สันติภาพและความรัก ในวีรกรรมอิมามฮุเซน(อ)
การต่อสู้ของอิมามฮูเซน(อ) มีขึ้นเพื่อปกป้องอิสลามและอยู่ในหนทางของพระผู้เป็นเจ้า ด้วยเหตุนี้มุสลิมจึงรำลึกถึงอิมามฮูเซนอยู่เสมอ พวกเขารำลึกถึงด้วยความเศร้าโศกกับวันอาชูรอของเหยื่อสังหารเหล่านั้น เพราะผู้ปกครองจากราชวงศ์บะนีอุมัยยะฮ์ได้ก่อการอาชญากรรมและเข่นฆ่าลูกหลานของท่านศาสดาและบุคคลผู้มีความเป็นเลิศในหมู่มุสลิมอย่างโหดเหี้ยม
อิมามฮูเซนมีชีวิตอยู่ 57 ปี ได้ถูกสังหารในปีฮ.ศ.ที่61 ท่านได้ใช้ช่วงเวลาเหล่านั้น ไปในการกระทำความดีและรับใช้มวลมนุษย์ การรำลึกถึงท่านอิมามฮุเซน คือการรำลึกถึงบุคคลแห่งพระเจ้า ดังที่อัลกุรอานได้กล่าวถึงการรำลึกถึงเหตุการณ์และเรื่องราวที่เป็นอุทาหรณ์ คติสอนใจ เพื่อจะได้ข้อคิดและทางนำและเป็นบทเรียน และยังได้สนับสนุนให้สนอกสนใจเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ดังนี้
อัล-กุรอาน:
“จงเล่าเรื่องราวเหล่านั้นเถิด เพื่อหวังว่าพวกเขาจะใช้ปัญญาไตร่ตรอง”(บทอัลอะร็อฟ โองการที่ 176)
เหตุการณ์แห่งอาชูรอและประวัติศาสตร์แห่งการต่อสู้ ณ แผ่นดินกัรบาลาห์มีสองมุมที่ควรแก่การศึกษาและทำความเข้าใจ มุมหนึ่งเป็นมุมสีขาว เป็นมุมของความสวยงามเป็นมิติแห่งแสงสว่างส่องทางนำ เป็นการฉายภาพของการเสียสละและการปกป้องเกียรติยศและศักดิ์ศรีและการแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้า ส่วนอีกมุมหนึ่งเป็นมุมสีดำ เป็นความมืดทางจิตวิญญาณของอีกฝ่ายหนึ่ง นั่นคือเป็นมุมมืดและมุมสีดำ เป็นการสำแดงออกถึงการเข่นฆ่าและการสังหารหมู่อย่างโหดเหี้ยมที่มิอาจจะเปรียบกับเหตุการณ์ใดๆได้ ดังนั้นจงแสวงหาความขาว ในท่ามกลางความดำนั้น แล้วจะประจักษ์ถึงความงามแห่งการพลี และความงดงามของเสียสละ
ส่วนประวัติศาสตร์ที่เป็นมุมมืดและมุมสีดำ คือเป็นการเข่นฆ่าและการสังหารหมู่อย่างโหดเหี้ยมที่มิอาจจะเปรียบกับเหตุการณ์ใดๆได้ และถ้าได้วิเคราะห์ผ่านประวัติศาสตร์นั้น จะพบว่าเกือบ๒๑ความชั่วร้ายของฝ่ายตรงกันข้ามได้กระทำอย่างโหดเหี้ยม ซึ่งข้าพเจ้าเกือบจะไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้กับความเลวร้ายนั้นว่าจะเกิดขึ้นจริงในโลกใบนี้
จากมิติของการสังหารหมู่และการเข่นฆ่าอย่างโหดเหี้ยมผิดมนุษย์ในเหตุการณ์กัรบาลาห์ สะท้อนให้เห็นถึงโศกนาฎกรรมครั้งใหญ่และเป็นความโศกเศร้าและปวดร้าวที่สุด เมื่อเรามองจากมิติดังกล่าว จะพบว่าในเหตุการณ์กัรบาลาห์ เป็นการฆ่าผู้บริสุทธิ์ เป็นการสังหารเด็กหนุ่ม เป็นการฆ่าเด็กเล็ก เป็นการกักขัง และการปิดล้อมธารน้ำเพื่อให้เด็กและสตรีหิวกระหายอย่างรุนแรง จะเห็นภาพของสตรีและเด็กไร้เดียงสาถูกเฆี่ยนตี ได้นำเชลยขึ้นหลังอูฐที่ปราศจากอาน และอื่นๆ ดังนั้นถามว่าใครคือวีรบุรุษ? แน่นอนถ้าเรามองในมิติของการสูญเสียและสิ่งที่เป็นโศกนาฎกรรมนั้น ฝ่ายของอิมามอุเซน(อ)ไม่ได้เป็นผู้ชนะ แต่ทว่าพวกเขาคือผู้ถูกกดขี่และถูกฉ้อฉลอย่างรุนแรง และผู้ชนะและวีรบุรุษในเหตุการณ์นั้นคือยะซีด บินมุอาวียะฮ อุบัยดิลลาฮ อิบนิซียาด อุมัร อิบนิซะอัด ชีมร์ บินซิลยูชัน หรืออาจจะเป็นเคาลี หรืออาจจะมองว่ามีบุคคลอื่นอีกที่เป็นวีรบุรุษ เพราะเมื่อเรามองเฉพาะด้านมืดและด้านสีดำของประวัติศาสตร์ จะพบการฆ่าและการถูกฆ่าและความสูญเสีย และสิ่งที่เป็นโศกนาฎกรรม และถ้าจะนำบทกวีมากล่าวถึงเหตุการณ์นั้น ก็จะต้องเป็นบทกวีประเภทของความโศกเศร้าและความปวดร้าว ดัง ดีวานของมุตะชัมกล่าวไว้ว่า
“ เหล่ากองคาราวานผ่านแผ่นดินกัรบาลาห์ เสียงตะโกนหาน้ำว่า พวกเราหิวกระหาย พวกเราหิวกระหาย”
แต่ทว่าเหตุการณ์แห่งอาชูรอมีแค่หน้าเดียวกระนั้นหรือ? และมีเพียงความโศกเศร้าอย่างเดียวหรือ? ไม่มีมิติอื่นใดๆแล้วใช่หรือไม่? นั่นเป็นการเข้าใจผิด เพราะแท้จริงประวัติศาสตร์มีสองด้าน และนอกจากด้านสีดำยังมีด้านอื่น ซึ่งได้แสดงให้เห็นถึงความเป็นวีรบุรุษของผู้ที่เสียสละและผู้สูญเสีย ซึ่งไม่ใช่ยาซีด บินมุอาวียะฮ ไม่ใช่บุคคลเยี่ยงอย่างอิบนิซียาด ไม่ใช่อย่างอิบนิซะอัด และไม่ใช่ชิมร์ หรือคนอื่นๆที่เป็นนักฆ่า แต่ทว่าวีรบุรุษนั้นคือท่านอิมามฮุเซน(อ) ประวัติศาสตร์ในมิตินี้ไม่ใช่มิติของการสูญเสียหรือมิติของการนองเลือด และเป็นมิติของการเสียสละและการสร้างวีรกรรม เป็นความภาคภูมิและเกียรติยศ เป็นแสงส่องทางนำ เป็นการแสดงออกของความเป็นอารยะบุคคล และเป็นวิถีของคนกล้า เป็นการสำแดงยืนหยัดอยู่บนอุดมการณ์ ซึ่งเป็นผู้นิยมในสัจจะ เมื่อเรามองมิติดังกล่าวนี้ เราจะกล่าวว่ามนุษย์มีสิทธิที่จะสร้างเกียรติยศและศักดิ์ศรี
ด้านหนึ่งของเหตุการณ์อาชูรอเป็นมิติของการคัดค้านผู้ปกครองที่ดำรงตำแหน่งเป็นกษัตริย์ ดังนั้นจะฉายภาพลักษณ์ของความตกต่ำ แต่อีกด้านหนึ่งได้ฉายภาพของการสร้างเกียรติยศและศักดิ์ศรีพร้อมกับความภาคภูมิแก่ความเป็นมนุษย์ ดังนั้นทำไมเราจึงมองเหตุการณ์แห่งกัรบาลาห์เพียงด้านเดียว? ทำไมเราจึงมองมองแต่ด้านสีดำ? ทำไมเราจึงกล่าวเฉพาะด้านความโศกเศร้า?ทำไมเราเขียนบทคลอนและบทลำนำเพียงด้านความสูญเสียและการเศร้าสลด? ทำไมเรามองมิติด้านของความสว่างและมุมสีขาวของเหตุการณ์นั้นเพียงน้อยนิด? ทั้งๆที่ท่านอิมามฮุเซน(อ)มีมิติของการต่อสู้และการสร้างวีรกรรม และถือว่าเป็นรัศมีให้ทางนำ ดังนั้นอิมามอุเซน(อ)มีมิติหลายมิติและมิติที่ยิ่งใหญ่คือมิติแห่งการสร้างวีรกรรม ถ้าเป็นเช่นนั้นเราจะไม่หลงประเด็นและเอนเอียงออกจากเป้าหมายของการต่อสู้ของอิมามอุเซน(อ)
อิมามฮุเซน(อ)ผู้เรียกร้องสู่สันติภาพ
แบบฉบับของท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ็อลฯ)ประการหนึ่งที่น่านำมาพูดคุยและสร้างให้เป็นรูปธรรมสำหรับโลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งและการสร้างความเกลียดชัง หรือการให้ร้ายต่อกันและกันจนนำไปสู่การเป็นศัตรูต่อกัน นั่นก็คือ ท่านศาสดามุฮัมมัด(ศอ็ลฯ)ได้แสดงออกต่อประชาชนทั้งที่เป็นมุสลิมและต่างศาสนิก ด้วยความมีเมตตาและโอบอ้อมอารีอย่างบริสุทธิ์ใจ ท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ๊อลฯ)มองผู้ที่ต่อต้านท่านว่าเป็นผู้ที่มีอาการป่วยซึ่งจำเป็นต้องรักษาและเห็นอกเห็นใจสำหรับการเยียยารักษาและแพทย์ต้องรู้ถึงอาการของเขาจึงจะรักษาเขาได้ดี และท่านศาสดา(ศ็อลฯ)มองกลุ่มศรัทธาชนว่า เขาจะต้องมีการระมัดระวังตน ตั้งมั่นอยู่บนปัญญา ไม่ประมาทเพื่อให้จิตศรัทธาเจริญเติบโตสู่ระดับจิตศรัทธาขั้นสูง อันเนื่องด้วยสาเหตุนี้ ท่านศาสดา(ศ็อลฯ)จึงสร้างความสัมพันธ์อันแนบสนิทและความรักกับพวกเขาด้วยความบริสุทธิ์ใจ ความเมตตาและโอบอ้อมอารีต่อบรรดาผู้หลงทางในด้านของการสร้างความอ่อนโยนแก่จิตใจและเตรียมการเพื่อให้หัวใจของพวกเขาหันมายอมรับการเชิญชวนสู่อิสลามและความสัมพันธ์อันแนบแน่นต่อบรรดาศรัทธาชน
ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า หนึ่งในยุทธศาสตร์การเผยแพร่ของท่านศาสดา(ศ็อลฯ) คือ การมีเมตตาและโอบอ้อมอารีซึ่งเป็นเหมือนต้นไม้ที่ให้ผลผลิตที่รวดเร็วที่สุดและง่ายที่สุดมากกว่าแบบฉบับอื่นๆ ที่ถูกนำมาใช้ในแนวทางการเผยแพร่จนกระทั่งว่าท่านได้รับฉายานามว่า “ศาสดาแห่งความเมตตา”
อิมามฮุเซน(อ) บุตรของอิมามอะลี เป็นบุคคลในครอบครัวของศาสดามุฮัมมัด และเป็นอิมามท่านที่สามภายหลังจากศาสดา ได้ยึดหลักคำสอนของศาสดาและเจริญรอยตามท่านตาตลอดมา จนกระทั้งศาสดาได้กล่าวกับบรรดาสาวกว่า
“แท้จริงฮุเซนมาจากฉัน และฉันมาจากฮุเซน”
ในวีรกรรมของอิมามอุเซน มีมิติหลากหลายและมีหลายมุมมองเกี่ยวกับการต่อสู้ ซึ่งถ้าได้ดูแค่ผิวเผินแล้ว อาจจะมองได้แค่มุมเดียวหรือมุมเดียวว่า อิมามฮุเซนนั้นเป็นนักสู้ เป็นนักรบ ไม่ใช่นักสันติวิธี และการต่อสู้ของอิมามฮุเซนเป็นรูปแบบของการนักปฎิวัติ ใช้ความกร้าวและความรุนแรงต่อกันและกับ ซึ่งจริง ๆแล้ว บุคลิกภาพของอิมามฮุเซนนั้น ท่านเป็นอิมามแห่งมนุษยชาติ ผู้เจริญรอยตามศาสดา ดังนั้นในตรงนี้เราจะมากล่าวถึงหลักสันติวิธีของอิมามฮุเซน แล้วจะได้เห็นว่า อิมามฮุเซนเป็นนักสันติวิธีและเรียกร้องสู่ความรัก แต่เป็นความรักแห่งศานติ สอนรักในความยุติธรรม รังเกียจต่อความอยุติธรรม
จากบุคลิกภาพของอิมามฮุเซนและการใช้หลักต่อสู้นั้น แสดงถึงข้อหนึ่งว่าแท้จริงอิมามฮุเซนไม่ได้เป็นของชาวชีอะห์เพียงเท่านั้น แต่ท่านเป็นของมวลมนุษยชาติ ท่านมิได้พลีชีวิตของตนเพื่อเป้าหมายของกลุ่มชนใดกลุ่มชนหนึ่งเป็นการเฉพาะ เป้าหมายของท่าน คือคุณค่าและความดีงามที่เป็นสากลและเป็นของมนุษยชาติทั้งมวล ท่านคือผู้พลีชีพในหนทางของเสรีภาพ และได้อุทิศชีวิตของตนเพื่อเสรีภาพของมนุษยชาติในทางของสัจธรรม ความยุติธรรมและปฏิรูปสังคม
อิมามฮุเซน คือผู้ที่ในชีวิตของท่านจะต้องเลือกเอาระหว่างการพลีชีพหรือกับการมีชีวิตอยู่อย่างอัปยศ ซึ่งท่านได้เลือกคมดาบและการพลีชีพ ดังนั้นคำขวัญที่ว่า “ขอให้เราห่างไกลความอัปยศ” จึงได้กลายเป็นความภาคภูมิใจของชีอะห์และมวลมนุษยชาติ
คำขวัญอันเลื่องลือของมหาตะมะคานที ที่ว่า “ผู้นำของข้าพเจ้าในการปลดปล่อยดินแดนแห่งนี้คือท่านฮุเซน” พร้อมกับกล่าวว่า ประชาชนหลายพันล้านคนทั่วโลก เคารพให้เกียรติอิมามฮุเซน เนื่องจากท่านได้เลือกทางแห่งคุณธรรม การต่อสู้ในทางของพระผู้เป็นเจ้า และรักในสันติภาพ
ในวันอาชูรออิมามฮุเซนไม่ได้เริ่มต้นสงครามหรือเรียกร้องสู่สงครามใดๆ แต่ศัตรูเป็นผู้เริ่มต้นสงคราม และอิมามฮุเซนเป็นผู้ป้องกันตนและครอบครัวและจากสิ่งที่อิมามฮุเซนได้ปฏิบัติแม้ในวันอาชูรอ ท่านยังได้เรียกร้องสู่การเจรจาและพูดคุยเพื่อให้ทหารนั้นเห็นถึงธรรมะและสัจจธรรมที่ท่านได้ยึดถือปฏิบัติ และอิมามฮุเซนเป็นผู้นำที่เปี่ยมไปด้วยความนอบน้อม มีคุณธรรม และแม้ในนาทีสุดท้ายก่อนสงครามจะเริ่มต้นท่านก็ยังได้เทศนาต่อศัตรูเพื่อชี้นำพวกเขา และนำทางสู่สัจธรรม
อิมามฮูเซน (อ.) ได้กล่าวไว้ในคำสั่งเสียต่อน้องชาย (ต่างมารดา) ของท่านคือ มุฮัมมัด บินฮะนีฟะฮ์ ถึงเจตนารมณ์ของการเดินทางสู่นครกูฟะฮ์ว่า
“แท้จริง ฉันมิได้ออก(เดินทาง)ไปในฐานะผู้ก่อความเสียหายและผู้อธรรม หากแต่ฉันออกไปเพียงเพื่อเรียกร้องให้มีการแก้ไขปรับปรุงในประชาชาติแห่งท่านตาของฉัน ฉันต้องการจะสั่งสอนในเรื่องคุณธรรม และยับยั้งห้ามปรามจากสิ่งชั่วร้าย และฉันจะเดินตามแนวทางของท่านตาของฉันและของบิดาของฉัน อะลี อิบนิ อบีฏอลิบ (อ.)”
คำสั่งเสียนี้เป็นสักขีพยานได้อย่างดีว่า อิมามฮุเซนเรียกร้องสู่สันติภาพ ไม่ได้เรียกร้องสู่สงคราม เพราะว่าการมีเจตตาในการเป็นผู้ปฏิรูปหรือเป็นผู้เปลี่ยนแปลงนั้น เงื่อนไขคือการพูดคุยและการสร้างความเข้าใจอันดีในหลักการที่เห็นว่าสิ่งที่ผู้ปกครองได้ยึดปฏิบัติหรือเป็นหลักนโยบายของรัฐนั้น มันขัดแย้งกับหลักการในอิสลาม ประการที่สอง การสอนในเรื่องคุณธรรม และการเชิญชวนกระทำความดีและการห้ามปรามกระทำความชั่ว คือหลักสันติวิธีและเป็นกระบวนการของการขัดเกลาสังคม(Socialization)และได้ชี้ให้เห็นถึงหลักของการเป็นนักปฏิรูป โดยยึดหลักสันติวิธี แต่กลับกันฝ่ายตรงกันข้ามต่างหากที่เพียรพยายามที่จะให้อิมามฮุเซนให้สัตยาบัน โดยใช้หลักการบีบบังคับและถ้าไม่ยอมรับ การฆ่าและสงครามเป็นคำตอบสุดท้ายของพวกเขา
หลักฐานหนึ่งที่แสดงถึงความรักในสันติและหลีกเลื่ยงสงครามของอิมาม เมื่ออิมามฮุเซนต้องการจะทำฮัจญ์และได้เดินทางไปยังทุ่งอารอฟะฮ์ เมื่อวุกูฟเพื่อประกอบพิธีฮัจญ์ และอีกวันจะต้องมาฏอว๊าฟ(ตามศาสนพิธีของฮัจญ์) เมื่อหน่วยข่าวกรองได้แจ้งว่า ถ้าอิมามฮุเซนไม่ให้การบัยอะฮ์ สัตยาบันต่อยาซีด บินมุอาวียะฮ์ วันที่สิบของเดือนซุลฮิจญะฮ์ ซึ่งจะต้องมาฎอว๊าฟและประกอบพิธีฮัจญ์นั้น จะต้องมีการนองเลือดกันแน่ ณ แผ่นดินศักดิ์สิทธิ์(ฮารอม) หรือไม่ก็อาจจะเกิดนองเลือดขึ้น ณ มัสยิดฮารอม ดังนั้นอิมามฮุเซนได้ตัดสินใจไม่ทำฮัจญ์และได้ออกเดินทางสู่กูฟะฮ์ทันที เพื่อมิให้สงครามอุบัติขึ้นในแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์
และอีกหลักฐานหนึ่งได้แสดงถึงความรักในสันติและเรียกร้องสู่สันติภาพโดยหลักสันติวิธี นั้นก็คือทในคืนวันที่เก้าของเดือนมุฮัรรอม ซึ่งทางแม่ทัพของอุบัยดิลลาฮ์ ได้แจ้งม้าเร็วมาว่า ถ้ามิให้การบัยอะฮ์ต่อยะซีด บินมุอาวียะฮ์ทางกองทัพจะเข้าโจมตีและทำลายสถานที่พัก กระโจมทั้งหมดของคาราวานอิมามฮุเซน ดังนั้นอิมามฮุเซนได้รับสั่งให้ อบุลฟัฎล์ อับบาส ไปบอกกับแม่ทัพของฝ่ายตรงกันข้ามว่า ให้ประวิงเวลาไปก่อน เพราะอิมามฮุเซนจะขอใคร่ครวญและอ่านดุอา อ่านอัลกุรอานและนมาซ
จากหลักฐานต่างๆทางประวัติศาสตร์ในตรงนี้ชี้ให้เห็นชัดมากยิ่งขึ้นว่า อิมามอุเซนมิได้เป็นผู้เปิดศึกทำสงครามหรือแสดงออกถึงความรุนแรงหรือแสวงหาความปั่นป่วนหรือก่อความวุ่นวาย แต่ทว่าอิมาม(อ)ได้แสดงออกถึงหลักสันติ และยังเรียกร้องสู่สันติภาพ ไม่ปรารถนาจะสร้างสงครามกับผู้ใด
จากวิถีแห่งสันติวิธีของอิมามฮุเซนและเรียกร้องสู่ความยุติธรรม โดยการต่อสู้กับอำนาจรัฐที่อยุติธรรม ถือว่าเป็นแบบอย่างทางการเมืองของอิมาม จนทำให้นักต่อสู้บนโลกใบนี้ ยึดเป็นแบบอย่าง หนึ่งในนั้น คือ มหาตมะคานธี ดังที่เขาได้กล่าวถึงการต่อสู้ของอิมามฮุเซนไว้ว่า
“ข้าพเจ้าได้อ่านอัตชีวประวัติของนักบุญฮุเซน (ผู้พลีชีพในหนทางของพระเจ้า) ผู้ยิ่งใหญ่ผู้นี้อย่างละเอียด และข้าพเจ้าได้พิจารณาใคร่ครวญประวัติศาสตร์ของเหตุการณ์แห่งกัรบาลาห์อย่างถี่ถ้วน จนเป็นสิ่งที่กระจ่างชัดสำหรับข้าพเจ้าแล้วว่า หากประเทศอินเดียต้องการที่จะเป็นผู้ชนะเหนือจักรวรรดิ์แล้ว จำเป็นที่จะต้องปฏิบัติตามท่านนักบุญ(อิมาม)ฮุเซนผู้นี้”
ดังนั้นการเรียนรู้ปรัชญาทางการเมืองของการต่อสู้อิมามฮุเซน ณ แผ่นดินกัรบาลาห์จะส่งผลบวกทั้งทางแนวคิดเชิงปรัชญาการเมือง โดยชื้ให้เห็นข้อหนึ่งว่า แท้จริงอิมามฮุเซนเป็นนักสัตนิวิธีและเรียกร้องสู้สันติภาพ และการจะเอาชนะกับผู้อธรรมนั้น ต้องใช้หลักธรรมะและการอดทนอดกลั้นอย่างมาก เพื่อที่จะให้เห็นถึงวิถีแห่งธรรมะ จนกระทั้งว่าแม้แต่ชีวิตของตัวเองจะต้องแลก ก็จะต้องยอมพลี เพื่อการปกป้องสัจธรรม และวีระกรรมแห่งอาชูรออ์ก็ยังส่งผลสะท้อนในเชิงวัฒนธรรมอย่างน่างดงามทีเดียวและวัฒนธรรมแห่งอาชูรอห์นี้ถือว่าเป็นอัตลักษณ์สำคัญหนึ่งของมุสลิมนิกายชีอะฮ์ ที่จะสานต่ออุดมการณ์แห่งการต่อสู้และการขัดเกลาจิตวิญญาณต่อไป และจะสร้างปรัชญาการรำลึกนี้เพื่อให้ชาวโลกประจักษ์ว่า แท้จริงแล้วอาชูรอห์คือพลานุภาพแห่งการสร้างแรงบันดาลใจแก่เหล่านักสู้และนักต่อสู้ทั้งผองในเวทีโลกและเวทีสากล เพื่อสู่พลวัตน์ของการขับเคลื่อนสังคมจากสังคมแห่งอวิชชาสู่สังคมอารยะ และเข้าถึงจิตวิญญาณขั้นสูงและการยืนเคียงข้างกับสัจธรรมตลอดไป
บทความโดย ดร.ประเสริฐ สุขศาสน์กวิน