แนวความเชื่อของเราเกี่ยวกับอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ (อฺ) ก็คือ พวกท่านเป็นผู้ถูกเลือกสรรที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงเลือกพวกท่านเหล่านั้นให้เป็นเครื่องหมายชี้นำสำหรับปวงบ่าวของพระองค์
อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงเลือกเฟ้นพวกท่าน(อฺ)เหล่านั้นเพื่อนำทางสิ่งถูกสร้างทั้งมวลของพระองค์ เป็นทายาทของนบี(ศ)ของพระองค์ เป็นอิมามสำหรับบ่าวทั้งหลายของพระองค์ เป็นผู้ปกครองของสรรพสิ่งทั้งหลาย พวกท่านเหล่านั้นคือผู้ดูแลสาส์นของมุฮัมมัด(ศ) และเป็นหลักในการให้ทุกคน
ปฏิบัติตามนั้น กฎบัญญัติศาสนาถูกถ่ายทอดมาจากพวกท่าน(อฺ) สิ่งที่อนุมัติ(ฮะลาล) และสิ่งต้องห้าม(ฮะรอม) ทั้งหมดถูกรู้จักได้จากท่าน(อฺ)เหล่านั้น
พวกท่าน(อฺ)ทั้งหมดคือหลักฐานอันชัดแจ้งที่มียังอัลลอฮฺ(ซ.บ.) คือ
ผู้นำทางสู่(การรู้จัก)พระองค์ คือผู้เรียกร้องเชิญชวนสู่ศาสนาของพระองค์
ณ พวกท่าน(อฺ)เหล่านั้นมีความรู้แห่งคัมภีร์และสัญลักษณ์ที่มีมาพร้อมกับคัมภีร์นั้น
ท่านร่อซูลุลลอฮฺ(ศ)สั่งให้ประชาชาติของท่าน(ศ)ปฏิบัติตามและเชื่อฟังพวกท่านเหล่านั้น(อฺ) แต่ทว่า….หลังการจากไปของท่านศาสดา (ศ) พวกเขากลับมาร่วมชุมนุมกันในเรื่องนี้อีก ขณะที่ท่านศาสดา (ศ) ถูกปล่อยเอาไว้ยังไม่จัดการฝังท่าน (ศ) พวกเขากลัวปัญหาความยุ่งยากทั้งมวล
(กระนั้นหรือ?) แต่ก็จมปลักอยู่ในความยุ่งยากสับสนปั่นป่วน(ฟิตนะฮฺ)ในที่สุด
ประชาชาติมุสลิมกีดกันตำแหน่งผู้ปกครอง(คิลาฟะฮฺ)ให้ออกไปจากบรรดาอะฮฺลุลบัยตฺ (อฺ)
และเริ่มผลัดเปลี่ยนฐานภาพนั้นไปให้แก่บุคคลอื่น แล้วในที่สุดก็ตกไปถึงมือของมุอาวิยะฮฺ บิน อะบีซุฟยาน (ศัตรูตัวฉกาจของอิสลามและท่านศาสดา) เขาไม่หยุดยั้งเพียงเท่านั้น
แต่ยังส่งผ่านฐานภาพอันทรงเกียรตินั้นไปให้แก่ทรราชเยี่ยงยะซีด คนโสมม แล้วก็ดำเนินเรื่อยมาในมือของวงศ์วานแห่งความต่ำต้อย
หลังจากพวกเขา วงศ์วานบะนีอับบาซก็ขึ้นมามีอำนาจ ประชาชาติได้ถูกปรับเปลี่ยนจากความอธรรมหนึ่งไปสู่อีกความอธรรมหนึ่ง จากความเลวร้ายหนึ่งไปสู่อีกความเลวร้ายหนึ่ง ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้บรรดาอิมาม(อฺ)ได้คอยเฝ้าดูอยู่ห่างๆ ภายในบ้านของตัวเอง ท่าน(อฺ)เหล่านั้นไม่มีอำนาจที่จะสั่งหรือห้ามปรามสิ่งใดๆ เลย
บรรดาผู้ปกครองแห่งวงศ์อุมัยยะฮฺและอับบาซียะฮฺ ใช่ว่าจะหยุดยั้งเพียงการเข้าสวมอำนาจการปกครองเท่านั้น พวกเขากลับตามจองล้างจองผลาญพวกท่านเหล่านั้น ถึงขนาดที่ติดตามสังหารจับกุมคุมขังและทำลายล้างพวกท่านเหล่านั้น(อฺ)
ท่านอิมาม(อฺ)ไม่ได้ใส่ใจต่อการบีบคั้น และการทารุณกรรมต่างๆ ซึ่งท่านได้รับมา ท่าน(อฺ)เหล่านั้นยังคงทำหน้าที่เผยแผ่สาส์นของพวกท่านในการทำให้พระดำรัสของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) สูงส่งยิ่งขึ้น สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับอิสลามและสะกัดกั้นแนวความคิดอันเลวทรามและเสื่อมเสีย
ท่านเหล่านั้นได้บรรจุโลกนี้ให้เต็มไปด้วยวิชาความรู้ และการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ซึ่งถือว่าเป็นการยกธงอิสลามให้สูงเด่นที่ดีที่สุด
มิได้พูดเกินเลยที่จะบอกว่า ท่าน(อฺ)เหล่านั้นมีคุณสมบัติเหล่านี้ เพราะตัวของพวกท่านเหล่านั้นถือว่าทรงสิทธิ์ยิ่งกว่าผู้ใด ยิ่งไปกว่านั้นพวกท่าน(อฺ)ยังรับหน้าที่ในการเผยแผ่สาส์นอิสลาม
ต่อจากท่านศาสดา(ศ)เป็นผู้ปกปักษ์รักษาจริยวัตร และกฎเกณฑ์ต่างๆ ของท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ)
หนังสือเล่มนี้เป็นเสมือนรัศมีอันจำรัสหนึ่งแห่งอัตชีวประวัติของท่าน
อิมามมูซา บินญะอฺฟัร อัล-กาซิม(อฺ) เป็นการนำเสนอแง่มุมบางอย่างของ
การอิบาดะฮฺ วิถีชีวิต และการมีคุณธรรมของท่าน(อฺ) อีกทั้งยังมีการกล่าวถึงถ้อยคำอันทรงคุณค่าและคำสั่งเสียอันทรงเกียรติของท่าน(อฺ)
เราได้นำเสนอหนังสือที่วางอยู่ตรงหน้าท่านนี้โดยปรารถนาที่จะให้มวลมุสลิมทั้งหลายได้รู้จักสิทธิอันชอบธรรมของบรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์(อฺ)
อันเป็นสิ่งที่บรรพชนรุ่นก่อนทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ต่ออำนาจแห่งการได้รับการจงรักภักดีของพวกท่าน(อฺ)เหล่านั้น ให้พวกเราได้รับรู้ถึงความรู้สึกโกรธแค้นของศัตรูของพวกท่าน(อฺ)เหล่านั้น อีกทั้งปรารถนาที่จะให้มวลมุสลิมทั้งหมดยึดเอาแนวทางคำสั่งสอนของพวกท่าน(อฺ) ปฏิบัติตามคำสั่งของพวกท่าน(อฺ) ละเว้นจากข้อห้ามทั้งปวงของพวกท่าน(อฺ)เพื่อปฏิบัติตามคำบัญชาที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.) และร่อซูลของพระองค์(ศ)ได้สั่งไว้ในเรื่องของอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ) อันหมายถึงความไพบูลย์ทั้งโลกนี้และปรโลก
ดังพระดำรัสของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ที่ว่า :
“พวกเขาเหล่านั้นรับฟังถ้อยคำนั้น แล้วปฏิบัติตามอย่างดีที่สุด พวกเหล่านั้นเองที่อัลลอฮฺทรงชี้นำพวกเขา และพวกเขาคือกลุ่มชนผู้รู้แจ้ง”
(อัซ-ซุมัร: 18)
นามจริง
อิมามมูซา บิน ญะอฺฟัร อัล-กาซิม(อฺ)
ปู่
อิมามมุฮัมมัด บาเก็ร(อฺ)
บิดา
อิมามญะอฺฟัร ศอดิก(อฺ)
มารดา
ท่านหญิงฮะมีดะฮฺ บินติ ศออิด อัล-มัฆริบี
สถานที่เกิด
ณ ตำบลอับวาอ์(ระหว่างมักกะฮฺกับมะดีนะฮฺ) เมื่อวันอาทิตย์ที่
7 เดือนศ่อฟัร ฮ.ศ. 128 ในตอนที่ท่านอิมามมูซา กาซิม(อฺ) ถือกำเนิดมา ท่านอิมามศอดิก(อฺ)ได้จัดเลี้ยงอาหารแก่ประชาชนทั่วไปเป็นเวลา 3 วัน
บุคลิกลักษณะ
ท่าน(อฺ)เป็นคนผิวขาว เรือนร่างสมส่วน เคราดกงาม
สมญานาม
อะบูอิบรอฮีม
อะบุลฮะซัน
อะบูอฺะลี
อะบูอิสมาอีล
ฉายานาม
อับดุศศอลิฮฺ
อัล-กาซิม
อัศ-ศอบิร
อัล-อะมีน บาบุลฮะวาอิจญ์
ลายสลักบนแหวน
อัล-มุลกุ ลิลลาฮิ วะฮฺตะฮฺ
ความหมาย : มวลอาณาจักรเป็นของอัลลอฮฺองค์เดียว
บุตรชาย
อฺะลี ริฎอ อิบรอฮีม อัล-อับบาซ
อัล-กอซิม อิซมาอีล ฮารูน
ฮะซัน อะฮฺมัด มุฮัมมัด
ฮัมซะฮฺ อัลดุลลอฮฺ อิซฮาก
อะบัยดุลลอฮฺ เซด อัล-ฮะซัน
อัล-ฟัฎลฺ ซุลัยมาน
บุตรสาว
ฟาฏิมะฮฺ อัล-กุบรอ ฟาฏิมะฮฺ อัศ-ศุฆรอ
กุลษุม อุมมุญะอฺฟัร
ลับบาละฮฺ ซัยนับ
รุก็อยยะฮฺ ฮะกีมะฮฺ
อุมมุอะบีฮา รุก็อยยะฮฺ ศุฆรอ
ค่อดีญะฮฺ อามินะฮฺ
ฮะซะนะฮฺ บะรีฮะฮฺ
อาอิซะฮฺ อุมมุซะละมะฮฺ
มัยมูนะฮฺ อุมมุกุลษูม
(ดังกล่าวนี้มาจากริวายะฮฺของเชคอัล-มุฟีด และมีบางท่านระบุว่าบุตรของท่าน (อฺ) มีมากกว่านี้)
กวีเอกในสมัยของท่าน(อฺ)
ซัยยิด อัล-ฮะมีรี
คนสนิท
มุฮัมมัด บินมุฟัฎฎ็อล
กษัตริย์ที่ปกครองในสมัยของท่านอิมามกาซิม(อฺ)
มันศูรฺ
มุฮัมมัด มะฮฺดี
มูซา อัล-ฮาดี
ฮารูน อัร-ร่อชีด
ช่วงชีวิตของท่านอิมามมูซา(อฺ)
ส่วนใหญ่ท่าน(อฺ)ใช้ชีวิตอยู่ในคุก ซึ่งมะฮฺดีแห่งวงศ์อับบาซียะฮฺสั่งกักขัง ต่อมาก็ได้ปล่อยตัวท่าน(อฺ)ออกมา และฮารูน ร่อชีด ก็ได้ขังท่าน(อฺ) อีกที่เมืองบัศเราะฮฺ จากนั้นก็ย้ายไปอยู่ที่กรุงแบกแดด อยู่ภายใต้การควบคุมของซินดี บินชาฮิก เป็นเวลา 4 ปี บางรายงานบอกว่ามากกว่านั้น
วายชนม์
ท่านอิมามมูซา กาซิม(อฺ)ถึงแก่วะฟาต เมื่อวันศุกร์ที่ 25 เดือนร่อญับ
ฮ.ศ. 183 เพราะถูกวางยาพิษ โดยคำสั่งของฮารูน ร่อชีด
ช่วงเวลาแห่งการเป็นอิมาม
ท่านอิมามมูซา กาซิม(อฺ) ดำรงตำแหน่งอิมามนานถึง 35 ปี
สุสานของท่าน(อฺ)
อยู่ในเมือง ‘กุรคฺ’ อันเป็นที่รวมสุสานของชาวกุเรช ปัจจุบันนี้สุสานของท่าน (อฺ) ถูกให้เกียรติ โดยได้รับการประดับประดาตกแต่งอย่างสวยงามเป็นที่เยี่ยมเยียนของมวลมุสลิมจำนวนมากมาย ที่เดินทางมาจากภาคตะวันออกและตะวันตกของโลก
เป็นเรื่องที่น่าแปลกอย่างยิ่งสำหรับกรณีที่ฝ่ายอื่นอ้างว่า ท่านนบีมุฮัมมัด(ศ)ได้เสียชีวิตไป โดยมิได้สั่งเสียให้ใครดำรงตำแหน่งผู้นำภายหลังจากท่าน(ศ) กล่าวคือ ท่าน(ศ)ได้ละทิ้งประชาชาติที่อยู่ข้างหลังให้บริหารกิจการงานของประชาชาติกันเอง ควบคุมกันเอง และให้อธิบายแบบอย่างกฎเกณฑ์ต่างๆ กันเอง
ขณะเดียวกัน ประชาชาติอิสลามต่างมีความเข้าใจตรงกันว่า
ท่านนบีมุฮัมมัด(ศ)นั้นเคยแต่งตั้งผู้ปกครองไว้ในเมืองมะดีนะฮฺ เมื่อตอนที่ท่าน(ศ)ต้องการเดินทาง และจะไม่ส่งทหารออกศึกจนกว่าจะได้แต่งตั้งแม่ทัพให้เป็นที่แน่นอนเสียก่อน และในบางครั้งท่าน(ศ) ได้แต่งตั้งแม่ทัพไว้
สำหรับกองทัพหนึ่งมากกว่า 1 คน
สิ่งที่น่าเสียใจประการหนึ่งก็คือ เมื่อเราต้องการจะปลีกให้พ้นจากบุคคลคนหนึ่งหรือคณะหนึ่ง เรายังต้องสร้างความรู้สึกที่ดีต่อผลงานของพวกเขา และเราต้องขอขมาต่อพวกเขาด้วยการขอขมาที่ดีงาม แน่นอนเรามอบเป็นหน้าที่ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)และศาสนทูต(ศ) สำหรับกรณีความเจ็บปวดต่าง ๆ ที่นักปกครองผู้ถืออำนาจได้กระทำไว้ให้ทุกประการเหล่านี้เป็นเพราะวิธีการ
ตรวจสอบหลักฐานต่าง ๆ ว่าถูกต้องโดยบรรดานักปราชญ์ในอดีตนั่นเอง
อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงมีโองการว่า :
“ผู้นำทางไปสู่สัจธรรม ทรงสิทธิในการถูกปฏิบัติตามมากกว่า ผู้ที่มิได้นำทางอะไรเลย อีกทั้งยังถูกนำทางด้วย มิใช่หรือ ? แล้วพวกเจ้าจะตัดสินความกันอย่างไร ?”
(ยูนุซ: 35)
ถ้าหากคนทั้งหลายจะกล่าวถึงตำแหน่งอิมามของท่านอะมีรุลมุอ์มินีน(อฺ) ย่อมรับรู้ได้เต็มที่จากข้อบัญญัติในเหตุการณ์ที่ “ฆ่อดีรคุม” เพียงแห่งเดียว โดยไม่ต้องพิสูจน์ต่อข้อบัญญัติอื่นๆ อีกที่ยังมีมากมาย กล่าวคือ ได้พิสูจน์ถึงการให้สัตยาบันในวันสำคัญที่ “ฆ่อดีรคุม”โดยชาวมุสลิมกลุ่มหนึ่งและได้ประจักษ์อย่างถ่องแท้ต่อพิธีกรรมที่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ (ศ) ได้กระทำขึ้นในวันนั้น
และข้อความหนึ่งของอัล-กุรอานที่ถูกประทานมาในเรื่องนั้น
แต่เป็นเรื่องที่น่าแปลกตรงที่ว่า ประชาชาติมุสลิมได้พากันลืมเลือนเหตุการณ์ในวันนั้นหลังจากที่ท่านศาสนทูต(ศ)วะฟาตไปแล้ว
เรื่องราวในเหตุการณ์นี้ยืดยาวและขมขื่น บรรดามุสลิมจะมิได้รับสิ่งใด นอกจาก ณ ตรงจุดนี้ และพวกเขาจะไม่แตกแยกกัน นอกจากเพราะขัดแย้งกันในเรื่องนี้
แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ท่านอิมามอะมีรุลมุอ์มินีน(อฺ)ได้รับบทบัญญัติจากท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ดำรงตำแหน่งค่อลีฟะฮฺ และทำนองเดียวกับบุตรหลานของท่าน(อฺ)ด้วย แน่นอน
ตำแหน่งอิมามมีขึ้นโดยข้อบัญญัติที่แต่ละท่านมีให้ไว้ต่อกัน โดยที่ท่าน(อฺ)ผู้ดำรงตำแหน่งอยู่ก่อนได้แต่งตั้งคนที่จะดำรงตำแหน่งถัดมา บิดาจะแต่งตั้งบุตร เพื่อเป็นการดำรงไว้ซึ่งข้อพิสูจน์ และหลักฐานสำหรับประชาชาติ ในบทนี้เราจะกล่าวถึงข้อบัญญัติที่มีการระบุถึงการแต่งตั้งท่านอิมามมูซา กาซิม(อฺ) โดยท่านอิมามศอดิก(อฺ) ผู้เป็นบิดา
ท่านมุฮัมมัด บินวะลีด(ร.ฎ.)ได้กล่าวว่า :
ข้าพเจ้าได้ยินท่านอฺะลี บินญะอฺฟัร บินมุฮัมมัดกล่าวว่า : ฉันได้ยินบิดาของฉัน กล่าวเป็นการส่วนตัวต่อบุคคลกลุ่มหนึ่งว่า
“ฉันจะขอสั่งเสียเรื่องทายาทไว้กับมูซา บุตรชายของฉัน เพราะเขาคือบุตรที่ประเสริฐที่สุดของฉัน และเป็นผู้ดำรงตำแหน่งสืบต่อภายหลังจากฉัน เขาคือผู้จะมาดำรงตำแหน่งของฉัน และจะเป็นข้อพิสูจน์หนึ่งของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ต่อบรรดามวลมนุษย์ทั้งหลาย ภายหลังจากฉัน”(1)
ท่านอีซา บินอับดุลลอฮฺ(ร.ฎ.)ได้ถามท่านอิมามศอดิก(อฺ)ว่า :
“ถ้ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นแก่ท่าน แล้วใครจะเป็นอิมามต่อไป ?”
ปรากฏว่า ท่านอิมามศอดิก(อฺ)ได้ชี้มือไปที่ท่านมูซา(อฺ) แล้วเขาก็ถามท่านอิมามศอดิก(อฺ)ต่อไปอีกว่า
“แล้วถ้ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นกับท่านมูซาอีกเล่า ใครจะเป็นอิมามต่อไป ?”
ท่าน(อฺ) กล่าวว่า
“บุตรชายของเขา”(2)
ท่านฟัยฎฺ บินมุคตารฺ(ร.ฎ.)กล่าวว่า :
ข้าพเจ้าเคยพูดกับท่านอิมามศอดิก(อฺ)ว่า
“โปรดช่วยฉุดมือของข้าพเจ้าให้พ้นจากนรกด้วยเถิด ใครจะเป็นอิมามของเราภายหลังจากท่าน ?”
อ้างอิง
(1) อัล-อิรชาด หน้า 310.
(2) อิษบาตุลฮุดา เล่ม 5 หน้า 468.
ครั้นแล้วท่านอะบูอิบรอฮีม(อิมามมูซา)(อฺ) ได้เข้ามาหาท่าน(อฺ) ซึ่งตอนนั้นยังเป็นเด็กอยู่
ท่าน(อฺ)จึงกล่าวว่า
“นี่แหละคืออิมามของพวกท่าน ดังนั้นจงยึดมั่นต่อเขาเถิด”(3)
ท่านอิมามศอดิก(อฺ)กล่าวว่า
“มูซาบุตรของฉัน คืออิมามภายหลังจากฉัน”(4)
ท่านซุลัยมาน บินคอลิด(ร.ฎ.)กล่าวว่า
วันหนึ่งท่านอิมามศอดิก(อฺ)ได้เรียกท่านอิมามมูซา(อฺ)มาในขณะที่พวกเราอยู่กับท่าน(อฺ)
ท่าน(อฺ)กล่าวกับพวกเราว่า
“พวกท่านต้องยึดถือคน ๆ นี้ ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ เขาคืออิมามของพวกท่านภายหลังจากฉัน”(5)
อ้างอิง
(3) อิษบาตุลฮุดา เล่ม 5 หน้า 468.
(4) อิษบาตุลฮุดา เล่ม 5 หน้า 493.
(5) อะอฺยานุช-ชีอะฮฺ 4 ก๊อฟ เล่ม 3 หน้า 14
เมื่อกล่าวถึงบรรดาอิมาม(อฺ)แห่งอะฮฺลุลบัยตฺ ก็ทำให้นึกไปถึงวิชาการอันมากมายมหาศาล
การทำอิบาดะฮฺอย่างต่อเนื่อง การวิงวอนขอดุอาอ์ การบริจาคอันมากมาย จริยธรรมอันสูงส่ง ความบริสุทธิ์ผุดผ่อง การอภัยต่อคนที่ทำบาป
และทำความผิดพลาด เพราะท่านเหล่านี้คือผู้มีเกียรติ มีบารมีที่ดีงามเป็นอาภรณ์ประดับเรือนร่าง
ในบทนี้จะกล่าวถึงเรื่องการทำอิบาดะฮฺของท่านอิมามมูซากาซิม(อฺ) บุตรของอิมามญะอฺฟัร(อฺ)ซึ่งมีฉายานามเป็นที่ประจักษ์ด้วยการทำอิบาดะฮฺ กล่าวคือเป็นผู้ที่ได้ชื่อว่า
‘ซัยนุลมุจญ์ตะฮิดีน’(เครื่องประดับของบรรดาผู้พากเพียร)
‘อัล-อับดุศศอลิฮฺ’(บ่าวผู้มีคุณธรรมสูง)
‘อัน-นัฟซุซซะกียะฮฺ’(ผู้มีดวงจิตอันใสสะอาด)
‘อัศ-ศอบิร’(ผู้อดทน)
และยังมีฉายานามอื่น ๆ อีกมากมายอันแสดงถึงลักษณะอันบริสุทธิ์ของท่าน(อฺ)
นักประวัติศาสตร์มิได้กล่าวถึงผู้ถูกจำคุกคนใดนอกจากท่านอิมามมูซา(อฺ)ที่ว่า ท่าน(อฺ)ได้ขอบพระคุณต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.) ในการที่ประสงค์ให้โอกาสแก่ท่าน(อฺ)ทำอิบาดะฮฺตลอดเวลาที่อยู่ในกำแพงคุก โดยท่าน(อฺ)ถือว่า สิ่งนี้คือความโปรดปรานอย่างหนึ่ง และควรแก่การได้ขอบพระคุณ
ท่านอิบนุศิบาฆ อัล-มาลิกีได้กล่าวว่า :
“ท่านอีซา บิน ญะอฺฟัรได้ยินคำวิงวอนของอิมามมูซาในคุกมีใจความว่า
“โอ้อัลลอฮฺ แท้จริงพระองค์ทรงรู้ว่าข้าพระองค์ได้ขอจากพระองค์ให้ข้าฯมีเวลาว่างเพื่อทำการอิบาดะฮฺต่อพระองค์ บัดนี้พระองค์ทรงประทานให้แล้ว ขอการสรรเสริญพึงมีแด่พระองค์”(1)
ในบทนี้จะกล่าวถึงเรื่องราวบางประการเกี่ยวกับการทำอิบาดะฮฺของท่านอิมามมูซา บิน ญะอฺฟัร(อฺ)
-1-
ครั้งหนึ่งท่านอิมามมูซา(อฺ)ได้เข้าไปในมัสญิดของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ที่เมืองมะดีนะฮฺ ท่าน(อฺ)ได้ทำการซุญูดในตอนหัวค่ำ มีคนได้ยินคำกล่าวของท่าน(อฺ)ในตอนซุญูดว่า
“ความผิดอันยิ่งใหญ่อยู่ในตัวของข้าฯ ดังนั้นโปรดมอบการอภัยที่ดีงามจากพระองค์ให้ด้วยเถิด
โอ้... ผู้ทรงเป็นเจ้าของอัต-ตักวา
โอ้... ผู้ทรงเป็นเจ้าของการอภัย”
ท่านอิมาม(อฺ)กล่าวอย่างนั้นจนถึงยามรุ่งอรุณ(2)
อ้างอิง
(1) อัล-ฟุศูลุล-มุฮิมมะฮฺ หน้า 222.
(2) ตารีคบัฆดาด เล่ม 13 หน้า 27.
-2-
ท่านอะบูฮะนีฟะฮฺ(ร.ฮ.)ได้เข้าพบท่านอิมามญะอฺฟัร ศอดิก(อฺ) แล้วกล่าวว่า
“ข้าพเจ้าเห็นมูซา บุตรของท่าน นมาซในขณะที่ประชาชนเดินผ่านไปมาข้างหน้า”
ท่านอิมามศอดิก(อฺ)จึงเรียกท่านอิมามมูซา(อฺ)เข้ามาหา แล้วกล่าวถึงเรื่องนี้
ท่านอิมามมูซา(อฺ)ได้ตอบว่า
“ใช่แล้ว ท่านพ่อ แท้จริงผู้ที่ฉันนมาซให้นั้น พระองค์ทรงอยู่ใกล้ชิดต่อฉันยิ่งกว่าเขาเหล่านั้น
อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงมีโองการว่า :
“และเราอยู่ใกล้ชิดเขายิ่งกว่าเส้นเลือดที่คอหอยของเขาเสียอีก”
(ก็อฟ: 16)
ท่านอิมามศอดิก(อฺ)ดึงตัวมูซา(อฺ)บุตรของท่าน(อฺ)มากอด แล้วกล่าว พรรณนาสรรเสริญต่อพระผู้เป็นเจ้าในความปราดเปรื่องของท่าน(อฺ)
-3-
ท่านอิมามมูซา(อฺ)เคยทำนมาซนะวาฟิลตลอดทั้งคืน แล้วติดตามด้วยนมาซศุบฮฺ หลังจากนั้นก็นั่งอ่านคำวิงวอนต่าง ๆ จนดวงอาทิตย์ขึ้น แล้วทรุดตัวลงซุญูดต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.) ขอดุอาอ์สรรเสริญพระองค์โดยไม่ยกศีรษะขึ้นเลยจนดวงอาทิตย์เกือบบ่ายคล้อยและดุอาอ์ที่ท่าน(อฺ)ขอมากที่สุดคือ
“โอ้อัลลอฮฺ แท้จริงข้าพระองค์ขอความสะดวกสบายในยามตาย และขอการอภัยในยามตัดสิน”
ท่าน(อฺ)กล่าวซ้ำ ๆ อยู่อย่างนี้(3)
-4-
ท่านฮิชาม บินอะฮฺมัร(ร.ฎ.)ได้กล่าวว่า :
ข้าพเจ้าเคยเดินทางพร้อมกับท่านอะบุลฮะซัน(อฺ)ในเส้นทางแห่งหนึ่งที่ไปยังมะดีนะฮฺ เมื่อท่าน(อฺ)ย่างเท้าลงบนพื้น ท่าน(อฺ)จะก้มซุญูดเป็นเวลานาน ต่อจากนั้นท่าน(อฺ)ได้ขึ้นพาหนะแล้วเดินทางต่อไป
ข้าพเจ้าถามท่าน(อฺ)ว่า
“ทำไมจึงได้ซุญูดนานเหลือเกิน ?”
ท่าน(อฺ)ตอบว่า
“แท้จริง ฉันนั้นรำลึกถึงความโปรดปรานที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงประทานให้ ดังนั้นฉันจึงทำการขอบคุณพระองค์”(4)
-5-
ท่านอิมามมูซา(อฺ)เคยร้องไห้ด้วยความเกรงกลัวต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.)จนแก้มของท่านเปียกชุ่มด้วยน้ำตา(5)
-6-
ท่านอฺะลี บินญะอฺฟัร(ร.ฎ.) ได้กล่าวว่า
“เราได้ออกเดินทางร่วมกับท่านมูซา บินญะอฺฟัร พี่ชายของฉันไปยังเมืองมักกะฮฺพร้อมกับสมาชิกครอบครัว หลายครั้ง บางครั้ง 26 วัน บางครั้ง 25 วัน” (6)
(3) กัชฟุล-ฆุมมะฮฺ หน้า 247.
(4) บิฮารุล-อันวารฺ เล่ม 11 หน้า 266.
(5) กัชฟุล-ฆุมมะฮฺ หน้า 247.
-7-
ท่านอิมามมูซา(อฺ)เป็นคนที่อ่านอัล-กุรอานได้ไพเราะมาก
เมื่อเวลาท่าน(อฺ)อ่าน ผู้ฟังจะเศร้าใจและร้องไห้ และตัวท่าน(อฺ)เองก็ร้องไห้จนเคราของท่าน(อฺ)เปียกชุ่มด้วยน้ำตา(7)
-8-
ท่านอิบรอฮีม บินอะบิลบิลาด(ร.ฎ.) ได้กล่าวว่า:
ท่านอะบุลฮะซัน(อิมามมูซา)(อฺ)กล่าวกับข้าพเจ้าว่า
“แท้จริง ฉันขอการอภัยโทษต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.) ทุกวัน ๆ ละ 5,000 ครั้ง” (8)
-9-
เมื่อท่านอิมามมูซา(อฺ)มีอายุได้ 10 ปี ท่าน (อฺ) ได้ซุญูดตั้งแต่เวลาดวงอาทิตย์แรกแย้มจนถึงตอนบ่ายคล้อยทุกวัน (9)
(6) บิฮารุล-อันวารฺ เล่ม 11 หน้า 262.
(7) อัล-มะนากิบ เล่ม 2 หน้า 379.
(8) เล่มเดิม หน้า 267.
(9) อัล-มะนากิบ เล่ม 2 หน้า 379.
-10-
กษัตริย์รอชีดได้ตรวจดูสถานที่คุมขังท่านอิมามมูซา(อฺ)อยู่เป็นประจำ ซึ่งที่นั่นเขาได้เห็นท่านอิมาม(อฺ)ซุญูด เขาได้กล่าวกับคนใกล้ชิดว่า
“ทำไมหรือ ฉันจึงเห็นผ้าผืนนั้นอยู่ที่ตรงนั้นทุกวัน ?
คนใกล้ชิดตอบเขาว่า
“นั่นมิใช่ผ้าดอก หากแต่นั่นคือ มูซาบุตรของญะอฺฟัร ทุกวันเขาจะซุญูดตั้งแต่ดวงอาทิตย์ขึ้นจนบ่ายคล้อย”
ฮารูนกล่าวว่า
“แน่นอน นี่คือผู้บำเพ็ญเพียรคนหนึ่งของบะนีฮาชิม”(10)
-11-
ท่านอะฮฺมัด บินอับดุลลอฮฺ อัล-ฟัรอี(ร.ฎ.) จากบิดาของเขาได้กล่าวว่า : ครั้งหนึ่งข้าพเจ้าได้เข้าไปพบท่านฟัฎลฺ บินรอบีอฺ ซึ่งเขากำลังนั่งอยู่กลางลานกว้าง เขาพูดกับข้าพเจ้าว่า
“จงดูไปที่บ้านหลังนั้นซิ ท่านเห็นอะไรบ้าง ?”
เมื่อข้าพเจ้าขยับเข้าไปดู เขาก็ถามว่า
“ท่านเห็นอะไรบ้าง ?”
ข้าพเจ้าตอบว่า
“ผ้าผืนหนึ่งถูกทิ้งอยู่”
เขากล่าวว่า
“ดูให้ดี ๆ ซิ”
(10) อะอฺยานุช-ชีอะฮฺ 4 ก็อฟ เล่ม 3 หน้า 42.
ข้าพเจ้าจึงพยายามดูอย่างพินิจพิเคราะห์ จึงกล่าวว่า
“ชายคนหนึ่งกำลังซุญูดอยู่”
เขากล่าวกับข้าพเจ้าอีกว่า
“ท่านรู้จักเขาไหม ?”
ข้าพเจ้าตอบว่า
“ไม่”
เขากล่าวว่า
“นี่แหละคือนายของท่าน”
ข้าพเจ้าถามว่า
“ใครกัน เป็นนายของฉัน”
เขากล่าวว่า
“ท่านจะแกล้งทำเป็นโง่กับฉันหรือ ?”
ข้าพเจ้าตอบว่า
“เรื่องอะไรข้าพเจ้าจะแกล้งทำเป็นโง่ แต่ข้าพเจ้าไม่รู้จริง ๆ ว่า นายของข้าพเจ้าคือใคร ?”
เขากล่าวว่า
“นี่คืออะบุลฮะซัน(มูซา บินญะอฺฟัร) แท้จริงฉันห่างเขาเป็นวันเป็นคืน แต่พอพบเห็นเขาครั้งใดเขาก็จะอยู่ในท่าที่ฉันบอกให้ท่านดู นี่แหละแท้จริงเขานมาซตั้งแต่รุ่งอรุณ หลังจากนมาซเสร็จเขาก็อ่านคำวิงวอนไปจนดวงอาทิตย์ขึ้น ต่อจากนั้น เขาก็จะซุญูดเป็นเวลานานติดต่อไปจนถึงยามบ่าย...”
ต่อไปนี้จะเป็นการกล่าวถึงวิถีชีวิตโดยย่อของท่านอิมามมูซา กาซิม(อฺ) บุตรของอิมามญะอฺฟัร(อฺ)ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องราวที่มีเกียรติ และเป็นจริยธรรมที่น่าสรรเสริญ ซึ่งในปัจจุบันนี้ เราจำเป็นจะต้องอาศัยแบบฉบับเหล่านี้มาเป็นทางนำ เพื่อเราจะได้เข้าถึงสัจธรรมอันเป็นจุดหมายปลายทางได้อย่างถ่องแท้ อันหมายถึงความดีงามและความผาสุก จึงควรย้อนกลับไปหาอดีตอันไพโรจน์ของเรา
เราจะกล่าวถึงเรื่องราวบางส่วนเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตของท่านอิมาม
มูซา กาซิม(อฺ)ดังนี้
---1---
ครั้งหนึ่ง มีชายคนหนึ่งในเมืองมะดีนะฮฺรังแกท่านอิมามมูซา กาซิม(อฺ) อยู่เป็นประจำ เขาจะด่าท่าน(อฺ)ทันทีที่ได้พบเห็น และยังได้กล่าววาจาหมิ่นประมาทไปถึงท่านอะลี(อฺ)ด้วย สหายของท่าน(อฺ)ได้กล่าวกับท่าน(อฺ)ว่า
“ขอได้อนุญาตให้เราได้ฆ่าคนชั่วร้ายผู้นี้เสียเถิด”
ปรากฏว่า ท่านอิมามมูซา(อฺ)ได้ยับยั้งคนเหล่านั้นมิให้กระทำและท่าน(อฺ)ยังได้ห้ามคนเหล่านั้นอย่างรุนแรง ท่าน(อฺ)ได้ถามถึงชายคนนั้น มีคนบอกท่าน(อฺ)ว่า ชายคนนั้นอยู่ที่แปลงเพาะปลูก ท่าน(อฺ)จึงออกไปหาชายคนนั้น และเข้าไปยังแปลงเพาะปลูกดังกล่าว ด้วยลาน้อยตัวหนึ่งของท่าน(อฺ)เป็นพาหนะ ชายคนนั้นร้องเสียงหลงเพื่อมิให้ท่าน(อฺ)เหยียบย่างลงในแปลงเพาะปลูกของตน แต่ท่านอิมามกาซิม(อฺ)ก็นำลาน้อยของท่าน(อฺ)เข้าไปในแปลงเพาะปลูกจนถึงตัวชายคนนั้น
แล้วท่าน(อฺ)ก็ลงจากหลังลาและได้เข้าไปนั่งข้างชายคนนั้น พลางยื่นมือออกไปหาด้วยอาการยิ้มแย้ม
และถามว่า
“ท่านจะปรับค่าเหยียบแปลงเพาะปลูกของท่านเท่าไหร่ ?”
ชายคนนั้นตอบว่า
“100 ดีนารฺ”
อิมาม(อฺ)ถามต่อว่า
“แล้วท่านต้องการรายได้ผลผลิตมันอีกเท่าไหร่ ?”
ชายคนนั้นตอบว่า
“ฉันไม่รู้ในสิ่งเร้นลับ”
ท่านอิมามมูซา(อฺ)กล่าวว่า
“ฉันหมายถึงว่า ท่านต้องการที่จะได้สักเท่าไหร่ ?”
ชายคนนั้นตอบว่า
“ฉันต้องการขายผลผลิตให้ได้ 200 ดีนารฺ”
ดังนั้นท่านอิมามมูซา กาซิม(อฺ)จึงได้หยิบเงินออกมามอบให้จำนวน 300 ดีนารฺ แล้วกล่าวว่า
“นี่คือค่าพืชไร่ของท่าน ตามสภาพของมัน อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงประทานให้ตามที่ท่านประสงค์”
ชายคนนั้นได้ลุกขึ้น แล้วจูบตรงศีรษะของท่านอิมามมูซา(อฺ) ท่านอิมาม(อฺ)ยิ้มและผินหลังกลับไปยังมัสญิด ต่อมาท่าน(อฺ)ก็ได้พบกับชายคนนั้นนั่งอยู่ในมัสญิด เมื่อชายคนนั้นมองเห็นท่าน(อฺ) เขาได้กล่าวว่า
“อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงรอบรู้ว่าจะทรงบันดาลกิจการเกี่ยวกับคำสอนของพระองค์ไว้ ณ ที่ใด”
มีสหายของท่านอิมาม(อฺ)รีบรุดเข้าไปถาม
“อะไรกัน แต่ก่อนท่านไม่เคยพูดเช่นนี้ ?”
เขากล่าวว่า
“ท่านก็ได้ยินสิ่งที่ข้าพเจ้าพูดในตอนนี้แล้ว”
ครั้นเมื่อท่านอะบุลฮะซัน(อิมามมูซา)(อฺ)กลับไปถึงบ้าน ท่าน(อฺ) ได้กล่าวกับสหายของท่าน คนที่แนะนำให้ฆ่าชายคนนั้นว่า
“พวกท่านเห็นแล้วใช่ไหม ว่าฉันแก้ไขสภาพของเขาได้โดยไม่ต้องทำร้ายเขาเลย”(1)
---2---
ท่านอิมามมูซา(อฺ)เดินผ่านชาวซูดานคนหนึ่ง ท่าน(อฺ)ได้หยุดสนทนาด้วยเป็นเวลานาน จากนั้นท่าน(อฺ)ได้เสนอตัวทำงานให้ชายคนนั้น ถ้าเขาต้องการ
ชายคนหนึ่งกล่าวกับท่าน(อฺ)ว่า
“โอ้ บุตรแห่งท่านศาสนทูต(ศ) ท่านลงไปหาชายคนนี้ แล้วถามถึงความต้องการของเขา เขาเป็นคนสำคัญของท่านกระนั้นหรือ ?”
ท่านอิมามมูซา กาซิม(อฺ)ตอบว่า
“บ่าวคนหนึ่งจากปวงบ่าวของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) พี่น้องคนหนึ่งตามบัญญัติแห่งคัมภีร์ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) และญาติคนหนึ่งในแผ่นดินของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) พระองค์ทรงนำเขากับเราเข้ามาอยู่ในฐานะลูกหลานของอาดัม(อฺ)ด้วยกัน และศาสนาที่ดีที่สุดคือ ‘อัล-อิสลาม’ หวังว่าในอนาคตกาลเขาอาจกลับมาเป็นผู้หนึ่งที่เราต้องการก็ได้ เราจึงเห็นว่าจะต้องนอบน้อมต่อเขา”
แล้วท่าน(อฺ)ก็กล่าวเป็นรำพันว่า
“เราจะสัมพันธ์กับคนที่ไม่สัมพันธ์กับเรา เพราะเรากลัวว่า เราจะอยู่ในสภาพที่ไร้เพื่อนในวันหนึ่ง”(2)
(1) กัชฟุล-ฆุมมะฮฺ หน้า 247, ตารีคบัฆดาด เล่ม 13 หน้า 29.
(2) ตะฮัฟฟุล-อุกูล หน้า 305.
---3---
ฮารูน ร่อชีดได้ไปทำฮัจญ์ แล้วเข้าเยี่ยมสุสานของท่านนบีมุฮัมมัด(ศ) รอบๆ ตัวเขามีทั้งชาวกุเรชและชนเผ่าต่าง ๆ และมีท่านอิมามมูซา กาซิม(อฺ)รวมอยู่ด้วย ครั้นพอไปถึงยังสุสาน ฮารูนรอชีด ได้กล่าวว่า
“ขอความสันติสุขพึงมีแต่ท่านร่อซูลุลลอฮฺ(ศ)ผู้เป็นบุตรของตระกูลฝ่ายลุงของฉัน”
อันเป็นการแสดงออกถึงความภาคภูมิใจต่อหน้าคนรอบข้าง ทันใดนั้นท่านอิมามมูซา กาซิม(อฺ)ได้ขยับเข้ามาใกล้ แล้วกล่าวว่า
“ขอความสันติสุขพึงมีแด่ท่าน โอ้ บิดาของข้าพเจ้า”
ปรากฏว่าสีหน้าของรอชีดเปลี่ยนไป และเขาก็กล่าวว่า
“ช่างภาคภูมิใจเสียเหลือเกินนะ ท่านอะบุลฮะซัน”(3)
---4---
ท่านอิมามมูซา กาซิม(อฺ)เคยปล่อยทาสให้เป็นไทจำนวน 1,000 คน (4)
---5---
รายงานจากท่านฮะซัน บินอฺะบี บินฮัมซะฮฺ จากบิดาของเขากล่าวว่า : ข้าพเจ้าเคยเห็นท่านอะบุลฮะซันทำงานหนัก จนกระทั่งเหงื่อโทรมถึงตาตุ่ม
(3) ตารีค บัฆดาด เล่ม 13 หน้า 31.
(4) ฮะยาตุ้ล-อิมามมูซา บินญะอฺฟัร เล่ม 1 หน้า 89.
ข้าพเจ้าเลยกล่าวว่า
“ตัวของฉันขอพลีให้แก่ท่าน”
ท่าน(อฺ)ตอบว่า
“อะลีเอ๋ย ผู้ที่ประเสริฐยิ่งกว่าฉันในโลกนี้ และดียิ่งกว่าพ่อของฉัน ก็ยังเคยทำงานด้วยมือของเขาเอง”
ข้าพเจ้าถามว่า
“ใครกันเล่า”
ท่าน(อฺ)ตอบว่า
“ก็รอซูลุลลอฮฺ(ศ) ท่านอะมีรุลมุอ์มินีน(อฺ) และบรรพบุรุษของฉัน(อฺ)ไง เขาเหล่านั้นทำงานด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเองทั้งนั้น มันคือการงานของบรรดาอัมบิยาอ์ ศาสนทูตและผู้ทรงคุณธรรมทั้งหลาย”(5)
---6---
รายงานจากมุอฺตับ กล่าวว่า : ท่านอะบุลฮะซัน(อฺ)ได้สั่งพวกเราว่า เมื่อผลผลิตออกแล้ว ให้เก็บมันมาขาย แลกเปลี่ยนในหมู่มุสลิมวันต่อวัน(6)
---7---
วันหนึ่ง ยะฮฺยา บินคอลิดได้กล่าวกับสหายบางคนของเขาว่า :
“พวกท่านจะไม่แนะนำชายคนหนึ่งที่มาจากตระกูลอะบูฏอลิบ ที่มีความเป็นอยู่ไม่ใคร่จะดีนักแก่ฉันบ้างหรือ เพื่อที่เขาจะได้เสนอแก่ฉันในสิ่งที่เขามีความต้องการ”
(5) บิฮารุ้ล-อันวารฺ เล่ม 11 หน้า 266.
(6) อ้างเล่มเดิม หน้า 267.
(จากคำพูดดังกล่าวเขาต้องการที่จะบอกเรื่องราวของท่านกาซิม (อฺ) นั่นเอง)
เพื่อนของเขาได้เสนอชื่อท่านอะลี บินอิซมาอีล บินญะอฺฟัร บินมุฮัมมัดแก่เขา ยะฮฺยา บินคอลิดก็เลยมอบทรัพย์สินให้แก่เขา ส่วนท่านมูซา(อฺ)นั้นมีความรู้สึกผูกพันอยู่กับเขา ฉันท์ญาติสนิทและบางทีก็เปิดเผยความลับที่มีกับเขาด้วย มีคนเขียนจดหมายไปบอกเขาถึงเรื่องดังกล่าว
เมื่อท่านมูซา(อฺ)รู้สึกเช่นนั้น ท่าน(อฺ)ได้เรียกเขามาแล้วถามว่า
“ท่านจะไปไหนหรือ”
เขากล่าวตอบ
“ไปแบกแดด”
ท่าน(อฺ)กล่าวว่า
“เกิดอะไรขึ้น”
เขาตอบ
“ฉันมีหนี้สิน”
ท่าน(อฺ)จึงกล่าวอีกว่า
“ฉันจะชดใช้ให้เอง”
แต่เขาก็ไม่ได้สนใจ แล้วท่าน(อฺ)ก็ได้กล่าวกับเขาว่า
“ดูก่อน อย่าได้ทำให้ลูก ๆ ของฉันต้องทนทุกข์เลย”
ท่าน(อฺ)ก็สั่งให้คนนำเงินมา 300 ดีนารฺกับอีก 4,000 ดิรฮัม เมื่อเขาได้ลุกขึ้นเดินจากไปแล้ว
ท่านอะบุลฮะซัน(มูซา)(อฺ)ได้กล่าวผู้ที่อยู่ ณ ที่นั้นว่า
“วัลลอฮฺ เขาได้เพียรพยายามในเรื่องเลือดของฉัน(อาจจะหมายความถึงการสังหาร) และก็จะทำความยากแค้นให้กับลูกหลานของฉัน”
พวกที่อยู่ที่นั่นได้กล่าวขึ้นว่า
“ขอให้อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ได้ทำให้พวกเรามอบพลีแก่ท่าน ก็ในเมื่อท่านรู้สภาพของเขาเช่นนั้น ท่านยังมอบสิ่งของ และทำดีกับเขาอีกหรือ ?”
ท่าน(อฺ)ตอบว่า
“ใช่แล้ว บิดาของฉันได้กล่าวแก่ฉัน ตามการบอกเล่ามาจากบรรพบุรุษของท่านจากท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ)กล่าวว่า :
“ในเรื่องความสัมพันธ์ทางเครือญาตินั้น เมื่อท่านถูกตัดความสัมพันธ์ก็จงทำให้มันมั่นคงยิ่งขึ้น ดังนั้น ถ้าหากท่านตัดขาดมันอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ก็จะตัดขาดมันด้วย อันที่จริงฉันนั้นต้องการที่จะเชื่อมสัมพันธ์กับเขา จนกว่าเมื่อเขาได้ตัดสัมพันธ์ฉันแล้ว แล้วอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ก็จะตัดความสัมพันธ์กับเขา”
คุณสมบัติพิเศษอีกประการหนึ่งของบรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ)คือ การมีคุณธรรมและบำเพ็ญคุณประโยชน์ให้แก่คนทุกชั้น พวกท่าน(อฺ)ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับคนยากจน จนกระทั่งในยามกลางคืน พวกท่าน(อฺ)ถือเป็นประเพณีในการออกไปยังบ้านเรือนของคนจน โดยได้นำอาหารและเงินทองไปแจกจ่าย โดยที่พวกเขาไม่รู้จักท่าน(อฺ)
ในบทนี้ เราจะกล่าวถึงเรื่องราว
บางประการเกี่ยวกับท่านอิมามมูซา กาซิม(อฺ)
.....1.....
ท่านอิมามมูซา(อฺ)จะหลบไปหาคนยากจนเข็ญใจในเมืองมะดีนะฮฺในยามกลางคืน โดยได้นำอาหาร แป้ง และลูกอินทผลัมไปให้ตามบ้านเรือน โดยที่คนยากจนเหล่านั้นไม่รู้ว่าสิ่งของเหล่านี้มาอยู่ในบ้านของพวกตนได้อย่างไร(!)
....2....
ท่านอิบนุ ศิบาฆ อัล-มาลิกี(ร.ฎ.)กล่าวว่า :
ท่านอิมามมูซา กาซิม(อฺ)เป็นคนที่เคร่งครัดในการทำอิบาดะฮฺมากที่สุดในสมัยของท่าน(อฺ) เป็นคนมีความรู้สูงสุด มีจิตใจเมตตาอารี ท่าน(อฺ)จะหลบไปหาคนยากจนในเมืองมะดีนะฮฺ นำเงินทองและเครื่องยังชีพไปมอบให้ โดยที่คนยากจนเหล่านั้นไม่รู้เลยว่าสิ่งของเหล่านั้นมาจากไหน
พวกเขาไม่รู้ในเรื่องนี้เลยจนกระทั่งท่านอิมาม(อฺ)วะฟาต(เสียชีวิต)(2)
(1) กัชฟุล-ฆุมมะฮฺ หน้า 247. อะอฺยานุช-ชีอะฮฺ 4 ก็อฟ เล่ม 3 หน้า 11. และอัล-มะนากิบ เล่ม 2 หน้า219.
(2) อัล-ฟุศูลุล-มุฮิมมะฮฺ หน้า 219.
....3....
ท่านค่อฏีบ บัฆดาตีกล่าวว่า :
ท่าน(อฺ) เป็นคนเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ใจดี ครั้งหนึ่งท่านได้ทราบข่าวว่ามีคนเจ็บป่วย ท่านจึงได้จัดส่งห่อเงินซึ่งในนั้นมีเงินอยู่ 1,000 ดีนารฺไปให้เขา (3)
....4....
ท่านมุฮัมมัด บินอับดุลลอฮฺ อัล-บักรีกล่าวว่า :
ข้าพเจ้าได้เดินทางมาเมืองมะดีนะฮฺ ต้องการหยิบยืมเงิน หาจนเหนื่อยอ่อน แล้วพูดกับตัวเองว่า หากข้าพเจ้าได้ไปหาท่านอะบุลฮะซัน(มูซา)(อฺ) แล้วข้าพเจ้าจะบอกเรื่องนี้กับท่าน(อฺ) แล้ว
ข้าพเจ้าก็ได้มาหาท่าน(อฺ)ที่สวนแปลงหนึ่ง เล่าเรื่องราวให้ท่าน(อฺ)ฟัง ท่าน(อฺ)ได้เข้าไปข้างในแล้ว
ไม่นานนัก ก็ออกมาหาข้าพเจ้า แล้วท่าน(อฺ)ก็กล่าวกับคนรับใช้ว่า :
“ไปได้แล้ว”
หลังจากนั้นท่าน(อฺ)ได้ยื่นมือของท่าน(อฺ)ออกมายังฉัน ยกห่อเงินมาให้ซึ่งในนั้นมีเงินอยู่จำนวน 300 ดีนารฺ เสร็จแล้วท่าน (อฺ) ก็ลุกขึ้นยืนแล้วเดินหันหลังจากไป แล้วข้าพเจ้าก็ขึ้นขี่ม้าจากไป (4)
(3) ตารีค บัฆดาด เล่ม 13 หน้า 28.
(4) กัชฟุล-ฆุมมะฮฺ หน้า 247.
....5....
ท่านอีซา บินมุฮัมมัด บินมุฆีษ อัล-กุรฏฺบี กล่าวว่า :
ข้าพเจ้าปลูกแตงโม แตงกวาและลูกน้ำเต้า ในรอบๆ บริเวณแอ่งน้ำแห่งหนึ่ง มีชื่อเรียกว่า
“อุมมุอิซอม” เมื่อมันใกล้จะออกผลสุกงอม ตั๊กแตนฝูงหนึ่งได้เข้ามาเจาะกินจนหมด ข้าพเจ้านั่งหมดอาลัยตายอยากอยู่ที่สวนแห่งนั้น มูลค่าของมันทั้งหมด ถ้าเก็บได้ก็ประมาณ 120 ดีนารฺ ระหว่างนั้นเองท่านมูซา บินญะอฺฟัร(อฺ)ก็เดินเข้ามา ให้สลามแล้วกล่าวว่า
“เป็นอย่างไรบ้าง”
ข้าพเจ้าตอบว่า
“ข้าพเจ้าหมดตัวแล้ว ตั๊กแตนเข้ามาทำลาย และกัดกินผลไม้ของข้าพเจ้าหมด”
ท่าน(อฺ)ถามว่า
“ท่านสูญเสียไปเท่าไร ?”
ข้าพเจ้าตอบ
“โดยประมาณ 120 ดีนารฺ”
ท่าน(อฺ)กล่าวตอบ
“โอ้ อุรฟะฮฺมอบเงินให้อะบุลมุฆีษไป 150 ดีนารฺ กำไรของมันคงจะประมาณ 30 ดีนารฺ”
ข้าพเจ้ากล่าวว่า
“โอ้ ท่านผู้จำเริญ ได้โปรดเข้ามาข้างในเพื่อให้ความจำเริญแก่สวนของข้าพเจ้าด้วยเถิด”
แล้วท่าน(อฺ)ก็ได้เข้าไปข้างในพร้อมทั้งขอดุอาอ์ แล้วได้รายงานคำบอกเล่าของร่อซูลุลลอฮฺ(ศ) ที่กล่าวว่า:
“พวกท่านจงยึดกุมสิ่งที่ยังคงเหลืออยู่แห่งภัยพิบัติทั้งมวล”
จากนั้นข้าพเจ้าก็มีความรู้สึกผูกพันกับประโยคดังกล่าว รู้สึกอิ่มเอมไปหมด ดังนั้นอัลลอฮฺ(ซ.บ.) จึงทรงเพิ่มความจำเริญในมัน และทำให้มันเพิ่มพูนขึ้น แล้วอัลลอฮฺ (ซ.บ.) ก็จะให้มันเพิ่มขึ้นเป็น 10,000 เท่า (5)
....6....
ท่านอิมามมูซา(อฺ)มักจะส่งคืนเงินจากจำนวน 100 ดีนารฺ เป็น 300 ดีนารฺ (6)
....7....
มีคนยากจนคนหนึ่งเข้าไปพบท่านอิมามมูซา(อฺ) แล้วขอความช่วยเหลือ ท่าน(อฺ)ก็มอบให้1,000 ดีนารฺ (7)
....8....
มีคนผิวดำคนหนึ่งได้มอบน้ำผึ้งและกล่องไม้ให้เป็นของขวัญแก่ท่าน
อิมามมูซา(อฺ) ท่าน(อฺ)ก็เลยซื้อเขามา พร้อมทั้งสวน(ที่เขาทำงานอยู่ด้วย) จากนายของเขา แล้วก็ได้ปล่อยเขาเป็นไท อีกทั้งยังมอบสวนนั้นให้แก่เขาด้วย(8)
(5) กัชฟุล-ฆุมมะฮฺ หน้า 243, ตารีค บัฆดาด เล่ม 13 หน้า 29.
(6) อัล-มะนากิบ เล่ม 2 หน้า 379.
(7) ฮะยาตุ้ล-อิมามมูซา บินญะอฺฟัร เล่ม 1 หน้า 96.
(8) ตารีค บัฆดาด เล่ม 13 หน้า 30.
ในหนังสือฮะดีษและหนังสือประวัติศาสตร์หลายเล่ม มีคำสั่งเสียของท่านอิมามมูซา กาซิม(อฺ) บันทึกไว้เป็นจำนวนมาก
ท่าน(อฺ)ได้สั่งเสียบุตรหลานและบรรดาชีอะฮฺของท่าน(อฺ) คำสั่งเสียเหล่านั้นถือได้ว่าเป็นมรดกอันอมตะของศาสนาอิสลาม ที่ช่วยเสริมสร้างและจรรโลงคุณธรรม จริยธรรม และระเบียบกฎเกณฑ์ต่างๆ และเป็นปัจจัยสำคัญของบรรดามุสลิมในยุคปัจจุบัน ในอันที่จะต้องนำมายึดถือ เพื่อนำสังคมของตนกลับสู่ความรุ่งโรจน์อย่างที่เคยมีมาในอดีต
ในบทนี้เราจะกล่าวถึงเรื่องราวที่เป็นคำสั่งเสียบางส่วนของท่านอิมาม
มูซา กาซิม(อฺ)ดังนี้
คำสั่งเสียของท่านอิมามมูซา(อฺ)ที่มีต่อบุตรของท่าน(อฺ)
“โอ้ ลูกเอ๋ย จงระวังไว้ว่า อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงเห็นเจ้ากระทำความบาปที่พระองค์ทรงห้ามเจ้าและจงระวังไว้ว่า อัลลอฮฺ(ซ.บ.)จะทรงไม่ให้โอกาสแก่เจ้า เพื่อทำตามคำสั่งของพระองค์ที่มีต่อเจ้า
ขอให้เจ้าทำงานอย่างจริงจัง จงอย่าท้อถอยออกจากการเคารพภักดีและเชื่อฟังอัลลอฮฺ(ซ.บ.) แม้แต่เพียงเล็กน้อย จงระวังในเรื่องการหยอกล้อ เพราะมันจะขจัดแสงสว่างแห่งความศรัทธาออกไปจากเจ้า และจะทำให้บุคลิกภาพของเจ้าลดหย่อนลง จงระวังในเรื่องความเกียจคร้าน เพราะมันจะทำให้เจ้าอับโชคทั้งในโลกนี้และโลกหน้า”(1)
(1) บิฮารุ้ล-อันวารฺ เล่ม 17 หน้า 203.
คำสั่งเสียที่ท่านอิมามมูซา บินญะอฺฟัร(อฺ)ให้ไว้กับบรรดาชีอะฮฺของท่าน(อฺ)
“จงเกรงกลัวอัลลอฮฺ(ซ.บ.) และจงพูดความจริง ถึงแม้ว่าจะทำให้ท่านเสียหายก็ตาม เพราะในความจริงนั้นจะทำให้ท่านปลอดภัย
จงยำเกรงอัลลอฮฺ(ซ.บ.)และจงละวางสิ่งที่เป็นความผิด ถึงแม้ว่าจะทำให้ท่านปลอดภัยก็ตาม เพราะในสิ่งผิดนั้นจะทำให้ท่านเสียหาย”(2)
คำสั่งเสียที่ท่านอิมามมูซา กาซิม(อฺ)ให้ไว้กับบรรดาชีอะฮฺของท่าน(อฺ)
“จงรับโชคลาภจากโลกนี้เพื่อตัวของพวกท่านที่เป็นของดีๆ อันได้รับอนุญาต และของที่ไม่ทำลายบุคลิกภาพ และของที่ไม่ทำให้ฟุ่มเฟือย และจงให้ความช่วยเหลือในกิจการงานศาสนา คนใดก็ตามที่ทิ้งโลกนี้เพราะศาสนา หรือทิ้งศาสนาเพราะโลกนี้ ย่อมใช่พวกเราไม่”(3)
(2) ตะฮัฟฟุล-อุกูล หน้า 301.
(3) เมาซูอะตุ้ล-อะตะบาติล-มุก็อดดะซะฮฺ หน้า 217.
คำสั่งเสียที่ท่านอิมามที่ 7 ให้ไว้กับบรรดาชีอะฮฺของท่าน (อฺ)
“พวกท่านจงหาความรู้ทางศาสนา เพราะความรู้ทางศาสนาเป็นกุญแจไขความประจักษ์แจ้งและทำให้การอิบาดะฮฺสมบูรณ์ อีกทั้งเป็นที่มาของตำแหน่งอันสูงส่ง และจะนำไปสู่เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ทั้งในด้านศาสนาและทางโลก เกียรติของคนมีความรู้ทางศาสนา ย่อมเหนือกว่าผู้ทำการอิบาดะฮฺอย่างเดียว ดุจดังดวงอาทิตย์ที่มีแสงเหนือกว่าดวงดาว และผู้ใดก็ตามที่ไม่มีความรู้ในศาสนาของตน อัลลอฮฺ(ซ.บ.) จะไม่ทรงโปรดปรานผลงานใด ๆ ของเขาเลย”(4)
(4) บิฮารุ้ล-อันวารฺ เล่ม 17 หน้า 203.
คำสั่งเสียของท่านอิมามมูซา กาซิม(อฺ)ที่มีแก่ท่านฮิชาม บินฮะกัม(ร.ฎ.)ในเรื่อง “สติปัญญา”
ท่านนบีมุฮัมมัด(ศ)ได้รับการแต่งตั้งเป็นศาสนทูต ในขณะที่ชาวอาหรับกำลังบูชาเจว็ด ส่วนชาวเปอร์เซียก็กำลังบูชาไฟ ชาวฮินดูกำลังบูชาโค
ส่วนชาวยิวเชื่อถือว่าอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงมีบุตรและชาวคริสต์นั้นเคารพ
พระเจ้า 3 องค์ นั่นคือ พระบุตร พระจิต และพระบิดา
อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงอยู่เหนือข้อกล่าวหาเหล่านี้ แน่นอนทีเดียวในยุคนั้นชาวโลกต่างพากันเคารพภักดีสิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮฺ(ซ.บ.) จนกระทั่งนักประวัติศาสตร์สามารถบันทึกรายชื่อของบางคนได้เพียงจำนวนน้อยเท่านั้น ที่เป็นผู้ปฏิเสธการเคารพภักดีสิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮฺ(ซ.บ.)
เช่น ท่านญะอฺฟัร บินอะบีฏอลิบ(ร.ฎ.)
ท่านอะบูซัร(ร.ฎ.) ท่านกิซ บินซาอิดะฮฺ และท่านวะรอเกาะฮฺ บินเนาฟัล
แน่นอนที่สุดความเป็นมนุษย์ได้กีดกันสติปัญญามิให้เห็นชอบไปกับการเคารพภักดีสิ่งอื่น
นอกจากอัลลอฮฺ(ซ.บ.) กล่าวคือ สติปัญญาอันบริสุทธิ์ย่อมปฏิเสธการบูชาสิ่งต่างๆ เหล่านั้น
ศาสนาอิสลามได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งในด้านส่งเสริมสติปัญญา
ขัดเกลาและยกระดับสติปัญญา ดังจะเห็นได้ว่า ในอัล-กุรอานมีหลายโองการที่กล่าวว่า :
“แท้จริง ในเรื่องเหล่านี้เป็นสัญญาณสำหรับหมู่ชนที่ใช้สติปัญญา”
(อัร-เราะอฺด์: 4)
“แน่นอน เราได้อธิบายสัญญาณต่างๆ ให้แก่สูเจ้าเพื่อสูเจ้าจะได้ใช้สติปัญญา”(อัล-ฮะดีด : 17)
และอัล-กุรอานยังได้สนับสนุนให้เขาเหล่านั้นยกระดับตัวเองขึ้นสู่โลกแห่งจิตวิญญาณอันสูงส่งอีกด้วย ดังโองการที่ว่า :
“และเขาเหล่านั้นคิดใคร่ครวญในงานสร้างสรรค์ชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินว่า โอ้พระผู้อภิบาลของเรา พระองค์มิได้ทรงสร้างสิ่งเหล่านี้มาอย่างไร้ความหมาย”(อาลิอิมรอน : 191)
ฮะดีษที่รายงานโดยท่านอิบนุชุอฺบะฮฺ จากท่านศาสนทูต(ศ)บทหนึ่ง อาจจะทำให้ท่านผู้อ่านเห็นภาพที่ชัดเจนอีกภาพหนึ่งในเรื่องการให้ความสำคัญต่อสติปัญญา ดังต่อไปนี้
คนกลุ่มหนึ่งได้ให้การยกย่องบุคคลหนึ่งในแง่ของคุณงามความดีด้านต่างๆ ทั้งหมด แต่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ได้ถามว่า
“สติปัญญาของคนเหล่านั้นเป็นอย่างไร ?”
เขาเหล่านั้นกล่าวว่า
“โอ้ ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) เราแจ้งให้ท่านทราบในเรื่องของเขาเกี่ยวกับความสามารถสูงสุดของเขาในด้านการอิบาดะฮฺ และความดีงามประการต่าง ๆ แต่ท่านกลับมาถามเราในเรื่องสติปัญญาของเขา”
ท่านศาสนทูต(ศ)ตอบว่า
“แท้จริง คนที่โง่เขลาที่สุดนั้นจะประสบกับความเลวร้ายด้วยความโง่เขลาของเขาเองยิ่งกว่าคนชั่วที่ทำความชั่ว อันที่จริงแล้วการเคารพภักดีที่สมควรได้รับการยกย่อง และที่บรรลุถึงความพอพระทัยแห่งพระผู้อภิบาลนั้นขึ้นอยู่กับสติปัญญาของพวกเขาเหล่านั้นด้วย”
มีฮะดีษอีกเป็นจำนวนมากที่รายงานจากบรรดาอิมาม(อ) ในเรื่องของ “สติปัญญา” ในบทนี้
เราจะได้บันทึกถ้อยคำของท่านอิมามมูซากาซิม(อฺ)ที่ได้ให้ไว้แก่ท่าน
ฮิชาม บินฮะกัม(ร.ฎ.)ในเรื่องนี้
ท่านฮิชาม บินฮะกัม(ร.ฎ.)ได้เล่าว่า : ท่านอิมามมูซา บินญะอฺฟัร
อัล-กาซิม(อฺ) ได้กล่าวแก่ข้าพเจ้าว่า
“ฮิชามเอ๋ย แท้จริงอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงแจ้งข่าวดีแก่ผู้มีสติปัญญาและเข้าใจในคัมภีร์ของพระองค์ว่า :
“ดังนั้น จงแจ้งข่าวดีแก่ปวงบ่าวของข้าที่รับฟังคำสอน แล้วปฏิบัติตามอย่างดี เขาเหล่านั้นคือผู้ที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ได้ทรงชี้นำพวกเขา และเขาเหล่านั้น คือปวงผู้มีสติปัญญาอันเลิศ”(อัซ-ซุมัร : 18)
ฮิชามเอ๋ย แท้จริงอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงให้หลักฐานอันสมบูรณ์ด้วยกับสติปัญญามายังมนุษยชาติแล้ว และทรงสนับสนุนบรรดานบีด้วยคำอธิบายอันชัดแจ้ง และทรงแนะนำเขาเหล่านั้นให้มีความรู้เกี่ยวกับพระผู้อภิบาลด้วยหลักฐานอันชัดแจ้ง
ดังที่พระองค์ทรงมีโองการว่า :
“และพระผู้เป็นเจ้าของพวกท่านนั้นคือ พระเจ้าองค์เดียว ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ ผู้ทรงกรุณาปรานีผู้ทรงเมตตายิ่งเป็นนิรันดร์ แท้จริงในงานสร้างสรรค์ชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน และการสับเปลี่ยนของกลางคืนกับกลางวัน และเรือที่ล่องลอยอยู่ในทะเลอันอำนวยคุณประโยชน์แก่มนุษย์ และที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงประทานน้ำฝนลงมาจากฟากฟ้า แล้วทรงบันดาลให้แผ่นดินมีชีวิตขึ้นมาหลังจากที่มันได้ตาย และทรงแพร่พันธุ์สัตว์ทุกชนิดในแผ่นดิน อีกทั้งทรงกระจัดกระจายสายลมชนิดต่างๆ และก้อนเมฆทั้งหลาย ที่เลื่อนลอยอยู่ระหว่างฟากฟ้าและแผ่นดิน
แน่นอนที่สุด มันเป็นสัญญาณที่ได้ให้ไว้แก่กลุ่มชนที่ใช้สติปัญญา”
(อัล-บะกอเราะฮฺ: 164)
ฮิชามเอ๋ย แท้จริงอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ได้ทรงกำหนดให้เรื่องเหล่านี้เป็นหลักฐานในการรู้จักพระองค์ในฐานะที่ว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นมีผู้ควบคุม
ดังที่พระองค์ตรัสว่า :
“และทรงกำหนดควบคุมกลางคืนและกลางวันไว้สำหรับสูเจ้า และดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาวทั้งหลายต่างเป็นสิ่งที่ถูกควบคุมโดยพระบัญชาของพระองค์ แท้จริงในสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณแก่กลุ่มชนที่ใช้สติปัญญา”
(อัน-นะฮฺล์: 12)
พระองค์ตรัสอีกว่า :
“และพระองค์คือผู้ซึ่งได้ทรงสร้างสูเจ้ามาจากดิน ต่อจากนั้นก็ทรงบันดาลให้เป็นน้ำเชื้อต่อจากนั้นก็ทรงบันดาลให้เป็นก้อนเลือด ต่อจากนั้นก็ทรงบันดาลให้สูเจ้าคลอดออกมาเป็นทารก ต่อจากนั้นก็ทำให้สูเจ้าเจริญวัย ต่อจากนั้นก็ทำให้สูเจ้าเป็นคนชรา และมีบางคนที่ถึงแก่ชีวิตไปก่อน
และมีบางคนที่มีอายุจนถึงเวลาที่กำหนดเพื่อสูเจ้าทั้งหลายจะได้ใช้สติปัญญา”(ฆอฟิร : 67)
พระองค์ตรัสอีกว่า :
“การสลับเปลี่ยนกลางคืนกับกลางวัน และปัจจัยยังชีพที่อัลลอฮฺทรงประทานลงมาจากฟากฟ้า แล้วพระองค์ทรงทำให้แผ่นดินมีชีวิตขึ้นมา หลังจากที่มันได้ตายไปแล้ว และทรงกระจัดกระจายกระแสลมทั้งหลาย มันเป็นสัญญาณสำหรับปวงชนที่ใช้สติปัญญา”
(อัล-ญาษิยะฮฺ: 5)
พระองค์ทรงมีโองการอีกว่า :
“จงรู้ไว้ว่า แท้จริงอัลลอฮฺได้ทรงทำให้แผ่นดินมีชีวิต หลังจากที่มันได้ตายไปแล้ว แน่นอนยิ่งเราได้สาธยายแก่สูเจ้าซึ่งโองการต่าง ๆ เพื่อสูเจ้าจักได้ใช้สติปัญญา”(อัล-ฮะดีด : 17)
พระองค์ตรัสอีกว่า :
“และสวนต่าง ๆ นั้นมีทั้งองุ่น พืชพันธุ์ต่างๆ อินทผลัม อีกทั้งพืชที่มีหน่อ และไม่มีหน่อ พระองค์ทรงให้มันรับน้ำฝนชนิดเดียวกันและทรงให้คุณประโยชน์ในการรับประทานแก่บางอย่างมากกว่า อีกบางอย่าง แท้จริงในเรื่องนี้เป็นสัญญาณสำหรับปวงชนที่ใช้สติปัญญา”(อัร-เราะอฺด์ : 4)
พระองค์ตรัสอีกว่า :
“และส่วนหนึ่งในสัญญาณของพระองค์นั้นได้แก่สายฟ้าแลบที่ทำให้สูเข้าเห็น มีทั้งความน่ากลัวและมีทั้งความปรารถนา และพระองค์ทรงประทานน้ำฝนลงมาจากฟากฟ้า แล้วพระองค์ได้ทรงทำให้แผ่นดินมีชีวิตขึ้นมา หลังจากที่มันได้ตายไปแล้ว แท้จริงในเรื่องเหล่านี้เป็นสัญญาณ
สำหรับบรรดาผู้ที่ใช้สติปัญญา”(อัร-รูม : 24)
พระองค์ตรัสอีกว่า :
“จงกล่าว มานี่เถิดท่านทั้งหลาย ฉันได้ถูกบัญชาให้แจ้งถึงสิ่งที่พระผู้อภิบาลของพวกท่านทรงห้ามพวกท่านไว้ อันได้แก่ พวกท่านจะต้องไม่ยกสิ่งใด ๆ ขึ้นเป็นภาคีกับพระองค์ และกับบิดา มารดานั้นต้องทำความดี และจงอย่านำลูก ๆ ของพวกท่านเพราะกลัวความยากจน เราได้ประทานเครื่องยังชีพให้แก่สูเจ้า และแก่พวกเขาเองและสูเจ้า จงอย่าเข้าใกล้ความชั่วร้ายทั้งโดยเปิดเผยและโดยซ่อนเร้น และจงอย่าฆ่าชีวิตใดชีวิตหนึ่งที่อัลลอฮฺทรงหวงห้ามไว้ นอกจากด้วยความชอบธรรมนี่คือสิ่งที่พระองค์ทรงสั่งเสียแก่พวกท่าน เพื่อพวกท่านจะได้ใช้สติปัญญา”
(อัล-อันอาม: 151)
พระองค์ตรัสอีกว่า :
“สำหรับสูเจ้านั้น มีบุคคลที่อยู่ในการปกครองของสูเจ้ามิใช่หรือ อันเป็นผู้มีส่วนร่วมในการที่เราได้ประทานเครื่องยังชีพให้แก่สูเจ้า ดังนั้นสูเจ้าทั้งหลายจึงเสมอภาคกันในเรื่องนี้ สูเจ้ายำเกรงพวกเขา เช่นเดียวกับที่สูเจ้ายำเกรงเพื่อตัวของสูเจ้าเอง ดังนี้แหละที่เราได้อธิบายสัญญาณต่าง ๆอย่างละเอียดสำหรับพวกที่ใช้สติปัญญา”(อัร-รูม : 28)
ฮิชามเอ๋ย หลังจากนั้นพระองค์ได้ทรงแนะนำผู้มีสติปัญญา และทรงสอนให้เขาเหล่านั้นมีความปรารถนาในปรโลก
ดังที่พระองค์ตรัสว่า :
“ชีวิตในโลกนี้มิใช่อื่นใด นอกจากเป็นเพียงการละเล่น และความเพลิดเพลินเท่านั้น แต่สำหรับปรโลกย่อมประเสริฐยิ่งนักสำหรับพวกที่ยำเกรงแล้วสูเจ้าไม่ใช้สติปัญญาอีกหรือ”
(อัล-อันอาม: 32)
ฮิชามเอ๋ย ต่อจากนั้นพระองค์ยังได้กำชับให้พวกที่ไม่ใช้สติปัญญาได้เกรงกลัวถึงการลงโทษของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)
โดยพระองค์ได้ตรัสว่า :
“ต่อจากนั้น เราได้ทำลายคนกลุ่มหนึ่ง และแท้จริงสูเจ้าทั้งหลายก็ได้ผ่านไปพบเห็นพวกเขาทั้งในยามเช้าและในยามค่ำคืน สูเจ้าจะไม่ใช้สติปัญญาอีกหรือ”(อัล-ศอฟฟาต : 136-138)
พระองค์ตรัสอีกว่า :
“แท้จริง เราได้บันดาลให้การลงโทษลงมาจากฟากฟ้ามายังชาวเมืองเหล่านี้ด้วยเหตุที่ว่าพวกเขาละเมิด และแท้จริงเราได้ละทิ้งสัญญาณอันหนึ่งอย่างชัดเจนยิ่งไว้เกี่ยวกับเรื่องนี้ เพื่อพวกเขาจะได้ใช้สติปัญญาใคร่ครวญ”
(อัล-อันกะบูต: 34-35)
ฮิชามเอ๋ย แท้จริงสติปัญญานั้นย่อมอยู่กับความรู้
ดังที่พระองค์ตรัสว่า :
“และบรรดาอุทาหรณ์เหล่านั้น เราได้ยกมาเปรียบเทียบไว้เพื่อมวลมนุษย์ แต่ไม่มีผู้ใดใช้สติปัญญานอกจากผู้ที่มีความรู้เท่านั้น”
(อัล-อันกะบูต: 43)
ฮิชามเอ๋ย ต่อจากนั้นพระองค์ทรงตำหนิพวกที่ไม่ใช้สติปัญญา
ดังที่พระองค์ตรัสว่า :
“และในเมื่อมีคนกล่าวกับพวกเขาว่า จงปฏิบัติตามสิ่งที่อัลลอฺทรงประทานมา พวกเขากล่าวว่าหามิได้ เราจะปฏิบัติตามแต่สิ่งที่เราพบมาว่าบรรพบุรุษของเราอยู่กับมันเท่านั้น แล้วถ้าหากว่าบรรพบุรุษของพวกเขาไม่ใช้สติปัญญา และพวกเขามิได้รับทางนำเลยเล่า”
(อัล-บะกอเราะฮฺ: 170)
พระองค์ตรัสว่า :
“และเปรียบพวกปฏิเสธได้เหมือนอย่างกับพวกที่ผงกคอรับ โดยไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย นอกจากการเรียกและการกู่ร้อง เป็นพวกใบ้ หูหนวก และตาบอด กล่าวคือพวกเขาไม่ใช้สติปัญญา”
(อัล-บะกอเราะฮฺ: 171)
พระองค์ตรัสว่า :
“และในหมู่พวกเขาก็มีผู้ที่ยอมรับฟังเจ้า แล้วเจ้าจะทำให้คนหูหนวกรับฟังได้หรือ ถ้าหากพวกเขาไม่ใช้สติปัญญา” (ยูนุซ: 42)
พระองค์ตรัสว่า :
“เจ้าคิดหรือว่า ส่วนมากของพวกเขาจะรับฟังหรือใช้สติปัญญา
พวกเขามิใช่อื่นใดนอกจากเสมือนสัตว์เดรัจฉาน ยิ่งกว่านั้นยังหลงผิดจากหนทางอย่างยิ่ง”(อัล-ฟุรกอน : 44)
พระองค์ตรัสอีกว่า :
“และสูเจ้าลืมตัวของสูเจ้าเอง ในขณะที่สูเจ้าก็อ่านคัมภีร์และสูเจ้าไม่ได้ใช้สติปัญญาดอกหรือ ?”
(อัล-บะกอเราะฮฺ: 44)
ฮิชามเอ๋ย ต่อจากนั้นอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงตำหนิคนส่วนมากดังนี้ :
“ถ้าหากเจ้าปฏิบัติตามคนส่วนมากในแผ่นดิน พวกเขาก็จะทำให้เจ้าหลงออกจากทางของอัลลอฮฺ”
(อัล-อันอาม: 116)
พระองค์ตรัสอีกว่า :
“และแน่นอน ถ้าหากเจ้าถามคนเหล่านั้นว่าใครสร้างฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน พวกเขาจะต้องกล่าวว่า “อัลลอฮฺ” จงกล่าวเถิด มวลการสรรเสริญเป็นของอัลลอฮฺ แต่ส่วนมากพวกเขาไม่ปฏิบัติตาม(การงานที่ดี)”
(ลุกมาน: 25)
พระองค์ตรัสว่า :
“และแน่นอนยิ่ง ถ้าหากเจ้าได้ถามเขาเหล่านั้นว่าใครคือผู้ประทานน้ำฝนลงมาจากฟากฟ้าแล้ว ได้ทรงทำให้แผ่นดินมีชีวิตขึ้นมาหลังจากที่มันได้ตายไปแล้ว แน่นอนที่สุดพวกเขาจะต้องกล่าวว่า “อัลลอฮฺ”
จงกล่าวเถิด มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิของอัลลอฮฺ แต่คนส่วนมากในหมู่พวกเขาไม่ใช้สติปัญญา”(อัล-อันกะบูต : 63)
ฮิชามเอ๋ย ต่อจากนั้นพระองค์ได้ทรงยกย่องคนส่วนน้อย
ดังที่พระองค์ตรัสว่า :
“และคนส่วนน้อยในหมู่ปวงบ่าวของฉัน เป็นผู้ที่รู้จักขอบพระคุณอย่างยิ่ง”(ซะบะอ์ : 13)
พระองค์ตรัสอีกว่า :
“และชายผู้ศรัทธาคนหนึ่งจากพวกพ้องของฟิรเอาน์ ซึ่งซ่อนเร้นความศรัทธาของตนเองไว้ได้กล่าวว่า ท่านทั้งหลายจะสังหารบุคคลหนึ่งเพราะเนื่องจากการที่เขาเพียงแต่กล่าวว่า “พระผู้อภิบาลของฉันคืออัลลอฮฺ” กระนั้นหรือ ?”(ฆอฟิร: 28)
พระองค์ตรัสว่า :
“และไม่มีใครศรัทธาต่อเขา นอกจากเพียงส่วนน้อยเท่านั้น”
(ฮูด: 40)
และตรัสว่า
“แต่คนส่วนมากในหมู่พวกเขาไม่รู้”
(อัล-อันอาม: 37)
และตรัสอีกว่า :
“แต่คนส่วนมากในหมู่พวกเขาไม่ใช้สติปัญญา”
(อัล-มาอิดะฮฺ: 103)
โอ้ ฮิชามเอ๋ย ต่อจากนั้นพระองค์ตรัสถึงบรรดาผู้มีสติปัญญาลุ่มลึกไว้อย่างดียิ่ง และทรงตบแต่งเขาเหล่านั้นด้วยเครื่องประดับที่ดีงาม
ดังที่พระองค์ตรัสว่า :
“พระองค์ทรงมอบวิทยปัญญาให้แก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และผู้ใดก็ตามที่พระองค์ทรงมอบวิทยปัญญาให้ ก็เท่ากับผู้นั้นได้รับคุณงามความดีอย่างมากมาย แต่ไม่มีใครคิดใคร่ครวญนอกจากบรรดาผู้มีสติปัญญาอันล้ำเลิศเท่านั้น”(อัล-บะกอเราะฮฺ : 269)
พระองค์ตรัสว่า :
“และบรรดาผู้สันทัดในวิชาการอย่างสูงนั้นกล่าวว่าเราศรัทธาต่อพระองค์ ทุกสิ่งทุกอย่างมาจากพระผู้อภิบาลของเรา และไม่มีใครคิดใคร่ครวญ นอกจากบรรดาผู้มีสติปัญญาอันล้ำเลิศ”
(อาลิอิมรอน: 7)
และพระองค์ตรัสว่า :
“ผู้ที่รู้ว่า สิ่งที่ถูกประทานมายังเจ้าจากพระผู้อภิบาลของเจ้านั้นคือสัจธรรม จะเหมือนกันหรือกับคนที่ตาบอด อันที่จริงผู้จะคิดใคร่ครวญได้นั้น
ก็คือผู้มีสติปัญญาอันล้ำเลิศเท่านั้น”
(อัร-เราะอฺด์: 19)
พระองค์ตรัสอีกว่า :
“ผู้มีสมาธิในยามค่ำคืนโดยการซุญูดและยืนนมาซมิใช่หรือ ที่เขาหวั่นเกรงในปรโลก และหวังความเมตตาจากพระผู้อภิบาลของเขา
จงกล่าวเถิดผู้ที่มีความรู้กับผู้ที่ไม่มีความรู้นั้น จะเสมอเหมือนกันได้หรือ?
อันที่จริงแล้วบรรดาผู้มีสติปัญญาเท่านั้นที่จะคิดใคร่ครวญได้”
(อัซ-ซุมัร: 9)
พระองค์ตรัสอีกว่า :
“คัมภีร์อัล-กุรอานที่เราได้ประทานลงมายังเจ้านั้นเป็นสิ่งโปรดปรานให้ความจำเริญ เพื่อเขาเหล่านั้น จักได้ใคร่ครวญต่อโองการทั้งหลายของพระองค์ และเพื่อปวงผู้มีสติปัญญาอันเลอเลิศจะได้คิดพินิจพิเคราะห์”
(ศ็อด: 29)
พระองค์ตรัสอีกว่า :
“และแน่นอนยิ่ง เราได้ประทานทางนำให้แก่มูซาและเราให้
บะนีอิสรออีลได้รับมรดกแห่งคัมภีร์อันเป็นทางนำและข้อเตือนสติสำหรับผู้มีสติปัญญาอันเลอเลิศ”(ฆอฟิร : 53-57)
และพระองค์ตรัสอีกว่า :
“จงตักเตือน แท้จริงการเตือนสติย่อมมีคุณค่าสำหรับบรรดาผู้มีศรัทธา”
(อัซฺ-ซาริยาต : 55)
ฮิชามเอ๋ย แท้จริงอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ตรัสไว้ในคัมภีร์ของพระองค์ว่า :
“แท้จริง ในเรื่องนี้ย่อมเป็นข้อเตือนสติสำหรับบุคคลผู้มีหัวใจ”
(ก็อฟ: 37)
“หัวใจ” ในที่นี้ก็คือ “สติปัญญา”
และพระองค์ตรัสอีกว่า :
“โดยแน่นอนยิ่งเราได้ประทานวิทยปัญญาให้แก่ลุกมาน”
(ลุกมาน: 12)
อันหมายถึงความเข้าใจและสติปัญญา
ฮิชามเอ๋ย แท้จริงลุกมานนั้นได้กล่าวแก่บุตรของตนว่า ให้ยอมรับต่อสัจธรรม แล้วจะเป็นคนที่มีปัญญาเลิศที่สุดในหมู่ชน โดยท่านได้กล่าวว่า
“โอ้ลูกเอ๋ย แท้จริงโลกนี้คือทะเลอันล้ำลึก แน่นอนคนที่มีความรู้เป็นอันมากได้จมลงในทะเลแห่งนี้ เพราะฉะนั้นเจ้าจงกำหนดให้ความยำเกรงที่มีต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.)เป็นนาวาสำหรับเจ้า และจงมีความศรัทธาเป็นเครื่องคุ้มกัน อีกทั้งจงมีดวงจิตที่มอบหมายเป็นเครื่องมือในการทำงาน และจงให้สติปัญญาเป็นเครื่องควบคุม และจงให้ความรู้เป็นเครื่องชี้นำ และจงให้ความอดทนเป็นพื้นฐาน”
ฮิชามเอ๋ย แท้จริงทุกสิ่งทุกอย่างนั้นย่อมขึ้นอยู่กับหลักฐานชี้นำ
ส่วนหลักฐานชี้นำของสติปัญญานั้นได้แก่ การคิดใคร่ครวญ ส่วนหลักฐานชี้นำความคิดใคร่ครวญนั้น ได้แก่ การใช้สติอย่างสุขุม และทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีคู่ประกอบ ส่วนคู่ประกอบของสติปัญญานั้นได้แก่ การถ่อมตนเพียงพอแล้วที่จะกล่าวว่าท่านเป็นผู้โง่เขลา หากท่านได้กระทำสิ่งที่ต้องห้าม
ฮิชามเอ๋ย อัลลอฮฺ(ซ.บ.)มิได้ส่งศาสนทูตและนบีของพระองค์มายังปวงบ่าวของพระองค์เพื่ออื่นใดนอกจากเพื่อให้พวกเขาใช้ความคิดในเรื่องของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ดังนั้นผู้ที่ดีที่สุดที่เหมาะสม
สำหรับการตอบรับดุอฺาอ์ คือ ผู้ที่รู้จักพระองค์ดีที่สุด และผู้มีความรู้ในเรื่องคำสั่งของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ถือเป็นผู้ที่มีสติปัญญาที่ดีเลิศของพวกเขา ผู้มีสติปัญญาที่เพียบพร้อมบริบูรณ์นั้น
พระองค์จะทรงยกย่องให้สูงส่งทั้งในโลกนี้และปรโลก
ฮิชามเอ๋ย แท้จริงอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงมอบข้อพิสูจน์มาให้แก่มนุษย์สองประการ นั้นคือ ข้อพิสูจน์ที่เปิดเผยและข้อพิสูจน์ที่ซ่อนเร้น ข้อพิสูจน์ที่เปิดเผยคือ ‘บรรดาศาสนทูตและนบี’ ส่วนข้อพิสูจน์ที่ซ่อนเร้นคือ “สติปัญญา”
ฮิชามเอ๋ย แท้จริงผู้มีสติปัญญาที่ไม่ขัดแย้งกับสิ่งอนุมัติ(ฮะลาล)นั้น ย่อมขอบพระคุณต่อพระองค์ และความอดทนของเขาจะไม่พ่ายแพ้ต่อสิ่งต้องห้าม(ฮะรอม)
ฮิชามเอ๋ย ใครก็ตามที่ปล่อยให้ 3 อย่างเอาชนะ 3 อย่างได้ก็เท่ากับเขาช่วยส่งเสริมให้ทำลาย
“สติปัญญา” ของตนเอง นั่นคือ
- คนที่ดับรัศมีแห่งความคิดของตนเองด้วยการตั้งความหวังอันเลือนลาง
- คนที่ลบเลือนวิทยปัญญาของตนเองด้วยคำพูดที่ไร้ประโยชน์
-คนที่ดับรัศมีแห่งความเข้าใจของตนเองด้วยกิเลสฝ่ายต่ำ
เพราะเปรียบเสมือนว่า เขาช่วยกิเลสฝ่ายต่ำทำลายสติปัญญาของตนเอง
ผู้ใดทำลายสติปัญญาของตนเอง ก็เท่ากับทำลายศาสนาและชีวิตทางโลกของตน
โอ้ ฮิชามเอ๋ย การทำงานของท่านจะใสสะอาดในทัศนะของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ได้อย่างไร ในเมื่อหัวใจของท่านยังพะวักพะวงอยู่กับคำสั่งของพระผู้อภิบาล(เกิดความไม่แน่ใจ) และท่านยังทำตามอารมณ์ฝ่ายต่ำที่ครอบงำสติปัญญาของท่านอยู่
ฮิชามเอ๋ย ความอดทนต่อการอยู่โดดเดี่ยวนั้น คือ เครื่องหมายของสติปัญญาที่มีพลัง ดังนั้นผู้ใดที่ใช้สติปัญญาในเรื่องของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)
เขาจะปลีกตัวให้พ้นจากชาวโลกและผู้ที่ปรารถนาอย่างดูดดื่มกับชีวิตทางโลกได้แล้ว เขาก็จะมีความปรารถนาในสิ่งที่อยู่ ณ อัลลอฮฺ(ซ.บ.) และอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงทำให้เขามีความอบอุ่นใจในยามที่เขาเปล่าเปลี่ยว และทรงอยู่กับเขาในยามที่เขาอยู่ตามลำพัง ทรงให้เขามั่งคั่งในยามที่เขายากจน ทรงให้ความรักแก่เขาในยามที่เขาขาดญาติมิตร
ฮิชามเอ๋ย มวลมนุษย์นั้นถูกสร้างขึ้นเพื่อให้เคารพภักดีต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.) เขาไม่สามารถจะปลอดภัยได้ นอกจากอาศัยการปฏิบัติตาม(ฏออัต)และการปฏิบัติตามนั้นย่อมขึ้นอยู่กับความรู้ และความรู้นั้นย่อมขึ้นอยู่กับการเรียน และการเรียนนั้นย่อมผูกพันอยู่กับ “สติปัญญา” ความรู้จะมีไม่ได้นอกจากอาศัยผู้มีความรู้ในเรื่องของพระผู้เป็นเจ้า การเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งในความรู้ขึ้นอยู่กับ”สติปัญญา”
ฮิชามเอ๋ย การทำงานเพียงน้อยนิดของผู้มีความรู้นั้น ย่อมถูกยอมรับหลายเท่านัก ส่วนการทำงานอย่างมากมายของพวกที่ถือตามอารมณ์และความโง่ย่อมได้รับการปฏิเสธ
ฮิชามเอ๋ย แท้จริงผู้มีความรู้ย่อมมีความยินดีต่อการจากไปของชีวิตทางโลก ในเมื่ออยู่กับวิทยปัญญา แต่จะไม่พอใจกับการจากไปของวิทยปัญญา ถึงแม้จะมีชีวิตอยู่กับโลก ดังนั้น เพราะเหตุนี้เองการทำงานของพวกเขาจึงได้รับรางวัล
ฮิชามเอ๋ย แท้จริงบรรดาผู้มีสติปัญญานั้นย่อมละทิ้งส่วนเกินที่ไม่มีประโยชน์ของโลก แล้วเขาจะมีความบาปได้อย่างไร เขาละทิ้งชีวิตทางโลกในส่วนที่ไร้ประโยชน์ เขาละทิ้งความบาปในส่วนที่เป็นความจำเป็นต่างๆ
ฮิชามเอ๋ย แท้จริงผู้มีสติปัญญานั้น จะพิจารณาไปยังโลกและชาวโลก เมื่อนั้นเขาจะรู้ว่าจะไม่มีใครเข้าถึงได้ นอกจากอาศัยความยากลำบากเท่านั้น และจะพิจารณาไปยังปรโลก เขาก็จะรู้ว่าไม่มีใครเข้าถึงได้นอกจากอาศัยความยากลำบาก ดังนั้น เขาจึงแสวงหาความยากลำบากเพื่อการดำรงอยู่ในโลกทั้งสอง
ฮิชามเอ๋ย แท้จริงบรรดาผู้มีสติปัญญานั้น มีความมักน้อยในชีวิตทางโลก แต่จะมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าในปรโลก เพราะเขาเหล่านั้นรู้ดีว่า โลกนี้เป็นสิ่งที่ต้องการและถูกต้องการส่วนโลกหน้านั้นก็เป็นสิ่งที่ปรารถนาและถูกต้องการด้วย ดังนั้น ผู้ใดก็ตามที่แสวงหาชีวิตในโลกหน้า โลกหน้านั้นก็ต้องการเขา จนกระทั่งเครื่องยังชีพทางโลกของเขาจะเพียงพอครบถ้วน และผู้ใดที่แสวงหาแต่เรื่องของโลกนี้ โลกหน้าก็ต้องการเขาเช่นกัน ครั้นเมื่อความตายมาถึงเขา ชีวิตของเขาก็จะเสียหายลงทั้งหมด ไม่ว่าเรื่องของโลกนี้ หรือโลกหน้า
ฮิชามเอ๋ย บุคคลใดที่ต้องการความมั่งคั่งโดยที่ไม่มีทรัพย์สิน มีจิตใจที่สงบปราศจากความริษยา และมีความสันติสุขอยู่กับศาสนา ก็พึงได้
นอบน้อมถ่อมตนต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.) ในเรื่องข้อเรียกร้องของเขา ผู้ใดพอใจในสิ่งที่มีอยู่เขาจะเป็นผู้พอเพียงแล้ว เพราะใครก็ตาม ถ้าหากยังไม่พอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ เขาก็มิอาจเข้าถึงความมั่งคั่งได้เลยตลอดกาล
ฮิชามเอ๋ย แท้จริงอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ทรงบอกเล่าเกี่ยวกับประวัติของบรรดาผู้มีคุณธรรมกลุ่ม
หนึ่ง ที่พวกเขากล่าวว่า :
“โอ้พระผู้อภิบาลของเรา โปรดอย่าได้หันเหจิตใจของเรา หลังจากที่ได้ทรงชี้นำให้แก่เรา แล้วและโปรดประทานคลังแห่งความเมตตาของพระองค์ให้แก่เราเถิด แท้จริงพระองค์ทรงเป็นผู้ให้โดยแท้”
(อาลิอิมรอน: 8)
ทั้งนี้ก็เพราะพวกเขารู้ว่าจิตใจนั้น มันเป็นสิ่งโลเล และพลิกผันไปมาอยู่เสมอเป็นอาจิณที่แท้นั้น คนที่ไม่เกรงกลัวอัลลอฮฺ(ซ.บ.) และคนที่ไม่ใช้สติปัญญานั้น จิตใจของเขาย่อมจะไม่ตระหนักกับความรู้อันแน่นอน ซึ่งเขามองเห็นอยู่แล้ว และเขาจะไม่พบเลยว่า ในจิตใจของเขานั้น จะมีความรู้อย่างแท้จริงแต่ประการใด จะไม่มีใครเป็นอย่างนี้ได้เลยนอกจากคนที่มีคำพูดและการกระทำที่สอดคล้องกัน ความเป็นอยู่ทั้งโดยลับและเปิดเผยที่ตรงต่อกัน เพราะอัลลอฮฺ(ซ.บ.)นั้นมิทรงให้หลักฐานเกี่ยวกับความเร้นลับโดยซ่อนเร้นจากสติปัญญา หากแต่เป็นไปตามที่เปิดเผยและที่ได้อธิบายไว้นั่นเอง
ฮิชามเอ๋ย ท่านอฺะลี อะมีรุลมุอ์มินีน(อฺ)ได้กล่าวว่า
“อัลลอฮฺ(ซ.บ.)จะไม่ถูกเคารพภักดีด้วยสิ่งใดที่ดีเลิศไปกว่าการใช้สติปัญญา และสติปัญญาของมนุษย์นั้นจะไม่สมบูรณ์จนกว่าในสติปัญญานั้นจะประกอบด้วยสิ่งต่าง ๆ ดังนี้ คือ ปลอดภัยจากการตั้งภาคีและการปฏิเสธ มุ่งหวังความชอบธรรมและความดีงาม และทรัพย์สินที่ประเสริฐของเขาอยู่ที่การบริจาค คำพูดที่ประเสริฐของเขาอยู่ที่การยับยั้ง ส่วนได้ของเขาจากโลกนี้คือส่วนที่เสียหายไป
ชีวิตของเขาไม่เคยอิ่มต่อความรู้ ความต่ำต้อยต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.)เป็นสิ่งที่เขารักยิ่งกว่าการมีเกียรติต่อคนอื่น การถ่อมตัวเป็นสิ่งที่เขาชอบมากกว่าการมีเกียรติ เขาถือว่าความดีเล็กๆ น้อยๆ จากคนอื่นนั้นมากมายเสมอ และถือว่าความดีอันมากมายของตนเองนั้นน้อยเสมอ และเห็นว่ามนุษย์ทุกคนดีกว่าตนเอง ส่วนตนนั้นยังเป็นคนไม่ดีสำหรับคนเหล่านั้น เมื่อเป็นอย่างนี้ การงานของเขาจะประสบความสำเร็จ”
ฮิชามเอ๋ย แท้จริง ผู้มีสติปัญญานั้น จะไม่โกหก ถึงแม้เขาจะตกอยู่ในอารมณ์ฝ่ายต่ำก็ตาม
ฮิชามเอ๋ย ไม่มีศาสนาสำหรับคนที่ไม่มีมนุษยธรรม และการมีมนุษยธรรมนั้นย่อมไม่มีอะไรกับคนที่ไม่มีสติปัญญา แท้จริง ผู้ที่มีความสามารถอันยิ่งใหญ่นั้น ได้แก่ ผู้ที่มองไม่เห็นว่าโลกนี้จะเป็นอันตรายแก่ตนเองเลย
ฮิชามเอ๋ย ท่านอะมีรุลมุอ์มินีน(อฺ)ได้กล่าวว่า
“แท้จริง เครื่องหมายของคนมี “สติปัญญา” มีสามประการ คือ
1. เมื่อถูกถามก็จะตอบ
2. จะพูดเมื่อคนอื่นไม่มีความสามารถจะพูด
3. จะเสนอความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์แก่พรรคพวกของตน
ส่วนคนที่ไม่มีสามประการนี้อยู่ในตัวย่อมเป็นคนโง่เขลา”
แท้จริงท่านอะมีรุลมุอ์มินีน(อฺ)ได้กล่าวว่า
“จะไม่มีใครกล้านั่งแถวหน้าของที่ประชุม นอกจากคนที่มีสามประการนี้อยู่ในตัว หรือมีสักประการหนึ่งก็ยังดี ครั้นถ้าคนที่ไม่มีสักประการหนึ่งอยู่ในตัวเลย แล้วนั่งอยู่แถวหน้าเขาคือคนเขลา”
ท่านฮะซัน บินอฺะลี(อฺ)กล่าวว่า
“เมื่อท่านต้องการขอความช่วยเหลือ ก็จงขอจากคนที่เป็นเจ้าของ
เรื่องนั้นๆ”
มีคนหนึ่งถามว่า
“โอ้ บุตรของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ แล้วใครเล่าคือเจ้าของ
เรื่องนั้นๆ ?”
ท่าน(อฺ)ตอบว่า
“เจ้าของเรื่องนั้นๆ คือ บรรดาผู้ที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงบอกเล่าไว้ในคัมภีร์ของพระองค์ว่า :
“อันที่จริงบรรดาผู้มีสติปัญญาอันลุ่มลึกนั้นจะมีการรำลึกใคร่ครวญได้”
(อัร-เราะอฺด์: 19)
ท่าน(อฺ)กล่าวว่า
“พวกเขาคือบรรดาผู้มีสติปัญญา”
ท่านอะลี บิน ฮุเซน(อฺ)ได้กล่าวว่า
“การคบหากับผู้มีคุณธรรมย่อมนำไปสู่การขัดเกลา จริยธรรมของนักปราชญ์ คือการเพิ่มพูนสติปัญญา การเชื่อฟังผู้มีความเที่ยงธรรมย่อมทำให้มีเกียรติคุณสมบูรณ์ ทรัพย์สินจะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อการมีมนุษยธรรมเป็นไปอย่างสมบูรณ์ เรื่องร้ายแรงจะหยุดยั้ง เพราะความสมบูรณ์ของสติปัญญา และในนั้นมีความสุขแก่ชีวิตร่างกายทั้งในโลกนี้และโลกหน้า”
ฮิชามเอ๋ย แท้จริงผู้มีสติปัญญาจะไม่พูดกับคนที่เขากลัวว่า คนผู้นั้นจะว่าเขาโกหก และจะไม่ขอสิ่งใดจากคนที่เขากลัวว่า จะไม่ให้แก่เขา เขาจะไม่คิดถึงในสิ่งที่เขาไม่มีความสามารถ เขาจะไม่มุ่งหวังในสิ่งที่สุดวิสัยซึ่งความสมหวัง และจะไม่เดินหน้าเข้าหาในสิ่งที่เขากลัวว่า มันอาจจากเขาไปด้วยการไร้ความสามารถของตัวเอง”(5)
(5) อุศูลุล-กาฟี เล่ม 1 หน้า 20.
ชีวิตในทุกๆ ด้านของท่านอิมามมูซา กาซิม(อฺ)นั้นล้วนเป็นตัวอย่างอันสูงส่งซึ่งเราอาจถือได้ว่า เป็นหลักการแห่งคำสอนของศาสนาอิสลาม ที่เราต้องนำมาเป็นบทเรียนอันอำนวยประโยชน์สุขแก่ชีวิตที่แท้จริงของเรา
ในบทนี้ เราขอเสนอเรื่องราวจากสาส์นบางฉบับของท่านอิมามมูซา
กาซิม(อฺ)ที่ส่งไปยังชีอะฮฺของท่าน(อฺ)และศัตรูของท่าน(อฺ) ซึ่งทุกฉบับนั้นล้วนเป็นบทเรียนและมีคุณค่าอย่างสูง
จากอิมามมูซา กาซิม(อฺ)
ถึงผู้พิพากษาคนหนึ่ง
เป็นสาส์นของท่านอิมามกาซิม(อฺ)ที่ส่งไปยังผู้พิพากษาคนหนึ่งที่ตัดสินลงโทษชายคนหนึ่ง
ดังมีใจความว่า
ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮฺ อัลฮัมดุลิลลาฮฺ, อัมมาบะอฺดุ:
จงรับรู้ไว้ว่า แท้จริงภายใต้บัลลังก์ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)นั้นมีร่มเงาหนึ่งซึ่งจะไม่มีผู้ใดพักพิงได้ นอกจากคนที่สนับสนุนพี่น้องของเขาให้ได้รับความดีงาม หรือปกป้องชีวิตหนึ่งให้พ้นจากอันตรายหรือจะต้องนำความปลื้มปิติไปสู่หัวใจของเขา และนี่คือจดหมายจากพี่น้องของท่าน
วัสลาม
จากอิมามมูซา กาซิม(อฺ)
ถึงคอลีฟะฮฺฮารูน ร่อชีด
ข้อความบางตอนจากสาส์นของท่านอิมามมูซา กาซิม(อฺ)ที่ส่งไปยัง
คอลีฟะฮฺฮารูน รอชีด เพื่อเป็นการตอบจดหมายฉบับหนึ่งที่เขาเขียนส่งไปยังท่าน(อฺ)เพื่อขอร้องให้ท่าน(อฺ)ช่วยแนะนำสั่งสอน
ท่านอิมาม(อฺ)ตอบเขาว่า
ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮฺ
อัลฮัมดุลิลลาฮฺ, อัมมาบะอฺดุ:
ทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่านมองเห็นด้วยสายตา ล้วนมีคำแนะนำสั่งสอนในสิ่งนั้นอยู่ทั้งสิ้น
วัสลาม
จากอิมามมูซา กาซิม(อฺ)
ถึงท่านอฺะลี บินซุวัยดฺ
เป็นสาส์นที่ท่านอิมามมูซา กาซิม(อฺ)เขียนในคุกเพื่อมอบให้แก่ท่านอฺะลี บินซุวัยดฺ มีใจความว่า
ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮฺ
อัลฮัมดุลิลลาฮฺ, อัมมาบะอฺดุ:
มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิของอัลลอฮฺ ผู้ทรงสูงสุด ผู้ทรงยิ่งใหญ่
ซึ่งโดยเกียรติคุณและรัศมีของพระองค์จึงบันดาลให้หัวใจของศรัทธาชนทั้งหลายมองเห็นเด่นชัด โดยเกียรติคุณและรัศมีของพระองค์จึงทำให้พวกโง่เขลาเป็นศัตรูของพระองค์ โดยเกียรติคุณของพระองค์ จึงทำให้สื่อสัมพันธ์พร้อมกับพิธีกรรมอันแตกต่างมุ่งปรารถนายังพระองค์ ซึ่งบ้างก็มีถูก บ้างก็มีผิด บ้างก็หลงทาง บ้างก็อยู่ในทางนำที่ถูก บ้างก็ได้ยิน บ้างก็ไม่ได้ยิน บ้างก็มองเห็น บ้างมองไม่เห็นและเป็นทุกข์
มวลการสรรเสริญจึงเป็นสิทธิของอัลลอฮฺ ผู้ทรงแนะนำรูปลักษณะศาสนาของพระองค์ให้เป็นที่ประจักษ์ ด้วยกับ(ฐานภาพของ)ท่านนบีมุฮัมมัด(ศ) ท่านคือบุคคลหนึ่งที่มาจากวงศ์วานของมุฮัมมัด(ศ)ผู้มีฐานะพิเศษ ซึ่งความรักจักช่วยทำให้ท่านได้พบความถูกต้อง และมองเห็นสัจธรรมในศาสนา
จงเรียกร้องสู่วิถีทางแห่งพระผู้อภิบาลผู้ซึ่งท่านปรารถนาการตอบรับการวิงวอนในเรื่องเกี่ยวกับพวกเราเถิด จงอย่าปิดบังอำนาจด้วยความเห็นแก่ตัว จงสวามิภักดิ์กับวงศ์วานของมุฮัมมัด(ศ) และจงอย่าพูดอะไรพาดพิงถึงพวกเราในลักษณะที่ผิดพลาด ถึงแม้ท่านจะไม่ขัดแย้งกับเราก็ตาม
เพราะท่านไม่รู้ว่า เรามิได้กล่าวอย่างนั้นไม่ว่าในลักษณะใดๆ ก็ตาม จงศรัทธาในสิ่งที่เราบอกท่าน และจงอย่าแคะคุ้ยในสิ่งที่ซ่อนเร้นจากท่าน
ฉันขอบอกท่านว่า สิทธิที่สำคัญอย่างหนึ่งของพี่น้องท่าน ได้แก่ การที่ท่านต้องไม่ซ่อนเร้น เขาไม่ว่าเรื่องใดที่มีประโยชน์ต่อเขาทั้งทางโลกและทางปรโลก
วัสลาม(1)
(1) บิฮารุ้ล-อันวารฺ เล่ม 17 หน้า 205.
จากอิมามมูซา กาซิม(อฺ)
ถึงค่อลีฟะฮฺฮารูน ร่อชีด
เป็นสาส์นของท่านอิมามมูซา กาซิม(อฺ)ที่ส่งไปยังค่อลีฟะฮฺฮารูน รอชีด เมื่อครั้งที่ท่าน(อฺ)อยู่ในคุก มีใจความว่า
ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮฺ
อัลฮัมดุลิลลาฮฺ, อัมมาบะอฺดุ:
วันเวลาแห่งการทดสอบจะไม่ผ่านพ้นล่วงเลยไปจากฉัน จนกว่าวันเวลาแห่งความสุขสบาย จะผ่านพ้นล่วงเลยไปจากท่านพร้อมๆ กัน เมื่อนั้นเราจะผ่านพ้นไปพร้อมๆ กันสู่วันๆ หนึ่งที่ไม่มีการตัดสินอันใดจะยังความพ่ายแพ้ให้แก่ผู้ถูกกล่าวหา
วัสลาม(2)
(2) อัล-ฟุศูลุล-มุฮิมมะฮฺ หน้า 227.
คำสอนของบรรดาอิมามอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ) อันเป็นบทเรียนชี้นำที่ทรงคุณค่า และเป็นวิทยปัญญาอันสูงส่งนั้นมีดาษดื่นเต็มไปหมดทั้งโลก ซึ่งนับว่าเป็นการให้โอกาสแก่ประชาชาติทั้งหลาย
ในการก้าวไปสู่ความดีงาม และเป็นวิถีทางอันมากมายในการเป็นสื่อนำเพื่อเผยแผ่ศาสนาอิสลาม และเชิดชูหลักการและเรียกร้องเชิญชวนสู่แนวทางของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)โดยไม่จำกัดเฉพาะเพียงแต่บทเรียน คำเทศนาและคำสั่งเสียต่างๆ เท่านั้น หากแต่ยังมีคำสอนสั้น ๆ ที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่งในการ
ชี้นำ เนื่องจากมีความหมายอย่างใหญ่หลวงทางด้านความดีงาม และจริยธรรมอันประเสริฐ อีกทั้งเป็นคติเตือนใจอย่างมากมาย ถ้าหากเราจะคิดคำนวณคำสอนสั้น ๆ ของบรรดาอิมาม(อฺ)แต่ละคนมารวมกัน ก็จะกลายเป็นหนังสือเล่มใหญ่อีกต่างหาก และจะกลายเป็นผลงานอันทรงคุณค่าแก่โลกแห่งจริยธรรมคำสอน อันเป็นการปูทางให้เราได้เดินไปอย่างเรียบง่าย
เราจึงขอสรุปเอาคำสอนบางประการของท่านอิมามมูซา กาซิม(อฺ)มาบันทึกไว้ ณ ที่นี้
ท่านอิมามมูซา กาซิม(อฺ)ได้กล่าวว่า
“ฉันได้พบว่า ความรู้ในหมู่ประชาชนมีเพียง 4 ประการ
1. รู้จักพระผู้เป็นเจ้า
2. รู้ว่า อะไรบ้างที่พระองค์ทรงสร้างมาเพื่อท่าน
3. ต้องรู้ว่า พระองค์ทรงต้องการอะไรจากท่าน
4. จะต้องรู้ว่า อะไรที่ทำให้ท่านต้องออกจากแนวทางศาสนา”
ท่านอิมามมูซา บินญะอฺฟัร(อฺ)ได้กล่าวต่อหน้าสุสานว่า
“แท้จริง สิ่งนี้ ท้ายที่สุดของมันมีค่าอย่างยิ่งย่อมทำให้ตระหนักถึงความสมถะอย่างแท้จริงต่อช่วงแรกของมัน และแท้จริงสิ่งนี้ ช่วงแรกของมันมีค่าอย่างยิ่งที่ทำให้ตระหนักถึงความยำเกรงอย่างแท้จริงต่อท้ายที่สุดของมัน”
เพื่อนบ้านที่ดีมิใช่เพียงแต่หยุดยั้งการทำอันตราย แต่เพื่อนบ้านที่ดีจะต้องอดทนต่อการที่จะไม่สร้างความเดือดร้อน ทำอันตราย
จงพยายามให้การใช้ชีวิตอยู่ของท่านมีเวลาสำหรับสี่ประการนี้
1. เวลาสำหรับการเข้าเฝ้าอัลลอฮฺ (ซ.บ.)
2. เวลาการประกอบอาชีพ
3. เวลาสำหรับพี่น้อง คนนับถือที่รู้จักพวกท่านทั้งในส่วนดีและส่วนเสีย เพื่อพวกเขาจะได้ซักฟอกพวกท่านให้สะอาด
4. เวลาสำหรับแสวงหาความสุขส่วนตัวในสิ่งที่ไม่เป็นที่ต้องห้าม
ท่านอิมามมูซา กาซิม(อฺ)ได้กล่าวกับท่านอะลี บินยักฏีนว่า
“การกัฟฟาเราะฮฺสำหรับงานในหน้าที่ของผู้ปกครองนั้น ได้แก่การทำความดีต่อพี่น้องทั้งหลาย”
ในวันกิยามะฮฺจะมีเสียงประกาศว่า
“ผู้ที่มีรางวัลสำหรับตนเอง ณ อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ขอให้ยืนขึ้น จะไม่มีผู้ใดลุกขึ้นยืนเลย นอกจากคนที่มีจิตอภัย และปรับปรุงตนเอง แล้วเขาจะได้รับรางวัล ณ อัลลอฮฺ(ซ.บ.)”
จงอย่าเป็นคนคล้อยตามผู้อื่นที่พูดว่า
“ฉันอยู่กับคนส่วนมาก”
แท้จริงท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ได้กล่าวว่า
“ความจริงแล้วคนทั้งหมดมีสองฝ่ายเท่านั้น คือ ฝ่ายของคนดีและฝ่ายของคนเลว จงอย่าให้ฝ่ายของคนเลวเป็นที่ชื่นชอบสำหรับท่านมากกว่าฝ่ายของคนดี”
คนใดที่ทำเสมอตัวในสองวัน เขาคือคนถูกหลอก
คนใดที่ในช่วงสุดท้ายของสองวัน เป็นเวลาที่เลวสำหรับตน เขาคือ คนถูกสาปแช่ง
คนใดที่ไม่รู้จักการเพิ่มพูนขึ้นในตัวเอง เขาคือคนขาดทุน
คนใดที่ขาดทุนอย่างนั้นก็เป็นอันว่า
“ตายเสียดีกว่าอยู่”
เป็นการสมควรสำหรับคนที่คิดใคร่ครวญในเรื่องของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ที่เขาจะต้องไม่แชเชือนในการแสวงหาริชกี(ปัจจัยยังชีพ)ของเขา ต้องไม่ระแวงสงสัยพระองค์ในข้อกำหนดทั้งหลายของพระองค์
จงระวังในเรื่องการไม่เชื่อฟังอัลลอฮฺ(ซ.บ.) เพราะเท่ากับทำการทรยศต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.) ถึงสองเท่า
จงอย่าให้ความเกรงใจระหว่างกันและกันหมดสิ้นไป แต่จงรักษามันไว้ให้คงอยู่ เพราะถ้าหากมันหมดสิ้นไป ก็เท่ากับความละอายต้องหมดสิ้นไปด้วย
ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ คือ การมีจริยธรรมที่ดีต่อการเฝ้ามองของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) และอัลลอฮฺ(ซ.บ.) จะไม่เหินห่างจากเขา จนกว่าเขาจะเข้าสวนสวรรค์ อัลลอฮฺ (ซ.บ.) มิได้ตั้งนบีมาเป็นศาสดาเพื่อเหตุอื่นใด นอกจากเพื่อ
ความเอื้ออาทร บิดาของฉันสอนเรื่องความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และการมีจริยธรรมที่ดีเสมอ จวบจนถึงแก่กรรม
การให้ความช่วยเหลือแก่คนอ่อนแอ นับเป็นการบริจาค(ศ่อดะเกาะฮฺ)ที่ประเสริฐยิ่งนัก
อย่าถือว่าการทำความดีมาก ๆ นั้น เป็นความดีที่มากแล้ว และจงอย่าถือว่า การทำบาปน้อยนั้น บาปจะน้อยไปด้วย เพราะความน้อยของบาปอาจสะสม จนกระทั่งมากขึ้นได้ และจงยำเกรงในยามที่อยู่โดยลำพัง จนกระทั่งทำให้ตัวของท่านมีความยุติธรรม
หน้าที่ของพวกท่าน คือ การวิงวอนขอ เพราะการวิงวอนขอนั้นขึ้นต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.) และการขอต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.) คือการทำให้พ้นจากภัยพิบัติ ครั้นเมื่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงได้รับการวิงวอนขอ ภัยพิบัติก็จะหันเหไป
การกล่าวถึงความโปรดปรานของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)นั้น เป็นการขอบพระคุณ การไม่ทำอย่างนั้นถือว่าเป็นการปฏิเสธ ดังนั้นต้องผูกมัดความโปรดปรานของพระผู้อภิบาลของพวกท่านไว้ด้วยกับการขอบพระคุณและจงนับคำนวณทรัพย์สินของพวกท่านด้วยการจ่ายซะกาต จงผลักดันภัยพิบัติด้วยการขอดุอฺาอ์ เพราะแท้จริงดุอฺาอ์นั้นคือเกราะกำบังภัยอันตราย
บุคคลใดที่บริภาษในเรื่องของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) เขาจะประสบความหายนะ บุคคลใดแสวงหาตำแหน่งผู้นำ เขาจะประสบความหายนะ และบุคคลใดที่หลงตัวเองก็จะประสบความหายนะเช่นกัน
เสบียงสะสมทางโลกและทางศาสนาต่างก็มีความรุนแรงแข็งขัน สำหรับเสบียงทางโลกนั้น ไม่ว่าเจ้าจะยื่นมือออกไปในยามใด เจ้าจะต้องพบคนเลวล้ำหน้าเจ้าอยู่ก่อนแล้วเสมอ แต่เสบียงในปรโลกนั้น เจ้ามิอาจพบพานความช่วยเหลือจากใครที่จะมาช่วยเหลือเจ้าได้
ความดีนั้นถูกกักขังอยู่เสมอ ไม่มีอะไรปลดปล่อยมันให้ออกมาได้ นอกจากความช่วยเหลือต่อกันหรือการขอบพระคุณ
ถ้าหากวาระการสิ้นชีพได้รับการเปิดเผย ความหวังต่างๆ ก็จะชัดเจนขึ้น
ความจนให้กำเนิดบุคคลใด ความร่ำรวยก็จะทำลายบุคคลนั้น
บุคคลใดหาทางออกให้กับความทุกข์ยากไม่ได้ ความดีงามใดๆ ก็จะไม่อยู่กับเขา
การด่าทอกันระหว่างคนสองคน มักจะทำให้คนที่อยู่เหนือกว่าลดระดับตัวเองลงไปอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าเสมอ
ความรู้ที่จำเป็นที่สุดสำหรับท่าน คือ ความรู้ที่ช่วยส่งเสริมการงานให้แก่ท่าน
การทำงานที่จำเป็นแก่ท่าน คือการทำงานที่ท่านเป็นผู้รับผิดชอบ
ความรู้ที่จำเป็นแก่ท่าน คือความรู้ที่ช่วยส่งเสริมให้จิตใจของท่านได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้น และที่ให้ท่านรู้ว่าอะไรคือความเสียหาย
ความรู้ที่จะนำมาซึ่งการลงโทษได้แก่ความรู้ที่เพิ่มพูนความคิดในเรื่องเกี่ยวกับชีวิตทางโลก ดังนั้นจงอย่าสับสนกับความรู้ที่ถึงแม้จะไม่รู้ในความรู้นั้น มันก็ไม่เป็นอันตราย
แต่จงอย่าลืมความรู้ที่ถ้าหากละทิ้งมันเสียแล้ว มันจะเพิ่มพูนความโง่เขลาให้แก่ท่าน
ภัยพิบัติอันจะประสบแก่คนที่มีความอดทนนั้น มีเพียงครั้งเดียว
ส่วนภัยพิบัติที่จะประสบแก่คนอ่อนแอ มักจะเกิดซ้ำสองเสมอ
สุภาษิตที่ 26
การให้ความรักต่อเพื่อนมนุษย์ นับเป็นครึ่งหนึ่งของการมีปัญญา
หลากรส
ในบทนี้ เราจะเสนอเรื่องการตอบคำถามต่าง ๆ ของท่านอิมามมูซา
กาซิม(อฺ) บางประการ
คำถามต่าง ๆ เหล่านี้มีหลายประเภท ซึ่งมีทั้งเรื่องหลักความเชื่อ มีทั้งเรื่องบทบัญญัติกฎหมาย(ฟิกฮฺ)และมีทั้งเรื่องจริยธรรม ขณะเดียวกัน เจ้าของคำถามก็เป็นคนประเภทต่าง ๆ ซึ่งบ้างก็เป็นพวกทรราชย์ บ้างก็เป็นศัตรู บ้างก็เป็นคนโง่เขลา แต่คนทั้งหมดเหล่านั้น ถึงแม้จะแตกต่างกันในด้านความเชื่อถือและทางความคิด ก็ยังให้การยอมรับโดยดุษณีย์ต่อคำตอบของท่าน
อิมามมูซา กาซิม(อฺ)
ดังที่เราจะนำมาเสนอต่อไปนี้
ท่านอะบูฮะนีฟะฮฺ(อิมามมัซฮับฮะนะฟี)ได้กล่าวว่า : ข้าพเจ้าได้มีโอกาสไปทำฮัจญ์ในสมัยของท่านอะบูอับดุลลอฮฺ(อฺ) อัศ-ศอดิก ครั้นเมื่อข้าพเจ้าได้เดินทางไปถึงเมืองมะดีนะฮฺ ข้าพเจ้าก็ได้เข้าไปในบ้านของท่าน(อฺ) เมื่อข้าพเจ้านั่งลงในที่รับแขกเพื่อรอการอนุญาตในการเข้าไปหา
ทันใดนั้นมีเด็กชายคนหนึ่งออกมา
ข้าพเจ้าได้กล่าวว่า
“โอ้เด็กน้อย ในบ้านเมืองของพวกท่านนี้ คนแปลกหน้าจะถ่ายอุจจาระได้ที่ไหน ?”
เด็กชายคนนั้นได้นั่งลงแล้วเอนตัวพิงกับฝาผนังพลางกล่าวว่า
“จงระวังอย่าถ่ายในลำธาร ใต้ต้นไม้ที่ให้ผล บริเวณมัสญิดทั้งหลายตามถนนหนทาง ด้านหลังของฝาผนังกำแพง และอย่าหันหน้าหรือหันหลังไปยังทิศกิบละฮฺ แล้วจงถ่ายเมื่อท่านต้องการ”
ข้าพเจ้ารู้สึกแปลกใจที่ได้ยินเด็กพูดออกมาอย่างนี้ จึงถามว่า
“เธอชื่ออะไร ?”
เขาตอบว่า
“มูซา บินญะอฺฟัร บินมุฮัมมัด บินอฺะลี บินฮุเซน บินอฺะลี บิน
อะบีฏอลิบ”
ข้าพเจ้าถามอีกว่า
“โอ้ เด็กน้อย ความบาปมาจากไหน ?”
เขาตอบว่า
“แท้จริงความชั่วร้ายต่าง ๆ ย่อมมาจากทางใดทางหนึ่งในสามทาง ดังนี้ อาจมาจากอัลลอฮฺ(ซ.บ.) แต่แน่นอน มันย่อมไม่มาจากพระองค์ เพราะไม่เป็นการบังควรที่พระผู้เป็นเจ้าจะลงโทษบ่าวของพระองค์ในสิ่งที่เขามิได้กระทำ หรืออาจมาจากพระองค์ และจากบ่าวของพระองค์ด้วย แต่ต้องไม่ใช่อย่างนั้น เพราะไม่บังควรที่ผู้ร่วมหุ้นอันมีพลังเหนือกว่าจะอธรรมต่อคู่ร่วมหุ้นที่อ่อนแอกว่า และอาจมาจากผู้เป็นบ่าวเอง เพราะถ้าหากทรงอภัย เขาก็ให้เกียรตินบนอบต่อการดำรงอยู่ของพระองค์ และถ้าหากทรงลงโทษก็เพราะบ่าวของพระองค์กระทำบาปนั่นเอง”
ท่านอะบูฮะนีฟะฮฺได้กล่าวว่า
“ข้าพเจ้าจึงได้อำลาจากไป โดยไม่ต้องพบกับท่านอิมามศอดิก(อฺ)อีก เพราะเพียงพอแล้วกับสิ่งที่ได้ยินได้ฟังในที่นี้”(1)
(1) อะอฺยานุช-ชีอะฮฺ 4 ก็อฟ 3/38.
ฮารูน รอชีดถามท่านอิมามมูซา อัล-กาซิม(อฺ)ว่า
“ทำไมพวกท่านจึงมีการอ้างถึงสายสัมพันธ์ทางสายเลือดจากท่าน
ศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) โดยให้คนทั้งหลายเรียกพวกท่านว่า
บุตรของศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ในขณะที่พวกท่านเป็นบุตรของอะลี(อฺ) เพราะความจริงแล้ว คนเราย่อมนับว่าสืบสายเลือดมาจากบิดาของตนเท่านั้น ฟาฏิมะฮฺนั้นเป็นเพียงแค่ส่วนประกอบ ส่วนท่านนบี(ศ)จึงเป็นเพียง “ตา”
ทางฝ่ายมารดาเท่านั้น มิใช่หรือ ?”
ท่าน(อฺ)จึงกล่าวว่า
“โอ้ อะมีรุ้ลมุอ์มินีน ถ้าหากท่านนบี(ศ)ฟื้นชีพขึ้นมา แล้วสู่ขอภรรยาให้แก่ท่าน ท่านจะยอมรับไหม ?”
เขาตอบว่า
“มหาบริสุทธิ์เป็นของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ทำไมข้าพเจ้าจะไม่ยอมรับเพราะเรื่องนั้นยิ่งทำให้ข้าพเจ้ามีความภาคภูมิใจต่อคนอาหรับและคนอะญัม(คนที่ไม่ใช่อาหรับ)มากขึ้น”
ท่านอิมามมูซา(อฺ)กล่าวต่อไปว่า
“แต่ทว่า สำหรับข้าพเจ้าภูมิใจโดยที่ท่านไม่ต้องสู่ขอและจัดแต่งงานให้”
เขาถามว่า
“เพราะเหตุใด”
ท่านอิมามมูซา(อฺ)ตอบว่า
“เพราะท่าน(ศ)ให้กำเนิดแก่ข้าพเจ้า แต่มิได้ให้กำเนิดแก่ท่าน”
เขากล่าวว่า
“ดีมาก ท่านมูซา แต่ท่านมีเหตุผลอย่างไร ในการที่กล่าวว่า “เราเป็นผู้สืบเชื้อสายของท่านนบี (ศ)” ทั้งๆ ที่ท่านนบี (ศ) นั้นไม่มีบุตรชายสืบสกุล ทั้งนี้เพราะสายสกุล จะสืบได้ก็แต่เพียงกับบุตรที่เป็นชายเท่านั้น หาใช่บุตรที่เป็นหญิงไม่
พวกท่านเป็นบุตรหลานที่สืบมาจากบุตรที่เป็นหญิง ฉะนั้นจึงมิใช่ผู้สืบสายสกุล มิใช่หรือ ?”
ท่านอิมามมูซา(อฺ)กล่าวว่า
“ข้าพเจ้าขอถามท่านเกี่ยวกับสิทธิของเครือญาติและสิทธิแห่งสุสาน นอกเสียจากว่าท่านจะไม่ให้อภัยแก่ข้าพเจ้าเนื่องจากคำถามอันนี้?”
แต่อย่างไรก็ตาม ท่านก็คงจะไม่ยอมรับคำถามอันนี้ใช่ไหม ?”
ฮารูน รอชีดตอบว่า
“หามิได้ ถ้าหากว่าท่านได้แจ้งให้ข้าพเจ้าได้รับทราบถึงหลักฐานของพวกท่านในเรื่องนี้ โอ้บุตรของอฺะลี(อฺ) ท่านมูซาเอ๋ย ความจริงท่านก็คือ ประมุขทางศาสนาสำหรับพวกเขาเหล่านั้น เรื่องนี้เป็นที่ยอมรับของข้าพเจ้า แต่ข้าพเจ้าจะไม่ให้อภัยในทุกสิ่งที่ข้าพเจ้าถามท่าน จนกว่าท่านจะเสนอหลักฐานจากคัมภีร์ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ที่มีในเรื่องนี้ต่อข้าพเจ้า”
ท่านอิมามมูซา(อฺ)กล่าวว่า
“จะอนุญาตให้ข้าพเจ้าตอบเลยไหม ?”
ฮารูนกล่าวว่า
“เอาซิ”
ท่านอิมามมูซา(อฺ)กล่าวว่า
“ข้าขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.)ให้พ้นจากชัยฏอนที่ถูกสาปแช่ง ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงกรุณาปราณี ผู้ทรงเมตตาเสมอ
“...และส่วนหนึ่งจากเชื้อสายของเขานั้น ได้แก่ ดาวูดและซุลัยมาน และอัยยูบ และยูซุฟ และมูซาและในทำนองนี้เราตอบแทนแก่ผู้ทำความดีอีกทั้งซะกะรียา และอีซา...”
(อัล-อันอาม: 84)
“โอ้ ท่านอะมีรุลมุอ์มินีน ใครกันเล่าที่เป็นบิดาของท่านนบีอีซา ?”
ฮารูน ร่อชีดตอบว่า
“ท่านนบีอีซา ไม่มีบิดา”
ท่านอิมามมูซา(อฺ)กล่าวว่า
“อันที่จริงแล้ว พวกเรานับลำดับให้ท่านนบีอีซา(อฺ)ว่าท่านเป็นลูกหลานของบรรดานบีต่างๆ จากสายสกุลของมัรยัม(อฺ) ทำนองเดียวกัน พวกเราก็สืบต่อการเป็นเชื้อสายของนบี(ศ)จากสายสกุลด้านท่านหญิง
ฟาฏิมะฮฺ(อฺ) จะให้บอกหลักฐานเพิ่มเติมอีกไหม ท่านอะมีรุ้ลมุอ์มินีน ?”
ฮารูนกล่าวว่า
“เอาซิ”
ท่านอิมามมูซา(อฺ)กล่าวว่า
“อัลลอฮฺ(ซ.บ.)มีโองการว่า :
“ดังนั้นถ้าใครโต้แย้งเจ้าในเรื่องนั้น หลังจากที่ความรู้มีมายังเจ้าแล้ว ก็จงกล่าวเถิดว่า มาซิท่านทั้งหลาย เราจะเรียกลูกๆ ของเราและลูกๆ ของพวกท่านและเรียกสตรีของเรา และสตรีของพวกท่าน และตัวของเราและตัวของพวกท่าน ต่อจากนั้น เรามาสาบานกัน โดยที่เราขอให้การสาปแช่งของ
อัลลอฮฺมีแก่ผู้ปฏิเสธ”
(อาลิอิมรอน: 61)
“ในครั้งนั้น ท่านนบี(ศ)ไม่ได้เรียกใครแม้สักคนเดียวให้เข้าไปอยู่ใต้ผ้ากิซาอ์ร่วมกับท่าน(ศ) และเมื่อตอนทำการสาบานกับพวกนะศอรอนอกจากท่านอฺะลี บิน อะบีฏอลิบ (อฺ) ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ (อฺ) ท่านฮะซัน (อฺ) และท่านฮุเซน (อฺ) แล้วไม่มีใครอื่นอีก
จึงแปลความหมายโองการของอัลลอฮฺ (ซ.บ.) ที่ว่า
“ลูกๆ ของเรา” ได้ว่าหมายถึง ‘ท่านฮะซันและท่านฮุเซน”
ส่วน “สตรีของเรา” หมายถึง “ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ”
และ “ตัวของเรา” หมายถึง “ท่านอิมามอฺะลี บินอะบีฏอลิบ”นั่นเอง” (2)
(2) เล่มเดียวกัน หน้า 49.
ท่านรอฮิบได้ถามท่านอิมามมูซา กาซิม(อฺ)ว่า
“รากของต้นฏูบาเป็นอย่างไรในสายตระกูลของอีซา ? เมื่อพวกท่านอยู่ในสายตระกูลของมุฮัมมัด แล้วแตกกิ่งก้านสาขาออกไปทุกสาย”
ท่านอิมามมูซา(อฺ)ตอบว่า
“ดวงอาทิตย์นั้น แสงของมันสาดไปถึงที่ต่างๆ ทุกแห่งหน และทุกพื้นที่ทั้งๆ ที่มันอยู่ในชั้นฟ้า”
เขากล่าวว่า
“แต่ในสวนสวรรค์นั้น อาหารมิได้บกพร่องด้วยการกินเลยจริงไหม?”
ท่านอิมามมูซา(อฺ)ตอบว่า
“แสงสว่างในโลกนี้ไม่สามารถทำให้อะไรในสวรรค์บกพร่องไปได้เลย”
เขากล่าวว่า
“ในสวนสวรรค์มีร่มเงาที่ทอดยาวอยู่เป็นนิจใช่หรือไม่ ?”
ท่านอิมามมูซา(อฺ)กล่าวว่า
“ช่วงเวลาก่อนดวงอาทิตย์ขึ้น ทุกสิ่งจะเป็นเงาทอดยาว
พระองค์ตรัสว่า :
“เจ้าไม่เห็นดอกหรือว่า พระผู้อภิบาลของเจ้าได้ทรงทอดร่มเงาให้ยาวออกไปอย่างไร”
(อัล-ฟุรกอน: 45)
เขาถามอีกว่า
“แล้วจริงหรือที่ว่า การกิน การดื่มในสวนสวรรค์นั้นจะไม่ทำให้ขับถ่ายและไม่ปัสสาวะ ?”
ท่านอิมาม(อฺ)ตอบว่า
“ก็เหมือนทารกที่อยู่ในครรภ์นั่นเอง ?”
เขาถามอีกว่า
“จริงหรือที่ว่า ชาวสวรรค์ จะมีคนรับใช้ที่คอยบริการตามความประสงค์โดยมิต้องสั่งงาน”
ท่านอิมามมูซา(อฺ)กล่าวว่า
“เมื่อเวลาที่คนเราต้องการสิ่งใด อวัยวะในร่างกายจะรับรู้สิ่งนั้นและจะทำให้ตามความประสงค์ โดยที่เจ้าของไม่ต้องออกคำสั่ง ?”
เขาถามอีกว่า
“กุญแจสวรรค์ทำด้วยทองคำหรือทำด้วยเงิน ?”
ท่านอิมามมูซา(อฺ)กล่าวว่า
“กุญแจสวรรค์อยู่ที่วาจาของคนเรา ที่กล่าวว่า “ลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ”(ไม่มีพระเจ้าอื่นใด นอกจากอัลลอฮฺ)”
รอฮิบกล่าวว่า
“จริงของท่าน”
แล้วเขาก็เข้ารับอิสลาม เข้าร่วมกับอิมามมูซา(อฺ)(3)
(3) อัล-มะนากิบ เล่ม 2 หน้า 374.
ท่านอิมามมูซา กาซิม(อฺ) ถูกถามถึงเรื่อง ‘ความยะกีน’
ท่าน(อฺ)ตอบว่า
“ความยะกีน หมายถึงการยอมมอบหมายตนเองยังอัลลอฮฺ(ซ.บ.) การสวามิภักดิ์ต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.) การพึงพอใจในการกำหนด (ก่อฎอ) ของอัลลอฮฺ (ซ.บ.) และถือว่าอำนาจทั้งมวลขึ้นอยู่ ณ อัลลอฮฺ (ซ.บ.)” (4)
(4) ตะฮัฟฟุล-อุกูล หน้า 301.
ท่านอิมามมูซา(อฺ)ถูกถามเกี่ยวกับความหมายของ “อัลลอฮฺ”
ท่าน(อฺ)ตอบว่า
“ผู้ทรงควบคุมบริหารกิจการทั้งเล็กที่สุดและยิ่งใหญ่ที่สุด”(5)
(5) อุศูลุล-กาฟี เล่ม 1 หน้า 115.
ท่านอิมามมูซา กาซิม(อฺ)ถูกถามเกี่ยวกับเรื่องของชายคนหนึ่งที่กล่าวว่า
“ขอสาบานต่ออัลลอฮฺว่า
“ฉันจะบริจาคด้วยทรัพย์สินอย่างมากมาย”
ว่าเขาควรจะบริจาคอย่างไร ?”
ท่านอิมาม(อฺ)ตอบว่า
“ถ้าคนสาบานเป็นเจ้าของฝูงแกะ เขาจะต้องบริจาคแกะ 84 ตัว ถ้าเป็นผู้ครอบครองเงินดิรฮัม เขาจะต้องบริจาค 84 ดิรฮัม หลักฐานในเรื่องนี้อยู่ที่โองการหนึ่งของอัลลอฮฺ (ซ.บ.) ที่ว่า:
“และแน่นอนที่สุด อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงให้ความช่วยเหลือต่อสูเจ้าที่อยู่ตามบ้านเมืองอันมากมาย”
(อัต-เตาบะฮฺ: 25)
กล่าวคือ จำนวนบ้านเมืองในเขตของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ก่อนที่โองการนี้จะถูกประทานลงมานั้นมี 84 แห่ง (6)
(6) บิฮารุล-อันวารฺ เล่ม 11 หน้า 353
ท่านอิมามมูซา กาซิม(อฺ)ถูกถามเกี่ยวกับ ‘การที่ชายคนหนึ่งขุดสุสานของผู้ตาย และตัดคอของผู้ตาย แล้วเอาผ้ากะฝั่นที่ห่อไปว่าจะมีการตัดสินอย่างไร?”
.
ท่านอิมาม(อฺ)ตอบว่า
“ต้องตัดมือเยี่ยงคนลักขโมย เพราะเขาลักผ้ากะฝั่น และต้องปรับเงิน 100 ดีนารฺ เพราะตัดศีรษะคนตาย เพราะเราต้องถือว่า คนตายอยู่ในฐานะเสมือนทารกในครรภ์มารดาที่ยังไม่ได้เป่าวิญญาณ” (7)
(7) บิฮารุล-อันวารฺ เล่ม 11 หน้า 253.
ท่านอะบูอะฮฺมัดแห่งคุรอซานได้ถามท่าน(อฺ)ว่า
“การเป็นกุฟรฺ(ผู้ปฏิเสธพระผู้เป็นเจ้า)กับการตั้งภาคี(ชิริกฺ)นั้นอันไหนมาก่อนกัน”
ท่านอิมามมูซา(อฺ)กล่าวว่า
“ท่านมีอะไรกับปัญหานี้หรือ ข้าพเจ้าเคยสัญญากับท่านไว้อย่างไรบ้างในเรื่องการสนทนากับผู้คนทั้งหลาย ?”
ท่านอะบูอะฮฺมัดกล่าวว่า
“ท่านฮิชาม บินฮะกัม สั่งข้าพเจ้าให้ถามท่าน”
ท่านอิมามมูซา กาซิม(อฺ)ตอบว่า
“การที่กุฟรฺคือสิ่งที่มาก่อน กุฟรฺคนแรกได้แก่อิบลิส
(ดังกุรอานกล่าวว่า)
“เขาดื้อรั้นและเย่อหยิ่ง และเป็นหนึ่งในมวลผู้ปฏิเสธ”
(อัล-บะกอเราะฮฺ: 34)(8)
(8) บิฮารุล-อันวารฺ เล่ม 17 หน้า 203.
ชาวคริสเตียนคนหนึ่งเดินทางมาเข้าพบค่อลีฟะฮฺร่อชีด เขามีชื่อว่า นะฟีอฺเป็นคนเฉลียวฉลาด วันนั้นเขาปรากฏตัวที่หน้าประตูวังของ “อัร-รอชิด” และมีผู้ติดตามเขาคือ อับดุลอะซีซ บินอุมัร บินอับดุลอะซีซก็เข้ามาพบด้วย ส่วนท่านอิมามมูซา บิน ญะอฺฟัร(อฺ)ก็ได้เดินทางเข้ามาพร้อมกับลาตัวหนึ่ง คนเฝ้าประตูให้การต้อนรับอย่างดี และให้เกียรติกว่าคนอื่นๆ ในที่นั้น พร้อมกับอนุญาตให้ท่าน(อฺ)เข้ามาอย่างรวดเร็ว
นะฟีอฺได้ถามอับดุลอะซีซว่า
“ชายผู้นี้เป็นใคร ?”
อับดุลอะซีซตอบว่า
“ท่านยังไม่รู้จักเขาอีกหรือ? ชายคนนี้คือผู้อาวุโสของตระกูลอะบูฏอลิบ นี่แหละคือท่านมูซา บินญะอฺฟัร(อฺ)”
นะฟีอฺกล่าวว่า
“ข้าพเจ้าแปลกใจกับคนเหล่านี้เป็นอันมาก ที่ให้เกียรติกับคนๆ นี้อย่างลึกซึ้งถึงขนาดถ้าเขาจะให้คนเหล่านี้นอนราบไปบนเตียง เขาก็ทำได้ แต่คอยดูเถอะ ถ้าเขาออกมาเมื่อไหร่ฉันจะสบประมาทเขาให้ดู”
อับดุลอะซีซกล่าวกับเขาว่า
“ท่านอย่าทำเช่นนั้นเลย เพราะบรรดาอะฮฺลุลบัยตฺนั้น เมื่อมีใครระรานพวกเขาด้วยถ้อยคำใดๆ พวกเขาจะฝากความต่ำต้อยตลอดกาลไว้กับคนๆ นั้น”
เมื่อท่านมูซา(อฺ)ออกมา นะฟีอฺถือโอกาสเข้าไปดึงเชือกลาของท่าน(อฺ) แล้วกล่าวว่า
“เจ้าเป็นใคร ?”
ท่านอิมามมูซา(อฺ)กล่าวว่า
“นี่เจ้า...ถ้าหากว่าเจ้าต้องการจะรู้ถึงเชื้อสาย ฉันจะบอกให้รู้ว่า ฉันคือบุตรของมุฮัมมัด ฮะบีบุลลอฮฺ(ผู้เป็นที่รักของอัลลอฮฺ) บุตรของอิสมาอีล
ซะบีฮุลลอฮฺ(ผู้ถูกเชือดโดยคำสั่งของอัลลอฮฺ)บุตรของอิบรอฮีม คอลีลุลลอฮฺ(ผู้ใกล้ชิดอัลลอฮฺ) ถ้าท่านต้องการจะรู้ถึงบ้านเกิดเมืองนอน ฉันก็จะบอกว่า มันเป็นเมืองที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงบัญญัติไว้ให้แก่เจ้า(ถ้าหากท่านเป็นมุสลิม) และบรรดามุสลิมไปทำฮัจญ์ที่นั่น ถ้าเจ้าต้องการจะรู้ถึงความภาคภูมิใจ
ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.)ว่า มุชริก(ผู้ตั้งภาคี)ของกลุ่มชนของฉัน มุสลิมของกลุ่มชนของเจ้าจะไม่รู้สึกเพียงพอเลย จนกว่าเขากล่าวว่า :
โอ้ มุฮัมมัด จงออกมาเพื่อพวกเรา เราก็จะรู้สึกเพียงพอแล้วจากพวกกุเรช
...จงถอยออกไปให้ห่างจากลาเถิด”
ว่าแล้วชาวคริสเตียนคนนั้นก็ถอยออกห่าง ด้วยอาการตื่นตกใจ แล้วผละจากไปอย่างคนแพ้พ่าย
อัลดุลอะซีซกล่าวกับเขาว่า
“ฉันบอกท่านแล้วมิใช่หรือ ?”(9)
(9) บิฮารุ้ล-อันวารฺ เล่ม 17 หน้า 206.
ท่านฟัฏลฺ บินร่อบีอฺได้กล่าวว่า : ครั้งหนึ่งฮารูน รอชีดได้เข้าไปทำฮัจญ์ โดยเริ่มต้นด้วยการฏอวาฟ โดยที่คนทั่วไปถูกสั่งห้ามในเวลาช่วงนั้น เพราะเขาต้องการจะทำคนเดียว ในขณะที่เขาทำอย่างนั้นอยู่ ก็มีชาวอาหรับคนหนึ่งรีบเร่งออกมายังบัยตุลลอฮฺ ทำการฏอวาฟพร้อมกับเขา
ยามได้เข้าไปกล่าวกับเขาว่า
“นี่เจ้าจงถอยออกไปให้พ้นจากท่านคอลีฟะฮฺก่อนเถิด”
ชาวอาหรับผู้นั้นแสดงอาการไม่พอใจ พร้อมกับกล่าวว่า
“แท้จริงอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงให้สิทธิเสมอภาคแก่มวลมนุษย์ในสถานที่แห่งนั้น โดยทรงมีโองการว่า :
“ทั้งผู้ที่อยู่ในเขตและนอกเขตล้วนเสมอเหมือนกันในสถานที่นี้”
(อัล-ฮัจญ์: 25)
ฮารูนสั่งให้ยามระงับการสกัดกั้นเขา ดังนั้นเมื่อรอชีดเวียนฏอวาฟ
ชาวอาหรับผู้นั้นก็ฏอวาฟนำหน้าเขาไปทุกรอบจนเมื่อไปถึงหินดำ
เขารุดหน้าออกไปเพื่อจะจูบ แต่ชาวอาหรับผู้นั้นก็แย่งเข้าทำการจูบก่อน ต่อมารอชีดหันไปที่อัล-มะกอมเพื่อทำนมาซ ชาวอาหรับคนนั้นก็นมาซ
เบื้องหน้าเขา ครั้นเมื่อฮารูน รอชีดเสร็จจากการนมาซเขาได้ให้คนไปเรียกชาวอาหรับผู้นั้นมา
ยามกล่าวกับชาวอาหรับผู้นั้นว่า
“จงตอบรับท่านอะมีรุ้ลมุอ์มินีน”
ชายคนนั้นตอบว่า
“ถ้าฉันมีธุระกับเขา ฉันจะไปหาเขาเอง แต่ถ้าเขามีธุระกับฉัน เขาต้องมาหาฉัน”
ยามกล่าวว่า
“จริงของท่าน”
ครั้นแล้วฮารูนก็เข้าไปหาเขา พลางกล่าวสลาม ฮารูนกล่าวว่า
“โอ้ชายอาหรับเอ๋ย จะให้นั่งด้วยได้ไหม ?”
ชาวอาหรับกล่าวว่า
“จำเป็นอะไรแก่ฉันที่จะต้องขออนุญาตนั่ง เพราะนี่เป็นบ้านของ
อัลลอฮฺ(ซ.บ.) ที่ทรงประทานมาให้แก่ปวงบ่างของพระองค์ ถ้าท่านต้องการนั่งก็นั่ง ถ้าท่านต้องการไปก็ไป”
ฮารูนได้นั่งลง แล้วกล่าวว่า
“โอ้ ชายอาหรับเอ๋ย คนอย่างท่านนี้ถือว่าดูหมิ่นราชวงศ์ใช่ไหม ?”
เขาตอบว่า
“ใช่”
ฮารูนกล่าวว่า
“ฉันขอถามท่านสักอย่างหนึ่ง ถ้าตอบไม่ได้ฉันจะให้ท่านเดือดร้อน”
เขากล่าวว่า
“เป็นการถามในฐานะผู้ต้องการรู้หรือว่าแกล้งถาม”
ฮารูนกล่าวว่า
“เป็นการถามในฐานะผู้ต้องการรู้”
เขากล่าวว่า
“เชิญนั่งในที่ของผู้ถาม และจงถาม”
ฮารูนกล่าวว่า
“กฎข้อบังคับ(ฟัรฎู)ของท่านมีอะไรบ้าง ?”
เขากล่าวว่า
“แท้จริงกฎข้อบังคับ(ฟัรฎู)ที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงเมตตาให้แก่ท่านนั้นมี 1 ประการ, 5ประการ, 17 ประการ, 34 ประการ และ 94 ประการ, 153 ประการใน 17 ประการ, ใน 12 ประการมี1 ประการ, ใน 40 มี 1, และใน 200 มี 5, เวลาทั้งหมดมี 1 ประการ และ 1 ประการต่อ 1 ประการ”
ฮารูน รอชีด หัวเราะเยาะพลางกล่าวว่า
“ผิดไปแล้ว ฉันถามท่านเกี่ยวกับกฎข้อบังคับ(ฟัรฎู)ของท่าน แต่ท่านกลับคำนวณตัวเลขให้ฉันฟัง”
เขากล่าวว่า
“ท่านยังไม่รู้ดอกหรือว่า เรื่องของศาสนาทุกประการย่อมมีการคำนวณ ในเมื่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.) ทรงดำเนินการต่าง ๆ กับมวลมนุษย์ด้วยการคำนวณ”
หลังจากนั้นเขาได้อ่านโองการที่ว่า :
“ถึงแม้มันจะมีน้ำหนักเพียงเมล็ดผักกาด เราก็จะนำมันมาแสดงให้ปรากฏ เพียงพอแก่เราแล้วซึ่งการคำนวณ”
(อัล-อันบิยาอ์: 47)
ฮารูนกล่าวว่า
“ดังนั้น จงอธิบายสิ่งที่ท่านพูดมาซิ ไม่เช่นนั้น ฉันจะสั่งฆ่าท่านระหว่างศอฟากับมัรวะฮฺนี่แหละ”
ยามคนนั้นกล่าวว่า
“ขอให้ยกชีวิตเขาไว้เพื่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.)เถิด และขอให้เห็นแก่สถานที่มะกอมแห่งนี้”
ชายอาหรับคนนั้นหัวเราะในคำพูดอันนั้น ฮารูน รอชีดกล่าวว่า
“ท่านหัวเราะอะไร หรือคนอาหรับ”
เขากล่าวว่า
“ฉันแปลกใจต่อท่านทั้งสองมาก เพราะไม่รู้ว่า ใครกันแน่ที่โง่กว่ากัน คนหนึ่งขอให้ชะลอความตายในขณะที่วาระสุดท้ายมาถึง ส่วนอีกคนหนึ่งขอให้เอาชีวิตในขณะที่วาระสุดท้ายยังมาไม่ถึง”
ฮารูน รอชีดกล่าวว่า
“อธิบายสิ่งที่ท่านพูดซิ”
เขากล่าวว่า
“ที่ฉันพูดว่า กฎข้อบังคับมี 1 ประการนั้นคือ “ศาสนาอิสลาม” ทั้งระบบมีเพียงประการเดียว
และเขาต้องนมาซ 5 เวลา นั่นคือ 17 ร็อกอะฮฺ 34 สุญูด และ 94 ตักบีรฺ และ 153 ตัสบีฮฺ ส่วนที่ฉันกล่าวว่าใน 12 ประการ มี 1 ประการนั้น ได้แก่ การถือศีลอดในเดือนร่อมะฏอน 1 เดือนจากเดือนทั้งหมดที่มี 12 เดือน ที่ฉันกล่าวว่าใน 40 มี 1 นั้นก็คือการที่ใครครอบครองเงินไว้ 40 ดีนารฺ
อัลลอฮฺ(ซ.บ.) กำหนดให้เขาต้องแจกจ่ายออกไป 1 ดีนารฺ และที่ฉันกล่าวว่า ใน 200 มี 5 นั้น
ได้แก่ ในทรัพย์สินที่ท่านครอบครอง 200 ดิรฮัม อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ทรงมีบทบัญญัติให้จ่าย 5 ดิรฮัม ส่วนที่ว่าเวลาทั้งหมดมี 1 ประการ ได้แก่การทำ “ฮัจญะตุ้ลอิสลาม”(สำหรับผู้ที่มีความสามารถและอยู่ในเงื่อนไขที่ต้องทำฮัจญ์ชั่วชีวิต 1 ครั้ง) และที่ว่า 1 ประการต่อ 1 ประการคือ (ผู้ใดหลั่งเลือดของบุคคลอื่น 1 ชีวิต ไม่เป็นธรรม จำเป็นจะต้องหลั่งเลือดของเขาเช่นกัน
ดังที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ตรัสว่า : “ชีวิตต่อชีวิต”
ฮารูนกล่าวขึ้นว่า
“เขาเก่งจริง ๆ มอบเงินให้เขา 1 ถุง”
ชายคนนั้นถามขึ้นว่า
“ฉันสมควรได้รับถุงเงินนั้นจากการพูดหรือคำถาม”
ฮารูนตอบว่า
“จากการพูด”
ชาวอาหรับผู้นั้นกล่าวอีกว่า
“ฉันขอถามท่านสัก 1 คำถาม ถ้าท่านตอบได้ รางวัลจะเป็นของท่านซึ่งท่านจะต้องบริจาคมันไปในสถานที่อันทรงเกียรตินี้ แต่ถ้าท่านตอบไม่ได้ ท่านจะต้องจ่ายรางวัลเพิ่มมาอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งฉันจะจ่ายให้แก่คนยากจนในหมู่ของฉัน”
ฮารูน รอชีดได้สั่งให้นำรางวัลออกมา แล้วกล่าวว่า
“จงถามในสิ่งที่ท่านอยากถาม”
ชายอาหรับผู้นั้นกล่าวว่า
“จงบอกเรื่องแมลงปีกแข็งสีดำว่า มันจะป้อนอาหารหรือให้นมลูกของมันอย่างไร ?”
ฮารูน รอชีดสะดุ้ง พลางกล่าวว่า
“คนอาหรับเอ๋ย ใครเขาถามปัญหาอย่างนี้กันบ้าง ?”
ชายอาหรับผู้นั้นกล่าวว่า
“ฉันได้ยินคนที่เคยได้ยินท่านศาสนทูต(ศ)ที่ได้กล่าวว่า
“ใครที่เป็นผู้ปกครองของหมู่ชนใด เขาจะต้องมีสติปัญญาที่เข้ากันได้กับคนหมู่นั้น ท่านเป็นผู้นำในประชาชาตินี้จำเป็นจะต้องไม่ถูกถามปัญหา
ใดๆ เกี่ยวกับศาสนาของท่าน และไม่ต้องถูกถามถึงเรื่องหลักฟัรฎูต่างๆ ด้วย นอกจากต้องคอยเป็นฝ่ายถามอย่างเดียวเท่านั้นหรือ ? แล้วท่านมีคำตอบในเรื่องนี้หรือเปล่า ?”
ฮารูน รอชีดกล่าวว่า
“ขอให้อัลลอฮ์(ซ.บ.)เมตตาท่านเถิด ข้าพเจ้าตอบไม่ได้ ดังนั้นจงอธิบายสิ่งที่ท่านกล่าวเถิด และจงเอารางวัลไปสองเท่า”
ชายอาหรับผู้นั้นกล่าวว่า
“แท้จริง อัลลอฮฺ(ซ.บ.)นั้น เมื่อพระองค์ทรงสร้างโลก พระองค์ทรงสร้างสัตว์โลกทั้งชนิดที่ไม่มีเลือดและไม่มีมูล พระองค์ทรงสร้างมาจากดิน และทรงบันดาลให้มันมีเครื่องยังชีพและชีวิต
การเป็นอยู่ของมันมาจากดิน เมื่อตัวอ่อนแยกออกมาจากผู้ให้กำเนิดมัน แม่ของมันไม่ได้ป้อนอาหาร และนมใด ๆ การเป็นอยู่ของมันทั้งหมดมาจากดิน”
ฮารูน รอชีดกล่าวว่า
“ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺว่า ไม่เคยมีใครเคยผ่านการทดสอบกับคำถามอย่างนี้”
ชายอาหรับคนนั้นรับเอารางวัลแล้วเดินออกไป คนทั้งหลายเดินตามหลังเขาไปด้วย แล้ว
ถามไถ่ถึงชื่อของเขา ปรากฏว่า ชื่อเขาคือ มูซา บินญะอฺฟัร(อฺ) เมื่อคนมาบอกเช่นนั้นแก่ฮารูน รอชีด
เขาได้กล่าวว่า
“ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺว่า แน่นอนใบไม้นี้สมควรแล้วที่ต้องมาจากต้นไม้ต้นนั้น”(10)
(10) บิฮารุ้ล-อันวารฺ เล่ม 11 หน้า 275.
มีชายคนหนึ่งกล่าวถึงเรื่องที่คนกลุ่มหนึ่งแอบอ้างว่า
“แท้จริงอัลลอฮฺ(ซ.บ.)จะเสด็จลงมาสู่ชั้นฟ้าแห่งโลกดุนยา”
ท่านอิมามมูซา กาซิม(อฺ)กล่าวว่า
“แท้จริงอัลลอฮฺ(ซ.บ.)จะไม่เสด็จลงมา เพราะการประจักษ์แจ้งของพระองค์ในสิ่งที่อยู่ใกล้หรือไกลนั้นเท่าเทียมกัน ความไกลมิได้ไกลจากพระองค์เลย และความใกล้มิได้ใกล้ต่อพระองค์เลย
พระองค์ไม่มีความต้องการต่อสิ่งใดทั้งสิ้น แต่ทุกสิ่งต้องการพระองค์ พระองค์ผู้ทรงครอบครองความสมบูรณ์ทั้งมวล ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ(ซ.บ.) พระองค์คือผู้ทรงมีอานุภาพ ทรงมีวิทยปัญญา
ส่วนคำกล่าวว่า ของพวกที่พรรณนาถึงคุณลักษณะของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ที่กล่าวว่า “อัลลอฮฺ(ซ.บ.) เสด็จลงมานั้น” จะขอกล่าวว่า
“พระองค์ทรงสูงส่งยิ่งกว่าเรื่องนี้ การกล่าวเช่นนั้น เป็นการลดหย่อนและเป็นการเพิ่มเติมให้แก่อัลลอฮฺ(ซ.บ.) สิ่งที่เคลื่อนไหวอยู่ทุกอย่างนั้นย่อมต้องการผู้ทำให้เกิดความเคลื่อนไหว ดังนั้น ผู้ใดสงสัยในเรื่องของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ด้วยความสงสัยอย่างใดอย่างหนึ่งเท่ากับเขาเสียหายไปแล้ว
ดังนั้นจะระวังระไวในเรื่องคุณลักษณะของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ต่อการที่กล่าวออกไปในลักษณะที่กำหนดใดๆ ทำให้เกิดความบกพร่อง หรือเกิดการต่อเติม หรือเกิดความเคลื่อนไหว และเสด็จลงมาสถิตย์ หรือประดับยืนอยู่หรือนั่งอยู่เฉยๆ เพราะแท้จริงอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงยิ่งใหญ่เกินจากการกล่าวถึงคุณลักษณะใดๆ”(11)
(11) อัล-เอียะฮฺติยาจญ์ เล่ม 2 หน้า 156.
ท่านดาวูด บินก่อบีเศาะฮฺกล่าวว่า : ข้าพเจ้าได้ยินท่านอิมามริฏอ(อฺ)กล่าวว่า บิดาของข้าพเจ้าถูกถามว่า
“อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงยับยั้งกิจการใดๆ ที่ทรงบัญชาไปแล้วด้วยหรือ? หรือว่าทรงห้ามในกิจการใดๆ ที่ทรงมีความประสงค์ หรือว่าพระองค์ทรงช่วยเหลือใด ๆ ที่พระองค์ไม่ทรงต้องการ ?”
ท่านอิมามมูซา(อฺ)กล่าวว่า
“ที่ท่านถามว่า อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงยับยั้งกิจการใดๆ ที่ทรงบัญชาไปแล้วด้วยหรือ ? นั้น ขอตอบว่า จะเป็นอย่างนั้นไปมิได้ เพราะถ้าหากเป็นไปอย่างนั้นก็เท่ากับพระองค์ย่อมจะต้องทรงยับยั้งมิให้อิบลีสกราบนบีอาดัม(อฺ) และถ้าทรงยับยั้งอิบลีซโดยให้มีเหตุอุปสรรคจากพระองค์
พระองค์ก็จะไม่ทรงสาปแช่งอิบลีส ส่วนประเด็นที่ท่านถามว่า พระองค์ทรงห้ามในกิจการใดๆ ที่พระองค์ทรงมีความประสงค์ด้วยหรือ ?”
ก็ขอตอบว่า จะเป็นอย่างนั้นไปมิได้ เพราะถ้าหากเป็นไปอย่างนั้น ก็เท่ากับว่า เมื่อทรงห้ามนบีอาดัม(อฺ)มิให้รับประทานผลไม้นั้นแล้ว พระองค์ทรงมีความประสงค์จะให้เขารับประทานมัน? และถ้าพระองค็ทรงประสงค์ให้นบีอาดัม(อฺ)รับประทานผลไม้นั้นแล้ว พระองค์ก็จะไม่ทรงมีโองการว่า :
“และอาดัมได้ละเมิด ดังนั้นเขาจึงผิดพลาด”
(ฎอฮา: 121)
ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺว่า เป็นไปมิได้ที่ว่า พระองค์จะทรงบัญชาสิ่งหนึ่งแต่มีความประสงค์อีกอย่างหนึ่ง
ส่วนประเด็นที่ท่านถามว่า : พระองค์ทรงช่วยเหลือในกิจการที่พระองค์มิทรงปรารถนาด้วยหรือ ?”
ขอตอบว่า จะเป็นอย่างนั้นไปมิได้ และอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงสูงส่งเกินกว่าการที่จะช่วยเหลือให้เกิดการสังหารบรรดานบีต่างๆ ช่วยเหลือให้มีการปฏิเสธพวกเขาเหล่านั้น และการสังหารอิมามฮุเซนและบุตรหลานจำนวนมากเหล่านั้น จะเป็นไปได้อย่างไรที่จะทรงช่วยเหลือในสิ่งที่พระองค์ไม่ปรารถนา แน่นอนพระองค์ทรงเตรียมไฟนรกญะฮันนัมไว้สำหรับผู้ฝ่าฝืนและทรงสาปแช่งผู้ที่ปฏิเสธการปฏิบัติตามพระองค์
หากเป็นไปได้ว่าพระองค์ทรงช่วยเหลือในสิ่งที่พระองค์ไม่ทรงปรารถนาก็เท่ากับว่า ทรงให้ความช่วยเหลือฟิรเอาว์นในเรื่องการเป็นผู้ปฏิเสธ และที่เขาอ้างตนว่า เป็นพระผู้เป็นเจ้าในสากลโลก ท่านเห็นด้วยกระนั้นหรือ ที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงปรารถนาให้ฟิรเอาว์นอ้างตนเองว่าเป็นพระผู้เป็นเจ้า ? ผู้ใดที่กล่าวอย่างนั้นจะต้องขออภัยโทษ เขาจะต้องขออภัยโทษต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.) เนื่องจากการกล่าวเท็จต่อพระองค์ มิเช่นนั้นเขาจะต้องถูกตัดคอ”(12)
(12) อ้างเล่มเดิม หน้า 158.
ฮารูน รอชีดถามท่านอิมามมูซา กาซิม(อฺ)ว่า
“ทำไมพวกท่านจึงมีเกียรติยศยิ่งกว่าเรา ทั้ง ๆ ที่เราและพวกท่านต่างก็มาจากตระกูลเดียวกัน คือลูกหลานของอับดุลมุฏฏอลิบ ทั้งเราและพวกท่านเป็นหนึ่งเดียวกัน พวกเราคือลูกหลานของอับบาส พวกท่านคือลูกหลานของอะบูฏอลิบ คนทั้งสองคือลุงของศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ความใกล้ชิดของเขาทั้งสองคนต่อท่านนบี(ศ)มีเท่าเทียมกัน ?”
ท่านอิมามมูซา กาซิม(อฺ)กล่าวว่า
“พวกเราใกล้ชิดกว่า”
ฮารูน รอชีดกล่าวว่า
“ใกล้ชิดกว่าอย่างไร ?”
ท่านอิมามมูซา กาซิม(อฺ)กล่าวว่า
“เพราะอับดุลลอฮฺกับอะบูฏอลิบนั้นร่วมพ่อแม่เดียวกัน
ส่วนอับบาสบรรพบุรุษของพวกท่านมิได้ร่วมมารดาเดียวกับอับดุลลอฮฺและอะบูฏอลิบ”
ฮารูน รอชีดกล่าวอีกว่า
“ทำไมพวกท่านอ้างว่าตนเองเป็นทายาทของท่านนบี(ศ)ทั้งๆ ที่ผู้เป็นลุงย่อมมีสิทธิเหนือผู้เป็นลูกของลุง และท่านศาสนทูต(ศ)นั้นได้เสียชีวิตลงในขณะที่อะบูฏอลิบได้เสียชีวิตไปก่อนแล้ว
ส่วนอับบาสคือลุงที่ยังมีชีวิตอยู่ ?”
ท่านอิมามมูซา กาซิม(อฺ)กล่าวตอบว่า
“ท่านอะมีรุลมุอ์มินีนจะไม่ถามคำถามนี้ได้ไหม แล้วถามเรื่องอื่นก็ได้ทั้งนั้นตามความประสงค์”
ฮารูน รอชีดกล่าวว่า
“ไม่ ท่านจะตอบหรือไม่ตอบ ?”
ท่านอิมามมูซา กาซิม(อฺ)กล่าวว่า
“ขอท่านรับรองความปลอดภัยแก่ข้าพเจ้าก่อน”
ฮารูน ร่อชีดกล่าวว่า
“ข้าพเจ้ารับรองความปลอดภัยแก่ท่าน ก่อนจะพูดอยู่แล้ว”
ท่านอิมามมูซา กาซิม(อฺ)กล่าวว่า
“ในคำสอนของท่านอฺะลี บินอะบีฏอลิบ(อฺ)นั้นมีอยู่ว่าสำหรับบุตรแห่งสายโลหิตไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิงย่อมไม่มีส่วนของมรดกให้แก่ใคร นอกจากบิดามารดา สามีและภรรยา และเมื่อมีบุตรแห่งสายโลหิตก็ไม่ต้องแบ่งมรดกใด ๆ ให้แก่ลุง คัมภีร์อันทรงเกียรติและหลักซุนนะฮฺก็มิได้กล่าวว่าอย่างนั้น นอกจากพวกตีมและพวกอะดี กับพวกบะนีอุมัยยะฮฺ เท่านั้นที่กล่าวว่า “ลุงคือบิดา”
ความเห็นของพวกเขาไม่ตรงกับความเป็นจริงและไม่มีแบบอย่างมาจากท่านศาสนทูตแต่อย่างใด
ใครก็ตามที่กล่าวโดยคำสอนของท่านอฺะลี(อฺ) ย่อมเป็นนักปราชญ์ที่มีหลักเกณฑ์ตัดสินที่แตกต่างกับ
หลักเกณฑ์ตัดสินของคนเหล่านั้น ท่านนูฮฺ บินดิรอจญ์เองก็ได้กล่าวในปัญหานี้ด้วยคำสอนของท่านอฺะลี(อฺ) และได้ตัดสินไปอย่างนั้น
เมื่อท่านอะมีรุ้ลมุอ์มินีนแต่งตั้งเขาให้เป็นผู้ปกครองชาวอียิปต์ ชาวกูฟะฮฺ ชาวบัศเราะฮฺ ท่านก็ดำเนินการตัดสินไปตามหลักการนี้”
ฮารูน รอชีดได้ออกคำสั่งให้นำคนที่สอนแย้งกับคำสอนนี้มาพบ เช่น ท่านซุฟยาน อัษเษารี ท่านอิบรอฮีม อัล-มาซินีและท่านฟาฎีล บินอิยาฎ ซึ่งคนเหล่านั้นยืนยันว่า
“นั่นคือคำสอนของท่านอฺะลี(อฺ)ในเรื่องนี้จริง”
เขาจึงกล่าวกับคนเหล่านั้นว่า
“แล้วทำไมพวกท่านจึงไม่สอนไปตามนั้น ในเมื่อนูฮฺ บินดิรอจญ์ ก็ตัดสินอย่างนั้น ?”
พวกเขากล่าวว่า
“เราถูกความจำเป็นบังคับ ท่านอะมีรุ้ลมุอ์มินีนก็เคยทราบเรื่องนี้จากคำสอนของบรรพชนรุ่นก่อน อันอ้างถึงคำสอนของท่านนบีมุฮัมมัด(ศ)ที่ว่า ‘อฺะลีคือผู้ตัดสินที่ดีที่สุดในหมู่พวกท่าน’
และท่านอุมัร บินค็อฏฏอบเองก็ได้กล่าวไว้เช่นกันว่า “อฺะลีคือผู้ตัดสินที่ดีที่สุดของเรา” เขาคือคนที่เป็นที่ยอมรับ เพราะเรื่องราวต่างๆ ทั้งหมดที่ท่านนบี(ศ)ได้กล่าวยกย่องสาวกของท่าน(ศ)นั้นมีอยู่ในตัวของท่านอฺะลีทั้งสิ้น เช่น ความเป็นเครือญาติ ความเคร่งครัดต่อบทบัญญัติ ความรู้อันเป็นเรื่องภายในแห่งหลักการตัดสิน”
ฮารูน รอชีดกล่าวว่า
“พูดต่อไปเถิด ท่านมูซาเอ๋ย”
ท่านอิมามมูซา (อฺ)กล่าวว่า
“ผู้ที่อยู่ในชุมนุมทั้งหลาย โดยเฉพาะฝ่ายของท่านมีความไว้วางใจได้ใช่ไหม ?”
ฮารูน รอชีดกล่าวว่า
“ไม่เป็นไร”
ท่านอิมามมูซา(อฺ)กล่าวว่า
“ท่านนบี(ศ)มิได้มอบมรดกให้แก่ใคร ถ้าไม่อพยพและจะไม่มอบหมายอำนาจให้นอกจากผู้ที่ได้อพยพ”
ฮารูนกล่าวว่า
“ท่านมีหลักฐานอะไร ?”
ท่านอิมามมูซา กาซิม(อฺ)กล่าวโองการของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ที่ว่า :
“และบรรดาผู้ที่ศรัทธาแต่ไม่อพยพนั้น เจ้าไม่ต้องมอบอำนาจการปกครองใด ๆ แก่พวกเขาจนกว่าพวกเขาจะอพยพ”
(อัล-อันฟาล: 72)
“และอันที่จริงแล้วลุงของฉันคือท่านอับบาส ไม่ได้ทำการฮิจเราะฮฺ(อพยพ)”
ฮารูนถามว่า
“ท่านมูซาเอ๋ย ท่านเคยกล่าวเรื่องนี้กับศัตรูคนใดของเรามาแล้วหรือไม่ หรือว่าเคยบอกพวกนักปราชญ์ฟุก่อฮาอ์ มาบ้างแล้ว ?”
ท่านอิมามมูซา(อฺ)กล่าวว่า
“ขอยืนยันต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.)ว่า ไม่ และยังไม่มีใครถามเรื่องนี้เลย นอกจากอะมีรุ้ลมุอ์มินีน”(13)
(13) อ้างเล่มเดิม หน้า 163.
ท่านอฺะลี บินยักฏีนกล่าวว่า คอลีฟะฮฺมะฮฺดีได้ถามอิมามมูซา กาซิม(อฺ)เกี่ยวกับเรื่องของ “สุราว่ามันเป็นสิ่งต้องห้ามตามคำสั่งในคัมภีร์ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)หรือเปล่า เพราะคนทั้งหลายรู้แต่เพียงว่า มีการสั่งห้ามเกี่ยวกับเรื่องนั้น แต่ไม่รู้ว่า ต้องห้ามตามศาสนบัญญัติหรือไม่ ?”
ท่านอิมามมูซา กาซิม(อฺ)กล่าวว่า
“มันเป็นข้อห้ามตามคัมภีร์ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) โอ้ ท่านอะมีรุล มุอ์มินีน”
ค่อลีฟะฮฺมะฮฺดีกล่าวว่า
“โอ้ ท่านอะบุลฮะซัน มันเป็นข้อห้ามตามคัมภีร์ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) จาก โองการใด ?”
ท่านอิมามมูซา(อฺ)กล่าวว่า
“อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงมีโองการว่า :
“อันที่จริง พระผู้อภิบาลของฉันทรงห้ามความชั่วทั้งประเภทที่เปิดเผย และประเภทซ่อนเร้นและห้ามความบาป และการละเมิดโดยไม่ชอบธรรม” (อัล-อะอฺรอฟ : 33)
หมายเหตุ
(จะเห็นได้ว่าท่านอิมามมูซา (อฺ) เรียกฮารูน ร่อชีดว่า “อะมีรุล มุอ์มินีน”
โดยเหตุผลของการตกอยู่ในภาวะจำยอม)
สำหรับคำว่า “ประเภทที่เปิดเผยนั้น” ได้แก่ การล่วงประเวณีอย่างเปิดเผยซึ่งเป็นความชั่วที่นิยมกันอย่างแพร่หลายในหมู่ชนผู้งมงาย
ส่วนคำว่า ‘ประเภทที่ซ่อนเร้น’ หมายถึง เรื่องของสตรีที่บิดาได้แต่งงานด้วยแล้ว เพราะคนในสมัยก่อนที่จะมีการแต่งตั้งนบี (ศ) นั้น ถ้าใครมีภรรยา แล้วตนเองได้ตายไป บุตรชายจะสามารถแต่งงานกับนางได้ ถ้านางมิใช่มารดาของตน ซึ่งอัลลอฮฺ (ซ.บ.) ทรงห้ามในเรื่องนี้
สำหรับคำว่า ‘ความบาป’ มันหมายถึง ‘สุรา’ เพราะอัลลอฮฺ (ซ.บ.) ทรงมีคำตรัสในที่อื่นว่า:
“พวกเขาถามเจ้า ในเรื่องสุราและการพนัน จงกล่าวเถิด ในเรื่องนั้นเป็นบาปอันใหญ่หลวง”
(อัล-บะกอเราะฮฺ: 219)
สำหรับคำว่า “ความบาป”ในคัมภีร์ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ณ ที่นี้ หมายถึง “สุราและการพนัน” และมันเป็นบาปใหญ่ ดังคำตรัสของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)”
ค่อลีฟะฮฺมะฮฺดีกล่าวว่า
“โอ้อฺะลี บินยักฏีน ขอสาบานต่ออัลลอฮฺว่า นี่คือคำวินิจฉัยของพวกตระกูลฮาชิม”
ท่านอฺะลี บินยักฏีนกล่าวว่า
“ท่านพูดความจริง ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ โอ้ ท่านอะมีรุลมุอ์มินีน มวลการสรรเสริญเป็นของอัลลอฮฺ ที่ไม่ได้นำความรู้นี้ออกไปจากพวกท่าน
อะฮฺลุลบัยตฺ”
แล้วยังกล่าวอีกว่า
“ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ อัล-มะฮฺดีไม่รีรอที่จะกล่าวกับข้าพเจ้าว่า เจ้าพูดถูกแล้ว พวกนอกคอก(รอฟิฎี)” (14)
(14) บิฮารุ้ล-อันวารฺ เล่ม 11 หน้า 277.
ท่านมุฮัมมัด บินอะบีอุมัยรฺได้กล่าวว่า : ข้าพเจ้าเคยได้ถามท่านอิมามมูซา(อฺ)ว่า
“บุตรของศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)เอ๋ย โปรดสอนเรื่องหลักเตาฮีด(เอกภาพของอัลลอฮฺ(ซ.บ.))ให้แก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด”
ท่านอิมามมูซา(อฺ)กล่าวว่า
“อะบูอะฮฺมัดเอ๋ย ในเรื่องหลักเอกภาพของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)นั้น
ท่านจงอย่ากล่าวให้เกินเลยไปจากที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ตรัสไว้ในคัมภีร์ของพระองค์ มิฉะนั้นท่านจะเสียหาย จงรู้ไว้เถิดว่า อัลลอฮฺ(ซ.บ.) ทรงมีองค์เดียว เป็นองค์เดียวอันเป็นที่พึ่ง ไม่ให้กำเนิดเพื่อสืบทายาท และไม่ถูกประสูติเพราะจะเป็นภาคี ไม่มีมเหสี ไม่มีบุตร และไม่มีหุ้นส่วนใด ๆ ทรงดำรงชีวิตอยู่โดยไม่ตาย ทรงมีอานุภาพโดยไม่อ่อนแอ ทรงยิ่งใหญ่เกรียงไกร โดยไม่แพ้พ่าย ทรงสุขุมโดยไม่รีบร้อน ทรงดำรงอยู่ตลอดไปโดยไม่แปรเปลี่ยน ทรงคงอยู่ตลอดไปโดยไม่สูญสลาย ทรงมั่นคงแน่นอน โดยไม่เสื่อมคลาย ทรงมั่งคั่งเหลือล้นโดยไม่ขาดแคลน
ทรงมีเกียรติยศยิ่งโดยไม่ตกต่ำ ทรงมีความรู้โดยไม่โง่เขลา ทรงยุติธรรมโดยไม่อธรรม ทรงเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่โดยไม่ตระหนี่ สติปัญญาใดๆ ย่อมจำกัด
ขอบเขตของพระองค์มิได้ มโนภาพใดๆ ย่อมไม่ถูกต้องต่อพระองค์ ขอบเขตใด ๆ ไม่อาจโอบล้อมพระองค์ สถานที่ใด ๆ มิอาจรองรับพระองค์ สายตาใด ๆ มิอาจสัมผัสพระองค์ พระองค์ทรงมีความอ่อนโยน ทรงเปิดเผย และไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือนพระองค์ ทรงได้ยิน ทรงมองเห็น พระองค์ทรงมีโองการว่า :
“ที่ได้มีการกระซิบสนทนากันสามคน ย่อมมีพระองค์เป็นบุคคลที่สี่ ที่ใดมีห้าคน พระองค์ย่อมเป็นที่หก ไม่ว่าน้อยกว่านั้นหรือมากกว่านั้น จะต้องมีพระองค์อยู่ด้วยทั้งสิ้น ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ณ ที่ใด”
(อัล-มุญาดะละฮฺ: 7)
พระองค์นั้นเป็นองค์แรก ซึ่งไม่มีใครดำรงอยู่ก่อนพระองค์ทรงเป็นองค์สุดท้ายที่ไม่มีใครดำรงอยู่ ภายหลังจากพระองค์ พระองค์ทรงเป็นองค์แรกเริ่ม เดิมทีไม่มีสิ่งใดที่เพิ่งถูกสร้างมาคล้ายคลึงพระองค์ ทรงอยู่เหนือลักษณะทั้งหลายของบรรดาสิ่งถูกสร้าง ทรงสูงสุด ทรงยิ่งใหญ่เกรียงไกร”(15)
(15) อัต-เตาฮีด หน้า 77
บรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ)นั้นมีความดีงามพิเศษมากมายที่ไม่มีผู้ใดเทียบได้ ท่าน(อฺ)เหล่านั้นมีเกียรติคุณที่ดีเด่นเป็นพิเศษกันแต่เพียงกลุ่มเดียวสำหรับความดีงามเหล่านั้นในหมู่ประชาชาตินี้
เรื่องดุอาอ์(บทขอพร)คือลักษณะพิเศษอันมากมายอีกประการหนึ่งที่บรรดาสาวกและตาบีอีนทั้งหลายไม่มีโอกาสเทียบเทียมได้เลย แม้แต่คนเดียว อีกทั้งบรรดานักปราชญ์อื่น ๆ ในรุ่นถัดมาก็ตาม กล่าวคือ ได้มีการบันทึกดุอาอ์ของแต่ละท่านไว้มากมาย ซึ่งบรรดานักปราชญ์ของเราได้เก็บ
รวบรวมไว้นับร้อยๆ เรื่องบรรดาอิมาม(อฺ)เป็นมนุษย์ที่รู้จริงเกี่ยวกับระเบียบแบบแผนที่บ่าวของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)จำเป็นจะต้องดำเนินการปฏิบัติในยามสนทนากับพระองค์ และรู้ว่าควรจะเป็นอย่างไร สำหรับการถ่อมตน
ในหนังสือนี้เราได้ทราบเรื่องราวเกี่ยวกับการอิบาดะฮฺโดยละเอียดของท่านอิมาม(อฺ)ผ่านมาแล้ว ต่อไปนี้จะเป็นการบันทึกดุอาอ์บางบทบางตอนของท่าน(อฺ)ดังนี้
“ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ข้าฯขอปฏิญาณตนว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ และขอปฏิญานตนว่า มุฮัมมัดเป็นบ่าวและเป็นศาสนทูตของพระองค์ แท้จริงศาสนาอิสลามย่อมเป็นไปตามที่พระองค์ตรัสไว้ ศาสนาย่อมเป็นไปตามที่พระองค์ทรงวางกฎไว้ คัมภีร์ย่อมเป็นไปตามที่
พระองค์ทรงประทานให้ไว้ คำสอนย่อมเป็นไปตามที่พระองค์ตรัสไว้
แท้จริงอัลลอฮฺคือ ผู้ทรงสิทธิอันชัดแจ้ง ความเจริญสิริมงคลของอัลลอฮฺพึงมีแด่มุฮัมมัดและวงศ์วานของท่าน”
“ข้าแต่อัลลอฮฺ ข้าฯดำรงอยู่ในความคุ้มครองของพระองค์ ชีวิตของข้าฯนอบน้อมต่อพระองค์ ใบหน้าของข้าฯหันสู่พระองค์ กิจการงานของข้าฯ ขอมอบหมายยังพระองค์ ร่างกายของข้าฯขอนอบน้อมยังพระองค์ กลัวเกรงพระองค์ และมุ่งหวังต่อพระองค์ ข้าฯศรัทธาต่อคัมภีร์ของพระองค์ที่ทรงประทานมาแก่ศาสนทูตของพระองค์ที่ทรงส่งมา”
“โอ้อัลลอฮ์ แท้จริงข้าฯเป็นคนยากจน ณ พระองค์ ขอได้ทรงโปรดประทานเครื่องยังชีพแก่ข้าฯโดยอย่าได้คำนวณ
แท้จริงพระองค์ทรงประทานเครื่องยังชีพให้แก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์
โดยไม่มีการคำนวณ”
“โอ้อัลลอฮฺ แท้จริง ข้าฯวิงวอนขอเครื่องยังชีพที่ดีงามทั้งหลาย และละเว้นความเลวร้ายทั้งหลาย และขอให้พระองค์อภัยโทษให้แก่ข้าฯ”
“โอ้อัลลอฮฺ ข้าพระองค์ขอความกรุณาของพระองค์ที่ทรงเป็นเจ้าของได้โปรดบันดาลให้ข้าฯได้ออกห่างจากความชั่วอันมาจากข้าฯ ด้วยความดีอันมาจากพระองค์ และขอให้พระองค์ประทานความดีอย่างมากมายที่พระองค์มิได้ประทานให้แก่บ่าวคนใดให้แก่ข้าฯ”
“โอ้อัลลอฮฺ ข้าฯขอความคุ้มครองให้พ้นจากทรัพย์สินที่เป็นตัวทดสอบ(ฟิตนะฮฺ)แก่ข้าฯ ให้พ้นจากบุตรที่เป็นศัตรูของข้าฯ ให้พ้นจากบุตรที่เป็นศัตรูของข้าฯ”
“โอ้อัลลอฮฺ แท้จริง พระองค์ทรงเห็นฐานะความเป็นอยู่ของข้าฯ ทรงได้ยินดุอาอ์และคำพูดของข้าฯ ทรงรู้ในความจำเป็นของข้าฯ ข้าฯขอต่อพระนามทั้งมวลของพระองค์ ได้โปรดทำให้ความ ต้องการทั้งหลายในชีวิตทางโลกนี้และปรโลกของข้าฯได้บรรลุผล”
“โอ้อัลลอฮฺ แท้จริงข้าฯขอดุอาอ์ต่อพระองค์อันเป็นดุอาอ์ของบ่าวผู้ซึ่งด้อยในความสามารถเดือดร้อนเป็นยิ่งนัก มีความทุกข์อย่างสาหัส มีความสามารถน้อยนิด และมีการงานที่ตกต่ำเป็นดุอาอ์ของผู้ที่ไม่มีใครช่วยเหลือได้นอกจากพระองค์ เป็นความอ่อนแอที่ไม่มีใครช่วยได้นอกจากพระองค์
ข้าฯขอความดีต่าง ๆ ทั้งมวล ขอเกียรติคุณ ขอความดีความเมตตาทั้งมวลของพระองค์ ได้โปรดเมตตาต่อข้าฯ และให้ข้าฯพ้นจากไฟนรก”
“โอ้พระองค์ ผู้ทรงบันดาลให้แผ่นดินอยู่เหนือน้ำ ทรงบันดาลให้ฟากฟ้าอยู่ในห้วงอากาศ
โอ้ผู้ทรงเอกะ ก่อนทุกสิ่งที่เป็นหนึ่งเดียว โอ้ ผู้ทรงเป็นหนึ่งหลังจากทุก ๆ สิ่ง โอ้ผู้ซึ่งไม่มีใครรู้ว่า พระองค์ทรงเป็นอย่างไร นอกจากพระองค์ และไม่มีใครรู้ซึ้งถึงอำนาจของพระองค์ นอกจากพระองค์ โอ้พระองค์ผู้ทรงดำรงอยู่กับกิจการงาน โอ้พระองค์ผู้ทรงให้ความช่วยเหลือ โอ้พระผู้ช่วยบรรดาผู้เดือดร้อน โอ้พระผู้ทรงตอบรับคำขอของคนเดือดร้อน โอ้พระผู้ทรงมีความเมตตาในโลกนี้และปรโลก เป็นพระผู้ทรงกรุณาปรานี โอ้พระผู้อภิบาลของข้าฯ โปรดเมตตาข้าฯ อย่าให้ข้าฯหลงผิด และอย่าชิงชังข้าฯตลอดกาล แท้จริงพระองค์เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งการสรรเสริญยิ่ง
โปรดประทานพรแด่มุฮัมมัดและวงศ์วานของท่านเทอญ”(1)
(1) อัล-บะละดุล-อะมีน หน้า 101.
ท่านมุฮัมมัด บินซุลัยมานเล่าว่า : บิดาของท่านกล่าวว่า ครั้งหนึ่งข้าพเจ้าได้ออกเดินทางไปกับท่านอิมามอะบุลฮะซัน(อฺ) หรือมูซา บินญะอฺฟัร เมื่อท่าน(อฺ)นมาซซุฮฺริเสร็จแล้ว ท่าน(อฺ)ได้อ่านดุอฺาอ์ในขณะที่ทรุดตัวลงกราบอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ด้วยอาการเศร้าสร้อย น้ำตาหลั่งไหล ท่าน(อฺ)กล่าวว่า
“โอ้พระผู้อภิบาลของข้าฯ ข้าฯทรยศต่อพระองค์ด้วยลิ้น ถ้าพระองค์ทรงประสงค์อาจทรงให้ข้าฯเป็นใบ้ก็ได้ ข้าฯทรยศต่อพระองค์ด้วยตา ถ้าพระองค์ทรงประสงค์อาจทรงทำให้ข้าฯตาบอดเสียก็ได้
ข้าฯทรยศต่อพระองค์ด้วยหู หากพระองค์ทรงประสงค์อาจทางทำให้ข้าฯหูหนวกเสียก็ได้
ข้าฯทรยศต่อพระองค์ด้วยมือ ถ้าพระองค์ทรงประสงค์อาจทรงทำให้ข้าฯมือด้วนเสียก็ได้ ข้าพระองค์ทรยศพระองค์ด้วยเท้า ถ้าพระองค์ทรงประสงค์อาจทรงทำให้ข้าฯขาด้วนเสียก็ได้
ข้าพระองค์ทรยศพระองค์ด้วยอวัยวะสืบพันธุ์ ถ้าพระองค์ทรงประสงค์อาจทรงทำให้ข้าฯเป็นหมันเสียก็ได้ ข้าฯทรยศต่อพระองค์ด้วยอวัยวะทั้งเรือนร่างที่ทรงประทานให้แก่ข้าฯ และสิ่งนี้ข้าฯไม่มีสิ่งใดๆ ตอบแทนแก่พระองค์ได้”
บิดาของท่านมุฮัมมัด เล่าอีกว่า หลังจากนั้นข้าพเจ้าได้นับจำนวนครั้ง ในคำที่ท่านกล่าวว่า
“อัล-อัฟว์ อัล-อัฟว์”(ขออภัย ขออภัย) ได้ 1,000 ครั้ง จากนั้นท่าน (อฺ) แนบแก้มขวาลงบนดิน แล้วข้าพเจ้าได้ยินท่าน (อฺ) กล่าวว่า
“ข้าฯล่วงเกินต่อพระองค์ด้วยความผิดของข้าฯ ข้าฯได้กระทำความชั่วและอธรรมต่อตัวของข้าฯเอง ดังนั้นได้โปรดให้อภัยแก่ข้าฯ เพราะไม่มีใครอภัยความผิดพลาดได้ นอกจากพระองค์ โอ้นายของข้าฯ โอ้นายของข้าฯ นายของข้าฯ นายของข้าฯ”
ท่าน(อฺ)ก็แนบแก้มซ้ายลงบนดิน แล้วกล่าวว่า
“โปรดให้ความเมตตาต่อผู้ทำบาป”
อ่านดังนี้สามครั้ง หลังจากนั้นท่าน(อฺ)จึงยกศีรษะขึ้น(2)
(2) อัล-บะละดุล-อะมีน หน้า 101.
“โอ้ ผู้ทรงดำรงอยู่ก่อนสิ่งทั้งหลาย โอ้ผู้ทรงได้ยินทุกเสียงสำเนียง ทั้งดังและค่อย โอ้ผู้ทรงประทานชีวิตให้หลังจากตาย ความมืดมิดอันใดย่อมไม่ครอบคลุมพระองค์เลย ภาษาอันหลากหลายย่อมไม่ทำให้พระองค์ทรงสับสน ไม่มีสิ่งใดทำให้พระองค์วุ่นวาย”
“โอ้พระผู้ซึ่งไม่ทรงวุ่นวายด้วยดุอฺาอ์ของผู้ใดที่อ้อนวอนขอต่อพระองค์จากฟากฟ้า โอ้พระผู้ทรงบันดาลให้ทุกสิ่งที่ได้ยิน ทรงได้ยินได้ฟังและมองเห็น โอ้พระผู้ซึ่งไม่เคยผิดพลาด แม้จะมีการร้องขออย่างมากมาย”
“โอ้พระผู้ทรงดำรงชีวิตในยามที่ไม่มีสิ่งใดดำรงชีวิต โดยทรงดำรงอยู่ตลอดกาล และมั่นคงถาวร โอ้พระผู้ทรงดำรงอยู่สูงสุด แต่ซ่อนเร้นจากสรรพสิ่งทั้งหลายด้วยรัศมีของพระองค์ โอ้พระองค์ ผู้ทรงบันดาลให้แสงสว่างปรากฏออกมาท่ามกลางความมืด ข้าฯขอวิงวอนต่อพระองค์ด้วย
พระนามของพระองค์ผู้ทรงเอกะ ทรงเป็นหนึ่งเดียวแห่งการพึ่งพิง โปรดประทานความเจริญแด่ท่านศาสดามุฮัมมัดและอะฮฺลุลบัยตฺของท่าน”
จากนั้นท่าน(อฺ)ได้วิงวอนขอในสิ่งที่ท่าน(อฺ)ต้องการ(3)
(3) บิฮารุ้ล-อันวารฺ เล่ม 11 หน้า 239.
“ข้าฯขอมอบหมายตนเองยังพระองค์ ผู้ซึ่งไม่ตาย และข้าฯขอพึ่งการพิทักษ์คุ้มครอง โดยผู้ทรงเกียรติและอำนาจ ข้าฯขอความช่วยเหลือต่อผู้ทรงเกรียงไกรและมีอำนาจครอบครองข้าฯ โอ้นายของข้าฯขอยอมจำนนต่อพระองค์ ข้าฯขอมอบหมายตนต่อพระองค์ ดังนั้นขออย่าทำลายข้าฯ
ข้าฯขอพึ่งร่มเงาของพระองค์ ดังนั้นจงอย่าผลักไสข้าฯ พระองค์เป็นที่พึ่งอาศัย ทรงรู้สิ่งที่ข้าฯซ่อนเร้นและเปิดเผย ทรงรู้สิ่งที่อยู่ในสายตาและที่ซ่อนไว้ในจิตใจ ดังนั้นได้โปรดยับยั้งข้าฯให้พ้นจากผู้อธรรมทั้งในหมู่ญิน และหมู่มนุษย์ทั้งมวลด้วยเถิด โอ้พระผู้ทรงกรุณาปราณี ได้โปรดปกปักรักษา
ข้าฯด้วยเถิด”(4)
(4) มะฮัจญุด-ดะอฺวาต หน้า 300.
บรรดาอิมาม(อฺ)ทั้งหลายนั้นต่างใช้ชีวิตทั้งหมดในฐานะผู้ถูกกดขี่ข่มเหง ตลอดระยะเวลาการปกครองของวงศ์อุมัยยะฮฺ คนทั้งหลายคาดคิดว่าในการปกครองของสมัยวงศ์อับบาซียะฮฺสิ่งนั้นคงจะบรรเทาเบาบางลงบ้างและภัยอันตรายคงจะยกเลิกจากพวกท่าน(อฺ)ไปบ้าง ซึ่งการคาดคิดของคนทั้งหลายไม่น่าจะผิดพลาด เพราะเชื้อสายของกลุ่มทั้งสองใกล้เคียงกัน ประกอบกับว่า ราชวงศ์อับบาซียะฮฺนั้นแอบอ้างดำเนินการปกครองในนามของเชื้อสายท่านอิมามอฺะลี(อฺ) ธงของท่านอะบูมุสลิมอัล-คุรอซานีที่ได้เข้าไปในเมือง
คุรอซานนั้น ดำเนินการปกครองในนามของเชื้อสายท่านอฺะลี(อฺ)
การเข้าไปในเมืองคุรอซานนั้นก็ไม่ใช่เพราะเหตุอื่นนอกจากเพื่อสนับสนุนลูกหลานของท่านอฺะลี(อฺ)
แต่สถานการณ์กลับเปลี่ยนไปเป็นตรงกันข้าม ในเมื่อพวกอับบาซียะฮฺได้เริ่มติดตามอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ) ด้วยการลอบสังหาร คุมขัง ฯลฯ จนช่วงหนึ่งในการปกครองของพวกวงศ์นี้ ยังความรุนแรงแก่บรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ)ยิ่งกว่าพวกวงศ์อุมัยยะฮฺเสียอีก
บรรดาอิมาม(อฺ)จะไม่อ่านดุอฺาอ์เพื่อขอสาปแช่งบรรดาผู้อธรรม นอกจากในกรณีที่ความอธรรมถึงขีดสุดของความรุนแรงเท่านั้น เมื่อเราได้รู้ถึงเรื่องนี้จากท่าน(อฺ) เราก็สามารถประเมินสถานการณ์ที่รุนแรงอันเกิดขึ้นแก่ท่านอิมาม(อฺ)ได้ ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ท่านต้องขอดุอฺาอ์สาปแช่งบุคคลที่อธรรมต่อท่าน(อฺ)
ในลำดับต่อไปนี้ เราจะเสนอเรื่องดุอฺาอ์ของท่านอิมามมูซา บินญะอฺฟัร(อฺ)ที่ได้รับการตอบสนองจากอัลลอฮฺ(ซ.บ.)
-1-
เจ้าของหนังสือ “นะษะรุต-ตุรรุล” ได้กล่าวไว้ว่า :
ท่านอิมามมูซา บินญะอฺฟัร อัล-กาซิม(อฺ)นั้น มีคนแจ้งให้ท่าน(อฺ)ทราบว่า อัล-ฮาดี วางแผนการร้ายต่อท่าน(อฺ) ท่าน(อฺ)ได้พูดกับครอบครัวและผู้ติดตามว่า
“พวกท่านมีความคิดเห็นอะไรเสนอแนะแก่ฉันบ้าง?”
คนเหล่านั้นกล่าวว่า
“เราเห็นว่า ท่านควรออกห่างจากเขา และหลบซ่อนให้พ้นไปจากเขา เพราะความชั่วร้ายของเขานั้นจะไม่ให้ความปลอดภัยแก่ท่าน”
ท่าน(อฺ)ยิ้ม แล้วกล่าวว่า
“คนโฉดคิดว่าตัวเองจะสามารถเอาชนะพระผู้อภิบาลได้ แน่นอน
ผู้ชนะที่แท้จริงย่อมชนะอยู่แล้ว”
หลังจากนั้นท่าน(อฺ)ยกมือขึ้นขอดุอฺาอ์ แล้วกล่าวว่า
“ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า มากมายเหลือเกินแล้ว สำหรับพวกศัตรูที่มุ่งหมายทำลายข้าฯ ข่มเหงรังแกข้าฯ โดยแผนการเข่นฆ่าด้วยพิษร้ายของมันจนดวงตาของข้าฯไม่เคยหลับไหล เนื่องจากคอยระแวดระไวต่อพวกมัน ครั้นเมื่อพระองค์ทรงเห็นถึงความอ่อนแอของข้าฯ ในการปกป้องโพยภัยและความเกินกำลังที่ข้าฯจะทานทนกับความเจ็บปวดได้ ขออำนาจและอานุภาพของพระองค์ได้โปรดสลัดสิ่งนั้นออกให้พ้นจากข้าฯโดยมิใช่ด้วยความสามารถและอานุภาพของข้าฯ และจงโยนเขาลงไปสู่หลุมลึกที่พวกเขาขุดล่อข้าฯให้ตกลงไปในโลกแห่งวัตถุของเขา จนห่างไกลจากความหวังในปรโลก
มวลการสรรเสริญเป็นของพระองค์ที่ได้ทรงกำหนดความโปรดปรานของพระองค์ที่โปรยปรายแก่ข้าฯ และพระองค์มิได้ทรงปฏิเสธความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลต่อข้าฯ
ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ได้โปรดลงโทษเขาด้วยอำนาจของพระองค์ โปรดพลิกแผนการของเขาออกจากข้าฯ ด้วยอานุภาพของพระองค์ โปรดบันดาลภาระอันหนักหน่วงจนเกินกำลังให้แก่เขา
ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ได้โปรดบันดาลให้ความเป็นศัตรูนั้นกลายเป็นยาบำบัดรักษาแก่ข้าฯ
และบันดาลให้ความแค้นของข้าฯที่มีต่อเขา เป็นการอภัย โปรดประทานแก่ดุอฺาอ์ของข้าฯ ด้วยการตอบรับ และโปรดรับรองคำอุทธรณ์ของข้าฯ และโปรดให้เขาสำนึกเพียงสักเล็กน้อยกับการตอบรับต่อบ่าวของพระองค์
ผู้ถูกกดขี่ แท้จริงพระองค์ทรงมีเกียรติอันยิ่งใหญ่”
ต่อจากนั้นสมาชิกครอบครัวก็ลาจากไป ครั้นต่อมาไม่นาน คนเหล่านั้นมาชุมนุมกันเพื่ออ่านจดหมายที่มีมาถึงท่านอิมามมูซา(อฺ)แจ้งให้ท่าน(อฺ)ทราบว่ามูซา อัล-ฮาดีนั้นได้ตายเสียแล้ว(1)
(1) อัล-ฟุศูลุล-มุฮิมมะฮฺ หน้า 222. มุฮัจญุด-ดะอฺวาต หน้า 29.
-2-
ท่านอับดุลลอฮฺ บินศอลิฮฺ ได้กล่าวว่า : ท่านศอฮิบุ้ล ฟัฎลฺ บินร่อบีอฺเล่าให้เราทราบว่า : ในคืนหนึ่งขณะที่ข้าพเจ้าอยู่บนที่นอนพร้อมกับภรรยาของข้าพเจ้า พอตกกลางคืนข้าพเจ้าได้ยินเสียงดังที่ประตูเมือง ข้าพเจ้าจึงลุกขึ้นยืนดู
ภรรยาของข้าพเจ้ากล่าวว่า
“อาจเป็นเสียงของลมพัดก็ได้”
แต่แล้วไม่ทันไร ประตูบ้านที่ข้าพเจ้าอยู่ขณะนั้นก็เปิดออก แล้วคนชื่อ ‘มัซรูร’ก็พรวดพลาดเข้ามา พลางกล่าวว่า
“จงยอมรับคอลีฟะฮฺฮารูน รอชีด”
โดยมิได้ให้สลามแก่ข้าพเจ้าแต่ประการใด ข้าพเจ้ารู้สึกผิดหวังมาก นึกในใจว่า ‘มัซรูร’ ผู้นี้เข้ามาโดยไม่ขออนุญาตและไม่ให้สลาม ฉะนั้นย่อมไม่มีจุดประสงค์อื่นนอกจากมาฆ่า ขณะนั้น
ข้าพเจ้ามีญุนุบอยู่จึงไม่ได้ถามอะไรเขา โดยให้เขาคอยข้าพเจ้าซึ่งต้องอาบน้ำชำระร่างกายเสียก่อน
ภรรยาของข้าพเจ้ากล่าวว่า
“จงยึดมั่นต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.)อย่างหนักแน่น แล้วลุกออกไปเถิด”
ข้าพเจ้าจึงลุกออกไปสวมเสื้อผ้า แล้วออกมาพร้อมกับเขาจนถึงอาคาร ข้าพเจ้าได้กล่าว
สลามท่านอะมีรุ้ลมุอ์มินีน(คอลีฟะฮฺฮารูน รอชีด) ที่กำลังเอนเอกเขนกอยู่ เขารับสลาม แล้วข้าพเจ้าก็นั่งลง
เขากล่าวว่า
“ท่านกลัวมากใช่ไหม ?”
ข้าพเจ้าตอบว่า
“ใช่แล้ว โอ้ ท่านอะมีรุ้ลมุอ์มินีน”
เขาปล่อยให้ข้าพเจ้าพักสงบจิตใจอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า
“จงออกไปยังคุกของเรา แล้วปล่อยมูซา บินญะอฺฟัร บินมุฮัมมัด ออกมา พร้อมกับจ่ายเงินให้กับเขาสามหมื่นดิรฮัม และให้พาหนะอีกสามชุด และให้ออกเดินทางไปจากเรา ไปที่ไหนก็ได้ตามที่เขาปรารถนา”
ข้าพเจ้าพูดกับเขาว่า
“โอ้ ท่านอะมีรุลมุอ์มินีน ท่านจะปล่อยตัวมูซา บินญะอฺฟัร กระนั้นหรือ ?”
เขาตอบว่า
“ใช่แล้ว”
ข้าพเจ้าทวนคำถามถึงสามครั้ง เขาก็ตอบว่า
“ใช่แล้ว ท่านต้องการจะให้ฉันผิดคำสัญญากระนั้นหรือ ?”
ข้าพเจ้าถามว่า
“โอ้ ท่านอะมีรุ้ลมุอ์มินีน คำสัญญาที่ว่านั้นหมายถึงอะไร ?”
ฮารูน รอชีดกล่าวว่า
“ขณะที่ข้านอนอยู่บนเตียงแห่งนี้ มีสิงโตตัวหนึ่งขึ้นมาคร่อมบนหน้าอก และขย้ำตรงคอหอยของข้า มันเป็นสิงโตตัวใหญ่ชนิดที่ข้าไม่เคยเห็นมาก่อน และมันพูดกับข้าว่า
“ท่านกักขังมูซา กาซิมด้วยกับความอธรรม”
ข้าจึงพูดกับมันว่า
“ข้าจะปล่อยตัวเขาและจะมอบสิ่งของให้เขา ข้าขอทำสัญญากับ
อัลลอฮฺ(ซ.บ.)
มันจึงออกไปจากหน้าอกของข้า ซึ่งแทบว่าชีวิตของข้าจะปลิดออกจากร่าง”
ท่านอับดุลลอฮฺ บินศอลิฮฺได้เล่าต่อไปว่า : แล้วข้าพเจ้าก็ออกจากที่นั่น และไปพบท่านอิมามมูซา กาซิม(อฺ)ซึ่งกำลังอยู่ในคุก ข้าพเจ้าเห็นท่าน(อฺ)นมาซ ข้าพเจ้าจึงนั่งรอจนท่าน(อฺ)ให้สลาม
หลังจากนั้นข้าพเจ้าได้เข้าไป แล้วกล่าวว่า
“ท่านอะมีรุ้ลมุอ์มินีน(ฮารูน รอชีด) ฝากสลามมายังท่าน และแจ้งให้ท่านทราบถึงเรื่องที่ข้าพเจ้าได้รับคำสั่งมา และข้าพเจ้าก็ได้นำคำสั่งนั้นมายังท่านแล้ว”
ท่าน(อฺ)กล่าวว่า
“ถึงแม้ท่านจะถูกสั่งมาให้ทำอย่างอื่น ท่านก็จงกระทำเถิด”
ข้าพเจ้าได้กล่าวว่า
“หามิได้ ขอสาบานต่อสิทธิของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ว่าข้าพเจ้ามิได้ถูกสั่งมาให้กระทำอย่างอื่นนอกจากสิ่งนี้”
ท่านอิมามมูซา(อฺ)กล่าวว่า
“ไม่มีความจำเป็นอันใดสำหรับข้าพเจ้าในเรื่องการมอบเสื้อผ้า ทรัพย์สิน ยานพาหนะต่างๆในเมื่อสิ่งนั้นๆ เป็นสิทธิของประชาชาติอิสลาม”
ข้าพเจ้าได้กล่าวว่า
“ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.) ท่านอย่าได้ปฏิเสธเลย”
ท่าน(อฺ)กล่าวว่า
“ท่านจงกระทำในสิ่งที่ท่านต้องการเถิด”
ข้าพเจ้าได้จับมือท่านอิมาม(อฺ) แล้วนำท่าน(อฺ)ออกจากคุก จากนั้นจึงได้กล่าวกับท่าน(อฺ)ว่า
“โอ้ท่านผู้เป็นบุตรของศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)โปรดบอกข้าพเจ้าซิว่า อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ท่านได้รับความเอื้อเฟื้อจากชายคนนี้เป็นสิทธิของข้าพเจ้าเหนือท่านที่จะต้องแสดงความยินดีกับท่าน และได้รับรางวัลจากอัลลอฮฺ(ซ.บ.) จากผลงานอันนี้”
ท่านอิมามมูซา(อฺ)กล่าวว่า
“ฉันได้ฝันเห็นศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ในคืนวันพุธที่ผ่านมา ท่าน(ศ)บอกฉันว่า
“มูซา เอ๋ย เจ้าถูกกักขังด้วยกับความอธรรม”
ฉันตอบว่า
“ใช่แล้ว ยารอซูลุลลอฮฺ”
ท่าน(ศ)กล่าวอย่างนี้สามครั้ง แล้วท่าน(ศ)พูดอีกว่า
“หวังว่าสิ่งนี้ จะเป็นการทดสอบสำหรับพวกเจ้า และเป็นความสุขชั่วระยะหนึ่ง เจ้าจงถือศีลอดในพรุ่งนี้เช้า และจงถือติดต่อทั้งวันพฤหัสและวันศุกร์ ครั้นถึงเวลาละศีลอด เจ้าจงนมาซ 12ร็อกอะฮฺ ในทุกร็อกอะฮฺนั้น
จงอ่านอัล-ฮัมดุ 1 ครั้ง และอ่านกุลฮุวัลลอฮุ อะฮัด 12 ครั้ง ครั้นทำ
นมาซครบ 4 ร็อกอะฮฺ
แล้วจงซุญูด แล้วให้อ่านดุอฺาอ์บทหนึ่ง ดังนี้ :
“โอ้ผู้ทรงชัยชนะ ผู้ทรงได้ยินเสียงต่างๆ ทั้งหมด ผู้ทรงให้ชีวิตแก่กระดูกที่มันผุกร่อน หลังจากความตาย ข้าฯขอต่อพระนามของพระองค์
พระผู้ทรงยิ่งใหญ่ ขอพระองค์ทรงประทานพรแด่มุฮัมมัด บ่าวของพระองค์และศาสนทูตของพระองค์ และแด่บรรดาอะฮฺลุลบัยตฺผู้บริสุทธิ์ของพระองค์ และโปรดได้บันดาลให้ข้าฯ ได้รับความรอดพ้นโดยเร็วพลัน”
ฉันได้กระทำอย่างนั้น แล้วเหตุการณ์ก็เป็นไปเหมือนที่ท่านได้เห็น(2)
(2) มะดีนะตุล-มะอาญิช หน้า 394.
บรรดามุสลิมทั้งหลายถึงแม้จะมีมัซฮับแตกต่างกัน แต่ก็ลงความเห็นตรงกันในเรื่องของเกียรติยศของบรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ) ตลอดทั้งยอมรับในเรื่องวิชาการ ตำแหน่งอันสูงส่ง
และความมีสถานภาพที่ใกล้ชิดต่อท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) นักปราชญ์ทั้งหลายต่างได้บันทึกเรื่องดังกล่าวไว้ในตำราของพวกเขาเกี่ยวกับฮะดีษต่าง ๆ ที่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)กล่าวถึงท่าน(อฺ)เหล่านั้น มีการอธิบายกันถึงเกียรติประวัติ จริยธรรม ความเฉลียวฉลาดและความรอบรู้ของท่าน(อฺ)เหล่านั้น
ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใดที่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ได้ผนวกบุคคลเหล่านั้นให้อยู่ควบคู่กับอัล-กุรอาน เช่น ในฮะดีษที่ว่าด้วย
‘อัษ-ษะก่อลัยนฺ’ (สิ่งสำคัญสองประการ) และที่อุปมาว่า
บุคคลเหล่านั้นเหมือนเรือของท่านนบีนูฮฺ(อฺ) ถ้าผู้ใดขึ้นเรือก็จะปลอดภัย ผู้ใดผลักไสก็จะพินาศล่มจม และเปรียบว่าคนเหล่านั้นเหมือนประตูอัล-ฮิฏเฏาะฮฺ ที่ถ้าหากใครเข้าไปก็จะปลอดภัย
อีกทั้งมีฮะดีษมากมายที่รายงานว่าท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ได้กล่าวถึงเกียรติคุณของท่าน(อฺ)เหล่านั้นไว้
ในบทนี้เราจะเสนอคำสดุดีของบุคคลต่างๆ ที่มีต่อท่านอิมามมูซา
กาซิม(อฺ) ดังต่อไปนี้
1. ท่านอิมามศอดิก (อฺ) ได้กล่าวว่า:
ท่านมูซา กาซิมเป็นคนรอบรู้ในกฎเกณฑ์ มีความเข้าใจจริงและรู้จักอย่างถ่องแท้ในเรื่องที่มนุษย์ทั้งหลายจำเป็น ซึ่งเรื่องนั้นๆ คนทั้งหลายขัดแย้งกันในกิจการศาสนา เขาเป็นคนมีจริยธรรมที่ดีงาม เป็นเพื่อนบ้านที่ดี และเป็นประตูบานหนึ่งในหลายๆ ประตูที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงเปิดให้(1)
(1) บิฮารุ้ล-อันวารฺ เล่ม 11 หน้า 234.
2. ฮารูน รอชีดได้กล่าวว่า:
สำหรับมูซา กาซิมนั้น เขาคือประมุขทางศาสนาของพวกตระกูลฮาซิม(2)
(2) อันวารุล-บะฮียะฮฺ 92.
เขายังได้พูดกับมะอ์มูน ผู้เป็นบุตรชายของเขาอีกว่า
“มูซา ผู้นี้คืออิมามของมนุษยชาติ เป็นข้อพิสูจน์หนึ่งของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ที่มีต่อมวลมนุษย์ และเป็นค่อลีฟะฮฺของพระองค์ในหมู่ปวงบ่าวทั้งหลายของพระองค์”(3)
(3) อะอฺยานุช-ชีอะฮฺ 4 กอฟ เล่ม 3 หน้า 51.
เขาได้กล่าวต่อไปอีกว่า
“โอ้ลูกเอ๋ย มูซา กาซิมผู้นี้เป็นทายาททางความรู้วิชาการของบรรดานบี ถ้าเจ้าต้องการความรู้ที่ถูกต้อง ก็จงไปเอาจากเขาผู้นี้แหละ”(4)
(4) อัล-มะนากิบ เล่ม 2 หน้า 383. อะมาลี ของเชค ศ็อดดูก 307.
3. มะอ์มูน กษัตริย์ในราชวงศ์อับบาซียะฮฺได้กล่าวถึงอิมามมูซา กาซิม (อฺ) ว่า:
ท่านเป็นคนเคร่งครัดในการทำอิบาดะฮฺอย่างยิ่ง ใบหน้าและจมูกของท่านมีแต่การกราบพระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น(5)
(5) อันวารุล-บะฮียะฮฺ 93.
4. ท่านอีซา บินญะอฺฟัรได้เขียนจดหมายไปหาฮารูน รอชีดว่า:
ตลอดเวลาที่ท่านมูซา กาซิมอยู่ในคุกอย่างยาวนานนั้น ฉันไม่เคยเห็นเขาว่างเว้นจากการอิบาดะฮฺเลย ฉันได้จัดคนให้คอยฟังการขอดุอฺาอ์ของเขา ปรากฏว่าเขาไม่เคยขอดุอฺาอ์สาปแช่งท่านและฉันเลย และไม่เคยกล่าวถึงเราในทางที่ไม่ดี และไม่เคยขออะไรให้กับตัวเอง นอกจากการอภัยและความเมตตา(6)
(6) อะอฺยานุช-ชีอะฮฺ 4 ก็อฟ 3/71.
5. ท่านอะบูอฺะลี อัล-คิลาล (นักปราชญ์มัซฮับฮันบะลี) ได้กล่าวว่า:
เมื่อฉันกลุ้มใจในเรื่องใด ฉันจะไปยังสุสานของท่านอิมามมูซา กาซิมเสมอเพื่อขอการตะวัซซุล แล้วอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ก็ทรงให้ความสะดวกในกิจการที่ฉันอยากได้เสมอ(7)
(7) ตารีค บัฆดาด เล่ม 1 หน้า 120.
6. อิมามชาฟิอีได้กล่าวว่า:
สุสานของอิมามมูซา กาซิมคือสถานที่ที่มีความประเสริฐสูงส่งยิ่ง”(8)
(8) ตุฮฺฟะตุล-อาลิม เล่ม 2 หน้า 22.
7. ท่านอะบูฮาติมได้กล่าวว่า:
ท่านอิมามมูซา กาซิม คือผู้ที่น่าเชื่อถือในด้านรายงานฮะดีษ(ษิกเกาะฮฺ) และสัจจริง และเป็นผู้นำ(อิมาม)ของประชาชาติมุสลิมทั้งหลาย(9)
(9) ตะฮุชีบุต-ตะฮฺชีบ เล่ม 10 หน้า 240.
8. ท่านอับดุรเราะฮฺมาน บินอัล-เญาซีกล่าวว่า:
ท่านอิมามมูซา กาซิมได้ชื่อว่าเป็นบ่าวที่มีคุณธรรม เพราะการอิบาดะฮฺ การอิจญ์ติฮาด และดำรงนมาซในยามกลางคืน และท่านเป็นคนที่มีเกียรติที่สุภาพ เมื่อท่านได้รับข่าวคราวว่า ใครกล่าวร้ายท่าน ท่านจะตอบแทนคนนั้นด้วยทรัพย์สินเสมอ(10)
(10) ศิฟะตุศ-ศ็อฟวะฮฺ เล่ม 2 หน้า 103.
9. ท่านคอฏีบ อัล-บัฆดาดีได้กล่าวว่า:
ท่านอิมามมูซา กาซิม เป็นคนเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ท่านเคยได้รับข่าวว่า ชายคนหนึ่งกล่าวร้ายท่าน ท่านจึงได้จัดส่งสัมภาระชุดหนึ่งไปให้เขาคนนั้นซึ่งมีเงิน 1,000 ดีนารฺ และท่านยังเก็บเงินไว้ในสัมภาระอื่นอีกสามจำนวน คือ
300 ดีนารฺ, 400 ดีนารฺ, 200 ดีนารฺ จากนั้นท่านก็นำไปแบ่งที่มะดีนะฮฺ จากการที่ท่านอิมามมูซา กาซิมทำเช่นนี้ สามารถช่วยให้คนทั้งหลายมีความเป็นอยู่ดีขึ้น (11)
(11) ตารีค บัฆดาด เล่ม 13 หน้า 28.
10. ท่านอฺะลี บินมุฮัมมัด บินอะฮฺมัด อัล-มาลีกี ได้กล่าวถึงเกียรติคุณของท่านอิมามมูซาว่า:
ในส่วนของความมีเกียรติ อันบริสุทธิ์ และลักษณะอันดีงามของท่านนั้น เราขอยืนยันว่า ท่านมีความสูงส่งที่สุด คนชั้นผู้นำในด้านนี้ยังต้องสยบให้แก่ท่าน(12)
(12) อัล-ฟุศูลุล-มุฮิมมะฮฺ หน้า 217.
11. ท่านยูซุฟ บินฟะซาฆีลี หลานของท่านอิบนุ อัล-เญาซีได้กล่าวว่า:
ท่านอิมามมูซา กาซิมนั้นเป็นผู้ได้รับฉายานามอันดีเลิศว่า กาซิม มะอ์มูน ฏ็อยยิบ และซัยยิด คนทั่วไปเรียกท่านว่า “อะบุลฮะซัน” และท่านได้รับการยกย่องว่าเป็น “อับดุศศอลิฮฺ” (บ่าวที่ทรงคุณธรรม) เพราะการทำอะมั้ลอิบาดะฮฺ และนมาซในยามค่ำคืน ท่านอิมามมูซา เป็นคนสุภาพอ่อนน้อม ที่ได้รับฉายานามว่า “กาซิม” ก็เพราะเมื่อท่านทราบว่าใครกล่าวร้ายท่าน ท่านก็จะตอบแทนเขาผู้นั้นได้รับทรัพย์สินเสมอ (13)
(13) ตัซกิเราะตุล-ค่อวาศ หน้า 196.
12. ท่านกะมาลุดดีน มุฮัมมัด บินฏ็อลฮะฮฺ อัช-ชาฟิอี ได้กล่าวว่า:
ท่านอิมามมูซา กาซิม คืออิมามผู้ยิ่งใหญ่ สูงส่งเหลือล้ำ เป็นมุจญ์ตะฮิดผู้มีความสามารถยอดเยี่ยมในการอิจญ์ติฮาด เป็นผู้มีชื่อเสียงในการอิบาดะฮฺอย่างยิ่ง มั่นคงในการปฏิบัติตามศาสนา
เป็นผู้ได้รับการยกย่องในด้านความมีเกียรติ ท่านทำการซุญูดและ
ทำนมาซมากเป็นพิเศษในยามกลางคืน ใช้เวลาในยามกลางวันด้วยการบริจาคทานและถือศีลอด ท่านเป็นคนสุภาพ และตอบแทนความชั่วด้วยการทำความดีสนองตอบการกลั่นแกล้งด้วยการให้อภัย ท่านประกอบการ
อิบาดะฮฺอย่างมากมายจนได้รับฉายานามว่า “บ่าวที่มีคุณธรรม” เป็นที่รู้จักกันในอิรักด้วยฉายานามว่า “บาบุ้ลฮะวาอิจญ์อิลัลลอฮฺ”(เป็นที่พึ่งในกิจการที่ต้องขอจากอัลลอฮฺ) โดยบรรดาผู้อาศัยการตะวัซซุลจากท่าน
เป็นอันสรุปได้ว่า ณ อัลลอฮฺ(ซ.บ.)แล้วท่านคือ ผู้ล้ำหน้าในด้านสัจจะที่ไม่มีการสิ้นสลาย(14)
(14) มะฏอลิบุซซุอูล หน้า 83.
13. ท่านอะฮฺมัด บินยูซุฟ อัด-ดะมัชกี อัล-ก็อรมานี ได้กล่าวว่า:
ท่านอิมามมูซา กาซิม คือ อิมามที่ยิ่งใหญ่ มีความดีเลิศ เป็นข้อพิสูจน์ ท่านใช้เวลากลางคืนโดยการนมาซ และใช้เวลากลางวันโดยการถือศีลอด ท่านได้ชื่อว่า “กาซิม” ก็เพราะความอดกลั้นอย่างเหลือหลาย และไม่ตอบโต้ผู้ที่ละเมิดต่อท่าน เป็นที่รู้จักอย่างดีในประเทศอิรัก ด้วยฉายานามว่า
‘บาบุ้ลฮะวาอิจญ์’ เพราะท่านเป็นที่พึ่งในกิจการที่ต้องขอจาก
อัลลอฮฺ(ซ.บ.) โดยบรรดาผู้ขอตะวัซซุลจากท่านไม่เคยผิดหวังเลย ท่านมีเกียรติมีคุณความดีที่สูงส่งยิ่งนัก(15)
(15) อัคบารุด-ดุวัล หน้า 112.
14. ท่านมุฮัมมัด บินอะฮฺมัด บินอัซ-ซะฮะบี ได้กล่าวว่า:
ท่านมูซา กาซิม เป็นนักวิชาการและเป็นบ่าวที่ดีเลิศที่สุดคนหนึ่ง สุสานของท่านอยู่ที่เมืองแบกแดด ท่านเสียชีวิตในปี ฮ.ศ. 183 ท่านมีอายุได้ 55 ปี (16)
(16) มีซานุล-เอียะอฺติดาล เล่ม 3 หน้า 209.
15. ท่านอิบนุซาอีได้กล่าวว่า:
ท่านอิมามกาซิม คือ ผู้มีคุณสมบัติอันยิ่งใหญ่ มีเกียรติศักดิ์สูงส่งยิ่ง ท่านทำนมาซตะฮัจญุดอย่างมากมาย ท่านเด็ดเดี่ยวจริงจังในการอิจญ์ติฮาดเป็นที่ยอมรับว่า ท่านมีเกียรติอย่างยิ่ง เป็นที่รู้อยู่ทั่วไปในด้านการทำอิบาดะฮฺ เป็นคนเคร่งครัดในด้านการปฏิบัติศาสนกิจ ยามกลางคืนท่านจะเพียรอยู่แต่ในการซุญูดและนมาซ ท่านใช้เวลาในยามกลางวันด้วยการบริจาคทานและถือศีลอด(17)
(17) มุคตะศ็อร ตารีคุล-คุละฟาอ์ หน้า 39.
16. ท่านมุอ์มิน อัช-ชิบลันญีได้กล่าวว่า:
ท่านมูซา กาซิมเป็นคนที่ทำอิบาดะฮฺมากที่สุดสำหรับคนสมัยของท่าน เป็นผู้มีความรู้สูงสุด เป็นคนโอบอ้อมอารีที่สุด เมื่อครั้งที่ชาวมะดีนะฮฺ
ขาดแคลน ท่านได้นำเงินดิรฮัม และเงินดีนารฺจำนวนมากไปแจกจ่ายแก่คนเหล่านั้นถึงบ้านเรือนในยามกลางคืน และได้ให้ค่าใช้จ่ายต่างๆ อย่างนี้เช่นกัน จนกระทั่งคนทั้งหลายไม่รู้ว่า สิ่งของเหล่านี้มาถึงเขาจากทางใด และพวกเขาไม่รู้ในเรื่องนี้เลย จนกระทั่งท่านเสียชีวิตและดุอฺาอ์ที่ท่านอ่านมากที่สุดได้แก่
“โอ้อัลลอฮฺ แท้จริงข้าฯ ขอความสุขสบายในยามพบกับความตาย และขอการอภัยในยามได้รับการสอบสวน”(18)
(18) นูรุล-อับศอร หน้า 218
17. ท่านอับดุลวะฮาบ อัช-ชะอฺรอนีได้กล่าวว่า:
ท่านคือหนึ่งในบรรดาอิมามทั้งสิบสอง ท่านคือบุตรของท่านอิมาม
ญะอฺฟัร บินมุฮัมมัด บินอฺะลี บินฮุเซน บินอฺะลี บินอะบีฏอลิบ
(ขอให้อัลลอฮฺทรงปิติยินดีต่อท่านเหล่านั้น) ท่านได้รับฉายานามว่า
“อับดุศศอลิฮฺ” (บ่าวที่มีคุณธรรม) ท่านทำการอิบาดะฮฺอย่างมากมาย และทำหน้าที่อิจญ์ติฮาด ท่านนมาซในยามกลางคืน เมื่อท่านได้รับข่าวว่าใครกล่าวร้ายท่าน ท่านก็จะส่งทรัพย์สินไปให้คนนั้นเสมอ (19)
(19) อัฏ-ฏ่อบะกอตุ้ล-กุบรอ หน้า 33.
18. ท่านอับดุลลอฮฺ อัช-ชิบรอวี อัช-ชาฟิอีกล่าวว่า:
ท่านอิมามมูซา กาซิมเป็นผู้มีความเอื้อเฟื้ออันยิ่งใหญ่ บิดาของท่านคือ
อิมามญะอฺฟัรมีความรักต่อท่านเป็นอย่างยิ่ง เคยมีคนถามท่านว่า
“ท่านรักมูซามากขนาดไหน ?”
ท่านตอบว่า
“ฉันรักเขามากถึงขนาดที่ไม่อยากมีลูกคนอื่นอีก เพื่อที่ว่าจะไม่มีใครมีส่วนร่วมกับเขาในการได้รับความรักจากฉัน”(20)
(20) อัล-อิตติฮาฟ บิฮุบบิล-อัซรอฟ หน้า 54.
19. ท่านมุฮัมมัด เคาะวาญะฮฺ อัล-บุคอรีกล่าวว่า:
คนหนึ่งจากบรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺนั้นได้แก่ ท่านอะบุลฮะซัน
มูซา อัล-กาซิมบินญะอฺฟัร อัศ-ศอดิก(อฺ) ขออัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงมีความยินดีต่อท่านในฐานะที่เป็นคนทำอิบาดะฮฺ เป็นคนมีคุณธรรม เป็นคนประเสริฐ เป็นคนสุภาพ เป็นผู้มีบุคลิกภาพอันยิ่งใหญ่ มีความรู้มาก
ท่านได้รับฉายานามว่า “อับดุศศอลิฮฺ” (บ่าวที่มีคุณธรรม) ทุกวันท่านจะซุญูดต่ออัลลอฮฺ (ซ.บ.) เป็นเวลานาน หลังจากดวงอาทิตย์ขึ้นจวบจนดวงอาทิตย์คล้อย
ท่านเคยส่งทรัพย์สินไปให้คนที่กล่าวร้ายท่านถึง 1,000 ดีนารฺ
คอลีฟะฮฺมะฮฺดี บุตรของมันศูรฺ ได้เรียกท่านให้เดินทางจากเมืองมะดีนะฮฺ แล้วจับตัวท่านไปกักขัง มะฮฺดีหลับฝันเห็นท่านอฺะลี(ผู้ซึ่งอัลลอฮฺทรงให้เกียรติต่อใบหน้าของเขา)มากล่าวว่า
“มะฮฺดีเอ๋ย พวกเจ้าหวังหรือว่า พวกเจ้าจะได้มีอำนาจปกครอง หากว่าพวกเจ้าก่อความเสียหายในหน้าแผ่นดิน และจะจัดการตัดขาดบรรดาญาติมิตรของพวกเจ้า”
แล้วมะฮฺดีก็ปล่อยตัวท่านออกจากคุก(21)
(21) ยะนะบีอุล-มะวัดดะฮฺ หน้า 459.
20. ท่านอับดุลลอฮฺ บินอัซอัด อัล-ยาฟิดีกล่าวว่า:
ท่านอิมามมูซา เป็นคนมีคุณธรรม เป็นผู้ทำอิบาดะฮฺตลอดเวลา
เป็นคนประเสริฐ เป็นคนสุภาพเรียบร้อย และเป็นผู้มีบุคลิกภาพอันยิ่งใหญ่ ท่านคือหนึ่งในบรรดาอิมามทั้งสิบสองอันเป็นมะอฺศูมในความเชื่อของ
พวกอิมามียะฮฺ ท่านได้รับฉายานามว่า “อับดุศศอลิฮฺ” (บ่าวที่มีคุณธรรม)
เพราะการทำอิบาดะฮฺและการอิจญ์ติฮาดของท่าน ท่านเป็นคนโอบอ้อมอารี ท่านเคยได้ข่าวว่า มีคนกล่าวร้ายท่าน ท่านจึงส่งทรัพย์สินไปให้คนนั้น 1,000 ดีนารฺ (22)
(22) มิรอาตุล-ญินาน เล่ม 1 หน้า 394.
21. ท่านมุฮัมมัด อะมีน อัซ-ซุวัยดี ได้กล่าวว่า:
ท่านคืออิมามผู้มีบุคลิกภาพอันยิ่งใหญ่ มีความดีงามอย่างมากมาย
ท่านทำนมาซในยามกลางคืน ถือศีลอดในยามกลางวัน ท่านได้รับฉายานามว่า “กาซิม” เพราะท่านไม่โต้ตอบคนละเมิด ท่านมีความดีเด่นเป็นพิเศษ เกียรติยศของท่านมีมากมาย จนเราไม่อาจกล่าวถึงในที่นี้ให้ครบถ้วนได้(23)
(23) ซะบาอิกุซ-ซะฮับ หน้า 73.
22. ท่านมะฮฺมูด บินวะฮับ อัล-กอรอฆูลี กล่าวว่า:
เขาคือ มูซา บินญะอฺฟัร บิน มุฮัมมัด บาเก็ร บิน อฺะลี ซัยนุล อฺาบิดีน
บินฮุเซน บิน อฺะลี บิน อะบีฏอลิบ(ขอให้อัลลอฮฺทรงประทานความยินดีแก่พวกท่านทุกคน) สมญาของท่านคือ “อะบุลฮะซัน” ท่านมีฉายานามทั้ง 4 ว่า กาซิม, ศอบิร, ศอลิฮฺ, อามีน แต่ชื่อที่หนึ่งนั้นเลื่องลือที่สุด
ท่านมีบุคลิกลักษณะสมส่วน เป็นทายาทของผู้เป็นบิดา ในด้านความรู้ความเข้าใจศาสนาอย่างถ่องแท้ มีความสมบูรณ์พร้อมและมีเกียรติ ท่านได้รับฉายานามว่า “กาซิม” เพราะท่านมีความอดกลั้น และมีความสุภาพอ่อนโยนเป็นที่รู้กันในหมู่ชาวอิรัคว่า ท่านเป็นประตูแห่งการขอสิ่งที่ต้องการจากอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ท่านคือคนที่ทำอิบาดะฮฺมากที่สุดในหมู่ชนสมัยนั้น เป็นคนมีความรู้สูงที่สุดและเรียบร้อยที่สุด (24)
(24) เญาฮะร่อตุล-กะลาม หน้า 139.
23. ท่านอฺะลี ญะลาลุล-ฮุซัยนีได้กล่าวว่า:
ท่านอิมามมูซา กาซิมเป็นศูนย์รวมแห่งวิชาฟิกฮฺ วิชาการศาสนา พิธีกรรมศาสนา และมีความสุภาพเรียบร้อง อดทนโดยไม่มีใครเกินท่านได้เลย(25)
(25) อัล-ฮุเซน เล่ม 2 หน้า 207.
24. ท่านมุฮัมมัด อะมีน ฆอลิบุฏ-ฏอวีลกล่าวว่า:
ท่านอิมามมูซา กาซิม เป็นเชื้อสายของท่านอฺะลี เป็นสุภาพบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ เป็นผู้มีชื่อเสียงในด้านการสำรวมตนต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.) ท่านทำอิบาดะฮฺมากที่สุด จนกระทั่งบรรดาชาวมุสลิมทั้งหลายให้ชื่อท่านว่า “อัลอับดุศ-ศอลิฮฺ” (บ่าวผู้มีคุณธรรม) ท่านได้รับฉายานามอีกว่า ‘สุภาพบุรุษที่มีคุณธรรม’
ท่านมีคุณลักษณะคล้ายคลึงกับท่านมูซา บุตรของอิมรอน ตามที่ปรากฏชื่อในอัล-กุรอาน ท่านอิมามมูซา อัล-กาซิม เป็นคนมีเกียรติสูงส่งยิ่ง(26)
(26) ตารีคุ้ล-อะละวียีน หน้า 158
25. ท่านยูซุฟ อิสมาอีล อัน-นะบะฮานีได้กล่าวว่า:
ท่านอิมามมูซา กาซิม เป็นอิมามผู้ยิ่งใหญ่ในบรรดาประมุขของเราในสายอะฮฺลุลบัยตฺ ผู้ทรงเกียรติเป็นหลักชัยของอิสลาม (ขอให้อัลลอฮฺทรงประทานความชื่นชมแก่พวกท่านทุกคน) เราได้รับคุณประโยชน์โดยความจำเริญยิ่งของท่านเหล่านั้น เราขอตายเพื่อความรักพวกท่าน และความรักต่อทวดของพวกท่าน ผู้เป็นศาสดาที่ยิ่งใหญ่(ศ)(27)
(27) ญามิอุกะรอมาติล-เอาลียาอ์ เล่ม 2 หน้า 269.
26. ดร. ซะกี มุบาร็อก ได้กล่าวว่า :
ท่านมูซา บิน ญะอฺฟัรเป็นประมุขคนหนึ่งในบรรดาประมุขทั้งหลายแห่งตระกูลฮาชิม ท่านเป็นอิมามระดับแนวหน้าในด้านความรู้ทางศาสนา(28)
(28) ชะเราะฮฺ ชะฮฺรุล-อาดาบ เล่ม 1 หน้า 132.
27. ดร. อับดุลญับบารฺได้กล่าวว่า :
ท่านอิมามมูซา กาซิมคือท่านอิมามมูซา บิน ญะอฺฟัร บิน มุฮัมมัด บิน
อฺะลี บิน ฮุเซน บิน อฺะลีบิน อะบีฏอลิบ เป็นคนมีประวัติดีเด่นในด้านความสมถะ นอบน้อมและมีจริยธรรม ท่านได้รับฉายานามว่า “กาซิม” เพราะท่านทำดีตอบแทนคนที่ทำความชั่วให้แก่ท่าน(29)
(29) ฮารูน ร่อชีด เล่ม 1 หน้า 188.
28. ดร. มุฮัมมัด ยูซุฟได้กล่าวว่า :
เราสามารถกล่าวได้ว่า บุคคลแรกที่เขียนวิชาฟิกฮฺคือ อิมามมูซา กาซิม ผู้ซึ่งได้เสียชีวิตในคุก เมื่อปี ฮ.ศ. 183 และที่ท่านเขียนตอบคำถามต่าง ๆ ภายใต้หัวข้อเรื่อง “อัล-ฮะลาล วัล-ฮะรอม” (30)
(30) อัล-ฟิกฮุล-อิสลามี มัดค่อลุนลิดิรอซะติล-มุอามะลาต หน้า 160.
หลายหน้าที่ผ่านไปคือ บทสรุปรวบยอดของอัตชีวประวัติของท่าน
อิมามมูซา อัล-กาซิม(อฺ) คือ การร้อยเรียงอย่างง่ายๆ ถึงส่วนหนึ่งของ
วิทยปัญญาอันสูงเด่น และคำพูดอันล้ำค่าของท่านอิมาม(อฺ)
และในท้ายที่สุดได้มีการยกคำกล่าวสรรเสริญ สดุดีของบรรดาอุละมาอ์และนักปราชญ์ที่มีต่อท่านอิมามผู้ทรงเกียรติ(อฺ) การยอมรับความยิ่งใหญ่ต่อตำแหน่งของท่านอิมาม(อฺ)
การยืนยันถึงเกียรติคุณอันจำรัสของท่านอิมาม(อฺ)ที่ออกมาจากความรู้สึกส่วนลึกของพวกเขา
เป้าหมายของหนังสือเล่มนี้ก็คือ
- ขอให้พวกเราได้เพียรพยายามดำเนินรอยตามวิถีชีวิตซึ่งท่านอิมามผู้บริสุทธิ์ (อฺ) ได้ปูทางไว้
- ขอให้พวกเราได้ยึดเอาวิถีชีวิตของท่าน (อฺ) เป็นแนวทางสำหรับการดำเนินชีวิตที่เป็นรูปธรรมของพวกเราทุกคน
- ขอให้พวกเราได้น้อมรับเอาคำพูดและคำสั่งเสียของท่าน (อฺ) เป็นเหตุผลหลักสำหรับการทำให้ชีวิตของเราสูงเด่นยิ่งขึ้น เป็นแนวประพฤติปฏิบัติของเรา เป็นบันไดสำหรับการไต่ขึ้นสู่ความสูงส่งของเรา
และสิ่งอื่นๆ ที่เหมาะสมสำหรับข้าพเจ้า และท่านที่ไม่ได้มุ่งมาดกล่าวออกมา
“อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงเป็นผู้ช่วยเหลือ”
“จงกล่าวเถิด(โอ้มุฮัมมัด) อัลลอฮฺทรงมองเห็นการกระทำของพวกเจ้าทุกคน รอซูลและบรรดามุอ์มิน(ผู้ศรัทธา)ก็มองเห็นเช่นกัน พวกเจ้าจะต้องย้อนกลับไปยังพระผู้ซึ่งรอบรู้ในเรื่องเร้นลับ และประจักษ์พยานทั้งหลาย จนกระทั่งพระองค์ได้ตอบแทนผลแห่งการกระทำที่พวกเจ้าได้ปฏิบัติมา(ไม่ว่าดีหรือเลว”
(อัต-เตาบะฮฺ: 105)
Table of Contents
บทนำ.. 2
ชีวประวัติของอิมามมูซา บิน ญะอฺฟัร(อฺ) 5
บทบัญญัติการเป็นค่อลีฟะฮฺของท่านอิมามที่ 7. 9
ข้อบัญญัติที่ 1. 11
ข้อบัญญัติที่ 2. 12
ข้อบัญญัติที่ 3. 12
ข้อบัญญัติที่ 4. 13
ข้อบัญญัติที่ 5. 13
อิบาดะฮฺ :รูปจำลองแห่งการภักดีของอิมามกาซิม(อฺ) 14
วิถีชีวิต :อันควรสรรเสริญของอิมามที่ 7. 21
คุณธรรมต่อผู้ยากไร้ของอิมามมูซา กาซิม(อฺ) 28
มรดกอิสลามอันอมตะจากคำสั่งเสียของอิมามที่ 7. 33
คำสั่งเสียที่ 1ต่อบุตรของอิมามที่ 7. 33
คำสั่งเสียที่ 2 ต่อบรรดาชีอะฮฺของอิมามที่ 7. 34
คำสั่งเสียที่ 3 ต่อบรรดาชีอะฮฺของอิมามที่ 7. 35
คำสั่งเสียที่ 4 ต่อบรรดาชีอะฮฺของอิมามที่ 7. 35
คำสั่งเสียที่ 5ต่อฮิชาม บินฮะกัม (ร.ฎ.) ของอิมามที่ 7. 36
สาส์นของอิมามมูซา กาซิม(อฺ) 57
บทเรียนอันสูงค่า 57
สาส์นฉบับที่ 1. 57
สาส์นฉบับที่ 2. 58
สาส์นฉบับที่ 3. 58
สาส์นฉบับที่ 4. 60
สุภาษิต : 61
คำสอนแห่งจริยธรรมของอิมามกาซิม(อฺ) 61
สุภาษิตที่ 1. 62
สุภาษิตที่ 2. 62
สุภาษิตที่ 3. 62
สุภาษิตที่ 4. 63
สุภาษิตที่ 5. 63
สุภาษิตที่ 6. 63
สุภาษิตที่ 7. 64
สุภาษิตที่ 8. 64
สุภาษิตที่ 9. 64
สุภาษิตที่ 10. 65
สุภาษิตที่ 11. 65
สุภาษิตที่ 12. 65
สุภาษิตที่ 13. 65
สุภาษิตที่ 14. 66
สุภาษิตที่ 15. 66
สุภาษิตที่ 16. 66
สุภาษิตที่ 17. 66
สุภาษิตที่ 18. 67
สุภาษิตที่ 19. 67
สุภาษิตที่ 20. 67
สุภาษิตที่ 21. 67
สุภาษิตที่ 22. 67
สุภาษิตที่ 23. 68
สุภาษิตที่ 24. 68
สุภาษิตที่ 25. 68
ถาม~ตอบของอิมามที่ 7. 69
ถาม~ตอบ. 69
เรื่องที่ 1. 69
ถาม~ตอบ. 71
เรื่องที่ 2. 71
ถาม~ตอบ. 75
เรื่องที่ 3. 75
ถาม~ตอบ. 77
เรื่องที่ 4. 77
ถาม~ตอบ. 78
เรื่องที่ 5. 78
ถาม~ตอบ. 78
เรื่องที่ 6. 78
ถาม~ตอบ. 79
เรื่องที่ 7. 79
ถาม~ตอบ. 80
เรื่องที่ 8. 80
ถาม~ตอบ. 81
เรื่องที่ 9. 81
ถาม~ตอบ. 83
เรื่องที่ 10. 83
ถาม~ตอบ. 89
เรื่องที่ 11. 89
ถาม~ตอบ. 90
เรื่องที่ 12. 90
ถาม~ตอบ. 92
เรื่องที่ 13. 92
ถาม~ตอบ. 97
เรื่องที่ 14. 97
ถาม~ตอบ. 99
เรื่องที่ 15. 99
ความดีงามพิเศษ : 101
บทขอพรของอิมามมูซา กาซิม(อฺ) 101
การขอพึ่งพิง และตัดขาด(จากทุกสิ่งทุกอย่าง) เพื่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.) 101
ดุอาอ์. 102
บทที่ 1. 102
เป็นบทดุอาอ์บทหนึ่งของอิมามที่ 7. 102
ดุอาอ์. 105
บทที่ 2. 105
เป็นดุอาอ์ของอิมามมูซา กาซิม(อฺ)หลังนมาซซุฮฺริ. 105
ดุอฺาอ์. 107
บทที่ 3. 107
เป็นดุอฺาอ์อีกบทหนึ่งของอิมามมูซา(อฺ) 107
ดุอฺาอ์. 108
บทที่ 4. 108
เป็นดุอฺาอ์อีกบทหนึ่งของท่านอิมามมูซา กาซิม(อฺ) 108
การตอบสนองต่อบทดุอฺาอ์ของท่านอิมามที่ 7. 109
คำสดุดี จากบรรดานักปราชญ์ต่ออิมามมูซา บินญะอฺฟัร(อฺ) 116
บทส่งท้าย. 131
ของอิมามที่ 7. 131