อิมามมะฮ์ดี
ความหวังใหม่ของโลก
มูลนิธิ ดารฺ รอเฮ ฮัก รวบรวมและเรียบเรียง
ฮุจญตุลอิสลามซัยยิดสุไลมาน ฮุซัยนี ผู้แปล
อัลกุรอาน :
وَعَدَ اللَّـهُ الَّذِينَ آمَنُوا مِنكُمْ وَعَمِلُوا الصَّالِحَاتِ لَيَسْتَخْلِفَنَّهُمْ فِي الْأَرْضِ كَمَااسْتَخْلَفَ الَّذِينَ مِن قَبْلِهِمْ وَلَيُمَكِّنَنَّ لَهُمْ دِينَهُمُ الَّذِي ارْتَضَىٰ لَهُمْ وَلَيُبَدِّلَنَّهُم مِّن بَعْدِ خَوْفِهِمْ أَمْنًا ۚ يَعْبُدُونَنِي لَا يُشْرِكُونَ بِي شَيْئًا ۚ وَمَن كَفَرَ بَعْدَ ذَٰلِكَ فَأُولَـٰئِكَ هُمُ الْفَاسِقُونَ ﴿٥٥﴾
“และอัลลอฮได้ทรงสัญญาไว้กับบรรดาผู้ศรัทธาและประกอบการดี (อามัลศอและห์) ในหมู่พวกเจ้า โดยจะให้พวกเขาสืบทอดอำนาจบนหน้าแผ่นดินเหมือนกับที่พระองค์ได้ทรงทำให้บุคคลก่อนหน้าเขาสืบทอดมาแล้ว และพระองค์จะเปลี่ยนความหวาดกลัวของพวกเขาให้เป็นความปลอดภัย ดังนั้นจงภักดีต่อพระองค์เพียงองค์เดียว และอย่าได้ตั้งภาคีใด ๆกับพระองค์” (อันนูร: ๕๕)
وَنُرِيدُ أَن نَّمُنَّ عَلَى الَّذِينَ اسْتُضْعِفُوا فِي الْأَرْضِ وَنَجْعَلَهُمْ أَئِمَّةً وَنَجْعَلَهُمُ الْوَارِثِينَ ﴿٥﴾
“และเราได้ประสงค์จะทำให้ความโปรดปรานแก่บรรดาผู้ที่ถูกกดขี่ บนหน้าแผ่นดิน โดยทำให้พวกเขาเป็นผู้นำทั้งหลาย (บรรดาอิมาม) และทำให้พวกเขาเป็นทายาทผู้สืบมรดก” (เกาะศอศ: ๕)
คำนำของผู้แปล
ความศรัทธาในเรื่องราวที่เกี่ยวกับอิมามมะฮ์ดี เป็นความศรัทธาอันยิ่งใหญ่ (อะกีดะตุลกุบรอ) ที่มีอยู่ในอิสลาม ด้วยความศรัทธาอันนี้ก่อให้เกิดพลัง และความหวังให้กับมุสลิมที่รอคอยวันแห่งการปักธงชัยแห่ง
“ลาอิลาฮาอิลลัลลอฮ” เหนือโลกทั้งมวลให้เป็นจริง
ความศรัทธาที่ถูกต้องต่อสิ่งนี้ก่อให้เกิดความกระตือรือล้นที่จะเคลื่อนไหวในการรับใช้ศาสนา และสร้างฐานรองรับต่อการปรากฏของท่านเพื่อที่จะสถาปนารัฐอิสลามขึ้นมาบนโลก ซึ่งเป็นความหวังอันยิ่งใหญ่ของมุสลิมทุกคน
การปฏิวัติอิสลามในอิหร่านได้ประสบความสำเร็จ ก็เกิดมาจากความศรัทธา และเข้าใจถูกต้องโดยเรื่องของอิมามมะฮ์ดีและเป็นสาเหตุสำคัญอันหนึ่งที่ช่วยให้การปฏิวัติอิสลามในอิหร่านยืนหยัดอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้
บรรดาศัตรูของอิสลามรู้ดีว่าอะกีดะฮ์ อันนี้เป็นอันตรายต่อแผนการร้ายของพวกเขา และเป็นก้างที่ขวางคอพวกเขาในการคิดที่จะครองโลกเพราะตราบใดที่อะกีดะฮ์อันนี้ยังมีอยู่อย่างถูกต้องในหัวใจของมุสลิม แผนการของพวกเขาก็ไปไม่ถึงเป้าหมาย
ดังนั้นบรรดาศัตรูของอิสลามจึงได้พยายามหาวิถีทางในการที่จะกำจัดเอาอะกีดะอ์อันนี้ออกไปจากหัวใจของมุสลิมและผู้ที่สนองรับนโยบายอันชั่วช้านี้ได้ดีที่สุด ก็คือบรรดามุสลิมผู้โง่เขลาและไร้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในเรื่องของอิสลาม โดยวิธีการสร้างมะฮ์ดีตัวปลอมหรือบิดเบือนความจริงที่เกี่ยวกับอิมามมะฮ์ดีอย่างที่บางพวกได้อุตริขึ้นพวกหนึ่งได้พยามยามที่จะชี้ให้เห็นว่าใครก็เป็นมะฮ์ดีได้ ถ้าเขามาเพื่อปรับปรุงศาสนา และอีกหลายๆ พวกที่จะมีมา ได้พยายามที่จะสร้างมะฮ์ดีตัวปลอมขึ้นมาในขณะที่ความชัดแจ้งของฮะดีษที่มีอยู่ในทุกมัซฮับ (นิกาย) นั้น ทั้งชื่อ และเชื้อสายของอิมามมะฮ์ดีได้รับการยืนยันว่า เขาคือผู้ที่สืบเชื้อสายมาจากท่านศาสดา (ศ) และเป็นลูกหลานของท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ (อ)
หนังสือเล่มนี้ได้ถูกเขียนโดย คณะอุละมาอ์แห่งสถาบันทางแห่งสัจธรรม (ดารฺ รอเฮ ฮัก) ซึ่งเป็นสถาบันศาสนาที่สาคัญอันหนึ่งของเมืองกุม
มีอุละมาอฺ และนักปรัชญาหลายท่านได้ถูกผลิตออกมาจากสถาบันนี้
ดังนั้นเนื้อหาทั้งหมดในหนังสือเล่มนี้จึงมีความแน่นอนในความถูกต้องของเนื้อหา และหลักฐานด้วยความหวังที่จะเสนอสัจธรรมอันยิ่งใหญ่นี้ให้กับผู้อ่านทุกท่าน ที่ประสงค์จะมีความเข้าใจให้ถูกต้องในเรื่องของอิมามมะฮ์ดีเพื่อจะได้รับประโยชน์อย่างแท้จริงจากอะกีดะฮ์อันนี้
ด้วยสลามและดุอา
ซัยยิดสุไลมาน ฮุซัยนี
ชีวประวัติ
ชื่อของท่าน : เป็นคำสั่งเสียจากบรรดาอิมามมะอฺศูม ไม่ให้เรียกชื่อเต็มของท่าน ตราบใดที่ท่านยังไม่ปรากฏ และให้เรารู้แต่เพียงว่าชื่อของท่านเหมือนกับชื่อของรอซูลุลลอฮ ฉายาเดียวกันกับรอซูลุลลอฮ
ฉายาต่าง ๆ ของท่าน : ฉายาที่ดัง และป็นที่รู้จักกันทั่วไปก็คือ “มะฮ์ดี”,
“กออิม”, “ฮุจญัต” และบะกียะตุ้ลลอฮ”
บิดาของท่าน : คือท่านอิมามฮะซัน อัสการี (อ.) อิมาม ที่ ๑๑
มารดาของท่าน : ท่านหญิงผู้ทรงเกียรติ หลานสาวของไกเซอร์แห่งโรม มีนามว่า “นัรญิส”
สถานที่กำเนิด : เมืองซามัรรอ ประเทศ อิรัก วันที่ ๑๕ เดือน ชะอฺบาน
ฮิจเราะฮ์ที่ ๒๕๕ (ซี่งจนถึงปัจจุบันอายุหนึ่งพันหนึ่งร้อยหกสิบปี และอายุของท่านจะยืนยาวต่อไปตราบเท่าที่อัลลอฮทรงประสงค์ จนกระทั่งถึงวันแห่งการปรากฏตัวของท่าน เพื่อนำความสันติ และยุติธรรมมาสู่ชาวโลก)
ความเชื่อในมะฮ์ดี ผู้ถูกสัญญาในศาสนาต่าง ๆ
ความเชื่อในอิมามมะฮ์ดีผู้ถูกสัญญาในลักษณะที่ว่าจะมีบุรุษหนึ่งจากพระผู้เป็นเจ้ามาปลดปล่อยชาวโลกให้พ้นทุกข์โศกนั้นเป็นความเชื่อที่มีอยู่ในทุกศาสนา และทุกนิกาย มีได้มีอยู่ในแนวทางของซีอะฮ์เท่านั้น แต่ความเชื่ออันนี้นั้นมีอยู่ในพี่น้องซุนหนี่ และในศาสนาของยะฮูดี คริสเตียนพวกมะยูซี ฮินดู ซึ่งพวกเขาทั้งหมดยอมรับโดยทั่วไปว่า จะมีมหาบุรุษผู้ยิ่งใหญ่จากพระผู้เป็นเจ้ามาปลดปล่อยชาวโลกให้พ้นจากทุกข์โศก และพวกเขาทุกคนก็กำลังรอคอยมหาบุรุษผู้นี้อยู่
ในคัมภีร์ “ตี้ด” ของชาวฮินดู ได้กล่าวไว้ว่า “หลังจากที่โลกนี้ได้เข้าสู่ยุคเสื่อมโทรมที่สุด กษัตริย์หนึ่งจะปรากฏขึ้นในยุคสุดท้ายเข้าคือผู้นำแห่งศีลธรรม เขามีชื่อว่า “มันศูร” เขาจะพิชิตโลก และทำให้โลกทั้งหมดอยู่ภายใต้ศาสนาของเขา ทั้งผู้ศรัทธาและไม่ศรัทธาจะรู้จักเขา เขาประสงค์สิ่งใดจากพระเจ้าเขาจะได้รับสิ่งนั้น”
ในคัมภีร์ “ญามาซบ์” ของชาวโซโรอัสเตอร์ ได้กล่าวไว้ว่า “บุรุษหนึ่งจากลูกหลานของฮาชิม จะปรากฏขึ้นบนหน้าแผ่นดิน ผู้มีร่างกายกำยา และวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล ยืนหยัดอยู่ในศาสนาของตาของเขา จะนำความเจริญมาสู่อิหร่าน และจะทำให้โลกนี้เต็มไปด้วยระเบียบกฏเกณฑ์จนถึงขั้นที่หมาป่าจะกินน้าเคียงข้างลูกแกะได้”
ในคัมภีร์ “ซันด์” ซึ่งเป็นอีกนิกายหนึ่งของ โซโรอัสเตอร์ ได้กล่าวไว้ว่า “เมื่อชัยชนะของพระเจ้ามาถึง บรรดามารร้าย และสาวกของมัน จะถูกพันธนาการไว้กับแผ่นดิน และไม่มีทางเข้าสู่สรวงสวรรค์ และหลังจากชัยชนะอันนี้โลกจะเข้าสู่ความสาเร็จอย่างแท้จริง และลูกหลานของอาดัม จะนั่งอยู่บนบังลังก์แห่งความผาสุกตลอดไป”
ในคัมภีร์ “เตารอด” บทที่ ๒๐:๑๗ ได้กล่าวถึงอิมามสิบสองจากลูกหลานของอิสมาอีลจะปรากฏขึ้น
ในคัมภีร์ “ซะบูร” ของท่านนบีดาวูด ได้กล่าวว่า “ส่วนผู้ที่จะศอและห์เท่านั้นจะเป็นทายาทบนหน้าแผ่นดิน และเขาจะอยู่ในนั้นตลอดไป”
ซึ่งตรงกันกับโองการอัลกุรอานที่ว่า
وَلَقَدْ كَتَبْنَا فِي الزَّبُورِ مِن بَعْدِ الذِّكْرِ أَنَّ الْأَرْضَ يَرِثُهَا عِبَادِيَ الصَّالِحُونَ ﴿١٠٥﴾
“และเราได้บันทึกไว้ใน “ซะบูร” หลังจาก (ที่ได้บันทึกไว้แล้วใน)
เตารอต ว่าแท้จริงบ่าวผู้ศอและห์ของข้าเท่านั้นที่จะเป็นทายาทบนหน้าแผ่นดิน”
(อัมบิยาอฺ: ๑๐๕)”
และอีกโองการหนึ่งได้กล่าวไว้ว่า
وَعَدَ اللَّـهُ الَّذِينَ آمَنُوا مِنكُمْ وَعَمِلُوا الصَّالِحَاتِ لَيَسْتَخْلِفَنَّهُمْ فِي الْأَرْضِ كَمَا اسْتَخْلَفَ الَّذِينَ مِن قَبْلِهِمْ وَلَيُمَكِّنَنَّ لَهُمْ دِينَهُمُ الَّذِي ارْتَضَىٰ لَهُمْ وَلَيُبَدِّلَنَّهُم مِّن بَعْدِ خَوْفِهِمْ أَمْنًا يَعْبُدُونَنِي لَا يُشْرِكُونَ بِي شَيْئًا وَمَن كَفَرَ بَعْدَ ذَٰلِكَ فَأُولَـٰئِكَ هُمُ الْفَاسِقُونَ ﴿٥٥﴾
“และอัลลอฮฺได้ทรงสัญญาไว้กับบรรดาผู้ศรัทธา และประกอบการดี (อามัสศอและห์) ในหมู่พวกเจ้า โดยจะให้พวกเขาสืบทอดอานาจบนหน้าแผ่นดิน เหมือนกับที่พระองค์ได้ทรงทาให้บุคคลก่อนหน้าเขาสืบทอดมาแล้ว และพระองค์จะเปลี่ยนความหวาดกลัวของพวกเขาให้เป็นความปลอดภัย ดังนั้นจงภักดีต่อพระองค์เพียงพระองค์เดียว และอย่าได้ตั้งภาคีใด ๆ กับพระองค์” (อันนูร: ๕๕)
อีกโองการหนึ่งได้กล่าวว่า
وَنُرِيدُ أَن نَّمُنَّ عَلَى الَّذِينَ اسْتُضْعِفُوا فِي الْأَرْضِ وَنَجْعَلَهُمْ أَئِمَّةً وَنَجْعَلَهُمُ الْوَارِثِينَ ﴿٥﴾
: “และเราได้ประสงค์ที่จะทำให้ความโปรดปรานแก่บรรดาผู้ที่ถูกกดขี่บนหน้าแผ่นดิน โดยทำให้พวกเขาเป็นผู้นาทั้งหลาย (บรรดาอิมาม) และทำให้พวกเขาเป็นทายาทผู้สืบมรดก” (เกาะศอศ: ๕)
ซึ่งโองการเหล่านั้นทั้งหมดที่ได้กล่าวมาแล้วนั้นเป็นข้อพิสูจน์อย่างเพียงพอ ที่จะกล่าวว่า สุดท้ายแล้ว วันหนึ่งโลกจะตกอยู่ในมือผู้เหมาะสมของบ่าวของพระเจ้า และมรดกแห่งอำนาจอันนี้จะกลับไปสู่พวกเขา และจะเป็นวันที่ตำแหน่งผู้นำ และผู้ปลดปล่อยชาวโลก จะมาถึงมือของเขา” มนุษย์ได้เดินหลงจากทางนำแห่งพระเจ้าเข้าสู่จุดเสื่อมสูงสุดของความเป็นมนุษย์และไร้จริยธรรม ซึ่งแทบจะไม่มีอะไรหลงเหลืออีกแล้วในความเป็นมนุษย์และไร้จริยธรรม ซึ่งแทบจะไม่มีอะไรหลงเหลืออีกแล้วในความเป็นมนุษย์ที่แท้จริงที่มีคุณธรรมและศีลธรรม และในไม่ช้ามนุษย์จะพบว่าการใช้กำลังหรืออำนาจ หรือ ความรู้และวิชาการทางด้านวัตถุหรือเทคนิคต่าง ๆ ของมัน จะไม่สามารถทำให้โลกนี้มีระเบียบหรือความยุติธรรม จนไปสู่ความสำเร็จสูงสุดได้
นอกเสียจากว่าพวกเขาจะต้องเปลี่ยนฟฤติกรรม และการเป็นอยู่ให้เป็นไปตามพื้นฐานของความศรัทธา และยอมรับการชี้นำ และอำนาจของพระเจ้า และยอมรับผู้นำแห่งพระเจ้า เพื่อที่จะนำพวกเขาฝ่าฟันอันตราย
ต่าง ๆ เข้าสู่ทางแห่งความรอดพ้นของมนุษย์ชาติ นำโลก และมนุษยชาติเข้าสู่การปกครองที่สมบูรณ์แบบซึ่งวางอยู่บนพื้นฐานของความยุติธรรมและสันติภาพ
ความศรัทธาในมะฮ์ดี ผู้ถูกสัญญา (อ.)จากหลักฐานต่างๆ
ในอิสลาม
ท่านรอซูล และบรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์ ได้รายงานเรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับท่านอิมามมะฮ์ดี ทั้งในแง่ที่เกี่ยวกับการหายตัว (ฆ็อยบะฮ์) การปรากฏตัวอีกครั้งหนึ่ง การต่อสู้ของท่าน และบุคลิกภาพต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับท่านอิมามมะฮ์ดี ซึ่งรายงานเหล่านี้ได้รับการถ่ายทอดอย่างแพร่หลายจากบรรดาสาวก และสหายของรอซูล และอิมามผู้บริสุทธิ์
เจ้าของหนังสือ “อัลอิมามอัล-มะอ์ดี” ได้บันทึกชื่อของศอฮาบะอ์ ๕๐ ท่าน ชื่อของตาบิอีนอีก ๕๐ ท่านที่ได้ทำการรายงานหะดีษที่เกี่ยวกับอิมามมะฮ์ดี
บรรดากวีมุสลิมได้เขียนบทกวีไว้อย่างมากมายที่เกี่ยวกับท่านอิมาม และส่วนมากของบทกวีนั้นได้เขียนก่อนประสูติของท่านอีมามมะฮ์ดีนับศตวรรษ
“กูเมต อัลอะซะดีย์” นักกวีเอกคนหนึ่งของชีอะฮ์ ได้แต่งบทกวีบรรยายเกี่ยวกับท่านอิมามมะฮ์ดี ต่อหน้าท่านอิมามบากิร (อ) และยังได้ถามท่าน
อิมามบากิร (อ.) เกี่ยวกับเวลาที่อิมามจะปรากฏ
“ดิอ์บัล อัลคุซาอี” กวีเอกอีกท่านหนึ่งที่ได้แต่งบทกวีเกี่ยวกับท่านอิมามมะฮ์ดี ต่อหน้าท่านอิมามริฏอ (อ) ซึ่งคุซาอี ได้กล่าวขึ้นว่า
“ถ้าไม่ใช่เพราะความหวังที่ฉันมีในวันนี้หรือพรุ่งนี้ (หมายถึงการมาของท่านอิมามมะฮ์ดี)
หัวใจของฉันก็ต้องสลายไปกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับพวกเขา (หมายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับอะหฺลุลบัยต์) (ความหวังนั้นก็คือ) การปรากฏของอิมามท่านหนึ่งซึ่งไม่มีข้อสงสัยในการปรากฏขึ้น
เขาจะยืนหยัดด้วยพระนามแห่งอัลลอฮฺ และจากบารอกัตของพระองค์ (และเขา) จะเป็นผู้แยกแยะในหมู่พวกเราระหว่างสัจธรรมกับความเท็จ และเขา จะเป็นผู้ตอบแทนรางวัล และบทลงโทษ”
หลังจากที่ คุซาอี ได้อ่านกวีบทนี้จบ ท่านอิมามริฏอ (อ) จึงได้กล่าวกับเขาว่า
“โอ้ คุซาอี เอ๋ย บทกวีบทนี้ พระเจ้าเป็นผู้ใส่มันลงไปในปากของเจ้า
เจ้ารู้ไหมว่าอิมาม คือใคร? คุซาอี ได้ตอบว่า : ฉันไม่รู้ ฉันรู้แต่เพียงว่า จะมีอิมามหนึ่งจากลูกหลานของท่าน ปรากฏขึ้นและเขาจะทำให้โลกนี้เต็มไปด้วยความสันติ และยุติธรรม”
ท่านอิมามริฏอ (อ) จึงกล่าวขึ้นว่า: โอ้ คุซาอี อิมามหลังจากฉันคือมุฮัมมัด
(อิมามญะวาด) บุตรชายของฉัน และหลังจากเขาก็คือบุตรชายของเขา ฮะซัน (อิมาม ฮาตี) และหลังจากเขา (อะลี) ก็คือบุตรชายของเขา ฮะซัน
(อิมามอัสการี) และหลังจากเขา (ฮะซัน) ก็บุตรชายของเขา ซี่งในการเร้นหายของเขาจะต้องรอคอย และในการปรากฏของเขาจะต้องภักดี และถึงแม้ว่าโลกนี้จะมีเวลาเหลืออยู่อีกเพียงวันเดียว อัลลอฮฺก็จะทำให้วันนั้นยืดยาวจนกระทั่งกออิม (อิมามมะฮ์ดี) ปรากฏและทำให้โลกเต็มไปด้วยความสันติ และยุติธรรมหลังจากที่มันได้เต็มไปด้วยความอธรรม และการกดขี่
และบางครั้งบรรดานักกวี หรือ ลูกศิษย์ของบรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์ได้ถามกับท่านอย่างตรงไปตรงมาว่าท่าน หรือเปล่าที่เป็น “กออิม” หรือท่านหรือเปล่า คือ มะฮ์ดี ผู้ถูกรอคอย (อัลมุนตะซ็อร) ดังนั้นบรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์ ก็จะทำการตอบชี้แจง สิ่งที่เกี่ยวกับอิมาม กออิม (มะฮ์ดี) ตามความเหมาะสมของเวลาและโอกาส
และจากการที่ฮะดีษที่เกี่ยวกับท่านอิมามมะฮ์ดี (อ) เป็นที่ยอมรับกันอย่างแพร่หลายในหมู่สลิม จึงเป็นสาเหตุทำให้เกิดมีการกล่าวอ้างเท็จขึ้นเกี่ยวกับการเป็น อัล-มะฮ์ดี หรือ นาเอาสิ่งนี้ไปใช้ประโยชน์ในทางที่ผิด ตั้งแต่ในสมัยที่อิมามมะฮ์ดีจริงยังไม่ประสูติ อย่างเช่นพวก “กิซานียะฮ์” แต่ซึ่งพวกนี้นั้นเกิดขึ้นมาก่อนที่ท่านอิมามมะฮ์ดี จะถือกำเนิดถึง ๒๐๐ ปี โดยพวกเขาได้อ้างว่า “มุหัมมัด อัลฮะนาฟียะฮ์” คืออิมามมะฮ์ดี ผู้ถูกรอคอย และได้เชื่อกันว่าได้เร้นหายไป และจะกลับมาปรากฏอีกครั้งหนึ่งโดยได้นำฮะดีษ และหลักฐานต่าง ๆ จากท่านรอซูล(ศ) และอิมามผู้บริสุทธิ์ได้พูดถึงมะฮ์ดีตัวจริง มาเป็นข้อกล่าวอ้าง และพวกราชวงศ์อับบาซียะฮ์ ก็ได้สร้างเรื่องเท็จในทำนองนี้ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งในสมัยของเคาะลีฟะห์ “มะฮ์ดี อับบาซี” ซึ่งได้ตั้งชื่อตัวเองว่า “มะฮ์ดี” เพื่อที่จะได้ใช้ประโยชน์จากการที่ประชาชาติ
รอคอยท่านอิมามมะฮ์ดีตัวจริง
อุละมาอ์สุนหนี่ และชีอะห์ได้บันทึกฮะดีษที่เกี่ยวกับท่านอิมามมะฮ์ดีไว้อย่างมากมาย จาก “มุสนัด อะห์มัด อิบนิ ฮัมบัล” และ “เศาะหี้หฺบุคอรี” เป็นส่วนหนึ่งจากหนังสือฮะดีษที่มาตรฐานของ อะห์ลิซซุนนะห์ ที่ได้เขียนขึ้นก่อนการถือกำเนิดของท่านอิมามมะฮ์ดี และหนังสือ ทั้งสองเล่มนี้ก็ได้รายงานหะดีษต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับอิมามมะฮ์ดีไว้เป็นจำนวนมาก
หนังสือ “มะชีเคาะฮ์ เขียนโดย ฮะสัน บิน มะฮ์บูบ ซึ่งเชคฏ็อบริซีย์ ได้กล่าวไว้ว่า “หนังสือเล่มนี้ได้เขียนขึ้น ๑๐๐ ปี ก่อนการเร้นหายครั้งใหญ่
(ฆ็อยบะตุลกุบรอ) ของท่านอิมามมะฮ์ดี ซี่งในหนังสือเล่มนี้ได้รายงานเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการเร้นหายของท่านอิมามมะฮ์ดี”
และเชคฏูซีได้กล่าวต่อไปอีกว่า “หะดีษต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการเร้นหายของท่านอิมามมะฮ์ดี ได้ถูกบันทึกไว้อย่างมากมายโดยนักฮะดีษชาวชีอะฮ์ ตั้งแต่สมัยของท่านอิมามบากิร และอิมาม ญะอ์ฟัร (อ)
นักวิชาการชาวชีอะฮ์และสุนหนี่ได้เขียนหนังสือไว้อย่างมากมายเกี่ยวกับอิมามมะฮ์ดีผู้ถูกสัญญา ซึ่งบางเล่มได้เขียนขึ้นก่อนการถือกำเนิดของท่านอิมามะฮ์ดี (อ)
รอวาญานี อุละมาอฺชาวสุนหนี่ มรณะในปีที่ ๒๕๐ ฮิจเราะฮ์ ได้เขียนหนังสือ “อัคบารรุลมะฮ์ดี” ไว้ตั้งแต่ก่อนการถือกำเนิดของท่านอิมาม
มะฮ์ดี ในหมู่อุละมาอฺชีอะฮ์ ก็เช่นกัน ท่านอันมาฏีและ มุฮัมมัด บิน
อัลฮะซัน บิน มะฮ์บูบ ได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับการถือกำเนิด และการเร้นหายของท่านอิมามมะฮ์ดี ไว้ตั้งแต่ก่อนการถือกำเนิด และเร้นหายของท่านอิมาม
ฮะดีษ และเรื่องของท่านอิมามมะฮ์ดีนั้นมีมากมาย และเป็นเรื่องชัดแจ้งที่สุดเรื่องหนึ่งในอิสลาม ซี่งเป็นการยากที่จะหาเรื่องอื่น มาเปรียบเทียบถึงความชัดแจ้งของมัน นอกเหนือจากอุละมาอ์ชีอะฮ์เองแล้ว อุละมาอ์สุนหนี่จำนวนมากยอมรับว่า ฮะดีษที่เกี่ยวกับท่านอิมามมะฮ์ดี นั้นชัดแจ้งถึงขั้น
มุตะวาติร อย่างเช่นท่านบัยฮะกีย์ อุลามะอฺชาวสุนนะห์เจ้าของหนังสือ “มะนากิบุชชาฟิอี” มรณภาพเมื่อปีที่ ๓๖๓ แห่งฮิจเราะฮ์
ท่านได้กล่าวไว้ว่า : ฮะดีษที่เกี่ยวกับอิมามมะฮ์ดี ที่รายงานจากท่านรอซูลแห่งอัลลอฮ์นั้นความชัดแจ้งของมันถึงขั้น “มุตะวาติร”
เจ้าของหนังสือ “อิมามมะฮ์ดี” ได้เขียนไว้ในหนังสือของท่านว่า:
ถ้าเรารวบรวมริวายะฮ์ต่างๆ ที่รายงานโดยทั้งชีอะฮ์ และสุนหนี่ที่เกี่ยวกับท่านอิมามมะฮ์ดี เราจะพบว่ามันมีมากกว่าหกพันฮะดีษ ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่ยิ่งใหญ่อย่างมากตัวหนึ่ง ซึ่งแม้แต่เรื่องสำคัญอื่นๆ ในอิสลามที่เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปไม่มีข้อแย้ง และสงสัยเลยในการยอมรับมัน ก็ยังไม่มีรายงานถึงหกพันฮะดีษ
ดังนั้น บนพื้นฐานเหล่านี้ มุสลิมตั้งแต่ยุคแรกของอิสลามได้รับรู้ และเข้าใจถึงสัญญาอันยิ่งใหญ่นี้ และโดยเฉพาะชีอะฮ์ ผู้ได้รับการฝึกฝนจากครอบครัวอันบริสุทธิ์ (อะฮ์ลุลบัยต์) มีความเชื่อที่มั่นคง และสมบูรณ์ได้ทำการรอคอยการกำเนิด และการกลับมาอีกครั้งหนึ่งของท่านอิมามมะฮ์ดี ทุกยุคทุกสมัยที่ผ่านมา
หลักฐานจากฮะดีษต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับท่านอิมามมะฮ์ดี นั้นได้ชี้ชัดให้รู้ว่า ท่านอิมามมะฮ์ดีนั้นมาจากบะนีฮาชิม เป็นลูกหลานของท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ (อ) สืบเชื้อสายมาจากสายเลือดของผู้นำแห่งบรรดาซะฮีดอิมามฮุเซน (อ)
พ่อของท่านชื่อ ฮะซัน (อิมามอัสการี) ส่วนชื่อท่านอิมามมะฮ์ดีนั้นมีชื่อ และฉายา เหมือนกับชื่อ และฉายาของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อด) การกำเนิด และการมีชีวิตของท่านเป็นความลับ
การเร้นหาย (ฆ็อยบะฮ์) มีสองครั้งซึ่งครั้งแรกเป็นระยะเวลาอันสั้น
(ฆ็อยบะตุลศุฆรอ) และครั้งที่สองเรียกกว่า “ฆ็อยบะตุลกุบรอ” ซึ่งเป็นการเร้นหายที่มีระยะเวลาอันยาวนานตราบเท่าที่อัลลอฮฺทรงประสงค์ และด้วยคำสั่งของพระองค์จะกลับมาปรากฏตัวอีกครั้งหนึ่ง เพื่อทำการปฏิวัติ และนำโลกเข้าสู่การปกครองของอิสลาม และจาทำให้โลกเต็มไปด้วยความสันติ และยุติธรรมหลังจากที่มันได้เต็มไปด้วยความ อยุติธรรม และการกดขี่
โดยในฮะดีษเหล่านี้ ได้อธิบายอย่างละเอียดถึงบุคลิกรูปร่าง และหน้าตาของอิมามคนที่สิบสองท่านนี้ ซึ่งเราจะนำมาเป็นตัวอย่างดังนี้
ตัวอย่างจากฮะดีษของอะฮฺลิซสุนนะฮ์
๑. ท่านศาสดา (ศ็อล) ได้ย้ำถึงความแน่นอนของการปรากฏตัวของท่าน
อิมามมะอ์ดี ว่า: ถึงแม้ว่าโลกนี้มีเวลาเหลืออีกเพียงวันเดียวอัลลอฮฺ ก็จะส่งชายคนหนึ่งจากเรา มาบนโลกนี้ และจะทำให้โลกนี้เต็มไปด้วยความยุติธรรม หลังจากที่มันได้เคยเต็มไปด้วยความอยุติธรรม และการกดขี่
(จากมุสนัด อะห์มัด อิบนิ ฮัมบัล)
๒. ท่านศาสดา (ศ็อล) กล่าวไว้ว่า: วันกิยามัตจะไม่เกิดขึ้นจนกว่าชาย
คนหนึ่งจากอะห์ลุลบัยต์ของฉัน จะปรากฏตัว และทำให้ภารกิจของฉันสมบูรณ์ด้วยมือของเขา ชื่อของเขาเหมือนชื่อของฉัน
(จากมุสนัด อะหมัด อิบนิ ฮัมบัล)
๓. ท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ็อล) ได้กล่าวว่า: เหมือนกับที่อะลีเป็นผู้นำหลังจากฉัน กออิม อัลมุนตะซ็อร (อิมามมะฮ์ดี) ก็คือผู้นำจากฉัน เมื่อตอนที่เขาปรากฏตัวเขาจะทำให้โลกนี้เต็มไปด้วยความสันติ และยุติธรรมหลังจากที่มันได้เต็มไปด้วย ความอธรรม และการกดขี่ ขอสาบานด้วยพระนามแห่งอัลลอฮ์ว่า ผู้ที่สามารถจะยืนหยัดอย่างมั่นคงต่อศาสนาในช่วงของการเร้นหายของเขานั้นหายากยิ่งกว่าเหล็กไหลเสียอีก
ท่านญาบีร ได้ลุกขึ้นถามว่า : โอ้ ศาสดาแห่งอัลลอฮฺ “กออิม” ลูกหลานของท่านมีการเร้นหายด้วยหรือ?
ท่านศาสดา ตอบ : แน่นอนขอสาบานด้วยพระผู้อภิบาลของฉัน ผู้ศรัทธาจะถูกทดสอบจนบริสุทธิ์ และผู้ปฏิเสธจะถูกทำให้พินาศโอ้ ญาบีรเอ๋ย เรื่องนี้นั้นเป็นความลับอันหนึ่งจากความลับทั้งหลายจากอัลลอฮ์ ดังนั้นจงหลีกห่างจากความสงสัย เพราะการสงสัยในกิจกรรมของอัลลอฮ์นั้นเป็นการปฏิเสธ (กุฟร์)
(จากหนังสือ “ยานะบีอุล มะวัดดะฮ”)
๔. ท่านหญิงอุมมุ ซะละมะฮ์ ได้รายงานว่า ท่านเราะสูลุลลอฮ (ศ็อล) ได้พูดถึงมะฮ์ดีผู้ถูกสัญญา และย้ำว่า: แน่นอนมันเป็นเรื่องจริง และเขาจะมาจากลูกหลานของฟาฏิมะฮ์
๕. ท่านซัลมาน อัลฟาริซี ได้กล่าวว่า วันหนึ่งฉันได้ไปหาท่าน
รอสูลุลลอฮฺ (ศ็อล) และพบว่า ฮุเซนลูกของอะลีนั่งอยู่บนตักของท่านศาสดา และท่านก็ได้จูบไปที่ดวงตา และริมฝีปากของฮุเซน และกล่าวขึ้นว่า: เจ้าคือซัยยิดลูกของซัยยิด และน้องของซัยยิด เจ้าคืออิมามลูกของอิมาม และน้องของอิมาม เจ้าคือฮุจญัตของอัลลอฮ์ ลูกของฮุจญัต และน้องของฮุจญัต (บทพิสูจน์แห่งอัลลอฮ์) และเจ้า (ฮุเซน) คือบิดาของเก้าฮุจญัตแห่งอัลลอฮ์ ซึ่งคนที่เก้านั้นคือ กออิม (อิมามมะฮ์ดี)
(จากหนังสือ “ยะนาบีอุล มะวัดดะฮ์”
๖. ท่านอิมามริฏอ (อ) ได้กล่าวว่า: คอลาฟุศ-ศอและห์ คือลูกของฮะซัน บินอะลี อัลอัสการี และคือมะฮ์ดีผู้ถูกสัญญา
(จากหนังสือ “ยะนาบีอุล มะวัดดะฮ์”
๗. ท่านรอซุลลุลอฮ (ศ็อล) ได้กล่าวว่า: ขอแจ้งข่าวดีให้แก่พวกเจ้าในเรื่องของมะฮ์ดี เขาจะปรากฏขึ้นในอุมมะฮ์ของฉันในขณะที่อุมมะฮ์กำลังแยกและสั่นคลอน เขาจะทาให้โลกนี้เต็มไปด้วยความยุติธรรม หลังจากที่มันได้เต็มไปด้วยความอธรรม และการกดขี่ ทั้งชาวฟ้า และชาวดิน จะมีความสุขและพึงพอใจต่อเขา
(จากมุสนัด อะหมัด อิบนิ ฮัมบัล)
๘. ท่านอิมามริฏอ (อ) ได้กล่าวว่า : ไม่มีศาสนาสาหรับผู้ที่ไม่มีตักวา และผู้ที่มีเกียรติยิ่งในหมูสูเจ้า ณ อัลลอฮ์ นั้นคือผู้ที่มีตักวามากกว่า : หลังจากนั้นท่านอิมามได้กล่าวเสริมขึ้นว่า : หลานคนที่ ๔ จากวงศ์วานของฉัน เป็นบุตรของหญิงที่เป็นทาส ซึ่งอัลลอฮฺจะให้เขาเป็นผู้ทำความสะอาดโลก จากความอยุติธรรมและการกดขี่ และเขาคือผู้ที่ประชาชนจะสงสัย และลังเลเกี่ยวกับการกำเนิดของเขา เขาคือเจ้าแห่งการเร้นหาย (ฆ็อยบะฮ์) และเมื่อเขาปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งหนึ่งเขาทำให้โลกนี้สว่างไสวด้วยรัศมีแห่งอัลลอฮฺ และเขาจะเป็นผู้วางตาชั่งแห่งความยุติธรรมในหมู่ประชาชาติ และในวันนั้นจะไม่มีผู้ใดสามารถที่จะทำการละเมิดหรือกดขี่ใดได้อีก
(จากหนังสือ “ยะนาบีอุล มะวัดดะฮ์”
๙. ท่านอะมีรุ้ลมุอ์มินีน อะลี (อ) ได้กล่าวว่า: อัลลอฮ์จะทำให้กลุ่มหนึ่งปรากฏขึ้น ซึ่งพวกเขารักพระองค์ และอัลลอฮ์ก็ทรงรักพวกเขา และพระองค์จะทำให้พวกเขาได้รับอำนาจการปกครองจากพระองค์
คนหนึ่งจากหมู่พวกเขาจะถูกปิดซ่อนเร้นเอาไว้ และเขาผู้นั้นคือมะฮ์ดี
ผู้ถูกสัญญาไว้ซึ่งเขาทำให้โลกนี้เต็มไปด้วยความสันติ และความยุติธรรมโดยปราศจากความลำบากใด ๆ สำหรับเขาในการนี้ ในวัยทารกเขาจะห่างไกลจากบิดา และมารดา.. และเขาจะพิชิตเมืองต่างๆ ของมุสลิมด้วยสันติ โลกในวันนั้นพร้อมแล้วที่จะรองรับเขา คำพูดของเขาจะได้รับการต้อนรับ ทั้งคนหนุ่ม และแก่จะภักดีต่อเขา
เขาจะทำให้โลกนี้เต็มไปด้วยความสันติ และยุติธรรม หลังจากที่มันได้เคยเต็มไปด้วยความอธรรม และการกดขี่ และในเวลานั้น ตำแหน่งแห่ง
อิมามัตจะถึงจุดสมบูรณ์ของมัน และตำแหน่งคอลีฟะฮ์ที่แท้จริงก็จะปรากฏขึ้น และอัลลอฮ์จะทำให้ผู้ที่อยู่ในหลุมฝังศพฟื้นขึ้น พวกเขาจะฟื้นขึ้นมาในตอนเช้า และพบว่าตัวเองไม่ได้อยู่ในหลุมฝังศพ จากการปรากฏตัวของ
มะฮ์ดี แผ่นดินจะสดใส และเจริญงอกงาม น้ำอันใส บริสุทธิ์จะไหลไป
ทุกลำธาร ความวุ่นวาย การแย่งชิง และกดขี่จะถูกขจัดออกไป
ความประเสริฐและสิริมงคล (บะรอกัต) จะถูกประทานลงมา และไม่มีความจำเป็นใดๆ อีกที่ฉันจะบรรยายถึงสิ่งที่จะตามมาหลังจากนั้นอีกเพียงแต่ฝากสลามจากฉันไปยังโลกนั้นด้วยเถิด
(จากหนังสือ “ยะนาบีอุล มะวัดดะฮ์”)
ตัวอย่างจากฮะดีษของชาวชีอะฮ์
๑.อิมามศอดิก (อ) ได้กล่าวว่า: ประชาชาติจะสูญหายอิมามของพวกเขา แต่ อิมามของพวกเขาจะปรากฏตัวในฮัจญ์ทุกปี อิมามจะมองเห็นพวกเขาแต่พวกเขามองไม่เห็นอิมาม
(จากอุศุลอัลกาฟี)
๒.อัศบัฆ บิน นะบาตะฮ์ ได้รายงานว่า วันหนึ่งฉันได้ไปเยี่ยมท่าน
อะมีรุ้ลมุอ์มินีน อะลี อะลัยฮิสลาม และพบว่าท่านอะลี กำลังนั่งครุ่นคิดถึงสิ่งหนึ่งอย่างลึกซึ้ง ในขณะที่นิ้วของท่านได้คุ้ยเขี่ยไปบนดิน ฉันจึงได้ถามขึ้นว่า: ทำไมท่านจึงอยู่สภาพครุ่นคิดเช่นนี้? หรือว่าท่านกำลังจะมีความประสงค์สิ่งหนึ่งในแผ่นดิน ? ท่านอิมามอะลี (อ.) ได้ตอบว่า:
ไม่ สาบานด้วยพระนามแห่งอัลลอฮฺ ฉันไม่เคยมีความต้องการอะไรในแผ่นดิน และดุนยานี้เลย แต่ฉันกาลังครุ่นคิดถึงผู้หนึ่งที่จะถือกำเนิดมา จากเชื้อสายของฉัน และเป็นลูกหลานคนที่สิบเอ็ดของฉัน และเขา
(มะฮ์ดี) จะทำโลกนี้เต็มไปด้วยความสันติ และยุติธรรม หลังจากที่มันเคยเต็มไปด้วยความอยุติธรรม และการกดขี่ จะมีการเร้นหาย และความสับสนในตัวของเขา จนกุล่มหนึ่งจะได้รับทางนำ และอีกกลุ่มหนึ่งถูกทำให้หลงทาง (จากอุศูล อัลกาฟี)
๓. ท่านอิมามศอดิก (อ.) ได้กล่าวว่า: ถ้าข่าวแห่งการเร้นหายของอิมามประจำยุคของเจ้า (มะฮ์ดี) มาถึงเจ้า จงอย่าปฏิเสธ
(จากอุศูล อัลกาฟี)
๔. ท่านอิมามศอดิก (อ.) ได้กล่าวว่า: มีการเร้นหาย ๒ ครั้งสาหรับกออิม ครั้งที่หนึ่งเป็นระยะเวลาอันสั้น ครั้งที่สองเป็นระยะเวลาอันยาวนาน ในการเร้นหายครั้งแรกนั้น เฉพาะชีอะฮ์ผู้ใกล้ชิดเท่านั้นที่รู้ที่อยู่ของเขา และในการเร้นหายครั้งที่สองนั้น นอกจากสาวกและมิตรสหาย ผู้ใกล้ชิด แล้วจะไม่มีใครรู้ที่อยู่ของเขา (จากอุศูลอัลกาฟี)
๕. ท่านอิมามศอดิก (อ.) ได้กล่าวว่า: กออิมจะทำการกิยาม (ลุกขึ้นปฏิวัติ) ในขณะที่ยังไม่มีใครได้ทำการบัยอัต (การให้สัตยาบัน) หรือ สนธิสัญญาใดๆ กับเขา
๖. ท่านรอซุลุลลอฮ (ศ็อลฯ) ได้กล่าวไว้ : กออิม มาจากลูกหลานของฉัน ชื่อของเขาเหมือนชื่อของฉัน ฉายาของเขาเหมือนฉายาของฉันบุคลิกของเขาเหมือนกับบุคลิกแบบของฉัน ฉายาของเขาเหมือนฉายาของฉันบุคคลิกของเขาเหมือนกับบุคลิกแบบของฉัน แบบฉบับ (สุนนะฮ์) ของเขาเหมือนกับแบบฉัน เขาจะเรียกประชาชาติกลับมาเข้าสู่ชะรีอัต และศาสนา ของฉันอีกครั้งหนึ่ง และจะเชิญชวนมนุษย์เข้าสู่คัมภีร์แห่งพระผู้อภิบาล ของฉัน ใครก็ตามที่ภักดีต่อเขา ก็เท่ากับได้ภักดีต่อฉัน ใครก็ตามที่เป็นปรปักษ์ต่อเขาก็เท่ากับเป็นปรปักษ์ต่อฉัน และใครก็ตามที่ปฏิเสธการเร้นหายของเขาก็เท่ากับได้ปฏิเสธศาสนาของฉันทั้งหมด
(จากหนังสือ อะอ์ลามุลวะรออ์)
๗. ท่านอิมามซัยนุลอาบิดีน ได้กล่าวว่า: ในเรื่องราวของกออิมนั้นมีหลายสิ่งที่เหมือนกับบรรดาศาสดาต่างๆ เหมือนกับนูห์, เหมือนกับอิบรอฮีม, เหมือนกับมูซา, เหมือนกับอีซา ,เหมือนกับอัยยูบ และเหมือนกับมุฮัมมัด (ศ็อล) อายุของเขายืนยาวเหมือนกับนูฮ์ การถือกำเนิดของเขาถูกปกปิด และการใช้ชีวิตของเขาห่างไกลจากประชาชนเหมือนกับอิบรอฮีมเขาอยู่ในความกังวลและเร้นหายเหมือนกับมูซา
ประชาชาติมีความคิดแตกแยกกันในเรื่องของเขาเหมือนกับมูซาประชาชาติมีความคิดแตกแยกกันในเรื่องของเขาเหมือนกับอีซา เขาจะถึงจุดแห่งความเจริญ และรุ่งโรจน์หลังจากผ่านการทดสอบ และทุกข์ทรมานเหมือนกับอัยยูบซึ่งเขาจะลุกขึ้นปฏิวัติด้วยคมดาบเหมือนมุฮัมมัด (ศ็อล)
(จากหนังสือ กะมากุลดีน)
๘. ท่านอิมามศอดิก (อ.) ได้กล่าวว่า: สาหรับกออิมมีการเร้นหาย และสาหรับบ่าวของอัลลอฮ์ในช่วงเวลานั้น เขาจะต้องเสริมสร้างตักวาและยึดมั่นในศาสดาของพระองค์ให้มั่นคง
๙. ท่านอิมามศอติก (อ.) ได้กล่าวว่า: สาหรับประชาชาติ วันหนึ่งจะมาถึงที่อิมามของพวกเขาจะเร้นหาย
ท่านซุรอเราะฮ์ (สาวกผู้ทรงเกียรติ ท่านหนึ่งของอิมามศอติก) ได้ถามขึ้นว่า : หน้าที่ประชาชาติในยุคนั้นคืออะไร ?
ท่านอิมามได้ตอบว่า : เขายึดมั่นในศรัทธา และปฏิบัติหน้าที่ตามที่ศาสนาได้กำหนดอย่างเคร่งครัด จนกว่าอิมามของพวกเขาจะปรากฏ
(จากหนังสือ กะมาลุคดีน)
๑๐. ท่านอิมามศอดิก (อ.) ได้กล่าวว่า: ปรากฏและกิยามของมะฮ์ดีจะไม่เกิดขึ้น จนกว่าทุกอารยธรรม และอุดมการณ์ได้ผลัดเปลี่ยนกันขึ้นมาปกครองประชาชาติ จนหมดสิ้นแล้วเพื่อที่พวกเขาจะได้ไม่มี โอกาสที่จะพูดได้อีกว่า ถ้าให้เราปกครองเราก็จะปกครองด้วยความยุติธรรม และหลังจากนั้น (หลังจากที่ทุกอารยธรรมได้ขึ้นมาปกครองแล้ว) กออิม ก็จะทาการกิยามด้วยสัจธรรมและความยุติธรรม
(จากหนังสือ อิษบาตุลฮุดา)
กำเนิดอิมาม
ผู้นาจากฟากฟ้า คนที่สิบสองอิมามมะฮ์ดี (อ) ได้ถือกำเนิดมาในรุ่งอรุณของวันศุกร์ที่ ๑๕ เดือนชะอฺบาน ฮิจเราะฮ์ที่ ๒๕๕ ตรงกับปีคริสตศักราชที่ ๘๖๘ ที่เมืองซามัรรอ ในบ้านของ ฮะซัน อัล-อัสการี (อ) อิมามคนที่สิบเอ็ด ผู้เป็นบิดา และมารดาของท่านคือ ท่านหญิง “นัรญิส” และบางครั้งเรียกว่า
“ซูซัน” หรือ “ไศกัล” ซึ่งเป็นธิดาของ “ยูซอา” ซึ่งเป็นราชกุมารีของ
ไกเซอร์ แห่งโรม ผู้สืบเชื้อสายมาจาก “ชัมอูน” ผู้เป็นสาวกคนหนึ่งของศาสดาอีซา (เยซู)
ท่านหญิง นัรญิส เป็นหญิงที่มีบุคคลิกภาพที่ประเสริฐ และสมบูรณ์ผู้หนึ่ง ซึ่งท่านหญิง “ฮะกีมะฮ์” น้องสาวของท่านอิมามฮาดี (อิมามคนที่สิบ) ซึ่งนางเองเป็นบุคคลที่สาคัญของครอบครัวแห่งอะห์ลุลบัยต์แต่นางจะเรียกท่านหญิง “นัรญิส” ว่า นายหญิงของฉัน นายหญิงแห่งครอบครัวเราหรือแทนตัวเองว่าบ่าว เมื่ออยู่ต่อหน้าท่านหญิงนัรญิส
เมื่อตอนที่ท่านหญิง นัรญิส ยังอยู่ในโรม ฝันอันแปลกประหลาดหลายครั้งได้เกิดขึ้นกับนาง ครั้งหนึ่งนางได้ฝันว่า ท่านศาสดามุฮัมมัด และศาสดาอีซา ได้ทำการสมรสตัวนางกับท่านอิมามฮาซัน อัลลอัสการี (อ) อีกครั้งหนึ่งนางได้ฝันว่า นาได้รับอิสลามตามคำเชิญชวนของท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ (อ) และนางได้ปกปิดการรับอิสลามของนางจากครอบครัว และคนรอบข้าง จนกระทั่งมาถึงสมัยหนึ่งได้เกิดสงครามขึ้นระหว่างโรมกับมุสลิม
กษัตริย์ไกเซอร์ ได้นำทัพเข้าสู่สมรภูมิด้วยตัวเอง ส่วนท่านหญิงนัรญิสได้รับคำสั่งจากความฝันว่าให้นางปลอมเป็นคนธรรมดาปะปนให้เข้าร่วมกับกลุ่มทาส และผู้รับใช้ที่ติดตามกองทัพของโรม คำสั่งในความฝันบอกให้นางติดตามกองทัพไปให้ถึงชายแดน และในการเดินทางครั้งนี้นางได้ถูกกองทัพมุสลิมจับตัวเป็นเชลย โดยได้ถูกจับตัวร่วมกับเชลยศึกอื่นๆ นำไปกรุงแบกแดด โดยที่กองทัพมุสลิมไม่รู้ว่านางคือ หลานสาวของไกเซอร์แห่งโรม
เหตุการณ์นี้เกิดในสมัยของท่านอิมามฮาดี (อิมามที่สิบ)
ท่านอิมามฮาดี (อ) ได้เขียนจดหมายฉบับหนึ่งเป็นภาษาโรมัน และให้ผู้รับใช้ของทำาการซื้อตัวท่านหญิงนัรญิส จากตลาดค้าทาส และให้นำนางมาหาอิมามที่เมืองซามัรรอ
หลังจากนั้นท่านอิมามฮาดี ได้ทบทวนความฝันต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับนางให้นางฟัง และได้แจ้งข่าวดีให้นางทราบว่า นางจะได้เป็นภรรยาของอิมามคนที่สิบเอ็ด และจะได้เป็นมารดาของทารกหนึ่งซึ่งจะเป็นผู้ปกครองโลกทั้งหมด และจะทำให้เต็มไปด้วยความสันติ และยุติธรรม
หลังจากนั้นท่านอิมามฮาดี (อ) ก็ได้ส่งท่านหญิงนัรญิสไปฝึกอบรมมารยาท และบทบัญญัติต่าง ๆ ของอิสลามกับท่านหญิงฮะกีมะฮ์ และหลังจากนั้นไม่นาน ท่านอิมามฮาดีก็ได้ทำการแต่งงานท่านหญิงนัรญิสกับท่านอิมามฮาซัน อัล-อัสการี อิมามคนที่สิบเอ็ดของวงศ์วานแห่งอะหฺลุลบัยต์
ทุกครั้งที่ท่านหญิงฮะกีมะฮ์ ไปเยี่ยมท่านอิมามฮะซัน อัล-อัสการีนางจะขอดุอาอ์ ว่า “โอ้อัลลฮ์โปรดให้บุตรกับเขาสักคนหนึ่ง”
และวันหนึ่งก็ได้มาถึง เมื่อท่านหญิงฮะกีมะฮ์ ได้ไปเยี่ยมท่านอิมาม
อัสการี ตามปกติ และได้ทำการขอดุอาอ์เหมือนเดิมที่เคยขอให้ท่าน
อิมามอัสการี ท่านอิมามจึงได้ตอบนางว่า “บุตรที่ท่านขอดุอาอ์ให้กับฉันนั้น อัลลอฮ์ได้ประทานให้ฉันแล้ว คืนนี้เขาจะลืมตามาดูโลก”
ท่านหญิงฮะกีมะฮ์ได้เล่าว่า “หลังจากนั้น นัรญิส ได้เดินเข้ามาหาฉันเพื่อที่จะถอดรองเท้าของฉันไปเก็บ และนัรญิสได้กล่าวว่า
“ส่งรองเท้าของท่านให้ฉันเถิดนายหญิง”
ท่านฮะกีมะฮ์ ได้ตอบว่า : “ท่านต่างหากที่เป็นนายหญิงของฉัน
ขอสาบานด้วยพระนามแห่งอัลลอฮ ฉันจะไม่อนุญาตให้ท่านถอดรองเท้าของฉันหรอก และจะไม่ยอมให้ท่านรับใช้ฉันหรอก ฉันต่างหากที่จะต้องเป็นผู้ที่รับใช้ท่าน”
เมื่อท่านอิมามอัสการี (อ) ได้ยินดังนั้นจึงได้กล่าวขึ้นว่า
“โอ้ ท่านน้า ขอให้อัลลอฮทรงตอบแทนรางวัลที่มีให้กับท่านด้วยเถิด”
ท่านหญิงหะกีมะฮ์ ได้ถามขึ้นว่า “โอ้อิมามของฉัน เขากำเนิดมาจากใครล่ะ? ฉันยังไม่เห็นวี่แววการตั้งครรภ์ของนัรญิสเลย”
อิมามตอบ : จากนัรญิส ไม่ใช่จากผู้อื่น
ฉันจึงได้ลุกขึ้นไปยังนัรญิส และทำการตรวจสอบอย่างละเอียดแต่ไม่พบวี่แววแห่งการตั้งครรภ์จากนางเลย
ฉันจึงได้กลับไปบอกท่านอิมามอัสการี ท่านได้ยิ้ม และกล่าวขึ้นว่า :
ในยามรุ่งอรุณของวันนี้การมีบุตรของนางจะเปิดเผยสาหรับท่าน เพราะว่านาง (นัรญิส) ก็เหมือนแม่ของมูซา
ซึ่งการตั้งครรภ์ของนางไม่เป็นที่เปิดเผย และไม่มีใครรู้ได้จนกว่านางจะคลอด เพราะฟิรอูนกาลังตามล่าทารกคนนี้อยู่ เพื่อที่จะไม่ใช้ทารกเช่นนี้เกิดขึ้นมาบนโลก และพวกมันก็ทำการผ่าท้องหญิงที่มีครรภ์ทุกคน และทารกที่จะเกิดมาในคืนนี้ก็เช่นกัน เขาเหมือนกับมูซา เพราะเขาจะทำการทำลายแบบฉบับการปกครองแบบฟิรอูนและพวกมัน (ผู้เลียนแบบฟิรอูน) ก็กาลังตามล่าเขาอยู่
ท่านหญิงฮะกีมะฮ์ได้เล่าว่า : ฉันได้ระมัดระวังท่านหญิงนัรญิสจนเกือบจะรุ่งสาง ฉันได้ให้นางนอนข้างฉันทั้งคืนอย่างสงบ โดยที่ฉันไม่พลิกตัวเลย จนกระทั่งเช้าฉันได้ตื่นขึ้นด้วยความตกใจ และได้ดึงนางเข้ามาในอ้อมกอดของฉัน และฉันได้อ่านพระนามของอัลลฮฺให้กับนาง
เสียงของท่านอิมามอัสการี ได้ดังมาจากอีกห้องหนึ่งว่า : สิ่งที่นายของฉันก็ได้ถามอาการของนาง ท่านหญิงนัรญิส ได้ตอบว่า : สิ่งที่นายของฉันได้แจ้งข่าวกับท่านนั้นได้เป็นจริงแล้ว
ท่านหญิงฮะกีมะฮ์ ได้เล่าต่อไปอีกว่า ฉันได้ปฏิบัติตามที่อิมามได้สั่งเอาไว้ คือการอ่านซุเราะฮ์อัลก็อดร์ตลอดเวลาที่ท่านนัรญิสปวดท้อง และในขณะเดียวกันกับเสียงทารกในครรภ์ก็ได้เริ่มอ่านซูเราะฮ์อัลก็อดร์ประสานกัเสียงของฉัน ทารกในครรภ์ได้ให้สลามกับฉัน ฉันได้เกิดความกลัวเป็นอย่างมาก
อิมามอัสการีได้กล่าวขึ้นว่า
“จงอย่างแปลกใจในกิจการของอัลลอฮ พระองค์ทรงประทาน
วิทยปัญญาให้กับเรา (บรรดาอิมาม) ตั้งแต่วัยเด็ก และเมื่อเราโตขึ้นก็ทรงทาให้เราเป็นข้อพิสูจน์ (ฮุจญัต) ของพระองค์บนหน้าแผ่นดิน”
คำพูดของอิมามยังไม่ทันจะสิ้นสุด นัรญิสก็ได้หายไปจากสายตาฉัน เหมือนกับได้มีม่านอันหนึ่งกั้นระหว่างฉันกับนาง จึงทำให้ฉันไม่เห็นนาง ฉันได้ร้องตะโกนด้วยความตกใจ และรีบวิ่งไปหาอิมามาอัสการี
อิมามได้กล่าววว่า “ท่านน้า จงกลับไปเถิด ท่านจะพานางตรงที่เดิม”
ฉันบังตาได้ถูกขจัดออกไป ฉันได้พบท่านหญิงนัรญิสอยู่ในท่ามกลางแสงอันเจิดจ้าด้วยรัศมี และแสงอันแรงกล้านั้นจะทำให้ฉันมองนางเกือบไม่เห็น แล้วฉันก็ได้เห็นทารก คนหนึ่งซึ่งอยู่ในท่าสูญูด ในขณะที่นิ้วชี้ของเขาได้ชี้ขึ้น
และเขาได้กล่าวว่า
“ฉันขอปฏิญาณว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ และไม่มีภาคีใด ๆ สาหรับพระองค์ และขอปฏิญาณว่า ปู่ของฉัน คือ มุฮัมมัด เป็นรอซูลของอัลลอฮ์ ขอการสรรเสริญจากพระองค์จงมีแด่เขา และวงศ์วานของเขา และขอปฏิญาณว่าบิดาของฉันคือ นายแห่งบรรดามุอฺมิน”
และหลังจากนั้นเขา (มะฮ์ดี) ได้ยืนยันในการเป็นอิมามอย่างแท้จริงของ
อิมามทั้งสิบเอ็ดท่านจนกระทั่งถึงตัวของเขาเอง และทารกน้อยได้กล่าวขอพรขึ้นว่า
“โอ้พระเจ้าเป็นเจ้า ขอให้การกลับมาของฉันเป็นจริงเถิด และขอให้การงานของฉันไปถึงจุดสุดท้ายเถิด ขอให้ทุกย่างก้าวของฉันมั่นคง และด้วยน้ำมือของฉันขอให้โลกนี้เต็มไปด้วยความยุติธรรมด้วยเถิด”
การปกปิดการถือกำเนิดของอิมาม
ประวัติศาสตร์อิสลามในช่วงสมัยราชวงศ์อุมัยยะฮ์ และอับบาซียะฮ์ และโดยเฉพาะตั้งแต่สมัยของอิมามท่านที่หก (ท่านอิมามญะอฺฟัร (อ)) จนถึง
อิมามท่านอื่น ๆ นั้น คอลีฟะฮ์ของทั้งสองราชวงศ์มีความหวาดกลัว และหวาดระแวงต่อบรรดาอิมามมะอฺศูมเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ เพราะว่าบรรดา
อิมามในยุคนั้นได้รับการยอมรับ และการให้เกียรติเป็นอย่างมากจากประชาชาติในยุคนั้น กาลเวลายิ่งผ่านไปมากเท่าใด การยอมรับ และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน กับบรรดาอิมามก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นจนกระทั่งคอลีฟะฮ์แห่งราชวงศ์อับบาซียะฮ์มีความรู้สึกว่า อำนาจรัฐของตนอาจจะตกอยู่อันตราย และจากสาเหตุที่มีการเรื่องลือกันว่ามะฮ์ดีผู้ถูกสัญญาจะเป็นผู้ที่มาจากเชื้อสายของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อล) จากลูกหลานของบรรดา
อิมามมะฮฺศูม และจากท่านอิมามฮะซัน อัลอัสการี (อ) และเขา (มะฮ์ดี) จะทำให้โลกนี้เต็มไปด้วยความยุติธรรม
ดังนั้นจึงทำให้ท่านอิมามฮะซัน อัล-อัสการีตกอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างเข้มแข็งจากคอลีฟะฮ์ อับบาซียะฮ์ และไม่เฉพาะตัวท่านอิมามเท่านั้นที่ถูกควบคุมแต่รวมไปถึงบิดา และปู่ของท่านอิมามอัสการี (อ) ก็ถูกควบคุมตัวด้วย โดยผู้บริสุทธิ์ทั้งหมดได้ถูกควบคุมไว้ที่เมืองซามัรรอซึ่งป็นศูนย์กลางอำนาจของราชวงศ์อับบาซียะฮ์ใยยุคนั้น ซึ่งการกระทำครั้งนี้
พวกอับบาซียะฮ์ มีจุดประสงค์ที่จะขัดขวางการกำเนิดของทารกน้อยผู้ถูกสัญญาไว้ แต่ด้วยความประสงค์อันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าการขัดขวางของพวกเขาจึงไร้ผล ทารกน้อยจึงถูกทำให้เกิดขึ้นมาอย่างเป็นความลับ และซ่อนเร้นเหมือนกับการถือกำเนิดของมูซา (อ)
และในเวลาเดียวกัน บรรดาสาวกผู้ใกล้ชิดของอิมามอัสการี ก็ได้มีการพบปะกับอิมามผู้ถูกสัญญาไว้ ในยุคที่อิมามอัสการียังมีชีวิตอยู่บ่อยครั้ง และหลังจากการเป็นชะฮีดของท่านอิมามอัสการี (อ)
ท่านอิมามมะฮ์ดีก็ปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าฝูงชนเพื่อทำการนมาซญะนาญะฮ์ให้กับบิดาของท่าน คนจำนวนมากได้พบเห็นท่านในวันนั้น และหลังจากนั้นก็ได้เร้นหายไป
ตั้งแต่วันเกิดของท่านอิมามกออิม (อ) จนถึงวันแห่งการเป็นชะฮีดของบิดาของท่าน บรรดาญาติสนิท และสาวกผู้ใกล้ชิดของอิมามคนที่สิบเอ็ด ประสบความสำเร็จหลายครั้งในการพบเจอกับอมามมะฮ์ดี หรือรับรู้ว่าอิมามมะฮ์ดียังคงอยู่ในบ้านของท่านอิมามอัสการี (อ)
จุดประสงค์ของท่านอิมามอัสการีในการที่ให้บรรดาสาวกผู้ใกล้ชิดได้พบเจอกันอิมามมะฮ์ดี ในโอกาสต่างๆทั้งที่อยู่ในช่วงการเร้นหายครั้งแรก (ฆ็อยบะตุศศุฆรอ) ก็เพื่อที่จะสร้างความมั่นใจให้กับสาวกของท่านในเรื่องนี้ และเพื่อที่จะให้พวกเขารับรู้เรื่องราวเหล่านี้ เพื่อที่จะได้นำสิ่งเหล่านั้นไปเผยแพร่ให้ชีอะฮ์คนอื่น ๆ ได้รับทราบ ซึ่งเป็นการป้องกันบรรดาชีอะฮ์ จากการหลงทาง
ต่อไปนี้คือตัวอย่างการพบเจอกับอิมามมะฮ์ดี ในช่วงฆ็อยบะตุศศุฆรอ
๑. อะฮ์มัด บิน อิสฮาก ซึ่งเป็นสาวกอาวุโสคนสำคัญของท่านอิมาม
อัสการี ได้รายงานว่า
“วันหนึ่งฉันได้รับเกียรติไปเยี่ยมอิมามอัสการี และฉันประสงค์ที่จะถามท่านถึงเรื่องผู้นำหลังจากท่าน แต่ท่านอิมามอัสการีพูดขึ้น โดยที่ฉันไม่ทันที่จะตั้งคำถาม
“โอ้ อะฮ์มัด ตั้งแต่อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ได้สร้างอาดัมขึ้นมา และตั้งแต่นั้นมาแผ่นดินก็ไม่เคยว่าง จากฮุจญัตของพระองค์ ดังนั้นตราบจนถึงวันกิยามะฮ์ พระองค์ก็จะไม่ปล่อยให้แผ่นดินของพระองค์ว่างจากฮุจญัตของพระองค์ และจากสาเหตุของการมีฮุจญัตนี้จึงทำให้การลงโทษ (บะลาอ์) ต่าง ๆ ได้ถูกยกไปจากชาวโลก ทำให้ฝนได้ตกลงมา และทำให้บารอกะฮ์ (ความเป็นสิริมงคล) ต่าง ๆ งอกเงยจากแผ่นดิน”
ฉันได้ถามขึ้นว่า “โอ้ลูกแห่งรอซูล อิมาม และตัวแทนหลังจากท่านคือใคร?
ท่านอิมามอัสการี ได้วิ่งเข้าห้องอย่างรีบเร่ง และท่านได้ออกมาพร้อมกับทารกด้วย วัยสามขวบที่มีรัศมีเหมือนพระจันทร์เต็มดวง อยู่ในอ้อมแขนของท่าน
และท่านอิมามได้กล่าวขึ้นว่า
“โอ้ อะห์มัด บินอิสฮาก ถ้าหากว่าเด็กคนนี้ไม่มีเกียรติ ณ อัลลอฮ์ และบรรดาฮุจญัตของพระองค์แล้วไซร้ ฉันก็จะไม่นำลูกชายคนนี้มาให้เจ้าดูหรอก เขาคือผู้ที่มีชื่อ และฉายาเหมือนกับรอซูลุลลอฮ์
เขาคือผู้ที่ทำให้โลกนี้เต็มไปด้วยสันติ และยุติธรรม หลังจากที่มันได้เคยเต็มไปด้วยความอยุติธรรม และการกดขี่ โอ้ อะห์มัด บินอิสฮาก อุปมาของเขาในประชาชาตินี้เหมือนกับนบีคิฎิร และซุลก็อรนัยนฺ ขอสาบานด้วยอัลลอฮฮ์ เขาจะถูกทำให้เร้นหาย และในช่วงของการเร้นหาย และในช่วงของการเร้นหายของเขาจะไม่มีใครได้รับความปลอดภัย (ในศาสนา) นอกจากผู้ที่อัลลอฮ์ทรงประทานความสำเร็จให้แก่เขาในในยืนหยัดในการยอมรับเขา (มะฮ์ดี) เป็นผู้นำ และประสบความสำเร็จในการดุอาเร่งการปรากฏตัวของเขา (มะฮ์ดี) อีกครั้งหนึ่ง”
ฉันได้ถามขึ้นว่า “โอ้อิมามของฉัน มีสัญลักษณ์อะไรอีกในตัวเขาเพื่อฉันจะได้เพิ่มความมั่นใจในตัวฉัน?”
และในทันทีทันใด ทารกน้อยก็ได้พูดขึ้นด้วยภาษาอาหรับชั้นสูง (ฟะศี้หฺ) “ฉันคือบะกียะตุลลอฮบนหน้าแผ่นดินนี้ และศัตรูของอัลลอฮจะถูกแก้แค้นโดยฉัน โอ้ อะฮ์มัด บินอิสฮาก สิ่งใดที่ตัวตนของมันได้ประจักษ์กับเจ้าแล้ว ดังนั้น จงอย่าถามหาสัญลักษณ์ของมัน”
๒. ท่านอะฮ์มัด บิน ฮะซัน บินอิสฮาก กุมมี ได้รายงานว่า
“เมื่อตอนที่อิมามมะฮ์ดีได้ถือกำเนิดมานั้น ปู่ของฉัน (อะห์มัด บิน อิสฮาก) ได้รับจดหมายฉบับหนึ่งจากท่านอิมามฮะซัน อัล-อัสการีที่เขียนด้วยลายมือของท่านเอง ซึ่งเป็นลายมือเดียวกับที่ท่านใช้เขียนในการเขียนจดหมาย และส่งสาส์นต่าง ๆ ของท่าน ในจดหมายนั้นได้เขียนว่า
“ทารกหนึ่งกำเนิดขึ้นสาหรับเรา และจำเป็นที่ท่านจะต้องเก็บไว้เป็นความลับห้ามเปิดเผยให้ใครฟัง และข่าวการกำเนิดในครั้งนี้ฉันก็ไม่ได้ให้ใครรู้ นอกจากบรรดาญาติที่สนิทด้วยสาเหตุทางเครือญาติ (จึงบอกให้พวกเขารู้) และแก่บรรดาสหาย และสาวกผู้ใกล้ชิดด้วยสาเหตุแห่งวิลายะฮ์
(อำนาจการปกครอง) ของเขา (มะฮ์ดี) และฉันพอใจที่จะแจ้งข่าวการกำเนิดนี้ให้แก่ท่าน ด้วยประสงค์ที่จะทำให้ท่านมีความสุขจากอัลลอฮฺในการรับทราบข่าวนี้ เหมือนกับที่เราได้รับความสุขมาแล้ว
วัสสลาม”
๓. ท่านหญิงผู้ทรงเกียรติ และตักวา “ฮะกีมะฮ์” น้าของอิมามอัสการี (อ) “นาสีม” ผู้รับใช้อิมามอัสการี “อะบูญะอฺฟัร บิน มุฮัมมัด บิน
อุษมาน อัมรี”, ฮูเซน บิน ฮะซัน อัลอาลาวี, อัมร์ อัล-อะฮ์วาซี, อะบูนัศร์ คอดิม, กามิล บิน อิบรอฮีม, อะลี บิน อาศิม กูฟี,
อับดุลลอฮฺ บิน อัลอับบาส อาลาวี, อิสมาอิล บิน อะลี, ยะอฺกูบ บิน ยูซุฟ ฎ็อรร็อบ, อิสมาอีล บิน มูชา บิน ญะอฺฟัร, อะลี บิน มุเฏาะฮ์ฮัร, อิบรอฮีม บิน อิดริส, เฏาะรีฟ คอดิม, อะบู บะฮัร นูบัคตี, เหล่านี้ คือรายชื่อของผู้ที่รู้ข่าวการกำเนิดของอิมามผู้ถูกสัญญา และเป็นผู้รายงานเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับอิมามมะฮ์ดี (อ)
๔. ญะอ์ฟัร บิน มุฮัมัด บิน มาลิก ได้รายงานจากกลุ่มหนึ่งของสาวกผู้ใกล้ชิดของอิมามอัสการีว่า
อิมามอัสการีได้กล่าวกับสาวกกลุ่มนี้ว่า
“พร้อมหรือยังที่จะถามฉันเกี่ยวกับฮุจญัตหลังจากฉัน”
พวกเขาได้กล่าวขึ้นว่า “แน่นอน เราพร้อมแล้ว”
ทันทีทันใดนั้น ทารกน้อยที่มีรัศมีเหมือนดวงจันทร์ และเป็นเด็กที่มีความเหมือนอิมามอัสการีมากที่สุด ได้ถูกนำมาให้ดู
และอิมามอัสการี ได้กล่าวขึ้นว่า
“นี่คืออิมาม และตัวแทนของฉันสำหรับพวกท่านจะปฏิบัติตามคำสั่งของเขา และจงอย่าแตกแยกกัน มิฉะนั้นพวกท่านอาจจะต้องพินาศ จงรู้ไว้เถิดว่าหลังจากนี้พวกท่านจะไม่ได้เห็นเขาอีกจนกว่าอายุของเขาจะสมบูรณ์
ดังนั้นจงปฏิบัติตามคำสั่ง และยอมรับ “อุษมาน บิน สะอีด”
เพราะเขาคือตัวแทน (นาอิบ) ของอิมามมะฮ์ดีของพวกท่าน และกิจการทั้งหมดอยู่ในมือของเขา”
๕. อีซา บิน มุฮัมมัด เญาฮะรี ได้รายงานว่า
“ฉันกับพรรคพวกกลุ่มหนึ่งได้ไปแสดงความยินดีกับอิมามอัสการีเนื่องในวันเกิดของอิมามมะฮ์ดี (อ) ซึ่งพรรคพวกเราได้เล่าว่า
ท่านอิมามมะฮ์ดี (อ) ได้ถือกำเนิดมาในตอนรุ่งเช้าของวันศุกร์ที่
๑๕ ชะอฺบาน และเมื่อเราได้เข้ามาพบอิมามอัสการี เราได้ให้สลาม และแสดงความยินดีกับท่าน และก่อนที่เราจะพูดหรือถามอะไร ท่านอิมามได้กล่าวขึ้นว่า
“ในหมู่พวกท่านไม่มีคำถามในหัวใจของผู้ใดดอกหรือว่า บุตรของฉันมะฮ์ดี (อ) อยู่ที่ไหน? ฉันได้มอบหมายเขา (มะฮ์ดี) ให้กับอัลลอฮ์แล้ว เหมือนมารดาของมูซาได้มอบหมายมูซาให้กับพระองค์ในตอนที่นางได้นำเอามูซาใส่ลงในตระกร้า และปล่อยเขาไปในแม่น้ำ
แล้วสุดท้าย อัลลอฮ์ก็ได้นำมูซากลับมาหานางอีกครั้งหนึ่ง
ปัญหาเกี่ยวกับการเร้นหาย (ฆ็อยบะฮ์)
รากฐานของศาสนา บทบัญญัติ(ฟิกฮ์) การเมือง สังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม วิชาการต่าง ๆ ของอิสลามได้รับการปกป้องรักษาให้อยู่คู่กับสังคมมุสลิมมาตลอดตั้งแต่ยุคของท่านศาสดา และบรรดาอิมามมะฮ์ศูมด้วยวิธีการเผยแพร่อธิบายจนได้รับการรวบรวม และบันทึก จนถึงปีที่ ๒๖๐ ของฮิจเราะฮ์ ถึงแม้ว่าในขณะนั้นบรรดาอิมามมะฮ์ศูมจะได้รับแรงกดดันอย่างมากมายจากบรรดาฏอฆูต (บรรดาผู้นำที่ไม่ชอบธรรม) แห่งยุคสมัย
แต่บรรดาอิมามก็ไม่ละโอกาสที่จะทำการอธิบายเผยแพร่ และชี้ชัดให้เห็นถึงความสมบูรณ์ของอิสลามที่จะเป็นศาสนาแห่งมนุษยชาติ และพร้อมในการที่จะจัดตั้งรัฐบาลแห่งโลก ซึ่งเป็นรัฐที่สมบูรณ์แบบที่สุดเพียงรัฐเดียวเท่านั้น สาหรับชาวโลก ซึ่งแทบจะไม่มีความสงสัยใด ๆ เลยในสิ่งนี้
จากตัวอย่าง การปกครองของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อล) และ
ท่านอิมามอะลี บิน อะบีฏอลิบ (อ) เป็นข้อพิสูจน์อย่างดีที่แสดงให้มนุษย์ได้เห็นถึงความสมบูรณ์ของรัฐอิสลาม
ดังนั้นเมื่อถึงยุคของท่านอิมามมะฮ์ดี พื้นฐานต่าง ๆ ในการตั้งรัฐอิสลามขึ้นมาบนโลกนี้นั้นได้มีความพร้อม และสมบูรณ์สูงสุด
เพราะบทบัญญัติต่าง ๆ จากพระเจ้านั้นสมบูรณ์และเพียงพอ พร้อมกับตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบของรัฐอิสลามพื้นฐานของความยุติธรรมก็ได้ถูกแสดงให้เห็นแล้ว
แต่ทว่าชาวโลก (ในยุคนั้น) ยังไม่มีความพร้อมที่จะทำให้รัฐบาลแห่งพระเจ้าเป็นจริงขึ้นมา ถ้ามนุษย์ในยุคนั้นมีความพร้อมการเร้นหายของอิมามมะฮ์ดีก็จะไม่เกิดขึ้น บทบัญญัติแห่งพระเจ้าก็จะถูกนำมาปฏิบัติ และการปกครองอันยุติธรรมของรัฐอิสลามก็จะเกิดจึ้นบนโลกนี้ ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่านี้คือสาเหตุหนึ่งที่ทำให้อิมามต้องเร้นหาย (ฆ็อยบะฮ์) และทำให้
ฆ็อยบะตุศศุฆรอ ได้ถูกเปลี่ยนให้เป็น ฆ็อยบะตุลกุบรอ (การเร้นหายอันยาวนาน) และอิมามมะฮ์ดีจะปรากฏอีกครั้งก็ต่อเมื่อประชาชาติมีความพร้อมอย่างสมบูรณ์ในทุกแง่มุมในการที่จะรองรับการปกครองของท่าน
อัลมัรฮูม อัลลามะฮ์ นะศีรุด-ดีน อัฎ-ฎูซีย์ ได้กล่าวในหนังสือของท่านว่า “การเร้นหายของท่านอิมามมะฮ์ดี ไม่ได้มีสาเหตุมาจากอัลลอฮ์ (ซ.บ.) หรือจากตัวท่านเอง แต่สาเหตุมาจากความกลัว และความไม่พร้อมของประชาชาติที่จะรองรับการปกครองของท่าน และเมื่อใดที่สาเหตุเหล่านี้ได้ถูกขจัดออกไป การปรากฏตัวของท่านอิมามมะฮ์ดีก็จะเกิดขึ้น”
การเร้นหายของท่านอิมามมะฮ์ดี ยังมีฮิกมะฮ์ (วิทยปัญญาชั้นสูง) อื่น ๆ อีก จากอัลลอฮ์ และเราไม่สามารถที่จะล่วงรู้ความลับต่างๆของมันได้ทั้งหมด แต่ทว่าเป็นไปได้ว่าสาเหตุจากประชาชาติเองอาจจะเป็นเหตุที่สำคัญที่ทำให้ท่านต้องเร้นหาย การไม่รับรู้ และการละเมิดของประชาชาติตลอดยุคของอิมามมะอ์ศูมทั้งสิบเอ็ดท่าน เป็นประสบการณ์ที่เพียงพอสาหรับอิมามมะฮ์ดี การฝ่าฝืน และไม่สนับสนุนของประชาติต่ออิมาม
ตลอดยุคสมัยที่ผ่านมา เป็นเครื่องพิสูจน์อย่างชัดแจ้งโดยปราศจากข้อสงสัยเลยว่าประชาชาติยุคนั้น ไม่ต้องการที่จะอยู่ภายใต้การปกครองอันยุติธรรมของอิสลาม ดังนั้นในสภาพเช่นนี้การเร้นหายของท่านอิมามจึงเป็นเรื่องธรรมดา และการปรากฏตัวของท่านใน สภาพสังคมเช่นนี้ เป็นปัญหาที่เราจะต้องถามว่า ท่านจะปรากฏตัวทำไมในสภาพสังคมที่ยังไม่พร้อมที่จะรองรับท่าน การเร้นหายของท่านจึงเกิดขึ้น และท่านยังคงปฏิบัติหน้าที่การงานของท่านโดยไม่เปิดเผยจนกว่าพื้นฐาน และความพร้อมในการปรากฏตัวของท่านจะเกิดขึ้น และวันนั้นกองทัพของผู้ที่จงรักภักดีต่อท่านก็จะได้พบ และให้การสนับสนุนท่านอย่างเต็มที่
อัลลอฮ์ทรงตรัสไว้ในอัลกุรอานว่า
“แท้จริงอัลลอฮ์ จะไม่ทรงเปลี่ยนสภาพของประชาชาติใด จนกว่าพวกเขาจะเปลี่ยนตัวของพวกเขาเองก่อน”
(บทอัรเราะอ์ด์ โองการ ๑๑)
และความลับอันนี้ (การเร้นหาย) จะถูกรักษาไว้จนถึงวันที่ท่านปรากฏตัว และในวันนั้นชาวโลกก็จะพบว่าสาเหตุ และคำตอบแห่งการเร้นหายของ
อิมามถูกซ่อนอยู่ในตัวของพวกเขาเอง แต่พวกเขาได้เลิ่นเล่อจากคำตอบเหล่านั้นเอง และถ้าหากพวกเขามีความพร้อมมากกว่านี้ อิมามก็จะปรากฏตัวขึ้นสาหรับเขา
แต่เพราะว่าพวกเขาไม่ได้อยู่สภาพที่เปลี่ยนแปลงตัวเองและเตรียมพร้อมที่จะรอรับท่าน และหัวใจของพวกเขาได้ผูกผันไว้กับกับบรรดาการปกครอง และลัทธิอันจอมปลอมต่าง ๆ โดยพวกเขาหลงคิดไปว่า การปกครอง และลัทธิอันจอมปลอมเหล่านี้หรือการประชุมสัมมนาที่เต็มไปด้วยอาหาร
และแสงไฟ สามารถสนองตอบความเจ็บปวด และปัญหาของพวกเขาได้
และที่ได้กล่าวว่าประชาชาติคือสาเหตุหนึ่งแห่งการเร้นหายของอิมามมะฮ์ดีนั้น ไม่ได้หมายความว่าทุกคนมีส่วนรวมในบาปอันยิ่งใหญ่นี้ แต่ความหมายคือปฐมเหตุขั้นพื้นฐานที่มีความจำเป็นสำหรับการปรากฏตัวของท่านอิมาม (อ) นั้น ยังไม่ครบจำนวนที่กำหนด และแน่นอนผู้ที่เพียบพร้อมสมบูรณ์สาหรับการปรากฏ นั้น ยังไม่ครบจำนวนที่กำหนด และแน่นอนผู้ที่เพียบพร้อมสมบูรณ์สำหรับการปรากฏตัวของอิมามนั้นมีอยู่ทุกยุคทุกสมัยแต่จำนวนของพวกเขานั้นยังมีน้อย และสภาพสังคมก็ยังไม่พร้อมที่จะรองรับการปรากฏตัวของท่านอิมาม ดังนั้นสภาพสังคมที่ไม่มีความพร้อมการปะทะ และต่อต้านการปกครองของท่านอิมามย่อมจะเกิดขึ้น
และด้วยเหตุนี้จึงทำให้การเร้นหายยังคงมีอยู่ต่อไป และด้วยการเร้นหายนี้ อัลลอฮ์จึงปกป้องจากการถูกสังหาร เพราะการปรากฏตัวก่อนเวลาอันสมควร จะทำให้ท่านถูกสังหาร และจะทำให้การปรากฏตัวของท่านเพื่อที่จะช่วยเหลือสังคม และปลดปล่อยชาวโลกจะไม่บรรลุเป้าหมาย
ท่านมัรฮัม กุลัยนี จากหนังสือ อัล-กาฟี และเชคฏูซีย์ จากหนังสือ อัลฆ็อยบะฮ์ ได้รายงานฮะดีษจากท่าน ซุรอเราะฮ์ ว่า
“วันหนึ่งฉันได้ไปเยี่ยมท่านอิมามญะอฺฟัร อัศศอดิก และฉันได้ยินท่าน
อิมามกล่าวว่า”ก่อนการกิยาม (การปฏิวัติ) ของกออิม นั้นจะมีการเร้นหายก่อนฉันจึงได้ถามขึ้นว่า: เพราะอะไร?
อิมามได้ชี้ไปที่ท้องของท่าน (ซึ่งหมายถึงป้องกันจากการถูกสังหาร)
ท่านอิมามกออิม (อ) ไม่เคยยอมรับการปกครองหรือรัฐบาลใดๆ ในโลกนี้ และท่านไม่ได้รับอนุญาตให้ทำการ “ตะกียะฮ์” ในการเผชิญหน้าต่อบรรดาผู้ปกครองเหล่านี้ เมื่อถึงเวลาที่ท่านปรากฏ ท่านจะไม่อยู่ภายใต้การปกครองของผู้ใด และไม่มีสัตยาบันกับผู้ใด
“กออิมจะลุกขึ้นปฏิวัติในขณะที่เขาจะไม่ได้อยู่ภายใต้สนธิสัญญาข้อผูกพัน หรือสัตยาบันกับผู้ใด” (อัล-กาฟี)
เพราะศาสนาของพระเจ้าจะต้องได้รับการปฏิบัติอย่างสมบูรณ์และเปิดเผยโดยปราศจากความเกรงกลัวใดๆ และรัฐแห่งพระผู้เป็นเจ้าจะต้องถูกสถาปนาขึ้นมาในโลก ดังนั้นจึงไม่เหลือช่องว่างใดๆ สาหรับการออมชอม หรือสัญญาผูกพันธ์กับผู้ใด ระบบการปกครองอันจอมปลอมจะถูกทำลายลง และอิสลามจะปกครองโลกทั้งหมด
ฆ็อยบะฮ์ ศุฆรอและกุบรอ
หลังจากการเป็นชะฮีดของอิมามคนที่สิบเอ็ด ตั้งแต่ปีฮิจเราะฮ์ที่ ๒๖๐-๓๒๙ ซึ่งรวมเวลาประมาณ ๖๙ ปี เป็นช่วงแห่งการเร้นหายครั้งแรก
(ฆอยบะตุศศุฆรอ) และหลังจากปี ๓๒๙ ของฮิจเราะฮ์จนถึงปัจจุบันหรือถึงวันปรากฏตัวของท่านเป็นช่วงแห่งการเร้นหายครั้งยิ่งใหญ่
(ฆ็อยบะตุลกุบรอ)
ในช่วงแห่งการเร้นหายครั้งแรกนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างอิมามกับประชาชาติไม่ได้ขาดอย่างสิ้นเชิง แต่มีขอบเขตที่จำกัด โดยที่ประชาชนสามารถนำปัญหาของพวกเขาไปปรึกษาแก้ไขโดยผ่านตัวแทนพิเศษ (นาอิบุ้ล-ค็อศ) ของอิมามมะฮ์ดี และบรรดาตัวแทนเหล่านั้นก็จะนำปัญหาของพวกเขาไปยังท่านอิมาม (อ) และนำคำตอบกลับมาให้อีกครั้งหนึ่ง หรือ ในบางครั้งบรรดาตัวแทนของอิมามก็จะทำการแก้ไขปัญหาต่างๆ ด้วยตัวของพวกเขาเอง ในปัญหาที่พวกเขาสามารถแก้ไขได้โดยไม่ต้องผ่านอิมาม ซึ่งเราจะกล่าวได้ว่าเป็นการฝึกฝนเพื่อการเตรียมการสาหรับประชาชาติในการที่พวกเขาจะต้องเข้าสู่ยุคสมยการเร้นหายครั้งใหญ่ เพราะในการเร้นหายครั้งใหญ่นั้น และประชาชนมีหน้าที่ที่จะต้องนำปัญหาของพวกเขากลับไปยังตัวแทนทั่วไป (นาอิบุ้ล-อาม) ของท่านอิมาม และตัวแทนทั่วไปในที่นี้ก็คือบรรดาฟะกีฮฺ (ผู้รู้นิติศาสตร์) อิสลามขึ้นสูงสุด ที่มีคุณสมบัติครบถ้วน ในการที่จะเป็นมัรญิอ์ (คือผู้ที่ประชาชนต้องกลับไปหาเขาในการแก้ไขปัญหา)
ถ้าหากการเร้นหายครั้งใหญ่เกิดขึ้นทันทีโดยไม่ผ่านการเร้นหายครั้งแรก เป็นไปได้ว่าอาจจะก่อให้เกิดการหลงทาง และบิดเบือนความคิด และความไม่พร้อมในการที่จะรับการเร้นหายครั้งใหญ่ ดังนั้นการเร้นหายจึงถูกทำให้เกิดทีละขั้นตอน ในช่วงแห่งการเร้นหายครั้งแรกสติปัญญาถูกทำให้พัฒนาหลังจากนั้นจึงเข้าสู่ช่วงสมัยการเร้นหายครั้งใหญ่
ความสัมพันธ์ของอิมามกับตัวแทนพิเศษ (นาอิบุ้ล-ค็อศ) หรือความสัมพันธ์ระหว่างอิมามกับบรรดาผู้ใกล้ชิดในช่วงสมัยแห่งการเร้นหายครั้งแรก ทำให้เรื่องราวกำเนิด และความสำคัญต่าง ๆ ของท่านได้รับการเปิดเผย และยืนยัน และถ้าเร้นหายครั้งใหญ่เกิดขึ้นโดยไม่ผ่านพื้นฐานเหล่านี้ แน่นอนจะทำให้เกิดความไม่ชัดแจ้ง และเป็นที่สงสัยในเรื่องราวการกำเนิด หรือพิสูจน์สิทธิแห่งการเป็นผู้นำของท่านอิมามะฮ์ดี
ดังนั้นจึงเป็นฮิกมะฮ์อันหนึ่งของอัลลอฮ์ (ซ.บ.) ที่ทำให้การเร้นหายของ
อิมามมะฮ์ดีมีสองครั้ง โดยทำให้การเร้นหายครั้งแรกอยู่ในช่วงระยะเวลาอันสั้น เรียกว่า “ฆ็อยบะตุศศุฆรอ” เพื่อเตรียมการเข้าสู่ยุคสมัยการเร้นหายที่เต็มรูปแบบ และมีระยะเวลาอันยาวนานซึ่งเรียกว่า “ฆ็อยบะตุลกุบรอ” และด้วยขั้นตอนเหล่านี้จึงทำให้บรรดาผู้ศรัทธาในแนวทางแห่งอะห์ลุลบัยต์ สามารถรักษา และยืนหยัดความศรัทธาของพวกเขาไว้ให้มั่นคงต่ออิมามของพวกเขา และในช่วงแห่งการรอคอยนี้พวกเขาก็จะได้ยึดมั่นในศาสนาของพระผู้เป็นเจ้า
ทำการขัดเกลาตนเอง และปฏิบัติตามหน้าที่ที่ได้ถูกบัญญัติไว้ให้แก่พวกเขาจนกว่ากำหนดการแห่งการปรากฏตัว และการยืนขึ้น (กิยาม) จากพระองค์จะมาดึง พวกเขาก็จะได้รับ ความสำเร็จ และเข้าสู่ความรอดพ้นที่สมบูรณ์
สี่ตัวแทนพิเศษ (นาอิบ)
ในช่วงสมัยของการเร้นหายครั้งแรก ท่านอิมามมีตัวแทนพิเศษที่ได้รับการแต่งตั้งจากอิมามโดยตรง ซึ่งเลือกมาจากบุคคลที่สาคัญของชีอะฮ์ ๔ ท่าน ซึ่งมีหน้าที่ให้แลกเปลี่ยนข่าวสารจดหมาย และคำสั่งต่าง ๆ ของอิมามไปยังประชาชน
แต่ทว่านอกเหนือจากสี่ท่านนี้แล้วก็ยังมีบุคคลอื่น ๆ อีกหลายท่านที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของอิมามตามหัวเมืองต่าง ๆ โดยการงานของพวกเขา ผ่านตัวแทนพิเศษไปยังท่านอิมาม
ท่านอะยะตุลลอฮ ซัยยิด มุฮ์ซิน อะมีน ได้กล่าวว่า
ตัวแทนพิเศษทั้งสี่นั้นรับผิดชอบการงานทั่วไป และมีอำนาจโดยตรง ส่วนท่านอื่น ๆนั้นรับผิดชอบเฉพาะเรื่องทีได้รับมอบหมาย
รายชื่อตัวแทนพิเศษทั้งสี่เรียงตามลำดับ ดังนี้
๑. อะบู อัมร์ อุษมาน บินสะอีด อัมรี
๒. อะบู ญะอ์ฟัร มุฮัมมัด บิน อุษมาน อัมรี
๓. อะบุลกอซิม ฮุเซน บิน รูฮ์ นูบัคตี
๔. อะบุลฮะซัน อาลี มุฮัมมัด ซามารี
ท่านอะบู อัมร์ อุษมาน บิน สะอีด เป็นบุคคลที่มีเกียรติ และได้รับความเชื่อถือเป็นอย่างมากจากประชาชน ท่านเคยเป็นตัวแทน (วะกีล) ของท่าน
อิมามฮาดี และอิมามอัสการี และได้รับคำสั่งจากอิมามมะฮ์ดี ได้เป็นผู้มีหน้าที่ในการห่อศพ และฝังท่านอิมามอัสการี ท่านอาศัยอยู่ในเมืองซามัรรอ และอยู่ในเขต “อัลอัสกัร” บางครั้งประชาชนจึงให้ฉายาท่านว่า อัสกะรีเช่นกัน และเพื่อเป็นการปกปิดการงานของท่านจากสายลับของผู้ปกครองในยุคนั้น ท่านจึงปลอมตัวเป็นพ่อค้าขายน้ำมัน โดยอาศัยวิธีในการเข้าหา และพบเจอกับรรดาอิมาม และบางครั้งก็ได้นำเงินที่ประชาชนเสียภาษี (ซะกาตและคุมส์) ให้กับอิมามซ่อนในภาชนะทีใส่น้ำมัน และนำเงินเหล่านี้ไปมอบให้แก่ท่านอิมาม
ท่านอะหฺมัด บิน อิสฮาก กุมมี ได้กล่าวว่า วันหนึ่งฉันได้ถามท่านอิมามมะฮ์ดี (อ) ว่า
“บางครั้งฉันสามารถมาพบเจอกับท่านได้โดยตรง และบางครั้งก็ไม่สามารถที่จะพบเจอได้ ดังนั้นในสภาพที่ไม่สามารถพบเจอกับท่านได้ คำพูดของใครที่เชื่อถือได้ และคำสั่งของใครที่ต้องปฏิบัติตาม”
ท่านอิมามได้ชี้ไปที่อุษมาน บิน สะอีด และกล่าวว่า
“เขาผู้นี้เป็นผู้ที่เชื่อถือได้ และซื่อสัตย์ (อามีน) อะไรที่เขาพูดกับเจ้ามาจากคำพูดจากฉัน และอะไรที่เขานำมาถึงเจ้า สิ่งนั้นมาจากฉัน”
อะห์มัด บิน อิสฮาก ได้รายงานต่อไปว่า
“หลังจากการเป็นชะฮีด ของท่านอิมามฮาดี (อ) ฉันได้ไปพบอิมาม
อัสการี (อ) ก็ได้ตอบเหมือนกับบิดาของท่าน โดยได้กล่าวว่า
“เขาคือผู้ที่เชื่อถือได้ และซื่อสัตย์ ไม่ว่าฉันจะมีชีวิตอยู่หรือจากโลกนี้ไปแล้วก็ตาม คำพูดของเขามาจากฉัน และอะไรที่เขานำมาถึงเจ้าสิ่งนั้นมาจากฉัน”
หลังจากการเป็นชะฮีดของท่านอิมามอัสการี (อ) ท่านอุษมาน บิน สะอีด ได้รับคำสั่งจากท่านอิมามมะฮ์ดี (อ) ให้ทำหน้าที่ตัวแทน (วะกีลและนาอิบ) ต่อไป และปัญหาต่าง ๆ ของชีอะฮ์ก็ได้รับการแก้ไขผ่านท่านไปยัง
อิมามมะฮ์ดี (อ)
ท่านมัรฮูม ดามาด ได้กล่าวในหนังสือ “ศิรอตุลมุสตะกีม” ว่า
ท่านอุษมาน บิน สะอีด ได้รายงานว่า “วันหนึ่งท่านอิบนิ อะบี ฆอนัม
ก็อสวีนีย์ ได้กล่าวว่า ท่านอิมามอัสการี (อ) ได้จากไปในขณะที่ยังไม่มีบุตร และจากคำพูดนี้จึงทำให้เกิดการถกเกียงกันขึ้นในหมู่ชีอะฮ์ จึงได้ตกลงกันว่าจะเขียนจดหมายไปให้อิมาม จดหมายได้ถูกเขียนขึ้นด้วยปากกาที่ไม่มีน้ำหมึกบนกระดาษสีขาว และให้อิมามตอบจดหมายมาตามที่ได้เขียนไป ทั้งนี้เพื่อที่จะพิสูจน์ “มุอฺญิซะฮ์” ของท่านอิมามในการอ่านจดหมายที่ไม่มีน้ำหมึก
ท่านอิมามได้ตอบจดหมายดังนี้
บิสมิลาฮิรเราะหฺมานิรเราะฮีม
ขอให้อัลลอฮ์ทรงปกป้องเรา และพวกท่านให้พ้นฟิตนะฮ์ และการหลงทาง ข่าวความสงสัย และลังเลของคนกลุ่มหนึ่งจากพวกท่านที่เกี่ยกับดีนและวะลีย์ของเขา ได้มาถึงยังฉัน ซึ่งข่าวนี้ได้สร้างความห่วงใย และทุกข์ร้อน แต่ไม่ใช่เป็นการทุกข์ร้อนสาหรับเรา สัจธรรมอยู่กับเราดังนั้นใครออกห่างไปจากเราก็ไม่ได้ทำให้เรากลัว หรือเป็นห่วง (สำหรับตัวเราเอง)
(ด้วยบารอกะฮ์ของออัลลอฮ์ เราได้รับประโยชน์ และมนุษย์ได้รับประโยชน์จากบารอกะฮ์ของเรา)
ทำไม จึงตกอยู่ในความลังเลและสงสัย ? ไม่รู้หรือว่า อะไรที่บรรดาอิมามของพวกท่านได้บอกพวกท่านนั้นได้มาถึงแล้ว ?
(อิมามคนก่อนๆได้บอกให้รู้ถึงการเร้นหายของอิมามกออิม) ไม่เห็นหรือว่า ตั้งแต่สมัยของอาดัมจนถึงยุคของอิมาม อัลลอฮ์ได้ให้ที่หลบภัยต่างๆ แก่พวกเขา และมนุษย์ก็ได้รับทางนำจากพวกเขา และทุกครั้งที่ธงอันหนึ่งได้จากไปธงอันใหม่ก็จะปลิวสบัด เมื่อดวงดาวหนึ่งได้หายไป ดวงดาวใหม่ก็จะเจิดแสงรัศมี พวกท่านคิดหรือว่าหลังจากอิมาม (อัสการี) ได้ถูกนำกลับไปหาพระองค์แล้ว ศาสนาของพระองค์ก็จะเป็นโมฆะกระนั้นหรือ? และเป็นเหตุแห่งการตัดขาดระหว่างพระองค์กับสิ่งที่ถูกสร้างทั้งหลายหรือ?
เป็นไปไม่ได้ และจะไม่มีวันเป็นไปได้ตราบที่โลกนี้มีอยู่จนถึง
วันกิยามะฮ์ขณะที่ตัวแทน (วะลี) ของพระองค์ไม่มีอยู่
ดังนั้นจงมีความยำเกรงให้มาก และมอบตน และกิจกรรมของท่านต่อเรา เราได้ตักเตือนพวกท่านแล้ว และอัลลอฮ์เป็นพยานระหว่างเรากับท่าน”
ก่อนการเสียชีวิตของท่านอุษมาน บิน สะอีด ท่านอิมามมะฮ์ดีได้สั่งให้ท่านอุษมาน แต่งตั้งบุตรชายของท่าน (อะบู ญะอ์ฟัร มฺฮัมมัด บิน อุษมาน) ให้ทำหน้าทีเป็นตัวแทน (นาอิบ) คนต่อไป
ท่านมุฮัมมัด บินอุษมาน ก็เหมือนกับบิดาของท่านคือ เป็นผู้ที่มีเกียรติ มีตักวาสูง และได้รับการเชื่อถือ และไว้วางใจเป็นอย่างมากจากบรรดาชีอะฮ์ และเขาก็เป็นที่เชื่อถือ และไว้วางใจจากอิมามอัสการีเหมือนบิดาของเขา ท่านเชคฏูซีย์ ได้กล่าวว่า : ชีอะฮ์ทั้งหมดยอมรับในความยุติธรรมการมีตักวา และความซื่อสัตย์ของเขา
หลังจากเสียชีวิตของตัวแทนท่านแรก (อุษมาน บิน สะอีด)
อิมามมะฮ์ดีได้มีสาส์นฉบับหนึ่งที่เกี่ยวกับการตายของอุสมาน และเรื่องราวแต่งตั้งลูกชายของเขาเป็นตัวแทน ซึ่งเนื้อหาของมันมีดังนี้
“แน่นอนเราทุกคนเป็นสิทธิของอัลลอฮ์ และยังพระองค์ที่เราจะต้องกลับไป” เราพอใจ และมอบตนต่อคำสั่ง และกำหนดของพระองค์
บิดาของท่านได้ใช้ชีวิตอย่างมีเกียรติ และจากไปด้วยความพีงพอใจ ขอให้อัลลอฮ์ทรงเมตตาเขา และให้เขาได้ไปอยู่ร่วมกับบรรดาอิมาม เขาคือ ผู้ที่ขยัน และตั้งใจจริงในการงาน และเป็นผู้ที่ขวนขวายในการแสวงหาความใกล้ชิดกับอัลลอฮ์ และบรรดาอิมาม
ขอให้อัลลอฮ์ประทานรางวัลอันยิ่งใหญ่แก่ท่าน (มุฮัมมัด บิน อุษมาน) และประทานความสงบกับท่านในความโศกเศร้าครั้งนี้ ท่านกำลังอยู่ในความโศกเศร้าเช่นกัน การสูญเสียในครั้งนี้ทำให้เรา และท่านต้องตกอยู่ในความเศร้าแห่งความเหงา และโดดเดี่ยว จากความเมตตาของอัลลอฮ์ ขอให้ความสงบสุขจงมีแต่สุสานของเขา และจากความดีของเขาอัลลอฮ์จึงประท่านบุตรชายอย่างท่านให้กับเรา เพื่อทำหน้าที่แทนหลังจากเขา ดังนั้นจงขอพรให้แก่เขาให้มากๆเถิด และฉันขอขอบคุณอัลลอฮ์ที่พระองค์ได้ประทานความดี และคุณสมบัติอันประเสริฐต่าง ๆ ให้แก่ท่านซึ่งสร้างความสุข และความพึงพอใจให้กับทุกหัวใจที่ได้รับรู้ ขอให้พระองค์ทรงช่วยเหลือ และ
ทำให้ท่านแข็งแกร่ง และมั่นคง และประสบความสาเร็จ ขอให้พระองค์ปกป้อง และดูแลท่าน”
ท่านอับดุลลอฮ์ บิน ญะอ์ฟัร ฮุมัยรี ได้กล่าวว่า : ตอนที่ท่านอุษมาน บิน สะอีดได้เสียชีวิต จดหมายจากท่านอิมามมะฮ์ดี ด้วยลายมือของท่านที่เคยเขียนมาให้พวกเรา ได้ถูกส่งมาซึ่งในจดหมายฉบับนั้นได้แต่งตั้งท่าน
มุฮัมมัด บิน อุษมาน ให้ทำหน้าที่แทนบิดาของเขา
และในจดหมายอีกฉบับหนึ่ง ซึ่งอิมามได้เขียนตอบคำถามของท่าน
“อิสฮาก บิน ยะฮฺกูบ อัลกุลัยนี” มีใจความว่า: ส่วนมุฮัมมัด บิน
อุษมาน อัลอัมรี ขอให้อัลลอฮ์ทรงพึงพอใจต่อเขา และบิดาของเขา และเขาก็เช่นกันเหมือนกับบิดาของเขา เป็นที่ไว้วางใจ และเชื่อถือสำหรับฉัน ข้อเขียนของเขาคือข้อเขียนของฉัน
“อับดุลลอฮ์ บิน ญะอ์ฟัร ฮุมัยรี” ได้กล่าวว่า : ฉันได้ถามมุฮัมมัดบิน อุษมาน ว่าเคยเห็นอิมามมะฮ์ดี (อ) ไหม ? มุฮัมมัด : แน่นอน และครั้งสุดท้ายฉันพบท่านที่ข้างกะอ์บะฮ์ซึ่งท่านกำลังอ่านดุอา
“โอ้ อัลลอฮ์ โปรดทำให้สัญญาที่พระองค์มีต่อฉันเป็นจริงเถิด” และอีกครั้งหนึ่งฉันพบท่านที่ มุซตะญาร (มุมหนึ่งของกะอ์บะฮ์ติดกับมุม
ยะมานี (รุกน์ยะมานี)) ซึ่งท่านกาลังอ่านดุอาว่า
“โอ้ อัลลอฮ์ ขอให้ฉันได้แก้แค้นศัตรูของฉันด้วยมือของฉันด้วยเถิด”
มุฮัมมัด บิน อุษมาน ได้กล่าวเสริมขึ้นอีกว่า : ท่านอิมาม (อ) จะปรากฏตัวทุกๆปีในฮัจญ์ ท่านจะเห็นประชาชน และรู้จักพวกเขา และประชาชนก็เห็นท่านแต่พวกเขาไม่รู้จักท่าน
ท่านมุฮัมมัด บิน อุษมาน รู้ล่วงหน้า ถึงวันที่ท่านจะเสียชีวิต และก่อนการเสียชีวิต และก่อนการเสียชีวิต และก่อนการเสียชีวิตของท่าน
บรรดาผู้อาวุโสกลุ่มหนึ่งของชีอะห์ได้ไปพบท่าน และท่านได้แนะนำ “อะบู กอซิม ฮุเซนบิน รุฮ์ นูบัคตี” ที่จะทำหน้าที่เป็นตัวแทน และติดต่อกับ
อิมามมะฮ์ดี (อ) โดยมุฮัมมัดได้กล่าวว่า:
“เขา (อะบุลกอซิม) คือผู้ที่จะมาแทนที่ฉัน ดังนั้นจงติดต่อกับเขาใน
กิจการของพวกท่าน”
ฮุเซน บิน รูห์ นูบัคตี ท่านผู้นี้ เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปในหมู่ของชีอะฮ์ และสุนหนี่ ถึงสติปัญญาที่เฉลียวฉลาด มีตักวา และบุคลิกภาพอันประเสริฐต่าง ๆ ของท่านในสมัยตัวแทนท่านที่สอง (มุฮัมมัด บิน อุษมาน)
ท่าน ฮุเซน บิน รูฮ์ คือบุคคลที่สำคัญคนหนึ่งในการช่วยเหลือการงานของท่านมูฮัมหมัด บิน อุษมาน ในสมัยของท่านมุฮัมมัด บิน อุษมาน ท่านมีสหาย และผู้ช่วยเหลือที่ใกล้ชิดมากที่สุดท่านหนึ่งคือ ญะอ์ฟัร บิน อะฮ์มัด บิน มาตีล กุมมี จนกระทั่งเป็นที่เลืองลือกันว่า ญะอ์ฟัร บิน อะหมัด คือตัวแทนของอิมามคนต่อไป หลังจากท่านมุฮัมมัด บิน อุษมาน และตอนที่มุฮัมมัด บิน อุษมาน ใกล้สิ้นใจ ญะอ์ฟัร บิน อะหมัด นั่งอยู่ตรงเหนือศรีษะของมุฮัมมัด ส่วนฮุเซน บิน รูฮ์ นั่งอยู่ตรงปลายเท้า ท่านมุฮัมมัดได้ทันมาทางญะอ์ฟัร และกล่าวต่อเขาว่า “ฉันได้รับคำสั่งให้แต่งตั้ง ฮุเซน บินรูฮ์ ให้เป็นตัวแทนต่อจากฉัน”
เมื่อญะอ์ฟัร ได้ยินดังนั้น จึงลุกขึ้นไปจูงมือฮุเซน บิน รูฮ์ ให้มานั่งบนที่ของเขา ส่วนเขากลับนั่งที่ปลายเท้าแทน
ท่านอิมามได้มีจดหมายฉบับหนึ่งซึ่งเกี่ยวกับฮุเซน บิน รูฮ์ ดังนี้คือ
“ฉันรู้จักเขาดี และขอให้อัลลอฮ์ทรงทำให้เขาได้รู้จักความดีทั้งหลายด้วยเถิด ขอให้พระองค์ทรงช่วยเหลือเขาประสบความสาเร็จด้วยเถิด ฉันเชื่อและไว้วางใจเขา เขาคือผู้ที่มีเกียรติ และสร้างความพึงพอใจให้กับฉัน
ขอให้อัลลอฮ์ประทานความดีอันล้นเหลือให้แก่เขา และพระองค์มีอำนาจเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง และขอขอบคุณอัลลอฮ์ซึ่งไม่มีภาคีใดๆ สำหรับพระองค์ และขอสรรเสริญและสลามไปยังมุฮัมมัด และลูกหลานของ
มุฮัมมัด จดหมายฉบับนี้ได้เขียนขึ้นเมื่อวันที่ ๖ เดือนเชาวาล ปีที่ ๓๐๕ ของฮิจเราะฮ์”
เมื่ออะบูบะฮัร นูบัคตี ถูกถามว่า ทำไมตำแหน่งนี้ (ตัวแทนคนที่ ๓) จึงไม่เป็นของท่านทั้งๆ ที่ท่านเป็นอุละมาอ์คนสำคัญของแบกแดด และยังเป็นหัวหน้าของคนในตระกูล นูบัคตี และยังได้เขียนตำราไว้อย่างมากมาย
อะบูบะฮัร ได้ตอบว่า : “บรรดาอิมามย่อมรู้ดีกว่า และสิ่งใดที่ได้เลือกไปแล้วนั้นย่อมเหมาะสมกว่า และประเสริฐกว่า ส่วนฉันนั้นตลอดเวลาอยู่กับการถกและโต้แย้งกับฝ่ายตรงข้าม ซึ่งสิ่งเหล่านี้ได้สร้างความเกลียดชังให้กับพวกเขามาตลอด และถ้าฉันได้เป็นตัวแทนอิมาม และรู้ที่อยู่ของท่านเหมือนกับฮุเซน บิน รูฮ์ รู้
วันหนึ่งถ้าฉันตกอยู่ในเงื้อมมือของศัตรู เป็นไปได้ว่าฉันอาจจะไม่สามารถรักษาความลับนั้นไว้ได้อีกต่อไป
แต่อะบุลกอซิม (ฮุเซน บิน รูฮ์) นั้นถ้าหากอิมาม (อ) ซ่อนตัวอยู่ในเสื้อของเขา และไม่ว่าศัตรูจะสับเขาเป็นชิ้น ๆ ก็ตาม เขาจะไม่มีวันถอดเสื้อตัวนั้นออก และเปิดเผยอิมามให้กับศัตรู
ท่านอะบุลกอซิม ฮุเซน บิน รูฮ์ ได้อยู่ในตำแหน่งตัวแทนอิมาม
(นาอิบบุลอิมาม) ประมาณ ๒๑ ปี และก่อนการเสียชีวิตของท่าน ท่านได้มอบหมายการงานให้กับ อะบุลฮะซัน อะลี บิน มุฮัมมัด ซะมะรี เป็นตัวแทนคนต่อไปหลังจากท่าน และในเดือนชะอฺบาน ปีที่ ๓๖๒ ของฮิจเราะฮ์
อะบุล-กอซิม ก็ได้จากโลกนี้ไป และสุสานของท่านอยู่ที่แบกแดด
อะบุลฮะซัน ซะมะรี
ในหนังสือ “มุนตะฮา อัลมะก้อล” ได้กล่าวถึง อะบุ-ฮะซัน อะลี
บิน มุฮัมมัด ซะมะรี” ตัวแทนคนที่ ๔ ของอิมามมะฮ์ดี ไว้ว่า:
“เขาเป็นผู้ที่มีเกียรติ และบุคลิกภาพอันประเสริฐเป็นอย่างมากจนเกือบที่จะไม่จำเป็นต้องอธิบายหรือพิสูจน์”
อะบุลฮะซัน ได้รับคำสั่งจากอิมามมะฮ์ดี (อ) ให้ทำหน้าที่แทน ฮุเซน บิน รูฮ์ เพื่อทำการดูแลกิจการต่าง ๆ ของบรรดาชีอะฮ์
มัรฮูม มุฮัดดิษ กุมมี ได้กล่าวว่า : วันหนึ่ง อะบุล ฮะซัน ซะมะรี ได้พบเจอกับกลุ่มอาวุโสของชีอะฮ์ และอะบุลฮะซัน ได้กล่าวกับพวกเขาว่า
“ขอให้อัลลอฮ์ทรงประทานรางวัลแห่งความอดทนแก่พวกท่านในการจากไป อะลี บิน บาบะวัยฮฺ กุมมี ซึ่งเขากาลังจะจากโลกนี้ไปในขณะนี้”
บรรดาผู้อาวุโสเหล่านั้น ได้บันทึกวันเวลาดังกล่าวไว้ และหลังจากนั้น ๑๘ วัน ข่าวการตายของอะลี บิน บาบะวัยฮ์ ก็ได้มาถึงพวกเขา ซึ่งตรงกับ
อะบุลฮะซัน ได้บอกไว้ อะบุลฮะซัน ซะมารี ได้จากโลกนี้ไปเมื่อปีที่ ๓๒๙ ของฮิจเราะฮ์ และก่อนเสียชีวิตของท่านได้มีชีอะฮ์กลุ่มหนึ่งมาหาท่านเพื่อที่จะถามถึงตัวแทนคนต่อไปหลังจากท่าน อะบุลฮะซัน ได้ตอบพวกเขาว่า:
ฉันไม่ได้รับคำสั่ง ให้แต่งตั้งใครหลังจากนี้ และท่านได้นำจดหมายของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ) ให้ทุกคนดูและทุกคนก็ได้ลอกข้อความจากจดหมายฉบับนั้น ซึ่งเนื้อหาของมันมีดังนี้ คือ
ด้วยพระนามของอัลลอฮผู้ทรงเมตตา กรุณาปรานียิ่งเสมอ
โอ้ อะลี บิน มุฮัมมัด ซะมารี ขอให้อัลลอฮ์ทรงประทานรางวัลอันยิ่งใหญ่ ให้กับพี่น้องของท่านในความโศกเศร้า (จากการจากไปของท่าน)
ซึ่งท่านจะต้องจากโลกนี้ไปหลังจากหกวันนี้ ดังนั้นจงจัดการกับกิจการของท่านให้เรียบร้อย และไม่ต้องแต่งตั้งใครให้เป็นตัวแทนหลังจากท่าน เพราะเวลาแห่งการเร้นหายครั้งใหญ่ (ฆ็อยบะตุลกุบรอ) ได้มาถึงแล้ว
และการปรากฏตัวจะไม่เกิดขึ้นจนกว่าจะได้รับคำสั่งจากอัลลอฮ์ และหลังจากนี้ไปโลกจะอยู่ภายใต้การกดขี่ และหัวใจของมนุษย์จะโหดเหี้ยมเป็นเวลายาวนาน และในไม่ช้านี้ จะมีผู้แอบอ้างการพบเจอระหว่างเขากับฉัน หรืออ้างตัวเป็นตัวแทนของอิมามผู้เร้นหาย (อิมามมุลฆออิบ) จงจำเอาไว้ว่า ก่อนการออกมาของซุฟยานี และก่อนที่จะมีเสียงกัมปนาทดังขึ้น ใครก็ตามที่อ้างว่า เขาได้พบเจอกับฉัน (ในลักษณะของตัวแทน) เขาผู้นั้นโกหก และสร้างเรื่องขึ้นเอง
และวันที่หก ที่จดหมายนี้ได้ส่งมา อะบุลฮะซัน ก็ได้จากโลกนี้ไป
บรรดาตัวแทนทั้งสี่ของท่านอิมาม เป็นบุคคลที่มีเกียรติ มีตักวา และเป็นผู้ที่ได้รับการเชื่อถือไว้วางใจขมากที่สุดจากประชาชนในยุคสมัยของท่านเหล่านั้น ซึ่งในช่วงแห่งการเร้นหายครั้งแรกนั้นบรรดาชีอะฮ์ได้นำเอาปัญหา และคำถามต่าง ๆ ของพวกเขาไปยังบุคคลทั้งสี่นี้ การแก้ไข และคำตอบจากท่านอิมามก็จะส่งผ่านบุคคลทั้งสี่นี้ ไปยังประชาชนในขณะนั้นการติดต่อสัมพันธ์ระหว่างทุกคนเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ และบางครั้งบรรดาชีอะฮ์ผู้มีเกียรติหลายคนได้ถูกนำไปพบเจอกับอิมามโดยผ่านบุคคลทั้งสี่นี้
กะรอมะฮ และ มุอ์ญิซะฮ์ต่าง ๆ ของท่านอิมามได้ถูกพิสูจน์อย่างมากมายโดยผ่านบุคคลทั้งสี่นี้ ดังนั้นจึงสร้างความมั่นใจของประชาชนที่มีต่อบุคคลทั้งสี่
ท่านเชคฏูซีย์ ได้กล่าวในหนังสือ “อัลอิห์ติญาจ” ว่า:
ไม่มีใครยอมรับการเป็นตัวแทนของบุคคลทั้งสี่ จนกว่า กะรอมะห์ หรือมุอฺญิซะห์ต่าง ๆ จากท่านอิมาม จะถูกพิสูจน์โดยผ่านบุคคลทั้งสี่นี้
หลังจากการสิ้นสุดช่วงสมัยแห่ง “ฆ็อยบะตุศศุฆรอ” การเร้นหายครั้งใหญ่ (ฆ็อยบะตุศกุบรอ) ก็ได้เริ่มขึ้น จนมาถึงปัจจุบันนี้
ในช่วงฆ็อยบะตุศศุฆรอ นั้น ประชาชนสามารถรับคำาตอบของพวกเขาได้โดยผ่านตัวแทนทั้งสี่ แต่ในสมัยของ ฆ็อยบะตุลกุบรอ สิ่งเหล่านี้เป็นไปไม่ได้ประชาชนต้องนำปัญหาของพวกเขาไปยังตัวแทนทั่วไป (นาอิบุลอาม) และนาอิบุลอาม จะเป็นคนตอบและแก้ไขปัญหาของพวกเขาเพราะนาอิบุลอาม (บรรดามัรญิอ์) คือ ผู้ที่มีความสามารถพิเศษในการวินิจฉัยปัญหาคำสั่งของพวกเขาถือเป็นการชี้ขาด (ฮุจญะฮ์) ที่ทุกคนต้องปฏิบัติตาม
ท่านมัรฮูม กัชชี ได้กล่าวว่า จดหมายฉบับหนึ่งจากอิมามมะฮ์ดี ได้ยืนยันเรื่องนี้ ไว้ว่า :
“บรรดาชีอะฮ์ ของฉัน จะต้องไม่มีข้ออ้างหรือข้อยกเว้นใด ๆ ในการสร้างความสงสัย หรือไม่เชื่อฟังบรรดา “ษิกเกาะฮ์” ของฉัน จงรู้ไว้ว่า ความลับบางอย่างของฉันได้ถูกมอบหมายไว้ให้กับพวกเขา
เชคฏูซีย์ เชคศอดูก และมัรฮูมฏ็อบริซีย์ ได้รายงานจากอิสฮาก บิน
อัมมาร ว่า : ท่านอิมามมะฮ์ดีได้กำหนดหน้าที่ของชีอะฮ์ในช่วงสมัยของ ฆ็อยบุตุลกุบรอ ไว้ดังนี้คือ
“และในปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นจงกลังไปยัง ผู้รายงานฮะดีษของเรา พวกเขาคือข้อพิสูจน์ของฉันเหนือพวกท่าน และฉันคือข้อพิสูจน์ของอัลลอฮ์เหนือพวกเขา”
ท่านมัรฮูม ฏ็อบริซีย์ ได้รายงานในหนังสือ “อัลอิห์ติญาจ” ของท่านโดยได้รายงานฮะดีษหนึ่งจากอิมามญะอฺฟัร อัศศอดิก ว่า:
“และจากบรรดาฟะกีฮ์ (ที่มีคุณสมบัติดังนี้คือ สร้างตัวเอง(ตามหลักการศาสนา) ปกป้องศาสนาของเขาได้ ต่อต้านกิเลสตัณหาของตัวเองได้ และปฏิบัติเชื่อฟังเมาลา (บรรดาอิมาม) ของเขา ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของคนทั่วไป (อะวาม) ที่จะต้องตักลีดตามเขา”
ด้วยสาเหตุนี้กิจการของมุสลิม ในช่วงสมัยของ ฆ็อยบะตุลกุบรอ จึงกลับไปยัง “วะลียุลฟะกีฮ์” การงานทุกอย่างต้องดำเนินไปตามทัศนะ และคำวินิจฉัยของเขา ถึงแม้ว่าคำตัดสิน และปัญหามากมายได้รับการแก้ไขมาก่อนในสมัยอิมามต่าง ๆ แต่ปัญหาใหม่ ๆ ของสังคมก็ยังมีอีกมากที่จะต้องไดรับการแก้ไข และบรรดามัรญิอ์หรือฟะกีฮ์เหล่านี้เท่านั้นที่จะต้องรับหน้าที่อันนี้ต่อไป จนกว่าถึงวันแห่งการปรากฏตัวของอิมามมะฮ์ดี (อ)
ผลทางลบ และทางบวกของการเร้นหาย
การศรัทธาในอิมามมะฮ์ดี เป็นบ่อเกิดแห่งสติปัญญา และความหวังการศรัทธาในเรื่องราวของท่าน และมีความรู้สึกว่าการปรากฏตัวของท่าน เป็นไปได้ตลอดเวลา มีผลต่อจิตสำนึกอย่างลึกซึ้งในจิตใจของผู้ศรัทธาพวกเขามีความพร้อมอยู่ตลอดเวลา และระวังตัวเองจากการกดขี่ หรือละเมิดผู้อื่น มีความรักในความยุติธรรม และภราดรภาพ จนกว่าเตาฟีกแห่งการรับใช้
อิมามมะฮ์ดี จะมีมายังเขา และการรับรู้ถึงการมีอยู่อิมามจนกระทั่งเตาฟีก แห่งการพบเจอ และเยี่ยมเยียนอิมามมาถึงเขา และเขาจะระวังตัวเองจากความกริ้วของอิมาม การศรัทธาในอิมามมะฮ์ดีจะทำให้ผู้ศรัทธาไม่เข้าไปอยู่ภายใต้การปกครองใดๆ ของบรรดาการปกครองอันจอมปลอมและกดขี่
การศรัทธาอันนี้จะสร้างความรู้สึกต่อต้าน และเผชิญหน้าของผู้ศรัทธาต่อบรรดาผุ้กดขี่ และฏอฆูต (ผู้นำจอมปลอม) และปฏิเสธอำนาจของพวกมัน
ความเชื่อในการปรากฏตัวของท่านอิมามมะฮ์ดี จะต้องไม่เป็นสาเหตุที่ทำให้มุสลิม มอบหมายการงานของพวกเขาไว้กับอนาคต และโดดเดี่ยวตัวเองจากสังคม และปล่อยให้พวกกาฟิรหรือผู้ชั่วร้ายครอบครองกิจการของโลกทั้งหมด
ผู้ศรัทธาจะต้องไม่ละความพยายาม ในการที่จะสร้างความเจริญรุ่งเรือง ด้านความรู้ อุตสาหกรรม และสร้างสรรค์ สังคมให้ดีงาม
ความคิดที่ว่าการศรัทธาในอิมามมะฮ์ดี จะทาให้เกิดความสิ้นหวัง หรืออ่อนแอเป็นความคิดที่บาฏิล (โมฆะ) บรรดาอิมามมะอฺศูม และสาวกของท่านที่ได้ยืนหยัดต่อสู้มาตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานนั้นไม่ใช่ผู้ศรัทธาในอิมามมะฮ์ดีดอกหรือ ?
บรรดาอุละมาอ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งอิสลาม ที่ได้ทำการ เสียสละ ต่อสู้ และพยายามที่จะสร้างความยิ่งใหญ่ และเชิดชูอิสลามให้สูงส่ง โดยไม่ปฏิเสธหน้าที่ และความรับผิดชอบอันหนักอึ้งของพวกเขาต่ออิสลาม บุคคลเหล่านี้ไม่ใช่ผู้ศรัทธาในอิมามมะฮ์ดีดอกหรือ ?
มุสลิมในสมัยของท่านศาสดา (ศอล) ได้เคยฟังจากท่านศาสดาว่าวันหนึ่ง ในอนาคตอิสลามจะไดรับชัยชนะอันยิ่งใหญ่ แต่ข่าวดีอันนี้ไม่ได้ทำให้สาวกในยุคนั้นสิ้นหวัง หรือ ละความพยายามในการที่จะต่อสู้แต่กลับทำาให้พวกเขาเพิ่มความพยายาม และเสียสละมากยิ่งขึ้น เพื่อที่จะให้ถึงซึ่งเป้าหมาย และความหวังอันยิ่งใหญ่นั้น
มุสลิมในวันนี้ก็เช่นกัน เขามีพันธสัญญาอันยิ่งใหญ่ต่ออิสลามที่จะต้องยืนหยัดต่อสู้ให้ได้มา จะต้องรู้จักใช้สถานการณ์ และโอกาส อย่างชาญฉลาด จะต้องปรากฏตัวในสนามแห่งการต่อสู้นี้ตลอดเวลาจะต้องขจัดขัดขวางสิ่งชั่วร้ายต่าง ๆ และเสริมสร้างศีลธรรมความดีให้เกิดขึ้นจะต้องสกัดกั้นอำนาจ และอิทธิพลของศัตรู จะต้องป้องกันการโจมตีของศัตรูทางด้านความคิด เศรษฐกิจ การเมือง และการทหาร ที่จะมีต่ออิสลาม และมุสลิม จะต้องมีความพยายามอย่างสุดความสามารถในการขัดเกลาจิตวิญญาณ และสร้างสรรค์ บุคลลิกภาพส่วนตัวจนมีคุณสมบัติที่พร้อมที่จะได้สัมผัสกับ
อิมามมะฮ์ดี จนเป็นผู้ช่วยเหลือที่แท้จริงของท่าน และอยู่ภายใต้การดูแลเอื้อเฟื้อของท่านอิมาม (อ) และสร้างฐานรองรับการปรากฏตัวของท่าน
ท่านอะมีรุลมุอ์มินีน อะลี (อ) ได้รายงานฮะดีษ จากท่านศาสดา (ศ็อล) ว่า
“อิบาดะฮ์ที่ประเสริฐที่สุด คือการรอคอยการปรากฏตัวของมะฮ์ดี”
ท่านอิมามซัยนุลอาบีดีน (อ) ได้กล่าวว่า : การเร้นหายของอิมามที่สิบสอง จะมีระยะเวลาอันยาวนาน ประชาชาติในยุคของการเร้นหายของเขาที่มีศรัทธาต่อเขา (มะฮ์ดี) และรอคอยการปรากฏตัวของเขา จะเป็นประชาชาติที่ประเสริฐกว่าทุกประชาชาติที่เคยมีมา ก็เพราะว่าอัลลอฮ์จะประทานความรู้ความเข้าใจ และสติปัญญาให้แก่พวกเขาเหมือนกับว่าอิมามยังมิได้เร้นหายไปจากพวกเขา อัลลอฮ์ได้ยอมรับพวกเขาเหมือนกับบรรดามุญาฮีดีนที่เคียงข้างท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อล) พวกเขาคือผู้ที่มีความอิคลาส และเป็นชีอะฮ์ที่แท้จริง พวกเขาได้เชิญชวนมนุษย์เข้าหาอัลลอฮ์
และท่านอิมามซัยนุลอาบิดีน ได้กล่าวต่อไปอีกว่า :
มัรฮูม อายะตุลลอฮฺ ซัยยิด ศ็อลรุดดีน ศ็อดร์ ได้เขียนในหนังสือของท่านว่า : การรอคอย คือการระวัง และเตรียมตัวให้พร้อมต่อการเกิดของสิ่งที่รอคอย และปฏิเสธไม่ได้ว่าการรอยคอยอิมามมะฮ์ดีก็คือ การที่เราจะต้องสร้างตัวเอง และสังคมให้พร้อมโดยเฉพาะสังคมของอิมามียะฮ์ (ชีอะฮ์) ตามวิธีการดังนี้คือ :
๑. ในตัวของการรอคอยเองนั้น คือการฝึกฝนที่สาคัญสาหรับจิตใจมนุษย์จนถึงขั้นที่กล่าวกันว่า
“การรอคอยทรมานกว่าการฆ่า”
และสิ่งจำเป็นในการรอคอย คือการครุ่นคิด และรวบรวมพลังทางความคิดทั้งหมดไปยังผู้ที่เราคอย และแน่นอนการกระทำอย่างนั้นย่อมก่อให้เกิดประโยชน์สองอย่างคือ
๑.๑ พลังทางความคิดของมนุษย์จะถูกเปลี่ยนไปเป็นพลังแห่งการปฏิบัติ
๑.๒ มนุษย์สามารถรวบรวมพลังทางความคิด และพลังแห่งการปฏิบัติ
เข้าสู่จุดเดียว และเป้าหมายอันเดียวกัน และประโยชน์ทั้งสองนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ และจำเป็นอย่างมากสาหรับมนุษย์ในการดำเนินชีวิตที่จะไปสู่ความสมบูรณ์สูงสุด
๒.การรอคอยคือยาที่จะบรรเทาความเจ็บปวด และปัญหาของมนุษย์ เพราะว่าเรารู้ว่าสิ่งเหล่านี้จะต้องได้รับการขจัดปัดเป่า มีความแตกต่าง เป็นอย่างมากสำหรับมนุษย์ในปัญหา และความเจ็บปวดที่เขารู้ว่ามีการขจัดปัดเป่า และทดแทน กับปัญหาที่พวกเขาไม่รู้วิธีการหรือผู้แก้ไขและในขณะเดียวกันที่พวกเขามีความรู้สึก การปรากฏนั้นใกล้เข้ามาแล้ว
และเมื่ออิมามปรากฏตัวโลกนี้ก็จะถูกทำให้เต็มไปด้วยความสันติ ยุติธรรม ปัญหาและความเจ็บปวดต่าง ๆ ของชาวโลก ก็จะถูกขจัดออกไป
๓. ผลแห่งการรอคอย ทำให้เกิดความรัก และความสัมพันธ์ และทำให้เขาเป็นสหาย และผู้ช่วยเหลือที่แท้จริงของท่านอิมาม แน่นอนสิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้นั้น เขาจะต้องมีความพยายามเป็นอย่างมากในการขัดเกลาชำระล้างจิตวิญญาณ และเสริมสร้าง อัคลาก (ตำแหน่งอันสูงสุดแห่งจิตวิญญาณ) ให้สมบูรณ์จนกว่าเขาจะมีคุณสมบัติที่เพียบพร้อมในการพบกับอิมาม และทำการญิฮาดร่วมกับท่านในตอนที่อิมามปรากฏตัว และคุณสมบัติเหล่านี้นั้นหายากมากในสังคมปัจจุบัน
๔. การรอคอยที่แท้จริง ทำให้มนุษย์ปรับปรุงตัวเอง และผู้อื่น และทำให้พวกเขาเตรียมพร้อมในการที่จะสร้างฐานะรองรับการมาของอิมามซึ่งบนพื้นฐานเหล่านี้นั้นจะทำให้อิมามมีชัยชนะเหนือศัตรู และสิ่งจำเป็นในการนี้คือพื้นฐานทางด้านความรู้ ความเข้าใจ ความเจริญทางด้านอุตสาหกรรม และอื่นๆ ที่จำเป็นที่จะทำให้เป้าหมายอันยิ่งใหญ่ของอิมามสมบูรณ์ เพราะว่าชัยชนะของอิมามที่จะมีต่อศัตรูนั้นเป็นชัยชนะตามวิธีการปกติ และเป็นธรรมชาติ เหล่านี้คือวิธีการรอคอยที่สัตย์จริง
มัรฮูม มุซ็อฟฟัร ได้เขียนไว้ในหนังสือของท่านว่า :
“การรอคอยมะฮ์ดี ผู้ที่จะมาปลดปล่อย และสร้างสรรค์ โลกนั้นไม่ได้หมายความว่า เราจะต้องทิ้งหน้าที่ของเราที่มีต่อสัจธรรมของศาสนาโดยเฉพาะสิ่งวาญิบต่างๆ ในศาสนา อย่างเช่น การญิฮาดให้ได้มาซึ่งการปฏิบัติตามหลักการศาสนา การกำชับกันในเรื่องความดี และยับยั้งในความชั่วต่าง ๆ เราไม่สามารถปฏิเสธหน้าที่อันเป็นวาญิบนี้ได้ เพราะว่ามุสลิมไม่ว่าจะอยู่ในสถานภาพใด เป็นหน้าที่ (วาญิบ) สาหรับเขาที่จะต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติของพระเจ้า และจะต้องเคลื่อนไหวเพื่อให้ได้ถึงสิ่งเหล่านี้ จนกว่าจะมีความสามารถในการกำชับความดี และยับยั้งความชั่ว และไม่มีเหตุผลใด จะมาอ้างในการรอคอยที่นั้นไม่ได้ทำให้หน้าที่ใด ๆ ต้องยกเลิกสาหรับเขา และไม่ได้ทำให้การงานต่าง ๆ ของศาสนาต้องถูกเลื่อนออกไป”
ด้วยเหตุผลที่ได้กล่าวไปแล้ว จึงสรุปได้ว่า ชีอะฮ์ทุกคนในสมัยของการเร้นหายของท่านอิมามอยู่ภายใต้การทดสอบอันยิ่งใหญ่ มุมหนึ่งเขาจะต้องรักษาหน้าที่ของเขาที่มีต่อศาสนา อีกมุมหนึ่งเขาจะต้องรีบสร้างฐานะของการปรากฏตัวของอิมาม ผู้คนสามารถเข้าร่วมกับอิมามในการช่วยเหลืออิสลาม และส่วนมากของพวกเขาจะไม่ประสบความสาเร็จในการทดสอบครั้งนี้
ท่าน ญาบิร ญุอ์ฟี (สาวกผู้ใกล้ชิดอิมามบากิร) ได้ถามอิมามว่า
“การปรากฏตัวของพวกท่าน (มะฮ์ดี) จะมีขึ้นเมื่อไหร่?
ท่านอิมามบากิร (อ) ได้ตอบว่า “ไม่มีวันที่จะเกิดขึ้น จนกว่าจะร่อนตะแกรง เพื่อที่คนที่ไร้ค่าต่อศาสนาจะถูกร่อนออกไป และผู้ที่บริสุทธิ์ใจต่อศาสนาจะเหลืออยู่ (หลังจากร่อนตะแกรงหรือทดสอบ)”
ใช่แล้ว การรอคอยคือ การต่อสู้ เสียสละ พยายามปฏิบัติตาม หน้าที่ ไม่สิ้นหวัง และหมดกาลังใจในการรอคอย และจะยืนหยัดรอคอยด้วยความหวังอันเต็มเปี่ยมจนถึงวันปรากฏตัวที่อัลลอฮ์จะประทานมา
และผลการรอคอยในครั้งนี้ ทาให้มนุษย์มีประสบการณ์ และยอมรับว่า ปราศจากการช่วยเหลือ และดลใจจากพระเจ้า มนุษย์ไม่สามารถที่จะนำกองคาราวานแห่งมนุษยชาติไปสู่ความสำเร็จ และเป้าหมายที่แท้จริงได้
และนั้นก็คือการใกล้ชิดกับพระเจ้า ดังนั้นเมื่อเขาไม่สามารถที่จะนำกองคาราวานแห่งมนุษยชาติไปสู่ความสำเร็จได้ จึงถึงเวลาแล้วสำหรับพวกเขาที่จะต้องมอบตัวเองให้โองการ และคำสั่งเบื้องบนจากพระผู้เป็นเจ้า
ประโยชน์ของการดำรงอยู่ของอิมามในช่วงเร้นหาย
ประชาชนส่วนหนึ่งยังไม่เข้าใจถึงปรัชญาของการที่อิมาม มะอฺศูมจึงได้ถามว่า อะไรคือประโยชน์ของอิมามในช่วงของการเร้นหาย ? พวกเขาไม่รู้ว่า เป้าหมายของการสร้างสรรพสิ่ง จะสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อฮุจญัตอันบริสุทธิ์ของพระองค์มีอยู่ด้วย เพื่อที่จะได้ไปสู่การรู้จักพระเจ้าที่สมบูรณ์ และมีความถูกต้องในการภักดีต่อพระผู้อภิบาล
บรรดามะลาอิกะฮ์ ได้สอบถาม และสงสัยในการสร้างมนุษย์ได้เปรียบเทียบความดีของตน กับการก่อความเสียหายของมนุษย์ จึงมองไม่เห็นความดีใด ๆ เลยในการสร้างมนุษย์ บรรดามะลาอิกะฮ์จึงได้ถามอัลลอฮ์ว่า
“พระองค์จะสร้างผู้ที่ก่อความเสียหาย และหลั่งเลือดกันบนโลกนี้กระนั้นหรือ ? ในขณะที่พวกเราได้ทำการสรรเสริญ สดุดี ถึงความบริสุทธิ์ของพระองค์ ” (อัลบากอเราะฮ์: ๓๐)
อัลลอฮ์ได้แสดงให้บรรดามะลาอิกะฮ์ได้เห็นถึงความรู้ และความเข้าใจของอาดัม (อ) เกี่ยวกับความลับของโลก และสัจธรรมแห่งฟ้าซึ่งจะทำ
ความรู้จัก และภักดีพระองค์สมบูรณ์ขึ้น จนทำให้บรรดามะลาอิกะฮ์พอใจ และหยุดข้อสงสัยต่าง ๆ ได้
เมื่ออัลลอฮฺได้สั่งให้อาดัม (อ) แสดงความรู้ของตัวเองให้กับบรรดา
มะลาอิกะฮ์ และทำให้บรรดามะลาอิกะฮ์ ได้เข้าใจถึงสัจธรรมแห่งการสร้าง
และตำแหน่งอันยิ่งใหญ่ของฮุจญัตของพระองค์จนบรรดามะลาอิกะฮ์ยอมรับว่า การสรรเสริญ (ตัสบิฮ์) สุดดี (ตักดีส) ของพวกเขานั้นไม่สามารถที่จะนำไปเปรียบเทียบกับตัสบิฮ์ และตักดิศของบรรดาเอาลิยาอ์ และฮุจญัตของพระองค์ได้ และตำแหน่งอันประเสริฐนี้มีอยู่ในเฉพาะมนุษย์เท่านั้น จึงทาให้บรรดามะลาอิกะฮ์ยอมรับถึงความประเสริฐในการสร้างมนุษย์
ดังนั้น การมีอยู่ของมนุษย์คือความประเสริฐสูงสุด ทำให้ปรัชญาของการสร้างสรรพสิ่งถึงจุดสมบูรณ์ เป็นการสร้างที่ทำให้ทูตสวรรค์ต้องก้มหัวยอมรับ เพราะการอิบาดะฮ์ของมนุษย์ต่อพระเจ้านั้น ไม่สามารถที่จะเปรียบเทียบหรือนำเอาการอิบาดะฮ์ของสิ่งอื่นมาทดแทนได้ และเช่นกันการมีอยู่ของบรรดาเอาลิยาอ์ และฮุจญัตของอัลลอฮ์ ทำให้สายโซ่แห่งการดำรงอยู่ของมนุษย์ และสรรพสิ่งทั้งมวลดำเนินต่อไป ดังนั้นการมีอยู่ของฮุจญัตของพระองค์คู่กับสรรพสิ่งทั้งมวล คือ สิ่งจำเป็นและถ้ามีนิอ์มะฮ์ (ความโปรดปราน)ใดประสบกับเราก็เป็นเพราะบารอกะฮ์ของบรรดาฮุจญัตเหล่านี้
ถ้าไม่มีพวกเขาการสร้างมนุษย์ และสรรพสิ่งก็จะไม่เกิดขึ้น ดังนั้นการมีอยู่ของพวกเขาไม่ใช่เป็นเฉพาะนิอ์มะฮ์แห่งความรู้ และการชี้นำเท่านั้น แต่เป็นนิอ์มะฮ์แห่งการเกิด และการดำรงอยู่ของสรรพสิ่งทั้งมวล ซึ่งถือเป็นบุญคุณอันยิ่งใหญ่ต่อพวกเรา
ดั่งที่ได้สารภาพไว้ใน ซิยาเราะฮ์ ญะมีอะฮ์ กะบีเราะฮ์
ว่า
“โอ้ เจ้าแห่งนิอ์มะห์ทั้งหลายของฉัน การสรรเสริญพวกท่านนั้นมันมากมายจนนับไม่ได้ เนื้อแท้ของพวกท่านเหนือคำเยินยอ คุณสมบัติ และตำแหน่งของพวกท่านเหนือคำบรรยาย พวกท่านคือรัศมีแห่งกัลยาณชน และเป็นผู้นำทางของบรรดาคนดี และข้อพิสูจน์ (ฮุจญัต) แห่งอัลลอฮ์ เป็นเพราะพวกท่าน อัลลอฮ์จึงเริ่มการสร้างสรรพสิ่ง เพราะพวกท่าน การสร้างได้สิ้นสุดลง เพราะพวกท่านฝนจึงได้หลั่งลงมาเพราะพวกท่านฟ้าจึงถูกยึดไม่ให้ตกลงมาบนดิน เพราะพวกท่าน ความยุ่งยาก ความลำบาก และอันตรายต่าง ๆ ได้ถูกขจัดออกไป.....
อิมามมูซา อัลกาซิม ได้รายงานจากบิดาของท่าน (อิมามญะฮฺฟัร) ว่า :
“ด้วยความรู้ และการอิบาดะฮ์ของเรา (อะห์ลิลบัยต์) การอิบาดะฮ์
อัลลอฮ์ (อย่างแท้จริง) จึงเกิดขึ้น และถ้าไม่มีเราการอิบาดะฮ์ต่ออัลลอฮ์
(ที่แท้จริง) ก็จะไม่เกิดขึ้น”
และเรายังพบอีกมากมายในริวายะฮ์ ว่า :
“แผ่นดินจะไม่มีวันเว้นว่างจากอิมามผู้บริสุทธิ์”
อิมามบากิร ได้กล่าวว่า :
“ขอสาบานด้วยนามแห่งอัลลอฮ์ ว่า หลังจากที่อัลลอฮฺได้เป่ารูฮ์ใส่ลงไปในอาดัม (อ) ตั้งแต่วินาทีนั้นแผ่นดินของพระองค์ก็ไม่เคยเว้นว่างจากอิมามเลย และด้วยอิมาม มนุษย์จึงได้รับทางนำ และเขาคือ ฮุจญัตของอัลลอฮ์เหนือมนุษย์ และถ้าปราศจาก อิมามผู้เป็นฮุจญัตของอัลลอฮ์โลกนี้ก็จะไม่หลงเหลืออีกต่อไป”
ความสำคัญของอิมามผู้บริสุทธิ์อีกข้อหนึ่งคือการชี้นำในเรื่องเร้นลับนอกเหนือจากการชี้นำทั่วไป ซี่งการชี้นำในเรื่องเร้นลับ (มะอ์นาวี) นี้ความลับต่าง ๆ ของการงาน และสรรพสิ่งทั้งมวลจะถูกเปิดเผย และชี้นำโดยอิมามผู้บริสุทธิ์ ดังโองการที่ว่า
“และเราได้ทำให้พวกเขาเป็นอิมามทำการชี้นำ (ฮิดายะฮ์) ด้วยบัญชาของเรา และเราได้ดลใจพวกเขาถึงการประกอบคุณงามความดี ต่าง ๆ (๒๑: ๗๓)” และอีกโองการหนึ่งได้กล่าวว่า:
“และเราได้ทำให้ส่วนหนึ่งของพวกเขาได้เป็นอิมามทำการชี้นำด้วยอำนาจของเรา หลังจากที่พวกเขาได้อดทน” (๔๑: ๒๔)
ท่านอัลลามะฮ์ ฏอบาฏอบาอี ได้กล่าวในหนังสือของท่านว่า
“จากโองการเหล่านี้ทำให้เข้าใจว่า บรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์นั้น นอกเหนือจากการฮิดายะฮ์แบบทั่วไปยังมีการฮิดายะฮ์ที่เข้าลึกไปถึงจิตวิญญาณ (มะอ์นาวี) และเปิดเผยความลี้ลับต่าง ๆ ในตัวมนุษย์ และสรรพสิ่งทั้งมวล และรัศมีแห่งการฮิดายะฮ์ประเภทนี้จะผ่านเข้าไปในหัวใจ และจิตวิญญาณของผู้ที่เหมาะสมที่จะได้รับมัน และนำพวกเขาเข้าสู่เป้าหมายสุดท้ายที่แท้จริงของการสร้าง”
“และถ้าหากใครค้านขึ้นมาว่า หน้าที่ของอิมามนั้นคือการชี้นำมนุษย์ในเรื่องราวของบทบัญญัติ (อะห์กาม) ของศาสนา และโครงสร้างของการศรัทธา (อะกีดะฮ์) แต่การเร้นหายของอิมามทำให้หน้าที่เหล่านี้ถูกทอดทิ้ง เพราะอิมามที่อยู่ในช่วงของการเร้นหายนั้นไม่สามารถที่จะติดต่อชี้นำใครได้ดังนั้นมนุษย์จึงไม่ได้รับประโยชน์อันใดในการมีอิมาม ที่อยู่ในการเร้นหาย .
(คำตอบก็คือ) พวกเขายังไม่รู้จักความหมาย และหน้าที่ที่แท้จริงของอิสลาม ซึ่งเราได้พิสูจน์แล้วในการพูดในเรื่อง “อิมามัต” ว่าบรรดาอิมามนั้นไม่ได้มีหน้าที่เพียงแต่ชี้นำมนุษย์ในเรื่องทั่วไปเท่านั้น แต่บรรดาอิมามยังมีอำนาจ (วิลายะฮ์) และหน้าที่ในการชี้นำมนุษย์เข้าสู่ความลับของกิจการทั้งมวลนำพวกเขามุ่งสู่อัลลอฮ์
และแน่นอนการปรากฏหรือเร้นหายทางร่างกายของอิมามนั้นไม่มีผลใด ๆ ต่อการฮิดายะฮ์มะอ์นาวี เพราะมันเป็นการฮิดายะฮ์ทางด้านใน (บาฎิน) เข้าสู่รูฮ์ และจิตวิญญาณของมนุษย์ โดยการติดต่อ และสัมพันธ์ทางด้าน จิตวิญญาณ ถึงแม้ว่าร่างกายของท่าน (อิมาม) จะถูกปกปิดจากสายตาแห่งวัตถุ ถึงแม้ว่าเวลาแห่งการปรากฏตัว และการปฏิวัติโลกของท่านจะยังไม่ถึงก็ตาม”
ท่านมัรฮูม เชคฏูซีย์ ได้กล่าวไว้ในหนังสือของท่านว่า :
การมีอยู่ของอิมามคือ ความโปรดปราน และอำนาจของท่านมาถึงเราเป็นอีกความโปรดปรานหนึ่ง และการไม่มีอำนาจของท่านมาถึงเราเป็นเพราะตัวเราเอง
ดวงอาทิตย์ ซึ่งไม่มีใครสามารถปฏิเสธถึงประโยชน์ของมันได้แต่ทว่า ถ้าหากมนุษย์ถอยห่างจากมันเอง มันก็ไม่มีปัญหาอะไรกับดวงอาทิตย์ มันเป็นความผิดของมนุษย์เองที่เขาออกห่าง และหลบหลีกจากแสงสว่างของมัน และอย่าเข้าใจผิดคิดว่าการที่เราออกห่างจากดวงอาทิตย์ไปอยู่ในถ้ามือนั้นก็เท่ากับว่าเราไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรจากดวงอาทิตย์เลย แต่จริง ๆ แล้วแม้แต่ชีวิตในถ้ามือก็อยู่ไม่ได้ ถ้าปราศจากดวงอาทิตย์ ที่เขาหนีแสงของมันโดยตรง เพราะชีวิต อาหาร และความจำเป็นต่าง ๆ ของมนุษย์ ได้เกิดขึ้นก็จากดวงอาทิตย์
และอีกริวายะฮ์หนึ่งก็ได้เปรียบเทียบท่านอิมามมะฮ์ดีเสมือนกับดวงอาทิตย์ที่อยู่หลังเมฆ ซี่งรายงานโดย สุลัยมาน อะอฺมัช จากท่าน
อิมามญะอ์ฟัร ศอดิก ซึ่งเขาได้ถามอิมามว่า : มนุษย์จะได้รับผลประโยชน์อะไรจากฮุจญัตของพระองค์ (มะฮ์ดี) ที่เร้นหาย
ท่านอิมามตอบว่า : เหมือนกับประโยชน์ของดวงอาทิตย์ในตอนที่มันอยู่หลังเมฆ
ท่านญาบิร บิน อับดุลลอฮ์ อันศอรี ได้ถามรอซูลุลลอฮ์ว่าชีอะฮ์ในยุคสมัยของการเร้นหายของท่านอิมาม จะได้รับประโยชน์จากอิมามผู้เร้นหายไหม ?
ท่านรอซูลตอบ : ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮ์ พวกเขาจะรับประโยชน์แน่นอน พวกเขาจะได้รับความกระจ่างจากแสงรัศมีของอิมามผู้เร้นหาย และพวกเขาจะรับประโยชน์จากอานาย (วิลายะฮ์) ของอิมาม เหมือนกับการใช้ประโยชน์จากดวงอาทิตย์ ถึงแม้ว่าเมฆจะบดบังมันก็ตาม
นอกเหนือจากนี้ ท่านอิมามมะฮ์ดี (อ) ยังเข้าร่วมพิธีฮัจญ์ทุกปี ท่านยังเข้าร่วมในการประชุมชุมนุมของชีอะฮ์ และบางครั้ง ปัญหาของผู้ศรัทธาก็ได้รับการแก้ไขจากอิมามโดยผ่านสื่อ และโดยตรง และเป็นไปได้ว่าบางครั้งประชาชนเคยเห็นท่าน แต่พวกเขาไม่รู้จัก แต่อิมามรู้จักพวกเขา ส่วนหนึ่งจากบรรดาผู้ศอและห์ (ประกอบการดี) อยู่ภายใต้การคุ้มครองของท่าน มีคนจานวนมากที่เคยพบเจอกับท่านทั้งในช่วงของการเร้นหาย ครั้งแรก (ศุฆรอ) และครั้งใหญ่ (กุบรอ) และได้เห็นถึงกะรอมะฮ์ และมุอฺญิซะอ์ ต่าง ๆ ของท่าน
มัรฮูม ซัยยิด ศ็อครุดดีน ศ็อดร์ ได้กล่าวในหนังสือของท่านว่า :
จากรายงานต่าง ๆ ทำให้เราทราบว่ามีประชาชนกลุ่มหนึ่งได้พบเจออิมาม และได้รับเกียรติในการรับใช้ท่านในยุคสมัยของการเร้นหาย และสิ่งนี้นั้นไม่ขัดกับรายงานที่สั่งให้เราปฏิเสธผู้ที่อ้างว่าเขาพบเจอกับอิมาม เพราะการมีหลักฐานที่พิสูจน์ได้ว่า รายงานที่ใหเราปฏิเสธนั้นเป้าหมายคือ ผู้ที่อ้างว่าเขาเป็นตัวแทนโดยตรงตามอิมาม
ในช่วงฆอยบะตุลกุบรอปัญหามากมายได้รับการแก้ไขโดยท่าน คนป่วยจำนวนมากได้รับการรักษาโดยท่าน ผู้ลำบากยากไว้ ได้รับการช่วยเหลือจากท่าน ผู้หลงทางจำนวนมากได้รับชี้นำจากท่าน ผู้ที่หิวโหยจำนวนมากได้ถูกทาให้อิ่มด้วยมือของท่าน
หนังสือ และบันทึกต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ ได้ถูกบันทึกไว้อย่างมากมาย ด้วยเวลาและสถานที่ที่แตกต่างกัน จากบุคคลที่เชื่อถือได้ (มุวัษษัก) ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน พวกเขาได้เขียน และเล่าเรื่องราวอย่างมากมายเกินที่เราจะนับมันได้ และใครก็ตามที่อ่าน และศึกษาจากพยาน และหลักฐานต่างๆ ของมัน ความยากีน (เชื่อมั่น) ในเรื่องราวก็จะเกิดขึ้นกับเขาอย่างแน่นอน
มุอ์ญิซะฮ์ของอิมามในช่วงฆ็อยบะตุศศุฆรอ
มุอ์ญิซะฮ์ และกะรอมะฮ์ต่าง ๆ ของอิมามในช่วงฆ็อยบะตุศศุฆรอเป็นที่ได้รับการยอมรับเป็นอย่างมากจากบรรดาชีอะฮ์ต่าง ๆ จากแดนใกล้หรือไกล เป็นการเพิ่มความศรัทธา และมั่นคงให้กับพวกเขามากยิ่งขึ้น
มุอ์ญิซะฮ์ ของอิมามในสมัยนั้นมีเป็นจำนวนมาก และถ้าเราจะกล่าวถึงมันทั้งหมด จะต้องแยกออกมาเป็นหนังสืออีกเล่มหนึ่งโดยเอกเทศถึงจะกล่าวได้ทั้งหมด
มัรฮูม เชค ฏูซีย์ได้กล่าวว่า :
มุอ์ญิซะฮ์ต่าง ๆ ของอิมามในช่วงสมัยของการเร้นหายนั้นมีมากมายจนเราไม่สามารถที่จะนับมันได้ และในที่นี้ เราจะยกมาบางส่วนเพื่อเป็นตัวอย่าง
๑.อีซาบิน นัศร์ ได้รายงานว่า: อะลี บิน ศ็อยมิรี ได้เขียนจดหมายให้กับ
อิมาม และได้ขอกะฝั่น (ผ้าห่อศพ) จากอิมามได้มีคำตอบจากอิมามว่า :
ท่านจะเสียชีวิตในปีที่แปดสิบ
และในตอนนั้นท่านจึงต้องการมัน (กะฝั่น) และเขาก็ได้เสียชีวิตในปีที่แปดสิบ จริงตามที่อิมามได้บอกไว้ และก่อนหน้าที่เขาจะเสียชีวิต อิมามได้ส่งกะฝั่นผืนหนึ่งมาให้เขา
๒. อะลี บิน มุฮัมมัด ได้รายงานว่า: ได้มีคำสั่งออกมาจากอิมามห้ามไม่ให้ชีอะฮ์ไปทาการซิยารัต (เยี่ยมเยียน) สุสานที่ กาซิเมน และกัรบะลาอ์ และหลังจากนั้นไม่นานก็ได้มีคำสั่งจากคอลีฟะฮ์ให้ทำการสอดส่อง และจับกุม
ผู้ที่ไปเยี่ยมเยียนสุสานของบะนีฮาชิม (ลูกหลานของท่านศาสดา)
๓. หลานชายของ อะบู ญะอ์ฟัร (ตัวแทนอิมามท่านที่สอง) ได้รายงานว่า: อุมมุกุลษูม บุตรสาวอะบูญะอ์ฟัร และเป็นลูกหลานจากตระกูลนูบัคตี (ตระกูลของตัวแทนอิมามท่านที่สาม) ได้เล่าให้ฉันฟังว่า:
ทรัพย์สินจานวนหนึ่งจากเมืองกุม และเมืองใกล้เคียงได้ถูกส่งให้กับ
อิมามโดยผ่านอะบูญะอ์ฟัร ผู้ที่นำสัมภาระมาได้นำมามอบให้
อะบูญะอ์ฟัรที่แบกแดด และก่อนที่เขาจะจากไป
อะบูญะอ์ฟัร ได้กล่าวกับเขาว่า :
ยังมีบางอย่างที่ท่านได้รับมอบมา และยังไม่ได้ให้กับเรา
ชายผู้นั้นกล่าวว่า : โอ้นายของฉันไม่มีอะไรเหลือกับฉันอีกเลย อะไรที่ได้รับมา ฉันได้มอบให้กับท่านหมดแล้ว
อะบูญะอ์ฟัร ได้กล่าวว่า :
ยังมีอีกอย่างหนึ่งที่ท่านยังไม่ได้ให้จงกลับไปยังสัมภาระของท่าน และหามันให้เจอ ชายคนนั้นได้กลับไปยังสัมภาระของเขา และทำการค้นหาสิ่งนั้น เขาและผู้เดินทางร่วมกับเขาได้ทาการค้นหาเป็นเวลาหลายวันแต่ไม่เจอ และคิดไม่ออกว่าอะไรคือสิ่งนั้น เขาได้กลับไปหาอะบูญะอ์ฟัรอีกครั้งหนึ่ง และได้กล่าวกับอะบูญะอ์ฟัร ว่า :
ไม่มีอะไรหลงเหลืออยู่เลย อะไรที่ได้รับมาได้มอบให้กับท่านหมดแล้ว อะบูญะอ์ฟัร ได้กล่าวว่า : ท่านจะว่าอย่างไร ? เกี่ยวกับเสื้อโบราณสองตัวที่ชายคนหนึ่งให้กับท่าน และสั่งให้มามอบให้กับเรา ชายคนนั้นได้กล่าวว่า : ใช่แล้ว ฉันได้ลืมมันอย่างสนิทเลย แต่ว่าตอนนี้ ฉันนึกไม่ออกเลยว่า มันอยู่ที่ไหน ?
เขาได้กลับไปที่สัมภาระของเขาอีกครั้งหนึ่ง และทำการค้นหาเสื้อสองตัวนั้น และไม่ว่าเขาจะค้นหาสักเท่าไร ก็ตามก็ไม่พบเสื้อสองตัวนั้น เขาได้กลับไปหาอะบูญะอ์ฟัร และแจ้งให้ทราบว่าเสื้อสองตัวนั้นได้หายไปแล้ว
อะบู ญะอ์ฟัร ได้กล่าวกับเขาว่า : ได้มีชายคนหนึ่งได้นำผ้าสองมัดมาให้กับท่าน และสั่งให้ท่านนำมันไปมอบให้กับพ่อค้าผ้าคนหนึ่ง ดังนั้นจงกลับไปยังพ่อค้าผ้า นั้นเถิด และให้เขาคลี่ผ้าที่มัดที่มีรอยเขียนอยู่บนนั้น เสื้อทั้งสองตัวอยู่ในผ้ามัดนั้น
ชายคนนั้นแปลกใจเป็นอย่างมาก ได้ไปยังร้านขายผ้า และได้คลี่ผ้ามัดนั้นออก เขาก็พบเสื้อทั้งสองตัวอยู่ในนั้น จึงนำมันมามาอบให้ อะบูญะอ์ฟัร และได้กล่าวกับอะบูญะอ์ฟัร ว่า :
ฉันได้ลืมไปว่าในตอนที่ฉันได้รวบรวมสัมภาระเข้าหีบห่อนั้น เสื้อสองตัวนี้ยังไม่ได้เข้าหีบห่อดังนั้นฉันจึงห่อมันเข้ากับผ้ามัดนั้นเพื่อความสะดวก และปลอดภัย
เรื่องนี้ได้สร้างความแปลกใจให้กับชายคนนั้นเป็นอย่างมาก เพราะเขาคิดว่าเรื่องแบบนี้นั้นมันน่าจะเกิดขึ้นบรรดานบี หรืออิมามเท่านั้น และเขาก็ไม่รู้ว่าอาบูญะอ์ฟัรเป็นใคร เพราะเขามีอาชีพรับส่งสัมภาระเท่านั้น ซึ่งทำหน้าที่รับส่งสิ่งของตามเมืองต่าง ๆ ที่บรรดาพ่อค้าส่งให้ซึ่งกัน และกันโดยเลือกให้ผู้เชื่อถือได้ในการขนส่ง และการส่งของให้อะบูญะอ์ฟัร ก็ต้องใช้วิธีนี้เช่นกัน เพราะสถานการณ์ในช่วงนั้น (สมัยการปกครองของเคาะลีฟะฮ์
อัล มุอ์ตะฏีด แห่งราชวงค์ อับบาซียะฮ์) เลวร้าย และเป็นอันตรายต่อชีอะฮ์ทุกคน คอลีฟะฮ์ผู้กระหายเลือดได้สั่งให้จัดการกับทุกคนที่มีการติดต่อสัมพันธ์กับอิมาม ดังนั้นการส่งของวิธีนี้จึงสร้างความปลอดภัยให้กับทรัพย์สิน และผู้ใกล้ชิดอิมาม
๔. มุฮัมมัด บิน อิบรอฮีม อะฮฺวาซี ได้รายงานว่า:
หลังจากที่อิมามอัสการี (อ) ได้เสียชีวิตลง พวกเราได้เกิดความคลางแคลงสงสัยเป็นอย่างมากในเรื่องของอิมามมะฮ์ดีผู้เร้นหายจน วันหนึ่งทรัพย์สินที่เป็นสิทธิของอิมามจำนวนมากได้ถูกนำมามอบให้กับบิดาของฉัน แล้วท่านก็ได้นำมันไปให้อิมามโดยทางเรือ และฉันก็ได้มาส่งท่านที่ท่าเรือ แต่ก่อนเรือจะออก บิดาของฉันได้มีอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรง และกล่าวกับฉันว่า :
: ลูกรักพาฉันกลับบ้านด่วน เพราะความตายของฉันกาลังจะมาถึงแล้ว เจ้างจงกลัวอัลลอฮ์ให้มาก ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินเหล่านี้ และท่านก็ได้ทำการสั่งเสีย (วะซียะฮ์) ให้กับฉัน หลังจากนั้นท่านก็ได้สิ้นใจ
ฉันได้พูดกับตัวเองว่า : บิดาของฉันไม่ใช่คนประเภทที่จะต้องสั่งเสียในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ฉันจะเอาทรัพย์สินเหล่านี้ไปที่อิรัก และจะเข้าบ้านที่ใกล้ท่าเรือ และฉันจะไม่บอกใครเกี่ยวกับเรื่องนี้ และถ้าสิ่งที่เคยปรากฏในยุคของอิมามอัสการี ปรากฏขึ้นกับฉัน (หมายถึงมุอ์ญิซะฮ์) ฉันก็จะมอบทรัพย์สินทั้งหมดให้ และถ้าไม่ปรากฏฉันก็จะทำทาน(เศาะดะเกาะฮ์) ทั้งหมด
ฉันได้มายังอิรัก และได้เช่าบ้านหลังหนึ่งริมแม่น้ำ ผ่านไปหลายวันได้มีชายคนหนึ่งได้ถูกส่งมายังฉันพร้อมกับจดหมายซี่งมีใจความดังนี้คือ
: โอ้ มุฮัมมัด ทรัพย์สินที่เจ้านำมันมานั้น เป็นดังนี้ และห่อของมันเป็นดังนี้ . ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับทรัพย์สินได้ถูกอธิบายอย่างละเอียด และถูกต้อง ซึ่งฉันเองยังไม่รู้ละเอียดนัก ฉันได้มอบทรัพย์สินให้กับผู้ที่ถูกส่งมา และฉันได้อยู่ต่ออีกหลายวันแต่ไม่มีใครมาหาฉันเลย จึงทำให้ฉันเศร้า และน้อยใจ แต่จดหมายฉบับหนึ่งก็ได้ถูกส่งมายังฉัน ยังมีใจความว่า:
เราได้แต่งตั้งเจ้าให้ทำหน้าที่แทนบิดาของเจ้าต่อไป อัลฮัมดุลิลลาฮ์
๖. ฮะซัน บิน ฟัฏล์ ยะมานี ได้กล่าวว่า :
ฉันได้ไปยังเมืองซามัรรอ และฉันได้รับถุงเงินมาถุงหนึ่งจากอิมามพร้อมกับผ้าสองชิ้นฉันได้เปิดถุงเงินดู และพบว่ามันมีเงินอยู่เพียงไม่กี่ดินาร ฉันจึงกล่าวกับตัวเองว่า : ฉันมีราคาเพียงแค่นี้หรือ ? ความตะกับบูร (หยิ่งผยอง) ได้ครอบงำฉัน ฉันจึงได้คืนของทั้งหมดนั้นกลับไป แต่หลังจากนั้นฉันได้รู้สึกเสียใจต่อการกระทำของฉันจึงเขียนจดหมายไปขออภัย และทำการอิสติฆฟาร (ขออภัยโทษ) ต่ออัลลอฮ์
ฉันได้กล่าวกับตัวเองว่า ถ้าถุงเงินจำนวนมากได้ถูกส่งกลับมาอีกครั้งหนึ่ง ฉันจะไม่ขอเปิดถุง และใช้เงินจานวนนั้น และจะนำมันไปให้บิดาของฉัน เพราะท่านรู้ดีว่าจะทำอย่างไรกับมัน
ได้มีสาส์นฉบับหนึ่ง จากอิมามมายังฉันซึ่งมีใจความว่า :
เจ้าได้ผิดพลาดเป็นอย่างมากที่ได้ปฏิเสธฮะดียะฮ์ (ของขวัญ) ของเรา และเมื่อเจ้าได้สานึกในความผิด และเจ้าได้ขออภัยจากพระองค์ และอัลลอฮ์ก็ได้เราจึงไม่ส่งมัน (ถุงเงิน) มา แต่สำหรับผ้าสองชิ้นนั้น เจ้ายังมีความต้องการอยู่ จึงได้ส่งมันกลับมาให้เจ้าจงใช้มันเป็นผ้าเอียะฮ์รอมสำหรับเจ้าในพิธีฮัจญ์
๗. มุฮัมมัด บิน ซุเราะห์ กุมมี ได้รายงานว่า :
อาลี บิน ฮุเซน บาบะวัยฮ์ได้แต่งงานกับบุตรสาวของมุฮัมมัด บิน มูซา บาบะวัยฮ์ แต่ไม่มีบุตรเกิดจากเขาทั้งสอง เขา (อาลี) จึงได้เขียนจดหมายส่งไปให้กับ ฮุเซน บิน รูฮ์(ตัวแทนคนที่สามของอิมาม) เพื่อที่จะให้อิมาม (อ) ช่วยขอดุอาอ์ให้กับเขาให้อัลลอฮฺทรงประทานบุตรที่เป็นฟากีฮฺ ให้กับเขาสักคนหนึ่ง คำตอบจากอิมามได้มีมาว่า : ท่านจะไม่มีลูกกับภรรยาคนปัจจุบันแต่ในไม่ช้านี้ท่านจะได้ ครอบครองทาสหญิงจากเมืองไดลามี และนางจะเป็นผู้ให้กำเนิดบุตรชายที่เป็นฟากีฮฺให้กับท่านถึงสองคน
หลังจากนั้น อัลลอฮ์ได้ประทานบุตรชายถึงสามคนให้กับเขา
มุฮัมมัด, ฮุเซน, และฮะซัน) มุฮัมมัดกับฮุเซน นั้นได้เป็นสองฟากิฮฺคนสำคัญ ที่มีความจำอันดีเลิส และสามารถจดจำ บัญญัติต่าง ๆ ของวิชาฟิกฮ์ได้มากมายจน
ไม่มีใครในเมืองกุม สามารถจำได้เท่ากับเขาทั้งสอง ส่วนลูกชาย คนที่สาม (ฮะซัน) นั้นมุ่งหมายไปในทางอิบาดะฮ์ และถือสันโดษไม่เกี่ยวข้องกับประชาชนทั่วไป และไม่มีความรู้ในวิชาฟิกฮ์
ความจำอันดีเลิศ ของมุฮัมมัด และฮุเซน บุตรชายทั้งสองของอะลี บิน
ฮุเซน บิน บาบะวัยฮ์ ได้สร้างความแปลกใจเป็นอย่างมากให้กับชาวเมืองกุม จนพวกเขายืนยันว่า เป็นเพราะดุอาอ์ที่อิมามมะฮ์ดี ขอให้ และเรื่องนี้นั้นเป็นที่รู้กันทั่วไปสาหรับชาวเมืองกุม
การพบเจอกับอิมาม
มัรฮูม เชค ฏ็อบรีซีย์ ได้รายงานในหนังสืออะอ์ลามุลวะรอ ถึงรายชื่อ และจำนวนของคนที่เคยเห็นอิมาม หรือมุอ์ญิซะฮ์ของท่าน ซึ่งในจำนวนนั้น ๑๓ คนคือบรรดาตัวแทน และผู้รับใช้ท่านซึ่งเป็นชาวเมืองแบกแดด, กูฟะฮ์, อะฮ์วาซ, กุม, ฮามะดาน, อาเซอร์บัยจาน, และนีชาบูร์ อีก ๕๐ คน มาจากเมืองแบกแดด, ฮัมดาน, ดีนูร, อิสฟาฮาน, ศ็อยมีเราะฮ์, กุม, ไรย์, กัซวีน, และ
อื่น ๆ
มัรฮูม ฮัจญี นูรี อุละมาอ์ คนสำคัญของต้นศตวรรษที่ ๑๔ เจ้าของหนังสือ “มุสตัดรอกอัลวะซาอิล” ซึ่งเป็นหนังสือที่สำคัญเล่มหนึ่งของชีอะฮ์
ท่านได้รายงานในหนังสือ “นัจญ์ มุษษากิบ” ถึงรายชื่ออีก ๑๒๐ คนนอกเหนือจากที่มัรฮูมฏ็อบริซีย์ ได้กล่าวไว้ซึ่งจำนวนทั้งหมดนี้คือผู้ที่ได้เคยเห็นอิมามมะฮ์ดี หรือ เคยเห็นมุอ์ญิซะฮ์ของท่าน หรือได้รับเกียรติอันยิ่งใหญ่ทั้งสองอย่าง
มัรฮูมนูรีได้เขียนว่า : เป็นไปได้ว่าพวกเขาทั้งหมดได้รับเกียรติอันยิ่งใหญ่ทั้งสองอย่าง และขอขอบคุณอัลลอฮ์ที่เรื่องราวของพวกเขาได้ถูกบันทึกไว้ในหนังสือต่าง ๆ ของบรรดา อุละมาอ์ ของเราที่ไม่มีใครสงสัยในการมีตักวา ความซื่อสัตย์บุคลิกภาพ อันประเสิรฐ การระมัดระวัง และความถูกต้องในการบันทึกเรื่องราวต่าง ๆ ของพวกเขา จนเป็นที่ยอมรับทั่วไป
(ในหมู่อุละมาอ์) ว่าเรื่องราวเหล่านี้ ถือเป็น “มุตะวาติร” เรื่องหนึ่งในแนวทางชีอะฮ์
อุละมาอฺคนสำคัญของชีอะฮ์หลายท่านได้บันทึกชื่อเรื่องราวบุคคลที่เคยพบเจออิมามมะฮ์ดี หรือ ได้เห็นมุอ์ญิซะฮ์ของท่านในฝันหรือตื่น ซึ่งรายชื่อของหนังสือเหล่านี้คือ : “กัฟฟุลอัสตาร” “บิหารุลอันวาร เล่มที่ ๑๓”
“ดารุสลาม” และมัรฮูมนูรี ได้บันทึกไว้ใน “นัจญ์ มุษษากิบ” ถึง ๑๐๐ เรื่องราว และท่านได้เริ่มต้นเรื่องราวไว้ดังนี้คือ: อะไรที่จะกล่าวในบทนี้ คือมุอ์ญิซะฮ์ต่าง ๆ ของอิมามที่เพียงพอ และสร้างความมั่นใจในการที่จะเชื่อในเรื่องราวของมัน
และส่วนมากของเรื่องราวนั้น ถ้าเราจะมองในแง่ของหลักฐานการรายงาน (สะนัด) นั้นถือว่าเป็นสะนัดที่สร้างความมั่นใจ ,ถูกต้อง และเป็นรายงานที่สูงส่ง และถ้าเราทำการพิจารณาด้วยความบริสุทธิ์ใจ จะพบว่าแทนที่จะไม่มีความจำเป็นใด ๆ อีกในการสืบหาจากหนังสืออื่นๆ สิ่งแรกที่เราพิจารณาจากผู้รายงาน คือความซื่อสัตย์ และความมั่นคงในศาสนา
เราไม่ได้บันทึกทุกเรื่องจากทุกคนที่ได้รับฟังแต่ทุกเรื่องราวที่เราบันทึก ความซื่อสัตย์ ความน่าเชื่อถือ ของผู้รายงานจะมีอยู่ในทุกเรื่องราวที่บันทึก
มีเรื่องราวอย่างมากมายที่เกี่ยวกับมุอ์ญิซะฮ์ของอิมาม แต่จะขอยกมาเพียงบางส่วนเท่านั้น
อะลี บิน อีซา อัรบิลี ได้รายงานไว้ในหนังสือ “กัชฟุลฆุมมะฮ์” ว่า:
กลุ่มหนึ่งจากชีอะฮ์ ผู้เชื่อถือได้ของเมืองฮิลละฮ์ได้รายงานว่ามีชายคนหนึ่ง เป็นโรคคล้ายโรคเรื้อน ซึ่งมีบาดแผลเท่าฝ่ามือที่น่องของเขา และทุกฤดูใบไม้ผลิ แผลจะมีอาการเน่า โดยมีเลือดและหนองไหลออกมาตลอดเวลา และสร้างความเจ็บปวดให้กับเขาเป็นอย่างมากจนไม่สามารถที่จะทำงานอะไรได้เลย เขาจึงได้เดินทางมาที่เมืองฮิลละฮ์ เพื่อพบกับท่านอัลลามะฮ์ ซัยยิด อิบนิฏอวูส (อุละมาอ์คนสาคัญคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของชีอะฮ์) เพื่อขอความช่วยเหลือจากท่านซัยยิด
ท่านซัยยิดได้เรียกบรรดาหมอ ที่มีความชำนาญของเมืองฮิลละฮ์มาตรวจโรคของเขา เมื่อหมอทุกคนได้ตรวจโรคให้กับ อิสมาอีล ฮิรกุลี (ชื่อของชายที่ป่วย)ทุกคนต่างก็วินิจฉัยเป็นเสียงเดียวกันว่าโรคชนิดนี้ มันมีบาดแผลทับอยู่บนเส้นเลือดที่สำคัญเส้นหนึ่ง และไม่มีทางรักษาได้นอกจากจะต้องตัดเนื้อส่วนนั้นออก และถ้าตัดเนื้อส่วนนั้นออก เส้นเลือดที่สำคัญก็จะถูกตัดด้วย และจะไม่สามารถทำให้อิสมาอีลมีชีวิตอยู่ได้ และพวกเขาทุกคนได้ปฏิเสธที่จะการผ่าตัดที่มีอันตรายนี้
ท่านซัยยิดได้กล่าวกับอิสมาอีลว่า : ฉันจะเดินทางไปแบกแดด และจะนำท่านไปกับฉันด้วยเพื่อว่าเราอาจจะเจอหมอหรือนักผ่าตัดที่มีความชำนาญกว่านี้ และพวกเขาอาจจะช่วยท่านได้ ท่านซัยยิดได้เชิญหมอเมืองแบกแดดมาตรวจโรคของอิสมาอีล และหมอทุกคนได้ให้คำตอบเหมือนกันกับหมอแห่งเมืองฮิลละฮ์ อิสมาอีลได้เกิดความท้อแท้ และสิ้นหวังเป็นอย่างมาก
ท่านซัยยิดได้ปลอบอิสมาอีลว่า : หลังจากนั้น ฉันได้ไปอยู่ในมุมหนึ่งของสุสานซึ่งเรียกว่า “ซิรดาบ” ซึ่งเคยเป็นสถานที่พำนักของอิมามมะฮ์ดี
และอิมามอัสการี และเคยมีคนพบอิมามมะฮ์ดีปรากฏตัวที่นี่ (ซิรดาบ) บ่อยครั้งมาก คืนนั้นฉันได้ทำการนมาซขอดุอา และตะวัซซุล กับ
อิมามมะฮ์ดี ตลอดทั้งคืน จนรุ่งเช้าฉันจึงไปซักเสื้อผ้าที่ริมน้ำ และทำการฆุซุลซิยารัต (อาบน้ำตามศาสนบัญญัติ
และมุ่งหน้าไปยังฮะรัม (สุสานของอิมาม) เพื่อทำการซิยารัตอิมามทั้งสองอีกครั้ง ยังเข้ามาไม่ทันถึงกำแพงเมืองฉันก็ได้เห็นคนควบม้าสี่ตัวได้มาหาฉัน ฉันไม่ได้คิดอะไร นอกจากนึกไปว่าอาจจะเป็นบุคคลสำคัญของเมืองนี้ และเมื่อพวกเขามาถึงฉัน ฉันได้เห็นเด็กหนุ่มสองคนมีดาบอยู่ในมือ และชายชราหน้าตาสวยงามมีหอกอยู่ในมือ ส่วนอีกคนหนึ่งมีดาบอยู่ที่เอว และแต่งตัวด้วยชุดโบราณได้หยุดอยู่ข้างหลังห่างออกไป พวกเขาได้ให้สลามกับฉัน และฉันก็ได้ตอบสลาม คนในชุดโบราณได้ถามฉันว่า : พรุ่งนี้จะเดินทางกลับหรือ ? ฉันตอบ “ใช่แล้ว”
ชายในชุดโบราณ : ไหนเข้ามาให้ดูใกล้ ๆ หน่อยซิ อะไรที่ทำให้เจ็บปวด ทรมาน?
ฉันได้คิดกับตัวเองว่า พวกทะเลทรายนั้น ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับความสะอาด และฉันก็อาบน้ำา และซักเสื้อผ้าจนสะอาดแล้ว และเสื้อของฉันก็ยังเปียกอยู่ อย่าให้เขาแตะต้องเจ้าจะดีกว่า ในขณะที่กำลังคิดอยู่ ฉันก็ได้ล้มทรุดลง เขาจึงได้ดึงตัวฉันไปหาเขา และได้เอามือของเขาถู และกดลงไปบนบาดแผลซึ่งทำให้ฉันรู้สึกปวดเป็นอย่างมาก และได้นอนราบไปกับพื้นดิน ในขณะเดียวกันชายชราก็ได้กล่าวกับฉันว่า : จงประสบความสำเร็จเถิด ฉันแปลกใจเป็นอย่างมากว่าเขารู้จักชื่อของฉันได้อย่างไร
ชายชราได้กล่าวขึ้นอีก : เสร็จแล้วเจ้าประสบความสำเร็จแล้วรู้ไหมนี้คือ อิมาม ! อิมามของเจ้า ฉันจึงได้วิ่งตามอิมามซึ่งได้เคลื่อนม้าออกไป และร้องตะโกนตามหลังท่าน อิมามได้บอกให้ฉันกลับไป
ฉันได้กล่าวว่า : ไม่ ฉันจะไม่แยกจากท่าน
อิมามได้กล่าวอีกครั้ง : จงกลับไป ความดีของเจ้า อยู่กับการกลับไปของเจ้า ฉันยังยืนยันเช่นเดิม ชายชราได้กล่าวกับฉันว่า : โอ้อิสมาอีลไม่อายดอกหรือ ที่อิมามสั่งให้เจ้ากลับไปแต่เจ้าฝ่าฝืนคำพูดนี้ ทาให้ฉันคิดได้ และหยุดอยู่กับที่ และเมื่ออิมามได้ห่างออกไปท่านจึงหันกลับมายังฉัน และกล่าวว่า : เมื่อเจ้าไปถึงเมืองแบกแดด มุซตันซีร (คอลีฟะฮ์แห่งราชวงค์อับบาซียะฮ์
ฮ.ศ. ที่ ๖๒๓-๖๔๐) จะต้องเรียกเจ้าเข้าพบ และให้รางวัลกับเจ้า และเจ้าจงอย่างรับของจากเขา และจงบอกกับลูกชายของฉัน (หมายถึงซัยยิด อิบนิ ฏอวูซ) ด้วยว่า ให้เขาเขียนเรื่องราวของเจ้าให้กับ อะลี บิน อะรัฏด้วย และฉันก็ได้สั่งให้อะลี บิน อารัฏไว้แล้วว่าให้มอบทุกอย่างให้กับเจ้าในสิ่งที่เจ้าต้องการ
ฉันยืนมองอยู่กับที่จนอิมามหายลับไปจากสายตา และความหม่นหมอง และซึมเคร้าที่จะต้องจากท่านได้ทำให้ฉันยืนซึมอยู่กับที่นานนับชั่วโมง
หลังจากนั้นฉันจึงได้กลับไปฮะรัม และเมื่อชาวเมืองได้เห็นสภาพของฉัน พวกเขาจึงได้ถามว่า : มีอะไรเกิดขึ้นหรือ ทำไมหน้าตาผิดปกติเป็นอย่างมากไม่สบายหรือ ?
ฉันตอบ : ไม่ ฉันสบายดี
พวกเขา : มีเรื่องทะเลาะกับใครมา
ฉันตอบ : เปล่าไม่มี แต่ขอถามอะไรหน่อย พวกท่านได้เห็นบุคคลที่ขี่ม้าออกไปจากเมืองไหม?
พวกเขากล่าว : อาจจะเป็นผู้ทรงเกียรติของเมืองนี้
ฉันได้ถามว่า : ไม่ใช่ผู้ทรงเกียรติของเมืองนี้ แต่คนหนึ่งจากกลุ่มของพวกเขาคืออิมาม
พวกเขาได้ถามขึ้นว่า : เขาได้ช่วยเหลือท่านหรือ ?
ฉันตอบ : ใช่ เขาได้บีบที่แผลของฉันซึ่งเจ็บมาก หลังจากนั้นฉันได้เปิดแผลให้พวกเขาดู ซึ่งไม่มีร่องรอยของโรค
หรือบาดแผลอยู่เลย และเพื่อความมั่นใจฉันจึงได้เปิดดูทั้งสองข้างซึ่งไม่มีร่องรอยอะไรหลงเหลืออยู่เลย เมื่อประชาชนได้เห็น ดังนั้นพวกเขาจึงได้รุมทึ่งมาที่ตัวฉัน และฉีกเสื้อผ้าของฉันออกเป็นชิ้น ๆ เพื่อที่จะนำเอาเศษผ้าเหล่านั้นไปเป็นศิริมงคลสำหรับพวกเขา และถ้าผู้ตรวจการของคอลีฟะฮ์ไม่มานำฉันออกไปจากฝูงชน ฉันอาจจะเสียชีวิตตรงนั้น ผู้ตรวจการได้ทำการสอบสวบเรื่องราวจากฉัน และได้บันทึกเรื่องราวทั้งหมด และฉันได้อยู่ที่นั้นจนถึงรุ่งเช้า จึงถูกนำตัวเข้าเมืองแบกแดด
เมื่อถึงแบกแดดฉันได้เห็นประชาชนจำนวนมากยืนรออยู่บนสะพานก่อนเข้าเมือง และคอยถามชื่อของผู้คนที่เข้าเมือง และเมื่อฉันได้บอกชื่อของฉันให้พวกเขารู้ ฝูงชนทั้งหมดก็ได้รุมทึ้งฉันอีกครั้งหนึ่ง ได้ฉีกเสื้อผ้าตัวใหม่ของฉันออกเป็นชิ้น ๆ เหตุการณ์นี้ได้ทำให้ฉันเกือบเสียชีวิต ถ้าท่านซัยยิด และกลุ่มของท่านไม่มาแยกฉันออกจากฝูงชน
ท่านชัยยิดได้ถามฉันว่า : เจ้าหรือที่เขากล่าวกันว่า ได้รับการชะฟาอัตจากอิมามมะฮ์ดี (อ) จนทำให้เมืองนี้เกือบมีการจราจล
ฉันตอบ : ใช่แล้ว
ท่านซัยยิดได้ลงมาจากหลังม้า และเปิดน่องของฉันดู ซึ่งท่านเคยเห็นบาดแผลของฉันมาก่อนแต่ในครั้งนี้ท่านไม่เห็นร่องรอยของมันอีกเลย
เมื่อซัยยิดได้เห็นดังนั้น ท่านได้งงตาค้างอยู่ตรงนั้นนับชั่วโมง และสลบไป และหลังจากที่ท่านฟื้นจากสลบท่านได้กล่าวว่า : เจ้าเมืองได้เรียกตัวฉันไปพบ เพราะเขาได้รับรายงานจากผู้ตรวจการว่ามีชายคนหนึ่งที่เกี่ยวข้อง กับฉันได้รับการชะฟาอัตจากอิมาม และฉันได้รับคำสั่งให้นำเจ้าไปพบกับพวกเขา
ฉันจึงได้ไปพบกับเจ้าเมืองพร้อมกับท่านซัยยิด เจ้าเมืองได้สั่งให้ฉันเล่าเรื่องทั้งหมดให้เขาฟัง ฉันเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง เจ้าเมืองได้สั่งให้คนรับใช้ไปตามหมอ และนักผ่าตัดทั้งหมด และได้ถามพวกเขาว่า : พวกท่านเคยเห็นบาดแผลของชายคนนี้ไหม ?
พวกเขาตอบ : ใช่เราเคยเห็น
เจ้าเมืองได้ถาม : ยาและวิธีการรักษาเป็นอย่างไร ?
พวกเขาตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า : วิธีเดียวคือการผ่าตัดเนื้อชิ้นนั้นออก และถ้าตัดออกเขาจะไม่สามารถมีชีวิตต่อไปได้
เจ้าเมือง : สมมุติว่า ถ้าผ่าตัดแล้วไม่ตาย จะใช้เวลนานเท่าไรแผลจึงจะหายสมบูรณ์
พวกเขาตอบ : อย่างน้อยสองเดือน แผลจะยังไม่หายดี และถ้าแผลหายก็จะเป็นแผลเป็นที่น่าเกลียดมากขนก็จะไม่งอกในบริเวณที่เคย เป็นแผลเช่นนี้
เจ้าเมืองถามต่อ : ครั้งสุดท้ายพวกท่านเห็นเขา (อิสมาอีล) เมื่อไหร่ ?
พวกเขาตอบ : ถึงวันนี้ก็สิบวันพอดี
ดังนั้นเจ้าเมืองจึงเชิญหมอทั้งหมดให้มาดูรอยแผลของฉันซึ่งเมื่อพวกเขาได้ทำการตรวจสอบ และไม่พบร่องรอยของการเคยมีบาดแผล หรือความแตกต่างระหว่างน่องข้างซ้าย และข้างขวาเลย หมอคนหนึ่งซึ่งเป็นชาวศริสเตียนได้อุทานออกมาด้วยเสียงอันดัง
“ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮ์ สิ่งนี้เป็นงานของมะซีฮ์
(นบีอีซา)”
: เจ้าเมือง: ดังนั้น เมื่อไม่ใช่ฝีมือของพวกท่าน แล้วฉันรู้ดีว่าเป็นฝีมือของใคร
หลังจากนั้นเจ้าเมืองแบกแดดจึงได้รายงานเรื่องราวทั้งหมดให้คอลีฟะฮ์ทราบ คอลีฟะฮ์จึงเรียกเจ้าเมืองเข้าพบ และเจ้าเมืองก็ได้นำฉันเข้าพบ
คอลีฟะฮ์ด้วย มุซตันซิร (คอลีฟะฮ์) ได้สั่งให้ฉันเล่าเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบให้เขาฟัง
เมื่อเขาฟังเรื่องจบลงก็ได้สั่งให้คนรับใช้นำถุงเงินที่มีหนึ่งพันดีนารมาให้แก่ฉัน
และคอลีฟะฮ์ได้กล่าวว่า : เอาเงินนี้ไปใช้จ่าย
ฉันได้ตอบ : ฉันไม่สามารถรับเงินจำนวนนี้ได้
คอลีฟะฮ์ : เจ้ากลัวใครหรือ ?
ฉันได้ตอบ : คนที่ทำให้โรคของฉันหาย เขาได้สั่งว่าไม่ให้รับอะไรจากท่าน
ท่านคอลีฟะฮ์ ได้โกรธเป็นอย่างมากเมื่อได้ยิน
ดังนั้นเจ้าของหนังสือ “กัชฟุลฆุมมะห์” ได้กล่าวว่า:
วันหนึ่งฉันได้เล่าเรื่องราวอันประเสริฐนี้ให้ประชาชนกลุ่มหนึ่งฟัง เมื่อฉันได้เล่าจบจึงรู้ว่าบุตรชายของอิสมาอีลอยู่ในกลุ่มของประชาชนด้วย
เขาชื่อชัมซุดดีน มุฮัมมัด ซึ่งฉันไม่เคยรู้จักเขามาก่อน ฉันจึงได้ถามว่า : ท่านเคยเห็นน่องของบิดาตอนที่เป็นแผลไหม ? เขาได้ตอบว่า : ตอนนั้นฉันยังเล็กอยู่ ฉันได้เห็นแผลของท่านตอนที่มันหายแล้ว และพบว่าไม่มีร่องรอยของการมีโรคอยู่เลย และยังพบว่ามีขนงอกออกมาเป็นปรกติ ทุกปีบิดาของฉันจะเดินทางไปแบกแดด และเมืองซามัรรอเพื่อซิยารัตสุสานของอิมามผู้บริสุทธิ์ท่านจะอยู่ที่นั้นเป็นเวลานาน และร้องไห้คร่ำครวญเป็นอย่างมากด้วยความหวังที่จะเห็นอิมามมะฮ์ดีอีกครั้งหนึ่ง ท่านจะไปวนเวียนอยู่ ณ สถานที่ที่เคยพบเจออิมาม
แต่เหตุการณ์อันประเสริฐไม่เกิดกับท่านอีกเท่าฉันจำได้ บิดาของฉันได้ไปซิยารัตที่ซามัรรอ ถึงสี่สิบครั้ง และท่านก็ได้จากโลกนี้ไปด้วยความเสน่หาที่จะพบกับออิมามมะฮ์ดีอีกครั้งหนึ่ง
ซัยยิด อิบนิ ฎอวูซ ได้กล่าวว่า : ในชีวิตของฉันได้เจอกับบุคคลจำนวนหนึ่งที่เคยพบเจอกับอิมาม และบางคนได้พกจดหมายที่อิมามตอบปัญหาของเขาติดตัวไว้ตลอดเวลา
มัรฮูม ฮูร อามีลี อุละมาอ์ และมัรญิอฺคนสาคัญอีกคนหนึ่งของชีอะฮ์ในศตวรรษที่ ๑๑ ของอิสลามได้เล่าเรื่องหนึ่งซึ่งคล้ายกับเรื่องของ
“อิสมาอีลฮิรกุลี” หลังจากนั้นท่านได้กล่าวว่า:
เรื่องราวแบบนี้ในสมัยของเรา และในอดีตเป็นเรื่อง “มุตะวาตีร” ที่เข้มแข็งในหลักฐาน และการรายงาน
ท่านได้กล่าวเสริมต่อไปอีกว่า : กลุ่มหนึ่งจากสหายที่เชื่อถือได้ (มุวัษษัก) ได้กล่าวให้ฉันฟังว่า พวกเขาได้เห็นท่านอิมาม และมุอ์ญิซะฮ์ ต่าง ๆ ของท่าน และอิมามก็ยังได้เปิดเผยเรื่องราวที่ลี้ลับ (อัล-ฆ็อยบ์) บางอย่างให้พวกเขาได้รู้ อิมามได้ดุอาอฺให้พวกเขา และดุอาอฺนั้นก็เป็นมุสตะญับ (ได้รับการยอมรับ) อิมามได้ทำให้พวกเขาพ้นจากภยันตรายต่าง ๆ ซึ่งฉันไม่สามารถที่จะอธิบายหรือบรรยายมันได้หมด แต่เรื่องราวเหล่านี้ถือว่าเป็นมุอ์ญิซะฮ์ที่ชัดแจ้งโดยปราศจากข้อสงสัยใด ๆ
การกำหนดวันแห่งการปรากฏ (ซุฮูร)
เราได้อธิบายแล้วว่า : หลังจากการเสียชีวิตของท่านอะบุลฮะซัน นาอิบคนที่สี่ของอิมามมะฮ์ดี ยุคสมัยแห่ง ฆอยบะตุลกุบรอจึงได้เริ่มขึ้นจนถึงปัจจุบัน และการปรากฏตัวของท่านอีกครั้งหนึ่งนั้นเป็นไปตามกำหนดการของอัลลอฮ์ บรรดาอิมามมะอฺศูม แต่ละคนได้กล่าวไว้อย่างชัดแจ้งว่า ไม่มีใครรู้หรือสามารถกำหนดวันปรากฏ (ซุฮูร) ของอิมามมะฮ์ดี (อ) ได้ อัลลอฮ์เท่านั้นที่รู้ และคำสั่งของพระองค์จะเกิดขึ้นอย่างไม่มีใครคาดคิดมาก่อน ดังนั้นใครก็ตามที่กาหนดวันแห่งการปรากฏ เขาคือคนโกหก
ท่านฟะฎีลได้ถามอิมามบากิร (อ) ว่า : เราสามารถกำหนดวันแห่งการปรากฏได้ไหม ?
ท่านอิมามบากิรได้กล่าวย้าถึงสามครั้งว่า :
ผู้กำหนดเวลาแห่งการปรากฏ คือผู้โกหก
อิสฮาก บิน ยะอฺกูบ (เชคกุลัยนี) ได้เขียนจดหมายถามปัญหาท่านอิมามมะฮ์ดี (อ) โดยส่งผ่านทานมุฮัมมัด บิน อุษมาน นาอิบคนที่สอง ส่วนหนึ่งจากจดหมายที่ท่านอิมามตอบกลับมาได้พูดถึงเรื่องเวลาแห่งการปรากฏตัวของท่านว่า
“ส่วนเรื่องการปรากฏตัวนั้นขึ้นอยู่กับอัลลอฮ์ และใครก็ตามที่กำหนดเวลา เขาคือผู้ที่โกหก”
แต่ทว่า การกำหนดเวลาในที่นี้ (ในฮะดีษ) หมายถึงการกำหนดวัน และเวลาที่แน่นอนซึ่งได้รับการปฏิเสธ จากอิมามมะอฺศูม เพราะเป็นความลับของอัลลอฮ์เพียงพระองค์เดียวเท่านั้น แต่การรับรู้ การเกิดขึ้นของอาลามัต (สัญญาณ) ก่อนการปรากฏตัวนั้น สามารถทำให้เรารับรู้ได้ถึงความใกล้ของวันแห่งการปรากฏตัว
สัญญาณการปรากฏตัวของอิมาม
รายงานที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ก่อนการปรากฏตัวของท่านอิมามมะฮ์ดี และสัญญาณแห่งการปรากฏตัวของท่านนั้นมีจำนวนมาก และประเภทที่แตกต่างกัน ส่วนหนึ่งของรายงานได้บรรยายสภาพของสังคม โดยเฉพาะสังคมอิสลามก่อนการปรากฏตัวของอิมาม และอีกส่วนหนึ่งของรายงานได้บรรยายเหตุการณ์ที่ใกล้วันปรากฏตัวของท่าน และเหตุการณ์แปลกประหลาดในวันที่ท่านปรากฏตัว
การศึกษา และค้นคว้ารายละเอียดเพื่อที่จะรับรู้ความลับต่าง ๆ ของสัญญาณ เราจะต้องศึกษา และค้นคว้าโดยตรงจากหนังสือที่เขียนขึ้นเฉพาะเรื่องเหล่านี้ ส่วนในหนังสือเล่มนี้เราจะขอกล่าวเพียงบางสัญญาณที่ง่ายต่อการเข้าใจ และใกล้กับวันแห่งการปรากฏตัวมากที่สุด ซึ่งมีดังต่อไปนี้ คือ
๑.การกดขี่จะมีทั่วไป การทำบาป การฝ่าฝืน และไร้ศาสนาจะมีอยู่ทั่วทั้งโลกแม้แต่ในสังคมอิสลาม ซึ่งมีรายงานเป็นจำนวนมากจากอิมามผู้บริสุทธิ์ว่า “การลุกขึ้นปฏิวัติของกออิมจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อการกดขี่ และไร้คุณธรรมจะมีอยู่ทุกแห่งในโลก”
รายงานต่าง ๆ ยังได้บรรยายอีกว่าใกล้วันแห่งการปรากฏตัวของท่าน
อิมามมากเท่าไร ความเสื่อมโทรมทางศีลธรรมจะเกิดขึ้น แม้แต่ในสังคมมุสลิม ซึ่งในรายงานได้ชี้ และบรรยายถึงประเทศต่าง ๆ ของความเสื่อมโทรมทางด้านศีลธรรมไว้ดังนี้คือ การดื่มเหล้า การค้าขายสิ่งมึนเมาอย่างเปิดเผย การกินดอกเบี้ย ระหว่างมุสลิมด้วยกัน การผิดประเวณี ความผิดปกติทางเพศที่ทำกันอย่างเปิดเผย และไร้ยางอาย ไร้เมตตาหลอกลวง กลับกลอก รับสินบน โอ้อวด อุตริ การนินทาให้ร้ายจะมีอยู่ทั่วไป ไม่รักษาพรมจรรย์ และไร้ยางอาย ข่มแหง และกดขี่ ผู้หญิงไร้หิญาบ และออกมาปรากฏตัวในสังดมด้วยเสื้อผ้าเย้ายวนทางเพศ ผู้ชายจะแต่งตัวแบบผู้หญิง และผู้หญิงจะแต่งตัวแบบผู้ชาย การตักเตือนกันไปสู่ความดีจะถูกละทิ้ง ผู้ศรัทธาจะถูกทำให้อ่อนแอ และไม่มีความสาคัญ จะอยู่อย่างผู้โศกเศร้า และไม่มีความสามารถที่จะขัดขวางความชั่ว การปฏิเสธและไร้ศาสนาจะมีอยู่ทั่วไป อิสลาม และอัลกุรอานจะถูกทอดทิ้ง ลูกจะไม่เคารพบิดามารดา ผู้น้อยจะไม่เคารพผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่จะไม่เมตตาต่อผู้น้อย
ความสัมพันธ์ทางสายเลือดจะไม่ได้รับการปฏิบัติ คุมส์และซะกาตจะไม่ได้รับการปฏิบัติ หรือจะไปไม่ถึงมือของผู้ที่มีสิทธิที่จะได้รับ กาฟิร และศัตรูของพระเจ้าจะครอบงำมุสลิม และมุสลิมจะอยู่ในสภาพที่พ่ายแพ้ และพวกเขาจะครอบงำมุสลิม และมิสลิมจะอยู่ในสภาพที่พ่ายแพ้ และพวกเขาจะเลียนแบบศัตรูในการดำเนินชีวิตตั้งแต่การแต่งตัว และการพูดจา กฏหมายของอัลลอฮ์จะถูกทอดทิ้ง
และสิ่งเหล่านี้คือเหตุการณ์ที่เราทุกคนประสบกันอยู่ในยุคและสมัยนี้แม้แต่ในอิหร่าน ก่อนการปฏิวัติอิสลามก็หนีไม่พ้นสภาพนี้ และการปฏิวัติอิสลามในอิหร่านซึ่งแท้จริงแล้วก็เป็นการปฏิวัติเพื่อต่อต้านสิ่งชั่วร้ายเหล่านี้ และทำให้ประเทศนี้ปลอดภัยจากน้ำมือของผู้ไร้ศาสนา และไม่มีคุณธรรมซึ่งได้รับการเกื้อหนุนมาจากศัตรูของศาสนา และบรรดานักล่าอาณานิคม ดังนั้นเราหวังว่าการปฏิวัติในอิหร่านจะต้องเป็นหนึ่งของพื้นฐานที่จะรองรับการปฏิวัติของอิมามมะฮ์ดี แต่เป็นที่น่าเสียใจว่าความเสื่อมโทรมทางศาสนา และสิ่งเลวร้ายต่าง ๆ ที่ได้กล่าวไปแล้วนั้นยังมีอยู่ในประเทศมุสลิมอื่น ๆ
๒-๓. การออกมาปรากฏของซุฟยานี และกองทัพซุฟยานีจะถูกแผ่นดินสูบ
สองสัญญาณนี้เป็นสิ่งที่บรรดาอิมามมะอฺศูม ให้ความสาคัญเป็นอย่างมาก เพราะเป็นสัญญาณก่อนการปรากฏตัวของอิมามมะฮ์ดี ที่ใกล้ที่สุดกับวันแห่งการปรากฏตัวของอิมาม ซุฟยานีตามรายงานนั้นหมายถึงชายคนหนึ่งที่สืบเชื้อสายมาจาก ยะซีด ลูกของมุอาวียะฮ์ บิน อะบู ซุฟยาน ชื่อของเขาคือ
อุษมาน บิน อัมบะษะฮ์ ซึ่งเป็นคนที่ชั่วช้าที่สุดคนหนึ่ง และเป็นศัตรูกับศาสนา ,อิมาม และกับชีอะฮ์ทุกคน มีใบหน้าสีแดงดวงตาสีเทา มีร่องรอยบนใบหน้าเหมือนคนเป็นโรคฝีดาษ มีรูปร่างหน้าตาที่น่าเกลียด และชอบการ
กดขี่ และหักหลัง เขาปฏิวัติในชาม (ประเทศซีเรีย ซี่งในอดีตนั้นได้รวม ปาเลสไตน์ จอร์แดนอยู่ด้วย) และจะพิชิตเมืองถึงห้าเมืองในเวลาอันรวดเร็ว และจะยกกองทัพอันมหึมาของเขามุ่งหน้ามายังกูฟะฮ์ (เมืองหนึ่งในอิรัก)
เขาจะก่ออาชญากรรม และทำลายล้างเมืองต่าง ๆ ของอิรักโดยเฉพาะที่นะญัฟและกูฟะฮ์ กองทัพอีกส่วนหนึ่งของเขาจะถูกส่งไปยังมะดีนะฮ์
กองทัพซุฟยานีจะทำการปล้นสดม และเข่นฆ่าประชาชนในเมือง
มะดีนะฮ์หลังจากนั้นจะมุ่งหน้าต่อไปยังมักกะฮ์ และหลังจากนั้นอิมามมะฮ์ดี (หลังจากปรากฏตัวที่มักกะฮ์ และไปมะดีนะฮ์) ก็จะมุ่งตรงไปที่อิรัก และเมืองกูฟะฮ์ ซุฟยานีจะหนีออกจากอิรัก และมุ่งหน้าไปยังซีเรีย และดามัสกัส อิมามได้ส่งกองทัพไล่ตามหลังไป ซึ่งสุดท้ายพวกมันจะถูกทำลาย ที่บัยตุ้ล มุก็อดดัส (เยรูซาเล็ม) และซุฟยานีก็จะถูกตัดศรีษะที่นั่น
๔. การออกปรากฏของซัยยิด ฮะซะนี
ตามรายงานจากอิมามมะอ์ศูม ซัยยิด ฮะซะนี คือ ชายคนหนึ่งจากเมือง ก็อซวีน (ในอิหร่าน) จะลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อศาสนา เป็นบุคคลที่ยึดมั่นในอัลลอฮ์ เป็นผู้อาวุโสของชีอะฮ์คนหนึ่งที่มีบุคลิกภาพอันประเสริฐ เขาจะเชิญชวนมนุษย์เข้าสู่อิสลาม และแนวทางของอะห์ลุลบัยต์(อ) เขาจะประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก และมีผู้สนับสนุนมากมาย จากเมืองของเขาตลอดเส้นทางจนถึงกูฟะฮ์ เขาจะทำลาย และลบล้างการกดขี่ และความชั่วทุกชนิด เขาจะปกครองประชาชนด้วยความยุติธรรม และเมื่อกองทัพของเขาเข้าสู่กูฟะฮ์เขาก็ได้รับข่าวว่ากองทัพของอิมามมะฮ์ดีอยู่นอกเมืองกูฟะห์
ซัยยิด ฮะซะนีก็จะนำกองทัพของเขาไปหาอิมาม (อ) ท่านอิมามศอดิกได้กล่าวว่า : ซัยยิด ฮะซะนี รู้จักอิมามมะฮ์ดี (อ) แต่เพื่อต้องการที่จะพิสูจน์ความยิ่งใหญ่ และประเสริฐของอิมามให้กับบรรดาผู้สนับสนุนเขาได้เห็นกับตาของพวกเขาเอง ซัยยิดฮะซะนี จึงแกล้งทำเป็นไม่รู้จักอิมาม และได้ขอให้
อิมามพิสูจน์หลักฐานการเป็นอิมาม และให้แสดงมรดกที่อิมามได้รับมาจากท่านศาสดา เมื่ออิมามได้แสดงหลักฐาน และมุอ์ญิซะต์ต่าง ๆ ให้พวกเขาได้เห็น ซัยยิด ฮะซะนีจึงได้นำกองทัพของเขาทำการบัยอัต (การสัตยาบัน) ให้กับอิมาม ยกเว้นสี่พันคนที่ไม่ยอมทำการบัยอัตให้กับอิมามโดยอ้างว่า
อิมามใช้เวทมนตร์ และมายากล อิมามได้ตักเตือน และให้โอกาสกับพวกเขาถึงสามวันให้กลับตัวแต่ไม่เป็นผล อิมามจึงประกาศสงครามกับพวกเขา และพวกเขาทั้งหมดก็ถูกฆ่าตายตามคำสั่งของอิมาม
๕. เสียงเรียกจากฟากฟ้า
เสียงจากฟากฟ้าเป็นอีกสัญญาณหนึ่ง ที่จะมีขึ้นหลังจากการปรากฏตัวของอิมามในมักกะฮ์ เป็นเสียงดังน่ากลัวจะเรียกชื่อของอิมาม ฉายา และต้นตระกูลของท่าน เสียงนั้นจะเรียกร้องให้ประชาชนทำการบัตอัตให้กับอิมาม เพื่อที่จะได้รับฮิดายะฮ์ ส่วนการฝ่าฝืนหรือปรปักษ์จะทำให้หลงทาง
และอีกเสียงหนึ่งจะดังขึ้น ก่อนการปรากฏตัวของอิมาม (อ) เป็นเสียงที่พิสูจน์ สิทธิและสัจธรรมของอะลี และชีอะฮ์ของอะลี
๖. การลงมาของนบีอีซา เพื่อเข้าร่วมกับอิมามมะฮดี
การลงมาของนบีอีซาจากฟากฟ้า และท่านจะเข้าร่วมนมาซกับอิมาม
มะฮ์ดี (อ) โดยท่านเป็นมะอ์มูมของอิมามมะฮ์ดี ก็เป็นอีกสัญญาณหนึ่งที่จะเกิดขึ้นพร้อมกันกับการปรากฏตัวของอิมาม
ท่านรอซูลุลลอฮฺ (ศ็อลฯ) ได้แจ้งให้ท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ (อ) ทราบว่า :
“ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ ซึ่งไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์
มะฮ์ดีของอุมมะฮ์นี้มาจากเราซึ่งอีซาบุตรของมัรยัมจะนมาซตามหลังเขา”
ยังมีสัญญาณอีกมากมายที่ได้ถูกบันทึกไว้ในหนังสืออื่น ๆ และสัญญาณต่างๆ จะต้องปรากฏทั้งหมดหรือเป็นไปได้ว่าอาจมีการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องที่บรรดาอุลามาอ์ได้ทำการวินิจฉัยมาแล้ว และได้มีบทสรุปว่า : สัญญาณที่เกี่ยวกับการปรากฏตัวของอิมามมะฮ์ดีนั้นได้ถูกแบ่งออกเป็นสองประเภทคือ ตายตัวและไม่ตายตัว ส่วนสัญญาณที่ตายตัวนั้นจะต้องปรากฏอย่างแน่นอน และบางรายยังชี้ให้เห็นอีกว่าบางครั้งแม้แต่สัญญาณที่ตายตัวอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งสิ่งนี้จะเป็นการดีสาหรับการรอคอยที่แท้จริง เพราะจะทำให้ผู้ที่รอคอยอย่างแท้จริงมีความพร้อมอยู่ตลอดเวลาสาหรับการปรากฏตัว ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ว่าท่านอิมามปรากฏตัวแล้วในขณะที่สัญญาณบางอย่างยังไม่เกิดขึ้น
การกิยาม (ลุกขึ้นมาปฏิวัติ) ของอิมามมะฮ์ดี (อ.)
สรุปรายงานบรรดาอิมามมะอ์ศูม ที่เกี่ยวกับการกิยามของมะฮ์ดีผู้ถูกสัญญาไว้มีดังนี้คือ
- เขาผู้ถูกสัญญาไว้จะปรากฏตัวที่กะอ์บะฮ์ หลังจากการเร้นหายอันยาวนาน เขาจะปรากฏตัวพร้อมกับธง ดาบ อะมามะฮ์ (ผ้าพันศรีษะ) และเสื้อของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อล) บรรดามะลาอิกะฮ์จะช่วยเหลือเขา เขาจะ
กิยามด้วยความเคียดแค้นต่อศัตรูจะทำการเข่นฆ่าศัตรูของศาสนา และพระผู้เป็นเจ้า ผู้ที่กดขี่ และอยุติธรรมจะถูกแก้แค้น
สหายที่ใกล้ชิดของเขาจะมีสามร้อยสิบสามคน ซึ่งจะทำการบัยอัยให้กับเขาที่มักกะฮ์ อิมามอยู่ที่มักกะฮ์ระยะหนึ่งหลังจากนั้นก็จะมุ่งหน้าสู่มะดีนะฮ์ ผู้ช่วยเหลือเขาจะเป็นนักรบที่แท้จริงชำนาญในอาวุธเป็นคนที่ศอและห์ มีศรัทธาที่มั่นคง เข้มแข็งต่ออิบาดะฮ์ในยามค่ำคืน และเป็นสิงห์ร้ายในยามกลางวัน เคร่งครัดต่อคำสั่งของอิสลาม มุ่งหน้าไปทางทิศไหนจะนำชัยชนะไปสู่ที่นั้น
หลังจากชัยชนะในมะดีนะฮ์ อิมามจะนำทัพเข้าสู่อิรัก และกูฟะฮ์
ท่านจะพบกับซัยยิด ฮะซะนี ที่กูฟะฮ์ ซัยยิด ฮะซะนี จะนำทหารของเขาเข้าบัยอัตกับอิมาม (อ) นบีอีซา จะลงมาจากฟากฟ้าเพื่อช่วยเหลืออิมามและอีซา (อ) จะนมาซตามอิมามมะฮ์ดี (อ) รัฐบาลกลางของอิมามจะอยู่ที่เมืองกูฟะฮ์ อิมามจะพิชิตทั้งตะวันตก และตะวันออกของโลก
อิสลามจะปกครองไปทั้งโลก ศาสนาจะกลับมาใหม่ อิสลามที่แท้จริงจะกำจัดความจอมปลอมในศาสนา การปกครองและกฎหมายจะเป็นไปตามคัมภีร์ของพระเจ้า และแบบฉบับของศาสนา อิมามจะใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย กินอาหาร และสวมใส่เสื้อผ้าแบบอิมามอะลี (อ)
ในยุคของการปกครองของอิมาม (อ) แผ่นดินจะมีบารอกะฮ์เป็นอันมาก ผลิตผลทางเกษตรจะมีอย่างล้นเหลือ ความยากจนจะหมดไป มนุษย์จะใช้ชีวิตอย่างมีความผาสุก และมีสิริมงคล จะถึงขึ้นที่ผู้ที่จะจ่ายซะกาต หรือ บริจาคทาน (เศาะดะเกาะฮ์) ไม่สามารถหาคนยากจนที่จะมารับของได้
เขานำไปให้ใครก็รับการปฏิเสธที่จะรับของนั้น ความรักที่จะอยู่ใกล้ชิดกับอิมาม ทำให้ผู้ศรัทธาจำนวนมากปักหลัก และอาศัยในเมืองกูฟะห์ เพื่อที่จะนมาซรวม (ญะมาอะฮ์) กับอิมาม ถึงขั้นที่ได้สร้างมัสญิดขึ้นมาหลังหนึ่ง ซึ่งมีประตูทางเข้าถึง หนึ่งพันประตู
ในยุคของการปกครองของอิมาม (อ) โลกจะอยู่ได้ร่มเงาของความยุติธรรม และความปลอดภัยถึงขั้นที่ ถ้าหญิงชราคนหนึ่งได้ทูนหม้อทองคำซึ่งมีเพชรนิลจินดาอยู่ในนั้น และเดินทางมาคนเดียวจากเมืองหนึ่งไปอีกเมืองหนึ่ง จะไม่มีใครบกวนนาง หรือมีความโลภในทรัพย์สินของนางเลย
แผ่นดินจะคายทรัพยากร และของมีค่าต่าง ๆ ออกมาให้อิมาม และอิมามจะทำการสร้าง และทดแทนความสูญเสียต่าง ๆ ให้กับผู้ที่ถูกดขี่บนหน้าแผ่นดิน ในขณะที่อิมาม (อ) ทำการปฏิวัติ อัลลอฮ์ (ซ.บ.) จะทำให้การเห็น และการได้ยินของผู้ศรัทธาไร้ขอบเขต พวกเขาสามารถพูดคุย หรือปรึกษาปัญหากับอิมามได้โดยตรงไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ในจุดไหนของโลกเขาสามารถ ได้ยินเสียง และเห็นอิมาม ในยุคนั้นอัลลอฮ์จะประทานให้สติปัญญา และความรู้ของมนุษย์ถึงจุดสมบูรณ์
อิมามจะปกครองประชาชน เหมือนกับศาสดามูฮัมหมัด และศาสดาดาวูด ปกครองประชาชน สิ่งใดที่ศาสดามุฮัมมัดได้ปฏิบัติ อิมามก็จะปฏิบัติสิ่งนั้น อิมามจะทำลายแบบฉบับแห่งญาฮีลียะฮ์
(ยุคมืดของอาหรับ) ยุคใหม่เหมือนกับที่ศาสดามุฮัมมัดได้ทำลายมาแล้ว และแสงแห่งสัจธรรมของอิสลามก็จะกลับมาอีกครั้งหนึ่ง
หน้าที่บางอย่างของชีอะฮ์ในสมัยของการเร้นหายของอิมาม (อ)
“โอ้อัลลอฮ์ ขอให้พระองค์ทรงทำให้ฉันได้รู้จักพระองค์ด้วยเถิดเพราะถ้าพระองค์ไม่ทำให้ฉันรู้จักพระองค์ ฉันก็จะไม่มีวันรู้จักศาสดาของพระองค์ โอ้อัลลอฮ์ ขอให้พระองค์ทรงทำให้ฉันได้รู้จักศาสดาของพระองค์ด้วยเถิด เพราะถ้าพระองค์ไม่ทำให้ฉันได้รู้จักศาสดาของพระองค์ ฉันก็จะไม่มีวันรู้จักฮุจญัตของพระองค์ โอ้อัลลอฮ์ ขอให้พระองค์ทรงทำให้ฉันได้รู้จัก
ฮุจญัตของพระองค์ด้วยเถิด เพราะถ้าพระองค์ไม่ทำให้ฉันได้รู้จักฮุจญัตของพระองค์ ฉันก็จะหลงทางจากศาสนาของฉันอย่างแน่นอน”
๒. อ่านดุอาที่ขอให้เรามีความมั่นคงต่อศาสนา
“โอ้อัลลอฮฺ โอ้ผู้ทรงเมตตา โอ้ผู้ทรงปรานี โอ้ผู้ทรงเปลี่ยนแปลงหัวใจทั้งหลาย ขอให้พระองค์ทรงทำให้ของฉันมั่นคงต่อศาสนาของพระองค์ด้วยเถิด”
๓. อ่านดุอาต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับอิมามมะฮ์ดี โดยตรงอย่างเช่น ดุอานี้:
“โอ้อัลลอฮ์ ขอพระองค์ทรงเป็นผู้คุ้มครองวะลีของพระองค์คือ
อัล-ฮุจญัตบุตรของฮะซัน (อ) ขอการสรรเสริญจากพระองค์จะมีแต่เขา และบรรพบุรุษของเขาทั้งในเวลานี้ และทุกๆเวลา ขอพระองค์จงเป็น
ผู้คุ้มครองปกป้องเขา ขอพระองค์ทรงเป็นผู้นำ ผู้ช่วยเหลือ และ
ขอพระองค์โปรดทรงเป็นพยานชี้นำทางของเขา และขอให้พระองค์ทรงสถิตอยู่ในสายตาของเขา จนกระทั่งทุกสรรพสิ่งยอมจำนนสวามิภักดิ์ต่อเขาโดยดุษฏี และได้โปรดทำให้เขาได้รับประโยชน์จากทุกสรรพสิ่งในแผ่นดินนี้โดยทั่วถึงยาวนาน”
๔. ทำการเศาละวาตที่เร่งการปรากฏของท่าน เพราะมีคำสั่งเสียจากอิมามมะฮ์ดีว่า:
จงขอดุอาอฺที่เร่งการปรากฏของฉันให้มาก ๆ เพราะการงานของพวกท่าน จะสมบูรณ์ด้วยการอ่านดุอาเหล่านี้ตัวอย่างของเศาะละวาตที่เร่งการปรากฏตัวของอิมาม (อ)
“โอ้ อัลลอฮ์ ขอพระองค์ทรงยกย่องมุฮัมมัด และลูกหลานของมุฮัมมัด และขอให้พระองค์ทรงเร่งการปรากฏตัวของเขาด้วยเถิด”
๕. การอ่านซิยารัต อิมามมะฮ์ดี ในวันศุกร์ ซึ่งมีบันทึกอยู่ในหนังสือดุอาที่ชื่อ “มะฟาติฮุลญินาน”
๖. การดุอา “นุดบะฮ์” ในเช้าวันศุกร์ ในวันอีด อัลฟิฏริ อีดกรุบาน และอีดเฆาะดีรคุม
๗.การลุกขึ้นยืน เมื่อได้ยืนชื่อ หรือฉายาของท่านโดยเฉพาะคำว่า “กออิม”
๘. การผูกความสัมพันธ์ กับอิมามโดยอ่านซิยารัต และดุอาต่างๆ ที่เกี่ยวกับท่านที่มีอยู่ใน “มะฟาติฮุลญินาน”
๙. เมื่อมีปัญหา หรือความยุ่งยากให้ทำการ “ตะวัซซุล” กับอิมามโดยการไปเยี่ยมเยียนมัสญิด “ญัมการอน” ทำการนมาซ และตะวัซซุลที่นั่น
มัสญิด “ญัมกะรอน” เป็นมัสญิดที่อยู่นอกเมืองกุม ถูกสร้างขึ้นในฮิจเราะฮ์ที่ ๓๙๓ โดยคำสั่งของอิมามมะฮ์ดี เพื่อที่จะให้เป็นสถานที่เยี่ยมเยียน และร้องทุกข์ หรือผู้ที่ประสงค์จะพบกับท่านในช่วงของการเร้นหาย ซึ่งมีการนมาซพิเศษบางอย่างสาหรับผู้ไปเยี่ยมเยียนที่นั่น
๑๐.การทำอะมัล ศอและห์ ต่าง ๆ แล้วฮะดียะฮ์ (อุทิศ) ให้กับอิมามอย่างเช่น การอ่านอัลกุรอาน ฮัจญ์ เฏาะวาฟ อุมเราะห์ การเยี่ยมเยียนสุสานของอิมามมะอฺศูม ในนามของอิมามมะฮ์ดี การจ่าย เศาะดะเกาะฮ์
(บริจาคทาน) เพื่อพลานามัย และความปลอดภัยของอิมาม
๑๑. เตาบะห์อย่างแท้จริง (นะศูฮา) ต่อบาปต่าง ๆ ของเรา ถึงแม้ว่าการเตาบะฮ์นั้นเป็นวาญิบอยู่แล้วตลอดเวลา แต่ในช่วงของการเร้นหายของอิมามนั้น ยิ่งเพิ่มความสาคัญ และจริงจังมากขึ้นไปอีก เพราะบาปของมนุษย์เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การเร้นหาย เกิดขึ้น และเพราะบาปของมนุษย์ยิ่งทำให้ระยะเวลาของการเร้นหายยิ่งยาวนานออกไป
๑๒. เรียกร้องให้ประชาชนสนใจเรื่องราวที่เกี่ยวกับอิมาม ชีอะฮ์ทุกคนจะต้องเป็น”มุบัลลิฆ” (ผู้เชี่ยวชาญ) ของอิมามทั้งคำพูด และการปฏิบัติจนกระทั่งสามารถที่จะช่วยเหลือแผนงานต่าง ๆ ของศาสนาให้แข็งแรง และสมบูรณ์ขึ้น และหน้าที่อันนี้นั้นมีความสำคัญกว่าทุกหน้าที่อื่น ๆ เพราะว่าเราจะต้องมีความพร้อมอยู่เสมอในการรอคอยอิมาม และการรอคอยอิมามที่แท้จริงก็คือการจัดระบบต่าง ๆ ของการดำเนินชีวิต ให้เป็นที่พึ่งพอใจของ
อิมาม
เราจะต้องแสดงออกมาในภาคปฏิบัติให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เราคือผู้ที่ต้องการความยุติธรรม และรัฐบาลอันยุติธรรมของอิมาม เพราะถ้าการดำเนินชิวิตของเราไม่ได้เป็นไปตามหลักการศาสนา ซึ่งแน่นอนเป็นการกล่าวอ้างที่ไร้ค่า และประโยชน์ต่อตัวเอง และสังคม
โอ้อัลลอฮ์ โปรดปรานความสำเร็จให้กับพวกเราด้วยเถิด ด้วยสิทธิของมุฮัมมัด และลูกหลานของมุฮัมมัด
จดหมายของอิมาม
ในหนังสือ “กะมาลุดดีน” ของเชคศอดูก. ,“กิตาบุล ฆ็อยบะฮ์” ของ
เชคฎูซีย์ ได้บันทึกข้อความจากจดหมายของอิมามไว้ถึงเจ็ดสิบฉบับซึ่งส่วนหนึ่งของจดหมายได้เขียนให้กับบรรดาอุละมาอ์ และมัรญิอ์ ซึ่งสิ่งนี้นั้นทำให้เรารู้ว่า ท่านอิมามผู้เร้นหาย มีความเป็นห่วง และปกป้องบรรดา
ผู้ศรัทธา และผู้ที่รอคอยท่าน อิมามได้ทำการฮิดายะฮ์ และตัรบียะฮ์จิตวิญญาณของพวกเขา อิมามคอยให้ความช่วยเหลือ และแก้ไขปัญหาของบรรดาผู้ที่เดือดร้อนต่าง ๆ ที่หวังพึ่งทางท่านอย่างแท้จริงทั้งในแง่ของความรู้ และสิ่งจำเป็นในชีวิตอื่น ๆ อิมามจะทำการช่วยเหลือชี้นำ และดลใจพวกเขา โดยเฉพาะกับบรรดาผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบต่อศาสนาโดยตรง
ได้มีจดหมายฉบับหนึ่งจากอิมามส่งให้กับ อายาตุลลอฮฺ ซัยยิด อะบุล ฮะซัน อิสฟาฮานี มัรญิอ์ คนสาคัญคนหนึ่งของโลกชีอะฮ์
(มรณภาพเมื่อฮิจเราะฮ์ที่ ๑๓๖๕)
“จงทำตัวให้เป็นที่พึ่งของประชาชนอย่างแท้จริง และจงนั่งใกล้ประตูทางเข้าบ้านของท่าน (เพื่อเป็นการง่ายที่ประชาชนจะพบปะ) จงสนองจุดประสงค์ของพวกเขา แล้วเราจะช่วยเหลือท่าน”
โอ้อัลลอฮฺ ขอการสรรเสริญจงมีแต่เขา (มะฮ์ดี) และบรรพบุรุษผู้บริสุทธิ์ของเขา โปรดเร่งการปรากฏตัวอันทรงเกียรติของเขานั้นให้ง่ายด้วยเถิด โปรดทำให้ความประสงค์ของเขาทั้งหมดบังเกิดขึ้นด้วยเถิด ด้วยความเมตตาของพระองค์ โอ้ผู้ทรงเมตตายิ่งเสมอ
Contents
อิมามมะฮ์ดี. ๑
ความหวังใหม่ของโลก. ๑
มูลนิธิ ดารฺ รอเฮ ฮัก รวบรวมและเรียบเรียง ๑
ฮุจญตุลอิสลามซัยยิดสุไลมาน ฮุซัยนี ผู้แปล. ๑
คำนำของผู้แปล. ๓
ชีวประวัติ. ๕
ความเชื่อในมะฮ์ดี ผู้ถูกสัญญาในศาสนาต่าง ๆ. ๖
ความศรัทธาในมะฮ์ดี ผู้ถูกสัญญา (อ.)จากหลักฐานต่างๆ. ๑๐
ในอิสลาม. ๑๐
กำเนิดอิมาม. ๒๕
การปกปิดการถือกำเนิดของอิมาม. ๓๒
ปัญหาเกี่ยวกับการเร้นหาย (ฆ็อยบะฮ์) ๔๐
ฆ็อยบะฮ์ ศุฆรอและกุบรอ. ๔๕
สี่ตัวแทนพิเศษ (นาอิบ) ๔๗
ผลทางลบ และทางบวกของการเร้นหาย. ๖๒
ประโยชน์ของการดำรงอยู่ของอิมามในช่วงเร้นหาย. ๗๐
มุอ์ญิซะฮ์ของอิมามในช่วงฆ็อยบะตุศศุฆรอ. ๗๘
การพบเจอกับอิมาม. ๘๕
การกำหนดวันแห่งการปรากฏ (ซุฮูร) ๙๖
สัญญาณการปรากฏตัวของอิมาม. ๙๘
การกิยาม (ลุกขึ้นมาปฏิวัติ) ของอิมามมะฮ์ดี (อ.) ๑๐๔
จดหมายของอิมาม. ๑๑๑