การรู้จักอัล-กุรอาน
การจัดกลุ่ม ห้องสมุดกุรอาน
นักเขียน ฮุจญฺตุลอิสลาม ดร. มุฮัมมัดอะลี ริฎอ เอซ ฟาฮานี
ภาษาของหนังสือ تایلندی
ปีที่พิมพ์ 1404

ชื่อหนังสือ : การรู้จักอัล-กุรอาน

Intimacy with the Quran

เขียนโดย : ฮุจญฺตุลอิสลาม ดร. มุฮัมมัดอะลี ริฎอ เอซ ฟาฮานี

Author: Hujjatolislam Dr. Muhammad Ali Reza Esfahan

แปลโดย : เชคชรีฟ เกตุสมบูรณ์

Translated by: Shiek Sharif Ketsomboon

จัดพิมพ์และเรียบเรียงในรูปแบบห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ ออนไลน์ โดย เว็บไซต์อัลฮะซะนัยน์

WWW .Alhassanain.org/thai/


คำนำ

มวลการสรรเสริญแด่อัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตา ผู้ทรงเกรียงไกรยิ่ง

ขอประสาทพรแด่ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) และวงศ์วานผู้บริสุทธิ์ของท่าน(อ)

ข้าพเจ้าพยายามอย่างยิ่งที่จะเขียนหนังสือเกี่ยวกับอัล-กุรอานในแง่มุมต่างๆ เพื่อแสดงถึงความยิ่งใหญ่และความมหัศจรรย์ของอัล-กุรอาน ประกอบกับต้องการให้สังคมได้บริโภคความรู้ที่หลากหลาย

หนังสือเล่มดังกล่าวเป็นหนึ่งในผลงานที่ข้าพเจ้าต้องการถ่ายทอดออกสู่สังคม เพื่อต้องการลดช่องว่างระหว่างเยาวชนกับอัล-กุรอานให้น้อยลง

การเจริญพระมหาคัมภีร์อัล-กุรอาน สามารถนับย้อนหลังไปยังประวัติศาสตร์ของอัล-กุรอาน หมายถึง นับตั้งแต่วันแรกที่อัล-กุรอานถูกประทานลงมา จะพบว่ามีมุสลิมกลุ่มหนึ่งเฝ้าติดตามการอ่านและการเรียนรู้อัล-กุรอาน อย่างใกล้ชิด จนกระทั่งมีนักท่องจำอัล-กุรอาน เกิดขึ้นหลายคนในยุคนั้น เช่น ท่านอิมามอะลี (อ.) และนักท่องจำอัล-กุรอานที่มีชื่อเสียงอีกหลายท่าน

บรรดามุสลิมได้ถือปฏิบัติตามคำสั่งของอัล-กุรอานที่ว่า

จงอ่านอัล-กุรอาน ตามที่เจ้ามีความสามารถเถิด

(อัลมุซซัมมิล / 20)

فَاقْرَؤُوا مَا تَيَسَّرَ مِنَ الْقُرْآنِ


และด้วยคำแนะนำจากท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ประกอบกับความรู้สึกในหน้าที่ของตนที่มีต่ออัล-กุรอาน มุสลิมจึงอ่านอัล-กุรอานกันอย่างถ้วนหน้า

แบบอย่างอันดีงามนี้ยังคงถูกรักษาไว้อย่างดีในหมู่มวลมุสลิมทั้งหลาย

การอ่านและท่องจำอัล-กุรอาน มิใช่ว่าถูกลืมเลือนไปจากสังคม ทว่ากลับทวีคูณขึ้นและได้รับความสนใจจากบรรดามุสลิมเป็นจำนวนมาก พร้อมกับมีการนำเสนอแบบและวิธีการอ่านใหม่ๆ มากมาย

การให้ความสนใจของบรรดามุสลิมที่มีต่อัล-กุรอาน เป็นสาเหตุให้เกิดวิชาการใหม่ๆ ในหมู่มุสลิม เช่น วิชาการด้านการอ่านอัล-กุรอาน

(อิลมฺตัจญฺวิด) ซึ่งนับได้ว่าเป็นสาขาวิชาที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง คู่ควรแก่การค้นคว้าและวิจัย และเคียงคู่กับวิชาการอ่านอัล-กุรอานนั้น

ได้มีวิชามารยาทในการอ่านอัล-กุรอาน และการท่องจำเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน นอกจากนั้นแล้วยังมีหนังสือและตำราจำนวนมากที่เขียนเกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้น


หนังสือเล่มที่อยู่ในมือของท่านผู้อ่านที่รักทั้งหลายกล่าวถึงความประเสริฐ เงื่อนไข บทนำ มารยาทภายนอกและภายในของการอ่านอัล-กุรอาน และการท่องจำอัล-กุรอาน รวมถึงการแนะแนวในการอ่านและการท่องจำ

แต่ก่อนที่จะกล่าวถึงประเด็นเหล่านั้น จำเป็นต้องกล่าวถึงประเด็นต่อไปนี้เสียก่อน

1. ในหนังสือเล่มนี้ส่วนใหญ่ใช้โองการและรายงานที่เชื่อถือได้เท่านั้น เนื่องจากเรื่องมารยาทในการอ่านอัล-กุรอาน นั้นมีรายงานจำนวนมากกล่าวถึง

2. ความหมายในเชิงภาษา ความหมายของนักปราชญ์ด้านการอ่าน ตลอดจนผลของการอ่านและการท่องจำอัล-กุรอาน ได้กล่าวไว้ในบทแยกต่างหาก ดังนั้น จะไม่ถูกอธิบายในหนังสือเล่มนี้ จะกล่าวถึงเท่าที่มีความจำเป็นเท่านั้น

ฮุจญตุลอิสลาม ดร. มุฮัมมัดอะลี ริฎออีย์ เอซฟาฮานียฺ


ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตา ผู้ทรงปรานียิ่งเสมอ

หมวดที่ 1. การอ่านอัล-กุรอานจากตัวบท

บทที่ 1. การอ่านอัล-กุรอาน

การให้ความสำคัญต่อการอ่านอัล-กุรอาน

จะมีสิ่งใดสวยงามไปกว่าการที่มนุษย์ได้รำพันพระดำรัสของพระผู้เป็นเจ้า การเข้าสู่พระองค์ด้วยการอ่านโองการต่างๆ ของพระองค์ และ

การพันธนะการตนเองให้เข้ากับความเมตตาของพระองค์

ถ้าหากไม่มีความโปรดปรานใดถูกประทานลงมาให้มนุษย์ นอกจากการอนุญาตให้อ่านพระดำรัสของพระองค์เพียงอย่างเดียว เท่านี้ก็ถือว่าเพียงพอแล้วต่อการที่มนุษย์จะซัจดะฮฺขอบคุณพระองค์ตลอดไป

แน่นอนการรู้จักพระดำรัสของพระองค์ และการได้อ่านถ้อยคำเหล่านั้นเป็นความโปรดปรานที่ยิ่งใหญ่ที่พระองค์ได้มอบให้กับบ่าวบางคนของพระองค์ ดังนั้น จะเห็นว่าโองการแรกที่ถูกประทานให้กับท่านศาสดา

(ซ็อล ฯ) กล่าวว่า

จงอ่านด้วยพระนามแห่งพระผู้อภิบาลของเจ้า ผู้ทรงบังเกิด ทรงบังเกิดมนุษย์จากก้อนเลือด จงอ่านเถิด และพระเจ้าของเจ้านั้นผู้ทรงใจบุญยิ่ง( 1)

( 1) อัล-กุรอาน ซูเราะฮฺ อัล-อะลัก 1-3)


โองการอัล-กุรอานและฮะดีษจำนวนมากมายจากอิมามมะอฺซูม (อ.) ได้กล่าวเน้นเรื่องการอ่านอัล-กุรอาน และได้เตือนสำทับในรูปแบบต่างๆ ถึงความสำคัญในการอ่าน

อัล-กุรอานกล่าวว่า ดังนั้นสูเจ้าจงอ่านอัล-กุรอานตามสะดวกเถิด ( 2)

ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กล่าวว่า อัล-กุรอานเป็นเสมือนงานเลี้ยงของพระผู้เป็นเจ้า ดังนั้นท่านจงตักตวงตามความสามารถ ( 3)

ท่านอิมามซอดิก (อ.) กล่าวว่า เป็นการดีสาหรับผู้ศรัทธาที่จะไม่ตายจนกว่าจะได้เรียนรู้อัล-กุรอาน หรืออยู่ระหว่างการเรียนรู้ ( 4)

ท่านอิมาม (อ.) ยังได้กล่าวต่ออีกว่า ระดับของสรวงสวรรค์ขึ้นอยู่กับจำนวนโองการอัล-กุรอาน ดังนั้น จะมีเสียงกล่าวกับนักอ่านอัล-กุรอานว่า

จงขึ้นมา ( 5)

-------------------------------------------------

( 2 )ซูเราะฮฺ อัล-มุซซัมมิล/ 20)

( 3) มีซานุลฮิกมะฮฺ เล่ม 2 หน้า 74)

( 4 )อุซูลุลกาฟียฺ เล่มที่ 8 หน้าที่ 444 พิมพ์ที่ มักตะบะตุล อิสลามียะฮฺ)

( 5 )มีซานุลฮิกมะฮฺ เล่มที่ 8 หน้าที่ 74)


มารยาทการอ่านอัล-กุรอาน

อาดาบ ความหมายตามพจนานุกรมหมายถึง การรักษาขอบเขตของทุกสิ่ง

ด้วยเหตุนี้ จะเห็นว่านักตัฟซีรบางท่านกล่าวว่า อาดาบหมายถึง ลักษณะ หรือภาพลักษณ์อันเป็นที่ยอมรับ (วิธีการที่ดี) และมีความเหมาะสมที่จะปฏิบัติตามทั้งในแง่ของศาสนาและสติปัญญา ( 1)

( 1) ตัฟซีรอัล-มีซาน เล่มที่ 6 หน้าที่ 4 / 273)

ดังนั้น อาดาบ (มารยาท) ของงานทุกอย่างจึงหมายถึง ลักษณะและภาพลักษณ์ที่ดีที่ถูกปฏิบัติ และมนุษย์ไม่สามารถผิดกฎหรือออกนอกขอบเขตได้

อัล-กุรอานได้กล่าวถึงอาดาบ (มารยาท) อันเป็นแหล่งและเป็นแก่นแห่งความปรารถนาไว้อย่างกว้างขวาง ประกอบกับคำแนะนำของอิมามผู้บริสุทธิ์ เช่น

1. เป็นคำสั่งของอัล-กุรอาน เช่น ให้สงบและนิ่งเงียบเมื่ออ่านกุรอาน

2. คำแนะนำของบรรดาอะฮฺลุลบัยตฺ (อ) เกี่ยวกับการอ่านอัล-กุรอาน เช่น กล่าวบิซมิลลาฮฺ หรื่อกล่าวดุอาอฺทั้งก่อนและหลังการอ่าน

3. คำตัดสินของสติปัญญา และบรรดานักปราชญ์ทั้งหลายที่ว่าต้องให้เกียรติต่ออัล-กุรอาน และต้องป้องกันการดูถูกที่อาจเกิดขึ้นเพื่อการใช้ประโยชน์ที่ลึกซึ้งและดีกว่า


4. การตัดสินของจิตใจ เนื่องจากความรักทีมีต่อพระองค์ จึงมีความรักต่อพระดำรัสของพระองค์ หมายถึงมนุษย์ส่วนใหญ่มักรักสิ่งที่มีความสวยงาม และยอมจำนนต่อความสวยงาม ซึ่งสิ่งที่มีความสวยงามที่สุดคืออัลลอฮฺ และทุกสิ่งที่เป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์ ดังนั้น อัล-กุรอานเป็นพระดำรัสของพระองค์จึงเป็นหนึ่งในความสวยงามที่สุด

ด้วยเหตุนี้ มนุษย์จึงมีความรักในพระดำรัสของพระองค์ ให้เกียรติ แสดงความนอบน้อม และอ่านอย่างไพเราะ และบนพื้นฐานดังกล่าว จะเห็นว่ามารยาทในการอ่านอัล-กุรอานเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เหมือนการงานอย่างอื่นทีมีความสำคัญ ที่การเริ่มต้น และมีเงื่อนไขต่างๆ มากมาย ซึ่งเรียกสิงเหล่านี้ว่า อาดาบ (มารยาท) การอ่านอัล- กุรอาน เนื่องจากว่าเป็นการแสดงตน ณ พระพักตร์ของพระองค์ มารยาทจึงเป็นสิ่งจำเป็น

มารยาทการอ่านอัล-กุรอานแบ่งออกเป็น 2 ส่วนดังนี้ มารยาทด้านนอก และมารยาทด้านใน

มารยาทด้านนอกในการอ่านอัล-กุรอาน

เป็นธรรมดาเมื่อคนเราอยู่ต่อหน้าบุคคลสำคัญจำเป็นต้องแสดงมารยาทที่ดีงามเพื่อเป็นการให้เกียรติและให้ความเคารพต่อบุคคลนั้น

การอ่านอัล-กุรอานถือเป็นหนึ่งในการให้เกียรติต่ออัล-กุรอาน

และพระผู้เป็นเจ้าของดำรัส หมายถึงอัลลอฮฺ (ซบ.) เนื่องจากการอ่าน

อัล-กุรอานเท่ากับเป็นการสนทนากับพระองค์


ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กล่าวว่า บุคคลใดปรารถนาจะพูดคุยกับอัลลอฮฺ

อีกนัยหนึ่ง ผู้อ่านอัล-กุรอานนั้น ถือว่าเป็นผู้สนทนาร่วมระหว่างตนกับ อัลลอฮฺ (ซบ.) ดังนั้น เมื่ออัลลอฮฺ (ซบ.) สนทนาด้วยจำเป็นต้องใส่ใจต่อบทนำ มารยาทและเงื่อนไขต่างๆ ในการอ่านอัล-กุรอาน เพื่อว่าผู้อ่านจะได้รับประโยชน์มากที่สุด(1)

( 1 )กันซุลอุมาล เล่มที่ 11 ฮะดีซที่ 2257 หน้าที่ 510)

และที่สำคัญไปกว่านั้นเพื่อว่าจะได้อยู่ในความเมตตาและความรักของพระองค์ มารยาทภายนอกทั่วไปในการอ่านอัล-กุรอาน เช่น

1. ความสะอาด (วุฎูอฺหรือฆุซลฺ)

อัล-กุรอานกล่าวว่า ไม่มีผู้ใดสัมผัสอัล-กุรอานได้ นอกจากบรรดาผู้บริสุทธิ์เท่านั้น ( 1)

(1).อัล - กุรอาน ซูเราะฮฺ อัล - วากิอะฮฺ / 79 )

ด้วยเหตุนี้ บางริวายะฮฺ และฟิกฮฺบางเล่มได้ถือโองการข้างต้นเป็นพื้นฐานพิสูจน์ว่า การสัมผัสอัล-กุรอานขณะที่ร่างกายปราศจากวุฎูอฺเป็นฮะรอม( 2)

(2)มุซตัมซัก อัล - อุรวะตุลวุซกอ ซัยยิดมุฮฺซิน เฏาะบา เฏาะบาอียฺ ฮะกีม เล่มที่ 2 หน้าที่ 272 , วะซาอิลุชชีอะฮฺ บาบที่ 12 บาบวุฎูอฺ ฮะดีซที่ 3)


ความสะอาดของผู้อ่านเป็นมารยาทสำคัญเมื่ออยู่ต่อหน้าอัล-กุรอาน เพราะเป็นพระดำรัสของพระผู้เป็นเจ้า การให้เกียรติและแสดงความนอบน้อมถือเป็นความจำเป็นสำหรับผู้อ่านทุกคน และสำหรับความสะอาดนั้นสามารถจำแนกออกเป็น วุฎูและฆุซลฺวาญิบ ทุกครั้งที่ต้องการสัมผัส

อัล-กุรอานเป็นวาญิบต้องทำวุฎ แต่ถ้ามีญูนุบหรือสตรีที่หมดรอบเดือนเป็นวาญิบต้องฆุซลฺก่อน

วุฎูอฺและฆุซลฺมุซตะฮับ วุฎูอฺถือเป็นเงื่อนไขที่สมบูรณ์สำหรับการอ่านอัล-กุรอาน ดัวยเหตุนี้เมื่อต้องการควรมีวุฎุอฺ

ท่านอิมามอะลี (อ.) กล่าวว่า ถ้าบุคคลใดอ่านอัล-กุรอานนอกเวลานมาซ โดยมีวุฎูอฺจะได้รับผลบุญ 25 ความดี ส่วนผู้ที่อ่านโดยไม่มีวุฎูอฺจะได้รับ 10 ความดี ( 1)

(1) มะฮัจตุลบัยฎอ เล่มที่ 2 หน้าที่ 221 , วะซาอิลุชชีอะฮฺ บาบที่ 13 อับวาบกะรออะตุลกุรอาน กิตาบุซเซาะลาฮฺ ฮะดีซที่ 3

2. การให้ความสาคัญต่อสุขภาพ (ความสะอาด)

ประเด็นดังกล่าวสามารถกล่าวสรุปได้ดังนี้

ความสะอาดของปาก ริวายะฮฺกล่าวว่า คุณสมบัติพิเศษประการหนึ่งของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) คือท่านจะแปรงฟันก่อนทุกครั้ง ก่อนอิบาดะฮฺโดยเฉพาะอย่างยิ่งอ่านอัล-กุรอาน และนมาซศอลาตุลลัยลฺ


ท่านได้กล่าวกับบรรดาสาวกของท่านว่า

พวกท่านทั้งหลายจงทำความสะอาดทางเดินของอัล-กุรอาน

มีผู้ถามว่า โอ้ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ท่านหมายถึงสิ่งใดหรือ

ท่านตอบว่า มันคือปากกาของพวกท่าน

มีผู้ถามว่า เราจะทำความสะอาดด้วยวิธีใด

ท่านตอบว่า ด้วยการแปรงฟัน ( 2)

(2 ) มีซานุลฮิกมะฮฺ เล่มที่ 8 หน้าที่ 85, 86

ความสะอาดของร่างกายและเสื้อผ้า เป็นการดีขณะอ่านอัล-กุรอาน ร่างกายและเสื้อผ้าต้องสะอาดปราศจากนะยิซ เช่น เลือด ปัสสาวะ และอื่น ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้อัล-กุรอานเปื้อนนะยิซและถูกดูถูก และเป็นการดีสำหรับผู้อ่านอัล-กุรอานควรสวมใส่เสื้อผ้าที่สะอาด สุภาพ และใส่นํ้าหอมเพื่อเป็นแบบอย่างแก่คนอื่นทั่วไป

3. ดุอาอฺก่อนอ่านอัล-กุรอาน

สำหรับการปฏิบัติภารกิจทั้งหลาย การเตรียมพร้อมถือเป็นความจำเป็น ดังนั้นการที่มนุษย์จะเข้าสู่อัล-กุรอานเป็นการดีควรมีการเตรียมพร้อมตนเองเสียก่อน ซึ่งการเตรียมพร้อมสามารถสัมฤทธิ์ผลได้โดยผ่านสื่อของดุอาอฺ


บรรดาอิมาม (อ.) ได้แนะนำดุอาอฺไว้มากมายสำหรับเริ่มต้นอ่าน

อัล-กุรอาน เช่น ท่านอิมามซอดิก (อ.) กล่าวว่า

اللَّهُمَّ إِنِّي أَشْهَدُ أَنَّ هَذَا كِتَابُكَ الْمُنْزَلُ مِنْ عِنْدِكَ عَلَى رَسُولِكَ مُحَمَّدِ بْنِ عَبْدِ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَ آلِهِ وَ كِتَابُكَ النَّاطِقُ عَلَى لِسَانِ رَسُولِكَ وَ فِيهِ حُكْمُكَ وَ شَرَائِعُ دِينِكَ أَنْزَلْتَهُ عَلَى نَبِيِّكَ وَ جَعَلْتَهُ عَهْداً مِنْكَ إِلَى خَلْقِكَ وَ حَبْلًا مُتَّصِلًا فِيمَا بَيْنَكَ وَ بَيْنَ عِبَادِكَ اللَّهُمَّ إِنِّي نَشَرْتُ عَهْدَكَ وَ كِتَابَكَ اللَّهُمَّ فَاجْعَلْ نَظَرِي فِيهِ عِبَادَةً وَ قِرَاءَتِي تَفَكُّراً وَ فِكْرِي اعْتِبَاراً

โอ้ อัลลอฮฺ แท้จริงข้าพระองค์ขอเป็นสักขีพยานว่า แท้จริงนี่คือคัมภีร์ของพระองค์ที่ถูกประทานจากพระองค์ ยังศาสนทูตของพระองค์ มุฮัมมัด บิน อับดุลลอฮฺ ขออัลลอฮฺทรงประสาทพรแด่ท่านและลูกหลานของท่าน ถ้อยคำของพระองค์ที่เอื้อนเอ่ยโดยคำพูดของศาสนดาแห่งพระองค์

ขอทรงโปรดบันดาลให้ถ้อยคำเป็นเครื่องชี้นำจากพระองค์ แก่บรรดาสิ่งถูกสร้างของพระองค์ และเป็นสายเชือกที่ผูกสัมพันธ์ระหว่างพระองค์กับ

ปวงบ่าวของพระองค์ โอ้อัลลอฮฺ แท้จริงข้าพระองค์ได้แผ่ขยายสัญญาของพระองค์ และคัมภีร์ของพระองค์

โอ้อัลลอฮฺ ดังนั้น โปรดทรงบันดาลให้การมองคัมภีร์ของข้าฯ เป็นอิบาดะฮฺ และการอ่านคัมภีร์ของข้าฯ เป็นการคิดใคร่ครวญ และโปรดทำให้การคิดของข้าฯ เป็นอุทาหรณ์เตือนสติ..


4. การขอความคุ้มครองจากพระผู้เป็นเจ้า (อิซติอาซะฮฺ)

อัลลอฮฺ (ซบ.) ตรัสว่า ดังนั้น เมื่อเจ้าอ่านอัล-กรุอาน จงขอความคุ้มครองจากอัลลอฮฺให้พ้นจากชัยฏอนมารร้ายที่ถูกสาปแช่ง ( 1)

( 1) อัล-กุรอาน ซูเราะฮฺ อัล-นะฮฺลิ / 98

อิซติอาซะฮฺ เป็นพระบัญชาของพระผู้เป็นเจ้าแก่บรรดานักอ่าน

อัล-กุรอานทั้งหลาย ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ก่อนที่จะอ่านอัล-กุรอาน ท่านจะกล่าวว่า

อะอูซุบิลลาฮิมินัชชัยฏอนิรเราะญีม

( اَعُوذ بِالله مِنَ الشَّيْطَانِ الرَّجِيْمِ )

ข้าฯขอความคุ้มครองจากอัลลอฮฺให้พ้นจากชัยฏอนมารร้ายที่ถูกสาปแช่ง

อิซติอาอะฮฺ ในพจนานุกรม หมายถึง การขอความคุ้มครอง

ส่วนในความหมายของนักปราชญ์ หมายถึงผู้อ่านอัล-กุรอานก่อนที่จะเริ่มอ่านอัล-กุรอานไม่ว่าตรงส่วนไหนของอัล-กุรอานก็ตาม (เริ่มต้น ตรงกลาง หรือตอนท้ายของซูเราะฮฺ) ก่อนบิซมิลลาฮฺ จะกล่าวว่า

อะอูซุบิลลาฮิมินัชชัยฏอนิรเราะญีม หมายถึง

ข้าฯขอความคุ้มครองจากอัลลอฮฺให้พ้นจากชัยฏอนมารร้ายที่ถูกสาปแช่ง


ด้วยเหตุนี้ ก่อนอ่านอัล-กุรอานจึงทูลขอกับอัลลอฮฺ (ซบ.) ว่า

โปรดคุ้มครองตนให้พ้นจากความชั่วของชัยฏอนมารร้ายที่ถูกสาปแช่ง เพื่อมิให้การอ่านของตนเป็นการโอ้อวด หรือเป็นการแสดงเอาหน้าเอาตา

ขณะที่อ่านต้องการให้จิตใจมีความนอบน้อมมุ่งมั่นแต่อัลลอฮฺ (ซบ.) เพื่อให้อัล-กุรอานมีผลต่อจิตวิญญาณของตน

คำเตือน อิซติอาซะฮฺมี 2 ส่วนคือ ความหมายตามคำ กับความหมายที่แท้จริง หมายถึง บางครั้งมนุษย์ขอความคุ้มครองจากอัลลอฮฺ (ซบ.) ด้วยความสมบูรณ์ แต่จิตใจมิได้เป็นเช่นนั้น และในบางครั้งแค่กล่าวคำเท่านั้น แต่การมีอยู่ทั้งหมดได้นอบน้อม ยอมจำนน และขอความคุ้มครองเฉพาะพระองค์เท่านั้น

อิสติอาซะฮฺ ต้องแสดงออกอย่างแท้จริงเพื่อให้เกิดผล อัลลอฮฺ (ซบ.)

จะได้ให้ความคุ้มครองและปรับปรุงแก้ไขเรา

การขอความคุ้มครองที่แท้จริง ท่านอิมามซอดิก (อ.) กล่าวว่า ท่านทั้งหลาย จงปิดประตูการละเมิดฝ่าฝืนด้วยการขอความคุ้มครอง

(อิซติอาซะฮฺ) และจงเปิดประตูแห่งการเชื่อฟังปฏิบัติตาม (ฏออะฮฺ) ด้วยการกล่าวบิซมิลลาฮฺ


เกี่ยวกับเรื่องนี้ ลองพิจารณาคำพูดของท่านอิมามโคมัยนี (รฎ.) กล่าวว่า ส่วนหนึ่งจากมารยาทที่สำคัญของการอ่านอัล-กุรอานคือ การขอความคุ้มครองจากพระผู้เป็นเจ้าให้พ้นจากชัยฏอนมารร้ายผู้ถูกสาปแช่ง ซึ่งเป็นขวากหนามในหนทางแห่งมะอฺริฟะฮฺ (การรู้จัก) และการเดินทางไปสู่พระผู้เป็นเจ้า การขอความคุ้มครองจะไม่สัมฤทธิ์ผลเพียงแค่การกระดิกลิ้น รูปคำที่ไร้วิญญาณ และดุนยาที่ปราศจากอาคิเราะฮฺ ดังเช่นที่มีบุคคลจำนวนมากที่กล่าวคำๆ นี้ตลอดระยะเวลา 40-50 ปี

แต่พวกเขากลับไม่รอดพ้นจากความชั่วร้ายของชัยฏอนมารร้าย

ในทางกลับกัน มารยาทต่าง ๆ และการกระทำของพวกเขายิ่งไปกว่านั้น ตวามเชื่อถือต่าง ๆ ของเขากลับดำเนินและปฏิบัติตามชัยฏอนมารร้าย ( 1)

( 1 )อาดาบุซเซาะลาฮฺ อิมามโคมัยนี หน้าที่ 221

5. การกล่าวบิซมิลลาฮิรเราะมานิรเราะฮีม

อัล-กุรอานได้มีบัญชาแก่ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ว่า จงอ่านด้วยพระนามแห่งพระผู้อภิบาลของเจ้า ( 1)

( 1) อัล-กุรอานอาน ซูเราะฮฺ อัล-อะลัก/ 1

บิซมิลลาฮฺ คือคำขวัญที่บริสุทธิ์เฉพาะมวลมุสลิมทีจะเริ่มต้นคำพูดและการงานต่างๆ ของตน เพื่อให้การงานเหล่านั้นมีสัญลักษณ์ของพระผู้เป็นเจ้า


เกี่ยวกับอัล-กุรอานมี 2 ประเด็นสาคัญดังต่อไปนี้

1. บิซมิลลาฮฺ ในส่วนเริ่มต้นของทุกซูเราะฮฺ เป็นส่วนหนึ่งของโองการอัล-กุรอาน เฉพาะซูเราะฮฺบะรออะฮฺเท่านั้นที่ไม่มี บิซมิลลาฮฺ จากจุดนี้เมื่อขึ้นซูเราะฮฺใหม่ทุกครั้งจำเป็นต้องอ่านบิซมิลลาฮฺทุกครั้ง เนื่องถือเป็นโองการแรกของซูเราะฮฺ ยกเว้นซูเราะฮฺบะรออะฮฺ

2. กรณีที่เริ่มต้นอ่านจากตรงกลางซูเราะฮฺ (ระหว่างโองการต่างๆ) ไม่ว่าซูเราะฮฺใดก็ตามสามารถกล่าวหรือไม่กล่าวบิซมิลลาฮฺก็ได้

ข้อควรพิจารณา ไม่ว่าจะเริ่มต้นอ่านตรงส่วนใดของอัล-กุรอานก็ตามจำเป็นต้องเริ่มต้นด้วย อะอูซุบิลลาฮิมินัชชัยฏอนิรเราะญีม

หมายถึง ถ้าผู้อ่านต้องการกล่าวบิซมิลลาฮฺ เป็นการดีให้กล่าว อิซติอาซะฮฺก่อน

6. การอ่านจากอัล-กุรอาน

ริวายะฮฺจำนวนได้แจ้งว่าควรอ่านอัล-กุรอานจากที่เขียนไว้ เซาะฮาบะฮฺท่านหนึ่งของท่านอิมามซอดิก (อ.) นามว่า อิสฮาก บิน อัมมารได้ถามท่านว่า โอ้บุตรของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ฉันควรจะอ่านอัล-กุรอานจากความจำหรือจากที่บันทึกไว้ดี


ท่านอิมามซอดิก (อ.) กล่าวว่า มองและอ่านจากที่เขียนไว้ดีกว่า ท่านไม่รู้ดอกหรือว่าการมองอัล-กุรอานเป็นอิบาดะฮฺ ( 1)

(1) อุซูล อัล กาฟีย์ เล่มที่ 2 หน้าที่ 4,613 ฮะดีษที่ 5 ดารุลกุตุบ

อัลอิสลามียะฮฺ เตหะราน

เกี่ยวกับเรื่องการเน้นให้อ่านอัล-กุรอานจากที่บันทึกไว้มีรายงานมากมายและแตกต่างกัน

1. การมองอัล-กุรอานเป็นอิบาดะฮฺ: และสายตาที่จ้องมองอัล-กุรอานจะได้รับประโยชน์มากมาย ดังเช่น

.ริวายะฮฺของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กล่าวว่า

النظرفي المصحف يعنى صحيفة القرآن عبادة

การมองในมุซฮับ หมายถึงการมองที่หน้ากระดาษของอัล-กุรอาน

เป็นอิบาดะฮฺ ( 2)

( 2) บิฮารุลอันวาร อัลลามะฮฺ มัจลิซซียฺ เล่มที่ 89 หน้าที่ 199

จากริวายะฮฺดังกล่าว จะเห็นว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับคนที่อ่านไม่เป็นเขียนไม่ได้ เนื่องจากไม่สามารถอ่านอัล-กุรอานแต่ได้รับประโยชน์จากการมอง

2. การให้ความสำคัญต่อสิทธิของอัล-กุรอาน:

อ่านและย้อนกลับไปหาอัล-กุรอานบ่อย ๆ เป็นการทำให้อัล-กุรอานที่อยู่ในบ้านและมัสญิดลดความแปลกหน้าลงไป


ท่านอิมามซอดิก (อ.) กล่าวว่า สิ่งหนึ่งที่จะทำการร้องเรียนต่ออัลลอฮฺ (ซบ.) คืออัล-กุรอานถึงการถูกทอดทิ้งที่ไม่ได้ถูกอ่านและถูกฝุ่นละอองเกาะจับ ( 3)

( 3) อุซูล อัล กาฟียฺ เล่มที่ 2 หน้าที่ 613 ฮะดีษที่ 3

3. การอ่านอัล-กุรอานจากที่บันทึกไว้เป็นสาเหตุทำให้บาปของบิดามารดาของคนอ่านถูกลบล้าง

ริวายะฮฺกล่าวว่า

عن ابي عبد الله : قرائة القرآن في المصحف تخفف العذاب عن الوالدين ولو

كانا كافرين

ท่านอิมามซอดิก (อ.) กล่าวว่า การอ่านอัล-กุรอานจากที่บันทึกไว้เป็นเหตุทำให้บาปของบิดามารดาถูกลบล้าง แม้ว่าทั้งสองจะเป็นกาฟิรก็ตาม( 1)

( 1) เล่มเดิม ฮะดีษที่ 4

4. ทำให้มีการพิมพ์อัล-กุรอานซํ้าหลายครั้ง ซึ่งสิ่งนี้เท่ากับเป็นการเผยแผ่วัฒนธรรมของอัล-กุรอาน

คำเตือน สำหรับผู้ที่ท่องจำอัล-กุรอานเป็นการดีให้ท่องจำจากที่บันทึกเอาไว้ ดังที่ท่านอิมามได้กล่าวกับอิสฮาก บิน อัมมาร ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการท่องจำ


7. การอ่านอัล-กุรอาน ด้วยเสียงค่อยดังและสูงต่ำ

ก. อ่านด้วยเสียงดังและสูง

ริวายะฮฺกล่าวว่า ท่านอิมามซัจญาด (อ.) อ่านอัล-กุรอานด้วยเสียงดังเสมอเพื่อให้คนในบ้านได้ยิน ท่านซักกอยาน ขณะที่เดินผ่านบ้านท่านอิมามบากิร (อ.) ท่านได้หยุดเพื่อฟังการอ่านอัล-กุรอาน สำหรับการอ่านอัล-กุรอานเสียงดังมีประโยชน์ดังต่อไปนี้

1. การอ่านอัล-กุรอานเสียงดังของบิดามารดา มีผลต่อการอบรมสั่งสอนบุตร

2. การอ่านอัล-กุรอานเสียงดัง เป็นสาเหตุทำให้มีความสำรวม และจิตใจสงบมั่น

3. การอ่านอัล-กุรอานเสียงดัง เป็นการรักษาความบกพร่อง และอาการป่วยไข้ของผู้อ่าน

4. การอ่านอัล-กุรอานเสียงดัง เป็นการเรียกร้องบุคคลอื่นให้สนใจ

อัล-กุรอาน และทำให้มีผลสะท้อนทางจิตวิญญาณ

5. การอ่านอัล-กุรอานเสียงดัง เท่ากับเป็นการทำให้วัฒนธรรมของ

อัล-กุรอานแพร่หลายในสังคม

6. การอ่านอัล-กุรอานเสียงดัง ซูเราะฮฺอัลฮัมด์ และซูเราะฮฺในนะมาซ

ซุบฮฺ มัฆริบ และอิชาอฺเป็นวาญิบสำหรับผู้ชาย


ข. การอ่านอัล-กุรอานเสียงค่อย จำเป็นสาหรับกรณีต่อไปนี้

1. เมื่ออ่านอัล-กุรอานเสียงดัง เป็นสาเหตุทำให้เกิดการโอ้อวด ซึ่งสิ่งนี้เป็นการกระทำที่ไม่มีคุณค่าแต่อย่างใด

2. เมื่ออ่านอัล-กุรอานเสียงดัง เป็นสาเหตุสร้างความรำคาญแก่ผู้อื่น เช่น อ่านขณะที่บุคคลอื่นกำลังพักผ่อน หรือเพื่อนบ้านกำลังนอนหลับ อ่านในมัสญิด หรืออ่านขณะที่บุคคลอื่นกำลังอิบาดะฮฺ

3. เมื่ออ่านอัล-กุรอานเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่ร่างกาย เนื่องจากการทำให้ร่างกายเป็นอันตรายไม่ว่าด้วยวิธีการใดก็ตามเป็นฮะรอม ส่วนการอ่านอัล-กุรอานเป็นมุซตะฮับ

4. การอ่านอัล-กุรอานเสียงค่อยในนะมาซซุฮรฺ และอัซรฺสำหรับบุรุษและสตรีเป็นวาญิบ ส่วนสตรีนั้นไม่ว่าเวลานะมาซใดก็ตามถ้ามีชายอื่นอยู่ด้วยไม่อนุญาตให้อ่านเสียงดัง

8. การอ่านอัล-กุรอานด้วยเสียงไพเราะ

ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กล่าวว่า แน่นอนการอ่าน อัล-กุรอาน ด้วยเสียงไพเราะถือว่าเป็นเครื่องประดับของอัล-กุรอาน

انّ حسن الصوت زينةالقرآن

การอ่านอัล-กุรอานด้วยเสียงไพเราะเป็นสาเหตุให้บุคคลอื่นสนใจ

อัล-กุรอาน ด้วยเหตุนี้จึงเห็นว่าท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) มักอ่านอัล-กุรอานด้วยเสียงไพเราะเสมอ จนกระทั่งกล่าวกันว่าเสียงอ่านอัล-กุรอานที่ไพเราะที่สุดคือเสียงของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ)


ข้อควรพิจารณา มีผู้ถามท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ว่าบุคคลใดอ่านอัล-กุรอานเสียงเพราะที่สุด ท่านกล่าวว่า บุคคลที่ได้ยินเสียงอ่านของตนเองแล้วคิดว่าตนอยู่ ณ พระพักตร์ของพระองค์

จากริวายะฮฺดังกล่าวทำให้รู้ว่าการอ่านอัล-กุรอานด้วยเสียงไพเราะนั้นมี 2 ลักษณะ

- เสียงไพเราะทั้งภายนอกและคำ

- เสียงไพเราะทั้งคำและความหมาย ซึ่งเป็นผลแก่จิตใจของผู้อ่านและทำให้มีความนอบน้อมเมื่ออยู่ต่อหน้าอัล-กุรอาน

การอ่านอัล-กุรอานด้วยเสียงไพเราะนอกเหนือไปจากการอ่านควบคู่ด้วยเสียงดนตรี ซึ่งมีความเหมาะสมกับงานสนุกสนานร่าเริง ถือว่าฮะรอม

9. การอ่านอัล-กุรอานด้วยสำเนียงอาหรับ

ประเด็นดังกล่าวสามารถพิจารณาได้หลายขั้นตอนด้วยกัน กล่าวคือ

ขั้นตอนที 1 เป็นการอ่านอัล-กุรอานที่ถูกต้อง หมายถึงผู้ที่ต้องการอ่านอัล-กุรอานจำเป็นต้องเรียนรู้การอ่านจากครูบาอาจารย์

หรือผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเพีอเรียนรู้การอ่านที่ถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นซูเราะฮฺฟาติฮะฮฺ หรือซูเราะฮฺอื่นเพื่อนะมาซ การเรียนรู้เป็นวาญิบเสียด้วยซํ้า ส่วนการอ่านอย่างอื่นที่นอกเหนือจากนะมาซถือว่าจำเป็นแต่ไม่ถึงขั้นของวาญิบ สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ เนื่องจากว่าการออกเสียงอักษรภาษาอาหรับบางตัวไม่เหมือนกับภาษาอื่น เช่น อักษร ظ- ض- ز- ذ

ซึ่งบางครั้งเป็นสาเหตุทำให้ผิดพลาดในการออกเสียงและทำให้ความหมายของคำเปลี่ยนไปเช่น คำว่า ( عظِيْم ) แปลว่า ใหญ่ ถ้าออกเสียงเป็น ( عِزِیم ) ความหมายจะเปลี่ยนไปทันที่เนื่องจากคำนี้หมายถึง ศัตรู


ข้อควรพิจารณา จะสังเกตเห็นว่าบุคคลที่กำลังเรียนรู้การอ่านอัล-กุรอานมักจะอ่านผิดพลาด แม้ว่าพยายามแก้ไขแล้วก็ยังผิดพลาดอยู่ ซึ่งไม่สามารถอ่านให้ถูกต้องได้ ฉะนั้นบุคคลเหล่านี้ถือว่ามีอุปสรรค แต่เป็นอุปสรรคที่ได้รับการอภัย ณ พระผู้เป็นเจ้า แต่อย่างไรก็ตามในนะมาซหน้าที่ของเขาจะแตกต่างออกไป ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กล่าวว่า ผู้ที่อ่านอัล-กุรอานถ้าระหว่างที่อ่านได้อ่านผิด หรือ่านวรรณยุกต์ไม่ถูกต้อง หรือออกเสียงภาษาอาหรับไม่ถูกต้อง มะลาอิกะฮฺผู้ที่มีหน้าที่บันทึกความดีงามจะบันทึกการอ่านที่ถูกต้องให้เขา ( 1)

( 1) อุซูล อัลกาฟียฺ เล่มที่ 2 หน้าที่ 619 ฮะดีษที่ 1

ขั้นตอนที่ 2 การเอาใจใส่ต่อกฎเกณฑ์ของการอ่าน (ตัจวีด) เช่น ใส่ใจต่อการหยุดวรรคตอน การอ่านอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงจุดต่างๆ ของตัจวีดที่เป็นสาเหตุของความถูกต้องสมบูรณ์ในการอ่านอัล-กุรอาน

ซึ่งสิ่งนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ นอกจากต้องมีการเรียนรู้จากครูบาอาจารย์และ

ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องหลักการอ่าน

ท่านอิมามซอดิก (อ.) กล่าวว่า จงอ่านอัล-กุรอานด้วยสำเนียงภาษาอาหรับ เพราะอัล-กุรอานถูกประทานลงมาเป็นภาษาอาหรับ ( 1)

(1)อุซูล อัลกาฟียฺ เล่มที่ 2 หน้าที่ 450


ขั้นตอนที่ 3 การเอาใจใส่ต่อท้วงทำนองของการอ่าน หมายถึง ถ้าผู้อ่านได้อ่านด้วยสำเนียงภาษาอาหรับ โดยเป็นการส่งความหมายของโองการด้วยสำเนียงและท้วงทำนองอันเฉพาะเจาะจง ที่ไม่ต้องอิงอาศัยเสียงดนตรีประกอบเท่ากับเป็นการเรียกร้องความสนใจได้ดีอย่างยิ่ง

ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กล่าวว่า จงอ่านอัล-กุรอานด้วยสำเนียงภาษา อาหรับ ( 2)

(2)อุซูล อัลกาฟียฺ เล่มที่ 2 หน้าที่ 450

มีนักอักษรศาสตร์ภาษาอาหรับจำนวนมาก ประกอบกับผู้วิจัยและค้นคว้าเกี่ยวกับอัล-กุรอานได้ยืนยันว่า อัล-กุรอานมีท้วงทำนองที่เฉพาะพิเศษ ซึ่งภาษาอาหรับอื่นที่ไม่ใช่อัล-กุรอานไม่มี

ชะฮีดมุรตะฎอ มุเฏาะฮะรียฺ กล่าวว่า สิ่งหนึ่งที่เรียกร้องให้คนอื่นสนใจอัล-กุรอานคือท้วงทำนอง และลีลาที่ไพเราะจับใจนั่นเอง


10. สถานที่อ่านอัล-กุรอาน

อัล-กุรอานสามารถอ่านได้ทุกที่ถือว่าอนุญาตและเป็นสิ่งที่ดี

แต่มีอยู่ 2 สถานที่ ๆ ได้รับการแนะนำพิเศษ ให้อ่านอัล-กุรอาน กล่าวคือ

- มัสญิด

ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กล่าวว่า

انما نصب المساجد للقرآن

มัสญิดทั้งหลายได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อการอ่านอัล-กุรอาน( 1)

(1)วะซาอิลุชชีอะฮฺ เล่มที่ 3 หน้าที่ 493

- บ้าน ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กล่าวว่า

قال النبی(ص):

نوروا بیوتکم بتلاوة القرآن ولاتتخذوها قبوراً کما فعلت الیهود

والنصاری،طوفی الکنائس و البیع و عطّلوا بیوتهم فانّ البیت اذا کثر فیه تلاوت القرآن کثّر خیره و التسع اهله و اضاء لاهل السماء

จงประดับรัศมีบ้านของท่านด้วยการอ่านอัล-กุรอาน จงอย่าทำบ้านของท่านให้เป็นสุสาน ดั่งที่ยะฮูดียฺ และนัซรอนียฺได้กระทำซึ่งพวกเขานมัสการเฉพาะในโบสถ์เท่านั้น พวกเขาไม่ให้ทำการนมัสการในบ้าน และบ้านหลังใดก็ตามมีการอ่านอัล-กุรอานมาก ความดีและความจำเริญก็จะมากตามไปด้วยและผู้ที่อยู่ในบ้านก็จะได้รับความจำเริญมากมาย และบ้านหลังนั้นจะกลายเป็นรัศมีที่เจิดจรัสสำหรับชาวฟ้า ดุจดังเช่นดวงดาวแห่งฟากฟ้าได้เจิดจรัสสำหรับชาวดิน( 2)

(2) อุซูลกาฟียฺ เล่มที่ 2 หน้าที่ 446


สรุปประโยชน์ของการอ่านอัล-กุรอานที่บ้าน

1. เป็นรัศมีประดับประดาบ้านตามกล่าวของฮะดีษที่กล่าวไว้ข้างต้น ซึ่งการอ่านอัล-กุรอานที่บ้านจะเพิ่มชีวิตชีวา ความดี และความจำเริญมากมายแก่เจ้าของบ้านและคนในบ้าน

2. เป็นการอบรมจิตวิญญาณที่ดีอย่างหนึ่งสำหรับบุตรหลาน และทำให้ชีวิตของพวกเขามีความผูกพันอยู่กับอัล-กุรอาน

3. เสียงอ่านอัล-กุรอานภายในบ้านส่งผลจูงใจเพื่อนบ้านให้สนใจการอ่านอัล-กุรอาน อันเป็นผลดีกับสังคม และเป็นการเชิดชูวัฒนธรรมของ

อัล-กุรอาน

4. หลีกเลี่ยงการโอ้อวดในการอ่านอัล-กุรอานย่อมทำให้ได้รับผลสรุปอย่างใดอย่างหนึ่ง ตามกล่าวมาข้างต้น

- การอ่านอัล-กุรอานให้จบที่มักกะฮฺมีผลบุญพิเศษที่เฉพาะเจาะจงมากมาย ซึ่งเป็นที่ยอมรับทั้งซุนียฺและชีอะฮฺ

ข้อควรพิจารณา ไม่อนุญาตให้อ่านอัล-กุรอานในสถานที่ ๆ เป็นการ

ดูถูกอัล-กุรอาน


ด้วยเหตุนี้จะเห็นว่า บางริวายะฮฺห้ามไม่ให้มีการอ่านอัล-กุรอานในห้องอาบนํ้า หรือห้องส้วม แต่บางริวายะฮฺก็อนุญาต เช่น

ริวายะฮฺของท่านอิมามอะลี (อ.) ที่กล่าวว่า

سبعة لا يقرؤون القرآن: الراكع والساجد، وفي الكنيف، وفي الحمام، والجنب، والنفساء، والحائض

มี 7 สถานที่ไม่สมควรอ่านอัล-กุรอาน ในห้องอาบนํ้า ห้องส้วม ขณะมีญุนุบ โลหิตหลังการคลอดบุตร และรอบเดือน

หมายถึงการอ่านอัล-กุรอานตามสถานที่หรือด้วยสภาพตามกล่าวมาโดยมีเจตนาเพื่อดูถูกอัล-กุรอาน หรือไม่ได้มีเจตนาเพื่อการดูถูก แต่ในทัศนะ

คนอื่นถือว่าเป็นการดูถูกอัล-กุรอาน

ดังนั้นการอ่านอัล-กุรอานเช่นนี้ ถือว่าไม่อนุญาต แต่ถ้าเป็นการรำลึกพระผู้เป็นเจ้า โดยไม่ได้มีเจตนาดูถูกไม่เป็นไร

11. ช่วงเวลาอ่านอัล-กุรอาน

การกล่าวพรรณนาถึงพระดำรัสของพระผู้เป็นเจ้าทุกเวลาถือว่าเป็นสิ่งที่ดี เนื่องจากการสนทนากับผู้ที่เป็นที่รักไม่มีเวลาเฉพาะสามารถสนทนาได้ตลอดเวลา คนรักย่อมคอยโอกาสอย่างใจจดใจจ่อว่าเมื่อไหร่คนรักของตนจะมีเวลาว่าง เพื่อจะได้อยู่ใกล้ชิด และพูดคุยด้วย

ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กล่าวกับท่านอิมามอะลี (อ.) ว่า

จงอ่านอัล-กุรอานไม่ว่าเจ้าจะอยู่ในสถานการณ์หรือเงื่อนไขใดก็ตาม ( 1)

(1 )วะซาอิลุชชีอะฮฺ เล่ม 4 บาบ 47 ฮะดีษที่ 1


อัล-กุรอานบางโองการและริวายะฮฺของอะฮฺลุลบัยตฺ (อ.) กล่าวว่า

การอ่านอัล-กุรอานบางช่วงเวลาก็เหมาะสมและบางช่วงก็ไม่เหมาะสม ซึ่งจะอธิบายทั้งสองกรณีดังนี้

ช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการอ่านอัล-กุรอาน

ช่วงเดือนรอมฎอน อันจำเริญซึ่งถือว่าเป็นฤดูกาลของอัล-กุรอาน

ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กล่าวว่า บุคคลใดอ่านอัล-กุรอาน 1 โองการในเดือนรอมฎอนเสมือนได้อ่านอัล-กุรอานจบ 1 ครั้งในเดือนอื่น ( 2)

(2 )อุซูลกาฟียฺ เล่ม 2 หน้าที่ 617-618

เช้าตรู่ของทุกวันที่บรรดาสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลายต่างนอนหลับไหล แต่บุคคลที่มีความรักในพระผู้เป็นเจ้าได้ตื่นขึ้นเหมือนแสงเทียนที่กำลังลุกโชติช่วงรินหลั่งนํ้าตาและระลึกถึงคนรักของตนอย่างใจจดใจจ่อ

ริวายะฮฺบางบทจากท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ได้กล่าวสนับสนุนการอ่าน

อัล-กุรอานในช่วงเวลากลางคืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงก่อนเข้านอนได้รับการแนะนำไว้อย่างมาก ( 1)

(1) เล่มเดิม

การอ่านอัล-กุรอานขณะนมาซที่นอกเหนือไปจากซูเราะฮฺวาญิบที่ต้องอ่าน ท่านอิมามฮุซัยนฺ (อ.) กล่าว่า บุคคลใดอ่านโองการต่าง ๆ จาก

อัล-กุรอานขณะยืนปฏิบัตินมาซ อัลลอฮฺจะบันทึกแต่ละคำเท่ากับ 100

ความดี ( 2)

(2 )อุซูลกาฟียฺ เล่ม 2 หน้าที่ 611 / 612


บางโองการได้กล่าวยํ้าเน้นว่าให้อ่านอัล-กุรอานทุกเช้าและขณะดวงอาทิตย์ตกดิน โดยกล่าวว่า

และเจ้า (มุฮัมมัด) จงรำลึกถึงพระผู้อภิบาลของเจ้าในใจของเจ้าด้วยความนอบน้อมและยำเกรงและโดยไม่ออกเสียงดัง ทั้งในเวลาเช้าและเย็นและ

จงอย่าอยู่ในหมู่ผู้ที่เผลอเรอ ( 3)

(3 ) อัล - กุรอาน ซูเราะฮฺ อะอฺรอฟ 205

ซึ่งอัล-กุรอานเป็นตัวอย่างที่ยิ่งใหญ่สำหรับการรำลึกถึงพระผู้เป็นเจ้า

หมายเหตุ ช่วงเวลาที่ดวงอาทิตย์ขึ้นและตกเป็นช่วงเวลาที่สำคัญในการเปลี่ยนแปลงกลางคืนให้เป็นกลางวัน ช่วงเวลหนึ่งได้เข้ามาแทนที่อีกเวลาหนึ่ง เป็นการเตือนสำทับให้มนุษย์ได้คิดถึงตัวเองและอายุขัยของตนที่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเหมือนเวลากลางวันและกลางคืน

ช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสมสำหรับอ่านอัล-กุรอาน

บางริวายะฮฺกล่าวว่า ช่วงเวลาที่เปลือยเปล่า (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขณะอยู่ในห้องนํ้า) หรือช่วงเวลาที่ทำการชำระล้าง และช่วงเวลาที่มีเพศสัมพันธ์ 4

(4 ) วะซาอิลุชชีอะฮฺ เล่ม 1 บาบที่ 7 อะฮฺกามการขับถ่าย


บางริวายะฮฺกล่าวว่า อ่านอัล-กุรอานทุกช่วงแม้แต่ช่วงเวลาที่อยู่ในห้องนํ้าถือว่าดี ท่านอิมามซอดิก (อ.) กล่าวว่า ไม่เป็นไรหากเจ้าจะทำการรำลึกถึงอัลลอฮฺ แม้ว่าท่านกำลังปัสสาวะอยู่ก็ตาม เนื่องจากว่าการรำลึกถึงอัลลอฮฺดีตลอดเสมอ ฉะนั้นจงอย่างเผลอเรอการรำลึกถึงพระองค์ ( 1)

(1 ) เล่มเดิม

ข้อควรพิจารณา จะเห็นว่าริวายะฮฺทั้งสองขัดแย้งกัน แต่สามารถรวม

ริวายะฮฺทั้งเข้าด้วยกันบนความหมายที่ว่า ทุกครั้งที่อ่านอัล-กุรอานถ้าเป็น

การดูถูกอัล-กุรอานถือว่าไม่อนุญาต แต่ถ้าไม่ถือว่าเป็นการดูถูกอัล-กุรอานและเป็นการรำลึกถึงพระองค์ ถือว่าอนุญาต

ข้อควรพิจารณา การอ่านอัล-กุรอานที่มีโองการซัจดะฮฺวาญิบสำหรับสตรีที่มีรอบเดือน หรืออยู่ในช่วงของนิฟาซ (มีโลหิตหลังการคลอดบุตร) หรือบุคคลที่มีอยู่ญูนุบ เป็นฮะรอม (ไม่อนุญาต) แต่ถ้าเป็นบทที่ไม่มีซัจดะฮฺ

วาญิบอนุญาตให้อ่านได้ไม่เกิน 7 โองการ

12. จำนวนการอ่านอัล-กุรอาน

ไม่ว่าจะมากหรือน้อยเท่าใดก็ตามสำหรับการรำลึกถึงพระผู้เป็นเจ้าแล้ว ถือว่าน้อยทั้งสิ้น อัลลอฮฺ (ซบ.) ตรัสว่า ดังนั้นพวกเจ้าจงอ่านอัล-กุรอานตามแต่สะดวกเถิด ( 2)

(2 ) มุซัมมิล 20


ริวายะฮฺจากอะฮฺลุลบัยตฺ (อ.) กำหนดว่า อย่างน้อยที่สุดควรอ่าน

อัล-กุรอานคืนละ 10 โองการ

ท่านอิมามบากิร (อ.) รายงานจากท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ว่า บุคคลใดอ่านอัล-กุรอานทุกคืน ๆ ละ 10 โองการเขาจะไม่ถูกบันทึกว่าเป็นหนึ่งในหมู่หลงลืม ( 1)

(1)อุซูลกาฟียฺเล่ม 1 หน้าที่ 612 ฮะดีษที่ 5

แต่ริวายะฮฺส่วนมากได้ระบุว่าควรอ่านอัล-กุรอานอย่างน้อยวันละ 50 โองการ

ท่านอิมามซอดิก (อ.) กล่าวว่า อัล-กุรอานคือพันธสัญญาระหว่างมนุษย์กับพระผู้เป็นเจ้า ดังนั้นเป็นการดีที่มนุษย์ควรใส่ใจต่อสัญญาของตนที่ได้ตกลงไว้ และควรอ่านข้อสัญญาอย่างน้อยวันละ 50 โองการ ( 2)

(2 ) เล่มเดิม หน้าที่ 609

ริวายะฮฺจำนวนมากได้กล่าวแนะนำว่าให้อ่าน อัล-กุรอานให้จบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเดือนรอมฎอน แต่ห้ามที่จะให้อ่านอัล-กุรอานด้วยความรวดเร็ว ขณะเดียวกันได้แนะนำว่าให้อ่านอัล-กุรอานด้วยความปราณีตตั้งใจและอ่านอย่างมีท่วงทำนอง( 3)

(3 ) เล่มเดิม หน้าที่ 617 ฮะดีษที่ 2


คำเตือน สำหรับสตรีที่มีรอบเดือน นิฟาซ และบุคคลที่มีญินาบัตเป็น

มักรูฮฺ ถ้าจะอ่านอัล-กุรอานที่นอกเหนือจากบทที่มีโองการซัจดะฮฺวาญิบเกิน

7 โองการ แต่ถ้าเป็นบทที่มีโองการซัจดะฮฺวาญิบเป็นฮะรอม

13. การฟังและนิ่งเงียบ

มารยาทของผู้ฟังขณะอัญเชิญอัล-กุรอานคือการนิ่งเงียบ

อัลลอฮฺ (ซบ.) ตรัสว่า และเมื่ออัล-กุรอานถูกอ่านขึ้น จงสดับฟัง

อัล-กุรอานและจงนิ่งเงียบ เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้รับการเอ็นดู( 1)

(1 ) อัล - กุรอาน ซูเราะฮฺ อัล อะอฺรอฟ 204

จากโองการข้างต้นสามารถสรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้

1. หน้าที่ประการแรกของผู้ฟังอัล-กุรอานคือนิ่งเงียบ

2. หน้าที่ประการที่สองของผู้ฟังอัล-กุรอานคือการฟังดัวยความตั้งใจในความหมายของโองการ ซึ่งแตกต่างไปจากการฟังโดยทั่วไปที่เพียงแค่ได้ยินผ่านหูไปมาเท่านั้น และการที่อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงตรัสถึงการฟังก่อนการนิ่งเงียบตามโองการข้างต้น อาจเป็นเพราะการให้ความสำคัญต่อสิ่งนั้น เพราะโดยธรรมชาติแล้วการนิ่งเงียบต้องมาก่อนการฟัง

3. บุคคลใดก็ตามฟังอัล-กุรอานด้วยความตั้งใจทั้งจิตวิญญาณ พร้อมทั้งนิ่งเงียบเท่ากับเป็นการเตรียมจิตด้านในเพื่อรอรับความเมตตาจากพระผู้เป็นเจ้า บางโองการได้กล่าวยํ้าเน้นถึงการตั้งใจฟังโองการต่าง ๆ สำหรับผู้ศรัทธาว่าเป็นการเพิ่มพูนความศรัทธาและเป็นการมอบหมายความไว้วางใจต่อพระองค์


อัล-กุรอานกล่าวว่า แท้จริงบรรดาผู้ที่ศรัทธานั้นคือ ผู้ที่เมื่อกล่าวถึงอัลลอฮฺหัวใจของพวกเขาก็หวั่นเกรง และเมื่อบรรดาโองการของพระองค์ถูกอ่านแก่พวกเขา ความศรัทธาของพวกเขาก็จะเพิ่มพูน และแด่พระเจ้าของพวกเขาเท่านั้นที่พวกเขามอบไว้วางใจ( 2)

(2 )อัล - กุรอาน ซูเราะฮฺ อันฟาล 2

ท่านอิมามซัจญาด (อ.) กล่าวว่า บุคคลใดฟังการอ่านอัล-กุรอาน โดยที่เขาไม่ได้อ่าน อัลลอฮฺจะลบล้างหนึ่งในบาปพร้อมทั้งบันทึกความดีให้แก่เขา และยกฐานันดรของเขาให้สูงส่ง

(อุซูลอัลกาฟียฺ เล่ม 2 หน้าที่ 612 ฮะดีษที่ 6)

ข้อควรพิจารณา

1. การนิ่งเงียบและฟังขณะได้ยินเสียงอ่านอัล-กุรอานเป็นมุสตะฮับ

2. ถ้าไม่ฟังและส่ออาการของการไม่ใส่ใจต่ออัล-กุรอาน ซึ่งสามารถกล่าวได้ว่าเป็นการดูถูกอัล-กุรอานเป็นฮะรอม แต่สำหรับงานมัจลิซ (ชุมนุมเกี่ยวกับศาสนา) หรืองานอ่านฟาติฮะฮฺให้กับผู้ตาย ซึ่งบางครั้งอาจจะมีการพูดคุยกับบ้างแต่ไม่สามารถกล่าวได้ว่าเป็นการดูถูกอัล-กุรอานไม่เป็นไร ( 1)

(1 ) อิซติฟตาอาตกุรอาน หน้า 147 ข้อที่ 12

3. การกล่าวคำพูดบางอย่างระหว่างที่อ่านอัล-กุรอานในมัจลิซ หรือที่มีการประกวดแข่งขันอ่านอัล-กุรอาน เช่นคำว่า อะฮฺซันตะ หรือ ฏอยยิบัลลอฮฺ หรืออัลลอฮฺ อัลลอฮฺ ไม่เป็นไร แต่คำพูดเหล่านั้นต้องสอดคล้องกับมารยาทของการฟังอัล-กุรอานด้วย


14. ระวังเรื่องการให้เกียรติอัล-กุรอาน

ดังที่กล่าวไปแล้วว่าการดูถูกอัล-กุรอานเป็นฮะรอม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เป็นมุสลิมนอกจากจะไม่มีสิทธิ์ดูถูกอัล-กุรอานแล้ว ต่อหน้าอัล-กุรอานยังต้องเอาใจใส่เรื่องมารยาทอย่างเป็นพิเศษชนิดที่กล่าวได้ว่าท่านกำลังยืนอยู่ต่อหน้าอาจารย์ แน่นอนการให้เกียรติต่ออัล-กุรอ่านในแต่ละพื้นที่มีประเพณีปฏิบัติไม่เหมือนกัน ซึ่งจะขอหยิบยกบางประเด็นที่เหมือนกันดังนี้

1. เก็บรักษาอัล-กุรอานในสถานที่ ๆ มีความเหมาะสมมองเห็นได้ชัดเจน ปลอดภัย และมีความสะอาด

2. นั่งอย่างมีมารยาทเมื่ออยู่ต่อหน้าอัล-กุรอาน

3. ควรมีที่วางอัล-กุรอาน เช่น หมอนหรือระฮาเป็นต้น

4. ควรนั่งหันหน้าตรงกับกิบละฮฺขณะอ่านอัล-กุรอาน และควรอ่านด้วยความตั้งใจ

5. ไม่ควรละเว้นการอ่านอัล-กุรอานในบ้าน เพราะวันกิยามะฮฺสิ่งหนึ่งที่จะฟ้องต่ออัลลอฮฺ (ซบ.) คือ อัล-กุรอานที่ไม่ได้ถูกอ่านปล่อยทิ้งไว้จนฝุ่นละอองเกาะ ( 1)

(1 )อุซูลกาฟียฺ เล่ม 1 หน้าที่ 613 ฮะดีษที่ 3

6. ไม่ควรอ่านอัล-กุรอานในช่วงเวลาและสถานที่ ๆ ไม่เหมาะสม เนื่องจากเป็นการดูถูก

7. ไม่ควรวางสิ่งของบนอัล-กุรอาน

8. ถ้าหากอัล-กุรอานตกลงบนพื้นควรเก็บขึ้นมาอย่างรวดเร็วด้วยความเคารพ


9. ไม่ควรวางอัล-กุรอานลงบนสิ่งที่เป็นนะยิส เช่น รอยเลือด หรือเลือด เป็นฮะรอม และเป็นวาญิบให้หยิบขึ้นโดยเร็ว

10. กรณีที่ปก หรือกระดาษ หรือลายเส้นของอัล-กุรอานเปื้อนนะยิส ต้องรีบล้างโดยเร็ว

ท่านเฟฎ กาชานียฺ นักตัฟซีรอัล-กุรอานผู้ทรงคุณวุฒิได้เขียนว่า

นักอ่านอัล-กุรอานทั้งหลายควรรักษามารยาทหน้าตาของตนให้เหมาะสม และเวลาอ่านเป็นการดีให้หันหน้าตรงกับกิบละฮฺ และก้มศีรษะขณะอ่าน

ขณะอ่านอัล-กุรอานให้นั่งขัดสมาธิ และไม่สมควรนั่งพิงกับสิ่งใด

เมื่อมองดูแล้วต้องมิใช่การนั่งที่มีใบหน้าบ่งบอกถึงความเหย่อหยิ่งจองหอง

ถ้านั่งคนเดียวไม่สมควรนั่งเสมอกับครู หรือมองดูแล้วเท่าเทียมกับครู ( 1)

(1 ) อัล มะฮัจตุลบัยฎออฺ เล่ม 2 หน้าที่ 219

แม้ว่าการระวังรักษาและการให้เกียรติอัล-กุรอาน จะเป็นเรื่องที่สติปัญญารับได้ทุกคนก็ตาม กระนั้นริวายะฮฺจากอะฮฺลุลบัยตฺ (อ.) ยังได้สำทับให้เห็นถึงความสำคัญของเรื่องนี้ไว้อีก มีรายงานจากท่านอิมามซอดิก (อ.)

ในวันกิยามะฮฺ อัลลอฮฺ (ซบ.) จะตรัสถึงอัล-กุรอานว่า ฉันขอสาบานด้วยเกียรติยศ ความสูงส่ง และอำนาจของฉันว่า วันนี้ฉันจะให้เกียรติแก่บุคคลที่เคยให้เกียรติเจ้า และฉันจะทำให้ตํ่าต้อยบุคคลที่เคยทำให้เจ้าตํ่าต้อย ( 2)

(2 ) วะซาอิลุชชีอะฮฺ เล่ม 4 หน้า 827


15.ซัจดะฮฺขณะอ่านบทที่มีโองการซัจดะฮฺ

มีอัล-กุรอานอยู่ 15 โองการขณะที่อ่านหรือได้ยินคนอื่นอ่านต้องซัจดะฮฺ 1 ครั้งได้แก่

ก. อัล-กุรอาน 4 โองการต่อไปนี้เมื่ออ่านหรือได้ยินคนอื่นอ่าน เป็นวาญิบต้องซัจดะฮฺ ซึ่งเรียกว่า ซูเราะฮฺซัจดะฮฺ หรือ ซูเราะฮฺอะซาอิม ประกอบด้วย

- ซูเราะฮฺอัซ ซัจดะฮฺ โองการที่ 15

- ซูเราะฮฺอัล-ฟุซซิลัต โองการที่ 27

- ซูเราะฮฺอัน นัจมุ โองการที่สุดท้าย

- และซูเราะฮฺอัล อะลัก โองการสุดท้าย

ข. อัล-กุรอาน 11 โองการต่อไปนี้เมื่ออ่านหรือได้ยินคนอื่นอ่าน เป็น

มุสตะฮับให้ซัจดะฮฺ ประกอบด้วย

- ซูเราะฮฺอัล อะอฺรอฟ โองการสุดท้าย

- ซูเราะฮฺอัร เราะอฺดุ โองการที่ 15

- ซูเราะฮฺอัล นะฮฺลิ โองการที่ 50

- ซูเราะฮฺอัล อิซรอ โองการที่ 109

- ซูเราะฮฺมัรยัม โองการที่ 58

- ซูเราะฮฺอัล ฮัจญฺ โองการที่ 18 และ 77

- ซูเราะฮฺอัล ฟุรกอน โองการที่ 60

- ซูเราะฮฺอัล นัมลิ โองการที่ 26

- ซูเราะฮฺอัซ ซ็อด โองการที่ 24

- ซูเราะฮฺอัน อินชิกอก โองการที่ 21


อะฮฺกามเฉพาะสาหรับโองการซัจดะฮฺ

1. บุคคลที่อ่านหรือได้ยินคนอื่นอ่านโองการซัจดะฮฺวาญิบโองการใดโองการหนึ่ง หลังจากจบแล้วต้องลงซัจดะฮฺทันที แต่ถ้าลืมเมื่อนึกขึ้นได้ให้ซัจดะฮฺ

2. การซัจดะฮฺวาญิบกุรอาน ไม่จำเป็นต้องหันหน้าตรงกิบละฮฺ หรือต้องมีวุฎูอฺ และเสื้อผ้าไม่จำเป็นต้องสะอาด และอนุญาตให้ซัจดะฮฺลงบนทุกสิ่งได้ยกเว้น สิ่งของที่เป็นอาหารหรือเครื่องดื่ม

3. กรณีที่ได้ยินโองการซัจดะฮฺจากวิทยุ โทรทัศน์ หรือเทป ซึ่งไม่ได้เป็นการได้ยินโดยตรงจากผู้อ่านไม่จำเป็นต้องซัจดะฮฺ

แต่ถ้าได้ยินจากเครื่องขยายเสียงที่เป็นเสียงของคนอ่านโดยตรง เป็น

วาญิบต้องซัจดะฮฺ

หมายเหตุ เกี่ยวกับเรื่องนี้บรรดามัรญิอฺในยุคปัจจุบันวินิจฉัยตรงกัน เช่น

ท่านอิมามโคมัยนี (รฎ.) ริซาละฮฺเตาฎีฮุลมะซาอิล ข้อที่ 1096

ท่านอายะตุลลอฮฺ อะลี คอเมเนอี อิซติฟตาอาต เล่ม 1 หน้าที่ 105

ท่านอายะตุลลอฮฺ ฟาฎิล ลันกะรอนียฺ ทั้งสองกรณีเป็นวาญิบต้อง ซัจดะฮฺ ( 1)

(1 ) เตาฎีฮุลมะซาอิล ข้อที่ 1117, อิซติฟตาอาตกุรอาน หน้าที่ 30


4. กล่าวว่า การกล่าวซิกรฺในซัจดะฮฺวาญิบกุรอาน ไม่เป็นวาญิบ เพียงแค่เอาหน้าผากไปจรดพื้นถือว่าเพียงพอ แต่ดีกว่าให้กล่าวซิกรฺต่อไปนี้ รายงานโดยท่านอิมามอะลี (อ.)

لا إلهَ إلاّ اللّه حقّاً حقّاً لا إله إلاّ اللّه إيماناً و تصديقاً، لا إله إلاّ اللّه عُبُوديَّةً و رقّاً، سَجَدْتُ لكَ يا ربِّ تَعَبُّداً و رقّاً، لا مُسْتَنْكِفاً و لا مُسْتَكْبراً، بَلْ انا عبدٌ ذَليلٌ ضَعيفٌ خائفٌ مُسْتجير.َ

หมายถึง แน่นอนไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ ฉันขอศรัทธา และขอยืนยันว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจาก อัลลอฮฺ ฉันขอแสดงควมเคารพภักดีและขอมอบตนเป็นข้าทาส

โอ้พระผู้อภิบาล ฉันได้กราบ (ซัจดะฮฺ) ต่อพระองค์โดยการยอมจำนนเป็นข้าทาส ไม่ขอแสดงตนเป็นผู้ทรนงหรือผู้ดื้อดึง หากแต่ว่าฉันคือบ่าวที่ตํ่าต้อย มีความเกรงกลัวจึงขอความคุ้มครองพระองค์( 2)

(2 )อุรวะตุลวุซกอ เล่ม 1 ฟัซลฺ ฟี ซาอิริ อักซามิซซุญูด


16. อ่านด้วยความใจเย็น

ความใจเย็นในการปฏิบัติทุกภารกิจการงาน ถือว่าเป็นสาเหตุนำไปสู่ความสำเร็จ และความถูกต้อง ส่วนการรีบเร่งเป็นสาเหตุนำไปสู่ความเสียหายและความบกพร่อง ซึ่งสิ่งนี้สามารถพิสูจน์ได้จากการอ่านอัล-กุรอาน

ริวายะฮฺจำนวนมากมายได้กล่าวเตือนนักอ่านอัล-กุรอานทั้งหลายว่า

จงหลีกเลี่ยงการรีบร้อนการอ่านอัล-กุรอาน ทว่าจงอ่านด้วยท่วงทำนองที่มีความไพเราะ เมื่ออ่านถึงโองการที่กล่าวถึงเรื่องสวรรค์ ให้หยุดเล็กน้อยเพื่อขอรางวัลสรวงสวรรค์จากพระองค์ และเมื่ออ่านถึงโองการที่กล่าวถึงนรก ให้หยุดเล็กน้อยเพื่อขอความคุ้มครองและพึ่งพาพระองค์ ( 1)

(1 ) อุซูลกาฟียฺ เล่ม 2 หน้า 617, 618 ฮะดีษที่ 2, 5

แน่นอนเมื่อผู้อ่านอัล-กุรอาน อ่านอย่างใจเย็นยอ่มทำให้มีเวลาตรึกตรองในความหมายเหล่านั้นมากขึ้น ส่วนการอ่านอย่างรีบเร่งเขาจะไม่ได้รับการชี้นำใด ๆ จากอัล-กุรอานนอกจากผลบุญ และการออกเสียงถูกต้องตามหลักการอ่าน

17. อ่านอัล-กุรอานอย่างคนมีความรัก

บรรดาผู้ศรัทธาเมื่ออ่านอัล-กุรอานจะเห็นว่าอัล-กุรอานเกิดผลสะท้อนกับในทางบวก เขาจะอยู่ในสภาพของคนอยากรู้อยากเห็นอย่างใจจดใจจ่อ

มีความหวาดกลัวซึ่งในบางครั้งจะเห็นว่ามีนํ้าตาไหลพรากอาบแก้มทั้งสอง

ซึ่งการร้องไห้บางเกิดจากความตื่นตันใจ และบางครั้งก็เกิดจากความรัก


จะเห็นว่ามีริวายะฮฺจำนวนมากได้เน้นให้อ่านอัล-กุรอานด้วยความรัก เช่น

ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กล่าวว่า ไม่มีดวงตาคู่ใดที่ร้องไห้ขณะอ่าน

อัล- กุรอาน นอกเสียจากว่าเขาจะมีความสุขในวันกิยามะฮฺ ( 1)

(1 ) มีซาน อัลฮิกมะฮฺ เล่ม 8 หน้า 89

อัล-กุรอานุลกะรีมได้อธิบายมนุษย์ไว้ 2 ลักษณะ ซึ่งหนึ่งในนั้นเมื่อได้ยินอัล-กุรอานพวกเขาจะร้องไห้ อัล-กุรอานกล่าวว่า

إِذَا تُتْلَى عَلَیْهِمْ آیَاتُ الرَّحْمَنِ خَرُّوا سُجَّدًا وَبُکِیًّا

เมื่อบรรดาโองการของพระผู้ทรงกรุณาปรานีถูกอ่านแก่พวกเขา พวกเขาจะก้มลงสุญูดและร้องไห้ ( 2)

(2 )อัล - กุรอาน ซูเราะฮฺ มัรยัม / 58

ประเด็นที่น่าสนใจ มีริวายะฮฺจำนวนมากแนะนำว่าให้อ่านอัล-กุรอานด้วยสำเนียงที่ไพเราะ บางริวายะฮฺกล่าวว่าให้ร้องไห้อ่านอัล-กุรอาน หมายถึงอ่านพระดำรัสของพระผู้เป็นเจ้าด้วยความรักและอ่านอย่างมีศิลปะในการอ่าน


18. การอ่านให้จบ

ขั้นตอนการอ่านให้จบ ริวายะฮฺจากท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) และจากท่านอิมามซอดิก (อ.) กล่าวว่าควรจบการอ่านอัล-กุรอานทุกครั้งด้วยประโยคที่ว่า เซาะดะกอลลอฮุล อะลียุล อะซีม หมายถึง สัจจะยิ่งอัลลอฮฺผู้ทรงสูงส่งและยิ่งใหญ่ ( 3)

(3 ) บิฮารุลอันวาร เล่มที่ 95 หน้าที่ 400, เล่มที่ 57 หน้าที่ 243

ดุอาอฺหลังจากการอ่าน ผู้ที่อ่านอัล-กุรอานทุกท่านถือว่าอยู่ท่ามกลางบรรยากาศของอุ่นไอแห่งพระดำรัส ฉะนั้นหลังจากอ่านอัล-กุรอานแล้วสมควรอย่างยิ่งที่ต้องดุอาอฺเป็นการส่งท้ายเพื่อการตอบรับในสิ่งที่ตนได้ปฏิบัติลงไป


ดุอาอฺที่อ่านหลังการอ่านอัล-กุรอานไม่ว่าจะเอ่ยด้วยภาษาใดก็ตามถือว่าเป็นสิ่งที่ดีทั้งสิ้น แต่ริวายะฮฺบางบทได้สนับสนุนให้กล่าวดุอาอฺดังต่อไปนี้

( 1)

اللَّهُمَّ ارْحَمْنِي بالقُرْءَانِ وَاجْعَلهُ لِي إِمَاماً وَنُوراً وَهُدًى وَرَحْمَةًاللَّهُمَّ ذَكِّرْنِي مِنْهُ مَانَسِيتُ وَعَلِّمْنِي مِنْهُ مَاجَهِلْتُ وَارْزُقْنِي تِلاَوَتَهُ آنَاءَ اللَّيْلِ وَأَطْرَافَ النَّهَارِ وَاجْعَلْهُ لِي حُجَّةً يَا رَبَّ العَالَمِينَ

โอ้ ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า โปรดเมตตาต่อข้าฯด้วยสื่อจากคัมภีร์อัล-กุรอาน และโปรดบันดาลใด้คัมภีร์เป็นผู้ชี้นำ เป็นแสงสว่าง เป็นทางนำ และเป็นความเมตตา โอ้ ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า โปรดทำให้ข้าฯรำลึกถึงสิ่งที่ข้าฯได้หลงลืม โปรดสอนข้าฯในสิ่งที่ข้าฯไม่รู้ โปรดให้ข้าฯสัมฤทธิ์ผลการอ่านอัล-กุรอานทั้งในยามคํ่าคืนและยามกลางวัน และโปรดบันดาลให้อัล-กุรอานเป็นข้อพิสูจน์สำหรับข้าฯ โอ้พระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก( 2)

1อ้างแล้ว เล่มที่ 89 หน้าที่ 207

2มะฮัจญฺตุลบัยฎอ เล่ม 2 หน้า 227


19. การอ่านอัล-กุรอานให้จบ

การอ่านอัล-กุรอานคือการสนทนากับพระผู้เป็นเจ้ายิ่งอ่านมากเท่าใดยิ่งเป็นการดี

แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะอยู่ในสถาการณ์แบบใดหรืออยู่ในช่วงไหนให้อ่านอัล-กุรอานเป็นการดีที่สุด

ส่วนริวะยะฮฺบางบทกล่าวเน้นไว้อย่างมากว่าให้อ่านอัล-กุรอานให้จบ หมายถึงให้เริ่มอ่านตั้งแต่แรกจนกระทั่งจบเล่ม

1. คุณค่าและความประเสริฐของการอ่านอัล-กุรอานให้จบเล่ม

ได้มีผู้ถามท่านอิมามซัจญาด (อ.) ว่าการงานใดที่มีคุณค่ามากที่สุด

ท่านอิมาม (อ.) กล่าวว่า ผู้เริ่มต้นผู้ทำให้สิ้นสุด มีผู้ถามว่า อะไรคือผู้เริ่มต้นผู้ทำให้สิ้นสุด

ท่านอิมาม (อ.) กล่าวว่า คือผู้ที่ได้เริ่มต้นอ่านอัล-กุรอานและได้อ่านจนกระทั่งจบทุกครั้งที่เขาได้เปิดอ่าน ตั้งแต่ช่วงแรกจนถึงช่วงสุดท้ายของอัล- กุรอาน ( 1)

1บิฮารุลอันวาร เล่ม 89 หน้า 204

ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กล่าวว่า ผู้เริ่มต้นผู้ทำให้สิ้นสุดคือ ผู้เริ่มต้นอ่านอัล-กุรอานและอ่านจนกระทั่งจบดุอาอฺของเขาจะถูกตอบรับ ณ อัลลอฮฺ ( 2)

2อ้างแล้ว เล่ม 89 หน้า 205


2. คุณค่าการอ่านอัล-กุรอานจบในมักกะฮฺ หนึ่งในอะมัลที่ได้รับการสนับสนุนไว้อย่างมาก คือ การอ่านอัล-กุรอานให้ครบหนึ่งจบที่มักกะฮฺ ดังเช่นที่ ท่านอิมามซอดิก (อ.) กล่าวว่า บุคคลใดอ่านอัล-กุรอานจบ ณ

นครมักกะฮฺ เขาจะไม่ตายจนกว่าเขาจะได้เห็นท่านศาสดามุฮัมมัด และได้เห็นตาแหน่งของเขา ณ สรวงสวรรค์ ( 3)

3 อ้างแล้วเล่มเดิม

3. ดุอาอฺเมื่อจบอัล-กุรอาน ดุอาอฺทุกบทที่อ่านหลังจากจบอัล-กุรอานล้วนแล้วแต่ดีทั้งสิ้น แต่เป็นสิ่งที่ดีกว่าที่เราจะเรียรู้วิธีการดุอาอฺของบรรดาผู้นำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งดุอาอฺของท่านอิมามอะลี (อ.) ซึ่งท่านจะอ่านทุกครั้งเมื่ออ่านอัล-กุรอานจบ

اَللّهُمَّ اشْرَحْ بِالْقُرْآنِ صَدْری، وَ اسْتَعْمِلْ بِالْقُرْآنِ بَدَنی، وَ نَوِّر

بِالْقُرْآنِ بَصَری، وَ اَطْلِقْ بِالْقُرْآنِ لِسانی، وَ اَعِنّی عَلَیْهِ ما

اَبْقَیْتَنی، فَاِنَّهُ لا حَوْلَ وَ لا قُوَّةَ اِلّا بِكَ

โอ้ ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า โปรดเปิดหัวอกของข้าฯด้วยสื่อของอัล-กุรอาน โปรดทำให้ร่างกายของข้าฯได้ปฏิบัติตามอัล-กุรอาน โปรดบันดาลให้สายตาของข้าฯสว่างไสวด้วยอัล-กุรอาน โปรดบันดาลให้ลิ้นของข้าฯรำพันแต่อัล-กุรอาน โปรดช่วยเหลือข้าฯบนหนทางนี้ตราบที่ข้าฯยังมีชีวิตอยู่ เพราะไม่มีพลังและการเคลื่อนไหวใดนอกจากโดยสื่อจากพระองค์( 1)

*********************

1อ้างแล้ว เล่ม 89 หน้า 209


หมวดที่ 2 มารยาทด้านในของการอ่านอัล-กุรอาน

เพื่อประโยชน์ที่สมบูรณ์ในการอ่านอัล-กุรอาน จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีเงื่อนไขสมบูรณ์ในการอ่านทั้งภายนอก (มารยาทด้านนอกในการอ่าน

อัล-กุรอาน) และภายใน (มารยาทด้านในของการอ่านอัล-กุรอาน)

บุคคลใดที่มีเงื่อนไขภายในสมบูรณ์ในการอ่านอัล-กุรอาน เขาจะได้รับประโยชน์ที่สมบูรณ์ที่สุดในการอ่านอัล-กุรอานและได้ใกล้ชิดกับพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งไม่เกินเลยที่จะพูดว่าอัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงขจัดการทดสอบต่าง ๆ ให้รอดพ้นไปจากสังคมเนื่องจากนักอ่านเหล่านี้นั่นเอง ( 1)

1มะฮัจญฺตุลบัยฎอ เล่ม 2 หน้า 218

แต่ในบางครั้ง นักอ่านอัล-กุรอานบางคน ให้ความสนใจเฉพาะมารยาทภายนอกของการอ่านโดยไม่ได้เอาใจใส่ต่อมารยาทภายในพวกเขาจึงไม่ได้รับประโยชน์อันใดจากการอ่านอัล-กุรอาน เงื่อนไขภายในของการอ่าน

อัล-กุรอานประกอบด้วย

1. การตั้งเจตนาบริสุทธิ์ของผู้อ่านอัล-กุรอาน

ความบริสุทธิ์ใจหมายถึง การกระทำภาระกิจต่างๆ เพื่ออัลลอฮฺ (ซบ.) เท่านั้น ซึ่งสิ่งนี้เปรียบเสมือนระหัสแห่งความสำเร็จในทุกการกระทำ และ

จะทำให้การงานของบุคคลนั้นมีความสูงส่งยิ่งขึ้นไป

แต่ถ้ามีเจตนาไม่บริสุทธิ์ การงานเหล่านั้นก็จะไม่มีคุณค่าและนอกจากจะทำให้มนุษย์ไม่พบกับความสมบูรณ์แล้ว ยังทำให้เขาสภาพจิตภายในมีความตกตํ่าอีกต่างหาก


ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กล่าวว่า ผู้ใดอ่านอัล-กุรอานเพื่อแสวงหาความพึงพอพระทัยจากพระผู้เป็นเจ้า และเพื่อสร้างความเข้าใจในศาสนา เขาจะได้รับรางวัลตอบแทนเหมือนกับรางวัลทั้งหมดที่ถูกประทานให้มวลมลาอิกะฮฺ บรรดาศาสดา และบรรดาศาสนทูต( 1)

1วะซาอิลุชชีอะฮฺ เล่ม 4 หน้า 838

ท่านอิมามซอดิก (อ.) กล่าวว่า นักอ่านอัล-กุรอานแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มด้วยกันคือ บางคนอ่านอัล-กุรอานเพื่อจะได้ขึ้นชื่อว่าเขาเป็นนักอ่านบางคนเพื่อภาระกิจทางโลกเขาได้อ่านอัล-กุรอาน เพื่อไม่ให้กิจการเหล่านั้นมีอุปสรรค

บางคนอ่านอัล-กุรอานเพื่อจะได้ใช้ประโยชน์สมบูรณ์ในนมาซ ทั้งตอนกลางวันและกลางคืน( 2)

2มะฮัจญฺตุลบัยฎออฺ เล่ม 2 หน้า 218

2. ความตั้งใจและการเอาใจใส่ในความหมาย

คุณค่าของอิบาดะฮฺอยู่ที่ การตั้งมั่นของจิตใจและการเอาใจใส่ต่ออิบาดะฮฺที่กำลังปฏิบัติ การอ่านอัล-กุรอานเช่นกันจะมีคุณค่าก้ต่อเมื่อผู้อ่านให้ความสำคัญและมีการตั้งใจสูง หมายถึงผู้อ่านต้องรู้ตัวอยู่ตลอดเวลาว่ากำลังสนทนาและอยู่ ณ พระพักตร์ของพระองค์


ความตั้งใจจริงบางครั้งเท่านั้นที่สามารถทำได้อย่างดี ริวายะฮฺจากท่าน

อิมามอะลี (อ.) กล่าวว่า การอ่านอัล-กุรอานในยามวิกาลที่เงียบสงัดดีที่สุด เนื่องจากว่าช่วงเวลานั้นจิตใจของเราว่างเปล่า( 1)

ริวายะฮฺบางบทได้แนะนำว่า จงหลีกเลี่ยงการอ่านอัล-กุรอานเร็ว ๆ แและจงใจในความหมาย เมื่ออัล-กุรอานกล่าวถึงสวรรค์จงขอสวรรค์จากพระองค์ เมื่อกล่าวถึงนรกจงขอความคุ้มครองจากพระองค์( 2)

ริวายะฮฺเหล่านี้ได้สอนเราว่า ขณะที่อ่านอัล-กุรอนจงใส่ใจในความหมาย อ่านด้วยจิตใจที่นอบน้อมและตั้งใจเพื่อให้ได้รับประโยชน์มากที่สุด

ถ้าบุคคลใดอ่านอัล-กุรอานด้วยความไม่ตั้งใจหรือไม่ใส่ใจในความหมาย เขาก็จะไม่ได้รับสิ่งใดจากอัล-กุรอานนอกเสียจากการเสียเวลาและผลบุญเล็กๆ น้อยๆ ในการอ่าน

ข้อควรพิจารณา ความตั้งใจในการอ่านหรือการทำจิตใจให้มั่นคงในการอ่าน

-------------------------------------------------

1มะฮัจญะตุลบัยฎอ เล่ม 2 หน้า 221

2อุซูลกาฟียฺ เล่ม 2 หน้า 617


สามารถทำได้โดยการใส่ใจต่อเงื่อนไขภายนอก เช่น เลือกสถานที่สงบในการอ่าน อ่านช้า ๆ และใช้อัล-กุรอานที่แปลเป็นภาษาท้องถิ่น

3.การคิดและไตร่ตรอง

อัล-กุรอานเป็นคัมภีร์ที่ประทานลงมาเพื่อชี้นำมนุษย์ ดังนั้น เป้าหมายของการอ่านอัล-กุรอานก็เพื่อสิ่งนี้ ด้วยเหตุนี้ จะเห็นว่าวัตถุประสงค์ที่กล่าวว่าจงอ่านออกเสียงให้ถูกต้อง หมายถึงการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับอัล-กุรอาน ซึ่งสิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้อ่านคิดไตร่ตรองในความหมายของอัล-กุรอาน

อัลลอฮฺ (ซบ.) ตรัสถึงเรื่องการไตร่ตรองและพิจารณาความหมายของ

อัล-กุรอานดังนี้

كِتَابٌ أَنزَلْنَاهُ إِلَیْكَ مُبَارَكٌ لِّیَدَّبَّرُوا آیَاتِهِ وَلِیَتَذَكَّرَ أُوْلُوا الْأَلْبَابِ

คัมภีร์ (อัลกุรอาน) เราได้ประทานลงมาแก่เจ้าซึ่งมีความจำเริญ เพื่อพวกเขาจะได้พินิจพิจารณาอายาตต่าง ๆ ของอัลกุรอานและเพื่อปวงผู้มีสติปัญญาจะได้ใคร่ครวญ ( 1)

1 อัล-กุรอาน ซูเราะฮฺ (ซ็อด / 29

إِنَّا أَنزَلْنَاهُ قُرْآنًا عَرَبِيًّا لَّعَلَّكُمْ تَعْقِلُونَ

แท้จริงพวกเราได้ให้อัลกุรอานแก่เขาเป็นภาษาอาหรับ เพื่อพวกเจ้าจะใช้ปัญญาคิด ( 2)

2 อัล-กุรอาน ซูเราะฮฺ ยูซุฟ / 2


บางครั้งพระองค์ประณามบุคคลที่ไม่ใส่ใจความหมายของอัล-กุรอาน โดยกล่าวว่า

أَفَلَا يَتَدَبَّرُونَ الْقُرْآنَ أَمْ عَلَى قُلُوبٍ أَقْفَالُهَا

พวกเขามิได้พิจารณาใคร่ครวญอัลกุรอานดอกหรือ หรือว่าบนหัวใจของพวกเขามีกุญแจหลายดอกคล้องอยู่ ( 1)

1อัล - กุรอาน ซูเราะฮฺ มุฮัมมัด / 48

ท่านอิมามะลี (อ.) กล่าวว่า จงรู้ไว้เถิดว่าการอ่านอัล-กุรอานที่ไม่มีการไตร่ตรองไม่มีความดีใดๆ( 2

2บิฮารุลอันวารเล่ม 89 หน้า 211

แน่นอนว่าการอ่านอัล-กุรอานที่ไม่มีการพิจารณาในความหมาย ผู้อ่านจะไม่ได้รับทางนำใดๆ จากอัล-กุรอาน ซึ่งการที่อิมาม (อ.) กล่าวว่าไม่มีความดี ใดๆ ในการอ่านเนื่องจากไม่บรรลุเป้าหมายในการอ่าน


4. ความนอบน้อม

จิตวิญญาณของผู้อ่านอัล-กุรอานเนื่องจากมี่ความมักคุ้นกับความหมายของโองการต่างๆ พวกเขาจึงมีความนอบน้อมถ่อมตนผสมกับความเกรงกลัวพระผู้เป็นเจ้า ยิ่งมีการรู้จักและมีความสมบูรณ์มากเท่าใด

ความนอบน้อมถ่อมตนและความเกรงกลัวก็จะมีมากเท่านั้น

บุคคลที่มีความมักคุ้นกับอัล-กุรอานฐานันดรของพวกเขาจะไปถึงระดับหนึ่งคือ บรรดาโองการต่าง ๆ จะมีอิทธิพลกับพวกเขาและถ่ายทอดออกมาทางใบหน้าอย่างเห็นได้ชัด เช่น บางครั้งถ้าเป็นโองการประเภทแจ้งข่าวดีพวกเขาจะร้องไห้ด้วยความปลาบปลื้มใจ แต่ถ้าเป็นโองการที่กล่าวถึงการลงโทษพวกเขาจะหลั่งนํ้าตาด้วยความหวาดกลัว การร้องไห้เช่นนี้จะทำให้หัวใจเกิดความสงบและชำระล้างจิตวิญญาณให้สะอาด

อัล-กุรอานได้กล่าวถึงบุคคล 2 ประเภทเมื่อได้ยินโองการอัล-กุรอานพวกเขาจะเกิดความกลัวและก้มลงกราบพระผู้เป็นเจ้าพร้อมกับร้องไห้

อัล-กุรอานกล่าวว่า

وَيَرُّونَ لِلأَذْقَانِ يبَكُونَ وَيَزِيدُىُمْ خُشُوعًا

และพวกเขาจะหมอบราบจนใบหน้าจรดพื้นพลางร้องไห้ และ (การอ่านโองการ) จะเพิ่มการสารวมแก่พวกเขา ( 1)


บางโองการกล่าวว่า

أَلَمْ يَأْنِ لِلَّذِينَ آمَنُوا أَنْ تَخْشَعَ قُلُوبُهُمْ لِذِكْرِ اللَّهِ

ยังไม่ถึงเวลาอีกหรือสาหรับบรรดาผู้ศรัทธาที่หัวใจของพวกเขาจะนอบน้อมต่อการราลึกถึงอัลลอฮฺ ( 2)

มีผู้ถามท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ว่าการอ่านอัล-กุรอานของใครดีทีสุด

ท่านตอบว่า การอ่านของบุคคลที่เมื่อเราได้ยินเสียงอ่านของเขาแล้ว ทำให้เราเกรงกลัวอัลลอฮฺมากยิ่งขึ้น ( 3)

ถ้ามีความรู้สึกว่าภาพจิตใจเป็นอุสรรคต่อผลของอัล-กุรอานที่จะเกิดกับเรา วิธีแก้ไขที่ดีที่สุดคือ การร้องไห้ซึ่งนํ้าตาจะค่อย ๆ ชำระล้างความมืดทึบที่เกาะกุมอยูที่หัวใจและจิวิญญาณจะค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงเป็นจิตที่มีความนอบน้อมและเกรงกลัวพระผู้เป็นเจ้ามากยิ่งขึ้น

ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กล่าวว่า จงอ่านอัล-กุรอานและร้องไห้ หรือขณะที่อ่านให้อยู่ในสภาพเหมือนคนร้องไห้ ( 4)

---------------------------------------------------

1อัล - กุรอาน ซูเราะฮฺ อิซรอ / 109

2อัล - กุรอาน ซูเราะฮฺ อัล ฮะดีด 16

3มีซานุล อิกมะฮฺ เล่ม 8 หน้า 89

4มีซานุลฮิกมะฮฺ เล่ม 8 หน้า 89 ฮะดีษที่ 16243


ท่านอิบนุอับบาส สานุศิษย์ วิชาตัฟซีรที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของท่านอิมาม

อะลี (อ.) กล่าวว่า

เมื่ออ่านอัล-กุรอานโองการที่มีซัจดะฮฺวาญิบ ไม่ต้องรีบร้อนลงซัจญฺดะฮฺ

ถ้าดวงตาทั้งสองของท่านไม่ร้องไห้ก็จงทำให้หัวใจร้องไห้ ( 1)

1นะฮฺญุลบะลาเฆาะฮฺ คุฏบะฮฺที่ 193

บางที่ความหมายของการร้องไห้ ณ ที่นี้อาจหมายถึงการนอบน้อมถ่อมตนก็ได้

5. ผลบุญที่มากมายกับการกระทำเพียงอย่างเดียว

อิสลามได้แนะนำแนวทางไว้หลายทางด้วยกัน ซึ่งคนเราสามารถไปถึงจุดหมายปลายทางและพบกับความสมบูรณ์ได้ด้วยทางดังกล่าว ณ ที่นี้จะขออธิบายพอสังเขปเพียงสองทาง ดังนี้

1. อ่านอัล-กุรอานแทนคนอื่น โดยปกติอะมัลวาญิบไม่สามารถทำแทนคนอื่นที่ยังมีชีวิตอยู่ได้ เช่น ไม่มีใครสามารถนมาซกะฎอแทนเราได้ แต่อะมัลมุสตะฮับสามารถทำแทนกันได้ไม่ว่าจะมีชีวิตอยู่หรือไม่ก็ตาม ดังนั้น ถ้าเราเนียตอ่านอัล-กุรอานแทนท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) อะฮฺลุลบัยตฺ (อ.) บิดา มารดา ครูบาอาจารย์ เพือนฝูงและคนใกล้ชิดอื่นๆ ทั้งผู้ที่ทำแทนและ

ผู้ถูกแทนจะได้รับผลบุญเต็มบริบูรณ์ และนอกจากนั้นแล้วผู้ที่ทำแทนยังได้รับผลบุญอีกมากมายในฐานะที่ได้ทำสิ่งที่เป็นมุสตะฮับ


อีกมุมหนึ่งการทำความดีแทนท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) และอะฮฺลุลบัยตฺ (อ.) ย่อมได้รับผลรางวัลตอบแทนแน่นอน เกี่ยวกับเรื่องนี้ริยายะฮฺจำนวนมากมายได้กล่าวยืนยันไว้ ( 2)

2วะซาอิลุชชีอะฮฺ บาบที่ 12 อัล อับวาบิล กะฎอ ฮะดีษที่ 1-9

2. อุทิศ (ฮะดียะฮฺ) ผลบุญการอ่านอัล-กุรอานให้กับคนอื่น หลังจากอ่านอัล-กุรอานหรือทำสิ่งที่เป็นมุซตะฮับแล้ว สามารถฮะดียะฮฺผลบุญที่ได้รับจากการกระทำนั้นให้กับท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) หรือบรรดาอะฮฺลุลบัยตฺ (อ.) หรือบิดามารดา และคนอื่นๆ ได้

ริวายะฮฺกล่าวว่า มีบุคคลหนึ่งนามว่า อะลี บิน มุฆีเราะฮฺ ได้ไปหาท่าน

อิมามมูซากาซิม (อ.) และกล่าวกับท่านอิมามว่า ฉันได้อ่านอัล-กุรอานจบหลายครั้งในเดือนรอมฎอน เมื่อวันอีดมาถึงฉันได้ฮะดียะฮฺผลบุญของการอ่านจบหนึ่งให้กับท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ท่านอิมามอะลี ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ ท่านอิมามฮะซัน ท่านอิมามฮุซัยนฺ และอะอิมมะฮฺท่านอื่นจนถึงท่าน

การทำเช่นนี้ฉันจะได้รับรางวัลใดๆ หรือไม่

ท่านอิมามมูซา (อ.) กล่าวว่า รางวัลของท่านคือวันกิยามะฮฺ ท่านจะได้อยู่ร่วมกับท่านเหล่านี้

มุฆีเราะฮฺ กล่าวว่า อัลลอฮุอักบัร ฉันจะได้รับรางวัลเช่นนี้หรือ

ท่านอิมาม (อ.) กล่าว 3 ครั้งว่า ใช่ ท่านจะได้รับรางวัลเช่นนี้ (1)

1อุซูลกาฟียฺ เล่ม 2 หน้า 618 ฮะดีษที่ 4, บิฮารุลอันวาร เล่ม 95 หน้า 5


ข้อควรพิจารณา การฮะดียะฮฺรางวัลหรือการเป็นตัวแทนในการอ่านอัล- กุรอาน และการปฏิบัติอะมัลมุสตะฮับอื่นๆ นอกจากจะได้รับรางวัลมากมายแล้วยังเป็นการเตรียมสำรองการกระทำในกรณีที่อมัลไม่สมบูรณ์ แต่ต้องห่างไกลจากการโอ้อวดและการก่อความเสียหาย

6. การเข้าใจความจริงของโองการต่าง ๆ

หลังจากได้ไตร่ตรองและพิจารณาความหมายของโองการแล้ว

ลำดับต่อไปคือการสร้างความเข้าใจถึงแก่นและความหมายด้านในของโองการ

อัล- กุรอานนั้นมีความหมายหลายด้าน เช่น พระลักษณะของอัลลอฮฺ (ซบ.) การเข้าใจแก่นแท้ของโองการเป็นเรื่องยากอย่างยิ่ง

บางครั้งอุปสรรคทั้งภายในและภายนอกเป็นสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้มนุษย์ไม่เข้าใจแก่นแท้ของดำรัสแห่งอัลลอฮฺ (ซบ.) ดังนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องขจัดอุปสรรคดังกล่าวให้หมดไป นำจิตใจให้ออกห่างจากการกระซิบกระซาบของมาร การคิดและพิจารณาให้ลุ่มลึก การขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮฺ (ซบ.) เพื่อให้เข้าใจแก่นแท้ของอัล-กุรอาน


หนึ่งในอุปสรรคที่ขวางกั้นไม่ให้เข้าใจความหมายที่เป็นแก่นแท้ของ

อัล- กุรอานคือ ชัยฏอนมารร้าย

ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กล่าวว่า ถ้าชัยฏอนไม่สามารถเข้าสู่จิตใจของมนุษย์ได้อย่างง่ายดายแล้วละก็ เราจะได้เห็นด้านในของโลกอย่างแน่นอน ( 1)

ท่านอิมามอะลี (อ.) กล่าวว่า ภายนอกของอัล-กุรอานนั้นสวยงามตระการตา ส่วนภายในนั้นลุ่มลึกยิ่งนัก ( 2)

ท่านอิมามซอดิก (อ.) กล่าวว่า อัล-กุรอานแบ่งออกเป็น 4 ส่วนคือ

ตัวบทของอัล-กุรอาน สัญลักษณ์ต่าง ๆ ความจริง และแก่นแท้

ตัวบทของอัล-กุรอานนั้นสำหรับประชาชนทั่วไป

สัญลักษณ์ของอัล-กุรอานสำหรับประชาชาติที่เจาะจง ความจริงของ

อัล-กุรอานสำหรับมวลมิตรของพระองค์ ส่วนแก่นแท้ของอัล-กุรอานสำหรับบรรดาอัมบิยาอฺทั้งหลาย( 3)

1อะฮฺยาอุลูมุดดีน เฆาะซาลี เล่ม 1 หน้า 515

2นะฮฺญุลบะลาเฆาะฮฺ คุฏบะฮฺที่ 18

3บิฮารุลอันวาร เล่ม 92 หน้า 20 มีซานุลฮิกมะฮฺ เล่ม 8 หน้า 94


7. การยกย่องอัล-กุรอาน

นักปราชญ์บางท่านกล่าวว่า หนึ่งในมารยาทของการอ่านอัล-กุรอานคือ การให้เกียรติและยกย่องอัล-กุรอานด้วยจิตด้านใน อันเป็นยกย่องที่คู่ควรและมีความเหมาะสมยิ่งนักสำหรับผู้พูด ซึ่งได้แก่ อัลลอฮฺ (ซบ.)

พระผู้อภิบาลผู้ทรงเกรียงไกร

8. การให้ความพิเศษ

นักปราชญ์บางท่านกล่าวว่าหนึ่งในมารยาทของการอ่านอัล-กุรอานคือ ต้องคิดว่าอัล-กุรอานกำลังพูดกับเรา เช่น ถ้าได้ยินโองการที่เป็นการสั่งห้ามและสั่งใช้ต้องคิดว่านั่นเป็นการสั่งให้เราทำ

9. การให้ความสำนึกที่ดี

นักปราชญ์บางท่านกล่าวว่า หนึ่งในมารยาทของการอ่านอัล-กุรอานคือ ผู้อ่านต้องไม่แสดความสุขอย่างออกหน้าออกตา และต้องไม่แสดงความพอใจกับตัวเองและอย่างหลงตัวเองว่าเป็นผู้ขัดเกลาหรือยกระดับจิตใจแล้ว

สมมุติว่า เมื่ออ่านถึงโองการที่สรรเสริญบรรดาปวงบ่าวที่เป็นกัลยาณชน จะต้องแยกตัวเองออกมาและคิดว่าเราไม่ใช่คนพวกนั้น แต่จงวิงวอนต่ออัลลอฮฺ (ซบ.) ว่าขอพระองค์ทรงโปรดให้เราไปถึงยังตำแหน่งนั้นด้วยเถิด


และเมื่ออ่านถึงโองการที่เป็นบทลงโทษ จงรู้ตัวเองว่าแท้จริงเราคือต้นเหตุของการลงโทษ และเราคือบุคคลที่อัล-กุรอานกำลังกล่าวถึง และจงขอความช่วยเหลือและความคุ้มครองจากพระองค์

10. การให้ความก้าวหน้า

นักปราชญ์บางท่านกล่าวว่าหนึ่งในมารยาทของการอ่านอัล-กุรอานคือ การให้ความก้าวหน้า หมายถึงผู้อ่านเมื่ออ่านไปถึงยังจุด ๆ หนึ่งต้องคิดว่าอัล-กุรอานไม่อ่านออกมาจากปากของเรา แต่เรากำลังฟังอัล-กุรอานที่พระองค์กำลังตรัสให้ฟัง

ท่านอิมามซอดิก (อ.) กล่าวว่า ฉันของสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺ (ซบ.) ว่า แท้จริงพระองค์ทรงอยู่ ณ เบื้องหน้าขณะที่ปวงบ่าวอ่านอัล-กุรอาน เพียงแต่ว่าเรามองไม่เห็นพระองค์

11. การปฏิบัติตามอัล-กุรอาน

นักปราชญ์บางท่านกล่าวว่าหนึ่งในมารยาทของการอ่านอัล-กุรอาน ซึ่งถือว่าเป็นมารยาททั้งภายในและภายนอกของการอ่านอัล-กุรอานคือ ผู้อ่านต้องปรับตัวเองทั้งภายนอกและจิตใจด้านในให้เข้ากับอัล-กุรอาน หมายถึงต้องมีมารยาทของอัล-กุรอาน และต้องขัดเกลาตนเองด้วยอัล-กุรอาน


ต้องปฏิบัติตนตามการสั่งห้ามและสั่งใช้ของอัล-กุรอาน ซึ่งจะเป็นเช่นนี้ได้ก็ต่อเมื่อเราได้อ่านอัล-กุรอานเสมอ ด้วยเหตุนี้ จะเห็นว่ามีริวายะฮฺจาก

อะฮฺลุลบัยตฺ (อ.) ได้กล่าวถึงโองการที่ว่า บรรดาผู้ที่เราได้ให้คัมภีร์แก่พวกเขา พวกเขาอ่านคัมภีร์อย่างจริงจัง ( 1)

หมายถึง การปฏิบัติตามอัล-กุรอานนั่นเอง

الَّذينَ آتَيْناهُمُ الْکِتابَ يَتْلُونَهُ حَقَّ تِلاوَتِهِ

ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กล่าวว่า เมื่อสูเจ้าอ่านอัล-กุรอาน จำเป็นต้องละเว้นจากการกระทำความผิดทั้งหมด ถ้าหากไม่ละเว้นเท่ากับว่าเจ้าไม่เคยอ่าน

อัล- กุรอานเลย ( 2)

1 อัล - กุรอาน ซูเราะฮ์ อัล บะเกาะเราะฮฺ / 121

2 มีซานุลฮิกมะฮฺ เล่ม 8 หน้า 84, อัรดุรุร มันซูร เล่ม 1 หน้า 111

ด้วยเหตุนี้เองจะเห็นว่า บางริยายะฮฺกล่าวว่า มีผู้อ่านอัล-กุรอานไม่น้อยเลยที่ถูกอัล-กุรอานสาปแช่ง ( 1)

1 บิฮารุลอันวาร เล่ม 92 หน้า 184

แน่นอนผู้ที่ปฏิบัติตนไม่ตรงกับอัล-กุรอาน หรือไม่สร้างตนเองและจิตวิญญาณให้ตรงกับอัล-กุรอานเท่ากับเขาได้อ่านภายนอกของอัล-กุรอานเท่านั้น และอัล-กุรอานไม่ยอมรับเขา ทว่ายังได้ห่างไกลออกจากเขา ซึ่งการกระทำเช่นนี้ในความจริงก็เท่ากับว่าเขาไม่เคยอ่านอัล-กุรอานเลยแม้แต่นิดเดียว


12. การรับรู้ภาพปรากฏของอัลลอฮฺจากอัล-กุรอาน

ริวายะฮฺจำนวนมากมายกล่าวว่า อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงปรากฏในอัล-กุรอาน ท่านอิมามซอดิก (อ.) กล่าวว่า ฉันขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺ (ซบ.) ว่า พระองค์ทรงปรากฏในดำรัสของพระองค์ เพียงแด่ว่าเรามองไม่เห็นพระองค์

ท่านอิมามอะลี (อ.) กล่าวไว้ในนะฮฺญุลบะลาเฆาะฮฺของท่านว่า อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงปรากฏแก่ประชาชนในคัมภีร์ของพระองค์

การปรากฏของอัลลอฮฺ (ซบ.) ในอัล-กุรอานและดำรัสของพระองค์หมายความว่าอย่างไร และการรับรู้การปรากฏของพระองค์มีความรู้สึกอย่างไร

ประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องความหมายด้านในของอัล-กุรอาน ซึ่งจะเกิดขึ้นได้เมื่อผลแห่งการรู้จักอัล-กุรอาน และการเข้าใจระขั้นสูงของอัล-กุรอานได้เกิดกับตน แน่นอนว่าไม่ได้เกิดกับทุกคน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเกิดขึ้นไม่ได้เพราะสิ่งนี้ขึ้นอยู่กับความพยายาม และการปฏิบัติตัวให้อยู่ในครรลองของอิสลาม


มีการขัดเกลาและยกระดับจิตใจตนเองเสมอ ตัวอย่างของนักปราชญ์มากมายทั้งในอดีตและปัจจุบัน ได้แสดงให้เห็นว่า ท่านเหล่านั้นได้รับเกียรติดังกล่าว เฉกเช่น นักปราชญ์แห่งยุคสมัยท่านอิมามโคมัยนี (รฎ.) ผู้พลิกโฉมหน้าใหม่ของอิสลามให้โลกได้รู้จัก ท่านได้แสดงให้เห็นว่าอัล-กุรอานเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ที่ท่านใช้เป็นอาวุธพิฆาตศัตรู

ตะญัลลียฺ หมายถึงการปรากฏภาพลักษณ์ เช่น ครั้งที่ท่านศาสดามูซา (อ.) ได้วอนขอต่ออัลลอฮฺ (ซบ.) ว่าต้องการเห็นพระองค์ พระองค์ตรัสว่า

وَلَمَّا جاءَ مُوسي‏ لِميقاتِنا وَ کَلَّمَهُ رَبُّهُ قالَ رَبِّ أَرِني‏ أَنْظُرْ إِلَيْکَ قالَ لَنْ تَراني‏ وَ لکِنِ انْظُرْ إِلَي الْجَبَلِ فَإِنِ اسْتَقَرَّ مَکانَهُ فَسَوْفَ تَراني‏ فَلَمَّا تَجَلَّي رَبُّهُ لِلْجَبَلِ جَعَلَهُ دَکًّا وَ خَرَّ مُوسي‏ صَعِقاً فَلَمَّا أَفاقَ قالَ سُبْحانَکَ تُبْتُ إِلَيْکَ وَ أَنَا أَوَّلُ الْمُؤْمِنينَ

และเมื่อมูซาได้มาตามกำหนดเวลาของเรา พระผู้อภิบาลของเขาได้ตรัสแก่เขา เขาได้กล่าวขึ้นว่า โอ้พระผู้อภิบาลของข้าฯ โปรดให้ข้าฯได้เห็นพระองค์ด้วยเถิด เพื่อข้าฯจะได้มองดู พระองค์ตรัสว่า เจ้าจะไม่มีวันนเห็นฉันเด็ดขาด ทว่าเจ้าจงมองไปที่ภูเขาเถิด ถ้าหากมันมั่นอยู่ ณ ที่ของมัน เจ้าก็จะได้เห็นข้า ครั้นเมื่อพระผู้อภิบาลของเขาได้ประจักษ์ที่ภูเขา ก็ทำให้มันทลายตัวลงอย่างราบเรียบ และมูซาได้ล้มลงในสภาพหมดสติ ครั้นเมื่อเขาฟื้นขึ้น เขาก็กล่าวว่ามหาบริสุทธิ์พระองค์ ข้าฯขอลุแก่โทษต่อพระองค์และข้าฯคือคนแรกในหมู่ผู้ศรัทธาทั้งหลาย( 1)

1 อัล - กุรอาน ซูเราะฮฺ อัล อะอ์รอฟ / 143


แน่นอนเมื่อพระองค์ปรากฏ ณ ภูเขาๆ นั้นได้แตกกระจายลงอย่างฉับพลัน ขณะที่พระองค์ทรงปรากฏบนอัล-กุรอานและอัล-กุรอานมิได้มีที่ท่าว่าจะสลาย สิ่งนี้ย่อมยืนยันให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของอัล-กุรอาน ซึ่งทำให้รู้ว่านักอ่านอัล-กุรอานทุกท่านต้องมีความระมัดระวังและปราณีตอย่างสูงในการอ่านอัล-กุรอาน

***********************


บทที่ 2 การท่องจำอัล-กุรอาน

อัล-กุรอาน คือ พจนารถที่ล้ำลึกของอัลลอฮฺ

การท่องจำอัล-กุรอานแสดงให้เห็นถึงความผูกพันที่แท้จริงระหว่างมนุษย์กับอัล-กุรอาน เนื่องจากอัล-กุรอานเป็นความโปรดปรานหนึ่งที่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะได้รับเสมอไป ทว่าต้องเป็นความสัมฤทธิผลที่พระองค์ทรงประทานให้บางคนที่เป็นบ่าวที่รักของพระองค์

การท่องจำอัล-กุรอานเป็นพลังดึงดูดที่สถิตย์อยู่ในจิตใจของคนที่รักพระองค์ ท่านอิมามซอดิก (อ.) กล่าวว่าเมื่อต้องการดุอาอฺเกี่ยวกับอัล-กุรอานให้ ดุอาอฺว่า โอ้ข้าแต่พระผู้เป้นเจ้า ขอพระองค์ทรงประทานให้เราเป็นผู้ที่รักการท่องจำ และอ่านอัล-กุรอานไพเราะด้วยเถิด( 1)

1อุซูลกาฟียฺ เล่ม 2 บาบดุอาอฺ หน้า 574

ฉะนั้น เป็นสิ่งที่ดีอย่างมากถ้าหากเยาวชนได้มีการวางแผนเพื่อท่องจำอัล-กุรอาน และสร้างความมักคุ้นกับอัล-กุรอานให้มากที่สุดเท่าที่สามารถทำได้ บทนี้จะขอกล่าวถึงวิธีการและประโยชน์ของการท่องจำอัล-กุรอาน


ประโยชน์ของการท่องจำอัล-กุรอาน

การท่องจำอัล-กุรอานมีความประเสริฐมากมายดังที่ได้นำเสนอริวายะฮฺไว้ในบทก่อนหน้านี้แล้ว บทนี้จะนำเสนอประโยชน์ของการท่องจำ

อัล-กุรอานในเชิงสรุปดังนี้

1. ได้ร่วมทางไปพร้อมกับผู้ถือสาส์นของอัลลอฮฺ

พระองค์ทรงตรัสไว้ในอัล-กุรอานว่า

كَلَّا إِنَّهَا تَذْكِرَةٌ ﴿۱۱ ﴾فَمَن شَاء ذَكَرَهُ ﴿ ۱۲ ﴾ في صُحُفٍ مُّكَرَّمَةٍ ﴿ ۱۳ ﴾

مَّرْفُوعَةٍ مُّطَهَّرَةٍ ﴿۱۴ ﴾ بِأَيْدِي سَفَرَةٍ ﴿ ۱۵ ﴾ كِرَامٍ بَرَرَةٍ ﴿ ۱۶ ﴾

หามิได้ (มิได้เป็นดั่งที่คิด) แท้จริงอัล-กุรอานเป็นข้อเตือนใจ ดังนั้น ผู้ใดประสงค์ก็ให้รับข้อเตือนใจนั้น ซึ่งมีอยู่ในคัมภีร์อันทรงเกียรติ ที่ได้รับการเทิดทูนได้รับความบริสุทธิ์ ด้วยมือของเทวทูตผู้ทรงเกียรติ ทรงคุณธรรม ( 1)

1อัล - กุรอาน ซูเราะฮฺ อะบะซะ 11-16

อิมามซอดิก (อ.) กล่าวว่า นักท่องจำอัล-กุรอานถ้าหากปฏิบัติตาม

อัล-กุรอานเขาจะได้อยู่ร่วมกับเทวทูตผู้ทรงเกียรติและทรงคุณธรรมของอัลลอฮฺ (ซบ.) ( 2)

2อุซูลกาฟียฺ เล่ม 2 หน้า 603


คำพูดของอิมาม (อ.) เป็นการสนับสนุนอัล-กุรอานที่กล่าวข้างต้น หมายถึงบรรดานักท่องจำอัล-กุรอานที่ปฏิบัติตนเคร่งครัดตามโองการต่าง ๆ จะได้อยู่ร่วมกับมลาอิกะฮฺผู้มีความใกล้ชิดกับอัลลอฮฺ (ซบ.)

2. จะได้รับฐานันดรที่สูงส่งที่สุดของสวรรค์

ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กล่าวว่า ฐานันดรของสวรรค์มีจำนวนเท่ากับโองการอัล-กุรอาน เมื่อมวลมิตรของอัล-กุรอานได้เข้าสวรรค์ จะมีเสียงกล่าวกับเขาว่า จงขึ้นมาข้างบนและจงอ่านอัล-กุรอานเถิด เพราะแต่ละโองการคือฐานันดรของสวรรค์ ด้วยเหตุนี้ จะไม่มีฐานันดรใดสูงไปกว่าฐานันดรของนักท่องจำอัล- กุรอาน( 1)

1บิฮารุลอันวาร เล่ม 89 หน้า 22

อีกด้านหนึ่งจะพบว่าสวรรค์จะประทานให้กับบุคคลที่ประพฤติคุณงามความดี และมีจิตใจที่สูงส่ง ดังนั้น ถ้ามนุษย์ยิ่งประกอบคุณงามความดีและมีจิตใจสูงส่งมากเท่าใด ฐานันดรในสวรรค์ของเขาก็จะสูงส่งตามไปด้วย

บุคคลที่ท่องจำอัล-กุรอานทั้งเล่ม เท่ากับได้รับฐานันดรทั้งหมดของสวรรค์ ( 6236 โองการ) เท่ากับเป็นผู้ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง สถานที่พำนักของเขาใกล้ชิดอัลลอฮฺ (ซบ.)


3. ห่างไกลจากการลงโทษ

ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กล่าวว่า อัลลอฮฺ (ซบ.) ไม่ทรงลงโทษบุคคลที่หัวใจของเขาเปี่ยมล้นไปด้วยอัล-กุรอาน ( 2)

2วะซาอิลุชชีอะฮฺ เล่ม 4 หน้า 825

จุดประสงค์ของหัวใจในอัล-กุรอานและริวายะฮฺหมายถึง จิตวิญญาณของมนุษย์นั่นเอง ด้วยเหตุนี้ จะเห็นว่าหัวใจของคนเรานั้นเปลี่ยนแปลงเร็วมาก

หัวใจที่อยู่กับอัล-กุรอาน หรือหัวใจที่ท่องจำอัล-กุรอาน หรือจิตวิญญาณที่เป็นปรากฏการณ์ของอัล-กุรอานเท่ากับถูกย้อมด้วยสีสันของอัลลอฮฺ (ซบ.) จะได้รับความโปรดปราน และความกรุณาจากพระองค์ตลอดเวลา อีกด้านหนึ่งเมื่อได้รับความโปรดปรานจากพระองค์ก็ย่อมห่างไกลจากการลงโทษของพระองค์อย่างแน่นอน

4. รางวัลสองประการสำหรับความยากลาบากในการท่องจำอัล-กุรอาน

นักท่องจำบางคนมีความรวดเร็วและสามารถท่องจำได้เร็วกว่านักท่องจำคนอื่นๆ ซึ่งนักท่องจำบางท่านต้องท่องด้วยความยากลำบากกว่าจะประสบความสำเร็จในการท่องจำ ซึ่งนักท่องจำประเภทนี้ย่อมไดัรับผลบุญมากกว่า เนื่องจากลำบากมากกว่าในวิถีทางของอัลลอฮฺ (ซบ.)

ท่านอิมามซอดิก (อ.) กล่าวว่า บุคคลที่ได้อุทิศตนเพื่ออัล-กุรอาน และได้ท่องจำอัล-กุรอานด้วยความยากลำบาก เขาจะได้รับรางวัล 2 ประการ ( 1)

1อุซูลกาฟียฺ เล่ม 2 หน้า 606


5. การท่องจำ คือ ปฐมบทในการปฏิบัติตามอัล-กุรอาน

การอ่าน การท่องจำ และความเข้าใจเกี่ยวกับอัล-กุรอานทั้งหมดมีความสำคัญแตกต่างกันออกไป แต่สิ่งนั้นไม่ใช่เป้าหมายสุดท้ายของ

อัล-กุรอาน เป็นเพียงปฐมบทที่นำไปสู่การปฏิบัติตามอัล-กุรอาน

อิมามซอดิก (อ.) กล่าวว่า นักท่องจำอัล-กุรอานถ้าหากปฏิบัติตาม

อัล- กุรอานเขาจะได้อยู่ร่วมกับเทวทูตผู้ทรงเกียรติและทรงคุณธรรมของอัลลอฮฺ (ซบ.) ( 2)

2อ้างแล้วเล่มเดิม

ดังนั้น เงื่อนไขที่สมบูรณ์ของการท่องจำอัล-กุรอานคือ การปฏิบัติ

อัล- กุรอาน หมายถึงนักท่องจำต้องเปลี่ยนแปลงตนเองให้เป็นภาพลักษณ์ที่แท้จริงของอัล-กุรอาน กล่าวคือเหมือนกับที่อัล-กุรอานได้ปรากฏบนหัวใจและลิ้นของเขา ต้องปรากฏออกมาเป็นการกระทำและความประพฤติของตนด้วย

บุคคลที่ท่องจำอัล-กุรอาน ถ้าปฏิบัติตามอัล-กุรอานด้วยความเคารพและความรักละก็ จะทำให้ตนก้าวหน้าไปอยู่ในตำแหน่งที่ว่า อัล-กุรอานจะจดจำและปกป้องตน และจะนำไปสู่จุดหมายที่แท้จริงของอัล-กุรอาน

ท่านอิมามอะลี (อ.) กล่าวว่า อัล-กุรอานเป็นพาหนะให้บุคคลที่ปฏิบัติตามอัล-กุรอาน (นะฮฺญุลบะลาเฆาะฮฺ คุฏบะฮฺที่ 1981)


6. ปรากฏผลการท่องจาอัล-กุรอานที่ลิ้น

บางครั้งการท่องจำอัล-กุรอานมีประโยชน์ในด้านอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำพูดของมนุษย์ อย่างเช่น

1. ทำให้มีวาทศิลป์ในการพูด เนื่องจากอัล-กุรอานเป็นภาษาอาหรับที่ชัดเจนและมีความกระจ่างทั้งภาษาและความหมาย ดังนั้น บุคคลที่ท่องจำอัล- กุรอานและมีการฝึกฝนอยู่เสมอ จะทำให้คำพูดของเขาชัดเจนตามไปด้วย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ คำพูดของท่านอิมามอะลี (อ.) ที่กล่าวไว้ในนะฮฺญุลบะลาเฆาะฮฺ

2. มีความสามารถในการพิสูจน์เหตุผลได้อย่างดี บุคคลที่มีความคุ้นเคยอยู่กับอัล-กุรอาน เขาสามารถนำอัล-กุรอานมาอ้างอิงเป็นเหตุผลในการพูดปราศรัย สอนหนังสือ หรือพูดวิพากษ์กัน ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้สามารถดูได้จากคำพูดของ ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) บรรดาอิมาม (อ.) ผู้บริสุทธิ์

ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ (อ.) ท่านหญิงซัยนับ (อ.) และอะฮฺลุลบัยตฺท่านอื่น ๆ

3. ความสำเร็จในการรำลึกถึงอัลลอฮฺ (ซบ.) บุคคลที่มุ่งมั่นอยู่กับการท่องจำอัล-กุรอาน ทำให้คำพูดของเขาสรรเสริญอัลลอฮฺอยู่ตลอดเวลา และสิ่งนี้นับเป็นความโปรดปรานที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ดังทีท่านอิมามอะลี (อ.) ได้รำพันไว้ในดุอาอฺกุเมลว่า โอ้ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า โปรดทำให้ลิ้นของข้าฯกล่าวรำลึกถึงพระองค์ตลอดเวลาด้วยเถิด


ข. มารยาทในการท่องจำอัล-กุรอาน (ตัวการสาคัญที่ทำให้ประสบความสาเร็จ)

ไม่ว่าภารกิจใดก็ตามย่อมมีเงื่อนไขและบทนำพิเศษเป็นของตนเอง

ซึ่งการรู้จักบทนำเหล่านั้นจะทำให้ประสบกับความสำเร็จเร็วยิ่งขึ้น

ในทางตรงกันข้ามถ้าหากไม่รู้จักย่อมทำให้เกิดความเหนื่อยหน่าย หรือไม่ประสบกับความสำเร็จ

ฉะนั้น ขอกล่าวถึงบทนำสำคัญที่ทำให้ประสบความสำเร็จในการท่องจำอัล-กุรอาน ดังนี้

1. มารยาทภายในของการท่องจำ

ดังที่กล่าวไปแล้วเกี่ยวกับมารยาทของการอ่านอัล-กุรอานว่าสิ่งใดสามารถทำให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งมารยาทที่เป็นผลต่อการอ่าน

อัล-กุรอานก็เป็นผลต่อการท่องจำเช่นกัน ณ ที่นี้จะขอกล่าวแต่นามของตัวการเพียงอย่างเดียว ได้แก่

- ความบริสุทธิ์ใจ

- การเอาใจใส่ในความหมาย (การมีจิตใจแน่วแน่)

- การใตร่ตรองในความหมายของโองการ

- การนอบน้อมถ่อมตน

- การเป็นตัวแทนในการอ่านอัล-กุรอานเพื่ออุทิศผลบุญให้กับผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งอะอิมมะฮฺ (อ.)

- การประยุกต์อัล-กุรอานมาใช้ในชีวิตประจำวัน

- การให้ความพิเศษและความก้าวหน้า


2. มารยาทภายนอกของการท่องจำ

แน่นอนว่าการท่องจำอัล-กุรอานต้องดำเนินไปพร้อมกับการอ่าน

อัล- กุรอาน ดังนั้น เงื่อนไขต่าง ๆ ที่อธิบายไว้แล้วตอนอ่านอัล-กุรอาน ก็ถือว่ามีผลใช้สำหรับการท่องจำด้วยเช่นกัน ณ ที่นี้จะขอกล่าวแต่นามแต่เพียงอย่างเดียว ได้แก่

- ความสะอาด (วุฎูอฺ ฆุซลฺ)

- การให้ความสำคัญต่อสุขภาพ (ความสะอาด)

- ดุอาอฺก่อนอ่านอัล-กุรอาน

- การขอความคุ้มครองจากพระผู้เป็นเจ้า (อิซติอาซะฮฺ)

- การกล่าวบิสมิลลาฮิรเราะมานิรเราะฮีม

- การอ่านจากอัล-กุรอาน

- การอ่านอัล-กุรอาน ด้วยเสียงค่อยดังและสูงตํ่า

- การอ่านอัล-กุรอานด้วยเสียงไพเราะ

- การอ่านอัล-กุรอานด้วยสำเนียงอาหรับ

- สถานที่อ่านอัล-กุรอาน

- ช่วงเวลาอ่านอัล-กุรอาน

- ระวังเรื่องการให้เกียรติอัล-กุรอาน

- ซัจดะฮฺขณะอ่านบทที่มีโองการซัจดะฮฺ

- อ่านด้วยความใจเย็น

- อ่านอัล-กุรอานอย่างคนมีความรัก

- วิธีการจบอัล-กุรอานด้วยการกล่าว เศาะดะก็อลลอฮุลอะลียุลอะซีม

- การอ่านอัล-กุรอานให้จบพร้อมดุอาอฺจบอัล-กุรอาน


นอกจากที่กล่าวมาแล้ว การใส่ใจต่อประเด็นเล็กๆ น้อย ๆ ต่อไปนี้ก็ถือว่ามีผลอย่างยิ่งต่อการท่องจำอัล-กุรอาน กล่าวคือ สามารถท่องจำอัล-กุรอานได้ง่ายและรวดเร็วขึ้นได้แก่

1. การตั้งอุดมการณ์ให้ตนเอง

มนุษย์ถ้าปราศจากอุดมการณ์ก็ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่การงานได้ แต่ถ้าปฏิบัติก็ไม่อาจทำให้เสร็จสมบูรณ์ได้ แตกต่างไปจากการงานที่มีเจตนาและอุดมการณ์ในการกระทำ

โดยปกติผู้ศรัทธาทุกคนมีใจรักที่จะท่องจำอัล-กุรอาน แต่แตกต่างกันตรงที่บางคนมีอุดมการณ์และความมุ่งมั่นในการเริ่มต้น ขณะที่บางคนนั้นไม่มี

สำหรับบุคคลที่ไม่มีอุดมการณ์ในการท่องจำหรือมีแต่น้อย เป็นการดีต้องใช้วิธีการอื่นสร้างอุดมการณ์ให้เกิดขึ้นภายในจิตตนให้ได้ ซึ่งประเด็นต่อไปนี้สามารถช่วยได้อย่างดี

- สร้างความคุ้นเคยและความรักที่จะท่องจำอัล-กุรอาน

- ศึกษาประวัตินักท่องจำหรือนักอ่านที่ประสบความสำเร็จ

- ศึกษาริวายะฮฺที่กล่าวถึงความประเสริฐในการท่องจำและการ

อัล- กุรอาน

- เริ่มความคิดสร้างสรรเกี่ยวกับการท่องจำและผลในการท่องจำ

2. การเลือกอัล-กุรอานฉบับใดฉบับหนึ่ง


อัล-กุรอานบางเล่มอาจมีความแตกต่างในเรื่องการพิมพ์ รูปเล่ม ตัวอักษร สัญลักษณ์ และวิธีการจัดพิมพ์ และบางครั้งมีการพิมพ์ผิดพลาด ดังนั้น

การท่องจำจากอัล-กุรอานจากหลายฉบับเป็นสาเหตุให้นักท่องจำเบื่อหน่ายเร็วและอาจมีความผิดพลาดเรื่องโองการได้

ฉะนั้น จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับนักท่องต้องเลือกอัล-กุรอานฉบับที่ถูกต้องและได้มาตรฐานที่สุด และที่สำคัญต้องนำติดตัวไว้ตลอดเพื่อให้เกิดความมุ่งมั่นบนตัวอักษร ซึ่งบางท่านได้แนะนำว่าให้ใช้อัล-กุรอานที่เป็นลายมือของ อุสมาน ฏอฮา เพราะเป็นอัล-กุรอานที่ได้มาตรฐานในการพิมพ์มากที่สุด

3. มีสมาธิ (อย่าใจลอย)

การมีสมาธิต่างไปจากการมุ่งมั่นซึ่งเป็นมารยาทภายในของการท่องจำ การมีสมาธิหมายถึง การรวมพลังในการท่องจำไว้ที่จุดเดียวกัน อย่าใจลอยหรือคิดถึงเรื่องอื่นสอดแทรกในการท่องจำ

การใจลอยในการท่องจำอัล-กุรอานเป็นสาเหตุทำให้มีความผิดพลาด และทำให้ขาดความรวดเร็วในการท่องจำ วิธีรักษาไม่ให้ใจลอยใน

การท่องจำอัล-กุรอานมีหลายวิธี แต่วิธีที่ดีที่สุดคือ การจำเรื่องราวที่เป็นคติสอนใจ หรือการเล่นที่เป็นวิชาการ การจำสิ่งของภายในห้องจำนวนมากมายภายในเวลา 3นาที หลังจากนั้นให้เขียนชื่อสิ่งของเหล่านั้นลงกระดาษ ซึ่ง

การทำซํ้ากันหลาย ๆ ครั้งจะช่วยรักษาอาการใจลอยลงได้


4. ทำจิตใจให้สงบ

การทำจิตใจให้สงบมีผลอย่างมากต่อการท่องจำอัล-กุรอาน การมีอารมณ์หงุดหงิด ขี้โมโหเป็นอุปสรรคในการท่องจำอย่างรวดเร็ว

นักวิชาการท่านหนึ่งอธิบายว่า ขณะท่องจำอัล-กุรอานถ้าปล่อยให้อารมณ์หงุดหงิดครอบงำ ฉะนั้น เมื่อใดก็ตามที่ย้อนกลับไปยังความจำของตนเองก็จะพบอารมณ์หงุดหงิดนั้นอีก

ฉะนั้น เป็นการดีถ้าเกิดอารมณ์หงุดหงิดให้หยุดพักการท่องจำไว้ก่อน และเมื่อใดที่จิตใจสงบแล้วค่อยเริ่มการท่องจำอัล-กุรอานใหม่อีกครั้ง

5. การฝึกฝนความจำ

เมื่อความจำพร้อมการท่องจำก็จะเป็นไปได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว

การฝึกฝนความจำมีหลายวิธีด้วยกันทั้งริวายะฮฺ และตำราต่างๆ ได้กล่าวถึงวิธีการไว้มากมาย ซึ่งบางที่กล่าวว่าตัวการสำคัญคือ สภาวะจิตด้านใน และวัตถุปัจจัยภายนอก เช่น การกินนํ้าผึ้ง การแปรงฟัน การอ่านอัล-กุรอาน

การกล่าวศอละวาต ออกห่างการทำบาป และการวางตารางงานประจำวันให้แก่ตนเอง


6. การใส่ใจต่อความเป็นระเบียบในการท่องจำ

นักวิชาการบางท่านอธิบายว่าให้เริ่มต้นการท่องจำตั้งแต่แรกจนกระทั้งจบเล่ม เพื่อว่าพิธีการจบอัล-กุรอานจะได้จัดร่วมกับการท่องจำ ซึ่งการทำเช่นนี้จะทำให้โครงสร้างอัล-กุรอานทั้งหมดอยู่ในความทรงจำของตนไปตลอดและจะทำให้ไม่ลืมที่ตนท่องจำไว้

บางท่านกล่าวว่า ดีกว่าให้เริ่มท่องจำที่ญุซอ์สุดท้ายก่อน หมายถึงให้เริ่มที่บทเล็ก ๆ เพื่อว่าจะได้มีกำลังใจในการท่องจำมากยิ่งขึ้น

7. การอ่านและฟังอัล-กุรอานมากๆ

บุคคลที่ตัดสินใจว่าจะท่องจำอัล-กุรอาน สิ่งจำเป็นที่ต้องกระทำก่อนท่องจำคือ การอ่านอัล-กุรอานซํ้าหลายๆ ครั้ง อ่านให้มากที่สุดและ

หาโอกาสฟังอัล-กุรอานบ่อยๆ เพื่อให้เกิดความคุ้นเคยและสติปัญญาจะได้เตรียมพร้อมที่จะรับอัล-กุรอาน

8. การเข้าร่วมชุมนุมกับนักท่องจำอัล-กุรอาน

นักท่องจำอัล-กุรอานแม้ว่าจะประสบความสำเร้จในการท่องจำ แต่สิ่งหนึ่งที่จะปล่อยผ่านไปไม่ได้เด็ดขาดคือ การหาประสบการณ์และการขอความช่วยเหลือจากนักท่องจำรุ่นพี่ ฉะนั้น การเข้าร่วมชุมนุมกับนักท่องจำรุ่นพี่สามารถกล่าวได้ว่ามีประโยชน์อย่างยิ่ง เช่น

- เป็นการแลกเปลี่ยนความเข้าใจกันเกี่ยวกับท่องจำอัล-กุรอาน

- เป็นการแลกเปลี่ยนทัศนะกันเกี่ยวกับการท่องจำอัล-กุรอาน


- เป็นการสร้างความเป็นพี่น้องด้วยอัล-กุรอาน

- เป็นการขจัดความคลางแคลงใจในการท่องจำของกันและกัน

9. สร้างความสัมพันธ์ทางปัญญากับทุกโองการ

นักท่องจำอัล-กุรอานจำเป็นต้องสร้างความสัมพันธ์ระหว่างความจำของตนกับสัญลักษณ์ต่าง ๆ ของโองการ หรือสร้างสัญลัษณ์ในสติปัญญาของตน เพื่อจะได้สามารถถ่ายทอดสัญลักษณ์เหล่านั้นลงบนโองการหรือคำที่เป็นเป้าหมายของตน

ถ้าไม่สนใจต่อสิ่งเหล่านี้จะเป็นสาเหตุทำให้ปัญญาของตนลืมอย่างรวดเร็ว ตัวอย่าง เช่น ให้สร้างความสัมพันธ์ระหว่างโองการที่ความสงสัย กับประเด็นที่มีความสงสัยกับชื่อซูเราะฮฺ หรือส่วนใดส่วนหนึ่งของซูเราะฮฺกับความหมายของโองการ โดยให้เลือกคำที่มีความหมายดีที่สุดของโองการ

ข้อควรพิจารณา การใส่ใจในความหมายของโองการ การอธิบายโองการ หรือการศึกษาสาเหตุของการประทานโองการมีผลอย่างมากต่อการท่องจำอัล-กุรอานและทำให้โองการดังกล่าวอยู่ในความทรงจำได้นานที่สุด

10. การท่องจำชื่อซูเราะฮฺต่างๆ

เป็นความจำเป็นสำหรับนักท่องจำอัล-กุรอานทั้งหลาย ก่อนจะเริ่มจำเป็นต้องท่องชื่อซูเราะฮฺทั้ง 114 ซูเราะฮฺเสียก่อน กล่าวคือ

ให้ท่องจำที่ละ 5 ซูเราะฮฺเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ จนครบ


11. ท่องจำโองการที่กล่าวซ้ำหรือที่คล้ายคลึงกัน

การท่องจำโองการเหล่านี้ต้องระมัดระวังให้มากเป็นพิเศษ และต้องอ่านซํ้ามากกว่าโองการอื่นๆ เพื่อให้มีความผิดพลาดน้อยที่สุดและที่สำคัญต้องจดไว้ว่าโองการดังกล่าวคล้ายกับอัล-กุรอานโองการใดบ้าง

12. การเรียนรู้กฎไวยากรณ์ภาษาอาหรับ

การเรียนรู้ภาษาอาหรับและกฎไวยากรณ์เป็นสาเหตุทำให้นักท่องจำ

ไม่ค่อยมีความผิดพลาดด้านการอ่านหรือการใส่สระที่คำ และยังเป็นสาเหตุทำให้การอ่านโองการที่มีความคลุมเครือผิดพลาดน้อยลง นอกจากนั้นไวยากรณ์ภาษาอาหรับยังช่วยทำให้มีความเข้าใจอัล-กุรอานดียิ่งขึ้น ซึ่งมีผลต่อการท่องจำอย่างยิ่ง

13. ให้ท่องจำที่ละน้อยแต่จำให้ดี

นักท่องจำหลายท่านพยายามบังคับตัวเองและนำความรู้ต่างๆ เข้ามารวมอยู่ในการท่องจำด้วย แน่นอนการทำเช่นนี้เป็นความสำเร็จช่วงสั้นๆ เท่านั้น ซึ่งเขาจะลืมในเวลาอันรวดเร็ว

ดังนั้น การท่องจำอัล-กุรอานควรจะท่องจำที่ละน้อยเหมาะสมกับความสามารถและเวลาของบุคคล


14. ประเมินความสามารถของตัวเอง

บุคคลที่ต้องการท่องจำอัล-กุรอานโดยตรงสิ่งจำเป็นต้องปฏิบัติก่อน

- ต้องตรวจสอบความสามารถของตนเองก่อน

- ทดสอบระดับเสียงสูง กลาง และตํ่าของตนเอง

- ทดลองการอ่านเร็ว ปานกลาง และช้าของตนเอง

หลังจากนั้นให้เลือกระดับเสียง และวิธีการอ่านที่ดีที่สุดให้กับตนเอง

15. สถานที่เหมาะสมต่อการท่องจำ

สถานที่ท่องจำอัล-กุรอานควรเป็น

- สติปัญญาและความทรงจำควรมีอิสระและได้รับความสะบาย เพื่อว่าจะได้ถ่ายทอดความรู้สู่สติปัญญาอย่างง่ายดาย

- สถานที่นั้นไม่ควรรูปภาพหรือสีสันต่าง ๆ มากมายนักเพื่อให้มีจิตใจมั่นคง ไม่ใจลอยไปยังที่ต่างๆ

- ถ้าสามารถทำได้ให้เลือกสถานที่เตรียมไว้เฉพาะ สำหรับการท่องจำเพียงอย่างเดียว

ข้อควรพิจารณา ไม่ควรท่องจำอัล-กุรอานขณะเดินทางไปมา เนื่องจากในสภาพเช่นนั้นจิตใจไม่มั่นคงอยู่กับที่ เว้นเสียแต่ว่ามีความจำเป็นและไม่มีเวลาอื่นอีกแล้ว


16. ช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อการท่องจำ

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการท่องจำคือ ช่วงที่ไม่ได้ยุ่งกับภาระกิจอย่างอื่น เป็นช่วงที่จิตใจว่างปลอดโปร่งจากทุกปัญหา ฉะนั้น เวลาที่ดีทีสุดสำหรับการท่องจำคือ ตอนเช้าตรู่เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวจิตใจ และพลังความคิดได้รับการผักผ่อนอย่างเพียงพอ

ข้อควรพิจารณา การกำหนดเวลาที่แน่นอนตายตัว มีผลต่อการท่องจำอัล-กุรอานอย่างมาก

17. การท่องจำอัล-กุรอานและมองอัล-กุรอานเวลาอ่านไม่ขัดแย้งกัน

ผู้ถามได้ถามท่านอิมามซอดิก (อ.) ว่า ฉันท่องจำอัล-กุรอานทั้งเล่มจะให้ฉันอ่านปากเปล่าหรือว่าเวลาอ่านให้มองอัล-กุรอานดีกว่า

ท่านอิมาม (อ.) ตอบว่า ไม่ ทว่าเวลาอ่านเจ้าจงมองอัล-กุรอานดีกว่า เจ้าไม่รู้ดอกหรือว่าการมองอัล-กุรอานนั้นเป็นอิบาดะฮฺ

ท่านอิมามกล่าวต่อว่า บุคคลที่มองอัล-กุรอานเวลาอ่านสายตาของเขาจะได้รับประโยชน์ บาปของบิดามารดาจะได้รับการอภัย แม้ว่าท่านทั้งจะเป็นการฟิรก็ตาม (อุซูลกาฟียฺ เล่ม 2 หน้าที่ 613 ฮะดีษที่ 5)


ข้อควรพิจารณา นักท่องจำอัล-กุรอานมี 2 ประเภท

ประเภทที่ 1. บุคคลที่มุ่งมั่นอยู่กับการท่องจำอัล-กุรอาน แน่นอนว่าการฝึกฝนการท่องจำเป็นสิ่งจำเป็น ฉะนั้นจะต้องไม่มองอัล-กุรอาน เวลาอ่าน

ประเภทที่ 2. บุคคลที่ท่องจำสมบูรณ์ทั้งเล่มเป็นกลุ่มชนที่ริวายะฮฺข้างต้นได้กล่าวกับเขาว่า เวลาอ่านให้มองอัล-กุรอาน

แน่นอนการมองอัล-กุรอานเวลาอ่านนั้น มีประโยชน์มากมายดังที่

ริวายะฮฺข้างต้นได้อธิบายไว้ และนักปราชญ์อิสลามยังได้กล่าวสำทับไว้อีกว่านอกจากประโยชน์ดังกล่าวแล้ว ยังส่งผลให้มีการพิมพ์อัล-กุรอานอย่างต่อเนื่องซึ่งเป็นการป้องกันการสูญสลายของอัล-กุรอานในทางอ้อม

18. แก้ไขข้อคลางแคลง

นักท่องจำอัล-กุรอานเวลาท่องจำอาจจำคำหรือโองการผิดพลาด ซึ่ง

บางคนรู้ตัวและบางคนไม่รู้ตัว ดังนั้น เพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดเหล่านั้นควรปฏิบัติดังต่อไปนี้

1. ท่องอัล-กุรอานโดยให้คนอื่นตรวจสอบการอ่านของตนจาก

อัล-กุรอาน

2. คำที่อ่านผิดและอ่านติดปากอยู่เป็นประจำให้เขียนให้ถูก เพื่อว่าจะได้สร้างสัมพันธ์ระหว่างความทรงจำกับคำที่แก้ไขแล้ว


3. คำที่จำผิดควรเขียนให้สวยงามและอ่านดังๆ ซํ้าไปซํ้ามาหลายๆ ครั้งเพื่อแทนที่คำที่จำผิดมาตลอด

19. ฝึกฝนและอ่านซ้ำ

การฝึกฝนและอ่านซํ้าใน 2 ระดับมีความจำเป็น

- ฝึกฝนก่อนที่จะท่องจำทั้งเล่มอันเป็นสาเหตุให้สมองจำโองการได้ทั้งหมด

- หลังจากท่องจำทั้งเล่มไม่ว่าจะนานเป็นเดือนหรือเป็นปีก็ตามให้อ่านซํ้าทุกวันเพื่อป้องกันการลืม

20. ท่องจำหมายเลขและสัญลักษณ์ต่าง ๆ

ถ้าสามารถท่องจำอัล-กุรอานพร้อมกับหมายเลขโองการ หน้า และชื่อบทต่างๆ หรือสัญลักษณ์อื่นๆ ถ้ามีจะเป็นการดีอย่างยิ่ง เนื่องจากจะทำให้ผู้ท่องจำลืมช้าเพราะสมองได้สร้างความสัมพันธ์ระหว่างโองการและสัญลักษณ์เหล่านั้นอย่างดี

21. การป้องกันการลืมโองการ

การลืมเป็นความโปรดปรานอย่างหนึ่งที่พระผู้เป็นเจ้าได้ประทานให้กับมนุษย์ มิฉะนั้นแล้วมนุษย์จะมีปัญหากับตนเองเนื่องจากสติปัญญาได้บันทึกเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นทุกเวลาและทุกวัน เช่น สมมุติว่าไม่เคยลืมความทุกข์หรือเรื่องเศร้าที่เกิดขึ้น เขาก็จะกลายเป็นคนเศร้าไปโดยปริยาย


แต่ในบางครั้ง การลืมก็สร้างปัญหาให้กับมนุษย์ไม่น้อย เช่นกัน อย่างเช่นการท่องจำอัล-กุรอานเป็นต้น ด้วยเหตุนี้จึงได้มีการนำเสนอวิธีป้องกันการลืมไว้ดังนี้ ตัวอย่าง ฝึกฝนหลังการท่องจำ จำสัญลักษณ์ต่างๆ หมายเลขโองการหรือเลขหน้าดังที่กล่าวมาแล้ว

ท่านอิมามอะลี (อ.) ได้รายงานจากท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ว่า

ดุอาอฺดังต่อไปนี้ เป็นดุอาอฺที่ป้องกันการลืมได้อย่างดี

اللَّهُمَّ ارْحَمْنِي بِتَرْكِ الْمَعاصِي أَبَدًا مَا أبْقَيْتَنِي ، وَارْحَمْنِي مِنْ أَنْ أَتَكَلَّفَ مَا لاَ يَعْنيني ، وَارْزُقْني حُسْنَ النَّظرَ فِيمَا يُرْضِيكَ عَنِّي ، اللَّهُمَّ بَديعَ السَّمَواتِ وَالأرْضِ ذَا الجَلاَلِ وَالإكْرَامِ وَالعِزَّةِ الَّتِي لاَ تُرَامُ ، أَسْأَلُكَ يَا الله ، بِجَلالِكَ وَنُورِ وَجْهَكَ أَنْ تُلْزِمَ قَلْبِي حِفْظَ كِتَابِكَ كَما عَلَّمْتَنِي ، وَارْزُقْنِي أَنْ أَتْلُوَهُ عَلَى النَّحْوَ الَّذي يُرْضِيكَ عَنِّي ، وَأسْأَلَُكَ أَنْ تُنَوِّرَ بِالْكِتَابِ بَصَرِي ، وَتُطْلِقَ بِهِ لِسَانِي ، وَتُفْرِّجَ بِهِ عَنْ قَلْبِي ، وَتَشْرَحَ بِهِ صَدْرِي ، وَتَسْتَعْمِلَ بِهِ بَدَنِي ، وَتُقَوِّيني عَلَى ذَلِكَ ، وَتُعِينُني عَلَيْهِ ، فَإنَّهُ لاَ يُعينُني عَلَى الْخَيْر غَيْرُكَ وَلاَ يُوَفِّقُ لَهُ إِلَّا أَنْتَ

โอ้ ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า โปรดเมตตาให้ข้าฯละทิ้งการทำบาปกับพระองค์ตลอดไปตราบที่พระองค์ให้ข้าฯดำรงอยู่ โปรดเมตตาข้าฯอย่าให้ประสบกับภาระที่ไม่ก่อประโยชน์แก่ข้าฯ โปรดประทานทัศนะที่ดีแก่ข้าฯ ในสิ่งที่จะทำให้พระองค์พึงพอพระทัยต่อข้าฯ โปรดบังคับหัวใจของข้าฯให้จดจำคัมภีร์ของพระองค์ดังที่พระองค์ได้ทรงสอนข้าฯ โปรดประทานให้ข้าฯได้อ่านคัมภีร์ตามวิธีที่พระองค์พึงพอพระทัยจากข้าฯ


โอ้ ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า โปรดบันดาลให้สายตาของข้าฯสว่างไสวด้วยคัมภีร์ของพระองค์ โปรดเปิดหัวอกของข้าฯด้วยอัล-กุรอาน โปรดทำให้หัวใจขอข้าฯเบิกบานด้วยอัล-กุรอาน โปรดให้ลิ้นของข้าฯพูดด้วยอัล-กุรอาน โปรดให้ร่างกายของข้าฯปฏิบัติตามอัล-กุรอาน โปรดให้ข้าฯเข็มแข็งในสิ่งนั้น โปรดช่วยเหลือข้าฯบนการกระทำนั้น แน่นอนไม่มีผู้ช่วยเหลืออื่นใดนอกจากพระองค์ ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ ( 1)

1 อุซูลกาฟียฺ เล่ม 2 หน้า 420

3. แนวทางในการท่องจำ

แนวทางในการท่องจำอัล-กุรอานสามารถแบ่งออกเป็น 3 แนวทาง ซึ่งบรรดานักท่องจำทั้งหลายสามารถตรวจสอบความสามารถ และพิจารณาเงื่อนไขแล้วแนวทางใดเหมาะสมกับตัวเองให้เลือกแนวทางนั้น

ข้อควรพิจารณา

การลอกเรียนแบบแนวทางในการท่องจำอัล-กุรอานเป็นวิธีการที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งประสบการณ์ได้สอนให้รู้ว่า การลอกเรียนแบบเป็นวิธีการที่ไม่ยั่งยืนที่ไม่มีความมั่นคงแต่อย่างใด แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่ต้องสนใจประสบการณ์ของคนอื่น ทว่าหมายถึงนักท่องจำอัล-กุรอานต้องเลือกแนวทางที่เหมาะสมกับความสามารถให้กับตนเองและดำเนินตามแนวทางนั้นไปตลอด


ค. แนวทางหลักสำหรับการท่องจำอัล-กุรอาน

1. อ่านโองการซํ้า หมายถึง เริ่มต้นอ่านอัล-กุรอานและอ่านซํ้าไปมาจนจำ ซึ่งวิธีการนี้มีรายละเอียดว่า บางครั้งอ่านจนจบโองการโดยอ่านซํ้าไปซํ้ามา หรือบางครั้งแบ่งโองการออกเป็นส่วนต่างๆ หมายถึง สังเกตช่วงหยุดของโองการและแบ่งไปตามนั้น มิใช่แบ่งตามความสั้นยาวของโองการ หลังจากนั้นให้อ่านซ้ำไปซํ้ามาจนจำ หลังจากท่องจำแล้วกี่โองการก็ตามให้อ่านทวนใหม่ตั้งแต่แรกจนจบ

2. ฟังอัล-กุรอานจากเทปบันทึก หมายถึงการอ่านโองการซํ้าพร้อมกับฟังเสียง ซึ่งแนวทางนี้การฝึกฝนและการฟังมีผลอย่างมากต่อการท่องจำ

3. ใช้วิธีการเขียนโองการ หมายถึงให้เขียนโองการซํ้าหลาย ๆ ครั้งจนกระทั่งเกิดความเคยชินโดยไม่ต้องดูตัวบทเวลาเขียนครั้งต่อไป ซึ่งจะเป็นสาเหตุทำให้จำอัล-กุรอานไปในตัว

ข้อควรพิจารณา

นักท่องจำอัล-กุรอานและผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายต่างให้ทัศนะว่าวิธีการแรกเป็นวิธีที่ดีที่สุด

ง. การท่องจำอัล-กุรอานและเด็ก

ประสบการณ์ได้บอกว่าช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับท่องจำอัล-กุรอานคือ เริ่มตั้งแต่อายุ 6 ถึง 15 ปี เนื่องจากในวัยนี้สมองเด็กยังว่างอยู่ไม่มีเรื่องต้องคิด ไม่ต้องรับผิดชอบต่อครอบครัว ซึ่งเป็นวัยที่มีความเหมาะสมที่สุด


แน่นอนว่าก่อนวัยนี้ตัวการอื่นๆ ก็มีผลไม่น้อยต่อการท่องจำอัล-กุรอานเช่น

1. การอ่านอัล-กุรอานของมารดาที่กำลังตั้งครรภ์ ซึ่งมีผลในทางบวกอย่างมากกับทารกที่อยู่ในครรภ์ และตัวการสำคัญก่อนช่วงนี้คือ อสุจิที่สะอาดของบิดา พลังอีหม่าน ความยำเกรง และจิตใจที่ใสสะอาดของบิดามารดาเป็นตัวการสำคัญที่จะให้จิตวิญญาณแก่ทารกน้อยในครรภ์

2. การอ่านอัล-กุรอานให้ทารกที่อยู่ในวัยกินนม ซึ่งเป็นสาเหตุให้เด็กมีความคุ้นเคยกับอัล-กุรอาน

บางท่านได้เขียนว่า การอ่านอัล-กุรอานให้เด็กเป็นภารกิจที่มีความสำคัญอย่างยิ่งและเป็นการกระทำมีความเหมาะสมที่สุด ซึ่งในอนาคตสิ่งนี้จะกลายเป็นตัวการสำคัญสำหรับการท่องจำอัล-กุรอาน

3. การเชิญชวนเด็กให้รักที่จะอ่านและท่องจำอัล-กุรอาน แต่การบังคับเด็กให้ท่องจำเป็นวิธีการที่ไม่ถูกต้อง ทว่าเป็นวิธีที่จะทำให้เด็กมีปฏิกิริยาแข็งกร้าวและไม่ชอบอัล-กุรอานในที่สุด

วิธีดึงดูดใจที่ดีที่สุดเพื่อให้เด็กมีความรักและคิดอยากท่องจำอัล-กุรอานคือ การเล่าเรื่องเล่าต่างๆ ในอัล-กุรอานพร้อมกับอ่านโองการประกอบ

******************


หมวดที่ 3 ผลสะท้อนของอัล-กุรอานที่มีต่อมนุษย์

อัล-กุรอานนั้นเหมือนกับการอ่าน การท่องจำ ความเข้าใจ และการปฏิบัติที่มีผลต่อมนุษย์ ซึ่งการส่งผลของอัล-กุรอานมีทั้งส่วนตัวและส่วนรวม

ณ ที่นี้จะขอกล่าวบางกรณีเท่านั้น เช่น

ก. การส่งผลในการอ่านอัล-กุรอาน

ตามที่กล่าวมาแล้วในหัวข้อมารยาททั้งภายนอกและภายใน ของการอ่านอัล-กุรอานมีผลต่อการดำเนินชีวิตอย่างมาก กล่าวคือ

1. เป็นการรำลึกถึงอัลลอฮฺ

นักอ่านอัล-กุรอานทั้งหลายจะเริ่มอ่านด้วยการระลึกถึงพระผู้เป็นเจ้า โดยกล่าวว่า บิสมิลลาฮฺ ฮิรเราะฮฺมานิรรอฮีม ซึ่งการกล่าวประโยคนี้ออกมา

ถือว่าเป็นการรำลึกถึงพระองค์ที่ดีที่สุด และทำให้เรารู้จักสัจธรรมมากยิ่งขึ้น ดังนั้น ไม่ว่ามนุษย์รำลึกถึงพระองค์มากเท่าใด มนุษย์ก็จะใกล้ชิดกับพระองค์มากเท่านั้น

2.เป็นการเปิดประตูแห่งการเคารพภักดี

ท่านอิมามซอดิก (อ.) กล่าวว่า ประตูแห่งการเคารพภักดีสามารถเปิดได้ด้วยการกล่าวบิสมิลลาฮฮฺ ( 1)

1ซะฟีนะตุลบิฮาร เล่ม 2 หน้า 417


ดังนั้น จะเห็นว่าหนึ่งในประโยชน์สำคัญของการอ่านอัล-กุรอานคือการเริ่มต้นด้วยบิสมิลลาฮฺ เท่ากับเป็นการเปิดประตูแห่งการเคารพภักดี

3. เป็นการปิดประตูบาป

ท่านอิมามซอดิก (อ.) กล่าวว่า ประตูแห่งบาปทั้งหลายสามารถปิดได้ด้วยการกล่าวขอความคุ้มครองจากพระองค์ว่า

อะอูซุบิลลาฮิมินัชชัยฏอนิรเราะญีม ( 2)

2อ้างแล้วเล่มเดิม

ดังที่กล่าวไปแล้วว่า หนึ่งในมารยาทของการอ่านอัล-กุรอาน คือ

การขอความคุ้มครองจากพระองค์ ซึ่งประโยชน์คือเป็นการปิดประตูบาปต่างๆ

4. ประสบความสำเร็จในการอ่านดุอาอฺก่อนและหลังการอ่านอัล-กุรอาน

ดุอาอฺ หมายถึง การเรียกร้องหรือการวิงวอนต่อพระผู้เป็นเจ้าในสิ่งที่ตนปรารถนา ดังที่กล่าวไปแล้วว่าเป็นสิ่งที่ดีก่อนและหลังการอ่านอัล-กุรอานให้ดุอาอฺ ซึ่งสามารถดุอาอฺตามที่ริวายะฮฺที่ได้กล่าวไว้ หรือทุกดุอาอฺที่ต้องการสามารถกล่าวได้ทั้งสิ้น อย่างไรก็ตามทั้งสองกรณี ดุอาอฺคือ เตาฟีกสำหรับผู้อ่านอัล-กุรอานเพราะเท่ากับได้สนทนาและวิงวอนในสิ่งที่ตนปรารถนาจากพระองค์ และบั้นปลายสุดท้ายเท่ากับมนุษย์มีเตาฟีกเพิ่มขึ้นในการดำเนินชีวิต ทั้งทางโลกและทางธรรม


5. รางวัลของผู้อ่านอัล-กุรอานคือดุอาอฺถูกยอมรับ

ท่านอิมามซอดิก (อ.) รายงานจากท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ว่า บุคคลใดเปิดอัล-กุรอานและอ่านจนจบดุอาอฺของเขาจะถูกตอบรับ ณ อัลลอฮฺ ( 1)

1บิฮารุลอันวาร เล่ม 89 หน้า 204

6. อัล-กุรอานเป็นสาเหตุให้อีหม่านเพิ่มพูน

เมื่อมีซูเราะฮฺถูกประทานลงมาได้มีคนหนึ่งพูดว่า อัล-กุรอานบทนี้ทำให้ผู้ใดมีอีห่มานเพิ่มขึ้นบ้าง อัล-กุรอานกล่าวว่า

وَإِذَا مَا أُنزِلَتْ سُورَةٌ فَمِنْهُم مَّن يَقُولُ أَيُّكُمْ زَادَتْهُ هَذِهِ إِيمَانًا فَأَمَّا الَّذِينَ آمَنُواْ فَزَادَتْهُمْ إِيمَانًا وَهُمْ يَسْتَبْشِرُونَ

และเมื่ออัล-กุรอานบทหนึ่งถูกประทานลงมา ดังนั้น ในหมู่พวกเขามี

ผู้กล่าวว่า มีใครบ้างจากพวกท่านที่บทนี้ทำให้เขามีศรัทธาเพิ่มขึ้น ฉะนั้นสำหรับบรรดาผู้ศรัทธา บทนี้ได้ทำให้ศรัทธาของพวกเขาเพิ่มขึ้น แล้วพวกเขาก็มีความปิติยินดี ( 1)

1อัล - กุรอาน ซูเราะฮฺอัต เตาบะฮฺ 124


อีกโองการหนึ่งกล่าวว่า

وَإِذَا تُلِيَتْ عَلَيْهِمْ آيَاتُهُ زَادَتْهُمْ إِيمَانًا وَعَلَى رَبِّهِمْ يَتَوَكَّلُونَ

และเมื่อบรรดาโองการของพระองค์ถูกอ่านแก่พวกเขา โองการเหล่านั้นได้เพิ่มพูนความศรัทธาแก่พวกเขา (อันฟาล 2)

7. ความโปรดปรานของพระองค์ถูกประทานลงมากับอัล-กุรอาน

อัล-กุรอานกล่าวว่า และเราได้ประทานส่วนหนึ่งจากอัล-กุรอานลงมา ซึ่งเป็นการบำบัดและความเมตตาแก่บรรดาผู้ศรัทธา ( 2)

2อัล - กุรอาน ซูเราะฮฺ อัลอิซรออฺ 82

ดังนั้น นักอ่านอัล-กุรอานคือ บุคคลแรกที่มีส่วนร่วมในความโปรดปรานของอัล-กุรอาน

8. อัล-กุรอานเป็นชะฟาอฺ

อัล-กุรอานเป็นโอสถที่บำบัดโรคภายในของมนุษย์ อาการป่วยใข้ทางจิตใจ และเป็นยารักษาสำหรับบุคคลที่มีอาการป่วยทางใจที่มนุษย์ด้วยกันไม่สามารถรักษาให้หายได้ และโดยเหตุผลแล้วบุคคลแรกที่ได้รับการรักษาโดยอัล-กุรอานคือ ผู้อ่านอัล-กุรอานทั้งหลาย


9. การชี้นำของพระผู้เป็นเจ้า

อัล-กุรอานเป็นคัมภีร์แห่งการชี้นำ บุคคลแรกที่ได้รับการชี้นำจาก

อัล-กุรอานคือ ผู้ศรัทธาและผู้มีความยำเกรง อัล-กุรอานกล่าวว่า

จงกล่าวเถิด มุฮัมมัด อัล-กุรอานเป็นทางนำและเป็นการบำบัดแก่บรรดา

ผู้ศรัทธา ส่วนบรรดาผู้ไม่ศรัทธานั้น ( 1)

1.อัล - กุรอาน อัซ ฟุซซิลัต 44

จริงอยู่ที่ว่าการชี้นำแบ่งออกเป็นหลายขั้นตอน แต่ละคนจะได้รับไม่เท่ากัน ซึ่งขึ้นอยู่กับความสามารถและความพอดี แต่อย่างไรก็ตามทุกคนมีสิ่ทธิ์ได้รับประโยชน์จากการชี้นำทั้งสิ้นแต่จะมากหรือน้อยอย่างไร ขึ้นอยู่กับอีหม่านและความยำเกรงของแต่ละคนว่าจะมากน้อยเพียงใด

10.ทำความสะอาดภายในและสร้างสรรค์จิตวิญญาณ

ผู้อ่านอัล-กุรอาน ถ้าหากใส่ใจต่อมารยาทด้านในของการอ่านมากเท่าใด ความบริสุทธิ์ใจ และความสงบมั่นของจิตวิญญาณก็จะเพิ่มมากขึ้นไปตามขั้นตอน เท่ากับเป็นการขัดเกลาจิตใจและสร้างสรรค์จิตวิญญาณไปในตัว


11. ความสะอาดตามชัรอียฺ

ก่อนอ่านอัล-กุรอาน ผู้อ่านทุกท่านต้องฆุซลฺหรือวุฎูอฺก่อน เพื่อขจัดความโสมมและความโสโครกของจิตวิญญาณให้หมดไป หมายถึงวุฎูอฺและฆุซลฺนั้นจะช่วยสร้างรัศมีและขจัดความโสมมภายในจิตใจให้หมดไป เรียกว่าเป็นความสะอาดตามชัรอียฺ ดุจดังเช่นที่ได้ขจัดความโสโครกให้หมดไปจากร่างกาย

12. อนามัยส่วนตัว

ผู้อ่านอัล-กุรอานควรจะแปรงฟัน อาบนํ้า มีวุฎูอฺ หรือสวมใส่เสื้อผ้าที่สะอาด ซึ่งการกระทำเช่นนี้เท่ากับเป็นการรักษาความสะอาดส่วนตัว ทำให้เป็นคนมีสุขภาพพลานามัยที่สมบูรณ์แข็งแรง

13. กลายเป็นชาวกุรอาน

การอ่านและการสร้างความคุ้นเคยกับอัล-กุรอาน จะทำให้มนุษย์ได้รับรัศมีและอยู่ภายใต้คำสอนของอัล-กุรอานไปโดยปริยายที่ละน้อย และเขาจะกลายเป็นมนุษย์กุรอานไปในที่สุด หมายถึงจะปฏิบัติตัวและไม่กระทำสิ่งใดขัดกับอัล-กุรอานเด็ดขาด กิริยามารยาทจะกลายเป็นกิริยาของอัล-กุรอาน ความเชื่อก็อัล-กุรอาน ความสะอาดก็อัล-กุรอาน อีกนัยหนึ่ง เท่ากับเขาได้ย้อมตัวเองดัวยสีสันของอัล-กุรอาน ฐานันดรของเขาจะสูงส่งขึ้นไปเรื่อย ๆ จนกลายเป็นภาพลักษณ์และคำพูดของอัล-กุรอาน


14. ความคิดจะเติบโต

ขณะที่อ่านอัล-กุรอาน ถ้าตรึกตรองตามไปทีละน้อย จะเป็นสาเหตุทำให้ความคิดอ่านของตนั้นนเติบโตตามไปด้วย แน่นอนเมื่อความคิดเติบโตก็จะทำให้การดำเนินชีวิตประสบแต่ความสำเร็จ

15. เป็นการอิบาดะฮฺทางสายตา

ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กล่าวว่า การมองไปที่หน้ากระดาษของอัล-กุรอานเป็นอิบาดะฮฺ ( 1)

แน่นอนพระวัจนะของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) เหมาะสมสำหรับบุคคลที่อ่านอัล-กุรอานเป็นประจำ ท่าน (ซ็อล ฯ) กล่าวอีกว่า สายตาได้รับประโยชน์จากการอิบาดะฮฺก็เมื่อยามที่มองไปยังอัล-กุรอาน ( 2)

1บิฮารุลอันวาร เล่มที่ 89 หน้า 199

2มะฮัจญะตุลบัยฎอ เล่ม2 หน้า 231

16. ส่งผลต่อการเลี้ยงดูบุตร

เมื่อบิดา มารดา อ่านอัล-กุรอานในบ้าน แน่นอนย่อมส่งผลในทางบวกแก่บุตรและธิดาของตน เท่ากับเป็นการอบรมสั่งสอนบุตรในทางอ้อม และเป็นสาเหตุทำให้บุตรของตนมีความรักต่ออัล-กุรอาน


17. เป็นการชำระล้างบาปต่าง ๆ

ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กล่าวว่า การอ่านอัล-กุรอานเป็นการขอลุแก่โทษบาปกรรม ( 1)

18. ทำให้ปลอดภัยจากไฟนรก

ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กล่าวว่า การอ่านอัล-กุรอานคืออุปสรรคขวางกั้นไฟนรก และเป็นสาเหตุให้ปลอดภัยจากการลงโทษของพระองค์

19. เป็นการสนทนากับพระผู้เป็นเจ้า

ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กล่าวว่า เมื่อใดก็ตามหากพวกท่านต้องการสนทนากับพระผู้อภิบาลละก็จงอ่านอัล-กุรอาน ( 2)

20. การอ่านอัล-กุรอานทำให้จิตใจมีชีวิตชีวา ( 3)

21. การอ่านอัล-กุรอานเป็นอุปสรรคในการทำอนาจารทั้งหลาย

แน่นอนถ้าหากเราเป็นนักอ่านอัล-กุรอานที่แท้จริง และรู้จักไตร่ตรองโองการต่าง ๆ วิถีชีวิตและความคิดอ่านของเราย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี

1บิฮารุลอันวาร เล่มที่ 92 หน้า 17

2บิฮารุลอันวาร เล่ม 92 หน้า 17

3อ้างแล้วเล่มเดิม


และนอกเหนือจากการอ่านแล้ว ยังได้ปฏิบัติตามอัล-กุรอานอีกต่างหาก ความชั่วและความอนาจารทั้งหลายจะเกิดในสังคมได้อย่างไร

ข. ผลการอ่านอัล-กุรอานที่เกิดกับชีวิตทางสังคม

ประเด็นที่กล่าวถึงมารยาททั้งภายนอกและภายใน เกี่ยวกับการอ่าน

อัล- กุรอาน สามารถกล่าวได้ว่าสิ่งนี้มีบทบาทมากกับวิถีชีวิตทางสังคม เช่น

1. เป็นการเผยแพร่วัฒนธรรมอัล-กุรอานแก่สังคม

เมื่อทุกคนอ่านอัล-กุรอานจากเล่มผลที่จะตามมาคือ การพิมพ์อัล-กุรอานให้พอดีกับจำนวนคน เมื่ออัล-กุรอานถูกพิมพ์มาก และการอ่านได้รับความนิยมมากเท่าใดวัฒนธรรมของอัล-กุรอานก็จะเติบโตมากเท่านั้น และเป็นการเรียกร้องให้ประชาชนให้สนใจอัล-กุรอานมากยิ่งขึ้น เช่น ในอิหร่านปัจจุบันเมื่อเทียบกับอิหร่านก่อนการปฏิวัติจะแตกต่างกันลิบลิ่ว สมัยก่อนไม่มีคนสนใจอัล-กุรอานเท่าที่ควร จะมีเฉพากผู้ใหญ่ คนสูงอายุ และนักเรียนศาสนาเท่านั้น อิหร่านไม่เคยมีชื่อเสียงเรื่องการอ่าน และการท่องจำอัล-กุรอาน แต่ปัจจุบันนี้อิหร่านสามารถพัฒนาการอ่าน และการท่องจำอัล-กุรอานเป็นอันดับหนึ่งในเอเซียหรือในโลกก็ว่าได้ ทุกสาขาอาชีพในอิหร่านมีนักกอรียฺและนักท่องจำส่งเข้าแข่งขันเสมอ มีนักท่องจำอัล-กุรอานรุ่นจิ๋วตั้งแต่อายุ 3 ขวบขึ้นไปจำนวนมากมาย สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงการเติบโตของวัฒธรรมอัล-กุรอานและความสนใจของประชาชน


2. การพบวิชาการสมัยใหม่และแนวทาง

ภายใต้ร่มเงาของการอ่านอัล-กุรอานทำให้พบวิชาการใหม่ ๆ เช่น หลักการอ่านอัล-กุรอาน ความรู้เกี่ยวกับอัล-กุรอาน และการอธิบาย

อัล-กุรอาน

3. การประกวดแข่งขันอัล-กุรอานอย่างต่อเนื่อง

เมื่อสังคมต้อนรับการอ่านอัล-กุรอานมากขึ้น การแข่งขันในเชิงวิชาการทั้งการอ่าน การท่องจำ และการอธิบายอัล-กุรอานตามหน่วยงาน

องค์กรต่าง ๆ และระดับประเทศก็มีมากขึ้นตามลำดับ ซึ่งผลที่ตามมาคือ ประชาชนส่วนใหญ่รักการฝึกฝนความศรัทธาของตนไปโดยปริยาย

4. ทำให้ภาษาอัล-กุรอานเติบโตมากขึ้น

เมื่อสังคมมีการอ่านอัล-กุรอานกันมากยิ่งขึ้นภาษาอาหรับ ซึ่งเป็นภาษาอัล-กุรอานก็ได้รับความสนใจมากขึ้นตามลำดับ อีกด้านหนึ่งภาษาอาหรับถือเป็นภาษากลางสำหรับชาวมุสลิมทุกคน เมื่อทุกคนเข้าใจภาษา

อัลกุรอานมากขึ้น การโจมตีทางด้านวัฒนธรรมก็จะลดน้อยลงไปตามลำดับ ประกอบกับทำให้มีการสร้างความเข้าใจที่ดีต่อกัน มีการแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน


5. ผลของการยอมรับการเรียนรู้อัล-กุรอาน

การเติบโตด้านการอ่านอัล-กุรอานเป็นสาเหตุทำให้วัฒนธรรม ความรู้ และจริยธรรมอิสลามเติบโตตามไปด้วย และเป็นการสนับสนุนให้ประชาชนลำรึกถึงอัลลอฮฺ (ซบ.) ได้ดีวิธีหนึ่ง อีกทั้งเป็นการสอนให้ประชาชนรำลึกถึงพระองค์ในทางอ้อม

6. อัล-กุรอานเป็นยาบาบัดอาการป่วยไข้ของสังคม

ดังที่ทราบแล้วว่าอัล-กุรอานเป็นยารักษาอาการป่วยไข้ภายในดีที่สุด ซึ่งเป็นสาเหตุในการบำบัดสังคมไปในตัว อัล-กุรอานกล่าวว่า

قُلْ هُوَ لِلَّذِينَ آمَنُوا هُدًى وَشِفَا

อัลกุรอานเป็นแนวทางที่เที่ยงธรรม เป็นทางนำและเป็นการบำบัดบรรดาผู้ศรัทธา ( 1)

1อัล - กุรอาน ซูเราะฮฺ อัซ ฟุซซิลัต 44

وَنُنَزِّلُ مِنَ الْقُرْآنِ مَا هُوَ شِفَاءٌ وَرَحْمَةٌ لِّلْمُؤْمِنِينَ

และเราได้ให้ส่วนหนึ่งจากอัลกุรอานเป็นการบำบัดและความเมตตาแก่บรรดาผู้ศรัทธา ( 2)

2อัล - กุรอาน ซูเราะฮฺ อัล อิซรอ 82


อัล-กุรอานยํ้าเน้นเสมอเรื่องการต่อสู้กับสิ่งอานาจารและความชั่วร้าย และเป็นยาบำบัดความป่วยไข้ของสังคมที่ดีที่สุด อัล-กุรอานปลุกจิตวิญญาณของสังคมให้ตื่นขึ้น และสอนประชาชาติให้รู้จักการเสียสละทั้งเลือดเนื้อและทรัพย์สิน เพื่อปกป้องมาตุภูมิและศาสนาของตน

แน่นอนการที่อัล-กุรอานสอนเช่นนี้เนื่องจากสิ่งเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ที่สามารถทำให้สังคมมนุษย์รอดพ้นความวิบัด มีความจำเริญ และมีความสมบูรณ์ บนพื้นฐานดังกล่าวทำให้ประชาชาติแสดงความเคารพ และให้เกียรติซึ่งกันและกัน ไม่คิดร้าย หรืออคติ หรือนินทาว่าร้ายกันและกัน ในอีกด้านหนึ่งถ้าสังคมใดปราศจากสิ่งเหล่านี้ สังคมนั้นก็จะกลายเป็นสังคมที่สะอาดบริสุทธิ์ และมีความสงบเรียบร้อย

7. การช่วยเหลือประชาชนให้รอดพ้นจากการปกครองที่กดขี่ของทรราช

อัล-กุรอาน กล่าวถึงประเด็นนี้ว่า

وَلَقَدْ بَعَثْنَا فِي كُلِّ أُمَّةٍ رَّسُولًا أَنِ اعْبُدُوا اللَّـهَ وَاجْتَنِبُوا الطَّاغُوتَ ۖ

แน่นอน เราได้ส่งเราะซูลลงมาในทุกๆ ประชาชาติ เพื่อเชิญชวนมนุษย์ไปสู่การเคารพภักดีต่อพระเจ้า และออกห่างจากบรรดาผู้อธรรม ( 1)

1อัล - กุรอาน ซูเราะฮฺ อันนะฮฺลิ 36


8. เพื่อการช่วยเหลือประชาชนให้รอดพ้นจากการตั้งภาคีเทียบเคียงกับพระเจ้า

9. การช่วยเหลือประชาชนให้รอดพ้นจากให้รอดพ้นจากบิดเบือน

อัล-กุรอานกล่าวถึงประเด็นดังกล่าวว่า

فَالَّذِينَ آمَنُوا بِهِ وَعَزَّرُوهُ وَنَصَرُوهُ وَاتَّبَعُوا النُّورَ الَّذِي أُنزِلَ مَعَهُ ۙ أُولَـٰئِكَ هُمُ الْمُفْلِحُونَ

ดังนั้น บรรดาผู้ที่ศรัทธาต่อเขา และให้ความสำคัญแก่เขาและช่วยเหลือเขา และปฏิบัติตามแสงสว่าง)ที่ถูกประทานลงมาแก่เขา ชนเหล่านี้แหละคือบรรดาผู้ที่สำเร็จ ( 2)

2อัล - กุรอาน บทอัลอะอฺรอฟ / 157

การแพร่ขยายการอ่านอัล-กุรอานเป็นสาเหตุทำให้ วัฒนธรรมของการอัล-กุรอานก็ถูกปฏิบัติไปโดยปริยาย ดังจะเห็นว่า การช่วยเหลือประชาชนให้รอดพ้นจากการกดขี่ การบิดเบือน และการตั้งภาคีเทียบเคียงพระเจ้าล้วนเป็นวัฒนธรรมของอัล-กุรอานทั้งสิ้น


บทที่ 2 ผลสะท้อนของการท่องจำอัล-กุรอานที่มีต่อมนุษย์และสังคม

ประโยชน์ทั้งหลายที่มีต่อการอ่านอัล-กุรอานได้กล่าวไปแล้ว ซึ่งสิ่งนั้นเป็นสัจจะสำหรับการท่องจำอัล-กุรอานเช่นกัน ก่อนหน้านี้ได้กล่าวถึงมารยาทและเงื่อนไขของการท่องจำอัล-กุรอาน พร้อมทั้งกล่าวถึงริวายะฮฺและโองการที่เกี่ยวข้องกับการท่องจำมาแล้ว ในบทนี้จะขอยํ้าเน้นถึงโองการต่างๆ เหล่านั้น เช่น

1. การท่องจำอัล-กุรอานเป็นสาเหตุให้อัลลอฮฺ (ซบ.) อภัยในความผิด ต่างๆ ( 1)

1มุซตัดร็อก อัลวะซาอิล เล่ม 4 หมวด 17 หน้า 269 ฮะดีษที่ 4669

บางริวายะฮฺกล่าวว่า อัลลอฮฺ (ซบ.) ไม่ทรงลงโทษหัวใจที่เป็นแหล่งรวบรวมโองการต่าง ๆ ของพระองค์ ( 2)

2มีซานุลฮิกมะฮฺ เล่ม 8 หน้า 76

2. นักท่องจำอัล-กุรอาน ถ้าปฏิบัติตามสิ่งที่ตนได้ท่องจำ เขาคือพลพรรคของอัลลอฮฺ ( 3)

3อุซูลกาฟียฺ เล่ม 2 หน้า 441


3. การท่องจำหนึ่งโองการเทียบเท่าสวรรค์หนึ่งชั้น ( 4)

4บิฮารุลอันวาร เล่ม 89 หน้า 22

4. การท่องจำอัล-กุรอานเป็นความโปรดปรานของอัลลอฮฺ (ซบ.)

ท่าน อิมามซอดิก (อ.) กล่าวสิ่งนี้ไว้ในบทดุอาอฺของท่าน ( 5)

5อุซูลกาฟียฺ เล่ม 2 หน้า 417

5. การท่องจำอัล-กุรอาน การอ่านโองการซํ้าไปซํ้ามาเป็นการรำลึก

อัลลอฮฺ (ซบ.) ที่ดีทีสุด ซึ่งสิ่งนี้เป็นเตาฟีกอย่างหนึ่งของพระองค์

6. เป็นการเก็บข้อมูลหลายประการจากอัล-กุรอาน นักท่องจำได้พยายามเก็บรายละเอียดทั้งหมดของอัล-กุรอานทั้งซูเราะฮฺ โองการ การเแปล

การตัฟซีร และสาเหตุของการประทานโองการ เพื่อเป็นการสร้างสายสัมพันธ์ที่ดีที่สุดระหว่างสติปัญญากับอัล-กุรอาน และเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้ท่องจำได้เร็วที่สุด

7. การท่องจำเป็นบทนำของการปฏิบัติตามอัล-กุรอาน นักท่องจำ

อัล- กุรอาน เมื่อเทียบกับนักอ่านอัล-กุรอานจะมีการปฏิบัติตามอัล-กุรอานมากกว่า

8. นักท่องจำอัล-กุรอานตามความเป็นจริงแล้วเขาคืออัล-กุรอานพูดได้

****************


หมวดที่ 4 ขั้นตอนการรู้จักอัล-กุรอาน

อัล-กุรอานุลกะรีมเปรียบเสมือนเป็นสำรับอาหารที่ทรงคุณค่ายิ่งของ

พระผู้เป็นเจ้า พระองค์ทรงเชิญชวนแขกผู้มีเกียรติทุกท่านสู่สำรับอาหารของพระองค์ และให้ใช้ประโยชน์ให้มากที่สุดเท่าที่มีความสามารถ แต่ละคนสามารถได้รับประโยชน์จากอัล-กุรอานตามความสามารถและการขวนขวายของตน

การชี้นำ (ฮิดายะฮฺ) ของอัล-กุรอานเป็นไปตามขั้นตอน ซึ่งบางขั้นตอนเป็นการชี้นำสำหรับคนทั่วไป และบางขั้นตอนของการชี้นำสำหรับบุคคลที่มีเงื่อนไขเฉพาะเจาะจงพิเศษเท่านั้น

บางครั้งอาจกล่าวได้ว่า อัล-กุรอานถูกประทานลงมาเพื่อชี้นำทางมนุษย์ทั้งหมด เพื่อให้ประชาชนทั้งหลายได้เข้าสู่ภายใต้ร่มเงาแห่งการชี้นำของ

อัล- กุรอาน กล่าวว่า เพื่อชี้นามวลมนุษยชาติ ( 1)

1อัล - กุรอาน ซูเราะฮฺบะเกาะเราะฮฺ / 185

บางครั้งอาจกล่าวได้ว่า อัล-กุรอานถูกประทานลงมาเพื่อชี้นำกลุ่มชนที่เฉพาะเจาะจงพิเศษ หมายถึงการได้รับการชี้นำขั้นสูงสุดของอัล-กุรอาน เช่น กลุ่มชนที่มีความยำเกรง


อัล-กุรอานกล่าวว่า เพื่อชี้นำมวลผู้มีความยำเกรง ( 1)

กลุ่มชนที่มีความดีงาม อัล-กุรอาน กล่าวว่า เพื่อชี้นาและเป็นการเมตตาแก่บรรดาผู้กระทาความดี ( 2)

ในบางครั้ง บางกลุ่มชนใช้ประโยชน์จากความหมายภายนอก หรือเพียงแค่มองไปยังอัล-กุรอานเท่านั้น แต่บางกลุ่มชนได้พิจารณาไตร่ตรองและเข้าไปสู่การอธิบายความหมายที่ลึกซึ้งของอัล-กุรอาน

หนังสือเล่มที่อยู่ตรงหน้าท่านผู้อ่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย พยายามรวบรวมขั้นตอนที่ง่ายที่สุด และรวบรัดเพื่อสร้างความเข้าใจและได้รับประโยชน์มากที่สุดจากอัล-กุรอาน ที่สำคัญที่สุดเพื่อเป็นบันไดก้าวไปสู่การชี้นำขั้นสูงสุดของอัล- กุรอาน เพื่อที่ว่าตัวเราจะได้กลายเป็นชาวอัล-กุรอาน

1. การมองไปยังอัล-กุรอาน

ขั้นตอนแรกในการรู้จักอัล-กุรอาน หรือคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์แห่งพระผู้เป็นเจ้าคือ การมองไปยังคัมภีร์เป็นขั้นตอนที่ง่ายที่สุดสำหรับการได้รับประโยชน์จากอัล-กุรอาน เนื่องจากอัล-กุรอานนั้นเป็นรัศมี กล่าวว่า มนุษยชาติทั้งหลาย แน่นอนได้มีหลักฐานจากพระผู้อภิบาลของพวกเจ้ามายังพวกเจ้าแล้ว และเราได้ให้แสงสว่างอันชัดแจ้งลงมายังพวกเจ้าด้วย ( 3)

1อัล - กุรอาน ซูเราะฮฺบะเกาะเราะฮฺ / 2

2อัล - กุรอาน ซูเราะฮฺลุกมาน / 3

3อัล - กุรอาน ซูเราะฮฺนิซาอฺ / 174


และการมองไปยังอัล-กุรอานเป็นอิบาดะฮฺ ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กล่าวว่า การมองไปยังเล่มของอัล-กุรอาน หมายถึงหน้ากระดาษของอัล-กุรอานเป็น

อิบาดะฮฺ ( 1)

1บิฮารุลอันวาร เล่ม 89 หน้า 199

แม้กระทั่งผู้ท่องจำอัล-กุรอานยังได้รับคำแนะนำว่าให้มองไปยัง

อัล-กุรอานขณะอ่าน ( 2)

2อุซูลกาฟียฺ เล่ม 2 หน้า 449 พิมพ์ที่มักตะบะตุลอิสลามียะฮฺ เตหะราน 1388 สุริยคติ

ขั้นตอนดังกล่าวได้ครอบคลุมการได้รับประโยชน์จากอัล-กุรอานทั้งผู้ที่มีความรู้ และไม่มีความรู้ และยังเป็นแนวทางสำหรับบุคคลที่ยังไม่สามารถอ่านอัล-กุรอาน ซึ่งขั้นตอนดังกล่าวตามความเป็นจริงแล้วอวัยวะทุกส่วนบนร่างกายต่างได้รับประโยชน์จากอัล-กุรอานทั้งสิ้น เช่น สายตาได้รับประโยชน์จากการมองไปยังอัล-กุรอาน

2. การฟังอัล-กุรอาน

ขั้นตอนที่สองสำหรับการได้รับประโยชน์จากอัล-กุรอานคือ ขณะที่อ่านอัล-กุรอานให้ฟังด้วยความตั้งใจ และใคร่ครวญในความหมาย


อัลลอฮฺ (ซบ.) ตรัสว่า เมื่ออัล-กุรอานถูกอ่านขึ้น จงสดับฟังอัล-กุรอานเถิด และจงนิ่งเงียบ เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้รับการเอ็นดูเมตตา ( 3)

3อัล - กุรอาน ซูเราะฮฺ อัล อะอฺรอฟ / 204

وَ إِذا قُرِئَ الْقُرْآنُ فَاسْتَمِعُوا لَهُ وَ أَنْصِتُوا لَعَلَّکُمْ تُرْحَمُونَ

คำว่า ( انصتوا ) มาจากคำว่า ( انصات ) หมายถึง การนิ่งเงียบที่ควบคู่กับการฟังด้วยความตั้งใจ 4

4ตัฟซีรเนะมูเนะฮฺ เล่ม 7 หน้า 70

การนิ่งเงียบในทุกที่หรือทุกสถานการณ์เพื่อฟังอัล-กุรอานเป็นมุซตะฮับ 1

ส่วนในนมาซญะมาอะฮฺการฟังอิมามอ่านอัล-กุรานของมะอฺมูม (ผู้นมาซตาม) เป็นวาญิบ 2

คำว่า อิซติมาอฺ หมายถึง การฟังด้วยความตั้งใจ หรือฟังอย่างมีอารมณ์ความรู้สึก มีความหมายเหมือนกับคำว่า อัซฆออฺ 3

คำว่า อัซฆออฺ แตกต่างกับคำว่า ซะมาอฺ หมายถึง การฟังผ่านเพียงอย่างเดียว หรือการฟังโดยปราศจากการใคร่ครวญ 4


อัล-กรุอานโองการดังกล่าวได้กำหนดหน้าที่ 2 ประการให้กับเรา กล่าวคือ

1. การนิ่งเงียบเมื่อได้ยินหรืออ่านพจนารถของอัลลอฮฺ (ซบ.) ซึ่งเป็นปฐมบทของการ อิซติมาอฺ (ฟังด้วยความตั้งใจ)

2. ให้ฟังด้วยความตั้งใจ หมายถึง การใค่รครวญในความหมายและสาระของโองการ

ท่านอิมามซัยนุลอาบิดีน (อ.) กล่าวว่า บุคคลใดก็ตามฟังพจนารถคำหนึ่ง โดยที่ตนไม่ได้เป็นผู้อ่าน อัลลอฮฺ ทรงบันทึกความดีให้แก่เขา และลบล้างบาปหนึ่งออกจากเขา พร้อมทั้งยกฐานันดรของเขาให้สูงขึ้นไปขั้นหนึ่ง 5

ข้อควรพิจารณา ขั้นตอนนี้ครอบคลุมทุกคนในสังคม แม้กระทั่งบุคคลที่ไม่สามารถอ่านอัล-กุรอานได้ ก็สามารถฟังความสัจจริงของอัล-กุรอานได้ด้วยจิตใจบริสุทธิ์

-----------------------------------------------

1อิซติฟตาอาตกุรอาน หน้า 147

2ตัฟซีรเนะมูเนะ เล่ม 7 หน้า 70 / 72

3มุฟรอดาต รอฆิบ เอซฟาฮานียฺ หมวดคาว่า ซัมอฺ

4ในเชิงภาษาอาหรับ คาว่า อิซติมาอฺ มาจากรูปกริยาของ อิซติอาล หมายถึง การทำให้เกิดความยากลาบาก ตรงนี้จึง หมายถึง การฟังด้วยความตั้งใจ หรือฟังโดยการใคร่ครวญ เหมือนความแตกต่างของคาว่า กะซะบะ กับ อิกติซาบ

5อุซูลกาฟียฺ เล่ม 2 หน้า 448


3. การอ่านอัล-กุรอาน

ขั้นตอนที่สามสำหรับการได้รับประโยชน์จากอัล-กุรอานคือ การอ่าน

อัล- กุรอานจากตัวอัล-กุรอาน หมายถึง การอ่านคำและประโยคของ

อัล-กุรอาน โดยไม่เข้าใจในความหมาย การอ่านอัล-กุรอานสามารถร่วมกับขั้นตอนอื่น เช่น การมองไปยังอัล-กุรอาน ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ครอบคลุมบุคคลทั่วไปในสังคม

สำหรับบุคคลที่เข้าใจและไม่เข้าใจในความหมายภาษาอาหรับ การอ่านอัล-กุรอานถือเป็นขั้นตอนแรกสำหรับการเรียนรู้ ริวายะฮฺจำนวนมากมายแนะนำให้มุสลิมทั้งหลายปฏิบัติเช่นนั้น

ท่านอิมามซอดิก (อ.) กล่าวว่า เป็นสิ่งที่ดีสำหรับมวลผู้ศรัทธาทั้งหลาย ก่อนที่จะอำลาจากโลกไปควรเรียนรู้อัล-กุรอาน หรืออยู่ในขั้นตอนของการเรียน รู้ 1

ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กล่าวว่า บุคคลที่ดีที่สุดในหมู่พวกเจ้าคือ ผู้ที่เรียนรู้อัล-กุรอานและสอนให้แก่บุคคลอื่น

ในขั้นตอนนี้เองจึงได้มีคำแนะนำให้อ่านอัล-กุรอานด้วยเสียงที่ไพเราะ เป็นจังหวะไปตามความหมาย กวดขันเรื่องหลักการอ่าน (ตัจญฺวิด) และการออกเสียงสำเนียงให้ถูกต้องตามฐานที่เกิดเสียง 2

---------------------------------------------------

1บิอารุลอันวาร เล่ม 92 หน้า 182

2อ้างแล้ว เล่มเดิม หน้า 186


ข้อควรพิจารณา แม้ว่าขั้นตอนดังกล่าวจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับการรู้จัก และการมักคุ้นกับอัล-กุรอานก็ตาม แต่จะต้องไม่เพียงพอหรือหยุดการรู้จักอัล-กุรอานอยู่เพียงแค่ขั้นตอนนั้น ทว่าขั้นตอนดังกล่าวเป็นบันไดที่จะนำไปสู่ขั้นตอนที่สูงกว่าต่อไป

4. การอ่านอัล-กุรอาน (การศึกษาพร้อมกับการอ่าน)

การอ่านอัล-กุรอาน เป็นขั้นตอนหนึ่งสำหรับการรู้จักอัล-กุรอาน โองการจำนวนมากมายได้กล่าวแนะนำถึง การอ่านอัล-กุรอานไว้ เช่น กล่าวว่า ดังนั้นพวกเจ้าจงอ่านอัลกุรอานตามแต่สะดวกเถิด 1

กะรออัต เป็นขั้นตอนหนึ่งของการอ่าน ซึ่งประเด็นดังกล่าวถ้าหากสังเกตุการใช้คำตามสำนวนภาษาอาหรับของคนอาหรับทั่วๆไป กับความหมายในเชิงของนักภาษาศาสตร์จะได้รับบทสรุปดังนี้

การใช้สำนวนของคนอาหรับทั่วไป เช่น มีผู้กล่าวว่า กะเราะตุลกิตาบะ ฉันได้อ่านจดหมายของเขาแล้ว หมายถึง เป็นการอ่านที่พร้อมกับสร้างความเข้าใจในเนื้อความของจดหมาย เขาจึงพูดว่า ฉันอ่านแล้ว

มุฟเราะดาต รอฆิบ เอซฟาฮานียฺ กล่าวว่า กะรออัต หมาถึงการอ่านที่คำหรือประโยคให้มีความสอดคล้อง หรือเรียงกันไปอย่างเป็นระเบียบ 2

-----------------------------------------------

1อัล - กุรอาน ซูเราะฮฺ มุซัมมิล 20

2มุฟเราะดาต รอฆิบ เอซฟาฮานียฺ หมวดคาว่า ดะรออัต


ดังนั้น จะสังเกตุเห็นว่า ความเป็นระเบียบตามขั้นตอนมีบทบาทอย่างมากในการอ่าน และมีผลต่อการสร้างความเข้าใจ อีกทั้งมีผลต่อจิตใจของผู้อ่านอย่างยิ่ง

ริวายะฮฺจำนวนมากเมื่อกล่าวถึง การกะรออัต จะกล่าวว่า ขณะที่พวกเจ้ากำลังอ่านอัล-กุรอาน (กะรออัต) เท่ากับกำลังห้ามพวกเจ้า ถ้าไม่ได้ห้ามพวกเจ้า เท่ากับพวกเจ้าไม่ได้อ่าน 3

3มีซานุลฮิกมะฮฺ เล่ม 8 หน้า 90

หมายถึง การอ่านที่แท้จริงคือ การอ่านทีมีผลต่อจิตใจ ปรับเปลี่ยนการกระทำของมนุษย์ และห้ามปรามเขามิให้ทำบาปซึ่งสิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ อ่านอัล-กุรอานพร้อมกับสร้างความเข้าใจในความหมายและเรื่องราวที่อัล-กุรอานกำลังกล่าวถึง

อัล-กุรอาน ซูเราะฮฺ มุซัมมิล โองการที่ 20 ที่กล่าวว่า ดังนั้นพวกเจ้าจงอ่านอัลกุรอานตามแต่สะดวกเถิด ท่านอิมามริฎอ (อ.) อธิบายว่า ให้อ่านเท่าที่เจ้ามีจิตใจนอบน้อม และภายในมีความสงบมั่น 1

1มัจมะอุลบะยาน ตอนอธิบายโองการดังกล่าว

ข้อควรพิจารณา ทุกวันนี้ที่มีการอ่านอัล-กุรอานตามงานและพิธีกรรม ต่าง ๆ ถือว่าเป็นการนำเสนอวิธีการอ่านอัล-กุรอานเท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นเพียงนิยามหนึง และจากสิ่งที่กล่าวมาทำให้เข้าใจได้ว่า นิยาม ดังกล่าวนอกเหนือไป จากความหมายในเชิงภาษา และการอ่านอัล-กุรอาน


5. ตัรตีลกุรอาน

อัล-กุรอานกะรีมได้กล่าวถึง การตัรตีล ซํ้าหลายครั้งด้วยกัน ซึ่งการตัรตีลจัดว่าเป็นหนึ่งในขั้นตอนของการรู้จักอัล-กุรอาน เช่น อัล-กุรอานกล่าวว่า

أَوْ زِدْ عَلَيْهِ وَرَتِّلِ الْقُرْآنَ تَرْتِيلًا

หรือมากกว่านั้น และจงอ่านอัลกุรอานช้า ๆ เป็นจังหวะ (ชัดถ้อยชัดคำ) 2

2 อัล-กุรอาน ซูเราะฮฺ อัลมุซซัมมิล / 4

คำว่าตัรตีล ( ترتيل ) มาจากคำว่า ( رتل ) หมายถึง ความเป็นระเบียบ ประสานเข้าด้วยกัน การได้รับกฎระเบียบของสิ่งหนึ่งจากแนวทางที่ไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งใด

หรือการขับคำออกจากปากด้วยความง่ายดายและถูกต้อง การอ่านออกเสียงเป็นจังหวะ เหล่านี้เรียกว่า การตัรตีล ( 1)

1มุฟรอดาต รอฆิบ เอซฟาฮานียฺ หมวดคำว่า เราะตะละ

ตัฟซีร เนะมูเนะฮฺ กล่าวว่า ตัรตีล (อ่านอย่างเป็นจังหวะ) ตามความหมายของรากศัพท์เดิมหมายถึง การจัดระเบียบ หรือจัดจังหวะ ในที่นี้หมายถึง การอ่านอัล-กุรอานอย่างเป็นจังหวะด้วยท้วงทำนองที่ไพเราะ พร้อมกับการออกเสียงอักษรบนฐานเสียงที่ถูกต้อง การอธิบายคำและใคร่ครวญในความหมายของโองการ ตลอดจนการไตร่ตรองในบทสรุป


ท่านอิมามซอดิก (อ.) อธิบายถึงการตัรตีล (อ่านอย่างเป็นจังหวะ) ว่า เมื่ออ่านโองการผ่านไปถ้าในโองการนั้นกล่าวถึงสวรรค์ ให้หยุดและทูลขอสรวงสวรรค์จากพระองค์ (ให้สร้างตนเองเพื่อสวรรค์) แต่ถ้าโองการที่อ่านผ่านไปกล่าวถึงนรกและการลงโทษ ให้หยุดและขอความคุ้มครองจากพระองค์ให้ตนรอดพ้นและห่างไกลจากสิ่งเหล่านั้น ( 2)

2ตัฟซีร เนะมูเนะฮ เล่มที่ 25 ตอนอธิบาย ซูเราะฮฺ อัลมุซซัมมิล / 4

อีกนัยหนึ่งการอ่านอย่างเป็นจังหวะ (ตัรตีล) ซึ่งมีองค์ประกอบ 2 ประการ หรือมี 2 ขั้นตอนดังนี้

1. ตัรตีลลัฟซียฺ หมายถึง การออกอักษรบนฐานเสียงที่ถูกต้อง การกวด ขันเรื่องการหยุด การไม่อ่านข้าม และความต่อเนื่องในการอ่าน

2. ตัรตีลมะอฺนะวียฺ หมายถึง การใคร่ครวญในโองการและคิดว่าตนคือบุคคลที่อัล-กุรอานกำลังกล่าวถึง กล่าวคือ ข้อแนะนำต่าง ๆ ที่อัล-กุรอานกำลังแจ้งอยู่นั้นหมายถึงตน และมอบหมายการบำบัดความเจ็บปวดทั้งหมดของตนด้วยโองการต่าง ๆ ของพระองค์ ( 1)

1มีซานุลฮิกมะฮฺ เล่ม 8 หน้า 87

มีริวายะฮฺอีกมากมายที่กล่าวถึงเรื่องการ อ่านตัรตีล


ข้อควรพิจารณา ทุกวันนี้ที่มีการอ่านอัล-กุรอานตามงานและพิธีกรรม ต่าง ๆ ในรูปแบบของตัรตีล ถือว่าเป็นการนำเสนอวิธีการอ่านอัล-กุรอานในแนวทางใหม่ ซึ่งถือว่าเป็นเพียงนิยามหนึ่ง และจากสิ่งที่กล่าวมาทำให้เข้าใจได้ว่า นิยาม ดังกล่าวนอกเหนือไปจากความหมายในเชิงภาษาของ

อัล-กุรอาน และริวายะฮฺ ตัรตีลตามความหมายที่กล่าวมานอกเหนือไปจาก การตัรตีลที่สังคมเข้าใจ

ข้อควรพิจารณา ความแตกต่างของการอ่านตัรตีลกับกะรออัตคือ กะรออัตเน้นเรื่องการอ่านอัล-กุรอาน โดยใคร่ครวญในความหมายและผลที่จะเกิดกับจิตใจ ส่วนการอ่านแบบตัรตีลเน้นเรื่องจังหวะทำนอง การออกเสียงและกวดขันเรื่องการหยุด พร้อมทั้งมีการใคร่ครวญเพื่อสร้างความสงบแก่จิตใจ

6. ตะลาวะตุลกุรอาน

การตะลาวัต เป็นอีกหนึ่งในขั้นตอนของการรู้จักอัล-กุรอาน มีหลายที่ด้วยกันที่อัล-กุรอานกล่าวถึง การตะลาวัต เช่น กล่าวว่า

الَّذِينَ آتَيْنَاهُمُ الْكِتَابَ يَتْلُونَهُ حَقَّ تِلَاوَتِهِ أُولَٰئِكَ يُؤْمِنُونَ بِهِ

บรรดาผู้ที่เราได้ให้คัมภีร์แก่พวกเขาโดยที่พวกเขาอ่านคัมภีร์อย่างจริงจัง ชนเหล่านี้คือ ผู้ที่ศรัทธาต่อศาสดา ( 2)

2อัล - กุรอาน ซูเราะฮฺ บะเกาะเราะฮฺ 121


บางโองการกล่าวว่าหน้าที่ของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) คือการอ่านคัมภีร์ โองการกล่าวว่า

هُوَ الَّذِي بَعَثَ فِي الْأُمِّيِّينَ رَسُولًا مِّنْهُمْ يَتْلُو عَلَيْهِمْ آيَاتِهِ

พระองค์ทรงแต่งตั้งเราะซูลขึ้นคนหนึ่งในหมู่ผู้ไม่รู้จักหนังสือจากพวกเขา เพื่อสาธยายโองการต่าง ๆ ของพระองค์แก่พวกเขา ( 1)

และยังมีอัล-กุรอานโองการอื่นกล่าวสนับสนุนประเด็นดังกล่าว เช่น

อัล- กุรอาน ซูเราะฮฺ อัล บะเกาะเราะฮฺ 129 / 151, ซูเราะฮฺ อาลิอิมรอน 164, ซูเราะฮฺเกาะซ็อศ 59

คำว่า ตะลาวัต มาจากคำว่า ตะลา หมายถึง การติดตาม หรือการตามอย่างต่อเนื่อง กล่าวคือ การมาของสิ่งหนึ่งบางครั้งอาจแฝงมากับอีกสิ่งหนึ่ง และบางครั้งเป็นการติดตามสิ่งหนึ่งโดยมีจุดประสงค์เพื่อปฏิบัติตาม การอ่านคัมภีร์ของพระผู้เป็นเจ้า หมายถึง การอ่านเพื่อปฏิบัติตามคำสั่างห้ามและคำสั้งใช้ของพระองค์ ดังนั้น การตะวาวัต จึงเฉพาะเจาะจงมากกว่า การกะรออัต แม้ว่าทั้งสองคำจะให้ความหมายว่า อ่าน ก็ตาม ( 2)

1อัล - กุรอาน ซูเราะฮฺ ญุมุอะฮฺ 2

2มุฟรอดาต รอฆิบ เอซฟาอานียฺ หมวดคาว่า ตะลา

นักตัฟซีรบางท่านได้อธิบายสิทธิของการตะลาวัต ไว้ว่า การให้นิยามว่าตะลาวัต มีความหมายมาก เป็นเหมือนสัญญาณที่ชัดแจ้งสำหรับเราเมื่ออยู่ต่อหน้าพระคัมภีร์อันทรงเกียรติ


ประชาชนเมื่ออยู่ต่อหน้าพระคัมภีร์สามารถแบ่งได้หลายกลุ่ม ดังนี้

- บางกลุ่มเพียงแค่กวดขันเรื่องการอ่านออกเสียงคำต่างๆ

- บางกลุ่มไม่เพียงแต่กวดขันเรื่องการอ่าน แต่ใคร่ครวญในความหมายของโอการด้วย

- บางกลุ่มยึดเอาอัล-กุรอานเป็นครรลองในการดำเนินชีวิต และยอมรับว่าอัล-กุรอานคือแบบอย่างที่สมบูรณ์

กล่าวคือ การอ่านคำและเข้าใจในความหมายจัดว่าเป็นปฐมบทที่โน้มนำไปสู่การปฏิบัติ และสิ่งนี้คือสิทธิของการตะลาวัต

ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) อธิบายโองการที่กล่าวว่า พวกเขาอ่านคัมภีร์อย่างจริงจัง ว่าหมายถึง การปฏิบัติตามในสิทธิที่ควรปฏิบัติ( 1)

1มีซานุลฮิกมะฮฺ เล่ม 8 หน้า 84

7. การเรียนรู้อัล-กุรอาน (การย้อนกลับไปยังอัล-กุรอาน)

หนึ่งในขั้นตอนของการได้รับประโยชน์จากอัล-กุรอานคือ การเรียนรู้ ซึ่งอัล-กุรอานได้กล่าวถึงประเด็นนี้หลายครั้งด้วยกัน


อัล-กุรอานกล่าวถึงชาวคัมภีร์ว่า

أَلَمْ يُؤْخَذْ عَلَيْهِم مِّيثَاقُ الْكِتَابِ أَن لَّا يَقُولُوا عَلَى اللَّهِ إِلَّا الْحَقَّ وَدَرَسُوا مَا فِيهِ

มิได้ถูกเอาแก่พวกเขาดอกหรือ ซึ่งข้อสัญญาแห่งคัมภีร์ว่า พวกเขาจะไม่กล่าวพาดพิงเกี่ยวกับอัลลอฮฺ นอกจากความจริงเท่านั้น และพวกเขาก็ได้ศึกษาสิ่งที่อยู่ในคัมภีร์แล้ว( 2)

2อัล - กุรอาน ซูเราะฮฺ อัลอะอฺรอฟ 169

นักภาษาศาสตร์กล่าวว่า คำว่า ดะเราะซะ นั้นมีองค์ประกอบหลายอย่างด้วยกันกล่าวคือ

1. การอ่านสิ่งหนึ่งอย่าต่อเนื่อง หมายถึง ความต่อเนื่องในการอ่าน ดังนั้น การอ่านเพียงครั้งเดียวจึงไม่ถือว่าเป็นการอ่านหรือเป็นการเรียนรู้ ( 3)

3กอมุซอัล - กุรอาน เล่ม 2 หน้า 338 หมวดคาว่า ดะเราะซะ

2. การทำซํ้าสิ่งๆ หนึ่ง คือ การเรียนรู้ถึงสิ่งนั้น เช่น การเวลาทบทวนบทเรียนที่ครูบาอาจารย์ได้สอนสั่งมาซํ้าหลาย ๆ ครั้ง เรียกว่าเป็นการเรียนรู้ บางครั้ง เราจะเห็นว่าอาคารบ้านเรือนดูเก่าแก่มาก (ดัรซฺ วะ อินดิรอซ)

ที่กล่าวเช่นนั้นเนื่องจากว่า ทั้งลม ฝน แสงแดด และสิ่งอื่นๆ ได้เกิดซํ้าไปซํ้ามาอย่างต่อเนื่องซึ่งเป็นสาเหตุทำให้อาคารเก่าเร็วขึ้น ( 1)

1 ตัฟซีรเนะมูเนะฮฺ เล่ม 6 หน้า 434


3. การคงเหลือร่องรอยของสิ่ง ๆ หนึ่งเรียกว่าเป็นของเก่าแก่ เช่น เมื่อสภาพเดิมของบ้านหมดสภาพลงก็กลายเป็นบ้านเก่า แต่ยังคงเหลือร่องรอยให้เห็นจึงเรียกว่า (ดัรซุดดาซ) แต่บางครั้งร่องรอยของความรู้คงหลงเหลืออยู่เนื่องจากการท่องจำเรียกว่า (ดัรซุลอิลมิ) หรือ (ดัรซุลกิตาบ)

จากจุดนี้จะเห็นว่าการคงสภาพหลงเหลืออยู่ของความรู้หรือหนังสือ เนื่องจากความต่อเนื่องในการเรียนรู้ จึงเรียกสิ่งนั้นว่า ดัรซฺ ( 2)

จากคำกล่าวของนักอรรถาธิบายอัล-กุรอานและนักภาษาศาสตร์ทำให้ได้บทสรุปว่า คำว่า ดัรซฺ ในโองการ 169 ซูเราะฮฺ อัล-อะอฺรอฟ ให้ความหมายว่า ความต่อเนื่อง การทำซํ้า และการศีกษาคัมภีร์แห่งฟากฟ้า

ในอีกที่หนึ่งอัล-กุรอานกล่าวว่า

ما کانَ لِبَشَرٍ أَنْ يُؤْتِيَهُ اللَّهُ الْکِتابَ وَ الْحُکْمَ وَ النُّبُوَّةَ ثُمَّ يَقُولَ لِلنَّاسِ کُونُوا عِباداً لي‏ مِنْ دُونِ اللَّهِ وَ لکِنْ کُونُوا رَبَّانِيِّينَ بِما کُنْتُمْ تُعَلِّمُونَ الْکِتابَ وَ بِما کُنْتُمْ تَدْرُسُونَ

2 มุฟรอดาต เอซฟาฮานียฺ หมวดคำว่า ดะเราะซะ

ไม่เคยปรากฏแก่บุคคลใดที่อัลลอฮฺทรงประทานคัมภีร์และข้อตัดสิน และการเป็นนบีแก่เขา หลังจากนั้นเขากล่าวแก่ผู้คนว่า ท่านทั้งหลายจงเป็นบ่าวของฉัน นอกจากอัลลอฮฺ ทว่า (ขาจะกล่าวว่า) ท่านทั้งหลายจงเป็นผู้ที่ผูกพันธ์กับพระผู้อภิบาลเถิดเถิด เนื่องจากพวกท่านเคยเรียนคัมภีร์มา ( 1)

1อัล - กุรอาน ซูเราะฮฺ อาลิอิมรอน 79


คำว่า ร็อบบานียฺ จะกล่าวแก่บุคคลที่ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับพระผู้เป็นเจ้ามีความมั่นคงสูง เนื่องจากคำนี้มาจากรากศัพท์ของคำว่า

ร็อบบะ หมายถึง การอบรมสั่งสอน การดูและ ด้วยเหตุนี้คำๆ นี้ จะใช้กับบุคคลที่ให้การอบรมสั่งสอน หรือปรับปรุงบุคคลอื่น

ฉะนั้น เป้าหมายของบรรดาศาสดาจึงมิใช่การเลี้ยงดูบรรดาประชาชาติ แต่หมายถึงการให้การอบรม เป็นผู้สั่งสอน เป็นครูฝึก และเป็นผู้นำพวกเขา ซึ่งบุคคลเหล่านี้คือกลุ่มชนที่ได้ผ่าน 2 ขั้นตอนดังต่อไปนี้

1. เคยเรียนรู้และเห็นคัมภีร์มาก่อน

2. เคยเห็นบทเรียนของคัมภีร์มาก่อน

ความแตกต่างของคำว่า ตะอฺลีม กับ ตัดรีซ อยู่ที่ว่า ตะอฺลีม มีความหมายกว้างกว่า และครอบคลุมการสอนทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นการสอนปากเปล่า การสอนโดยใช้สื่อในการสอน และครอบคลุมผู้เรียนทั้งคนโง่และฉลาด

ส่วนคำว่า ตัดรีซ คือการสอนที่สอนโดยอาศัยสื่อซึ่งอาจเป็นตำรา หนังสือ หรือจากการรวบรวมข้อมูลเป็นแผ่น ดังนั้น เมื่อเปรียบเทียบคำทั้งสองจะเห็นว่า คำว่า ตัดรีซ มีความหมายแคบกว่าคำว่า ตะอฺลีม( 1)

1ตัฟซีร เนะมูเนะฮฺ เล่ม 2 หน้า 482


สรุปว่าเราสามารถรู้จักอัล-กุรอานในระดับที่สูงขึ้นไปได้ด้วยวิธีการอ่านซํ้า อ่านด้วยความใคร่ครวญ และเรียนรู้ถึงความหมาย แต่สิ่งที่ควรจำคือ

อัล-กุรอานต่างไปจากคัมภีร์เล่มอื่นเนื่องจากอัล-กุรอานมีความใหม่อยู่เสมอ การเรียนรู้ซํ้าไปซํ้ามาจะไม่ทำให้มีความเบื่อหน่าย

ริวายะฮฺกล่าวว่ามีคนหนึ่งถามท่านอิมามซอดิก (อ.) ว่า ทำไมอัล-กุรอานยิ่งพิมพ์เผยแพร่ ยิ่งมีการเรียนรู้มากเท่าใด ยิ่งมีความหวานชื่นมากเท่านั้น ท่าน อิมามตอบว่า เนื่องจากอัลลอฮฺ (ซบ.) ไม่ได้ประทานอัล-กุรอานลงมาให้ประชาชาติหรือช่วงเวลาที่เฉพาะเจาะจง

อัล-กุรอานจะเป็นคัมภีร์ใหม่เสมอตราบจนถึงวันกิยามะฮฺ และจะให้ความหวานชื่นแก่ทุกประชาชาติ ( 2)

8. การท่องจำและอัล-กุรอาน

หนึ่งในขั้นตอนของการรู้จักอัล-กุรอานอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับทุกคนคือ การท่องจำโองการต่างๆ นั่นเอง

ริวายะฮฺจากอะฮฺลุลบัยตฺ (อ.) มากมายได้กล่าวเน้นเรื่องการท่องจำอัล- กุรอาน เข่น ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กล่าวว่า อัลลอฮฺ (ซบ.) จะไม่ทรงลงโทษบุคคลที่หัวใจของเขาได้บรรจุอัล-กุรอานเอาไว้ ( 3)

-------------------------------------------------

2บิอารุลอันวาร เล่ม 92 หน้า 15

3วะซาอิลุชชีอะฮฺ เล่ม 4 หน้า 524


แน่นอนถ้าหากหัวใจคือที่พำนักพจนารถของพระผู้เป็นเจ้าแล้วละก็ เท่ากับว่าบุคคลนั้นได้ปกป้องพระดำรัสของพระองค์ และพระองค์จะทรงปกป้องดำรัสของพระองค์ ดังนั้น หัวใจในฐานะแผ่นบันทึกพระดำรัสก็จะถูกปกป้องไปโดยปริยาย

ท่านอิมามซอดิก (อ.) กล่าวว่า บุคคลใดท่องจำอัล-กุรอาน ซึ่งความทรงจำของเขาอ่อนแอมาก อัลลอฮจะประทาน 2 รางวัลแก่เขา ( 1)

ยังจะไม่ดีไปกว่านี้อีกหรือ การที่เรามิได้ถูกห้ามการได้รับผลประโยชน์จากอัล-กุรอานโดยขั้นตอนดังกล่าว เนื่องจากวิธีดังกล่าวมีคุณประโยชน์มากมายสำหรับมนุษย์เอง อย่างน้อยสุดตนได้กลายเป็นผู้ปกป้องรักษาอัล- กุรอาน ทำให้ความทรงจำดีขึ้น เป็นผู้มักคุ้นกับอัล-กุรอาน ที่สำคัญที่สุดจะได้รับผลบุญมากมายจากพระผู้อภิบาล ริวายะฮฺกล่าวว่า ในวันกิยามะฮฺจะมีเสียงตะโกนบอกกับเขาว่า จงอ่าน และจงขึ้นไปด้านบน ทุกโองการที่อ่านจะทำให้ฐานันดรของเขาในสวรรค์สูงขึ้นไปเรื่อยๆ( 2)

1อุซูลกาฟียฺ เล่ม 2 หน้าที่ 433/4

2บิฮารุลอันวาร เล่ม 89 หน้า 22

9. การไตร่ตรองในอัล-กุรอาน

อีกประการหนึ่งสำหรับขั้นตอนการรู้จักอัล-กุรอานคือ การไตร่ตรองและใคร่ครวญในอัล-กุรอาน ซึ่งประเด็นดังกล่าวมีโองการมากมายได้ยํ้าเน้นเอาไว้ และอัล-กุรอานกล่าวเชิญชวนเสมอให้มีการใคร่ครวญในตัวเอง ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าการใคร่ครวญเป็นหนึ่งในเป้าหมายที่สำคัญของการประทาน

อัล-กุรอาน


ดังที่กล่าวว่า

كِتَـٰبٌ أَنزَلۡنَـٰهُ إِلَيۡكَ مُبَـٰرَكٌ۬ لِّيَدَّبَّرُوٓاْ ءَايَـٰتِهِۦ وَلِيَتَذَكَّرَ أُوْلُواْ ٱلۡأَلۡبَـٰبِ

คัมภีร์ (อัล-กุรอาน) เราได้ประทานลงมาให้แก่เจ้าซึ่งมีความจำเริญ เพื่อพวกเขาจะได้พินิจพิจารณาฌองการต่าง ๆ ของอัล-กุรอานและเพื่อปวงผู้มีสติปัญญาจะได้ใคร่ครวญ ( 1)

ตัฟซีรเนะมูเนะฮฺ ได้อธิบายโองการดังกล่าวว่า เป้าหมายในการประทานคัมภีร์อันทรงเกียรติ มิได้ให้อ่านแต่เพียงอย่างเดียว ทว่าเป้าหมายหลักของการประทานคือการใคร่ครวญและไตร่ตรองในคัมภีร์ ( 2)

บางครั้งอัล-กุรอานกล่าวว่าประณามบุคคลที่ไม่ใคร่ครวญในอัล-กุรอาน เช่น กล่าวว่า

أَ فَلا يَتَدَبَّرُونَ الْقُرْآنَ أَمْ عَلي‏ قُلُوبٍ أَقْفالُها

พวกเขามิได้พิจารณาใคร่ครวญอัล-กุรอานดอกหรือ หรือว่าหัวใจของพวกเขามีกุญแจหลายดอกลั่นอยู่( 3)

ริวายะฮฺจำนวนมากมายได้กล่าวเน้นถึงการใคร่ครวญในอัล-กุรอาน เช่น ท่านอิมามอะลี (อ.) กล่าวว่า พึงสังวรไว้เถิดว่าการอ่านที่ไม่มีการใคร่ครวญในนั้นไม่มีความดีงามใด ๆ ทั้งสิ้น( 4)

-------------------------------------------------------------

1อัล - กุรอาน ซูเราะฮฺ ซ็อด โองการ 29

2ตัฟซีรเนะมูเนะฮฺ เล่ม 19 หน้า 268

3อัล - กุรอาน ซูเราะฮฺ มุฮัมมัด 24

4บิฮารุลอันวาร เล่ม 92 หน้า 211, เล่ม 2 หน้า 49


คำว่า ตะดับบุร มาจากรากศัพท์คำว่า ดะบะเราะ หมายถึง ด้านหลังของสิ่งหนึ่ง ดังนั้น ตะดับบุร จึงหมายถึง การครุ่นคิดเบื้องหลังของภารกิจทั้งหลาย( 5)

5 มุฟรอดาต รอฆิบ เอซฟาฮานียฺ หมวดคำว่า ดะบะเราะ

หมายถึง บั้นปลายสุดท้ายของการงานหรือปรากฏการณ์ที่ได้เห็น หลังจากนั้นได้ใคร่ครวญและทบทวนในเหตุการณ์เหล่านั้น

ตัฟซีรเนะมูเนะฮฺ กล่าวว่า ตะดับบุร มาจากรากศัพท์ของคำว่า ดะบะเราะ หมายถึง การพิสูจน์บทสรุปของสิ่ง ๆ หนึ่ง ต่างกับการ ตะฟักกุร (การคิด) ซึ่งส่วนมากจะคิดถึงสาเหตุที่เกิดของสิ่งๆ นั้น และทั้งสองคำถูกใช้ใน

อัล-กุรอานในความหมายที่กว้าง

คำว่า อักฟาล ในโองการที่ 24 ซูเราะฮฺ มุฮัมมัด เป็นพหูพจน์ของคำว่า

กุฟลิ ซึ่งมาจากรากศัพท์ของคำว่า กุฟูล หมายถึง การกลับ หรือ กุฟีล ให้ความหมายว่า สิ่งที่แห้ง ดังจะเห็นว่าถ้ามีคนๆ หนึ่งปิดประตูและใส่กุญแจอย่างดี ผู้ที่เห็นว่าประตูใส่กุญแจไว้ เขาก็จะหันหลังกลับทันที เหมือนกันสิ่งของที่แห้งจะไม่มีสิ่งใดซึมผ่านมันเข้าไปได้ ด้วยเหตุนี้ จึงกล่าวว่า กุฟีล

การที่จะได้รับประโยชน์จากอัล-กุรอาน จำเป็นอย่างยิ่งที่บุคคลนั้นต้องมีการขัดเกลาตนเองเสียก่อน เพราะอะไร เนื่องจากว่าถ้าหัวใจของเราถูกใส่กุญแจไว้ หมายถึง ถูกอารมณ์ใฝ่ตํ่าครอบงำ หรือถูกความยะโสโอหัง

ความอคติอวดดี และความเห็นแก่ตัวควบคุมอยู่ โดยไม่ยอมให้สิ่งอื่นหรือแม้แต่รัศมีของอัล- กุรอานเล็ดลอดเข้าไปจะมีประโยชน์อันใดอีก

ฉะนั้น นี่คือความหมายของโองการที่กำลังกล่าวถึง ( 1)

1 ตัฟซีรเนะมูเนะฮฺ เล่ม 21 หน้า 467/9


ข้อควรพิจารณา การตะดับบุร ก็คือ ความเข้าใจด้านใน หรือการตะอฺวีล และเป้าหมายของอัล-กุรอานซึ่งแอบแฝงอยู่ที่คำต่าง ๆ เช่น

เรื่องราวเกี่ยวกับท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ที่ปรากฏในอัล-กุรอาน โดยมีเป้าหมายเพื่อสาธยายแบบฉบับของพระผู้เป็นเจ้า และให้บทเรียนอันทรงคุณค่า และมีความสำคัญอย่างยิ่ง สิ่งสำคัญคือการสร้างความเข้าใจในสาส์นทั่วๆ ไปของเรื่องราวดังกล่าว เพื่อนำมาเป็นบทเรียนให้แก่ตัวเอง

10. การคิดในอัล-กุรอาน (ตะฟักกุร)

ขั้นตอนการรู้จักอัล-กุรอานอีกประการหนึ่งคือ การคิดในโองการต่างๆ ของพระองค์ ซึ่งมีหลายโองการที่ได้กล่าวถึงประเด็นนี้เอาไว้ เช่น กล่าวว่า

إِنَّا أَنْزَلْناهُ قُرْآناً عَرَبِيًّا لَعَلَّکُمْ تَعْقِلُونَ

แท้จริงพวกเราได้ประทานอัล-กุรอานแก่เขาเป็นภาษาอาหรับเพื่อพวกเจ้าจะใช้ปัญญาคิด( 1)

1อัล - กุรอาน ซูเราะฮฺ ยูซุฟ 2


บางครั้งอัล-กุรอานได้แนะนำว่าเป้าหมายของการประทานอัล-กุรอานคือการคิดไตร่ตรองของมนุษย์ ดังที่กล่าวว่า

بِالْبَيِّناتِ وَ الزُّبُرِ وَ أَنْزَلْنا إِلَيْکَ الذِّکْرَ لِتُبَيِّنَ لِلنَّاسِ ما نُزِّلَ إِلَيْهِمْ وَ لَعَلَّهُمْ يَتَفَکَّرُونَ

ด้วยหลักฐานทั้งหลายที่ชัดแจ้ง และคัมภีร์ต่างๆ ที่ศักดิ์สิทธิ์ เราได้ประทานอัล-กุรอานแก่เจ้าเพื่อเจ้าจะได้สาธยายแก่มนุษย์ในสิ่งที่ได้ถูกประทานมาแก่พวกเขา เพื่อพวกเขาจะได้ไตร่ตรอง( 2)

ริวายะฮฺจำนวนมากมายได้เชิญชวนมนุษย์ไตร่ตรองในโองการต่าง ๆ ของพระองค์( 3)

-------------------------------------------------------------------

2อัล - กุรอาน ซูเราะฮฺ อัล นะฮฺลิ 44

3มีซานุลฮิกมะฮฺ เล่ม 8 หน้า 88


ดังที่เคยกล่าวมาแล้วว่านักอรรถาธิบายอัล-กุรอานบางท่านในยุคปัจจุบันกล่าวว่า ตะฟักกุร คือการไตร่ตรองถึงสาเหตุที่เกิดของสิ่งนั้น

ส่วน การตะดับบุร คือการไตร่ตรองถึงผลหรือบทสรุปของการเกิดของสิ่งนั้น( 1)

1ตัฟซีร เนะมูเนะฮฺ เล่ม 21 หน้า 469

ในวิชาตรรกวิทยาได้กล่าวว่า เหตุผลนั้นมี 2 ลักษณะกล่าวคือ

ลิมมียฺ กับ อินนียฺ

เหตุผลที่เป็นลิมมียฺ หมายถึง การคิดจากสาเหตุที่เกิดไปหามูลเหตุแห่งการเกิด

ส่วนเหตุผลที่อินนีย์ คือการคิดจากมูลเหตุที่เกิดไปหาสาเหตุของการเกิด

บางที่อาจกล่าวได้ว่า การตะดับบุรนั้นหมายถึง เหตุผลที่เป็นอินนียฺ

ส่วนการตะฟักกุรนั้น หมายถึงเหตุผลที่เป็นลิมมียฺ

ข้อควรพิจารณา ตะฟักกุร คือความเข้าใจภายนอกของอัล-กุรอาน หรืออีกนัยหนึ่งคือ การอรรถาธิบาย เช่น ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องราวของบรรดาศาสดาทั้งหลาย


11. การยึดมั่นอัล-กุรอาน

การยึดมั่นอัล-กุรอานเป็นอีกหนึ่งขั้นตอนสำหรับการได้รับประโยชน์และการรู้จักอัล-กุรอาน หลายต่อหลายโองการได้เชิญชวนให้ปวงบ่วงทั้งทำการยึดมั่นกับ-อัล-กุรอาน เช่น ในซูเราะฮฺ ซุครุฟ พระองค์ตรัสกับท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ว่า

فَاسْتَمْسِكْ بِالَّذِي أُوحِيَ إِلَيْكَ إِنَّكَ عَلَى صِرَاطٍ مُّسْتَقِيمٍ

ดังนั้นจงยึดมั่นตามที่ได้ถูกวะฮียฺแก่เจ้า แท้จริงเจ้านั้นอยู่บนแนวทางอันเที่ยงตรง( 1)

อัล-กุรอานซูเราะฮฺ อะอฺรอฟ กล่าวว่า

وَٱلَّذِينَ يُمَسِّكُونَ بِٱلۡكِتَـٰبِ وَأَقَامُواْ ٱلصَّلَوٰةَ إِنَّا لَا نُضِيعُ أَجۡرَ ٱلۡمُصۡلِحِينَ

และบรรดาผู้ที่ยึดถือคัมภีร์และดำรงนมาซ แท้จริงเราจะไม่ทำลายรางวัลของผู้ปรับปรุงแก้ไขทั้งหลาย ( 2)

--------------------------------------------------------

1อัล - กุรอาน ซูเราะฮฺ อัซซุครุฟ 43

2อัล - กุรอาน ซูเราะฮฺ อัล - อะอฺรอฟ 170


จุดประสงค์ของคำว่า กิตาบ ในโองการนั้นหมายถึง คัมภีร์เตารอต หรืออัล-กุรอาน บรรดานักตัฟซีรได้อธิบายไว้ 2 ลักษณะดังนี้

ตะมัซซุก หมายถึงการยึดมั่น หรือการยึดติดกับสิ่งๆ หนึ่งเพื่อปกป้องรักษาไม่ให้ของสิ่งนั้นสุญเสียไป ซึ่งสามารถแยกออกเป็นการยึดมั่นที่สามารถสัมผัสได้ (ฮิซซียฺ) กับการยึดมั่นที่สัมผัสไม่ได้เป็นการสัมผัสด้านใน (มะอฺนะวีย)

1. การยึดมั่นที่สัมผัสได้ หมายถึง การที่ได้จับหรือถืออัล-กุรอานไว้ในมืออย่างมั่นคง พร้อมกับปกปักรักษาปกและเล่มอัล-กุรอานไม่ให้เสื่อมสลาย ถึงแม้ว่าการยึดมั่นลักษณะเช่นนี้จะมีประโยชน์และเป็นการกระทำที่ดีก็ตาม แต่ไม่ใช่วัตถุประสงค์ของโองการ

2. การยึดมั่นที่เป็นการสัมผัสด้านใน (มะอฺนะวีย) ซึ่งถือว่าเป็นการยึดมั่นที่แท้จริงเนื่องจากมนุษย์ได้ยึดมั่นด้วยความสมบูรณ์อย่างแท้จริง ด้วยความเลื่อมในศรัทธา และด้วยหัวใจที่จะปกป้องไม่ให้เสื่อมสลายพร้อมกับไม่อนุญาตให้ตนปฏิบัติขัดแย้งกับอัล-กุรอาน แม้จะเล็กเท่าผลธุลีก็ตาม

อีกทั้งได้ทุมเทชีวิตจิตใจเพื่อการเรียนรู้และสร้างความเข้าใจกับอัล-กุรอาน ( 1)

1ตัฟซีร เนะมูเนะฮฺ เล่ม 6 หน้า 453

สรุป หนึ่งในหน้าที่ของเราที่มีต่อัล-กุรอานคือ การยึดมั่นอย่างแท้จริงกับอัล-กุรอาน และจุดประสงค์คือ การยึดมั่นแบบมะอฺนะวียฺ


12. การแปลอัล-กุรอาน

การแปลอัล-กุรอานเป็นอีกหนึ่งในขั้นตอนของการรู้จักอัล-กุรอาน

การแปลอัล-กุรอานสำหรับบุคคลที่มีความเข้าใจภาษาอาหรับดีพอ และมีเงื่อนไขที่คู่ควรเหมาะสม หรือเลือกใช้การแปลเป็นภาษาอื่นเป็นตัวช่วย กรณีที่ไม่มีความสันทัดภาษาอาหรับดีพอ

การแปลอัล-กุรอานสำหรับบุคคลที่ไม่มีเงื่อนไขพอเพียง หรือไม่มีความรู้เรื่องการอรรถาธิบายอัล-กุรอาน มิได้นำเอาสัญลักษณ์ข้างเคียง (ริวายะฮฺและโองการอื่น) มาช่วยในการแปล และไม่ใช้ปัญญาถือว่าไม่อนุญาต เนื่องจากบั้นปลายสุดท้ายจะกลายเป็นการอรรถาธิบายอัล-กุรอานตามทัศนะของตนเอง ซึ่งถือว่าไม่อนุญาต

ดังนั้น การแปลอัล-กุรอาน จึงถือว่าเป็นบทสรุปของการตัฟซีร ซึ่งผู้ที่สามารถกระทำสิ่งนี้ได้คือ นักอรรถาธิบายอัล-กุรอานนั่นเอง

การแปลอัล-กุรอานสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มดังนี้

1. การแปลคำต่อคำ หมายถึง การแปลทุกคำพูดของอัล-กุรอานเป็นภาษาที่สอง โดยไม่ได้ใส่ใจต่อการอธิบาย โครงสร้างของภาษาที่สอง และรูปประโยค หรืออีกนัยหนึ่งคือไม่ได้ใส่ใจต่อหลักภาษาที่ใช้

การแปลเช่นนี้มีประโยชน์สำหรับการเรียนรู้ภาษาอาหรับในเบื้องต้น และเพื่อให้ชำนาญต่อภาษาอาหรับ


2. การแปลอิสระ หมายถึง การแปลเป็นภาษาที่สองในเชิงสรุปความหมายโดยรวมของโองการ โดยอาศัยตัฟซีรเป็นตัวช่วยในการแปล โดยปกติการแปลลักษณะเช่นนี้จะเพิ่มการอธิบายลงไปเล็กน้อยโดยใส่ไว้ในวงเล็บ ซึ่งผู้แปลมีความอิสระในการแปล เพราะตนเข้าใจโองการอย่างไรก็จะถ่ายทอดเป็นภาษาที่สองออกมาทันที การแปลลักษณะเช่นนี้เหมาะสมและเป็นประโยชน์สำหรับการสร้างความเข้าใจในความหมาย และการอรรถาธิบายโองการโดยรวม

3. การแปลประโยคต่อประโยค หมายถึง การสร้างความเข้าใจประโยคของอัล-กุรอานเสียก่อน หลังจากนั้นจึงถ่ายทอดออกมาเป็นภาษาที่สองโดยกวดขันเรื่องหลักภาษาเป็นพิเศษ และไม่มีการอธิบายเพิ่มเติมในเชิงของ การตัฟซีร

การแปลลักษณะเช่นนี้จะมีความมั่นคง ละเอียด และถูกต้องมากที่สุด อย่างเช่น การแปลเป็นภาษาฟารซียฺของท่านอายะตุลลอฮฺ มะการิมชีรอซียฺ หรือของอุซตาฟูลอดวันด์ เป็นต้น

ข้อควรพิจารณา นักวิชาการบางท่านได้ให้ทัศนะว่าการแปลอัล-กุรอานเป็นภาษาที่สองไม่อาจทำให้สมบูรณ์ได้เด็ดขาด ถ้าเป็นเช่นนั้นก็จะเกิด

อัล-กุรอานเล่มที่สองขึ้นมาทันที (ปัญหายุ่งยากในการแปลเป็นเหตุผลที่ดีพอสำหรับข้อกล่าวอ้างข้างต้น)


13. การอรรถาธิบายอัล-กุรอาน

การอรรถาธิบายอัล-กุรอานเป็นขั้นตอนที่ลุ่มลึกที่สุดสำหรับการรู้จัก

อัล-กุรอาน ซึ่งจะขอนำเสนอโครงสำคัญของการตัฟซีรในเชิงสรุปดังนี้

1. ตะอฺรีฟ (คำนิยาม) ตัฟซีรในเชิงภาษาหมายถึง การเปิดเผย การทำให้ความหมายของคำๆ หนึ่งกระจ่าง อีกนัยหนึ่ง การตัฟซีร หมายถึง การฉีกสิ่งกีดขวางที่กั้นประเด็นต่างๆ อันเป็นรูปลักษณ์ที่แท้จริงของคำ

ความหมายในเชิงของนักปราชญ์ ตัฟซีรหมายถึง การอธิบายความหมายโองการอัล-กุรอาน และการฉีกม่านที่กั้นเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ที่โองการต้องการกล่าวถึงออกมา

ข้อควรพิจารณา อัล-กุรอานคือรัศมีและเป็นคัมภีร์ที่ชัดแจ้ง ไม่มีจุดประเด็นใดที่มืดบอดเด็ดขาด ดังนั้น ในความเป็นจริงหัวใจและจิตวิญญาณของเราต่างหากที่มีความมืดบอด เราจำเป็นต้องขัดเกลาตัวเองก่อนให้สะอาดเพื่อจะได้เข้าใจ ความหมายและเจตนารมณ์ของอัล-กุรอาน

2. การตัฟซีรอัล-กุรอานอย่างน้อยที่สุดต้องมี 3 เงื่อนไข

อนุญาต ให้บุคคลที่มีเงื่อนไขของนักตัฟซีรทั้งหมด สามารถตัฟซีร

อัล-กุรอานโดยอาศัยตัฟซีรที่เชื่อถือได้ก่อนหน้านั้นเป็นเกณฑ์ในการตัฟซีร


วาญิบ สำหรับนักตัฟซีรที่จะต้องมีความเข้าใจที่ถูกต้องในหลักศรัทธาของตน และต้องป้องกันการหลงทางออกไป อีกทั้งสามารถอธิบายกฏเกณฑ์ต่างๆ ของพระผู้เป็นเจ้าที่ปรากฏในอัล-กุรอานได้

ฮะรอม สำหรับบุคคลที่ไม่มีเงื่อนไขของนักตัฟซีร หรือไม่ใส่ใจต่อเงื่อนไขของการตัฟซีร และได้ตัฟซีรตามทัศนะของตนเอง

3. การตัฟซีรตามทัศนะตนเองหมายถึงอะไร หมายถึงผู้อธิบายอัล-กุรอานมีเงื่อนไขไม่เพียงพอต่อการตัฟซีร และไม่ใส่ใจต่อสัญลักษณ์ทั้งสติปัญญา โองการ และริวายะฮฺในการตัฟซีร การตัฟซีรเช่นนี้ถือว่าใช้ไม่ได้ ริวายะฮฺกล่าวว่า สถานที่พำนักของผู้อธิบายอัล-กุรอานด้วยทัศนะของตนเองคือ

ไฟนรก

4. จากสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นเข้าใจได้ว่าขั้นตอนต่อไปนี้ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของการตัฟซีร

- การอ่านโองการต่าง

- การแปลคำหรือประโยค โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแปลคำต่อคำ

- การตะดับบุรและการตะฟักกุรเกี่ยวกับโองการต่างๆ เพื่อความเข้าใจโดยไม่ได้อธิบายออกมา

- การอ้างถึงตับซีรไม่ใช่การตัฟซีร


ข้อควรพิจารณา ไม่มีความแตกต่างกันระหว่างการตะดับบุดและการ

ตะฟักกุรในอัล-กุรอาน กับการอธิบายอัล-กุรอานตามทัศนะของตัวเอง แน่นอนว่าการตะดับบุรและการตะฟักกุรนั้นเป็นประโยชน์กับและมีความจำเป็นต่อตนเอง แต่ถ้าต้องการอธิบายให้บุคคลอื่นทราบจำเป็นต้องอาศัยการตัฟซีร หรือต้องมีเงื่อนไขของการตัฟซีรอยู่ด้วยจึงจะถือว่าเชื่อถือได้

มิเช่นนั้นแล้วจะกลายเป็นการตัฟซีรด้วยทัศนะตนเอง ซึ่งถือว่า ฮะรอม

5. แนวทางในการตัฟซีรคืออะไร

การแบ่งแนวทางตัฟซีรอัล-กุรอานในเบื้องต้นสามารถแบ่งออกเป็น

2 แนวทางดังนี้

1. ตัฟซีรเมาฎูอียฺ หมายถึง การนำเอาโองการที่กล่าวถึงเรื่องเดียวกันมารวมไว้ที่เดียวกันและทำการอธิบายไปตามประเด็นเหล่านั้น เช่น เรื่องความเป็นเอกภาพของพระผู้เป็นเจ้า นบูวัต หรืออิมามะฮฺเป็นต้น

2. ตัฟซีรตัรตีบียฺ หมายถึง การอธิบายอัล-กุรอานตั้งแต่แรกจนกระทั่งจบเรียงไปตามซูเราะฮฺ และโองการ

ส่วนการแบ่งอีกประเภทหนึ่งกล่าวคือ ถ้าพิจารณาการแบ่ง 2 ประเด็นข้างต้นแล้ว จะเห็นว่าแต่ละประเด็นยังสามารถแบ่งออกได้อีก 7 ประเด็น เช่น การตัฟซีรอัล-กุรอานด้วยอัล-กุรอาน ตัฟซีรดัวยสติปัญญา

ตัฟซีรด้วยริวายะฮฺ ตัฟซีรด้วยวิทยาศาสตร์ ตัฟซีรด้วยทัศนะตัวเอง

ตัฟซีรด้วยรหัสยะ และการตัฟซีรด้วยหลักการอิจญฺติฮาด


6. เงื่อนไขของนักตัฟซีรคืออะไร

บุคคลที่มีเงื่อนไขดังต่อไปนี้สามารถอธิบายอัล-กุรอานได้ แต่ต้องกวดขันเรื่องเงื่อนไข และเอาใจใส่ต่อหลักการเหล่านั้นเป็นพิเศษ

1. มีความรู้ความสามารถเกี่ยวกับหลักภาษาอาหรับ และต้องมีความสันทัดต่อกฎไวยากรณ์เหล่านั้น เช่น มีความรู้เรื่องการแยกคำ ไวยากรณ์ ความหมาย วาทศิลปฺ และอื่น ๆ

2. มีความรู้เกี่ยวกับสาเหตุของการประทานอัล-กุรอาน (อัสบาบุลนุซูล)

3. มีความรู้เกี่ยวกับอัล-กุรอานโดยทั่วไป เช่น โองการที่เป็นนาซิค มันซูค มักกียะฮฺ มะดะนียะฮฺ มุฮฺกัม และมุตะชาบิฮ์

4. มีความรู้เรื่องฟิกฮฺ

5. มีความรู้เรื่องอุซูล

6. มีความรู้เรื่องฮะดีษ

7. มีความรู้เรื่องการอ่านในสำนวนต่าง ๆ

8. มีความรู้เรื่องปรัชญา ศาสนศาสตร์ สังคม และจริยธรรม

9. ต้องหลีกเลี่ยงการคาดการณ์ หรือการเปรียบเทียบ

10. ต้องรู้จักตัฟซีรและคำพูดของนักตัฟซีรก่อนหน้านั้นและต้องไม่ลอกเลียนแบบ


7. ตัฟซีรที่สำคัญของชีอะฮฺ

ส่วนนี้ขอนำเสนอเฉพาะตัฟซีรที่มีความสำคัญและมีชื่อเสียง ซึ่งเป็นที่รู้จักของนักวิชาการทั่วไป

1. ตัฟซีร มัจมะอุลบะยาน มัรฮูมเฏาะบัรซีย์

2. ตัฟซีร นูรุษษะเกาะลัยนฺ มัรฮูมฮุวัยซียฺ

3. ตัฟซีร อัลมีซาน มัรฮูมอัลลามะฮฺเฏาะบาเฏาะบาอียฺ

4. ตัฟซีร เนะมูเนะฮฺ อายะตุลลอฮฺ มะการิม ชีรอซียฺ

5. ตัฟซีร เมาฎูอฺ พะยอเมกุรอาน อายะตุลลอฮฺ มะการิม ชีรอซียฺ

6. ตัฟซีร เมาฎูอฺ มันชูเรญอวีด อายะตุลลอฮฺ ญะอฺฟัร ซุบฮานียฺ

แนวทางของตัฟซีรที่กล่าวนามข้างต้น

ตัฟซีร มัจมะอุลบะยาน ส่วนใหญ่จะกวดขันเรื่องหลักภาษา และหลักไวยากรณ์ภาษาอาหรับ การอ่าน สาเหตุที่ประทานโองการ คำกล่าวของนักตัฟซีรที่สำคัญจากบรรดาเศาะฮาบะฮฺ และตาบิอีน

ตัฟซีร นูรุษษะเกาะลัยนฺ เป็นตัฟซีรริวายะฮฺโดยการนำเอาริวายะฮฺของอะฮฺลุลบัยตฺ (อ.) มาอธิบายโองการ

ตัฟซีร อัลมีซาน เป็นตัฟซีรอัล-กุรอานด้วยอัล-กุรอานและส่วนใหญ่อาศัยสติปัญญาเป็นหลักในการตัฟซีร


ตัฟซีร เนะมูเนะฮฺ เป็นตัฟซีรสมัยใหม่ที่ผสมผสานระหว่างการตัฟซีร

อัล-กุรอานด้วยอัล-กุรอานและตัฟซีรด้วยสติปัญญา ส่วนใหญ่จะกล่าวถึงสังคม ประเด็นความรู้สมัยใหม่ และความเร้นลับของโองการ

ตัฟซีร เมาฎูอฺ พะยอเมกุรอาน มีทั้งสิ้น 10 เล่ม เป็นผลงานที่มีจากนักเขียนตัฟซีรเนะมูเนะฮฺ

ตัฟซีร เมาฎูอฺ มันชูเรญอวีด มีทั้งสิ้น 10 เล่ม เป็นตัฟซีรเมาฎูอฺชุดแรกที่

อายะตุลลอฮฺ ซุบฮานียฺได้แขียนขึ้นมา

14. การตะอฺวีล

การเข้าใจเรื่องการตะอฺวีลอัลกุรอานถือว่าเป็นการเข้าใจที่ลึกซึ้ง และเป็นอีกหนึ่งขั้นตอนสำคัญสำหรับการรู้จักอัล-กุรอาน

ตะอฺวีล ในเชิงภาษามาจากรากศัพท์คำว่า อัลเอาวัล หมายถึง การกลับไปสู่แหล่งเดิม หรือไปสู่รากฐานเดิม หรือการกลับสิ่งหนึ่งไปยังเป้าหมายเดิมของตน( 1)

ในทัศนะของนักตัฟซีรกล่าวว่า คำว่าตะอฺวีล มีหลายความหมายด้วยกัน อัลลามะฮฺ เฏาะบาเฏาะบาอียฺกล่าวว่า ตะอฺวีลคือความจริงที่อธิบาย

อัล-กุรอาน หรือคัมภีร์อันทรงเกียรติที่นอกจากผู้บริสุทธิ์แล้วไม่มีผู้ใดสามารถสัมผัสได้( 2)

1มุฟรอดาต รอฆิบ เอซฟาฮานียฺ หมวดคำว่า เอาวัล

2ตัฟซีร อัลมีซาน เล่ม 5 หน้า 25


บางทัศนะ กล่าวว่า ตะอฺวีล คือการตัฟซีรนั้นเอง

บางทัศนะ กล่าวว่า ตะอฺวีล คือสิ่งที่ภายนอกอัล-กุรอานกำลังกล่าวถึง

บางทัศนะ กล่าวว่า ตะอฺวีล คือการตีความของโองการที่มีความเคลือบแคลง

บางทัศนะ กล่าวว่า ตะอฺวีล คือความหมายที่สองของอัล-กุรอาน หรือความหมายด้านในนั่นเอง

คำว่าตะอฺวีล ถูกกล่าวไว้ในอัล-กุรอาน 7 ซูเราะฮฺด้วยกัน ซึ่งเมื่อรวมแล้วเท่ากับว่าคำนี้ถูกใช้ทั้งสิ้น 17 ครั้ง ในความหมายที่แตกต่างกัน

1. ตะอฺวีล ให้ความหมายว่า ตัฟซีร หรือ ตับยีน หรือการตีความ ดังที่อัล-กุรอานกล่าวว่า

وَمَا یَعْلَمُ تَأْوِیلَهُ إِلاَّ اللّهُ وَالرَّاسِخُونَ فِی الْعِلْمِ

และไม่มีใครรู้การตีความโองการได้นอกจากอัลลอฮฺ และบรรดาผู้ที่มั่นคงในความรู้เท่านั้น( 1)


2. ตะอฺวีล ให้ความหมายว่า ด้านหลัง หรือการย้อนกลับ อัล-กุรอานกล่าวว่า

فَإِن تَنَازَعْتُمْ فِي شَيْءٍ فَرُدُّوهُ إِلَى اللَّـهِ وَالرَّسُولِ إِن كُنتُمْ تُؤْمِنُونَ بِاللَّـهِ وَالْيَوْمِ الْآخِرِ ۚ ذَٰلِكَ خَيْرٌ وَأَحْسَنُ تَأْوِيلًا

แต่ถ้าพวกเจ้าขัดแย้งกันในสิ่งใด ก็จงนำสิ่งนั้นกลับไปยังอัลลอฮฺ และเราะซูลหากพวกเจ้าศรัทธาต่ออัลลอฮฺและวันปรโลก นั่นแหละเป็นสิ่งที่ดียิ่งและเป็นการกลับไปที่สวยยิ่ง( 2)

3. ตะอฺวีล ให้ความหมายว่า การเกิดของสิ่งหนึ่งและได้แจ้งข่าวการเกิดของสิ่งนั้น อัล-กุรอานกล่าวว่า

هَلْ يَنظُرُونَ إِلَّا تَأْوِيلَهُ ۚ يَوْمَ يَأْتِي تَأْوِيلُهُ

เขาเหล่านั้นมิได้คอยอะไร นอกจากผลสุดท้ายแห่งคัมภีร์นั้นเท่านั้น วันที่ผลสุดท้ายแห่งคัมภีร์จะมานั้น( 3)

-----------------------------------------------------

1อัล - กุรอาน ซูเราะฮฺ อาลิอิมรอน 7

2อัล - กุรอาน ซูเราะฮฺ นิซาอฺ 59

3อัล - กุรอาน ซูเราะฮฺ อัล อะอฺรอฟ 53


รหัสยะ ความเร้นลับ และปรัชญาของอะฮฺกาม เช่น เรื่องราวของศาสดา มูซา (อ.) กับศาสดาคิฎิรฺ (อ.) อัล-กุรอานกล่าวว่า

ذَٰلِكَ تَأْوِيلُ مَا لَمْ تَسْطِع عَّلَيْهِ صَبْرًا

นั่นคือความลับที่ท่านไม่สามารถมีความอดทนในสิ่งนั้นๆ ได้ ( 1)

ข้อควรพิจารณา

เพื่อศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว ศึกษาได้จากตัฟซีรอัลมีซาน และตัฟซีรเนะมูเนะฮฺ ซูเราะฮฺ อาลิอิมรอน โองการที่ 7

1อัล - กุรอาน ซูเราะฮฺ อัลกะฮฺฟฺ 82

15. การรับด้านในของอัล-กุรอาน

ความเข้าใจเกี่ยวกับความหมายด้านในของอัล-กุรอานเป็นหนึ่งในขั้นตอนที่ยุ่งยาก และเป็นความเข้าใจลุ่มลึกของอัล-กุรอาน คำว่า บัฏนฺ ในเชิงภาษา หมายถึง สิ่งที่แตกต่างไปจากภายนอก หมายถึง ภายในเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่นอกเหนือไปจากภายนอก ซึ่งประสาทสัมผัสทั้ง 5 ไม่อาจรับรู้ได้ ฉะนั้น จึงเรียกสิ่งนั้นว่า บัฏนฺ บางครั้งสิ่งที่ลำบากต่อความเข้าใจ หรือสิ่งที่ยุ่งยากก็เรียก บัฏนฺ เช่นกัน ( 2)

2มุฟรอดาต รอฆิบ เอซฟาฮานียฺ หมวดคำว่า บัฏนฺ


คำว่า บัฏนฺ ในอัล-กุรอานจะถูกใช้เกี่ยวกับคุณลักษณะ (ซิฟัต) ของพระผู้เป็นเจ้า เช่น กล่าวว่า

هُوَ الْأَوَّلُ وَالْآخِرُ وَالظَّاهِرُ وَالْبَاطِنُ ۖ وَهُوَ بِكُلِّ شَيْءٍ عَلِيمٌ

พระองค์ทรงเป็นองค์แรกและองค์สุดท้าย ทรงเปิดเผยและทรงเร้นลับ พระองค์เป็นผู้ทรงรอบรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง( 3)

3อัล - กุรอาน ซูเราะฮฺ อัล ฮะดีด 3

และถูกใช้เกี่ยวกับนิอฺมัตต่าง ๆ เช่นกล่าวว่า

أَسْبَغَ عَلَيْكُمْ نِعَمَهُ ظَاهِرَةً وَبَاطِنَةً

พระองค์ได้ทรงประทานความโปรดปรานมากมายของพระองค์อย่างครบครันแก่พวกเจ้า ทั้งที่เปิดเผยและที่ซ่อนเร้น( 1)

และบางครั้งคำว่า บัฏนฺ ถูกใช้ในลักษณะอื่น

ท่านอิมามบากิร (อ.) กล่าวว่า

ان للقرآن بطنا و للبطن بطن

แท้จริงอัล-กุรอานนั้นมีความหมายซ่อนเร้น (บัฏนฺ) และบนความซ่อนเร้นนั้นมีความซ่อนเร้น( 2)


ท่านอิมามอะลี (อ.) กล่าวว่า

وَ إِنَّ القُرآنَ ظَاهِرُهُ أَنِيقٌ، وَ بَاطِنُهُ عَمِيقٌ

ภายนอกของอัล-กุรอานนั้นสวยงาม ส่วนภายในนั้นลุ่มลึก( 3)

1อัล - กุรอาน ซูเราะฮฺ ลุกมาน 20

2บิฮารุลอันวาร เล่ม 92 หน้า 95, มีซานุลฮิกมะฮฺ เล่ม 8 หน้า 94/95

3นะฮฺญุลบะลาเฆาะฮฺ คำเทศนาที่ 18

เกี่ยวกับคำว่า บัฏนฺ นี้ อัล-กุรอานได้กล่าวอธิบายไว้อย่างมากมาย แต่ที่ดีที่สุดสำหรับคำอธิบายคือ ความหมายซ่อนเร้นของทุกโองการคือ ความหมายทั่วไปเพียงแค่พิจารณาโองการอย่างละเอียดถี่ถ้วนจะเข้าใจได้ทันที แต่ไม่สามารถตีความหมายที่ซ่อนเร้นจากความหมายภายนอกของโองการได้ เกี่ยวกับเรื่องนี้จะสังเกตุเห็นว่ามีริวายะฮฺตัฟซีรจำนวนมากมายจากบรรดาอะฮฺลุลบัยตฺ (อ.) ได้อธิบายความหมายที่ซ่อนเร้นของอัล-กุรอานไว้ เช่น อัล-กุรอาน ซูเราะฮฺ อัลมุลกฺ โองการที่ 30 กล่าวว่า

قُلْ أَرَأَيْتُمْ إِنْ أَصْبَحَ مَاؤُكُمْ غَوْرًا فَمَن يَأْتِيكُم بِمَاءٍ مَّعِينٍ

จงกล่าวเถิดมุฮัมมัด พวกท่านจงบอกฉันซิว่า หากแหล่งนํ้าของพวกท่านเหือดแห้งลง ดังนั้นผู้ใดเล่าจะนำนํ้าที่ท่วมทันมาให้พวกท่าน

อัลกุรอาน ซูเราะฮ์อัลมุลก์ 30


จะสังเกตเห็นว่าภายนอกของโองการกำลังกล่าวถึงเรื่อง น้าดื่ม

แต่ริวายะฮฺจากอะฮฺลุลบัยตฺ (อ.) กล่าวอธิบายว่า จุดประส่งค์ของนํ้าในที่นี้หมายถึง อิมามและความรู้ของท่าน

عن الرضا (ع) : سئل عن هذه الآية فقال : ماؤاكم ابوابكم اى الامام عليه السلام والائمة ابواب الله بينه و بين خلقه (فمن يأتيكم بماء معين) يعني بعلم الامام

มีผู้ถามท่านอิมามริฎอ (อ.) เกี่ยวกับโองการข้างต้น ท่านอิมาม (อ.) ตอบว่า มะอฺวากุมอับวาบุกุม หมายถึง บรรดาอิมาม (อ.) ส่วนอะอิมมะฮฺเป็นประตูแห่งอัลลอฮฺ ที่อยู่ระหว่างพระองค์กับสรรพสิ่งถูกสร้าง ดังนั้นผู้ใดเล่าจะนำนํ้าที่ท่วมทันมาให้พวกท่าน หมายถึง ความรู้ของบรรอิมาม( 1)

1ตัฟซีร อัล กุมมี เล่ม 2 หน้า 379

ท่านอิมามริฎอ (อ.) ได้อธิบายความหมายคำว่า น้ำ ในโองการว่าหมายถึง บรรดาอิมามและความรู้ของท่านได้อย่างไร

เนื่องจากนํ้า คือ สิ่งที่ให้ชีวิตภายนอกแก่สรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลาย ส่วนบรรดาอิมามและความรู้ของท่านคือสิ่งที่ให้ความรู้ภายในแก่สรรพสิ่งทั้งหลายและสังคม


ในความเป็นจริงสามารถนำโองการด้านบนเปลี่ยนเป็นความหมายที่ครอบคลุมทั้งหมดได้ หลังจากนั้น ค่อยแนะนำอิมามซึ่งอยู่ในฐานะตัวอย่างที่อัล-กุรอานกล่าวถึง หมายถึง นํ้านั้นครอบคลุมทั้งความจริงและสิ่งเปรียบเปรย

กล่าวคือ นํ้า คือ สิ่งที่ให้ชีวิตแก่ทุกสิ่ง เหมือนกับอิมามและความรู้ของท่านที่ให้ชีวิตแก่จิตวิญญาณทั้งหลาย และนี่เป็นเพียงตัวอย่างที่สามารถค้นคว้าความหมายที่ซ่อนเร้นของโองการได้

16 .การปฏิบัติตามอัล-กุรอานและธำรงความยุติธรรม

ขั้นตอนสุดท้ายสำหรับการรู้จักอัล-กุรอาน และการได้รับประโยชน์

อันมากมายจากพระคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์คือ การปฏิบัติตามคำสั่งต่าง ๆ ที

อัล-กุรอานกล่าวถึง ซึงสิ่งนี้ได้นำเอาความจำเริญทั้งฟากฟ้าและแผ่นดินมาสู่มนุษย์ และนำพาสังคมมนุษย์ไปสู่ความผาสุก ความจำเริญ และความก้าวหน้าที่ไม่มีที่สิ้นสุด


อัล-กุรอาน ซูเราะอฺ มาอิดะฮฺได้กล่าวถึง คัมภีร์แห่งฟากฟ้าและสัญลักษณ์ต่าง ๆ ของพระผู้เป็นเจ้า เช่น กล่าวว่า

وَلَوْ أَنَّهُمْ أَقَامُوا التَّوْرَاةَ وَالْإِنجِيلَ وَمَا أُنزِلَ إِلَيْهِم مِّن رَّبِّهِمْ لَأَكَلُوا مِن فَوْقِهِمْ وَمِن تَحْتِ أَرْجُلِهِم

และหากว่าเขาเหล่านั้นได้ดำรงไว้ซึ่งอัต-เตารอต และอัล-อินญีล และสิ่งที่ถูกประทานลงมา (อัล-กุรอาน) ยังพวกเขา (ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด) จากพระผู้อภิบาลของพวกเขา แน่นอนพวกเขาก็จะได้บริโภคสิ่งที่มาจากเบื้องบน (ฟากฟ้า) ของพวกเขา และที่มาจากภายใต้เท้า (แผ่นดิน) ของพวกเขา( 1)

1อัล - กุรอาน ซูเราะฮฺ อัล มาอิดะฮฺ 66

อัล-กุรอาน ซูเราะฮฺ อัล ฮะดีดได้กล่าวแนะนำเป้าหมายในการประทานบรรดาศาสดาลงมาสั่งสอนมนุษยชาติ


การประทานคัมภีร์ต่าง ๆ และการธำรงไว้ซึ่งความยุติธรรมในสังคม

อัล-กุรอานกล่าวว่า

لَقَدْ أَرْسَلْنَا رُسُلَنَا بِالْبَيِّنَاتِ وَأَنزَلْنَا مَعَهُمُ الْكِتَابَ وَالْمِيزَانَ لِيَقُومَ النَّاسُ بِالْقِسْطِ

แน่นอน เราได้ส่งบรรดาเราะซูลของเราพร้อมด้วยหลักฐานทั้งหลายอันชัดแจ้ง และเราได้ประทานคัมภีร์และความยุติธรรมลงมาพร้อมกับพวกเขา เพื่อมนุษย์จะได้ดำรงอยู่บนความเที่ยงธรรม( 1)

1อัล - กุรอาน ซูเราะฮฺ อัล ฮะดีด 25


หมวดที่ 5 ทั่วไปเกี่ยวกับอัล-กุรอาน

ในหมวดนี้ต้องการนำเสนอศัพท์บางคำที่เป็นกุญแจไขไปสู่ความหมาย และข้อมูลที่เฉพาะสำหรับอัล-กุรอาน และประวัติโดยสรุปของคัมภีร์

1. คำว่ากุรอาน

นามดังกล่าวอัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงตรัสไว้ในคัมภีร์ และสอนมนุษย์ให้รู้จักคัมภีร์แห่งฟากฟ้าโดยใช้คำว่า กุรอาน โดยกล่าวว่า

إِنَّهُ لَقُرْآنٌ كَرِيمٌ

แท้จริงนี่คือ กุรอานอันทรงเกียรติ( 2)

2 อัล - กุรอาน ซูเราะฮฺ อัล วากิอะฮฺ 77

อัล-กุรอาน ซูเราะฮฺ อัลนะฮฺลิ กล่าวว่า

فَإِذَا قَرَأْتَ الْقُرْآنَ فَاسْتَعِذْ بِاللَّـهِ مِنَ الشَّيْطَانِ الرَّجِيمِ

ดังนั้น เมื่อเจ้าอ่านอัล-กรุอาน ก็จงขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮฺให้พ้นจากชัยฏอนที่ถูกสาปแช่ง( 1)

1 อัล - กุรอาน ซูเราะฮฺ อัล - นะฮฺลิ 98


คำว่า กุรอาน ในหมู่นักวิชาการและนักวิจัยมีทัศนะความเห็นแตกต่างกัน กล่าวคือ

1. บางทัศนะกล่าวว่าคำว่า กุรอาน ไม่ได้ผันมาจากศัพท์คำใดทั้งสิ้น คำๆ นี้ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อพระดำรัสของพระผู้เป็นเจ้าตั้งแต่แรกเริ่ม

2. บางทัศนะกล่าวว่าคำว่า กุรอาน ผันมาจากคำว่า เกาะระอะ หมายถึงการอ่าน กล่าวคือ กุรอาน คือคัมภีร์ที่ถูกอ่านแล้ว

3. บางทัศนะกล่าวว่าคำว่า กุรอาน มาจากรากศัพท์ของคำว่า เกาะระนะ หมายถึง การประชิดติด การแนบสนิท การติดกัน การแสดงสัมพันธภาพ เนื่องจากคำ โองการต่าง ๆ และซูเราะฮฺประชิดติดกันจึงเรียกว่า กุรอาน

4. บางทัศนะกล่าวว่าคำว่า กุรอาน ผันมาจากคำว่า เกาะรออิน ซึ่งเป็นพหูพจน์ของคำว่า กะรีนะฮฺ หมายถึงสัญลักษณ์ เนื่องจากโองการอัล-กุรอานเป็นสัญลักษณ์ที่สนับสนุนกันและกันจึงเรียกว่า กุรอาน

ข้อควรพิจารณา แน่นอนว่ากุรอานกะรีม มีชื่อและคุณลักษณะอื่นๆ อีกมากมาย เช่น ฟุรกอน หมายถึง การจำแนกความจริงและความเท็จ กิตาบ ซิกรฺ ตันซีล นูร ฮุดายฺ มะญีด และอื่นๆ อีกมากมาย


2. อายะฮฺ

คำว่า อายะฮฺ ในเชิงภาษามีหลายความหมายด้วยกัน เช่น สัญลักษณ์ เครื่องหมาย การรวบรวม สิ่งมหัศจรรย์ และความแปลกประหลาด

ส่วน อายาตกุรอาน ได้ถูกจัดวางบนความหมายทุกความหมายที่มีความเหมาะสมในเชิงภาษา เช่น

1. ทุกอายะฮฺอัล-กุรอาน แสดงให้เห็นถึงการนำมาซึ่งความสัจจริง

การไร้ความสามารถของผู้เป็นปรปักษ์ และการการจำแนกออกจากสิ่งตรงข้าม

2. ทุกอายะฮฺ ได้รวบรวมจากอักษร คำต่าง ๆ และประโยค

3. ทุกอายะฮฺ อาจเป็นไปได้ที่บ่งบอกถึงความมหัศจรรย์ ถ้าหากพิจารณาจากคำและมาตรฐานของอัล-กุรอาน


อายะฮฺในทัศนะของนักปราชญ์หมายถึง บางส่วนจากอักษร หรือคำ หรือประโยค ซึ่งริวายะฮฺได้กำหนดขอบเขตที่แน่นอนของสิ่งเหล่านี้ไว้แล้ว

การรู้จักโองการอัล-กุรอานถือเป็น เตาฟีกกียฺ หมายถึงท่านศาสดา

(ซ็อล ฯ) ได้กำหนดไว้เรียบร้อยแล้ว กล่าวคือ ขณะที่ท่านอ่านโองการท่านได้หยุดเพื่อให้ประชาชนได้เข้าใจขอบเขตของโองการ

อัล-กุรอานมีทั้งสิ้น 6236 โองการ ตามการกำหนดหมายเลยในปัจจุบัน ไม่รวม บิซมิลลาฮฺ ในซูเราะฮฺอื่นๆ ซึ่งไม่ถือว่าเป็นโองการแยกต่างหากจาก ซูเราะฮฺ ยกเว้น บิสมิลลาฮฺ ในซูเราะฮฺฟาติฮะฮฺ ที่นับว่าเป็นโองการแยกต่างหาก

สิ่งจำเป็นต้องกล่าวคือ การเรียบเรียงโองการต่างๆ และซูเราะฮฺเป็นคำสั่งของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ตามการชี้นำของท่านญิบรออีล

นักวิชาการอุลูมกุรอาน (ศาสตร์เกี่ยวกับกุรอาน) กล่าวว่า ทุกครั้งที่

อัล- กุรอานถูกประทานลงมา ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ได้เรียกผู้จดบันทึกมาและสั่งให้จดบันทึกโองการต่าง ๆ ไว้ในซูเราะฮฺที่แตกต่างกันอย่างเป็นระเบียบ แม้แต่บิสมิลลาฮฺ ท่านก็ได้สั่งให้บันทึกไว้เหนือซูเราะฮฺต่าง ๆ ยกเว้นซูเราะฮฺบะรออะฮฺ


3. ซูเราะฮฺ

คำว่า ซูเราะฮฺ ในเชิงภาษาแบ่งออกเป็นหลายความหมายด้วยกัน

1. บางทัศนะกล่าวว่า คำว่า ซูเราะฮฺ เป็นคำที่แปลงมาจากคำว่า ซูเราะฮฺ หมายถึงของที่กินเหลือ หรือนํ้าที่เหลือค้างภาชนะจากการดื่ม และเนื่องจาก ซูเราะฮฺอัล-กุรอาน เป็นส่วนหนึ่งของอัล-กุรอาน จึงเรียกว่า ซูเราะฮฺ

2. บางทัศนะกล่าวว่า คำว่า ซูเราะฮฺ หมายถึงการห้อมล้อม การล้อมกรอบ หรือกำแพงเมือง และการที่เรียกซูเระาฮฺอัล-กุรอานว่า ซูเราะฮฺ เสมือนว่า

ซูเราะฮฺได้ล้อมกรอบโองการต่าง ๆ ให้อยู่ในการควบคุมของตน

ด้วยเหตุนี้จึงเรียกว่า ซูเราะฮฺ

3. บางทัศนะกล่าวว่า คำว่า ซูเราะฮฺ มาจากคำว่า ซิวาร หมายถึง สายสร้อย หรือกำไล และการที่เรียกซูเราะฮฺอัล-กุรอานว่า ซูเราะฮฺ เนื่องจากว่า โองการต่างๆ ได้ถูกร้อยเข้าด้วยกันอย่างเป็นลูกโซ่

4. บางทัศนะกล่าวว่า คำว่า ซูเราะฮฺ หมายถึง ตำแหน่ง หรือฐานันดรที่สูงส่ง และเนื่องจากว่าพระดำรัสของพระผู้เป็นเจ้านั้นมีฐานะภาพอันสูงส่ง จึงเรียกว่า ซูเราะฮฺ

5. บางทัศนะกล่าวว่า คำว่า ซูเราะฮฺ มาจากคำว่า ตะเซาวุร หมายถึง การทำให้สูงขึ้น หรือการผสมผสาน เนื่องจากว่าซูเราะฮฺต่าง ๆ ได้เรียงซ้อนแลดูว่าสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ ด้วยเหตุนี้จึงเรียกว่า ซูเราะฮฺ


ซูเราะฮฺในความหมายของนักปราชญ์

นักปราชญ์ส่วนใหญ่ให้ทัศนะว่า ซูเราะฮฺ คือส่วนหนึ่งของโองการ

อัล-กุรอานที่มีการเริ่มต้นและมีการสิ้นสุด หรือบางส่วนของโองการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่าง 2 บิสมิลลาฮฺ

จำนวนซูเราะฮฺต่าง ๆ อัล-กุรอานทีทั้งสิ้น 114 ซูเราะฮฺ ซูเราะฮฺที่เล็กที่สุดคือ ซูเราะฮฺอัลเกาซัร มีทั้งสิ้น 3 โองการ และซูเราะฮฺที่ใหญ่ที่สุดคือ ซูเราะฮฺ อัล บะเกาะเราะฮฺ มีทั้งสิ้น 286 โองการ

การเรียงซูเราะฮฺ

การเรียงซูเราะฮฺอัล-กุรอานเริ่มต้นจากซูเราะฮฺอัลฟาติฮะฮฺ และสิ้นสุดที่

ซูเราะฮฺ อันนาซ แน่นอนการเรียบเรียงดังกล่าวขัดแย้งกับสาเหตุของการประทานอัล-กุรอาน ซึ่งเริ่มต้นจากซูเราะฮฺ อัล อะลัก และสิ้นสุดที่ซูเราะฮฺ อันนัศรฺ

การเรียบเรียงซูเราะฮฺ อัล-กุรอานเป็นเตาฟีกกียฺหรือไม่ หมายถึงท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) เป็นผู้สั่งให้เรียบเรียง


ประเด็นดังกล่าวนักวิชาการมีทัศนะแตกต่างกัน ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 3 ทัศนะดังนี้

1. กลุ่มที่หนึ่ง กล่าวว่าการเรียบเรียงอัล-กุรอานเป็นคำสั่งของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) โดยอ้างว่า ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) เป็นผู้กำหนดโองการต่างๆ ว่าให้วางไว้ตรงที่ใด นอกเหนือจากนั้นแล้วอัล-กุรอาน ได้ถูกเรียบเรียงในสมัยของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ)

2. กุล่มที่สอง ส่วนใหญ่เป็นนักวิชาการฝ่ายความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับอัล-กุรอาน กล่าวว่า การเรียบเรียงซูเราะฮฺอัล-กุรอานในปัจจุบันมิใช่เตาฟีกียฺ แต่เป็นการวินิจฉัยซึ่งผู้ที่ทำหน้าที่นี้คือ เศาะฮาบะฮ์ของท่านศาสดา และสิ่งนี้เกิดขึ้นหลังจากท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ได้สิ้นชีพไปแล้ว

3. กลุ่มที่สาม เชื่อว่าการเรียบเรียงซูเราะฮฺส่วนใหญ่เป็นคำสั่งของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ)

ซึ่งบางส่วนเท่านั้นที่บรรดามุสลิมได้เรียบเรียงขึ้นภายหลังจากที่ท่านศาสดา (ซ้อล ฯ) ได้สิ้นชีพไปแล้ว

การตั้งชื่อซูเราะฮฺ

ซูเราะฮฺบางบทได้รับการตั้งชื่อในสมัยของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) เช่น

ซูเราะฮฺอัลฮัมด์ ริวายะฮฺบางบทกล่าวว่าซูเราะฮฺนี้ในสมัยของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ถูกเรียกว่า ฟาติฮะตุลกิตาบ (ปฐมบทแห่งคัมภีร์)


นักวิชาการบางท่านกล่าวว่า ลักษณะชื่อเช่นนี้ได้ถูกกำหนดโดยวะฮฺยู

แต่ทว่าซูเราะฮฺบางบทและโองการบางกลุ่มหลังจากท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ได้สิ้นชีพไปแล้ว ได้ถูกตั้งชื่อขึ้นเป็นพิเศษ เนื่องจากเนื้อหาได้ครอบคลุมบางเรื่องที่เฉพาะเจาะจง จึงตั้งชื่อซูเราะฮฺด้วยนามที่มีชื่อเรียกตามนั้น ไม่ใช่เตาฟีกียฺและวะฮฺยูก็ไม่ได้กำหนดนามเหล่านั้น

ดังนั้น สามารถกล่าวได้ว่านามชื่อซูเราะฮฺต่าง ๆ นั้นได้ถูกเรียกตามความเหมาะสม และตามความสำคัญของเนื้อหาสาระในสมัยนั้น ประกอบกับไม่มีเหตุผลอ้างอิงแม้แต่นิดเดียวว่า การตั้งซื่อซูเราะฮฺอัล-กุรอานใหม่เป็นสิ่งต้องห้าม เช่น ซูเราะฮฺอัลบะเกาะเราะฮฺ ได้ถูกตั้งชื่อนี้เนื่องจาก เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับวัวของพวกบนีอิสรอเอล ได้ถูกอธิบายไว้ในบทนี้จึงเรียก

ซูเราะฮฺนี้ว่า บะเกาะเราะฮฺ หมายถึงวัวตัวเมีย ขณะที่ซูเราะฮฺบทนี้มีชื่อเรียกอย่างอื่นอีก เช่น ฟิซฏอฏุลกุรอาน (คัยมะฮฺแห่งกุรอาน) อัล ฟิรเดาซฺ (สรวงสวรรค์) หรือซินามุลกุรอาน (ขุนเขาแห่งอัล-กุรอาน) เป็นต้น

การตั้งชื่อซูเราะฮฺอัลฮัมด์ เนื่องจากซูเราะฮฺดังกล่าวเป็นปฐมบทของคัมภีร์จึงเรียกว่า ฟาติฮะตุลกิตาบ (ปฐมบทของคัมภีร์) และยังมีนามอื่นอีก เช่น ฮัมดฺ อุมมุลกิตาบ (แม่บทแห่งคัมภีร์) ฟาติฮะตุลกุรอาน อุมมุลกุรอาน อัซซับอุลมะซานียฺ อัลวาฟียะฮฺ อัลกาฟียะฮฺ และอื่น ๆ อีกหลายชื่อ

ซูเราะฮฺอัลนิซาอฺ ได้ถูกเรียกว่า นิซาอฺ เนื่องจากอัล-กุรอานบทนี้ได้กล่าวอธิบายอะฮฺกามเกี่ยวกับผูหญิงโดยละเอียด จึงตั้งชื่อว่า ซูเราะฮฺอัลนิซาอฺ


ส่วนต่าง ๆ ของอัล-กุรอาน

ตามริวายะฮฺของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กล่าวว่าอัล-กุรอานแบ่งออกเป็น 4 ส่วน ดังนี้

1. ซับอุฏิวาล หมายถึง 7 ซูเราะฮฺที่ยาวที่สุดประกอบด้วย ซูเราะฮฺ

อัลบะเกาะเราะฮฺ ซูเราะฮฺอาลิอิมรอน ซูเราะฮฺ อันนิซาอฺ ซูเราะฮฺ

อัลมาอิดะฮฺ ซูเราะฮฺ อัลอันอาม ซูเราะฮฺ อัลอะอฺรอฟ และซูเราะฮฺ อัลอันฟาลร่วมกับซูเราะฮฺอัตเตาบะฮฺ

2. มิอีน หมายถึงซูเราะฮฺต่าง ๆ ที่มีประมาณ 100 โองการประกอบด้วย

ซูเราะฮฺบนีอิสรออีล ซูเราะฮฺ อัลกะฮฺฟิ ซูเราะฮฺมัรยัม ซูเราะฮฺ ฏอฮา ซูเราะฮฺอัลอัมบิยาอฺ ซูเราะฮฺอัลฮัจญฺ และซูเราะฮฺอัลมุอฺมินูน

3. มะซานียฺ หมายถึง ซูเราะฮฺต่าง ๆ หลังจากมิอีน และมีโองการน้อยกว่า 100 โองการ (การให้ความหมายเช่นนี้มีควาขัดแย้งกัน)

4. มุฟัซซ็อล หมายถึงซูเราะฮฺที่มี ฮามีม และรวมไปถึงซูเราะฮฺเล็กๆ

การให้ความหมายเช่นนี้มีความขัดแย้งกัน


ปรัชญาของการแบ่งอัล-กุรอานเป็นซูเราะฮฺต่าง ๆ นักวิชาการฝ่ายอุลูม

อัลกุรอานกล่าวว่า การแบ่งอัล-กุรอานเป็นซูเราะฮฺต่างๆ มีประโยชน์มากมายแฝงอยู่ กล่าวคือ

- มาตรฐานความมหัศจรรย์อัล-กุรอานคือ 1 ซูเราะฮฺ เช่น ซูเราะฮฺอัลเกาซัร และซูเราะฮฺอัลบะเกาะเราะฮฺ ซึ่งทั้งสองซูเราะฮฺถือว่าเป็น 2

ความมหัศจรรย์

- ง่ายและสะดวกในการท่องจำ

- ง่ายต่อการสอนเด็ก ๆ ให้เรียนรู้อัล-กุรอาน

- การจัดระเบียบซูเราะฮฺของอัล-กุรอานได้กลายเป็นแบบอย่างในการจัดทำหนังสืออื่น ๆ

- การจัดแบ่งอัล-กุรอานเป็นซูเราะฮฺให้ผู้อ่านไม่รู้สึกเบื่อหน่ายประเด็นน่าสนใจเกี่ยวกับการตั้งชื่อซูเราะฮฺ

การตั้งชื่อซูเราะฮฺต่างๆ ทำให้มองเห็นองค์สำคัญดังต่อไปนี้

1. นามต่าง ๆ ทีเป็นธรรมชาติ เช่น อัตตีน (ผลมะเดื่อ) อัชชัมซ์ (ดวงอาทิตย์)

2. นามต่าง ๆ ที่เป็นชื่อของกาลเวลา เช่น ลัยล์ (กลางคืน) อัฎฎุฮา (ตอนสาย) วัลอัซรฺ (กาลเวลา) อัลญุมอะฮฺ (วันศุกร์) เป็นต้น

3. นามต่าง ๆ ที่เป็นชื่อสัตว์ เช่น อัล-บะเกาะเราะฮฺ (วัวตัวเมีย) อันนะฮฺลิ (ผึ้ง) อันนัมล์ (มด)


4. นามต่าง ๆ ที่เป็นชื่ออคนและบรรดาศาสดา เช่น อันนาซ (มุนษย์)

มุฮัมมัด (ซ็อล ฯ) อิบรอฮีม (อ.)

5. นามต่างๆ ที่เป็นชื่อวันกิยามะฮฺ (วันแห่งการย้อนกลับ) เช่น

อัลกอริอะฮฺ (การตอกทุบ) อัลวากิอะฮฺ อัดดุคอน อัลฮากเกาะฮฺ

6. นามต่างๆ ที่เป็นชื่อสถานที่ เช่น อัรรูม อัลบะลัด

7. นามต่าง ๆ ที่เป็นพระนามและเป็นซิฟัตของพระผู้เป็นเจ้า เช่น ฟาฏิร นูร เราะฮฺมาน มุลกฺ

8. นามต่าง ๆ ที่เป็นซิฟัตของอัล-กุรอาน เช่น ฟุรกอน ฟุซซิลัต

9. นามต่าง ๆ ที่เป็นอุซูลุดดีน และฟุรุอุดดีน เช่น เตาฮีด (อิคลาศ) ฮัจญฺ ซัจญฺดะฮฺ

10. นามต่าง ๆ ที่เรื่องราวเกี่ยวกับจริยธรรม เช่น อัตเตาบะฮฺ อัชชูรอ

11. นามต่าง ๆ ที่เป็นอักษรย่อ เช่น ศ็อด นูน ก๊อฟ และอื่น ๆ


4. ข้อมูลเกี่ยวกับอัล-กุรอาน

โองการแรกที่ถูกประทานลงมาแก่ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) คือ 5 โองการแรกจากซูเราะฮฺ อัลอะลัก

โองการสุดท้ายที่ถูกประทานลงมาแก่ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) คือโองการที่ 281 ซูเราะฮฺ อัล บะเกาะเราะฮฺ

وَاتَّقُوا يَوْمًا تُرْجَعُونَ فِيهِ إِلَى اللَّـهِ ۖ ثُمَّ تُوَفَّىٰ كُلُّ نَفْسٍ مَّا كَسَبَتْ وَهُمْ لَا يُظْلَمُونَ

และพวกเจ้าจงยำเกรงวันหนึ่ง ซึ่งพวกเจ้าจะถูกนำกลับไปยังอัลลอฮฺในวันนั้น แต่ละชีวิตจะถูกตอบแทนโดยครบถ้วนตามที่ชีวิตนั้นได้แสวงหาไว้ และพวกเขาจะไดไม่ถูกอธรรม

เมื่อโองการข้างต้นได้ถูกประทานลงมา ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กล่าวว่า ให้นำไปบันทึกในซูเราะฮฺ อัล บะเกาะเราะฮฺ หลังจากนั้นสองสามวันท่านก็ได้อำลาจากโลกไป

อัล-กุรอาน ซูเราะฮฺแรกที่ถูกประทานให้ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) คือ ซูเราะฮฺ อัลอะลัก

อัล-กุรอาน ซูเราะฮฺสมบูรณ์ที่ถูกประทานให้ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) เป็น

ซูเราะฮฺสุดท้ายคือ ซูเราะฮฺ อัลนัศรฺ


วันที่อัล-กุรอานเริ่มประทานลงมาเป็นครั้งแรกแก่ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) คือ ลัยละตุลก็อดรฺ (คํ่าคืนแห่งอานุภาพ) ซึ่งอาจเป็นคํ่าที่ 23 ของเดือนรอมฎอน

นักวิชาการบางท่านมีความเชื่อเรื่อง การประทานอัล-กุรอานทั้งดัฟอียฺ (ลงมาในคราวเดียวกันทั้งหมด) และตัดรีญียฺ (ทยอยลงมาตลอด 23 ปี)

จำนวนอักษรที่ถูกใช้ในอัล-กุรอาน 321250 ตัว

จำนวนคำที่ถูกใช้ในอัล-กุรอาน 77437 คำ

จำนวนโองการที่มีในอัล-กุรอาน 6236 โองการ

จำนวนซูเราะฮฺที่มีในอัล กุรอาน 114 ซูเราะฮฺ

จำนวนฮิซบฺต่างๆ ที่มีในอัล กุรอาน 120 (ทุกๆ 4 ฮิซบฺเท่ากับ 1 ญุซอ์)

จำนวนญุซที่มีในอัล กุรอาน 30 ญุซอ์

คำที่อยู่ตรงกลางอัล-กุรอานคือ (وليتلطف ) บท อัลกะฮฺฟิ โองการที่ 19

การบันทึกอัล-กุรอาน บนสื่อต่างๆ ที่จัดหาได้ในยุคสมัยนั้นได้แก่ ไม้จากต้นอินทผลัม หินอ่อนสีขาว กระดูกช่วงหัวไหล่ของอูฐ ใบไม้ หรือหญ้า หรือหนังสัตว์ บางครั้งใช้ใยไหม หรือผ้าก็มี


ซึ่งสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากแหล่งข้อมูลต่อไปนี้

1. การวิจัยอัล-กุรอาน ในประวัติศาสตร์ ซัยยิดมุฮัมมัดบากิร ฮุจญะตีย์ พิมพ์ที่สำนักพิมพ์ ฝ่ายวัฒนธรรมอิสลาม ปี 1375 สุริยคติ

2. อัตตัมฮีด ฟีอุลูมิลกุรอาน อายะตุลลอฮฺ ฮาดียฺ มะอฺริฟัต ( 7 เล่ม) (ภาษาอาหรับ)

3. ตารีค อุลูมิลกุรอาน อบุลฟัฎล์ มีรมุฮัมมะดียฺ (ภาษาอาหรับ)

4. อัลบัยยาน ฟี ตัฟซีริลกุรอาน อายะตุลลอฮฺ คูอีย์ (ภาษาอาหรับ)

5. อุลูมกุรอาน ซัยยิดมฮัมมัดบากิร ฮะกีม (ภาษาอาหรับ)

******************


สารบัญ

คำนำ 2

หมวดที่ 1. การอ่านอัล-กุรอานจากตัวบท 5

บทที่ 1. การอ่านอัล-กุรอาน 5

การให้ความสำคัญต่อการอ่านอัล-กุรอาน 5

มารยาทการอ่านอัล-กุรอาน 7

มารยาทด้านนอกในการอ่านอัล-กุรอาน 8

หมวดที่ 2 มารยาทด้านในของการอ่านอัล-กุรอาน 44

บทที่ 2 การท่องจำอัล-กุรอาน 61

อัล-กุรอาน คือ พจนารถที่ล้ำลึกของอัลลอฮฺ 61

ประโยชน์ของการท่องจำอัล-กุรอาน 62

มารยาทภายในของการท่องจำ 67

มารยาทภายนอกของการท่องจำ 68

ทำจิตใจให้สงบ 71

การฝึกฝนความจำ 71

การใส่ใจต่อความเป็นระเบียบในการท่องจำ 72

การอ่านและฟังอัล-กุรอานมากๆ 72

การเข้าร่วมชุมนุมกับนักท่องจำอัล-กุรอาน 72

การท่องจำชื่อซูเราะฮฺต่างๆ 73

ท่องจำโองการที่กล่าวซ้ำหรือที่คล้ายคลึงกัน 74

การเรียนรู้กฎไวยากรณ์ภาษาอาหรับ 74

ให้ท่องจำที่ละน้อยแต่จำให้ดี 74

ประเมินความสามารถของตัวเอง 75

สถานที่เหมาะสมต่อการท่องจำ 75

ช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อการท่องจำ 76

การท่องจำอัล-กุรอานและมองอัล-กุรอานเวลาอ่านไม่ขัดแย้งกัน 76

แก้ไขข้อคลางแคลง 77

ฝึกฝนและอ่านซ้ำ 78

ท่องจำหมายเลขและสัญลักษณ์ต่าง ๆ 78

การป้องกันการลืมโองการ 78

3. แนวทางในการท่องจำ 80

ข้อควรพิจารณา 80

ค. แนวทางหลักสำหรับการท่องจำอัล-กุรอาน 81

ข้อควรพิจารณา 81

ง. การท่องจำอัล-กุรอานและเด็ก 81

หมวดที่ 3 ผลสะท้อนของอัล-กุรอานที่มีต่อมนุษย์ 83

ก. การส่งผลในการอ่านอัล-กุรอาน 83

เป็นการรำลึกถึงอัลลอฮฺ 83

เป็นการเปิดประตูแห่งการเคารพภักดี 83

เป็นการปิดประตูบาป 84

รางวัลของผู้อ่านอัล-กุรอานคือดุอาอฺถูกยอมรับ 85

อัล-กุรอานเป็นสาเหตุให้อีหม่านเพิ่มพูน 85

อัล-กุรอานเป็นชะฟาอฺ 86

การชี้นำของพระผู้เป็นเจ้า 87

ทำความสะอาดภายในและสร้างสรรค์จิตวิญญาณ 87

ความสะอาดตามชัรอียฺ 88

อนามัยส่วนตัว 88

กลายเป็นชาวกุรอาน 88

ความคิดจะเติบโต 89

เป็นการอิบาดะฮฺทางสายตา 89

ส่งผลต่อการเลี้ยงดูบุตร 89

เป็นการชำระล้างบาปต่าง ๆ 90

ทำให้ปลอดภัยจากไฟนรก 90

เป็นการสนทนากับพระผู้เป็นเจ้า 90

การอ่านอัล-กุรอานทำให้จิตใจมีชีวิตชีวา 90

การอ่านอัล-กุรอานเป็นอุปสรรคในการทำอนาจารทั้งหลาย 90

ข. ผลการอ่านอัล-กุรอานที่เกิดกับชีวิตทางสังคม 91

เป็นการเผยแพร่วัฒนธรรมอัล-กุรอานแก่สังคม 91

การพบวิชาการสมัยใหม่และแนวทาง 92

การประกวดแข่งขันอัล-กุรอานอย่างต่อเนื่อง 92

ทำให้ภาษาอัล-กุรอานเติบโตมากขึ้น 92

ผลของการยอมรับการเรียนรู้อัล-กุรอาน 93

อัล-กุรอานเป็นยาบาบัดอาการป่วยไข้ของสังคม 93

เพื่อการช่วยเหลือประชาชนให้รอดพ้นจากการตั้งภาคีเทียบเคียงกับพระเจ้า 95

การช่วยเหลือประชาชนให้รอดพ้นจากให้รอดพ้นจากบิดเบือน 95

หมวดที่ 4 ผลสะท้อนของการท่องจำอัล-กุรอานที่มีต่อมนุษย์และสังคม 96

หมวดที่ 5 ขั้นตอนการรู้จักอัล-กุรอาน 98

ซูเราะฮฺในความหมายของนักปราชญ์ 145

การเรียงซูเราะฮฺ 145

การตั้งชื่อซูเราะฮฺ 146