของศาสดา”

สุนทรพจน์ของท่านหญิงในทำเนียบของ อุบัยดิลลาฮ์ บุตรของซิยาด

ท่านหญิงซัยนับ พยายามควบคุมอารมณ์ความรู้สึกที่ถูกดูถูกเหยียดหยาม ซึ่งทำให้ท่านต้องสับสนด้วยกับคำสัญญาที่ให้ไว้กับพี่ชายก่อนจากกันที่กัรบะลา


แต่ในที่สุดท่านก็ไม่สามารถควบคุมอารมณ์สงบได้ จึงกล่าวออกไปว่า “โอ้ เจ้าลูกซิยาด! เราคือน้องสาวของฮูเซนหลานของศาสดา ซึ่งเจ้ายอมรับว่าเป็นศาสดาของเจ้า เจ้าและบรรดาผู้รับใช้ยะซีด ผู้ซึ่งเห็นแก่เพียงผลประโยชน์อามิสสินจ้างเหยียดหยามหลักการของอิสลาม มีความชื่นชมยินดีที่ได้เห็นร่างของบรรดาผู้สละชีพ แม้ว่าจะเป็นข้อห้ามอย่างเคร่ง ครัดของศาสนา การกระทำกับพวกเราอย่างไร้ความเมตตา แม้ว่าศาสดาจะกำชับให้ผู้ศรัทธาทุกคนพึงปฏิบัติต่อเชลยศึกของเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้หญิงและเด็ก ด้วยความเห็นอกเห็นใจ

วันนี้พวกเจ้ากำลังหยามน้ำใจและยินดีปรีดากับความสำเร็จของพวกเจ้า และวันนี้พวกเจ้ากำลังคิดว่า

พวกเจ้าได้ดูหมิ่นเหยียดหยาม ลดเกียรติของพวกเราลงไปได้ตามอำเภอใจ ไม่มีใครคอยปกป้องในนามของพวกเรา และเจ้าเห็นว่าเราอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถช่วยตนเองได้ ไร้ญาติขาดมิตร ไม่มีใครกล้าโต้แย้งในการกระทำของเจ้าที่ได้ทำกับเรา โอ้ เจ้าทรราช ฉันขอเตือนเจ้าว่า ชัยชนะของเจ้ามิได้จีรังยังยืน


ในไม่ช้านี้ความกริ้วโกรธของพระผู้เป็นเจ้าจะประสบกับพวกเจ้าและผู้สนับสนุนเจ้า ในไม่ช้ากรรมจะตามสนองเจ้าและผู้ที่สังหารพี่ชายของฉันและบุคคลในครอบครัวของเราอย่างป่าเถื่อน โดยปราศจากเหตุผลและมโนธรรม เพียงเพราะพวกเขามีศรัทธาอย่างมั่นคงแน่วแน่ ที่จะไม่ยอมจำนนต่อหลักการและอุดมการณ์ของพวกเจ้า เพราะพวกเขาไม่ยอมรับอำนาจของยะซีดให้เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าเขาเป็นคนเสเพล และดูถูกเหยียดหยามหลักการของอิสลาม หลักจริยธรรมและศีลธรรม กดขี่

เพื่อนมนุษย์ให้อยู่ในสภาพที่ต่ำต้อย”

อุบัยดุลลอฮ์ สั่นสะท้านเมื่อได้ยินสุนทรพจน์ที่เด็ดเดี่ยวของท่านหญิง เพราะไม่คาดคิดว่าท่านจะพูดได้อย่างอาจหาญ ในภาวะที่หมดหนทางต่อสู้เช่นนี้ และคิดว่าท่านหญิงจะต้องหวาดหวั่นเมื่ออยู่ใน

บรรยากาศที่น่าสะพึงกลัวในจวนของตน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงเวลาที่กำลังเจ็บปวดทุกข์ทรมานต่อการสูญเสีย การถูกทุบตีอย่างโหดร้าย และความทุกข์ทรมานที่ได้รับ ไม่เพียงแต่อุบัยดุลลอฮ์คนเดียว


แต่บรรดาพวกประจบสอพลอที่อยู่ในจวนขณะนั้น อยู่ในอาการเงียบงันและฟังอย่างใจจดใจจ่อต่อสุนทรพจน์ของท่าน เขามองไปรอบๆ เพื่อสังเกตปฏิกิริยาของผู้ที่อยู่ในที่นั่น และสังเกตว่าทุกคนกำลังตั้งใจฟังและได้ยินทุกคำพูดที่ท่านหญิงประกาศก้องออกไป ด้วยความสนใจจากการสังเกตใบหน้าของผู้คนเหล่านั้น มองดูแล้วมีความพึงพอใจในความกล้าหาญอันน่าประหลาดในการพูดความจริง ทั้งๆ ที่อยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ มันคิดว่าหลายคนคงจะคิดเปรียบเทียบคำพูดของท่านที่ตรงไปตรงมา ชัดเจนและเฉียบขาด กับสุนทรพจน์อันเลื่องลือของท่านอิมามอะลี บิดาของท่าน ที่กล่าวกับผู้ที่มาชุมนุมกันอย่างเนื่องแน่น บนแท่นเทศนาธรรมในมัสยิดที่กูฟะฮ์ ขณะนั้นเองอุบัยดุลลอฮ์รู้สึกวิตกว่า ถ้าเปิดโอกาสให้ท่าน

หญิงพูดมากไปกว่านี้ อาจจะทำให้มวลชนไขว้เขวได้ เขาจึงพยายามที่จะหยุดท่านไว้ โดยการขู่จะลงโทษท่านหญิงและคนอื่นๆ ถ้าท่านไม่ยอมหยุดปราศรัย

ถ้าอุบัยดิลลาฮ์ บุตรของซิยาด หวังว่าจะทำให้ท่านหญิงเงียบด้วยวิธีนี้ เขาคิดผิดถนัด! เพราะท่านมิได้ประหวั่นพรั่นพรึงต่อการขู่เช่นนี้ พร้อมกับกล่าวต่อด้วยคำพูดที่เผ็ดร้อน


โดยสรุปความว่า พี่ชายของท่านและสมาชิกในครอบครัวไม่เกี่ยวข้องกับอำนาจทางการเมือง และอุทิศตนเองให้กับการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่ยากจนและถูกกดขี่ เป็นมิตรกับบรรดาแม่หม้ายและเด็กกำพร้า ท่านได้เปรียบเทียบการดำเนินชีวิตของพวกท่านกับกิจวัตรความเป็นอยู่ของยะซีดและพลพรรคของเขาว่า ฝ่ายหลังได้ละทิ้งสำนึกแห่งคุณธรรมความดี มั่วสุมในความชั่ว นับเป็นความอัปยศอย่างที่สุดในความเป็นมนุษย์

ยะซีดนั้นไม่ได้เคารพในคุณธรรมความดี มิหนำซ้ำยังจะขึ้นมาเป็นผู้นำแห่งสัจธรรม ทำให้คำสั่งสอนและกฎเกณฑ์ของอิสลามต้องมัวหมอง ทำให้ผู้ยอมรับเขาเป็นผู้นำต้องมีศีลธรรมที่เสื่อมทราม

 ท่านหญิงประกาศด้วยคารมที่เผ็ดร้อน ถึงการกระทำความชั่วช้าที่โหดร้ายไร้ความปรานีของกองทัพของยะซีด

ที่ทุ่งกัรบะลา ละทิ้งหลักการแห่งมนุษยธรรมและจริยธรรมอันดีงามอย่างสิ้นเชิง

คำกล่าวของท่านซึมซาบเข้าไปในจิตใจของผู้คนที่อยู่ในที่ประชุมนั้น แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะได้ขายจิตวิญญาณของเขาให้กับมารร้ายไปแล้ว


 แต่พวกเขาไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ทุกคำพูดที่ท่านหญิงกล่าว

เป็นความจริงและมีเหตุผล หลายคนได้หลั่งน้ำตา สาวกคนหนึ่งของท่านศาสดาซึ่งยังมีชีวิตอยู่ แต่ดวงตาทั้งสองข้างบอดสนิท ได้กล่าวทักท้วงบุตรของซิยาด ถึงการกระทำที่ดูหมิ่นเหยียดหยามครอบครัวท่านศาสดาเช่นนั้น

ไม่นานเกินรอ บุตรของซิยาด ประเมินสถานการณ์ด้วยความเจ้าเล่ห์ และตระหนักดีว่า ถ้าไม่รีบจัดการอย่างหนึ่งอย่างใดกับพวกเชลยศึก อาจจะมีคนลุกขึ้นประท้วงต่อต้านได้ เขาจึงรีบให้นำเชลยออกไปจากท้องพระโรงอย่างรีบด่วน โดยสั่งให้ชิมร์และคูลีนำเชลยเดินทางไปยังดามัสกัส ก่อนที่จะมีโอกาสได้ปลุกระดมผู้คนในกูฟะฮ์ต่อไป ทั้งสองรีบสนองคำสั่ง เพราะรู้ดีถึงอันตรายที่รออยู่เบื้องหน้า

ถ้าท่านหญิงซัยนับมีโอกาสที่จะบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ประชาชนได้รับรู้ หลังจากการปรึกษากันอย่างรีบด่วนแล้ว พวกเขาจึงรีบนำขบวนเชลยเดินไป โดยใช้เส้นทางมุ่งสู่ดามัสกัสที่ไม่ค่อยมีผู้คนใช้ เพื่อว่าจะได้ไม่เปิดโอกาสให้ผู้คนพบเห็นและล่วงรู้ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น ซึ่งจะทำให้พวกเขาเห็นอกเห็นใจและพากัน

เปิดฉากโจมตีเพื่อแก้แค้นให้กับบรรดาผู้ที่ถูกสังหาร ณ กัรบะลา


มุ่งหน้าสู่ดามัสกัส

ขบวนเชลยได้รอนแรมผ่านทะเลทรายเมโสโปเตเมีย ผู้คุมได้รับการแนะนำให้ผ่อนปรนกับผู้หญิงและเด็ก และอิมามซัยนุลอาบิดีนที่กำลังป่วยหนัก ซึ่งเดินตามขบวนมาด้วยเท้าเปล่า และด้วยความอ่อนเพลีย ท่านจึงล้มลุกคุกคลานมาตลอดทาง เนื่องจากโซ่อันหนักอึ้งที่ล่ามอยู่รอบต้นคอ และข้อเท้าของท่าน ทำให้แต่ละย่างก้าวแสนลำบาก เมื่อท่านพลาดหกล้ม พวกใจบาปก็กระโดดลงจากหลังม้าตรงเข้ามาเฆี่ยนตีด้วยแส้

ระหว่างทางท่านหญิงสะกีนะฮ์ พลัดตกลงจากหลังอูฐ ท่านหญิงซัยนับเห็นเช่นนั้นจึงพยายามให้สัญญาณ แต่ทหารไม่สนใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ท่านหญิงไม่ทราบจะทำอย่างไรดี เพราะท่านทราบดีว่า

ถ้าสะกีนะฮ์ซึ่งเป็นลมตกลงมาจากหลังอูฐถูกทิ้งไว้กลางทะเลทราย เธอจะต้องเสียชีวิตเพราะขาดน้ำและอาหาร


ในสภาพสิ้นหวังท่านหันไปเบื้องหน้า ที่ซึ่งศีรษะของอิมามฮูเซนเสียบอยู่ที่ปลายหอก พร้อมกับร่ำไห้ “โอ้ ท่านพี่! ท่านขอให้น้องดูแลสะกีนะฮ์อันเป็นที่รักของพี่ แต่โปรดดูเถิดในสภาพที่ไม่อาจช่วยเหลือตนเองได้ สะกีนะฮ์ได้ตกจากหลังอูฐแต่น้องไม่สามารถช่วยอะไรได้เลย” ท่านได้วิงวอนขอจากพระผู้เป็นเจ้าให้ช่วยเหลือสะกีนะฮ์หลานรักของท่าน ด้วยความเชื่อมั่นศรัทธาต่อพระองค์อย่างแรงกล้า ท่านเชื่อว่าคำวิงวอนของท่านจะต้องถูกรับฟัง และสะกีนะฮ์จะต้องได้รับความปลอดภัย

ขบวนเคลื่อนต่อไปสองสามก้าว หอกที่คูลีถืออยู่ในมือ ซึ่งเสียบศีรษะของท่านอิมามไว้ ได้ตกลงมาเสียบอยู่ที่พื้นทราย มันกระโดดลงมาพยายามดึงหอกขึ้นจากพื้น แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ มันปักแน่นอยู่กับพื้นทรายราวกับถูกตรึงไว้ คูลีหมดปัญญาที่จะดึงออกได้ และคิดว่าถ้าผู้คุ้มกันคนอื่นๆ ได้เห็นปาฏิหารย์นี้

พวกเขาจะต้องหวาดกลัวและละทิ้งหน้าที่แล้วหนีไป เขาได้เดินไปหาชิมร์ กระซิบบอกว่าเกิดอะไรขึ้น ด้วยจิตใจที่วิปริต ชิมร์ได้แก้ปัญหาให้คูลีด้วยการตรงไปยังอิมามซัยนุลอาบิดีนพร้อมกับแส้ในมือ มันต้องการรู้ว่า ทำไมหอกจึงปักลงแน่น จนคูลีซึ่งมีพลังร่างกายแข็งแรงอย่างหาใครเทียบยาก


 จึงไม่สามารถดึงหอกออกจากพื้นทรายได้ ท่านอิมามซัยนุลอาบิดีนมองไปยังศีรษะของบิดา ซึ่งท่านมองเห็นน้ำตาไหลเป็นทางลง

มาตามแก้มจนถึงปลายหอก ท่านมองไปยังท่านหญิงซัยนับ ซึ่งท่านหญิงกำลังจ้องมองมาที่ท่านพร้อมกับร้องบอกท่านว่า สะกีนะฮ์ได้หกคะเมนตกลงมาจากหลังอูฐ ซึ่งท่านได้บอกทหารให้ช่วยเหลือเธอแต่พวกมันไม่สนใจ ชิมร์รีบวิ่งไปอุ้มสะกีนะฮ์ซึ่งนอนนิ่งอยู่กับพื้นทรายเนื่องจากตกลงมาอย่างแรงและได้รับบาดเจ็บ ทันทีที่สะกีนะฮ์ถูกอุ้มจากพื้นทรายส่งมาให้อยู่ในอ้อมแขนของท่านหญิงซัยนับ คูลีก็สามารถดึงหอกขึ้นจากพื้นได้ ขบวนเดินทางต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

รอนแรมผ่านทะเลทรายซีเรีย ซึ่งเต็มไปด้วยพงหนามโรยเกลื่อนอยู่ที่พื้นทราย

เป็นอุปสรรคที่โหดร้ายทารุณสำหรับอิมามซัยนุลอาบิดีน ที่ต้องเดินตามขบวนด้วยเท้าเปล่า ตอนกลางคืนได้หยุดพัก ๒-๓ ชั่วโมง

เมื่อผู้คุมผ่อนผันให้หยุดเลี้ยงฉลองและรื่นเริง พวกมันได้แบ่งอาหารและน้ำที่เหลือ ซึ่งเกือบไม่พอจะประทังความหิวกระหายให้กับเชลย


เหตุการณ์ในอาศรมนักพรต

ในค่ำคืนหนึ่ง ขบวนได้พักแรมที่อาศรมอันโดดเดี่ยวบนยอดเขาของนักพรต ผู้ซึ่งอุทิศตนเองอยู่กับการบำเพ็ญภาวนา ชิมร์ได้มอบศีรษะของบรรดาผู้สละชีพให้นักพรตช่วยเก็บรักษาไว้ เมื่อเหลือบเห็น

ศีรษะของอิมามครั้งแรก นักพรตรู้สึกทันทีว่าต้องเป็นศีรษะของนักบุญผู้บริสุทธิ์อย่างแน่นอน ดังนั้น เขาจึงนำมาเก็บไว้ใกล้กับเตียงนอนของเขาและหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย ในคืนนั้นเองเขาฝันว่า บรรดาศาสดา เทวทูตและชาวฟ้า ได้ลงจากสวรรค์มาเฝ้ารุมล้อมรอบๆ ศีรษะนี้ เขาตกใจตื่น และกังวลใจอย่างไรไม่อาจรู้ได้

ว่าจะทำอย่างไรต่อไป จึงตัดสินใจถามหัวหน้าผู้คุ้มกันเกี่ยวกับสถานภาพของผู้ที่ถูกตัดศีรษะ และครอบครัวของใครที่ถูกจับเป็นเชลย?

 ชิมร์ตอบว่า “เป็นศีรษะของฮูเซนหลานของศาสดาแห่งอิสลาม ซึ่งพวกเขาถูกสังหารที่กัรบะลา โดยกองทัพของยะซีด เพราะพวกเขาไม่ยอมรับยะซีดเป็นผู้นำ และศีรษะอื่นๆ ก็เป็นพวกที่ถูกสังหารพร้อมกับฮูเซน”


 นักพรตผู้นั้นตกตะลึงกับคำตอบที่ได้รับ เขากล่าวว่า

 “เจ้าถูกสาปแช่ง!เจ้ารู้ไหมว่า เจ้าได้ทำผิดอย่างมหันต์ ในการตัดศีรษะหลานของศาสดาของพวกเจ้า ผู้ซึ่งเป็นนักบุญผู้ยิ่งใหญ่

น่าละอายเหลือเกินไอ้พวกขี้ขลาดตาขาว ซึ่งยังไม่หนำใจว่าเจ้าได้ทำอะไรลงไป เจ้าได้ปฏิบัติกับผู้หญิงและเด็กของเขาอย่างป่าเถื่อน และกระทำการอันโหดร้ายทารุณกับพวกเขา”

คำพูดดังกล่าวทำให้ชิมร์โมโหจนขาดสติ ทั้งยังถูกปลุกขึ้นมาในยามดึกดื่น จึงตรงเข้ามาตัดศีรษะนักพรตผู้นั้น เจ้าสัตว์ป่าตนนี้แทบจะไม่มีความเคารพในคำเตือนและคำสั่งของศาสดา ที่อนุญาตให้

ความคุ้มครองอย่างเต็มที่ต่อผู้ที่ละทิ้งเรื่องทางโลก และอุทิศชีวิตทั้งหมดเพื่อบำเพ็ญภาวนาและบำเพ็ญทุกข์กิริยา ในเมื่อชีวิตของหลานศาสดาก็ยังไม่ปลอดภัยจากมัน แล้วจะคาดหวังอะไรว่ามันจะเคารพในคำสั่งของท่านศาสดา


ดามัสกัส

ขบวนเชลยมาถึงดามัสกัสอย่างรีบเร่ง ม้าเร็วได้ไปบอกยะซีดว่าขบวนมาถึงแล้ว และขอรางวัลตอบแทนที่นำเชลยมามอบให้ เป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงเต็ม ที่บรรดาผู้หญิงและเด็กต้องถูกให้คอยอยู่ที่หน้า

ประตู กลางแสงแดดที่แผดจ้า ฝูงชนต่างพากันมุงดู หลายคนไม่รู้ว่าเชลยเป็นใคร พวกเขาคิดว่าเป็นพวกเจ้าชายที่ลุกขึ้นต่อต้านอำนาจของยะซีด และพ่ายแพ้จากการต่อสู้กับกองกำลังของยะซีด เขาก็ได้รับการบอกเล่าเช่นนั้นจริงๆ เพราะยะซีดไม่ต้องการให้ผู้คนรับรู้ถึงสถานภาพที่แท้จริงของเชลย เนื่องจากยะซีดรับรู้ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในจวนของอุบัยดุลลอฮ์ เขาจึงไม่ยอมเปิดเผยฐานะของเชลยและสั่งการให้ประกาศว่า เชลยคือพวกกบฏที่ต่อต้านอำนาจและพ่ายแพ้จึงถูกจับตัวมา ดังนั้น จึงทำให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่ผู้อื่นที่คิดจะต่อต้าน

เขาสั่งให้นำศีรษะของบรรดาผู้สละชีพพร้อมกับครอบครัวของพวกเขามาที่พระราชวัง และประกาศให้วันนั้นเป็นวันแห่งการเฉลิมฉลองชัยชนะ


ให้ภายในพระราชวัง ท้องถนน ตลาด ที่ชุมชนและทุกๆ มุมเมือง ตกแต่งประดับประดาอย่างงดงามเป็นโอกาสพิเศษ

ในขณะที่เมืองทั้งเมือง กำลังได้รับการประดับประดาอย่างวิจิตรพิศดารด้วยดอกไม้และเครื่องประดับ จนกลายเป็นงานเทศกาลที่สำคัญยิ่ง บรรดาเชลยที่น่าสงสาร กำลังได้รับความเจ็บปวด

ทุกข์ทรมานอยู่กลางแดดที่แผดจ้า ไม่มีน้ำดื่มและอาหารรับประทาน เด็กๆ ร้องไห้ด้วยความหิวกระหาย

ผู้หญิงชาวเมืองบางคนที่ไม่รู้ว่าผู้ที่อยู่ในขบวนเป็นใคร ได้ขว้างเมล็ดอินทผลัมแห้งมาให้เพื่อเป็นทาน โดยคิดว่าเพื่อเด็กๆ ของพวกเขาจะได้สุขสบาย แต่ท่านหญิงซัยนับและอุมมุลซูมได้ขอร้องให้ทิ้งไปเสีย โดยบอกกับเด็กๆ ว่า ท่านศาสดาห้ามคนในครอบครัวของท่านรับประทานของที่เป็นพลีทาน เพราะ พวกท่านคือ บุคคลจากครอบครัวของศาสดา หลายคนพากันงงงัน เมื่อได้ยินเช่นนั้น จึงมองมายังใบหน้าของท่านหญิงทั้งสอง ซึ่งถูกปกปิดด้วยปอยผมแทนผ้าคลุมศีรษะที่ถูกกระชากไป เนื้อตัวก็เปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นทราย


ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ในเวลานี้ยะซีดเป็นผู้ปกครองที่มีอำนาจล้นเหลือ อาณาจักรของเขาก็แผ่

ขยายออกไปกว้างไกล พวกรัฐเล็กๆ มากมายยอมจ่ายบรรณาการให้ พระราชวังของเขาเต็มไปด้วยพวกประจบสอพลอ

ในที่สุดขบวนก็มาถึงท้องพระโรง ในพระราชวังของยะซีด

ยะซีดพยายามอย่างที่สุดที่จะทำให้เรื่องราวของอิมามฮูเซนและครอบครัวของท่านถูกลบเลื่อนไป แต่เป็นเพราะ ท่านหญิงซัยนับโดยแท้ ซึ่งอยู่ในฐานะเชลย ที่ทำให้อิมามฮูเซนและเรื่องราวการพลีชีพอย่างกล้าหาญเยี่ยงวีรบุรุษของท่าน กลายเป็นเรื่องราวที่ถูกเล่าขานกันอย่างต่อเนื่องสืบมา อย่างไม่มีวันที่จะลบเลือนไปจากหน้าแผ่นดินอย่างน้อยยะซีดเคยคาดฝันว่า จะไม่มีใครกล้ามาต่อต้านคัดค้านเขา แต่ด้วยวาทะศิลป์อันเฉียบคมที่ได้รับทอดมาจากบิดาของท่าน ทำให้ท่านหญิงได้กล่าวตำหนิถึงการกระทำที่ชั่วช้าของยะซีด และขู่ให้เตรียมตัวรับการลงโทษจากพระผู้เป็นเจ้าที่จะต้องมาถึง ตามที่พระองค์ได้ทรงสัญญาไว้ว่า จะทรงตัดสินมนุษย์จากการกระทำของพวกเขา


พร้อมกันนี้ท่านได้กล่าวด้วยเสียงอันดัง ถึงการเรียกร้องสิทธิอัน

ชอบธรรมของอิมามฮูเซน และประกาศถึงการแย่งชิงอำนาจในการเป็นคอลีฟะฮ์ของท่านศาสดา

ท่านหญิงปฏิบัติหน้าที่นี้ ในช่วงเวลาและขณะที่ไม่มีใครสักคน ที่จะกล้าต่อกรกับคำสั่งของยะซีดและผู้ปกครองของเขา ท่านกล้าที่จะกล่าวถึงคำบัญชาของพระเจ้าด้วยเสียงอันดังกังวาล

ในบรรยากาศแห่งความน่าสะพึงกลัวของการใช้อำนาจเผด็จการเด็ดขาด ท่านอยู่ในภาวะที่อันตรายมาก

อาจจะถูกสังหารด้วยคมดาบของยะซีดเข้าเมื่อใดก็ได้ แต่ท่านมิได้หวาดหวั่นหรือล้มเลิกความตั้งใจในการปฏิบัติภาระหน้าที่ในการประกาศ ท่านมีคุณสมบัติเหมือนปุถุชนธรรมดา เป็นผู้ที่มีความตั้งใจเด็ดเดี่ยว ไม่เคยท้อแท้ ถอยหนีแม้แต่ก้าวเดียว ในสิ่งที่เป็นภาระหน้าที่หลังจากได้ทำการตรึกตรองอย่างถ้วนถี่แล้ว


ภายในท้องพระโรง ในพระราชวังของยะซีด

เมื่อเชลยจากครอบครัวของศาสดาถูกนำมายังพระราชวัง ไม่มีใครสักคนที่จะกล้าถามว่า เชลยเป็นใคร? อิมามซัยนุลอาบิดีนถูกนำมาพบยะซีดในสภาพของเชลยที่ถูกล่ามโซ่ตรวน พร้อมกับถาดที่วาง

ศีรษะของอิมามฮูเซน หลังจากที่นำออกจากปลายหอก ซึ่งถูกเสียบมาตั้งแต่กัรบะลา

 ยะซีดขณะนั้น กำลังเล่นการพนันและชนะทุกครั้งที่แทง และดื่มไวน์ฉลองชัยชนะทุกครั้ง

อิมามซัยนุลอาบิดีนจึงถามยะซีดว่า

“โอ้ ยะซีด! ถ้าท่านศาสดามาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ในขณะนี้ และเฝ้ามองดูสภาพและความประพฤติ

ของเจ้าอยู่ เจ้าจะพูดกับท่านว่าอย่างไร?” ด้วยคำพูดนี้ ยะซีดจึงสั่งให้แก้มัดบรรดาเชลยศึกทั้งหมด เมื่อท่านหญิงซัยนับมองเห็นยะซีดกำลังใช้ไม้เขี่ยที่ริมฝีปากของอิมาม ท่านไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้อีกต่อไป


 พร้อมกับตำหนิมันว่า “โอ้ ฮูเซน มิตรของศาสดา ลูกของฟาฏิมะฮ์ ผู้นำสตรีแห่งสวนสวรรค์ ลูกของศาสดา ลูกชายสุดที่รักของอิมามอะลี”

ด้วยคำพูดนี้ท่านหญิงต้องการให้ผู้ที่มาชุมนุมอยู่ ณ ที่นั่นทราบว่า

ศีรษะนั้นเป็นของใคร?

หลังจากได้ยินเช่นนั้น ทำให้หลายคนทราบถึงสถานการณ์ที่เป็นจริงอย่างถูกต้อง ความเห็นอกเห็นใจปรากฏขึ้นในหัวใจ ซึ่งยะซีดไม่อาจทนได้ เกิดความตรึงเครียดอย่างมากในท้องพระโรงขณะนั้น

เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง ทหารรับใช้ที่สอพลอผู้หนึ่งของยะซีดได้ลุกขึ้น โค้งคำนับต่อหน้าบัลลังก์ของยะซีด และตัดบทขึ้นว่า

 “โอ้ ท่านผู้นำของศรัทธาชน ! ได้โปรดมอบสะกีนะฮ์บุตรีสุดที่รักของฮูเซนให้เป็นทาสรับใช้ข้าเถิด เพื่อเป็นรางวัลตอบแทนความชอบของข้าที่ช่วยเหลือท่าน”

 ท่านหญิงซัยนับซึ่งยังคงยืนก้มหน้านิ่งเงียบโดยมีสะกีนะฮ์อยู่เคียงข้าง เกิดความรู้สึกเดือดดาลอย่างไม่เคยเป็นเช่นนี้มาก่อน


 กล่าวขึ้นด้วยเสียงอันดังกังวาลว่า “โอ้ เจ้าทาสคนชั่วที่สิ้นคิดของยะซีด! เจ้าได้หมดสิ้นสำนึกแห่งความละอายใจ ที่จะนำเอาหลานของศาสดาไปเป็นทาสรับใช้ ไม่มีใครในหมู่เจ้าเลยหรือที่จะคัดค้านความคิดของเจ้าสุนัขข้างถนนี้” ด้วยความคล้ายคลึงกับบิดาของท่าน ท่านเคยอดทนและกล้าหาญ แต่ในวินาทีนี้ท่านได้พูดด้วยคำพูดที่เกลี้ยวกราดกับผู้ไม่มีความละอาย ที่กล้าประกาศความต้องการของมันเช่นนั้น ท่านเหมือนกับบิดาของท่านที่เมื่อครั้งที่ท่านถูกแย่งชิงตำแหน่งคอลีฟะฮ์ไป ท่านยับยั้งและอดทน เพื่อหลีกเลี่ยงการนองเลือด แต่เมื่อศัตรูพยายามที่จะขุดศพของท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ ท่านได้ประกาศเตือนพวกมันว่า “ถ้าแม้แต่ดินสักก้อนเดียวบนหลุมศพของฟาฏิมะฮ์ถูกรบกวน ฉันจะไม่อดทนอีกต่อไป และสาบานว่าจะต้องมีการหลั่งเลือดอย่างแน่นอน!” ด้วยรู้ดีถึงพละกำลังของท่านเป็นอย่างดี พวกศัตรูจึงไม่มีใครกล้ามาแตะต้องหลุมศพของท่านหญิงอีก

เจ้าคนชั่วไม่ยอมเลิกล้มความต้องการของมัน ที่จะนำสะกีนะฮ์ไปเป็นทาสรับใช้ คราวนี้ท่านหญิงอุมมุลซูมไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ร้องขึ้นว่า “หุบปากของเจ้า! ขอพระผู้เป็นเจ้าปิดปากของเจ้าและทำให้เจ้าตาบอด มือของเจ้าแห้งกรอบ ขอให้พระองค์ทรงโยนเจ้าไปในไฟนรก ทายาทของศาสดาจะไม่ตกเป็นทาสของใคร!”


สุนทรพจน์ของท่านหญิงซัยนับที่กล่าวในท้องพระโรงของยะซีดที่ดามัสกัสครั้งนี้ จะยังคงอยู่ในความทรงจำของผู้คนตลอดไป ซึ่งนับเป็นผลงานชิ้นเยี่ยมยอดที่ท่านได้ปฏิบัติ มันเป็นเครื่องพิสูจน์อย่างชัดเจนถึงความกล้าหาญที่ท่านได้กระทำ ไม่เป็นสิ่งที่น่าประหลาดใจเลย เพราะว่าท่านคือบุตรสาวของราชสีห์แห่งพระเจ้า (อิมามอะลี) และท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ ซะฮ์รอ ในอีกด้านหนึ่งท่านก็คือเลือดของศาสดาและความเป็นอิมาม

สุนทรพจน์ของท่านในพระราชวังของยะซีด

ท่านหญิงได้กล่าวสุนทรพจน์นี้ในพระราชวังของยะซีด ในขณะที่เห็นเขาใช้ไม้เขี่ยที่ริมฝีปากของอิมามฮูเซน

“การสรรเสริญเป็นสิทธิของอัลลอฮ์ ผู้ค้ำจุนและพิทักษ์สากลโลก โปรดประทานพรให้กับท่านตา

ของฉันศาสนทูตของพระองค์ โองการจากอัล กุรอานมีว่า

‘จุบจบของความชั่วช้าเป็นสิ่งที่น่าสะพึงกลัว และผู้ที่คัดค้านสัญญาณของพระองค์และเย้ยหยัน


โองการของพระองค์ ก็จะได้รับโทษเช่นเดียวกัน’

โอ้ ยะซีด! เจ้าคิดว่าเจ้าทำให้ชีวิตของพวกเราต้องทุกข์ทรมานและไม่อาจทนมีชีวิตอยู่ได้ เจ้าทำกับพวกเราเยี่ยงนักโทษ เจ้ามีความยินดีที่พวกเราถูกนำตัวมาที่นี่ เจ้าคิดว่าพวกเราจะได้รับการดูหมิ่นและไม่ได้รับเกียรติจากพระผู้เป็นเจ้า ในขณะที่เจ้าจะได้รับเกียรติและเป็นที่ชื่นชมยินดีของพระองค์กระนั้นหรือ?

 เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า ชัยชนะของเจ้านั้นเนื่องมาจากอำนาจอันล้นเหลือของเจ้า ซึ่งสิ่งนี้ทำให้เจ้าลำพองและพอใจในความสูญเสียของพวกเรา เจ้ารู้สึกราวกับว่าเจ้าได้ครอบครองโลกทั้งโลกไว้

และเจ้าสามารถควบคุมอำนาจนั้นไว้ได้ เวลาเท่านั้นที่จะสอนบทเรียนที่ขมขื่นให้กับเจ้า โองการอัล กุรอานต่อไปนี้ได้บอกไว้ว่า คนอย่างเจ้าจะต้องถูกลงโทษด้วยไฟนรก

“แท้จริง บรรดาผู้ที่ซื้อการทรยศ (กุฟร์) ด้วยความศรัทธา (อีหม่าน) นั้นพวกเขาจะไม่ก่อให้เกิดอันตรายแก่อัลลอฮ์ได้ แต่อย่างใดเลย แต่สำหรับพวกเขานั้น คือการลงโทษอันยิ่งใหญ่

(อัล กุรอานบทที่ ๓ โองการที่ ๑๗๗)


โอ้ เจ้าลูกทาสที่ได้รับการปลดปล่อย! เป็นการยุติธรรมแล้วหรือที่ผู้หญิงในครอบครัวของเจ้ายังคงมีผ้าคลุมศีรษะ ในขณะที่เราครอบครัวของท่านศาสดาต้องถูกนำมาในสภาพเช่นนี้ เจ้าดูหมิ่นเกียรติของพวกเรา ใบหน้าของเราไม่มีผ้าคลุม โดยทหารที่ชั่วช้าเจ้าพาเราเดินไปในที่สาธารณะและตลอดทางผู้คนเฝ้ามองดูพวกเรา โดยที่เราไม่มีผู้ชายของเราคอยปกป้องคุ้มครอง

โอ้ ยะซีด! การกระทำที่ชั่วช้าของเจ้า แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงการทรยศต่อพระผู้เป็นเจ้าและคำสั่งสอนของศาสดาที่นำมาให้แก่ประชาชาติ และมันก็พิสูจน์อย่างชัดเจนไร้ข้อสงสัยว่า เจ้าไม่ได้ให้

เกียรติต่อศาสดาที่ถูกส่งลงมาโดยพระเจ้าการกระทำของเจ้าไม่ใช่สิ่งที่น่าแปลกใจ เพราะบรรพบุรุษของเจ้าได้เคยเคี้ยวตับของท่านฮัมซะฮ์อิบนิ อับดุลมุฏฏอลิบ ลุงของท่านศาสดามาแล้ว ฮินด์เมียของอบูซุฟยาน ได้ผ่าท้องของท่านฮัมซะฮ์และควักตับออกมาเคี้ยวกินเพื่อดับความกระหายแห่งความแค้นในสงครามอุฮุด เจ้าเป็นคนในตระกูลนี้ที่ซึ่งจะเป็นปฏิปักษ์กับศาสดาตลอดเวลา ลูกหลานของสัตว์พวกนี้เป็นศัตรูกับพระเจ้าและศาสดาของพระองค์ ลักษณะธรรมชาติของพวกเจ้าก็คือ ความไม่มีเมตตาธรรม ร้ายกาจ ชอบความรุนแรง


จงจำไว้! การกระทำที่น่ารังเกียจของพวกเจ้า เป็นผลมาจากสันดานของความเกลียดชัง ความมุ่งร้าย ซึ่งมีผลต่อนิสัยที่ชั่วช้าของเจ้า การแก้แคนครั้งนี้เนื่องมาจากธรรมชาติอันนี้ และเจ้าเป็นผู้ที่มี

สำนึกแห่งการแก้แคนฝังลึกอยู่ในจิตใจตลอดมานับตั้งแต่สงครามบะดัรซึ่งในครั้งนั้นบรรพบุรุษของเจ้าได้ถูกสังหารเพราะเป็นปฏิปักษ์และทำการสู้รบกับศาสดา

ใครก็ตามที่เฝ้ามองเราอย่างจงเกลียดจงชัง มุ่งร้ายและจ้องจะล้างแค้น ย่อมเป็นศัตรูอย่างชัดแจ้งของครอบครัวแห่งศาสดา ใครก็ตามพึงพอใจกับการเยาะเย้ยถากถางพวกเรา ก็พิสูจน์ได้ว่าเป็นพวกนอกศาสนา นอกจากนี้เจ้ายังพึงพอใจในการที่ได้สังหารหลานของศาสดาและจับครอบครัวของท่านเป็นเชลย เจ้าไม่เคยคิดเลยว่า นี่คือบาปที่ยิ่งใหญ่มหันต์! ตรงกันข้ามเจ้ากลับพูดว่า ‘ถ้าบรรพบุรุษของฉันได้เห็นการกระทำของฉัน พวกเขาจะต้องพึงพอใจ และจะต้องพูดว่า


โอ้ยะซีด เจ้าได้ล้างแค้นให้กับพวกเรา

ขอให้มือของเจ้าอย่าได้เจ็บปวดด้วยโรคร้ายเลย’

โอ้ ยะซีด! เจ้ามีความสุขกับการดูหมิ่นและไม่ให้เกียรติกับศีรษะของ อบาอับดิลลาฮ์ ฮูเซน โดยการใช้ไม้เขี่ยที่ริมฝีปากของท่าน เจ้าไม่รู้หรือว่าริมฝีปากนี้ ท่านศาสดาแห่งพระเจ้าได้เคยจุมพิตในโอกาสต่างๆ

เจ้าได้กรีดแผลลึกลงบนจิตใจและวิญญาณของเรา ด้วยการหลั่งเลือดหัวหน้าของชายหนุ่มแห่งสวนสวรรค์ ลูกของ อะลี บิน อบีฏอลิบ

โอ้ ยะซีด! ถ้าเจ้ามีจิตใจที่จะสะสมการกระทำที่ต่ำช้า เจ้าจงมั่นใจได้เลยว่า มือของเจ้าจะเป็นอัมพาตอย่างรุนแรงตั้งแต่ข้อศอก และเจ้าจะต้องรองอุทธรณ์ว่า ‘แม่ไม่น่าให้ฉันเกิดมาเลย!’

 เจ้าจงรู้ไว้เลยว่า พระเจ้าจะกริ้วโกรธและศาสดาจะเป็นศัตรูกับเจ้า

โอ้ พระผู้เป็นเจ้า ! โปรดนำสิทธิอันชอบธรรมของเรากลับคืนมาด้วยเถิด โปรดตอบแทนผู้ซึ่งกดขี่เรา และโปรดส่งการลงโทษของพระองค์ลงมายังผู้ซึ่งทำลายสัญญาของพวกเขา ฆ่าสังหารเด็กๆ และญาติสนิทและผู้ช่วยเหลือของเรา ทำให้เราต้องอัปยศอดสู

โอ้ ยะซีด! เจ้าได้ทำในสิ่งที่เจ้าอยากทำ แต่จงจำไว้เถิดว่า เจ้าจะต้องตายและถูกตัดเป็นชิ้นๆ แล้วเจ้าจะถูกนำไปยังท่านศาสดา ซึ่งเจ้าจะต้องแบกบาปกรรมของเจ้าจากการที่เจ้าได้หลั่งเลือดทายาทของศาสดา ดูหมิ่นและไม่ให้เกียรติต่อครอบครัวของท่าน


 เจ้าจะถูกนำไปยังที่ๆ ท่านศาสดาและสมาชิกในครอบครัวของท่านอยู่กันพร้อม เจ้าจะได้รับการลงโทษที่น่าสะพึงกลัว ซึ่งเจ้าและผู้คนของเจ้าไม่อาจหนีรอดไปได้เลย

โอ้ ยะซีด! เจ้าอย่าได้ลำพองใจในการที่เจ้าได้สังหารทายาทของท่านศาสดา เจ้าไม่รู้หรือว่า อัลกุรอานอันศักดิ์สิทธิ์ได้กล่าวเกี่ยวกับผู้ซึ่งถูกฆ่าในหนทางของอัลลอฮ์ว่า

‘เจ้าจงอย่าคิดเป็นอันขาดว่า ผู้ที่ถูกฆ่าในหนทางของอัลลอฮ์นั้นตาย มิได้พวกเขายังมีชีวิตอยู่ ณ พระเจ้าของพวกเขา ในสภาพที่ได้รับปัจจัยยังชีพ’

(อัล กุรอานบทที่๓ โองการที่๑๖๙)

มีแต่ความเงียบงันในท้องพระโรงของยะซีด เมื่อท่านหญิงซัยนับจบคำสุนทรพจน์อันเร้าใจของท่าน ยะซีดหน้าซีดเผือด และไม่ปริปากพูดเลยแม้แต่น้อย ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เขาจะต้องประสาทเสีย

เพราะคำพูดเหล่านั้น เพราะในท้องพระโรงเต็มไปด้วยผู้คน บรรดาบุคคลชั้นนำของวงศ์อุมัยยะฮ์ แม่ทัพนายกองของเขา พวกยิวและคริสเตียน และประชาชนจากทุกสารทิศต่างมาชุมนุมกันอยู่ ณ ที่นั้น เพื่อมาดูบรรดาเชลยที่ถูกนำตัวมา ซึ่งพวกเขาไม่เคยรู้เลยว่า พวกท่านคือสมาชิกในครอบครัวของศาสดา


สุนทรพจน์ได้พิสูจน์ให้ผู้คนได้ทราบแล้วว่า ครอบครัวของศาสดาถูกกระทำอย่างป่าเถื่อนโหดร้ายทารุณ

 ท่านยกย่องฐานะของครอบครัวแห่งศาสดาและแสดงให้เห็นถึงการกระทำอย่างไม่เป็นธรรมต่อผู้บริสุทธิ์ และหยิบยกมาให้เห็นถึงความทรยศของอบูซุฟยานและมุอาวิยะฮ์ ผู้เป็นพ่อและปู่ของยะซีด รวมทั้งความไม่เป็นธรรมของยะซีดในเรื่องต่างๆ ที่ผ่านมาในอดีต

นางฮินด์ ภรรยาสุดที่รักของยะซีด เป็นคนศรัทธาในพระเจ้าและใจบุญ ซึ่งก่อนจะแต่งงานกับยะซีด เคยเป็นผู้รับใช้ในครอบครัวของท่านหญิงซัยนับ ในช่วงเวลาที่อิมามอะลีเป็นคอลีฟะฮ์ แม้หลัง

แต่งงานแล้วนางก็ยังคงมอบความรัก และความจงรักภักดีให้กับท่านหญิง ยะซีดรู้ดีในข้อนี้ และปิดบังแผนการสังหารฮูเซนไม่ให้นางล่วงรู้ และต้องระวังไม่ให้นางรู้ข่าวเรื่องราวที่เกิดขึ้นที่กัรบะลา เมื่อนางได้ยินเรื่องของท่านหญิงซัยนับจากหลังม่าน นางรู้สึกวุ่นวายใจอย่างมาก ราวกับเป็นลางสังหรณ์ นางรู้สึกกระวนกระวายมาหลายวันแล้ว และได้ฝันเห็นท่านหญิงทั้งสองร่ำไห้อย่างขมขื่น และเล่าให้นางฟังถึงโศกนาฏกรรมที่ยิ่งใหญ่


 โดยสัญชาติญาณนางเริ่มรู้ว่า สามีใจร้ายของนางกำลังปิดบังการก่ออาชญากรรมที่ร้ายแรงบางอย่าง ซึ่งนางยังไม่สามารถรู้ว่าคืออะไร?

ด้วยความคุ้มคลั่ง นางได้รุดออกมาข้างนอกม่านโดยไม่มีผ้าคลุมผม เพื่อจะรู้ว่าอะไรเกิดขึ้นกับเด็กๆ ในครอบครัวของท่านศาสดา ยะซีดรู้สึกวุ่นวายใจในการการกระทำของภรรยาของตน ผู้ซึ่งมีความ

งดงามเป็นที่เลื่องลือไปทั่วอาณาจักรว่าไม่มีใครเทียบเคียงได้ นางออกมาโดยไม่มีผ้าคลุมผมซึ่งขัดต่อจารีตประเพณีที่มีมาตั้งแต่อดีตกาล เขาจึงรีบสั่งให้เลิกการชุมนุมในท้องพระโรงทันที และออกคำสั่งให้อุมัร บุตรของสะอัด นำเชลยไปขังไว้ในคุกมืดในป้อม และรอฟังคำสั่งว่าจะทำอย่างไรต่อไป เขาจึงรีบลงมาจากบัลลังก์ตรงมา พร้อมกับโยนเสื้อคลุมของเขาไปบนหัวของนางฮินด์และนำเข้าไปในพระราชฐาน

ฮินด์ยังคงขอร้องให้ยะซีดบอกว่าเกิดอะไรขึ้นในท้องพระโรง และเชลยนั้นเป็นใคร? ทำไมจึงมีบางคนพูด

ถึงการจับตัวหลานท่านศาสดาเป็นเชลย ยะซีดจึงตอบเลี่ยงไปและพยายามระงับความกลัวของนางด้วย

การกล่าวว่า “เชลยเหล่านั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับครอบครัวของท่านศาสดา”


บรรดาเชลยสิ้นสุดการเดินทางที่คุกมืดในป้อมที่ดามัสกัส ซึ่งเต็มไปด้วยงูและแมงป่อง ทันทีที่ประตูคุกปิดลง ท่านหญิงซัยนับและอิมามซัยนุลอาบิดีน ก็เริ่มนมาซ ก้มลงกราบและวิงวอนขอต่อพระผู้เป็นเจ้า ให้โปรดประทานกำลังใจและความกล้าหาญ เพื่ออดทนต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับพวกท่าน และขอบคุณต่อความช่วยเหลือ ตลอดระยะเวลาแห่งการทดสอบ ทำให้สามารถอดทนต่อการดูหมิ่นเหยียดหยามโดยไม่ร้องอุทธรณ์

หลังจากที่จับเชลยขังในคุกมืดแล้ว ยะซีดก็เริ่มสับสนว่า จะปล่อยตัวให้กลับไปมะดีนะฮ์หรือจะจับขังทรมานไว้ที่นี่ เขาเริ่มสำนึกผิดและประจักษ์ว่า สิ่งที่ตนกระทำลงไปนั้นเป็นความผิดอย่างมหันต์

เขาจึงเริ่มใช้เล่ห์กลทางการทูต โดยโยนความผิดทั้งหมดให้กับอุบัยดุลลอฮ์ บุตรของซิญาด แม้ว่าจะต้องการสังหารอิมามซัยนุลอาบิดีน แต่ยะซีดก็ต้องขนลุกเมื่อนึกถึงคำพูดของท่านหญิงซัยนับ

ในที่สุดบรรดาเชลยก็ถูกปล่อยตัว ด้วยความพยายามของนางฮินด์ภรรยาของยะซีด นางได้มาเยี่ยมเชลย ซึ่งนางจำได้ดีพร้อมกับร่ำไห้ด้วยความเวทนาสงสาร


เมื่อเห็นสภาพที่ต้องทนทุกข์ทรมาน นางปลอบโยนพวกท่านและขอร้องให้เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่กัรบะลาอ์โดยละเอียด จากนั้น นางได้กลับไปพบยะซีดและกล่าวประณามเขาในการกระทำที่ชั่วช้า และขอร้องให้ยะซีดจัดสถานที่ๆ เหมาะสมเปลี่ยนให้ใหม่ เพราะคนเหล่านั้นเป็นสมาชิกในครอบครัวของท่านศาสดา

นางฮินด์กลับมาพบบรรดาอะฮ์ลุลบัยต์อีกครั้งหนึ่ง พร้อมกับหญิงรับใช้ ๒-๓ คน และทาสสาวทั้งหมดแต่งกายในชุดไว้ทุกข์ พวกนางได้มาปลอบโยนบรรดาเชลยเกี่ยวกับการสูญเสียอิมามฮูเซนและ

ผู้ติดตามท่าน นางจัดให้คนทั้งหมดย้ายไปอยู่ในสถานที่ใหม่ที่สมเกียรติ ที่ซึ่งพวกท่านสามารถจัดการชุมนุม และไว้อาลัยให้กับบรรดาผู้สละชีพผู้ล่วงลับได้

บทรายงานบันทึกว่า ยะซีดถูกบังคับทางอ้อมให้ปล่อยตัวบรรดาเชลย เพราะเขาได้รับการแจ้งข่าวว่ามีการเคลื่อนไหวต่อต้านการกระทำของเขาในหัวเมืองต่างๆ ทั่วซีเรีย เพราะผู้คนได้รับรู้ความจริงที่เกิดการสังหารหมู่ที่กัรบะลา และจับสมาชิกครอบครัวของท่านเป็นเชลย ยะซีดจึงเกิดความหวาดกลัวว่าจะมีการก่อการจลาจลขึ้น เขาจึงรีบปล่อยตัวอิมามซัยนุลอาบิดีน พร้อมทั้งเคารพยกย่องให้เกียรติตามที่ควรจะได้รับ


เมื่ออิมามซัยนุลอาบิดีน ได้รับการปล่อยตัวจากคุกมืดและถูกนำมาพบกับยะซีด ท่านหญิงกล่าวกับท่านว่า

 “โอ้ ผู้เป็นแก้วตาดวงใจของอา! จงเจรจากับยะซีดในท่วงทีที่เหมาะสมกับความเป็นทรชนคนพาลของมัน มันไม่เกรงกลัวต่อความกริ้วโกรธของพระผู้เป็นเจ้าและไม่ยอมรับท่านศาสดา

รวมทั้งไม่สนใจใยดีต่ออิมามอะลี ผู้สืบทอดของท่านศาสดาเลย”

ยะซีดลุกขึ้นจากบัลลังก์ของเขาทันทีที่มองเห็นอิมามมาถึง และรีบเชิญให้นั่งลงใกล้ๆ ตนเองด้วยกิริยาที่อ่อนน้อมอย่างยิ่ง พร้อมทั้งต้องการทราบถึงความประสงค์ของท่าน หลังจากถูกปล่อยตัวออกไป อิมามตอบกลับไปว่า ท่านยังไม่ได้ตัดสินใจจนกว่าจะได้ปรึกษากับท่านหญิงซัยนับก่อน

พวกสาวใช้ถูกสั่งให้จัดการนำม่านมากั้น และนำบรรดาผู้หญิงและเด็กแห่งครอบครัวของท่านศาสดามา ด้วยกิริยาที่สุภาพอ่อนโยน ทันทีที่ท่านหญิงปรากฏตัวต่อหน้า ยะซีดได้บอกกับท่านหญิงว่า

จะปล่อยตัวพวกท่าน และต้องการทราบถึงความประสงค์ว่าจะพักอยู่ที่ดามัสกัสหรือจะเดินทางกลับไปมะดีนะฮ์


 ท่านหญิงตอบว่า “ก่อนอื่นฉันต้องการสิ่งแรกคือผ้าโพกศีรษะของท่านศาสดา สองผ้าคล้องคอของมารดาของฉันและผ้าที่เปื้อนเลือดของฮูเซน” ด้วยคำขอนี้ยะซีดตอบว่า “ผ้าสะระบั่นของท่านศาสดา

และผ้าคล้องคอของมารดาท่านนั้น ถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีใท้องพระคลังเพื่อเป็นศิริมงคล แต่สำหรับเสื้อเปื้อนเลือดของอิมามฮูเซนนั้น ฉันไม่รู้เรื่องอะไรด้วย”

ท่านหญิงกล่าวกับยะซีดว่า “โอ้ ยะซีด! เสื้อตัวนี้ทำมาจากเส้นด้ายที่ถักทอด้วยมือของท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ ซะฮ์รอ มารดาของฉัน ในขณะที่ท่านถักทอมัน ท่านจะต้องร่ำไห้ตลอดเวลา ซึ่งท่านเคยกล่าว

เสมอว่า

‘ฮูเซนจะสวมเสื้อชุดนี้ในเวลาที่เขาจะถูกสังหารที่กัรบะลา’ ทหารที่โหดร้ายของเจ้าได้ถอดมันออกจากร่างที่ไร้วิญญาณของท่านในวันอาชูรอ”

ยะซีดจึงสั่งให้ทหารออกค้นหา เพื่อนำมามอบให้กับท่านหญิง พร้อมทั้งถามต่อไปว่า “ท่านต้องการสิ่งอื่นใดนอกจากนี้อีก”

ท่านหญิงตอบไปว่า “โอ้ ยะซีด! พวกเรามิสามารถกระทำการไว้อาลัยให้กับพี่ชายของฉันตั้งแต่ท่านถูกสังหาร และในคุกมืดนี้


 สะกีนะฮ์บุตรสาวสุดที่รักของอิมามฮูเซน ได้เสียชีวิตลงเพราะความทุกข์ทรมานที่ได้รับ และความระทมทุกข์ถึงบิดาของเธอ ดังนั้น เราจึงต้องการจัดการชุมนุมอย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นการไว้อาลัยให้กับพวกท่าน

ด้วยเหตุนี้เราต้องการบ้านที่มีบริเวณกว้างขวางสักหนึ่งหลัง สำหรับ

บุคคลในตระกูลฮาชิม และบรรดากุเรชจะได้สามารถมาร่วมกับเราในการชุมนุมเพื่อไว้อาลัยในครั้งนี้”

ยะซีดสนองตอบด้วยความเต็มใจ และได้ป่าวประกาศต่อสาธารณชนว่า ใครต้องการที่จะไปร่วมในการชุมนุมนี้ก็อนุญาตให้ไปได้

ที่มาของการจัดไว้อาลัย (อาซอดอรี)

บ้านที่ถูกจัดเตรียมให้ตั้งอยู่บริเวณใกล้เคียงกับ ‘ดารุลฮิจาเราะฮ์ ในบ้านหลังนั้นเอง ท่านหญิงซัยนับได้วางรากฐานของการ

 ‘อาซอดอรี’ ให้กับอิมามฮูเซน ภายในบ้านท่านหญิงได้ปูพรมและเชิญให้อิมามซัยนุลอาบิดีนนั่งลง


ในโอกาสนี้บรรดาสตรีแห่งครอบครัวท่านศาสดาแต่งกายด้วยเสื้อผ้าชุดดำ

ในช่วงเวลาระหว่างการชุมนุม สตรีในเผ่ากุเรชและตระกูลฮาชิมได้ร่วมสนทนากัน อิมามและท่านหญิงได้เล่าถึงเหตุการณ์อันเศร้าสลดและน่าสะพึงกลัวในการสังหารอิมามฮูเซน เป็นเหตุให้ผู้ที่มาร่วมชุมนุมพากันร่ำไห้ ในการชุมนุมนี้ท่านหญิงได้กล่าวสุนทรพจน์กับผู้ที่มาชุมนุมว่า

“โอ้ บรรดาสตรีชาวชีเรีย พวกท่านไม่ทราบถึงความโหดร้ายทารุณในโศกนาฏกรรมที่กัรบะลาอ์ที่ซึ่งอิมามฮูเซนหลานชายท่านศาสดาและบรรดาเด็กๆ ในครอบครัวของท่าน ต้องถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยม ในขณะที่ยังคงหิวกระหาย ร่างกายของพวกเขาถูกกลีบเท้าม้าเหยียบยํ่าจนไม่เหลือชิ้นดี ต้องถูกทิ้งไว้กลางทะเลทรายโดยมิได้ทำการฝัง ศีรษะของท่านและคนอื่นๆ ถูกเสียบไว้ที่ปลายหอกและถูกชูมาตลอดทางพร้อมกับพวกเรามายังซีเรีย หลังจากการสังหารหมู่พวกเราถูกจับเป็นเชลย โดยคำสั่งที่ไร้ยางอายของ

อุบัยดุลลอฮ์ บุตรของซิยาด พวกเขาพาพวกพ้องของเราไปยังกูฟะฮ์ด้วยศีรษะที่ปราศจากผ้าปกปิด และให้เรานั่งบนหลังอูฐที่ไม่มีกูบ อิมามซัยนุลอาบิดีนถูกล่ามด้วยโซ่ที่หนักอึ้งรอบต้นคอ


และถูกบังคับให้เดินตามคาราวานด้วยเท้าเปล่า มันเป็นภาพที่ไม่อาจจินตนาการได้ว่าจะทุกข์ทรมานมากมายสักเพียงใด”

ท่านหญิงได้เปรียบเทียบให้พวกสตรีชาวซีเรียเห็นถึงความโหดร้ายชั่วช้าของยะซีด กับคุณธรรมความดีของอิมามฮูเซน

เมื่อกลับไปยังบ้านเรือนพวกนางได้เล่าเรื่องราวที่รับฟังมาให้กับสมาชิกในครอบครัวของพวกนางได้รับรู้ความจริง และเมื่อรู้เช่นนั้นพวกเขารู้สึกต่อต้านและไม่พอใจยะซีดอย่างยิ่ง

หลังจบการชุมนุมทุกครั้ง บรรดาสตรีก็จะมาปลอบโยนท่านหญิงซัยนับ พวกผู้ชายก็จะมาปลอบโยนอิมามซัยนุลอาบิดีน การชุมนุมนี้ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวขึ้นในหมู่ประชาชนในเมือง เสียงร่ำไห้คร่ำครวญ เสียงทุบอก ตีศีรษะได้ปรากฏเป็นรอยประทับลงไปในหัวใจของประชาชน ทำให้พวกเขาเพิ่มความทุกข์โศกและทำให้ตาสว่าง เกิดความกระจ่างเกี่ยวกับโศกนาฏกรรมที่กัรบะลา


บทที่ ๑๐

การเดินทางสู่มะดีนะฮ์

บัดนี้ยะซีดรู้สึกหวาดกลัวอย่างมากเมื่อหวนนึกถึงเหตุการณ์ และความสำนึกผิดได้เริ่มครอบงำจิตใจเขามากขึ้น และกลัวว่า ความลับที่ตนเองมีส่วนในการสังหารหมู่อิมามฮูเซนและผู้ใกล้ชิดของท่านจะถูกเปิดเผย เขาจึงต้องการให้ครอบครัวท่านศาสดาออกเดินทางไปยังมะดีนะฮ์โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

ด้วยเหตุนี้ ยะซีดจึงออกคำสั่งให้ ตระเตรียมการเดินทางสู่บ้านเกิด ท่านหญิงซัยนับ ขอให้ใช้ผ้าสีดำคลุมแคร่บนหลังอูฐ เพื่อประชาชนจะได้รู้ว่าพวกท่านกำลังอยู่ในระหว่างไว้อาลัย ยะซีดตกลงตามคำ

ขอ เมื่อขบวนเตรียมพร้อมที่จะออกเดินทาง สตรีชาวเมืองดามัสกัสในเครื่องแต่งกายชุดดำไปส่งพร้อมกับกล่าวคำอำลา


ซึ่งเป็นภาพที่ตราตรึงอยู่ในความทรงจำ รอยแผลแห่งความโศกเศร้าทุกข์ทรมาน ได้ทิ้งร่องรอยความทรงจำอันขมขื่นไว้บนหัวใจของพวกเขา ซึ่งไม่มีวันลืมเลือนต่อโศกนาฏกรรมในครั้งนี้ และ

การกระทำอันชั่วร้ายดังกล่าว จะเป็นที่เล่าขานให้รู้สืบต่อกันไป จากชั่วอายุคนแล้วคนเล่าตลอดไป!

ยะซีดได้ส่งนัวะอ์มาน บิน บาชิร พร้อมทหารคุ้มกันร้อยนาย คอยดูแลและให้ความสะดวกแก่ขบวนคาราวาน ตลอดระยะทางครอบครัววงศ์วานของท่านศาสดาได้รับการดูแลอย่างดี ทุกครั้งที่หยุดพัก

การเดินทาง นัวะอ์มานและทหารคุ้มกันจะตั้งกระโจมให้พวกท่าน ซึ่งพวกท่านก็จะจัดการชุมนุมในทุกๆ ที่ที่หยุดพัก เพื่อให้ผู้คนได้รับรู้ถึงโศกนาฏกรรมซึ่งเกิดขึ้นที่กัรบะลา


กัรบะลาอ์

ขบวนทั้งหมดมาถึงกัรบะลาอ์ ในวันที่ ๒๐ ซอฟัร ฮ.ศ. ๖๑ (๑๘ พฤศจิกายน ค.ศ.๖๘๐) และวันนี้เองคือวัน ‘อัรบะอีน’ วันที่ ๔๐ ของการพลีชีพของอิมามฮูเซน

ท่านญาบิร บิน อับดุลลอฮ์ อันซอรี สาวกคนสำคัญของท่านศาสดา ก็ได้มาปรากฏอยู่ ณ ที่นี้ด้วย ท่านเป็นคนแรกที่อ่านซิยารัตให้กับอิมามฮูเซนและสหายของท่าน การได้พบกับท่านญาบิร เป็นการเตือนความทรงจำถึงความรุ่งโรจน์ในอดีตสมัยที่ท่านศาสดายังมีชีวิตอยู่ ซึ่งพวกท่านทั้งหมดเป็นครอบครัวที่มีความสุข

แต่ภาพความสุขนี้ได้อันตรธานหายไปสิ้น คงเหลือแต่ความทรงจำที่ปวดร้าวในโศกนาฏกรรมที่กัรบะลา ที่ทำให้จิตใจของท่านหญิงมีแต่ความน่าสะพึงกลัวที่ต้องเห็นภาพเลือด เลือดสดๆ และการ

หลั่งเลือด!


ขบวนของครอบครัววงศ์วานของท่านศาสดาได้หยุดพักที่กัรบะลา จนถึงวันที่ ๘ ร่อบีอุลเอาวัล ฮ.ศ. ๖๑ (๕ ธันวาคม ค.ศ.๖๘๐) รวมเวลาราว ๑๘ วัน ท่านหญิงซัยนับ ไม่ประสงค์ที่จะเดินทางไปกับขบวน

เพราะท่านไม่ต้องการจะจากสถานที่ฝังศพของพี่ชายของท่านไป แต่เมื่ออิมามซัยนุลอาบิดีนขอร้องให้ท่านเปลี่ยนความตั้งใจ เพราะภาระหน้าที่ของท่านยังไม่สิ้นสุด ท่านจึงตอบว่า

 “โอ้ อะลี ซัยนุลอาบิดีน!

โปรดปล่อยให้อาได้อยู่ที่นี่เถิด! เพราะอาต้องการจะอยู่ใกล้ชิดกับพี่ชายของอา จนกระทั่งวาระสุดท้าย ของชีวิต อาจะกลับไปมะดีนะฮ์ได้อย่างไร ซึ่งจะต้องไปพบกับบ้านที่ว่างเปล่าของเรา?”

อิมามตอบว่า “โอ้ ท่านอาที่รัก! ท่านพูดถูกต้องแล้ว ฉันทราบดีว่ามันไม่อาจทนได้ที่จะกลับไปมะดีนะฮ์และพักอยู่ในบ้านที่ว่างเปล่า ซึ่งเราได้สูญเสียคนในครอบครัวของเราไปจนหมดสิ้น

ความโปรดปรานจากพระผู้เป็นเจ้าจะต้องประทานลงมายังพวกเรา ในการยอมจำนนต่อพระประสงค์ของพระองค์


และมันเป็นคำสั่งของศาสนทูตของพระองค์ ที่ซึ่งบิดาของฉันได้สนองพระบัญชานั้น”

หลังจากอ้อนวอนโน้มน้าวอยู่เป็นเวลานาน ท่านหญิงจึงยอมตกลงตัดใจจากกัรบะลาอ์ ซึ่งเป็นสถานที่ฝังร่างพี่ชายอันเป็นที่รักของท่านมาอย่างไม่สู้เต็มใจนัก

ตลอดทางสู่มะดีนะฮ์ พวกท่านได้จัดการชุมนุมขึ้นทุกๆ ครั้งที่หยุดพัก ประชาชนในท้องถิ่นต่างๆเหล่านั้นพากันร่วมไว้อาลัยกับพวกท่าน ในขณะที่มีการเล่าเรื่องในการชุมนุมนั้น บางครั้งจะได้ยินเสียง

บทกวี คำโคลงไว้อาลัยท่านอิมามดังแว่วโดยไม่ปรากฏที่มาของเสียงนั้น.


บทที่ ๑๑

มะดีนะฮ์

เมื่อยิ่งใกล้จะถึงมะดีนะฮ์ ก็ยิ่งเพิ่มความโศกเศร้าให้กับพวกท่านเป็นทวีคูณ ความทรงจำในภาพเหตุการณ์ทั้งหมดเริ่มปรากฏขึ้นในความรู้สึกอีกครั้งหนึ่ง

ครั้งแล้วครั้งเล่า! พวกท่านมองขึ้นไปเบื้องบนด้วยดวงตาที่เอ่อล้นด้วยน้ำตา ประหนึ่งดังจะกล่าวว่า

 “โอ้ พระผู้เป็นเจ้า! ข้าพระองค์ขอน้อมรับพระประสงค์ของพระองค์ ไม่ว่าความโหดร้ายทารุณใดก็ตามที่จะมาประสบกับพวกเรา พระองค์เท่านั้นที่เหล่าข้าพระองค์ขอความเมตตา โปรดประทานพละกำลังในการที่จะอดทนต่อความเจ็บปวดนั้น”

ตามธรรมดาเมื่อผู้เดินทางได้เข้ามาใกล้ถึงบ้านเกิด พวกเขาจะมีแต่ความสุขปรากฏขึ้นบนใบหน้า


 เพราะอีกไม่นานเขาก็จะได้พบกับสมาชิกในครอบครัวของเขา แต่นี่มันช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง กับขบวนคาราวานที่

ปราศจากอิมามฮูเซน และเด็กๆ ในครอบครัวของพวกเขา ซึ่งถูกสังหารหมู่ที่กัรบะลา

ที่นี่ (มะดีนะฮ์) พวกเขาจะต้องอธิบายว่ามันเกิดขึ้นอย่างไร? และแน่นอน! พวกเขาไม่กล้าที่จะเล่าถึงความน่าสะพึงกลัวในค่ำคืนนั้น

เมื่อท่านหญิงซัยนับมองเห็นภาพมะดีนะฮ์ ท่านรำพึงว่า “โอ้ ดินแดนของท่านตาของฉัน! ท่านจะยอมรับเราได้อย่างไร ในเมื่อเรากลับมาพบกับท่านในสภาพที่โศกเศร้าเช่นนี้ เราต้องสูญเสียผู้เป็นที่รักที่ใกล้ชิดที่สุด หัวใจของเรามีแต่ความสิ้นหวังและปวดร้าว โอ้ มะดีนะฮ์! เมื่อเราจากไป หัวใจของเรายังมีความสดชื่นเหมือนสวนที่เต็มไปด้วยมวลดอกไม้ แต่วันนี้เรากลับมาด้วยหัวใจที่แตกสลาย สูญสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง”


เมื่อเข้ามาใกล้มะดีนะฮ์ บาชิร บุตรของญาสญัล กวีที่มีความรักในครอบครัวของท่านศาสดา ได้ร่วมเดินทางมาในขบวนด้วย

อิมามซัยนุลอาบิดีนขอร้องให้เขาเข้าไปยังมะดีนะฮ์ก่อน เพื่อบอกข่าวกับประชาชนว่าพวกท่านกำลังกลับมา ขณะนี้ถึงบริเวณเขตรอบนอกเมืองแล้ว พวกท่านได้หยุดพักการเดินทาง ณ สถานที่นี้

บาชิรเข้าไปยังมะดีนะฮ์ และป่าวประกาศเรื่องราวความโศกเศร้าครั้งนี้ในมัสยิดของท่านศาสดา

บอกข่าวการมาถึงของขบวนคาราวานของผู้ซึ่งหัวใจแตกสลายด้วยความเจ็บปวดทุกข์ทรมาน

มะดีนะฮ์ตกอยู่ในความเศร้าโศก ความเศร้าเสียใจต่อข่าวร้ายนี้ ซึ่งแพร่สะพัดไปทั่ว ทำให้พวกเขาอยู่ในอาการตื่นตระหนก ไม่ว่าเศรษฐีหรือยาจก ผู้ใหญ่หรือเด็ก ทั้งหมดได้มารวมตัวกันและตรงไปยังกระโจมของท่านหญิงซัยนับ เพื่อต้องการปลอบโยนพวกท่านให้คลายจากความเศร้าโศกลงบ้าง


ท่ามกลางความระทมทุกข์นั้น ฝูงชนที่กำลังร่ำไห้ทยอยกันเดินทางไปยังกระโจมของขบวนคาราวาน ด้วยความเสียใจที่ไม่อาจบรรยายได้ เพราะบางคนของพวกเขาก็ได้สูญเสียผู้ใกล้ชิดอันเป็นที่รักไปเช่นกัน พวกเขาเดินมาในสภาพที่เท้าเปล่า ศีรษะปราศจากผ้าคลุม พวกเขาพากันทุบศีรษะทุบอกตนเอง แสดงอาการของคนที่กำลังเสียใจอย่างแสนสาหัส บางคนแทบเสียสติเพราะความเสียใจ ความ

เบิกบานใจที่เคยมีนั้นหมดสิ้นไปจนเกือบไม่มีเหลือ ในความรู้สึกขณะนั้นพวกเขาลืมไปว่าเขาได้ตายไปแล้วหรือยังมีชีวิตอยู่

พวกผู้ชายล้อมรอบอิมามซัยนุลอาบิดีน ส่วนพวกผู้หญิงก็ยืนอยู่รอบๆ ท่านหญิงซัยนับ ท่านถูกขอร้องให้เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น แต่ท่านหญิงไม่สามารถทำได้ เพราะท่านไม่กล้าที่จะเล่าถึงความโหดร้ายทารุณที่น่าสะพึงกลัวที่เกิดขึ้น ท่านบอกกับพวกเขาว่า ท่านไม่สนใจแม้ว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปหรือไม่ พร้อมกับกล่าวว่า

 “ถ้าฉันเล่าถึงเหตุการณ์ที่น่าสะพึงกลัวที่นำไปสู่การสังหารหมู่ครั้งนั้น พวกท่านก็จะต้องพากันถามฉันว่า ‘ฉันยังคงมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร จากการที่ได้รับความเจ็บปวดทุกข์ทรมานแสนสาหัสเพียงนั้น


แต่มันเป็นพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า ที่กำหนดมาเหนือตัวฉันให้ทำหน้าที่รับผิดชอบในขบวนคาราวานไปยังดามัสกัสและกลับมายังมะดีนะฮ์”

ในที่สุดท่านหญิงได้เล่าถึงสภาพการณ์แวดล้อมจนนำไปสู่การสังหารหมู่ ผู้คนที่ได้รับฟังไม่อาจอดทนได้อีกต่อไป

เริ่มมีเสียงคร่ำครวญ เสียงร่ำไห้ครวญคราง บางคนทุบหัวและทุบอกตนเอง เป็นภาพที่ไม่มีใครเคยคาดคิดมาก่อน โลหิตเริ่มไหลออกมาจากบาดแผลที่พวกเขาลงโทษตนเอง อันเนื่องมาจากความเสียใจและทุกข์ระทม

ประชาชนได้ขอร้องให้ท่านเดินทางเข้าไปในเมือง หลังจากที่ต้องฝืนใจยอมตามความต้องการของพวกเขา ด้วยกลัวว่าจะต้องกลับไปพบบ้านที่บัดนี้มีแต่ความว่างเปล่า มันจะเตือนความทรงจำของท่านให้นึกถึงครั้งที่ยังมีทุกคนอยู่พร้อมกัน

วันนั้นตรงกับวันศุกร์ ผู้คนในเมืองทั้งหมดกำลังอยู่ในภาวะแห่งความเศร้าโศก มันทำให้พวกเขาย้อนนึกไปถึงวันสุดท้ายแห่งชีวิตของท่านศาสดา


 ซึ่งความรู้สึกนั้นจะไม่มีวันเลือนหายไปจากความทรงจำ

มันจะยังคงสืบเนื่องต่อไปวันแล้ววันเล่าตราบชั่วนิรันดร์

สิ่งแรกที่บรรดาสมาชิกในครอบครัวของท่านศาสดากระทำคือ การไปเยี่ยมหลุมฝังศพของท่านศาสดา ซึ่งมี มุฮัมมัด ฮะนาฟียะฮ์, อุมมุบานีน (มารดาของท่านอับบาส) ฟาฏิมะฮ์ ซุกรอ และคนอื่นๆ ได้

ร่วมขบวนไปด้วย ณ ที่นี้ ท่านหญิงได้ยืนอยู่ด้านนอกประตู และกล่าวกับท่านศาสดาดังต่อไปนี้

คำร้องทุกข์ที่หลุมฝังศพท่านศาสดา

 “ท่านตาที่รัก! บัดนี้หลานของท่าน ส่วนหนึ่งของดวงใจท่าน แสงสว่างแห่งดวงตาของบุตรสาวที่รักของท่าน ซัยนับของท่าน ผู้ซึ่งท่านเคยโอบกอดด้วยความเมตตารักใคร่ บัดนี้ได้มาอยู่ตรงหน้าท่านแล้ว


หลังจากต้องผ่านเหตุการณ์ที่กัรบะลา ที่ทุกคนยอมสละชีวิตเพื่อพิทักษ์อิสลาม ศาสนาที่ท่านทิ้งไว้ ให้ดำรงอยู่ตามแนวทางที่ท่านประสงค์

พวกทหารที่ไร้เมตตาธรรม ได้ยิงลูกธนูมายังฮูเซนและคนสนิทของเขาอย่างไร ทหารได้ใช้มีดดาบฟันมาที่ร่างเพื่อสังหารพวกเขา เพียงเพราะเขาต้องการปกป้องศาสนาของท่านตา และปฏิเสธอำนาจของ

ยะซีดให้เป็นผู้ปกครอง ซึ่งย่าของมันได้เคยเคี้ยวตับท่านฮัมซะฮ์ลุงของท่านตาในสมรภูมิอุฮุด

ฮูเซนและพรรคพวกของท่านยินยอมถวายชีวิต แต่ไม่ยอมก้มหัวให้กับยะซีดผู้ชั่วช้า พวกเรามีจำนวนเพียงน้อยนิด แต่พวกมันมีเป็นพัน พวกมันมีความโหดร้ายยิ่งกว่าสัตว์ป่า

แม่น้ำที่ซึ่งเป็นที่ดับกระหายให้กับนกและสัตว์ ถูกคุ้มกันอย่างแน่นหนา มันไม่อนุญาตให้เราได้ดื่มน้ำตลอดสามวันสุดท้าย แต่ด้วยความร้อนที่แผดเผาและความหิวกระหาย แต่ก็ไม่มีใครยอมจำนนต่อมัน พวกท่านเหล่านั้นถูกสังหารในวันที่ ๑๐ มุฮัรรอม โดยผู้ที่เรียกตนเองว่ามุสลิม


 ร่างที่ท่านเคยโอบกอดและกล่าวย้ำว่า

 ‘ฮูเซนมาจากฉันและฉันมาจากฮูเซน’ นั้น ถูกเหยียบย่ำอยู่ใต้เกือกม้า ศีรษะของท่านถูกตัดออกและเสียบไว้ที่ปลายหอก ท่านเคยมอบผ้าคลุมศีรษะให้แก่ลูกสาวของฮาติม ตาอี เมื่อผ้าคลุมของเธอหายไป แต่ผ้าคลุมศีรษะของพวกเราถูกกระชากออก และเรายังถูกบังคับให้เดินไปด้วยเสื้อผ้าที่ฉีกขาด และปราศจากผ้าคลุมศีรษะ”

มันช่างเป็นภาพที่ไม่อาจจินตนาการถึง ซึ่งเต็มไปด้วยความเศร้าโศกที่ไม่อาจบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ ท่านหญิงค่อยๆ หันกลับออกมาจากหลุมฝังศพของท่านศาสดาอย่างช้าๆ และเศร้าหมอง

เดินไปอย่างไรจุดหมาย ท่านไม่ทราบว่าท่านจะเดินไปไหนและจะทำอะไรต่อไป ท่านตกอยู่ในสภาพที่โดดเดี่ยวเดียวดายอย่างที่สุด ไม่มีคำตอบสำหรับท่าน ความคิดว่างเปล่า จิตใจอ่อนหล้าเหมือนกับร่างกายของท่าน ขณะนั้นท่านปรารภขึ้นว่า

“ยาฮูเซน ยาฮูซน! ความเงียบเหงาว่างเปล่านี้ ไม่สามารถเติมเต็มให้

เหมือนเดิมได้อีกต่อไป” เป็นความจริงเช่นนั้น เพราะตั้งแต่สมัยยังเป็นเด็กฮูเซน พี่ชายของท่านเท่านั้นที่เป็นสิ่งสำคัญที่สุด


 แม้แต่เวลาอยู่ในเปลท่านจะหงุดหงิดและร้องไห้ ถ้าฮูเซนไม่มาอยู่ใกล้ๆ ท่านอิมามเองก็มีความผูกพันรักใครเธออย่างมากมาย

(บทกลอน)

ความโชติช่วงแห่งชีวิตได้อันตรธานไปสิ้น เพราะแสงแห่งรัศมีของฮูเซนได้ดับลง โลกของซัยนับ

ได้ตกอยู่ในความมืดชั่วนิรันดร์ ท่านไม่อาจจะได้พบกับแสงสว่างนั้นอีกเลย ท่านใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ในความมืดมนและเศร้าหมอง

ท่านหญิงอุมมุสะลามะฮ์ ภรรยาของท่านศาสดา ได้พยายามที่จะปลอบโยนและขอร้องให้ท่านมาพักอยู่ด้วย แต่ท่านหญิงได้ตอบว่า “ฉันไม่มีบ้านอีกแล้ว ความสุขก็เป็นแต่เพียงความทรงจำ

ฉันถูกล้อมรอบด้วยความทุกข์ระทมและเศร้าโศกที่ไม่อาจคลายลงได้เลย”

วันแล้ววันเล่า ท่านหญิงเอาแต่ร่ำไห้ เพราะท่านไม่อาจลืมภาพพี่ชายและผู้ใกล้ชิดที่ถูกสังหาร


เห็นแต่ภาพโลหิตเต็มเกลื่อนไปทั่ว ท่านชราภาพลงเกินกว่าอายุจริง ผมของท่านเปลี่ยนเป็นสีเทา หลังโค้งงอ อันเนื่องมาจากความสะเทือนใจอย่างที่สุด เวลาสำหรับท่านได้หยุดนิ่งลงเสียแล้ว

การสิ้นชีวิตของท่านหญิง

ท่านได้ใช้ช่วงเวลาที่เหลือของท่านกับสามีและบุตรที่เหลืออยู่ทั้งสอง สามีของท่านพยายามปลอบโยนให้คลายความทุกข์ลงบ้าง แต่ก็ไม่เป็นผล เพราะดูเหมือนว่าจิตใจและความรู้สึกของท่านได้ตายไปกับความโศกเศร้าครั้งนั้นเสียแล้ว

มีรายงานที่แตกต่างกันเกี่ยวกับสถานที่ๆ ท่านเสียชีวิต บ้างก็ว่าที่ดามัสกัส ประเทศซีเรีย แต่บางรายงานก็ว่า ที่มะดีนะฮ์ ส่วนวันที่นั้น จะเป็นวันที่ ๑๖ ซุลฮิจญะฮ์ ฮ.ศ. ๖๒ หรือ ๒๕ ซอฟัร ฮ.ศ. ๖๒ หรืออาจจะเป็น ๕ ญะมาดิลเอาวัล ฮ.ศ. ๖๒


มีรายงานว่า ท่านหญิงได้ออกเดินทางไปกับอิมามซัยนุลอาบิดีนยังประเทศซีเรีย เมื่อท่านถูกหมายเรียกตัวให้ไปพบ อับดุลมาลิก บุตรของมัรวาน ณ ที่นั้นท่านตั้งกระโจมพักในบริเวณสวนแห่งหนึ่ง

ใกล้ดามัสกัส ในขณะที่ท่านกำลังร้องไห้ให้กับความโหดร้ายที่ท่านต้องประสบ คนทำสวนได้ใช้จอบฟาดมาที่หน้าผากของท่าน ทำให้ท่านเสียชีวิตเพราะไม่อาจทนความเจ็บปวดที่ได้รับ ร่างของท่านจึงถูกฝังอยู่ในสวนดังกล่าวนั้นเอง

บางรายงานกล่าวว่า หลังจากการถูกสังหารของอิมามฮูเซน ได้เกิดภาวะภัยพิบัติแห้งแล้ง ข้าวยากหมากแพงขึ้นในมะดีนะฮ์ ในช่วงนี้อับดุลลอฮ์ได้พาครอบครัวของท่านออกจากมะดีนะฮ์ไปพักอยู่ใน

ซีเรียชั่วคราว ครอบครัวของท่านได้มาพักอยู่ในหมู่บ้านใกล้ๆ กับดามัสกัส ที่ซึ่งท่านหญิงได้ล้มป่วยและเสียชีวิตลง ณ ที่นั้น

อัล กุรอานได้กล่าวว่า ใครก็ตามที่ได้รับการชี้นำและดำเนินรอยตามแนวทางของท่านศาสดา สมควรที่จะตอบแทนบุญคุณของท่าน

ด้วยการอำนวยพร (ซอลาวาต) ให้กับท่าน


 รวมทั้งมอบความรักในครอบครัวของท่าน เพราะการอำนวยพรเป็นถ้อยคำที่มีเอกลักษณ์พิเศษ ที่ซึ่งทำให้หัวใจของมนุษย์เต็มไป

ด้วยความรักในคุณธรรม ในการแสวงหาความรู้ ในการเลื่อมใสศรัทธา ในการเสียสละและในความเมตตากรุณาอย่างสมบูรณ์ และความรักนี้จะนำไปสู่ความรักที่สูงสุด ซึ่งให้สิทธิแก่ผู้ที่พึงพอใจในการปฏิบัติและเฝ้าทะนุถนอมมัน ทำให้เขามีพลังอำนาจอันสูงสุดในการปฏิบัติภาระกิจต่างๆ ของเขาในโลกดุนยานี้ และได้พบกับความสุขที่ยั่งยืนในโลกแห่งปรโลก

ท่านหญิงซัยนับได้มอบมรดกอันล้ำค่า ที่ทำให้มนุษย์เข้าใจถึงความหมายของคำว่า ‘ความรัก’

และ ‘การญิฮาด’ (การเสียสละ) เพื่อที่จะบรรลุถึงความสำเร็จในบ้านอันนิรันดร์


บทขอพร

“โอ้ พระผู้เป็นเจ้า! ข้าพระองค์ขอมอบความคารวะแด่สตรีผู้ยิ่งใหญ่และกล้าหาญ ตราบจนถึงวันแห่งการพิพากษา

และข้าพระองค์ขอการสงเคราะห์ (ชะฟาอะฮ์) จากท่านให้ได้รับความง่ายดายในความยากลำบากในโลกนี้และโลกหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในยามที่วิญญาณกำลังออกจากร่าง และในความมืดของหลุมฝังศพในชีวิตหลังความตาย โ

อ้ พระผู้เป็นเจ้า! โปรดนำคำวิงวอนและคำอำนวยพรไปยังท่านด้วยเถิด”

โอ้ ท่านหญิงซัยนับ

ท่านได้จากไปแล้ว แต่ความทรงจำในวีรกรรมอันเต็มเปี่ยมไปด้วยความเสียสละเพื่ออิสลามของท่าน ยังคงตราตรึงอยู่ในจิตใจของพวกเราตราบนานเท่านานตลอดไป


 

การดำเนินชีวิตของท่าน เปรียบเสมือน ดวงประทีปในความมืดแห่งโลกที่เต็มไปด้วยภยันตราย

โศกนาฏกรรมที่กัรบะลาได้สิ้นสุดลง แต่ภาระหน้าที่ในการรับผิดชอบของท่านเพิ่งเริ่มต้นขึ้น

หยาดน้ำตาแห่งความเจ็บปวดทุกข์ทรมานของท่าน เป็นเสมือนแสงสว่างที่สาดส่องไปบนแสงแห่งอิสลาม

ที่กำลังใกล้จะดับลง ทำให้วิญญาณของมันกลับมีชีวิตขึ้นมาใหม่

ท่านศาสดาได้ร่ำไห้ในเวลาประสูติของท่าน เพราะท่านทราบดีว่า อะไรที่ถูกกำหนดไว้สำหรับท่าน

เมื่อฮูเซนถามอิมามอะลี ถึงน้ำตาในดวงตาของท่านเมื่อทราบข่าวการประสูติของท่าน อิมามอะลี

กล่าวว่า “ฮูเซน! เจ้าจงจำน้ำตานี้ไว้” ท่านถูกกำหนดให้ต้องแบกรับภาระนี้ ซึ่งท่านก็ได้รับการตั้งชื่อจากอัลลอฮ์โดยผ่านทาง

ญิบรออีล


รัศมีแห่งความรุ่งโรจน์ทั้งหมด จงประสบแด่ท่าน โอ้ ซัยนับ! ท่านทำลายรากเง้าในความมักใหญ่ ใฝ่สูง ของบนีอุมัยยะฮ์ ท่านทำให้ ‘ต้นไม้แห่งอิสลาม’ ที่กำลังเหี่ยวเฉากลับมีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

และเทิดทูนมันไว้อย่างสูงส่ง……….ผู้มีจิตใจเอื้อเฟื้อและเสียสละของอิมามฮูเซน ที่ตราตรึงอยู่ในความทรงจำ ซึ่งจะช่วยนำทางมนุษยชาติมุ่งไปสู่คุณความดีชั่วนิรันดร์

ผู้คุ้มกันที่ยอดเยี่ยม ผู้พิทักษ์ที่ให้ความระมัดระวังเอาใจใส่อย่างดีหลังจากท่านอิมาม ผู้มีความสามารถพิเศษสุดในการประกาศและสืบทอดภาระหน้าที่ของอิมามฮูเซน อย่างที่โลกไม่เคยมีมาก่อน

ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเอาใจใส่และกระตือรือร้น ผู้ที่ต้องถูกรบกวนด้วยวิกฤติที่ไม่ทราบล่วงหน้า ผู้ที่ถูกทิ้งให้อยู่อย่างโดดเดี่ยวโดยปราศจากพี่น้อง ลูกหลาน และสมาชิกในครอบครัว ท่านเป็นผู้

ที่เอาจริงเอาจังในการปฏิบัติหน้าที่ ท่านได้ทำตามคำสั่งเสียทุกๆ เรื่อง รวมทั้งภาระหน้าที่ที่สำคัญที่ได้รับ


มอบหมายอย่างสมบูรณ์

เราขอพรต่อพระผู้เป็นเจ้า โปรดประทานพละกำลังให้กับเรา ในอันที่จะดำเนินรอยตามการ

ปฏิบัติและชี้นำของท่าน ตราบจนวาระสุดท้ายแห่งชีวิต

“โอ้ พระผู้เป็นเจ้า! โปรดประทานพรให้กับมุฮัมมัดและทายาทผู้บริสุทธิ์ของท่าน ขอให้คำวิงวอนของข้าพระองค์ไปยังพวกท่านเหล่านั้น ความสันติสุขจงประสบแด่ท่าน โอ้ ท่านหญิงซัยนับ! และประสบแก่บรรดาอิมาม ด้วยกับความโปรดปรานและเมตตาของพระองค์ โปรดให้ข้าพระองค์ได้รับเกียรติในการชะฟาอะฮ์ของท่าน โปรดยอมรับข้าพระองค์ก่อนการลงโทษอันร้ายแรงจะมาถึงด้วยเถิด”.


สารบัญ

ซัยนับ วีรสตรีแห่งอิสลาม. ๑

น้อมสดุดี. ๑

บทที่ ๑. ๔

กำเนิดและชีวิตในวัยเยาว์. ๔

การอบรมเลี้ยงดู. ๑๐

ช่วงเวลาแห่งการสังหารหมู่ที่กัรบะลา ๑๓

ทายาทของท่านหญิง. ๑๓

บทที่ ๒. ๑๕

อับดุลลอฮ์ บิน ญะอ์ฟัร ฏอยยัร. ๑๕

‘ญะอ์ฟัร ฏอยยัร’ ๑๖

‘นมาซญะอ์ฟัร ฏอยยัร’ ๑๖

บทที่ ๓. ๑๙

แบบฉบับแห่งคุณธรรมและจิตวิญญาณที่บริสุทธิ์. ๑๙

ความมหัศจรรย์. ๒๒

เหตุการณ์ลอบสังหารยะห์ยา ๒๙

การอุทิศตนเพื่อพระผู้เป็นเจ้า ๓๘

บทที่ ๔. ๔๒

การเดินทางออกจากมะดีนะฮ์. ๔๒

บทที่ ๕. ๔๙

กัรบะลา ๔๙

บทที่ ๖. ๕๔

การพลีของท่านอูนและมุฮัมมัด. ๕๔


บทที่ ๗. ๕๗

การอำลาของท่านอิมามฮูเซน. ๕๗

บทที่ ๘. ๗๘

ค่ำคืนวิปโยค. ๗๘

บทที่ ๙. ๑๐๕

ขบวนของเชลย. ๑๐๕

‘กูฟะฮ์’ ๑๐๙

ความนอบน้อมถ่อมตน. ๑๑๔

มุ่งหน้าสู่ดามัสกัส. ๑๒๖

เหตุการณ์ในอาศรมนักพรต. ๑๒๙

ดามัสกัส. ๑๓๑

ภายในท้องพระโรง ในพระราชวังของยะซีด. ๑๓๕

สุนทรพจน์ของท่านในพระราชวังของยะซีด. ๑๓๘

ที่มาของการจัดไว้อาลัย (อาซอดอรี) ๑๕๐

บทที่ ๑๐. ๑๕๓

การเดินทางสู่มะดีนะฮ์. ๑๕๓

บทที่ ๑๑. ๑๕๘

มะดีนะฮ์. ๑๕๘

คำร้องทุกข์ที่หลุมฝังศพท่านศาสดา ๑๖๓

(บทกลอน) ๑๖๖

การสิ้นชีวิตของท่านหญิง. ๑๖๗

บทขอพร. ๑๗๐

มอบหมายอย่างสมบูรณ์. ๑๗๓