ชื่อหนังสือ อัตชีวประวัติอิมามมะอฺศูมีน ๙
อิมามมุฮัมมัด อัล ญะวาด(อฺ)
ผู้เขียน ศาสตราจารย์เชคอะลีมุฮัมมัด อะลีดุคัยยิล
แปล
อาจารย์อัยยูบ ยอมใหญ่
ทางเว็บไซต์อัลฮะซะนัยน์ได้เรียบเรียงและแก้ไขเนื้อหาบางส่วนเนื่องด้วยต้นฉบับเป็นหนังสือเล่มนี้เกี่ยวกับชีวประวัติของสอง
อิมาม กล่าวคือ อิมามมุฮัมมัด อัลญะวาด และอิมามอะลี อัลฮาดีย์
เพื่อง่ายดายสำหรับท่านผู้อ่าน ทางเจ้าหน้าที่ได้แบ่งออกเป็นสอง เล่มด้วยกัน
เล่มแรก อัตชีวประวัติอิมามมุฮัมมัด อัลญะวาด
เล่มที่สอง อัตชีวประวัติอิมามอะลี อัลฮาดีย์
จัดทำโดย เว็บไซต์ alhassanain.org
บทนำ
หนังสือเล่มนี้ขอนำเสนอวิถีชีวิตของท่านอิมามญะวาด(อฺ)จริยธรรมมารยาท คำสั่งเสีย คติพจน์การตอบข้อสงสัยต่อปัญหาทั้งปวงของท่านอิมาม(อฺ)แล้วจะกล่าวในตอนท้ายถึงถ้อยคำที่เชิดชูและสรรเสริญของบรรดาอุละมาอ์ นักปราชญ์ของโลกอิสลามที่มอบแด่ท่านอิมาม(อฺ)
บุคลิกภาพของท่านอิมามอะบูญะอฺฟัร(อฺ)นั้นสูงส่งเกินกว่าที่จะให้คำจำกัดความได้เลิศล้ำเกินกว่าคำสรรเสริญใด ทุกถ้อยคำที่เต็มไปด้วยการยกย่องสรรเสริญที่มีต่อท่านอิมาม(อฺ)และบรรพบุรุษอีกทั้งลูกหลานของท่านนั้นไม่อาจเทียบได้กับถ้อยคำแห่งการยกย่องของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ที่มีต่อพวกท่าน(อฺ)ดังที่ได้กล่าวไว้ในอัล-กุรอาน ทุกถ้อยคำที่เต็มไปด้วยการยกย่องสดุดีของพวกเขาไม่อาจเทียบได้กับการยกย่องของท่านร่อซูลุลลอฮฺ(ศ)ที่มีต่อพวกท่าน(อฺ) ดังที่ปรากฏในอัล-ฮะดีษมากมาย
มันช่างเป็นถ้อยคำที่สวยงามเสียนี่กระไรที่ท่านอุซตาซอับดุลอะซีซ ซัยยิดุลอะฮฺลิ กล่าวในบทนำหนังสือของเขาเรื่อง
‘ซัยนุลอาบิดีน (ฮฺ)’ว่า:
“ท่านอิมามซัยนุลอาบิดีน อฺะลี บินฮุเซน(อฺ) มิได้อยู่ในฐานะเป็นที่ปรารถนาทั้งหลายอันเนื่องมาจากการที่ข้าพเจ้าทำให้ท่านเป็นที่กระจ่างชัดสำหรับมวลมนุษย์ หรืออย่างน้อยที่สุดสำหรับ
คนที่รู้จักท่าน(อฺ)ดีกว่าที่ข้าพเจ้ารู้จัก แต่ทว่า....ที่ท่านอยู่ในฐานะเป็นที่ปรารถนาของทุกคนนั้นก็เพราะท่าน(อฺ)สูงส่งและรุ่งโรจน์ตลอดเวลา อันที่จริงแล้วปลายปากกาของข้าพเจ้า ตำราของข้าพเจ้า
และหยดหมึกของข้าพเจ้าที่ได้จดเรียบเรียงวิถีชีวิตของวีรบุรุษหนึ่งเป็นเพียงถ้อยคำที่เสกสรรขึ้นมาใหม่ จนกระทั่งมันได้กลายเป็นสิ่งแปลกใหม่สำหรับคนในสมัยของเราก็ตามหากแม้ว่ามีสิทธิ
ประการหนึ่งสำหรับสิ่งหนึ่งอันสมควรแก่การยกย่องให้เกียรติอย่างสูงสุดละก็ แน่นอนอย่างยิ่งมันเป็นสิทธิประการหนึ่งของปลายปากกาซึ่งได้เรียบเรียงวิถีชีวิตของท่านอิมามอฺะลี บินฮุเซน(อฺ)ที่
จะต้องให้การยกย่องสรรเสริญ ที่จะต้องเทิดทูน ที่จะต้องแสดงความยิ่งใหญ่บนปลายปากกาและหยดหมึกนี้....”
ดังนั้น การขีดเขียนและการเรียบเรียงใดในเรื่องของอิมามแห่ง
อะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ)นั้นมันมิได้เป็นไปเพื่ออื่นใด นอกเสียจากว่าเป็นเกียรติและคลังความรู้สำหรับผู้ประพันธ์ เป็นความภาคภูมิใจ
และน่ายกย่องสำหรับผู้เรียบเรียง เป็นความรู้และการรู้จักอย่างลึกซึ้งสำหรับผู้อ่าน
หนังสือเล่มนี้ถึงแม้ว่าจะประพันธ์ขึ้นเพื่อให้ทุกคนได้อ่านกันอันเป็นการวอนขอตัวอย่างและจริยธรรมจากวิถีชีวิตของอิมามผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้(อฺ) ก็ตาม
ทว่า...มันยังเป็นหนังสือสำหรับคนหนุ่มสาวอีกต่างหากพวกเขาถือเป็นกลุ่มคนที่เหมาะสมที่สุดที่จะยึดเอาวิถีชีวิตตามแบบฉบับของ
ท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ)นี้ และการปฏิบัติตามวิถีชีวิตของนายแห่งบรรดาคนหนุ่มและผู้นำของพวกเขา จะเป็นตัวเสริมแบบฉบับนั้นให้มั่นคงยิ่งขึ้น ช่วงชีวิตอันประเสริฐของท่านอิมามอะบูญะอฺฟัร
อัล-ญะวาด(อฺ)ถือเป็นตัวอย่างสำหรับหนุ่มสาวของเราทุกวันนี้ในการที่จะนำเอาวิถีชีวิตของท่านเป็นแนวทางการประพฤติปฏิบัติของพวกเขา เป็นวิถีทางของพวกเขาที่จะก้าวไกลไปในเส้นทางชีวิตของพวกเขา
พี่น้องที่รักของข้าพเจ้า ฮะดีษที่รายงานมาจากบรรดาอิมาม(อฺ)ของเรานั้นมีมากมายเหลือเกิน ดังนั้นเราควรที่จะส่งเสริมกันอย่างจริงจังต่อการคงไว้ซึ่งการรำลึกถึงพวกท่านเหล่านั้น จัดการพูดถึงความเศร้าโศกของพวกท่าน(อฺ)
แต่ทว่า....มีการงานที่ดีงามกี่มากน้อยแล้วซึ่งเป็นที่พึงพอใจของบรรดาอิมาม(อฺ) แต่พวกเรากลับละทิ้งมัน ในทางตรงกันข้ามมีสิ่งที่ไม่ดีไม่งามกี่มากน้อยซึ่งทำให้ท่านอิมาม(อฺ)ไม่พึงพอใจ แต่
พวกเรากลับกระทำมันอย่างไม่ละอาย ทั้งๆ ที่พวกท่าน(อฺ)ได้ให้สัญญาไว้กับพวกเราว่า
“ชีอะฮฺของเราคือผู้ที่ปฏิบัติตามเราด้วยการกระทำและคำพูดของเขา”
จุดประสงค์ของข้าพเจ้าในการเรียบเรียงหน้ากระดาษเหล่านี้ขึ้นมาก็เพื่อปกป้องข้าพเจ้าและพี่น้องหนุ่มสาวของข้าพเจ้า ให้ดำเนินรอยตามแนวทางอิมามของเรา น้อมรับเอาจรรยามารยาทของพวกท่าน(อฺ)มาหล่อหลอมเป็นมารยาทที่ดีงามของเรา เพื่อเราจะได้ประสบกับความสมบูรณ์พูนสุขในโลกนี้และความผาสุกอันถาวรในโลกหน้า
โอ้ อัลลอฮฺ....เราขอ ‘ตะวัซซุล’ยังพระองค์ด้วยสิทธิของชายหนุ่มแห่งอาลิมุฮัมมัด ได้โปรดประทานความโปรดปรานแก่หนุ่มสาวของเราให้มีความละอายและรักนวลสงวนตัว ได้โปรด
ส่งเสริมพวกเขายังสิ่งที่ทำให้พระองค์พอพระทัย ได้โปรดทำให้พวกเขามีความมั่นคงเพื่อที่จะได้ปฏิบัติในสิ่งที่พระองค์กำหนดให้พวกเขาทำ เพื่อละทิ้งสิ่งที่พระองค์ทรงห้ามไว้
อันที่จริงแล้วพระองค์ทรงอานุภาพเหนือทุกสิ่ง
ชีวประวัติอันทรงเกียรติของอิมามที่ ๙
นามจริง
ท่านมุฮัมมัด บินอฺะลี อัล-ญะวาด(อฺ)
ปู่
ท่านอิมามมูซา อัล-กาซิม(อฺ)
บิดา
ท่านอิมามอฺะลี อัล-ริฏอ(อฺ)
มารดา
ท่านหญิงซะบีกะฮฺ(จากครอบครัวของท่านหญิงมารียะฮฺ ภรรยาของท่านศาสดา(ศ)มารดาของท่านอิบรอฮีม)
กำเนิด
ค่ำวันศุกร์ที่ ๑๙ ร่อมะฏอน ฮ.ศ. ๑๙๕ ณ นครมะดีนะฮฺ
รูปร่าง ขนาดสมส่วน ผิวขาว
สมญานาม
อะบูญะอฺฟัร-บางทีก็เรียกอะบูญะอฺฟัร อัษ-ษานี เพื่อไม่ให้ซ้ำกับสมญานามของท่านอิมามบาเก็ร(อฺ)
ฉายานาม
อัล-ญะวาด
อัล-กอเนียะอฺ
อัล-มุรตะฏอ
อัน-นะญีบ
อัต-ตะกี
อัล-มุนตะญับ
อัล-มุตะวักกิล
อัล-มุตตะกี
อัซ-ซะกี
อัล-อาลิม
ลายสลักบนแหวน
‘เนียะอฺมั้ลกอดิริ้ลลาฮฺ’
ความหมาย : ผู้ทรงอานุภาพที่สุดคืออัลลอฮฺ
ภรรยา
ท่านหญิงซุมานะฮฺ อัล-มัฆริบียะฮฺ
อุมมุลฟัฏลฺ บินติอัล-มะอ์มูน
บุตรชาย
ท่านอิมามอฺะลี อัล-ฮาดี(อฺ)
ท่านมูซา
บุตรสาว
ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ
ท่านหญิงอุมามะฮฺ
นักกวีผู้มีชื่อเสียงในสมัยของท่าน(อฺ)
ฮัมมาด
ดาวูด บินกอซิม อัล-ญะอฺฟะรี
คนรับใช้
อุมัร บินอัล-ฟะรอต
อุษมาน บินซะอีดุซซะมาน
กษัตริย์ในสมัยของท่าน(อฺ)
อัล-มะอ์มูน
อัล-มุอฺตะศิม
ระยะเวลาในการดำรงตำแหน่งอิสลาม
ช่วงเวลาแห่งการดำรงตำแหน่งอิมามของท่าน(อฺ) ๑๗ ปี
วายชนม์
วันเสาร์สุดท้ายของเดือนซุลเกาะอฺดะฮฺ ฮ.ศ. ๒๒๐ ที่กรุงแบกแดดด้วยยาพิษที่อัล-มุอฺตะศิลลอบวางยาพิษโดยอาศัยมือของภรรยาของท่านอิมาม (อฺ) เอง
สถานที่ฝังศพ
ถูกฝังอยู่กับท่านปู่ของท่านคืออิมามกาซิม(อฺ) ซึ่ง ณ หลุ่มฝังศพของท่าน(อฺ)ในทุกวันนี้ถูกประดับประดาไปด้วยทองคำ มุสลิมทั่วทุกมุมโลกต่างก็มาที่นั่นเพื่อการน้อมรำลึกถึงท่าน แสวงหา
ความจำเริญ(ตะบัรรุก)จากหลุมฝังศพของท่าน(อฺ)ทำการนมาซและขอดุอาอ์ที่นั่น
ข้อบัญญัติการแต่งตั้งอิมามมุฮัมมัด บินอฺะลีอัล-ญะวาด(อฺ)
ผู้ที่ได้ศึกษาตำราเกี่ยวกับอัตชีวประวัติ ไม่มีโอกาสได้พบว่าจะมีบุคคลใดที่ได้รับเกียรติอย่างเป็นเอกฉันท์จากบรรดานักปราชญ์มุสลิม เหมือนอย่างความเป็นเอกฉันท์ในการให้เกียรติที่มี
แด่บรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ) กล่าวคือ ถึงแม้เขาเหล่านั้นจะมีความขัดแย้งกันในหลายๆ เรื่อง แต่ก็จะไม่มีความขัดแย้งกันในเรื่องของวิชาการอันสูงส่งของบรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ)ในเรื่องความสำรวมตน เกียรติยศ ความประเสริฐความดีเด่น ความมีเกียรติศักดิ์อันสูงส่ง และฐานะอันประเสริฐสุดของบรรดาอิสลามเหล่านั้นซึ่งในเรื่องนี้ หนังสือของบรรดานักปราชญ์ต่างๆ ที่มิใช่ชีอะฮฺต่างได้พากันกล่าวถึงเรื่องราวของความดีเด่น และเกียรติยศของพวกเขาไว้มากมาย
จนกล่าวได้ว่าหนังสือของบรรดานักปราชญ์อะฮฺลุซซุนนะฮฺได้กล่าวถึงความดีเด่นของบรรดาอิมามไว้มากกว่าหนังสือของพวกชีอะฮฺเองเสียอีก แม้กระทั่งในขณะที่ข้าพเจ้าได้เขียนถึงเรื่องราวของท่านอิมามมะฮฺดี(อฺ)อยู่นั้น ปรากฎว่ามีหนังสือของนักปราชญ์
อะฮฺลุซซุนนะฮฺอันเป็นแหล่งอ้างอิงถึง ๔๐๐เล่ม ที่กล่าวถึงเรื่องราวของท่านอิมามมะฮฺดี (อฺ) กล่าวคือบางเล่มมีกล่าวถึงเรื่องนี้โดยเฉพาะ แต่บางเล่มได้มีการเปิดเผยและกล่าวถึงประวัติของท่านอิมามมะฮฺดี (อฺ) ไว้
ดังนั้น บุคคลเหล่านี้จึงคู่ควรกับตำแหน่งค่อลีฟะฮฺมากกว่าบุคคลอื่น โดยเหตุผลที่บรรดานักปราชญ์ทั้งหลายได้ให้เกียรติไว้อย่างเป็นเอกฉันท์ พวเขาคู่ควรในตำแหน่งค่อลีฟะฮฺมากกว่าคนอื่นโดยเหตุผลของวิชาความรู้ ความเข้าใจศาสนา ความพร้อม ความเที่ยงธรรม และจริยธรรมที่ได้รับการยกย่องมากกว่า พวกเขาคู่ควรกับตำแหน่งค่อลีฟะฮฺมากกว่าคนอื่น เพราะเหตุผลที่มีข้อบัญญัติมาจาก
ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(๑)
(๑) โปรดย้อนไปดูหนังสือเล่มที่ ๑ ของเรา อัตชีวประวิตอิมามอฺะลี บินอะบีฏอลิบ (อฺ)
พวกเขาคู่ควรกับตำแหน่งค่อลีฟะฮฺมากกว่าคนอื่น เพราะความใกล้ชิดกับท่านศาสดา(ศ) เป็นผู้ให้กำเนิดพวกเขา
พวกเขาคู่ควรกับการเป็นค่อลีฟะฮฺมากกว่าคนอื่น เพราะเหตุว่าบรรดาอิมามทั้งหลายได้วางบัญญัติแต่งตั้งไว้ซึ่งกันและกัน
ในบทที่ผ่านมาของหนังสือชุดนี้ ท่านผู้อ่านได้พบกับข้อบัญญัติบางส่วนผ่านไปแล้ว
ในลำดับต่อไปนี้เราจะกล่าวถึงข้อบัญญัติบางประการเกี่ยวกับท่านอิมามญะวาด(อฺ)ที่ได้ตราไว้โดยท่านอิมามริฏอ(อฺ)ผู้เป็นบิดา
จากบัญญัติข้อที่ ๑
ท่านอิมามริฏอ(อฺ)ได้กล่าวว่า
“อะบูญะอฺฟัร(หมายถึงท่านอิมามญะวาด)นั้น เป็นทายาทของฉันและเป็นตัวแทนของฉันในครอบครัวของฉัน”(๒)
(๒) อุยูนอัคบาริ้ลริฏอ เล่ม ๒ หน้า ๒๔๐
จากบัญญัติข้อที่ ๒
ท่านเชคมุฮัมมัด บินอิบรอฮีม อัล-ญุวัยนี อัช-ชาฟีอี ได้กล่าวไว้ในหนังสือของท่าน(ฟะรออิตุซซิมฏัยนฺ)
จากรายงานของท่านดุอฺบัล อัลค่อซาอี จากท่านอิมามอฺะลี อัล-ริฏอ บินมูซา อัล-กาซิมได้กล่าวไว้ว่า
“แท้จริงอิมามที่สืบต่อจากฉันนั้น ได้แก่ อัล-ญะวาด อัต-ตะกี บุตรของฉัน”(๓)
จากบัญญัติข้อที่ ๓
ท่านมุอัมมัร บินคิลาด ได้กล่าวว่า ข้าพเจ้าได้ยินท่านอิมามริฏอ(อฺ)กล่าวถึงสิ่งหนึ่งมีใจความว่า
“พวกท่านทั้งหลายจำเป็นจะต้องรับรู้ถึงสิ่งนี้ นี่คือ อะบูญะอฺฟัรซึ่งฉันจะแต่งตัวให้เขาอยู่ในตำแหน่งของฉัน”
และท่าน(อฺ)ได้กล่าวไว้อีกว่า
“พวกเราบรรดาอะฮฺลุลบัยตฺนั้นถือว่าผู้เยาว์ในหมู่พวกเรา ย่อมสืบมรดกต่อจากผู้ใหญ่ในหมู่พวกเรา โดยเป็นไปตามลำดับ”(๔)
(๓) ยะนาบีอุ้ลมะวัดดะฮฺ หน้า ๕๖๕
(๔) อัล-ฟุศูลุ้ลมุฮิมมะฮฺ หน้า ๒๕๑
จากบัญญัติข้อที่ ๔
ท่านศ็อฟวาน บินยะฮฺยาได้กล่าวว่า : ข้าพเจ้าได้กล่าวกับท่าน
อิมามริฏอ(อฺ)ว่า
“แน่นอนที่สุด เราได้ถามท่านมาก่อนหน้าที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ได้ทรงประทานอะบูญะอฺฟัรมาซึ่งท่านได้กล่าวว่า อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ได้ทรงประทานบุตรชายให้แก่ฉัน บัดนี้พระองค์ก็ได้ทรงประทาน
ให้แก่ท่านแล้ว พวกเรารู้สึกชื่นชมยินดีกับเขาเป็นอย่างยิ่ง ถ้าหากวันที่เราไม่พึงประสงค์ นั่นคือวันเสียของชีวิตของท่านมาถึง แล้วใครเล่าจะได้อยู่ในตำแหน่งนั้น ?”
ท่านอิมามริฏอ(อฺ)ได้ชี้มือไปยังอะบูญะอฺฟัรซึ่งกำลังยืนอยู่ใกล้ ๆ
ข้าพเจ้าได้กล่าวกับท่านว่า
“ได้โปรดเถิดท่าน นี่เขาเป็นเพียงเด็กอายุแค่ ๓ ขวบ เท่านั้น”
ท่านอิมามริฏอ(อฺ)กล่าวว่า
“ข้อนี้ไม่มีอะไรเสียหายหรอก เพราะท่านนบีอีซาทำหน้าที่ในฐานะอัล-ฮุจญะฮฺ(ยืนยันความบริสุทธิ์ของท่านหญิงมัรยัม(อฺ)) ตั้งแต่ยังเป็นเด็กที่อายุน้อยกว่า ๓ ขวบเสียอีก” (๕)
(๕) อัล-อิรชาด หน้า ๓๔๐
จากบัญญัติข้อที่ ๕
รายงานจากท่านมุฮัมมัด บินยะอฺกูบ จากท่านฮะซัน บินมุฮัมมัด รายงานจากท่านค็อยรอนีจากบิดาของท่านได้กล่าวว่า
ครั้งหนึ่งที่เมืองคุรอซาน ข้าพเจ้าได้ยืนอยู่ใกล้กับท่านอะบุลฮะซัน(อิมามริฏอ(อฺ)) ได้มีชายคนหนึ่งถามว่า
“โอ้ท่านผู้เป็นประมุขของข้าพเจ้า ถ้าหากวันนั้นมาถึง ตำแหน่งของท่านจะให้แก่ผู้ใด”
ท่าน(อฺ)กล่าวว่า
“อะบูญะอฺฟัร บุตรของฉัน”ปรากฎว่า ชายที่ถามแสดงความดูถูกในเรื่องอายของท่านอะบูญะอฺฟัร
ท่านอะบุลฮะซัน อัร-ริฏอ(อฺ)ได้กล่าวว่า
“แท้จริงอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ได้ทรงแต่งตั้งท่านนบีอีซา บุตรของท่านหญิงมัรยัมให้เป็นศาสนทูต
เป็นนบี เป็นเจ้าของบทบัญญัติตั้งแต่อายุยังน้อยกว่าอะบูญะอฺฟัร(๖)
(๖) อัล-อิรชาด หน้า ๓๔๒
ความดีงามและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของอิมามตะกี(อฺ)
จิตใจอันสูงส่งย่อมไม่บกพร่องในเกียรติยศไม่ว่าจะเป็นด้านหนึ่งด้านใด กล่าวคือจิตใจอันนั้นจะไม่ยอมรับสภาพอื่นใด นอกจากความสูงส่งในแง่มุมต่างๆ ทุกด้น นับเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจ
อย่างยิ่งที่ว่า จิตใจเหล่านี้เป็นที่รวมของคุณลักษณะที่ตรงกันข้าม
แต่กลับมีรวมอยู่ได้ในบุคคลเดียวกัน นั่นคือมีทั้งความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวอย่างถึงที่สุด ไปจนถึงลักษณะของคนที่ถือสันโดษ และ
เปี่ยมล้นด้วยการเคารพภักดี ด้วยเหตุนี้ นักกวีได้แสดงวาทศิลป์เพื่อยกย่องเชิดชูท่านอิมามอะมีรุลมุอ์มินีน(อฺ)ไว้ดังนี้
“ท่านคือคนที่ร้องไห้ที่เมียะฮฺรอบในยามกลางคืน แต่เป็นนักรบที่มีชั้นเชิงการรบอย่างเข้มข้น”
สิ่งเหล่านี้มิได้เป็นเรื่องใหญ่สำหรับบรรดาอิมามอะฮฺลุลัยตฺ(อฺ) เพราะในความเชื่อของเราทั้งหลายนั้น ถือว่าพวกท่านคือผู้ครอบครองคุณลักษณะอันสูงส่ง ที่เต็มไปด้วยเกียรติยศในด้าน
ต่างๆ อย่างครบครัน นั่นคือท่านเป็นบุคคลที่มีความรู้สูงที่สุด มีการเคารพภักดีมากที่สุดมีความสำรวมตน มีเกียรติ มีความกล้าหาญหนักแน่นอย่างที่สุด ตลอดจนยังมีคุณลักษณะอื่นๆ ที่ดีงามควร
แก่การยกย่องสรรเสริญ นอกจากนี้อีกมากมายนัก
ในบทนี้ เราขอย้อนมากล่าวถึงเรื่องราวบางประการที่บรรดานักประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้เกี่ยวกับเกียรติยศและความดีงามของท่านอิมามอะบูญะอฺฟัร อัล-ญะวาด(อฺ)ดังนี้
-๑-ท่านศ็อฟดี ได้กล่าวว่า
ท่าน(อฺ)ได้ส่งเงินไปมอบให้แก่คนจนที่เมืองมะดีนะฮฺทุกปี มากกว่าปีละหนึ่งล้านดิรฮัม
เขายังกล่าวอีกว่า
“ท่านอิมามเป็นบุคคลหนึ่งที่มีชื่อในด้านการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ด้วยเหตุนี้ท่านจึงได้ฉายานาม
ว่า อัล-ญะวาด”(๗)
(๗) อัล-วาฟีบิ้ลวุฟิยาต เล่ม ๔ หน้า ๑๐๕
-๒-ท่านอะฮฺมัด บินฮะดีดได้กล่าวว่า
ข้าพเจ้าได้ออกเดินทางพร้อมกับคณะฮุจญาจญ์โดยผ่านเส้นทางไประยะหนึ่ง ครั้งเมื่อได้เข้าไปเมืองมะดีนะฮฺ ข้าพเจ้าได้พบกับท่านอะบูญะอฺฟัร(อฺ) และข้าพเจ้าตามท่าน(อฺ)ไปยังบ้าน
ข้าพเจ้าได้เล่าให้ท่าน(อฺ)ทราบถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับพวกเรา ท่าน(อฺ)ได้สั่งให้มอบถุงเงินถึงหนึ่งให้แก่ข้าพเจ้า ซึ่งในนั้นมีจำนวนหลายดีนาร ท่าน(อฺ)ได้กล่าวว่า
“จงนำมันไปแบ่งแก่บรรดามิตรสหายท่าน ตามสัดส่วนของความเสียหายที่เกิดขึ้นเถิด”
ข้าพเจ้าได้จัดการแบ่งทรัพย์สินเงินทองเหล่านั้นให้แก่พวกเขาตามสัดส่วนของพวกเขาอย่างไม่ขาดไม่เกิดจนครบถ้วน(๒)
(๒) บิฮารุ้ลอันวารฺ เล่ม ๑๒ หน้า ๑๐๙
นี่คือความพิเศษสุดของท่านอิมามญะวาด(อฺ) ซึ่งมีเรื่องราวที่คล้ายคลึงกันนี้จากท่านอะมีรุลมุอ์นิมีน(อฺ)กล่าวคือ เมื่อครั้งที่ท่านได้ตีเมืองบัศเราะฮฺได้ ท่าน(อฺ)ได้เข้าไปจัการกับเงินกองคลังซึ่ง
เต็มไปด้วยทรัพย์สินเงินทอง ท่านอะมีรุลมุอ์มินีน(อฺ)ได้สั่งให้แบ่งแก่บุคคลต่างๆ คนละ ๕๐๐ ดิรฮัมซึ่งเมื่อแบ่งแล้วก็มีคงเหลืออยู่ ๕๐๐ ดิรฮัมเท่านั้น ท่านอิมามอะมีรุลมุอ์มินีน (อฺ) จึงเก็บเงินจำนวนนั้นไว้ก่อน
เมื่อชายคนหนึ่งเข้ามาพูดกับท่าน(อฺ)ว่า
“โอ้ ท่านอะมีรุลมุอ์มินีน ข้าพเจ้าได้เข้าร่วมสงครามกับท่าน ด้วยจิตใจของข้าพเจ้า หาใช่ด้วยเรือนร่างอย่างเดียวไม่”
แล้วท่าน(อฺ)ก็ได้มอบเงินจำนวนนั้นให้แก่ชายคนนั้นทันที
-๓-ท่านมันคุลได้กล่าวว่า
ข้าพเจ้าได้พบกับท่านมุฮัมมัด บินอฺะลี(อฺ) แล้วข้าพเจ้าได้ขอค่าใช้จ่ายเพื่อเดินทางไปยังบัยตุลมักดิซ ปรากฎว่าท่าน(อฺ)ได้มอบให้แก่ข้าพเจ้าจำนวน ๑๐๐ ดีนาร (๘)
(๘) อัด-ดัมอะตุซซากิบะฮฺ เล่ม ๓ หน้า ๑๑๒
-๔-ท่านดาวูด บินกอซิม ญะอฺฟะรีได้กล่าวว่า
ท่านอะบูญะอฺฟัร(อฺ)ได้มอบเงินให้แก่ข้าพเจ้า ๓๐๐ ดีนาร และได้สั่งให้ข้าพเจ้านำเงินจำนวนนี้ไปแจกจ่ายแก่ลูกพี่ลูกน้องของท่านบางคน (๙)
(๙) กัชฟุลฆุมมะฮฺ หน้า ๒๘๗
-๕-ท่านอิมามญะวาด (อฺ) ได้เขียนจดหมายไปยัง
อิบรอฮีม บินมุฮัมมัดว่า
“ฉันได้จัดส่งเงินจำนวนหนึ่ง และถุงเงินอีกจำนวนหนึ่งให้แก่ท่านขอให้อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรง
ประทานความจำเริญแก่ท่านในสิ่งเหล่านี้ และในความโปรดปรานทั้งมวลของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ที่มีแก่
ท่าน”(๑๐)
(๑๐) บิฮารุลอันวารฺ เล่ม ๑๒ หน้า ๑๒๖
-๖-ได้มีชายคนหนึ่งมาหาท่านแล้วกล่าวว่า
“โปรดมอบอะไรก็ได้ให้แก่ข้าพเจ้าตามความกล้าหาญที่ท่านมีอยู่”
ท่านอิมาม(อฺ)ได้ตอบว่า
“ฉันไม่สามารถที่จะกระทำได้”
ชายคนนั้นได้กล่าวอีกว่า
“ถ้าเช่นนั้นโปรดมอบอะไรก็ได้ให้แก่ข้าพเจ้าตามขีดความสามารถของข้าพเจ้า”
ท่านอิมาม(อฺ)ได้กล่าวว่า
“ถ้าเช่นนั้นเป็นอันตกลง ลูกเอ๋ยโปรดนำเงินมามอบแก่เขาผู้นี้ ๒๐๐ ดีนาร เถิด” (๑๑)
(๑๑)อัด-ดัมอะตุซซากิบะฮฺ เล่ม ๓ หน้า ๔)
คำสั่งเสียของอิมามอะบูญะอฺฟัร อัล-ญะวาด(อฺ)
เป้าหมายในคำสั่งเสียของบรรดาอิมาม(อฺ) นั้นมิได้มีเพียงแค่การให้อ่าน หรือให้ท่องจำอย่างเดียว หากแต่จำเป็นจะต้องอ่านเพื่อปฏิบัติตามและจดจำไว้เพื่อปฏิบัติหน้าที่การงาน เพราะถ้าหากไม่เป็นอย่างนี้แล้ว เรื่องต่าง ๆ ทั้งหมดก็ไม่มีผลประการใด ความพยายามที่มีอยู่ก็จะเป็นสิ่งสูญหาย หาสาระอันใดมิได้ ข้าพเจ้าไม่พบว่าตัวเองนั้นต้องการการพิสูจน์ใด ๆ นี้ เพราะการปฏิบัติตาม
คำสั่งเสียของท่านอิมาม(อฺ)นั้น ยังประโยชน์ให้เราได้พบกับความผาสุกในโลกนี้และความสุขชั่วนิจนิรันดร์ในโลกหน้า เราทั้งหลายเชื่ออย่างนี้ตรงกัน และเป็นผู้ยอมรับในสิ่งดังกล่าว แต่เรายังมีอยู่สิ่ง
หนึ่ง นั่นคือจะต้องทำความเข้าใจแก่ตัวของเราเองเกี่ยวกับการนำเอาคำสั่งเสียเหล่านี้มายึดถือและปฏิบัติให้ตรงเป้าหมาย เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เราก็หวังความสัมฤทธิ์ผลจากอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ต่อไปนี้
เราจะกล่าวถึงคำสั่งเสียบางอย่างของท่านอิมามมุฮัมมัด อัล-ญะวาด(อฺ)
-๑-คำสั่งเสียของอิมามที่ ๙
มีชายคนหนึ่งได้กล่าวกับท่านอิมาม(อฺ) ว่า
“โปรดสั่งเสียข้าพเจ้าด้วยเถิด”
ท่านอิมาม(อฺ)ได้กล่าวว่า
“ท่านจะยอมรับไปปฏิบัติกระนั้นหรือ ?”
ชายคนนั้นกล่าวว่า
“ใช่แล้ว”
ท่านอิมาม(อฺ)กล่าวว่า
“ท่านจงยึดหลักความอดทน จงยอมรับความยากจน จงผลักไสความใคร่ จงต่อต้านกับอารมณ์ใฝ่ต่ำ จงรู้เถิดว่าทานมิอาจรอดเร้นจากสายตาของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านก็จงคิดดูเถิดว่าท่านควรจะทำตัวอย่างไร”(๑๒)
(๑๒)อะอฺยานุชชีอะฮฺ เล่ม ๓ หน้า ๒๔๓)
-๒-คำสั่งเสียของอิมามที่ ๙
ท่านอิมามญะวาด(อฺ) ได้มีคำสั่งเสียอีกตอนหนึ่งว่า
“ขอให้ท่านระวังการเป็นมิตรกับคนชั่ว เพราะเขาเป็นเสมือนดาบที่คมกริบ ยามมองดูนั้นจะเห็นว่ามันสวยงาม แต่ผลของมันช่างเลวร้าย และน่าเกลียด(ในยามที่มันสัมผัสกับเนื้อของเรา จะฝาก
ลอยแผลฉกรรจ์ไว้)” (๑๓)
(๑๓) บิฮารุ้ลอันวารฺ เล่ม ๑๗ หน้า ๒๑๔)
-๓-คำสั่งเสียของอิมามที่ ๙
ท่านอิมาม(อฺ)ได้มีคำสั่งเสียอีกตอนหนึ่งว่า
“ท่านจงอย่าเป็นศัตรูกับผู้ใด จนกว่าท่านจะรู้ถึงฐานะที่เขาคนนั้นมีต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.) เพราะ
ถ้าหากเขาเป็นคนดี แน่นอนพระองค์จะไม่ทรงยอมรับท่านแน่ แต่ถ้าหากเขาเป็นคนชั่ว ก็ให้ถือเสียว่าที่ท่านรู้อย่างนั้นก็เพียงพอแล้ว จึงอย่าได้เป็นศัตรูกับเขา”(๑๔)
(๑๔) บิฮารุ้ลอันวารฺ เล่ม ๑๗ หน้า ๒๑๔)
-๔-คำสั่งเสียของอิมามที่ ๙
คำสั่งเสียอีกตอนหนึ่งของอิมามญะวาด(อฺ)
“อย่าใจเร็วด่วนได้กับกิจการงานใด ๆ ก่อนที่กิจการงานนั้นๆ จะล่วงเข้าสู่ภาวะที่เหมาะสม
มิฉะนั้นแล้วท่านจะเสียใจ จงอย่าให้ความฝันอันยาวไกลกินเวลายาวนานเกิดขึ้นกับท่าน เพราะว่ามันจะทำให้หัวใจของพวกท่านแข็งกระด้าง จงเมตตาคนอ่อนแอ จงขอความเมตตาจากอัลลอฮฺ
(ซ.บ.) ด้วยการให้ความเมตตากับคนเหล่านั้น” (๑๕)
(๑๕) อัล-ฟุศูลุ้ลมุฮิมมะฮฺ หน้า ๒๖๑
-๕-คำสั่งเสียของอิมามที่ ๙
คำสั่งเสียอีกตอนหนึ่งของอิมามญะวาด(อฺ)
“จงอย่าทำตัวเป็นผู้ภักดีต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.)ในยามที่อยู่อย่างเปิดเผยแต่เป็นศัตรูของพระองค์
ในยามที่อยู่เร้นลับ”(๑๖)
(๑๖) บิฮารุ้ลอันวารฺ เล่ม ๑๗ หน้า ๒๑๔)
-๖-คำสั่งเสียของอิมามที่ ๙
คำสั่งเสียอีกตอนหนึ่งของอิมามญะวาด(อฺ)
“จงอดทนกับสิ่งที่ท่านรังเกียจ ในกรณีที่มันจำเป็นจะต้องเกิดขึ้นกับท่านโดยชอบธรรมและจงอดทนกับสิ่งที่ท่านรักชอบ ในกรณีที่ถ้าหากสิ่งนั้นจะนำพาไปสู่ความเสียหาย”(๑๗)
(๑๗) อัล-อันวารุ้ลบะฮียะฮฺ หน้า ๑๓๓
สาส์นข้อเตือนสติของอิมามมุฮัมมัด บินอฺะลี(อฺ)
ในบทนี้มีแบบฉบับใหม่ ๆ จากวจนะของท่านอิมามญะวาด(อฺ)ให้เราได้ศึกษา ซึ่งท่านได้ฝากไว้ในสาส์นฉบับต่างๆ และข้อเขียนที่ท่านส่งไปยังชีอะฮฺของท่าน กล่าวคือท่านท่านอิมามญะวาด(อฺ)ได้เขียนสาส์นอย่างมากมายเพื่อกลุ่มชนมุสลิมต่างๆ ในโลกอิสลาม ขณะเดียวกันท่านก็ได้เขียนไปยังบุคคลอื่นๆ ในต่างวาระเหตุการณ์ สาส์นเหล่านั้นนับว่าเป็นเครื่องมืออันหนึ่งของท่านอิมามญะวาด(อฺ)ที่ใช้เพื่อการเผยแพร่เรียกร้องสู่ศาสนาของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) และการประพฤติปฏิบัติไปตามหลักการและวิถีทางของพระองค์
ต่อไปนี้เราจะบันทึกถึงเรื่องราวในสาส์นบางส่วน ดังนี้
สาส์นฉบับที่ ๑
มีรายงานว่า ได้มีโจรปล้นสิ่งของมีค่าของท่าน(อฺ)ในขณะที่กำลังถูกนำไปมอบให้แก่ท่าน(อฺ) ในระหว่างทาง ผู้ทำหน้าที่นำของได้เขียนจดหมายไปแจ้งเรื่องราวให้ท่าน (อฺ) ทราบ
ท่านอิมาม(อฺ)ได้ตอบว่า ตัวของเราและทรัพย์สินของเรานั้น นับเป็นสิ่งกำนัลอย่างหนึ่งจากอัลลอฮฺ(ซ.บ.) คุณค่าของมันล้วนเป็นสิ่งของที่ต้องพลัดพรากจากไปสิ่งที่ใช้ประโยชน์ได้ย่อมได้รับการใช้ประโยชน์ไปท่ามกลางความยินดี ส่วนที่ถูกแบ่งเอาไปได้ ก็จะถูกนำไปเป็นรางวัลและค่าตอบแทน ดังนั้นผู้ใดที่ไม่สามารถอดกลั้นความรู้สึกเสียดายสิ่งของนั้นๆ ก็ถือว่าเขาได้ลบล้างรางวัลของตนเองไปแล้วซึ่งเราขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ)ให้พ้นจากการเป็นเช่นนั้น(๑๘)
(๑๘) ตะฮัฟฟุลอุกูล หน้า ๓๓๖
สาส์นฉบับที่ ๒
สาส์นอีกฉบับหนึ่งของท่านอิมามญะวาด(อฺ) ที่เขียนไปยังมิตรสหายของท่าน(อฺ)บางคนมีใจความว่า
สำหรับโลกนี้ ฉันเป็นผู้รู้จักเรื่องราวต่างๆ ของมันเป็นอย่างดีแต่ว่าผู้ใดที่ให้อารมณ์ใฝ่ต่ำของเขาเป็นที่ปรารถนาของเจ้าของมันและลดตัวต่ำต้อยอันนั้น เขาก็จะอยู่กับสิ่งนั้นเสมอ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะชักนำไปอย่างไร แต่ในวันปรโลกนั้น คือสถานที่พำนักอันแน่นอน(๑๙)
(๑๙) เล่มเดิม หน้า ๓๓๖
สาส์นฉบับที่ ๓
สาส์นฉบับหนึ่งของอิมามญะวาด(อฺ) ที่เขียนไปยังอิบนุมะฮฺซิยาร เพื่อตอบข้อเขียนที่เขาส่งมายังท่าน(อฺ)ดังนี้
แน่นอนยิ่ง ฉันมีความเข้าใจในสิ่งที่ท่านได้กล่าวถึง ทำให้ฉันมีความปลื้มปิติมากเป็นทวีคูณ ขออัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงประทานความยินดีปรีดาให้แก่ท่าน ฉันหวังการปกป้องอันพอเพียงที่จะให้ฉันพ้นผ่านแผนการร้ายทุกประการ อินซาอัลลอฮฺ และขอวิงวอนต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ)ให้ทรงปกปักรักษาท่านทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังของท่านในทุกๆ สภาพการณ์ของท่านโปรดรับทราบไว้ด้วยว่า
ฉันมุ่งหวังที่จะขอให้อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ปกป้องท่าน และขออัลลอฮฺ(ซ.บ)ทรงบันดาลให้ทานได้รับความดีงามในเกียรติยศต่างๆ ที่ท่านได้รับเมื่อวันอาทิตย์ ดังนั้น ขอได้โปรดประวิงสิ่งเหล่านั้นไว้เพื่อวันจันทร์ด้วยเถิด ขอให้อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงเป็นเพื่อนของท่านในยามเดินทางและขอให้พระองค์ทรงดูแลครอบครัวของท่านในยามที่ท่านจากไปและขอให้พระองค์ทรงรักษาพันธสัญญาของท่านไว้ด้วย อีกทั้งขอให้พระองค์ประทานความสันติให้แก่ท่าน โดยอานุภาพของพระองค์
ดังนั้นโปรดมุ่งตรงไปยังบ้านเรือนของท่าน ขออัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงบันดาลให้ท่านได้รับความดี ณ ที่พำนักทั้งในโลกนี้และปรโลก
ฉันมีความเข้าใจในสิ่งที่ท่านกล่าวถึงเกี่ยวกับกิจการของชาวเมืองกุม ขออัลลอฮฺ(ซ.บ)ทรงประทานความบริสุทธิ์และแคล้วคลาดให้แก่พวกเขาเหล่านั้น ท่านทำให้ฉันมีความสุขด้วยกับสิ่งที่
ท่านได้กล่าวและปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ ขออัลลอฮฺ(ซ.บ.)ได้ทรงประทานความชื่นชมให้แก่ท่านโดยได้รับสวนสวรรค์และทรงให้ความโปรดปรานแก่ท่านด้วยความพึงพอใจของฉันที่มีต่อท่าน ฉันขอต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.) ซึ่งการอภัยและความเมตตา ฉันขอกล่าวว่า อัลลอฮฺ(ซ.บ.)เท่านั้นทรงเป็นที่
พอเพียงสำหรับเราและเป็นที่ไว้วางใจอันประเสริฐยิ่ง
สำหรับสิ่งที่ท่านได้ขอให้เหตุการณ์ที่อยู่เบื้องหน้าของท่านได้รับความเปลี่ยนแปลวไปนั้น
ขอให้อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงเปิดทางสะดวกให้แก่ท่านและแก่บุคคลที่ท่านขอในหมู่ครอบครัวของท่าน
ให้ได้รับความสะดวกอย่างกว้างขวาง โอ้ ท่านอฺะลีเอ๋ย สิ่งที่ยังมีอยู่ ณ ตัวของฉันสำหรับท่านนั้นมีมากมายกว่าความสะดวกสบายอันนั้น ฉันขอจากอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ให้พระองค์ทรงเป็นเพื่อนของท่านที่
ให้ความสะดวกสบาย และได้ทรงมอบสิ่งนั้นให้แก่ท่าน แท้จริงพระองค์เป็นผู้ได้ยิน ผู้ทรงรอบรู้เสมอ
ส่วนสิ่งที่ท่านขอดุอาอ์นั้น อันที่จริงแล้วท่านไม่รู้หรอกว่า ณ ที่ฉันนั้นอัลลอฮฺ(ซ.บ.)จะบันดาลอย่างไรแก่ท่าน บางครั้งฉันเอ๋ยถึงท่านด้วยชื่อและสายตระกูลท่าน พร้อมกันฉัน ฉันยังให้ความสำคัญกับท่าน และมีความรักต่อท่านเป็นอย่างยิ่ง และฉันมีความตระหนักในความเป็นไปของท่านดังนั้นขออัลลอฮฺ(ซ.บ.)ได้ทรงประทานคุณงามความดีอย่างถาวรให้แก่ ท่านเกี่ยวกับการครองชีพและการนำท่านให้ไปถึงยังครอบครัว และขอพระองค์ได้ทรงจัดที่พำนักอันเป็นวิมานชั้นสูงสุดให้แก่ท่านด้วยความเมตตาของพระองค์
แท้จริงพระองค์เป็นผู้ทรงได้ยินการขอดุอาอ์ ขออัลลอฮฺ(ซ.บ.) ได้ทรงปกป้องคุ้มครองและเป็นมิตรกับท่าน และปกปักษ์รักษาท่านไว้ด้วยความเมตตาของพระองค์
สาส์นฉบับที่ ๔
สาส์นที่ท่านอิมามญะวาด(อฺ) ส่งไปยังท่านซะอฺดุ้ลคอยรฺ(ร.ฏ.)มีใจความดังนี้
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงปรานี ผู้ทรงเมตตาอยู่เป็นนิรันดร์ ต่อไปนี้ฉันจะขอสั่งเสียท่านไว้เกี่ยวกับการสำรวมตน(ตักวา) ต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.) เพราะแท้จริงในเรื่องนี้จะนำมาซึ่งความสันติ
สุข และเป็นทรัพย์สินอันถาวรแท้จริงอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงกำหนดหลักการสำรวมตนไว้แก่ปวงบ่าวไปตามสภาพทางด้านสติปัญญาของเขาและทรงยับยั้งความมืดบอดและความโง่เขลาให้พ้นจากปวงบ่าวโดยการสำรวมตน กับการสำรวมตนนี่แหละที่ศาสดานูฮฺได้รับความปลอดภัยพร้อมกับบรรดาผู้ที่อยู่กับเขาในเรือ และ
ท่านนบีศอลิฮฺพร้อมกับผู้ที่อยู่กับเขาก็ได้ปลอดภัยจากการลงโทษ กับการสำรวมตนนี่แหละที่บรรดาผู้มีความอดทนได้รับชัยชนะ และอุปสรรคต่าง ๆ อันจะยังความเสียหายเหล่านั้นได้รอดพ้นไป
การสำรวมตน(ตักวา)เป็นพี่น้องของพวกเขา ตามแนวทางแห่งความปลอดภัยดังกล่าวพวกเขาได้สัมผัสกับความประเสริฐนั้น
พวกเขาได้ละทิ้งการละเมิดของพวกเขา
จากการไปถึงยังความปรารถนาต่างๆ สิ่งใดก็ตามที่เป็นอุทาหรณ์ในคัมภีร์มายังพวกเขา เขาเหล่านั้น
ได้สรรเสริญสดุดีต่อพระผู้อภิบาลในฐานะที่พระองค์ทรงประทานเครื่องยังชีพให้แก่พวกเขาและในฐานะที่พระองค์ทรงเป็นเจ้าแห่งมวลการสรรเสริญ เขาเหล่านั้นตำหนิตัวเอง อันเนื่องมาจากสิ่ง
ทั้งหลายที่พวกเขาผิดพลาด ในฐานะที่พวกเขาเป็นผู้มีข้อตำหนิ
จงรู้ไว้เถิดว่า แท้จริงอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ผู้ทรงจำเริญผู้ทรงสูงส่งนั้นทรงเกื้อการุณย์ ทรงมีความรอบรู้เสมอ อันที่จริงแล้วความกริ้วของพระองค์นั้นย่อมประสบแก่ผู้ซึ่งไม่ยอมรับความโปรดปราน
ของพระองค์ อันที่จริงแล้วพระองค์ทรงยับยั้งผู้ที่ไม่ยอมรับการให้ของพระองค์ที่มาจากพระองค์อันที่จริงแล้วพระองค์ทรงบันดาลให้ผู้ที่ไม่ยอมรับทางนำของพระองค์ได้หลงทาง ต่อจากนั้นพระองค์
ทรงเรียกร้องปวงบ่าวของพระองค์ไว้ในคัมภีร์ด้วยสุรเสียงที่ก้องกังวานอย่างมิขาดสาย และพระองค์ไม่เคยยับยั้งคำวิงวอนของบรรดาปวงบ่าว ดังนั้น อัลลอฮฺ(ซ.บ.)จะทรงสาปแช่งบรรดาผู้ที่
ปิดบังซ่อนเร้นสิ่งที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงประทานมา และพระองค์ทรงบันทึกเรื่องความเมตตาได้สมบูรณ์อย่างแท้จริงและเที่ยงธรรมยิ่ง
กล่าวคือ พระองค์มิได้เริ่มต้นใช้ความกริ้วแก่บรรดาปวงบ่าว
ก่อนที่พวกเขาเหล่านั้นจะโกรธเคืองพระองค์ สิ่งเหล่านี้อยู่ในส่วนของวิชาความรู้ขั้นยะกีน และวิชาความรู้แห่งการมีตักวา ทุกๆ ประชาชาตินั้น อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ได้ทรงถอดถอนความรู้แห่งคัมภีร์ออกไปจากเหล่านั้นในยามที่พวกเขาปฏิเสธ และพระองค์ทรงบันดาลให้ศัตรูของพวกเขาเป็นผู้ปกครอง
พวกเขาในยามที่พวกเขาให้การยอมรับแก่ศัตรู ส่วนหนึ่งที่เป็นการละเมิดของพวกเขาต่อคัมภีร์ก็คือ
การที่พวกเขายังคงรักษาไว้ซึ่งตัวอักษรของคัมภีร์ แต่กลับเบี่ยงเบนกฎเกณฑ์ต่างๆ ของคัมภีร์
กล่าวคือ เขาเหล่านั้นเรียนรู้คัมภีร์แต่มิได้นำพาคนโง่เขลาได้ทำให้พวกเขารู้สึกชื่นชมต่อการท่องจำการรายงานฮะดีษของพวกเขา
และบรรดานักปราชญ์ต่างทำให้พวกเขารู้สึกเสียใจต่อการละทิ้งความรับผิดชอบของพวกเขา ส่วนหนึ่งจากการละทิ้งคัมภีร์ของพวกเขาก็คือ พวกที่ไม่มีวิชาความรู้ได้ทำหน้าที่ปกครองพวกเขา ผู้ปกครองที่ว่านั้นได้นำพาพวกเขาสู่ตัณหา ได้นำพาไปสู่ความหลงผิด และได้ส่งเสริมพวกเขาสู่ความตกต่ำ และเขาเหล่านั้นได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างของศาสนา ต่อจากนั้น
พวกเขาได้สืบมรดกอยู่ในความโง่เขลาและด้อยปัญญา ประชาชาติจึงมีการแสดงออกแต่ในส่วนที่เป็นกิจการของมนุษย์ ห่างไกลจากกิจการของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)แล้วพวกเขาเหล่านั้นจะย้อนคืนกลับสู่
พระองค์ ความเลวร้ายจะต้องประสบแก่บรรดาผู้อธรรมที่เปลี่ยนแปลงเอาหลักการปกครองของมนุษย์แทนหลักการปกครองของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)แต่แล้วในประชาชาติเหล่านั้นก็ได้เปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน โดยมีบรรดาผู้ซึ่งขยันหมั่นเพียรในด้านการทำอิบาดะฮฺตามแนวทางแห่งการหลงผิดนั้น มีลักษณะที่น่าทึ่ง สร้างความปั่นป่วน กล่าวคือการเคารพภักดีที่พวกเขามีอยู่นั้นเป็นการสร้างความยุ่งยากสำหรับประชาชาติและผู้ที่ปฏิบัติตามพวกเขา
แน่นอนที่สุดได้มีคำตักเตือนแก่บรรดาปวงบ่าวไว้ในบรรดาศาสดาทั้งหลายแล้ว
แท้จริงมีนบีท่านหนึ่งซึ่งมีความพร้อมในด้านการเชื่อฟังแต่แล้วท่านได้ละเมิด(การละเมิดในที่นี้มิใช่เป็นการฝ่าฝืนคำสั่งของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ตามความเข้าใจโดยทั่วไป อันจะทำให้บกพร่องต่อคุณสมบัติการเป็นนบี โปรดพิจารณาเรื่องนี้จากหนังสือที่เกี่ยวข้องกับหลักความเชื่อของชีอะฮฺ)ต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.)
ในเรื่องๆ หนึ่งเท่านั้น ท่านถึงกับต้องถูกนำออกจากสวนสวรรค์ และถูกผลักไสให้ไปอยู่ในท้องของปลาตัวใหญ่ ท่านมิได้รับความปลอดภัยเลยจนกว่าได้ยอมรับผิด และขออภัยโทษ ดังนั้นจงรับรู้ถึง
ความผิดของบรรดาบาทหลวงและพวกปุโรหิตทั้งหลายผู้ที่นำพาต่อการปิดบังคัมภีร์และบิดเบือนมัน
ดังนั้น การค้าของพวกเขาเหล่านั้นมิได้ให้ผลกำไรแต่อย่างใด และพวกเขามิได้เป็นผู้อยู่ในทางนำอีกด้วย
แล้ท่านก็จะต้องรู้จักความคล้ายคลึงของพวกเขาในประชาชาตินี้นั่นคือเขาทั้งหลายผู้ซึ่งยังดำรงรักษาไว้ซึ่งอักษรต่างๆ ในคัมภีร์แต่กระทำการบิดเบือนกฎเกณฑ์ต่างๆ ของคัมภีร์ กล่าวคือเขา
เหล่านั้นจะอยู่ร่วมกับบรรดาเจ้านายและคนมีทรัพย์สินเงินทอง เมื่อผู้นำแห่งความอยากใคร่ได้แยกตัวออกมาพวกเขาก็จะอยู่กับคนส่วนมากที่เป็นชาวโลก และนี้ก็คือระดับของพวกเขาในด้าน
ความรู้ พวกเขายังคงอยู่ในความโลภโมโทสัน พวกเขายังคงฟังเสียงของอิบลีซด้วยสิ่งที่เป็นโมฆะทั้งหลาย บรรดาปวงปราชญ์ล้วนต้องอดทนกับความกลั่นแกล้งที่มีมาจากพวกเขาเขาทั้งหลายตำหนิเตียนบรรดาปวงปราชญ์ด้วยการสร้างภาระหนักมากมาย และบรรดาปวงปราชญ์ที่อยู่ในหมู่พวกเขาเหล่านั้นล้วนแต่เป็นผู้ทรยศ ซ่อนเร้นหลักคำสอน
ถ้าหากพวกเขาเห็นคนทำผิดกำลังหลงทาง พวกเขาจะไม่ชี้แนะคนๆ นั้นเลย หรือเห็นคนที่กำลังจะกลายเป็นซากศพ พวกเขาจะไม่ทำให้เขากลับมีชีวิตชีวาขึ้นมาใหม่ สิ่งที่พวกเขากระทำไว้นั้น นับว่เลวร้ายยิ่งเพราะอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ได้ทรงกำหนดพันธสัญญากับพวกเขาไว้แล้วในคัมภีร์ว่าพวกเขาจะต้องสั่งสอนในเรื่องคุณธรรมไปตามที่พวกเขาเหล่านั้นได้ถูกกำชับมา และพวกเขาจะต้องทำการยับยั้งจากสิ่งต่างๆ ที่เขาเหล่านั้นถูกห้ามปรามไว้
พวกเขาจะต้องช่วยเหลือเกื้อกูลในเรื่องความดีงามและการสำรวมตน และอย่าได้สนับสนุนกันในเรื่องการทำความบาปและการสร้างศัตรู
ดังนั้นบรรดานักปราชญ์ในหมู่คนที่โง่เขลา มีความพยายามและมีความเสียสละ ถ้าหากท่านสั่งสอน พวกเขาก็จะกล่าวว่า ท่านละเมิด และถ้าหากพวกเขารู้ซึ้งถึงสัจธรรมข้อที่พวกเขาละทิ้ง
พวกเขาก็จะกล่าวว่า ท่านผิดพลาด และถ้าหากพวกเขาหลักตัวออกไปพวกเขาจะกล่าวว่า ท่านได้แตกแยกไปแล้ว และถ้าหากพวกเขากล่าวว่า จงนำหลักฐานของพวกท่านมายืนยันตามที่พวกท่าน
กล่าวไว้เถิด พวกเขาจะกล่าวว่า ท่านหลอกลวงและถ้าหากพวกท่านสั่งให้คนเหล่านั้นเชื่อฟัง คนเหล่านั้นก็จะกล่าวว่า ท่านทรยศต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.)
กล่าวคือ บรรดาผู้ที่โง่เขลานั้นต้องได้รับความเสียหายในเรื่องต่างๆ ที่พวกเขาไม่รู้ พวกเขาเชื่อมั่นต่อคัมภีร์ในยามที่ให้คำจำกัดความ แต่จะปฏิเสธต่อคัมภีร์ในกรณีที่บิดเบือน ดังนั้นเขาเหล่านั้นจงอย่าได้ปฏิเสธเขาเหล่านั้นคล้ายกับบรรดาบาทหลวง และพวกปุโรหิตที่เป็นผู้นำในความหลงผิด เป็นหัวหน้าในเรื่องที่ต่ำต้อย ส่วนอีกด้าน
หนึ่งมีบรรดาบุคคลที่นั่นอยู่ระหว่างความหลงผิดกับความถูกต้อง ฝ่ายหนึ่งจะไม่รู้จักกับอีกฝ่ายหนึ่ง
พวกเขาเหล่านั้นจะกล่าวไปตามที่ประชาชนทั้งหลายรู้ว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ไม่รู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร เขาเหล่านั้นเชื่อไปตามนั้น ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ได้ละทิ้งคนเหล่านั้นที่อัล-บัยฏออ์ ทั้ง
ในยามกลางคืนและกลางวัน ทั้งๆ ที่เขาเหล่านั้นยังไม่แสดงเรื่องการอุตริให้เห็นอย่างเปิดเผย และในหมู่ชนเหล่านั้นยังมิได้เปลี่ยนแปลงหลักคำสอนแห่งซุนนุฮฺ พวกเขาเหล่านั้นยังมิได้มีความหลงผิด
ครั้นเมื่อคนทั้งหลายลับตาไปพวกเขาก็อยู่ในความผิดพลาดด้วยการมีอำนาจสองประเภท
ประเภทหนึ่งเรียกร้องไปสู่อัลลอฮฺ(ซ.บ.) อีกประเภทหนึ่งเรียกร้องไปสู่ไฟนรก เมื่อเป็นเช่นนี้
ชัยฏอนก็ได้โอกาส กล่าวคือ มันจะใช้เสียงของมันพูดไปตามกระแสลิ้นลมของบรรดาพรรคพวกบริวาร มันจะเข้าร่วมดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินและลูกๆ ของบุคคลที่เข้าร่วมเป็นสมาชิกของมัน
ดังนั้น มันจึงกระทำการอันเป็นสิ่งอุตริและทอดทิ้งคัมภีร์
และซุนนะฮฺ บรรดาผู้เป็นที่รักยิ่งของอัลลอฮฺ(เอาลิยาอ์)นั้น ย่อมพูดด้วยหลักฐานและยึดถือปฏิบัติตามคัมภีร์และวิทยปัญญา ในวันนั้นบรรดาผู้ยึดถือในหลักสัจธรรมกับบรรดาผู้ยึดถือความผิดพลาด ย่อมจะต้องแตกแยกกัน....”(๒๐)
(๒๐) บิฮารุ้ลอันวารฺ เล่ม ๑๗ หน้า ๒๑๓
สุภาษิต :คำสอนจากวิทยปัญญาของอิมามญะวาด(อฺ)
สุภาษิตและคำเตือนต่างๆ เหล่านี้เป็นสิ่งมาจากวิทยปัญญาของ
อิมามญะวาด(อฺ) โดยสรุป หมายถึง ศิลปะแห่งการเรียนรู้ จริยธรรม หลักธรรมและการเรียกร้องเชิญชวนยังอัลลอฮฺ(ซ.บ.)
อีกทั้งเป็นจุดเน้นในการเสริมสร้างคุณค่าในด้านต่าง ๆ แน่นอนที่สุดสุภาษิตเหล่านี้ได้สรุปย่อมาจากตำราต่างๆ หลายเล่ม หน้าที่ของเราในปัจจุบันควรที่จะได้นำสุภาษิตและคำสอนต่างๆ เหล่านี้มา
ประพฤติปฏิบัติและนำมาเป็นแบบแผนในการดำเนินชีวิตแห่งความเป็นจริงของเราและให้นำมาเป็นวิถีทางสำหรับการดำเนินชีวิตต่อไปในเส้นทางของท่าน
ต่อไปนี้ เราจะกล่าวถึงสุภาษิตบางข้อของท่านอิมามมุฮัมมัด
บินอฺะลี อัล-ญะวาด(อฺ)ได้กล่าวไว้ดังนี้
สุภาษิตที่ ๑
การประวิงเวลาสำหรับการกลับตัวนั้นคือการหลอกลวง
การพลัดวันประกันพรุ่งเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความทุกข์
การหยิ่งผยองกับอัลลอฮฺ (ซ.บ) ย่อมนำไปสู่ความเสียหาย
การฝังตัวเองให้จมอยู่ในความบาปคือความรู้สึกรอดพ้นจากการวางแผนการของอัลลอฮฺ (ซ.บ.) และไม่มีใครรู้สึกรอดพ้นจากแผนการของอัลลอฮฺ (ซ.บ.) นอกจากเป็นกลุ่มชนที่ขาดทุน
สุภาษิตที่ ๒
คนที่เป็นมุอ์มินนั้นต้องการลักษณะ ๓ อย่าง คือ
๑. การประทานความสำเร็จ (เตาฟีก) จากอัลลอฮฺ (ซ.บ.)
๒. การชี้แนะจากตนเอง
๓. ยอมรับคำตักเตือนของผู้ให้คำตักเตือน ปฏิบัติตัวให้ถูกต้องความคำสั่งของอัลลอฮฺ (ซ.บ.)
สุภาษิตที่ ๓
ผู้รับผิดชอบต่ออัลลอฮฺ (ซ.บ.) จะสาบสูญไปจากอัลลอฮฺ (ซ.บ.) ได้อย่างไร?
ผู้วอนขอต่ออัลลอฮฺ (ซ.บ.) จะหลบหนีจากอัลลอฮฺ (ซ.บ.) ได้อย่างไร?
บุคคลใดก็ตามที่หมดหวังในการขอจากผู้อื่นนอกเหนือจากอัลลอฮฺ (ซ.บ.) แล้ว อัลลอฮฺ (ซ.บ.) แล้ว อัลลอฮฺ (ซ.บ.) จะทรงรับรองเขาเอง
บุคคลใดที่ทำงานโดยขาดความรู้ ความเสียหายจะเกิดขึ้นมากกว่าความถูกต้องดีงาม (๒๑)
(๒๑)อะอฺยานุชชีอะฮฺ หน้า ๓ หน้า ๒๔๕, ๒๔๔
สุภาษิตที่ ๔
การมีเจตนาแน่วแน่ต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.) ด้วยหัวใจนั้น จะไปถึงยังเป้าหมายได้มากกว่าการทรมานร่างกายด้วยการปฏิบัติซะอีก
สุภาษิตที่ ๕
ผู้ใดที่ผละหนีจากการต่อสู้ สิ่งที่น่ารังเกียจ (มักรูฮฺ) ก็จะเข้ามาใกล้เขา
ใครไม่รู้จักหัวข้อเรื่องต่างๆ หลักฐานต่าง ๆจะทำให้เขาเหนื่อยอ่อน
ใครที่ปักใจเชื่อเรื่องหนึ่งเรื่องใดอย่าง ๑๐๐ เปอร์เซนต์ก่อนที่จะค้นหาความจริง แน่นอน
เขานำตัวเองสู่ความหายนะและบั้นปลายที่เหน็ดเหนื่อย
สุภาษิตที่ ๗
ผู้ที่มีแต่อารมณ์ใฝ่ต่ำ ย่อมจะไม่คลาดแคล้วจากความตกต่ำ
สุภาษิตที่ ๘
เมื่อการตัดสินได้ลงมา ความว่างเปล่าก็จะยิ่งคับแคบลง
สุภาษิตที่ ๙
คนที่เป็นมุอ์มินนั้นถือว่า การเป็นมิตรกับคนคดโกง ก็เป็นความคดโกงที่มากมายเสียแล้ว
สุภาษิตที่ ๑๐
เกียรติยศของคนที่เป็นมุอ์มินคือ.....
ความพอเพียงของเขาจากการพึ่งพามนุษย์
สุภาษิตที่ ๑๑
ความผิดของบุคคลที่พึงพอใจกับการกดขี่นั้นไม่อาจทำอันตรายต่อท่านได้
สุภาษิตที่ ๑๒
แน่นอน คนที่ซ่อนเร้นคำแนะนำที่ดีต่อท่านนั้นคือ
‘ศัตรู’ผู้ซึ่งจะนำแต่ความหลงผิด
สุภาษิตที่ ๑๓
การมั่นคงต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.)มีราคาที่แพงลิบลิ่ว และยังความสันติสุขแก่ทุกสภาพการณ์
สุภาษิตที่ ๑๔
อวัยวะทุกส่วนนั้นต้องการความหวัง และนั่นคือสิ่งที่จะถูกประทานมาโดยการตัดสินและการได้รับชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีในบั้นปลาย
สุภาษิตที่ ๑๕
การรักษาตัวนั้นขึ้นอยู่กับขีดความกลัว
สุภาษิตที่ ๑๖
ผู้ใดที่พึงพอใจกับพี่น้องของตนด้วยเจตนาอันดีงามก็จะไม่พึงพอใจในอันที่จะได้รับสิ่งของใด ๆจากเขา
สุภาษิตที่ ๑๗
กาลเวลาจะเปิดเผยแก่ท่านซึ่งเรื่องราวที่ซ่อนเร้น(๒๒)
สุภาษิตที่ ๑๘
บุคคลใดทำประโยชน์ให้แก่พี่น้องในวิถีทางของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)เขาจะได้รับบ้านหนึ่งหลังในสวนสวรรค์(๒๓)
สุภาษิตที่ ๑๙
หลักสามประการอันจะทำให้ปวงบ่วงบรรลุซึ่งความโปรดปรานของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ได้นั่นคือ
การขออภัยโทษอันมากมาย
ความมีใจอ่อนโยนต่อคนข้างเคียง
การบริจาคทานมากๆ (๒๔)
(๒๒) บิฮารุ้ลอันวาร เล่ม ๑๗ หน้า ๒๑๔
(๒๓ ตารีคบัฆดาด เล่ม ๓ หน้า ๕๕
(๒๔) อัล-ฟุศูลุ้ลมุฮิมมะฮฺ หน้า ๒๖๐-๒๖๑
สุภาษิตที่ ๒๐
สำหรับอัลลอฮฺ(ซ.บ.)นั้นมีบรรดาปวงบ่าวที่พระองค์ทรงประทานความโปรดปรานให้แก่พวกเขาโดยเฉพาะอยู่เป็นเนืองนิตย์ ดังนั้นพวกเขาไม่เคยหยุดยั้งการเสียสละ เพราะถ้าหากพวกเขาหยุดซึ่งการเสียสละแล้วไซร้ อัลลอฮฺ(ซ.บ.)จะทรงถอดถอนความโปรดปรานอันนั้นออกจากพวกเขาแล้วจะเปลี่ยนผันไปสู่บุคคลอื่น
สุภาษิตที่ ๒๑
ความโปรดปรานของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ที่มีต่อบุคคลหนึ่ง ๆ นั้นจะไม่ถือเป็นเรื่องใหญ่ นอกเสียจากว่า ความจำเป็นทั้งหลายมนุษย์ที่มีต่อเขามีความจำเป็นอันยิ่งใหญ่ เพราะถ้าหากบุคคลใดมิได้นำพากับเครื่องบริโภคเหล่านั้น ก็แสดงว่าความโปรดปรานอันนั้นก็เป็นสิ่งสูญสลาย
สุภาษิตที่ ๒๒
เจ้าของความดีนั้นจำเป็นจะต้องกระทำความดียิ่งกว่าผู้เป็นเจ้าของความต้องการ เพราะว่าสำหรับพวกเขาจะได้รับรางวัลจะได้รับเกียรติ และจะได้รับการยกย่อง เพราะฉะนั้นบุคคลใดที่ประกอบคุณงามความดีก็จำเป็นจะต้องเริ่มที่ตัวเองก่อน
สุภาษิตที่ ๒๓
ความละอายคือเครื่องประดับสำหรับคนจน
การขอบพระคุณคือเครื่องประดับสำหรับคนที่ได้รับการทดสอบ
การถ่อมตนเป็นเครื่องประดับสำหรับตระกูล
การพูดจาอย่างกระจ่างเป็นเครื่องประดับของการสนทนา
การจดจำเป็นเครื่องประดับของการถ่ายทอด
การไม่ถือยศถือศักดิ์เป็นเครื่องประดับของความรู้
มารยาทอันดีงามเป็นเครื่องประดับสำหรับผู้ไม่สนใจใยดีต่อความเย้ายวนของโลก
ความเป็นอยู่อย่างเสมอต้นเสมอปลายเป็นเครื่องประดับสำหรับผู้ที่เพียงพอแล้ว
สุภาษิตที่ ๒๔
คนที่สร้างความอธรรม คนที่ช่วยเหลือผู้อธรรม คนที่มีความพอใจกับผู้อธรรมล้วนเป็นหุ้นส่วนกัน(๒๕)
(๒๕) นุรุ้ลอับศอรฺ หน้า ๑๔๘
สุภาษิตที่ ๒๕
ผู้ใดที่เห็นกิจการงานอย่างหนึ่งแล้วบังเกิดความรังเกียจเสมือนดังบุคคลที่ไม่ได้อยู่ร่วมกับกิจการงานนั้น
ส่วนบุคคลที่ไม่ได้อยู่ร่วมในกิจการงานหนึ่ง แล้วเขาบังเกิดความพอใจต่อเรื่องนั้น ก็เสมือนดังบุคคลที่อยู่ร่วมกับเรื่องนั้น
สุภาษิตที่ ๒๖
การเปิดเผยสิ่งใดสิ่งหนึ่งก่อนที่จะดำเนินการสอบสวนให้ชัดเจนจะนำไปสู่ความเสียหาย(๒๖)
(๒๖) ตะฮัฟฟุลอุกูล หน้า ๓๓๖.
สุภาษิตที่ ๒๗
ผู้ใดยึดมั่นและไว้วางใจต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.) อัลลอฮฺ(ซ.บ.)จะทำให้เขาคลาดแคล้วจากความชั่วทุกประการและจะช่วยให้เขาชนะศัตรูทุกรูปแบบ ถึงแม้นว่าฟากฟ้าจะลงมาทับสนิทบ่าวคนหนึ่ง และแล้วเขาคนนั้นมีความยำเกรงต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.)แน่นอนพระองค์จะทรงบันดาลให้เขาคลาดแคล้วจากสิ่งนั้นได้
(๒๗) วะฟาตุลญะวาด หน้า ๓๗-๔๓
สุภาษิตที่ ๒๘
บุคคลใดไม่ตั้งความหวังกับผู้อื่นนอกเหนือจากอัลลอฮฺ(ซ.บ.)
อัลลอฮฺ(ซ.บ.)จะทรงให้การรับรองต่อเขา
สุภาษิตที่ ๒๙
การสำรวมตนนั้นคือเกียรติยศ
ความรู้นั้นคือทรัพย์สมบัติ
การวางเฉยคือแสงสว่าง
สุภาษิตที่ ๓๐
ไม่มีอะไรที่ทำลายศาสนาได้มากเท่ากับการกระทำในสิ่งอุตริ
สุภาษิตที่ ๓๑
สารบัญแห่งโฉมหน้าของผู้ศรัทธาอยู่ที่จริยธรรมของเขา
สุภาษิตที่ ๓๒
ผู้ใดลอกเลียนคำพูดของคนใด ก็เท่ากับเป็นบ่าวของคนนั้น
ดังนั้นถ้าหากเขาเป็นผู้ที่ใช้คำพูดที่มาจากอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ก็เท่ากับเขาเป็นบ่าวของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) แต่ถ้าหากเขาใช้คำพูดที่มาจากปลายลิ้นของอิบลีซก็เท่ากับเขาเป็นบ่าวของอิบลิซ (๒๘)
(๒๘) ตะฮัฟฟุลอุกุล หน้า ๓๓๖
ถกปัญหาทางวิชาการจากแหล่งความรู้อันอมตะของอิมามที่ ๙
เรื่องราวต่างๆ ที่ได้ประสบกับบรรดาอิมามแต่ละคนนั้นมีทั้งความรุนแรงและนุ่มนวล ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความแตกต่างของวิถีชีวิตแห่งบรรดาผู้ปกครองในแต่ละยุคแต่ละสมัย
สำหรับท่านอิมามมูซา กาซิม(อฺ)นั้นได้ใช้ชีวิตของท่าน(อฺ)ช่วงหนึ่งอยู่ในคุกของคอลีฟะฮฺฮารูน อัรรอชีด และท่านอิมามริฏอ(อฺ)
นั้นได้กลายเป็นรัชทายาทของค่อลีฟะฮฺมะอ์มูน
ในขณะที่วิถีทางการดำเนินชีวิตของบรรดาผู้ปกครองมีความแตกต่างกันนั้น วิถีชีวิตขอประชาชนก็มีความแตกต่างกันไปด้วย เช่นเดียวกัน เนื้อหาสาระของคำถามและการให้ทัศนะในด้านต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับบรรดาอิมามแต่ละท่านก็ล้วนแต่มีความแตกต่างไปด้วย
สำหรับท่านอิมามศอดิก(อฺ)นั้นได้ประจักษ์กระแสคลื่นของการปฏิเสธพระผู้เป็นเจ้าอย่างรุนแรง แต่ท่านอิมาม(อฺ)ก็ได้ใช้หลักการตอบโต้จนได้รับความสำเร็จ จนถึงกับว่าบุคคลเหล่านั้นได้
ร่วมกันมาหาท่านอย่างเปิดเผยครั้งแล้วครั้งเล่า ซึ่งท่าน(อฺ)ได้ทำหน้าที่เป็นผู้ชี้นำให้แก่พวกเขา
ท่าน(อฺ) มอบหมายให้ท่านมุฟัฏฏ็อล บินอุมัร ลูกศิษย์คนหนึ่งของท่านเป็นผู้อธิบายในสาขาวิชาเตาฮีด
จนกระทั่งบรรดานักปราชญ์ต่างก็ได้รับความรู้ ตั้งแต่นั้นจนถึงยุคปัจจุบันด้วยการมุ่งมั่นและให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง
ท่านอิมามริฏอ(อฺ)นั้น ได้ทำหน้าที่โต้แย้งปัญหาศาสนากับบรรดานักปราชญ์ของศาสนาต่างๆ และเจ้าของลัทธินิกายต่างๆ อย่างมากมายจนกระทั่งพวกเขาบางคนได้ให้การยอมรับต่อหลัก
สัจธรรม และยอมรับนับถือศาสนาอิสลาม ซึ่งในบทที่ผ่านไปเราได้นำเรื่องราวต่าง ๆเหล่านั้นบางประการมาเสนอให้ท่าน(อฺ)ผ่านไปแล้ว
สำหรับท่านอิมามญะวาด(อฺ)นั้น ท่าน(อฺ)ได้มีบทบาทอีกด้านหนึ่งนั่นคือพวกพ้องของคอลีฟะฮฺในราชวงศ์อับบาซียะฮฺได้ให้การยกย่องสถานภาพของท่าน(อฺ) ทั้งนี้ได้มีการแต่งงานระหว่าง
ท่าน(อฺ)กับบุตรสาวของมะอ์มูนอีกด้วย ขณะเดียวกันปรากฏว่า บรรดานักปราชญ์และผู้ทำหน้าที่ควบคุมงานการปกครองในสมัยนั้นมีความอิจฉาริษยาท่าน(อฺ) ในขณะที่อายุของท่าน(อฺ)ยังอยู่ในวัย
เยาว์
คนทั้งหลายต่างรวมตัวกันมาแสดงทัศนะโต้แย้งทางวิชาการรับท่าน(อฺ)ในปัญหาวิชาฟิกฮฺ
วิชาฮะดีษ และอื่นๆ โดยมุ่งหวังที่จะให้ท่าน(อฺ)ประสบกับความยุ่งยากในการโต้ตอบ เพื่อที่จะให้กษัตริย์มะอ์มูนและบรรดาชาวเมืองถอดถอนท่านออกไปเสียจากตำแหน่ง
และเพื่อที่จะทำให้บรรดามุสลิมไม่มั่นใจในความรู้ของท่านอีกด้วย
คนเหล่านั้นต่างพบกับความผิดหวัง เพราะว่าทานอิมามญะวาด(อฺ)สามารถผ่านพ้นการทดสอบเหล่านี้ได้อย่างน่าภาคภูมิใจ การให้ทัศนะในด้านต่าง ๆ ของท่าน(อฺ)จึงยังคงอยู่เป็นเรื่องเล่าขานสืบต่อมาเป็นเวลานานหลายศตวรรษ และเป็นความประทับใจในการที่จะหยิบยกนำเรื่องราวเหล่านั้นมากล่าวถึงในที่ชุมนุมอยู่ตลอดเวลา
ในบทนี้เราจะขอนำเรื่องราวบางส่วนเกี่ยวกับการโต้แย้งทางวิชาการในด้านต่างๆ ของอิมามญะวาด(อฺ)
อิมามที่ ๙ ถกปัญหาฟิกฮฺกับยะฮฺยา บินอักษัม
เมื่อค่อลีฟะฮฺมะอ์มูนได้แสดงความมั่นใจในการจัดแต่งงานท่านอะบูญะอฺฟัร มุฮัมมัด บินอฺะลี ริฏอ(อฺ)กับอุมมุลฟัฏลฺ บุตรสาวของตนนั้นบรรดาสมาชิกในตระกูลของมะอ์มูนต่างได้มา
รวมตัวกันคัดค้านแล้วกล่าวว่า
“ข้าแด่ท่านอะมีรุลมุอ์มินีน เราขอแสดงความเห็นต่อท่านว่า ท่านกำลังกระทำการล่วงเกินในกิจการบางอย่างที่พวกเราเป็นเจ้าของอยู่ท่านกำลังถอดถอนเกียรติยศที่เราได้สวมใส่มันอยู่ใน
ขณะที่ท่านเองก็ทราบดีอยู่แล้วถึงเรื่องราวที่มีอยู่ระหว่างเรากับพวกที่อยู่ในตระกูลของอฺะลีมาตั้งแต่เดิม”
ค่อลีฟะฮฺมะอ์มูนได้กล่าวว่า
“พวกท่านทั้งหลายจงระงับอารมณ์ไว้เถิด ขอสาบานต่อพระนามของอัลลอฮฺ แน่นอนข้าจะทำให้คนใดคนหนึ่งในหมู่พวกท่านยอมรับเรื่องนี้”
พวกเขากล่าวว่า
“ข้าแต่อะมีรุลมุอ์มินีน ท่านจะทำการจัดแต่งงานบุตรสาวของท่านผู้เป็นแก้วตาดวงใจของท่านให้กับเด็กผู้ชายที่ไม่มีความรู้ใดๆ ในศาสนาของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)และไม่รู้ในสิ่งฮะลัาล-สิ่งฮะรอม
และไม่รู้ทั้งในเรื่องฟัรฏเรื่องซุนนะฮฺ(ขณะนั้นท่านอะบูญะอฺฟันมีอายุเพียง ๙ ขวบ) ท่านน่าจะอดทนสักนิดเพื่อให้เขาฝึกฝนในด้านมารยาทและอ่านอัล-กุรอาน และให้เขารู้จักในสิ่งสะล้าลและ
สิ่งฮะรอมเสียก่อน”
ค่อลีฟะฮฺมะอ์มูนได้กล่าวว่า
“แท้จริงเขามีความรู้ความเข้าใจในด้านศาสนบัญญัติมากกว่าพวกท่าน เขามีความรู้ในเรื่องเกี่ยวกับอัลลอฮฺ(ซ.บ.) เกี่ยวกับศาสนทูต เกี่ยวกับซุนนะฮฺ และบทบัญญัติต่าง ๆเขาอ่านพระคัมภีร์
ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ได้ดีกว่าพวกท่าน เขามีความเชี่ยวชาญอย่างยิ่งในเรื่องของโองการต่างๆ อันชัดแจ้ง
และโองการต่าง ๆ ที่มีความหมายเป็นนัย โองการต่าง ๆที่มายกเลิกและที่ถูกยกเลิก โองการต่างๆ ที่มีความหมายอย่างเปิดเผยและที่มีความหมายอย่างซ่อนเร้น โองการต่างๆ ที่มีความหมายเฉพาะ
และที่มีความหมายครอบคลุมทั่วไป โองการที่มีความหมายตรงตามตัวอักษรและโองการที่มีความหมายซ่อนอยู่ภายใต้ตัวอักษรหนึ่ง ดังนั้นขอให้พวกท่านซักถามเขาได้ ซึ่งถ้าหากเรื่องราว
ทั้งหมดเป็นไปเสมือนอย่างที่พวกท่านได้กล่าว ข้าก็จะยอมรับฟังความเห็นของพวกท่าน แต่ถ้าหากเรื่องราวเป็นไปตามที่ข้าได้กล่าว นั้นแสดงว่าข้ารู้ดีว่าชายคนนั้นย่อมขัดแย้งต่อพวกท่าน”
คนเหล่านั้นได้ออกจากที่ชุมนุมต่อหน้ามะอ์มูน แล้วส่งคนไปหายะฮฺยา บินอักษัม ซึ่งในขณะนั้นมีตำแหน่งเป็นหัวหน้าผู้พิพากษา พวกเขาได้นำเรื่องมาอุทธรณ์และมอบของกำนัลให้แก่เขา
จำนวนหนึ่งเพื่อให้เขาได้เตรียมคำถามในปัญหาฟิกฮฺ(ศาสนบัญญัติ) ที่ท่านอะบูญะอฺฟัร(อิมามญะวาด)ไม่รู้คำตอบ
แล้วคนเหล่านั้นก็ได้นำยะฮฺยา บินอักษัมเข้ามาในที่ประชุม และท่านอะบูญะอฺฟัร(อฺ)ก็ได้
เข้ามาด้วย เขาเหล่านั้นกล่าวว่า
“โอ้ ท่านอะมีรุลมุอ์มินีน นี่คือหัวหน้าผู้พิพากษา ขอให้ท่านอนุญาต เพื่อเขาจะได้ซักถามเถิด”
มะอ์มูนกล่าวว่า
“โอ้ยะฮฺยาเอ๋ย จงถามอะบูญะอฺฟัร ในปัญหาเกี่ยวกับวิชาฟิกฮฺเถิดเพื่อที่ท่านจะได้พิจารณาดูว่าวิชาฟิกฮฺของเราเป็นอย่างไร ?”
ยะฮฺยา กล่าวว่า
“โอ้ ท่านอะบูญะอฺฟัร ขอให้อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ประทานความดีงามแก่ท่านเถิด ท่านมีทัศนะอย่างไรบ้างในเรื่องที่ผู้ครองเฮียะฮฺรอมฆ่าสัตว์โดบการล่า”
ท่านอะบูญะอฺฟัร(อฺ)กล่าวว่า
“เขาได้ฆ่าสัตว์นั้นในดินแดนที่อนุญาต ให้ฆ่าหรือต้องห้าม เป็นผู้รู้ว่าการกระทำนั้นผิดหรือว่าไม่รู้ เขาตั้งใจหรือว่าทำแบบผิดพลาดเป็นทาส หรือเป็นอิสรชน เป็นเด็กหรือเป็นผู้ใหญ่ ถูกทำให้ตายในทันทีหรือถูกซ้ำจนตาย เป็นสัตว์ประเภทนกหรือมิใช่ ถ้าเป็นประเภทนกเป็นลูกนกหรือเป็นนกตัวใหญ่แล้ว เป็นนกที่อาศัยอยู่กับที่หรือถูกขังไว้ในกรงของมันในยามกลางคืนหรือในยามกลางวันอย่างเปิดเผย เขาครองเอียะฮฺรอมฮัจญ์หรืออุมเราะฮฺ”
ยะฮฺยาถึงกับชะงักงันจนไม่สามารถปิดบังความรู้สึกต่อคนใดในที่ประชุมได้ ประชาชนทั้งหลายต่างมีความประทับใจอย่างคาดคิดไม่ถึงกับคำตอบของท่านอะบูญะอฺฟัร(อฺ)
ค่อลีฟะฮฺมะอ์มูนได้กล่าวว่า
“โอ้ท่านอะบูญะอฺฟัร โปรดกล่าวคำปราศรัยด้วยเถิด”
ท่าน(อฺ)ได้กล่าวว่า
“ได้ซิ ท่านอะมีรุลมุอ์มินีน”
แล้วท่าน(อฺ)ได้กล่าวสรรเสริญต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.)เป็นการเริ่มต้นคำปราศรัยจนจบ
ครั้นเมื่อประชาชนส่วนมากพากัยโยกย้ายกลับไปบ้างแล้วค่อลีฟะฮฺมะอ์มูนได้กล่าวว่า
“โอ้ ท่านอะบูญะอฺฟัร ถ้าท่านเห็นด้วยสักประการหนึ่งก็ได้โปรดแนะนำให้เราได้รู้ในสิ่งที่จำเป็นเกี่ยวกับประเด็นต่าง ๆเหล่านั้นที่มีอยู่ในเรื่องการฆ่าสัตว์โดยการฆ่า ?”
ท่านอิมามญะวาด(อฺ)ได้กล่าวว่า
“ได้ซิ ผู้ครองเฮียะฮฺรอมนั้นหากเขาฆ่าสัตว์โดยการล่านอกบริเวณเขต ‘ฮะร็อม’ แล้วสัตว์นั้นเป็นนกที่โตแล้ว หน้าที่ของผู้ล่าจะต้องชดใช้แพะหรือแกะหนึ่งตัว แต่ถ้าหากเหตุเกิดในบริเวณเขต ‘ฮะร็อม’ เขาจะต้องชดใช้เป็นสองเท่า
ถ้าหากสัตว์ที่ถูกฆ่าตายเป็นลูกอ่อนนอกเขตบริเวณ ‘ฮะร็อม’ ชดใช้ด้วยลูกแกะที่หย่านมแล้ว แต่ไม่จำเป็นต้องตีราคา เพราะไม่ได้เกิดเหตุในบริเวณเขต ‘ฮะร็อม’ แต่หากสัตว์ตัวนั้นถูกฆ่า
ในบริเวณเขต ‘ฮะร็อม’
เขาจะต้องชดใช้ด้วยลูกแกะที่หน่านมแล้วพร้อมกับชดใช้ด้วยราคาของลูกอ่อนตัวนั้น
หากสัตว์ที่ถูกฆ่าเป็นสัตว์ป่า กล่าวคือถ้าเป็นจำพวกลาป่า เขาจะต้องชดใช้ด้วยวัวหนึ่งตัว
และถ้าหากเป็นสัตว์จำพวกอูฐ เขาจะต้องชดใช้ด้วยลูกอูฐประเภทบุดนะฮฺหนึ่งตัว ครั้นหากไม่มีความสามารถ ก็ให้บริจาคอาหารแค่คนยากจน ๖๐ คน หากไม่มีความสามารถอีก ก็ให้ถือศีลอด ๑๘
วัน แต่ถ้าสัตว์ที่ถูกฆ่าเป็นวัวป่า เขาจะต้องชดใช้ด้วยวัว ๑ ตัว ครั้นถ้าหากไม่มีความสามารถก็ให้บริจาคอาหารแก่คนยากจน ๓๐ คน หากไม่มีความสามารถอีกก็ให้ถือศีลอด ๙ วัน หากสัตว์ที่ถูกฆ่า
เป็นกวาง เขาจะต้องชดใช้ด้วยแพะ ๑ ตัว หากไม่มีความสามารถก็จะต้องบริจาคอาหารแก่คนยากจน๑๐ คน หากไม่มีความสามารถก็ต้องถือศีลอด ๓ วัน
และถ้าหากกระทำเหล่านี้เกิดขึ้นบริเวณเขต‘ฮะร็อม’
เขาจะต้องชดใช้เป็น ๒ เท่า โดยการเชือดพลีชีพมอบแด่อัลกะอฺบะฮฺตามหลักการที่เป็นวาญิบ ถ้าหากอยู่ในเทศกาลฮัจญ์ก็ให้เชือดในวันอีด ถ้าหากอยู่ในช่วงการทำอุมเราะฮฺก็ให้เชือดในมักกะฮฺบริเวณสถานอัล-กะบะฮฺและจะต้องบริจาคเท่ากับราคาของสัตว์ตัวนั้น
จนกระทั่งได้จำนวนครบเป็นสองเท่า และทำนองเดียวกันถ้าหากได้ฆ่าสัตว์จำพวกกระต่ายหรือสุนัขจิ้งจอก
เขาจะต้องชดใช้ด้วยแพะ ๑ ตัว และจะบริจาคเงินในจำนวน
เท่ากับราคาของแพะตัวนั้น และถ้าหากสัตว์ที่ถูกฆ่าเป็นนกพิรายที่อยู่ประจำบริเวณบัยตุ้ลฮะรอม
เขาจะต้องชดใช้ด้วยการบริจาคเงินจำนวน ๑ดิรฮัม และอีก ๑ ดิรฮัมนั้นให้เขาซื้ออาหารสำหรับนกพิราบในบริเวณบัยตุ้ลฮะรอม แต่ถ้าเป็นลูกอ่อน ก็ให้ชดใช้เพียงครึ่งดิรฮัม ถ้ายังเป็นไข่ก็ให้ชดใช้
๑ ใน ๔ ดิรฮัม แต่ในทุกประการเหล่านี้ผู้กระทำคือ
ผู้ครองเอียะฮฺรอมกระทำไปด้วยความไม่รู้หรือพลั้งพลาดก็ไม่ต้องรับผิดชอบแต่ประการใด เว้นแต่ในกรณีของการล่า เพราะในกรณีนี้จำเป็นจะต้องชดใช้ ไม่ว่ากระทำไปโดยโง่เขลา หรือมีความรู้ดีอยู่ก็ตาม ไม่ว่าจะโดยความพลั้งพลาดหรือโดยเจตนา และทุกประการเหล่านี้หากกระทำขึ้นโดยผู้เป็นทาสหน้าที่การชดใช้จะต้องตกแก่ผู้เป็นนาย ดุจดังว่าผู้เป็นนายนั่นเองที่กระทำความผิด และทุกประการเหล่านี้หากกระทำขึ้นโดยผู้เยาว์ที่ยังไม่บรรลุสู่วัยบังคับทางศาสนาก็ไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบแต่ประการใด หากว่าเขากระทำซ้ำจนตาย
ก็เท่ากับเป็นผู้ที่ต้องได้รับโทษจากอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ถ้าหากเขาเป็นผู้แนะนำให้ทำการล่าในขณะที่เขาครองเอียะฮฺรอม
แล้วสัตว์ที่ถูกล่านั้นถูกฆ่าตายเขาจำเป็นจะต้องชดใช้ค่าเสียหาย และความบาปอันนี้จะต้องติดตัวเขาไปจนถึงวันปรโลก แต่ถ้ามีความเสียใจในสิ่งที่ได้กระทำลงไปแล้ว หลังจากได้ชดใช้ค่าเสียหาย
เขาจะไม่ต้องรับโทษในวันปรโลกอีกและถ้าหากการกระทำเหล่านี้เกิดขึ้นในยามกลางคืน หรือโดยการบังคับที่พลั้งพลาด ก็ไม่ต้องรับผิดชอบแต่ประการใด เว้นแต่เขาตั้งใจจะทำการล่า กล่าวคือ ถ้าหากเขาทำการล่าในยามกลางคืนหรือกลางวันเขาจะต้องชดใช้ค่าเสียหายอันนั้น
สำหรับผู้ครองเอียะฮฺรอมเพื่อทำฮัจญ์จะต้องชดใช้ค่าเสียหายให้เสร็จสิ้นที่มักกะฮฺ”
ค่อลีฟะฮฺมะอ์มูนได้สั่งให้บันทึกข้อความเหล่านี้จากท่านอะบูญะอฺฟัร(อฺ)หลังจากนั้นก็ได้
หันหน้าไปยังบรรดาเครือญาติที่ปฏิเสธพิธีการแต่งงานที่เขาจะจัดขึ้น พลางกล่าวว่า
“ในหมูพวกท่านยังจะมีใครสามารถตอบได้อย่างนี้กระนั้นหรือ ?”
คนเหล่านั้นกล่าวว่า
“ไม่มี ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺ โอ้ท่านอะมีรุลมุอ์มินีนหัวหน้าผู้พิพากษาก็ไม่มีความสามารถด้วย ท่านมีความรู้มากกว่าเรา”
ค่อลีฟะฮฺมะอ์มูนได้กล่าวว่า
“โอ้ท่านทั้งหลาย......
พวกท่านไม่รู้หรือว่า ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ได้ยอมรับการให้สัตยาบันของฮะซันและฮุเซนในขณะที่คนทั้งสองยังเป็นเด็ก แต่ไม่เคยยอมรับการให้สัตยาบันของบุคคลอื่นในขณะที่ยังเป็นเด็กเล็กๆ อยู่เฉย?”
พวกท่านไม่รู้ดอกหรือว่า บรรพบุรุษของพวกเขาคืออฺะลีนั้น ศรัทธาต่อท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ในขณะที่มีอายุเพียง ๙ ปีเท่านั้น ซึ่งอัลลอฮฺ(ซ.บ.)และศาสนทูตของพระองค์ได้ให้การยอมรับต่อความศรัทธาของเขาในขณะที่ไม่เคยให้การยอมรับความศรัทธาจากเด็กเล็กๆ คนอื่น
และท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ไม่เคยเรียกร้องเชิญชวนสู่ศาสนาแก่เด็กเล็กๆ คนใดนอกเหนือจากเขา ?
พวกท่านไม่รู้ดอกหรือว่า พวกอะฮฺลุลบัยนั้นเชื้อสายของคนหนึ่งนั้นจะต้องสืบทอดซึ่งกันและกัน คนรุ่นหลังในหมู่พวกเขาจะต้องดำเนินชีวิตไปตามแนวทางของคนรุ่นแรก?”
ต่อจากนั้นท่านอิมามญะวาด(อฺ)ได้ถามยะฮฺยาว่า
“โอ้ท่านอะบูมุฮัมมัด ท่านจะกล่าวอย่างไรบ้างเกี่ยวกับเรื่องของผู้ชายคนหนึ่งที่ว่าในยามเช้าสตรีผู้หนึ่งอยู่ในฐานะเป็นที่ต้องห้ามสำหรับเขาแต่ในยามตอนเที่ยงนางมีฐานะเป็นที่อนุญาต
สำหรับเขาแต่ในยามกลางวันนางเป็นที่ต้องห้ามสำหรับเขา หลังจากนั้นในยามตอนบ่ายนางเป็นที่อนุญาตสำหรับเขา ต่อจากนั้นในเวลาตอนเย็นนางเป็นที่ต้องห้ามสำหรับเขา หลังจากนั้นในยามหัวค่ำนางเป็นอนุญาตสำหรับเขา จากนั้นในยามกลางคืนนางเป็นที่ต้องห้ามสำหรับเขา ต่อมาในยามรุ่งอรุณนางเป็นที่อนุญาตสำหรับเขา ต่อจากนั้นในยามก่อนเที่ยงนางกลับไปเป็นที่ต้องห้ามสำหรับ
เขา หลังจากนั้นในยามกลางวันนางเป็นที่อนุญาตสำหรับเขา”
ปรากฏว่ายะฮฺยาและบรรดาผู้รู้ในวิชาฟิกฮฺถึงกับตะลึง เงียบเหมือนคนใบ้
ค่อลีฟะฮฺมะอ์มูนได้กล่าวว่า
“โอ้ท่านอะบูญะอฺฟัร ขอให้อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงประทานเกียรติให้แก่ท่านในเรื่องนี้โปรดให้ความรู้แก่พวกเราด้วยเถิด”
ท่านอิมามญะวาด(อฺ)กล่าวว่า
“ชายผู้นี้หมายถึงคนที่มองไปยังหญิงผู้เป็นทาสในขณะที่ยังไม่ได้เป็นที่อนุญาตสำหรับเขา
ครั้นเมื่อเขาซื้อนางมาแล้ว นางก็ได้เป็นที่อนุญาต เมื่อเขาปล่อยนางให้เป็นไทนางก็เป็นที่ต้องห้าม
ครั้นต่อมาถ้าเขาแต่งงานกับนาง นางก็จะเป็นที่อนุญาตแก่เขา ครั้นเมื่อเขาทำการซิฮาร (การกล่าวว่า ทวารหนักของภรรยาเหมือนกับของมารดาของนาง) กับนาง นางก็จะตกเป็นที่ต้องห้ามแก่เขา ครั้นเมื่อเขาทำการชดใช้(กัฟฟาเราะฮฺ)แก่การซิฮาร นางก็จะเป็นที่อนุญาตแก่เขา หลังจากนั้นเขาหย่ากับนางอีกหนึ่งครั้ง นางก็จะเป็นที่ต้องห้ามสำหรับเขา ต่อมาถ้าเขาคืนดีกับนาง นางก็จะเป็นที่อนุญาตสำหรับเขา ครั้นถ้าเขาตกจากศาสนาอิสลาม นางก็จะเป็นที่ต้องห้ามแกเขา ครั้นถ้าเขาขออภัยโทษและกลับเข้าสู่ศาสนาอิสลาม นางก็จะเป็นที่อนุญาตสำหรับเขาด้วยการนิกาฮฺครั้งแรกเช่นเดียวกับที่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺได้ทำการนิการฮฺท่านหญิงซัยหนับกับอะบุลอาศ บินรอบิอฺ ตามหลักการนิกาฮฺครั้งแรก”(๑)
(๑) ตะฮัฟฟุลอุกูล หน้า ๓๓๕.
อิมามที่ ๙ถกปัญหาคิลาฟิยะฮฺกับยะฮฺยา บินอักษัมและพรรคพวก
มีรายงานว่าค่อลีฟะฮฺมะอ์มูนนั้น หลังจากที่ทำพิธีแต่งงานบุตรสาวของตน คือ อุมมุลฟัฏลฺ
เสร็จแล้วก็นั่งอยู่ในที่ประชุม โดยมีท่านอะบูญะอฺฟัร(อฺ) ยะฮฺยา บินอักษัมและบรรดานักปราชญ์จำนวนมากกลุ่มหนึ่ง
ยะฮฺยา บินอักษัม ได้กล่าวกับท่านอะบูญะอฺฟัร(อฺ)ว่า
“โอ้บุตรของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ ท่านจะมีคำพูดอย่างไรบ้างเกี่ยวกับเรื่องราวที่บอกเล่ากันมาว่า ครั้งหนึ่งมะลาอิกะฮฺญิบรออีล(อฺ)ได้เสด็จลงมาหาท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)แล้ว
กล่าวว่า
“โอ้มุฮัมมัด แท้จริงอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ฝากสลามมายังท่าน แล้วฝากคำพูดมายังท่านด้วยว่าโปรดถาม ‘อะบูบักร’ด้วยเถิดว่าเขาพอใจกับฉันหรือไม่ เพราะแท้จริงแล้วฉันเป็นผู้พอใจต่อเขา?”
ท่านอะบูญะอฺฟัร(อฺ)ได้กล่าวว่า
“ฉันมิได้ปฏิเสธในเกียรติยศของ ‘อะบูบักร’ แต่สำหรับเจ้าของเรื่องเล่าอันนี้จำเป็นจะต้อง
ขอหยิบยกตัวอย่างรายงานฮะดีษที่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)กล่าวไว้ในเทศกาลฮัจญ์อำลาเพื่อเป็นอุทาหรณ์ที่ว่า
“แน่นอนที่สุดได้มีคนกล่าวเท็จให้แก่ฉันมากมาย และหลังจากฉันไปแล้ว ก็จะมีเพิ่มขึ้นอีกมากมาย ดังนั้นผู้ใดที่กล่าวเท็จต่อฉันโดยเจตนา ก็ขอให้เตรียมที่นั่งสำหรับตนไว้ในไฟนรก ครั้นถ้า
หากมีคำพูดของฉัน(ฮะดีษ) บทหนึ่งมายังพวกท่าน พวกท่านก็จงนำมันไปพิสูจน์กับกพระคัมภีร์ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)และซุนนะฮฺของฉัน ถ้าคำพูดอันนั้นสอดคล้องกับพระคัมภีร์ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)
และซุนนะฮฺของฉันก็ขอให้พวกท่านยึดถือไว้ แต่ถ้าหากคำพูดนั้นขัดแย้งกับพระคัมภีร์ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) และซุนนะฮฺของฉัน
พวกท่านก็จงอย่าได้ยึดถือมันเลย”
อีกทั้งคำบอกเล่าในเรื่องนี้มิได้สอดคล้องกับพระคัมภีร์ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ดังที่พระองค์ทรงมีโองการไว้ว่า
“และแน่นอนที่สุด เราได้สร้างมนุษย์ขึ้นมา
และเราล่วงรู้ในสิ่งที่กระซิบกระซาบอยู่ในใจของเขา
และเราใกล้ชิดกับเขายิ่งกว่าเส้นเลือดฝอยที่คอหอย”
(บทก็อฟ: ๑๖)
เป็นไปได้อย่างไรที่อัลลอฮฺ(ซ.บ. จะไม่รู้ว่า ‘อะบูบักร’ พอใจหรือไม่พอใจต่อพระองค์ จนถึงกับต้องถามเกี่ยวกับสิ่งเร้นลับอันนั้น? เรื่องนี้เป็นไปไม่ได้โดยสติปัญญา”
หลังจากนั้น ยะฮฺยา บินอักษัม ได้กล่าวอีกว่า
“มีรายงานบทหนึ่งว่า :
อุปมาของอะบูกักรฺกับอุมัรในหน้าแผ่นดินนั้น มีฐานะเสมอเหมือนกับญิบรออีลและมีกาอีลในชั้นฟ้า”
ท่านอิมามญะวาด(อฺ) กล่าวว่า
“นี่ก็อีกเช่นกันที่จำเป็นจะต้องพิจารณา เพราะว่าญิบรออีลและ
มีกาอีลนั้น เป็นมะลาอิกะฮฺผู้ใกล้ชิดสำหรับอัลลอฮฺ(ซ.บ.)
ทั้งสององค์จะไม่ละเมิดต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.)เลย และจะไม่ฝ่าฝืนคำสั่ง
แม้แต่เสี้ยววินาทีเดียวแต่สำหรับคนทั้งสองนั้นเคยตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.)มาก่อน ถึงแม้ว่าจะรับอิสลามภายหลังจากนั้นก็ตาม วันเวลาอันยาวนานของบุคคลทั้งสองคือช่วงเวลาแห่งการตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.)
จึงเป็นไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบว่าคนทั้งสองเสมอเสมือนกับมะลาอิกะฮฺสององค์นั้น”
ยะฮฺยากล่าวอีกว่า
“มีรายงานอีกบทหนึ่งระบุว่า :
บุคคลทั้งสองเป็นประมุขสูงสุดของบรรดาคนชราสำหรับชาสวรรค์ ในข้อนี้ท่านจะว่าอย่างไร ?”
อิมามญะวาด(อฺ)กล่าวว่า
“เรื่องนี้ก็เป็นไปไม่ได้อีกเช่นกัน เพราะว่าบรรดาชาวสวรรค์นั้นล้วนเป็นคนหนุ่มทั้งหมด ในบรรดาคนเหล่านั้นไม่มีคนชราเลย รายงานเหล่านี้คือสิ่งที่พวกลูกหลานของอุมัยยะฮฺแต่งขึ้นมาเอง เพื่อให้ได้เรื่องราวที่ตรงข้ามกับคำพูดของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ที่ได้กล่าวไว้ในเรื่องของท่านฮะซันและท่านฮุเซน(อฺ) ว่าบุคคลทั้งสองนั้นเป็นหัวหน้าของชายหนุ่มชาวสวรรค์”
ยะฮฺยา บินอักษัม ได้กล่าวอีกว่า
“มีรายงานบทหนึ่งกล่าวว่า :
แท้จริงท่านอุมัร บินค็อฏฏอบนั้นอยู่ในฐานะเป็นดวงประทีปสำหรับชาวสวรรค์”
ท่านอิมามญะวาด(อฺ)กล่าวว่า
“นี่ก็คือเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อีกเช่นกัน เพราะในสวนสวรรค์นั้นมีบรรดามะลาอิกะฮฺที่ใกล้ชิดกับอัลลอฮฺ(ซ.บ.) มีท่านนบีอาดัม
ท่านนบีมุฮัมมัด และบรรดานบีตลอดทั้งบรรดาศาสนทูต
ทั้งมวล สวนสวรรค์ไม่มีรัศมีสว่างไสวด้วยกับรัศมีของบุคคลเหล่านั้นเลย นอกเสียจากด้วยรัศมีของอุมัรเท่านั้นหรือ ?”
ยะฮฺยา ได้กล่าวอีกว่า
“มีรายงานบทหนึ่งกล่าวว่า :
แท้จริงท่านหญิงซะกีนะฮฺมีวาทศิลป์เช่นเดียวกับวาทศิลป์ของอุมัร”
ท่านอิมามญะวาด(อฺ)กล่าวว่า
“ฉันมิได้ปฏิเสธเกียรติยศของท่านอุมัร แต่ทว่าท่านอะบูบักรนั้นย่อมมีเกียรติเหนือกว่าท่านอุมัร แต่ท่านยังกล่าวไว้บนมินบัรในครั้งหนึ่งว่า
“แท้จริงสำหรับตัวของข้าพเจ้านี้มีชัยฏอนที่คอยหลอกลวงข้าพเจ้าอยู่ เพราะฉะนั้นถ้าหากข้าพเจ้าหันเหไป พวกท่านก็จงช่วยประคับประคองข้าพเจ้าด้วย”
ยะฮฺยาได้กล่าวอีกว่า
“มีรายงานบทหนึ่งกล่าวว่า ท่านนบีมุฮัมมัด(ศ)ได้กล่าวว่า :
ถ้าหากข้าพเจ้ามิได้รับการแต่งตั้งให้เป็นศาสดาแล้วไซร้แน่นอนอุมัรนั่นแหละคือผู้ที่จะได้รับการแต่งตั้ง”
ท่านอิมามญะวาด(อฺ) กล่าวว่า
“พระคัมภีร์ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ย่อมมีความสัจจริงยิ่งกว่าฮะดีษบทนี้ อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงมีโองการไว้ในคัมภีร์ของพระองค์ว่า :
“และในเมื่อเราได้ทำสัญญาต่อบรรดานบีและทำสัญญากับเจ้า
อีกทั้งกับนูฮฺ......”
(อัล-อะฮฺซาบ: ๗)
แน่นอนจะเห็นได้ว่าอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงมีพันธสัญญากับบรรดานบีจะเป็นไปได้อย่างที่พระองค์จะเปลี่ยนพันธสัญญาอันนี้ นั่นคือบรรดานบีทั้งหมดไม่เคยตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.)เลย
อย่างแน่นอน จะเป็นไปได้อย่างไรที่พระองค์จะแต่งตั้งผู้ที่เคยตั้งภาคีมาเป็นนบี ในเมื่อท่านอุมัรนั้นตลอดระยะเวลาอันยาวนาน
ท่านเป็นผู้ตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.)? และท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)นั้นได้เคยกล่าวไว้ว่า :
“ฉันถูกแต่งตั้งให้เป็นนบีในขณะที่อาดัมยังอยู่ในสภาวะระหว่างวิญญาณและเรือนร่าง”
ยะฮฺยา บินอักษัม ได้กล่าวว่า
“มีรายงานอีกบทหนึ่งกล่าวว่า : แท้จริงท่านนบีมุฮัมมัด(ศ)ได้กล่าวว่า
“ยามใดที่วะฮฺยูมิได้ถูกประทานลงมายังฉัน ทำให้ฉันนึกเสมอว่า มันได้ถูกประทานลงมายังอิบนุค็อฏฏอบ(อุมัร)”
อิมามญะวาด(อฺ)ได้กล่าวว่า
“นี่คือเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพราะว่าไม่คู่ควรแก่ท่านที่ท่านนบี(ศ)จะตั้งข้อสงสัยในเรื่องตำแหน่งการเป็นนบีของตัวท่านเอง เพราะอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงมีโองการไว้ว่า :
“อัลลอฮ์ทรงคัดเลือกส่วนหนึ่งจากบรรดามะลาอิกะฮฺให้
เป็นทูตและส่วนหนึ่งจากบรรดามนุษย์ขึ้นมาให้เป็นศาสนทูต...”
(อัล-ฮัจญ์: ๗๕)
แล้วเป็นไปได้อย่างที่พระองค์จะทรงเปลี่ยนย้ายตำแหน่งนบีจากบุคคลที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงเลือกสรรไปยังบุคคลที่เคยตั้งภาคีต่อพระองค์”
ยะฮฺยากล่าวอีกว่า
“มีรายงานบอกว่า : ท่านศาสนทูตกล่าวว่า
“ถ้าหากโทษทัณฑ์ได้ถูกประทานลงมาแล้วไซร้ แน่นอนที่สุดจะไม่มีใครรอดปลอดภัยได้นอกจากอุมัร”
ท่านอิมามญะวาด(อฺ)ได้กล่าวว่า
“เรื่องนี้เป็นไปไม่ได้อีกเช่นกัน เพราะอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงมีโองการว่า
“อัลลอฮฺจะไม่ทรงลงโทษพวกเขาเหล่านั้นอย่างแน่นอนในขณะที่เจ้ายังอยู่ท่ามกลางพวกเขา และอัลลอฮฺจะไม่เป็นผู้ลงโทษทัณฑ์เขาเหล่านั้น ในขณะที่พวกเขาขอการอภัยโทษอยู่”
(อัล-อันฟาล: ๓๓)
หมายความว่า อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงแจ้งให้ทราบว่า พระองค์จะไม่ลงโทษบุคคลใดตราบเท่าที่ศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ยังอยู่กับพวกเขาและตราบเท่าที่พวกเขายังอภัยโทษอยู่”(๑)
(๑) อัล-เอียะฮฺติญาจญ์ เล่ม ๒ หน้า ๒๔๙
อิมามที่ เก้า
ถกปัญหาอะฮฺกาม
กับยะฮฺยา บินอักษัม
ค่อลีฟะฮฺมะอ์มูน ได้กล่าวกับยะฮฺยา บินอักษัมว่า
“ท่านจะเสนอคำถามแก่อะบูญะอฺฟัร มุฮัมมัด บินริฏอ เพื่อเอาชนะเขาให้ได้สักครั้งเถิด”
ยะฮฺยากล่าวว่า
“โอ้ ท่านอะบูญะอฺฟัร ท่านจะว่าอย่างไรในเรื่องของชายคนหนึ่งที่นิกาฮฺกับหญิงคนหนึ่งที่ผิดประเวณีจะอนุญาตให้เขาแต่งงานกับนางหรือไม่”
อิมามญะวาด(อฺ)กล่าวว่า
“ให้เขาออกห่างจากนางจนกว่าอสุจิของเขาและอสุจิของชายอื่นจะพ้นวาระไปจากนาง
หากเขาไม่หลีกเลี่ยงให้พ้นจากนางแล้ว อาจเป็นไปได้ที่ว่านางจะมีบุตรกับคนอื่น เช่นเดียวกับที่นางจะมีบุตรกับเขา หลังจากนั้นผ่านไปแล้ว ให้เขาแต่งงานกับนางได้ถ้าหากเขาต้องการ อันที่จริงแล้ว
นางเปรียบได้เสมือนลูกอินทผาลัมที่ชายคนหนึ่งรับประทานไปในขณะที่ยังเป็นของต้องห้าม
ต่อจากนั้นถ้าเขาได้ซื้อมันเสียให้ถูกต้อง แล้วเขารับประทานมันไป มันก็จะเป็นของที่อนุญาต”
ปรากฏว่ายะฮฺยาถึงกับนิ่งเงียบ
(ตะฮัฟฟุลอุกูล หน้า ๓๓๕)
คำตอบอันลุ่มลึกของอิมามญะวาด(อฺ)แห่งอะฮฺลุลบัยตฺ
สภาพแวดล้อมในช่วงสมัยของท่านอิมามอะบูญะอฺฟัร(อฺ)นั้น มีความแตกต่างออกไปจากสมัยอื่นๆ อย่างมากมาย นั่นคือที่สำคัญที่สุดท่าน(อฺ)มีอายุน้อย กล่าวคือท่านขึ้นมาดำรงตำแหน่งเป็น
ท่านอิมาม(อฺ)ในขณะที่อายุได้เพียง ๘ ปี ซึ่งปรากฏว่าเรื่องอายุของท่านได้กลายมาเป็นปัญหาสำหรับการซักถามและข้ออ้างอย่างมากมาย จนกระทั่งในสถานที่ประชุมครั้งหนึ่งท่าน(อฺ)ต้องถูกตั้ง
คำถามมากถึง ๓๐, ๐๐๐ คำถาม (๑)
(๑) อุศูลุลกาฟี เล่ม ๑ หน้า ๔๙๖, มะนากิบ เล่ม ๒ หน้า ๔๓๐
อิษบาตุลฮุดาฮ์ เล่ม ๖ หน้า ๑๗๕, บิฮารุ้ลอันวาร เล่ม ๑๒
หน้า ๑๒๐, อัด-คัมอะตุซซากิบะฮฺ เล่ม ๓ หน้า ๑๑๓
ญะลาอุล-อุยูน เล่ม ๓ หน้า ๑๐๖, ศ่อฮีฟะตุลอับรอรฺ เล่ม ๒
หน้า ๓๐๐, อันวารุ้ลบะฮียะฮฺ หน้า ๑๓๐, อัล-มะญาลิซุซ
ซุนนะฮฺ เล่ม ๕ หน้า ๔๒๓ วะฟาตุลอิมามิลญะวาด หน้า ๕๘
ขณะเดียวกันที่ว่าฐานะของท่าน(อฺ)ที่มีต่อมะอ์มูนนั้น ท่าน(อฺ)อยู่ในฐานะที่เป็นคนมีเกียรติ
ในขณะที่คนใกล้ชิดของค่อลีฟะฮฺมะอ์มูนแห่งวงศ์อับบาซียะฮฺต่างได้พยายามยกย่องให้เกียรติ ยะฮฺยา บินอักษัม ผู้พิพากษาประจำ
ราชสำนัก และยุให้เขาตั้งคำถามที่มีความยุ่งยากสับสน เพื่อที่ว่า
ท่านอิมามญะวาด(อฺ)จะหมดปัญญาในการให้คำตอบ แล้วฐานะของท่าน(อฺ)ก็จะหมดความสำคัญไปจากสายตาของมะอ์มูน
ในบทที่ผ่านมาเราได้เสนอเรื่องราวที่เกี่ยวกับหลักฐานประเภทนั้นบางส่วนไปแล้ว ในบทนี้เราจะมากล่าวถึงประเภทของคำถามอีกด้านหนึ่งซึ่งเป็นสิ่งที่ยืนยันให้เห็นเป็นหลักฐานไปถึงเรื่องราวการดำรงตำแหน่งเป็นอิมามของท่าน(อฺ)และเป็นสิ่งที่ยืนยันอีกด้วยว่า ท่าน(อฺ)คือทายาททางด้านวิชาการและความรู้ทางศาสนาของ
บรรพบุรุษของท่าน(อฺ)
และแสดงให้เห็นว่า ความอ่อนเยาว์ในด้านอายุนั้นมิได้เป็นอุปสรรคอันใดในเจตนารมณ์ของพระผู้เป็นเจ้า เพราะโดยแท้จริงแล้วอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ได้ทรงคัดเลือกท่านนบีอีซา(อฺ)ให้ดำรงตำแหน่งเป็นนบีในขณะที่ยังเป็นเด็กอยู่
ดังมีโองการว่า :
“ครั้นแล้ว นางก็ได้นำเขาไปหาพรรคพวกของนางโดยที่นางได้อุ้มเขาไป พวกเขากล่าวว่า
โอ้ มัรยัมเอ๋ยเจ้าได้นำสิ่งแปลกประหลาดมาแล้ว
น้องหญิงของฮารูนเอ๋ย พ่อของเธอมิได้เป็นชายชั่ว แม่ของเธอก็มิได้เป็นคนสำส่อน ดังนั้นนางก็ชี้ไปทางเขา(อีซา) พวกเขากล่าวว่า
เราจะพูดกับเด็กในเปลได้อย่างไร ?
เขา(อีซา) กล่าวว่า แท้จริงฉันเป็นบ่าวของอัลลอฮฺ
---------------------------------------------
(เชิงอรรถต่อ)
ท่านผู้อ่านจะเห็นได้ว่า ข้อนี้ได้ถูกนำมากล่าวถึงอย่างเป็นเอกฉันท์โดยที่บรรดานักปราชญ์ได้บันทึกไว้ในตำราของพวกตน ดังเช่นที่ท่านนะศีรุดดีน อัฏ-ฏูซี(ร.ฮ.)ได้นำมาบันทึกไว้ในหนังสือ ‘เราฏ่อตุล-ญันนาต’ หน้า ๕๑๐. เพื่อตอบคำถามของลูกศิษย์คนหนึ่ง
ชื่อ ท่านนัจญ์มุดดีน อฺะลี บินอุมัร เจ้าของหนังสือ ‘มัตนุชซัมซียะฮฺ’ และหนังสือสำคัญอีก๒ เล่ม คือ ‘ฮิกมะตุลอัยนฺ’
และ ‘ญามิอุดดะกออิก’ ความว่า
ในขณะที่ท่าน(อฺ) อยู่ในสมรภูมิ เท้าข้างหนึ่งของท่าน(อฺ)อยู่บนพาหนะ และเท้าอีกข้างหนึ่งของท่าน(อฺ)อยู่บนดิน แต่ท่าน(อฺ)ก็ยังสามารถตอบคำถามได้ถึง ๔๐๐ ปัญหาอันล้วน
แต่เป็นปัญหาที่ลำบากในการให้ตอบ แต่ท่าน(อฺ) ก็ได้ให้คำตอบอย่างครบถ้วน
อันนี้มิใช่เป็นเรื่องราวที่มากมายแต่ประการใดสำหรับท่าน
อิมามอะบูญะอฺฟัร(อฺ)
ในฐานะที่ท่าน(อฺ)เป็นทายาททางวิชาการ และมีความรู้ทางศาสนา จากบรรดาบรรพบุรุษผู้ทรงเกียรติของท่าน(อฺ) ปัญหาในด้านต่างๆ ที่ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นข้อซักถามท่านอิมามญะวาด(อฺ) นั้นมีมากมายหลายคำถามซึ่งถ้าหากเราได้พิจารณาการแสดงทัศนะโต้ตอบที่ท่านอิมามญะวาด(อฺ) มีกับยะฮฺยา บินอักษัมแล้ว เราจะพบว่า มันได้แตกออกเป็นปัญหา
ปลีกย่อยมากมาย กล่าวคือในประเด็นที่เป็นปัญหาเกี่ยวกับการที่ผู้ครองเอียฮฺรอมทำการล่าสัตว์ก็มีรายละเอียดต่างๆ หลายแง่มุม เช่นเดียวกับที่ท่านอิมามญะวาด(อฺ)ได้แสดงทัศนะกับ
ปัญหาข้อที่สอง
กล่าวคือ มีทั้งปัญหาประเภทที่อิมาม(อฺ)ได้รับมาอย่างนี้ ขณะเดียวกันก็ยังมีประเภทที่สามารถให้คำตอบในทันที่ว่า ‘ใช่หรือไม่ใช่’
ท่านอัลลามะฮ์มัจญ์ลิซี(ขอความเมตตาจากอัลลอฮฺพึงประสบแด่ท่าน) ได้กล่าวไว้ในหนังสือบิฮารุ้ลอันวารฺ เล่ม ๑๒ หน้า ๑๒๒. คำตอบต่างๆ นั้นสามารถวิเคราะห์ได้หลาย
แง่มุม ดังนี้
๑. คำกล่าวนี้เป็นไปในลักษณะ ‘พูดเกินจริง’ (มุบาละเฆาะฮฺ) ในเรื่องของจำนวนคำถาม
และคำถาม ถ้าเป็นไปตามนั้นก็ยากต่อความเข้าใจ
๒. เป็นไปได้ที่ว่าในหมู่ชนต่างๆ มีคำถามมากมายแต่เนื้อหาตรงกัน ดังนั้นเมื่อท่าน (อฺ) ให้คำตอบข้อซักถามของคนหนึ่งก็เท่ากับให้คำตอบแก่คนทั้งหมดไปด้วย
๓. เป็นคำชี้แจงที่ให้เนื้อหาอย่างมากมาย ทั้งๆ ที่มาจากประโยคคำพูดที่รวบรัดอันรวมไปถึงหลักการตอบบทบัญญัติศาสนา
๔. ความหมายที่ว่า ‘การประชุมครั้งหนึ่ง’ นั้น อาจหมายถึง ‘การประชุมในลักษณะเดียวกัน’ หรือ ‘การประชุม’ ณ สถานที่เดียวกันถึงแม้วันเวลาจะต่างกันก็ตาม’
๕. ท่านอิมามญะวาด (อฺ) ได้แสดงความสามารถพิเศษในการให้คำ
ประทานคัมภีร์ให้แก่ฉันและทรงแต่งตั้งให้ฉันเป็นนบีแล้ว”
(มัรยัม: ๒๗-๓๐)
และอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ยังได้ประทานอำนาจ(การเป็นนบี)ให้แก่ท่านนบียะฮฺยา(อฺ)บุตรของนบีซะกะริยา(อฺ)ในขณะที่ยังเป็นเด็กอีกเช่นกัน
ดังมีโองการว่า :
“และเราได้ประทานอำนาจให้แก่เขาในขณะที่ยังเป็นเด็ก”
(มัรยัม: ๑๒)
๖. อันเนื่องมาจากผ่านมาหลายยุคหลายสมัย พวกศูฟีเป็นผู้กระทำขึ้นมาเอง ซึ่งนับว่าเป็นหนึ่งในสิ่งที่อุตริขึ้น
ท่านมุฮัมมัด ตะกีฮุจญะตุลอิสลามได้กล่าวไว้ในหนังสือ
‘ศ่อฮีฟะตุ้ลอับรอรฺ’ เล่ม ๒ หน้า ๓๐๐. ว่า
ส่วนหนึ่งจากบรรดาคำถามที่ท่านตอบสั้น ๆอย่างรวบรัดมีดังต่อไปนี้ ท่าน(อฺ)ถูกถาม
ว่า
ถาม : ความหมายของอักษร ‘กอฟ’ เป็นอย่างไร?
ตอบ : หมายถึงชื่อของภูเขาที่โอบล้อมโลก
ถาม : อักษร ‘ศอด’ หมายความว่าอย่างไร?
ตอบ : หมายถึงตาน้ำที่อยู่เบื้องล่างของบัลลังก์อะรัช
ถาม : ความหมาย ‘นาม’ เป็นอย่างไร?
ตอบ : ลักษณะโดยรวมของสิ่งที่ถูกกล่าวถึง
ถาม : อนุญาตให้เช็ดบนรองเท้าสองข้างได้หรือไม่ ?
ตอบ : ไม่ได้
ถาม : จะตักบีรในนมาซมัยยิตกี่ครั้ง ?
ตอบ : ๕ ครั้ง
ถาม : ในนมาซวาญิบให้อ่านซูเราะฮฺด้วยหรือ ?
ตอบ : ใช่แล้ว
ต่อไปนี้ เราจะนำเรื่องราวเกี่ยวกับการตอบคำถามโดย
ท่านอิมามญะวาด(อฺ)มาเสนอเพียงบางประการ
ถาม-ตอบ
เรื่องที่ ๑
เมื่อผ่านพ้นสมัยของท่านอิมามริฏอ(อฺ)แล้ว ท่านมุฮัมมัด บินญุมฮูร อัล-กุมมี ท่านฮะซันบินรอชิด ท่านอฺะลี บินมัดร็อก
และท่านอฺะลี บินมะฮฺซียาร รวมทั้งประชาชนในบ้านเมืองต่างๆ อีก
จำนวนหนึ่งเดินทางมายังนครมะดีนะฮฺ คนเหล่านั้นได้ถามเกี่ยวกับบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งสืบต่อหลังจากท่านอิมามริฏอ(อฺ)
พวกเขาได้กล่าวว่า “ต้องเป็นชาวบัศรีย์”
(เมืองหนึ่งซึ่งอิมามมูซาบินญะอฺฟัรได้ก่อตั้งขึ้น ห่างจากนครมะดีนะฮฺ ๓ ไมล์)
เขาเหล่านั้นได้กล่าวว่า :
ครั้นเมื่อเรามาถึงและได้เข้าสู่วัง ขณะนั้นคนทั้งหลายกำลังอยู่ในสภาพโกลาหลอลหม่าน
เราจึงได้เข้าไปนั่งร่วมกับพวกเขา บัดนั้นเองท่านอับดุลลอฮฺ บินมูซา ซึ่งอยู่ในวัยอาวุโสได้ออกมาพบกับพวกเรา คนทั้งหลายกล่าวขึ้นว่า
“นี่แหละคือประมุขของเรา”
บรรดานักปราชญ์ฟุก่อฮาอ์ได้กล่าวขึ้นว่า
“แน่นอน ! เราได้รับคำสอนจากท่านอะบูญะอฺฟัร และท่านอะบู อับดุลลอฮฺ(อฺ) ว่า ตำแหน่งอิมามนั้นจะต้องไม่บังเกิดแก่พี่น้องสองคนติดต่อกัน นอกจากท่านฮะซัน(อฺ)กับท่านฮุเซน(อฺ) เท่านั้น
ดังนั้นท่านผู้นี้จะเป็นประมุขของเรามิได้”
แล้วท่านอับดุลลอฮฺ บินมูซา ก็ได้มานั่งตรงหน้าที่ประชุม ชายคนหนึ่งได้ลุกขึ้นถามว่า
“ท่านจะกล่าวอย่างไรในเรื่องของผู้ชายคนหนึ่งที่กระทำวิตถารทางเพศกับลาตัวเมีย?”
เขาตอบว่า
“ต้องตัดมือของเขา ต้องเฆี่ยนตีเขา และต้องเนรเทศเขาไปจากบ้านเมือง”
มีชายอีกคนกลุ่มลุกขึ้นถามต่อไปว่า
“ท่านจะกล่าวอย่างไรในเรื่องของชายคนหนึ่งที่หย่าร้างกับภรรยาของตนเท่าจำนวนของดวงดาวบนท้องฟ้า?”
เขาตอบว่า
“เขาจะอยู่ท่ามกลางนกเหยี่ยว และอยู่ท่ามกลางนกอินทรีย์”
ปรากฏว่าพวกเราตื่นตะลึงในคำตอบที่ผิดพลาดของเขา ครั้นแล้วท่านอะบูญะอฺฟัร(อฺ)ก็ได้ เดินออกมาหาพวกเรา
ขณะนั้นท่าน(อฺ)มีอายุเพียง ๘ ปี พวกเราลุกขึ้นแสดงความคารวะต่อท่าน(อฺ)
ท่าน(อฺ)ได้ให้สลามกับประชาชน และแล้วท่านอับดุลลอฮฺ บินมูซา ก็ได้ลุกขึ้นจากที่นั่งของตนแล้ว
กลับมานั่ง ณ เบื้องหน้าของท่าน(อฺ) ท่านอะบูญะอฺฟัร(อฺ)ได้นั่งต่อหน้าที่ประชุมแล้วกล่าวว่า
“ท่านทั้งหลายจงตั้งคำถามมาเถิด ขอให้อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงเมตตาต่อพวกท่าน”
ชายคนแรกได้ลุกขึ้นถามท่าน(อฺ)ว่า
“ท่านจะว่าอย่างไรในเรื่องของชายคนหนึ่งที่กระทำวิตถารทางเพศกับลาตัวเมีย ?”
ท่าน(อฺ)ตอบว่า
“ให้ตีเขา และให้เขาเสียค่าปรับตามราคาของลาตัวนั้น และถือว่าการใช้งานลาตัวนั้น ตลอดทั้งลูกของลาตัวนั้นเป็นสิ่งต้องห้าม และให้นำมันออกไปให้ไกลจนกระทั่งถึงที่ที่สนัขป่ากัดกินมัน
เสีย”
หลังจากนั้นท่านอิมามญะวาด(อฺ)ได้โต้แย้งคำตอบจาก
ท่านอับดุลลอฮฺ บินมูซา ว่า
“โอ้ท่านเอ๋ย สำหรับชายคนนั้นที่เขาขุดหลุมฝังศพหญิงคนหนึ่งที่ตายไป แล้วเขาขโมยผ้ากะฝั่นชองนาง และกระทำชำเราต่อซากศพนั้นกล่าวคือจำเป็นที่เขาจะต้องถูกตัดมือเพราะเหตุว่าขโมย จำเป็นจะต้องถูกเฆี่ยนตี เพราะเหตุว่าล่วงประเวณี และจะต้องเนรเทศไปให้ไกล ถ้าหากเขาเป็นคนโสด แต่ถ้าหากเขาเป็นคนมีคู่ครองแล้ว จำเป็นจะต้องประหารชีวิตและขว้างจนตาย”
ชายคนที่สองกล่าวอีกว่า
“โอ้บุตรของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ท่านจะว่าอย่างไรในเรื่องของชายคนหนึ่งที่หย่าร้างกับภรรยาของตนหลายครั้งเท่าจำนวนดวงดาวในท้องฟ้า ?”
ท่านอิมามญะวาด(อฺ)กล่าวว่า
“ท่านเคยอ่านอัล-กุรอานหรือไม่ ?”
ชายคนนั้นตอบว่า
“เคยอ่านครับ”
ท่านอิมามญะวาด(อฺ) กล่าวว่า
“ท่านจงอ่านซูเราะฮฺ อัฏ-ฏ่อลาก ไปจนถึงโองการที่ว่า :
“และสูเจ้าจงดำเนินการตั้งพยานยืนยันเพื่ออัลลอฮฺเถิด”
(อัฏ-ฏ่อลาก: ๒)
โอ้ท่านเอ๋ย การฏ่อลาก (หย่า) จะยังใช้ไม่ได้ นอกจากจะมีองค์ประกอบ ๕ ประการ นั้นคือ
จะต้องมีพยานที่เที่ยงธรรมตามหลักศาสนายืนยัน ๒ คน นางจะต้องอยู่ในสภาพที่สะอาดโดยมิได้ผ่านการร่วมประเวณี(ในช่วงรอบเดือนนั้น ๆ) จะต้องเป็นไปด้วยเจตนารมณ์และความตั้งใจอย่าง
แท้จริง”
หลังจากผ่านคำตอบไปแล้ว ท่าน(อฺ)ได้กล่าวอีกว่า
“โอ้ท่านเอ๋ย ท่านเคยพบเห็นว่าในอัล-กุรอานระบุถึงจำนวนดวงดาวในท้องฟ้ากระนั้นหรือ?”
ชายคนนั้นตอบว่า
“ไม่เคยพบ”
( บิฮารุ้ลอันวารฺ เล่ม ๑๒ หน้า ๑๑๙ )
ถาม~ตอบ
เรื่องที่ ๒
ท่านอะฮฺมัด บินอะบีดาวูด หัวหน้าผู้พิพากษาในสมัยของ
ค่อลีฟะฮฺอัล-มุอฺตะศิมได้กล่าวว่า:
แท้จริงมีโจรคนหนึ่งมาสารภาพผิด และขอร้องให้ท่านค่อลีฟะฮฺดำเนินการชำระโทษด้วยการลงโทษเขา
ครั้นแล้วบรรดานักฟุก่อฮาอ์ก็ได้เข้ามาร่วมด้วย พวกเราได้ซักถามกันถึงเรื่องหลักการตัดมือ ‘ตำแหน่งที่ตัดนั้นอยู่ ณ ตรงไหน’
ข้าพเจ้าให้ความเห็นว่า “จะต้องตัดตรงข้อมือ”
เขากล่าวว่า “หลักฐานในข้อนี้เป็นอย่างไร?”
ข้าพเจ้าตอบว่า
“เพราะว่ามือนั้นหมายถึงนิ้วทั้งหมด และรวมถึงฝ่ามือ ไปจนถึงข้อมือ ดังที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงมีโองการไว้ในเรื่องการทำตะยัมมุมว่า :
“......ดังนั้นจงลูบที่ใบหน้าและมือทั้งสองข้างของสูเจ้า....”
(อัน-นิซาอ์: ๔๓)
ปรากฏว่ามีคนพวกหนึ่งเห็นด้วยกับข้าพเจ้าในข้อนี้ แต่อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า จำเป็นจะต้องตัดที่ข้อศอก เพราะอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงมีโองการไว้ในเรื่องการทำวุฏูอ์ว่า :
“....และมือของสูเจ้าถึงข้อศอก....”
(อัล-มาอิดะฮฺ: ๖)
แสดงให้เห็นว่า ขอบเขตของมือคือข้อศอกด้วย”
เขาจึงหันไปถามความเห็นของท่านมุฮัมมัด บินอฺะลี(อฺ) ว่า
“โอ้ ท่านอะบูญะอฺฟัร ท่านจะกล่าวอย่างไรในเรื่องนี้”
ท่านอิมามญะวาด(อฺ)กล่าวตอบว่า
“คนเหล่านั้นได้พูดถึงเรื่องนี้ไปแล้ว โอ้ท่านอะมีรุลมุอ์มินีน”
เขากล่าวว่า
“ฉันไม่สนใจในสิ่งที่คนเหล่านั้นพูด แต่ฉันอยากรู้ว่า ท่านจะกล่าวอย่างไร ?”
ท่านอิมามญะวาด(อฺ)กล่าวว่า
“ฉันขอผ่านการตอบคำถามข้อนี้”
เขากล่าวว่า
“ฉันขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ในฐานะที่ท่านมิได้บอกเล่าถึงความรู้ที่ท่านมีอยู่
ท่านอิมามญะวาด(อฺ)กล่าวว่า
“ถ้าท่านถึงกับต้องสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ฉันก็จะตอบแท้จริงฉันขอกล่าวว่า คนเหล่านั้นให้คำตอบผิดพลาดจากซุนนะฮฺของท่านศาสดา(ศ) เพราะว่าการตัดมือจำเป็นจะต้องกระทำ
ตรงข้อต่อของนิ้วทั้งหมด แล้วให้ปล่อยฝ่ามือไว้เหมือนเดิม”
เขากล่าวว่า
“อะไรเป็นหลักฐานในเรื่องนี้ ?”
ท่านอิมามญะวาด(อฺ)ตอบว่า
“คำกล่าวของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ที่ว่า
“การซุญูดนั้นจะต้องกระทำโดยอวัยวะ ๗ ส่วน คือ ใบหน้า ฝ่ามือทั้งสอง เข่าทั้งสอง และเท้าทั้งสอง”
ครั้นถ้าหากมือของเขาถูกตัดถึงข้อมือหรือถึงข้อศอก ก็จะไม่มีฝ่ามือเหลือไว้สำหรับทำการซุญูดเลย
และอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงมีโองการไว้ว่า :
“และแท้จริง มัสญิดทั้งหลาย (ในที่นี้หมายถึงตำแหน่งแห่งการซุญูดทั้งหลายนั้น) เป็นของอัลลอฮฺ”
(อัล-ญิน: ๑๘)
หมายความว่า อวัยวะทั้ง ๗ เหล่านี้แหละ คือที่จะต้องทำการซุญูดลงไปและส่วนที่ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)นั้นจะถูกตัดไม่ได้”
ค่อลีฟะฮฺมุอฺตะศิมมีความประทับใจในคำตอบนี้ และสั่งให้ตัดมือของโจรคนนั้นตรงโคนนิ้วทั้งหมดโดยเว้นฝ่ามือไว้
(อะอฺยานุชชีอะฮฺ เล่ม ๓ หน้า ๓๕)
ถาม~ตอบ
เรื่องที่ ๓
ท่านอับดุลอะซีม อัล-ฮะซะนีย์(ขอให้อัลลอฮฺทรงปิติชื่นชมต่อท่าน)ได้กล่าวว่า :
ข้าพเจ้าได้เคยพูดกับท่านมุฮัมมัด บินอฺะลี บินมูซา(อฺ)ว่า
“โอ้ นายของข้า แท้จริงข้าพเจ้าปรารถนาที่จะให้ท่านเป็น
อัลกออิมแห่งอะฮฺลุลบัยต์ของท่าน
ศาสดามุฮัมมัด(ศ) ผู้ซึ่งจะมาสถาปนาความยุติธรรมและความเที่ยงธรรมในหน้าแผ่นดินเหมือนกับที่มันเคยได้เนืองนองไปด้วยความอธรรมและความเลวร้ายมาก่อน”
ท่านอิมามญะวาด(อฺ)ตอบว่า
“ผู้ที่ยืนหยัดในคำสั่งของอัลลอฮฺและทำการชี้นำสู่ศาสนาของอัลลอฮฺ ก็คือคนในหมู่พวกเรา
แต่ทว่า ‘อัล-กออิม’ (ที่ถูกกล่าวถึง) นั้นคือ ผู้ที่อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ทรงบัญชาให้เขาชำระล้างหน้าแผ่นดิน
ให้พ้นไปจากการปฏิเสธและการทรยศต่อพระผู้เป็นเจ้
เขาจะสถาปนาความเที่ยงธรรมและความยุติธรรมในหน้าแผ่นดิน เขาคือคนที่ถือกำเนิดมาในสภาพที่ซ่อนเร้นจากประชาชนและตัวของเขาจะหายไปจากพวกเขาเหล่านั้นเป็นที่ต้องห้ามสำหรับพวกเขาที่จะตั้งชื่อของเขา เขาคือผู้มีฉายานามเดียวกับท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) นั่นคือ ผู้ซึ่งแผ่นดินจะต้องยอมสยบให้อุปสรรคทุกประการ
จะต้องสลายตัวให้แก่ท่าน จะมีบริวารที่มารายล้อมชุมนุมรอบตัวเขาเท่ากับจำนวนนักรบในสงครามบะดัรคือ ๓๑๓ คน จากทั่วทุกทิศของแผ่นดิน
และนั่นคือความหมายที่เป็นไปตามโองการ
ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ที่ว่า :
“....ไม่ว่าสูเจ้าจะอยู่ที่ใด อัลลอฮฺจะทรงนำสูเจ้าทั้งหมดมารวมกัน แท้จริงอัลลอฮฺทรงมีอำนาจเหนือทุกสิ่ง”
เมื่อจำนวนนี้อันได้แก่พวกที่มีความบริสุทธิ์ใจได้มารวมตัวอยู่กับท่าน อัลลอฮฺ(ซ.บ.)จะทรงบันดาลให้ภารกิจของเขาบังเกิดขึ้น เมื่อนั้นพันธสัญญาของเขาก็จะเสร็จสมบูรณ์ นั่นคือจะมีชายฉกรรจ์ ๑๐, ๐๐๐ คน ออกมาปรากฏโดยการอนุมัติของอัลลอฮฺ (ซ.บ.) ดังนั้นพวกเขาจะไม่หยุดยั้งในการสังหารศัตรูของอัลลอฮฺ (ซ.บ.) จนกระทั่งพระองค์ทรงพอพระทัย”
(อัล-เอียะฮฺติญาจญ์ เล่ม ๒ หน้า ๒๕๐)
ถาม~ตอบ
เรื่องที่ ๔
อุมัร บินฟะร็อจญ์ อัน-ร็อคญีได้กล่าวว่า :
ข้าพเจ้าได้เคยพูดกับท่านอะบูญะอฺฟัร(อฺ)ว่า
“แท้จริงพวกชีอะฮฺของท่านนั้นเคยอ้างว่า ท่านล่วงรู้ถึงนำหนักของน้ำทุกหยดในแม่น้ำในขณะที่พวกเราเองอาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ”
ท่านอิมามญะวาด(อฺ)ตอบข้าพเจ้าว่า
“อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงมีพระปรีชาสามารถในการที่จะมอบความรู้อย่างนี้ให้แกยุงตัวหนึ่งได้หรือไม่”
ข้าพเจ้าตอบว่า “ใช่แล้ว”
ท่านอิมามญะวาด(อฺ)กล่าวว่า
“ฉันเป็นผู้มีเกียรติ ณ อัลลอฮฺ(ซ.บ.)มากกว่ายุงตัวหนึ่ง และมีเกียรติมากกว่าสรรพสิ่งทั้งหลายอีกเป็นจำนวนมาก”
(บิฮารุ้ลอันวารฺ เล่ม ๑๒ หน้า ๑๒๔).
ถาม~ตอบ
เรื่องที่ ๕
ท่านญะอฺฟัร บินมุฮัมมัด บินมะซีด ได้กล่าวว่า :
ข้าพเจ้าเคยพำนักที่แบกแดด ท่านมุฮัมมัด บินมุนดะฮฺ ได้กล่าวกับข้าพเจ้าว่า
“จะให้ข้าพเจ้านำท่านไปพบกับท่านมุฮัมมัด บินอฺะลี
อัล-ริฏอหรือไม่”
ข้าพเจ้าบอกว่า “ตกลง”
แล้วเขาได้นำข้าพเจ้าเข้าพบ เมื่อเราได้ให้สลามและนั่งลงแล้วเขาได้กล่าวกับท่าน(อฺ)ว่า
“มีฮะดีษของท่านศาสนทูต(ศ) บทหนึ่งรายงานไว้ว่า :
“แท้จริง ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺนั้น เป็นผู้ได้รับการปกป้องซึ่งอวัยวะของนาง โดยอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ทรงหวงห้ามมิให้เชื้อสายของนางสัมผัสกับไฟนรก
ท่าน(อฺ)กล่าวว่า
“มีเฉพาะแต่เพียงสำหรับท่านฮะซันและท่านฮุเซนเท่านั้น”
( อัล-อะอิมมะตุอิษนะอะซัร ของอิบนุเฏาลูน หน้า ๑๐๔)
ถาม~ตอบ
เรื่องที่ ๖
ท่าอะฮฺมัด บินฟัฏลฺ อัล-คอกอนี ได้กล่าวว่า :
ได้มีการจับตัวผู้ร้ายบุกเข้าปล้นสะดมกองคาราวานของผู้บำเพ็ญฮัจญ์ และได้นำตัวคนเหล่านั้นเข้าพบกับเจ้าเมืองเพื่อพิจารณาโทษต่อจากนั้นเจ้าเมืองได้เขียนจดหมายไปถึงค่อลีฟะฮฺอัล-มุอฺตะศิม ครั้นแล้ว บรรดานักปราชญ์และอิบนุ์ อะบีดาวูด ก็ได้เข้าร่วมประชุมปรึกษาหารือกัน
หลังจากนั้นคนพวกหนึ่งก็ได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับบทบัญญัติ ซึ่งในขณะนั้น ท่านอะบูญะอฺฟัร มุฮัมมัด
บินอฺะลี อัล-ริฏอ ก็ได้อยู่ร่วมด้วยคนเหล่านั้นได้กล่าวว่า
“กฏเกณฑ์ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ในเรื่องคนเหล่านั้นมีกล่าวอยู่แล้วในคำตรัสของพระองค์ที่ว่า :
“อันที่จริงแล้ว บทลงโทษสำหรับผู้ที่ทำสงครามกับอัลลอฮฺและศาสนทูตของพระองค์ และพยายามสร้างความเสียหายขึ้นในหน้าแผ่นดินนั้น จะต้องประหารชีวิตหรือจะต้องถูกตรึงบนไม้กางเขน หรือจะต้องตัดมือเขาเหล่านั้น และเท้าของเขาเหล่านั้น สลับข้างกัน หรือเขา
เหล่านั้นจะต้องถูกเนรเทศออกจากผืนแผ่นดิน...”
(อัล-มาอิดะฮฺ: ๓๓)
แต่สำหรับท่านอะมีรุลมุอ์มินีนนั้น จะตัดสินอย่างไรก็สุดแล้วแต่ความประสงค์เถิด”
เขาได้หันไปปรึกษาท่านอะบูญะอฺฟัร(อฺ)ว่า
“โปรดบอกให้ข้าพเจ้าได้ทราบถึงความรู้ของท่านในเรื่องนี้เถิด ?”
ท่าน(อฺ)ตอบว่า
“แท้จริงคนเหล่านั้นผิดพลาดในการวินิจฉันความ ความจำเป็นที่จะต้องพิจารณาในข้อนี้คือ
ท่านอะมีรุลมุอ์มินีนจะต้องพิจารณาว่า คนเหล่านี้ที่ได้ขัดขวางการเดินทางหากพวกเขาข่มขู่ให้เกิดความหวาดกลัวแก่ผู้เดินทาง แต่พวกเขาก็มิได้ฆ่าใครและมิได้ยึดทรัพย์สินแต่ประการใด ที่สมควร
กับเหตุก็คือการถูกจำขัง ดังนั้นความหมายที่ให้เนรเทศพวกเขาออกจากแผ่นดินก็ด้วยการข่มขู่ของพวกเขาแก่คนเดินทางนั่นเอง ถ้าหากพวกเขาข่มขู่ให้เกิดความหวาดกลัวแก่คนเดินทางและฆ่าคน
ด้วย ผลก็คือจะต้องประหารชีวิตคนเหล่านั้น และถ้าหากคนเหล่านั้นข่มขู่ให้เกิดความหวาดกลัวแก่
คนเดินทาง อีกทั้งยังฆ่าคนและยึดทรัพย์สิน การลงโทษก็คือจะต้องตัดมือและเท้าของพวกเขาสลับข้างกัน และหลังจากนั้นจะต้องตรึงไม้กางเขนอีกด้วย”
ดังนั้นอัล-มุอฺตะศิม จึงจัดการเขียนข้อความตามนั้นส่งไปยังเจ้าเมืองเพื่อให้ได้ตัดสินคดีดังกล่าวตามนั้น
(วะซาอิลุชชีอะฮฺ เล่ม ๑๘ หน้า ๕๓๖)
ถาม~ตอบ
เรื่องที่ ๗
ท่านอะบูคิเดา อัล-มะฮฺดี ได้กล่าวว่า :
ข้าพเจ้าได้ถามท่าน(อฺ)ว่า
“อุมมุวะลัด(ภรรยาที่เป็นทาสแต่ให้กำเนิดบุตร)ของข้าพเจ้าได้ให้นมแก่เด็กผู้หญิงคนหนึ่ง
ด้วยน้ำนมที่ให้ลูกของข้าพเจ้ากินจะเป็นที่ต้องห้ามแก่ข้าพเจ้าซึ่งการแต่งงานกับเด็กหญิงคนนั้นหรือไม่ ?”
ท่านอิมามญะวาด(อฺ)กล่าวว่า
“จะไม่ถือว่าเป็นการให้นม ถ้าหากกระทำขึ้นหลังจากที่เด็กหย่านมแล้ว”
ข้าพเจ้าได้ถามว่า
“การนมาซในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์(ฮะร็อม)ทั้งสองแห่งจะทำอย่างไร”
ท่านอิมามญะวาด(อฺ) ตอบว่า
“ท่านจะทำเต็มก็ได้ และท่านจะทำย่อก็ได้ แต่สำหรับบิดาของฉันนั้น ท่านทำเต็ม”
( อิษบาตุ้ลวะศียะฮฺ หน้า ๑๘๒)
ถาม~ตอบ
เรื่องที่ ๘
อะบูฮาซิม อัล-ญะอฺฟะรีได้ถามท่านอิมาม(อฺ)ว่า
“คำว่าเอกะหมายความว่าอย่างไร ?”
ท่านอิมามญะวาด(อฺ)ตอบว่า
“หมายความว่า คำกล่าวทั้งหลายพูดอย่างเป็นเอกฉันท์ในเรื่องหลักเตาฮีด เป็นไปตามที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.) ทรงตรัสว่า :
“และแน่นอนที่สุด ถ้าหากเจ้าถามเขาเหล่านั้นว่า
ใครคือผู้สร้างฟ้าและแผ่นดิน แน่นอนเขาจะกล่าวว่าอัลลอฮฺ
(ลุกมาน: ๙)
อ้างอิงจากหนังสืออัต-เตาฮีด หน้า ๘๓
ถาม~ตอบ
เรื่องที่ ๙
อะบูฮาชิม อัล-ญะอฺฟะรี ได้ถามท่าน(อฺ)เกี่ยวกับโองการของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ที่ว่า
“สายตาทั้งหลายนั้นไม่สามารถหยั่งถึงพระองคื
แต่พระองค์ทรงหยั่งถึงสายตามทั้งหลาย”
(อัล-อันอาม: ๑๐๓)
ท่านอิมามญะวาด(อฺ)กล่าวว่า
“อะบูฮาชิมเอ๋ย ดวงใจทั้งหลายละเอียดอ่อนยิ่งกว่าการมองเห็นของสายตา สำหรับท่านนั้น
สามารถหยั่งถึงสภาพของประเทศที่อยู่ห่างไกลแม้กระทั่งประเทศอินเดีย จีน ได้โดยความนึกคิดของท่าน ทั้งๆ ที่ท่านไม่เคยไปเยือนที่นั่น และสายตาของท่านก็ไม่เคยไปถึงที่นั่น แม้ว่าความนึกคิด
ของดวงจิตทั้งหลายยังไม่อาจเข้าถึงได้ตรงตามสภาพความเป็นจริงได้เลยแล้วสายตาจะมองเห็นสิ่งนั้นได้อย่างไร”
(อัต-เตาฮีด หน้า ๑๑๓)
ดุอาอ์ : เสียงเรียกร้องสู่ความถูกต้องของอิมามที่ ๙
ดุอาอ์ต่างๆ ของบรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ) นั้นเป็นคลังวิชาการในด้านหลักเตาฮีดและความเชื่อ เป็นข้อมูลและแบบฉบับอันสูงส่งในด้านจริยธรรมและความรอบรู้ เป็นกระแสธารอันบริสุทธิ์ที่เปี่ยมล้นสำหรับหลักการดำเนินชีวิตอันสมบูรณ์และความมีระเบียบ
ดุอาอ์ของบรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ)นั้น เป็นสื่อที่ให้ผลเป็นอย่างยิ่งสำหรับการนำ
สังคมให้มีความตื่นตัวและก้าวหน้าไปในทิศทางแห่งพระผู้เป็นเจ้า และเป็นการยกระดับให้ก้าวขึ้นไปสู่สถานภาพอันสูงส่ง
ในบทนี้เราจะนำเรื่องราวที่เกี่ยวกับดุอาอ์บางประการของท่าน
อิมามอะบูญะอฺฟัร อัล-ญะวาด(อฺ)มาเสนอ
ดุอาอ์
บทที่ ๑
“โอ้พระผู้ซึ่งไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือน และไม่มีสิ่งใดคล้ายคลึง พระองค์คืออัลลอฮฺ ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ ไม่มีผู้สร้างอื่นใดนอกจากพระองค์พระองค์ทรงสลายสภาพของสิ่งถูกสร้าง แต่พระองค์ทรงดำรงอยู่อย่างถาวร
พระองค์ยังทรงอ่อนโยนต่อผู้ที่ทรยศต่อพระองค์ และในการอภัยโทษนั้นเป็นความยินดีของพระองค์”
(อะอฺยานุชชีอะฮฺ เล่ม ๓ หน้า ๒๔๕, มุกตะบิซุ้ลอะษัร เล่ม ๑๘ หน้า ๑๑๔).
ดุอาอ์
บทที่ ๒
ดุอาอ์กุนูตบทหนึ่งของท่านอิมามญะวาด(อฺ)มีดังนี้
“การประทานให้ของพระองค์นั้นมีอย่างต่อเนื่อง ความโปรดปรานของพระองค์นั้นมีอย่างล้นเหลือ แต่การขอบพระคุณของเรานั้นมีเพียงน้อยนิดการสรรเสริญของเรานั้นมีเพียงเล็กน้อย
พระองค์ทรงให้ความสงสารแม้แต่กับผู้ที่รู้จักพระองค์เพียงผิวเผิน
โอ้ อัลลอฮฺ แน่นอนบรรดาผู้อยู่กับสัจธรรมมมักจะอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคลายไม่ออก
ส่วนผู้มีวาจาสัตย์ก็ตกอยู่ในสภาพถูกปิดล้อม(หมดโอกาส)
โอ้ อัลลอฮฺพระองค์เท่านั้นที่ทรงเป็นผู้มีเมตตาต่อปวงบ่าวของพระองค์และผู้ที่มีความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะเข้าหาพระองค์ พระองค์ทรงมีอำนาจตอบรับดุอาอ์ของพวกเขาและทรงบันดาลให้พวกเขาได้รับการแคล้วคลาดอย่างเร็วพลัน
โอ้ อัลลอฮฺ ขอให้ทรงเป็นประทานความจำเริญแด่มุฮัมมัดและวงศ์วานของมุฮัมมัด และขอให้ทรงรีบเร่งประทานความช่วยเหลือที่ไม่มีวันบกพร่องหลังจากนั้นอีกให้แก่เราและด้วยความอนุเคราะห์ที่ไม่พลั้งพลาดอีกเลย และขอได้โปรดประทานความสันติสุขจากพระองค์ให้แก่เรา อันเป็นความสันติสุขที่บุคคลซึ่งพระองค์ทรงรักได้รับความปลอดภัยในนั้น
และเป็นความสันติสุขที่ศัตรูของพระองค์ต้องประสบความพ่ายแพ้ อีกทั้งเป็นความสันติสุขที่ผู้ซึ่งรู้จักพระองค์ดำรงอยู่ได้
อีกทั้งเป็นความสันติสุขที่อำนวยให้การกิจต่างๆ ของพระองค์มีความบันเจิด อันเป็นความสันติสุขที่พระองค์ทรงมีชัยเหนือศัตรูของพระองค์
โอ้ อัลลอฮฺ โปรดรีบเร่งให้พวกเราได้ใช้สถานที่พำนักแห่งความเมตตาจากพระองค์ และโปรดรีบเร่งให้ศัตรูของพระองค์ได้ไปพำนักอยู่ในบ้านแห่งการลงทัณฑ์
โอ้ อัลลอฮฺ ขอได้ทรงโปรดช่วยเหลือและเกื้อกูลต่อเรา และขอได้ทรงโปรดถอดถอนการลงโทษของพระองค์ออกไปจากเรา และทรงบันดาลให้สิ่งนั้นประสบแก่เหล่าบรรดาผู้อธรรม”
(มะฮฺญุดดะอฺวาต หน้า ๕๙)
ดุอาอ์
บทที่ ๓
ดุอาอ์กุนูตอีกบทหนึ่งของอิมามญะวาด(อฺ) มีดังนี้
“โอ้ อัลลอฮฺ พระองคืคือผู้เป็นเจ้านับตั้งแต่เริ่มแรก ซึ่งไม่มีสภาวะเริ่มแรกใดๆ ก่อนหน้านี้อีก และทรงเป็นองค์สุดท้ายซึ่งไม่มีสภาวะสุดท้ายใดๆ ถูกกำหนดไว้หลังจากนั้นอีก พระองค์ทรงให้การบังเกิดกับพวกเราโดยไม่มีปฐมเหตุอื่นใดมาก่อนเกิดพระองค์ ทรงบันดาลให้พวกเรามีขึ้นมา
โดยมิได้เป็นไปเพราะเหตุจำเป็นอื่นใดบังคับ พระองค์ทรงบันดาลให้เราเกิดขึ้นมาด้วยวิทยาปัญญาของพระองค์ อันทางไว้ซึ่งอิสระเสรี พระองค์ทรงทดสอบเราด้วยคำสั่งใช้และคำสั่งห้ามของ
พระองค์เพื่อเป็นการทดสอบพระองค์ ทรงให้การสนับสนุนเราด้วยอุปกรณ์ต่างๆและทรงมอบเครื่องมือทั้งหลายให้แก่เรา และทรงประทานความสามารถทั้งปวงให้แก่เรา และทรงกำหนด
หลักการเชื่อฟังปฏิบัติตามให้แก่เรา กล่าวคือพระองค์ได้บัญชาใช้โดยที่ให้เราเลือก และทรงห้ามโดยเป็นการเตือน พระองค์ทรงประทานให้อย่างมากมาย ทรงเรียกร้องแต่เพียงเล็กน้อย
พระบัญชาของพระองค์ได้รับการถูกละเมิด แต่พระองค์ก็ยังมีเมตตาพลานุภาพของพระองค์ได้รับการดูถูก
แต่กระนั้นพระองค์ก็ยังทรงให้เกียรติ พระองค์คือเจ้าแห่งเกียรติยศ เจ้าแห่งความยิ่งใหญ่เกรียงไกร
เจ้าแห่งความดี และความโปรดปราน เจ้าแห่งความหวังและความปรานี เจ้าแห่งการประทานให้และเผื่อแผ่ เจ้าแห่งการดลบันดาลซึ่งความสำเร็จ ไม่มีดวงใจดวงใดสามารถล่วงรู้ในความลี้ลับของ
พระองค์ ไม่มีมโนภาพใดๆ สามารถเข้าถึงคุณลักษณะของพระองค์ สิ่งที่พระองค์ทรงสร้างไว้ทั่วปวงไม่มีสิ่งใดคล้ายคลึงพระองค์ สิ่งที่พระองค์ทรงให้บังเกิดไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือนพระองค์
มหาบริสุทธิ์ผู้ทรงอยู่เหนือการถูกสัมผัสหรือการหยั่งถึงใดๆ โดยประสาทสัมผัสทั้ง ๕ สิ่งถูกสร้างจะมีความสามารถหยั่งถึงผู้สร้างของตนได้อย่างไร ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าพระองค์ทรงสูงส่งเหนือสิ่งที่ผู้อธรรมได้กล่าวไปทรงสูงส่งยิ่ง ทรงเกรียงไกร
โออัลลอฮฺ โปรดสนับสนุนให้บรรดาเอาลิยาอ์(ผู้เป็นที่รักยิ่ง) ของพระองค์มีชัยชนะต่อศัตรูของพระองค์
ผู้อธรรม ผู้ละเมิด พวกนากิษีน พวกกอซิฏีน พวกมาริกีน
(ทั้ง ๓ กลุ่มคือกลุ่มที่ทำสงครามกับท่านอิมามอฺะลี) ซึ่งเขาเหล่านั้นได้ทำให้ปวงบ่าวของพระองค์ต้องหลงผิด เขาเหล่านั้น
เปลี่ยนแปลงคัมภีร์ของพระองค์ และดัดแปลงบทบัญญัติของพระองค์เขาเหล่านั้นละเมิดสิทธิของพระองค์ และนั่งอยู่ในตำแหน่งของบรรดาเอาลิยาอ์ของพระองค์
ความเลวร้ายจากเขาเหล่านั้นกระทำขึ้นเบื้องหน้าของพระองค์เป็นความอธรรมที่พวกเขามีต่ออะฮฺลุลบัยตฺแห่งนบีของพระองค์
ซึ่งเขาเหล่านั้นได้หลงผิดและทำให้บรรดาสิ่งถูกสร้างของพระองค์ต้องหลงผิดตามไป
โอ้ พระผู้เป็นเจ้าเขาเหล่านั้นได้ยึดเอาสิทธิของพระองค์ไปอยู่ในครอบครองและกดขี่ปวงบ่าวของพระองค์
โอ้ พระผู้เป็นเจ้า เขาเหล่านั้นละทิ้งผืนแผ่นดินของพระองค์ให้ตกอยู่ในความมือมนตลอดกาล ดังนั้นสายตาของพวกเขาถึงแม้จะเปิดอยู่ แต่หัวใจของพวกเขามือบอด ไม่มีหลักฐานอันใดหลงเหลือสำหรับพวกเขาอีกแล้ว ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าพระองค์ได้นำการลงทัณฑ์และได้กำหนดการลงโทษมาแล้ว พระองค์ทรงสัญญารไว้กับเหล่าบรรดาผู้ปฏิบัติตามว่าจะได้รับคุณงามความดีจากพระองค์ พระองค์ได้นำคำตักเตือนมายังเขาเหล่านั้น ดังนั้นคนกลุ่มหนึ่งจึงได้ศรัทธา
โอ้ อัลลอฮฺ โปรดเกื้อกูลต่อบรรดาผู้ศรัทธาให้มีชัยชนะเหนือศัตรูของพระองค์ และศัตรูแห่งบรรดาผู้สวามิภักดิ์ต่อพระองค์ ดังนั้นพวกเขาจึงปรากฏตัวอย่างชัดเจน และเป็นผู้เรียกร้องไปสู่สัจธรรม และสำหรับอิมามผู้ถูกรอดคอยอันเป็นผู้ดำรงอยู่ด้วยความเที่ยงธรรมนั้น ขอให้มีผู้ปฏิบัติตาม
ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า โปรดจัดเตรียมไฟนรกของพระองค์ไว้แก่ศัตรูของพระองค์ และศัตรูของคนเหล่านั้น และขอได้ทรงจัดเตรียมการลงโทษที่ไม่วันถูกปกป้องให้พ้นจากบรรดาผู้อธรรม
ข้าแต่อัลลอฮฺ ได้โปรดประทานความจำเริญแด่ศาสดามุฮัมมัดและวงศ์วานของมุฮัมมัด ขอพระองค์ทรงเพิ่มพูนพละกำลังให้แก่เหล่าบรรดาผู้บริสุทธิ์ใจต่อพระองค์ที่อ่อนแอและแก่บรรดาผู้
ปฏิบัติตามพวกเราด้วยความจงรักภักดี อันเป็นผู้ปฏิบัติตามเราด้วยความเชื่อมั่นและปฏิบัติตามคำสอน และได้โปรดบันดาลให้มีผู้กล่าวถึงเราในหมู่ชนเหล่านั้น
ข้าแต่อัลลอฮฺ ขอได้โปรดสนับสนุนกิจการงานของพวกเขาเหล่านั้น และได้ทรงสนับสนุนให้พวกเขาได้รับศาสนาตามที่พระองค์ทรงมอบให้แก่พวกเขาด้วยความยินดี และได้โปรดบันดาลความสมบูรณ์แห่งความโปรดปรานของพระองค์ให้แก่เขาเหล่านั้นและได้โปรดขัดเกลาเขาเหล่านั้นให้มีความบริสุทธิ์
ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าได้โปรดยับยั้งความยากจนของพวกเขาเหล่านั้น
ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ขอได้โปรดให้ความช่วยเหลือแก่ความคับแค้นของคนเหล่านั้น
ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ขอได้โปรดอภัยในความบาปและความผิดพลาดของคนเหล่านั้น และขอให้ทรงอย่าหันเหจิตใจของคนเหล่านั้น หลังจากที่พระองค์ทรงนำทางพวกเขา
โอ้ พระผู้อภิบาล ขอพระองค์ทรงอย่าปล่อยให้เขาเหล่านั้นละเมิด ได้โปรดปกป้องคุ้มครองเขาเหล่านั้นให้อยู่ในความสะอาดบริสุทธิ์กับสายธารแห่งความจงรักภักดีต่อเหล่าบรรดาเอาลิยาอ์ของพระองค์และโปรดบันดาลให้เขาเหล่านั้นแคล้วคลาดจากบรรดาศัตรูของพระองค์
แท้จริงพระองค์คือผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงให้การสนองตอบ
ขออัลลอฮฺ ได้ทรงประทานพรแด่ศาสนามุฮัมมัดและวงศ์วานผู้บริสุทธิ์”
( มะฮฺญุดดะอฺวาต หน้า ๖๐)
ดุอาอ์
บทที่ ๔
ดุอาอ์อีกบทหนึ่งที่ท่านอิมามญะวาด(อฺ)ได้เขียนไปยังชายคนหนึ่งมีใจความว่า
“โอ้พระผู้ซึ่งดำรงอยู่ก่อนทุกสรรพสิ่ง หลังจากนั้นทางสร้างทุกสรรพสิ่ง จากนั้นทรงให้การคงอยู่และให้การสูญสลายแก่ทุกสรรพสิ่ง
โอ้พระผู้ซึ่งไม่มีสิ่งใดในชั้นฟ้าจะสูงส่ง และไม่มีสิ่งใดในผืนแผ่นดินจะอยู่ต่ำ และที่อยู่สูงไปกว่านั้นและไม่มีสิ่งใดอยู่ระหว่างนั้น และเบื้องล่างของสิ่งนั้นอันจะเป็นพระเจ้าอื่นนอกเหนือจาก
พระองค์”
(อัต-เตาฮีด หน้า ๔๘)
การตอบสนองต่อดุอาอ์ของอิมามมุฮัมมัด อัต-ตะกี(อฺ)
บรรดานักประวัติศาสตร์ต่างพากันกล่าวถึงดุอาอ์ของบรรดานักปราชญ์และผู้มีคุณธรรม
ส่วนมากที่ได้รับการตอบสนอง แต่ส่วนเรานั้นมิได้ถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่สำหรับพวกเขามากนักเพราะมันยังเป็นเรื่องที่เล็กน้อยกว่าสิ่งที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ได้ทรงประทานให้แก่บรรดาผู้ที่สวามิภักดิ์
ต่อพระองค์และแก่บรรดาผู้ศรัทธาในหมู่ปวงบ่าวของพระองค์
เรื่องนี้ที่ถูกพาดพิงมายังบรรดาอิมาม(อฺ)นั้นได้ถูกนำมาเปิดเผยไว้ในตำราต่างๆ ของนักปราชญ์ทั้งสองฝ่าย ในบทก่อนๆ ของหนังสือเล่มนี้ ท่านได้อ่านพบการกล่าวถึงเรื่องเหล่านี้โดยบรรดานักประวัติศาสตร์ไปแล้ว ในกรณีของบรรดาอิมามแต่ละท่าน
ณ บัดนี้ เราจะหยิบยกเรื่องราวที่เกี่ยวกับท่านอิมามอะบุ้ลญะอฺฟัรมุฮัมมัด อัต-ตะกี(อฺ)มา
นำเสนอเพียงบางส่วน
เหตุการณ์ที่ ๑
ท่านมุฮัมมัด บินซะนาน ได้เล่าว่า :
ข้าพเจ้าได้เข้าพบท่านอิมามอะบุ้ลฮะซันอัลฮาดี(อฺ)โดยท่าน(อฺ)ได้กล่าวว่า
“โอ้มุฮัมมัด ได้เกิดเหตุการณ์อันใดกับลูกหลานของฟะร็อจญ์หรือไม่ ?”
ข้าพเจ้าตอบว่า
“อุมัรได้เสียชีวิตแล้ว”
ท่านอิมาม(อฺ)กล่าวว่า
“อัลฮัมดุลิ้ลลาฮฺ(มวลการสรรเสริญเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺ)”
ข้าพเจ้านับถ้อยคำเหล่านี้ได้ ๒๔ ครั้ง ข้าพเจ้ากล่าวต่อไปว่า
“โอ้ประมุขของข้า ข้าพเจ้าไม่ทราบมาก่อนว่าเรื่องนี้จะยังความชื่นชมยินดีให้แก่ท่าน”
ท่านอิมาม(อฺ)กล่าวต่อไปว่า
“โอ้มุฮัมมัดเอ๋ย ท่านไม่ทราบดอกหรือว่า บุคคลที่ได้รับการสาปแช่งจากอัลลอฮฺผู้นี้ได้อะไรไว้บ้างกับท่านมุฮัมมัด บินอะลี บิดาของฉัน”
ข้าพเจ้าตอบว่า
“ไม่ทราบขอรับ”
ท่านอิมาม(อฺ)ตอบว่า
“บิดาของฉันได้สอนเขาในเรื่อง ๆหนึ่ง แต่เขากลับกล่าวว่า –ฉันสงสัยว่าท่านมึนเมา-บิดาของฉันกล่าวว่า-ข้าแต่อัลลอฮฺ
หากพระองค์ทรงรู้ว่าข้าพระองค์คือผู้ถือศีลอดอยู่เป็นประจำเพื่อ
พระองค์แล้วไซร้ขอได้โปรดบันดาลให้เขาคนนี้ได้ลิ้มรสของภัยสงครามเถิด ขอให้เขาตกเป็นเชลยผู้ต่ำต้อย
-ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺ กาลเวลาผ่านพ้นไปไม่นานนักเขาได้เข้าทำสงคราม
ทรัพย์สินและสิ่งของต่าง ๆของเขาถูกริบหมด จากนั้นเขาก็ถูกจับตัวเป็นเชลย บัดนี้เขาได้ตายแล้ว
ขออัลลอฮฺทรงงดเมตตาต่อเขาและแน่นอนที่สุด อัลลอฮฺได้ทรงแสดงหลักฐานในเรื่องนี้และในเรื่องอื่นตลอดไปว่า พระองค์ทรงสนับสนุนบรรดาผู้สวามิภักดิ์ต่อพระองค์ให้อยู่เหนือบรรดาศัตรูของพระองค์เสมอ”
(อิษบาตุ้ลฮุดาฮ์ เล่ม๖ หน้า ๑๗๗
, อุศูลุ้ลกาฟี เล่ม ๑ หน้า ๔๖๙ )
เหตุการณ์ที่ ๒
ภรรยาของท่านอิมามตะกี(อฺ)คือ อุมมุ้ลฟัฏลฺ บุตรสาวของคอลีฟะฮฺมะอ์มูนเป็นผู้วางยาพิษท่านอิมาม(อฺ)
ครั้นเมื่อท่าน(อฺ)ทราบถึงเรื่องนี้
ท่าน(อฺ)ได้พูดกับนางว่า
“ขอให้อัลลอฮฺทรงบันดาลความพินาศให้แก่เจ้าด้วยโรคร้ายชนิดที่ไม่อาจรักษาได้”
จากนั้นไม่นานนัก นางก็ประสบโรคชนิดหนึ่ง ซึ่งคนทั้งหลายต่างก็เฝ้ามองดูนางและแนะนำยารักษาชนิดต่างๆ ให้แก่นาง
แต่ตัวยาเหล่านั้นก็ไม่มีผลแต่ประการใด จนกระทั่งนางถึงแก่
ความตายด้วยโรคร้ายนั้น
( อัลมะนากิบ เล่ม ๒ หน้า ๔๓๕)
อิมามตะกี(อฺ)กับคอลีฟะฮฺมะอ์มูนแห่งราชวงศ์อับบาซียะฮฺ
อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงคัดเลือกให้บรรดาอิมาม(อฺ)ดำรงตำแหน่งเป็นผู้ปกครองของมวลมนุษย์
และเป็นประมุขในการบังคับใช้บทบัญญัติตามคำสอนของท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ)และเป็นผู้ทำหน้าที่ดำรงรักษากิจการงานเหล่านั้น แต่ทว่าประชาชนนั่นเองที่ได้ยับยั้งท่านเหล่านั้นมิให้ทำหน้าที่
เผยแพร่สาส์นของพวกเขา พวกเขาได้สลับปรับเปลี่ยนระหว่างพวกเขาเอง เช่นเดียวกับประชาชาติในยุคอดีตที่ได้กระทำกับบรรดานบีของตน
บรรดาอิมาม(อฺ)ต้องตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของผู้ปกครองจอมปลอม ซึ่งได้กระทำการต่างๆต่อพวกท่านตามที่พวกเขาประสงค์
บางครั้งพวกเขาจับกุมพวกท่านเหล่านั้น และบางครั้งก็อุปโลกน์
แต่งตั้งพวกท่านบางคนให้เป็นรัชทายาท ทั้งที่มิใช่เป็นความปรารถนาส่วนตัวของท่าน(อฺ)
สำหรับท่านอิมามตะกี(อฺ)นั้นก็ได้ประสบกับอีกลักษณะหนึ่งกล่าวคือ คอลีฟะฮฺมะอ์มูนได้
จัดการนำท่าน(อฺ)ไปยังเมืองแบกแดด และตกลงใจที่จะให้ท่าน(อฺ)แต่งงานกับลูกสาวของตนเองนั่นก็คือ อุมมุ้ลฟัฏลฺ
หลังจากที่ได้ประจักษ์ถึงความรู้และเกียรติยศของท่าน(อฺ)โดยที่วงศาคณาญาติของพวกเขาต่างก็ไม่เห็นด้วย บางคนได้พยายามทำให้เขาเปลี่ยนความคิด แต่มะอ์มูนก็ยังเดินหน้าจัดการเรื่องดังกล่าว
พวกเขาต่างก็พูดกับคอลีฟะฮฺมะอ์มูนว่า
“เด็กชายคนนี้ยังเล็กเกินไป ไม่มีความรู้และความเข้าใจในศาสนาดังนั้น ขอให้ท่านประวิงเวลาไว้ก่อนเพื่อให้เขาได้มีโอกาสฝึกฝนตนเอง จากนั้นก็ค่อยดำเนินการต่อไป”
คอลีฟะฮฺมะอ์มูนกล่าวกับพวกเขาว่า
“ท่านทั้งหลาย ข้าพเจ้ารู้จักเด็กคนนี้ดีกว่าพวกท่าน
แท้จริงเด็กน้อยคนนี้มาจากอะฮฺลุลบัยตฺซึ่งวิชาความรู้ของพวกเขาได้มาจากการดลบันดาลของอัลลอฮฺ วิชาการทางศาสนาและจริยธรรมขั้นสูงของพวกเขานั้นไม่เคยขาดตกบกพร่องเลยแม้แต่น้อย ถ้าหากท่านทั้งหลายต้องการทดสอบก็เชิญทดสอบอะบูญะอฺฟัรได้ เพื่อที่เขาจะได้แสดงให้พวกท่านได้ประจักษ์อย่างชัดเจนว่าสิ่งที่ข้าพเจ้าได้กล่าวไปนั้นเป็นอย่างไร”
(อัล-เอียะฮฺติญาญ์ เล่ม ๒ หน้าท ๓๔๑ )
พวกตระกูลอับบาซียะฮฺต่างก็ไม่พอใจต่อคำพูดของคอลีฟะฮฺ
มะอ์มูน ทั้งหมดได้จัดประชุมเพื่อจะทดสอบภูมิความรู้ของท่าน
อิมาม(อฺ)ดังที่เราได้นำเสนอแก่ท่านผู้อ่านไปบ้างแล้ว
นั่นก็คือ บทสนทนาของยะฮฺยา บินอักษัม ซึ่งได้โต้ตอบกับท่าน
อิมามตะกี(อฺ)
คอลีฟะฮฺมะอ์มูนเคยมีเจตนาในการจัดประชุมเชิงวิชาการศาสนาก็เพื่อที่จะเบี่ยงเบนสถานภาพของท่านอิมามริฏอ(อฺ)ให้ลดลง แต่ในขณะที่เจตนาที่เขาจัดให้มีการโต้เถียงปัญหาศาสนากับท่าน
อิมามอะบูญะอฺฟัร(อฺ)นั้นกลับทำไปก็เพื่อให้ประจักษ์ถึงวิชาความรู้และเกียรติยศของท่าน(อฺ)
แน่นอนที่สุด ยะฮฺยาได้ประสบกับความพ่ายแพ้ในการโต้กับท่าน
อิมาม(อฺ)อย่างอัปยศที่สุด
เขาได้แสดงให้คนทั้งหลายเห็นถึงความอ่อนแอความพ่ายแพ้ของเขาทั้ง ๆที่มีการสนับสนุนส่งเสริม
จากพวกตระกูลอับบาซียะฮฺแล้วก็ตาม ฐานะของเขาจึงตกต่ำลงในที่สุด
มะอ์มูนมีความพอใจอย่างยิ่งต่อเหตุการณ์ครั้งนั้น
เขาถึงกับกล่าวว่า
“อัลฮัมดุลิ้ลลาฮฺในฐานะที่พระองค์ทรงให้ความเมตตาแก่ข้าพเจ้าเพื่อดำเนินงานให้บรรลุสู่ความสำเร็จ”
เขาหันกลับไปมองท่านอิมามอะบูญะอฺฟัร(อฺ)แล้วกล่าวว่า
“ข้าพเจ้าตกลงใจที่จะให้อุมมุ้ลฟัฏลฺบุตรสาวของข้าพเจ้าแต่งงานกับท่าน ถึงแม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะสร้างความไม่พอใจแก่คนกลุ่มนั้นก็ตามที ดังนั้น ท่านจงมาเจรจาสู่ขอเถิด แน่นนอนที่สุดข้าพเจ้า
และบุตรสาวได้ตกลงปลงใจ”
ท่านอิมาม(อฺ)กล่าวตอบว่า
“มวลการสรรเสริญเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺ ผู้ทรงบันดาลความมั่นคงโดยความโปรดปรานของพระองค์ ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺอันเป็นความบริสุทธิ์แด่ฐานะแห่งเอกานุภาพ
ของพระองค์ ขออัลลอฮฺทรงประทานพรแด่ท่านศาสดามุฮัมมัด ประมุขแห่งบรรดาผู้มีคุณธรรมของพระองค์และแด่บรรดาผู้ทรงเกียรติแห่งเชื้อสายของเขา แน่นอนที่สุดเกียรติยศส่วนหนึ่งของอัลลอฮฺ
ที่มีต่อมวลมนุษย์ได้แก่การที่พระองค์ทรงบันดาลให้พวกเขาได้รับสิ่งที่เป็นที่ฮะล้าลอย่างเพียงพอ ไม่แตะต้องสิ่งที่เป็นฮะรอม
(สิ่งต้องห้าม)
ดังที่อัลลอฮฺทรงมีโองการว่า
“และจงแต่งงานกับบุรุษหรือสตรีที่เป็นโสด และคนดีในหมู่ปวงบ่าวที่เป็นบุรุษและสตรีของพวกเจ้า ถึงแม้ว่าเหล่านั้นจะยากจน แต่อัลลอฮฺจะทรงบันดาลให้เขามั่งคั่งจากความเกื้อกูลของพระองค์ แท้จริงอัลลอฮฺทรงเผื่อแผ่ทรงรอบรู้” ( อัน - นูร : ๓๒)
แท้จริงมุฮัมมัด บุตรของอะลี บินมูซา ได้สู่ขออุมมุ้ลฟัฏลฺ บุตรสาวของอับดุลลอฮฺ อัลมะอ์มูน และแน่นอนที่สุดเขาได้มอบเงินมะฮัรเท่ากับจำนวนมะฮัรของท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ บุตรีของท่าน
ศาสดามุฮัมมัด(ศ) ผู้เป็นย่าทวด นั่นคือ ๕๐๐ ดิรฮัม ท่านจะแต่งงานให้เขาตามจำนวนเงินมะฮัรดังกล่าวหรือไม่?”
คอลีฟะฮฺมะอ์มูนกล่าวตอบว่า
“ข้าพเจ้าตกลงยอมรับ”
แล้วมะอ์มูนได้สั่งให้คนรับใช้นำสิ่งของหนึ่งมา คล้ายกับสำเภาที่บรรจุเงิน ซึ่งห่อหุ้มด้วยทองคำ และบรรจุไปด้วยสิ่งมีค่าหลายชนิด มีทั้งน้ำบริสุทธิ์ อันได้แก่น้ำดอกไม้หอมที่สร้างความประทับใจให้แก่บรรดาแขกเหรื่ออย่างถ้วนทั่ว ต่อจากนั้นสำรับของหวานก็ถูกจัดวางลง พวกเขาได้รับการแจกจ่ายไปตามสถานภาพของพวกเขา จากนั้นทั้งหมดก็แยกย้ายกันกลับไป
( นูรุ้ลอับศอร ของชิบลันญี หน้า ๑๔๗ )
ครั้นเมื่อถึงวันรุ่งขึ้น ประชาชนได้เข้ามาร่วมชุมนุมกัน ท่านอะบูญะอฺฟัร(อฺ)ก็มาร่วมงานด้วย มีการติดตั้งผ้าม่านทั้งชนิดพิเศษและชนิดทั่วไป เพื่อเป็นการต้อนรับคอลีฟะฮฺมะอ์มูนกับ
ท่านอะบูญะอฺฟัร(อฺ)แล้วได้มีการนำสำรับ ๓ ชนิดที่ทำด้วยเงินออกมา ซึ่งในนั้นมีของหอมชนิดพิเศษตรงกึ่งกลางกล่องมีลายสลักเขียนด้วยตัวอักษาหนึ่งอันเป็นทรัพย์ที่มีค่ายิ่งค่อลีฟะฮฺมะอ์มูนได้
สั่งให้แจกจ่ายสิ่งนั้นแก่ผู้ใกล้ชิด จากนั้นคนทั้งหลายก็แยกย้ายกันกลับไป โดยที่พวกเขาได้รับของมีค่าเป็นของขวัญติดมือไปอีกทั้งค่อลีฟะฮฺมะอ์มูนยังได้บริจาคอีกส่วนหนึ่งแก่คนยากจนทั่วไปด้วย
(ตารีคอิมามมัยนฺ อัลกาซิมัยนฺ หน้า ๔๓)
ค่อลีฟะฮฺมะอ์มูนมีความภูมิใจในตัวของท่านอิมามอะบูญะอฺฟัร(อฺ)เป็นอย่างมาก เขาได้ใหการยกย่องวิชาความรู้และคุณลักษณะพิเศษอันดีงามของท่านอิมาม(อฺ)
เชคมุฟีด(ร.ฮ)กล่าวว่า : คอลีฟะฮฺมะอ์มูนนั้นมีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งต่อท่านอิมาม(อฺ)
เมื่อเขาได้เห็นความดีเด่นของท่านทั้งๆ ที่ท่านยังมีอายุน้อยอยู่ แต่มีความสูงส่งทางด้านวิชาการ วิทยปัญญาและจริยธรรมอีกทั้งมีความสมบูรณ์พร้อมทั้งทางสติปัญญาอย่างชนิดที่ไม่รู้ผู้รู้คนใดในสมัย
นั้นเสมอเหมือนแม้แต่คนเดียว
( อัลอิรชาด หน้า ๓๔๒ )
เชคฏ็อบร่อซี(ร.ฮ)กล่าวว่า : ท่านอิมามญะวาด(อฺ)เป็นผู้มีความสมบูรณ์พร้อมทางสติปัญญา เกียรติยศอันดีงาม วิชาความรู้
วิทยปัญญาและจริยธรรม อีกทั้งสถานภาพอันสูงส่งอย่างชนิดที่ไม่มี
ผู้ใดเสมอเหมือนในคนรุ่นราวคราวเดียวกัน ไม่ว่าจากตระกูลซัยยิด หรือตระกูลอื่นๆ
ด้วยเหตุนี้คอลีฟะฮฺมะอ์มูนมีความภาคภูมิใจกับท่านเป็นยิ่งนักเมื่อได้พบเห็นสถานภาพอันสูงส่งของท่าน และความยิ่งใหญ่ในเกียรติคุณอย่างครบถ้วนทุกๆ ด้าน
(อะอ์ลามุ้ลวะรอ หน้า ๒๐๒)
ท่านอิมามญะวาด(อฺ)ได้พำนักอยู่ในกรุงแบกแดด ในฐานะผู้มีเกียรติยิ่ง แต่ทว่าสถานภาพที่เป็นอยู่ในเวลานั้น มิได้เป็นความปรารถนาของท่านเลย ท่านรู้สึกเหมือนกับอยู่อย่างโดดเดี่ยว
เนื่องจากห่างไกลเมืองมะดีนะฮฺ อันเป็นเมืองของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ผู้เป็นบรรพบุรุษ
ท่านเคยกล่าวกับท่านฮุเซน อัล-มะการี ว่า
“โอ้ฮุเซนเอ๋ย ขนมปังข้าวสาลี และเกลือเค็มในดินแดนฮะร็อมของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)นั้น เป็นที่ชื่นชอบสำหรับข้าพเจ้ามากกว่าสิ่งที่ข้าพเจ้ามองเห็นอยู่ที่นี่”
(บิฮารุ้ลอันวาร เล่ม ๑๒ หน้า ๑๑๐)
อาจจะเป็นเพราะว่าผู้ปกครองทำตัวเหินห่างจากคำสอนของอิสลามมากมายนั่นเอง ที่ท่านอิมามญะวาด(อ)มีความรู้สึกโดดเดี่ยวกับประชาชนชาวเมืองแบกแดด กล่าวคือคอลีฟะฮฺมะอ์มูนนั้น
ทั้ง ๆที่มีตำแหน่งเป็นอะมีรุลมุอ์มินีน แต่เขาก็ยังดื่มสุรา แน่นอนที่สุดเขาให้เกียรติต่อท่านอิมามญะวาด(อฺ)เมื่อท่านอิมามเห็นเขาเป็นเช่นนั้น โดยท่านอิมาม(อฺ)ได้เคยกล่าวกับเขาว่า
“ข้าพเจ้ามีคำเตือนสำหรับท่านอยู่ข้อหนึ่ง ขอได้โปรดรับฟัง”
คอลีฟะฮฺมะอ์มูนกล่าวว่า
“โปรดบอกมาเถิด”
ท่านอิมามญะวาด(อฺ)กล่าวว่า
“ข้าพเจ้าขอร้องท่านว่า โปรดเลิกดื่มสุราเถิด”
คอลีฟะฮฺมะอ์มูนกล่าวว่า
“แน่นอนที่สุด ข้าพเจ้าขอยอมรับคำตักเตือนของท่าน”
( นูรุ้ลอับศอร ของอัลฮาอิรีย หน้า ๒๕๘)
นับเป็นโอกาสแรกที่ทำให้ท่านอิมามญะวาด(อ)ได้พบกับ
กองคาราวานที่นำท่านคืนกลับสู่นครมะดีนะฮฺอันเป็นเมืองของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ผู้เป็นบรรพบุรุษของท่าน
ในเรื่องนี้ ถ้าหากผู้อ่านศึกษาอย่างถ่องแท้จะมองเห็นถึงความยิ่งใหญ่ของท่านอิมามญะวาด(อฺ) ในขณะที่ท่านเป็นถึงลูกเขยของคอลีฟะฮฺและเป็นลูกชายของรัชทายาท
โลกนี้ทั้งโลกถ้าหากท่านต้องการจะได้มันก็จะต้องตกอยู่ในอุ้งมือของท่าน แต่ตลอดชั่วชีวิตในวัยหนุ่มของท่านไม่เคยแสดง
ความต้องการเช่นนั้นแม้แต่น้อย ท่านหันหลังให้จากความสุขทางโลก และสลัดทิ้งการที่จะเป็นผู้แสวงหาผลประโยชน์
“แน่นอนที่สุดในประวัติของบุคคลเหล่านั้นเป็นอุทาหรณ์สำหรับผู้มีปัญญาอันล้ำลึก มันมิได้เป็นเรื่องเท็จที่พูดกันมา แต่เป็นความจริงที่ยืนยันสิ่งที่มีอยู่กับเขา เป็นการให้รายละเอียดกับทุกสิ่งและเป็นทางนำ และเป็นความเมตตาสำหรับหมู่ชนผู้ศรัทธา”
(ยูซุฟ: ๑๑๑)
คำสดุดีของนักปราชญ์ต่ออิมามที่ ๙
บรรดานักปราชญ์และเจ้าของตำราต่าง ๆ ต่างให้ความสำคัญกับบรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยต์(อฺ) ดังนั้นพวกเขาจึงได้เรียบเรียงหนังสือที่เกี่ยวกับเรื่องราวของบรรดาอิมามเป็นจำนวนมาก
และได้เขียนถึงท่านเหล่านั้นในรายละเอียดอย่างยืดยาวเขาเหล่านั้นได้ให้การคารวะต่อบรรดาอิมาม
โดยตัวอักษรที่เรียงร้อยลงไป ปัจจุบันนี้ประวัติศาสตร์ของอิสลามได้บอกเล่าถึงเรื่องราวของบรรดาอิมามและคำสอนอีกทั้งวิถีทางการดำเนินชีวิตของพวกท่าน ห้องสมุดของสถาบันต่างๆ ในแวดวงของศาสนาอิสลามเต็มไปด้วยข้อเขียนต่าง ๆ ที่บรรจุเรื่องราวของท่านเหล่านั้น(อฺ)
นอกจากนี้แล้วยังมีตำราต่างๆ อีกเป็นจำนวนหลายพันเล่มที่แปลเรื่องราวที่เกี่ยวกับพวกท่านหรือที่ได้นำเอาเรื่องราวที่เกี่ยวกับพวกท่านหรือที่ได้นำเอาเรื่องของท่านมากล่าวถึงสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มิได้เป็นเรื่องที่มากมายอะไรสำหรับท่านทั้งหลาย(อฺ)เป็นทายาทของ
ศาสนา เป็นสิ่งสำคัญประการหนึ่งที่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ได้ทิ้งไว้ในท่ามกลางมวลหมู่ประชาชาติอิสลาม
ในบทนี้เราจะกล่าวถึงคำสดุดีบางประการที่เหล่าบรรดานักปราชญ์และบุคคลสำคัญได้กล่าวถึงท่านอิมามอบูญะอฺฟัร อัล-ญะวาด(อ)ดังต่อไปนี้
คำสดุดีจาก
ท่านอะลี บินญะอฺฟัร
ท่านมุฮัมมัด บินญะซัน บินอัมมารฺ ได้กล่าวว่า :
ข้าพเจ้าเคยได้นั่งร่วมกับท่านอะลี บินญะอฺฟัร บินมุฮัมมัด ครั้งหนึ่งที่เมืองมะดีนะฮฺ ซึ่งข้าพเจ้าได้พำนักอยู่ร่วมกับเขานานถึงสองปี ข้าพเจ้าได้บันทึกเรื่องราวที่เขาได้รับฟังมาจากหลานของเขา
(อะบุลฮะซัน(อ)) ในขณะนั้น ท่านอะบูญะอฺฟัร มุฮัมมัด บินอะลี(อฺ) ได้เขามาหาเขาในมัสญิด นั้นคือมัสญิดของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ครั้นแล้วท่านอะลี บินญะอฺฟัร ได้ปราดเข้าไปหาท่าน(อฺ)ทั้ง ๆ ที่มิได้ใส่รองเท้าและมิได้สวมเสื้อคลุม
เขาได้จูบมือของท่าน(อฺ)และแสดงความให้เกียรติอย่างสูง ท่านอะบูญะอฺฟัรได้กล่าวกับเขาว่า
“โอ้ท่านปู่ โปรดนั่นลงเถิด ขอให้อัลลอฮฺทรงเมตตาต่อท่าน”
ท่านอะลี บินญะอฺฟัรกล่าวว่า
“โอ้ท่านประมุขเอ๋ย ข้าพเจ้าจะนั่งได้อย่างไร ในขณะที่ท่านยังยืนอยู่”
ครั้นเมื่อท่านอะลี บินญะอฺฟัร ได้กลับไปยังที่นั่งของท่านแล้วบรรดามิตรสหายของท่านอะลี บินญะอฺฟัร ได้พากันตำหนิและต่อว่าด้วยถ้อยคำต่าง ๆ ว่า
“ท่านเป็นถึงลุงแห่งบิดาของเขาทำไมท่านถึงกับต้องแสดงอาการกับเขาขนาดนี้”
ท่านอะลี บินญะอฺฟัร กล่าวว่า
“ท่านทั้งหลายจงเงียบเสียเถิด ในเมื่ออัลลอฮฺมิได้มอบหมายเกียรติยศให้แก่เคราเหล่านี้ (ว่าพรางท่านเอามือไปจับที่เคราของท่าน)แต่พระองค์ทรงประทานเกียรติให้แก่เด็กคนนี้และมอบ
เกียรติให้อยู่ในที่ของมัน จะให้ข้าพเจ้าปฏิเสธเกียรติของพระองค์ได้อย่างไร ? เราขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮฺให้พ้นจากสิ่งที่พวกท่านกล่าวถึง ยิ่งไปกว่านั้น ข้าพเจ้ายังถือว่าตัวเองเป็นคนรับใช้ของเขาอีกด้วย”
( มะดีนะตุ้ลมะอาญิซ หน้า ๔๕๐)
คำสดุดีจาก
คอลีฟะฮฺมะอ์มูน
ค่อลีฟะฮฺมะอ์มูน ได้กล่าวกับลูกหลานบะนีอับบาซ เมื่อเขาเหล่านั้น ขอร้องให้เขาเลิกล้มการจัดพิธีแต่งงานของอิมามญะวาด(อฺ) ว่า
“แน่นอน ข้าพเจ้าได้คัดเลือกเขาก็เพราะความดีเด่นเป็นพิเศษเหนือนักปราชญ์ทั้งปวงในด้านความรู้และเกียรติยศ ทั้งที่เขายังอายุน้อยและข้าพเจ้าหวังว่าเขาคงจะแสดงให้ประชาชนได้เห็น
ในสิ่งที่ข้าพเจ้าได้รู้จากตัวของเขา แล้วคนเหล่านั้นก็จะได้เห็นคล้อยตามที่ข้าพเจ้าเห็น”
( อะอฺยานุชชีอะฮฺ ก็อฟ ๓/๒๓๑)
เขายังได้กล่าวหลังจากที่ได้ถามท่านอิมามญะวาด(อฺ)แล้วอีกด้วยว่า
“ท่านเป็นบุตรของอัล-ริฏออย่างแท้จริง ท่านเป็นคนในตระกูลของศาสดาอัล-มุศฏ่อฟาอย่างแท้จริง”
()อัลฟุศูลุ้ลมุฮิมมะฮฺ หน้า ๒๕๓
คำสดุดีจาก
อะบุ้ลอีนาอ์
อะบุลอีนาอ์ ได้กล่าวกับอิมามญะวาด(อฺ) ในตอนกล่าวคำเสียใจต่อการจากไปของบิดาของท่าน(อฺ)ว่า
“ท่านมีความประเสริฐยิ่งกว่าที่เรากล่าวถึง พวกเราได้ถ่ายทอดคำตักเตือนของท่าน ในเรื่องของความรู้แห่งอัลลอฮฺนั้นท่านมีมากมายแล้วและในเรื่องรางวัลจากอัลลอฮฺนั้นท่านก็ยังอย่างท่วมทัน”
(อัลมะนากิบ เล่ม ๒ หน้า ๔๑๓ )
คำสดุดีจาก
บาทหลวงคริสต์
บาทหลวงคริสเตียนได้กล่าวหลังจากได้ยินกิตติศัพท์แห่งเกียรติยศอันสูงส่งของอิมามญะ
วาด(อฺ)ว่า
“คนผู้นี้น่าจะเป็นศาสดาหรือไม่ก็จะต้องเป็นลูกหลานของท่านศาสดา”
( อัลมะนากิบ เล่ม ๒ หน้า ๔๓๔ )
คำสดุดีจาก
ท่านยูซุฟ บินฟะซาฆ่อลี
ท่านยูซุฟ บินฟะซาฆ่อลี (ซิบฏฺ อิบนิลเญาซี) ได้กล่าวว่า :
มุฮัมมัดญะวาด คือท่านมุฮัมมัด บินอะลี บินมูซา บินญะอฺฟัร บินมุฮัมมัด บินละอี บินฮะซัน บินอะลี บินอะบีฏอลิบ สมญานามของ
ท่านคือ อะบู อับดุลลอฮฺมีการเรียกขานกันอีกว่า อะบูญะอฺฟัร ท่านเกิดเมื่อปี ๑๙๕ เสียชีวิตเมื่อปี๒๒๐ มีอายุได้ ๒๕ ปี เป็นผู้มีแบบแผนทางด้านวิชาความรู้ การสำรวมตนและความมักน้อยจาก
บิดา
( ตัซกิร่อตุล-ค่อวาศ หน้า ๒๐๒ )
คำสดุดีจาก
ท่านศ่อลาฮุดดี อัศ-ศ็อฟดี(ร.ฮฺ)
ท่านซอลาฮุดดีน อัศ-ศ็อฟดี(ร.ฮฺ) ได้กล่าวว่า “มุฮัมมัด บินอะลี นั้นคือท่านญะวาด บุตรของอัร-ริฏอ บุตรของอัล-กาซิม บุตรของ
อัศ-ศอดิก(ขอให้อัลลอฮฺประทานความปิติชื่นชมแก่เขา
ทั้งหลาย) ท่านมีฉายานามว่าอัล-ญะวาด, อัลกอเนียะอฺ และ
อัล-มุรตะฏอ ท่านเป็นคนเก่งที่สุดคนหนึ่งแห่งตระกูลของท่านนบี
คอลีฟะฮฺมะอ์มูน ยกบุตรสาวของตนให้แต่งงานกับท่าน ท่านส่งเงิน
กลับไปที่นครมะดีนะฮฺทุกปี มากกว่าปีละ ๑, ๐๐๐,๐๐๐ ดิรฮัมท่านเสียชีวิตในวัยหนุ่มที่กรุงแบกแดด เมื่อปี ฮ.ศ.๒๒๐ หลังจากที่
คอลีฟะฮฺมะอ์มูนได้เสียชีวิตแล้ว ท่านเคยได้เข้าพบคอลีฟะฮฺ
อัล-มุอฺตะศิมบิลลาฮฺปรากฏว่าเขาได้ให้เกียรติและให้การยกย่องต่อท่าน สุสานของท่านฝังใกล้กันกับสุสานของท่านอิมามมูซา ผู้เป็นปู่ของท่าน(อฺ)”
เขาได้กล่าวอีกว่า “ท่านเป็นคนบำเพ็ญเพียรเพื่อแสวงหาความบริสุทธิ์คนหนึ่ง เป็นผู้รักความสงบ ด้วยเหตุนี้ท่านจึงมีฉายานามว่า ญะวาด ท่านคือหนึ่งในบรรดาอิมาม ๑๒ ท่านเกิดเมื่อปี๑๙๕
( อัลวาฟีบิ้ลวุฟียาต เล่ม ๔ หน้า ๑๐๕ )
คำสดุดีจาก
ท่านมุฮัมมัด บินฏ็อลฮะฮฺ
อัช-ชาฟีอี (ร.ฮ. )
ท่านมุฮัมมัด บิน ฏ็อลฮะฮฺ อัช-ชาฟิอี (ร.ฮ.) ได้กล่าวหลังจากที่พูดถึงอิมามญะวาด(อฺ)แล้วว่า
“แท้จริงอัลลอฮฺทรงเจาะจงที่จำให้ท่านเป็นผู้มีเกียรติยศในสถานภาพอันยิ่งใหญ่โดยได้รับความรุ่งโรจน์ ท่านถูกยกย่องให้อยู่ในตำแหน่งที่มีค่าอย่างประมาณไม่ได้ เป็นที่ยอมรับสำหรัสติปัญญา
แห่งบรรดาผู้รู้ทั้งปวง
(มะฏอลิบุซซุอูล หน้า ๘๗)
คำสดุดีจาก
ท่านอะฮฺมัด บินยูซุฟ อัด-ดะมัชกี
อัล-กุรบานี(ร.ฮ.)
ท่านอะฮฺมัด บินยูซุฟ อัด-ดะมัชกี อัล-กุรบานี(ร.ฮ.)ได้กล่าวว่า : สำหรับเกียรติยศของท่านอิมามญะวาดนั้น อยู่คู่กับกาลเวลา และไม่เคยเสื่อมถอยแต่ประการใดเลย ยิ่งกว่านั้นถือว่าท่านได้รับ
อานุภาพจากพระผู้เป็นเจ้าประการหนึ่งที่มีคุณงามความดีคงทนถาวรอยู่ในโลก เกียรติยศของท่านสูงส่ง
ทั้ง ๆ ที่วันเวลาของท่านมีน้อย อย่างไรก็ตามอัลลอฮฺทรงประสงค์ที่จะให้ท่านได้รับเกียรติสูงส่ง และเป็นสัญญาณอันยิ่งใหญ่ ครั้งหนึ่งเมื่อคอลีฟะฮฺมะอ์มูนได้เข้ามายังเมืองแบกแดด
วันหนึ่งเขาได้ออกไปล่าสัตว์แล้วเดินผ่านเด็กเล็กๆ ที่กำลังเล่นอยู่ในจำนวนนั้นมีอิมามญะวาด(อฺ)รวมอยู่ด้วย บรรดาเด็กๆ ต่างพากันวิ่งหนีด้วยความหวาดกลัวคอลีฟะฮฺ มะอ์มูน ยกเว้น อิมามญะวาด(อฺ)
เพียงคนเดียวเท่านั้น อายุของท่านเวลานั้นเพียง ๙ ขวบ เมื่อคอลีฟะฮฺมะอ์มูนเห็นท่าน ก็ได้ถามว่า
“ทำไมเจ้าจึงไม่วิ่งหนีพร้อมกับเพื่อนๆ”
ท่านอิมามญะวาด(อ) กล่าวว่า
“โอ้ท่านอะมีรุลมุอ์มินีน ถนนหนทางก็มิใช่ว่าจะคับแคบ มันยังกว้างพอสำหรับท่านอยู่ และข้าพเจ้าเองก็ไม่มีความผิดอะไรที่จะต้องกลัวท่าน ข้าพเจ้ามองท่านในแง่ดี คิดว่าท่านจะต้องไม่ทำอันตรายแก่คนที่มิได้ทำความผิดเป็นแน่”
คอลีฟะฮฺมะอ์มูนมีความประทับใจในคำพูดนี้ และแสดงความอาลัยต่อบิดาของท่าน เมื่อเขาได้เดินผ่านพ้นไปสักระยะหนึ่งจนถึงใจกลางป่า เขาได้จัดการปล่อยนกอินทรีให้ออกไปล่าเหยื่อ
นกอินทรีหายไปในที่กว้าง และหวนกลับมาพร้อมกับมีปลาน้อยตัวหนึ่งติดอยู่ที่จงอยปากของมัน
และปลาตัวน้อยนั้นก็ยังมีชีวิตอยู่ คอลีฟะฮฺมะอ์มูนชอบใจนักจึงเดินทางกลับจากการล่า
ครั้นแล้วก็ได้พบกับเด็กๆ ซึ่งมีอิมามญะวาด(อฺ)อยู่ด้วย เมื่อเข้าไปถึงอิมามญะวาด
ค่อลีฟะฮฺมะอ์มูนกล่าวว่า
“โอ้มุฮัมมัด นี่อะไรในมือของฉัน”
อัลลอฺ(ซ.บ.)ทรงดลบันดาลให้ อิมามญะวาด(อฺ) กล่าวขึ้นว่า
“แท้จริงอัลลอฮฺทรงสร้างปลาตัวน้อยในทะเลโดยอานุภาพของพระองค์ แล้วพวกกษัตริย์และคอลีฟะฮฺก็ได้จับมันมา หลังจากนั้นท่านก็ได้นำมันมาสอบถามกับลูกหลานของอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ)
มะอ์มูนมีความประทับใจยิ่งนัก เขาได้เพ่งพินิจอยู่เป็นเวลานานและตั้งใจว่าจะยกบุตรสาวของตน คืออุมมุลฟัฏลฺให้แต่งงานกับท่าน
(อัคบารุดดุลวัล หน้า ๑๑๖ )
คำสดุดีจาก
ท่านอะลี บินซิบาฆ อัล-มาลิกี(ร.ฮ.)
ท่านอะลี บินซิบาฆ อัล-มาลิกี (ร.ฮ.) ได้กล่าวหลังจากที่อธิบายถึงรายละเอียดของฮะดีษจากอิมามญะวาด(อฺ)ว่า
“และนี่เป็นส่วนหนึ่งของเกียรติยศอันสูงส่งของท่าน เป็นส่วนหนึ่งของความประเสริฐอัน
งดงามยิ่งของท่าน”
(อัลฟุศูลุ้ลมุฮิมมะฮฺ ๒๕๗)
คำสดุดีจาก
ท่านอับดุลลอฮฺ ชิบรอวี อัช-ชาฟิอี
ท่านอับดุลลอฮฺ ชิบรอวี อัช-ชาฟิอี ได้กล่าวว่า ท่านคืออะบู ญะอฺฟัร มุฮัมมัดอัล-ญะวาดบินอะลีอัล-ริฏอ บินมูซาอัล-กาซิม บินญะอฺฟัร อัศ-ศอดิก บินมุฮัมมัดอัล-บากิร บินอะลีซัยนุ้ลอาบิดีน บินฮุเซน บินอะลี บินอะบีฏอลิบ (ขออัลลอฮฺทรงปิติชื่นชมต่อพวกท่าน)
ท่านเกิดเมื่อวันที่ ๑๙ เดือน ร่อมะฏอน ฮ.ศ. ๑๙๕ เกียรติคุณของท่านอิมามอะบูญะอฺฟัรผู้นี้มีมากมายเหลือคณานับ
(อัลอิตติฮาฟ บิฮุบบิ้ลอัซรอฟ หน้า ๖๗ )
คำสดุดีจาก
ท่านยูซุฟ อิซมาอีล อัน-นะบะฮานี
ท่านยูซุฟ อิซมาอีล อัน-นะบะฮานี ได้กล่าวว่า : ท่านมุฮัมมัด ญะวาด บินอะลี อัร-ริฏอ คือ
หนึ่งในบรรดาอิมามผู้อาวุโส และเป็นดวงประทีปสำหรับประชาชาติ เป็นหนึ่งจากบรรดาประมุขทั้งหลายของเรา
ชาวอะฮฺลุลบัยตฺ
ท่านชิบรอวีได้กล่าวถึงท่านไว้ในหนังสืออิดฮาฟ บิฮุบบิลอัชรอฟหลังจากที่ได้สดุดีถึงถ้อยคำสรรเสริญอันงดงามแก่ท่าน และกล่าวถึงสิ่งต่างๆ ที่เป็นเกียรติยศของท่าน ซึ่งล้วนแต่เป็นสิ่ง
ที่แสดงให้เห็นถึงความประเสริญและความสมบูรณ์พร้อมในด้านต่าง ๆและแท้จริงแล้วคอลีฟะฮฺ
มะอ์มูนแห่งวงศ์อับบาซียะฮฺ ได้ยกบุตรสาวของตนให้แต่งงานกับท่าน(
(ญามิอุกะรอมาติ้ลเอาลิยาอ์ เล่ม ๑หน้า ๑๐๐ )
คำสดุดีจาก
ท่านมะฮฺมูด บินวะฮับ อัล-บัฆดาดี
อัล-ฮะนาฟี
ท่านมะฮฺมูด บินวะฮับ อัล-บัฆดาดี อัล-ฮะนาฟี ได้กล่าวว่า
“ท่านมุฮัมมัด ญะวาด บินอะลีอัล-ริฏอ นั้นมีสมญานามว่า อะบูญะอฺฟัร เช่นเดียวกับสมญานามของปู่ทวดคนหนึ่งของท่าน ได้แก่ มุฮัมมัดอัล-บากิร(ขออัลลอฮฺได้ทรงมีความปิติชื่นชมต่อท่าน) ฉายานามของท่านนั้นมี ๓ ชื่อ คือ อัล-ญะวาด อัล-กอเนียะอฺ และอัล-มุรตะฏอ แต่ที่นิยมเรียกกันมากที่สุด ได้แก่ อัล-ญะวาด ท่านเป็นคนมีรูปร่างผิวขาว สมส่วน สง่างามมีลายสลักบนแหวนว่า
เนียะอฺมัล-มุก็อดดิริ้ลลาฮฺ
หลังจากนั้นเขาได้กล่าวว่า
“ท่านคือทายาทของบิดาในด้านวิชาการความรู้และความประเสริฐ”
(เญาฮะร่อตุ้ลกะลาม หน้า ๑๔๗ )
คำสดุดีจาก
ท่านอะลี ญะลาลุ้ล ฮุซัยนี
ท่านอะลี ญะลาลุ้ลฮุซัยนี ได้กล่าวว่า อะบูญะอฺฟัรที่ ๒ หมายถึง มุฮัมมัด ญะวาด บินอะลี
ท่านเกิดที่เมืองมะดีนะฮฺ เมื่อ ฮ.ศ. ๑๙๕ เป็นผู้มีความรู้และความดีงามเด่นชัดมากกว่าใครทั้งหมดในสมัยเดียวกัน
ทั้งๆ ที่ท่านยังมีอายุน้อย คอลีฟะฮฺมะอ์มูนได้จัดแต่งงานท่านกับ
อุมมุล-ฟัฏลฺบุตรสาวของตน ท่านเสียชีวิตที่กรุงแบกแดด ในปี ๒๒๐ ขณะที่ท่านอายุได้ ๒๕ ปี
( อัลฮุซัยนฺ เล่ม ๒ หน้า ๒๐๗)
คำสดุดีจาก
ท่านค็อยรุดดีน อัซ-ซัรกะลี
ท่านค็อยรุดดีน อัซ-ซัรกะลีได้กล่าวว่า
“ท่านเป็นคนที่มีความสามารถสูงส่งเป็นพิเศษ เช่นเดียวกับ
บรรพบุรุษของท่าน มีความฉลาด
หลักแหลมในการพูดยิ่งนัก เป็นผู้ที่มีความรู้ลึกซึ้งตรึงใจ ท่านเกิดที่เมืองมะดีนะฮฺ ท่านตะบีลี มุฮัมมัด บินวะฮฺบาน มีหนังสืออยู่เล่มหนึ่ง ซึ่งได้เขียนเกี่ยวกับชีวประวัติของท่านอิมามญะวาด(อฺ)โดย
ให้ชื่อหนังสือเล่มนั้นว่า “อัคบารุอะบีญะอฺฟัร อัษ-ษานี”
( อัลอะอฺลาม)
บทส่งท้าย
อิมามญะวาด(อฺ)
การเรียบเรียงอันรีบเร่งแห่งอัตชีวประวัติของอิมามอะบูญะอฺฟัร มุฮัมมัด อัล-ญะวาด(อฺ)นี้ถือเป็นสิ่งพอเพียงแล้วสำหรับเราในการรำลึกวิถีชีวิตของท่าน(อฺ)อย่างง่ายๆ มันเป็นการเลือกสรร
อันน้อยนิดจากคติพจน์ของท่านอิมามที่ ๙ โดยพิจารณาจากข้อเขียนอันเป็นบทสรุปนี้ของเรา
เป็นการเหมาะสมสำหรับประชาชาติอิสลาม หลังจากที่ได้ผ่านพ้นการตรวจสอบอย่างเข้มงวดต่อวิถีชีวิตดังกล่าวนั้น ช่วงเวลาอันเคร่งเครียดได้ผ่านไป ความคิดที่แฝงไว้ด้วยความไม่ฝัน
ได้ตรึกตรองความล้มเหลงในห้วงของศีลธรรมจรรยา สังคม การเมือง และเศรษฐกิจ จะต้องย้อนกลับไปหาวิถีชีวิตของบรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ) เพื่อไปให้ถึงยังเป้าหมายในการได้รับ
ซึ่งความดีงามและผาสุก เพื่อก้าวเข้าไปยังความีเกียรติ อำนาจ และความสุขสบาย
“จงกล่าวเถิดว่าหากพวกท่านรักอัลลอฮฺก็จงปฏิบัติตามฉันแล้วอัลลอฮฺก็จะทรงรักพวกท่าน
อภัยโทษความบาปให้แก่พวกท่านอัลลอฮฺทรงเปี่ยมล้นด้วยการอภัยทรงเมตตายิ่ง”
Table of Conten สารบัญ
บทนำ.. ๒
ชีวประวัติอันทรงเกียรติของอิมามที่ ๙. ๗
ข้อบัญญัติการแต่งตั้งอิมามมุฮัมมัด บินอฺะลีอัล-ญะวาด(อฺ) ๑๐
จากบัญญัติข้อที่ ๑. ๑๒
จากบัญญัติข้อที่ ๒. ๑๓
จากบัญญัติข้อที่ ๓. ๑๓
จากบัญญัติข้อที่ ๔. ๑๔
จากบัญญัติข้อที่ ๕. ๑๕
ความดีงามและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของอิมามตะกี(อฺ) ๑๖
คำสั่งเสียของอิมามอะบูญะอฺฟัร อัล-ญะวาด(อฺ) ๒๑
-๑-คำสั่งเสียของอิมามที่ ๙. ๒๒
-๒-คำสั่งเสียของอิมามที่ ๙. ๒๓
-๓-คำสั่งเสียของอิมามที่ ๙. ๒๓
-๔-คำสั่งเสียของอิมามที่ ๙. ๒๔
-๕-คำสั่งเสียของอิมามที่ ๙. ๒๔
-๖-คำสั่งเสียของอิมามที่ ๙. ๒๕
สาส์นข้อเตือนสติของอิมามมุฮัมมัด บินอฺะลี(อฺ) ๒๕
สาส์นฉบับที่ ๑. ๒๖
สาส์นฉบับที่ ๒. ๒๗
สาส์นฉบับที่ ๓. ๒๗
สาส์นฉบับที่ ๔. ๓๐
สุภาษิต :คำสอนจากวิทยปัญญาของอิมามญะวาด(อฺ) ๓๗
สุภาษิตที่ ๑. ๓๘
สุภาษิตที่ ๒. ๓๘
สุภาษิตที่ ๓. ๓๙
สุภาษิตที่ ๔. ๓๙
สุภาษิตที่ ๕. ๓๙
สุภาษิตที่ ๗. ๔๐
สุภาษิตที่ ๘. ๔๐
สุภาษิตที่ ๙. ๔๐
สุภาษิตที่ ๑๐. ๔๐
สุภาษิตที่ ๑๑. ๔๑
สุภาษิตที่ ๑๒. ๔๑
สุภาษิตที่ ๑๓. ๔๑
สุภาษิตที่ ๑๔. ๔๑
สุภาษิตที่ ๑๕. ๔๑
สุภาษิตที่ ๑๖. ๔๒
สุภาษิตที่ ๑๗. ๔๒
สุภาษิตที่ ๑๘. ๔๒
สุภาษิตที่ ๑๙. ๔๒
สุภาษิตที่ ๒๐. ๔๓
สุภาษิตที่ ๒๑. ๔๓
สุภาษิตที่ ๒๒. ๔๓
สุภาษิตที่ ๒๓. ๔๔
สุภาษิตที่ ๒๔. ๔๔
ถกปัญหาทางวิชาการจากแหล่งความรู้อันอมตะของอิมามที่ ๙. ๔๗
อิมามที่ ๙ ถกปัญหาฟิกฮฺกับยะฮฺยา บินอักษัม. ๔๙
อิมามที่ ๙ถกปัญหาคิลาฟิยะฮฺกับยะฮฺยา บินอักษัมและพรรคพวก. ๖๐
ถกปัญหาอะฮฺกามกับยะฮฺยา บินอักษัม. ๖๘
คำตอบอันลุ่มลึกของอิมามญะวาด(อฺ)แห่งอะฮฺลุลบัยตฺ. ๖๙
ถาม-ตอบ. ๗๖
เรื่องที่ ๑. ๗๖
ถาม~ตอบ. ๘๐
เรื่องที่ ๒. ๘๐
ถาม~ตอบ. ๘๓
เรื่องที่ ๓. ๘๓
ถาม~ตอบ. ๘๖
เรื่องที่ ๔. ๘๖
ถาม~ตอบ. ๘๗
เรื่องที่ ๕. ๘๗
ถาม~ตอบ. ๘๘
เรื่องที่ ๖. ๘๘
ถาม~ตอบ. ๙๐
เรื่องที่ ๗. ๙๐
ถาม~ตอบ. ๙๑
เรื่องที่ ๘. ๙๑
ถาม~ตอบ. ๙๒
เรื่องที่ ๙. ๙๒
ดุอาอ์ : เสียงเรียกร้องสู่ความถูกต้องของอิมามที่ ๙ ๙๓
บทที่ ๑. ๙๔
บทที่ ๒. ๙๕
บทที่ ๓. ๙๗
บทที่ ๔. ๑๐๒
การตอบสนองต่อดุอาอ์ของอิมามมุฮัมมัด อัต-ตะกี(อฺ) ๑๐๓
เหตุการณ์ที่ ๑. ๑๐๓
เหตุการณ์ที่ ๒. ๑๐๖
อิมามตะกี(อฺ)กับคอลีฟะฮฺมะอ์มูนแห่งราชวงศ์อับบาซียะฮฺ. ๑๐๗
คำสดุดีของนักปราชญ์ต่ออิมามที่ ๙. ๑๑๖
คำสดุดีจากท่านอะลี บินญะอฺฟัร. ๑๑๗
คำสดุดีจากคอลีฟะฮฺมะอ์มูน. ๑๑๙
คำสดุดีจากอะบุ้ลอีนาอ์. ๑๒๑
คำสดุดีจากบาทหลวงคริสต์. ๑๒๑
คำสดุดีจากท่านยูซุฟ บินฟะซาฆ่อลี. ๑๒๒
คำสดุดีจากท่านศ่อลาฮุดดี อัศ-ศ็อฟดี(ร.ฮฺ) ๑๒๒
คำสดุดีจากท่านมุฮัมมัด บินฏ็อลฮะฮฺ อัช-ชาฟีอี (ร.ฮ. ๑๒๔
คำสดุดีจากท่านอะฮฺมัด บินยูซุฟ อัด-ดะมัชกีอัล-กุรบานี(ร.ฮ.) ๑๒๔
คำสดุดีจากท่านอะลี บินซิบาฆ อัล-มาลิกี(ร.ฮ.) ๑๒๘
คำสดุดีจากท่านอับดุลลอฮฺ ชิบรอวี อัช-ชาฟิอี. ๑๒๘
คำสดุดีจากท่านยูซุฟ อิซมาอีล อัน-นะบะฮานี. ๑๒๙
คำสดุดีจากท่านมะฮฺมูด บินวะฮับ อัล-บัฆดาดื อัล-ฮะนาฟี. ๑๓๐
คำสดุดีจากท่านอะลี ญะลาลุ้ล ฮุซัยนี. ๑๓๑
คำสดุดีจากท่านค็อยรุดดีน อัซ-ซัรกะลี. ๑๓๑
บทส่งท้าย. ๑๓๒