ความสูงส่งของท่่านหญิงฟาฏิมะฮ์
มีการกล่าวถึงความสูงส่งของท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ (ซ.) ในแหล่งข้อมูลทางฮะดีษ ตัฟซีร และประวัติศาสตร์ของชีอะฮ์และอะฮ์ลิสซุนนะฮ์ ความสูงส่งเหล่านี้บางส่วนมีแหล่งที่มาจากอัลกุรอาน เช่น อายะฮ์ตัฏฮีร และอายะฮ์มุบาฮะละฮ์ ในความสูงส่งเหล่านี้ เป็นสาเหตุของการประทานของโองการต่างๆที่เกี่ยวกับอะฮ์ลุลบัยต์แห่งของศาสดาและท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ก็เป็นหนึ่งในอะฮ์ลุลบัยต์ เช่นกัน ความสูงส่งหลายประการได้ถูกกล่าวถึงในริวายะฮ์ต่างๆ เช่น ฮะดีษบัฏอะฮ์ และการเป็นมุฮัดดิษ (ผู้สนทนากับมะลาอิกะฮ์) ของท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ (ซ.)
ความบริสุทธิ์ปราศจากบาป
อัลลามะฮ์ มัจญ์ลิซี กล่าวไว้ว่า บรรดาชีอะฮ์มีฉันทามติที่ชัดเจนเกี่ยวกับความบริสุทธิ์ของท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ (ซ.) เหตุผลของความบริสุทธิ์ของท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ (ซ.) ตามโองการตัฏฮีร กล่าวว่า พระผู้เป็นเจ้าทรงประสงค์ที่จะชำระอะฮ์ลุลบัยต์ (อ.) ให้พ้นจากมลทินและความสกปรกทั้งหมด และตามริวายะฮ์ต่างๆของชีอะฮ์และอะฮ์ลิสซุนนะฮ์อย่างมากมาย รายงานว่า ท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ (ซ.) คือหนึ่งในตัวอย่างของอะฮ์ลุลบัยต์ [๑๔๑] ข้อกำหนดสำหรับการไม่มีข้อผิดพลาดของท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ (ซ.) คือ นางมีคุณสมบัติบางอย่างของศาสดาทั้งหลายและบรรดาอิมาม (อ.) เช่น ข้อพิสูจน์ในการพูดและพฤติกรรม การนิ่งเงียบ มัรญิอ์ทางศาสนา และความสามารถในการตัฟซีรและอธิบายศาสนา วิถีทางการปฏิบัติและจุดยืนที่เป็นมาตรวัดในการแยกแยะสัจธรรมออกจากความเท็จ และนางยังถือเป็นแบบอย่างที่สมบูรณ์แบบในด้านชีวิตอีกด้วย
ในแหล่งข้อมูลด้านฮะดีษและประวัติศาสตร์ของอะฮ์ลิสซุนนะฮ์ ยังได้รายงานด้วยว่า ศาสดามุฮัมมัด (ซ.) ถือว่า อะฮ์ลุลบัยต์ของตน หมายถึง ท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ (ซ.) ท่านอะลี (อ.) ท่านฮะซัน (อ.)และท่านฮุเซน ล้วนถูกทำให้สะอาดบริสุทธิ์ปราศจากบาปทั้งปวง (๑๔๓)
การอะมั้ลอิบาดะฮ์
ท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ ซะฮ์รอ (ซ.) เช่นเดียวกับศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) มีความสนใจในการกระทำอะมั้ลอิบาดะฮ์อย่างมากและใช้เวลาส่วนหนึ่งในการนมาซและวิงวอนต่อพระเจ้า [๑๔๔] ในบางแหล่งข้อมูล มีรายงานเกี่ยวกับความช่วยเหลือเหนือธรรมชาติสำหรับท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ (ซ.)ตัวอย่างเช่น ซัลมาน ฟาร์ซีรู้สึกประหลาดใจที่ท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ (ซ.) กำลังอ่านอัลกุรอานอยู่ ขณะที่เครื่องโม่แป้งก็หมุนด้วยตัวของมันไปเอง และเขาได้ไปถามเรื่องนี้กับศาสดา ศาสดาตอบว่า: พระผู้เป็นเจ้าทรงส่ง ญิบรออีล กาเบรียล เพื่อที่จะโม่แป้งให้นาง [๑๔๕] การทำนมาซเป็นเวลานาน การตื่นยามกลางคืน การขอดุอาอ์ เพื่อผู้อื่น รวมทั้งเพื่อนบ้าน การถือศีลอด การซิยาเราสถานที่ฝังศพของบรรดาชะฮีด ล้วนเป็นลักษณะพิเศษทางพฤติกรรมของท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ (ซ.) ที่ได้รับการเน้นย้ำในคำพูดของอะฮ์ลุลบัยต์ เศาะฮาบะฮ์และตาบิอีนบางคน (๑๔๗) มีหนังสือดุอาอ์ บทวิงวอนและบางนมาซ การขอพรและตัสบีห์สำหรับท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ (ซ.) [๑๔๘]
สถานภาพของฟาฏิมะฮ์ ณ พระเจ้าและศาสดา
นักวิชาการชีอะฮ์ [๑๔๙] และอะฮ์ลิสซุนนะฮ์ [๑๕๐] อ้างอิงจากโองการที่ ๒๓ ของซูเราะฮ์อัชชูรอ ซึ่งเป็นที่รู้จักในชื่อโองการมะวัดดะฮ์ ได้ถือว่า ความรักต่อท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ เป็นคำสั่งของพระผู้เป็นเจ้าที่มีต่อชาวมุสลิม ในโองการมะวัดดะฮ์ ผลรางวัลสำหรับภารกิจของศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) ได้รับการแนะนำว่า การให้ความรักต่อเครือญาติพี่น้อง ซึ่งบรรดานักตัฟซีรได้อธิบายว่า หมายถึง อะฮ์ลุลบัยต์ (อ.)[๑๕๑] ตามริวายะฮ์ต่างๆ รายงานว่า เครือญาติพี่น้องหรือ (ในการอธิบายของบรรดานักตัฟซีร) อะฮ์ลุลบัยต์ในโองการนี้ คือ ท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ (ซ.) ท่านอะลี (อ.) ท่านฮะซันและท่านฮุเซน (อ.) [๑๕๒] นอกจากโองการมะวัดดะฮ์แล้ว ยังมีริวายะฮ์ต่างๆจากศาสดา (ศ็อลฯ) ที่รายงานว่า พระเจ้าทรงพิโรธด้วยการโกรธแค้นของฟาฏิมะฮ์และพระองค์ทรงพอพระทัยกับความพึงพอใจของนาง [๑๕๓]
ซัยยิด มุฮัมมัดฮะซัน มีรญะฮานี ได้รวบรวมฮะดีษไว้ในหนังสือของเขาชื่อว่า ญันนะตุลอาศิมะฮ์ ซึ่งถือว่า การสร้างฟาฏิมะฮ์ เป็นสาเหตุของการสร้างสรรพสิ่ง ฮะดีษนี้เป็นรู้จักกันในชื่อ ฮะดีษของเลาลาก ได้รับการรายงานจากศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) และตามฮะดีษนั้น การสร้างสรรพสิ่งขึ้นอยู่กับการสร้างศาสดา การสร้างศาสดาขึ้นอยู่กับการสร้างท่านอะลี (อ.) และการสร้างศาสดาและอะลีขึ้นอยู่กับการสร้างฟาฏิมะฮ์[๑๕๔] บางคนบอกว่า สายรายงานของฮะดีษนี้มีปัญหา แต่ทว่าเนื้อหาของฮะดีษนี้เป็นเหตุผลที่สามารถยอมรับได้ [๑๕๕]
ศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) มีความรักและให้เกียรติท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ (ซ.) มากกว่าผู้ใด ในฮะดีษซึ่งเรียกว่า ฮะดีษบัฎอะฮ์ ศาสดา (ศ็อลฯ) ได้กล่าวถึงฟาฏิมะฮ์ว่า นางเป็นก้อนเนื้อส่วนหนึ่งของเขา และกล่าวว่า ผู้ใดก็ตามที่รังแก เท่ากับเขาได้รังแกฉัน ริวายะฮ์นี้ได้รับการรายงานในรูปแบบต่างๆ โดยมุฮัดดิษในยุคแรก เช่น เชคมุฟีด ในหมู่นักวิชาการชีอะฮ์ และอะห์มัด บิน ฮัมบัล ในหมู่นักวิชาการอะฮ์ลิสซุนนะฮ์ [๑๕๖] เมื่อศาสดาแห่งอิสลาม (ศ็อลฯ) ออกเดินทาง บุคคลสุดท้ายที่เขาจะกล่าวคำอำลา คือ ท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ (ซ.) และเมื่อเขากลับมาจากการเดินทาง เขาจะไปเยือนฟาฏิมะฮ์ เป็นบุคคลแรก [๑๕๗]