โองการที่ 152, 153, 154 ซูเราะฮ์อาลิอิมรอน
وَ لَقَدْ صدَقَكمُ اللَّهُ وَعْدَهُ إِذْ تَحُسونَهُم بِإِذْنِهِ حَتى إِذَا فَشِلْتُمْ وَ تَنَزَعْتُمْ فى الاَمْرِ وَ عَصيْتُم مِّن بَعْدِ مَا أَرَاكُم مَّا تُحِبُّونَ مِنكم مَّن يُرِيدُ الدُّنْيَا وَ مِنكم مَّن يُرِيدُ الاَخِرَةَ ثُمَّ صرَفَكمْ عَنهُمْ لِيَبْتَلِيَكُمْ وَ لَقَدْ عَفَا عَنكمْ وَ اللَّهُ ذُو فَضلٍ عَلى الْمُؤْمِنِينَ (152) إِذْ تُصعِدُونَ وَ لا تَلْوُنَ عَلى أَحَدٍ وَ الرَّسولُ يَدْعُوكمْ فى أُخْرَاكُمْ فَأَثَبَكمْ غَمَّا بِغَمٍّ لِّكيْلا تَحْزَنُوا عَلى مَا فَاتَكمْ وَ لا مَا أَصبَكمْ وَ اللَّهُ خَبِيرُ بِمَا تَعْمَلُونَ (153)ثُمَّ أَنزَلَ عَلَيْكُم مِّن بَعْدِ الْغَمِّ أَمَنَةً نُّعَاساً يَغْشى طائفَةً مِّنكُمْ وَ طائفَةٌ قَدْ أَهَمَّتهُمْ أَنفُسهُمْ يَظنُّونَ بِاللَّهِ غَيرَ الْحَقِّ ظنَّ الجَْهِلِيَّةِ يَقُولُونَ هَل لَّنَا مِنَ الاَمْرِ مِن شىْءٍ قُلْ إِنَّ الاَمْرَ كلَّهُ للَّهِ يخْفُونَ فى أَنفُسِهِم مَّا لا يُبْدُونَ لَك يَقُولُونَ لَوْ كانَ لَنَا مِنَ الاَمْرِ شىْءٌ مَّا قُتِلْنَا هَهُنَا قُل لَّوْ كُنتُمْ فى بُيُوتِكُمْ لَبرَزَ الَّذِينَ كُتِب عَلَيْهِمُ الْقَتْلُ إِلى مَضاجِعِهِمْ وَ لِيَبْتَلىَ اللَّهُ مَا فى صدُورِكمْ وَ لِيُمَحِّص مَا فى قُلُوبِكُمْ وَ اللَّهُ عَلِيمُ بِذَاتِ الصدُورِ(154)
ความหมาย
152. แน่นอน อัลลอฮฺได้ทรงให้สัญญาของพระองค์ (ชัยชนะเหนือศัตรูในสงคราอุฮุด) สมจริงแก่สูเจ้า ขณะที่ (ตอนเริ่มสงคราม) สูเจ้าเข่นฆ่าศัตรูโดยอนุมัติของอัลลอฮฺ (ชัยชนะต่อเนื่อง) จนกระทั่งสูเจ้าท้อแท้ (ทิ้งฐานทัพ) และขัดแย้งกันในคำสั่ง และสูเจ้าฝ่าฝืนหลังจากที่พระองค์ได้ทรงให้สูเจ้าเห็นสิ่งที่สูเจ้ารักชอบ (ชัยชนะ) ในหมู่สูเจ้ามีผู้ปรารถนาโลกนี้ และในหมู่สูเจ้ามีผู้ปรารถนาโลกหน้า หลังจากนั้น พระองค์ได้ทรงปลีกสูเจ้าจากพวกเขา (เปลี่ยนชัยชนะของเจ้าเป็นความพ่ายแพ้) เพื่อจะได้ทดสอบสูเจ้า และอภัยสูเจ้า อัลลอฮฺ ทรงโปรดปรานบรรดาผู้ศรัทธา
153. จงรำลึกถึง เมื่อสูเจ้าตะกายหนีขึ้นเขา โดยไม่ได้หันมามองผู้ใด และเราะซูลร้องเรียกสูเจ้าทางด้านหลังของสูเจ้า ดังนั้น พระองค์ได้ทรงตอบแทนสูเจ้าซึ่งความเศร้าโศกครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อว่าสูเจ้าจะได้ไม่เสียต่อสิ่งที่หลุดพ้นไปจากสูเจ้า (ทรัพย์สงคราม) และไม่เสียใจต่อสิ่งที่ประสบแก่สูเจ้า และอัลลอฮฺ ทรงรอบรู้สิ่งที่สูเจ้ากระทำ
154. หลังจากความเศร้าโศก พระองค์ได้ทรงประทานความปลอดภัยแก่พวกเจ้า การงีบ (ในคืนหลังจากเหตุการณ์) ได้ครอบงำกลุ่มหนึ่งในหมู่สูเจ้า ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งพวกเขาวิตกกังวลเกี่ยวกับตัวเอง (ความง่วงมิได้ครอบงำเขา) พวกเขาคิดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับพระเจ้า ประหนึ่งการคิดในยุคโฉดเขลา พวกเขากล่าวว่า จะมีสิ่งใดเป็นสิทธิของเราบ้างจากชัยชนะนี้ จงกล่าวเถิด แท้จริง กิจการนั้นทั้งหมด (ชัยชนะ) เป็นสิทธิของอัลลอฮฺ พวกเขาปกปิดสิ่งหนึ่งไว้ในใจของพวกเขา ที่พวกเขาไม่เปิดเผยแก่เจ้า พวกเขากล่าวว่า ถ้าเรามีส่วนได้ในชัยชนะพวกเราคงไม่ถูกฆ่าตายที่นี่ จงกล่าวเถิด มาตรว่าพวกท่านอยู่ในเคหะของพวกท่าน แน่นอน บรรดาผู้ที่การฆ่าได้ถูกกำหนดแก่พวกเขา ก็ต้องออกไปยังที่นอนตายของพวกเขา (และถูกฆ่า ณ ที่นั่น) เพื่อที่อัลลอฮฺ จะได้ทรงทดสอบสิ่งที่ซ่อนไว้ในหัวอกของสูเจ้า และเพื่อขัดเกลาที่อยู่ในใจ (อีมามน) ของสูเจ้า และอัลลอฮฺ เป็นผู้ทรงรอบรู้ที่อยู่ในหัวอก
คำอธิบาย ความพ่ายแพ้หลังจากชัยชนะ
ช่วงแรกของสงครามอุฮุด บรรดามุสลิมได้ร่วมแรงกันต่อสู้อย่างแข็งขันด้วยความกล้าหาญ และบริสุทธิ์ใจ และในไม่ช้าพวกเขาก็จะได้รับชัยชนะ แต่พลธนูที่แม่นธนูกลุ่มหนึ่งฝ่าฝืน พวกเขาละทิ้งฐานที่มั่น วิ่งกรูกันลงมาเพื่อแย่งชิงทรัพย์สงคราม ซึ่งเป็นสาเหตุให้สงครามเปลี่ยนแปลง กองทัพมุสลิมเกือบที่จะได้รับชัยชนะ ต้องพ่ายแพ้ทันที เมื่อกองทัพที่หมดสภาพ พ่ายแพ้ และได้รับความเสียหายอย่างยับเยิน ย้อนกลับเข้ามะดีนะฮฺ พวกเขาพูดกันว่า พระเจ้ามิได้สัญญากับพวกเราดอกหรือว่าจะให้ชัยชนะ แต่เป็นเพราะสาเหตุใดสงครามนี้เราจึงปราชัยอย่างยับเยิน
โองการแรกกล่าวว่า ที่พระเจ้าทรงสัญญาว่าจะให้ชัยชนะแก่เจ้าถูกต้อง ซึ่งเจ้าจะเห็นว่าตอนเริ่มสงครามเจ้าเป็นผ่ายได้รับชัยชนะ เจ้าเข่นฆ่าและโจมตีศัตรูจนแตกกระจายตามบัญชาของพระองค์ ซึ่งสัญญาชัยชนะของพระองค์อยู่กับเจ้า ตราบที่เจ้าเชื่อฟังคำสั่งของศาสดา และความพ่ายแพ้ได้เริ่มต้นเมื่อสูเจ้าแสดงความท้อถอย และไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของศาสดา หมายถึง ถ้าเจ้าคิดว่าสัญญาชัยชนะไม่มีเงื่อนไข เป็นความคิดที่ผิดพลาด เพราะสัญญาชัยชนะของพระเจ้า มีเงื่อนไขว่าต้องปฏิบัติตามบัญชาของพระองค์ และคำสั่งของศาสดา
หลังจากนั้นโองการกล่าวว่า เมื่อเจ้าเห็นชัยชนะซึ่งเป็นสิ่งที่เจ้ารักชอบอยู่ตรงหน้า เจ้าก็เลือกหนทางที่เป็นบาปกรรมทันที พวกเจ้าแก่งแย่งกันรวบรวมทรัพย์สงคราม โดยไม่มีผู้ใดคอยระวังฐานที่มั่น ในทัศนะของเจ้าทรัพย์สินสำคัญกว่าความมั่นคง จากประโยคดังกล่าวทำให้เห็นว่าพลธนูคือ ปัจจัยสำคัญต่อการแพ้ชนะของสงคราม ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) จึงได้เลือกสรรฐานที่มั่นสำหรับผลธนู แต่น่าเสียดายที่พวกเขาฝ่าฝืนคำสั่งของศาสดา สุดท้ายพวกเขาคือ กลุ่มชนที่นำความพ่ายแพ้ และความเสียหายมหาศาลมาสู่อิสลาม
โองการกล่าวว่า ในช่วงนั้นมีบางคนในหมู่สูเจ้าปรารถนาโลกนี้ และปรารถนาทรัพย์สงคราม ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่ง เช่น อับดุลลอฮฺ บุตรของญุบัยร์ และพลธนูอีกสองสามคนรักษาฐานไว้อย่างมั่นคง พวกเขาเป็นกลุ่มชนที่ปรารถนาโลกหน้า และรางวัลตอบแทนจากพระองค์ ตรงนี้จะเห็นว่าพระเจ้าทรงเปลี่ยนจากชัยชนะ เป็นความพ่ายแพ้ เพื่อทดสอบพวกเจ้า หลังจากนั้น พระเจ้าทรงอภัยความผิดของสูเจ้าทั้งหมด ตลอดจนการฝ่าฝืนคำบัญชาของพระองค์ ขณะที่พวกเจ้าทั้งหมดคู่ควรต่อการลงโทษของพระองค์
สุดท้าย พระเจ้าทรงเปิดเผยสภาพบั้นปลาของสงครามอุฮุดแก่ประชาชาติ ตรัสว่า จงรำลึกถึง เมื่อสูเจ้าต่างวิ่งหนีกันไปทั่วทุกสารทิศ โดยไม่ได้หันมามองคนข้างหลังว่าเป็นอย่างไรกันบ้าง ขณะที่ศาสดาร้องเรียกพวกเจ้าอยู่ด้านหลัง ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ร้องเรียกพวกเขาว่า โอ้ปวงบ่าวของพระเจ้า กลับมาหาฉัน ฉันเป็นศาสนทูตแห่งพระเจ้า แต่ไม่มีผู้ในสักคนในหมู่พวกเจ้าหันกลับมามองเสียงเรียกของท่าน
เวลานั้นความวิตกกังวลและความเศร้าโศกได้ถูกโยนใส่พวกเจ้า เพื่อสูเจ้าจะได้ไม่เสียใจต่อการสูญเสียทรัพย์สงคราม ไม่ต้องเสียใจต่อความพ่ายแพ้ครั้งนี้ พระเจ้าทรงรอบรู้สิ่งที่สูเจ้าปฏิบัติ ทรงรอบรู้ว่าผู้ใดศรัทธา ผู้ใดเชื่อฟังปฏิบัติตาม ผู้ใดเป็นนักต่อสู้ที่แท้จริง และผู้ใดวิ่งหนีสงคราม ด้วยเหตุนี้ พวกเจ้าต้องไม่หลอกตัวเอง ต้องไม่พูดในสิ่งที่เกินเลยความเป็นจริงในสงคราม ถ้าเจ้าเป็นผู้สัจจริงเหมือนกับชนกลุ่มแรก จงขอบคุณพระเจ้า แต่ถ้าไม่เช่นนั้นจงลุแก่โทษต่อพระองค์
การหยุแหย่ของคนโฉด
คืนหลังสงครามอุฮุด เป็นคำคืนที่ระทมทุกข์ที่สุด เหล่าทหารวิพากษ์วิจารณ์กันว่า พวกผู้ปฏิเสธจะย้อนกลับมามะดีนะฮฺหรือไม่ ในเวลานั้นนักต่อสู้ที่แท้จริง ตลอดจนผู้ที่หนีสงครามที่สำนึกผิดและลุแก่โทษแล้ว มีความเชื่อมั่นในความเมตตาของพระเจ้า และข้อสัญญาของท่านศาสดา พวกเขาสบายใจและในคืนนั้นพวกเขาได้หลับไป อัล-กุรอาน กล่าวว่า การงีบ (ในคืนหลังจากเหตุการณ์) ได้ครอบงำกลุ่มหนึ่งในหมู่สูเจ้า การงีบหลับได้ครอบงำกลุ่มหนึ่ง ส่วนอีกกลุ่มที่นอนไม่หลับพวกเขาวิตกกังวล และไม่ได้คิดถึงสิ่งอื่น นอกจากการช่วยเหลือตนเองให้รอดพ้นอันตราย พวกเขากระวนกระวายใจอย่างยิ่ง ซึ่งสิ่งนี้คือ ผลลัพธ์ที่สำคัญที่สุดของความศรัทธา เพราะบุคคลที่เป็นผู้ศรัทธาไม่ว่าจะอยู่ในสภาพใดเขาจะมีความสงบมั่นคง แตกต่างกับผู้ที่ไม่มีศรัทธา หรือบุคคลกลับกลอก หรือบุคคลที่มีศรัทธาอ่อนแอ เขาจะไม่มีวันได้ลิ้มรสความสงบมั่นอันนั้นเด็ดขาด
หลังจากนั้นอัล-กุรอาน กล่าวถึงคำพูดของเหล่าบุคคลผู้กลับกลอก และผู้ทีมีอีมานอ่อนแอ ซึ่งพวกเขานอนไม่หลับว่า พวกเขาคิดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับพระเจ้า ประหนึ่งการคิดในยุคโฉดเขลา ในความคิดขอพวกเขา คิดว่าจะสัญญาหรอกท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) พวกเขาได้พูดกันเองว่า ถ้าเรามีส่วนได้ในชัยชนะพวกเราคงไม่ถูกฆ่าตายที่นี่
อัล-กุรอาน ตอบพวกเขาว่า นี้ จงกล่าวเถิด แท้จริง กิจการนั้นทั้งหมด (ชัยชนะ)เป็นสิทธิของอัลลอฮฺถ้าพระองค์ประสงค์ และเจ้าคู่ควรต่อชัยชนะนั้น พระองค์จะประทานแก่เจ้า พวกเขาไม่พร้อมที่บอกทุกสิ่งที่อยู่ในใจของพวกเขา เพราะเกรงว่าจะถูกจัดอยู่ในพวกของผู้ปฏิเสธ พวกเขาคิดว่าความปราชัยในสงครามอุฮูด เป็นสิ่งที่ยืนยันให้เห็นว่าอิสลามเป็นศาสนาที่ไม่ถูกต้อง พวกเขาจึงกล่าวว่า ถ้าเราเป็นฝ่ายถูก พวกเราคงจะไม่ถูกฆ่าตายมากมายที่นี่ พระเจ้าทรงตอบข้อสงสัยของพวกเขาสองประเด็นดังนี้ อันดับแรก พวกเจ้าต้องไม่คิดว่า ผู้ที่หนีสงคราม หรือหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ที่ลำบากยากเข็ญในสงคราม จะหนีความตายพ้น เพราะบุคคลใดก็ตามที่ถึงกำหนดเวลาตาย ไม่ว่าเขาจะอยู่ ณ ที่ใดก็ตาม เขาต้องตาย แม้ว่าเขาจะอยู่ในเคหะสถาน หรืออยู่บนเตียงนอน เขายังต้องออกไปยังที่นอนตายของพวกเขา ปกติแล้วประชาชาติที่อ่อนแอมักจะพ่ายแพ้ ในที่สุดเขาต้องลิ้มรสความตาย และไม่ดีกว่าหรือถ้าตายในสนามรบด้วยคมดาบของศัตรู ในฐานะของผู้ปกป้องศาสนา การตายเช่นนี้ไม่มีเกียรติกว่านอนตายบนเตียงนอนดอกหรือ