@laravelPWA
รากเหง้าของสะลาฟีย์ ตอนที่หนึ่ง
  • ชื่อ: รากเหง้าของสะลาฟีย์ ตอนที่หนึ่ง
  • แหล่งที่มา:
  • วันที่วางจำหน่าย: 14:53:20 8-6-1404

รากเหง้าของสะลาฟีย์ ตอนที่หนึ่ง


รากฐานทางประวัติศาสตร์และรูปแบบการก่อตัวของวะฮาบียะฮ์


“วะฮาบียะฮ์” คือชื่อที่บรรดาชีอะฮ์และอะฮ์ลิซซุนนะฮ์ใช้เรียกกลุ่มนิกายเฉพาะกลุ่มหนึ่ง แม้กลุ่มดังกล่าวจะเรียกตนเองว่า “ซะละฟีย์—السلفی”
คำว่า “ซะลัฟ” ในทางภาษา หมายถึง “ผู้มาก่อน” หรือ “ผู้ล่วงหน้า” ส่วนในทางเทววิทยา (กะลาม) และในหมู่ผู้ศึกษาเรื่องศาสนาและนิกายต่าง ๆ (มิลัล วันนิฮัล)، “ซะลัฟ” หมายถึงบรรดาศอฮาบะฮ์ (ผู้ติดตามศาสดา), ตาบิอีน (ผู้สืบต่อจากศอฮาบะฮ์), ตาบิอุตตาบิอีน (ผู้สืบต่อจากตาบิอีน) และแม้แต่บรรดานักวิชาการในสามศตวรรษแรกของอิสลาม ก็มักถูกเรียกว่า “ซะลัฟ” ด้วย
บางครั้งจะมีการใช้คำว่า “ซะละฟุศศอและห์” (السلف الصالح) เพื่อเรียกบรรดาตาบิอีนยุคแรกเหล่านั้น
ขบวนการ ซะละฟีย์ ในความหมายทางประวัติศาสตร์นั้น ถือกำเนิดขึ้นในศตวรรษที่ 4 ฮ.ศ. (ประมาณปี 323 ฮ.ศ.) โดยกลุ่มหนึ่งจากหมู่ อะฮ์ลุลฮะดีษ (ฝ่ายยึดถือหะดีษเคร่งครัด) พวกเขาเรียกตนเองว่า “ซะละฟียะฮ์” 
ด้วยเหตุที่อ้างว่าตนเองคือผู้เจริญรอยตาม “ซะละฟุศศอและห์” และพยายามดำเนินตามแบบอย่างของท่านศาสดามุฮัมมัด ศ็อลฯ และบรรดาศอฮาบะฮ์กับตาบิอีนในพฤติกรรมและความเชื่อทั้งหมด
พวกเขาเชื่อโดย มโนคติว่า ตนเองคือผู้ที่พยายามรื้อฟื้นแบบแผนของ “ซะละฟุศศอและห์” หรือแบบแผนของชาวมุสลิมยุคแรกแห่งอิสลาม และอ้างว่า พวกเขาคือผู้ที่นำพาประชาชาติของศาสดามุฮัมมัด ศ็อลฯ ให้กลับจากความเบี่ยงเบนและความผิดพลาด ไปสู่แนวทางอันเที่ยงตรงอีกครั้ง พวกเขาต้องการให้ผู้คนทั้งมวลกลับไปสู่แนวทางของ “ซะละฟุศศอและห์” คือการคิดและปฏิบัติเฉกเช่นเดียวกับพวกเขา พร้อมทั้งละทิ้งสิ่งใดก็ตามที่เกิดขึ้นภายหลังจากยุคของศาสดามุฮัมมัด ศ็อลฯ และบรรดาศอฮาบะฮ์ผู้ยิ่งใหญ่
ขบวนการซะละฟียะฮ์นี้ เนื่องจากอ้างตนว่ามีความสัมพันธ์กับ อะห์มัด อิบนุ ฮัมบัล ผู้นำมัซฮับฮัมบะลีย์ จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “ฮัมบะลีย์” ด้วย
ซะละฟียะฮ์ มีความขัดแย้งอย่างรุนแรงกับ มุอ์ตะซิละฮ์ (กลุ่มนักเหตุผลนิยม) เนื่องจาก มุอ์ตะซิละฮ์ยึดถือหลักเหตุผลและการใช้ตรรกะเป็นสำคัญ ในขณะที่ซะละฟียะฮ์ปฏิเสธวิธีการเหล่านี้ โดยถือว่าเป็นแนวทางใหม่ที่ไม่มีในยุคของศอฮาบะฮ์และตาบิอีน พวกเขายึดถือตัวบทตามถ้อยคำของอัลกุรอานและหะดีษโดยเคร่งครัด ไม่ยอมรับการตีความหรือการอธิบายโดยนัย และจำกัดตัวเองอยู่กับ “นัศศ์” (ตัวบท) จากอัลกุรอานและหะดีษเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงเชื่อว่าพระผู้เป็นเจ้าทรงประทับบนบัลลังก์ และเสด็จลงมายังโลกในเงาของเมฆ เป็นต้น
หนึ่งในผู้นำคนสำคัญของกลุ่มนี้ คือ อบู มุฮัมมัด ฮะซัน บิน อะลี บิน คอลัฟ อัล-บัรบะฮารีย์(ابو محمد حسن بن علی بن خلف البَر بَهاری)
เขามีความเชื่อเฉพาะทางและเข้มงวดต่อผู้ที่ขัดแย้งกับตนถึงขั้นใช้ความรุนแรง โดยเขาสั่งสาวกให้ปล้นทรัพย์สินและขัดขวางการค้าขายของผู้ที่มีความเชื่อต่างจากตน
อัล-บัรบะฮารีย์ ห้ามมิให้มีการรำลึกหรือไว้อาลัยให้กับอิมามฮุเซน อ. และอะฮ์ลุลบัยต์ อ. และถึงกับออกคำสั่งให้ประหารผู้ที่ทำเช่นนั้น นอกจากนี้ เขายังห้ามการเยี่ยมสุสานของอิมามทั้งหลาย และเรียกชีอะฮ์ว่าเป็นผู้หลงผิดและปฏิเสธศรัทธา 
เขากล่าวถึงพระผู้เป็นเจ้าว่าทรงมีลักษณะเหมือนมนุษย์ เช่น มีฝ่ามือ นิ้วเท้า มีสองเท้า หรือสวมรองเท้าทองคำ และมีเส้นผม อีกทั้งยังเชื่อว่าพระองค์เสด็จขึ้นไปบนฟ้า และจะเสด็จลงมา ณ แผ่นดิน และมนุษย์จะได้เห็นพระองค์ในวันกิยามะฮ์
ความตื้นเขินในการตีความอัลกุรอาน, การละเลยความลึกซึ้งของเนื้อหา, การยึดมั่นต่อความคิดของตนเอง, ความหลงตน, ไร้ความรู้ และความคลั่งไคล้ของอัล-บัรบะฮารีย์และสาวกของเขา ทำให้เกิดความปั่นป่วนและสั่นคลอนความสงบในสังคม
คอลีฟะฮ์อัรรอฎี (الخليفة الراضي) ได้ประณามความเชื่อและพฤติกรรมของกลุ่มนี้ และออกคำเตือนว่า หากพวกเขาไม่ละทิ้งแนวทางอันเบี่ยงเบน จะลงโทษถึงขั้นประหารชีวิตและเผาบ้านเรือนของพวกเขา
หลังจากนั้น อัล-บัรบะฮารีย์ หลบหนี และเสียชีวิตในปี 329 ฮ.ศ. ขณะมีอายุ 96 ปี โดยเสียชีวิตในบ้านของหญิงคนหนึ่งที่เขาหลบซ่อนอยู่ การอาบน้ำศพและฝังศพของเขากระทำอย่างลับ ๆ ภายในบ้านหลังนั้น โดยไม่มีใครล่วงรู้


อิบนุตัยมียะฮ์ และการฟื้นฟูมักตับซะละฟียะฮ์

ด้วยการปรากฏขึ้นของมัซฮับอัชอะรียะฮ์ มักตับซะละฟียะฮ์ก็ถึงจุดเสื่อมถอยโดยสิ้นเชิง แม้กระนั้นก็มิได้ถูกลบล้างไปโดยสมบูรณ์ มักตับนี้ได้กลับมาขยายตัวอีกครั้งในศตวรรษที่ 8 ฮิจญ์เราะฮ์ศักราช โดยผ่านการเผยแพร่ของอิบนุตัยมียะฮ์ ฮะรอนีย์ ชาวดิมัชก์ สังกัดมัซฮับฮัมบะลีย์ เขาได้หยิบยกบรรดาหะดีษที่เกี่ยวข้องกับ “ตัชบีฮ์” (การทำให้คล้ายคลึง) และ “ตัชซีม์” (การให้รูปลักษณ์ทางกายภาพ) และแนวคิดว่าพระเจ้ามีทิศทาง กลับขึ้นมานำเสนออีกครั้ง และยืนกรานที่จะรักษาความหมายตามถ้อยคำภายนอกของหะดีษเหล่านั้น
โดยวิธีนี้ เขาได้ฟื้นฟูและเผยแพร่แนวคิดซะละฟียะฮ์อีกครั้ง

ชีวประวัติของอิบนุตัยมียะฮ์

อะห์มัด บิน ตัยมียะฮ์ ถือกำเนิดขึ้นในวันที่ 10 เดือนรอบีอุลเอาวัล ปี 661 ฮ.ศ. ณ เมืองฮะรอน (ซึ่งเป็นเมืองหนึ่งในเขตชาม) และอาศัยอยู่ในแผ่นดินนั้นจนถึงอายุเจ็ดปี เนื่องจากการรุกรานของกองทัพมองโกล อับดุลฮะลิม บิดาของอิบนุตัยมียะฮ์ จำต้องอพยพพร้อมครอบครัว ออกจากมาตุภูมิ มุ่งหน้าไปยังชาม (เดมัชก์) และพำนักอยู่ที่นั่น
เนื่องจากบิดาของเขาเป็นนักวิชาการศาสนาผู้ยึดมัซฮับฮัมบะลีย์ เขาจึงส่งบุตรชายไปศึกษาในโรงเรียนของฮัมบะลียะฮ์ เพื่อเรียนรู้หลักฟิกฮ์ตามแนวทางของมัซฮับนี้
อิบนุตัยมียะฮ์สูญเสียบิดาในวัยยี่สิบปี และตนเองได้เข้ารับตำแหน่งผู้สอนแทนบิดา จนถึงปี 698 ฮ.ศ. ขณะที่เขายังใช้ชีวิตในฐานะนักวิชาการฮัมบะลีย์ ณ ดินแดนชาม ก็ยังมิได้มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนปรากฏให้เห็น แต่ตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 8 ฮ.ศ. เป็นต้นมา เครื่องหมายแห่งความเอนเอียงก็เริ่มปรากฏขึ้นในตัวเขาทีละน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคราวที่ชาวเมืองฮะมาฮ์ร้องขอให้เขาอธิบายความหมายของอายะฮ์ที่ว่า “อัรร็อฮ์มานทรงประทับเหนือบัลลังก์” (الرَّحْمَنُ عَلَی الْعَرْشِ اسْتَوَی)
ในการอธิบายอายะฮ์นี้ เขาได้พลั้งพลาด โดยกำหนดสถานที่ให้แก่พระผู้เป็นเจ้าบนฟากฟ้าสูงส่ง ซึ่งพาดพิงถึงพระบัลลังก์ (อะรัช) เขาด้วยคำอธิบายอันผิดพลาดนี้ ได้แสดงออกอย่างเปิดเผยว่า พระเจ้าทรงมีทิศทางและลักษณะทางกายภาพ
การเผยแพร่คำตอบของอิบนุตัยมียะฮ์ในเมืองเดมัชก์และบริเวณโดยรอบ ก่อให้เกิดกระแสฮือฮาอย่างรุนแรง กลุ่มหนึ่งจากบรรดาฟะกีฮ์ (นักนิติศาสตร์อิสลาม) ได้ลุกขึ้นต่อต้านเขา และเรียกร้องจากญะลาลุดดีน ฮะนะฟี — ผู้ดำรงตำแหน่งกอฎีย์ในขณะนั้น — ให้ทำการพิจารณาคดีเขา แต่ทว่าอิบนุตัยมียะฮ์ปฏิเสธที่จะเข้าร่วมการพิจารณาคดี
ในวันจันทร์ที่ 8 เดือนรอญับ ปี 705 ฮ.ศ. บรรดากอฎีย์ของเมืองพร้อมกับอิบนุตัยมียะฮ์ได้เข้าร่วมในที่ประชุม ณ พระราชวังของรองสุลต่าน และได้มีการอ่าน ริซาละฮ อัลวาสิฏียะฮ์—«الواسطیة»— ของอิบนุตัยมียะฮ์ ในวันที่ 12 ของเดือนเดียวกัน ในการประชุมครั้งที่สอง กะมาลุดดีน ซะมัลกานีย์ ได้มีการโต้ตอบกับเขา และประชาชนได้แสดงความขอบคุณต่อคุณงามความดีของกะมาลุดดีน และการโต้วาทีอันดีเยี่ยมของเขา
ในวันที่ 7 เดือนชะอ์บาน ในการประชุมครั้งที่สาม อิบนุตัยมียะฮ์ถูกพิพากษาให้เนรเทศไปยังอียิปต์ และเขาก็ออกเดินทางจากเดมัชก์ไปยังอียิปต์ และเนื่องจากเขายังไม่ละเว้นจากการเผยแพร่แนวคิดของตน จึงมีการจัดการประชุมพิเศษขึ้น ซึ่ง ชัมส์ บิน อัดนาน ได้มีการโต้วาทีกับเขา สุดท้าย อิบนุมัฮ์ลูฟ อัล-มาลิกีย์ ผู้ดำรงตำแหน่งกอฎีย์ในขณะนั้น ได้พิพากษาจำคุกเขา(อิบนุตัยมียะฮ์) และประกาศแถลงการณ์ประณามเขาอย่างเป็นทางการทั้งในอียิปต์และชาม
อิบนุตัยมียะฮ์ได้รับการปล่อยตัวจากคุกในวันศุกร์ที่ 23 เดือนรอบีอุลเอาวัล ปี 707 ฮ.ศ. และเลือกที่จะพำนักอยู่ในอียิปต์แทนที่จะเดินทางกลับเดมัชก์ หลังการปล่อยตัว เขายังคงยืนหยัดในแนวคิดของตนต่อไป 
ด้วยเหตุนี้ บางกลุ่มจากบรรดาซูฟียะฮ์และอารีฟแห่งอียิปต์ได้ร้องเรียนต่อกอฎีย์ในขณะนั้น และอิบนุอะฏออ์ได้มีการโต้วาทีกับเขา และได้นำเขาสู่การพิจารณาคดีต่อหน้ากอฎีย์บะดรุดดีน อิบนุ ญะมาอะฮ์ กอฎีย์ผู้นั้นเห็นว่าเขาขาดความเคารพในถ้อยคำของตนที่มีต่อศาสดามุฮัมมัด ศ็อลฯ ดังนั้นเขาจึงส่งตัวเขาเข้าคุก และในต้นปี 708 ฮ.ศ. เขาก็ได้รับการปล่อยตัว
กิจกรรมของอิบนุตัยมียะฮ์ที่เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ทำให้เขาถูกเนรเทศไปยังเมืองอเล็กซานเดรียแห่งอียิปต์ในปลายเดือนเศาะฟัร ปี 709 ฮ.ศ. เขาพำนักที่นั่นเป็นเวลาถึงแปดเดือน ก่อนจะเดินทางกลับไปยังกรุงไคโรในปีเดียวกันนั้น
การยืนหยัดของอิบนุตัยมียะฮ์ต่อแนวคิดของตนอันเป็นโมฆะในเบื้องหน้าความจริง ทำให้บรรดากอฎีย์ทั้งสี่มัซฮับ (ชาฟิอีย์, ฮัมบะลีย์, ฮะนะฟีย์, มาลิกีย์) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้จับกุมและจำคุกเขา ตามคำบอกเล่าของอิบนุกะษีร ในวันพฤหัสบดีที่ 22 เดือนรอญับ ปี 720 ฮ.ศ. เขาถูกเรียกตัวไปยัง ดารุซซะอาดะฮ์ เนื่องจากคำฟัตวาของเขาที่ห่างไกลจากหลักการของมัซฮับอิสลาม
กอฎีย์ทั้งสี่มัซฮับได้ตำหนิเขา และมีคำสั่งให้จองจำเขา ต่อมาเขาได้รับการปล่อยตัวจากคุกในวันที่ 2 เดือนมุฮัรรอม ปี 721 ฮ.ศ. และในที่สุดเขาได้เสียชีวิตในคุกในปี 728 ฮ.ศ.
เชากานี (شوکانی) กล่าวว่า:
ภายหลังการถูกจองจำของอิบนุ ตัยมียะฮ์ ได้มีการประกาศเสียงตามคำวินิจฉัย (ฟัตวา) ของกอฎีย์มาลิกีแห่งดามัสกัส ซึ่งได้ตัดสินว่าเขาเป็นกาฟิร (ผู้ปฏิเสธศรัทธา) ว่า: “ผู้ใดก็ตามที่มีความเชื่อแบบเดียวกับอิบนุ ตัยมียะฮ์ เลือดและทรัพย์สินของเขานั้นเป็นสิ่งที่อนุญาต (ฮะลาล) [ในการละเมิด]”
หมายความว่า บุคคลใดก็ตามที่นับถือแนวคิดของอิบนุ ตัยมียะฮ์ ก็ย่อมถือว่าอยู่ในสภาพเหมือนศัตรูหรือมุฮาริบ ซึ่งอาจถูกละเมิดชีวิตและทรัพย์ตามหลักการของฟัตวาดังกล่าวในเวลานั้น


ความคิดเห็นบางประการของอิบนุ ตัยมียะฮ์:


 1. ผู้ใดที่เดินทางโดยมีเป้าหมายเพื่อเยี่ยมสุสานของท่านศาสนทูต ซ็อลฯ
 • หากจุดมุ่งหมายหลักมิใช่การเดินทางไปยังมัสยิดของท่าน ถือว่าบุคคลนั้นได้กระทำการขัดต่อมติเอกฉันท์ (อิจมาอ์) ของมุสลิมทั้งมวล และออกนอกหลักการของศาสนทูตแห่งมนุษยชาติ ศอลฯ
 2. การเยี่ยมสุสานทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นของท่านศาสนทูต ศ็อลฯ หรือบุคคลอื่น ถือว่าเป็นการตั้งภาคี (ชิรก์) และเป็นสิ่งต้องห้าม (หะรอม)
 3. การลูบไล้หรือจูบสัมผัสหลุมฝังศพใด ๆ แม้แต่หลุมศพของบรรดานบี เพื่อตะบัรรุกถือว่าเป็นการตั้งภาคี
 4. การกล่าวคำสาบานโดยเอาท่านศาสนทูต ศ็อลฯ เป็นพยานหรือคำมั่น ถือว่าเป็นชิรก์
 5. การบนบาน (นะซัร) แก่นบีหรือบุคคลศักดิ์สิทธิ์ใด ๆ ถือว่าไม่อนุญาต และเป็นการล่วงละเมิดที่ยิ่งใหญ่กว่าการกล่าวสาบานแก่พวกท่านเสียอีก
 6. การวางมือลงบนหลุมฝังศพของท่านศาสนทูต ศอลฯ หรือการจูบหลุมฝังศพ ถือว่าไม่อนุญาตและเป็นสิ่งที่ขัดต่อเตาฮีด (หลักเอกภาพของพระเจ้า)

หมายเหตุทางวิชาการ:
 • แนวคิดของอิบนุ ตัยมียะฮ์เหล่านี้เป็นที่ถกเถียงอย่างกว้างขวางในหมู่นักวิชาการศาสนา โดยเฉพาะจากสายอะชาอะเราะฮ์, มาตูรีดี, และชีอะฮ์ ซึ่งมองว่าคำกล่าวและทัศนะของเขาบางส่วนละเมิดหลักเตาฮีดและความเคารพที่ชอบธรรมต่อศาสนทูตและบุคคลผู้ใกล้ชิดอัลลอฮ์ 
 • หลายทัศนะของเขากลายเป็นรากฐานแนวคิดของขบวนการวะฮาบียะฮ์ในภายหลัง ซึ่งถูกนำไปใช้เพื่อทำลายสุสาน, ต่อต้านการเยี่ยมหลุมศพ, และลดทอนบทบาทของอิมามหรือบุคคลศักดิ์สิทธิ์ในจิตวิญญาณของอิสลาม


บทความโดย เชคอันศอร เหล็มปาน

โปรดติดตามตอนที่สอง: วะฮาบียะฮ์ในซาอุดิอาระเบีย และจุดกำเนิดของซะลาฟีย์ยุคใหม่