@laravelPWA
โองการที่ 144, 145 ซูเราะฮ์อาลิอิมรอน
  • ชื่อ: โองการที่ 144, 145 ซูเราะฮ์อาลิอิมรอน
  • แหล่งที่มา:
  • วันที่วางจำหน่าย: 23:50:38 9-6-1404

โองการที่ 144, 145 ซูเราะฮ์อาลิอิมรอน


وَ مَا محَمَّدٌ إِلا رَسولٌ قَدْ خَلَت مِن قَبْلِهِ الرُّسلُ أَ فَإِين مَّات أَوْ قُتِلَ انقَلَبْتُمْ عَلى أَعْقَابِكُمْ وَ مَن يَنقَلِب عَلى عَقِبَيْهِ فَلَن يَضرَّ اللَّهَ شيْئاً وَ سيَجْزِى اللَّهُ الشكرِينَ(144) وَ مَا كانَ لِنَفْسٍ أَن تَمُوت إِلا بِإِذْنِ اللَّهِ كِتَباً مُّؤَجَّلاً وَ مَن يُرِدْ ثَوَاب الدُّنْيَا نُؤْتِهِ مِنهَا وَ مَن يُرِدْ ثَوَاب الاَخِرَةِ نُؤْتِهِ مِنهَا وَ سنَجْزِى الشكِرِينَ (145)

ความหมาย

144. และมุฮัมมัด มิใช่อื่นใดเว้นแต่เป็นเราะซูลคนหนึ่ง แน่นอน ก่อนหน้านี้ เคยมีเราะซูลมาก่อนแล้ว ฉะนั้น ถ้าเขาตายหรือถูกสังหาร สูเจ้าจะหันหลังกลับกระนั้นหรือ (เมื่อศาสดาสิ้นชีวิต ก็ละทิ้งอิสลามไปสู่การเคารพบูชารูปปั้นเหมือนเดิม) และผู้ใดที่หันหลังกลับ ดังนั้น จะไม่มีความเสียหายอันใดแก่อัลลอฮฺ และในไม่ช้า อัลลอฮฺจะทรงตอบแทนผู้กตัญญู

145. และไม่มีชีวิตใดที่จะตาย เว้นแต่โดยอนุมัติของอัลลอฮฺ เป็นลิขิตที่ถูกกำหนดไว้ (ดังนั้น ความตายของศาสดา และคนอื่นเป็นแบบฉบับของพระเจ้า) และผู้ใดปรารถนารางวัลของโลกนี้ เราจะประทานแก่เขา และผู้ใดปรารถนารางวัลของโลกหน้า เราจะประทานแก่เขา และในไม่ช้า เราจะทรงตอบแทนผู้กตัญญู

สาเหตุของการประทานโองการ

โองการนี้เป็นอีกโองการหนึ่งที่กล่าวถึงเหตุการณ์สงครามอุฮุดว่า ขณะที่ไฟสงครามระหว่างมุสลิมกับผู้ปฏิเสธที่เคารพบูชารูปปั้นกำลังลุกโชนอยู่ ทันใดนั้นมีผู้ตะโกนขึ้นว่า มุฮัมมัดถูกสังหารแล้ว มุฮัมมัดถูกสังหารแล้ว ทำให้มุสลิมส่วนใหญ่หวาดกลัวอย่างหนัก ทิ้งอาวุธและวิ่งหนีสงครามออกไป แต่ยังคงเหลือมุสลิมจำนวนน้อยนิดที่เสียสละและยืนหยัดอย่างกล้าหาญ เฉกเช่น ท่านอะลี (อ.) อบูญานะฮฺ ฏ็อลฮะฮฺ และอีกบางคนเท่านั้น พวกเขาทั้งต่อสู้และเชิญให้มุสลิมคนอื่นยืนหยัดต่อไป โองการจึงประทานลงมา

คำอธิบาย ห้ามบูชาตัวบุคคล

จากเหตุการณ์สงครามอุฮุด แก่นแท้ของโองการได้ให้บทเรียนแก่มุสลิมว่า อิสลามมิใช่ศาสนาที่ขึ้นอยู่กับบุคคล ฉะนั้น สมมุติว่าท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ชะฮีดในสมรภูมิ เป็นหน้าที่ของมุสลิมที่ต้องสู้รบต่อไป เนื่องจากการจากไปของท่านศาสดา มิได้หมายความว่าอิสลามสิ้นสุด แต่ศาสนาที่เที่ยงธรรมจะต้องดำเนินต่อไปอย่างนิรันดรกาล

ปัญหาเรื่องการยึดตัวบุคคลเป็นปัญหาที่อันตรายที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องสงคราม ถ้ายึดตัวบุคคลเป็นหลักแม้ว่าจะเป็นศาสดาก็ตาม ในความหมายก็คือ ทุกอย่างจะจบสิ้นลงถ้าหากบุคคลนั้นสิ้นชีวิต การยึดถือตัวบุคคลยังแสดงให้เห็นถึงความไม่ก้าวหน้าของสังคม

การต่อสู้กับการยึดตัวบุคคลของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของสัจธรรมและความยิ่งใหญ่ของท่าน เนื่องจากถ้าท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ได้ยืนหยัดขึ้นเพื่อตัวเอง จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องสอน และสอดแทรกความคิดนี้แก่ประชาชน และกำหนดให้ทุกสิ่งขึ้นอยู่กับท่าน เมื่อท่านจากไปทุกสิ่งก็จะจบลงโดยปริยาย แต่ผู้นำเฉกเช่นท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ไม่เคยสอนความคิดเช่นนี้แก่ประชาชน ทว่าในทางกลับกันท่านต่อสู้กับแนวความคิดเช่นนี้อย่างรุนแรง และกล่าวกับพวกเขาว่า เป้าหมายของเราสูงส่งกว่าตัวเรา แม้ว่าตัวเราจะตาย เป้าหมายของเราต้องไม่ตายตามตัว ด้วยเหตุนี้โองการข้างต้นจึงกล่าวว่า มุฮัมมัด มิใช่อื่นใดเว้นแต่เป็นเราะซูลคนหนึ่งแน่นอน ก่อนหน้านี้ เคยมีเราะซูลมาก่อนแล้ว ดังนั้น ถ้าเขาถูกสังหารพวกเจ้าจะหันหลังกลับไปเคารพรูปปั้นเหมือนเดิมกระนั้นหรือ คำว่า อะเกาะบะ หมายถึง การหันส้นเท้ากลับ ในที่นี้หมายถึงการหันหลังให้ความจริง โดยกลับไปอยู่ในสภาพเดิม หลังจากนั้นโองการกล่าวว่า เจ้าจะหันหลังกลับกระนั้นหรือ (เมื่อศาสดาสิ้นชีวิต ก็ละทิ้งอิสลามไปสู่การเคารพบูชารูปปั้นเหมือนเดิม) และผู้ใดที่หันหลังกลับ ดังนั้น จะไม่มีความเสียหายอันใดแก่อัลลอฮฺ เพราะการกระทำเช่นนี้นอกจากจะเป็นการหยุดความความผาเจริญของตนแล้ว ความเจริญที่ตนได้รับมาก็จะสูญสิ้นโดยฉับพลัน

ดังที่กล่าวไปแล้วว่าข่าวลือว่าท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ถูกสังหารแล้วในสงครามอุฮุด ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้มุสลิมส่วนใหญ่เกิดความลังเล และหวาดกลัวจนกระทั่งถึงขั้นที่ว่าหนีสงครามออกไป และบางคนเกือบจะกลับไปเป็นผู้บู้ชารูปปั้นเหมือนเดิม โองการจึงประทานลงมาเพื่อขู่ และเตือนสติให้พวกเขาตื่นตัวจากความลังเลใจ กล่าวว่า ความตายเป็นสิทธิของพระเจ้า ไม่มีชีวิตใดที่จะตาย เว้นแต่โดยอนุมัติของอัลลอฮฺ เป็นลิขิตที่ถูกกำหนดไว้ ซึ่งไม่มีผู้ใดสามารถหนีความตายได้ ด้วยเหตุนี้ ถ้าท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ชะฮีดในสมรภูมิรบ ก็มิได้มีสิ่งใดเกินเลยไปจากการปฏิบัติตามแบบฉบับของพระเจ้า ในสภาพนั้นมุสลิมต้องไม่หวาดกลัว ต้องต่อสู้ต่อไป

อีกด้านหนึ่งบุคคลที่อยู่ในสนามรบไม่อาจหยุดยั้งความตายได้ ขณะเดียวกันการออกสนามรบก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นการยืดความตายออกไป ดังนั้น การหนีออกจากสนามรบเพื่อรักษาชีวิตจึงเป็นสิ่งไร้สาระ คำว่า อะญัล ในโองการหมายถึง กำหนดเวลาที่แน่นอน หรือความตายนั่นเอง

สุดท้ายของโองการกล่าวว่า ความพยายามของมนุษย์จะไม่ถูกทำลาย ถ้าเป้าหมายของบุคคลนั้นคือ วัตถุปัจจัยทางโลก เหมือนดังที่เหล่าทหารฝ่ายมุสลิมได้แสดงให้เห็นในสงครามอุฮุด พวกเขาได้แย่งกันลงมาเก็บทรัพย์สงคราม ซึ่งก็สมดังตั้งใจแต่พวกเขาได้สูญเสียเป้าหมายที่สูงส่งกว่าไปคือ การพยายามสร้างชีวิตที่เป็นอมตะ และความประเสริฐของมนุษย์

อย่างไรก็ตามการไปถึงเป้าหมายของทั้งโลกนี้และโลกหน้าต้องอาศัยความพยายาม แต่มนุษย์ส่วนมากมักไม่สะสมทรัพย์เพื่อเป้าหมายที่สอง ซึ่งสูงส่งและดีกว่า หลังจากนั้นโองการเน้นว่า ในไม่ช้านี้พระเจ้าจะทรงตอบแทนรางวัลแก่ผู้กตัญญู

รายงานกล่าวโดยอิมามบากิร (อ.) ว่า อิมามอะลี (อ.) ได้รับบาดเจ็บในสงครามอุฮูดถึง 60 แผล ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) สั่งให้อุมุสลีม และอุมมุอุฏ็อยยะฮฺทำแผลให้กับท่านอะลี เวลาผ่านไปไม่นานนักพวกเธอได้รายงานให้ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ทราบว่า สภาพร่างกายของอะลี (อ.) น่าเป็นห่วงมาก พวกเรากลัวว่าชีวิตของเขาจะตกอยู่ในอันตราย เพราะร่างกายของเขาเต็มไปด้วยบาดแผลฉกรรจ์ทั้งสิ้น เมื่อเราปิดแผลนี้ แผลอื่นก็เปิดออกมา พวกเราเป็นห่วงชีวิตของเขา ท่านศาสดา พร้อมกับมุสลิมกลุ่มหนึ่งเดินทางไปเยี่ยมอะลี ที่บ้าน ท่านได้เอามือแตะบาดแผลพร้อมกับกล่าวว่า บุคคลที่ต่อสู้บนหนทางของพระเจ้าเช่นนี้ เท่ากับได้ปฏิบัติหน้าที่ขั้นสูงสุดของตนแล้ว บาดแผลที่ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) เอามือลูบลงไปหายเป็นปกติ ในเวลานั้น อะลี (อ.) กล่าวว่า มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮฺ แม้ว่าจะลำบากอย่างไรก็ตาม ฉันไม่เคยวิ่งหนีสงคราม และฉันไม่เคยหันหลังให้ศัตรู

พระเจ้าตรัสในเชิงขอบคุณผู้ที่กระทำความดี เสียสละ เป็นบุคคลตัวอย่างสำหรับบรรดานักต่อสู้ดิ้นรนทั้งหลาย พระเจ้าตรัสถึงเขาว่า และในไม่ช้า อัลลอฮฺจะทรงตอบแทนผู้กตัญญู อีกโองการหนึ่งตรัสว่า และในไม่ช้า เราจะทรงตอบแทนผู้กตัญญู

โองการที่ 146, 147, 148
وَ كَأَيِّن مِّن نَّبىٍّ قَتَلَ مَعَهُ رِبِّيُّونَ كَثِيرٌ فَمَا وَهَنُوا لِمَا أَصابهُمْ فى سبِيلِ اللَّهِ وَ مَا ضعُفُوا وَ مَا استَكانُوا وَ اللَّهُ يحِب الصبرِينَ (146) وَ مَا كانَ قَوْلَهُمْ إِلا أَن قَالُوا رَبَّنَا اغْفِرْ لَنَا ذُنُوبَنَا وَ إِسرَافَنَا فى أَمْرِنَا وَ ثَبِّت أَقْدَامَنَا وَ انْصرْنَا عَلى الْقَوْمِ الْكفِرِينَ (147) فَئَاتَاهُمُ اللَّهُ ثَوَاب الدُّنْيَا وَ حُسنَ ثَوَابِ الاَخِرَةِ وَ اللَّهُ يحِب المُْحْسِنِينَ(148)

ความหมาย

146. และตั้งกี่นบีแล้ว ที่กลุ่มชนผู้มั่นคงในศาสนาจำนวนมากได้ต่อสู้เคียงข้างเขา พวกเขาไม่ท้อถอยต่อภยันตราย ที่ประสบแก่พวกเขาในทางของอัลลอฮฺ พวกเขาไม่อ่อนแอ และพวกเขาไม่สยบ และอัลลอฮฺ ทรงรักผู้อดทน

147. คำพูดของพวกเขามิใช่อื่นใด เว้นแต่ที่พวกเขากล่าวว่า โอ้พระผู้อภิบาลของเรา ได้โปรดอภัยโทษแก่เรา ซึ่งความผิดของเรา และการฟุ่มเฟือยของเราในกิจการของเรา และโปรดทรงให้เท้าของเรามั่นคง และโปรดทรงช่วยเหลือเราให้มีชัยต่อประชาชาติผู้ปฏิเสธ

148. ดังนั้น อัลลอฮฺ ได้ทรงประทานรางวัลของโลกนี้แก่เขา และรางวัลที่ดีแห่งโลกหน้า และอัลลอฮฺ ทรงรักผู้กระทำดีทั้งหลาย

คำอธิบาย นักต่อสู้ก่อนหน้านั้น

การรำลึกถึงเหตุการณ์สงครามอุฮุด บรรดาผู้กล้าหาญ ความศรัทธา การยืนหยัด นักต่อสู้ และบรรดาที่ช่วยเหลือท่านศาสดา เท่ากับเป็นการสนับสนุนให้มุสลิมมีความกล้าหาญ และเสียสละ และเป็นการประณามกลุ่มที่หนีสงครามออกไป

คำว่า กะอัยยิน หมายถึง ตั้งมากน้อยเพียงใดแล้ว ส่วนคำว่า ร็อบบียูน หมายถึง บุคคลที่ความสัมพันธ์ของเขากับพระเจ้ามั่นคงแข็งแรงยิ่งด้วยพลังศรัทธา ความรู้ การยืนหยัด และความบริสุทธิ์ใจ

หลังจากนั้นโองการกล่าวสาธยายความประพฤติของพวกเขาว่า พวกเขาได้ช่วยเหลือท่านศาสดา อดทนต่อความยากลำบาก ได้รับบาดเจ็บสาหัส และเผชิญปัญหาต่าง ๆ มากมาย แต่พวกเขาไม่ท้อถอยต่อภยันตราย ไม่แสดงความอ่อนแอ พวกเขาไม่ยอมสยบต่อศัตรู แน่นอน พระเจ้าทรงรักปวงบ่าวที่ไม่เคยท้อถอยต่อการยืนหยัดเพื่อสัจธรรม

โองกการถัดมากล่าวถึงคราวที่ต้องเผชิญปัญหากับศัตรู เมื่อตนดำเนินการผิดพลาด หรืออ่อนแอ หรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่น แทนที่พวกเขาจะยอมแพ้ หรือถอนตัวออกจากการเป็นมุสลิมและกลับไปนับถือศาสนาเดิม พวกเขากลับอดกลั้น และรำลึกถึงพระเจ้า พวกเขาวิงวอนขออภัยความผิดต่อพระองค์ วิงวอนขอความอดทนอดกลั้นและความมั่นคงต่อการยืนหยัด โองการกล่าวว่า พวกเขากล่าวว่า โอ้พระผู้อภิบาลของเรา ได้โปรดอภัยโทษแก่เรา ซึ่งความผิดของเรา และการฟุ่มเฟือยของเราในกิจการของเรา และโปรดทรงให้เท้าของเรามั่นคง และโปรดทรงช่วยเหลือเราให้มีชัยต่อประชาชาติผู้ปฏิเสธ

พวกเขาได้ปฏิบัติไว้เป็นแบบอย่างแก่มวลมุสลิมทั้งหลาย แน่นอน พวกเขาจะได้รับการตอบแทนจากพระเจ้าในไม่ช้า ทั้งรางวัลตอบแทนสำหรับโลกนี้ และรางวัลตอบแทนที่ดีสำหรับโลกหน้า ดังนั้น การศึกษาผลงานของนักต่อสู้ในอดีต หรือประชาชาติก่อนหน้านี้ ถึงวิธีการต่อสู้ การอดทนเมื่อเผชิญกับปัญหา และชัยชนะที่มีเหนือกลุ่มผู้ปฏิเสธ ย่อมเป็นบทเรียนที่ดีสำหรับมุสลิมใหม่ และเป็นอุดมคติในการต่อสู้กับอธรรมต่อไปในอนาคต

ประเด็นสำคัญ

1. ซับร์ หมายถึง การยืนหยัด หรือความอดทน ดังที่จะเห็นว่าโองการใช้คำนี้ตรงข้ามกับ คำว่าอ่อนแอ หรือการจำนน ขณะเดียวกันผู้ที่มีความอดทน กับผู้ที่ประกอบการดีจะถูกจัดอยู่ในระดับเดียวกัน เนื่องจากสุดท้ายของโองการกล่าวว่า อัลลอฮฺ ทรงรักผู้มีความอดทน ซึ่งโองการอื่นชี้ว่า การประพฤติดีถ้าปราศจากการยืนหยัด ไม่อาจเป็นไปได้ เนื่องจากว่า บุคคลที่กระทำดีจะมีอุปสรรคปัญหานานัปการ ดังนั้น ถ้าปราศจากการอดกลั้นเขาจะละทิ้งการงานของเขาได้อย่างง่ายดาย

2. มุญาฮิดีน นักต่อสู้ที่แท้จริงแทนที่จะโยนความผิดให้บุคคลอื่น เมื่อพวกเขาพ่ายแพ้ หรือโทษปัจจัยอื่นที่อยู่รอบด้าน แต่พวกเขากับค้นหาความพ่ายแพ้จากตนเอง และหาทางแก้ไขจุดอ่อนแอ และความบกพร่องเหล่านั้น พวกเขาจะไม่เอ่ยแม้คำว่าพ่ายแพ้ แต่จะแทนที่ด้วยคำว่า ฟุ่มเฟือย หรือความสุดโต่งของตนเอง ซึ่งแตกต่างกับผู้คนสมัยนี้ที่มักปกปิดความอ่อนแอ และความพ่ายแพ้ของตน หรือไม่ก็โยนความผิดให้คนอื่น หรือโทษปัจจัยภายนอกเป็นตัวการสำคัญ ซึ่งในที่สุดเขาไม่เคยคิดหาทางแก้ไขจุดบกพร่อง และความอ่อนแอของตน

3. โองการข้างต้นกล่าวถึง รางวัลของโลกนี้ ซึ่งใช้คำว่า ซะวาบัดดุนยา แต่เมื่อกล่าวถึงรางวัลของโลกหน้าจะกล่าวว่า วะฮุซนะ ซะวาบิลอาคิเราะฮฺ บ่งบอกว่ารางวัลของโลกนี้ กับรางวัลของโลกหน้าแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากรางวัลของโลกนี้ไม่ว่าจะเป็นสิ่งใดก็ตาม มันจะถูกผสมผสานไว้ด้วยการสูญสิ้น ไม่มีความพอดี ซึ่งเป็นรสชาติของชีวิตบนโลก ขณะที่รางวัลของโลกหน้าเป็นสิ่งดีทั้งหมด ปราศจากการสิ้นสลาย และห่างไกลจากความขมขื่น