ชะฟาอะฮ์ และสาเหตุของการอภัยบาป
وَاتَّقُوا يَوْمًا لَّا تَجْزِي نَفْسٌ عَن نَّفْسٍ شَيْئًا وَلَا يُقْبَلُ مِنْهَا شَفَاعَةٌ
وَلَا يُؤْخَذُ مِنْهَا عَدْلٌ وَلَا هُمْ يُنصَرُونَ
“และจงสำรวมต่อวันหนึ่ง ซึ่งไม่มีชีวิตใดถูกลงโทษแทนอีกชีวิตหนึ่งได้ และการขอความอนุเคราะห์ (ชะฟาอะฮ์) จะไม่ถูกตอบรับ และการชดเชยแทนสิ่งนั้นก็จะไม่เป็นที่ถูกรับ และ พวกเขาจะไม่ถูกช่วยเหลือ” (อัล-บะเกาะเราะฮ์ : 48)
อัลกุรอานกับปัญหาการชะฟาอะฮ์
คำว่า “ชะฟาอะฮ์” ความหมายที่ถูกต้องนั้นคือ การรักษาความสมดุลและเป็นสื่อที่ช่วยบุคคลที่กลับใจจากการทำความผิดบาป ส่วนในความหมายที่เข้าใจผิด คือ ชะฟาอะฮ์ เป็นสาเหตุที่ทำให้บุคคลนั้นมีความกล้าในการทำความผิดบาป เนื่องจากเข้าใจผิดว่า เมื่อถึงเวลาก็จะมีผู้ให้ชะฟาอะฮ์ช่วยให้รอดพ้นจากการถูกลงโทษ
คำว่า “ชะฟาอะฮ์” มาจากรากศัพท์ของคำว่า “ชะฟะอะ” หมายถึง คู่ สิ่งที่เป็นคู่ หมายถึง บุคคลที่มีพื้นฐานความศรัทธา ความยำเกรง และมีการปฏิบัติตัวตามหลักการ แต่เมื่อวันนั้นมาถึงสิ่งที่กระทำไว้บกพร่อง ความการุณย์ของพระองค์จะถูกเพิ่มเข้าที่พื้นฐาน และผลของการเข้าคู่ หรือร่วมกับความการุณย์ของเหล่าบรรดามวลมิตรของพระเจ้า (เอาลิยาอ์) ทำให้รอดพ้นจากการถูกโกรธกริ้วของพระเจ้า ด้วยเหตุนี้ ชะฟาอะฮ์ จะได้แก่ บุคคลที่เพียรพยายามแล้วแต่ไปไม่ถึงเป้าหมาย ซึ่งต้องการพลังอำนาจหนึ่งให้อยู่เคียงข้างให้เขาผู้นั้นรอดพ้นจากการถูกลงโทษ
โองการอัล-กุรอานที่เกี่ยวข้องกับชะฟาอะฮ์ สามารถแบ่งได้ ดังนี้
โองการที่ปฏิเสธเรื่องการชะฟาอะฮ์ ดังเช่น “วันนั้นไม่มีการค้าไม่มีมิตร และไม่มีชะฟาอะฮ์”
[บะเกาะเราะฮ์ / 254]
โองการที่กล่าวว่า ชะฟาอะฮ์ เป็นของพระเจ้าเท่านั้น เช่น “สำหรับพวกเจ้าไม่มีผู้คุ้มครอง และผู้ช่วยเหลืออื่นจากพระองค์”
[ซัจญ์ดะฮ? / 4]
โองการที่กล่าวว่า บุคคลอื่นจะให้ชะฟาอะฮ์ได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากพระเจ้า เช่น “ใครเล่าจะให้ความช่วยเหลือแก่ผู้อื่น ณ พระองค์ได้ นอกจากด้วยอนุมัติของพระองค์เท่านั้น”
[บะเกาะเราะฮฺ / 255]
โองการที่กล่าวถึง บุคคลที่มีสิทธิ์รับชะฟาอะฮ์ในวันนั้น เช่นกล่าวว่า :
“และพวกเขาจะไม่ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ใด นอกจากผู้ที่พระองค์ทรงพอพระทัย”
[อัมบิยาอ์ / 38]
“ไม่มีมิตรที่สนิทสนมสำหรับบรรดาผู้อธรรม และไม่มีผู้ช่วยเหลือคนใดที่จะถูกเชื่อฟัง”
[ฆอฟิร / 18]
ดังนั้น ชะฟาอะฮ์ มิใช่สิ่งที่ปราศจากเงื่อนไขแต่อย่างใด แต่ชะฟาอะฮ์ ต้องได้รับอนุญาตจากพระเจ้า ส่วนผู้ที่มีสิทธิ์รับชะฟาอะฮ์ต้องอยู่ในเงื่อนไข ดังนั้น ถ้าบุคคลที่ไม่มีเงื่อนไขพอที่จะรับชะฟาอะฮ์ ถึงแม้ว่าเป็นภรรยาของศาสดาก็ไม่มีสิทธิ์ได้ชะฟาอะฮ์ เช่น ภรรยาของศาสดานูฮ์ และลูฏ เป็นต้น เนื่องจากทั้งสองฝ่าฝืนคำสั่งของศาสดา จึงไม่มีสิทธิ์รับชะฟาอะฮ์
อัล-กุรอานกล่าวว่า
“นางทั้งสองอยู่ภายใต้การปกครองของบ่าวที่ดีจากปวงบ่าวของเรา แต่นางทั้งสองได้ทรยศต่อเขาทั้งสอง และความสัมพันธ์กับทั้งสอง (ศาสดา) มิได้เกิดประโยชน์แต่อย่างใด (เมื่ออยู่ต่อหน้าการลงโทษของอัลลอฮฺ) จึงมีเสียงกล่าวขึ้นว่า เจ้าทั้งสองจงเข้าไปในไฟนรกพร้อมกับบรรดาผู้ที่เข้าไปในนั้น”
[ตะฮ์รีม / 110]
ด้วยเหตุนี้ จะเห็นว่า ชะฟาอะฮ์ เป็นปัจจัยสร้างสรรค์ กล่าวคือ สร้างความใกล้ชิดระหว่างบ่าวทั่วไปกับบรรดามวลมิตรของพระองค์ แต่ถ้าความเชื่อเรื่อง ชะฟะอะฮ์ เป็นสาเหตุของการทำความผิดบาป ดังเช่น พวกคริสต์เชื่อว่า ศาสดาอีซา ได้เสียสละเพื่ออภัยในบาปของพวกเขา ดังนั้น สิ่งนี้ไม่อาจยอมรับได้
อาจมีผู้ถามว่า ชะฟาอะฮ์ ของบรรดาเอาลิยาอ์ หมายถึง การเผชิญหน้ากับความประสงค์ของพระเจ้าใช่หรือไม่? และบุคคลที่อัลลอฮ์ประสงค์จะลงโทษ ชะฟาอะฮ์ ของศาสดามิได้เป็นอุปสรรคขวางกั้นดอกหรือ?
ทั้งการลงโทษคนผิด และการอนุญาตให้ ชะฟาอะฮ์ ของบรรดามวลมิตรของพระองค์ ล้วนเป็นความประสงค์ของพระองค์ทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้ ชะฟาอะฮ์ ของมวลมิตรของพระองค์ จึงไม่ถือว่าเป็นอุปสรรคขวางกั้นพระประสงค์ของพระองค์
ชะฟาอะฮ์ ของบรรดามวลมิตรของพระเจ้า มิได้มีความหมายว่า พวกเขามีความเมตตามากกว่าพระองค์ดอกหรือ? เนื่องจากพระเจ้าประสงค์จะลงโทษพวกเขา แต่บรรดามวลมิตรต้องการให้ชะฟาอะฮ์
ทั้งความเมตตาของบรรดามวลมิตรของพระองค์ และการให้อนุญาตใช้ประโยชน์ ล้วนมาจากพระองค์ทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงเป็นทั้งผู้ให้ความเมตตาและให้อนุญาตการชะฟาอะฮ์
ชะฟาอะฮ์ มิได้เป็นตัวเปลี่ยนแปลงพระประสงค์ของพระองค์ดอกหรือ?
พระประสงค์ของพระเจ้าบนเงื่อนไขที่แตกต่างกัน มิได้จัดอยู่ในประเภทเดียวกัน ดังนั้น พระประสงค์ของพระเจ้า คือ การลงโทษคนทำบาป แต่ถ้าเขาลุแก่โทษก็เท่ากับว่า ถอดถอนความกริ้วของพระองค์ออกไปจากตน เนื่องจากคนทำบาปกับคนขอลุแก่โทษมีความแตกต่างกัน บุคคลที่มีความจงรักภักดี และมีเจตนาแน่วแน่ในการเชื่อฟังปฏิบัติตามบรรดามวลมิตรของพระองค์บนโลกนี้ ย่อมได้รับชะฟาอะฮ์ของท่านเหล่านั้น ส่วนบุคคลที่ฝ่าฝืนและเป็นศัตรูกับท่านย่อมไม่มีสิทธิ์ในชะฟาอะฮ์นั้น
สาเหตุของการอภัยบาปบนโลกนี้ มี 3 ประการ
ทำการลุแก่โทษด้วยความจริงใจ อัล-กุรอาน กล่าวว่า “นอกจากผู้ที่สำนึกผิดกลับเนื้อกลับตัว และปรับปรุงแก้ไข และชี้แจงสิ่งที่ปกปิดไว้ ชนเหล่านี้ฉันจะอภัยโทษให้แก่พวกเขา และฉันคือผู้อภัยโทษ และเมตตาเสมอ”
[บะเกาะเราะฮ์ / 160]
ละเว้นการทำบาปใหญ่ต่าง ๆ อัล-กุรอาน ได้กล่าวว่า “หากพวกเจ้าปลีกตัวออกจากบรรดาบาปใหญ่ ๆ ของสิ่งที่พวกเจ้าถูกห้ามให้ละเว้น เราก็จะลบล้างบรรดาความผิดเล็กๆ น้อยๆ ของพวกเจ้า ออกจากพวกเจ้า”
[นิซาอ์ / 31]
การสร้างคุณงามความดีทั้งหลาย อัล-กุรอาน กล่าวว่า “แท้จริงความดีทั้งหลาย ย่อมลบล้างความชั่วทั้งหลาย นั่นคือ ข้อเตือนสำหรับบรรดาผู้ที่รำลึก”
[ฮูด / 114]
ส่วนการอภัยความผิดในปรโลกหน้ามีอยู่หนทางเดียว นั่นคือ “ชะฟาอะฮ์”
ฮะดีษเกี่ยวกับชะฟาอะฮ์
รายงานที่แตกต่างกันจำนวนมากมายกล่าวถึงเรื่อง ชะฟาอะฮ์ ซึ่งทั้งหมดเป็นปัจจัยที่ต่อเติมให้ความหมายของชะฟาอะฮ์สมบูรณ์ เช่น อิมามมูซา กาซิม (อ.) รายงานจากท่านอิมามอะลี (อ.) ซึ่งกล่าวว่า : ฉันได้ยินท่านศาสดากล่าวว่า “ชะฟาอะฮ์ของฉัน เพื่อประชาชาติของฉันที่กระทำบาปใหญ่” เนื่องจาก ชะฟาอะฮ์ โดยหลักการแล้ว เป็นปัจจัยสร้างสรรค์ เพราะมนุษย์ทุกคนที่ไม่ใช่ผู้บริสุทธิ์ (มะอ์ซูม) ย่อมกระทำบาป และเพื่อมีส่วนร่วมหรือมีความเหมาะสมในการรับชะฟาอะฮ์จากผู้ให้ ไม่ว่าจะเป็นบรรดาศาสดา หรือบรรดามวลมิตรของพระองค์ พวกเขาจำเป็นต้องปฏิบัติตามการชี้นำ และการสั่งสอน เพื่อให้ตนใกล้ชิดกับบรรดาศาสดา และเหล่ามวลมิตรของพระองค์ทั้งหลาย เพื่อเป็นการสร้างตนให้มีความคู่ควรกับการได้รับชะฟาอะฮ์ ซึ่งพลังดึงดูดของชะฟาอะฮ์ จะเรียกร้องบุคคลที่ทำบาปให้เข้าสู่การปฏิบัติตามพระเจ้า และมวลมิตรของพระองค์ แม้ว่าพระเจ้าทรงสามารถให้ชะฟาอะฮ์แก่ผู้ทำบาปโดยตรง โดยไม่จำเป็นต้องผ่านสื่อก็ได้ แต่อาจเป็นเพราะว่า ปรัชญาของการกำหนดชะฟาอะฮ์ อยู่ที่พระเจ้าทรงประสงค์ให้วิธีการดังกล่าว เป็นสื่อทำให้ประชาชนมีความใกล้ชิดกับบรรดาศาสดา และหมู่มวลมิตรของพระองค์ เพื่อง่ายต่อการชี้นำ นั่นเอง
เงื่อนไขการสร้างชะฟาอะฮ์
ดังที่ทราบแล้วว่า ชะฟาอะฮ์ ในความหมายที่ถูกต้องนั้น มีเงื่อนไขและสาเหตุมากมาย บุคคลที่เชื่อเรื่อง ชะฟาอะฮ์ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องสร้างตนเองให้อยู่ในเงื่อนไขเหล่านั้น และออกห่างจากการทำบาป เช่น การกดขี่ หรือการตั้งภาคีอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากบาปเหล่านี้เป็นตัวทำลายความหวังในการได้รับชะฟาอะฮ์ ให้เป็นสูญ และเพื่อไปให้ถึงยังตำแหน่งของผู้มีสิทธิ์รับชะฟาอะฮ์ เขาจะต้องสัญญากับพระเจ้าว่า จะกลับตัวกลับใจ หรืออย่างน้อยที่สุดอยู่ในระหว่างการกลับใจ ขณะเดียวกันต้องหยุดยั้งการฝ่าฝืน การทำลายกฎเกณฑ์ของพระองค์ และมีศรัทธามั่นคงต่อพระองค์ พยายามให้ชีวิตชีวาแก่วันแห่งการฟื้นคืนชีพ เพื่อรอรับการตัดสินสำหรับตน และให้ความเคารพต่อกฎเกณฑ์ของพระองค์ เมื่อมนุษย์สามารถปฏิบัติได้เช่นนี้ ก็ไม่เป็นที่สงสัยอีกต่อไปว่าชะฟาอะฮ์ในความหมายที่ถูกต้องนั้น มีบทบาทสำคัญต่อการทำลายสภาพของคนทำบาป และปรับปรุงความประพฤติของพวกเขา
ขอขอบคุณ เว็บไซต์อัชชีอะฮ์