โองการที่ 5,6 ซูเราะฮ์อันนิซาอ์
การระวังรักษาทรัพย์สินเด็กกำพร้า
وَ لا تُؤْتُوا السفَهَاءَ أَمْوَلَكُمُ الَّتى جَعَلَ اللَّهُ لَكمْ قِيَماً وَ ارْزُقُوهُمْ فِيهَا وَ اكْسوهُمْ وَ قُولُوا لَهُمْ قَوْلاً مَّعْرُوفاً (5) وَ ابْتَلُوا الْيَتَمَى حَتى إِذَا بَلَغُوا النِّكاحَ فَإِنْ ءَانَستُم مِّنهُمْ رُشداً فَادْفَعُوا إِلَيهِمْ أَمْوَلَهُمْ وَ لا تَأْكلُوهَا إِسرَافاً وَ بِدَاراً أَن يَكْبرُوا وَ مَن كانَ غَنِيًّا فَلْيَستَعْفِف وَ مَن كانَ فَقِيراً فَلْيَأْكلْ بِالْمَعْرُوفِ فَإِذَا دَفَعْتُمْ إِلَيهِمْ أَمْوَلَهُمْ فَأَشهِدُوا عَلَيهِمْ وَ كَفَى بِاللَّهِ حَسِيباً (6)
ความหมาย
๕. และจงอย่าให้สมบัติของสูเจ้า ที่อัลลอฮฺได้ทรงทำให้เป็นที่จุนเจือสำหรับสูเจ้า แก่บรรดาผู้ที่โฉดเขลา แต่จงให้เครื่องยังชีพแก่พวกเขาในทรัพย์นั้น และจงให้พวกเขานุ่งห่ม และจงพูดกับพวกเขาด้วยคำพูดอ่อนหวาน
๖. และจงทดสอบเด็กกำพร้า เมื่อพวกเขาบรรลุวัยสมรส ฉะนั้น ถ้าสูเจ้าพบว่าในหมู่พวกเขาเป็นผู้ใหญ่เพียงพอแล้ว จงมอบสมบัติของพวกเขาแก่พวกเขา จงอย่ากินทรัพย์โดยฟุ่มเฟือย และรีบร้อนก่อนที่พวกเขาจะเติบโต และผู้ใด (ผู้ปกครอง) ร่ำรวยก็จงงดเว้น (ไม่รับค่าแรง) ส่วนผู้ใดขัดสน ดังนั้น จงบริโภคแต่พอเหมาะ (ตามความเหนื่อยยาก) ครั้นเมื่อสูเจ้ามอบสมบัติของพวกเขาแก่พวกเขา จงให้มีพยานยืนยันต่อพวกเขา และเพียงพอแล้วที่อัลลอฮฺทรงเป็นผู้สอบสวน
คำอธิบาย ใครคือผู้โฉดเขลา
โองการก่อนหน้านี้กล่าวถึงเด็กกำพร้า ส่วนโองการนี้อธิบายเพิ่มเติมโองการก่อนหน้า โดยกล่าวว่า จงอย่างให้สมบัติของเจ้าแก่ผู้ที่โฉดเขลา แต่จงทำให้สมบัตินั้นเติบโตและรอดพ้นจากอันตราย และความเสียหาย จุดประสงค์ของ ผู้โฉดเขลาในประโยคข้างต้นคือ การเติบโตไม่เพียงพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการจัดการทรัพย์สิน พวกเขาไม่สามารถรับผิดชอบสมบัติของตนได้ ต้องมอบให้บุคคลอื่นเป็นผู้รับผิดชอบแทน
อัล-กุรอาน โองการนี้อธิบายว่าจงอย่างมอบสมบัติของตนแก่คนโฉดเขลา แต่จงให้เขาจัดหาอาหารและเครื่องนุ่งห่มแก่เจ้า นอกจากการสนับสนุนด้านวัตถุปัจจัยแล้ว สูเจ้าต้องพูดกับพวกเขาด้วยวาจาที่อ่อนหวาน ด้วยเหตุนี้ แม้ว่าจะมีคำสั่งไม่ให้นำพวกโฉดเขลาเข้าร่วมการค้า และธุรกิจ แต่กำชับว่าสูเจ้าต้องมอบเครื่องนุ่งห่ม และปัจจัยสำคัญต่อการดำรงชีวิตแก่พวกเขา และจงกระทำดีต่อพวกเขา ถึงแม้ว่าโองการจะกล่าวถึงเฉพาะเรื่องอาหารและเครื่องนุ่งห่มเท่านั้น แต่จุดประสงค์ที่แท้จริงของโองการคือ ปัจจัยจำเป็นทั้งหมดสำหรับการดำรงชีวิต โองการกล่าวว่า จงให้เครื่องยังชีพแก่พวกเขาในทรัพย์นั้น หมายถึงจงมอบเครื่องยังชีพของพวกเขาจากทรัพย์ของพวกเขา โองการมิได้กล่าวว่า ให้เอาจากสิ่งอื่น บางที่อาจเป็นคำสั่งในเชิงของการแนะนำว่า จงมอบเครื่องยังชีพของพวกเขาจากสมบัติของพวกเขา เนื่องจากสมบัตินั้นจะหมดไปตามกาลเวลา ทว่าให้เอาสมบัติเหล่านั้นลงทุนและนำผลกำไรมอบแก่พวกเขา
โองการถัดมาได้มีคำสั่งอีกประการหนึ่งเกี่ยวกับเด็กกำพร้าว่า จงทดสอบเด็กกำพร้า เมื่อพวกเขาบรรลุวัยสมรส ฉะนั้น ถ้าสูเจ้าพบว่าในหมู่พวกเขาเป็นผู้ใหญ่เพียงพอแล้ว จงมอบสมบัติของพวกเขาแก่พวกเขา โองการข้างต้นชี้ให้เห็นถึงประเด็นต่าง ๆ มากมายดังนี้
๑.การที่โองการใช้คำว่า ฮัตตา (จนกระทั่ง) เข้าใจได้ว่าจำเป็นต้องทดสอบเด็กกำพร้าก่อนถึงวัยบรรลุศาสนาบัญญัติ ให้ทำซ้ำกันหลาย ๆ ครั้ง และกระทำอย่างต่อเนื่อง จนกว่าพวกเขาจะบรรลุนิติภาวะ หมายถึงเจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ สามารถบริหารสมบัติของตนเองได้
๒.การที่โองการกล่าวว่า เมื่อพวกเขาบรรลุสู่วัยสมรส บ่งบอกถึงความสามารถในการแต่งงาน เพราะผู้ที่สามารถแต่งงานได้ก็สามารถบริหารครอบครัวได้ แน่นอนบุคคลที่ไม่มีทุนเขาไม่สามารบรรลุสู่เป้าหมายได้ ด้วยเหตุนี้ การเริ่มต้นชีวิตคู่จึงเริ่มต้นพร้อมกับเศรษฐกิจ อีกนัยหนึ่ง เวลาที่เหมาะสมสำหรับการคืนสมบัติของพวกเขาคือ ช่วงที่เขาเติบโตทั้งร่างกายและสติปัญญา และสามารถดูแลสมบัติของตนได้
๓.การที่กล่าวว่า ถ้าสูเจ้าพบว่าในหมู่พวกเขาเป็นผู้ใหญ่เพียงพอแล้ว บ่งบอกถึงการเติบโตเต็มสมบูรณ์ของเขา เนื่องจากคำว่า อานัสตุม มาจากรากศัพท์ของคำว่า อีนาส หมายถึง การเห็น หลังจากนั้นโองการกล่าวเน้นกับผู้ปกครองของพวกเขาอีกครั้งว่า ถ้าสูเจ้าพบว่าในหมู่พวกเขาเป็นผู้ใหญ่เพียงพอแล้ว จงมอบสมบัติของพวกเขาแก่พวกเขา จงอย่ากินทรัพย์โดยฟุ่มเฟือย และรีบร้อนก่อนที่พวกเขาจะเติบโต และผู้ใด (ผู้ปกครอง)
อีกครั้งหนึ่งโองการกำชับว่า และผู้ใด (ผู้ปกครอง) ร่ำรวยก็จงงดเว้นไม่รับค่าแรง หรือค่าจ้าง หรือใช้ประโยชน์จากทรัพย์นั้น ส่วนผู้ใดขัดสน ดังนั้น จงบริโภคแต่พอเหมาะ ตามความเหนื่อยยาก และความยุติธรรม
อิมามซอดิก (อ.) กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า จุดประสงค์ของผู้ดูแลสมบัติเด็กกำพร้าคือ ผู้ที่ละทิ้งภารกิจของตนโดยหันมาดูแลเด็กกำพร้า ในกรณีเช่นนี้เขาสามารถใช้จ่ายทรัพย์สินของเด็กกำพร้าได้ แต่ถ้าสมบัติของเด็กกำพร้าน้อย และผู้ดูแลก็มิได้เสียเวลามากมายเท่าใดนัก กรณีนี้ไม่สมควรใช้สมบัติของเด็กกำพร้า
หลังจากนั้นโองการกล่าวถึงบัญญัติสุดท้ายเกี่ยวกับผู้ปกครองของเด็กกำพร้าว่า ครั้นเมื่อสูเจ้ามอบสมบัติของพวกเขาแก่พวกเขา จงให้มีพยานยืนยันต่อพวกเขา
สุดท้ายโองการกล่าวว่า จงรู้ไว้เถิดว่าผู้ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบที่แท้จริงคือ พระเจ้า ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดคือ การสอบสวนเจ้าเป็นที่ชัดเจน ณ พระองค์ ดังนั้น ถ้าเจ้าฝ่าฝืน หรือเป็นพยานเท็จเจ้าจะได้รับการตรวจสอบจากพระองค์ ดังที่โองการกล่าวว่า เพียงพอแล้วที่อัลลอฮฺ ทรงเป็นผู้สอบสวน