โองการที่ 53,54,55 ซูเราะฮ์อันนิซาอ์
ยิวเป็นเผ่าพันธุ์ที่ไร้ค่า
أَمْ لهَُمْ نَصِيبٌ مِّنَ الْمُلْكِ فَإِذاً لا يُؤْتُونَ النَّاس نَقِيراً (53) أَمْ يـحـْسـدُونَ النَّاس عـَلى مـَا ءَاتَاهُمُ اللَّهُ مِن فَضلِهِ فَقَدْ ءَاتَيْنَا ءَالَ إِبْرَهِيمَ الْكِتَب وَ الحِْكْمَةَ وَ ءَاتَيْنَهُم مُّلْكاً عَظِيماً (54) فَمِنهُم مَّنْ ءَامَنَ بِهِ وَ مِنهُم مَّن صدَّ عَنْهُ وَ كَفَى بجَهَنَّمَ سعِيراً (55)
ความหมาย
๕๓. หรือว่าพวกเขา (ยิว) มีส่วนร่วมในการปกครอง (จึงต้องการให้ตัดสินเช่นนั้น) ถ้าเป็นเช่นนั้น พวกเขาจะไม่แบ่งให้ผู้คนรู้แม้เท่ารูเม็ดอินทผลัม (เขาจะยึดทุกอย่างเป็นของเขาแต่เพียงผู้เดียว)
๕๔. หรือพวกเขาอิจฉาปวงชน (ศาสดาและครอบครัว) ที่อัลลอฮฺได้ทรงประทานความโปรดปรานของพระองค์แก่พวกเขา แน่นอน เราได้ประทานคัมภีร์และวิทยปัญญา แก่วงศ์วานของอิบรอฮีม (ซึ่งยิวมาจากวงศ์วานของเขา) และเราได้ประทานอำนาจปกครองอันยิ่งใหญ่แก่พวกเขา
๕๕. ดังนั้น บางคนในหมู่พวกเขามีผู้ศรัทธาต่อเขา และบางคนในหมู่พวกเขามีผู้ที่ขัดขวางทางเขา และ (เพื่อลงโทษพวกเขา) เพียงพอแล้ว เปลวเพลิงลุกโชติช่วงแห่งไฟนรก
คำอธิบาย
คำอธิบายของสองโองการที่ผ่านมากล่าวว่า พวกยิวต้องการเรียกร้องความสนใจจากพวกบูชารูปปั้นชาวมักกะฮฺ จึงรับรองว่าการบูชารูปปั้นของชาวกุเรชนั้นดีกว่าพระเจ้าของมุสลิม กระทั่งพวกเขาได้กราบรูปปั้นนั้น โองการนี้บ่งชี้ให้เห็นว่าคำตัดสินของพวกเขาไม่มีค่าและเชื่อถือไม่ได้ ด้วย 2 เหตุผลคือ
๑. พวกยิว ไม่มีฐานะภาพทางสังคมในสมัยนั้น หรือฐานะภาพของพวกเขาไม่มีค่าพอที่จะตัดสินผู้อื่นได้ ประกอบกับประชาชนไม่ได้มอบอำนาจการปกครองและการตัดสินแก่พวกเขา เพื่อพวกเขาจะได้ตัดสิน ที่สำคัญไปกว่านั้นพวกเขาไม่มีความดีทั้งทางโลกและทางธรรมพอที่จะตัดสินประชาชนได้ เนื่องจาก ความเห็นแก่ตัวได้ครอบงำจิตใจพวกเขา ฉะนั้น ถ้าพวกเขามีโอกาสได้รับเขาจะไม่แบ่งให้ผู้คนรู้แม้เท่ารูเม็ดอินทผลัม เขาจะยึดทุกอย่างเป็นของเขาแต่เพียงผู้เดียว
๒. การตัดสินของพวกเขาไม่ถูกต้องเนื่องจากพวกเขาอิจฉาท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อล ฯ) และวงศ์วานของท่าน ด้วยเหตุนี้ คำตัดสินของเขาจึงไร้ค่าและไม่มีเหตุผล สภาวะการเป็นศาสนทูต และการปกครองได้หลุดลอยมือพวกเขาไปเนื่องจากการกดขี่ และการปฏิเสธความโปรดปราน ดังนั้น พวกเขาจึงไม่ปรารถนาให้โอกาสนี้ตกไปอยู่ในมือของบุคคลอื่น พวกเขาจึงอิจฉาท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) และวงศ์วานของท่าน
หลังจากนั้นโองการกล่าวว่า เมื่อพระเจ้าทรงมอบโอกาสนี้แก่ท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อล ฯ) และครอบครัว ทำไมต้องแปลกใจ ต้องอิจฉา และต้องหวาดกลัวด้วย ขณะที่พระเจ้าเคยประทานคัมภีร์แห่งฟากฟ้า วิทยญาณ ความรู้ และการปกครอง เฉกเช่น การปกครองของมูซา สุลัยมาน และดาวูดแก่วงศ์วานของอิบรอฮีมมาแล้ว ซึ่งพวกเจ้าเป็นเผ่าพันธุ์ที่มาจากอิบรอฮีม แต่น่าเสียดายว่าพวกเจ้าได้ปล่อยให้อำนาจที่มีค่ายิ่งแห่งวัตถุและจิตใจหลุดลอยมือไป เพราะความชั่วช้าและจิตใจที่แข็งกระด้างของพวกเจ้า
จากคำอธิบายที่ผ่านมาทำให้เข้าใจได้ว่าจุดประสงค์ของคำว่า นาซ ในประโยคที่กล่าวว่า พวกเขาอิจฉาปวงชน นั้นหมายถึงท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อล ฯ) และครอบครัว เนื่องจากคำว่า นาซ หมายถึงปวงชน ซึ่งจะใช้ในความหมายที่เป็นเอกพจน์ (ศาสดาเพียงท่านเดียว) ตราบที่ไม่มีสัญลักษณ์ ถือว่าไม่อนุญาต นอกจากนั้นคำว่า วงศ์วานของอิบรอฮีม เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่า จุดประสงค์ของนาซ ในโองการหมายถึง ท่านศาสดามุฮัมมัดและครอบครัว เนื่องจาก เข้าใจได้จากสัญลักษณ์ที่อยู่ตรงกันข้ามที่กล่าวว่า ถ้าเราประทานโอกาสแก่วงศ์วานของบนีฮาชิม เจ้าอย่าได้แปลกใจ เพราะเราได้เคยประทานแก่วงศ์วานของอิบรอฮีมมาแล้ว
อิมามซอดิก (อ.) อธิบายโองการดังกล่าวเมื่อมีผู้ถามท่าน โดยกล่าวว่า พวกเราคือกลุ่มชนที่ถูกบรรดาศัตรูอิจฉาริษยา
สุดท้ายโองการกล่าวว่า บางคนในหมู่พวกเขาในเวลานั้น ศรัทธาต่อคัมภีร์ที่ได้ประทานแก่วงศ์วานของอิบรอฮีม และบางคนในหมู่พวกเขานอจากจะไม่ศรัทธาแล้ว ยังขัดขวางความก้าวหน้าและสร้งปัญหามากมาย และเพื่อลงโทษพวกเขาเพียงพอแล้ว เปลวเพลิงลุกโชติช่วงแห่งไฟนรก
เช่นเดียวกันบุคคลที่ปฏิเสธคัมภีร์ที่ประทานแก่มุฮัมมัด (ซ็อล ฯ) พวกเขาจะได้รับโทษทัณฑ์เฉกเช่นพวกยิว