ชีวประวัติอิมามอะลี ซัยนุลอาบิดีน
การจัดกลุ่ม ห้องสมุดประวัติศาสตร์
นักเขียน ศาสตราจารย์เชคอะลีมุฮัมมัด อะลีดุคัยยิล
ภาษาของหนังสือ تایلندی
ปีที่พิมพ์ 1404

อัตชีวประวัติอิมามมะอฺศูมีน 4

Brief Biography of Imam Masoomeen 4

อะลี ซัยนุลอฺาบีดีน (อฺ)

IMAM ALI ZAINUL ABIDEEN (A)

เขียน

ศาสตราจารย์เชคอะลีมุฮัมมัด อะลีดุคัยยิล

Prof. Sheik ALI MUHAMMAD ALI DUKYIL

แปล

อาจารย์อัยยูบ ยอมใหญ่

Autaz Ayyub Yomyai


บทนำ

ตลอดช่วงระยะเวลาอันยาวนานแห่งอายุขัยของโลกยังไม่เคยได้ประจักษ์ถึงมนุษย์กลุ่มใดที่เพียบพร้อมไปด้วยเกียรติคุณ และความดีเด่นนานัปการอย่างครบครัน เหมือนกับบรรดาอิมามที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงอำนวยพรให้

ถึงกระนั้นก็ยังเป็นเรื่องแปลกที่ประชาชาตินี้ยังมิได้ให้การยอมรับในตำแหน่งการเป็นผู้นำของบรรดาอิมามเหล่านี้อย่างเป็นเอกฉันท์ ในขณะที่พวกเขาร่วมลงมติกันอย่างเป็นเอกฉันท์ในกรณีที่ว่ามีโองการหลายโองการและวจนะของท่านศาสดาหลายตอนที่ถูกประทานลงมาที่กล่าวถึงบรรดา

อิมามเหล่านั้นรวมทั้งข้อความที่พวกเขากล่าวถึงบรรดาอิมามไว้เอง

ในแง่ของวิชาการ พฤติกรรม การเคารพภักดี ความสมถะ ความสำรวม จริยธรรม เกียรติคุณ ความกล้าหาญ และแบบแผนการดำรงชีวิตที่เป็นเยี่ยงอย่าง กล่าวคือ พวกเขาไม่เห็นด้วยกับบรรดานักปราชญ์ชีอะฮฺในบัญญัติและหลักฐานที่ชัดเจนที่ว่า

ตำแหน่งอิมามจะต้องมีในหมู่คนเหล่านี้ดังที่มีข้อบัญญัติจากท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ว่า ท่านได้แต่งตั้งคนเหล่านี้ไว้โดยระบุชื่อของแต่ละคนๆ ไว้ ดังที่ท่านได้อ่านผ่านพ้นไปแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้ถือได้ว่า ตำแหน่งค่อลีฟะฮฺจะต้องเป็นของพวกเขาอย่างชนิดที่แยกออกจากกันมิได้ และพฤติกรรมที่ดีที่สุดในประชาชาตินี้ และเหนือกว่าใครๆ ทั้งหมดในแง่ของจริยธรรมอันแสนประเสริฐ


การที่ประชาชาติอิสลามมองข้ามความสัมพันธ์ตำแหน่งการเป็นผู้นำของบรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ)นี้ถือว่า เป็นความอยุติธรรมและการละเมิดสิทธิประการหนึ่งต่อบุคคลเหล่านั้นที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)และศาสนทูต(ศ)ได้กำหนดไว้ และในขณะเดียวกันก็เท่ากับว่า มวลมนุษย์เหล่านี้อยุติธรรมต่อตัวเองที่ขัดขืนต่อสัจธรรมและหลีกเลี่ยงเบี่ยงเบนออกขากวิถีทางอันเที่ยงตรง ทั้งๆ ที่รู้ซึ้งอยู่แก่ใจถึงความดีเด่นและฐานภาพอันสูงส่งของพวกเขาเหล่านั้นแล้วเป็นอย่างดี

“ พวกเขาคัดค้านต่อสิ่งนั้นในขณะที่จิตใจของพวกเขายอมรับในสิ่งนั้นอยู่ด้วยความอธรรมและหยิ่งยะโส ” (1)

(1) ซูเราะฮฺ อัน-นัมล์: 14

นี่คือเรื่องที่น่าเสียใจยิ่งที่ตัดพันอย่างต่อเนื่องกันมา นับตั้งแต่ช่วงแรกของหน้าประวัติศาสตร์ แต่ความเป็นไปของสรรพสิ่งทั้งหลายล้วนขึ้นอยู่กับอัลลอฮฺ(ซ.บ.)เสมอ

เรื่องราวที่นำมากล่าวถึงในหนังสือเล่มนี้ก็คือ “ ชีวประวัติอิมามที่ 4”

ในบรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ) นั่นคือ อิมามอฺะลี บิน อัล-ฮุเซน บินอฺะลี บินอะบีฏอลิบ(อฺ)

ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าจะเริ่มต้นในการกล่าวถึงอิมามท่านนี้อย่างไรดีหรือว่าเริ่มต้นด้วยการกล่าวถึงการประสบทุกขภัยของท่านที่ไม่เคยมีบุรุษใดในโลกนี้ได้รับเท่า ? นั่นคือ โศกนาฏกรรมอันเกิดขึ้นที่กัรบะลาอฺ

นับตั้งแต่ต้นจนจบ ในฐานะที่ท่านอยู่ร่วมบิดา พี่ๆ น้องๆ และบรรดาลุง ป้า น้าอา และลูกพี่ลูกน้อง


ตลอดถึงบรรดาสหายผู้ติดตามท่านผู้เป็นบิดา(ขอให้ความปิติชื่นชมจากอัลลอฮฺ พึงมีแก่คนเหล่านั้นทั้งมวล) ขณะเดียวกันท่านอิมาม(อฺ)ท่านนี้ก็อยู่ร่วมในเหตุการณ์อันแสนระทึกใจกับบรรดาบุตรสาวของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ที่วิ่งกันอย่างชุลมุน เข้าๆ ออกๆ จากกระโจมพร้อมกับมีเสียงร้องตะโกนจากทหารของฝ่ายศัตรูว่า

“ เผากระโจมของพวกอธรรมเสียเถิด ”

ความอดทนของท่านพลีมอบแด่อัลลอฮฺ(ซ.บ.) ในขณะที่ท่านมองเห็นบุตรชายของมัรญานะฮฺถือมีดดาบเข้ามาเชือดคออิมามฮุเซน(อฺ)ผู้เป็นบิดาของท่านเอง และไปจบลงที่เหตุการณ์เมื่อตอนเดินทางเข้าสู่เมืองชาม(ซีเรีย) แล้วเข้าพบในมหาสมาคมของยะซีด บุตรของอุมาวิยะฮฺผู้ชั่วร้ายในตระกูลของอุมัยยะฮฺ

มาตรแม้น ท่านนบีอัยยูบ(อฺ)ได้แลเห็นเหตุการณ์เหล่านี้เพียงบางส่วนแน่นอนท่านจะต้องยอมรับว่า

“ ใช่แล้ว นี่คือการทดสอบที่ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง ”

ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ไม่เพียงแต่ทุกขภัยที่ประสบกับท่านนบีอัยยูบ(อฺ)เท่านั้นที่ต้องถือว่าเป็นเรื่องเล็ก เมื่อมาเทียบกับทุกขภัยที่ประสบกับท่าน หากแต่ทุกขภัยทั้งหลายแหล่ของชาวโลกนับแต่เริ่มมีการปฏิสนธิท่านนบีอาดัม(อฺ)ขึ้นมาในดาวเคราะห์ดวงนี้จนถึงวันฟื้นคืนชีพก็ย่อมเป็นเรื่องเล็กไปเสียทั้งสิ้น เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับสิ่งที่ท่น(อฺ)ประสบ

ในเมื่อเรื่องราวจากสภาพการณ์ประสบทุกขภัยของท่านอิมาม(อฺ)ท่านนี้


มีปรัชญาอันลึกซึ้งและให้แง่มุมต่างๆ ได้อย่างกว้างขวางแล้วบทบาทการดำเนินชีวิตในด้านอื่นๆ ของท่านก็ย่อมเต็มไปด้วยอุทาหรณ์และบทเรียนอย่างมากมาย กล่าวคือท่านอิมาม(อฺ)ท่านนี้ เป็นบุคคลที่เปี่ยมล้นไป

ด้วยการเคารพภักดีพระผู้เป็นเจ้า ดังที่ท่านอิบนุ อะบิลฮะดีดได้เคยกล่าวไว้ทำไมจะไม่ใช่อย่างนั้นเล่า ในเมื่อประวัติศาสตร์อิสลามทั้งมวลต่างร่วมกันบันทึกว่า :

ท่านผู้นี้นมาซทั้งกลางวันและกลางคืน 1,000 ร่อกะอัต อวัยวะส่วนที่ใช้ในการก้มกราบ ( ซุญูด) ถึงกับกร้านเหมือนกับรอยกร้านของเข้าอูฐที่ต้องตัดมันออกถึงปีละสองครั้ง จนไม่มีใครรู้จักท่านด้วยนามอื่นนอกจากนี้คำว่า

“ ซัยนุลอฺาบิดีน ” ( อาภรณ์แห่งผู้เคารพภักดีพระผู้เป็นเจ้า)

“ อัซ-ซัจญาด ” ( ผู้ถึงแล้วซึ่งการกราบ)

“ ซุษ-ษะฟะนาติล-บะอีรฺ ” ( เจ้าแห่งรอยกร้านเยี่ยงเขาอูฐ) และ

“ ซัยยิดุลอฺาบิดีน ” ( นายแห่งผู้เคารพภักดีพระผู้เป็นเจ้า)

ขณะเดียวกันแบบแผนในการดำเนินชีวิตของท่านอิมาม(อฺ)ผู้นี้คือแบบฉบับอันยิ่งใหญ่ที่ไม่มีใครเทียบได้ นอกจากท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ)หรือทายาทของท่านศาสดาเท่านั้น มิฉะนั้นแล้วยังจะมีใครอีกที่ยอมรับให้การอุปการะคนในครอบครัวของมัรวาน บินฮะกัน (คนที่เป็นศัตรูของบรรดาอะฮฺลุลบัยตฺมากที่สุด)ด้วยการนำไปเลี้ยงดูที่ครอบครัวของท่านเองเมื่อเขาประสบความเดือดร้อน หรือยังมีใครอีกที่ให้การเลี้ยงดูชาวเมือง

มะดีนะฮฺนับร้อยหลังคาเรือน หรือยังมีใครอีกที่แบกแป้งข้าวสาลีเพื่อนำไปแจกจ่ายตามบ้านเรือนของคนยากจนอยู่เป็นประจำโดยนำไปส่งให้ถึงที่

อย่างเป็นความลับ จนคนทั้งหลายไม่รู้จักท่านเลย


เมื่อเราจะกล่าวถึง เนื้อหาสาระในบทอ้อนวอนต่อพระผู้อภิบาลของอิมาม(อฺ)ท่านนี้แล้ว ถ้าหากยกเว้นอัล-กุรอาน และวจนะของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) รวมทั้งหนังสือนะฮฺญุล-บะลาเฆาะฮฺแล้ว ก็ไม่อาจหาคำพูดใดมาเปรียบเทียบความสูงส่งได้ เพราะมันหมายถึง ต้นตำรับของวงศ์วานแห่งศาสดามุฮัมมัด(ศ) และเป็นสารานุกรมเกี่ยวกับความรู้อันยิ่งใหญ่ในเรื่องของพระผู้เป็นเจ้า

เพื่อมิให้บทนำของหนังสือเล่มนี้ยืดยาวมากเกินไป จะขอนำท่านเข้าสู่เนื้อหาสาระตามบทต่างๆ ของหนังสือได้ ณ บัดนี้ ลำดับแรกจะเป็นการเสนอวิถีการดำเนินชีวิตบางแง่มุมของท่าน รวมทั้งวจนะสั้นๆ อันทรงคุณค่าและภาพพจน์จากแบบแผนชีวิตอันทรงเกียรติที่เต็มไปด้วยตัวอย่างที่สูงส่งโดยสรุปย่อให้สั้นเท่าที่จะทำได้ อีกทั้งจะมีการกล่าวถึงคำสอนของท่าน(อฺ)ที่เป็นเสมือนสุภาษิตเตือนใจ ในลำดับสุดท้ายก็จะกล่าวถึงถ้อยคำของบรรดานักปราชญ์ ผู้ทรงเกียรติ ที่ได้กล่าวยกย่องและสรรเสริญท่าน(อฺ)แต่ก็หาพรรณนาได้หมด


ชีวประวัติอิมามซัยนุลอฺาบิดีน(อฺ)

นามจริง

อฺะลี บินฮุเซน(อฺ)

ท่านปู่.....

อฺะลี อะมีรุลมุมินีน(อฺ)

ท่านบิดา......

ฮุเซน บินอฺะลี(อฺ)

( ผู้เป็นยอดวีรชนแห่งอิสลาม)

ท่านมารดา.....

ชาฮฺ ซานาน (ราชินีแห่งมวลสตรี)

ธิดาของท่านยัซดฺ ญัรดฺ บินชะฮฺริยาร บินกุชรอ กษัตริย์แห่งเปอร์เซีย

ท่านอะมีรุลมุมินีน(อฺ) ขนานนามให้ใหม่ว่า “ มัรยัม ”

บ้งก็ว่า “ ฟาฏิมะฮฺ ” บางทีก็ถูกเรียกว่า “ ซัยยิดะตุนนิซาอ์ ”

พี่น้องชาย.......

ท่านอฺะลี อัล-อักบัร

ท่านอับดุลลอฮฺ อัร-ร่อฏีอ์

( สองวีชนแห่งอิสลามในสมรภูมิกัรบะลาอ์)(1)

(1) เสียชีวิตในขณะที่บิดา (อิมามฮุเซน) ของท่านยังมีชีวิตอยู่


พี่น้องหญิง.....

ท่านหญิงซะกีนะฮฺ

ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ

และท่านหญิงรุร็อยยะฮฺ

สถานที่และวันเกิด......

เกิดที่นครมะดีนะฮฺ เมื่อวันศุกร์ที่ 5 ชะอฺบาน ฮ.ศ. 38

สมญานาม.......

อะบู มุฮัมมัด

ฉายานาม......

ซัยนุลอาบิดีน (อาภรณ์แห่งผู้เคารพภักดีพระผู้เป็นเจ้า) ,

ซัยยิดุซซาญิดีน (นายแห่งผู้ถึงแล้วซึ่งการกราบ) ,

ซัยยิดุลอฺาบิดีน (นายแห่งผู้เคารพภักดีพระผู้เป็นเจ้า) ,

อัซ์-ซะกี (ผู้ชาญฉลาด)

อัล-อะมีน (ผู้ซื่อสัตย์) ,

ซุษ-ษะฟะนาต (เจ้าแห่งรอยกร้าน)

ท่านได้ร่วมอยู่ในเหตุการณ์อภิมหาวิปโยคแห่งกัรบะลาอ์

ในขบวนครอบครัวที่ถูกควบคุมตัวในฐานะเชลยที่เมืองกูฟะฮฺ

หลังจากเกิดเหตุการณ์อันเศร้าสลด ต่อจากนั้นก็ถูกนำตัวไปยังเมืองชาม

ภรรยาที่ปรากฏชื่อเสียง.....

ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ บุตรีของท่านอิมามฮะซัน(อฺ)


บุตรชาย.......

ท่านมุฮัมมัด (อะบู ญะอฺฟัร อัล-บาเก็ร(อฺ))

ท่านอับดุลลอฮฺ อัล-ฮะซัน

ท่านฮุเซน

ท่านซัยดฺ

ท่านอุมัร

ท่านฮุเซน อัศฆ็อร

ท่านอับดุรเราะฮฺมาน

ท่านซุลัยมาน

ท่านอฺะลี

ท่านมุฮัมมัด อัล-อัศฆ็อร

บุตรสาว.......

ท่านหญิงค่อดีญะฮฺ

ท่านหญิงอุมมุกุลษูม

ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ

ท่านหญิงอาลียะฮฺ

ลายสลักที่วงแหวน......

วะมาเตาฟีกี อิลลา บิลลาฮฺ

“ ไม่มีสัมฤทธิ์ผลใดที่บังเกิดต่อข้าฯ นอกจากโดยอัลลอฮฺ ”


กวีผู้มีชื่อเสียงในสมัยท่าน(อฺ).......

ท่านอัล-ฟัรซะดัก

ท่านกาซีร อิซ์ซ์ะฮฺ

คนรับใช้ของท่าน......

อะบูญิบละฮฺ

อะบูคอลิล อัล-กามิลี

ยะฮฺยา อัล-มัฏอะบี

สถานที่พำนัก......

ท่าน(อฺ)อาศัยที่นครมะดีนะฮฺ

เรื่องราวที่สำคัญก็เกิดขึ้นในช่วงที่ท่าน(อฺ)พำนักอยู่

ท่าน(อฺ)ได้ให้ความรู้และแสดงความเอื้ออารีให้ประจักษ์แก่สายตาของผู้คนในสมัยนั้น

ช่วงแห่งการเป็นอิมามของท่าน(อฺ)......

ท่าน(อฺ)มีชีวิตหลังการจากไปของบิดาของท่านคือ

ท่านอิมามฮุเซน บินอฺะลี(อฺ) เป็นเวลา 34 ปี ซึ่งก็คือ ช่วงเวลาแห่งการดำรงฐานะภาพอิมามของท่านนั่นเอง


กษัตริย์ ผู้ปกครองที่อยู่ในสมัยของท่าน(อฺ)......

ยะซีด บินมุอฺาวิยะฮฺ

มุอฺาวิยะฮฺ บินยะซีด ,

มัรวาน บินฮะกัม ,

อับดุลมาลิก บินมัรวาน ,

และอัล-วะลีด บินอับดุลมาลิก บินมัรวาน

ผลงานของท่าน(อฺ).......

อัศ-ศอฮีฟะฮฺ อัซ-ซัจญาดียะฮฺ และริซาละตุลฮุกูก

ท่าน(อฺ)ถูกลอบวางยาพิษ.....

โดย อัล-วะลีด บินอับดุลมาลิก บินมัรวาน

วายชนม์.......

ในวันที่ 25 มุฮัรร็อม ปี ฮ.ศ. 95

หลุมฝังศพของท่าน(อฺ).......

ฝังอยู่ในอัล-บะเกียะอฺ เคียงข้างอาท่านคืออิมามฮะซัน(อฺ)

หลุมฝังศพของท่าน(อฺ)ถูกทำลาย......

โดยฝีมือของพวกวะฮาบีย์

ในวันที่ 8 เดือนเชาวาล ปี ฮ.ศ. 1344


ข้อบัญญัติเรื่องตำแหน่งคอลีฟะฮฺ (ผู้นำ)ของท่านอฺะลี บิน ฮุเซน(อฺ)

ตำแหน่งอิมามตกเป็นของท่านอิมามอฺะลี บิน ฮุเซน(อฺ)แต่เพียงผู้เดียว เนื่องจากไม่มีคนอื่นอ้างถึงสิทธิในตำแหน่งนี้เลยเพราะท่านคือคนที่มีความเด่นกว่าใครๆ ทั้งหมด ทางวิชาการพฤติกรรม ความสำรวม การยำเกรงต่อพระผู้เป็นเจ้า และความสมถะ และเพราะมีข้อบัญญัติจากบิดาของท่านเองไว้ให้แก่ท่านแล้วด้วย ประกอบกับมีข้อบัญญัติที่สืบทอดมาจากท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)อีกส่วนหนึ่ง

เราจะขอกล่าวถึงบทบัญญัติบางข้อ ดังต่อไปนี้

ข้อบัญญัติเรื่องที่ 1

ชายคนหนึ่งถามท่านอิมามฮุเซน(อฺ)ว่า

“ โปรดบอกจำนวนของบรรดาอิมามภายหลังจากท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)แก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด ”

ท่านอิมาม(อฺ)ตอบว่า

“ มีจำนวน 12 คนเท่ากับจำนวนของต้นตระกูลของพวกบะนีอิสรออีล ”

เขาถามอีกว่า “ ขอให้ท่านบอกรายชื่อคนเหล่านั้นให้แก่ข้าพเจ้าด้วย ”


ท่านอิมามฮุเซน(อฺ)ก้มศีรษะลง แล้วผงกขึ้นพลางกล่าวว่า

“ ได้ซิ พี่น้องชาวอาหรับ แท้จริงอิมามและคอลีฟะฮฺภายหลังจากสมัยของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)แล้วมีอฺะลี บินอะบีฏอลิบ ต่อมาก็คือฮะซันและข้า อีกทั้งลูกหลานที่สืบต่อจากข้าอีก 9 คน อันถือเป็นกำเนิดสืบไปจากสายของอฺะลี ผู้เป็นบุตรของข้า หลังจากนั้นคือ มุฮัมมัดบุตรของเขา ” (2)

(2) กิฟายะตุล-อะษัร ฟิน-นุศูศิ อะลัล อะอิมมะ อิษนาอะซัร

ข้อบัญญัติเรื่องที่ 2

ท่านมุฮัมมัด บินมุสลิม(ร.ฏ.) กล่าวไว้ว่า : ข้าพเจ้าเคยถามท่าน อัศศอดิก ญะอฺฟัร บินมุฮัมมัด(อฺ) เกี่ยวกับเรื่องแหวนของท่านฮุเซน บินอฺะลี (อฺ)ว่า

“ มันตกไปเป็นของใคร ?”

แล้วข้าพเจ้าก็ได้บอกท่านว่า

“ ฉันได้ยินมาว่า มันตกไปเป็นของคนที่ขโมยไปจากนิ้วของท่าน(ตอนถูกสังหาร) ”

ท่านอิมาม(อฺ)ตอบว่า “ ไม่ได้เป็นอย่างที่พวกเขาพูดออก


แท้จริงท่านฮุเซน (อฺ) ได้ทำพินัยกรรมไว้แก่ อฺะลี บินฮุเซน บุตรชายของท่าน และมอบแหวนจากนิ้วของท่านให้เขาด้วย โดยท่านได้มอบให้เขาเหมือนอย่างที่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ (ศ) เคยมอบให้แก่

ท่านอะมีรุลมุมินีน(อฺ) และเหมือนกับที่ท่านอะมีรุลมุมินีน(อฺ)มอบให้แก่ท่านฮะซัน(อฺ) และเหมือนกับท่านฮะซัน(อฺ)มอบให้แก่ท่านฮุเซน(อฺ)นั่นเอง ต่อมาแหวนวงนั้นก็ได้ตกมาเป็นของบิดาของฉันต่อจากบิดาของท่าน(อฺ) ถัดจากท่านแล้วมันก็มาถึงฉันซึ่งฉันสวมมันอยู่ทุกวันศุกร์และนมาซโดยใส่มันด้วย ”

ท่านมุฮัมมัด บินมุสลิม (ร.ฏ.)ได้กล่าวไว้ว่า เมื่อถึงวันศุกร์ข้าพเจ้าก็ได้เข้าไปหาท่านอิมามศอดิก(อฺ) ในขณะที่ท่านกำลังนมาซอยู่ เมื่อนมาซเสร็จแล้วท่านก็ยื่นมือมาให้ข้าพเจ้าดู ข้าพเจ้าได้เห็นว่าที่นิ้วของท่านมีแหวนวงหนึ่งมีลายสลักว่า

“ ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ อุดดะตัน ลิลิกฺออิลลาฮฺ

( ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ พร้อมแล้วซึ่งการเข้าพบอัลลอฮฺ) ”

ท่านกล่าวว่า “ นี่คือแหวนของท่านอะบีอับดิลลาฮฺ อัล-ฮุเซน (อฺ) ผู้เป็นปู่ของฉัน ” (3)

(3) บิฮารุล-อันวารฺ เล่ม 11, หน้า 6

ท่านอัซ-ซุฮฺรี(ร.ฏ.)ได้รับรายงานจากอุบัยดิลลาฮฺ บินอุตบะฮฺ โดยเล่าว่า : ข้าพเจ้าเคยได้อยู่ใกล้ท่านฮุเซน บินอฺะลี(อฺ) ขณะนั้นอฺะลี บินฮุเซน(อฺ)ซึ่งยังเป็นเด็กได้เข้ามาหาท่านฮุเซน(อฺ)ท่านได้เรียกเขาเข้ามาอุ้ม และจูบลงตรงระหว่างนัยน์ตา แล้วกล่าวว่า

“ ขอสาบานในนามแห่งบิดาของข้า กลิ่นกายของเจ้าช่างหอมหวนอะไรอย่างนี้ บุคลิกภาพของเจ้าช่างดีเหลือเกิน ”


ท่าน(อฺ)ถามว่า “ พวกเจ้าจะเข้ามาพัวพันกับข้าในเรื่องนี้หรือไม่ ?”

ข้าพเจ้าตอบว่า “ ขอสาบานในนามบิดาและมารดาของข้า โอ้ ท่านผู้เป็นบุตรแห่งศาสนทูตของอัลลอฮฺ (ศ) ถ้าสิ่งที่เราขอการคุ้มครองจากอัลลอฮฺ (ซ.บ.)(ไม่อยากให้เกิดขึ้น)มา ตำแหน่งที่เรารู้ว่ามีอยู่ในตัวท่าน (ตำแหน่งการเป็นอิมาม) ขณะนี้จะได้แก่ใคร ?”

ท่านอิมามฮุเซน(อฺ) ตอบว่า “ จะได้แก่ อฺะลี บุตรชายของข้าคนนี้แหละ เขาคืออิมามที่เป็นบิดาของอิมามทั้งปวง ” (4)

(4) กิฟายะตุล-อะษัร ฟิน-นุศูศิ อะลัล อะอิมมะ อิษนาอฺะชัร

อิบาดะฮฺอันยิ่งใหญ่ของอิมามซัจญาด(อฺ)

เราสามารถสรุปได้แต่เพียงว่า ท่านคือบุคคลที่มีฉายานามอันเนื่องมาจากการอิบาดะฮฺ ( เคารพภักดี) ของท่าน (อฺ) ที่มีต่อพระผู้เป็นเจ้าจนไม่มีใครรู้จักในชื่ออื่น นอกจากชื่อเหล่านี้ กล่าวคือนับตั้งแต่ชื่อที่ว่า ซัยนุลอฺาบิดีน จนถึงชื่อ ซัยยิดดุซซาญิดีน ซัยยิดุลอฺาบิดีน ซัจญาด และถ้าหากเราบันทึกเรื่องราวต่างๆ ทั้งหมดที่บรรดานักประวัติศาสตร์ได้กล่าวไว้ในเรื่องการอิบาดะฮฺของท่าน

แน่นอนเราจำเป็นจะต้องมีหนังสืออีกเล่มหนึ่งต่างหากแต่ในที่นี้เราจะขอนำมากล่าวเพียงเล็ก ๆน้อยๆ เท่านั้น

1. ท่านอิมามบาเก็ร (อฺ) ได้กล่าวไว้ว่า:

ท่านอฺะลี บิน ฮุเซน(อฺ) นมาซแต่ละครั้งในวันหนึ่งกับคืนหนึ่งมากถึง 1 , 000 ร่อกะอัต


ครั้งหนึ่งกระแสลมพัดแรงจนท่านโอนเอนเหมือนดังรวงข้าว ท่านมีต้นอินทผลัมอยู่ 500 ต้น ท่านจึงนมาซตรงต้นอินทผลัมเหล่านั้นทุกต้นๆ ละสองรอกะอัต พอท่านยืนขึ้นทำการนมาซ สีหน้าท่านเปลี่ยนไปเป็นอีกสีหนึ่ง ลักษณะของท่านในการนมาซดุจดังการยืนของข้าทาสผู้ต่ำต้อยต่อหน้ากษัตริย์ผู้เรื่องอำนาจ ร่างกายของท่านสั่งระริก เพราะความหวั่นกลัวต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.) และเมื่อท่านนมาซในคราวหนึ่งๆ ท่านถือเสมือนหนึ่งว่าจะไม่มีโอกาสได้นมาซต่อไปอีกแล้ว(1)

( 1) อัล-มะนากิบ เล่ม 2 , หน้า 251. อัล-ศิศ็อล หน้า 517.

2. และกล่าวอีกว่า:

ใบหน้าของท่านซีดเซียวเพราะความกลัว ดวงตาแดงก่ำเพราะร้องไห้หน้าผากกร้าน ปลายจมูกสึกเจ่อเพราะการกราบ แข้งและเท้าของท่านบวมเพราะยืนนามในการนมาซ เมื่อเวลานมาซมาถึงเส้นขนบนผิวหนังของท่านลุกซู่ ใบหน้าซีดเผือดเหมือนคนถูกข่มขู่(2)

(2) อะอฺยานุช-ชีอะฮฺ 4 กอฟ 1/415

3. ท่านอิมามบาเก็ร (อฺ) กล่าวว่า:

ครั้งหนึ่งท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ บุตรีของท่านอฺะลี บิน อะบีฏอลิบ (อฺ)เห็นการกระทำของท่านอฺะลี บิน ฮุเซน(อฺ) บุตรชายพี่ชายของนางที่หมกมุ่นอยู่กับการอิบาดะฮฺ นางได้ออกไปพบท่านญาบิรบินอับดุลลอฮฺ อัล-อันศอรี(ร.ฏ.) แล้วกล่าวว่า :

“ โอ้ สหายของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) พวกเรามีสิทธิต่อท่านอยู่หลายประการ

ประการหนึ่งก็คือ หากท่านเห็นพวกเราคนใดทำลายสุขภาพตัวเองเพราะพากเพียรอย่างถึงที่สุดแล้ว


ท่านจะต้องเตือนเขาเพื่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.) ผู้เป็นทายาทของฮุเซนผู้เป็นบิดา จมูกสึกเจ่อ หน้าผากกร้านทั้งหัวเขาและฝ่ามือของเขาด้วย เขาทุ่มตัวในการ

อิบาดะฮฺมากเกินไป ”

ท่านอิมามบาเก็ร(อฺ)กล่าวต่อไปว่า : แล้วท่านญาบิรก็ได้เข้าไปเห็นท่านอยู่ตรงสถานที่นมาซ ปรากฏว่าท่านซวนเซเพราะตรากตรำอยู่กับการ

อิบาดะฮฺ ครั้นเมื่อท่านอฺะลี(อฺ)พยุงตัวลุกขึ้น แล้วก็ทักทายท่านญาบิรอย่างแผ่วเบา จากนั้นก็นำเขาไปนั่งใกล้ๆ ตัวท่าน :

ท่านญาบิรได้จุมพิตท่าน(อฺ)แล้วกล่าวว่า :

“ โอ้ บุตรของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ท่านทราบอยู่แล้วมิใช่หรือว่า อันที่จริงอัลลอฮฺ ( ซ.บ.) ทรงสร้างสวนสวรรค์ไว้เพื่อพวกท่านและเพื่อคนที่รักพวกท่าน สร้างนรกไว้สำหรับพวกที่โกรธเกลียดพวกท่านและเป็นศัตรูกับพวกท่าน แล้วทำไมท่านต้องทุ่มเทจนสุขภาพของท่านทรุดลงเช่นนี้ ”

ท่านอฺะลี บินฮุเซน(อฺ)กล่าวตอบว่า :

“ โอ้ สหายของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ท่านทราบหรือเปล่าว่าท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ทวดของฉันนั้น อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงให้การ

นิรโทษกรรมตัวท่านทั้งในอดีตและอนาคตทั้งหมด แต่ท่านก็ไม่หยุดยั้งการพากเพียรของท่านเลย ขอสาบานในนามบิดาและมารดาของฉันว่า ท่านได้ทำการอิบาดะฮฺต่อพระผู้เป็นเจ้าจนแข้งของท่านบวม เท้าของท่านป่อง มีคนเคยถามท่านว่า ท่านทำอย่างนี้ทำไม ? ในเมื่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงนิรโทษกรรมให้แก่ท่านหมดแล้วทั้งในอดีตและอนาคต ?


ท่านตอบว่า ก็ข้าเป็นบ่าวที่สำนึกรู้ในพระมหากรุณาธิคุณมิใช่หรือ ?”

เมื่อท่านญาบิรจ้องมองไปที่ท่านอฺะลี บิน ฮุเซน(อฺ) เขาก็ไม่หยุดยั้งในการพยายามพูดให้ท่านหันเหจากการทุ่มเทความพากเพียรและความมุมานะจนเหน็ดเหนื่อยให้ได้ตามจุดมุ่งหมาย เขาจึงกล่าวอีกว่า :

“ โอ้ บุตรของท่านศาสนทูตของอัลลอฮฺ(ศ) ข้าขอให้ท่านรักษาสุขภาพไว้ แท้จริงท่านมาจากครอบครัวที่ภัยบะอาอ์(ภัยพิบัติ)ถูกผลักไสออกไปเพราะพวกเขา ธงชัยต้องได้รับการเชิดชู และฟากฟ้าต้องประทานหยาดฝนลงมาเพราะ(การมีอยู่ของ)พวกเขา ”

ท่านอิมาม(อฺ)กล่าวตอบว่า :

“ โอ้ญาบิรเอ๋ย ฉันไม่อาจหันเหจากแนวทางแห่งบิดาผู้ทนทุกข์ทั้งสองของฉันได้(ขอให้อัลลอฮฺทรงประทานพรแด่ท่านทั้งสอง) จนกว่าฉันจะได้พบกับท่านทั้งสอง ”

ท่านญาบิร(ร.ฏ.)ได้ออกมาพบกลุ่มบุคคลที่อยู่ที่นั้น แล้วกล่าวว่า :

“ ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ไม่เคยปรากฏว่าลูกหลานของท่านศาสดาท่านใดจะเหมือนอย่างอฺะลี บิน ฮุเซน นอกจากศาสดายูซุฟ บุตรของยะอฺกู๊บ(ความสันติดพึงมีแด่ท่านทั้งสอง)

แต่ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺอีกว่า เชื้อสายของอฺะลี บุตรของ

ฮุเซน มีความดีเด่นกว่าเชื้อสายของยูซุฟ บุตรของยะอฺกู๊บ เพราะในหมู่พวกเขาจะมีคนหนึ่งซึ่งจะนำความยุติธรรมมาสู่โลกอย่างเต็มเปี่ยมเหมือนอย่างที่มันเคยเต็มไปด้วยความอธรรมมาก่อน ” ( 3)

(3 ) บิฮารุล- อันวารฺ เล่ม11 , หน้า19


4. ท่านอุซต๊าซอับดุลอะซีซ ซัยยิดุลอะฮฺลิ ได้กล่าวไว้ว่า:

ไม่เคยปรากฏว่าในโลกนี้จะมีคนที่ทำการเคารพภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้า และสมถะมากที่สุดเหมือนท่านมาก่อน ประชาชนให้ฉายานามแก่ท่านว่า

“ ซัยนุลอฺาบิดีน ” และในเมื่อประชาชนเห็นว่า ท่านทำการกราบต่อพระเจ้าอย่างชนิดที่ไม่เคยหยุดหย่อนก็ให้ฉายานามท่านอีกว่า “ อัซ-ซัจญาด ”

เมื่อปรากฏว่า มีรอยของการกราบตรงหน้าผาก ท่านก็ได้รับฉายานามอีกว่า “ อัษ-ษะฟะนาต ” ( 4)

( 4) ซัยนุลอฺาบิดีน ของ ซัยยิดุลอะฮฺลิ หน้า 35.

5. เมื่อท่านอิมามอฺะลี บินฮุเซน(อฺ)

เข้าทำวุฏูอ์(น้ำนมาซ)เพื่อเตรียมตัวทำการนมาซนั้น ใบหน้าของท่านนั้นจะเป็นสีเหลืองซีด

มีคนเคยถามท่านว่า :

“ อะไรเป็นอุปสรรคแก่ท่านในการทำวุฏูอ์หรือ ?”

ท่านอิมาม(อฺ)ตอบว่า

“ พวกท่านรู้หรือเปล่าว่า ฉันต้องยืนอยู่เบื้องหน้าใคร ?”( 5)

( 5) อัชอาฟุร-รอฆิบีน หน้า 208. มะฏอลิบุซซุอูล เล่ม 2 , หน้า 42.

พิมพ์ครั้งที่ 2 , นูรุล-อับศ็อร หน้า 127. กัซฟุล-ฆุมมะฮฺ หน้า 198.

ฟุศูลุล-มุฮิมมะฮฺ หน้า 183. ศิฟะตุศ-ศ็อฟวะฮฺ เล่ม 2 , หน้า 55.

6. เมื่อท่านจะเริ่มเข้าทำการนมาซ

ท่านจะมีอาการตัวสั่นงันงก มีคนเคยถามว่า “ ท่านเป็นอะไรไป ?”

ท่านตอบว่า “ พวกท่านไม่รู้หรือว่า ฉันจะยืนต่อหน้าใครและปรากฏกับใคร ?” ( 6)

( 6) ศิฟะตุศ-ศ็อฟวะฮฺ เล่ม 2 , หน้า 55.


7. ครั้งหนึ่งได้เกิดไฟไหม้ขึ้นในบ้าน

ขณะที่ท่าน(อฺ) กำลังซุญูด(กราบพระผู้เป็นเจ้า)อยู่ คนทั้งหลายต่างพากันตะโกนว่า

“ โอ้ บุตรของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ไฟ...ไฟ..... ”

แต่แล้วท่านก็ไม่ยกศีรษะขึ้นเลยจนกระทั่งไฟดับ มีคนถามท่านเมื่อท่านลุกขึ้นนั่งแล้วว่า :

“ อะไรเป็นเหตุให้ท่านวางเฉยได้ ”

ท่านตอบว่า “ สิ่งที่ทำให้ฉันวางเฉยได้ก็คือ ไฟนรกอันยิ่งใหญ่ ” ( 7)

( 7) อัล-มะนากิบ เล่ม 2 , หน้า 251.

8. ครั้งหนึ่งบุตรของท่านอิมามที่ 4 (อฺ) ตกบ่อชาวมะดีนะฮฺต่างพากันแตกตื่น จนกระทั่งสามารถนำเขาขึ้นมาได้ ขณะนั้นท่านอิมาม (อฺ) กำลังยืนนมาซอยู่โดยไม่ยอมห่างจากสถานที่ของท่านจึงมีคนพูดกับท่านเกี่ยวกับเรื่องนี้ ท่านได้ตอบว่า:

“ ฉันไม่รู้สึกอะไรเพราะฉันกำลังปรารภอยู่กับพระผู้อภิบาล

ผู้ทรงยิ่งใหญ่ ” ( 8)

( 8) กัซฟุล-ฆุมมะฮฺ หน้า 207.

9. นักประวัติศาสตร์และนักบูรพาคดีอิสลาม

ได้บันทึกร่วมกันว่า : อิมามซัยนุลอฺาบิดีน(อฺ)นมาซในแต่ละวันกลับคืนหนึ่งมากถึง 1 , 000รอกะอัต (9)

( 9) อัล-มะนากิบ หน้า 2 , หน้า 251. อัล-ฟุศูลุล-มุฮิมมะฮฺ หน้า 183.

นูรูล-อับศ็อร หน้า 127. มะฏอลิบุซซุอูล เล่ม 2 , หน้า 47.


10. คนรับใช้ของท่านอิมามซัยนุลอฺาบิดีน (อฺ)

เคยถูกถามในเรื่องของท่าน นางจึงถามกลับว่า

“ จะให้เล่าอย่างละเอียดหรือตอบเพียงคร่าว ๆ ?”

นางจึงกล่าวว่า “ ข้าพเจ้าไม่เคยจัดอาหารกลางวัน และไม่เคยจัดที่นอนในยามกลางคืนให้ท่านเลยแม้สักครั้งเดียว ” ( 10)

( 10) อัล-มะนากิบ เล่ม2 , หน้า 255. บิฮารุล-อันวารฺ เล่ม 11 , หน้า 21.

11. ท่านอะบูญะอฺฟัร อัล-บาเก็ร (อฺ) กล่าวว่า:

ท่านอฺะลี(อฺ)ผู้เป็นบิดาของท่านนั้น เวลาใดที่ท่านระลึกถึงความโปรดปรานของอัลลอฮฺ ( ซ.บ.) ท่านจะต้องซุญูด (กราบพระองค์) เสมอ ไม่ว่าท่านจะอ่านอัล-กุรอานโองการใดที่มีหมายเหตุว่าให้ซุญูด ท่านจะต้องซุญูดเสมอ คราวใดที่อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ได้ทรงสกัดกั้นความเลวร้ายอันน่าหวาดกลัวหรือแผนการร้ายของคนหนึ่งคนใดให้พ้นไปจากท่าน ท่านจะต้องซุญูดเสมอเมื่อเสร็จจากนมาซวาญิบ (ภาคบังคับ) คราวใด ท่านจะต้องซุญูดเสมอ เมื่อใดที่มีการตกลงกันได้และไกล่เกลี่ยกันได้ระหว่างคนสองฝ่ายคราวใด ท่านจะต้องซุญูดเสมอ จึงปรากฏร่องรอยของการซุญูด (การกราบพระผู้เป็นเจ้า)ขึ้นตรงตำแหน่งอวัยวะที่ใช้ในการซุญูดทั้งหมดของท่าน ด้วยเหตุนี้ใครๆ จึงให้ฉายานามท่านว่า

“ ผู้ถึงแล้วซึ่งการกราบกรานต่อพระผู้เป็นเจ้า(อัซ-ซัจญาด) ”( 11)

( 11) อะอฺยานุซ-ชีอะฮฺ เล่ม 4 , หน้า 410. บิฮารุล-อันวารฺ เล่ม 11 ,

หน้า 3.


12. ท่านอิมามบาเก็ร(อฺ)กล่าวว่า :

ปรากฏว่าในแต่ละปีจะมีตะปุ่มจากรอยกร้านที่อยู่ตามตำแหน่งอวัยวะแห่งการกราบของท่านตกหล่นออกมา และท่านก็เอามาเก็บรวมไว้ครั้นพอท่านวายชนม์ มันก็ถูกนำไปฝังรวมกับท่าน ( 12)

( 12) อัล- มะนากิบ เล่ม2 , หน้า252

13. ท่านอิมามซัจญาด(อฺ)ได้ไปบำเพ็ญฮัจญ์ด้วยการเดินเท้า ซึ่งท่านได้เวลาเดินทางจากมะดีนะฮฺถึงมักกะฮฺ เป็นเวลาถึง 20 วัน (13)

( 13) อัล-มะนากิบ เล่ม 2 , หน้า 252. เราฏ่อตุล-วาอิศีน เล่ม 1 ,

หน้า 199.


วิถีชีวิตของอิมามอฺะลี บินฮุเซน(อฺ)

อาจกล่าวได้ว่า ปัจจุบันหลังจากที่เราประสบกับความสูญเสียซึ่งแบบอย่างทางจริยธรรมและบุคลิกภาพอันยิ่งใหญ่เหล่านี้ไป

ต่อไปนี้เราจะต้องเอาวิถีของบรรดาอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ)กลับมาปฏิบัติด้วยการยอมรับกันอย่างจริงจังเพื่อความดีงามอันเด่นชัดของเราเอง และเพื่อได้เป็นดวงประทีปในการที่เราจะได้อาศัยแสงสว่างท่ามกลางความมืดมนอนธกาลทั้งหลายแหล่ เพื่อที่ว่าจะไดรักษาไว้ซึ่งความดีงามให้อยู่ยงคงไว้ตลอดไปและเราจะได้หวนกับไปสู่อารยธรรมแบบอิสลามกันใหม่อีกครั้ง

(อินชาอัลลอฮฺ) ที่จะนำเสนอต่อผู้อ่านขณะนี้เป็นส่วนย่อยที่สุดจากวิถีชีวิตของท่านอิมามอฺะอิ บินฮุเซน(อฺ) ขอได้พึงนำเอาไปประพฤติปฏิบัติตาไว้เถิด

วิถีชีวิตที่ 1.

ท่านซุฟยานได้กล่าวว่า : ชายคนหนึ่งเข้ามาหาท่านอิมามอฺะลี บินฮุเซน(อฺ)แล้วกล่าวว่า

“ นาย.... โกรธเคืองท่าน และใส่ร้ายท่าน ”

ท่าน(อฺ)กล่าวตอบว่า “ ปล่อยเขาไปเพื่อเห็นแก่เรา ”

ครั้นพอท่าน(อฺ)มิได้ติดใจเอาเรื่องอะไร ชายคนนั้นก็คิดในใจว่าตนเองสามารถเอาชนะท่าน ( อฺ) ได้แล้ว ต่อมาชายคนนั้นมาหาท่าน (อฺ) อีก


ท่าน(อฺ)ก็กล่าวว่า :

“ นี่แน่ะท่าน ถ้าหากสิ่งที่เจ้าพูดไปมันเป็นความจริงก็ขอให้อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงอภัยแก่ข้าด้วย

แต่ถ้ามันเป็นความเท็จก็ขอให้อัลลอฮฺ(ซ.บ.)อภัยแก่เจ้าด้วยก็แล้วกัน ” ( 1)กัชฟุล-ฆุมมะฮฺ หน้า 198 , ศิฟะตุศ-ศ็อฟวะฮฺ เล่ม 2 หน้า 53 ,

มะฏอลิบุซซุอูล เล่ม 2 หน้า 43 , นูรุล-อับศ็อร หน้า 126

วิถีชีวิตที่ 2.

วันหนึ่งท่านอิมามซัยนุลอฺาบิดีน(อฺ) เดินทางจากบ้านแล้วพบแล้วชายคนหนึ่ง ปรากฎว่าชายคนนั้นด่าว่าท่าน(อฺ)จนกระทั่งคนรับใช้ที่ติดตามท่าน(อฺ)มาด้วยทำท่าจะเข้าไปเอาเรื่อง แต่ท่าน ( อฺ) พูดกับคนรับใช้ของท่าน (อฺ) ว่า

“ ปล่อยเขาไป ”

ต่อจากนั้นท่าน(อฺ)ก็เข้าไปหาชายคนนั้นแล้วกล่าวว่า :

“ มีหลายสิ่งหลายอย่างเกี่ยวกับเรื่องของเราที่ไม่เป็นที่เปิดเผยแก่เจ้า เจ้ามีความเดือดร้อนที่จะให้เราช่วยเหลือบ้างไหม ?”

ปรากฏว่าชายคนนั้นรู้สึกละอายแก่ใจ ท่านอิมาม(อฺ)จึงมอบผ้าคลุมผืนหนึ่งให้และสั่งคนของท่าน(อฺ)จัดเงินให้เขาอีก 1 , 000 ดิรฮัม หลังจากนั้นชายคนดังกล่าวถึงกับกล่าวว่า:

“ ข้าขอปฏิญาณตนว่า แท้จริงท่านคือ บุตรคนหนึ่งของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ” ( 2) ศิฟะตุศ-ศ็อฟวะฮฺ เล่ม 2 , หน้า 56. กัซฟุล-ฆุมมะฮฺ หน้า 200. มะฏอลิบุซซอูล เล่ม 2 , หน้า 48. นูรุบ-อับศ็อร หน้า 128.


วิถีชีวิตที่ 3

ครั้งหนึ่งมีแขกหลายคนมาหาท่าน(อฺ) คนรับใช้จึงกุลีกุจอทำขนมปังที่อบในเตาไฟมาให้ท่าน(อฺ) ปรากฎว่าคนรับใช้ผู้นั้นนำออกมาอย่างรวดเร็วจนทำให้ตะแกรงเหล็กหลุดจากมือไปถูกศีรษะของลูกชายคนหนึ่งของท่าน

อิมามอฺะลี บินฮุเซน(อฺ)ที่อยู่ใต้บันไดจนถึงแก่ชีวิต

ท่านอฺะลี(อฺ)ได้กล่าวกับคนรับใช้ผู้นั้นซึ่งกำลังเป็นทุกข์ และรุ่มร้อนใจอยู่ว่า :

“ เจ้าปลอดภัยทุกอย่างไม่ต้องกลัวหรอก เพราะเจ้ามิได้มีเจตนา ”

แล้วท่าน(อฺ)ก็จัดแจงแต่ศพลูกชายของท่าน และดำเนินการฝังเหมือนอย่างไม่มีอะไรเกิดขึ้น

( 3) มะฏอลิบุซซอูล เล่ม 2 , หน้า 48. กัซฟุล-ฆุมมะฮฺ หน้า 200.

ศิฟะตุศ-ศ็อฟวะฮฺ เล่ม 2 , หน้า 56.

วิถีชีวิตที่ 4

ครั้งหนึ่ง ฮิชาม บินอิซมาอีล ผู้ปกครองนครมะดีนะฮฺใส่ร้ายป้ายสีท่านอิมาม(อฺ)อย่างรุนแรง ครั้นเมื่อวะลีดเขี่ยเขาออกจากตำแหน่งแล้ว เขาก็ได้ยืนพูดต่อหน้าประชาชนว่า :

“ ข้าไม่เคยกลัวใครเลยนอกจากอฺะลี บินฮุเซน คนเดียว ”


แต่เมื่ออิมาม(อฺ)เดินผ่านมา ท่านได้ให้สลามเขา แล้วกระซิบบอกเป็นการส่วนตัวว่า :

“ รับรองว่าจะไม่มีเหตุร้ายแก่ท่านจากตัวฉันเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม ”

และท่าน(อฺ)ยังได้ส่งข่าวบอกเขาอีกว่า :

“ จงพิจารณาดูทรัพย์สินเงินทองของท่านขาดแคลนบ้างหรือไม่เพราะว่าที่เรานี้ยังมีให้เจ้าได้อย่างพอเพียง จงรับความปรารถนาดีจากเราและจากคนที่เคารพเชื่อฟังเราทุกคน ”

วิถีชีวิตที่ 5

เมื่อครั้งที่พวกบะนีอุมัยยะฮฺต้องเดินทางออกจากมะดีนะฮฺไปอยู่เมืองชามในครั้งที่เกิดสงคราม มัรวาน บินฮะกัมได้ฝากฝังของมีค่า และภรรยาของตนที่ชื่อว่า อฺาอิชะฮฺ บุตรีของ อุษมานบินอัฟฟาน ไว้กับท่าน(อฺ)ทั้งๆ ที่เมื่อมัรวาน บินฮะกัมได้นำชาวมะดีนะฮฺ สมุนของยะซีดและวงศ์วานของบะนี

อุมัยยะฮฺออกจากเมืองมะดีนะฮฺนั้น เขาได้พูดกับอับดุลลอฮฺ บินอุมัรว่าให้ช่วยรับสมาชิกครอบครัวของตนไว้ด้วย แต่อิบนุอุมัรปฏิเสธ ไม่ยอมทำดังนั้น มัรวานจึงหันมาพูดกับท่านอฺะลี บินฮุเซน(อฺ) โดยกล่าวว่า :

“ อะบุลฮะซัน ตัวข้าเองยังมีสมาชิกครอบครัวและของหวงอยู่(ภรรยาและสตรีที่อยู่ในปกครอง) ข้าจะขอฝากฝังให้อยู่กับผู้ที่เป็นของหวงแหนของตัวท่านด้วย ”

ท่านอิมาม(อฺ)กล่าวว่า “ ข้าตกลง ”

แล้วเขาก็นำสมาชิกครอบครัวมาฝากไว้กับท่านอฺะลี บินฮุเซน(อฺ)


จากนั้นท่าน(อฺ)ก็ได้นำภรรยาของท่าน(อฺ)และของมัรวานออกไปอยู่ที่ตำบล “ ยันบะอฺ ” ใกล้กับเขตตำบล “ บะฆีบัค ” อันเป็นสถานที่ที่ปลอดภัย....

นี่คือจริยธรรมขั้นสูงสุด และเป็นการตอบแทนความชั่ว ด้วยการกระทำความดี(4)

(4) อิมามซัยนุลอฺาบิดีน ของอะฮฺมัด ฟะฮฺมี มุฮัมมัด หน้า 49.

วิถีชีวิตที่ 6

ท่านอิมามบาเก็ร(อฺ)กล่าวว่า: ท่านอิมามอฺะลี บินฮุเซน(อฺ)มีอูฐตัวเมียอยู่ตัวหนึ่ง ท่านเคยใช้

มันในการเดินทางไปบำเพ็ญฮัจญ์ถึง 22 ครั้ง โดยที่ไม่เคยมีมันเลยแม้แต่ครั้งเดียว(5)

(5) อุศูลุล-กาฟี เล่ม 1 , หน้า 467.

วิถีชีวิตที่ 7

ครั้งหนึ่งอัซมาเด็กรับใช้ของท่านอิมามซัยนุลอฺาบิดีน(อฺ) ยื่นภาชนะใส่น้ำให้แก่ท่าน(อฺ)

เพื่อที่ท่านจะทำวุฏอ์เพื่อนำนมาซ แต่แล้วภาชนะหลุดจากมือเป็นเหตุให้แตกกระจาย ท่าน(อฺ)เงยหน้าขึ้นมองเด็กรับใช้

ทันใดนั้นนางก็กล่าวกับท่าน(อฺ)ว่า :

“ แท้จริง อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ตรัสไว้ว่า

“ และเหล่าบรรดาผู้มีความอดกลั้น ข่มโทสะ ”


ท่าน(อฺ)ก็กล่าวว่า “ ข้าอดกลั้น ข่มโทสะของข้าได้แล้ว ”

เด็กคนนั้นกล่าว(อัล-กุรอาน)อีกว่า

“ และเหล่าบรรดาผู้ให้อภัยแก่ผู้คนทั้งหลาย ”

ท่านอิมาม(อฺ)กล่าวต่อว่า “ อัลลอฮฺ (ซ.บ.) อภัยให้เจ้าแล้ว ”

เด็กรับใช้กล่าว(อัล-กุรอาน)อีกว่า

“ และอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงรักผู้ที่มีคุณงามความดี ”

ท่าน(อฺ)จึงกล่าวว่า :

“ เธอไปได้เลย บัดนี้เธอเป็นอิสระแล้วต่อหน้าพระพักตร์ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ” ( 6)

( 6) กัชฟุล-ฆุมมะฮฺ หน้า 202.

วิถีชีวิตที่ 8

ครั้งหนึ่งท่านอิมามอฺะลี บินฮุเซน(อฺ)ได้เรียกคนรับใช้สองครั้งแต่ไม่มีเสียงขานตอบว่า จนท่าน(อฺ)ต้องเรียกในครั้งที่สาม เขาจึงขานตอบ

ท่าน(อฺ)ถามว่า “ ลูกเอ๋ย เจ้าไม่ได้ยินเสียงฉันหรือ ?”

เขาตอบว่า “ ได้ยิน ”

ท่าน(อฺ)จึงถามว่า “ แล้วทำไมเจ้าถึงไม่ขานรับ ?”

เขาตอบว่า “ ข้าต้องการจะแกล้งลองใจท่าน ”

ท่านอิมาม(อฺ)กล่าวว่า “ ฉันขอสดุดีต่ออัลลอฮฺที่ทรงบันดาลให้บ่าวของฉันแกล้งลองใจฉัน ”

( 7) เล่มเดิม หน้าเดิม


วิถีชีวิตที่ 9

ท่านอิมามซัจญาด(อฺ) ไม่เคยลงโทษคนรับใช้คนใดเลย หากแต่ท่าน(อฺ)จะบันทึกความผิดของแต่ละคนไว้ ครั้นพอล่วงมาถึงปลายเดือนรอมฏอนท่าน(อฺ)จะเรียกทุกคนมาประชุม แล้วแถลงถึงความผิดพลาดของแต่ละคนและขอให้พวกเขาขอการอภัยโทษจากอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ให้แก่ท่าน(อฺ)

และขณะเดียวกันท่าน(อฺ)ก็ขอการอภัยโทษให้แก่พวกเขาด้วย ต่อจากนั้นท่าน(อฺ)ก็จะปลดปล่อยแต่ละคนให้ได้รับอิสระและตอบแทนรางวัลให้อีกด้วย และท่าน(อฺ)ไม่เคยใช้งานใครจนเกินกำลัง(8)

( 8) อะอฺยานุช-ชีอะฮฺ เล่ม 4 , หน้า 417

วิถีชีวิตที่ 10

ปรากฏว่าท่านอิมามอฺะลี บินฮุเซน(อฺ)กับท่านฮะซัน บุตรของท่านอิมามฮะซัน(อฺ)ผู้เป็นลูกผู้พี่มีเรื่องไม่เข้าใจกันประการหนึง ดังนั้นท่านฮะซันจึงมาหาท่านอิมาม(อฺ)ที่มิสญิดซึ่งท่าน(อฺ)กำลังอยู่กับสหายหลายคนท่านฮะซันเข้าไปต่อว่าอย่างเสีย ๆ หาย ๆโดยไม่ลดละแต่ประการใดซึ่งท่าน(อฺ)ได้แต่นิ่งเงียบไม่แสดงอาการตอบโต้ จนท่านฮะซันเดินกลับ ครั้นพอตกเวลากลางคืน ท่าน ( อฺ) ก็ไปหาท่านฮะซันที่บ้าน แล้วเคาะประตูเรียก ท่านฮะซันก็ออกมาพบท่านอิมามอฺะลี (อฺ) ได้กล่าวว่า:

“ ข้าแต่ท่านผู้เป็นพี่ชาย ถ้าหากเรื่องที่ท่านพูดเป็นความจริงแล้วไซร้ก็ให้อัลลอฮฺ(ซ.บ.)อภัยโทษให้ข้าฯด้วย แต่ถ้าหากท่านเป็นคนกล่าวเท็จก็ขออัลลอฮฺ(ซ.บ.)อภัยโทษแก่ท่านด้วย


ขอให้อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ประทานความสุขและความเมตตาแก่ท่านด้วย ”

จากนั้นก็หันหลังกลับ ทานฮะซันถึงกับออกเดินตามท่านไปและยื้อยุดท่านไว้ แล้วร้องไห้จนน้ำตาเปียกโชกพลางกล่าวว่า :

“ ขอสาบานด้วยพระนามแห่งอัลลอฮฺ ข้าฯจะไม่หวนกลับไปทำสิ่งที่ท่านไม่พอใจอีกแล้ว ”

ท่านอิมามอฺะลี(อฺ) กล่าวว่า :

“ ขอให้ท่านได้รับสภาพตามที่ฉันได้กล่าวไปแล้วเถิด ” ( 9)

( 9) ศิฟะตุศ-ศ็อฟวะฮฺ เล่ม 2 , หน้า 53. กัซฟุล-ฆุมมะฮฺ หน้า 198.

มะฏอลิบุซซุอูล เล่ม 2 , หน้า 43.

วิถีชีวิตที่ 11

ท่านอิบรอฮีม บินซะอัด กล่าวว่า : ครั้งหนึ่งท่านอฺะลี บินฮุเซน(อฺ)ได้ยินเสียงร้องอย่างตื่นตระหนกที่บ้านของท่าน(อฺ) ในขณะที่คนกลุ่มหนึ่งนั่งอยู่กับท่าน(อฺ)ดังนั้นท่าน(อฺ)จึงถูกออกไปที่บ้าน จากนั้นก็กลับมาที่ประชุมต่อมีคนหนึ่งถามท่าน(อฺ)ว่า :

“ มีใครเป็นอะรไรบ้างหรือ ถึงได้มีเสียงตื่นตระหนกอย่างนั้น ?”

ท่าน(อฺ) ตอบว่า “ ใช่ ”

เขาเหล่านั้นรู้สึกยกย่องและมีความประทับใจในความอดทนของท่าน(อฺ)ยิ่งนัก ท่าน(อฺ)จึงกล่าวว่า :

“ แท้จริง บรรดาอะฮฺลุลบัยตฺนั้น พวกเราเคารพเชื่อฟังอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ในกรณีต่างๆ ที่พระองค์ทรงรัก และเราจะสดุดีพระองค์ในกรณีใด ๆ ที่เราไม่พอใจ ” ( 10)

( 10) อัล-มะนากิบ เล่ม 2 , หน้า 262. บิฮารุล-อันวาร เล่ม 11 , หน้า 27.


วิถีชีวิตที่ 12

มีชายคนหนึ่งมาต่อว่าต่อขานท่านอิมามอฺะลิ บินฮุเซน(อฺ) แต่ท่าน(อฺ)ก็ทำเป็นไม่สนใจ พอชายคนนั้นกล่าวว่า :

“ เจ้าจงระวังการจับตาของข้าให้ดี ”

ท่านอฺะลี บินฮุเซน(อฺ)จึงกล่าวตอบว่า :

“ ข้าจะลดสายตาจากเจ้า ” ( 11)

(11) กัชฟุล-ฆุมมะฮฺ หน้า 206

วิถีชีวิตที่ 13

ท่านอิมามศอดิก(อฺ) ได้เล่าว่า : ท่านอฺะลี บินฮุเซน(อฺ)มักจะออกเดินทางกับกลุ่มคนที่ไม่รู้จักท่านเสมอไม่เคยเว้น โดยที่ท่าน(อฺ)เสนอตัวเป็นผู้รับใช้คนในกลุ่มนั้นๆ ได้ทุกอย่างตามที่พวกเขาต้องการจะใช้ท่าน(อฺ)ต่อมาท่าน(อฺ)ได้เดินทางร่วมกับคนพวกหนึ่ง ปรากฎว่ามีคน ๆหนึ่งรู้จักท่าน(อฺ)เข้าพอดี ชายคนนั้นจึงถามพวกเขาเหล่านั้นว่า :

“ พวกท่านรู้หรือเปล่าว่า บุคคลผู้นี้เป็นใคร ?”

พวกเขาพากันตอบว่า “ ไม่รู้ซิ ”

ชายคนนั้นจึงบอกว่า “ นี่แหละคือ อฺะลี บินฮุเซน ”

คนเหล่านั้นต่างพากันวิ่งไปหาท่าน(อฺ)แล้วก้มลงจูบท่าน(อฺ)พลางคร่ำครวญว่า :

“ ข้าแต่บุตรของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ท่านต้องการให้พวกเราเข้านรกอันร้อนแรงกระนั้นหรือ


หากแม้นว่าเรากระทบกระทั่งท่านด้วยมือและด้วยวาจาของเราแล้ว เมื่อนั้นพวกเราก็จะต้องประสบกับความวิบัติในยามอวสานอย่างแน่นอน อะไรเป็นเหตุให้ท่านต้องทำอย่างนี้ ?”

ท่านอิมาม(อฺ) ตอบว่า :

“ ครั้งหนึ่งข้าเดินทางกับคนพวกหนึ่งที่พวกเขารู้จักข้าดี ครั้นแล้วพวกเขาก็ปฏิบัติต่อข้าเหมือนกับปฏิบัติต่อท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ซึ่งข้าไม่มีสิทธิถึงขนาดนั้น ข้าจึงเกรงว่า พวกเจ้าจะปฏิบัติเช่นนั้นต่อข้าอีกข้าจึงพอใจที่จะปกปิดตัวของข้าเอง ” ( 12)

(12) บิฮารุล-อันวารฺ เล่ม 11 , หน้า 21

การบำเพ็ญคุณธรรมและความเผื่อแผ่ของอิมามที่ 4

ไม่ว่าจะเป็นนักปราชญ์คนใด ถ้าเขียนเรื่องของท่านอิมามอฺะลี

ซัยนุลอฺาบิดีน(อฺ)แล้ว

จะต้องกล่าวถึงเรื่องการทำงาน และการบำเพ็ญความดีต่อคนยากจน แน่นอนความเมตตาและความเผื่อแผ่ของท่าน(อฺ)มีแก่คนทั่วไป รวมทั้งคนที่ปฏิเสธและขัดแย้งในเรื่องสิทธิของท่าน(อฺ)

เราได้รวบรวมบุคลิกภาพของท่าน(อฺ) ให้ด้านคุณธรรมและจริยธรรมอันสูงส่งไว้ในบทนนี้ซึ่งเป็นเพียงตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ ที่บรรดานักปราชญ์อธิบายไว้

- 1-

ท่านอิมามบาเก็ร(อฺ)ได้กล่าวว่า : สิ่งที่ท่าน(อฺ)ชอบที่สุดคือ การนำอาหารไปมอบแก่เด็กกำพร้า คนที่ได้รับความเดือดร้อนตกทุกข์ได้ยากและคนที่

ขัดสนทั่วไปที่ไม่มีทางออกในชีวิต


ท่าน ( อฺ) มอบของให้คนเหล่านั้นด้วยมือของท่าน (อฺ) เอง คนใดที่มีครอบครัวท่าน (อฺ) จะนำอาหารไปมอบให้แก่คนในครอบครัวของคนๆ นั้นด้วย ท่าน (อฺ) จะไม่รับประทานอาหารใดๆจนกว่าจะได้เริ่มต้นด้วยการบริจาคอาหารในส่วนนั้นๆ ไปด้วย (1)

(1) บิฮารุล-อันวารฺ เล่ม 20 , หน้า 11

- 2-

คราใดที่มีคนขอรับบริจาคมาหาท่านอิมามอฺะลิ บินฮุเซน(อฺ)จะกล่าวว่า :

“ ยินดีต้อนรับ บุคคลที่ถือเสบียงของเข้าวันปรโลก ” ( 2)

(2) ตัซกิเราะตุล-ค่อว๊าศ หน้า 184

- 3-

ท่านอิมามอฺะลี(อฺ)เคยบริจาคถั่ว มัน และน้ำตาล จนมีคนถามท่าน(อฺ)เกี่ยวกับเรื่องนี้ ท่าน ( อฺ) ตอบด้วยการอ่านโองการในอัล-กุรอานว่า:

“ สูเจ้าจะไม่บรรลุถึงคุณธรรมจนกว่าจะบริจาคของที่สูเจ้ารัก ”

( อาลิ-อิมรอน: 92)

ซึ่งของพวกนี้เป็นที่ชื่นชอบของท่าน(อฺ)(3)

(3) อะอฺยานุช-ซ็อะฮฺ 4 กอฟ 464/1

- 4-

ท่านอิมามศอดิก(อฺ) ได้กล่าวว่า : ท่านอิมามอฺะลี บินฮุเซน(อฺ) เคยออกจากบ้านในยามค่ำคืน

พร้อมทั้งแบกถุงใส่เงินทั้งดีนารฺและดิรฮัม จนเมื่อไปถึงประตูบ้านๆ หนึ่ง แล้วท่าน(อฺ)ก็เคาะประตู


จากนั้นท่าน(อฺ)ก็ยื่นให้โดยหลบหน้าออกจากคนที่มารับของจากท่าน(อฺ) ครั้นพอท่าน(อฺ)ถึงแก่การวายชนม์ คนทั้งหลายก็ไม่พบกับเหตุการณ์เช่นนี้อีก เมื่อนั้นแหละคนทั้งหลายจึงรู้ว่า ที่แท้ท่านอิมามอฺะลี บินฮุเซน(อฺ)นี่เองที่เป็นคนทำเช่นนั้น (4)

(4) อุศูลุล-กาฟี เล่ม 1 , หน้า 468.

- 5-

ท่านอิมามบาเก็ร(อฺ)กล่าวว่า : เมื่อมัยยัต(ศพ)ของท่านอิมามอฺะลี(อฺ)ถูกวางลงเพื่อรับการอาบน้ำ พวกเขาก็มองเห็นที่แผ่นหลังของท่าน(อฺ)เป็นรอยคล้ายรอยหลังอูฐที่ถูกขี่ อันเกิดมาจากการที่ท่าน(อฺ)ได้แบกอาหารไปให้แก่คนยากจนอยู่เสมอนั่นเอง(5)

(5) อัล-คิศ็อล หน้า 517.

- 6-

ท่านอิมามศอดิก(อฺ)ได้เล่าว่า : ครั้งหนึ่งในวันที่ท่านอิมามอฺะลี บินฮุเซน(อฺ)ถือศีลอด ท่าน ( อฺ) ได้สั่งให้คนใช้แกงแพะให้หนึ่งตัว ครั้นพอตกเย็นท่าน (อฺ) ก็ออกเดินไปรอบๆ บริเวณบ้านเพื่อพิสูจน์ดูกลิ่นแกงแพะที่บ้านของท่าน (อฺ) ว่า ส่งกลิ่นไปถึงไหน แล้วท่าน (อฺ) ก็สั่งให้คนนำไปมอบให้บ้านนั้นๆ จนถึงบ้านหลังสุดท้ายที่หมดเขต จากนั้นท่านนำขนมปังและอินทผลัมมารับประทานเป็นอาหารค่ำของท่าน (6)

(6) บิฮารุล-อันวารฺ เล่ม 11 , หน้า 22-29.


- 7-

ท่านอิมามซัยนุลอฺาบิดีน(อฺ)ได้ไปหาบุตรชายของลุงของท่าน(อฺ)คนหนึ่งในยามกลางคืน แล้วมอบเงินดีนารฺให้ไปเป็นจำนวนมาก

เขากล่าวกับท่าน(อฺ)ว่า

“ อฺะลี บินฮุเซนไม่เคยผิดต่อสัมพันธ์กับข้าพเจ้าเลย ขออย่าให้อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ตอบแทนความดีให้แก่เขาเลย ”

เมื่อท่าน(อฺ)ได้ฟังดังนั้นก็รู้สึกสะเทือนใจแต่อดกลั้นไว้ เพราะเขาไม่รู้จักท่าน(อฺ) ครั้นเมื่อท่าน(อฺ)ถึงแก่การวายชนม์ การกระทำดังกล่าวก็หายไปด้วย เขาจึงได้รู้ว่าที่แท้คนๆ นั้นก็คือ ท่านอฺะลี บินฮุเซน(อฺ) นั่นเอง

แล้วเขาก็มายืนร้องไห้คร่ำครวญที่สุสานของท่าน(อฺ)(7)

(7) อ้างเล่มเดิม

-8-

ท่านอิมามศอดิก(อฺ)ได้กล่าวอีกว่า : ท่านอฺะลี บินฮุเซน(อฺ) โปรดปรานลูกองุ่นมาก วันหนึ่ง

มีองุ่นพันธุ์ดีที่สุดถูกนำเข้ามาในนครมะดีนะฮฺ ภรรยาของท่าน(อฺ)จึงซื้อมาฝากท่าน(อฺ)เพื่อเป็น

อาหารสำหรับละศีลอด ซึ่งท่าน(อฺ)ก็พอใจมาก แต่พอท่าน(อฺ)ทำท่าจะเอื้อมมือไปรับเท่านั้นเอง ก็

ปรากฏว่ามีคนมาขอรับบริจาคมายืนอยู่ที่หน้าประตูบ้านพอดี

ท่าน(อฺ)จึงกล่าวกับภรรยาว่า :

“ มอบให้เขาไปเถอะ ”

ภรรยาของท่าน(อฺ)กล่าวว่า :

“ โอ้ ท่านผู้เป็นนาย ให้เพียงบางส่วนก็พอแล้ว ”

ท่าน(อฺ)กล่าวว่า “ ไม่ได้ ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺให้เขาไปทั้งหมดนั่นแหละ ”

วันรุ่งขึ้นนางก็ไปซื้อมาให้ท่าน(อฺ)อีก คนขอรับบริจาคก็มายืนขอเหมือนเดิม และท่าน(อฺ)ก็

ทำอย่างนั้นอีก นางก็ไปซื้อมาให้ท่าน(อฺ)อีกเป็นคืนที่สาม ปรากฎว่าคราวนี้ไม่มีคนขอรับบริจาค

ท่าน(อฺ)จึงได้รับประทาน

แล้วท่าน(อฺ)ก็กล่าวว่า :

“ ขอสรรเสริญต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.)ที่ไม่มีสิ่งใดขาดหายไปจากเรา ” ( 8)

(8) บิฮารุล-อันวารฺ เล่ม 11 , หน้า 26.

- 8-

ท่านซุฟยาน บินอุยยินะฮฺได้กล่าวว่า : กล่าวท่านซุ์ฮฺรีได้เห็นท่านอฺะลี บินฮุเซน(อฺ) ในคืนวันหนึ่งมีหิมะอันหนาวเหน็บตกลงมาอย่างหนัก และที่หลังของท่านมีสัมภาระอยู่ด้วยในขณะที่ท่านเดิน เขาจึงกล่าวขึ้นว่า :

“ ข้าแต่ผู้เป็นบุตรของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ของเหล่านี้เป็นอะไร ?”

ท่านอิมาม(อฺ)ตอบว่า “ ฉันต้องการเดินทาง ฉันเตรียมของพวกนี้เป็นเสบียงที่ต้องนำไปจนถึงที่หมาย ณ ป้อมปราการนอกเมือง ”

เขากล่าวว่า “ ขออนุญาตให้คนรับใช้คนนี้ของข้าพเจ้าแบกให้ท่านเอง ”

แต่ท่าน(อฺ)ปฏิเสธ และเขากล่าวอีกว่า :

“ ถ้าเช่นนี้ ข้าพเจ้าจะขอแบกเองเพื่อแบ่งเบาภาระของท่าน ”

ท่านอฺะลี(อฺ)กล่าวว่า “ แต่ฉันจะไม่เอาของที่จะทำให้ฉันปลอดภัยในการเดินทางออกไปจากตัวฉัน น้ำดื่มของฉันที่ดีที่สุดได้แก่ น้ำดื่มที่ฉันนำมาเอง ฉันขอร้องท่านโดยอ้างถึงสิทธิของอัลลอฮฺว่า ให้ท่านดูแลหน้าที่ที่จำเป็นสำหรับตัวท่านเองและอย่าได้สนใจเรื่องของฉัน ”


ครั้นเวลาผ่านไปหลายวัน เขาได้กล่าวแก่ท่าน(อฺ)ว่า :

“ ข้าแต่บุตรของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ข้าพเจ้ายังไม่เห็นด้วยกับถ้อยคำใดๆ ที่ท่านพูดเมื่อตอนเดินทางในคราวนั้น ”

ท่าน(อฺ)กล่าวว่า “ ถูกแล้ว ซุ์ฮฺรีเอ๋ย ความจริงมันมิได้เป็นอย่างที่ท่านคิดหรอก แต่ทว่าความตายนั้นคือ สิ่งที่ท่านต้องเตรียมตัว อันว่าการเตรียมตัวรับความตายนั้นคือ การหลีกเลี่ยงจากสิ่งต้องห้ามทั้งปวง และเสียสละในส่วนที่คิดว่า ดีที่สุด ” ( 9)

9) อะอฺยานุช-ชีอะฮฺ เล่ม 4 , หน้า 464.บิฮารุล-อันวารฺ เล่ม 11 , หน้า 20.

- 10-

ท่านอิบนุอฺาอิชะฮฺได้กล่าวว่า : ข้าพเจ้าได้ฟังชาวเมืองมะดีนะฮฺพูดกันว่า “ พวกเราได้รับการบริจาคอย่างลับๆ อยู่ไม่เคยขาด นอกจากในช่วงหลังที่ท่านอฺะลี บินฮุเซน (อฺ) ได้วายชนม์ไปแล้ว ” ( 10)

( 10) ศิฟะตุศ-ศ็อฟฟะฮฺ เล่ม 2 , หน้า 54. นูรุล-อับศ็อร หน้า 127.

กัชฟุล-ฆุมมะฮฺหน้า 199.

-11 -

ท่านอะบูฮัมซะฮฺ อัษ-ษุมาลี(ร.ฏ.) กล่าวว่า : ท่านซัยนุลอฺาบิดีน(อฺ)จะนำถุงขนมปังจากแป้งข้าวสาลีแบกบนหลังในยามค่ำคืน แล้วเอาไปแจกจ่ายเสมอ


ท่านอิมาม(อฺ)กล่าวว่า

“ แท้จริงการทำกุศลกรรมโดยลับนั้น จะเป็นการดับความกริ้วของพระผู้อภิบาลได้ ” ( 11)

(11) มะฏอลิบุซ-ซุอูล เล่ม 2 , หน้า 48. กัซฟูล-ฆุมมะฮฺ หน้า 200.

ศิฟะตุศ-ศ็อฟวะฮฺ เล่ม 2 , หน้า 56. บิดายะตุวัน-นิฮายะฮฺ เล่ม 9 , หน้า 105.

-12 -

ท่านมุฮัมมัด บินอิซฮาก (ร.ฏ.)กล่าวว่า : ชาวเมืองมะดีนะฮฺกลุ่มหนึ่งมีชีวิตอยู่โดยไม่รู้ว่าเครื่องยังชีพของพวกเขามาจากที่ไหนแต่เมื่อท่านอฺะลี บินฮุเซน(อฺ)วายชนม์ พวกเขาก็สูญเสีบสิ่งที่เขาเคยได้รับในยามค่ำคืนไป(12)

( 12) นูรูล-อับศ็อร หน้า 127. กัชฟุล-ฆุมมะฮฺหน้า 100 , มะฏอลิบุซ-ซุอูล เล่ม 2 หน้า45.

- 13-

เมื่อครั้งที่มุสลิม บินอุตบะฮฺเข้าล้อมเมืองมะดีนะฮฺ ปรากฎว่าท่านซัยนุลอฺาบิดีน(ร.ฏ.) ได้อุปการะสุภาพสตรีจำนวนมากถึง 400 คน รวมทั้งเด็กๆ และสัมภาระต่างๆ ของพวกนาง ท่าน(อฺ)ได้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูคนเหล่านี้ จนกระทั่งอิบนุอุตบะฮฺถอยออกไปจากเมืองมะดีนะฮฺ

สุภาพสตรีแต่ละคนต่างสาบานด้วยความจริงใจว่า :

พวกเธอไม่เคยพบบรรยากาศที่อบอุ่น และมีความสุขความสบายจากบ้านบิดารมารดาของตนให้ เท่ากับที่ได้มาพบเห็นในบ้านของท่านอฺะลีบินฮุเซน(ร.ฏ.)เลย(13)

(13) อิมามซัยนุลอฺาบิดีน โดยอะฮฺหมัด ฟะฮ์มี มุฮัมมัด หน้า 64


- 14-

เมื่อท่านอิมามซัจญาด(อฺ)ถึงแก่การวายชนม์ ประชาชนก็เข้ามาอาบน้ำมัยยัตของท่าน(อฺ)เขาเหล่านั้นได้เห็นรอยบางอย่างปรากฏที่บริเวณแผ่นหลัง

แล้วพากันถามว่า “ นี่เป็นรอยอะไร ”

มีคนบอกว่า “ เขาแบกแป้งข้าวสาลรในยามกลางคืนเพื่อนำไปแจกจ่ายแค่คนยากจนในเมืองมะดีนะฮฺอย่างลับๆ เสมอ ” ( 14)

(14) กัชฟุล-ฆุมมะฮฺ หน้า 199. มะฏอลิบุซ-ซุอูล เล่ม 2 , หน้า 45.

นูรุล-อับศ็อร หน้า 127.

- 15-

เมื่อท่านอิมามอฺะลี บินฮุเซน(อฺ)จากไป ชาวมะดีนะฮฺจำนวนนับร้อยครอบครัวถึงรู้ว่า ท่าน ( อฺ) นี่เองที่ให้การเลี้ยงดูพวกเขา และนำสิ่งที่พวกเขาต้องการไปให้ (15)

(15) นูรุล-อับศ็อร หน้า 127. กัชฟุล-ฆุมมะฮฺ หน้า 194.

ศิฟะตุศ-ศ็อฟวะฮฺ หน้า 2 , หน้า 54.

ปลดปล่อยทาสสร้างสัมพันธ์มนุษย์

ศาสนาอิสลามได้อุบัติขึ้น ในขณะที่โลกนี้เต็มไปด้วยระบบทาส ดังนั้นจึงได้มีการพยายามทุกวิถีทางเพื่อปลดปล่อยโซ่ตรวนที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเพื่อผูกสายสัมพันธ์เพื่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันประการแรกที่อิสลามดำเนินการก็คือ ปิดประตูการสำนึกในการตกเป็นทาส เพราะไม่บังควรที่มนุษย์จะยอมตกเป็นบ่าวของเพื่อนมนุษย์


ต่อจากนั้นก็ดำเนินวิธีการแก้ไขปัญหาของทาส และหาวิธีการในการปลดปล่อยทาส โดยชี้ให้เห็นว่า การปลดปล่อยทาสคือ การบำเพ็ญคุณงามความดีอย่างสูงสำหรับอัลลอฮฺ(ซ.บ.)และเป็นงานที่พระองค์ทรงให้ความรักความโปรดปรานเป็นยิ่งนัก ในขั้นต่อมา อิสลามถือว่า เรื่องนี้เป็นข้อบังคับประการหนึ่งและการปลดปล่อยทาสคือการปลดเปลื้องความบาปได้

เช่น ความบาปเนื่องจากเจตนาไม่ถือศีลอดในเดือนรอมฏอน และอื่นๆ

แนวทางในการปลดปล่อยทาสของอิสลามได้ดำเนินเรื่อยมา ในลักษณะนี้ จนถึงสมัยของท่านอิมามอฺะลี บินฮุเซน(อฺ) ท่าน(อฺ)ได้ทำการปลดปล่อยทาสไปจำนวนนับพันคน

------------------------------------------------------ 1---------------------------------------------------------

ท่านซัยยิดุลอะฮฺลิได้กล่าวว่า : ท่านอิมามซัยนุลอฺาบิดีน(อฺ)ซื้อทาสแต่มิได้มุ่งหวังอะไรจากทาสเลย ทว่าท่าน(อฺ)ซื้อมาเพื่อปลดปล่อยเขาเหล่านั้น

พวกเขากล่าวว่า

“ ท่านได้ปลดปล่อยทาสจำนวน 10 , 000 คน ” ( 1)

(1) อัล-อิมามซัยนุลอฺาบิดีน ของซัยยิดุอะฮฺลิ หน้า 7

------------------------------------------------------ 2---------------------------------------------------------

ในยามที่พวกทาสทำความผิด ท่านอิมามอฺะลี บินฮุเซน(อฺ) จะปลดปล่อยพวกเขาทันที และได้วางหลักไว้ว่า

“ การปลดปล่อยทาสคือ ผลตอบแทนสำหรับความผิดนั้น ๆ ” ( 2)

(2) โปรดดูรายละเอียดในบทวิถีชีวิตของท่านจากหนังสือเล่านี้อีกครั้ง

------------------------------------------------------ 3


ท่านซัยยิด อัล-อามีน (ขอให้ท่านได้รับความเมตตาจากอัลลอฮฺ)ได้กล่าวว่า :

ทุกปีเมื่อถึงปลายเดือนร่อมะฏอน ท่าน(อฺ)จะต้องปล่อยทาสเป็นอิสระราวๆ ไม่ต่ำกว่า 20คนเสมอ

ท่านอิมาม(อฺ)กล่าวว่า

“ แท้จริงทุกคืนของเดือนร่อมะฏอน ณ อัลลอฮฺ(ซ.บ.) จะมีการปลดปล่อยชาวนรกออกมาถึง70 , 000 คน ทั้งๆที่ทุกคนล้วนมีความผิดต้องตกนรกดังนั้นเมื่อถึงวันสุดท้ายของเดือนรอมฏอน

ฉันก็จะปลดปล่อยทาสเช่นกันเพราะฉันชอบที่จะให้อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงประจักษ์ว่า ฉันได้ปลดปล่อยทาสในครอบครองของฉันในโลกนี้แล้ว เพื่อพระองค์จะกรุณาปลอปล่อยฉันให้พ้นจากนรก ”

ท่านซัยยิด อัล-อะมีน(ร.ฮ.)กล่าวว่า :

ท่าน(อฺ)ไม่เคยให้คนใช้ทำงานเกินกำลัง ถ้าหากท่าน(อฺ)ครอบครองทาสคนใดมาตั้งแต่ต้นปีหรือกลางปี ครั้นพอถึงวันออกอีด ท่าน(อฺ)จะปลดปล่อยทันทีและจะทำอย่างนี้อีกในปีที่ 2 แล้วท่าน ( อฺ) ก็จะปลดปล่อยอีกท่าน (อฺ) ทำอย่างนี้จนถึงวาระคืนกลับสู่อัลลอฮฺ (ซ.บ.) พวกเขาให้เป็นอิสระทันที และมอบทรัพย์สินเพื่อเป็นรางวัลแก่คนเหล่านั้นอีกด้วย (3)

(3) อะอฺยานุช-ชีอะฮฺ เล่ม 4 , หน้า 468.

------------------------------------------------------ 4

ท่านอุซด๊าซซัยยิดุลอะฮฺลิ ได้กล่าวว่า :

เมื่อบรรดาทาสทั้งหลายรู้เรื่องนี้ต่างก็พากกันเสนอตัวขายให้แก่ท่าน(อฺ)และต่างพากันเลือกท่าน(อฺ)เป็นนาย ต่างพากันออกจากการปกครองของเจ้านายเดิมเพื่อมาอยู่กับท่าน(อฺ)


เพราะท่าน(อฺ)ให้ความสะดวก ครั้นเวลาผ่านไปท่านอิมามซัยนุลอฺาบิดีน(อฺ)ก็ปลดปล่อยทาสเป็นประจำทุกๆ ปีทุกๆ เดือนและทุกวันในทุกครั้งที่ทาสทำความผิด จนกระทั่งในเมืองมะดีนะฮฺเต็มไปด้วยอิสระชน

ทุกคนอยู่ในความดูแลของท่านอิมาซัยนุลอฺาบิดีน(อฺ)คนเหล่านั้นมีจำนวนมากถึง 50 , 000 คน หรือมากกว่านั้น(4)

(4) ซัยนุลอฺาบิดีน ของ ท่านซัยยิดุลอะฮฺลิ หน้า 47.

คำเทศนาของอิมามซัยนุลอฺาบิดีน (อฺ)

อัลลอฮฺ(ซ.บ.) ทรงให้การลงโทษอย่างสาสมกับพฤติกรรมของพวกวงศ์อุมัยยะฮฺและอับบาซียะฮฺที่ก่อกรรมทำเข็ญกับบรรดาอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ)

ความชั่วร้ายเลวทรามเหล่านั้นไม่เพียงแต่จะกระทบต่อบรรดาอิมาม(อฺ)ฝ่ายเดียว หากแต่ยังเกิดขึ้นกับสังคมของประชาชาติอิสลามอีกด้วย โดยสกัดกั้น

มิให้มวลมุสลิมได้รับการชี้นำและคำสั่งสอนของบรรดาอิมาม(อฺ) อีกทั้งยังได้ขวางกั้นมิให้ยอมรับฐานะภาพอันสำคัญที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงประสงค์ให้แก่พวกเขาเป็นการเฉพาะ จึงทำให้บรรดาอิมาม(อฺ)ดำเนินงานสอนศาสนาโดยซ่อนเร้น และต้องปกป้องตนเองต้องคอยระมัดระวังตัวอยู่เสมอในการทำงาน แต่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ก็ทรงให้การสนับสนุนจนงานสอนศาสนาในลักษณะนี้แพร่หลายในท่ามกลางหมู่ประชาชน

เนื้อหาของคำเทศนามีจุดมุ่งหมายในเรื่องเสรีภาพทางด้านการเผยแผ่และการปฏิบัติภาระกิจ สิ่งนี้เองที่บรรดาอิมาม(อฺ) ได้รับการสกัดกั้นคำเทศนาของบรรดาอิมาม(อฺ)นั้นสามารถทำได้แต่เพียงส่วนน้อยตามความเหมาะสม ในบทนี้จะมีการนำเสนอคำเทศนาของท่านอิมามซัยนุลอฺาบิดีน ( อฺ) เพียงบางตอนเท่านั้น


คำเทศนาบทที่ 1

ที่เมืองกูฟะฮฺ

หลังจากที่ท่านหญิงอุมมุกุลษูม(อฺ)กล่าวคำปราศรัยแล้ว

ท่านอิมามซัยนุลอฺาบิดีน(อฺ)ก็พยุงกายขึ้นกล่าวต่อหน้าประชาชนชาวกูฟะฮฺทั้งหลายว่า

“ ท่านทั้งหลายจงเงียบ จงเงียบ ”

เมื่อท่าน(อฺ)ยืนตรงได้แล้วก็กล่าวสดุดี สรรเสริญต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.)และรำลึกถึงท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ)ต่อจากนั้นท่าน(อฺ)ก็ได้กล่าวว่า

“ ประชาชนทั้งหลายใครที่รู้จักข้า ก็ย่อมรู้จักข้าดีแล้ว แต่สำหรับคนที่ยังไม่รู้จักก็ขอให้ทราบว่า ข้าคือ อฺะลี บินฮุเซน บินอฺะลี บินอะบีฏอลิบ ข้าคือบุตรของคนที่ถูกเชือดคอที่ริมแม่น้ำอัล-ฟะรอต โดยมิได้มีการแก้แค้นข้าคือบุตรของผู้ที่ได้รับการเหยียบย่ำศักดิ์ศรี ถูกริบสมบัติ ถูกช่วงทรัพย์สินและครอบครัวถูกจับเป็นเชลย ข้าคือบุตรของนักต่อสู้ที่ทรหด ผู้มีความภาคภูมิใจในเรื่องนี้มากที่สุด ประชาชนทั้งหลาย ข้าขอให้อัลลอฮฺ(ซ.บ.) เป็นพยาน พวกเจ้ารู้ไหมว่า พวกเจ้าเขียนจดหมายไปหลอกลวงบิดาของข้าพวกเจ้าเอาตัวเองยืนยันรับรองกับท่าน ด้วยข้อผูกพันสัญญา แต่แล้วพวกเจ้าก็ร่วมกันต่อสู้และทำลายท่าน ดังนั้นความพินาศจึงตกอยู่กับพวกเจ้าเพราะสิ่งที่พวกเจ้ากระทำไป ด้วยเจตนาที่ชั่วร้ายของพวกเจ้า พวกเจ้ามีความคิดเห็นอย่างไรกับคำพูดของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ที่เคยกล่าวกับพวกเจ้าว่า :

“ ถ้าพวกเจ้าฆ่าเชื้อสายของข้า และเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของข้า พวกเจ้าก็หาใช่ประชาชาติของข้าไม่ ”


ถึงตอนนั้นประชาชนทั้งหลายต่างก็พากันร้องไห้ระงมไปหมดขณะที่บางคนก็เปรยแก่กันว่า

“ พวกเจ้าพินาศแล้ว แต่ไม่รู้ตัวกันเอง ”

ท่านอิมาม(อฺ)กล่าวต่อไปว่า

“ ขอให้อัลลอฮฺ(ซ.บ.)เมตตากับคนที่ยอมรับคำเตือนของข้า และรักษาคำสั่งสอนของข้าในเรื่องของอัลลอฮฺ ของศาสนทูตของพระองค์ และของอะฮฺลุลบัยตฺของท่าน แท้จริงแล้วสำหรับเรานั้น มีแบบอย่างที่ดีงามอยู่ที่ตัวของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ”

“ ขอให้อัลลอฮฺ(ซ.บ.)เมตตากับคนที่ยอมรับคำเตือนของข้าและรักษาคำสั่งสอนของข้าในเรื่องของอัลลอฮฺ ของศาสนทูตของพระองค์ และของอะฮฺลุลบัยตฺของท่าน แท้จริงแล้วสำหรับเรานั้น มีแบบอย่างที่ดีงามอยู่ที่ตัวของท่านศาสนทูตแห่งอัลลฮฺ(ศ) ”

พวกเขากล่าวพร้อมกันทั้งหมดว่า

“ ข้าแต่บุตรของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) พวกเราเป็นผู้เคารพเชื่อฟัง และจะให้การพิทักษ์เกียรติของท่าน จะไม่ผละจากท่านไป และจะไม่ชิงชังท่านต่อไป ดังนั้นขอให้ท่านดำเนินการกับพวกเราได้เลย ขอให้อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงเมตตาท่าน พวกเราจะต่อสู้กับท่าน พวกเราจะให้สันติภาพกับคนที่ให้ความสันติแก่ท่าน เพื่อเราจะได้อยู่ร่วมกับท่าน ไม่ว่าในยามที่ท่านได้รับความไม่เป็นธรรม หรือในยามที่เราได้รับความไม่เป็นธรรม ”

ท่านอิมาม(อฺ)กล่าวว่า

“ ช้าก่อน เหล่าบรรดาคนลวงเอ๋ย อารมณ์ต่ำของพวกเจ้าครอบงำจิตใจของพวกเจ้าเองเสียสิ้นแล้ว พวกเจ้าต้องการที่จะทำกับข้าเหมือนอย่างที่ทำกับบิดาของข้ากระนั้นหรือ ? มิได้หรอก


พวกเจ้าฆ่าบิดาของข้าและสมาชิกครอบครัวของท่านไปเมื่อวาน ข้ายังไม่ลืมเลือนการลูบไล้ของศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ของบิดาของข้า และของบุตรหลานของบิดาข้าที่ข้าเคยพบในยามที่ข้าวิ่งเล่นและยังไม่ลืมการระแวดระวังดูแลที่ท่านมีต่อการพะเน้าพะนอคลอเคลียของข้า และในยามที่ข้าใช้อกซอกซอนบนที่นอน จุดประสงค์ของข้าก็คือ ถ้าไม่เป็นพวกของเราก็ขออย่าเป็นศัตรูกับเราเลย ”

คำเทศนาบทที่ 2

ที่เมืองชาม

ยะซีดได้สั่งให้คนกล่าวปราศรัยประณามเหยียดหยามท่านอิมามฮุเซน(อฺ)และผู้เป็นบิดา เมื่อผู้กล่าวคำปราศรัยขึ้นบนมิมบัรแล้ว เขาก็กล่าวสรรเสริญ สดุดีอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ก่อน ต่อจากนั้นก็ได้กล่าวประณามท่านอฺะลี

อะมีรุลมุมินีน(อฺ) และท่านอิมามฮุเซน(อฺ)อย่างรุนแรง และได้ยกย่องชมเชย

มุอาวิยะฮฺกับยะซีดอย่างไพเราะเพราะพริ้ง

ท่านอิมามอฺะลิ บินฮุเซน(อฺ) ได้ตะโกนด้วยเสียอันดังว่า

“ ความวิบัติจะได้แก่เจ้า โอ้นักพูด ในฐานะที่เจ้าเอาความพอใจของผู้ถูกสร้างแลกเปลี่ยนกับความชิงชังของผู้สร้าง ดังนั้นขอให้เจ้าเตรียมที่นั่งไว้ในไฟนรกเถิด ”

ต่อจากนั้นท่านอิมาม(อฺ)ได้กล่าวอีกว่า

“ ยะซีดเอ๋ย เจ้าจะอนุญาตให้ข้าขึ้นบทแท่นปราศรัยนี้ได้ไหมเพื่อที่ข้าจะได้กล่าวถึงถ้อยคำต่างๆ อันเป็นที่พอพระทัยของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)เพื่อผู้ฟังทั้งหลายจะได้รับรางวัลและผลบุญ ”


แต่ยะซีดกลับปฏิเสธ ประชาชนทั้งหลายกล่าวว่า

“ ข้าแต่อะมีรุลมุมินีน อนุญาตให้เขาขึ้นกล่าวคำปราศรัยบนแท่นปราศรัยเถิด เพื่อพวกเราจะได้รับฟังอะไรบางอย่าง ”

เขากล่าวว่า “ ถ้าหากปล่อยให้เขาขึ้นกล่าวคำปราศรัยแล้ว เขาจะไม่ยอมลงมาจนกว่าจะได้สบประมาทข้า และสบประมาทบรรดาวงศ์วานของอะบีซุฟยานก่อน ”

มีคนถามว่า “ อะไรทำให้เขามีความสามารถดีอย่างนี้ ?”

เขาตอบว่า “ พวกอะฮฺลุลบัยตฺได้รับการฟูมฟักทางวิชาการอย่างเต็มที่ ”

ต่อมาไม่ทันไรเขาก็อนุญาตให้ท่าน(อฺ)ขึ้นกล่าวคำปราศรัย หลังจากที่ได้สรรเสริญสดุดีอัลลอฮฺ(ซ.บ.)แล้ว ท่าน(อฺ)ก็ได้กล่าวคำปราศรัยด้วยน้ำตานองหน้า และสะเทือนใจอย่างรุนแรง

ท่าน(อฺ)กล่าวว่า

“ ประชาชนทั้งหลาย พวกเราได้รับพร 6 ประการ และได้รับความดีเด่น 7 ประการ กล่าวคือ พวกเราได้รับความรู้ ความมีน้ำใจอารี ความมีเกียรติความสันทัดทางวาจา ความกล้าหาญ และความรักในจิตใจของผู้ศรัทธา พวกเราได้รับเกียรติสูงก็เพราะว่าคนในหมู่พวกเราได้รับการคัดเลือกให้เป็นนบี นั่นคือ มุฮัมมัด (ศ)

คนของเรามีผู้ได้รับฉายานามว่า

“ เจ้าแห่งความซื่อสัตย์ ” ( ในอัล-กุรอานกล่างถึงท่านอิมามอฺะลี(อฺ)ว่าเป็น อัศ-ศอดิก) “ ผู้ที่มีปีก ” ( เหมือนมะลาอิกะฮฺ-หมายถึง ท่านญะอฺฟัร บินอะบีฏอลิบ(ร.ฏ.)) “ ราชสีห์ของอัลลอฮฺและราชสีห์ของศาสนทูต ” ( หมายถึง ท่านฮัมซะฮฺ บินอับดุลมุฏฏอลิบ ( ร.ฏ.)


“ ประมุขแห่งสตรีทั้งมวลโลกในสากลโลก ” ( หมายถึง ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ(อฺ))

“ ทายาทของศาสดาแห่งประชาชาติ ” ( หมายถึงท่านฮะซัน(อฺ)และท่านฮุเซน(อฺ))

ใครรู้จักข้าก็ย่อมรู้ดี แต่ใครที่ยังไม่รู้จัก ข้าก็จะบอกให้รู้ในฐานะภาพของข้าเท่าที่ข้ามี

ประชาชนทั้งหลาย

ข้าคือ บุตรแห่งนครมักกะฮฺและมินา( 1)

ข้าคือ บุตรแห่งซัมซัมและศ่อฟา( 2)

ข้าคือ บุตรของหินโค้งที่อยู่ริมเชิงอัร-ร่อดา( 3)

ข้าคือ บุตรของคนที่ดีที่สุดในหมู่ผู้สวมใส่ชุดเสื้อผ้า( 4)

ข้าคือ บุตรของคนที่ดีที่สุดในหมู่ผู้ที่สวมรองเท้า( 5)

ข้าคือ บุตรของคนที่ดีที่สดุในหมู่ผู้เที่เวียนฏ่อวาฟและเดินซะแอ( 6)

ข้าคือ บุตรของผู้ที่ดีที่สุดในหมู่ผู้บำเพ็ญฮัจญ์ และกล่าว “ ลับบัยกฺ ” ต่อพระผู้เป็นเจ้า ( 7)

ข้าคือ บุตรของผู้ที่ขี่ม้าอัล-บุรอกฺในห้วงอากาศ( 8)

ข้าคือ บุตรของผู้ที่เดินทางในยามค่ำคืนจากมัสญิดอัล-ฮะรอมสู่อัล-อักศอ( 9)

ข้าคือ บุตรของคนที่เข้าถึงญิบรออีล ณ ซิดเราะตุล-มุนตะฮา( 10)

ข้าคือ บุตรของผู้ที่ถูกเรียกหาและขานรับอย่างใกล้ชิดประมาณปลายคันธนูหรือยิ่งกว่านั้น (11)

ข้าคือ บุตรของผู้ที่นมาซร่วมกับมะลาอิกะฮฺแห่งชั้นฟ้า( 12)

ข้าคือ บุตรของผู้ที่ได้รับสภาวะอัล-วะฮฺยูอันประเสริฐยิ่ง( 13)

ข้าคือ บุตรของมุฮัมมัด อัล-มุศฏ่อฟา

ข้าคือ บุตรของมุฮัมมัด อัล-มุศฏ่อฟา

ข้าคือ บุตรของอฺะลี อัล-มุรตะฏอ

ข้าคือ บุตรของผู้มีสิทธิประหารชีวิตคน จนกว่าเขาจะกล่าวปฏิญาณว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ

ข้าคือ บุตรของผู้ที่สามารถใช้ดาบคู่และใช้หอกคู่ในการรบต่อหน้าท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)

ข้าคือ บุตรของผู้ที่อพยพถึงสองครั้งให้สัตยาบันสองครั้ง ต่อสู้ทั้งในบะดัรฺและฮุนัยนฺ ไม่เคยบิดเบือนต่ออัลลอฮฺ แม้แต่ในชั่วพริบตา

ข้าคือ บุตรของผู้ทรงธรรมในหมู่บรรดาผู้ศรัทธาและทายาทของบรรดา

นบี ศัตรูของผู้ทรยศ หัวหน้าของมวลมุสลิม เป็นรัศมีของบรรดานักสู้เป็นเครื่องประดับแห่งปวงบ่าวผู้ภักดี เป็นมงกุฎของคนหลั่งน้ำตาเพื่อพระผู้เป็นเจ้า เป็นคนมีความขันติอดทนเป็นเลิศ เป็นผู้ที่ดำรงนมาซที่ประเสริฐที่สุดในบรรดาวงศ์วานของยาซีนศาสนทูตของอัลลอฮฺ พระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก

ข้าคือ บุตรของผู้ที่ได้รับการสนับสนุนจากญิบรออี เป็นผู้ได้รับการช่วยเหลือจากมีกาอีล

(1)- (13) คำกล่าวที่อ้างถึงฐานะภาพของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ)

ข้าคือ บุตรของคนที่ปกป้องเกียรติภูมิของมวลมุสลิม ผู้พิฆาตคนทรยศและตระบัดสัตย์และต่อสู้กับศัตรูทุกคน อีกทั้งเป็นผู้ยังความภูมิใจในบรรดาชาวกุเรชทั้งมวลเมื่อย่างไปที่ใด เป็นคนแรกที่ยอมรับและให้การตอบสนองข้อเรียกร้องของอัลลอฮฺและศาสนทูตของพระองค์ ท่ามกลางบรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย เป็นผู้บำเพ็ญคุณธรรมล้ำหน้าคนทั้งปวง เป็นผู้ทำลายบรรดาคนที่ขัดขวางสัจธรรม ผู้ทำลายล้างพวกตั้งภาคี และร่วมในการขว้างบรรดาผู้กลับกลอกต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.) เป็นผู้มีวาจาที่ให้วิทยปัญญาแก่ปวงบ่างของพระผู้เป็นเจ้า และเป็นผู้ช่วยส่งเสริมศาสนาของพระผู้เป็นเจ้า


เป็นผู้รับมอบหมายในการทำงานของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) เป็นผู้มีลิ้นอันคงไว้ซึ่งปัญญาญาณของอัลลอฮฺ ( ซ.บ.) และคลังแห่งวิชาความรู้ของพระองค์ เป็นผู้มีจิตใจโอบอ้อมอารี เป็นผู้มีไหวพริบอันชาญฉลาด เป็นผู้ให้การอุปการะคุณอย่างชื่นชมยินดี เป็นผู้อดทนต่อความทุกข์ยาก เป็นผู้ขัดเกลาจิตใจของหมู่คณะเป็นผู้ทำลายการรวมตัวของก๊กต่างๆ เป็นผู้ผูกพันคนทั้งหลายด้วยการให้ความช่วยเหลือและยืนยันในเรื่องของสวรรค์ และมอบเกียรติยศให้แก่คนเหล่านั้น เป็นคนที่โดดเด่นที่สุดในการออกรบในสมรภูมิ เขาคือบิดาแห่งทายาทสองคนอันได้แก่ ฮะซันและฮุเซน และนี่ก็คืออฺะลี

บินอะบีฏอลิบ ปู่ของข้าเอง..... ”

“ ข้าคือ บุตรของฟาฏิมะฮฺ อัซ์-ซะฮฺรออ์

ข้าคือ บุตรของประมุขแห่งมวลสตรี.... ”

ไม่ว่าครั้งใด ที่ท่าน(อฺ)กล่าวคำว่า ข้าคือ.....ข้าคือ.....ประชาชนเป็นต้องร้องห่มร้องไห้ระงมกันไปหมด

ยะซีดเกรงว่าจะเกิดความยุ่งยากจึงสั่งให้มุอัซฺซิน(ทำหน้าที่ประกาศเวลานมาซ) ลุกขึ้นประกาศว่า

“ อัลลอฮุอักบัร อัลลอฮฺอักบัร ”

ท่านอิมามอฺะลี(อฺ) กล่าวว่า

“ ไม่มีอะไรยิ่งใหญ่กว่าอัลลอฮฺ ”

ครั้นพอเขากล่าวว่า “ อัชฮะดุอัน ลาอิลาฮะ อิ้ลอัลลอฮฺ (ข้อขอปฏิญาณตนว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ)

ท่านอิมามอฺะลี บินฮุเซน(อฺ) ก็กล่าวตอบว่า

“ เส้นผมและร่างกาย ตลอดทั้งเลือดและเนื้อของข้า ปฏิญาณอยู่แล้ว ”


ครั้นมุอัซฺซินกล่าวว่า “ อัชฮะดุอันนะ มุฮัมมะดัร ร่อซูลุลลอฮฺ (ข้าขอปฏิญาณว่า มุฮัมมัดเป็นศาสนทูตของอัลลอฮฺ) ”

ท่านอิมามอฺะลี(อฺ)ก็เหลียวมามองทางยะซีดที่นั่งอยู่บนแท่น แล้วกล่าวว่า

“ มุฮัมมัดคนนั้น เป็นทวดของข้าหรือทวดของเจ้า ? ถ้าเจ้ากล่าวว่าเป็นทวดของเจ้าก็เท่ากับเจ้าบิดเบือนความจริง และมีมิจฉาทิฏฐิ แต่ถ้าหากเจ้าบอกว่า เป็นทวดของข้า แล้วทำไมเจ้าถึงได้สังหารเชื้อสายของเขา ?”

คำเทศนาบทที่ 3

ที่เมืองมะดีนะฮฺ

ครั้นเมื่อท่านอิมามซัยนุลอฺาบิดีน(อฺ)เดินทางถึงเมืองมะดีนะฮฺ หลังจากที่ผ่านเหตุการณ์ที่กัรบะลาอ์แล้ว ชาวเมืองต่างก็พากันออกมาต้อนรับด้วยการร้องห่มร้องไห้อย่างโศกเศร้า

ท่านอิมาม(อฺ)ได้ขอร้องให้ประชาชนอยู่ในความสงบ

แล้วท่าน(อฺ)ก็กล่าวคำปราศรัยว่า

“ มวลการสรรเสริญเป็นของอัลลอฮฺ พระผู้อภิบาลแห่งสากลโลกผู้ทรงกรุณาปรานี ผู้ทรงเมตตาอยู่เป็นนิรันดร์ ผู้ทรงเป็นเจ้าแห่งวันตอบแทนผู้ทรงบริสุทธิ์หลุดพ้นจากการครหาทั้งปวง

พระองค์ทรงดำรงอยู่ห่างไกลที่สุดจึงสามารถยกชั้นฟ้าให้อยู่เบื้องสูงได้ และพระองค์ทรงดำรงอยู่ใกล้ที่สุดจึงทรงสามารถประจักษ์แจ้งกับเสียงกระซิบได้ เราขอสรรเสริญต่อพระองค์เนื่องในสาระแห่งภารกิจอันแสนจะยิ่งใหญ่ ในทุกข์ภันอันแสนสาหัสและความเจ็บปวดรวดร้าวในโศกนาฎกรรมอันใหญ่หลวง และในการประสบเภทภัยอันหนักหน่วง


อะบู อับดุลลอฮฺ อัล-ฮุเซน(อฺ)และเชื้อสายแห่งท่านได้ถูกสังหารเสียแล้ว สตรีและเด็กเล็กๆ ต้องตกเป็นเชลย เขาเหล่านั้นนำศีรษะของท่านแห่ไปตามเมืองต่างๆ ศพนี้จึงไม่เหมือนกับศพใดๆ

โอ้ประชาชนทั้งหลาย มีบุรุษคนใดบ้างในหมู่พวกท่านที่ดีอกดีใจหลังจากที่ท่านอิมามฮุเซน ( อฺ) ถูกฆ่าแล้ว หรือว่ามีใครบ้างที่ไม่เสียอกเสียใจในเรื่องของท่าน หรือว่ายังมีดวงตาของใครที่สามารถกลั้นน้ำตาอยู่ได้อีก แน่นอนที่สุด แม้แต่ราชสีห์ที่องอาจยังต้องร้องไห้ในการตายของท่าน

ห้วงสมุทรทั้งหลายอันมากด้วยคลื่นลม ยังต้องร้องไห้ ท้องฟ้าทั้งๆ ที่มีรากฐานแข็งแกร่งโลกทั้งๆ ที่มีรากฐานอันมั่นคง พฤกษานานาพันธุ์ ทั้งๆ ที่สมบูรณ์ไปด้วยกิ่งก้านสาขา เหล่ามัจฉาน้อยใหญ่ที่แหวกว่ายอาศัยในธารา มวลมะลาอิกะฮฺผู้มีฐานะภาพอันใกล้ชิดกับพระองค์ และเหล่าบรรดาผู้ที่สถิตอยู่บนชั้นฟ้าทั้งหลายยังต้องร้องไห้ด้วยโศกาอาดูร เนื่องในการจากไปของท่าน

“ โอ้ประชาชนทั้งหลาย ยังมีดวงใจของใครบ้างที่ยังไม่ตื่นเต้นไปกับการที่ท่านถูกสังหารหรือว่ายังมีดวงจิตใจบ้างที่ไม่รู้สึกอาทร มีหูของใครบ้างที่ยังไม่ได้ยิน บัดนี้พวกเราต้องกลายเป็นผู้ถูกเนรเทศ ถูกขับไล่ไสส่งให้พลัดพรากจากบ้านเกิดเมืองนอนแห่งตน เปรียบพวกเราเหมือนดั่งเช่นเด็กเล็กๆ และลุกอูฐที่ถูกทอดทิ้ง โดยที่พวกเรามิได้ก่อกรรมทำชั่วประการใดเลย

พวกเราไม่เคยบั่นทอนกิจการใดๆ ของอิสลามเลย ในเรื่องแบบนี้เราไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อนเลยแม้ในบรรพบุรุษของเรา เรื่องแบบนี้ล้วนเป็นเรื่องเท็จ


ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺว่า ถ้าหากแม้นท่านนบี(ศ)ได้เสนอให้พวกเขาได้ทำการสังหารพวกเรา ดุจเดียวกับที่ท่านได้เสนอให้พวกเขายึดถือพวกเราเป็นทายาทแล้วไซร้ แน่นอนพวกเขาจะไม่ทำอะไรกินเลยมากนักหรอก แน่นอนพวกเราเป็นสิทธิของอัลลอฮฺ และแท้จริงเราคือผู้คืนกลับสู่พระองค์ อาจมิได้ประสบกับทุกขภัยที่ยิ่งใหญ่อันแสนทรมาน และเจ็บปวดรวดร้าวใดๆ เลยก็เป็นได้ เราจึงขอคำนวณทุกข์ภัย ณ อัลลอฮฺ จนเหมาะสมกับฐานะภาพของเรา เพราะพระองค์คือผู้ทรงเกริกเกียรติ ทรงเข้มงวดในการลงโทษตอบแทน.... ”

และแล้วศูฮาน บินเศาะอฺเศาะอะฮฺ บินศูฮาน ซึ่งเป็นคนพิการได้ลุกเข้ามาขออภัยต่อท่าน(อฺ)ในฐานะที่ตนเป็นคนทุพลภาพ ไม่อาจให้ความช่วยเหลือใดๆ ต่อทุกขภัยของท่าน(อฺ)ได้ ซึ่งท่านอิมาม(อฺ)ก็ยอมรับการขอขมาด้วยด้วยจิตสำนึกอันแสนดีและแสดงความขอบคุณ และขอดุอฺาร์ให้แก่บิดาของเขาด้วย

ต่อจากนั้นท่าน(อฺ)ก็ได้เข้าสู่นครมะดีนะฮฺ พร้อมด้วยสมาชิกครอบครัวและเหล่าสตรีทั้งหลาย( 14)

(14) ซัยนุลอฺาบิดีน ของ อัล-มุกัรร็อม หน้า 360


พินัยกรรม :

ข้อชี้แนะปราะชาชาติสู่ความเจริญก้าวหน้า

สื่อนำประการหนึ่งที่บรรดาอิมาม(อฺ)ของเราได้นำมาปฏิบัติในการดำเนินงานด้านการต่อสู้เพื่อสังคม นั่นคือ บรรดาพินัยกรรมอันมากมายนั่นเองซึ่งล้วนแต่เป็นข้อชี้แนะและนำประชาชาติให้เจริญก้าวหน้าทั้งสิ้น และถ้าหากคำพินัยกรรมต่างๆ เหล่านี้ได้ถูกรวบรวมให้เป็นเล่มต่างหากแล้ว

ไซร้แน่นอนที่สุด มันจะต้องเป็นหนังสือที่เล่มใหญ่ที่สุดเล่มหนึ่งในบรรดาหนังสือที่เกี่ยวกับจริยธรรมทั้งหลาย เนื่องจากว่าในพินัยกรรม(คำสั่งเสีย)เหล่านี้เต็มไปด้วยสาระทางด้านคำสั่งสอน การตัดสินคดีความ การเรียกร้องเชิญชวนให้ทำความดี และเกียรติคุณให้ด้านต่างๆในบทนี้

เราจะได้นำพินัยกรรม(คำสั่งเสีย)ของท่านอิมามอฺะลี บินฮุเซน(อฺ) บางตอนมาเสนอ

พินัยกรรมฉบับที่ 1

เป็นส่วนหนึ่งจากพินัยกรรมของท่านอิมามอะลี บินฮุเซน(อฺ) ที่ให้ไว้กับท่านอิมามบาเก็ร ( อฺ) ผู้เป็นบุตรมีดังนี้

“ ลูกเอ๋ย จงสังเกตบุคคล 5 จำพวกไว้ให้ดี แล้วลูกจงอย่าคบหาเป็นเพื่อน อย่าสนทนาด้วยและอย่าเป็นมิตรในยามเดินทางด้วยเสมอ ”

ผู้เป็นบุตรถามว่า “ ข้าแต่ท่านพ่อ บุคคลเหล่านี้ มีใครบ้าง โปรดแจ้งให้ฉันทราบด้วยเถิด ?”


ท่าน(อฺ) ตอบว่า

“ จงอย่าเป็นเพื่อนกับคนมุสา เพราะเขาจะเป็นเสมือนภาพลวงตา จะทำให้เห็นว่าของใกล้อยู่ไกล

จงอย่าคบกันคนฟาซิก(คนหลอกลวง) เพราะเขาจะขายเจ้าในราคาเท่ากับอาหารมื้อหนึ่งหรือน้อยกว่านั้นก็ได้

จงอย่าคบคนตระหนี่ เพราะจะทำให้ทรัพย์สินของเจ้าพร่องไปหาเขาเสมอ จงอย่าคบกับคนโง่ เพราะถึงแม้เขาต้องการจะช่วยเจ้า แต่ไม่วายที่จะเป็นการให้โทษแก่เจ้าอยู่ดี

จงอย่าคบคนที่ตัดญาติขาดมิตร เพราะเจ้าก็ได้พบในคัมภีร์ของพระผู้เป็นเจ้าแล้วว่า คนประเภทนั้นเป็นคนที่ได้รับการสาปแช่งใน 3 แห่งด้วยกัน

ดังซูเราะฮฺ มุฮัมมัด โองการที่ 22 ว่า :

“ พวกเจ้ายังมีความหวังอีกหรือทั้ง ๆ ที่ปฏิเสธหลักธรรมแล้วก่อความเสียหายในหน้าแผ่นดินและญาติขาดมิตรของพวกเจ้า บุคคลเหล่านี้เป็นพวกที่อัลลอฮฺทรงให้การสาปแช่งและทรงบันดาลให้พวกเขาหูหนวกและตาบอด ”

อีกทั้งในซูเราะฮฺอัล-เราะอฺดุ โองการที่ 25 ยังตรัสอีกว่า :

“ เหล่าบรรดาผู้ที่ลิดรอนพันธะสัญญาของอัลลอฮฺหลังจากให้คำมั่นกับพระองค์แล้ว และตัดขาดในสิ่งที่อัลลอฮฺทรงบัญชาให้เขาเชื่อมสัมพันธ์ไว้และก่อความเสียหายในแผ่นดินเหล่านี้คือพวกที่ได้รับซึ่งการสาปแช่ง และมีสถานพำนักอันแสนเลว ”


และทรงมีโองการในซูเราะฮฺอัล-บะก่อเราะฮฺ โองการที่ 27 ว่า :

“ บรรดาผู้ที่บั่นทอนพันธะสัญญาของอัลลอฮฺหลังจากที่ได้ให้คำมั่นต่อพระองค์แล้ว และตัดขาดในสิ่งที่อัลลอฮฺทรงบัญชาให้เขาเชื่อมสัมพันธ์ไว้และก่อความเสียหายในหน้าแผ่นดินเหล่านี้คือพวกขาดทุน ” ( 1)

(1) อุศูลุล-กาฟี เล่ม 2 หน้า 641 , ศิฟะตุศ-ศ็อฟวะฮฺ เล่ม 2 หน้า 56

พินัยกรรมฉบับที่ 2

เป็นพินัยกรรมที่ท่านอิมามอฺะลี บินฮุเซน(อฺ)มีไว้สำหรับบรรดามิตรสหายของท่าน(อฺ)มีดังนี้

ท่านอะบูฮัมซะฮฺ อัษ-ษุมาลี(ร.ฏ.) กล่าวว่า :

ท่านอฺะลี บินฮุเซน(อฺ)กล่าวกับบรรดามิตรสหายของท่าน(อฺ)ว่าของพวกท่าน งานที่อัลลอฮฺ ( ซ.บ.) ให้เกียรติมากที่สุดคือ งานที่พวกท่านให้เกียรติในงานนั้น ๆ เพื่อมุ่งหวังให้ความโปรดปรานของพระองค์ งานที่ทำให้พวกท่านปลอดภัยจากการลงโทษของอัลลอฮฺ (ซ.บ.) ได้แก่ ความยำเกรงอย่างยิ่งที่พวกท่านมีต่อพระองค์ สิ่งที่ทำให้พวกท่านใกล้ชิดต่ออัลลอฮฺ (ซ.บ.) มากที่สุด ได้แก่ จริยธรรมในด้านการเผื่อแผ่ของพวกท่าน สิ่งที่อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ทรงพอพระทัยมากที่สุดในหมู่พวกท่าน ได้แก่ การมีความเกื้อกูลต่อคนในครอบครัว และคนที่มีเกียรติยศที่สุดสำหรับอัลลอฮฺ (ซ.บ.) คือคนที่มีความยำเกรงมากที่สุดในหมู่พวกท่าน ” ( 2)

(2) ซัยนุลอฺาบิดีน ของ อัล-มุก็อรร็อม หน้า 141.


พินัยกรรมฉบับที่ 3

เป็นพินัยกรรมที่ท่านอิมาม(อฺ)มอบแก่ ท่านซุฮฺรี(ร.ฏ.)มีดังนี้

ท่านอิมามบาเก็ร(อฺ)กล่าวว่า : มุฮัมมัด บินมุสลิม บินชิฮาบ อัซซุฮฺรี(ร.ฏ.)ได้เข้าพบท่านอฺะลี บินฮุเซน(อฺ) ในอาการของคนมีความทุกข์

ท่าน(อฺ)ได้ถามท่าน

“ อะไรทำให้ท่านเป็นทุกข์อย่างนี้ ?”

เขาตอบว่า “ ข้าแต่ผู้เป็นบุตรของศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ (ศ) ความระทมทุกข์และความกลุ้มอกกลุ้มใจมาเร้ารุมเข้า ก็เนื่องด้วยข้าได้รับการทดสอบในเรื่องของผู้อิจฉาริษยาต่อสิ่งที่เป็นความดีงามของข้า และคนที่อยากได้ในของๆ ข้า และในเรื่องของคนที่ข้าหวังดีด้วย แต่เขาขัดต่อเจตนาดีของข้า ”

ท่านอะลี บินฮุเซน(อฺ)จึงกล่าวว่า “ ท่านจงรักษาลิ้นของท่านไว้ให้จงดีแล้วท่านจะสามารถใช้มันควบคุมมิตรสหายของท่านได้ ”

ท่านซุฮฺรี(ร.ฏ.)กล่าวว่า “ ข้าแต่ผู้เป็นบุตรของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ (ศ) ข้าพูดดีกับพวกเขาเสมอ ”

ท่านอิมาม(อฺ)กล่าวว่า “ ช้าก่อน ช้าก่อน ท่านต้องระวังในการที่หัวใจจะพึงพอใจในสิ่งดังกล่าว ท่านต้องระวังการพูดที่ก่อให้เกิดการปฏิเสธในหัวใจทั้งหลาย ถึงแม้ท่านมีความจำเป็นก็ตาม กล่าวคือ ใช่ว่าทุกอย่างที่ท่านได้ยินมาจะเป็นความชั่วร้ายไปเสียทั้งหมดก็หามิได้ ท่านจำเป็นต้องทำใจกว้างด้วยการผ่อนปรนให้กับสิ่งนั้นๆ

ซุฮฺรีเอ๋ย คนใดที่ไม่มีความคิดอ่านอย่างสมบูรณ์พร้อมจริงๆ ย่อมประสบความหายนะด้วยเหตุเพียงง่ายๆ


ซุฮฺรีเอ๋ย หน้าที่ของท่านคือ จะต้องทำให้มุสลิมทั่วไปเป็นเสมือนหนึ่งครอบครัวของท่าน กล่าวคือ จงถือว่าคนที่อาวุโสกว่าอยู่ในฐานะเสมอบิดา และจงถือว่า คนที่เล็กกว่าอยู่ในฐานะเสมอบุตร ส่วนกับคนรุ่นราวคราวเดียวกันก็จงถือเสมอพี่น้อง แล้วยังจะมีใครอีกที่ท่านจะขุดคุ้ยความลับ และแท้จริงการที่อิบลีซซึ่งอัลลอฮฺ(ซ.บ.)สาปแช่ง หันหลังให้ท่านก็เพราะท่านมีความดีเด่นกว่าคนใดในหมู่ชาวกิบละฮฺ(พวกที่ยึดถือศาสนาต่อปฏิเสธทายาทของท่านศาสดา) ดังนั้นจงดูให้ดี ถ้าหากใครอาวุโสกว่าท่าน ท่านก็จงกล่าวว่า :

“ แน่นอน เขามีศรัทธาและมีผลงานที่ดีมาก่อนข้า เขาย่อมประเสริฐกว่าข้า ”

แต่ถ้าหากใครเป็นผู้น้อยกว่า ท่านก็จงกล่าวว่า :

“ แน่นอนความผิดพลาดและความบาปต่างๆ นั้น ข้าย่อมพานพบมาก่อนเขา ดังนั้นเขาย่อมประเสริฐกว่าข้า ”

แต่ถ้าหากคนรุ่นเดียวกัน ท่านก็จงกล่าวว่า :

“ ข้ามั่นใจในส่วนที่เป็นความบาปของข้า แต่ยังไม่แน่ใจในส่วนที่เป็นของเขา ฉะนั้นข้าจึงไม่ควรละวางของที่ข้ามั่นใจไปวุ่นวายกับของที่ข้ายังสงสัย ”

หากท่านเห็นมุสลิมให้เกียรติยกย่องท่าน ก็จงพูดเถิดว่า :

“ อันนี้คือความดีงามที่ท่านต้องรับมันเอง ”

แต่ถ้าหากท่านเห็นความกระด้างการเดื่องของพวกเขา ก็จงกล่าวว่า

“ นี่คือความผิดที่ข้าก่อขึ้นเอง ”

ถ้าหากท่านทำได้อย่างนี้ อัลลอฮฺ(ซ.บ.)จะทรงให้การดำเนินชีวิตของท่านสะดวกและท่านจะมีเพื่อนฝูงมาก ศัตรูของท่านจะน้อยลง และท่านจะเป็นสุขเพราะความดีของพวกเขา จะไม่ได้รับความเสียใจจากความหยาบกระด้างของพวกเขาอีกเลย


จงสังวรไว้ว่า คนที่มีเกียรติกว่าใครทั้งหมด จะต้องเป็นคนที่มีความดีมากกว่าใครทั้งหมดด้วย และคนเหล่านั้นจะต้องมีความเอื้อเฟื้อ มีจิตใจผ่อนปรน และคนที่มีเกียรติยิ่งไปกว่านั้นอีก ก็คือ คนที่ให้ความผ่อนปรนเสมอ แม้ในยามที่ตนมีความจำเป็นก็ตาม คนใดไม่รบกวนประชาชนในสิ่งที่พวกเขามีอยู่ จะได้ชื่อว่าเป็นคนมีเกียรติ คนใดไม่รบกวนประชาชนในเรื่องดังกล่าวแล้วยังช่วยเสริมให้พวกเขาไปอีกบางส่วน จะได้ชื่อว่ามีเกียรติที่สุดเผื่อแผ่ที่สุด ” ( 3)

(3) อัล-อิฮ์ติญาจ เล่ม 2 หน้า 52

พินัยกรรมฉบับที่ 4

เป็นพินัยกรรมที่ท่านอิมามอฺะลี บินฮุเซน(อฺ) ให้ไว้กับสหายของท่าน(อฺ) ดังนี้

ท่านอะบีฮัมซะฮฺ อัษ-ษุมาลี(ร.ฏ.) กล่าวว่า :

ท่านอฺะลี บินฮุเซน(อฺ) ได้พูดกับสหายของท่าน(อฺ)ว่า

“ พี่น้องของฉัน ฉันจะสั่งเสียพวกท่านในเรื่องปรภพ แต่จะไม่สั่งเสียพวกท่านเกี่ยวกับเรื่องชีวิตทางโลก เพราะสิ่งนี้พวกท่านปรารถนา และยึดมั่นกันอยู่แล้ว คำพูดตอนหนึ่งของท่านนบีอีซา ( อฺ) บุตรของท่านหญิงมัรยัม (ร.ฏ.) ที่ให้ไว้กับบรรดาสาวก พวกท่านเคยรับทราบแล้วหรือยัง ? ท่านกล่าวว่า

“ พวกท่านแต่ละคนล้วนสร้าบ้านอยู่ในกระแสคลื่นในทะเล นั่นคือ บ้านแห่งชีวิตทางโลกดังนั้นจงอย่าถือว่ามันเป็นบ้านถาวร ” ( 4)

(4) ซัยนุลอฺาบิดีน ของ มุก็อรร็อม หน้า 176.


พินัยกรรมฉบับที่ 5

ท่านอิมามบาเก็ร(อฺ) กล่าวว่า : ท่านอะลี บินฮุเซน(อฺ)ได้พูดกับบุตรชายของท่าน(อฺ)ว่า

“ จงระมัดระวังเรื่องการโกหก ไม่ว่าเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ ไม่ว่าจะเรื่องหนักหรือเรื่องเบา เพราะคนถ้าโกหกในตอนเด็ก ก็จะติดตัวจนกระทั่งเป็นผู้ใหญ่ พวกท่านรู้หรือไม่ว่า ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ได้กล่าวไว้ว่า

“ ถ้าบ่าวของพระองค์คนใดพูดความจริงอยู่เสมอ ไม่แคล้วที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)จะบันทึกว่า เขาคือคนมีสัจจะ แต่ถ้าบ่าวคนใดพูดโกหกอยู่ประจำก็ไม่วายที่พระองค์จะบันทึกว่าเขาคือ คนโกหก ” ( 5)

(5) อิรชาดุล-กุลู๊บ เล่ม 1 , หน้า 178.

พินัยกรรมฉบับที่ 6

เป็นพินัยกรรมที่ท่านอิมามซัยนุลอฺาบิดีน(อฺ)มีไว้ต่อบรรดาสหายและพรรคพวก(ชีอะฮฺ)ของท่าน(อฺ) ทุกวันศุกร์ มีดังนี้

“ ประชาชนทั้งหลาย จงยำเกรงต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.)และจงสังวรว่า พวกท่านจะต้องคืนกลับสู่พระองค์ และทุกชีวิตจะต้องพบกับผลงานของตนที่ได้ประกอบไว้ หากเป็นความดี มันก็จะมาปรากฏทันที และอันใดที่เป็นผลงานความชั่ว แต่ละชีวิตก็อยากให้มันออกห่างไปจากตนให้ไกลแสนไกลอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงเตือนให้พวกท่านระแวดระวังพระองค์ บุตรของอาดัมผู้หลงลืมแต่ไม่เคยถูกลืม ความพินาศจะได้แก่พวกท่าน แท้จริงวาระสุดท้ายของท่านก็คือ สิ่งที่จะประสบแก่ท่านอย่างรวดเร็วที่สุด


มันจะมุ่งหมายมาหาท่านอย่างเฉียบพลัน มันคอยแต่จับจ้องท่านให้ทัน ดังนั้น ในเมื่อวาระสุดท้ายของท่านมาถึงแล้ว มะลาอิกะฮฺก็จะมาดึงวิญญาณของท่าน และท่านจะถูกนำไปอยู่ในสุสานของท่านแต่ผู้เดียว บัดนั้นวิญญาณของท่านก็จะถูกนำกลับมาสู่ท่าน จะมีมะลาอิกะฮฺสองท่านมาหาก่อน นั่นคือ มุงกัรและนากีรฺเพื่อสอบถามท่าน อันเป็นการสอบสวนที่รุนแรง ท่านรู้ใช่ไหมว่า

ข้อแรกที่พวกเขาจะถามท่านก็คือ เรื่องของพระผู้อภิบาลของท่านที่ท่านเคารพภักดี และเรื่องของนบีของท่านที่พระองค์ทรงส่งมาเพื่อท่าน และเรื่องศาสนาที่ท่านนับถือ และเรื่องคัมภีร์ที่ท่านอ่าน และเรื่องอิมามที่ท่านยอมรับในความเป็นผู้นำ และเรื่องอายุขัยที่ท่านทำให้สูญเสียไป และเรื่องทรัพย์สินที่ท่านหามาจากทางใดและจ่ายไปในทางใด ดังนั้นจงระวังให้ดี จงพิจารณาดูตัวของท่าน และจงเตรียมคำตอบก่อนจะมีคำถามและการสอบสวนแต่ถ้าท่านเป็นคนที่มีความเชื่อมั่น รู้แจ้งในศาสนาของท่านจริงเป็นคนที่ปฏิบัติตามเหล่าบรรดาผู้มีสัจจะจริง เป็นผู้ให้การยอมรับในการเป็นผู้นำของบรรดาเหล่าเอาลิยาอ์ (บรรดาอิมามะอฺศูมทั้งหลาย)จริง อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ก็จะทรงบันดาลให้ท่านได้พบข้อพิสูจน์ของท่าน และลิ้นของท่านก็จะตอบได้อย่างถูกต้องคำตอบของท่านก็จะเป็นไปด้วยดี ท่านจะได้รับการแจ้งข่าวดีในเรื่องสวรรค์และความปิติชื่นชมจากอัลลอฮฺ(ซ.บ.) มวลมะลาอิกะฮฺจะนำท่านไปพบกับดวงวิญญาณอันใสสะอาดบริสุทธิ์ผุดผ่อง แต่ถ้าไม่เป็นอย่างนั้น ลิ้นของท่านจะระรัว ข้อพิสูจน์ของท่านจะไม่มีคำตอบ จะผิดพลาด และท่านจะได้รับการแจ้งให้ทราบถึงเรื่องนรก มะลาอิกะฮฺจะรับท่านไปพบกับการลงโทษในนรกอันเดือดพล่าน ท่านจะต้องเข้านรกอันร้อนแรง


บุตรของอาดัมเอ๋ย จงสังวรไว้ว่า สิ่งที่มาที่หลังจากนี้ อันเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และตื่นตระหนกแก่ดวงใจทั้งหลาย ก็คือ วันฟื้นคืนชีพ

วันนั้น จะเป็นวันที่มนุษยชาติทั้งหลายจะรวมเข้ามาอยู่ด้วยกัน และนั่นคือวันที่ได้รับการยืนยัน ในวันนั้นอัลลอฮฺ(ซ.บ.)จะทรงรวบรวมทั้งคนยุคแรกและยุคสุดท้าย และวันนั้นสังข์แห่งสัญญาณจะถูกเป่าลงไป

สุสานทั้งหลายจะถูกเปิดเผย และวันนั้นดวงวิญญาณทั้งหลายจะต้องทนกล้ำกลืน นั่นคือวันที่จะไม่มีคำพูดที่เหลวไหลอีกแล้ว สิ่งทดแทนใดๆ จากใครจะไม่เป็นที่ถูกยอมรับอีกต่อไป คำอุทธรณ์ใดๆ ของใครที่จะไม่เป็นที่ถูกยอมรับการขอโทษอันใดของใครก็จะไม่เป็นที่ถูกยอมรับ สิ่งใดๆ ย่อมไม่มีนอกจากการตอบแทนความดีทั้งหลาย และการตอบแทนความชั่วทั้งหลาย ดังนั้นผู้ใดเป็นคนเชื่อมั่นประกอบความดีบนโลกนี้ แม้เพียงธุลีหนึ่ง เขาก็จะพบเห็น ผู้เชื่อมั่นคนใดที่ประกอบความชั่วแม้เพียงธุลีหนึ่ง เขาก็จะพบเห็น

ประชาชนทั้งหลาย จงระวังในเรื่องความบาปที่อัลลฮฺ(ซ.บ.)ทรงห้ามพวกท่านไว้ในคัมภีร์อันคงความสัจจะ และคำอธิบายอันทรงไว้ ซึ่งเหตุผลพวกท่านจะไม่ได้รับความปลอดภัยจากแผนการของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) และการทำลายล้างพระองค์ ในขณะที่ชัยฏอนเชิญชวนพวกท่านไปสู่ความชั่วร้ายและความเอร็อดอร่อยในชีวิตทางโลก

แท้จริงอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงมีโองการว่า :

“ บรรดาพวกที่ยำเกรงเหล่านั้น ในเมื่อพวกชัยฏอนมาแผ้วพาน พวกเขาก็จะรำลึกได้ บัดนั้นพวกเขาย่อมเป็นพวกที่มีสายตามองเห็น ”

( อัล-อะอฺรอฟ: 201)


จงปลุกหัวใจของพวกท่านให้รู้สึกเกรงกลัวอัลลอฮฺ(ซ.บ.)และสำนึกใคร่ครวญถึงสัญญาในการกลับคืนสู่พระองค์ พร้อมด้วยกับการตอบแทนอันแสนดีงาม ขณะเดียวกันก็จงกลัวต่อการลงโทษอันร้ายแรง เพราะคนเราถ้ากลัวสิ่งใดก็จะระวังสิ่งนั้น เมื่อระวังสิ่งใดก็จะสลัดสิ่งนั้นได้

จงอย่าเป็นผู้เผลอไผลลืมเลือนไปกับความเพริดแพร้วของโลกซึ่งพวกเขาวางแผนร้าย

อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงมีโองการว่า :

“ บรรดาผู้ที่วางแผนการชั่ว จะปลอดภัยจากการที่อัลลอฮฺจะให้แผ่นดินสูบพวกเขาไปหรือ หรือว่าให้รอดพ้นจากการลงโทษที่จะมายังพวกเขาโดยที่พวกเขาไม่รู้ตัว หรือจะลงโทษพวกเขาให้ตกอยู่ในความสับสน แล้วพวกเขามิอาจมีชัย ( เหนือพลานุภาพของพระองค์) ใด ”

( อัน-นะฮฺลุ: 45-46)

บางที่พระองค์จะลงโทษพวกเขาด้วยความกลัว ดังนั้นพวกท่านจงระวังในสิ่งที่อัลลอฮฺ ( ซ.บ.) ทรงเตือนให้ระวังเรื่อง “ ความอธรรม ”

ตามที่ปรากฏในคัมภีร์อัลกุรอานของพระองค์ เพราะพวกท่านจะไม่ปลอดภัยจากการลงโทษบางประการที่พระองค์สัญญาไว้กับบรรดาผู้อธรรมตามข้อความในคัมภีร์ของพระองค์ แน่นอน อัลลอฮฺ(ซ.บ.) ทรงเตือนพวกทานด้วยการกล่าวถึงคนอื่น และแท้จริงผู้ได้รับความผาสุก คือ ผู้ที่ถูกตักเตือนด้วยบุคคลอื่น แน่นอนพวกท่านได้ฟังข้อความที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ตรัสไว้ในคัมภีร์เกี่ยวกับเรื่องที่พระองค์จะทรงกระทำต่อบรรดาผู้อธรรมในเมืองต่างๆ ก่อน สมัยของพวกท่าน


โดยพระองค์ตรัสว่า :

“ และเราได้สร้างคนกลุ่มอื่นหลังจากชาวเมืองนั้น ๆ อีก ”

( อัล-อันบิยาอ์: 11)

และทรงกล่าวว่า :

“ ครั้นเมื่อเขาเหล่านั้นสัมผัสการลงโทษของเรา พวกเขาก็รีบวิ่งหนี ”

( อัล-อันบิยาอ์: 12)

ทรงกล่าวอีกว่า :

“ จงอย่าวิ่งหลบหนีไป แต่จงกลับไปหาสิ่งที่พวกเจ้าทำความเสียหายไว้ และจงกลับไปสู่สถานที่พำนักของพวกเจ้าเพื่อพวกเจ้า จะได้รับการสอบสวน ”

( อัล-อันบิยาอ์: 13)

ครั้นเมื่อการลงโทษได้มายังพวกเขาแล้ว พระองค์ก็ทรงกล่าวว่า :

“ เขาเหล่านั้นกล่าวว่า : โอ้ความวิบัติของเราแท้จริงพวกเราคือผู้อธรรม ”

( อัล-อันบิยาอ์: 14)

ประชาชนเอ๋ย ถ้าพวกท่านกล่าวว่า นี่มันหมายถึงพวกตั้งภาคีละก็จะถูกต้องได้อย่างไรในเมื่อพระองค์ตรัสว่า :

“ และเราได้วางตราชูทั้งหลายอันเที่ยงธรรมในวันฟื้นคืนชีพ ดังนั้นไม่มีชีวิตใดได้รับความอธรรมแม้แต่ประการเดียว ถึงแม้จะมีน้ำหนักเท่ากับเมล็ดผักกาด เราก็จะนำมันมาให้ปรากฏเพียงพอแล้วในการที่เราเป็นผู้สอบสวนเอง ”

( อัล-อันบิยาอฺ: 47)


จงรู้ไว้ว่าปวงบ่าวของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ที่ตั้งภาคีนั้น จะไม่ได้รับการสอบสวนด้วยตราชู และจะไม่มีบัญชีถูกกางแผ่ พวกเขาเพียงแต่ถูกนำไปสู่นรกเป็นหมวดหมู่อย่างเดียวเท่านั้น ส่วนพวกที่ถูกนำขึ้นตราชู และได้รับบัญชีกางแผ่ย่อมได้แก่พวกมุสลิม ดังนั้นจงยำเกรงอัลลอฮฺ(ซ.บ.)เถิด

ปวงบ่าวของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทั้งหลาย และจงรู้ไว้ว่า อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ไม่ได้ต้องการที่จะให้ความเพริดแพร้วในโลกนี้บังเกิดแกเอาลิยาอ์ของพระองค์เลยแม้แต่คนเดียวอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ไม่ทรงปรารถนาให้คนเหล่านั้นอยู่กับสิ่งนั้น และสัมผัสกับความฉาบฉวยของความเพริดแพร้วเหล่านั้น

แท้จริงแล้ว พระองค์ทรงสร้างโลกและชาวโลกขึ้นมาเพื่อทรงทดสอบดูว่า งานในปรภพของบุคคลใดจะดีเลิศที่สุด

ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)แน่นอนอุทาหรณ์ต่างๆ ในคัมภีร์ ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาเปรียบเทียบแก่พวกท่านแล้ว และโองการแล้วต่างๆ ได้ถูกสาธยายแก่เหล่าบรรดาผู้มีสติปัญญาพร้อมมูลแล้ว บรรดาผู้เชื่อมั่นทั้งหลาย จงเป็นพวกที่มีปัญญาเถิด ไม่มีพลังและอำนาจใดๆ นอกจากโดยอัลลอฮฺ(ซ.บ.) และจงมีสมถะไปตามที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงประทานให้ในโลกอันฉาบฉวยแห่งนี้เถิด

แท้จริงอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ตรัสไว้แล้ว อันเป็นคำตรัสที่ทรงสัจจะยิ่งกว่า :

“ อันที่จริงชีวิตในโลกนี้ เปรียบได้เสมือนน้ำจากฟากฟ้าที่เราประทานมา แล้วมันคลุกเคล้ากับพืชพันธุ์ของแผ่นดิน อันเป็นสิ่งที่มนุษย์และสัตว์

บริโภค จนกระทั่งแผ่นดินได้รับเอาความสวยงามของมัน (เช่น พืชพันธุ์ไม้ต่างๆ )และตกแต่งตัวมันด้วยความลุ่มหลงในดุนยา ผู้ที่อาศัยอยู่ ( มนุษย์) ในมันคืดว่า พวกเขามีความสามารถมากมายเหมือนกัน


คำสั่งของเราได้มีมาถึงในตอนกลางวันหรือกลางคืน ดังนั้นเราจะได้ทำให้มันเป็นฟางแห้ง เสมือนหนึ่งว่าไม่มีอันใดปรากฏอยู่เลย

เมื่อวันวาน โดยนัยยะเดียวกันนี้เราจึงได้สาธยายโองการต่างๆ ของเราแก่ปวงชนผู้ที่ใช้ความคิด ”

( ยูนุส: 24)

ดังนั้นจงเป็นบ่าวของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ที่ใช้ความคิดพิจารณาเถิดและจงอย่าได้โน้มตัวเข้าหาความลุ่มหลงในดุนยา

แท้จริงอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ตรัสกับท่านนบีมุฮัมมัด(ศ)ว่า :

“ จงอย่าโน้มตัวไปหาพวกอธรรมเพราะไฟนรกจะสัมผัสสูเจ้า ”

( ฮูด: 113)

จงอย่าโน้มตัวเข้าไปหาโลกนี้ และสิ่งต่างๆในโลกนี้ เสมือนคนที่ยึดมันเป็นเรื่องถาวรและเป็นถิ่นฐานบ้านช่องอันไม่สลาย เพราะมันเป็นเพียงบ้านที่จะต้องถูกถอดถอน เป็นบ้านแห่งการทำงานเพื่อวัดผล ดังนั้นจงทำงานที่ดีเป็นเสบียงก่อนถึงวันที่จะต้องจากมันไป และก่อนถึงวันที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)จะอนุมัติให้มันสลายไป เพราะผู้ที่จะทำการสลายมันนั้น ก็คือผู้ที่ทำนุบำรุงมันขึ้นมาในวันแรก และพระองค์คือผู้รับมรดกของมัน

ข้าขอวิงวอนจากอัลลอฮฺ(ซ.บ.) เพื่อเราและพวกท่านในการเพิ่มพูนเสบียงแห่งการสำรวมตน และความสมถะในโลกนี้ ขอให้อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงบันดาลให้เราและพวกท่านเป็นผู้มีสมถะในชีวิตอันฉาบฉวยของโลกนี้โดยเป็นผู้มุ่งหวังแห่งปรภพ เพราะเราอยู่เพื่อพระองค์และเป็นของพระองค์

วัสลาม ” ( 6)

(6) ตะฮัฟฟุล-อุกูล หน้า 182


สาส์นสำคัญ

พลังเกื้อหนุนต่ออิสลาม

ทุกเสี้ยวชีวิตของบรรดาอิสลามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ)นั้นล้วนเป็นการเรียกร้องเชิญชวนสู่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)และเทิดทูนพรจนารถของพระองค์ให้เป็นที่โดดเด่น ดังนั้น ท่าน(อฺ)จึงใช้วิธีการทุกๆรูปแบบเพื่อการชี้นำประชาชาติมุสลิมให้ไปสู่ทิศทางที่ถูกต้องสาส์นในวาระต่างๆ ของท่าน(อฺ)ก็ถือ เป็นส่วนหนึ่งโดยเฉพาะนั่นคือบางฉบับของสาส์นเหล่านี้ได้ทำหน้าที่รับใช้ประชาชาติในการชี้นำและเผยแผ่

บุคคลใดก็ตามหากได้ตรวจสอบสาส์นเหล่านี้จะพบว่า มันคือพลังเกื้อหนุนงานอบรมสั่งสอนอิสลาม อันเต็มไปด้วยคำเตือน ปัญญาญาณ และจริยธรรมอันประเสริฐ

เราจะขอกล่าวถึงสาส์นบางฉบับของท่านอิมามซัยนุลอฺาบิดีน(อฺ)

สาส์นฉบับที่ 1

เป็นสาส์นที่เขียนถึง “ อับดุลมาลิก บินมัรวาน ” เพื่อเป็นการตอบจดหมายฉบับหนึ่งที่เขาเขียนถึงท่านอิมาม (อฺ) ก่อนหน้าที่ ความว่า:

“ จดหมายของเจ้าได้ถึงข้าแล้ว เจ้าตำหนิข้าที่ข้าแต่งงานกับหญิงรับใช้ของข้า เจ้าอ้างว่า

“ สตรีชาวกุเรชนั้นเป็นคู่สมรสที่ประเสริฐสุด และจะให้กำเนิดบุตรชายที่ยอดเยี่ยมที่สุด ”


ถึงอย่างไร ก็ไม่มีใครเกินท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ในแง่ของความประเสริฐ และไม่มีใครเหนือกว่าท่านในแง่ของความมีเกียรติ ความจริงข้าทาสได้รับอิสรภาพ พ้นจากการปกครองของข้า ตามความประสงค์ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)แล้ว ในเรื่องนี้ข้ากระทำไปเพื่อแสวงหารางวัลจากพระองค์

ต่อจากนั้นข้าได้นำนางกลับมาตามหลักการ อันเป็นกฎเกณฑ์แห่งบทบัญญัติของพระองค์ บุคคลใดที่มีความบริสุทธิ์ใจในศาสนาของ

อัลลอฮฺ(ซ.บ.) ก็จะมิได้รับความบกพร่องใดๆ จากบัญชาของพระองค์

แน่นอนอัลลอฮฺ(ซ.บ.)จะทรงยกย่องสิ่งที่ตกต่ำให้สูงส่งได้ด้วยอิสลาม และจำทำให้สิ่งที่บกพร่องอยู่สมบูรณ์ได้ด้วยอิสลาม และทรงกำจัดสิ่งที่น่าตำหนิให้หมดสิ้นไป จึงไม่เป็นข้อตำหนิใดๆ สำหรับมุสลิมหากจะยังเป็นข้อตำหนิ ก็น่าตำหนิสำหรับพวกงมงายเท่านั้น

วัสลาม

อะลี บินฮุเซน(อฺ)

เมื่ออับดุลมาลิกอ่านสาส์นฉบับนั้นจบแล้ว ก็โยนไปให้สุลัยมานผู้เป็นบุตร เมื่อสุลัยมานอ่านจบแล้วก็กล่าวว่า

“ ข้าแต่อะมีรุลมุมินีน , อฺะลี บินฮุเซนออกจะถือดีต่อท่านหนักไปแล้ว ”

อับดุลมาลิกล่าวว่า

“ ลูกเอ๋ย จงอย่าพูดอย่างนั้น นี่คือโวหารของชาวบะนีฮาชิม ลูกเอ๋ยอะลี บินฮุเซน เขายกย่องคนที่ประชาชานทั้งหลายทำให้ตกต่ำ ”

ต่อจากนั้น อับดุลมาลิกก็ได้หันไปทางเสนาอำมาตย์ของตน แล้วกล่าวว่า

“ จงบอกข้ามาว่า ผู้ใดบ้างที่ถ้าหากว่า ประชาชาทำการลดเกียรติเขาแล้ว เขายิ่งมีเกียรติเพิ่มมากขึ้นอีก ?”


พวกเขากล่าวว่า “ คนนั้นก็คือ ท่านอะมีรุลมุมินีนนั่นเอง ”

เขากล่าวว่า “ ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ข้าว่าไม่ใช่ ”

พวกเขากล่าวว่า “ เราไม่รู้หรอก นอกจากท่านอะมีรุลมุมินีน ”

อับดุลมาลิกกล่าวว่า “ หามิได้ ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลออฺหาใช่อะมีรุลมุมินีนคนนี้ไม่ หากแต่เขาคือ อฺะลี บินฮุเซน ” (1)

(1) ซัยนุลอฺาบิดีน ของซัยยิดุล อะฮฺลิ หน้า 60

สาส์นฉบับที่ 2

เมื่ออับดุลมาลิกทราบว่า ดาบของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)อยู่ที่ท่านอะลี บินฮุเซน(อฺ) เขาจึงส่งคนไปหาเพื่อข่มขู่ และเรียกร้องในสิ่งที่ตนต้องการ ท่านอิมาม(อฺ)ปฏิเสธ ต่อมาอับดุลมาลิกก็เขียนจดหมายถึงท่าน(อฺ)ฉบับหนึ่ง เพื่อเป็นการข่มขวัญและแจ้งให้รู้ว่า เขาจะตัดรายได้ที่เป็นส่วนของท่าน(อฺ)จากเงินกองคลัง

ท่านอิมามอฺะลิ บินฮุเซน(อฺ)ได้เขียนสาส์นตอบไปว่า

“ แท้จริงอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงให้การรับรองแก่บรรดาผู้ที่มีความสำรวมว่า จะให้ทางออกจากกรณีต่าง ๆ ที่เขารังเกียจ และจะประทานเครื่องยังชีพ ให้ด้วยวิธีการที่พวกเขาไม่คาดคิด

พระองค์ตรัสว่า :

“ แท้จริงอัลลอฮฺไม่ทรงรักบรรดาคนฉ้อฉลผู้ปฏิเสธ ” ( อัล-ฮัจญ์ : 38)

จงพิจารณาเถิดว่า ระหว่างเราทั้งสอง ใครกันแน่ที่เหมาะสมกับโองการนี้ ”

วัสลาม

อะลี บินฮุเซน(อ) (2)

(2) บิฮารุล-อันวารฺ เล่ม 11, หน้า 27 อะอฺยานุช-ซีอะฮฺ เล่ม 4, หน้า 481


สาส์นฉบับที่ 3

เป็นสาส์นของท่านอิมามซัยนุลอฺาบิดีน(อฺ)เขียนถึงท่านมุฮัมมัด บินมุสลิม อัซ-ซุฮฺรี(ร.ฏ.)เพื่อเป็นข้อเตือนใจว่า :

“ อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงให้การทดสอบทั้งเราและท่านจนเป็นที่เพียงพอแล้ว และทรงเมตตาท่านให้พ้นจากไฟนรก แน่นอนที่สุดความโปรดปรานของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ที่ให้สุขภาพท่านสมบูรณ์และอายุของท่านยืนยาวนั้นถือว่าสำคัญยิ่งที่สุดสำหรับท่านแล้ว และเมื่อข้อกำหนดต่างๆ ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ปรากฏแก่ท่านแล้ว ท่านก็สามารถปฏิบัติได้ครบถ้วน ความเข้าใจที่ท่านมีต่อศาสนาของพระองค์ และการรู้จักของท่านที่มีต่อแบบแผนของมุฮัมมัด(ศ)นบีของพระองค์ มันคือความโปรดปรานทุกข้อที่ทรงประทานให้แก่ท่าน ในการบำเพ็ญฮัจญ์ทุกครั้งที่ทรงมอบหมายให้ท่านกระทำนั้น

ไม่มีหน้าที่อื่นใดสำหรับท่านนอกจากจะขอบคุณพระองค์ในเรื่องนี้ในฐานะที่ทรงประทานเกียรติยศของพระองค์ให้แก่ท่าน

ดังโองการที่ว่า :

“ แน่นอน ถ้าหกาพวกเจ้าขอบคุณ ข้าก็จะเพิ่มพูนแก่พวกเจ้า แต่ถ้าหากพวกเจ้าเนรคุณ แท้จริงการลงโทษของข้าช่างร้ายแรงเป็นแน่แท้ ”

( บทอิบรอฮีม: 7)

จงพิจารณาดูเถิด ท่านจะเป็นคนประเภทใด ถ้าในวันพรุ่งนี้ท่านจะต้องยืนต่อหน้าอัลลอฮฺ ( ซ.บ.) แล้วจะทรงถามท่านเกี่ยวกับการโปรดปรานของพระองค์ที่ประทานให้แก่ท่านว่า ท่านได้ดูแลเอาใจใส่อย่างไรเกี่ยวกับข้อกำหนดต่างๆ ที่ทรงมอบหมายให้แก่ท่าน ท่านได้ปฏิบัติลุล่วงไปอย่างไร


จงอย่าคิดโดยเด็ดขาดว่า อัลลอฮฺ(ซ.บ.)จะยอมรับการหลอกลวงของท่าน และอย่าคิดว่าพระองค์จะทรงพอพระทัยในความบกพร่องของท่านช้าก่อน ช้าก่อน จะเป็นอย่างนั้นมิได้ พระองค์ทรงดำเนินการกับบรรดาผู้รู้ตามที่มีปรากฏในคัมภีร์ของพระองค์ว่า :

“ เพื่อเจ้าจะได้อธิบายให้ชัดแจ้งแก่ประชาชนและเจ้าอย่าได้ปิดบังซ่อนเร้นสิ่งใด ๆ เลย ”

( บทอาลิอิมรอน: 187)

จงรู้ไว้ว่า สิ่งใดที่ท่านปกปิด ย่อมจะได้รับการเปิดเผยออกมาและฉันหวั่นใจว่า ท่านจะเคยชินอยู่กับความเลวของพวกอธรรม และท่านจะคล้อยตามแนวทางที่หลงผิด ด้วยความเหลวไหลเอาแต่ใจตัวเอง ซึ่งท่านจะขานรับเสมอในยามที่ถูกเขาเรียก สิ่งที่ฉันกลัวก็คือ วันพรุ่งนี้ ท่านจะตกอยู่ที่

นั่งเดียวกับคนคดโกงเพราะความบาปของท่านและท่านจะได้รับการสอบถมในเรื่องที่จิตใจของท่านเน้นหนักอยู่กับความอธรรมอันมืดมิด เพราะท่านได้ไปรับเอาของที่ไม่มีผู้ใดมอบให้แก่ท่าน

ท่านจึงได้ไปยอมรับต่อคนที่มิได้คืนสิทธิอันใดให้แก่ใครเลย และท่านมิได้ปฏิเสธความผิดพลาดในยามที่ท่านคล้อยตามเขาไป ท่านรักชอบกับศัตรูของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)เพราะการเรียกร้องของเขาใช่ไหม ? ที่ท่านต้องตกเป็นเครื่องมือที่หนุนตามแกนอันอธรรมของพวกเขา เหล่านั้นจึงถือว่า ท่านคือ

เหยื่อแห่งความเหลวแหลกและความหลงผิดของพวกเขา อันเป็นการเชิญชวนและนำไปสู่วิถีทางแห่งความลุ่มหลงถึงขั้นที่ชักนำท่านให้หวาดระแวงบรรดาผู้รู้ และปลูกฝังท่านไว้กับหัวใจที่หลงผิดของพวกเขา ถึงกระนั้นก็ยังไม่ถึงระดับของการเป็นแนวร่วม และสมัครพรรคพวกของเขาอย่าง

เต็มที่


นอกจากท่านจะต้องไม่แสดงความคิดเห็นเพื่อการแก้ไขความผิดพลาดของพวกเขา และจะต้องไม่มีข้อแตกต่างกัน ทั้งในเรื่องส่วนตัวและเรื่องทั่วๆ ไปกับพวกเขาอย่างน้อยที่สุด พวกเขาจะมอบให้ท่านในประมาณที่พอกันกับที่พวกเขาเอาไปจากท่าน พวกเขาจะควบคุมวิธีการดำเนินชีวิตของท่านโดยสะดวก แล้วจะไม่ทำลายท่านได้อย่างไร ดังนั้นจงพิจารณาเพื่อตัวของท่านเอง

เพราะมันจะมิได้รับการพิจารณาโดยบุคคลอื่นและจงสอบสวนกับชีวิตของตัวเองเหมือนคนที่ถูกสอบสวน

จงพิจารณาดูว่า ท่านได้ขอบคุณผู้ที่ให้ความโปรดปรานใหญ่น้อยแก่ท่านอย่างไรบ้าง ฉันกลัวว่า ท่านจะเป็นเหมือนกับที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงตรัสไว้ในคัมภีร์ของพระองค์ ในโองการที่ว่า :

“ หลังจากนั้น มีผู้รับช่วงการปกครองสืบต่อจากพวกเขา ได้รับมรดกแห่งคัมภีร์ (แล้วล่มพระผู้เป็นเจ้าและโลกหน้า) แสวงหาประโยชน์อันต่ำต้อยของโลกนี้(เมื่อเขาได้กระทำบาปทุกอย่างแล้ว) พวกเขากล่าวว่า เราจะได้รับการอภัยโทษ ”

( อัล-อะอฺรอฟ: 169)

ท่านมิได้อาศัยอยู่ในเรือนพักอันถาวร แต่เจ้าอยู่ในเรือนที่จำต้องเดินทางไปต่อไป ฉะนั้นคนๆ หนึ่ง จะมีอะไรเหลืออยู่เล่า นอกจากส่วนประกอบแห่งการงานของเขา คนที่มีความสุขอย่างแท้จริง คือคนที่อยู่ในโลกนี้ด้วยความยำเกรง ส่วนคนที่มีความทุกข์ที่สุด ได้แก่ คนที่ตายไปขณะที่ความบาปยังอยู่เบื้องหลัง


จงระวังไว้ บัดนี้ฉันได้เตือนท่านแล้ว จงเตรียมตัวให้พร้อม บัดนี้กาลเวลาของท่านได้มาถึงแล้ว แท้จริงท่านมิได้ปฏิบัติหน้าที่กับผู้ที่ไม่รู้อะไรและผู้ที่ดูแลท่านอยู่นั้นไม่เคยลืมเลือน จงเตรียมพร้อม เพราะการเดินทางไกลมาถึงท่านแล้ว และจงบำบัดรักษาความผิดพลาด เพราะมันจะนำไปสู่โลกอันร้ายแรง จงอย่าคิดว่าฉันต้องการดุด่า ดูหมิ่นเหยียดหยามท่านเลย แต่ฉันต้องการให้อัลลอฮฺ(ซ.บ.)เสริมความคิดของท่านที่ขาดหายไป และให้พระองค์นำสิ่งที่หลุดหายไปจากศาสนาของท่านคืนกลับมาให้ท่าน และฉันจะกล่าวถึงโองการของพระองค์ที่ว่า

“ จงตักเตือนกันเถิด เพราะการตักเตือนย่อมให้ประโยชน์แก่บรรดาผู้มีความเชื่อมันในพระเจ้า ”

( อัซฺ-ซฺาริยาต: 55)

หรือท่านลืมนึกถึงคนในยุคก่อน ๆที่ผ่านไปหลายศตรรษแล้วในอดีต ซึ่งท่านเป็นคนรุ่นหลังเขานั้น จงพิจารณาดูซิว่า พวกเขาได้รับการทดสอบด้วยเภทภัยเช่นเดียวกับท่านหรือไม่ พวกเขาตกที่นั่งในสภาพเช่นเดียวกับท่านหรือไม่ ท่านพอนึกออกบ้างไหมว่า ที่พวกเขารู้อยู่นั้น อะไรบ้างที่เป็นความดี และอะไรบ้างที่ท่านรู้ แต่พวกท่านไม่รู้ ยิ่งกว่านั้น ท่านยังโชคดีที่สามารถแก้ไขสภาพการณ์ต่างๆ ของท่านในหมู่ประชาชาคนทั่วไปที่มอบอำนาจให้แก่ท่าน หากในกรณีที่พวกเขากระทำตามนโยบายของท่านและทำตามคำสั่งของท่าน เช่น ถ้าท่านอนุญาตพวกเขาจะทำ แต่ถ้าท่านห้ามพวกเขาจะหยุด แต่สิ่งนี้จะไม่มีสำหรับท่าน แต่ถ้าหากเขาเหล่านั้นแสดงออกซึ่งความปรารถนาในสิ่งที่ท่านมีอยู่ ผู้รู้จะหมดไปจากพวกเขา ความโง่จะครอบงำทั้งท่านและพวกเขา


ความชอบในตำแหน่งผู้นำ และการเสาะแสวงหาผลประโยชน์ทางโลกจะมีด้วยกันทั้งจากตัวท่านและคนเหล่านั้น แล้วท่านเห็นไหมว่า ท่านตกอยู่ในความโง่เขลาเบาปัญญาแค่ไหน และคนทั่วไปตกอยู่ในภัยภิบัติอันยิ่งใหญ่แค่ไหน แน่นอนพวกเขาได้รับภัยพิบัติ เพราะการหมกมุ่นอยู่กับการเสาะแสวงหา

แต่ในสิ่งที่พวกเขาแลเห็น จิตใจของพวกเขาซ่อนเร้นเกินกว่าที่ความรู้เช่นท่านจะเข้าถึง พวกเขาจะผละจากท่านตกลงสู่ทะเลที่ลึกเกินจะหยั่งถึง และต้องอยู่ในห้วงแห่งเภทภัยอันไม่อาจประมาณได้จึงขอวิงวอนช่วยเหลือ

ต่อจากนี้ไป ท่านจงหันห่างออกจากทุกอย่างที่ท่านเคยเป็นเพื่อท่านจะได้อยู่ร่วมกับบรรดาผู้มีคุณธรรม อันได้รับการฝังร่างลงในสุสานที่มีความสัมพันธ์อย่างแนนแน่นระหว่างวิญญาณด้านในกับอัตตาภายนอกของพวกเขาซึ่งระหว่างพวกเขากับอัลลอฮฺ(ซ.บ.)จะไม่มีม่านกีดกั้นเลย ชีวิตทางโลกมิได้ราวีกับพวกเขา และพวกเขามิได้สร้างความเสียหายใดๆ ให้แก่โลก

พวกเขาปรารถนาจึงได้มีการแสวงหา ต่อมาไม่นานพวกเขาก็ได้พบ ในเมื่อโลกได้มาเป็นที่รู้จัก สำหรับท่านเอาเมื่อตอนที่ท่านแก่ชราลง และมีความรู้แตกฉานอีกทั้งถึงวาระสุดท้ายเช่นนี้แล้ว คนที่ยังหนุ่ม คนที่ยังโง่ คนที่

ยังไม่ประเทืองปัญญา จะยอมรับได้อย่างไรว่า แท้จริงเราเป็นสิทธิของ

อัลลอฮฺ(ซ.บ.) และเราต้องคืนกลับสู่พระองค์ ทั้งคนที่ได้รับการยกย่อง และคนที่ได้รับการตำหนิ ? เราขออุทธรณ์ต่ออัลลอฮฺ ( ซ.บ.) ทั้งที่เราได้เปิดเผยและที่เราได้พบเห็นในตัวท่านโดยเราได้คิดคำนวณนับความทุกข์ของเราที่มีต่อท่าน ณ อัลลอฮฺ (ซ.บ.)


จงพิจารณาดูว่า ท่านได้ขอบคุณผู้ที่ให้ความโปรดปรานใหญ่น้อยแก่ท่านอย่างไรบ้าง ท่านให้เกียรติกับผู้ที่ทำให้ท่านมีความดีงาม จนเป็นเลิศในหมู่ประชาชน ด้วยศาสนาของพระองค์ อย่างไรบ้าง ท่านได้ปกป้องรักษาอาภรณ์ของผู้ที่ให้อาภรณ์ปกปิดท่ามกลางคนทั้งหลายอย่างไรบ้าง

ท่านได้ทำตัวใกล้ชิดและห่างไกลแค่ไหนกับผู้ที่สั่งท่านว่า ให้ทำตัวใกล้ชิด และถ่อมตนกับพระองค์อย่างที่สุด ทำไมท่านไม่ปลุกคนที่เคลิ้มหลับไหลให้ตื่นขึ้นมาและทำไมท่านไม่ปลีกตัวให้พ้นจากคนที่เคลิ้มหลับไหลให้ตื่นขึ้นมาและทำไมท่านไม่ปลีกตัวให้พ้นจากคนที่ทำตัวผิดพลาด ? แล้วกล่าวว่า

“ ขอสาบานด้วยพระนามอัลลอฮฺ ข้ามิได้ยืนนมัสการต่อพระองค์อัลลอฮฺ(ซ.บ.)เพียงผู้เดียวตามลำพัง ข้าได้ให้ชีวิตแก่ศาสนาด้วยการยืนหยัดนี้เพื่อพระองค์และทำลายสิ่งโมฆะนี้ด้วยการยืนหยัดดังกล่าวก็เพื่อพระองค์ ”

สิ่งนี้ผู้ที่ให้ท่านรับภาระได้ขอบใจท่านแล้ว สิ่งที่ทำให้ฉันกล่าวก็คือ

ท่านจะได้เป็นเหมือนบุคคลที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)กล่าวไว้ในคัมภีร์ของพระองค์ว่า :

“ เขาเหล่านั้นทำการดูแคลน(ไม่ใส่ใจ)ต่อการนมาซและปฏิบัติตามอารมณ์ใฝ่ต่ำ ดังนั้น พวกเขาจะได้รับการตอบแทนจากการหลงผิดนั้น ”

( มัรยัม: 59)

คัมภีร์ของพระองค์ไม่ได้ให้เจ้าแบกรับภาระ และความรอบรู้ของพระองค์ฝากให้แก่ท่านแล้วท่านก็ดูแคลนมัน เราขอสรรเสริญต่ออัลลอฮฺ ผู้ทรงบันดาลให้เราคลาดแคล้วจากเภทภัยที่ประสบแก่ท่าน ” (3)

วัสลาม

อฺะลี บินฮุเซน (อฺ)

(3) ตะฮัฟฟุล-อุกูล หน้า 200


ว่าด้วยสิทธิมนุษยชน

มรดกล้ำค่าของอิสลาม

ส่วนหนึ่งจากมรดกอันล้ำค่าของอิสลาม และที่ถือว่าเป็นชีวิตชีวาสำหรับห้องสมุดภาษาอาหรับนั้นได้แก่ หนังสือ “ ริซาละตุ้ล-ฮุกูก (สารว่าด้วยสิทธิมนุษยชน) ” ของท่านอิมามซัยนุลอฺาบิดีน (อฺ) ในหนังสือเล่มนี้ได้กล่าวถึง สิทธิต่างๆ ที่เป็นหน้าที่ของมุสลิม 50 ประการ นับตั้งแต่สิทธิของอัลลอฮฺ

,สิทธิของชีวิตและอวัยวะต่างๆ สิทธิของบทบัญญัติภาคบังคับ,สิทธิของสังคมส่วนรวม และสิทธิอื่นๆ อันอาจเรียกรวมได้ว่า “ สิทธิมนุษยชน ”

บรรดานักปราชญ์ ผู้คงแก่เรียนเป็นจำนวนมากได้ทำการอรรถาธิบายหนังสือเล่มนี้ เช่น

ท่านซัยยิดฮะซัน อัลกฺอบานิญี ซึ่งได้อธิบายออกมาเป็นสองภาคใหญ่ๆ ในบทนี้เราจะกล่าวถึงแต่เพียงข้อบัญญัติในตัวบทเท่านั้น ส่วนผู้ใดประสงค์จะศึกษาเพิ่มเติมก็หาอ่านได้จากหนังสืออธิบาย “ ริซาละตุ้ล-ฮูกูก ” ฉบับต่างๆ

ท่านอะบูฮัมซ์ะฮฺ อัษ-ษุมาลี (ร.ฏ.)ได้กล่าวว่า สารของท่านอฺะลี บินฮุเซน(อฺ)ที่ส่งไปถึงสหายบางคน มีใจความว่า :

จงรู้ไว้ว่า อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงมีสิทธิต่อท่านนานัปการ ในอิริยาบถใดก็ตาม ไม่ว่าท่านจะเคลื่อนไหว หยุดนิ่ง เปลี่ยนอิริยาบถ หรืองว่าหยุดพักไม่ว่าจะเป็นสถานที่ใด ไม่ว่าจะเป็นอวัยวะส่วนใด หรือเครื่องมือใด ๆ ที่ท่านใช้สอย สิทธิของอัลลออฺ(ซ.บ.)ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับท่าน


ได้แก่

สิ่งที่กำหนดมายังท่านเกี่ยวกับสิทธิของพระองค์เอง ซึ่งเป็นพื้นฐานของสิทธิทั้งปวง

ต่อจากนั้น อัลลอฮฺ(ซ.บ.) ได้ทรงกำหนดหน้าที่เกี่ยวกับตัวของท่านเองนับจากศีรษะถึงปลายเท้า รวมทั้งอวัยวะในส่วนต่างๆ แห่งร่างกายของท่าน กล่าวคือ

ทรงกำหนดให้ “ ลิ้น ” ของท่านมีสิทธิประการหนึ่งสำหรับท่าน

ทรงกำหนดให้ “ หู” ของท่านมีสิทธิประการหนึ่งสำหรับท่าน

ทรงกำหนดให้ “ ตา”ของท่านมีสิทธิประการหนึ่งสำหรับท่าน

ทรงกำหนดให้ “ มือ”ของท่านมีสิทธิประการหนึ่งสำหรับท่าน

ทรงกำหนดให้ “ เท้า ” ของท่านมีสิทธิประการหนึ่งสำหรับท่าน

ทรงกำหนดให้ “ ท้อง ” ของท่านมีสิทธิประการหนึ่งสำหรับท่าน

ดังนั้นอวัยวะต่างๆ ทั้งหมดนี้ เป็นสิ่งที่ท่านนำมาประพฤติปฏิบัติต่อจากนั้นพระองค์ก็ยัง

กำหนดให้การกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดของท่านมีสิทธิต่อท่านอีก กล่าวคือ พระองค์ทรงกำหนดให้การนมาซของท่าน มีสิทธิประการหนึ่งสำหรับท่าน และยังได้กำหนดให้การถือศีลอดของท่านมีสิทธิต่อตัวท่านเองอีกด้วย และทรงกำหนดให้การทำทานของท่านมีสิทธิต่อท่านทรงกำหนดให้การเชือดสัตว์เพื่อเป็นกุศลทานของท่านมีสิทธิต่อตัวท่านและกำหนดให้ความประพฤติของท่านมีสิทธิหลายๆ ประการสำหรับท่าน

ต่อมาสิทธิในด้านต่างๆ จะผ่านจากตัวท่านไปสู่บุคคลอื่น อันเป็นผู้มีสิทธิต่อท่านอีกหลายประการ กล่าวคือ พระองค์ทรงกำหนดให้บรรดาอิมามมีสิทธิหลายประการต่อตัวท่าน


จากนั้นก็จะเป็นเรื่องของสิทธิในตัวของผู้ที่อยู่ในความดูแลของท่าน และญาติมิตรของท่านโดยที่สิทธิต่างๆเหล่านี้ยังถูกแยกออกไปเป็นสิทธิว่าด้วยประการต่างๆ อีก กล่าวคือ :

สิทธิของบรรดาอิมามมี 3 ประการ ที่พระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ทรงกำหนดไว้สำหรับท่าน ได้แก่

สิทธิในการควบคุมท่านด้วยอำนาจ

สิทธิในการควบคุมท่านด้วยความรู้

สิทธิในการควบคุมท่านด้วยการปกครอง

และทุกอย่างนี้ ผู้ควบคุมคือ “ อิมาม ”

สิทธิของผู้ที่อยู่ในความดูแลของท่านมี 3 ประการ พระองค์ทรงกำหนดให้สิทธิของผู้อยู่ในความดูแลของท่านมีสิทธิต่อท่านในฐานะท่านเป็น “ ผู้มีอำนาจ ”

สิทธิของผู้อยู่ในความดูแลของท่าน ในฐานะท่านเป็น ” ผู้มีความรู้ ”

สิทธิของผู้อยู่ในความดูแลของท่านในฐานะที่ท่านเป็น “ ผู้ปกครอง ”

อันได้แก่ คู่ครองและผู้ที่ตกอยู่ภายใต้เงื่อนไขแห่งอำนาจของท่านและสิทธิของผู้อยู่ในความดูแลยังมีอีกมาก เช่น การติดต่อสัมพันธ์อย่างเต็มความสามารถกับญาติพี่น้อง และพระองค์ทรงกำหนดให้เป็นหน้าที่สำหรับท่านซึ่งสิทธิแห่งมารดาของท่าน ต่อมาจึงเป็นสิทธิของบิดา สิทธิของบุตร สิทธิของพี่น้อง สิทธิของเครือญาติที่ใกล้ชิดที่สุดย่อมมีสิทธิที่สุด

สิทธิของผู้ปกครองที่ให้การดูแลท่าน สิทธิของบริวารที่ท่านต้องให้การดูแล สิทธิของคนที่ทำความดีต่อท่าน สิทธิของผู้ประกาศเวลานมาซ(มุอัซซิน) สิทธิของอิมามในนมาซของท่าน สิทธิของสมาชิกในที่ชุมชนของท่าน


สิทธิของคนข้างเคียงสิทธิของเพื่อนฝูง สิทธิของคนร่วมงาน สิทธิของทรัพย์สิน สิทธิของคู่กรณีที่เขาเป็นฝ่ายเสนอ สิทธิของคู่กรณีที่ท่านเป็นฝ่ายเสนอ สิทธิของผู้เป็นแนวร่วม สิทธิของคู่ปกปักษ์ที่เขาเป็นฝ่ายเสนอ

สิทธิของคู่ปรปักษ์ที่ท่านเป็นฝ่ายเสนอ สิทธิของผู้ขอคำปรึกษา สิทธิของผู้ให้คำปรึกษา สิทธิของผู้ขอคำเตือน สิทธิของผู้ตักเตือน สิทธิของผู้มีวัยวุฒิสูงกว่า สิทธิของผู้อ่อนวัยกว่า สิทธิของผู้มาขอ สิทธิของผู้ที่ท่านขอ สิทธิของผู้ที่ให้แก่โทษแก่ท่านทั้งโดยวาจาและพฤติกรรม จะโดยเจตนาก็ตาม สิทธิของพลเมืองร่วมศาสนาและสิทธิของคนต่างศาสนา สิทธิของคนรับใช้ อันขึ้นอยู่กับปริมาณมากน้อยแห่งเหตุและผลตามสภาพความเป็นไป

ความสุขจะเป็นของคนที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ให้ความช่วยเหลือจนสามารถทำหน้าที่ในสิทธิต่างๆ ของตนให้สำเร็จลุล่วงด้วยดี และพระองค์ทรงให้ความสมประสงค์ และสนับสนุนเขา เพราะเหตุนี้สิทธิของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)อันยิ่งใหญ่สำหรับท่านคือ ท่านจะต้องเคารพนบนอบพระองค์จะต้องไม่ตั้งภาคีต่อพระองค์ด้วยสิ่งใดๆ ดังนั้นถ้าหากท่านกระทำด้วยความจริงใจ พระองค์จะทรงบันดาลให้ท่านได้รับความสำเร็จทั้งในโลกนี้และปรภพ

สิทธิในตัวของท่านสำหรับท่านเอง คือท่านจะต้องใช้งานมันไปด้วยการเคารพเชื่อฟังอัลลออฺ(ซ.บ.)

สิทธิของลิ้น คือจะต้องให้มันได้รับเกียรติโดยพ้นจากการพูดปด และจะต้องควบคุมให้มันอยู่ในความดีงาม งดเว้นการพูดจาคึกคะนอง ซึ่งหาประโยชน์อันใดมิได้ และต้องมีคุณธรรมต่อคนทั่วไป อีกทั้งมีวาจาดีกับคนเหล่านั้น


สิทธิของหู คือจะต้องให้มันปลอดพ้นจากการรับฟังการนินทา และรับฟังในสิ่งที่ไม่อนุญาตให้ฟัง

สิทธิของสายตา คือจะต้องลดละจากการมองสิ่งที่ไม่อนุญาต และจะต้องมีการพิจารณาด้วยการตรึกตรอง

สิทธิของมือ คือจะต้องไม่เอื้อมมือไปยังของที่ไม่ได้รับการอนุญาต

สิทธิของเท้า คือจะต้องไม่นำมันเดินไปในที่ที่ไม่อนุญาต เพราะท่านจะต้องอาศัยมันทั้งสองข้างยืนบนอัศ-ศิรอฏ(สะพานหนึ่งในวันแห่งการตอบแทน) ดังนั้นจงพิจารณาให้ดี เพื่อมันจะไม่ทำให้ท่านพลาดลงสู่ไฟนรก

สิทธิของท้อง คือจะต้องไม่ทำให้มันเป็นที่เก็บของต้องห้าม และจะต้องไม่เติมอะไรขณะที่ยังอิ่มอยู่

สิทธิของอวัยวะเพศ คือจะต้องรักษามันให้พ้นจาการล่วงประเพณี และรักษามันไว้ให้พ้นจากการถูกมอง

สิทธิของการนมาซ คือจะต้องรู้ว่า มันคือการเข้าเฝ้าอัลลอฮฺ(ซ.บ.) และท่านกำลังยืนต่อหน้าพระองค์ เมื่อท่านรู้อย่างนี้ ท่านจะต้องยืนตรงเยี่ยงการยืนตรงของบ่าวผู้ต่ำต้อยด้อยค่า ที่แสวงหาความหวังอย่างยิ่งในฐานะผู้เกรงกลัวที่ยอมสยบนบนอบอย่างยิ่งต่อผู้ที่อยู่เบื้องหน้าตน ด้วยอาการสงบเสงี่ยมเจียมตัวและจะต้องยอมรับสิ่งเหล่านี้ด้วยหัวใจของท่าน และดำรงรักษามันไว้ตามข้อกำหนดและสิทธิของมัน


สิทธิของการบำเพ็ญฮัจญ์ คือท่านจะต้องรู้ว่า มันหมายถึงการเข้าเฝ้าอัลลอฮฺ(ซ.บ.) พระผู้อภิบาลของท่าน ความบาปของท่านจะต้องสลัดพ้นไป และจะทรงยอมรับการกลับตัวของท่าน และเป็นการทำหน้าที่ตาม

ข้อบังคับที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงกำหนดให้แก่ท่านได้ลุล่วงแล้ว

สิทธิของการถือศีลอดคือท่านจะต้องรู้ว่า มันคือม่านกั้นที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงวางไว้แก่ ลิ้น หู ตา ท้องและอวัยวะเพศของท่าน เพื่อปกป้องท่านให้พ้นจากไฟนรก หากท่านไม่ถือศีลอด อัลลอฮฺ(ซ.บ.)จะทรงถอดถอนสิ่งกำบังของท่านออกไป

สิทธิของการทำงาน คือท่านจะต้องรู้ว่า “ ทาน ” หมายถึงเสบียงของท่านที่อยู่ ณ อัลลอฮฺ (ซ.บ.) และเป็นสมบัติส่วนตัวของท่านที่ไม่จำเป็นต้องให้ใครมองเห็น เมื่อท่านรู้อย่างนี้แล้ว ท่านจะต้องเสียสละทานอย่างลับๆ อันจะมีน้ำหนักแก่ท่านยิ่งกว่าการบริจาคอย่างเปิดเผย และท่านจะต้องรู้ว่า มันจะช่วยสกัดกั้นเภทภัยและความเจ็บปวดในโลกนี้ได้ และจะปกป้องท่านให้พ้นจากไฟนรกในปรโลก

สิทธิของสัตว์ที่พลีเป็นกุศลทาน คือท่านจะต้องมีความประสงค์ในการมอบหมายมันแด่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)เท่านั้น และมิได้มีความประสงค์เพื่อมวลมนุษย์ และท่านจะต้องไม่มี ความประสงค์อื่นใด นอกจากเพื่อวิญญาณของ

ท่านจะได้รับความเมตตา ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)และความปลอดภัยในวันที่ท่านเข้าพบพระองค์


สิทธิของผู้มีอำนาจ คือท่านจะต้องรู้ว่า ท่านจะต้องประสบกับความชั่วร้ายของเขา แท้จริงเขาคือผู้ที่ก่อภัยพิบัติให้เกิดแก่ท่านได้ ตามที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงบันดาลให้เขาเป็นผู้มีอำนาจครอบครองท่าน และท่านจะต้องไม่ทำลายเขาด้วยการยื่นมือของท่านไปสู่ความเสียหาน และอย่าได้เป็นผู้ร่วมงานกับเขาในอันที่จะนำความเลวร้ายมาสู่ท่าน

สิทธิของผู้ที่ควบคุมท่านด้วยวิชาความรู้ คือจะต้องให้เกียรติและยกย่องในการเข้าร่วมงานกับเขา และจะต้องให้การเชื่อฟังแต่โดยดี

และต้องให้การยอมรับ จะต้องไม่ขึ้นเสียงกับเขาและจะต้องไม่ตอบคำถามของคนใดที่ถามเขา ไม่ว่าในเรื่องอันใดก็ตามจนกว่าเขาจะเป็นคนตอบเอง จงอย่าพูดกับคนใดในขณะประชุมร่วมกับเขา จงอย่าตำหนิคนใดในขณะอยู่กับเขา จะต้องปกป้องเขาในขณะที่มีใครกล่าถึงเขาในแง่ร้าย จะต้องปกปิดข้อตำหนิของเขา จะต้องเปิดเผยเกียรติคุณของเขาจงอย่าร่วมในการเป็นศัตรูกับเขา จงอย่าขัดแย้งฐานะความเป็นผู้ปกครองของเขา ถ้าท่านทำอย่างนี้มะลาอิกะฮฺของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)จะทรงเป็นพยานว่า ท่านปรารถนาดีต่อเขา และร่ำเรียนจากเขาเพื่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.)มิใช่เพื่อนมนุษย์

สิทธิของผู้ที่ควบคุมท่านในฐานะผู้ปกครอง คือท่านจะต้องเคารพ เชื่อฟังและอย่าขัดขืน นอกจากกรณีที่เป็นการทรยศต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.)

เพราะไม่มีการเคารพเชื่อฟังใดๆ แก่ผู้ถูกสร้างที่อยู่ในการทรยศต่อพระผู้สร้างสิทธิของผู้อยู่ในความดูแลของท่าน


โดยท่านเป็นผู้มีอำนาจ คือทานจะต้องรู้ว่า พวกเขาเป็นผู้อยู่ในความดูแลของท่าน เพราะความอ่อนแอของพวกเขาและเพราะอำนาจของท่านจึงจำเป็นที่ท่านจะต้องให้ความยุติธรรม และจงปฏิบัติต่อพวกเขาเสมือน

บิดาของผู้มีความเมตตาสงสารบุตรของตน จงอภัยในความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของพวกเขา จงอย่ารีบลงโทษ แต่จงขอบคุณอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ในฐานะที่ทรงมอบอำนาจให้ท่านครอบครองพวกเขาเหล่านั้น

สิทธิของผู้ที่อยู่ในความดูแลของท่าน โดยท่านเป็นผู้ที่มีความรู้ คือ

ท่านจะต้องรู้ว่า อัลลอฮฺ(ซ.บ.) ทรงกำหนดให้ท่านเป็นดุลยธรรมสำหรับพวกเขา โดยความรู้ที่ทรงประทานให้แก่ท่าน และทรงเผยคลัง(แห่งความรู้)ต่างๆ ของพระองค์ให้แก่ท่าน ดังนั้น ถ้าหากท่านมีความดีงามในการสอนคนทั้งหลาย และไม่ทำลาย ไม่บั่นทอนพวกเขา อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ก็จะทรงเพิ่มความดีงามของพระองค์ให้แก่ท่าน แต่หากท่านขัดขืนในการให้ความรู้แก่คนทั้งหลายหรือทำลายความต้องการของพวกเขาในยามที่พวกเขาแสวงหาความรู้จากท่าน ก็เป็นสิทธิของอัลลออฮฺ(ซ.บ.)จะทรงลบเลือนความรู้และรัศมีของพระองค์ออกไปจากท่าน และฐานะของท่านก็เป็นอันตกไปจากหัวใจของคนทั่วไป

สิทธิของภรรยาของท่าน คือจงรู้ไว้ว่า อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงกำหนดมาให้นางเป็นที่สงบจิตใจและอบอุ่นใจแก่ท่าน

กล่าวคือ ท่านจะต้องรู้ว่า นี่คือความโปรดปรานอย่างหนึ่งจากอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ที่มีต่อท่าน ดังนั้น ท่านจงให้เกียรติและมีไมตรีจิตต่อนางถึงแม้สิทธิของท่านที่มีต่อนางนั้นสำคัญกว่าก็ตาม แต่สิทธิของนางที่มีต่อท่านก็คือ ท่านจะต้องเมตตานาง เพราะนางเป็นเสมือนเชลยของท่าน และท่านจงให้อาหารแก่นาง เครื่องนุ่งห่มแก่นาง และหากนางรู้เท่าไม่ถึงการณ์ท่านจงอภัยนาง


สิทธิของข้าทาสของท่าน คือท่านจงรู้ไว้ว่า เขาคือมนุษย์ที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงสร้างมาเป็นเสมือนบุตรของบิดามารดาท่านเช่นกัน เป็นเสมือนเนื้อและเลือดของท่านท่านมิได้ครอบครองเขาเพียงแต่ลำพังโดยไม่มีอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ท่านมิได้สร้างอวัยวะส่วนใดของเขาขึ้นมาเลย และท่านมิได้นำเครื่องยังชีพใดๆ มามอบให้แก่เขาเลย แต่ทว่าในเรื่องนี้ เป็นหน้าที่ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ที่ทรงประทานแก่ท่านอย่างครบครัน

ต่อจากนั้นพระองค์ทรงมอบเขามาให้ท่านควบคุมและทรงฝากขังเขาไว้กับท่าน และให้ท่านทำหน้าที่ดูแลเขาไว้เพื่อพระองค์จงรักษาไว้ซึ่งความดีงามใดๆ ก็ตามที่ท่านนำมามอบแก่เขา ดังนั้น จงทำความดีต่อเขาเหมือนดังที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทำดีต่อท่าน หากท่านไม่พอใจก็จงเปลี่ยนเอาคนใหม่ แต่อย่าลงโทษคนที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงสร้างมาเลย

“ ไม่มีพลังและอำนาจใด ๆ นอกจากโดยอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ”

สิทธิแห่งมารดาของท่าน คือท่านจงรู้ว่า นางอุ้มท้องท่านมา อย่างชนิดที่ไม่เคยมีใครอุ้นมาอย่างนั้น และนางมอบให้แก่ท่านซึ่งผลไม้จากจิตใจของนาง(หมายถึงเลือดที่กลั่นออกมาเป็นน้ำนม) อย่างชนิดที่ไม่เคยมีใครมอบให้ท่านอย่างนั้นเลยสักคน อวัยวะทุกส่วนในเรือนร่างของนางให้ความคุ้มกันท่าน นางไม่เคยอาทรกับความหิวในขณะที่ให้อาหารแก่ท่าน ไม่อาทรกับความกระหายในขณะที่ให้ท่านดื่ม ไม่อาทรกับความเปลือยเปล่าในขณะที่ให้ท่านสวมใส่ยอมอดหลับอดนอนเพียงเพื่อท่าน ปกป้องความร้อนความหนาวแก่ท่านเสมอเพื่อท่านได้อยู่กับนาง ฉะนั้นท่านไม่อาจขอบคุณนางให้เหมาะสมได้นอกจากด้วยความช่วยเหลือจากอัลลอฮฺ(ซ.บ.)และความประสงค์จากพระองค์


สิทธิของบิดาของท่าน คือท่านจะต้องรู้ว่า เขาคือรากฐานที่มาของท่าน หากไม่มีเขา ท่านย่อมไม่มี ดังนั้นอันใดที่ท่านพบว่า ในตัวของท่านมีสิ่งที่เขาพอใจ ก็จงรู้ไว้ว่าบิดาของท่านคือรากเง่าแห่งความโปรดปรานที่มีต่อท่านในเรื่องนั้น ดังนั้นจงสรรเสริญอัลลอฮฺ(ซ.บ.) และทดแทนคุณเขาให้สุดความสามารถ

“ ไม่มีพลังใดๆ นอกจากโดยอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ”

สิทธิของผู้เป็นบุตรของท่าน คือท่านต้องรู้ว่า เขามาจากท่าน เป็นอีกส่วนหนึ่งของชีวิตทางโลกที่เพิ่มพูนให้แก่ท่าน ทั้งในส่วนที่ดีและส่วนที่เลวของเขา ท่านจะต้องถูกสอบสวนเกี่ยวกับการควบคุมดูแลมารยาทของเขาให้ดีงาม ต้องเป็นผู้ส่งเสริมและสนับสนุนเขา ดังนั้น จงปฏิบัติต่อเขาในฐานะเช่นการปฏิบัติของคนที่รู้ว่าเขาคือตัวนำรางวัลอันดีงามมาสู่ตน อีกทั้งเป็นตัวนำการลงโทษอันแสนเลวมาสู่ตนด้วยเช่นกัน

สิทธิของพี่น้องของท่าน คือ ท่านจะต้องรู้ว่าเขา คือมือ คือเกียรติยศ คือพลังของท่าน ดังนั้นจงอย่าเอาเขามาเป็นอาวุธในการทรยศต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.) และก่อความอธรรมแก่สรรพสิ่งทั้งหลายของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) อย่าปล่อยให้การช่วยเหลือของเขาไปสนับสนุนฝ่ายศัตรู และต้องมีการตักเตือนแก่เขา หากว่าเขาเคารพเชื่อฟังอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ถ้าไม่เป็นเช่นนั้นอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ก็ทรงมีเกียรติเหมือนท่านมากกว่าเขา

“ ไม่มีพลังใดๆ นอกจากโดยอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ”


สิทธิของผู้ปกครองที่สร้างความดีให้แก่ท่าน คือท่านจะต้องรู้ว่า เขานำทรัพย์สินของเขามาใช้จ่ายเพื่อท่านและนำท่านออกจากความต่ำต้อย และแร้นแค้นไปสู่เกียรติยศอันเป็นความอิสระ และปลดปล่อยท่านให้พ้นจากสภาพของเชลยให้พ้นจากความเป็นข้าทาส ให้พ้นจากสภาพที่อยู่ในคุกอันกักขังหน่วงเหนี่ยวท่านจากการเคารพภักดีต่อพระผู้อภิบาล ท่านจะต้องรู้ว่า เขาคือคนสำคัญที่สุดในความเป็นและความตายของท่าน ความช่วยเหลือที่เขามีต่อท่านนั้น เป็นหน้าที่สำหรับตัวท่าน เมื่อเวลาที่เขาต้องการความช่วยเหลือจากท่าน

“ ไม่มีพลังใดๆ นอกจากโดยอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ”

สิทธิของคนรับใช้ที่ท่านมีบุญคุณต่อเขา คือท่านจะต้องรู้ว่า อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงถือว่า การที่ท่านปลดปล่อยให้เขาพ้นจากความเป็นทาสนั้น คือ สื่อสัมพันธ์สำหรับพระองค์ และเป็นม่านกั้นท่านให้พ้นจากนรก และมรดกของเขาในโลกนี้คือ รางวัลอันหนึ่งสำหรับท่าน ถ้าหากเขาไม่มีญาติคนใดทดแทนค่าเลี้ยงดูที่ท่านจ่ายให้เขาไปรางวัลของท่านในปรภพคือ “ สวรรค์ ”

สิทธิของผู้มีคุณงามความดีต่อท่าน คือทานจะต้องทดแทนบุญคุณของเขา และจะต้องนึกถึงความดีงามของเขาเสมอ และต้องพยายามพูดจากับเขาด้วยวาจาที่ดี จงวิงวอนขอจากอัลลอฮฺ(ซ.บ.)เพื่อเขาด้วยความจริงใจ เพราะถ้า

ท่านทำให้อย่างนี้ก็เท่ากับท่านได้ตอบแทนบุญคุณเขาทั้งในยามเร้นลับและในยามเปิดเผย ต่อจากนั้น ถ้าวันใดท่านมีความสามารถในการตอบแทนให้สมบูรณ์ได้ก็จงตอบแทนเขา


สิทธิของผู้ทำหน้าที่ประกาศเวลานมาซ(มุอัซซิน) คือท่านจะต้องรู้ว่า เขาคือคนที่เตือนท่านให้รำลึกถึงพระผู้อภิบาลของท่าน และเชิญชวนไปสู่โชคลาภอันมหาศาล เป็นผู้ช่วนทำหน้าที่ปลดเปลื้องภาระหน้าที่ที่จำเป็นจะต้องมีต่ออัลลอฮฺ ( ซ.บ.) ให้สำเร็จลุล่วงได้ ดังนั้น จงขอบคุณเขาผู้นี้ในฐานะผู้บำเพ็ญคุณงามความดีให้

สิทธิของผู้ที่เป็นอิมามในนมาซ คือท่านจะต้องรู้ว่าเขาคือ ผู้เป็นสื่อนำระหว่างท่านกับพระผู้อภิบาลเขามีสิทธิพูดแทนท่าน

เขาวิงวอนขอให้แก่ท่านโดยที่ท่านไม่ต้องวิงวอนขอเพื่อเขา ท่านเพียงแต่ทำหน้าที่ยืนตรงต่อหน้าอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ก็พอแล้ว หากเขามีความบกพร่องก็เป็นความบกพร่องของเขาเองไม่เกี่ยวกับท่าน

แต่ถ้าหากเขาทำถูกต้องสมบูรณ์ ท่านก็คือคนหนึ่งที่เป็นส่วนร่วมของเขา และใช่ว่าเขาจะได้รับอะไรพิเศษมากกว่าท่านก็หาไม่ (ในฐานะผู้นมาซ)ตัวของท่านถูกปกป้อง(ให้พ้นจากความผิดพลาดในนมาซ)ด้วยตัวของเขา นมาซของท่านถูกป้อง(จากความไม่สมบูรณ์)ด้วยนมาซของเขา ดังนั้น

จงตอบแทนบุญคุณของเขาให้สุดความสามารถ

สิทธิของสมาชิกในที่ชุมชนของท่าน คือท่านจะต้องสุภาพ อ่อนโยน จงให้ความเป็นธรรมกับเขาในการได้รับอนุญาตให้พูด และอย่าออกจากที่ประชุม นอกจากเขาจะให้อนุญาตและใครที่จะนั่งร่วมกับท่าน ก็อนุญาตให้เขาออกไปได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากท่าน ท่านจะต้องลืมข้อผิดพลาดของเขา และจดจำข้อดีทั้งหลายของเขาและอย่าให้เขาได้ยินอะไร

นอกจากสิ่งที่ดี ๆ


สิทธิของเพื่อนบ้านของท่าน คือจงปกป้องเขาในยามที่เขาไม่อยู่ และจงให้เกียรติในยามที่เขาอยู่ต้องช่วยเหลือเขาในยามที่เขาได้รับความไม่เป็นอธรรม อย่าช่วยทำให้เขาได้รับความอับอาย กล่าวคือ ถ้าหากท่านรู้ว่า เขามี

ความบกพร่องน่ารังเกียจ ก็จงปิดบังไว้ หากท่านรู้ว่า เขายอมรับคำตักเตือนของท่าน ท่านก็ตักเตือนเขาสองต่อสองจงอย่าพึ่งพิงยามที่เขาเดือนร้อน และจงแก้ปัญหาความยุ่งยากให้แก่เขาจงขอการอภัยโทษแก่ความผิดพลาดของเขา และจงสันถวไมตรีกับเขาด้วยไมตรีจิตอันดีงาม

“ ไม่มีพลังใดๆ นอกจากโดยอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ”

สิทธิของเพื่อนฝูงของท่าน คือท่านจงคบเขาด้วยการให้เกียรติ และมีความเสมอภาค ต้องให้เกียรติต่อเขา เช่นเดียวกับที่เขาให้เกียรติท่าน และจงมีไมตรีจิตต่อเขาอีกทั้งจะต้องไม่เป็นพิษเป็นภัยแก่เขา

“ ไม่มีพลังใดๆ นอกจากโดยอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ”

สิทธิของผู้ร่วมงานของท่าน คือถึงแม้เขาจะไม่อยู่ แต่ท่านก็ต้องทำหน้าที่ให้เขาอย่างสมบูรณ์หากเขาอยู่ต้องให้ความดูแลเขา จงอย่าตัดสินความใดๆ ที่มิได้ใช้หลักเกณฑ์ของเขา จงอย่าทำงานตามความคิดของท่านโดยไม่มีข้อเสนอแนะของเขาจงรักษาทรัพย์สินของเขา และจงอย่าทรยศต่อเขาในยามที่เขามีอำนาจหรือไม่ให้เกียรติในคำสั่งของเขา(ไม่ปฏิบัติตาม) แท้จริงพลังของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)จะสถิตย์อยู่กับคนสองฝ่ายที่ร่วมกันทำงานเสมอ ตราบใดที่คนทั้งสองไม่ทรยศต่อกันไม่มีพลังใดๆ นอกจากโดยอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ”


สิทธิในทรัพย์สินของท่าน คือท่านจะต้องไม่หามาจากทางใด นอกจากทางที่ได้รับอนุญาตและจงอย่าให้จ่ายออกไปนอกจากในทางที่ถูกต้อง

จงอย่าให้มันสร้างผลกระทบแก่ตัวท่านโดยคนที่ไม่ได้ให้เกียรติแก่ท่าน

ดังนั้น จงทำมันไปทำงานที่เกี่ยวกับการเคารพเชื่อฟังอัลลอฮฺ(ซ.บ.)จงอย่าตระหนี่เพราะมันจะก่อให้เกิดความสูญเสียและเป็นทุกข์ทั้งๆ ที่มั่งคั่งอยู่

“ ไม่มีพลังอำนาจใด ๆ นอกจากโดยอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ”

สิทธิของคู่กรณีที่เขาเป็นฝ่ายเรียกร้องจากท่าน คือ(เช่น การชดเชย หรือการจ่ายค่าทำขวัญ ฯลฯ) ถ้าท่านเป็นคนมีความสะดวกก็จงให้เขาไป แต่ถ้าหากท่านเป็นคนลำบาก ท่านจะต้องเต็มใจในการพูดด้วยวาจาที่ดี และจะต้องโน้มน้าวให้เขาคล้อยตามท่านด้วยความอ่อนโยน ละเมียดละมัย

สิทธิของผู้เป็นแนวร่วมของท่าน คือท่านอย่าหลอกลวง อย่าฉ้อฉล และอย่าปลิ้นปล้อนเขา และท่านจงสำรวมตนต่ออัลลอฮฺ ( ซ.บ.) ในข้อที่สิทธิของคู่ปรปักษ์ที่เขาเป็นโจทย์คือ ถ้าหากข้อกล่าวหาที่มีต่อท่านเป็นมูลความจริง ท่านก็จงเป็นพยานต่อตัวท่านเองเพื่อเขาและอย่าได้อธรรมต่อเขา และต้องทำหน้าที่สนองตอบในสิทธิของเขาให้สมบูรณ์ แต่ถ้าหากข้อกล่าวหาของเขาผิดพลาดท่านก็ต้องมีไมตรีต่อเขา และจะต้องไม่ดำเนินการใดๆ ต่อเขา นอกจากด้วยวิถีทางแห่งการมีไมตรีจิต และอย่าละเมิดพระผู้อภิบาลของท่านในข้อนี้

“ ไม่มีพลังใดๆ นอกจากโดยอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ”


สิทธิของคู่ปรปักษ์ที่ท่านเป็นฝ่ายโจทย์ คือ ถ้าหากข้อกล่าวหาของท่านเป็นความจริง ท่านจะต้องใช้วาจาที่สุภาพที่สุดต่อเขา และอย่าเบียดบังสิทธิของเขา แต่ถ้าหากท่านตั้งข้อกล่าวหาผิดพลาด ก็จงยำเกรงต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.) ขอโทษต่อเขาและเลิกกิจการตั้งข้อกล่าวหา

สิทธิของผู้ขอคำปรึกษา คือหากท่านรู้ถึงแนวคิดใดๆ เพื่อเขา ท่านก็ต้องชี้แนะเขาทันทีแต่ถ้าหากท่านไม่รู้ก็จงแนะนำให้เขาไปหาคนที่รู้ในเรื่องนั้นๆ

สิทธิของผู้ให้คำปรึกษาแก่ท่าน คือท่านจงอย่ากล่าวหาเขา ถ้าหากว่า แนวความคิดที่เขาเสนอไม่เป็นที่สัมฤทธิผลแก่ท่าน แต่ถ้าหากเป็นที่สัมฤทธิผล ท่านก็ต้องสรรเสริญอัลลอฮฺ(ซ.บ.)

สิทธิของผู้ขอคำตักเตือนจากท่าน คือท่านจะต้องทำหน้าที่ให้คำตักเตือนแก่เขา และจะต้องให้แนวทางของท่านที่มอบให้เขานั้น เป็นความเมตตากรุณา

สิทธิของผู้ให้คำตักเตือนแก่ท่าน คือท่านจะต้องอ่อนโยน และจงตั้งใจในการรับฟังให้จงดี กล่าวคือถ้าหากเขาทำงานซึ่งความถูกต้อง ก็จงสรรเสริญต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.) และถ้าหากไม่ถูกต้อง ท่านก็ต้องมีเมตตาต่อเขา และอย่าว่ากล่าวเขา และจะต้องรู้ว่านั่นคือข้อผิดพลาด และท่านอย่าถือสาหาความใดๆ เลย นอกจากเขาอยู่ในฐานะที่จะต้องตั้งข้อหา แต่ถึงกระนั้นก็อย่าพึงได้กระทำการใดในทันทีทันควัน

“ ไม่มีพลังอำนาจใดๆ นอกจากโดยอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ”


สิทธิของผู้สูงวัย คือท่านจะต้องให้เกียรติในวัยวุฒิของเขา ต้องยกย่องเขาในฐานะที่เขาเข้ามาอยู่ในอิสลาม ก่อนหน้าท่าน และจงงดเว้นจากการเผชิญหน้ากับเขาในฐานะคู่กรณี อย่าเดินล้ำหน้าไปก่อนเขา และอย่าหาว่าเขาไม่ทันท่าน(โง่)หากเขาว่าท่านไม่ฉลาด ก็จงถือซะว่าเป็นเรื่องธรรมดา และใหเกียรติแก่เขาโดยสิทธิในอิสบามและศักดิ์ศรีของเขา

สิทธิของคนที่อ่อนวัยกว่า คือท่านจะต้องมีความเมตตาต่อเขา ในการอบรมสั่งสอนและผ่อนปรนแต่โดยดี ช่วยปกปิดความลับให้แก่เขา และจะต้องเป็นมิตรให้แก่เขาอีกทั้งต้องสนับสนุนช่วยเหลือเขา

สิทธิของผู้ขอ คือ ท่านจะต้องให้เขาตามปริมาณความจำเป็นของเขา

สิทธิของผู้ที่ถูกขอ (คือท่านอยู่ในฐานะผู้ขอจากเขา)คือ ถ้าหากเขาให้อะไรก็จงรับจากเขาด้วยการขอบคุณ และมีกตัญญูต่อบุญคุณนั้นๆ แต่ถ้า

เขาขัดข้องก็จงยอมรับความขัดข้องของเขา

สิทธิของผู้ที่ช่วยปกป้องท่าน คือ ท่านจะต้องสรรเสริญอัลลอฮฺ(ซ.บ.) เป็นอันดับแรก จากนั้นก็จงขอบคุณต่อเขา

สิทธิของคนที่ทำลายท่าน คือท่านจะต้องอภัยให้แก่เขา และถ้าหากท่านรู้ว่า การให้อภัยเขานั้นอาจเป็นโทษ ท่านจงให้ความช่วยเหลือเขา


สิทธิของคนร่วมศาสนาคือท่านจะต้องให้หลักประกันในความปลอดภัย และมีเจตนาจิตจงอ่อนโยนให้กับข้อผิดพลาดของพวกเขา และจงแก้ไขปรับปรุงให้ดีงาม จงขอบคุณในความดีงามที่เขามี จงสะกัดกั้นภัยอันตรายออกจากพวกเขา จงชอบที่จะให้ได้แกเขาเหล่านั้น เหมือนท่านชอบที่จะให้ได้แก่ตัวของท่านเอง จงรังเกียจการที่จะให้ของที่ท่านรังเกียจเกิดขึ้นแก่เขาเหล่านั้น และจงถือว่าผู้อาวุโสในหมู่พวกเขาอยู่ในฐานะบิดาของท่านเองส่วนคนหนุ่มนั้น จงถือว่าอยู่ในฐานะเป็นพี่น้องของท่านเอง ส่วนสตรีสูงอายุในหมู่พวกเขา ท่านจงถือว่าอยู่ในฐานะมารดาของท่านเอง ส่วนเด็กที่อยู่ในวัยอ่อนเยาว์ ท่านก็จงถือว่าเป็นเสมือนลูกของท่านเอง

สิทธิของคนต่างศาสนา คือท่านจะต้องยอมรับพวกเขาไปตาม กรณีต่าง ๆที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ให้การยอมรับต่อพวกเขาและจงอย่าอธรรมต่อพวกเขา ในสิ่งต่างๆ ที่พวกเขาได้รับมาจากอัลลอฮฺ(ซ.บ.) โดยพันธะสัญญาของพระองค์ ( 1)

(1) อัล-คิศ็อล หน้า 570


สุภาษิต :

คำสอนอันทรงคุณค่าของอิมามที่ 4

สื่อกลางในการดำเนินงานด้านชี้แนวทางของบรรดาอิมาม(อฺ)อีกประการหนึ่งคือ การที่ท่านได้แนะนำสั่งสอนประชาชนรอบข้างด้วยสุภาษิตและคำตักเตือนใจที่ให้หลักการในเรื่องมารยาทและจริยธรรม ด้วยถ้อยคำสั้น ๆ เรียบง่าย จับใจและสะดวกในการจดจำ บรรดาสหายของท่านจึงนำมาประพฤติปฏิบัติและเจริญรอยตาม ในมหาสมุทรแห่งหนังสือวิชาการมีถ้อยคำนับพันๆ ถ้อยคำของบรรดาอิมาม(อฺ)ทั้งหลาย จนกระทั่งมีนักปราชญ์บางคนได้รวบรวมถ้อยคำสั้น ๆของท่านอิมามอฺะลี อะมีรุลมุมินีน(อฺ) ไว้ในหนังสือเล่มเดียวมากกว่าสองพันสุภาษิต

ในบทนี้เราจะกล่าวถึงสุภาษิตบางข้อของท่านอิมามอฺะลี บินฮุเซน(อฺ)

สุภาษิตที่ 1

ผู้ใดงดเว้นการสั่งสอนเรื่องคุณธรรม และห้ามปรามในสิ่งชั่วร้ายเปรียบเสมือนผู้ปฏิเสธคัมภีร์ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) เขาจะต้องระวังให้จงหนักมีคนถามว่า จะต้องระวังเรื่องอันใด ท่าน(อฺ)ตอบว่า

“ กลัวว่าผู้ทรงอำนาจสูงสุดจะลงโทษ หรือจะก่อการใดๆ ที่เป็นการละเมิดแก่เขาอย่างร้ายแรง ” (1)

(1) ตัชกิเราะตุล-ค่อว๊าศ หน้า 185


สุภาษิตที่ 2

การทำงานที่เพียบพร้อมไปด้วยความยำเกรง(ตักฺวา)ไม่มีวันถูกทำให้ลดน้อยลง ดังนั้น การถูกยอมรับจะถูกทำให้ลดน้อยลงได้อย่างไรกัน

สุภาษิตที่ 3

คนที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ชิงชังมากที่สุด คือคนที่เป็นผู้นำเพราะอายุอย่างเดียว โดยมิได้เป็นเพราะผลงาน

สุภาษิตที่ 4

คนที่ถูกกลั่นแกล้ง ทั้ง ๆ ที่พูดจาดีล้วนมีมากมาย คนที่ถูกลวงทั้ง ๆ ที่ระมัดระวังตัวอย่างดีล้วนมีมากมาย( 2)

(2) อัล-อิมามอฺะลี ของมุฆ็อนนียะฮฺ หน้า 219

สุภาษิตที่ 5

ความสมบูรณ์ทางศาสนาของมุสลิมคนหนึ่ง ก็คือ ไม่พูดในสิ่งที่ตนไม่เห็น ออกความเห็นแต่น้อย มีใจโอบอ้อมอารีและอดกลั้น อีกทั้งมี มารยาทที่ดีงาม


สุภาษิตที่ 6

ความปลอดภัยของคนที่เชื่อมั่นในพระเจ้ามี 3 ประการ

1) รักษาลิ้นของตนเองมิให้นินทาผู้อื่น

2) ฝักใฝ่แต่ในสิ่งที่ยังประโยชน์แก่ตนเองทั้งในโลกนี้และโลกหน้า

3) ร้องไห้ในความผิดพลาดของตนนานๆ

สุภาษิตที่ 7

นอกเหนือจากการรู้อัลลอฮฺ(ซ.บ.)แล้ว ไม่มีอะไรเป็นที่ชื่นชอบสำหรับพระองค์ ยิ่งกว่าการปกป้องดูแลปากท้อง(ไม่ให้กินของฮะรอมและปกป้องอวัยวะเพศ(ไม่ล่วงประเพณี)

สุภาษิตที่ 8

จงละอายต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.)เถิด เพราะพระองค์อยู่ใกล้ตัวท่านเหลือเกิน

สุภาษิตที่ 9

จงระวังเรื่องการนินทา เพราะมันหมายถึงการเป็นสุนัขที่ประจำในนรกตลอดกาล


สุภาษิตที่ 10

สิ่งที่จะช่วยเพิ่มอัตราน้ำหนักในตราชูแห่งวันฟื้นคืนชีพ ย่อมไม่มีอะไรดีเลิศกว่ามารยาทที่ดีงาม( 3)

(3) ซัยนุลอฺาบีดีน ของมุก็อรร็อม หน้า 216-220

สุภาษิตที่ 11

คนใดที่นอนไปด้วยความอิ่มหนำสำราญ แต่ปล่อยให้ผู้ศรัทธาหิวโหย อัลลอฮฺ(ซ.บ.)จะตรัสแก่มวลมะลาอิกะฮฺว่า :

“ มะลาอิกะฮฺของข้าเอ๋ย จงเป็นพยานต่อบ่าวของข้าคนนี้เถิด ข้ามีบัญชาต่อเขา แต่เขากลับทรยศต่อข้า และเคารพเชื่อฟังคนอื่น มอบหมายการงานของตนเพื่อคนอื่น ขอสาบานด้วยเกียรติและความยิ่งใหญ่ของข้า แน่นอนข้าจะไม่ให้อภัยให้แก่เขาอย่างเด็ดขาด ” (4)

(4) ซัยนุลอฺาบิดีน ของมุก็อรร็อม หน้า 64

สุภาษิตที่ 12

ความพอใจกับการตัดสินที่น่ารังเกียจ เท่ากับเป็นการถอดถอนความสูงส่งของอีหม่านโดยสิ้นเชิง( 5)

(5) อะอฺยานุช-ซีอะฮฺ กอฟ 1/527


สุภาษิตที่ 13

น่าประหลาดใจแท้ สำหรับคนที่ยิ่งยะโส ที่เมื่อวานเขาเป็นเพียงอสุจิ และพรุ่งนี้เขาจะเป็นซากศพ

น่าประหลาดใจเหลือแสน สำหรับคนที่สงสัยในเรื่องของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทั้งๆมองเห็นงานสร้างสรรค์ของพระองค์อยู่

น่าประหลาดใจแท้ สำหรับคนที่ปฏิเสธการเกิดใหม่ในโลกหน้าทั้งๆ ที่เขาประจักษ์ซึ่งการเกิดใหม่ในโลกนี้อยู่แล้ว

น่าประหลาดใจแท้ สำหรับคนที่ทำงานเพื่อโลกแห่งการดับสูญในขณะที่ทอดทิ้งการงานเพื่อโลกอันถาวร

สุภาษิตที่ 14

การขออภัยโทษนั้นอยู่ที่ความประพฤติและการปฏิบัติตัวเสียใหม่มิใช่อยู่ที่คำพูด( 6)

(6) กัชฟุล-ฆุมมะฮฺ หน้า 199,206


สุภาษิตที่ 15

อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงซ่อนเร้นของ 4 ประการไว้ใน 4 ประการนี้คือ

1) ซ่อนความชื่นชมของพระองค์ ดังนั้นจงอย่าถือว่า การเคารพเชื่อฟังพระองค์เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เพราะบางทีมันอาจจะสอดคล้องตรงตามความชื่นชมของพระองค์ แต่ท่านไม่รู้

2) ทรงซ่อนความโกรธไว้ในกรณีที่มีความทรยศต่อพระองค์ดังนั้นจงอย่าถือว่า การทรยศต่อพระองค์ในเรื่องใดเป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ เพราะบางทีมันอาจตรงตามที่พระองค์ทรงกริ้วอยู่แล้ว แต่ท่านยังไม่รู้ก็ได้

3) ทรงซ่อนการตอบสนองในยามที่มีการวิงวอนขอแต่พระองค์ ดังนั้นจงอย่าถือว่า การวิงวอนขอต่อพระองค์เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เพราะบางทีดุอฺาอ์นั้นก็ตรงกับการตอบสนองของพระองค์พอดี แต่ท่านยังไม่รู้ก็ได้

4) ทรงซ่อนคนที่พระองค์ทรงรักไว้ในมวลบ่าวของพระองค์ ดังนั้น จงอย่าดูแคลนบ่าวคนใดของอัลลอฮฺ (ซ.บ.) เพราะบางทีเขาอาจเป็นคนที่พระองค์ทรงรักเขา แต่ท่านไม่รู้ก็ได้


สุภาษิตที่ 16

ท่านอิมามอะลี บินฮุเซน(อฺ) มองไปที่คนๆ หนึ่งซึ่งเพิ่งหายจากการป่วยไข้ ท่านกล่าวกับเขาว่า

“ ขอแสดงความยินดีที่ท่านบริสุทธิ์จากความบาป แท้จริงอัลลอฮฺ(ซ.บ.)นึกถึงท่าน ดังนั้น จงระลึกถึงพระองค์ที่ทรงให้ท่านหาย ฉะนั้นจงขอบคุณต่อพระองค์ ”

สุภาษิตที่ 17

ท่านอิมามซัยนุลอฺาบิดีน(อฺ) กล่าวว่า

“ คนใดที่ให้อาหารแก่ผู้ศรัทธาในพระเจ้าจนอิ่ม โดยไม่มีใครในบรรดาสรรพสิ่งรู้เลย ส่วนที่เป็นรางวัลสำหรับเขาในปรภพจะไม่มีใครรู้ แม้กระทั่งมะลาอิกะฮฺและบรรดานบีใดๆ นอกจากพระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก ”

แล้วท่าน(อฺ)ก็กล่าวว่า

“ ข้อแม้สำหรับผู้ได้รับการอภัยโทษ คือการมอบอาหารอย่างลับๆ แก่มุสลิม ” (7)

(7) ซันุลอาบิดีน ของมุก็อรร็อม หน้า 191,196-197


สุภาษิตที่ 18

บุคคลใดที่มี 4 ประการนี้อยู่ในตนเอง จะทำให้ความเป็นอิสลามของตนสมบูรณ์ขึ้น จะทำให้ความบาปถูกปิดกั้นจากเขา และเขาจะเข้าพบกลับ

อัลลอฮฺ (ซ.บ.)ด้วยความปิติชื่นชม นั่นคือ

1) คนที่ปฏิบัติตามสัญญาต่ออัลลอฮฺ (ซ.บ.) ที่พระองค์ทรงกำหนดให้แก่เขากระทำสำหรับมวลมนุษย์

2) มีวาจาสัตย์ต่อคนทั่วไป

3) ละอายในทุกอย่างที่เป็นความชิงชังของอัลลอฮฺ (ซ.บ.) และของคนทั่วไป

4) มีมารยาทดีต่อสมาชิกของครอบครัว

สุภาษิตที่ 19

วาจาดีจะทำให้ทวีทรัพย์สิน มีความเจริญด้านเครื่องยังชีพ สงบจิตในวาระสุดท้าย เป็นที่รักของคนในครัวเรือนและทำให้ได้เข้าสวรรค์( 8)

(8) อัล-คิศ็อล หน้า 222,290, 317


สุภาษิตที่ 20

ได้มีการวางหลักประกันไว้กับพระผู้อภิบาลของท่านว่า

“ คนหนึ่ง ๆ จะต้องไม่ขอในสิ่งใด ๆนอกจากปัญหาที่เดือดร้อนจงถึงวันหนึ่งที่เขาจำเป็นต้องขอ ” (9)

(9) มันลา-ยะฮฺฏุรุลฮุล-ฟะกีฮฺ เล่ม 2, หน้า 40

ถาม ~ ตอบ

ข้อมูลลึกซึ้งของอิมามซัยนุลอฺาบิดีน(อฺ)

บรรดานักประวัติศาสตร์ และนักบูรพาคดีของอิสลาม ต่างได้บันทึกคำสอนอันมากมายของบรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ) เป็นต้นว่า พินัยกรรม คำเทศนา คำเตือนใจ สุภาษิต และอุทาหรณ์ต่างๆ ขณะเดียวกัน ท่านเหล่านั้นก็ได้บันทึการตอบคำถามบางเรื่องที่บรรดาอิมาม(อฺ)ได้ตอบเพื่อคลี่คลายปัญหาต่าง ๆอันถูกนำเสนอแก่ทั้งหลาย(อฺ) ปัญหาเหล่านี้มีลักษณะแตกต่างกัน

บางครั้งเป็นคำถามที่เกี่ยวกับการอธิบายบางโองการจากพระมหาคัมภีร์อัล-กุรอาน บางครั้งก็เกี่ยวกับบทบัญญัติศาสนา บางครั้งก็เกี่ยวกับหลักเอกภาพและความยุติธรรมของพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งในเรื่องราวเหล่านี้ ไม่มีใครทราบข้อมูลอันลึกซึ้งได้ นอกจากบรรดาอิมาม(อฺ)เท่านั้น

ในตอนที่ผ่านมา เราได้กล่าวถึงการตอบาคำถามของอิมามท่านอื่นๆ บางข้อไปแล้ว บัดนี้ เราจะเสนอเรื่องราวบางประการจากการตอบคำถามของท่านอิมามซัยนุลอฺาบิดีน(อฺ)


ถาม - ตอบ

เรื่องที่ 1

ท่านอะบีฮาซิม(ร.ฏ.) กล่าวว่า ชายคนหนึ่งถามท่านอิมามซัยนุล-อาบิดีน(อฺ)ว่า :

“ ท่านรู้จักการนมาซหรือไม่ ?”

ข้าพเจ้ารู้สึกโกรธทันที แต่อิมาม(อฺ)กล่าวว่า

“ ปล่อยเขาเถิด ฮาซิม เพราะบรรดานักปราชญ์ย่องจะต้องมีความสุขุม ”

จากนั้นท่าน(อฺ)ได้หันหน้าไปยังผู้ถามแล้วกล่าวว่า

“ ใช่ ข้ารู้จักการนมาซดี ”

เขาจึงถามท่าน(อฺ)ถึงหลักปฏิบัตินมาซ ข้อห้ามในการนมาซ ข้อบังคับในการนมาซ ข้อที่เพิ่มพูนความดีในนมาซแล้วมาถึงคำถามที่ว่า

ถาม อะไร คือการเปิดประตูเข้าสู่การนมาซ ?

ตอบ การกล่าวตักบีรฺ (ให้ความเกรียงไกรต่ออัลลอฮฺ)

ถาม อะไร คือหลักฐานของการนมาซ ?

ตอบ การอ่าน (ฟาฏิฮะฮฺและซูเราะฮฺ)

ถาม อะไร คือการนอบน้อมในการนมาซ ?

ตอบ การนอบน้อมอยู่ที่การมองในตำแหน่งที่กราบ

ถาม อะไร คือเขตหวงห้ามของการนมาซ (หมายถึงการเริ่มต้นที่จะไม่กระทำสิ่งใดที่ทำให้นมาซเป็นโมฆะ) ?

ตอบ การกล่าวตักบีรฺ


ถาม อะไร คือเขตอนุญาตของการนมาซ(หมายถึงหลักจากนี้จะทำสิ่งที่ทำให้นมาซเป็นโมฆะ และอื่นๆ ได้) ?

ตอบ การกล่าวสลาม (สิ้นสุดการนมาซ)

ถาม อะไร คือของมีค่าที่สุดในการนมาซ ?

ตอบ การตัซบีฮฺ (การมอบความบริสุทธิ์แด่อัลลอฮฺ)

ถาม อะไร คือสัญญลักษณ์ของการนมาซ ?

ตอบ สัญญลักษณ์ของนมาซคือ การสดุดีและวิงวอนขอหลังจากเสร็จจากการนมาซ

ถาม อะไร คือความสมบูรณ์ของการนมาซ ?

ตอบ ความสมบูรณ์ของการนมาซอยู่ที่การอวยพรแด่มุฮัมมัด(ศ)และวงศ์วานของมุฮัมมัด

ถาม อะไร คือเหตุผลว่าการนมาซถูกรับรอง ?

ตอบ ยอมรับในความเป็นผู้นำของเราและไม่สมคบกับศัตรูของเรา

เขากล่าวว่า “ ช่างไม่มีเว้นหลักฐานสักข้อเดียว ”

จากนั้นท่าน(อฺ) ได้ลุกขึ้นแล้วกล่าวว่า “ อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ทรงรู้ดีว่า จะประทานสาส์นของพระองค์ลง ณ ที่ใด ” (1)

(1) อัล-มะนากิบ เล่ม 1, หน้า 236


ถาม ~ ตอบ

เรื่องที่ 2

ท่านอิมามที่ 4 ถูกถามเกี่ยวกับเรื่อง “ การถือฝักฝ่าย (อฺะเศาะบียะฮฺ) ”

ท่าน(อฺ)ได้กล่าวว่า

“ การถือฝักฝ่ายที่เป็นเหตุให้เจ้าตัวต้องเป็นบาปนั้นคือ การที่คนๆ หนึ่งเห็นว่า ความชั่วของคนในพรรคพวกของตนดีกว่าความดีของคนในกลุ่มอื่น การที่คน ๆ หนึ่งรักชอบคนที่เป็นพวกของตนไม่นับว่าเป็นการถือฝักฝ่ายแต่ประการใด แต่การถือฝักฝ่ายหมายถึง การสนับสนุนพรรคพวกของตนเอง แม้ว่าจะเป็นฝ่ายอธรรม ” (2)

(2) กัชฟุล-ฆุมมะฮฺ หน้า 207

ถาม ~ ตอบ

เรื่องที่ 3

มีคนถามว่า “ ใคร คือ คนที่น่ากลัวที่สุด ?”

ท่านอิมามซัยนุลอฺาบิดีน(อฺ)ตอบว่า

“ คนที่เห็นว่า ในโลกนี้ไม่มีอะไรน่ากลัวสำหรับตนเลย ” (3)

(3) ฟะฏออิลุล-อิมามอฺะลี ของมุฆนียะฮฺ หน้า 219


ถาม ~ ตอบ

เรื่องที่ 4

ท่านซะอีด บิน อัล-มุซีบ(ร.ฏ.)กล่าวไว้ว่า :

ข้าพเจ้าเคยถามท่านอิมามอฺะลี บินฮุเซน(อฺ) ถึงเรื่องของชายคนหนึ่งซึ่งเตะภรรยาของตนจนเด็กในท้องแท้งตาย

ท่านอิมาม(อฺ)กล่าวว่า

“ หากมันยังเป็นแค่อสุจิ เขาจะต้องจ่ายค่าสินไหม 20 ดีนารฺ ถ้ามันเริ่มก่อตัวในครรภ์แล้วและจะอยู่ในสภาวะนั้น 40 วัน และถ้ามันตกไปอยู่ในครรภ์และก่อตัวในสภาวะนั้น 80 วัน หากแท้งออกมาในลักษณะก้อนเนื้อเขาจะต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทน 60 ดีนารฺ และหากมันตกอยู่ในครรภ์

และก่อตัวในสภาวะนั้น 120 วัน หากแท้งออกมาในลักษณะมีรูปโฉมครบถ้วนมีเนื้อง มีกระดูก มีอวัยวะต่างๆ พร้อมมีวิญญาณ และมีชีวิตมาก่อนแล้วเขาจะต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทน ครบถ้วนบริบูรณ์ทุกประการ (สำหรับการฆ่าคนตาย) ” (4)

(4) อัล-มะนากิบ เล่ม 2, หน้า 259


ถาม ~ ตอบ

เรื่องที่ 5

กษัตริย์แห่งโรงมีสาส์นถึงอับดุลมาลิกฉบับหนึ่ง มีใจความว่า

“ ข้าได้กินเนื้ออูฐที่บิดาของเจ้าขับไล่มาจากมะดีนะฮฺแล้ว แน่นอนที่สุด ข้าจะยกกองทัพมารบกับเจ้าด้วยกำลังทหารคราวละ 100,000 คน ”

อับดุลมาลิกจึงเขียนส่งต่อไปให้ฮัจญาจน์เพื่อให้ส่งต่อไปให้อิมาม

ซัยนุลอฺาบิดีน(อฺ) ช่วยเขียนตอบ ซึ่งท่าน(อฺ)ได้เขียนตอบส่งกลับมาให้ว่า

“ ณ อัลลอฮฺ พระองค์ทรงมีบัญชีสำหรับการพิทักษ์คุ้มครองไว้ฉบับหนึ่ง(เลาฮุล-มะฮฺฟูศฺ) ทุกวันพระองค์จะทรงดูแล 300 ครั้ง แต่ละครั้งที่ทรงดูแล พระองค์จะทรงบันดาลให้มีทั้งความเป็นและความตาย บันดาลให้มีเกียรติและต่ำต้อย ทรงดำเนินการตามที่ประสงค์ ข้าหวังใจว่า เพียงการดูแลครั้งเดียวก็พอสำหรับเจ้าแล้ว ”

ฮัจญาจจึงเขียนตามนี้ส่งไปให้อับดุลมาลิก แล้วอับดุลมาลิกก็เขียนตามที่ส่งไปให้กษัตริย์แห่งโรม ครั้นพออ่านจบ กษัตริย์แห่งโรมก็ตรัสว่า

“ อันนี้จะมาจากใครอื่นมิ ได้ นอกจากจะต้องเป็นคำพูดของท่านศาสดา ” (5)

(5) อัล-มะนากิบ เล่ม 2, หน้า 259. บิฮารุล-อันวารฺ เล่ม 11, หน้า 38.


ถาม ~ ตอบ

เรื่องที่ 6

ท่านอิมามซัจญาด(อฺ)ถูกถามถึงเรื่อง “ วันฟื้นคืนชีพ ” และได้ตอบว่า

“ เมื่อถึงวันฟื้นคืนชีพ อัลลอฮฺ(ซ.บ.)จะทรงรวบรวมบรรดาผู้คนในยุคแรกและในยุคสุดท้ายเข้าด้วยกัน ต่อจากนั้นมะลาอิกะฮฺจากฟ้าชั้นแรกก็จะลงมาห้อมล้อมเขาเหล่านั้นเป็นทิวแถว และจะตีสัญญาณแห่งไฟนรกรอบๆ เขาเหล่านั้น ต่อมามะลาอิกะฮฺจากฟ้าชั้นที่สองก็จะลงมา และจะตีสัญญาณแห่งไฟนรกรอบๆ เขาเหล่านั้น ต่อมามะลาอิกะฮฺจากฟ้าชั้นที่สามก็จะลงมาและจะตีสัญญาณแห่งไฟนรกรอบๆ เขาเหล่านั้น จนกระทั่งครบจำนวนของมะลาอิกะฮฺจากฟ้าทั้งเจ็ดชั้น มาทำการตีสัญญาณแห่งไฟนรก ”

และมีชายคนหนึ่งลุกขึ้นมาถามท่านอิมาม(อฺ)ว่า

“ ข้าแต่ผู้เป็นบุตรของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(อฺ) แล้วอฺะลีและพรรคพวกของเขาอยู่ที่ไหนเล่า ?”

ท่านอิมาม(อฺ)ตอบว่า

“ อยู่บนทิพยสถานอันบรมสุข พร้อมด้วยอาหารและเครื่องดื่มเขาเหล่านั้นไม่มีความเศร้าโศกใดๆ เลย ” (6)

(6) บิฮารุล-อันวารฺ เล่ม 3, หน้า 242.


ถาม ~ ตอบ

เรื่องที่ 7

ท่านอิมามซัจญาด(อฺ)ได้อธิบายถึงเหตุการณ์ในวันฟื้นคืนชีพเกี่ยวกับการชำระโทษภัยระหว่างผู้อธรรมกับผู้ได้รับความอธรรม

มีชายคนหนึ่ง ลุกขึ้นแล้วถามว่า

“ ข้าแต่ผู้เป็นบุตรของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ ถ้าหากคนที่เป็นผู้ศรัทธาต่อพระเจ้า มีการกระทำอันเป็นการอธรรมแก่ผู้มีมิจฉาทิฏฐิต่อพระเจ้า(กาเฟร)เล่า จะมีการชำระโทษกันอย่างไร ในเมื่อฝ่ายหนึ่งเป็นชาวนรก ?”

ท่านอิมาม(อฺ) ตอบว่า

“ ความชั่วต่างๆ จะออกจากตัวของผู้ศรัทธาไปตามปริมาณนั้นๆ แล้วตกแต่งแก่ผู้มีมิจฉาทิฏฐิ ดังนั้นผู้มีมิจฉาทิฏฐิจึงได้รับการลงโทษกับความผิดนั้นๆ พร้อมกันไปกับความผิดของเขาในฐานะเป็นผู้มิจฉาทิฏฐิ ”

เขาถามว่าต่ออีกว่า “ แล้วถ้าหากว่า คนมุสลิมสร้างความอธรรมต่อคนมุสลิมด้วยกันเล่า การชำระโทษจะเป็นอย่างไร ?”

ท่านอิมาม(อฺ)ตอบว่า

“ ความดีงามประการต่างๆ ของผู้อธรรมจะถูกนำไปมอบแก่ผู้ที่ได้รับความอธรรมนั้น ถ้าหากว่า เขาไม่มีความดีงามใด ๆ ก็จะมีการนำความผิดพลาดต่างๆ ของผู้ได้รับความอธรรมออกมามอบให้แก่ผู้อธรรม ” (7)

(7) ชัยนุลอฺาบีดีน ของ มุก็อรร็อม หน้า 145.


ถาม ~ ตอบ

เรื่องที่ 8

ท่านอิมามที่ 4 ถูกถามเกี่ยวกับเรื่อง “ ความสมถะ ” ( ซุฮดฺ) และได้ตอบว่า

“ ความสมถะมี 10 ประการ ความสมถะในขั้นสูงสุดได้แก่ ขั้นต่ำสุดของความสำรวม (วะเราะอฺ) ความสำรวมขั้นสูงสุดได้แก่ ขั้นต่ำสุดของความเชื่อมั่นทางจิตใจ (ยะกีน) ความเชื่อมั่นขั้นสูงสุด ได้แก่ ขั้นต่ำสุดของความปิติยินดีต่อพระเจ้า (ริฏอ) จงรู้ไว้ว่า ได้มีการกล่าวถึงเรื่องความสมถะไว้ในคัมภีร์ของอัลลอฮฺ (ซ.บ.) อยู่แล้ว นั่นคือ

“ เพื่อสูเจ้าจะไม่ระทมทุกข์กับสิ่งที่สูญเสียไปจากสูเจ้า และสูเจ้าจะไม่ปลื้มอกปลื้มใจ (จนถึงขั้นลำพองใจ) ในสิ่งที่ถูกประทานมาแก่สูเจ้า) ” (8)

( อัล-ฮะดีด: 23)

(8) อุศูลลุลกาฟีย์ เล่ม 2, หน้า 128.

ถาม ~ ตอบ

เรื่องที่ 9

ท่านอิมามซัยนุลอฺาบิดีน(อฺ)ถูกถามถึงว่า

“ การงานที่ดีที่สุด ณ อัลลอฮฺ(ซ.บ.)มีอะไรบ้าง ?”


ท่าน(อฺ) ได้ตอบว่า

“ ถัดจากการรู้จักอัลลอฮฺ(ซ.บ.) และการรู้จักท่านศาสนทูตแห่งพระองค์(ศ)แล้ว งานที่ดีที่สุดก็คือ ความรู้สึกไม่ยินดีต่อโลก ในเรื่องนี้มีการแยกแยะออกเป็นหลายแขนง เพราะผู้ทรยศมีหลายประเภท

ประการแรก คือการทรยศต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.)ในลักษณะหยิ่งยะโสอันได้แก่ การทรยศของอิบลีซ เมื่อครั้งที่ขัดขืนและเย่อหยิ่ง พร้อมกับเป็นพวกมิจฉาทิฏฐิ(กาเฟร) ต่อมาคือการริษยา อันเป็นการทรยศในแบบของบุตรชายนบีอาดัม(อฺ) เมื่อเราริษยาพี่ชายของตนเองแล้วสังหารเขาตาย สิ่ง

ที่แยกออกไปจากข้อที่ได้แก่ การหลงใหลต่อสตรี หลงใหลต่อโลก หลงใหลต่อตำแหน่งผู้นำหลงใหลต่อความสุขส่วนตัว หลงใหลต่อคำพูด หลงใหลต่อเกียรติยศ หลงใหลในทรัพย์สินเงินทอง มันได้ก่อรูปร่างด้วยกัน 7 ประเด็นด้วยการรวมกันเข้าอยู่ในรูปของการหลงใหลต่อโลกนี้ (ดุนยา) นั่นเอง

บรรดาศาสดาและนักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่า

“ ความหลงใหลในดุนยาคือ ต้นเหตุแห่งความผิดพลาดทั้งมวล ” (9)

(9) ซัยนุลอฺาบิดีน ของ มุก็อรร็อม หน้า 152.


ถาม ~ ตอบ

เรื่องที่ 10

เมื่อท่านอิมามอฺะลี บินฮุเซน(อฺ) กลับถึงเมืองมะดีนะฮฺ หลังจากที่ได้ผ่านเหตุการณ์โศกนาฏกรรมในกัรบะลาอ์

อิบรอฮีม บิน ฏอลฮะอฺ บินอุบัยดิลลาฮฺ ได้ลุกขึ้นถามอย่างดูแคลนว่า

“ ใครเป็นฝ่ายชนะ ?”

ท่านอิมาม(อฺ) ได้ตอบว่า

“ ให้ถึงเวลานมาซ มีการประกาศเชิญชวน แล้วมีการยืนนมาซก่อนเถิดแล้วเจ้าจะรู้ว่า ใครเป็นฝ่ายชนะ ” (10)

(10) ซัยนุลอฺาบิดีน ของ มุก็อรร็อม หน้า 370.

ท่านอิมาม(อฺ)ต้องการจะบอกให้รู้ว่า บรรดาวงศ์วานของผู้บริสุทธิ์(อฺ)คือ ผู้มีชัยชนะ โดยอธิบายว่า

“ พวกเขาเป็นประชาชาติที่มีความเป็นอมตะ ศัตรูของพวกเขาต่างหากที่เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ อันจะติดตามด้วยความบาป ความมัวหมอง และการสาปแช่งที่ไม่เลือนราง อันความชั่วเหล่านั้นจะอยู่ยงไม่มีการเลือนลับดัลร่องรอยของมันไปได้เลย ตราบชั่วนิรันดร์.... ”


ถาม ~ ตอบ

เรื่องที่ 11

ท่านอิมามอฺะลี ซัยนุลอฺาบิดีน(อฺ)ถูกถามว่า

“ ทำไมท่านนบี(ศ)จึงเป็นคนกำพร้าทั้งบิดามารดา ?”

ท่าน(อฺ)กล่าวตอบไปว่า

“ เพื่อที่ว่า ท่าน(ศ)จะไม่ต้องรับภาระในหน้าที่ว่าด้วยสิทธิของผู้ถูกสร้าง ” (11)

(11) กัชฟุล-ฆุมมะฮฺ หน้า 207

ถาม ~ ตอบ

เรื่องที่ 12

มีคนถามท่านอิมามซัจญาด(อฺ)ว่า

“ ทำไมคนบางคนในตระกูลกุเรชจึงโหดร้ายกับบิดา (อิมามฮุเซน(อฺ))ของท่านเหลือเกิน ”

ท่าน(อฺ)ตอบว่า

“ เพราะคนแรกในหมู่พวกเขาต้องเข้าสู่ไฟนรก ส่วนคนสุดท้ายต้องได้รับภัยพิบัติ ” (12)

(12) อะอฺยานุช-ชีอะฮฺ 4 กอฟ 1/527 กัชฟุล-ฆุมมะฮฺ หน้า 207


ถาม ~ ตอบ

เรื่องที่ 13

มีคนถามท่านอิมามที่ 4 อฺะลี บิน ฮุเซน (อฺ) ว่า

“ ความเป็นอยู่ของท่านเป็นอย่างไรบ้าง ข้าแต่ผู้เป็นบุตรแห่งท่านศาสนทูตของอัลลอฮฺ(ศ) ?”

ท่าน(อฺ)ตอบว่า

“ ฉันอยู่ในฐานะผู้ได้รับการถามหาถึง 8 กรณีด้วยกันคือ

หนึ่ง อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงถามหาฉันเกี่ยวกับบทบัญญัติภาคบังคับ

สอง ท่านนบี(ศ) ถามหาฉันเกี่ยวกับ เรื่องกฎเกณฑ์แบบจริยวัตร

( ซุนนะฮฺ) ของท่าน

สาม ครอบครัวถามหาอาหาร

สี่ จิตใจถามหาความต้องการทางกิเลส

ห้า ชัยฏอนถามหาถึงความเป็นบริวาร (ต่อมัน)

หก มะลาอิกะฮฺทั้งสองถามหาการงานที่จริงใจ

เจ็ด มะลาอิกะฮฺแห่งมรณะถามหาวิญญาณ

แปด สุสานถามหาเรือนร่าง

ฉันจึงตกอยู่ในสภาพที่ถูกถามหาเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ ” (13)

(13) อะอฺยานุช-ชีอะฮฺ 4 กอฟ 1/534


ถาม ~ ตอบ

เรื่องที่ 14

ท่านอิมามซัยนุลอฺาบิดีน(อฺ)ได้อธิบายโองการอัล-กุรอานที่ว่า

“ และในเรื่องการลงโทษนั้น สำหรับสูเจ้าคือ ชีวิตครึ่ง โอ้งปวงชนผู้มีสติปัญญา... ”( อัล-บะก่อเราะฮฺ: 179)

ท่าน(อฺ)ได้ให้ความหมายว่า

“ โอ้ ประชาชาติของมุฮัมมัด ผู้ใดครุ่นคิดถึงการฆ่า ก็จงรู้ไว้เถิดว่าเขาจะต้องได้รับการแก้แค้นอย่างสาสมกับการฆ่าในครั้งนี้ นั่นคือ ชีวิตหนึ่งจะต้องเป็นของผู้ที่ครุ่นคิดถึงการฆ่า และชีวิตของผู้เสียหายคนนี้จำต้องมีการชดใช้ด้วยการฆ่าชีวิตหนึ่งจากคนอื่นอีก ในเมื่อรู้ว่า เรื่องการฆ่ามีกฎบังคับให้แก้แค้น จึงมิได้เร่งเร้ากันในการฆ่า เนื่องจากกลัวถูกแก้แค้น ” ( 14)

(14) อัล-เอียะฮฺติญาจญ์ เล่ม 2 , หน้า 50

ถาม ~ ตอบ

เรื่องที่ 15

ท่านอิมามอฺะลี บินฮุเซน(อฺ) ได้รับการถามเกี่ยวกับความหมายของคำว่า “ อัศ-เศาะมัด ”

และท่าน(อฺ)ตอบว่า

“ ทรงเป็นที่พึ่งโดยไม่มีภาคีใด ๆ ไม่มีการเหน็ดเหนื่อยเนื่องจาก

การพิทักษ์สิ่งใด ๆ และไม่บกพร่องจากสิ่งใดๆ ” ( 15)

(15) อะมาลี ของ ชัยคฺ ศุดูก หน้า 129


ถาม ~ ตอบ

เรื่องที่ 16

ท่านษาบิต บินดีนาร(ร.ฏ.)ได้กล่าวว่า :

ข้าพเจ้าเคยถามท่านอิมามซัยนุลอฺาบิดีน อฺะลี บิน ฮุเซน บิน อฺะลี

บิน อะลีฏอลิบ(อฺ)ในเรื่องของ “ อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ” ว่า

“ พระองค์จะถูกกำหนดคุณลักษณะว่า มีที่อยู่ หรือไม่ ?”

ท่าน(อฺ)ตอบว่า

“ อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงสูงส่งเกินกว่าที่จะเกี่ยวข้องกับเรื่องเช่นนี้ ”

ข้าพเจ้าถามว่า

“ แล้วทำไมพระองค์ทรงนำนบีของพระองค์เสด็จขึ้นสู่ฟากฟ้าในยามเดินทาง ?”

ท่าน(อฺ)ตอบว่า

“ เพื่อให้ท่านแลเห็นบรรดามะลาอิกะฮฺแห่งชั้นฟ้าและงานสร้างสรรค์อันมหัศจรรย์ยิ่งของพระองค์ ”

ข้าพเจ้ากล่าวว่า “ อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ทรงมีโอกาสว่า

“ หลังจากนั้น เขา(ศาสดามุฮัมมัด(ศ)) ก็เข้ามาใกล้แล้ว (วะฮฺยู)ก็ถูกประทานลงมาแก่เขา

เขาอยู่ใกล้เสมือนความห่างสองช่วงปลายคันธนูหรือใกล้ยิ่งกว่านั้น ” ( อัน-นัจญม์ : 8)


ท่าน(อฺ)ตอบว่า

“ ท่านศาสทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ก็เป็นอย่างนั้น ท่านเข้ามาใกล้จากหลังม่านรัศมี แล้วท่าน(ศ)ได้แลเห็นมวลมะลาอิกะฮฺแห่งชั้นฟ้าทั้งหลาย จากนั้นท่านศาสนทูต(ศ)ก็ได้ขยับเข้าไปใกล้ แล้วท่าน ( ศ) ได้ทอดสายตา มองจากเบื้องล่างของม่านไปยังมะลาอิกะฮฺแห่งพื้นโลก จนท่านนึกว่า ระหว่าง

ท่านกับพื้นโลกใกล้กันแค่ระยะของสองปลายธนู หรือใกล้กว่านั้น ” ( 16)

(16) อะมาลีย์ ของ ชัยคฺ ศอดูก หน้า 129

ถาม ~ ตอบ

เรื่องที่ 17

ท่านซุฮฺรี(ร.ฏ.)ได้กล่าวว่า :

ข้าพเจ้าเคยเข้าพบท่านอฺะลี บินฮุเซน(อฺ) แล้วท่าน(อฺ) พูดกับข้าพเจ้าว่า

“ ซุฮฺรีเอ๋ย ท่านมาจากไหน ?”

ข้าพเจ้าตอบว่า

“ มาจากมัสญิด ”

ท่าน(อฺ)ถามว่า

“ พวกท่านมีอะไรกัน ?”

ข้าพเจ้าตอบว่า

“ พวกเราทบทวนกันเรื่องการถือศีลอด ทั้งข้าพเจ้าและบรรดาสหายต่างก็ร่วมกันแสดงความคิดเห็นในเรื่องที่ว่า การถือศีลอดไม่มีอะไรเป็นข้อบังคับอีกเลย นอกจากการถือศีลอดในเดือนร่อมะฏอน ”


ท่าน(อฺ)กล่าวว่า

“ ซุฮฺรีเอ๋ย มันมิได้เป็นเหมือนอย่างที่พวกท่านพูดกันหรอก

การถือศีลอดนั้นมีอยู่ 40 ประเภท มีที่เป็นข้อบังคับเหมือนศีลอดร่อมะฏอน

10 ประเภท อีก 10 ประเภทเป็นการถือศีลอดที่ต้องห้าม และอีก

14 ประเภทที่เจ้าตัวสามารถตัดสินใจเลือกเอาเองได้ ไม่ว่าจะเป็นการถือหรือต้องการจะไม่ถือ มี 3 ประเภทที่เป็นศีลอะที่ต้องมีการได้รับอนุญาต นอกจากนี้ก็เป็นศีลอดเพื่อการฝึก ศีลอดอนุโลม ศีลอดในยามเดินทาง หรือศีลอดของผู้ป่วย ”

ข้าพเจ้ากล่าวว่า

“ ขอท่านได้โปรดอธิบายให้ข้าฯทราบถ้วยเถิด ”

ท่าน(อฺ)เริ่มอธิบายว่า

“ สำหรับศีลอดภาคบังคับ ได้แก่

1) การถือศีลอดในเดือนร่อมะฏอน

2) การถือศีลอดสองเดือนติดต่อกัน สำหรับคนที่ละศีลอดในเดือนร่อมะฏอนโดยเจตนา

3) การถือศีลอดสองเดือนติดต่อกัน ในกรณีฆาตกรรมโดยไม่เจตนาของคนที่ไม่สามารถปลดปล่อยทาสให้เป็นอิสระ

เป็นข้อบังคับดังที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงมีโองการว่า

“ และผู้ใดฆ่าผู้ศรัทธาคนหนึ่งตายโดยไม่เจตนาเขาจะต้องปลดปล่อยทาสให้เป็นอิสระ และส่งมอบสินไหมให้แก่ครอบครัวของผู้นั้นโดยดุษฏี ดังนั้น ผู้ใดที่ไม่สามารถกระทำได้ ก็ให้ถือศีลอดสอเดือนติดต่อกัน ”

( อัน-นิซาอ์: 92)


4) การถือศีลอดสองเดือนติดต่อกัน ในกรณีปลดเปลื้องความบาปของการสาบาน “ ซิฮารฺ ” ( เปรียบภรรยาว่า เป็นแม่ แล้วจะไม่เกี่ยวข้องเป็นสามีภรรยากันอีก) ถ้าไม่สามารถปลดปล่อยทาสได้ก็เป็นข้อบังคับ

ดังที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ตรัสว่า :

“ และบรรดาผู้ที่สาบาน “ ศิฮารฺ ” กับภรรยาของตน ต่อมาก็กลับคำพูด ดังนั้นจงทำการปลดปล่อยทาส ให้เป็นอิสระ ก่อนจะแตะต้องตัวกัน นี่คือข้อแม้ที่สูเจ้าได้รับคำตักเตือน และอัลลอฮฺทรงตระหนักเสมอในสิ่งที่สูเจ้ากระทำ ดังนั้นผู้ใดไม่สามารถทำได้ ก็ให้ทำการถือศีลอดสองเดือนติดต่อกันก่อนจะมีการแตะต้องตัวกัน ”

( อัล-มุญาดะละฮฺ: 3)

5) การถือศีลอด 3 วัน เนื่องในการปลดเปลื้องความบาป กรณีที่ทำการสาบาน(เมื่อบรรลุผล แล้วไม่ปฏิบัติตามที่ได้สาบานไว้) เป็นข้อบังคับของคนที่ไม่มีสิ่งอื่น นอกจากอาหารมื้อเดียว

อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงมีโองการว่า :

“ ดังนั้นคนที่ไม่มีความสามารถใด ๆ จะต้องถือศีลอด 3 วัน นี่คือการปลดเปลื้องความบาป เนื่องในการสาบานของสูเจ้าเมื่อเจ้าออกปากสาบานแล้ว ” ( อัล-มาอิดะฮฺ : 89)

ทุกประเภทนี้จะต้องถือติดต่อกันไป โดยแบ่งแยกเวลามิได้

6) การถือศีลอดทดแทนของคนที่โกนศีรษะไม่ได้ เนื่องในพิธีฮัจญ์ (เพราะกลัวว่าอาจเป็นอันตราย) ก็เป็นข้อบังคับ


ดังที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงมีโองการว่า :

“ ในหมู่สูเจ้า ถ้าใครเป็นคนป่วยหรืออาจเป็นอันตรายต่อศีรษะ(หากทำการโกนศีรษะในพิธีฮัจญ์) ดังนั้นก็ใช้ชดเชย(ฟิดยะฮฺ)ด้วยการถือศีลอด หรือทำการบริจาคทาน(เศาะตะเกาะฮฺ)หรือเชือดสัตว์ (แพะ , แกะ) พลี ”

( อัล-บะก่อเราะฮฺ: 196)

ในเรื่องนี้เจ้าตัวมีสิทธิในการตัดสินใจเลือกได้หากจะถือศีลอด ก็ถือ

3 วัน

7) การถือศีลอดในการไถ่โทษ(ดัม) สำหรับพิธีฮัจญ์ตะมัตตุอฺอันเป็นข้อบังคับแก่คนที่ไม่สามารถเชือดสัตว์เป็นพลี(อัล-ฮัดยฺ)ได้

ดังที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.) ทรงมีโองการว่า :

“ ดังนั้น ผู้ใดที่ย้อนกลับมาทำฮัจญ์จากการทำอุมเราะฮฺตะมัตตุอฺ(ทำไม่เสร็จ) ก็ให้เขาจัดหาสัตว์ที่สะดวกเพื่อทำการเชือดเป็นพลี ส่วนผู้ใดที่ไม่สามารถทำได้ก็ให้เขาถือศีลอดเป็นเวลา 3 วัน ในพิธีฮัจญ์ และอีก 7 วันเมื่อได้กลับมาแล้ว นั้นก็คือ 10 วัน วันบริบูรณ์ ”

( อัล-บะก่อเราะฮฺ: 196)

8) การถือศีลอดเพื่อชดใช้ความผิด เนื่องจากการล่าสัตว์ ในขณะครองเอียะฮฺรอมในพิธีฮัจญ์ก็เป็นข้อบังคับ ดังมีโองการของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ที่ว่า

“ และผู้ใดในหมู่สูเจ้าที่ฆ่าสัตว์โดยเจตนา (ในขณะครองเอียะฮฺรอม) การทดแทนในข้อนี้จะต้องเป็นไปเหมือนดังที่เจาได้ฆ่าไป โดยให้ผู้มีความ

ยุติธรรมในหมู่สูเจ้าตัดสิน(ว่าเหมือนสัตว์ที่ถูกฆ่าไปหรือไม่) ด้วยการเชือดสัตว์พลีส่งมอบแก่อัล-กะอฺบะฮฺ) หรือต้องลบล้างความผิด(จ่าย

กัฟฟาเราะฮฺ)ด้วยการให้อาหารแก่คนจน หรือให้เท่าเทียมกันนี้ ด้วยการถือศีลอด ” ( อัล-มาอิดะฮฺ : 95)


“ ซุฮฺรีเอ๋ย เจ้ารู้หรือเปล่า ข้อความที่ว่า

“ ให้เท่าเทียมกันนี้ด้วยการถือศีลอด ” หมายความว่ากระไร ?”

ข้าพเจ้าตอบว่า

“ ไม่ทราบ ”

ท่าน(อฺ)กล่าวว่า

“ ให้หาข้อมูลของสัตว์ที่ถูกล่าตัวนั้น แล้วตีราคาตามมูลค่านั้นมาในรูปของอาหารที่ดี

ต่อจากนั้นให้เอาอาหารดังกล่าวมาตวงหาปริมาณว่าได้กี่ทะนาน และให้วางหลักเกณฑ์ว่า ต้องถือศีลอด 1 วัน ต่อทุก ๆ ครึ่งทะนาน

9) การถือศีลอดตามที่บนบาน(นะซัร)ไว้ก็เป็นข้อบังคับ

10) การถือศีลอดต้องห้าม ได้แก่ การถือศีลอดในวันอีดฟิฏรฺและวันอีดอัฏฮา ในจำนวน 3วันของช่วงเวลาแห่งการการเริ่มทำพิธีฮัจย์(ตัชรีก)การถือศีลอดในวันที่ยังสงสัยอยู่ กล่าวคือ มีทั้งสั่งให้ถือ และห้ามมิให้ถือที่สั่งให้ถือก็คือ เราจะต้องถือควบกับชะอฺบาน(เนียตให้เป็นศีลอดเดือนชะอฺบาน) แต่ที่ห้ามมิให้ถือก็คือ การที่คน ๆหนึ่งถือศีลอด(เนียตว่า เป็นศีลอดร่อมะฏอนเพียงงานเดียว)ในวันที่คนทั้งหลายยังสงสัยอยู่ (ว่าเป็นวันที่ 30 ชะอฺบาน หรือที่ 1 รอมฏอน) ”

ข้าพเจ้ากล่าวว่า

“ โปรดแนะนำด้วยเถิดว่า ถ้าหากเขามิได้เนียตถือศีลอดเพื่อเตือน

ชะอฺบานเลย เขาจะทำอย่างไร ?”


ท่าน(อฺ) ตอบว่า

“ ในคืนที่ยังอยู่ในความสงสัยนั้น ให้เขาตั้งเจตจำนงว่า เขาถือศีลอดเพื่อเดือนชะอฺบาน

กล่าวคือ ถ้าหากมันไปเดือนรอมฏอน เขาก็จะได้รับผลตอบแทน และถ้าหากเป็เดือนชะอฺบานก็ไม่เป็นพิษเป็นภัยอันใด ”

ข้าพเจ้าถามอีกว่า

“ ศีลอดที่ถือไปเพื่อเป็นงานอาสา(มุซตะฮับ) จะมีค่าทดแทนศีลอดภาคบังคับได้อย่างไร ?”

ท่าน(อฺ)ตอบว่า

“ ใครก็ตามจะถือศีลอดในวันใดวันหนึ่งของเดือนรอมฏอน เพื่อเจตนาให้เป็นงานอาสาโดยไม่รู้ว่านั่นคือวันของร่อมะฏอน แต่มารู้เอาที่หลังจากที่ตั้งเจตจำนงอย่างนั้นไปแล้ว เขาก็จะได้รับผลตอบแทนตามค่าของศีลอดร่อมะฏอน เพราะว่าศีลอดภาคบังคับย่อมเป็นไปตามวันเวลาที่แน่นอนของมันอยู่เสมอ

การถือศีลอดในเชิงติดต่อกันย่อมเป็นที่ต้องห้าม

การถือศีลอดด้วยการไม่พูดอะไรเลย ย่อมเป็นที่ต้องห้าม

การถือศีลอดเพื่อแก้บนในกิจการอันเป็นการทรยศต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.)ก็เป็นที่ต้องห้าม อีกทั้งการถือศีลอดตามวาระสำคัญก็เป็นที่ต้องห้ามเช่นกัน(17)

(17) ถืออย่างติดต่อกันหมายถึง ถือทั้งวันทั้งคืน ถือตามวาระสำคัญ หมายถึง ถือในวันต้องห้าม เช่นในวันอีดต่าง ๆ เป็นต้น ถือศีลอดด้วยการไม่พูดอะไร หมายถึง เนียตว่าในช่วงถือศีลอดจะไม่พูดสิ่งใดทั้งสิ้น


ส่วนการถือศีลอดที่เจ้าตัวมีสิทธิตัดสินเลือกเองได้ คือการถือศีลอดประจำวันศุกร์ วันพฤหัสบดี และวันจันทร์ การถือศีลอดเนื่องในวันที่ 13 , 14 , 15 ของทุกเดือน การถือศีลอดใน 6 วันของเดือนเชาวาลหลังจากเดือนรอมฏอนการถือศีลอดในวันอะร่อฟะฮฺ การถือศีลอดในวันอาชูรออ์

วาระต่างๆ เหล่านี้ เจ้าตัวมีสิทธิเลือกได้เอง อาจถือก็ได้จะไม่ถือก็ได้

ส่วนการถือศีลอดที่ต้องได้รับอนุญาต ได้แก่ กรณีของผู้เป็นภรรยาที่ต้องการจะถือศีลอด เพื่อเป็นงานอาสา นางจะถือมิได้นอกจากด้วยความยินยอมของสามี ทาสจะถือศีลอดเพื่อเป็นงานอาสามิได้ นอกจากด้วยความยินยอมของเจ้าของบ้าน

ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)กล่าวว่า

“ ผู้ใดอยู่ในฐานะแขกของใคร ก็อย่าได้ถือศีลอดเพื่อเป็นงานอาสาอย่างเด็ดขาด นอกจากต้องได้รับการอนุญาตจากพวกเขาเสียก่อน ”

ส่วนกรณีการถือศีลอดเพื่อเป็นการฝึกฝนนั้น ได้แก่ การสั่งให้เด็กๆ ที่กำลังเจริญวัยถือศีลอดเพื่อเป็นการฝึกฝนแต่มิใช่เป็นข้อบังคับ

ทำนองเดียวกันนี้กับการฝึกเด็กด้วยวิธีให้เขารับประทาน

ในช่วงแรกของกลางวัน แล้วต่อจากนั้นก็สั่งให้เขาถือต่อไปอีกตามเวลาในส่วนที่เหลือของวันนั้น เพื่อเป็นการฝึกแต่มิใช่ข้อบังคับ เช่นเดียวกับคนเดินทาง ในเมื่อเขาได้รับประทานอาหารในช่วงแรกของกลางวัน แล้วให้เขาถือศีลอดในช่วงที่เหลือของวันนั้น ตอนกลับมาบ้าน อันเป็นการฝึกฝนมิใช่

ข้อบังคับ


ส่วนการถือศีลอดแบบอนุโลม ได้แก่ ใครก็ตามที่รับประทานอาหารหรือดื่ม หรืออาเจียนโดยมิได้ตั้งใจ ก็เท่ากับอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงอนุโลมให้แก่เขา และเขายังได้รับผลตอบแทนตามค่าของการถือศีลอดอยู่

ส่วนการถือศีลอดของคนเดินทางหรือคนป่วยนั้น คนทั่วไป

(หมายถึงพี่น้องอะฮฺลุซซุนนะฮฺ)ให้ทัศนะแตกต่างกันมาก กล่าวคือ

บางพวกกล่าวว่า “ ต้องถือศีลอด ”

บางพวกกล่าวว่า “ ไม่ต้องถือศีลอด ”

และบางพวกกล่าวว่า “ ถ้าต้องการจะถือก็ให้ถือไป แต่ถ้าต้องการจะไม่ถือก็ไม่ต้องถือ ”

แต่สำหรับเรา จะขอกล่าวว่า ในสองสถานการณ์นิ เขาไม่ต้องถือ ดังนั้นถึงแม้คนเดินทาง

หรือคนป่วยถือศีลอดก็ตาม เขายังจะต้องถือศีลอดชดเชย ในกรณีนี้อยู่ดี (เมื่อกลับมาถึงบ้านหรือหายไปจากการป่วยนั้น)

เพราะอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ทรงมีโองการว่า :

“ ดังนั้นผู้ใดในหมู่สูเจ้าป่วยหรืออยู่ในการเดินทาง

ก็ให้คิดคำนวณวันเวลานั้น ๆ ไปชดใช้ในวันอื่น ๆ ” ( 18)

(18) อัล-คิศ็อล หน้า 537


ถาม ~ ตอบ

เรื่องที่ 18

ท่านซัยดฺ บินอฺะลี(ร.ฏ.) ได้กล่าวว่า :

ข้าพเจ้าเคยถามท่านอิมามซัจญาด(อฺ)ผู้เป็นบิดาของข้าพเจ้าว่า

“ พ่อครับโปรดบอกลูกทีเถิด ในเรื่องที่ว่า ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ทวดของพวกเราขึ้นสู่ฟากฟ้า (เมียะอฺร็อจญ)ในครั้งกระนั้น

แล้วพระผู้อภิบาลของท่าน(ศ)สั่งให้ทำการนมาซ 50 ครั้ง

ทำไมท่าน(ศ)จึงไม่ขอลดหย่อนเพื่อประชาชาติของท่าน(ศ)เสียเอง จนกระทั่งท่านนบีมูซาบุตรของอิมรอน(อฺ) ต้องกล่าวกับท่าน(ศ)ว่า :

จงกลับไปหาพระผู้อภิบาลของท่านเถิด แล้วจงขอลดหย่อนจากพระองค์ เพราะประชาชาติของท่านไม่มีความสามารถอย่างนั้นแน่ ”

ท่านอิมาม(อฺ)กล่าวว่า

“ ลูกเอ๋ย ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)มิได้ยื่นข้อเสนอแนะอะไรแด่พระผู้อภิบาลของท่านหรอก และท่าน(ศ)ก็มิได้หวนกลับไปหาพระผู้อภิบาลของท่านเพื่อทบทวนเรื่องใดๆ ก็ตามที่พระองค์ทรงบัญชาแก่ท่าน(ศ)ครั้นเมื่อนบีมูซา(อฺ) ถามท่าน(ศ)ในเรื่องนี้ ก็เท่ากับนบีมูซา(อฺ)ทำหน้าที่ขอความอนุเคราะห์ต่อท่าน(ศ)เพื่อประชาชาติของท่าน(ศ)เอง ก็ไม่เป็นการเหมาะสมที่ท่าน ( ศ) จะปฏิเสธการอนุเคราะห์ของท่านนบีมูซา (อฺ) ดังนั้น ท่าน (ศ) จึงกลับไปหาพระผู้อภิบาลเพื่อขอการลดหย่อนให้เหลือแค่เพียงวันละ 5 ครั้ง ”

ข้าพเจ้ากล่าวว่า

“ แล้วทำไมท่าน(ศ)จึงไม่กลับไปหาพระผู้อภิบาล เพื่อขอการลดหย่อนให้ต่ำจากวันละ 5ครั้ง ในเมื่อท่านนบีมูซา(อฺ) ก็ขอร้องท่าน(ศ)อีกว่าให้กลับไปขอการลดหย่อนจากพระผู้อภิบาลของท่าน(ศ)อีก ?”


ท่านอิมาม(อฺ)ตอบว่า

“ ลูกเอ๋ย ท่านศาสนทูต(ศ)มีความประสงค์ที่จะให้ประชาชาติของท่าน(ศ)มีโอกาสได้รับการลดหย่อน พร้อมๆ กับรางวัลของการนมาซ 50 ครั้ง ตามโองการของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ที่พระองค์ตรัสว่า :

“ ผู้ใดปฏิบัติความดีเพียงหนึ่ง เขาจะได้รับการตอบแทนเป็น 10 เท่าของความดีนั้น ”

( อัล-อันอาม: 160)

เจ้าไม่รู้หรือว่า เมื่อตอนที่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)เสด็จลงสู่พื้นโลกแล้ว ญิบรออีลลงมาหาท่าน(ศ) แล้วกล่าวว่า

“ มุฮัมมัดเอ๋ย แท้จริงพระผู้อภิบาลของท่านฝากสลามมาให้

และตรัสว่า :แท้จริงนมาซนั้นมี 5 แต่รางวัลมี 50 ตรัสของข้าจะไม่เปลี่ยนแปลงและข้าจะไม่อธรรมต่อปวงบ่าวของข้าเลย ”

ข้าพเจ้ากล่าวว่า

“ พ่อครับ พระองค์อัลลอฮฺ(ซ.บ.)มิได้ทรงดำรงอยู่ในสภาพที่มีสถานที่มิใช่หรือ ?”

ท่าน(อฺ)กล่าวว่า

“ ใช่แล้ว อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงมีฐานะสูงส่งเกินจากสิ่งนั้น ”

ข้าพเจ้าถามว่า

“ แล้วที่ท่านนบีมูซา(อฺ)กล่าวกับท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ว่าจงกลับไปหาพระผู้อภิบาลของท่านเล่า จะหมายความว่าอย่างไร ?”


ท่าน(อฺ)กล่าวว่า

“ เป็นความหมายเดียวกันกับคำพูดของนบีอิบรอฮีม(อฺ)ที่ว่า

“ แท้จริง ข้าจะไปหาพระผู้อภิบาลของข้า แล้วพระองค์จะทรงนำทางข้า ”

( อัศ-ศ็อฟฟาต: 99)

และเป็นความหมายเดียวกันกับคำพูดของนบีมูซา(อฺ)เองที่ว่า

“ และข้าฯรีบมาหาพระองค์ ข้าแต่พระผู้อภิบาลของข้า ฯ เพื่อพระองค์ทรงพอพระทัย ”

( ฏอฮา: 84)

และเป็นความหมายเดียวกันกับที่พระองค์ตรัสว่า

“ แล้วเขาเหล่านั้นก็เร่งรุดไปหาอัลลอฮฺ ”

( อัซฺ-ซฺาริยาต: 50)

ซึ่งหมายถึงการไปบำเพ็ญฮัจญ์ที่บัยตุลลอฮฺ

ลูกเอ๋ย สถานกะอฺบะฮฺนั้น เป็นบ้านของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ดังนั้น ผู้ใดบำเพ็ญฮัจญ์ที่บ้านของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ก็เท่ากับเขาได้มุ่งไปสู่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)และมัสญิดทั้งหลายก็เป็นบ้านของอัลลอฮฺ ( ซ.บ.) ดังนั้น ผู้ใดพยายามไปมัสญิดก็เท่ากับพยายามไปหาอัลลอฮฺ (ซ.บ.) และมุ่งไปหาพระองค์

สถานที่นมาซในช่วงที่เขายืนนมาซอยู่นั้นเท่ากับยืนต่อหน้าอัลลอฮฺ(ซ.บ.) พวกที่ไปหยุดพักที่ทุ่งอะรอฟะฮฺเท่ากับพวกเขาไปหยุดพักต่อหน้าอัลลอฮฺ(ซ.บ.) แท้จริงฐานที่ตั้งแห่งชั้นฟ้าทั้งหลาย ล้วนเป็นของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ดังนั้นถ้าใครสามารถขึ้นไปสู่ที่นั่นได้ก็เท่ากับได้ขึ้นไปสู่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)

เช่นกัน (ดังการเมียะอฺร็อจญของท่านศาสดา(ศ))


เจ้าเคยได้ยินโองการหนึ่งของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ใช่ไหมว่า

“ บรรดามะลาอิกะฮฺ วิญญาณบริสุทธิ์เหล่านั้นทะยานขึ้นเบื้องสูงสู่พระองค์ ”

( อัล-มะอาริจญ์: 4)

และโองการที่พระองค์ตรัสในเรื่องนบีอีซา(อฺ)ว่า

“ แต่ทว่า อัลลอฮฺทรงยกเขาขึ้นไปสู่พระองค์ ”

( อัน-นิซาอ์: 158)

และพระองค์ทรงตรัสว่า

“ ถ้อยคำที่ดีย่อมมุ่งขึ้นไปสู่เบื้องบนและการงานที่ดีงาม(เหมาะสม

สมบูรณ์)เป็นตัวยกมันขึ้นไป ”

( ฟาฏิร: 10)( 19)

( 19) อัล-คิศ็อล หน้า 372

ถาม ~ ตอบ

เรื่องที่ 19

ท่านอะบี มาลิก(ร.ฏ.) กล่าวว่า

ข้าพเจ้าเคยกล่าวกับท่านอิมามอฺะลิ บินฮุเซน(อฺ) ว่า

“ โปรดบอกข้าพเจ้าให้รู้ในบทบัญญัติศาสนาทั้งหมดด้วยเถิด ”

ท่านอิมาม(อฺ)ตอบว่า

“ พูดด้วยสัจจะ ตัดสินด้วยความยุติธรรม และทำตามสัญญาให้ครบถ้วน ” ( 20)

( 20) อัล-คิศ็อล หน้า 113


‘ อัศ-ศ่อฮีฟะตุซ-ซัจญาดียะฮฺ ’

รวมบทดุอฺาอ์ของอิมามซัจญาด(อฺ)

บทดุอาอ์ของท่านอิมามซัจญาด(อฺ)ที่อยู่ในรูปของหนังสือ

“ อัศ-ศ่อฮีฟะตุซ-ซัจญาดียะฮฺ ”

เป็นต้นแบบของวิชาความรู้และจริยธรรม เป็นหนังสือที่ให้คุณค่าอย่างสูงทางด้านกฎเกณฑ์ คำตักเตือนในด้านต่างๆ ความรู้ในด้านหลักเอกภาพ และความเข้าใจในพระผู้เป็นเจ้าอย่างดีเป็นพิเศษ

อีกด้วยเป็นศูนย์รวมแห่งคติธรรม ข้อเตือนใจ และสอนมารยาทที่ยิ่งใหญ่อย่างชนิดที่ไม่มีหนังสือเล่มใดเทียบได้ นอกจากอัล-กุรอาน

นะฮฺญุล-บะลาเฆาะฮฺและตำราฮะดีษทั้งหลาย ในแง่ของต้นตำรับแห่งความดีงาม และความถูกต้อง

การกล่าวถึงหนังสือเล่มนี้ ถึงแม้จะให้การยกย่องอย่างสูงแล้วแต่ก็ยังนับว่าน้อยไปจากความเป็นจริงของมัน บางครั้งจึงมีคนกล่าวยกย่องว่าเป็น “ ซ์ะบูรแห่งวงศ์วานของมุฮัมมัด (ศ) ” ( 1)

(1) ซะบูร หมายถึงคัมภีร์เล่มหนึ่งที่ถูกประทานมายังศาสดาดาวูด (อฺ)

เป็นมูลฐานแห่งวิชาการด้านหลักเอกภาพของพระผู้เป็นเจ้า เป็นแบบแผนของความชำนาญทางภาษา และที่สุดแห่งโวหารอันลึกซึ้ง


ท่านชัยคฺ อัล-มัจญลิซี(ร.ฮ.) กล่าวว่า : ข้าพเจ้าได้กล่าวถึงหนังสือ

“ ศ่อฮีฟะตุล-กามีละฮฺ ” ( อีกชื่อหนึ่งของอัศ-ศ่อฟะฮฺ) กับผู้ทรงคุณวุฒิระดับสูงคนหนึ่งในเมืองบัศเราะฮฺ ท่านกล่าวว่า

“ จงรับเอาไปจากข้าพเจ้าเถิด ข้าพเจ้าจะเขียนให้พวกท่าน ว่าแล้วเขาก็จับปากกามาเคาะที่ศีรษะ แต่ไม่ทันไรเขาก็เสียชีวิตไปเสียก่อน ” ( 2)

(2) บิฮารุล-อันวารฺ เล่ม 11 , หน้า 12

บรรดาอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ) และพรรคพวกของท่านเหล่านั้นให้ความสำคัญกับหนังสือ “ อัศ-ศ่อฮีฟะตุซ-ซัจญาดียะฮฺ ” มาก ดังนั้น จึงต่างพากันถ่ายทอด โดยผู้ทำหน้าที่สายสืบเป็นจำนวนมากจน ท่านอัล-มัจญ์ลิซี (ร.ฮ.) กล่าวว่า ท่านมีหนังสือนี้จากสายรายงานต่าง ๆ จำนวนนับพัน (3)

(3) จากบทนำหนังสือ “ อัศ-ศ่อฮีฟะตุซ-ซัจญาดียะฮฺ ” โดยท่านซัยยิดมุฮัมมัดอับ-มิชกาฮฺ

บรรดานักปราชญ์ทั้งหลายต่างระดมกันทำหน้าพิทักษ์รักษา ศึกษา และอธิบายโดยคนเหล่านั้นได้ดำเนินการตรวจสอบหนังสือประวัติศาสตร์ ฮะดีษ และบูรพาคดีของอิสลาม เพื่อค้นคว้าหาบทดุอฺาอ์ของอิมาม(อฺ)ท่านนี้ ว่าบทใดที่ยังไม่มีปรากฏอยู่ในหนังสือ “ อัศ-ศ่อฮีฟะตุซ-ซัจญาดียะฮฺ ”

ต่อมาได้มีการรวบรวมหนังสือนี้ขึ้นเป็นครั้งที่ 2 โดยท่านชัยคฺมุฮัมมัด บินฮะซัน บินอัล-ฮุรรุลอามิลี


และในหนังสือเล่มนี้ ท่านได้สรุปบทดุอาอ์ของท่านอิมาม (อฺ) ที่ยังไม่มีอยู่ในหนังสือ

“ อัศ-ศ่อฮีฟะตุซ-ซัจญาดียะฮฺ ” ซึ่งต่อมาท่านมิรซา อับดุลลอฮฺ อัล-อิศฟะฮานี ก็ได้ดำเนินการแก้ไขผลงานของท่านชัยคฺ อัล-อามิลี กล่าวคือ ท่านได้รวบรวม “ อัศ-ศ่อฮีฟะตุซ-ซัจญาดียะฮฺ ” ขึ้นเป็นครั้งที่ 3 ต่อจากนั้นท่านชัยคฺ นูรีก็ได้ดำเนินการแก้ไขในส่วนที่ท่านมิรซาอับดุลลอฮฺบกพร่องไป โดยรวบรวมหนังสือ “ อัศ-ศ่อฮีฟะตุซ-ซัจญาดียะฮฺ ” ขึ้นเป็นครั้งที่4 ต่อมาท่านซัยยิดมุฮฺซิน อัล-อามีน ศ่อฮีฟะตุซ-ซัจญาดียะฮฺ ” ขึ้นเป็นครั้งที่ 5 และรวบรวมเป็นครั้งที่ 6 โดยท่านมุฮัมมัด บาเก็ร บิน มุฮัมมัด ฮะซัน

อัล-บีรญันดี ต่อมาได้มีการรวบรวมเป็นครั้งที่ 7 โดยท่านฮาดี กาชิฟ

อัล-ฆิฏออ์ และครั้งที่ 8 โดยท่านมิรซา อฺะลี อัล-มัรอะชี หนังสือ

“ อัศ-ศ่อฮีฟะตุซ-ซัจญาดียะฮฺ ” ฉบับนี้ได้รับการพิมพ์ครั้งแล้วครั้งเล่า

หากเราทำจิตใจของเราให้เที่ยงธรรม แน่นอนที่สุดเราจะต้องถือว่าบทดุอฺาอ์ต่าง ๆเหล่านี้ก็คือ การยอมโดยสิ้นเชิงต่อพระผู้มีความประเสริฐสุด เป็นการก้าวไปสู่เกียรติยศ เป็นแนวทางอันเที่ยวตรงแก่วิถีชีวิตโดยทั่วไปของเรา และแน่นอนเราจะได้พบกับความผาสุกในชีวิจทางโลก

และปรภพ

ในบทนี้เราจะกล่าวถึงบทดุอฺาอ์บทสั้น ๆ ที่เราคัดมาจากหนังสือ

“ อัศศ่อฮีฟะตุซ-ซัจญาดียะฮฺ ” และจากที่อื่น ๆ ของท่านอิมามอะลี บิน

ฮุเซน อัซ-ซัจญาด(อฺ) ดังต่อไปนี้


ดุอฺาอ์

บทที่ 1

บทดุอฺาอ์ที่ท่านฮัมมาด บินฮะบีบ อัล-กูฟี(ร.ฏ.)ได้ยินท่านอิมาม ซัจญาด(อฺ)อ่านที่ “ บีดาอ์ ” ตรงเส้นทางระหว่างมักกะฮฺกับมะดีนะฮฺ มีดังนี้:

“ ข้าแต่พระองค์ บรรดาคนหลงผิดทั้งหลายต่างหมายมุ่งหาพระองค์ซึ่งพวกเขาจะประสบกับพระองค์ในฐานะผู้ได้รับการชี้นำ บรรดาคนยำเกรงทั้งหลายต่างนอบน้อมยังพระองค์ แล้วพวกเขาจะพบพระองค์ในฐานะผู้มีสติปัญญา บรรดาคนที่หวนกลับต่างเข้าหาพระองค์ซึ่งพวกเขาจะพบพระองค์ได้ในฐานะผู้มีความมุ่งหวัง เมื่อไรกันที่ร่างกายเขาจะหยุดพักจากการทุ่มเทเพื่อสิ่งอื่นนอกจากพระองค์ เมื่อไรกันเขาถึงจะพอใจในการแสวงหาสิ่งอื่น นอกจากพระองค์ที่พระองค์ทรงสร้างสรรค์มันขึ้นมา ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าบัดนี้ความมืดมิดแผ่กระจายออกไปหมดแล้ว แต่หัวใจของ

ข้าฯยังไม่บรรลุถึงความสำเร็จในการอ้อนวอนต่อพระองค์ ขอได้ทรงประทานพรแด่มุฮัมมัดและวงศ์วานของท่าน และทรงโปรดอำนวยให้ข้าฯได้มีสิทธิในกิจการของโลกทั้งสองด้วยเถิด ข้าแต่พระผู้ทรงเมตตาเหนือกว่าผู้เมตตาใดๆ ” ( 4)

(4) อัล-มะนากิบ เล่ม 2 , หน้า 245


ดุอฺาอ์

บทที่ 2

เป็นบทดุอฺาอ์ที่ท่านอิมามซัจญาด(อฺ)ได้สอนบุตรของท่าน(อฺ)

ซึ่งท่านอะบูฮัมซ์ะฮฺ อัษ-ษุมาลี(ร.ฏ.)กล่าวว่า :

ท่านอฺะลี บินฮุเซน(อฺ)ได้พูดกับบุตรชายว่า

“ ลูกเอ๋ย หากภัยพิบัติใด ๆ ของโลกนี้มาประสบแก่เจ้า หรือพวกเจ้าต้องตกที่นั่งลำบากก็ให้คนใดคนหนึ่งในหมู่พวกเจ้า ทำน้ำวุฏอฺเพื่อนมาซและให้เขานมาซ 4 หรือ 2 ร่อกะอัต เมื่อนมาซ

เสร็จแล้วก็ให้เขากล่าวว่า

ข้าแต่พระองค์ ผู้ทรงเป็นที่พึ่งของคนมีความทุกข์

ข้าแต่พระองค์ ผู้ทรงได้ยินเสียงกระซิบทั้งปวง

ข้าแต่พระองค์ ผู้ทรงบำบัดรักษาเภทภัยทั้งหลาย

ข้าแต่พระองค์ ผู้ทรงรอบรู้ในสิ่งที่เร้นลับทั้งหลาย

ข้าแต่พระองค์ ผู้แก้ไขเหตุการณ์ใด ๆ ตามที่ทรงประสงค์

ข้าแต่พระองค์ ผู้เป็นที่วิงวอนของบูชา

ข้อแต่พระองค์ ผู้ทรงคัดเลือกมุฮัมมัด

ข้าแต่พระองค์ ผู้ทรงเป็นสหายของอิบรอฮีม

ข้าฯขอวิงวอนต่อพระองค์ในฐานะผู้ประสบความทุกข์โศกมหันต์

ข้าฯอ่อนแอจนเกินกำลัง หนทางแก้ของข้าฯมีน้อยนัก

ข้าฯขอวิงวอนในฐานะคนที่จมอยู่กับความยากแค้นอันลี้ลับ ซึ่งไม่มีใครช่วยแก้ไขสภาพความเป็นอยู่นี้ได้ นอกจากพระองค์

ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเมตตาที่เหนือกว่าผู้เมตตาใดๆ


มหาบริสุทธิ์ยิ่งแด่พระองค์ แท้จริงข้าฯคือ ผู้มีความผิด

ท่านอฺะลี บินฮุเซน(อฺ)ได้กล่าวว่า

“ ผู้ใดที่อ่านดุอฺาอ์บทนี้แล้ว ไม่ว่าเขาจะประสบกับทุกข์เภทภัยใดๆ ก็จะได้รับการปลดเปลื้องทั้งสิ้น ” ( 5)

( 5) อัล-ฟุศูลุล มุฮิมมะฮฺ หน้า 192

ดุอฺาอ์

บทที่ 3

เป็นบทดุอฺาอ์ที่ท่านอิมามซัยนุลอฺาบิดีน(อฺ)วิงวอนในตอนย่ำรุ่ง

ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า การวิงวอนขออภัยโทษของข้าฯนี้มีเฉพาะต่อพระองค์ ในขณะนี้ข้าฯเป็นคนที่ติดอยู่กับสิ่งที่พระองค์ห้าม นั่นคือ

การขาดซึ่งความละอายและละเว้นการขออภัยทั้งที่รู้ดีว่า

ความเมตตาของพระองค์มีมหาศาล อันเป็นการทำลายสิทธิของความหวัง

ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ถึงแม้ความบาปของข้าฯ มั่นจะทำให้ข้าฯรู้สึกสิ้นหวังในการขอต่อพระองค์ แต่ข้าฯก็รู้ดีว่า ความเมตตาต่อพระองค์นั้นแผ่ไพศาลจนข้าฯมั่นใจว่า จะสามารถทำให้ข้าฯยำเกรงพระองค์ได้ ดังนั้นขอได้ทรงโปรดประทานพรแด่มุฮัมมัดและวงศ์วานของมุฮัมมัด และทรงบันดาลให้ความหวังของข้าฯที่มีต่อพระองค์เป็นจริงขึ้น และให้สิ่งที่ข้าฯหวาดกลัวจากพระองค์อยู่นั้นอย่าได้เป็นความจริงเลย โดยความมีจิตสำนึกของข้าฯ ที่มีความดีงามต่อพระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเกรียงไกรเผื่อแผ่เหนือกว่าผู้ให้ความเผื่อแผ่ใด ๆ (6)

( 6) อัล-ญันนะตุล วากิยะฮฺ ของดามาด


ดุอฺาอ์

บทที่ 4

เป็นบทดุอฺาอ์ของท่านอิมามอฺะลี บินฮุเซน(อฺ) ที่มีใจความดังนี้

ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ข้าฯขอความคุ้มครองต่อพระองค์ กรณีที่สภาพอันเปิดเผยของข้าฯเป็นที่น่ายินดีในสายตาอันหื่นกระหาย ในขณะที่สภาพอันซ่อนเร้นของข้าฯเป็นที่ชิงชัง ณ พระองค์ ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ถ้าข้าฯทำความชั่วก็ขอจากพระองค์ให้ข้าพระองค์ดีขึ้น ถ้าข้าฯกลับตัวมุ่งสู่พระองค์

ก็ขอให้พระองค์หวนกลับมาหาข้าพระองค์(7)

( 7) ตัซฺกิเราะตุล-ค่อว๊าศ หน้า 184. และศิฟะตุศ-ศ็อฟวะฮฺ เล่ม 2 หน้า 33.

ดุอฺาอ์

บทที่ 5

เป็นบทดุอฺาอ์หนึ่งของท่านอิมามซัจญาด(อฺ) มีใจความดังนี้

ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ข้าฯเป็นใครกันที่พระองค์ถึงกับทรงโกรธกริ้วข้าฯ ดังนั้น ข้าฯขอวิงวอนต่อพระองค์ว่า ได้โปรดให้มวลอาณาจักรของพระองค์เป็นเครื่องประดับแก่ความดีของข้าฯ และอย่าให้มันเป็นความน่าชังจนก่อความชั่วให้แก่ข้า ฯ อย่าให้ความมั่งคั่งของข้าฯบกพร่องจากของที่อยู่ใน

คลังของพระองค์ และอย่าให้สิ่งนั้นๆ เพื่อความยากแค้นให้แก่ข้าพระองค์เลย(8)

( 8) บิฮารุล-อันวารฺ เล่ม 11 , หน้า 29


ดุอฺาอ์

บทที่ 6

ดุอฺาอ์ของอิมามซัยนุลอฺาบิดีน(อฺ)บทนี้ กล่าวเมื่อบรรลุถึงความดีงามทั้งมวล

ข้าแต่พระองค์ การรำลึกถึงพระองค์คือ ความประเสริฐสุดสำหรับผู้รำลึก

ข้าแต่พระองค์ การขอบคุณต่อพระองค์คือ ชัยชนะสูงสุดของผู้ขอบคุณ

ข้าแต่พระองค์ การเคารพเชื่อฟังพระองค์คือความปลอดภัยสูงสุดสำหรับผู้เคารพเชื่อฟัง

ขอได้โปรดประทานพรแด่มุฮัมมัดและวงศ์วานของมุฮัมมัด

ขอได้โปรดให้หัวใจของเรามีภาระอยู่กับการรำลึกถึงพระองคื จนหมดเวลาครุ่นคิดถึงผู้อื่น

โปรดให้ลิ้นของเรา มีภาระกับการขอบคุณพระองค์จนหมดเวลาจากการพูดกับคนอื่น

โปรดให้อวัยวะแห่งเรือนร่างของเรมีภาระกับเคารพเชื่อฟังพระองค์จนหมดเวลาในการเคารพเชื่อฟังผู้อื่น

แต่ถ้าหากทรงบันดาลให้เราหมดภาระ ก็ขอให้การหมดภาระนั้นๆ เป็นไปด้วยความปลอดภัย อย่าให้มีโทษทัณฑ์ใด ๆ รังควานเรา และอย่าให้ความเดือดร้อนใด ๆ แผ้วพานเรา

จนกระทั่งให้บัญชีที่บันทึกความชั่วคลาดแคล้วไปจากเรา จนไม่มีการกล่าวถึงความชั่วใดๆ ของเรา


และให้เราได้รับบัญชีที่บันทึกความดีงานตามที่เราพอใจ เพราะความดีงามต่าง ๆของเราได้รับการบันทึก และในเมื่อชีวิตของเราผ่านพ้นไป และอายุขัยของเราหมดสิ้นไปและเมื่อการเรียกร้องของพระองค์ที่เราหลีกเลี่ยงมิได้มาถึงยังเรา ก็ได้โปรดประทานพรแด่มุฮัมมัดและวงศ์วานของมุฮัมมัด

และขอได้โปรดให้ตอนลงท้ายแห่งบัญชีบันทึกการงานของเราถูกระบุว่า มีการให้อภัยโทษที่ถูกยอมรับ และหลังจากนี้แล้ว โปรดอย่าให้เราได้รับความบาปใดๆ ที่ร่างกายของเราก่อขึ้น และโปรดอย่าเปิดโปงความลับใดๆ ที่พระองค์ทรงปกปิดไว้ให้เป็นที่ปรากฏแก่คนทั้งหลาย ในวันที่เรื่องราว

ของบรรดาบ่าวทั้งหลายได้รับการเปิดเผย แท้จริงพระองค์คือ ผู้ทรงเมตตาอยู่เป็นนิจนิรันดร์ สำหรับผู้ที่เรียกร้องยังพระองค์ และทรงเป็นผู้ขานรับต่อคนที่อ้อนวอนต่อพระองค์(9)

( 9) “ อัศ-ศ่อฮีฟะตุซ-ซัจญาดียะฮฺ ” หน้า 44

ดุอฺาอ์

บทที่ 7

ดุอฺาอ์ของอิมามที่ 4 บทนี้ กล่าวเมื่อคลาดแคล้วจากสิ่งที่น่ากลัวหรือให้ได้รับสิ่งที่ต้องการโดยพลัน

ข้าแต่อัลลอฮฺ มวลการสรรเสริญเป็นของพระองค์ ตามคุณงามความดีแห่งพระบัญชาของพระองค์ และโดยที่ทรงบันดาลให้เภทภัยของพระองค์คลาดแคล้วไปจากข้าฯ ขอได้โปรดอย่าทำให้โชคของข้าฯ อันได้มาจากความเมตตาของพระองค์ต้องมีอันเป็นเหตุให้การผ่อนผันของพระองค์พลาดไปเสียจากข้าฯ


แล้วข้าฯต้องเป็นคนโชคร้ายเพราะสิ่งที่ข้าฯรัก ในขณะที่คนอื่นโชคดีมีสุข เพราะสิ่งที่ข้าฯรังเกียจ และถ้าหากให้ข้าฯใช้ชีวิตอยู่โดยได้รับการผ่อนผัน ท่ามกลางเภทภัยอันไม่หยุดยั้ง และท่ามกลางความหนักหน่วงอันไม่บรรเทาแล้วไซร้ ก็ขอได้นำสิ่งที่พระองค์ประวิงอยู่ มาให้ข้าฯเสียเถิดและโปรดประวิงสิ่งที่ข้าฯประสบอยู่ ออกไปจากข้าฯเสียเถิด เพราะการรับโทษในโลกอันต้องสูญเสีย ใช่ว่าจะมากมายแต่ประการใด และการรับโทษในโลกอันถาวร ใช่ว่าจะน้อยแต่ประการใด และขอได้โปรดประทานพรแด่มุฮัมมัดและวงศ์วานของมุฮัมมัด(10)

(10) “ อัศ-ศ่อฮีฟะตุซ-ซัจญาดียะฮฺ ” หน้า 65

ดุอฺาอ์

บทที่ 8

ดุอฺาอ์บทนี้ท่านอิมามซัจญาด(อฺ)กล่าวเมื่อยามประสบความเดือนร้อนหรือความทุกข์ทรมานต่าง ๆ

ข้าแต่พระองค์ เงื่อนงำแห่งความเดือนร้อนทั้งปวงล้วนคลี่คลายไปโดยสิทธิอำนาจของพระองค์ ความทุกข์ทรมานย่อมหมดสิ้นไปได้โดยการบันดาลของพระองค์

ข้าแต่พระองค์ อันทางออกเพื่อไปสู่หนทางรอดพ้นย่อมเป็นไปได้ด้วยการบันดาลจากพระองค์ ความยุ่งยากใดๆ ล้วนสยบต่อเดชานุภาพของพระองค์ความเดือดร้อนใดๆ ย่อมมีทางแก้ไขด้วยความอนุเคราะห์ของพระองค์ พระบัญชาทั้งปวงล้วนดำเนินไปโดยเดชาสามารถแห่งพระองค์ สรรพสิ่งทั้งปวงล้วนดำเนินไปตามเจตจำนงของพระองค์


นั่นคือ เจตจำนงของพระองค์ที่ไม่อาจมีใครตั้งข้อหาใดๆ ได้ และเป็นไปโดยเจตนาของพระองค์ที่ไม่มีใครหยุดยั้งเอาชนะได้

พระองค์คือผู้ที่ได้รับการเรียกหาจากคนมีทุกข์ พระองค์คือผู้ทรงช่วยแก้ไขให้กับคนที่ได้รับการทรมาน ไม่มีใครสกัดกั้นสิ่งใด ๆ ได้ นอกจากโดยการสกัดกั้นของพระองค์ และไม่มีใครแก้ไขอะไรได้ นอกจากการแก้ไขของพระองค์

ข้าแต่พระผู้อภิบาล บัดนี้ข้าฯต้องตกอยู่ในสภาพอันเต็มไปด้วยความทุกข์อันหนักหน่วง ข้าฯต้องทรมารกับภาระอันหนักอึ้งที่ข้าฯเผชิญอยู่ ขอให้ทรงอนุเคราะห์ให้แก่ข้าฯ โดยเดชาสามารถของพระองค์ และทรงโปรดมอบพลังให้แก่ข้าฯ ด้วยอำนาจของพระองค์ เพราะไม่มีผู้ใดที่สามารถให้ความช่วยเหลือใด ๆ ในกรณีที่พระองค์จะทรงให้ความช่วยเหลือ ไม่มีใครสามารถขจัดออกไปได้ในกรณีที่พระองค์ทรงประสงค์จะประทานให้ ไม่มีใครเปิดอะไรได้ในกรณีทีพระองค์ทรงปิดและไม่มีใครสามารถปิดได้ในกรณีที่พระองค์ทรงเป็ดและไม่มีใครให้ความสะดวกได้ในกรณีที่

พระองค์บันดาลให้เกิดอุปสรรคและไม่มีใครให้ความช่วยเหลือได้ในกรณีของบุคคลที่พระองค์ทรงบั่นทอนดังนั้นขอได้โปรดประทานพรแด่มุฮัมมัดและวงศ์วานของมุฮัมมัด

ข้าแต่พระผู้อภิบาล ขอได้ทรงเปิดประตูแห่งความแคล้วคลาดของข้าฯ ด้วยความกรุณาของพระองค์เถิด และจงทำลายอำนาจแห่งความทุกข์ให้สลายไปจากข้าฯ และโปรดมอบความปรารถนาดีตามสิ่งที่ข้าฯอุทรณ์มาให้ข้าฯด้วยเถิด และโปรดบันดาลให้ข้าฯได้สิ้มรสแห่งความหวานชื่นของ

การงานตามที่ข้าฯขอ และขอได้ประทานความเมตตาของพระองค์ให้แก่ข้าฯ รวมทั้งทางรอดพ้นอันสุขสบาย และโปรดบันดาลให้ข้าฯได้รับทางออกและการมีชีวิตชีวาจากพระองค์


และอย่าให้ข้าฯทนทุกข์อยู่จนไม่มีเวลาทำหน้าที่ตามกฎข้อบังคับของพระองค์ และปฏิบัติงานตามกฎเกณฑ์ของพระองค์

ข้าแต่พระผู้อภิบาล บัดนี้ข้าฯได้รับความลำบากอย่างแสนสาหัส ภาระที่ข้าฯเผชิญอยู่สร้างความทุกข์ให้แก่ข้าฯอย่างเต็มเปี่ยม พระองค์เท่านั้นที่สามารถแก้ไขปัญหาที่ข้าฯกำลังประสบอยู่ได้

ขอได้โปรดดำเนินการในเรื่องนี้ให้แก่ข้าฯด้วยเถิด ถึงแม้จะไม่ได้รับการตอบสนองใดๆ จากพระองค์ก็ตาม

ข้าแต่พระผู้ทรงเป็นเจ้าแห่งบัลลังก์อันยิ่งใหญ่(11)

(11) “ อัศ-ศ่อฮีฟะตุซ-ซัจญาดียะฮฺ ” หน้า 38

ดุอฺาอ์

บทที่ 9

ท่านอิมามอฺะลี บินฮุเซน(อฺ) วิงวอนดังนี้ เมื่อยากที่ประสบความยากแค้นในการครองชีพ

ข้าแต่อัลลอฮฺ พระองค์ทรงทดสอบเราในเรื่องการครองชีพว่า จะมีความคิดที่ผิดพลาดหรือไม่ และทรงทดสอบในชีวิตแห่งโลกนี้ว่า เราจะตั้งความหวังอย่างเลื่อนลอยหรือไม่ จนกระทั่งเราแสวงหาหาเครื่องยังชีพจากทางของผู้ที่อยู่ในฐานะต้องรับเครื่องยังชีพ และเราต้องทุ่มเท

ความหวังอย่างเดียวกับคนที่ใช้ชีวิตอย่างทุ่มเท

ขอทรงโปรดประทานพรแด่มุฮัมมัดและวงศ์วานของมุฮัมมัด และทรงประทานความเชื่อมั่นอย่างจริงใจให้แก่เรา จนเรามีความสมบูรณ์พอสำหรับการตั้งความหวัง


และโปรดบันดาลให้เราเข้าใจในความเชื่อถืออันจริงใจ เพื่อเราจะได้รับการผ่อนผันให้แพ้จากความเดือนร้อน และได้โปรดบันดาลให้เป็นไปตามสัญญาของพระองค์ที่สัญญาไว้ในพระบัญชาของพระองค์ และโปรดดำเนินไปตามคำสาบานของพระองค์ที่มีอยู่ในคัมภีร์ เพื่อเป็นการแก้ปัญหาความเดือนร้อนของเรา

เรื่องราวการครองชีพที่พระองค์ทรงให้การรับรองไว้และเพื่อเป็นการขจัดความยุ่งยากต่างๆ ที่พระองค์ทรงรับรองในการช่วยเหลือไว้

ข้าฯขอยืนยันว่า พระคำของพระองค์ทรงสัจจะ และขอสาบานว่า คำสาบานของพระองค์ย่อมมีอันเป็นไปอย่างถูกต้องบริบูรณ์

ดังโองการที่ว่า

“ และในฟากฟ้านั้น คือเครื่องยังชีพ(ริซกฺ)ของสูเจ้า

พร้อมกับสิ่งที่สูเจ้าได้รับการสัญญาไว้ ”

( อัซฺ-ซฺาริยาต: 22)

จากนั้นทางมีโองการอีกว่า

“ ดังนั้น ขอสาบานต่อพระผู้อภิบาลแห่งชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินว่า แน่นอนยิ่ง สิ่งนี้(สัญญาที่จะให้ปัจจัยยังชีพ)เป็นสัจธรรมอย่างหนึ่งเหมือนกับที่สูเจ้าพูดกันไว้ ”

( อัซฺ-ซฺาริยาต: 23)( 12 )

(12) อัศ-ศ่อฮีฟะตุซ-ซัจญาดียะฮฺ หน้า 103


การตอบสนองตอบต่อดุอฺาอ์คุณสมบัติพิเศษ

ของอิมามอฺะลี บินฮุเซน(อฺ)

คุณสมบัติพิเศษอีกประการหนึ่งของบรรดาอิมาม(อฺ)ของเราคือ มีดุอฺาอ์ที่ได้รับการตอบสนองจากอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ได้มีการกล่าวถึงเรื่องนี้ของ

ท่านทั้งหลายเป็นอันมาก ในเล่มที่ผ่านมา

เราได้เสนอเรื่องราวเกี่ยวกับการตอบสนองต่อดุอฺาอ์ของบรรดาอิมาม

3 ท่านแรกไปแล้ว อีกทั้งได้

กล่าวถึงผลอันเกิดขึ้นจากการสนองตอบที่พระผู้เป็นเจ้ามีต่อดุอฺาอ์ของท่าน ในบทนี้เราจะกล่าวถึงบางเรื่องที่รายงานกันมา ในเรื่องการตอบสนองรับที่มีต่อดุอฺาอ์ของท่านอิมามท่านที่ 4 อฺะลี บินฮุเซน(อฺ)

บทที่ 1

ท่านมินฮาล บินอุมัรได้กล่าวว่า : ข้าพเจ้าได้ไปประกอบพิธีฮัจญ์แล้วได้พบท่านอิมามอฺะลิ บิน ฮุเซน(อฺ) ท่านได้กล่าวว่า

“ ฮัรมะละฮฺ บินกาฮิล เป็นอย่างไรบ้าง ?”

ข้า ฯ ได้ตอบว่า “ ข้าพเจ้ายังปล่อยให้เขามีชีวิตอยู่ที่เมืองกูฟะฮฺ ”

ท่าน(อฺ)ได้ยกมือขึ้นกล่าวคำวิงวอนว่า

“ ข้าแต่อัลลอฮฺ ขอให้เขาได้ลิ้มรสของเหล็กอันร้อนเถิด

ข้าแต่อัลลอฮฺ ขอให้เขาได้ลิ้มรสของไฟนรกเถิด ”


ท่านมินฮาลได้เล่าว่า : คนกลุ่มหนึ่งเข้าพบท่านมุคตาร(ร.ฏ.) ซึ่งเข้ามาพบอย่างนอบน้อมพลางกล่าวว่า

“ ขอแสดงความยินดีกับท่านประมุข ”

ขณะนั้นเขาได้จับตัวของฮัรมะละฮฺมาได้ แล้วท่านมุคตารสั่งให้ตัดมือตัดเท่าทั้งสองข้างของเขา และจับเขาโยนลงไปเผาในกองไฟ(1)

(1) อัล-มะนากิบ เล่ม 2 , หน้า 238.กัชฟุล-ฆุมมะฮฺ หน้า 209

บิฮารุล-อันวารฺ เล่ม 11 , หน้า 16

บทที่ 2

ปรากฏว่าท่านอิมามซัยนุลอฺาบิดีน(อฺ) ได้วิงวอนขอทุกวันว่า

ให้อัลลอฮฺ(ซ.บ.)บันดาลให้ท่านได้เห็นคนที่สังหารบิดาของท่าน(อฺ)ถูกฆ่าด้วย

ครั้นเมื่อท่านมุคตาร(ร.ฏ.)ได้สังหารคนที่ฆ่าท่านอิมามฮุเซน(อฺ)แล้วเขาก็จัดส่งศีรษะของอุบัยดิลลาฮฺ บินซิยาด กับศีรษะของอัมรฺ บินอัลอาศไปกับทูตของตน เพื่อไปมอบให้แก่ท่านอิมาม

ซัยนุลอฺาบิดีน(อฺ) เขาได้พูดกับผู้เป็นทูตของเขาว่า

“ แท้จริง เขา(อฺ)นมาซในยามกลางคืน ครั้นพอรุ่งเช้า เขา(อฺ)ก็จะนมาซในยามเช้า ต่อจากนั้น จะถึงเวลาที่เขา(อฺ)รับประทานอาหาร ฉะนั้นเมื่อเจ้าไปถึงประตูบ้านเขา(อฺ)แล้ว ก็จงขออาหารจากเขา(อฺ) เมื่อมีการบอกกับเจ้าว่า อาหารพร้อมแล้ว เจ้าก็จงอนุญาต แล้ววางศีรษะทั้งสองนี้ที่สำรับอาหารของเขา(อฺ)แล้วจงกล่าวว่า :

“ มุคตารฝากสลามมาถึงท่าน ”


แล้วกล่สวกับเขา(อฺ)ว่า

“ ข้าแต่ผู้เป็นบุตรของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) บัดนี้

อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ได้ให้การตอบรับต่อการวิงวอนขอของท่านแล้ว ”

ผู้เป็นทูตได้ทำตามในเรื่องนี้ทุกประการ เมื่อท่านอิมามซัยนุลอฺาบิดีน(อฺ)ได้แลเห็นศีรษะทั้งสองบนสำรับอาหารแล้ว ท่าน(อฺ)ทรุดการลงกราบ(ซุญูด)พระผู้เป็นเจ้า แล้วกล่าวว่า

“ ข้าฯขอสรรเสริญอัลลอฮฺ ที่ทรงให้การสนองตอบต่อคำวิงวอนของ

ข้าฯ และทำให้ข้าฯสามารถแก้แค้นคนที่ฆ่าบิดาของข้าฯได้สำเร็จ ”

แล้วท่าน(อฺ)ได้ยกมือขออฺาอ์ให้มุคตาร(ร.ฏ.)ได้รับการตอบแทนใน

คุณงามความดีของเขา(2)

(2) อัล-มะนากิบ เล่ม 2 , หน้า 247

บทที่ 3

เมื่อครั้งที่ท่านอิมามซัยนุลอฺาบิดี(อฺ)ทราบข่าวว่า มุซัรริฟ บิน อุกบะฮฺ มุ่งหน้ามาที่นครมะดีนะฮฺเพื่อทำร้ายท่าน อิมาม(อฺ)ได้อ่านดุอฺาอ์ว่า

ข้าแต่พระผู้อภิบาลของข้าฯ ความโปรดปรานที่พระองค์ทรงประทานแก่ข้าฯ นั้นมีมากมาย

แต่การขอบพระคุณของข้าฯที่มีต่อพระองค์นั้นน้อยมาก การทดสอบของพระองค์ทีทรงทดสอบข้าฯนั้นมีมากมาย แต่ความอดทนของข้าฯที่มีต่อสิ่งนั้นมีน้อยมาก

ข้าแต่พระองค์ ผู้ทรงได้รับการขอบพระคุณจากข้าฯเพียงเล็กน้อยสำหรับความโปรดปรายอันมากมายมหาศาลของพระองค์


แต่พระองค์ก็ไม่ทรงหวงห้ามจากข้าฯ

ข้าแต่พระองค์ ผู้ซึ่งประจักษ์ถึงความอดทนของข้าฯว่า มีเพียงน้อยนิดต่อการทดสอบของพระองค์ แต่ถึงกระนั้น พระองค์ก็มิได้ทรงบั่นทอน

ข้าแต่ผู้ทรงไว้ซึ่งความดีงามที่ไม่เคยขาดหายอย่างเด็ดขาด

ข้าแต่พระผู้ทรงเผื่อแผ่ความดีงามที่ไม่อาจคำนวณนับได้

ขอทรงประทานพรแด่มุฮัมมัดและวงศ์วานของมุฮัมมัด ได้โปรดสะกัดกั้นความชั่วร้ายของเขาให้พ้นไปจากข้าฯ ขอให้พระองค์ทรงรับรองแทนข้าฯ และขอให้ทรงคุ้มครองข้าฯให้พ้นจากความชั่วของเขาด้วยเถิด

ครั้นเมื่อมุซัรริฟได้เดินทางมาถึงนครมะดีนะฮฺแล้ว เขาได้กล่าวว่าเขาไม่ต้องการทำอะไรกับท่านอฺะลี บินฮุเซน(อฺ) ฉะนั้นเขาจึงได้เข้าไปพบแล้วคารวะท่าน(อฺ) ยกย่องให้เกียรติ และแสดงความรักอย่างไมตรีจิต(3)

(3) อัล-อิรชาด หน้า 277

บทที่ 4

ท่านญาบิร บินยะซีดได้รับคำบอกเล่าจากท่านอิมามมุฮัมมัดบาเก็ร(อฺ)ว่า :

ครั้งหนึ่งท่านอิมามอฺะลี บินฮุเซน(อฺ)ได้กล่าวว่า

“ ความตายอย่างกระทันหัน เป็นเรื่องที่มีการผ่อนปรนแก่บรรดาผู้ศรัทธา และเป็นเรื่องที่น่าเสียใจสำหรับพวกมิจฉาทิฎฐิ เพราะผู้ศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้านั้น เขาจะได้รู้จักคนที่อาบน้ำศพเขาและหามเขา ถ้าหากเขามีความดีรออยู่ ณ พระผู้อภิบาล เขาก็จะเร่งให้ผู้ที่หามศพของเขาไปเร็ว ๆ ( เพื่อไปพบกับมรรคผล) แต่ถ้าเขามิได้เป็นคนเช่นนี้ เขาก็จะเรียกร้องผู้ที่หามศพของเขาให้ทำอย่างช้าๆ (เพราะไม่ต้องการไปพบกับการลงทัณฑ์) ”


ฏ็อมเราะฮฺ บิน ซามูเราะฮฺได้กล่าวขึ้นว่า

“ โอ้ อฺะลีเอ๋ย ถ้าเป็นจริงเหมือนอย่างที่ท่านพูดแล้วไซร้ แน่นอนเขาจะต้องกระโดดลงมาจากคานหาม ”

ว่าแล้วเขาก็เดินหัวเราะเยาะไป

ท่านอิมามอฺะลี บินฮุเซน(อฺ)ได้ยกมือ และกล่าวดุอฺาอ์ว่า

“ ข้าแต่อัลลอฮฺ..... ถ้าหาก ฏ็อมเราะฮฺ บิน ซามูเราะฮฺ หัวเราะเยาะ

วจนะของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)แล้วไซร้ ขอได้โปรดลงโทษให้เขาได้รับความเสียใจเถิด ”

ปรากฎว่า ฏ็อมเราะฮฺ มีชีวิตหลังจากนั้น เพียง 40 วันเท่านั้น แล้วเขาก็ถึงแก่ความตายอย่างกระทันกัน(4)

(4)อัล-อิมามซัยนุลอฺาบิดีน ของ อะฮฺมัด ฟะฮฺมี มุฮัมมัด หน้า 93

คำสดุดีของบรรดานักปราชญ์

และบุคคลสำคัญต่อท่านอิมามซัจญาด(อฺ)

ประชาชาติมุสลิมทั้งหลาย แม้ว่าจะมีแนวคิดแตกต่างกัน ถือมัซฮับไม่เหมือนกัน แต่ยังร่วมลงมติเป็นเอกฉันท์ ในการให้เกียรติยกย่องบรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ) ว่ามีความเป็นเลิศและดีเด่นที่สุด ทางด้านจริยธรรมและแบบแผนของการดำเนินชีวิต มีความรู้มากที่สุด มีความบริสุทธิ์ใจในการทำงานเป็นอย่างยิ่ง ประชาชาติอิสลามไม่เคยร่วมกันลงมติเป็นเอกฉันท์ในการยกย่องคุณงามความดีของใคร เหมือนกันมติอย่างเป็นเอกฉันท์ในการยกย่องบรรดาอิมาม(อฺ)บางครั้งนักปราชญ์ในสายอื่นๆ ที่ไม่ใช่ชีอะฮฺ


ยังเขียนเรื่องราวของบุคคลเหล่านั้นมากกว่ากรณีที่เขียนโดยนักปราชญ์

ชีอะฮฺ และผู้ที่จงรักภักดีต่อพวกเขาโดยตรงเสียด้วยซ้ำ หลักฐานเหล่านี้เพียงข้อเดียวก็เพียงพอแล้วที่พวกพ้องของท่านจะถือเป็นหลักฐานว่า ตำแหน่งค่อลีฟะฮฺนั้นย่อมคู่ควรกับพวกท่านมากกว่าคนพวกอื่น

และประนามการปกครองอื่น ๆที่มาแทรกแซงในหมู่พวกท่านกับตำแหน่งนั้น

ในบทนี้เราจะกล่าวถึงคำสดุดีของบรรดานักปราชญ์ และบุคคลลสำคัญที่มีต่อท่านอิมามซัยนุลอฺาบิดีน อฺะลี บินฮุเซน(อฺ)

คำสดุดี 1

ท่านญาบิร บินอับดุลลอฮฺ อัล-อัศอรี(ร.ฏ.)

ได้กล่าวว่า :

“ ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ในทัศนะของข้าพเจ้าถือว่าบรรดาลูกหลานของนบีทั้งมวล ไม่มีใครเสมือนเหมือน อฺะลี บิน ฮุเซน(อฺ)นอกจากนบียูซุฟ บิน ยะอฺกูบ(อฺ) แต่ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺว่าลูกหลานของอฺะลี บิน ฮุเซนนั้นประเสริฐกว่า ลูกหลานของนบียูซุฟ

บิน ยะอฺกูบเพราะในหมู่พวกเขาจะมีคนๆ หนึ่งที่มาสถาปนาความยุติธรรมขึ้นในหน้าแผ่นดินอย่างสมบูรณ์ เหมือนอย่างที่ความชั่วเคยเนืองนองดาษดื่นมาก่อน ” ( 1)

(1) บิฮารุล-อันวารฺ เล่ม 11 , หน้า 19


คำสดุดี 2

ท่านอะบู ฮาซิม(ร.ฏ.)

ได้กล่าวว่า :

“ ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นชาวตระกูลฮาชิมคนใดมีความดีเด่นกว่าอฺะลีบินฮุเซน และไม่มีใครมีความรู้เหนือกว่าเขาได้เลย ” ( 2)

(2) ตัซกิเราะตุล-ค่อว๊าศ หน้า 186

คำสดุดี 3

ท่านซุ์ฮฺรี(ร.ฏ.)

ได้กล่าวว่า :

“ ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นใครมีความรู้เหนือกว่า ซัยนุลอฺาบิดีน ” ( 3)

(3) ซัยนุลอฺาบิดีน ช่อง ซัยยิดุลอะฮฺลิ หน้า 43

“ และเวลามีใครกล่วถึงท่านอฺะลี บินฮุเซน เขาจะร้องไห้พลางเรียกว่าซัยนุลอฺาบิดีน ” ( 4)

(4)ตัซกิเราะตุล-ค่อว๊าศ หน้า 18


คำสดุดี 4

ท่านซะอีด บินอัล-มุซีบ(ร.ฏ.)

ได้กล่าวว่า :

“ ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นใครเหมือนกับอฺะลี บินฮุเซน และไม่ว่าข้าพเจ้าจะเห็นท่านครั้งใด ข้าพเจ้าจะต้องตำหนิตัวเองเสมอ ” ( 5)

(5) ซัยนุลอฺาบิดีน ของ ซัยยิดุลอะฮฺลิ หน้า 38

คำสดุดี 5

ท่านนาฟิอฺ บินญูบัยรฺ(ร.ฏ.)

ได้กล่าวว่า :

“ แท้จริงท่านคือประมุข และผู้มีความประเสริฐที่สุดในมวลมนุษย์ ( 6)

(6) ตัซกิเราะตุล-ค่อว๊าศ หน้า 186

คำสดุดี 6

ท่านอุมัร บินอับดุลอะซีซ์(ร.ฏ.)ได้กล่าวว่า :

ในขณะที่ใกล้ตัวเขามีท่านอฺะลี บินฮุเซน(อฺ)ยืนอยู่ว่า

“ ใครคือ คนที่ประเสริฐที่สุด ”

คนทั้งหลายกล่าวว่า “ ท่านนั่นแหละ ”

เขาตอบว่า “ มิใช่เด็ดขาด คนที่ประเสริฐที่สุด ได้แก่ คนที่อยู่ใกล้ฉันในขณะนี้นี่เอง เขาเป็นคนที่ใครๆ ต้องการเป็นเหมือนเขา แต่เขาไม่ต้องการที่จะเป็นเหมือนผู้ใดเลยสักคน ” ( 7)

(7) กัชฟุล-ฆุมมะฮฺ หน้า 199


เขากล่าวว่า “ ดวงประทีปแห่งโลกนี้ และความเลอเลิศของอิสลาม คือ

ซัยนุลอฺาบิดีน ” ( 8)

(8) อะอฺยานุช-ชีอะฮฺ เล่ม 1 , หน้า 44

คำสดุดี 7

อับดุลมาลิก บินมัรวานได้กล่าวว่า :

เขาเคยพูดกับท่านอิมามซัยนุลอฺาบิดีน(อฺ)ว่า

“ แน่นอนที่สุด อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงประทานความดีงามแก่ท่านไว้เป็นการล่วงหน้าแล้วเพราะท่านคือ เลือดเนื้อของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)เป็นคนที่มีสายเลือดใกล้ชิดกว่าใครทั้งหมด ท่านมีความประเสริฐเหนือกว่าใครๆ ในบรรดาอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ)ของท่าน และคนร่วมสมัยเดียวกับท่าน แน่นอนที่สุดท่านได้รับวิชาความรู้ วิชาการศาสนา และความสำรวมได้อย่างชนิดที่คนอื่นไม่มีโอกาสได้รับเหมือนท่านมาก่อนเลยสักคนนอกจากคนในหมู่บรรพบุรุษของท่านเท่านั้น ”

และยังมีคำสดุดีมากกว่านี้อีกที่ออกมาจากปากของ อับดุลมาลิกบินมัรวาน(ศัตรูของอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ))(9)

(9) อัล-มัดค็อล อิลา เมาซูอะฮฺ ฟิล อะตะบาติล มุก็อดดะซะฮฺ หน้า 195


คำสดุดี 8

ท่านอิมามมาลิก(ร.ฮ.)ได้กล่าวว่า :

“ เหตุที่ท่านได้รับสัมญานามว่า ซัยนุลอฺาบิดีน ก็เพราะการเคารพภักดีของท่านที่มีต่อพระผู้เป็นเจ้าอย่างมากมายนั่นเอง ” ( 10)

(10) บิฮารุล-อันวารฺ เล่ม 11 , หน้า 18

คำสดุดี 9

ท่านอัล-วากิดี(ร.ฮ.)ได้กล่าวว่า :

“ เขาเป็นคนที่มีความสำรวมมากที่สุด เป็นคนที่ทำการเคารพภักดีพระผู้เป็นเจ้ามากที่สุด

เป็นคนที่มีความสำรวมต่ออัลลอฮฺมากที่สุด ในยามที่ท่านเดินท่านไม่แกว่งมือไปมา ” ( 11)

(11) อัล-บิดายะตุ วัน นิฮายะฮฺ เล่ม 9 , หน้า 104

คำสดุดี 10

ท่านอัล-วากิดี(ร.ฮ.)ได้กล่าวว่า :

“ ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นว่า ชาวตระกูลฮาชิมคนใด(ในสมัยนั้น)จะมีความประเสริฐกว่า ซัยนุลอฺาบิดีน และไม่มีผู้ใดรู้ศาสนามากกว่าเขา ” ( 12)

(12) อัล-มะนากิบ เล่ม 2 , หน้า 258


คำสดุดี 11

ท่านมุฮัมมัด บินฏ็อลฮะฮฺ อัช-ชาฟิอี(ร.ฮ.)ได้กล่าวว่า :

“ นี่คือซัยนุลอฺาบิดีน ผู้นำของคนสมถะ ผู้เป็นประมุขของผู้สำรวมเป็นอิมามของผู้ศรัทธา ธรรมชาติในตัวของเขายืนยันว่า เขาคือสายเลือด

ของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) บุคลิกภาพของเขายืนยันว่า เขาเป็นผู้ใกล้ชิดต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.) รอยกร้านของเขาบ่งบอกว่า เขานมาซทั้งกลางวัน

กลางคืนอย่างมากมาย อุปนิสัยที่สลัดทิ้งโลกภายนอกบ่งบอกถึง ความสมถะของเขาที่มีต่อโลก มีผู้สำรวมตนมากมาย แต่ไม่มีใครเหนือกว่าเขา

รัศมีทั้งหลายแห่งการเกื้อกูลปรากฏให้แก่เขา เขาจึงได้รับการชี้นำและศาสนกิจ บำเพ็ญเพียรในการเคารพภักดีครอบคลุมตัวเขา ในขณะที่ผู้บำเพ็ญตัว ในด้านการเคารพเชื่อฟังยังหลงลืมในการปฏิบัติกิจนั้นๆ บ่อยครั้งที่เขาทำการเคารพภักดีควบไปการเดินทาง โดยพาหนะในยามกลางคืน โดยใช้เส้นทางอีกทางหนึ่ง การอพยพของเขาให้หลักฐานอย่างดีที่สุดว่า

เขาได้รับชัยชนะอย่างสูงในการเดินทางไกลเขายังมีคุณค่าทางด้านอานุภาพพิเศษ และมหัศจรรย์หลายอย่างที่เคยเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาคนทั้งหลายมาแล้ว มีหลักฐานยืนยันเป็นเอกฉันท์ จนยืนยันกันว่า

เขาคือ มะลาอิกะฮฺแห่งปรภพ ” ( 13)

(13) มะกอลิบุซ-ซุอูล หน้า 77


คำสดุดี 12

ท่านชัมซุดดีน ยูซุฟ บินกิซาฆิลี อัล-ฮะนะฟี(ร.ฮ.) ทายาทของ

อิบนุ อัล-เญาซีย์ได้กล่าวว่า :

“ เขาคือบิดาแห่งอิมามทั้งหลาย ฉายานามของเขาคือ อะบุลฮะซันสมญานามของเขาคือ ซัยนุลอฺาบิดีน ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ.)ให้นามเขาว่าซัยยิดุลอฺาบิดีน ตามหนังสือประวัติศาสตร์ของท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ) ระบุไว้ว่าท่านมีสมญานามว่า ซัจญาด , ซุษ-ษะฟะนาต , อัซ-ซะกี และอัล-

อามีน

อัษ-ษะฟะนาต หมายถึง รอยกร้านของอวัยวะบางส่วนของอูฐที่แนบติดมาจนหยาบกร้าน เช่น ที่หัวเข่าทั้งสอง เป็นต้น เพราะการกราบของท่านแต่ละครั้ง ท่านใช้เวลานานมากจนเกิดรอยกร้านที่ตรงนั้น ” ( 14)

(14) ตัซกิเราะตุล-เคาะวาศ หน้า 183

คำสดุดี 13

ท่านชัมซุดดีน มุฮัมมัด บิน ฏูลูน(ร.ฮ.)

ได้กล่าวว่า :

“ บุคคลที่สี่ในหมู่พวกเขา คือ อฺะลี(ร.ฏ.) ผู้มีนามว่า อะบุลฮะซัน อฺะลีบินฮุเซน บิน อฺะลี บิน อะบีฏอลิบ ผู้รู้จักกันในนามว่า ซัยนุลอฺาบิดีนหรือที่ได้รับการขนานนามว่า อฺะลี อัศฆ็อร เขาคือประมุขของคนในรุ่นตาบิอีน(สมัยที่ต่อจากบรรดาสาวกโดยตรงของท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ)) ”


ท่านซุ์ฮฺรี(ร.ฏ.)ได้กล่าวว่า

“ ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นว่า ชาวกุเรชคนใดมีความประเสริฐกว่าเขาเขาเป็นผู้ได้รับฉายานามว่า

ซัยนุลอฺาบิดีน ผู้เป็นบุตรของผู้ถูกเลือกสรรทั้งสองตามคำกล่าวในครั้งหนึ่งของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ว่า

“ แท้จริงสำหรับอัลลอฮฺ(ซ.บ.)นั้นในบรรดาปวงบ่าวของพระองค์มีผู้ถูกเลือกสรรสองกลุ่ม

กลุ่มหนึ่งคือ ชาวกุเรช ถูกเลือกสรรจากชาวอาหรับทั้งมวล อีกกลุ่มหนึ่งคือ ชาวเปอร์เซีย(อิหร่าน)ถูกเลือกสรรจากคนที่ไม่ใช่ชาวอาหรับทั้งมวล ”

คุณงามความดี และความประเสริฐของท่านซัยนุลอฺาบิดีนนั้นมีมากมายจนไม่อาจพรรณนาให้ครบถ้วนได้ ปีที่ท่านเกิดคือ ฮ.ศ.38 ” ( 15)

(15) อัล-อะอิมมะตุล-อิษนาอะซัร หน้า 75

คำสดุดี 14

ท่านอฺะลี อีซา อัล-อัรบะลีย์(ร.ฮ.)ได้กล่าวว่า :

“ ท่านคือ อิมามแห่งปวงปราชญ์ ผู้ภักดีในพระเจ้า เป็นประมุขทางศาสนาอันบรรเจิด ท่านเป็นยอดของนักเสียสละ เป็นยอดของผู้มีสมถะเป็นผู้นำสูงสุดของบรรดาผู้นำ เป็นผู้เคารพภักดีมากที่สุดในบรรดาบ่าวของพระผู้เป็นเจ้า เป็นรัศมีแห่งดวงประทีปของสาส์นแห่งพระผู้เป็นเจ้าเป็นศูนย์รวมแห่งตำแหน่งอิมาม


เป็นบุตรของผู้มีความดีงามทั้งสองด้านและมีเกียรติยศทั้งสองฝ่าย(ทั้งฝ่ายบิดาและมารดา) เป็นหลักชัยของหัวใจคนทั้งปวง เป็นที่ชื่นชมยินดีแก่คนทั้งหลาย นั่นคือ อฺะลี บิน ฮุเซนท่านทั้งหลายรู้ไหมว่า อฺะลี บิน ฮุเซนเป็นใคร ? ท่านคือ สัญญลักษณ์ของคนกลับตัว ท่านเป็นคนทำหน้าที่ตามหลักเกณฑ์(ซุนนะฮฺ)และคัมภีร์มีวาจาที่เที่ยงธรรม เป็นคนประจำที่กับสถานนมาซ

เป็นคนบำเพ็ญทุกกิริยาแก่ตัวเองตลอดชีพ มีฐานะสูงส่งทางด้านวิชาการยิ่งนัก ดังนั้นวันใหม่ของท่านจะต้องเหนือกว่าวันวานเสมอ ท่านมีความเป็นเลิศทางวิชาการ ท่านเป็นศรีของมวลมนุษย์ทั้งในชาติกำเนิดและเผ่าพันธุ์ สรุปรวมความในความประเสริฐก็คือ ท่านมีสายตระกูลอันสูงส่ง มีเกียรติยศ มีความดีงามสุดพรรณนาสะอาดบริสุทธิ์ ผ่องแผ้วเกินจะสรรหาถ้อยคำมาบรรยาย มีลักษณะพิเศษในการอ้อนวอนขอต่อพระผู้เป็นเจ้า จนมะลาอิกะฮฺยังต้องชื่นชม ในฐานะภาพของท่าน หยาดน้ำตาของท่านไหลเยิ้มด้วยความยำเกรงต่อพระผู้อภิบาล ” ( 16)

(16) กัชฟูล-ฆุมมะฮฺ หน้า 209

คำสดุดี 15

ท่านอฺะลี มุฮัมมัด บินมาลิกี(ร.ฮ.)

ได้กล่าวว่า :

“ สำหรับเกียรติยศของท่านมีมากมาย ชื่อเสียงของท่านเป็นที่เลื่องลือส่วนหนึ่งคือ เมื่อท่าน

ทำน้ำวุฏูอ์เพื่อนมาซ สีหน้าอของท่านจะซีดเผือดมีคนเคยถามว่า

“ มีอะไรที่เป็นอุปสรรคต่อท่านในการทำน้ำวุฏูอ์กระนั้นหรือ ?”

ท่าน(อฺ) ตอบว่า

“ พวกเจ้ารู้หรือเปล่า ข้าต้องการจะยืนต่อหน้าใคร ?”( 17)

(17) อัล-ฟุศูลุล-มุฮิมมะฮฺ หน้า 187


คำสดุดี 16

ท่านอะฮฺมัด บินฮัมมัด บินอะบีบักรฺบินค็อลกาน(ร.ฏ.) ได้กล่าวว่า :

“ อะบุลฮะซัน อฺะลี บินฮุเซน บินอฺะลี บินอะบีฏอลิบ(ร.ฏ) ผู้ที่ถูกรู้จักในนามว่า ซัยนุลอฺาบีดีน และมีคนเคยเรียกท่านว่า อฺะลี อัศฆ็อร และสำหรับท่านฮุเซน จะไม่มีสิ่งใดทิ้งไว้เบื้องหลังเลย

หากไม่มีอฺะลี ซัยนุลอฺาบิดีนบุตรชายของเขาคนนี้ ท่านคือหนึ่งในจำนวน 12 ท่าน ของบรรดาอิมามและเป็นประมุขสูงสุดของคนในยุคตาบิอีน ”

ท่านซุ์ฮฺรี(ร.ฏ.) เคยกล่าวว่า

“ ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นชาวกุเรชคนใด มีความประเสริฐยิ่งกว่าท่าน ”

มีคนเคยเรียกท่านซัยนุลอฺาบิดีน(อฺ)ว่า “ บุตรแห่งผู้ถูกเลือกสรรทั้งสอง ” โดยคำกล่าวของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ (ศ) ที่ว่า

“ แท้จริงสำหรับอัลลอฮฺ(ซ.บ.)นั้น ในบรรดาปวงบ่างของพระองค์มีผู้ถูกเลือกสรรสองกลุ่ม

กลุ่มหนึ่งคือ “ ชาวกุเรช ” ถูกเลือกสรรจากชาวอาหรับทั้งมวล อีกกลุ่มหนึ่งคือ “ ชาวเปอร์เซีย ( อิหร่าน) ” ถูกเลือกสรรจากคนที่ไม่ใช่ชาวอาหรับทั้งมวล ” ความประเสริฐของท่านซัยนุลอฺาบิดีนมีมากกว่าที่จะสรุปได้ (18)

(18) อัล-วะฟิยาตุล อะอฺยาน เล่ม 2 , หน้า 431


คำสดุดี 17

ท่านมุฮัมมัด บินฮิบบาน อัล-บิซตี(ร.ฮ.)ได้กล่าวว่า :

“ อฺะลี บิน ฮุเซน บิน อฺะลี บิน อะบีฏอลิบ ก็คือ อะบุลฮะซัน เป็นหนึ่งในบรรดานักวิชาการศาสนาของอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ)เป็นศรีของตระกูลฮาชิมเป็นผู้เคารพภักดีต่อพระเจ้ามากที่สุดสำหรับชาวมะดีนะฮฺ ” ( 19)

(19) มะชาฮีรุ อุละมาอิล-อัมศ็อร หน้า 63

คำสดุดี 18

ท่านอิบนุ ฮะญัร(ร.ฮ.)ได้กล่าวว่า :

“ อฺะลี บิน ฮุเซน บินอฺะลี บิน อะบีฏอลิบ ก็คือ ท่านซัยนุลอฺาบิดีน เป็นผู้ให้ความสำคัญกับการเคารพภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้าอย่างยิ่ง

เป็นผู้รู้ทางศาสนาที่ลือชื่ออย่างยิ่ง ” ( 20)

(20) ตักรีบ อัต-ตะฮฺซีบ หน้า 332

คำสดุดี 19

ท่านอับดุลอะซีซ์ ซัยยิดุลอะฮฺลิได้กล่าวว่า :

“ ซัยนุลอฺาบิดีน อฺะลี บิน ฮุเซน อัซ-ซัจญาดนั้น เป็นคนที่ข้าพเจ้าไม่มีความจำเป็นแต่ประการใด สำหรับแนะนำต่อประชาชนทั้งหลายให้รู้จักท่าน เพราะอย่างน้อยที่สุด คนทั้งหลายรู้จักท่านดีกว่า การรู้จักที่ข้าพเจ้ามีต่อท่านเสียอีก แต่ที่ถือว่าจำเป็นก็เพียงแต่เพื่อคุณค่า และเกียรติยศแก่ปลายปากกา และกระดาษ และหยาดหมึกของข้าพเจ้า เท่านั้นเองที่มันได้ทำหน้าที่บันทึกชีวประวัติของวีรบุรุษท่านนี้ให้เป็นระบบอีกครั้ง


บางทีข้าพเจ้าเองยังแปลกใจอยู่ว่า ปัจจุบันนี้ความจริงอย่างหนึ่งคือ

ปลายปากกาใดที่ได้เขียนถึงชีวประวัติของท่านอฺะลี บิน ฮุเซน ปลายปากกานั้นแหละที่มีสิทธิในการได้รับเกียรติอย่างน่าภาคภูมิใจที่สุด ” ( 21)

(21) หนังสือ ซัยนุลอฺาบิดีน หน้า 4

คำสดุดี 20

ท่านอะฮฺหมัด ฟะฮฺมี มุฮัมมัดได้กล่าวว่า :

“ ท่านคือ คนที่ประเสริฐที่สุดในยุคของท่าน มีความรู้มีความสำรวมมีการเคารพภักดี มีความเผื่อแผ่ มีความอารี และสันทัดในการเจรจามากกว่าใคร ๆ ทั้งหมด เป็นผู้มีคุณธรรมสูงสุด เอาใจใส่ และช่วยเหลือคนยากจน คนอ่อนแออยู่เป็นเนืองนิจ เป็นที่ประทับใจ และยกย่องสำหรับดวงใจของคนทั้งหลาย ” ( 22)

(22) หนังสือ ซัยนุลอฺาบิดีน หน้า 4

หมายเหตุท้ายบท

ตามหน้ากระดาษที่ผ่านสายตาท่านไปแล้วนั้น คือแง่มุมเล็กๆ น้อยๆ ของชีวิตท่านอิมามซัยนุลอฺาบิดีน(อฺ) อิมามอันทรงเกียรติผู้นี้ ท่านได้รับทราบและทำความเข้าใจกับคำสอน พฤติกรรมและแบบแผนทางด้านการเคารพภักดี และคำวิงวอนของท่าน(อฺ)ที่มีต่อพระผู้เป็นเจ้าไปแล้ว และได้มีการสรุปถ้อยคำของนักปราชญ์อาวุโส และบุคคลสำคัญๆ ซึ่งท่านก็ได้อ่านคำสดุดีและยกย่องที่คนเหล่านั้นมีต่อท่านอิมามท่านนี้ไปแล้วด้วย


หวังใจว่า ท่านคงได้รับประโยชน์จากหนังสือเล่มนี้ไม่น้อย ยิ่งไปกว่านั้นท่านยังสามารถที่จะรับเอาแบบแผนของท่านอิมาม(อฺ)ไปเป็นแนวทาง และเป็น “ ดวงประทีป ” ในการดำเนินชีวิต

ขอให้อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงเป็นพยานเถิดว่า

ถ้าท่านทำได้ ความสุขทั้งในโลกนี้และโลกหน้า จะต้องเป็นของท่านอย่างแน่นอน

ขอเพียงให้ท่านกระซิบถามตัวท่านเองว่า

“ ใครบ้างที่สามารถนมาซได้ถึง 1 , 000 รอกะอัตต่อวัน

เหมือนท่านอิมาม (อฺ) ?”

“ ใครบ้างที่สามารถทนรับฟังการก่นด่าของศัตรูตัวเอง แล้วสนองตอบคนเหล่านั้นด้วยคุณธรรม ?”

“ ใครบ้างที่สามารถแบกสัมภาระอาหารไว้บนหลังของตัวเองเพื่อนำไปแจกจ่ายคนยากจนเข็ญใจชาวเมืองมะดีนะฮฺตลอดชีวิต

ถูกแล้ว ! เราทั้งหลายย่อมไม่มีความสามารถทำอย่างนั้นได้แน่นอน เพราะท่านอะมีรุลมุมินีน(อฺ)เคยกล่าวไว้ หลังจากที่ได้แสดงให้เห็นถึงอาหารและเสื้อผ้าของท่าน(อฺ)ว่า

“ พวกเจ้าไม่อาจทำอย่างนี้ได้หรอก ทว่าจงแสดงให้เป็นที่ปรากฏแก่ข้าด้วยการสำรวมและบากบั่น มีการรู้จักผ่อนปรน และแก้ไขความบกพร่องก็พอ ”

เมื่ออิมามทั้งหลาย(อฺ)ของเรานมาซวันละ 1 , 000 ร่อกะอัต

แล้วเราจะแก้ตัวอย่างไรกับการทั้งนมาซภาคบังคับประจำวัน ?


เมื่อแบบแผนของบรรดาอิมาม(อฺ) ในด้านการบริจาคทานเป็นไปอย่างที่ท่านได้อ่านผ่านไปแล้ว

เราจะแก้ตัวอย่างไรกับการหน่วงเหนี่ยวทานภาคบังคับ ?

เมื่อบรรดาอิมาม(อฺ)กล่าวว่า

“ พรรคพวก(ชีอะฮฺ)ของเรา คือคนที่ทำตามพฤติกรรม และคำสอนของเรา ”

ด้วยเหตุนี้ เราจึงขออภัยต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.) ทั้งเพื่อท่านและเพื่อเราพระองค์คือ ผู้ทรงให้ความช่วยเหลือ และเราจะต้องคืนกลับสู่พระองค์ตราบนิรันดร์


สารบัญ

บทนำ 2

ข้อบัญญัติเรื่องตำแหน่งคอลีฟะฮฺ (ผู้นำ)ของท่านอฺะลี บิน ฮุเซน(อฺ) 12

อิบาดะฮฺอันยิ่งใหญ่ของอิมามซัจญาด(อฺ) 15

วิถีชีวิตของอิมามอฺะลี บินฮุเซน(อฺ) 23

วิถีชีวิตที่ 1 23

วิถีชีวิตที่ 2 24

วิถีชีวิตที่ 3 25

วิถีชีวิตที่ 4 25

วิถีชีวิตที่ 5 26

วิถีชีวิตที่ 6 27

วิถีชีวิตที่ 7 27

วิถีชีวิตที่ 8 28

วิถีชีวิตที่ 9 29

วิถีชีวิตที่ 10 29

วิถีชีวิตที่ 11 30

วิถีชีวิตที่ 12 31

วิถีชีวิตที่ 13 31

การบำเพ็ญคุณธรรมและความเผื่อแผ่ของอิมามที่ 4 32

ปลดปล่อยทาสสร้างสัมพันธ์มนุษย์ 39

คำเทศนาของอิมามซัยนุลอฺาบิดีน (อฺ) 42

คำเทศนาบทที่ 1 43

คำเทศนาบทที่ 2 45

คำเทศนาบทที่ 3 50

พินัยกรรม : 53

พินัยกรรมฉบับที่ 1 53

พินัยกรรมฉบับที่ 2 55

พินัยกรรมฉบับที่ 3 56

พินัยกรรมฉบับที่ 4 58

พินัยกรรมฉบับที่ 5 59

พินัยกรรมฉบับที่ 6 59

สาส์นสำคัญ 66

สาส์นฉบับที่ 1 66

สาส์นฉบับที่ 2 68

สาส์นฉบับที่ 3 69

สุภาษิต : 92

สุภาษิตที่ 1 92

สุภาษิตที่ 2 93

สุภาษิตที่ 3 93

สุภาษิตที่ 4 93

สุภาษิตที่ 5 93

สุภาษิตที่ 6 94

สุภาษิตที่ 7 94

สุภาษิตที่ 8 94

สุภาษิตที่ 9 94

สุภาษิตที่ 10 95

สุภาษิตที่ 11 95

สุภาษิตที่ 12 95

สุภาษิตที่ 13 96

สุภาษิตที่ 14 96

สุภาษิตที่ 15 97

สุภาษิตที่ 16 98

สุภาษิตที่ 17 98

สุภาษิตที่ 18 99

สุภาษิตที่ 19 99

ถาม ~ตอบ 100

เรื่องที่ 1 101

เรื่องที่ 2 103

เรื่องที่ 3 103

เรื่องที่ 4 104

เรื่องที่ 5 105

เรื่องที่ 6 106

เรื่องที่ 7 107

เรื่องที่ 8 108

เรื่องที่ 9 108

เรื่องที่ 10 110

เรื่องที่ 11 111

เรื่องที่ 12 111

เรื่องที่ 13 112

เรื่องที่ 14 113

เรื่องที่ 16 114

เรื่องที่ 17 115

เรื่องที่ 18 123

เรื่องที่ 19 126

‘อัศ-ศ่อฮีฟะตุซ-ซัจญาดียะฮฺ ’127

รวมบทดุอฺาอ์ของอิมามซัจญาด(อฺ) 127

บทที่ 1 130

บทที่ 2 131

บทที่ 3 132

บทที่ 4 133

บทที่ 5 133

บทที่ 6 134

บทที่ 7 135

บทที่ 8 136

บทที่ 9 138

การตอบสนองตอบต่อดุอฺาอ์คุณสมบัติพิเศษ

ของอิมามอฺะลี บินฮุเซน(อฺ) 140

บทที่ 1 140

บทที่ 2 141

บทที่ 3 142

บทที่ 4 143

คำสดุดีของบรรดานักปราชญ์

และบุคคลสำคัญต่อท่านอิมามซัจญาด(อฺ) 144

คำสดุดี 1 145

คำสดุดี 2 146

คำสดุดี 3 146

คำสดุดี 4 147

คำสดุดี 5 147

คำสดุดี 6 147

คำสดุดี 7 148

คำสดุดี 8 149

คำสดุดี 9 149

คำสดุดี 10 149

คำสดุดี 11 150

คำสดุดี 12 151

คำสดุดี 13 151

คำสดุดี 14 152

คำสดุดี 15 153

คำสดุดี 16 154

คำสดุดี 17 155

คำสดุดี 18 155

คำสดุดี 19 155

คำสดุดี 20 156

หมายเหตุท้ายบท 156