ชีวประวัติอิมามฮุเซน

ผู้เขียน: ศาสตราจารย์เชคอะลีมุฮัมมัด อะลีดุคัยยิล
ห้องสมุดศาสดาและวงศ์วาน

อัตชีวประวัติอิมามมะอฺศูมีน 3

ฮุเซน บิน อะลี(อฺ)

เขียน

ศาสตราจารย์เชคอะลีมุฮัมมัด อะลีดุคัยยิล


คำนำ

ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮ์ ผู้ทรงกรุณาปรานี ผู้ทรงเมตตานิรันดร์

มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิ์ขององค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.) เพียงพระองค์เดียว

ความสันติสุข แด่ท่านนบีมูฮัมหมัด (ซ.ล) และความจำเป็นสุขแด่บรรดา

อิมามผู้บริสุทธิ์ยิ่ง

นับได้ว่าเป็นความโปรดปรานจากองค์อัลลอฮ์อีกครั้งหนึ่งแก่พวกเราผู้อยู่ในแนวทางแห่งอะฮ์ลุลบัยต์ (อ.) ของศาสดามุฮัมหมัด (ซ.ล) ในประเทศไทยมีโอกาสศึกษาและค้นคว้าเกี่ยวกับอัตชีวประวัติของอิมามมะอ์ซูมีน

ด้วยเหตุนี้ สถาบันศึกษา มัดรอซะฮ์ ดารุล-อิลมิ อิมามคูอีย์ จึงได้จัดการแปลและพิมพ์อัตชีวประวัติของ อิมาม ฮุเซน

ทางสถาบันใคร่ขอความร่วมมือให้พี่น้องผู้ศรัทธาทุกท่านและฝ่ายช่วยกันสนับสนุนหนังสือชุดนี้ด้วยการซื้อและบริจาคทรัพย์สินของท่าน เพื่อทางเราจักได้มีโอกาสจัดพิมพ์เล่มอื่นต่อไป

เราขอวิงวอนจากองค์อัลลอฮ์ ได้โปรดประทานความรู้และความเข้าใจในเรื่องของอิสลามแด่พี่น้องผู้ศรัทธาทุกท่านด้วยเถิด

วัสลามุอะลัยกุม

สถาบันศึกษา มัดรอซะฮ์ ดารุล-อิลมิ อิมามคูอีย์

วันพุธที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2540


บทนำของอิมามที่ 3

ท่านอิมามอะบูอับดุลลอฮฺ อัล-ฮุเซน บิน อะมีรุล มุอ์มินีน (อฺ) คือหลานของท่านศาสนทูต ผู้ทรงเกียรติ (ศ) และ......

􀂙 ท่าน (อฺ) เป็นเหมือนดวงใจของท่านศาสดา (ศ)

􀂙 ท่าน (อฺ) เป็นประมุขของชายหนุ่มชาวสวรรค์

􀂙 ท่าน (อฺ) เป็นหนึ่งในห้าของบุคคลแห่งผ้าคลุมกิซาอ์

􀂙 ท่าน (อฺ) เป็นผู้บริสุทธิ์ปราศจากมลทินทั้งปวง

ตามที่อัล-กุรอานได้บัญญัติไว้ ความว่า

“ อันที่จริงอัลลอฮฺทรงประสงค์เพียงเพื่อขจัดความมลทินออกไปจากพวกเจ้า โอ้อะฮฺลุลบัยตฺและทรงชำระขัดเกลาพวกเจ้าให้ใสสะอาดบริสุทธิ์ ”

( อัล-อะฮฺซาบ: 33)

จากอัล-กุรอาน ท่าน(อฺ)คือผู้สำแดงภาพลักษณ์แห่งจริยธรรมของศาสดามุฮัมมัด(ศ) และเป็นภาพลักษณ์แห่งความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ของท่านอะลี(อฺ) ท่าน(อฺ)เป็นศูนย์รวมของความประเสริฐ นานัปการ เป็นผู้ให้แบบอย่างอันสูงส่ง เป็นประมุขของเหล่าบรรดาผู้พลีชีพในวิถีทางศาสนา มวลมนุษย์ทั้งหลายต่างได้รับบทเรียนด้านการต่อสู้จากท่าน(อฺ) การต่อสู้ของท่าน(อฺ)ในวันอาชูรออ์ ได้มอบบทเรียนให้แก่ประชาชาตินี้ ในการต่อสู้กับบรรดาผู้อธรรมและยืนหยัดต่อสู้กับผู้รุกราน


ประวัติศาสตร์ อันยาวนานของมวลมนุษยชาติยังไม่เคยได้ประจักษ์ถึงการยืนหยัดต่อสู้ใดๆให้เหมือนกับการที่ได้ประจักษ์ถึงการยืนหยัดต่อสู้ของท่านผู้นี้ ซึ่งเป็นประมุขของบรรดาชะฮีดในวันอาชูรออ์ นับตั้งแต่แผ่นดินนี้ได้ถูกสร้างมาก็ยังไม่เคยมีปรากฏการณ์ใดๆ ที่แสดงให้เห็นว่าจะเคยมีนักสู้ที่ห้าวหาญเช่นนี้มาก่อน ท่าน(อฺ)คนเดียวที่มีสมาชิกครอบครัวเคียงข้างเพียง 10 คน พร้อมกับสหาย 70 คนเศษ แต่มีข้าศึกนักจำนวนมากเป็นพันๆ คน วันนั้นสำหรับอิมามฮุเซน (อฺ) เพียงวันเดียวโลกนี้ทั้งโลกต้องยอมสดุดีให้มวลมนุษยชาติต้องยอมสงบให้และทำให้โลกต้องศึกษาเรียนรู้

ปรัชญาอันลึกลับของท่าน(อฺ)

เรื่องนี้และเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับวันเวลาทั้งหลายของอิมามฮุเซน(อฺ)ล้วนเป็นอมตะชั่วนิรันดร์กาล ทุกอย่างในวิถีของท่าน(อฺ)มีแต่ความประเสริฐ หนังสือเล่มนี้จะเป็นบันทึกเกี่ยวกับเกร็ดชีวิตของท่านเพียงบางส่วนเท่านั้นที่ได้สะท้อนให้เป็นแสงสว่างสำหรับพวกเรา เพื่อกู่เรียกมวลประชาชาติมุสลิมให้ดำเนินชีวิตตามร่องรอยแห่งวิถีชีวิตของท่าน(อฺ)ผู้เป็นบิดาของเหล่าผู้เสียสละบรรดาชะฮีดทั้งหลาย


ชีวประวัติของอิมาม อะบูอับดิลลาฮฺ(อ)

นามจริง

ฮุเซน บินอะ ลี(อฺ)

ท่านตา.....

ศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ (ศ)

ท่านยาย....

ท่านหญิงเคาะดีญะฮฺ บินติคุวัยลิด(ร.ฎ.)

ท่านปู่......

ท่านอะบูฎอลิบ(ร.ฎ.)

ท่านย่า....

ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ บินติ อะซัด(ร.ฏ.)

ท่านบิดา.....

ท่านอิมามอะลี บิน อะบีฏอลิบ(อฺ)

ท่านมารดา.....

ท่านหญิงฟาติมะฮฺ ซะฮฺรอ(อฺ)


ท่านพี่ชาย.....

ท่านอิมามฮะซัน(อฺ)

น้องสาว......

ท่านหญิงซัยนับ อัล-กุบรอ(อฺ)

ท่านหญิงอุมมุกุลซูม(ร.ฏ.)

สถานที่และวันถือกำเนิด....

ท่าน(อฺ)ถือกำเนิด ณ เมืองมะดีนะฮฺ เมื่อวันที่ 3 ชะอฺบาน ฮ.ศ. 4

วันแรกที่เกิดท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ (ศ) รีบเร่งรุดไปหาด้วยความยินดีปรีดาอย่างยิ่งท่าน (ศ) กล่าวอะซานให้ที่หูข้างขวาและกล่าวอิกอมะฮฺให้ที่หูข้างซ้ายและได้ทำบุญเลี้ยงแสดงความยินดี เมื่อถึงวันที่ 7 ท่านได้ตั้งชื่อให้ว่า “ ฮุเซน ” ท่านศาสนทูต (ศ) ได้เชือดแกะพลีเป็นอะกีเกาะฮฺและสั่งมารดาของท่านให้โกนผมไฟและจัดการบริจาคเป็นเงินจำนวนเท่ากับน้ำหนักของเส้นผม

ท่าน(อฺ)มีความเหมือนกับศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)มากที่สุด กล่าวคือมีเรือนร่างสมส่วน ไม่สูงต่ำ หน้าอกผึ่งผาย สง่างาม ฝ่ามือและเท้าเรียวงามมีเส้นขนดกตามเรือนร่างและมีหนวดสีขาวเรียบ

ท่าน(อฺ)เติบโตภายใต้การดูแลของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)กล่าวคือ ท่านศาสนทูต(ศ)เป็นผู้เลี้ยงดูและโอบอุ้มมาด้วยตัวท่าน(ศ)เอง


ฉายานาม....

อัร-ร่อชีด

อัล-วะฟียฺ

อัฏ-ฏ็อยยิบ

อัซ-ซัยยิด

อัซ-ซะกี

อัล-มุบาร็อก

อัต-ตาบิอฺลิมัรฎอติลลาฮฺ

อัด-ดะลีลอะลา ซาติลลาฮฺ

ซัยยิดชะบาบอะฮฺลิลญันนะฮฺ

ช่วงชีวิตของท่าน(อฺ)ร่วมกับบิดา.......

ท่าน(อฺ)ทำหน้าที่ติดตามท่านอะมีรุลมุอ์มินีน(อฺ) ผู้เป็นบิดาและร่ำเรียนวิชาในสำนักอันยิ่งใหญ่ของท่าน(อฺ)เป็นเวลาถึงหนึ่งในสี่ศตวรรษ

ท่าน(อฺ)ได้เข้าร่วมกับบิดาในการสู้รบถึง 3 สมรภูมิด้วยกัน คือ อัล-ญะมัล , ศิฟฟิน , และนะฮฺร่อวาน

ภรรยา.......

ท่านหญิงลัยลา บินติอะบีมุรเราะฮฺ บินอุรวะฮฺ บินมัซอูดแห่ง ตระกูลษะกอฟียฺ

ท่านหญิงอุมมุอิซหาก บินติฏ็อลฮะฮฺ บินอุบัยดิลลาฮฺ อัต-ตัยมี

ท่านหญิงชาฮฺซะนาน บินติกุสรอ ยัซด์ญัรด์ กษัตริย์แห่งเปอร์เซีย

ท่านหญิงร็อบบาบ บินติอุมะริ้ลก็อยซฺ บินอะดีย


บุตรชาย......

อิมามซัยนุล-อาบิดีน

อะลี อักบัร

ญะอฺฟัร

อับดุลลอฮ( 1)

บุตรสาว......

ท่านหญิงซะกีนะฮฺ ฟาฏิมะฮฺ รุก็อยยะฮฺ

ลายสลักบนแหวน......

คำว่า “ ฮัซบิยัลลอฮฺ ”

ความว่า “ ข้ามีเพียงอัลลอฮฺ ก็พอแล้ว ”

นักกวีประจำยุค......

ยะหฺยา บินฮิกัม

องค์รักษ์.....

อัซอัด อัล-ฮิจรีย์

ช่วงชีวิตของท่าน(อฺ).......

ท่าน(อฺ)ได้ให้สัตยาบันต่อพี่ชายของท่าน(อฺ)คือท่านอิมามฮะซัน(อฺ)หลังจากที่บิดาของท่านถูกสังหาร เมื่อ ฮ.ศ. 40 ท่าน (อฺ) ได้ให้เกียรติยกย่องฐานะของพี่ชายอย่างสูงสุด


ตามรายงานจากท่านอิมามญะอฺฟัร ศอดิก(อฺ) ที่ท่านฏ็อบรอซีได้บันทึกไว้ว่า “ ท่านฮุเซน ( อฺ) ไม่เคยดำเนินงานล้ำหน้าท่านฮะซัน (อฺ) เลย และไม่เคยปริปากคัดค้านท่านเลยเมื่อยามที่อยู่ร่วมกัน เพื่อแสดงให้เก็นถึงการให้เกียรติอย่างสูงนั่นเอง ” (2)

(1) นักประวัติศาสตร์บางท่านระบุว่าบุตรชายของท่านมี 6 คน

(2) หนังสือ มิชกาตุล-อันวาร หน้า 170.

ท่านใช้ชีวิตอยู่ภายหลังจากท่านอิมามฮะซัย(อฺ)พี่ชายเสียชีวิตแล้วเป็นเวลา 10 ปี ในช่วงเวลานั้นท่าน (อฺ) คืออิมามที่ถูกบัญญัติมาให้เชื่อฟังปฏิบัติตาม (ตามทัศนะของมวลมุสลิมกลุ่มใหญ่)

ในฐานะทายาทของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ผู้เป็นที่รักยิ่งของท่าน เป็นสิ่งที่สองในจำนวนสิ่งสำคัญสองประการที่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ได้ฝากไว้ในประชาชาตินี้ (กิตาบุลลฮฺและเชื้อสาย)และเป็นนายของบรรดาชายหนุ่มชาวสวรรค์ตามความเชื่อถือที่เป็นหนึ่งเดียวกันของมวลมุสลิม

ท่าน(อฺ)เดินทางออกจากเมืองมะดีนะฮฺพร้อมกับครอบครัวและบรรดาสหายมุ่งหน้าไปยังเมืองมักกะฮฺ ในฐานะผู้คัดค้านการให้สัตยาบันรับรองแก่ยะซีด การเดินทางของท่าน(อฺ)มีขึ้นตอนกลางคืนของวันอาทิตย์สองวันสุดท้ายของเดือนร่อญับ ฮ.ศ. 60 ในขณะนั้นท่าน (อฺ) ได้อ่านโองการ

ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ที่ว่า

“ แล้วเขาก็ได้ออกเดินทางจากที่นั้น ในสภาพที่มีความหวาดระวังตัว เขากล่าวว่า พระผู้อภิบาลของข้าฯ โปรดคุ้มครองให้ข้าปลอดภัยจากพวกอธรรมด้วยเถิด ”

( อัล-ก่อศ็อศ: 21)


ท่าน(อฺ)ได้เข้าเมืองมักกะฮฺเมื่อผ่านพ้นเดือนชะอฺบานไปแล้วสามวันในฮ.ศ. 60 ขณะนั้นท่าน (อฺ) ได้อ่านโองการที่ว่า

“ ครั้นเมื่อเขาได้มุ่งหน้ามาถึงยังเมืองมัดยันเขาก็กล่าวว่า หวังว่าพระเจ้าของข้าฯจะทรงชี้นำหนทางอันเที่ยงตรงให้แก่ข้าฯด้วย ”

( อัล-ก่อศ็อศ: 22)

ท่าน(อฺ)ได้รับจดหมายจากชาวเมืองกูฟะฮฺ และคำสัญญาของพวกเขาที่ว่าจะให้สัตยาบันรับรองท่าน(อฺ)และจงรักภักดีจนกระทั่งว่าสามารถเก็บรวบรวมจดหมายเหล่านั้นได้มากถึง 12,000 ฉบับ

ท่าน(อฺ)จึงจัดการส่งบุตรชายของลุงของท่านคนหนึ่ง คือ มุสลิม บิน อะกีล(ร.ฏ.) เดินทางไปยังเมืองกูฟะฮฺในฐานะผู้แทนและทูตพิเศษ

ต่อมาท่าน(อฺ)ได้รับข่าวว่า ยะซีด บุตรของมุอาวียะฮฺ ได้ส่งคนมาเพื่อสังหารท่าน(อฺ)ถึงแม้ว่าท่านจะหลบหลีกเข้าไปพักพิงบริเวณที่กำบังของอัล-กะอฺบะฮฺก็ตาม

ท่าน(อฺ)จึงออกเดินทางจากมักกะฮฺในวันที่ 8 เดือนซุลฮิจญะฮฺ (วันตัรวียะฮฺ) ฮ.ศ. 60 หลังจากที่ได้กล่าวคุฏบะฮฺที่นั่นอันเป็นการประกาศคำเชิญชวนของท่าน (อฺ)

ท่าน(อฺ)ได้เข้าถึงเขตอิรักบริเวณเส้นทางเมืองกูฟะฮฺ แต่ได้เจอกับกองทหารกลุ่มหนึ่งของอิบนุซิยาดที่ถูกส่งมาคุมเชิงอยู่ที่นั่นโดยการนำของฮุร บิน ยะซีด อัร-ร็อยฮานี จนกระทั่งท่าน ( อฺ) ต้องถอยร่นไปตั้งหลักที่กัรบะลาอ์


ท่าน(อฺ)ได้มาถึงกัรบะลาอฺในวันที่ 8 เดือนมุฮัรร็อม ฮ.ศ. 51

เพียงกองคาราวานของท่าน(อฺ)มาถึงยังกัรบะลาอ์เท่านั้น ก็ปรากฏว่าทหารของอิบนุซิยาดก็ประชิดเข้ามาอย่างมากมายถึง 30,000 คน

ท่าน(อฺ)ได้พลีชีวิตรวมทั้งสมาชิกครอบครัวของท่านถูกต้อนจากกัรบะลาอ์ ในวันที่ 11 และได้ถูกนำไปยังเมืองกูฟะฮฺในสภาพของเชลย ต่อจากนั้นก็ได้ถูกนำไปยังเมืองซีเรีย

ท่านอิมามซัยนุลอาบิดีน(อฺ) ได้จัดการฝังศพของท่านเมื่อวันที่ 13 มุฮัรร็อม ฮ.ศ. 61

ท่านญาบิร บินอับดุลลอฮฺ อันศอรี(ร.ฏ.) ผู้ซึ่งเป็นศ่อฮาบะฮฺอาวุโสที่สุดคนหนึ่งในยุคนั้นได้เดินทางไปเยี่ยมสุสานของท่านเมื่อวันที่ 20 เดือนศ่อฟัร ฮ.ศ. 61 และในวันเดียวกันนี้อิมามซัยนุลอาบิดีน (อฺ) บุตรชายของท่านก็ได้มาเยี่ยมเยียนด้วยพร้อมกับสมาชิกครอบครัวที่รอดชีวิตเมื่อครั้งที่พวกเขาเดินผ่านเส้นทางนี้เพื่อไปยังเมืองมะดีนะฮฺ หลังจากได้ผ่านภัยพิบัติไปแล้วทั้งในเมืองกูฟะฮฺและซีเรีย

วายชนม์.......

ท่าน(อฺ)เป็นชะฮีดที่กัรบะลาอ์ ในวันที่ 10 มุฮัรร็อม ฮ.ศ. 61


หลุมฝังศพของท่าน(อฺ).......

สุสานของท่าน(อฺ)อยู่ที่กัรบะลาอฺ อันสวยงาม โดดเด่นเป็นสง่ามีโดมที่ทำด้วยทองคำบริสุทธิ์ สามารถมองเห็นได้ในระยะที่ห่างไกลนับเป็นสิบๆไมล์ มวลมุสลิมทั้งภาคตะวันออก ตะวันตกของโลกต่างพากันหลั่งไหลกันเข้าเยี่ยมชมไม่ขาดสาย บ้างก็มายังสถานที่ฝังศีรษะอันทรงเกียรติของท่านแห่งนั้นเพื่อทำนมาซ มาขอดุอาอ์

ฮุเซน บินอฺะลี (อฺ) ในอัลกุรอาน อันทรงเกียรติ

หาเราจะพรรณนาถึงเรื่องราวในอัล-กุรอานอันทางเกียรติที่ถูกประทานมาในเรื่องของอะฮฺลุลบัยตฺแล้วแน่นอน เราจำเป็นจะต้องบันทึกเป็นหนังสือที่มีความหนามากกว่าเล่มนี้ เพราะบรรดาอิมามนักวิชาการและนักตัฟซีร รวมทั้งนักประวัติศาสตร์ทั้งหลายได้รายงานไว้ว่ามีโองการอัล-กุรอานนับจำนวนเป็นร้อยๆ ที่กล่าวถึงพวกเขาเหล่านั้น ในที่นี้เราจะไม่ละเลยคำพูดตอนหนึ่งของท่านอะมีรุล-มุอ์มินีน(อฺ) ที่ว่า

“ อัล-กุรอานนั้น ถูกประทานลงมาใน 4 เรื่องด้วยกัน คือ เรื่องราวเกี่ยวกับพวกเรา เรื่องที่เกี่ยวกับศัตรูของเรา เรื่องประวัติศาสตร์และอุทธาหรณ์และเรื่องบทบัญญัติหลักการทางศาสนาสำหรับพวกเรานั้นคืออัญมณีอันมีค่าของอัล-กุรอาน ( 1)


ในบทนี้ เราจะกล่าวอายะฮฺที่เกี่ยวกับท่านอิมามฮุเซน(อฺ)

-1- “ พระองค์ทรงบันดาลมนุษย์มาจากน้ำ แล้วก็ได้ทรงบันดาลให้เขาแพร่เผ่าพันธุ์ทางสายตระกูลและการเกี่ยวดอง ” ( อัล-ฟุรกอน: 54)

รายงานโดยอะบู นะอีม อัล-ฮาฟิซ และอิบนุ อัล-มะฆอซะลี โดยอ้างสายสืบจากท่านซะอีดบินญุบัยรฺ จากท่านอิบนุอับบา(ร.ฏ.) ว่า

“ โองการนี้ถูกประทานมาในเรื่องของบุคคลทั้งห้าแห่งผ้าคลุมกิซาอ์ ”

หลังจากนั้นท่าน (อฺ) ได้กล่าวว่า

“ ความหมายของคำว่า ‘ น้ำ ’ ในโองการนี้ ก็คือ รัศมีของท่านนบี (ศ) ซึ่ได้มีอยู่ก่อนการสร้างมนุษย์ ต่อจากนั้นก็ได้ถูกนำไปวางไว้ที่กระดูกสันหลังของนบีอาดัม (อฺ) ต่อจากนั้นก็เคลื่อนย้ายจากระดูกสันหลังไปสู่กระดูกสันหลังหนึ่ง จนถึงกระดูกสันหลังของอับดุลมุฏฏอลิบ แล้วก้ได้แยกออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งไปอยู่ที่กระดูกสันหลังของอับดุลลอฮฺ แล้วก็ได้กำเนิดท่านนบี (ศ) อีกส่วนหนึ่งได้ไปอยู่ที่กระดูกสันหลังของอะบูฏอลิบ แล้วได้กำเนิดเป็นท่านอะลี ต่อมาก็ได้สัมพันธ์กันด้วยการนิกะฮฺ คือ ท่านอะลีก็ได้แต่งงานกับท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ จนมีบุตรชายสองคนคือฮะซัน

และฮุเซน(ร.ฏ)


ท่านษะอฺละมี และท่านเมาฟิก บินอะฮฺมัด อัล-ค่อวาริชมี ได้รายงานมาจากท่านอะบีศอลิฮฺ จากท่านอิบนุ อับบาซอีกเช่นกัน อีกทั้งท่านอิบนุมัซอูดท่านญาบิร ท่านบัรรออ์ ท่านอะนัซและท่านหญิงอุมมุซะละมะฮฺ (ร.ฏ.)ได้กล่าวว่า

“ โองการนี้ได้ถูกประทานลงมาในเรื่องราวของบรรดาบุคคลในผ้าคลุมทั้งห้า ” (2)

-2-

“ และพระองค์ได้ทรงบันดาลให้มันเป็นพจนารถหนึ่งอันยืนยงอยู่ในหมู่ชนรุ่นต่อๆ ไปของเขาเพื่อพวกเขาจะได้คืนกลับ ” ( อัซ-ซุครุฟ : 28)

ในหนังสืออัล-มะนากิบกล่าวว่า รายงานจากท่านษาบิต อัษ-ษุมาลี จากท่านอฺะลี บินฮุเซน จากบิดาของท่าน จากท่านปู่ของท่าน คือท่านอะมีรุลมุอ์มินีน(อฺ)กล่าวว่า

“ มีคำตรัสของอัลลอฮฺ(ซ.บ)ที่ประทานลงมา ในเรื่องของเราความว่า

และพระองค์ได้ทรงบันดาลให้มันเป็นพจนารถหนึ่งอันยืนยงอยู่ในหมู่ชนรุ่นต่อๆ ไปของเขา เพื่อพวกเขาจะได้คืนกลับหมายความว่าจะทรงบันดาลให้ตำแหน่งอิมามดำรงอยู่ในบุคคลที่สืบต่อไปจากฮุเซน(อฺ)จนถึงวันฟื้นคืนชีพ ” (3)

*********


-3-

“ พระองค์ทรงให้ทะเลทั้งสองไหลวนบรรจบกันโดยระหว่างทั้งสองนั้นมีเขตกั้นซึ่งทั้งสองจะไม่ล่วงล้ำกัน ดังนั้นพวกเจ้าจะกล่าวปฏิเสธต่อความการุณย์อันใดแห่งพระผู้อภิบาลของพวกเจ้าหรือ จากทั้งสองทะเลนั้นไข่มุกและปะการังจะได้ปรากฏออกมา ”

( อัล-เราะฮฺมาน: 22)

(1) กัชฟุล-ฆ็อมมะฮฺ หน้า 92 และยะนาบีอุล-มะวัดดะฮฺ หน้า 126

(2) ยะนาบีอุล-มะวัดดะฮฺ หน้า 118.

(3) ยะนาบีอุล-มะวัดดะฮฺ หน้า 117.

รายงานจากท่านอะนัซ (ร.ฏ.)อธิบายโองการนี้ว่า

“ ทะเลทั้งสองไหลวนมาบรรจบกันหมายถึงท่านอะลีและฟาฏิมะฮฺระหว่างทั้งสองนั้นมีเขตกั้น ได้แก่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)โดยฮะซันกับฮุเซนได้ปรากฏออกมาจากทะเลทั้งสองนั้น ” (4)

ในการตะอ์วีล(ตีความ) โองการนี้ ท่านษะอฺละบีย์ได้รับรายงานจากท่านซุฟยาน อัษ-เษารีและท่านซะอีด บิน ญุบัยรฺ กล่าวว่า

“ แท้จริงทะเลทั้งสองหมายถึงท่านอะลีและท่านหญิงฟาฏิมะฮฺเขตกั้นระหว่างกลางหมายถึงท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ไข่มุกและหินปะการังที่จะปรากฏออกมาหมายถึงท่านฮะซันและฮุเซน(อฺ) ” (5)

************


-4-

“ อนุมัติให้แก่บรรดาผู้ที่ถูกเข่นฆ่า เพราะเหตุว่าพวกเขาได้รับความอธรรมและแน่นอนอัลลอฮฺทรงมีความสามารถยิ่งนักต่อการให้ความช่วยเหลือพวกเขา ”

( อัล-ฮัจญ์: 39)

(4) กัชฟุล-ฆ็อลมะฮฺ หน้า 95

(5) ตัซกิร่อตุล-ค่อวาศ หน้า 245

รายงานจากท่านคอลิด อัล-กาบุลี กล่าวว่า

“ ข้าพเจ้าได้รับฟังมาจากอะบูญะอฺฟัร(อฺ) ท่านได้อธิบายความหมายโองการนี้ โดยท่านกล่าวว่า หมายถึงท่านอะลี ฮะซันและฮุเซน ”

(6)

-5-

“ พวกเขาให้อาหารโดยความรักในพระองค์ แก่คนยากจน เด็กกำพร้าและเชลยสงคราม ( พวกเขากล่าวว่า) เราให้อาหารพวกท่าน เพื่อพระองค์อัลลอฮฺ เรามิได้ต้องการรางวัลใดๆ จากพวกท่านและไม่ต้องการการขอบคุณ ” ( อัล-อินซาน: 9)


ท่านเชคฏซี (ขอความเมตตาพึงประสบแด่ท่าน) ได้กล่าวว่า

“ ทั้งซุนนีและชีอะฮฺ รายงานว่าโองการเหล่านี้ถูกประทานมาในเรื่องของ อะลี ฟาฏิมะฮฺ ฮะซันและฮุเซน (อฺ) กล่าวคือพวกเขาได้เสียสละให้แก่คนยากจน เด็กกำพร้าและเชลยสงครามเป็นเวลาสามคืนติดต่อกันในการให้อาหารแก่คนเหล่านั้น และพวกเขาก็มิได้ละศีลอดกับอะไรเลย ดังนั้นอัลลอฮฺจึงได้ทรงยกย่องความดีงามในคราวนี้และประทานโองการในซูเราะฮฺนี้ลงมาในเรื่องของพวกเขาทั้งหมดนี้ คงจะเป็นที่เพียงพอสำหรับท่านในการที่ได้ประจักษ์ถึงคุณงามความดีอันลึกซึ้งที่ถูกอ่านอยู่ตลอดกาลจนถึงวันฟื้นคืนชีพ ” (7)

(6) อุยูนอัคบาริ้ลรีฏอ เล่ม 2 หน้า 65

(7) อัต-ติบยานฟีตัฟซีริ้ลกุรอาน เล่ม 10 หน้า 211

อิมามฮุเซน (อฺ) จากฮะดีษของศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ (ศ)

ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ (ศ) ไม่เคยละเลยการกล่าวยกย่องอะฮฺลุลบัยตฺของท่าน(ศ)ในทุกๆ สถานที่และทุกสภาวการณ์ บางครั้งท่าน(ศ)จะเปรียบเทียบว่า เขาเหล่านั้นเป็นเหมือนเรือนบีนุฮฺ ซึ่งถ้าหากใครจะขึ้นเรือที่จะปลอดภัย และถ้าผู้ใดผลักใสก็จะจมและพินาศ บางครั้งท่าน(ศ)จะเปรียบว่า พวกเขาเป็นเหมือนประตูฮิฏเฏาฮฺ ซึ่งถ้าใครเข้าผ่านไปก็จะปลอดภัย บางครั้งท่าน (ศ)จะกล่าวว่า พวกเขาเป็นหลักประกัน ความปลอดภัยสำหรับชาวโลกเช่นเดียวกับดวงดาวที่เป็นหลักประกันความปลอดภัยของผู้ที่อยู่บนฟากฟ้า


และท่านศาสนทูต(ศ)ได้เคยกล่าวถึงท่านอิมามฮุเซน(อฺ)ไว้เป็นฮะดีษจำนวนมาก ซึ่งในฮะดีษเหล่านั้นได้อธิบายอย่างชัดแจ้งเกี่ยวกับเกียรติและฐานะของท่าน(อฺ) ดังที่เราจะบันทึกไว้ ณ ที่นี้เพียงบางส่วน

-1-

ท่านฮากิมได้บันทึกไว้ และกล่าวว่าเป็นฮะดีษเศาะฮีฮฺ จากรายงานของท่านยะห์ยา อัล-อามิรี กล่าวว่า ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ได้กล่าวว่า

“ ฮุเซนเป็นส่วนหนึ่งของฉันและฉันเป็นส่วนหนึ่งของฮุเซน( 1) โอ้อัลลอฮ์ขอทรงโปรดให้ความรักแก่คนที่รักฮุเซน ฮุเซนผู้ซึ่งเป็นผู้สืบสายตระกูลคนหนึ่งของศาสดา ” (2)

-2-

ท่านอิบนุฮิบบาน ท่านอิบนุซะอัด ท่านอะบูยะอฺลา และท่านอิบนุอะซากิร ได้รายงานมาจากท่านญาบิร บินอับดุลลอฮฺ ได้กล่าวว่า :

ข้าพเจ้าได้ ฟังท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) กล่าวว่า

“ คนใดประสงค์จะได้เห็นประมุขของชายหนุ่มชาวสวรรค์ ก็ขอให้มองดูฮุเซน บุตรของอะลีเถิด ” (3)

*******

(1) คำพูดของท่านศาสนทูต (ศ) ที่ว่า ‘ ฮุเซนเป็นส่วนหนึ่งของฉัน ’ หมายความว่า ‘ ท่านฮุเซนมีฐานะเป็นบุตรของท่าน ’ ตามความหมายในโองการ มุบาฮะละฮฺ ส่วนคำว่าที่ว่า ‘ และฉันเป็นส่วนหนึ่งของฮุเซน ’ หมายความว่า ‘ ศาสนาของท่าน(ศ)ได้ดำรงอยู่ก็เพราะการต่อสู้ของท่านฮุเซน เพราะถ้าไม่มีท่านในวันนั้น แน่นอนพวกอุมัยยะฮฺจะต้องนำลัทธิญาฮิลียะฮฺกลับคืนมา


เพราะพวกเขากล่าวว่า ’ ‘ ไม่มีคำสอนศาสนาและไม่มีการลง

วะฮฺยูมาแต่อย่างใด ’

(2) ยะนาบีอุล-มะวัดดะฮฺ หน้า 164

-3-

ท่านซัลมา อัล-ฟาริซี ได้กล่าวว่า ครั้งหนึ่งขณะที่ท่านฮุเซนนั่งอยู่บนตักของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ท่าน(ศ)ก้มลงจูบเขาแล้วกล่าวว่า

“ เจ้าคือประมุข บุตรของประมุข บิดาของประมุขทั้งหลาย เจ้าคืออิมาม บุตรของอิมาม บิดาของบรรดาอิมาม เจ้าคือข้อพิสูจน์ของอัลลอฮฺบุตรของข้อพิสูจน์ของอัลลอฮฺ บิดาของบรรดาข้อพิสูจน์ของอัลลอฮฺเก้าคนจากสายโลหิตของเจ้า และคนที่เก้านั้น คือ ‘ กออิม ’ ของพวกเขา ”

- 4-

ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ ได้กล่าวว่า

“ ฮุเซนนั้นเป็นผู้สืบตระกูลศาสดา ผู้ใดรักฉัน ก็ต้องรักฮุเซนด้วย ” ( 4)

********

-5-

ท่านอับดุลลอฮฺ บินฮะซัน อัซ-ซะอฺดี ได้กล่าวว่า เมื่อครั้งที่ประชาชนสับสนกันเรื่องว่าใครมีเกียรติกว่ากัน ข้าพเจ้าได้ขึ้นขี่พาหนะนำเสบียงเดินทางติดตัวแล้วมุ่งหน้าออกเดินทางไปยังเมืองมะดีนะฮฺ แล้วข้าพเข้าก็ได้เข้าพบท่านฮุซัยฟะฮฺ บินยะมาน

ท่านถามว่า “ เธอเดินทางมาจากไหน ?”

ข้าพเจ้าตอบว่า “ จากเมืองอิรัก ”


(3) อัซอาฟุร-รอฆิบีน ภาคผนวกหนังสือ นูรุ้ล-อับศอร หน้า 182

(4) ตารีค อิบนุอะชากิร เล่ม 4 หน้า 329

ท่านถามอีกว่า “ มาจากส่วนไหนของเมืองอิรัก ”

ข้าพเจ้าตอบว่า “ จากกูฟะฮฺ ”

ท่านกล่าวว่า “ ยินดีต้อนรับชาวเมืองกูฟะฮฺ ”

ข้าพเจ้าได้กล่าวกับท่านว่า “ ประชาชนต่างพากันสับสนกับพวกเราในเรื่องที่ว่าใครมีเกียรติกว่ากัน ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงได้เดินทางเรียนถามท่านเกี่ยวกับเรื่องนี้ ”

ท่านได้กล่าวกับฉันว่า “ ฉันจะไม่บอกเล่าเรื่องใด นอกจากเท่าที่หูสองข้างของฉันได้ยินมาและที่หัวใจของฉัดจดจำไว้และที่ตาสองข้างของฉันเคยได้เห็น ครั้งหนึ่งท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ ( ศ) ได้ออกมาพบพวกเราจนฉันมองเห็นท่านชัดเจน เหมือนมองเห็นเธอในขณะนี้ ท่าน (ศ) แบกท่านฮุเซนไว้บนบ่าจนฉันมองเห็นฝ่ามืออันบริสุทธิ์ของท่านรองรับส้นเท้าท่านฮุเซนไว้ ขณะที่ท่าน ( ศ)อุ้มแนบติดทรวงอก ท่าน(ศ)ได้กล่าวว่า “ ประชาชนทั้งหลาย แน่นอนฉันรู้ซึ้งถึงเรื่องราวที่พวกท่านจะขัดแย้งกันในเรื่องความประเสริฐของบุคคลหนึ่ง นี่คือฮุเซน บุตรของอะลี คือผู้ประเสริฐที่สุดทั้งสายตาและยาย ตาของเขาคือมุฮัมมัด ศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ ประมุขของบรรดานบี ยายของเขาคือค่อดีญะฮฺ บินติคุวัยลิด เป็นสตรีระดับนำคนหนึ่งในสากลโลกในเรื่องการมีศรัทธาต่ออัลลอฮฺและศาสนทูตของพระองค์


ฮุเซน บุตรของอะลีคนนี้ประเสริฐที่สุดทั้งสายบิดา และประเสริฐที่สุด

ทั้งสายมารดา บิดาของเขาคือ อะลี บินอะบีฏอลิบ พี่น้องของศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ เป็นผู้ร่วมภารกิจและเป็นบุตรแห่งลุงของศาสดา เป็นบุรุษระดับแนวหน้าคนหนึ่งในสากลโลกในเรื่องการมีศรัทธา

มารดาของเขาคือฟาฏิมะฮฺ บินติมุฮัมมัด ประมุขของเหล่าสตรีในสากลโลกฮุเซนบุตรของอะลีคนนี้เป็นผู้ประเสริฐที่สุดทางสายลุงและสายป้า ลุงของเขาคือญะอฺฟัร บินอะบีฏอลิบ ผู้มีปีกอันงดงามซึ่งจะโบยบินในสวนสวรรค์ ป้าของเขาคืออุมมุฮานี บินติอะบี ฏอลิบ

ฮุเซนบุตรของอะลีคนนี้ เป็นผู้ประเสริฐที่สุดทางสายน้าผู้ชายและน้าผู้หญิง น้าชายของเขาคือกอซิมบุตรของมุฮัมมัดศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ

น้าผู้หญิงของเขาคือ ซัยนับบุตรีของมุฮัมมัด ศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ

หลังจากนั้นท่านได้ขยับอิมามฮุเซนมาอุ้มไว้เบื้องหน้าแล้วแสดงความดีใจ โดยกล่าวว่า

“ ประชาชนทั้งหลาย ฮุเซน บุตรของอะลีผู้นี้ ตาและยายของเขาจะอยู่ในสวรรค์ บิดาและมารดาของเขาจะอยู่ในสวรรค์และจงรู้ไว้ว่า ไม่มีเชื้อสายของบรรดานบีคนใดที่ได้รับความโปรดปรานเหมือนอย่างที่ถูกประทานให้แก่ฮุเซน บุตรของอะลี นอกจากยูซุฟ บุตรของนบียะอฺกูบเท่านั้น ” ( 5)

(5) ตารีดอิบนุอะซากิร เล่ม 4 หน้า 320


ข้อบัญญัติเรื่องตำแหน่งค่อลีฟะฮฺ ของท่านฮุเซน บินอฺะลี(อฺ)

บรรดานักปราชญ์ของเราได้รวบรวมข้อบัญญัติต่างๆ ของท่านศาสนทูตผู้ทรงเกียรติ(ศ)ที่มีไว้สำหรับบรรดาอิมาม(อฺ)ดังที่มีปรากฏในตำรามากมายหลายเล่ม บางครั้งจะพบว่าท่านศาสนทูต ( ศ) จะกล่าวถึงชื่อของท่านเหล่านั้น (อฺ) โดยรวม แต่บางครั้งท่าน (ศ) ก็จะกล่าวถึงชื่อของบางคน

บางครั้งท่าน(ศ)ก็ได้แนะนำในเรื่องของท่านเหล่านั้น(อฺ)ในเล่มแรกเกี่ยวกับเรื่องอิมามอะลี(อฺ)นั้น

เราได้ยกฮะดีษจำนวน 44 บทที่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ได้วางไว้เป็นข้อบัญญัติเกี่ยวกับบรรดาอิมาม(อฺ) ซึ่งเราได้นำมาจากตำราอ้างอิงหลายเล่ม ในบทนี้ เราจะนำบางส่วนมาเสนอเฉพาะที่เกี่ยวกับท่านอิมามอะบูอับดุลลอฮฺ อัล-ฮุเซน(อฺ) จากบิดาของท่าน(ศ)คือท่านอะมีรุลมุอ์มินีน(อฺ) และพี่ชายของท่าน(อฺ) คือท่านอิมามฮะซัน(อฺ)

ข้อบัญญัติ

เรื่องที่ 1

ในคำสั่งเสียตอนหนึ่งที่ท่านอะมีรุลมุอ์มินีน(อฺ)มีไปยังท่านอิมามฮะซัน(อฺ)บุตรของท่าน(อฺ)ความว่า

“ โอ้ลูกเอ๋ย ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ มีบัญชาให้ฉันสั่งเสียแก่เจ้าและให้มอบหนังสือและดาบของฉันแก่เจ้า เช่นเดียวกับที่ท่านได้สั่งเสียแก่ฉันและมอบหนังสือและดาบของฉันแก่เจ้า


เช่นเดียวกับที่ท่านได้สั่งเสียแก่ฉันและมอบหนังสือและดาบของท่านแก่ฉัน และท่านยังสั่งฉันว่าให้สั่งเจ้าว่าเมื่อเจ้าใกล้จะถึงความตาย ให้เจ้ามอบมัน ต่อไปยังฮุเซนน้องชายของเจ้า ” ( 1)

(1) บิฮารุล-อันวาร เล่ม 10 หน้า 89

ข้อบัญญัติ

เรื่องที่ 2

ท่านอะลี บินยุนุซ อัล-อามิลี ได้รายงานไว้ในหนังสือ ‘ ศิรอฏ็อล-มุซตะกีม ’ ว่า ท่านอะมีรุลมุอ์มินีน (อฺ) ได้บัญชาไว้แก่ท่านอิมามฮุเซน (อฺ) เช่นเดียวกับที่มีต่อท่านอิมามฮะซัน (อฺ) เขาได้รายงานว่า

“ แท้จริงท่านฮะซันได้สั่งเสียแก่น้องชายเมื่อคราวที่ท่านจวนจะถึงแก่

กรรม และได้มอบหมายพันธะอันสำคัญของท่านนบีและสัญญาเรื่องตำแหน่งอิมาม และแนะนำบรรดาชีอะฮฺของท่านให้ยอมรับตำแหน่ง

ค่อลีฟะฮฺ และแต่งตั้งท่านไว้ให้เป็นผู้นำทางวิชาการในภายหลัง ซึ่งเรื่องนี้ได้มีขึ้นอย่างเปิดเผยโดยมิได้ปิดบังอำพรางแต่อย่างใด ” ( 2)

**********


ข้อบัญญัติ

เรื่องที่ 3

คำสั่งเสียบางตอนของท่านอิมามฮะซัน(อฺ)ที่มีต่อท่านมุฮัมมัด บินฮะนะฟียะฮฺ น้องชายของท่าน(อฺ)ใกล้จะถึงแก่กรรมมีใจความว่า

“ โอ้ มุฮัมมัด บินอะลี เจ้ารู้หรือไม่ว่า ภายหลังจากที่ฉันถึงแก่กรรมและวิญญาณของฉันออกจากร่างแล้ว ฮุเซน บุตรของอะลี จะเป็นอิมามภายหลังจากฉัน ณ. อัลลอฮฺในคัมภีร์แต่ยุคอดีตถือว่า มรดกของนบีนั้นเชื่อมโยงมาแต่มรดาของบิดาและมารดาของท่าน อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงรับรู้ว่าพวกเจ้าเป็นมนุษย์ที่ดีเลิศของพระองค์ ดังนั้นทรงคัดเลือกศาสดามุฮัมมัดมาจากหมู่พวกเจ้าและศาสดามุฮัมมัด ก็ได้คัดเลือกท่านอะลี และท่านอะลีก็ได้คัดเลือกฉันเป็นอิมาม และฉันก็ได้คัดเลือกฮุเซน ....” ( 3)

(2) อิษบาตุล-ฮุดา เล่ม 5 หน้า 173

(3) บิฮารุล-อันวาร เล่ม 10 หน้า 140

ข้อบัญญัติ

เรื่องที่ 4

ท่านชัมซุดดีน มุฮัมมัด บินเฏาลูน ได้กล่าวว่า

“ ท่านอิมามฮะซันได้ทำการสั่งเสียไว้แก่อิมามฮุเซนผู้เป็นน้องชาย ” ( 4)

(4) อัล-อะอิมมะตุลอิษนาอะชัร หน้า 65

อิบาดะฮฺอันยิ่งใหญ่ของอิมามฮุเซน(อฺ)

บทนี้เราจะกล่างถึงเรื่องการทำอิบาดะฮฺของประมุขบรรดาชุฮะดาอ์ กล่าวคือชีวิตทุกส่วนของท่านอิมามฮุเซน(อฺ) นั้นล้วนเป็นอิบาดะฮฺ เป็นการเคารพภักดีทั้งสิ้น วันเวลาทั้งหมดของท่าน(อฺ)ล้วนแต่ติดต่อสัมพันธ์กับอัลลอฮฺ (ซ.บ.)และอยู่ในหนทางของพระองค์

ฉะนั้นเมื่อเราจะกล่าวถึงเรื่องการนมาซการบำเพ็ญตนและการทำฮัจญ์ของท่าน(อฺ)ก็ขอให้เราสรุปด้วยเรื่องราวของชายคนหนึ่งที่ทำนมาซในวันกับคืนหนึ่งๆ จำนวน 1 , 000 ร็อกอะฮฺ ทำฮัจญ์ทุกปีโดยเดินทางด้วยเท้า ตลอดจนด้านอื่นๆ ในลักษณะนี้ของอิบาดะฮฺทั้งหลาย

เราจะกล่าวถึงเรื่องราวบางประการที่บรรดานักประวัติศาสตร์เคยกล่าวถึงการทำอิบาดะฮ์ของท่านอิมามฮุเซน(อฺ)

- 1-

ท่านอิมามฮุเซน(อฺ)ทำฮัจญ์จำนวน 25 ครั้ง ท่าน(อฺ)เดินทางไปยังฮะร็อมด้วยเท้า เคียงข้างด้วยพาหนะติดตามท่าน(1)

- 2-

ในแต่ละวันกับคืนหนึ่งๆ ท่านนมาซถึง 1 , 000 ร็อกอะฮฺ (2)


-3-

จากท่านอะนัซ บินมาลิก(ร.ฏ.) ได้กล่าวว่า

ฉันเคยออกเดินทางกับท่านอิมามฮุเซน(อฺ) ครั้นเมื่อไปถึงสุสานของท่านหญิงค่อดีญะฮฺ ( ร.ฏ.) ท่าน (อฺ) ก็ร้องไห้ แล้วสั่งว่า

“ โอ้ อะนัซเอ๋ย ท่านออกไปก่อนเถิด ”

ท่านอะนัซเล่าว่า แล้วฉันก็ปลีกตัวออกไปจากท่าน(อฺ) ขณะนั้นท่าน(อฺ)ยืนนมาซอยู่เป็นเวลานานมาก ฉันได้ยินท่าน(อฺ)กล่าววิงวอนว่า

“ โอ้พระผู้อภิบาล โอ้พระองค์ผู้ทางเป็นนาย โปรดเมตตาต่อบ่าวของพระองค์ที่มอบตัวด้วยเถิด

(1) มะฏอลิบุซซุอูล เล่ม 2 หน้า 28 , อะสะดุล-ฆอบะฮฺ เล่ม 2 หน้า 120

(2) อะอฺยานุช-ชีอะฮฺ เล่ม 1 หน้า 124

(3)

โอ้พระผู้ทรงสูงสุด ข้าขอผูกมัดตัวไว้กับพระองค์ ขอความผาสุกพึงมีแด่ผู้ซึ่งมีพระองค์เป็นนายด้วยเถิด.... ” ( 3)

-4-

มีคนเคยถามท่านอิมามอะลี บินฮุเซน(อฺ)ว่า

“ ทำไมบิดาของท่านจึงมีบุตรน้อยเหลือเกิน ?”

ท่าน(อฺ)ตอบว่า

“ ท่านจะมีบุตรหลายๆ คนได้อย่างไรกัน ในเมื่อทุกวันและคืน ท่านทำนมาซถึง 1 , 000ร็อกอะฮฺ แล้วท่านจะมีเวลาเข้าหาภรรยาได้เมื่อไหร่ ” ( 4)

*********

- 5-

เมื่อครั้งที่ อิบนุซะอัด ได้เข้าล้อมกรอบท่านอิมามฮุเซน(อฺ)ในคืนที่เก้าเดือนมุฮัรร็อมนั้น

ท่านอิมาม(อฺ)ได้สั่งให้ท่านอับบาซ น้องชายของท่าน(อฺ)ไปพบกองทหารฝ่ายตรงข้าม โดยกล่าวกับท่านอับบาซว่า

“ เจ้าจงไปบอกพวกเขาเถิดว่า ถ้าหากอดใจได้ก็ขอให้รอไปจนถึงวันพรุ่งนี้และให้พวเกเขาให้โอกาสแก่พวกเราในคืนนี้ เพื่อให้เราได้ทำนมาซต่อพระผู้เป็นเจ้า ขอพรและขออภัยโทษต่อพระองค์ทั้งคืน เพราะพระองค์ทรงรู้ดีว่าฉันรักการทำนมาซ รักการอ่านอัล-กุรอานและรักการขอดุอาอ์ และกล่าวคำอิซติฆฟารมากๆ “( 5)

(4) บิฮารุล-อันวาร เล่ม 10 หน้า 144

(5) อัล-อุกดุล-ฟะรีด เล่ม 4 หน้า 384 , บิหารุล-อันวาร เล่ม 10 หน้า 145

(6) ญะลาอุล-อุยูน เล่ม 2 หน้า 167

วิถีชีวิตของอิมามฮุเซน บินอฺะลี (อฺ)

ท่านอิมามฮุเซน(อฺ)เป็นผู้ที่มีจริยธรรมตามแบบอย่างของนบีมุฮัมมัด(ศ)และมีความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบเหมือนท่านอะลี(อฺ)เป็นผู้ได้รับมรดกทางด้านคุณงามความดีและเกียรติยศมาจากท่านตาและบิดาของท่านโดยที่ได้รับเอาแบบอย่างอันสูงส่งมาจากบุคคลทั้งสอง


เราถือว่าเราอยู่ในช่วงเวลาที่จำเป็นจะต้องยึดถือเอาวิถีชีวิตของท่านอิมามฮุเซน(อฺ)มาปฏิบัติเพื่อปรับเปลี่ยนสภาพสังคมอันเลวร้ายของเราให้หวนกลับสู่สภาพที่ดีเลิศสำหรับเราในอนาคต

ในบทนี้ เราจะกล่าวถึงเรื่องราวบางส่วนที่ได้มีการบันทึกไว้เกี่ยวกับวิถีชีวิตของอิมามฮุเซน ( อฺ)

วิถีชีวิตที่ 1.

ท่านอะนัซ(ร.ฏ.)เล่าว่า ข้าพเจ้าได้เคยอยุ่ร่วมกับท่านอิมามฮุเซนเมื่อครั้ง ที่สาวใช้คนหนึ่งได้เข้ามาหาท่านและแสดงความคารวะให้สลามท่านพร้อมด้วยเหยือกน้ำอันโอชารส ท่านจึงได้กล่าวกับนางว่า

“ บัดนี้ เธอได้รับการปล่อยให้เป็นอิสระต่อเบื้องพระพักตร์แห่งอัลลอฮฺ(ซ.บ.)แล้ว ”

ข้าพเจ้าได้กล่าวขึ้นว่า

“ นางแสดงความคารวะท่านด้วยน้ำอันโอชารสเหยือกหนึ่งไม่ถึงกับทำให้นางเดือดร้อนแต่ประการใด ทำไมท่านจึงปล่อยนางให้เป็นอิสระด้วย ?”

ท่านกล่าวว่า

“ อย่างนี้แหละที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงสอนเรา อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ตรัสว่า

“ และเมื่อพวกเท่านได้รับการแสดงคารวะอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนั้นจงได้คารวะตอบด้วยการกระทำที่ดีกว่านั้นหรือให้ตอบแทน ”

( อัน-นิซาอ์: 86)


และการกระทำที่ดีกว่านั้น คือ การปลดปล่อยนางให้เป็นอิสระ ” ( 1)

********

(1) กัชฟุล-ฆ็อมมะฮฺ หน้า 184 , อัล-ฟุศูลุล-มุฮัมมะฮฺ หน้า 159

วิถีชีวิตที่ 2.

ครั้งหนึ่งคนรับใช้ของท่าน(อฺ)กระทำผิดอย่างหนึ่งซึ่งมีโทษที่ท่าน(อฺ) จำเป็นต้องสั่งให้เฆี่ยน แต่เขาร้องว่า

“ โอ้นายข้า อัลลอฮฺ(ซ.บ.) ตรัสว่า :

“ และบรรดาผู้ที่ข่มความโกรธไว้ได้..... ”

( อาลิอิมรอน: 134)

ท่าน(อฺ)กล่าวว่า

“ จงปล่อยเขา ”

คนรับใช้พูดต่อไปอีกว่า

“ พระองค์ตรัสว่า

“ และบรรดาผู้ให้การอภัยต่อปวงมนุษย์..... ”

( อาลิอิมรอน: 134)

ท่าน(อฺ)กล่าวว่า

“ บัดนี้ฉันให้อภัยแก่เจ้าแล้ว ”


คนรับใช้พูดอีกว่า

“ โอ้นายของข้าพระองค์ตรัสว่า

“ แท้จริงอัลลอฮฺทรงรักบรรดาผู้ประพฤติการดี ”

( อาลิอิมรอน: 148)

ท่าน(อฺ)กล่าวว่า

“ บัดนี้ เจ้าเป็นอิสระแล้วต่อหน้าพระพักตร์ของอัลลอฮฺ และสำหรับเจ้าจะได้รับเพิ่มอีกเท่าหนึ่งจากที่ข้าเคยให้แก่เจ้า ” ( 2)

**********

(2) กัชฟุล-ฆ็อมมะฮฺ หน้า 184 , อัล-ฟูศูลุล-มุฮิมมะฮฺ หน้า 159

วิถีชีวิตที่ 3.

เมื่อครั้งที่มุอาวียะฮฺได้เดินทางเข้ามายังเมืองมักกะฮฺ เขาได้จัดส่งทรัพย์สินเป็นจำนวนมากให้แก่ท่านอิมามฮุเซน(อฺ)มีทั้งเสื้อผ้า อาภรณ์อย่างครบครันท่านได้ส่งของทั้งหมดนั้นกลับคืนไปโดยที่ไม่ยอมรับอะไรเลย

นี่คือการแสดงออกให้เห็นถึงความเป็นคนประเสริฐเป็นคนรักษาเกียรติ

และมีคุณค่าอันสูงส่งและเป็นคุณสมบัติประการหนึ่งของผู้มีจริยธรรมอันดีเลิศ และเป็นคน มีไหวพริบที่ดีเยี่ยม (3)

(3) นัฟซุล-มะฮฺมูม หน้า 12 , มะฏอลิบุสสุอูล เล่ม 2 หน้า 28 ,

อัล-ฟุศูลุล-มุฮิมมะฮฺ หน้า 159


วิถีชีวิตที่ 4.

บุตรชายคนหนึ่งของท่าน(อฺ)ได้เสียชีวิตลง ท่าน(อฺ)ตัดสินใจไม่ยอมดูเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนมีคนตำหนิท่าน(อฺ)ในเรื่องนี้ แต่ท่าน(อฺ)กล่าวว่า

“ แท้จริงพวกเราอะฮฺลุลบัยตฺ เมื่อเราขออะไรจากอัลลอฮ์(ซ.บ.)พระองค์ก็จะทรงประทานให้แก่เรา ฉะนั้นเมื่อพระองค์ทรงประสงค์สิ่งที่เราไม่ต้องการในสิ่งที่เรารัก เราก็พอใจ ” ( 4)

(4) อัซอาฟุร-รอฆิบีน ภาคผนวกหนังสือ นูรุล-อับศอร หน้า 183

**********

วิถีชีวิตที่ 5.

ท่านมัซอะดะฮฺ ได้กล่าวว่า :

ครั้งหนึ่งท่านอิมามฮุเซน(อฺ) เดินผ่านคนยากจนเข็ญใจกลุ่มหนึ่งปรากฏว่าท่านทอดตัวลงปูผ้าคลุมให้พวกเขา พวกเขานำขนมปังออกมาแบ่งปันให้แก่ท่านโดยกล่าวว่า

“ เชิญรับเถิด ท่านผู้เป็นบุตรของศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ ”

ท่าน(อฺ)ลดตัวลงนั่ง แล้วร่วมรับประทานกับพวกเขา แล้วกล่าวว่า

“ แท้จริงพระองค์ไม่ทรงรักบรรดาผู้หยิ่งผยอง ”

( อัน-นะฮฺลุ: 23)


ต่อจากนั้นท่าน(อฺ)ก็กล่าวอีกว่า

“ บัดนี้ฉันรับคำเชื้อเชิญของพวกท่านแล้ว ฉะนั้นพวกท่านจงตอบรับคำเชิญของฉันบ้าง ”

พวกเขากล่าวว่า

“ ตกลง โอ้บุตรของศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ ”

พวกเขาก็ได้ลุกขึ้นเดินไปกับท่าน(อฺ) เมื่อไปถึงยังบ้านแล้ว ท่านก็ได้กล่าวกับคนรับใช้ว่า

“ จงนำสิ่งของที่พวกเจ้าเก็บสะสมไว้ออกมาซิ ” ( 5)

วิถีชีวิตที่ 6.

ในวันอาชูรออ์ ท่านอิมามฮุเซน(อฺ)ได้สั่งให้พรรคพวกของท่านจุดไฟในบริเวณคูกั้นด้านหลังกระโจมที่พัก เพื่อให้สถานที่รบมีอยู่เพียวด้านเดียวและให้กระโจมที่พักปลอดภัยจากการถูกบุกเข้าจู่โจมชาวเมืองกูฟะฮฺที่อยู่ตามบ้านเรือนต่างก็ได้แลเห็นกองไฟที่ติดอยู่ในหลุม ดังนั้นชิมฺร จึงได้ร้องตะโกนขึ้นว่า

“ โอ้ฮุเซน เจ้าเร่งจุดไฟเผาตัวเองก่อนจะถึงวันกิยามะฮฺหรือ ?”

ท่านอิมามฮุเซน(อฺ)ถามว่า

“ นั่นเป็นใคร ? ดูเหมือนจะใช่ชิมฺร บุตรของซีเญาชัน ”

มีคนบอกว่า

“ ใช่แล้ว ”


ท่านอิมาม(อฺ)จึงกล่าวว่า

“ โอ้บุตรของคนเลี้ยงแกะเอ๋ย เจ้านั่นแหละจะมีสิทธิลงนรก ก่อนเข้า ”

ชายคนหนึ่งมีชื่อว่า มุสลิม บินเอาซะญะฮฺ ต้องการจะยิงธนูใส่ไปยังชิมฺร แต่ท่านอิมาม(อฺ)กลับทัดเขาไว้ พลางกล่าวว่า

“ ฉันไม่อยากเป็นฝ่ายเริ่มก่อสงครามก่อนพวกเขา ” ( 6)

วิถีชีวิตที่ 7.

มีคนพบรอยแผลเป็นบนหลังของท่านอิมามฮุเซน(อฺ)ในวันโศกนาฏกรรม ท่านอิมามซัยนุลอาบิดีน(อฺ)ถูกลามถึงรอยแผลนี้

ท่าน(อฺ)ตอบว่า

“ นี่คือรอยแผลอันเกิดจากการที่ท่านแบกแป้งสาลีใส่กระสอบเพื่อนำไปแจกจ่ายตามบ้านเรือนของหญิงหม้าย ลูกกำพร้า และคนยากจนเข็ญใจ ” (7)

(5) บิฮารุล-อันวาร เล่ม 10 หน้า 143

(6) มักตัลฮุเซน ของมุก็อรร็อม หน้า 253

(7) อะอฺยานุช-ชีอะฮฺ เล่ม 1 หน้า 132


การบำเพ็ญคุณธรรมและความเผื่อแผ่ของอิมามที่ 3

ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของท่านอิมามฮุเซน(อฺ) ประมุขของบรรดาชะฮีดนั้น นับเป็นเรื่องที่บรรดานักประวัติศาสตร์และนักรายงานฮาดีษและบรรณานุกรม ต่างๆได้ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ฉะนั้นเมื่อมีการกล่าวถึงท่านอิมามฮุเซน(อฺ)ก็จะมีการนำเอาคุณงานความดี ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่

ความสุภาพอ่อนโยนของท่าน(อฺ)มารายงานกันอย่างมากมายซึ่งในเรื่องเหล่านี้มิใช่เป็นเรื่องแปลก

เพราะท่าน(อฺ)คือบุตรของท่านอะมีรุลมุอ์มินีน(อฺ)ผู้ซึ่งถ้าหากว่ามีบ้านอยู่สองหลัง หลังหนึ่งทำด้วยทองคำ อีกหลังหนึ่งทำด้วยอิฐธรรมดา แน่นอนท่าน(อฺ)จะต้องบริจาคบ้านหลังที่ทำด้วยทองคำก่อนเป็นอันดับแรก (1)

ในบทนี้ จะเสนอเรื่องราวบางประการที่เกี่ยวกับคุณงามความดีและความเผื่อแผ่ของท่านอิมามฮุเซน(อฺ)

- 1-

ท่านอะบูอับดุรเราะฮฺมาน อับดุลลอฮฺ บินฮะบีบ อัซ-ซิลมี ได้สอนซูเราะฮฺฟาติฮะฮฺให้แก่ บุตรชายคนหนึ่งของท่านอิมามฮุเซน(อฺ) ครั้นเมื่อเขาได้กลับไปอ่านให้ผู้เป็นบิดาฟัง ท่าน(อฺ)ก็ได้มอบเงินจำนวน 1 , 000 ดีนารให้แก่ท่านอับดุรเราะฮฺมาน อีกทั้งยังไมอบเพชรนิลจินดาและเครื่องใช้

อีกมากมายจนกระทั่งมีคนพูดกันถึงเรื่องนี้ว่าท่าน(อฺ)ให้การตอบแทนมากไป

ท่าน(อฺ)กล่าวว่า

“ ไหนเลยจะทัดเทียมกับที่เขามอบให้ (หมายถึงการสอน) ”


- 2-

มีชาวอาหรับคนหนึ่งมาหาท่านอิมามฮุเซน(อฺ)แล้วกล่าวว่า

“ โอ้บุตรของศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ ฉันเองมีหนี้สินอยู่จำนวนหนึ่งและสุดความสามารถที่จะชดใช้คืนได้ ฉันจึงบอกกับตัวเองว่าจำเป็นจะต้องถามหาคนที่เผื่อแผ่ที่สุด แต่ก็ไม่เห็นใครจะเอื้อเฟื้อได้มากกว่าผู้เป็นบุตรของศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ ”

(1) เป็นคำพูดประโยคหนึ่งของมุอาวียะฮฺ ในเรื่องของท่านอิมามอะลี (อฺ) ดังที่มีการนำมาอ้างไปแล้วในหนังสือชุดที่หนึ่ง

ท่านอิมามฮุเซน(อฺ)กล่าวว่า

“ โอ้พี่น้องอาหรับเอ๋ย ฉันจะตั้งคำถามถามท่านสามประการ ถ้าหากท่านตอบได้หนึ่งข้อ ฉันจะมอบเงินให้ท่านสองในสาม และถ้าหากท่านตอบได้หมดทุกข้อ ฉันก็จะมอบให้ท่านตามจำนวนเงินทั้งหมด ”

ชาวอาหรับกล่าวว่า

“ โอ้บุตรของศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ คนอย่างท่านหรือจะตั้งคำถามคนอย่างข้าพเจ้า ตัวท่านเองเป็นถึงคนที่เยี่ยมยอดด้วยวิชาความรู้ ?”

ท่านอิมาม(อฺ)กล่าวว่า

“ ใช่แล้ว แต่ฉันเองเคยได้ยินท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ ตาของฉันกล่าวว่า การทำความดีนั้นขึ้นอยู่กับปริมาณของการมีความรู้ ”


ชาวอาหรับคนนั้นกล่าวว่า

“ ถ้าเช่นนั้น ขอให้ท่านถามฉันมาเถิด ถ้าฉันตอบถูกก็ดีไปแต่ถ้าตอบไม่ได้ ก็จะได้เรียนรู้จากท่านอีก ไม่มีพลังใดๆ นอกจากโดยการอนุมัติของอัลลอฮฺ ”

ท่านอิมาม(อฺ) : “ งานอะไรที่ถือว่าประเสริฐที่สุด ?”

ชาวอาหรับ : “ ความศรัทธาที่มีต่ออัลลอฮฺ ”

ท่านอิมาม(อฺ) : “ อะไรคือสิ่งที่ทำให้ปลอดภัยจากความเสียหาย ?”

ชาวอาหรับ : “ การมีความยึดมั่นต่ออัลลอฮฺ ”

ท่านอิมาม(อฺ) : “ อะไรคือเครื่องประดับของผู้ชาย ?”

ชาวอาหรับ : “ ความรู้อันควบคู่ด้วยความสุขุม ”

ท่านอิมาม(อฺ) : “ ถ้าหากฉันจะว่าเธอตอบผิด ?”

ชาวอาหรับ : “ ทรัพย์สินอันควบคู่ด้วยความเผื่อแผ่ ”

ท่านอิมาม(อฺ) : “ ถ้าฉันจะว่าเธอตอบผิด ?”

ชาวอาหรับ : “ ความจนอันควบคู่กันความอดทด ”


ท่านอิมาม(อฺ) : “ ถ้าหากฉันจะว่าเธอตอบผิด ?”

ชาวอาหรับ : “ สายฟ้าแลบฟาดลงมาจากฟากฟ้า แล้วแผดเผาทำลายมันเพราะมันควรจะได้รับเช่นนั้น ”

ท่านอิมามฮุเซน(อฺ)ถึงกับปล่อยเสียงหัวเราะออกมา พร้อมกับมอบเงินจำนวน 1 , 000 ดีนาร ให้เขาไป อีกทั้งยังได้มอบแหวนของท่าน(อฺ)ซึ่งมีราคาสองร้อยดิรฮัมแก่เขาไปด้วย แล้วกล่าวว่า

“ โอ้ชาวอาหรับเอ๋ย จงมอบทองเหล่านี้ให้แก่เจ้าหนี้ของท่านเถิด ส่วนแหวนนั้น ให้เป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัวของท่าน ”

ชาวอาหรับได้รับเอาสิ่งของเหล่านั้น แล้วกล่าวว่า

“ อัลลอฮฺทรงมอบรู้ว่าจะประทานสาส์นของพระองค์ไว้ ณ ที่ใด ” ( 2)

- 3-

ท่านอิมามฮุเซน(อฺ)ได้เข้าพบท่านอุซามะฮฺ บินซัยดฺ ในขณะที่เขากำลังป่วยอยู่ เขากล่าวรำพึงด้วยความกลุ้มใจ

ท่านอิมาม(อฺ)ถามว่า

“ โอ้พี่ชายเอ๋ย ท่านกลุ่มใจด้วยเรื่องอันใด ?”

ท่านอุซามะฮฺตอบว่า

“ ฉันมีหนี้สินจำนวน 60 , 000 ดิรฮัม ”


(2) อะอฺยานุช-ชีอะฮฺ เล่ม 1 หน้า 129

ท่านอิมาม(อฺ)กล่าวว่า

“ ขอให้มันเป็นหน้าที่ของฉันเอง ”

ท่านอุซามะฮฺกล่าวว่า

“ ฉันกลัวว่าฉันจะต้องตายในคราวนี้ ”

ท่านอิมาม(อฺ)กล่าวว่า

“ ท่านจะต้องไม่ตายจนกว่าฉันจะปลดเปลื้องหนี้สินให้แก่ท่าน ”

ปรากฏว่าท่านอิมามฮุเซน(อฺ)ได้ช่วยปลดเปลื้องหนี้สินให้แก่เขาก่อนเขาตาย(3)

(3) บิฮารุล-อันวาร เล่ม 10 หน้า 143

- 4-

มีชาวอันศอรคนหนึ่งเดินทางมาหาท่านอิมามฮุเซน(อฺ)เพื่อขอให้ช่วยเหลือบางอย่าง ท่าน ( อฺ) กล่าวว่า

“ โอ้พี่น้องชาวอันศอร ท่านจงรักษาหน้าตาของท่านไว้จากการพูดถึงเรื่องที่ท่านเดือนร้อน

แต่จงเขียนเรื่องของท่านลงบนแผ่นกระดาษ แน่นอนเมื่อฉันอ่านแล้ว จะเข้าใจในความจำเป็นของท่าน อินชาอัลลอฮฺ ”


แล้วชายคนนั้นก็เขียนลงไปว่า

“ แท้จริงฉันเป็นหนี้ชายคนหนึ่งอยู่ จำนวน 500 ดีนาร บัดนี้ฉันมีความฝืดเคืองมาก ขอท่านได้โปรดเจรจาให้เขาผ่อนผันแก่ฉันด้วยเถิด ”

เมื่อท่านอิมาม(อฺ)ได้อ่านเช่นนั้น ท่านก็ได้เข้าไปในบ้าน พร้อมกับนำถุงเงินออกมาโดยมีเงินอยู่ในนั้นจำนวน 1 , 000 ดีนาร

ท่าน(อฺ)กล่าวว่า

“ สำหรับ 500 ดีนารนี้ให้ท่านนำไปชำระหนี้สิน ส่วนอีก 500 ดีนารนั้น ให้ท่านนำไปใช้ในธุระของท่าน แต่ความจำเป็นของท่านยังไม่หมดเลยทีเดียว นอกจากจะต้องจ่ายในสามกรณี

- 1- จ่ายไปยังคนมีศาสนาซึ่งสำหรับคนมีศาสนานั้น เขาจะได้รักษาศาสนาของตนไว้

-2- จ่ายไปยังคนที่มีเกียรติซึ่งสำหรับคนที่มีเกียรตินั้นจะมีความละอายเพราะความีเกียรติของเขา

- 3- จ่ายไปยังคนที่มีความคิด เพราะเขาจะรู้ว่าท่านนั้นยังมิได้มั่งคั่งจนถึงกับขนาดเสียสละให้แก่เขาในสภาพที่ท่านเองก็มีความจำเป็นอยู่ กล่าวคือเขาจะรักษาหน้าของท่านไว้โดยเขาจะตอบแทนกลับคืนให้แก่ท่าน ” ( 4)


- 5-

ชาวอาหรับคนหนึ่งเข้ามายังเมืองมะดีนะฮฺ เขาถามหาคนใจบุญที่สุดมีคนแนะนำว่าควรไปหาท่านอิมามฮุเซน(อฺ)เขาได้เข้ามา พบว่าท่านอิมาม(อฺ)กำลังนมาซอยู่ เขาจึงยืนอยู่ที่ประตู และกล่าวบทกวีที่ประพันธ์ขึ้นว่า

“ ไม่เคยเว้นสักวันจะต้องมีคนมุ่งหวังมายังท่าน

ท่านเป็นคนประเสริฐ

ท่านเป็นที่พึ่งพิง

บิดาของท่านเป็นนักต่อสู้ผู้เชี่ยวชาญทางศาสนา

หากไม่มีบรรพบุรุษของท่านแล้วไซร้ พวกเราต้องได้รับนรกญะฮีมเป็นที่พำนักอย่างแน่แท้ ”

(4) ตะฮัฟฟุล-อุกูล หน้า 178

เมื่อท่านอิมาม(อฺ)ให้สลามแล้ว ท่าน(อฺ)พูดกับคนรับใช้ว่า

“ โอ้กัมบัร มีเงินตระกูลฮิญาซเหลืออยู่บ้างไหม ?”

คนรับใช้ตอบว่า

“ มี 4 , 000 ดีนาร ”

ท่าน(อฺ)กล่าวว่า

“ จงนำมันไปมอบให้แก่เขา เพราะเขามีสิทธิที่จะใช้เงินนี้มากกว่าเรา ”

จากนั้นท่าน(อฺ)ก็มอบให้ไปอีก 1 , 000 ดีนาร ท่าน (อฺ) ได้นำเงินทั้งหมดยื่นลอดออกไปให้ชาวอาหรับคนนั้นทางช่องประตู เพราะท่าน (อฺ) ละอายชาวอาหรับคนนั้น พลางท่านก็กล่าวตอบเป็นกวีเช่นกันว่า

“ โปรดรับมันไปเถิด สำหรับฉันต้องขออภัยท่านด้วย แต่จงรู้ไว้ว่าฉันมีความสงสารท่านยิ่งนักและโปรดรับค่าใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ นี้ไปจากฉัน ”


ชาวอาหรับคนนั้นรับเงินดังกล่าวไปแล้วร้องไห้

ท่านอิมามฮุเซน(อฺ)ถามว่า

“ สิ่งที่มอบให้แก่ท่านไปนั้น ยังน้อยเกินไปหรือ ?

เขากล่าวว่า

“ มิได้ แต่ทว่าก้อนดินจะกัดกินความเผื่อแผ่ของท่านได้อย่างไร ?” ( 5)

(5) บิฮารุล-อันนาร เล่ม 10 หน้า 144

ท่านอิบนุอะซากิร ได้บันทึกไว้เช่นกันในหนังสือตารีคของท่าน เล่ม 4 หน้า 324

คำเทศนาของอิมามอะบาอับดิลลาฮฺ(อฺ)

คำเทศนาของท่านอะบาอับดิลลาฮฺ(อิมามฮุเซน)(อฺ)นั้น ถ้าหากว่า กิซ บินซาอิดะฮฺได้ฟังแน่นอนเขาจะต้องตกตะลึงและระทมใจ และถ้าหากว่าบรรดาชาวกุเรชผู้ปราดเปรื่องได้ฟัง ก็จะต้องถึงกับทรุดตัวลงกราบ

ขอยืนยันได้เลยว่าคำเทศนาของท่าน(อฺ)อยู่ในฐานะที่เกินคำพรรณนา เหนือยิ่งกว่าคำเทศนาใดๆ แต่ทว่า ท่าน(อฺ)คือบุตรของอิบนิอะบีฏอลิบและเมื่อได้พิจารณาดูถ้อยคำของอุมัร บินซะอัดที่ว่า

“ ความพ่ายแพ้จะได้แก่พวกท่าน พวก ท่านจะว่ากล่าวเขาได้อย่างไรในเมื่อเขาเป็นบุตรของบิดาของเขา ขอสาบานด้วยพระนามแห่งอัลลอฮฺ ถึงแม้ว่าเขาจะยืนพูดต่อหน้าพวกท่านอย่างนี้ อีกสักวันหนึ่ง เขาก็จะไม่จนมุมและจะไม่พ่ายแพ้ ” ( 1)


เป็นที่รู้กันว่า คำเทศนาของท่านอิมามฮุเซน(อฺ)ในวันนั้น ท่านอิมาม(อฺ)ได้ใช้คำเทศนาของท่าน(อฺ)สร้างความสั่นคลอนให้กับกำลังทหารของชาวกูฟะฮฺ จนถึงกับได้แปรพักตร์เข้ามา

สนับสนุนท่าน(อฺ)เป็นจำนวนมาก เช่น ฮูรบิน ยะซีด อัร-ร็อยฮานีและบรรดาชาวอันศอร เช่น ซะอัด บินฮาริษ และอะบีฮะตูฟ พี่ชายของเขา อีกทั้งอะบีชุอฺษาอ์ อัล-กินดี ฮัรษฺ บินอุมะริลกิซ อัลกินดี บะกัร บินฮัย บินตัยมิลลาฮฺ และอื่นๆ ส่วนชะบัษ บินรุบอี หัวหน้าทหารคนหนึ่งนั้น เมื่อได้ฟังก็

ถึงกับบริภาษสาปแช่งอิบรุมัรญานะฮฺอย่างรุนแรง

ด้วยสาเหตุนี้ จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้อิบนุ ซะอัด ต้องรีบเร่งทำการรบด้วยเกรงว่าท่านอิมามฮุเซน(อฺ)จะเปลี่ยนความคิดของบรรดาทหารด้วยคำเทศนาของท่าน(อฺ) เรื่องเหล่านี้ มิใช่เป็นสิ่งที่มากมายอันใดสำหรับท่านอิมามฮุเซน(อฺ)ประมุขของบรรดชะฮีด เพราะในความเชื่อของเรานั้น ถือว่าในฐานะของอิมามนั้นจะต้องเป็นศูนย์รวมของคนทั้งหลายสำหรับคุณงามความดี เกียรติยศและวิชาความรู้

เราจะขอกลับมากล่าวถึงคำเทศนาทั้งสองครั้งของท่านอิมามฮุเซน(อฺ)ในวันอาชูรอ ดังนี้

(1) อะอฺยานุช-ชีอะฮฺ เล่ม 1 หน้า 256


คำเทศนาบทที่ 1

ณ วันอาชูรออ์

หลังจากที่อิบนุซะอัดจัดทหารของตนเข้ามาเพื่อเตรียมรบ ท่านอิมามฮุเซน(อฺ)ก็เรียกให้คนนำพาหนะของท่านมา เมื่อท่าน(อฺ)ขึ้นไปนั่งแล้วก็ได้เปล่งเสียงอันดังกังวานออกไปจนคนทั้งหลายได้ยินกันทั่วว่า

“ ประชาชนทั้งหลาย ขอให้รับฟังคำพูดของฉันและไม่ต้องเร่งรีบจนกว่าฉันจะได้สั่งสอนพวกท่านตามสิทธิที่พวกท่านพึงมีต่อฉัน และจนกระทั่งว่าฉันจะได้ขออภัยพวกท่านเกี่ยวกับการมาของฉันในคราวนี้ และฉันขออภัยต่อพวกท่าน ซึ่งถ้าหากพวกท่านยอมรับการขออภัยของฉัน และ

เชื่อคำพูดของฉันและได้มอบครึ่งหนึ่งจากตัวของพวกท่านให้แก่ฉัน ด้วยเหตุนี้แหละพวกท่านจะอยู่ด้วยความสุขและจะไม่มีหนทางใดๆ สำหรับพวกท่านที่จะกระทำต่อฉัน และถ้าหากว่าพวกท่านไม่ยอมรับการขออภัยจากฉัน และไม่ยอมมอบให้แก่ฉันครึ่งหนึ่งจากตัวของพวกท่าน ดังนั้นก็จงรวบรวมกันดำเนินภารกิจของพวกท่านอีกทั้งสมัครพรรคพวกของพวกท่านเถิด....แท้จริงผู้คุ้มครองฉันคืออัลลอฮฺ ผู้ซึ่งประทานคัมภีร์ลงมา และพระองค์คือผู้คุ้มครองบรรดาผู้มีคุณธรรม ”


ขณะนั้น เมื่อบรรดาสตรีได้ฟังมาถึงตอนนี้ ต่างก็พากันร้องห่มร้องไห้ด้วยเสียงอันดัง ท่าน ( อฺ) จึงบอกให้อับบาซ น้องชายของท่านและอะลีอีกบัรบุตรชายท่าน (อฺ) ไปห้ามพวกนางโดยบอกคนทั้งสองว่า

“ ทำให้พวกนางสงบเสียงลง เพราะฉันรู้สึกว่า พวกนางจะร้องไห้กันมากขึ้น ”

เมื่อพวกนางหยุดร้องไห้แล้ว ท่าน(อฺ)ได้กล่าวสรรเสริญอัลลอฮฺกล่าวศ่อละวาตแด่ท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ) แก่มวลมะลาอิกะฮฺและบรรดานบีถึงตอนนี้ท่าน(อฺ)ได้กล่าวถ้อยคำชนิดที่ไม่มีใครสามารถนำมาพรรณนาได้และไม่เคยมีนักพูดคนใดกล่าวให้ฟังมาก่อน อันเป็นสำนวนโวหารที่มีความหมายล้ำลึก หลังจากนั้นท่าน(อฺ)กล่าวว่า

“ มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิของอัลลอฮฺ ซึ่งพระองค์ทรงสร้างโลกนี้แล้วบันดาลให้เป็นเรือนพักอันต้องประสบความสูญสลาย มีความเปลี่ยนแปลงจากสภาพการณ์หนึ่งสู่อีกสภาพการณ์หนึ่ง ดังนั้นคนที่ถูกหลอกก็คือคนที่หลอกลวงพระองค์ คนชั่วก็จะได้แก่คนที่กระทำผิดต่อพระองค์ ดังนั้นจงอย่าให้โลกนี้หลอกลวงท่านได้ เพราะมันจะทำให้คนคล้อยตามมันได้รับความสิ้นหวัง และคนที่ละโมภก็จะมีแต่ขาดทุน พวกท่านเห็นไหมว่าพวกท่านได้ร่วมมือกันกระทำในกิจการหนึ่ง ที่พวกท่านต้องประพฤติผิดต่ออัลลอฮฺในเรื่องนั้น พระองค์จะทรงปฏิเสธความเมตตาของพระองค์ต่อพวกท่านและจะทรงบันดาลซึ่งการล้างแค้นให้มีต่อพวกท่าน และพวกท่านจะออกห่างจากความเมตตาของพระองค์


พระผู้อภิบาลที่ประเสริฐที่สุดคือพระผู้อภิบาลของเรา ส่วนบ่าวที่เลวทรามที่สุดได้แก่พวกท่าน พวกท่านให้ปฏิญญาว่าจะมีความภักดี พวกท่านศรัทธาต่อศาสนทูตมุฮัมมัด

ต่อจากนั้นพวกท่านก็พาลเหยียบย่ำเชื้อสายและคนในตระกูลของเขา พวกท่านต้องการเข่มฆ่าพวกเขา แน่นอนมารร้ายชัยฏอนมันได้สิงสู่พวกท่านเสียแล้ว พวกท่านจึงลืมนึกถึงอัลลอฮฺ ผู้ทรงยิ่งใหญ่

ดังนั้นความวิบัติจึงประสบกับพวกท่าน เพราะสิ่งที่พวกท่านต้องการ แท้จริงเราเป็นของอัลลอฮฺ และเราต้องคืนกลับยังพระองค์ แน่นอนพวกเขาเหล่านั้นเป็นหมู่ชนที่ปฏิเสธหลังจากที่เคยมีความศรัทธา ดังนั้นความห่างไกลอย่างเหลือหลายย่อมเป็นของบรรดาผู้อธรรม

ประชาชนทั้งหลาย พวกท่านจงลองลำดับญาติซิ ฉันคือใคร ? แล้วลองหันกลับไปพิจารณาดูว่า พวกท่านได้รับการอนุมัติให้เข่นฆ่าฉันกระนั้นหรือ ? ฉันเองมิใช่หรือที่เป็นบุตรชายของลูกสาวนบีของพวกท่าน เป็นบุตรชายของทายาทของเขาซึ่งเป็นคนแรกที่ศรัทธาต่ออัลลอฮฺและเชื่อมั่นต่อศาสนทูตของพระองค์ในสิ่งที่ได้นำมาจากพระผู้อภิบาลของเขา ? หรือว่าฮัมซะฮฺประมุขของบรรดาชะฮีดนั่น มิใช่ลุงบิดาของฉัน ? หรือว่าญะอฺฟัร ฏ็อยยารมิใช่ลุงของฉัน ? หรือว่าคำพูดของศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ยังมิได้ถูกเผยแพร่มาถึงพวกท่านที่ท่าน(ศ)พูดเกี่ยวกับฉันและพี่ชายของฉันว่า สองคนนี้คือประมุขของชายหนุ่มชาวสวรรค์ ? ถ้าพวกท่านเชื่อฉันตามที่ฉันกล่าว นั่นแหละคือ

ความชอบธรรม ขอสาบานต่ออัลลอฮฺฉันไม่เคยพูดโกหก นับแต่ฉันได้รู้ว่าอัลลอฮฺ (ซ.บ.)จะทรงลงโทษคนที่โกหก และถ้าหากว่าพวกท่านไม่เชื่อฉันพวกท่าน ก็สามารถไต่ถามคนในกลุ่มพวกท่านเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้


จงถามญาบิรบินอับดุลลอฮฺ อันศอรี , อะบูซะอีด อัล-คุดรี , ซะฮฺลุ บินซะอัด อัซ-ซาอิดี , ซัยดฺบิน อัรก็อม และอะนัซ บินมาลิกดูเถิด พวกเขาจะบอกพวกท่านได้เลยว่าพวกเขาเคยได้ยินคำพูดเหล่านี้มาจากท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ (ศ) ที่พูดเกี่ยวกับฉันและพี่ชายของฉัน เรื่องนี้ยังไม่พอที่จะให้พวกท่านหยุดยั้งการหลั่งเลือกของฉันอีกดอกหรือ ?”

ชิมฺร ได้กล่าวว่า

“ เขาตือผู้ภักดีต่ออัลลอฮฺเพียงผิวเผินเท่านั้น ถึงแม้เขาจะรู้ในสิ่งที่ท่านพูดก็ตาม ”

ฮะบีบ บินมะซอฮิร ได้กล่าวกับเขาว่า

“ ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ แท้จริงฉันลงความเห็นว่าเจ้าเคารพภักดีต่ออัลลอฮฺอย่างผิวเผินเป็นเจ็ดสิบเท่า และฉันขอยืนยันว่าเจ้าเองก็เชื่อตามที่รู้ในสิ่งที่เขากล่าว แต่อัลลอฮ์ทรงประทับตราไว้บนหัวใจของเจ้าเสียแล้ว ”

ต่อจากนั้นท่านอิมามฮุเซน(อฺ) ยังได้กล่าวกับพวกเขาอีกว่า

“ ถ้าหากพวกท่านสงสัยเกี่ยวกับคำพูดเหล่านี้อยู่อีก จะขอถามว่าพวกท่านยังสงสัยด้วยหรือไม่ว่าฉันนี้เป็นบุตรชายของลูกสาวท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ ศาสดาของพวกท่าน ? ขอสาบานต่ออัลลอฮฺว่าทั้งโลกฝ่ายตะวันออกและฝ่ายตะวันตกนั้น หาไม่มีบุตรชายของลูกสาวนบีคนใดอีก

แล้วนอกจากฉันเท่านั้นเองที่อยู่ในหมู่พวกท่าน และไม่มีในหมู่ชนพวกอื่น ความวิบัติจะได้แก่พวกท่านหรือว่าพวกท่านต้องการจะเข่นฆ่าฉัน ด้วยเหตุที่ว่าฉันได้เคยฆ่าใครสักคนในหมู่พวกท่าน ?

หรือด้วยเหตุที่ฉันได้ทำลายทรัพย์สินของพวกท่านให้ได้รับความเสียหาย ? หรือด้วยเหตุที่ทำให้ใครสักคนหนึ่งได้รับบาดเจ็บ ?....”


พวกเขาถึงกับนิ่งเงียบ ไม่พูดอะไรตอบท่าน(อฺ)เลย

ท่านอิมาม(อฺ)จึงร้องถามอีกว่า

“ โอ้ ชิบัษ บินร็อบอียฺ โอ้ฮิญาร บินอับญัร บินอัชอัษ โอ้ซัยดฺ บินฮาริษ พวกท่านใช่ไหม ที่เขียนจดหมายเชิญให้ฉันมา บัดนี้ผลลัพธ์ปรากฏออกมาแล้ว อันที่จริงพวกท่านให้การต้อนรับด้วยกำลังทหารของพวกท่านใช่ไหม ?”

พวกเขากล่าวว่า

“ เราไม่ได้ทำเช่นนั้นเลย ”

ท่านอิมาม(อฺ)กล่าวว่า

“ มหาบริสุทธิ์เป็นของอัลลอฮฺ หามิได้ แท้จริงขอสาบานต่ออัลลอฮฺว่าพวกท่านได้ทำเช่นนั้นไปแล้ว ”

หลังจากนั้นท่าน(อฺ) ได้กล่าวว่า

“ โอ้ประชาชนทั้งหลาย ถ้าหากพวกท่านรังเกียจฉัน ก็จงได้ปล่อยฉันไปให้พ้นจากพวกท่านเพื่อไปสู่ดินแดนที่ยังความปลอดภัย ”

ก็อยซฺ บินอัชอัษกล่าวขึ้นว่า

“ ท่านจะยังไม่ยอมรับอำนาจการปกครองของบุตรแห่งลุงของท่าน

(ยะซีด)อีกหรือทั้งๆ ที่เขาเหล่านั้นจะไม่ปฏิบัติต่อท่านด้วยวิธีอื่นใด นอกจากที่ท่านพอใจ และจะไม่มีความชิงชังใดๆ จากพวกเขาสำหรับท่าน ”


ท่านอิมาม(อฺ)กล่าวต่อไปว่า

“ ท่านเป็นพี่น้องกับพี่น้องของท่าน หรือว่าท่านต้องการจะให้พวกบะนีฮาชิมเรียกร้องอะไรจากท่านที่มากไปกว่าเลือดเนื้อของมุสลิม บินอะกีลหามิได้ ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ฉันจะไม่ยอมยื่นมือมอบให้พวกเขาอย่างผู้ต่ำต้อย และจะไม่วิ่งหนีเหมือนอย่างการวิ่งหนีของข้าทาส

โอ้ปวงบ่าวแห่งอัลลอฮฺ แท้จริงฉันขอความคุ้มครองต่อพระผู้อภิบาลของพวกท่านและของฉันว่าให้พ้นจากพวกหยิ่งผยองทั้งปวงที่ไม่ศรัทธาต่อวันตัดสินตอบแทน ”

หลังจากนั้นท่านอิมามฮุเซน(อฺ)ก็ขยับพาหนะหวนกลับเข้าที่ แล้วอุกบะฮฺ บินซัมอาน ก็นำมันไปผูกไว้ (2)

(2) เยามุล-ฮุเซน หน้า 21


คำเทศนาบทที่ 2

ณ วันอาชูรออ์

หลังจากท่านบะรีร บินค่อฏีร ฮัมดานี และท่านซุอัยรฺ บินก็อยนฺได้กล่าวคุฏบะฮฺจบแล้ว

ท่านอิมามฮุเซน(อฺ)ได้ออกไปหาพวกเขาด้วยท่าเยื้องย่างตามแบบของศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ท่าน ( อฺ) จับคัมภีร์ออกมากางไว้บนศีรษะแล้วยืนขึ้นต่อหน้าพวกทหารเหล่านั้น พลางกล่าวว่า

“ โอ้พวกทหารทั้งหลาย แท้จริงระหว่างฉันกับพวกท่าน ยังมีพระคัมภีรย์ของอัลลอฮฺและแบบอย่างของศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ ตาของฉัน.... ”

หลังจากนั้นท่าน(อฺ)ได้กล่าวว่า

“ ขอร้องเรียนต่อเอกองค์อัลลอฮฺ ฉันขอถามว่า พวกท่านรู้จักฉันหรือไม่ว่าฉันคือใคร ?”

พวกทหาร : “ ท่านคือบุตรของศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺและสายตระกูลของท่าน ”

ท่านอิมาม(อฺ) : “ ขอร้องเรียนต่อเอกองค์อัลลอฮฺ ขอถามว่าพวกท่านรู้ใช่ไหมว่าตาของฉันคือศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ ?”

พวกทหาร : “ ข้าแต่อัลลอฮฺ ขอตอบว่าใช่แล้ว ”


ท่านอิมาม(อฺ) : “ ขอร้องเรียนต่ออัลลอฮฺ ขอถามว่าพวกท่านรู้ใช่ไหม ว่าย่าของฉันคือ ค่อดีญะฮฺ บินติ คุวัยลิด ?”

พวกทหาร : “ ข้าแต่อัลลอฮฺขอตอบว่า ใช่แล้ว ”

ท่านอิมาม(อฺ) : “ ขอร้องเรียนต่ออัลลอฮฺ ขอถามว่าพวกท่านรู้ใช่ไหม ว่าบิดาของฉันคือ อะลี บินอะบีฏอลิบ ?”

พวกทหาร : “ ขอร้องเรียนต่ออัลลอฮฺ ขอถามว่าพวกท่านรู้ใช่ไหม ว่าประมุขของบรรดาชะฮีด ฮัมซะฮฺเป็นลุงบิดาของฉัน ?”

พวกทหาร : “ ข้าแต่อัลลอฮฺ ขอตอบว่าใช่แล้ว ”

ท่านอิมาม(อฺ) : “ ขอร้องเรียนต่ออัลลอฮฺ ขอถามว่าพวกท่านรู้ใช่ไหม ว่าญะอฺฟัรผู้ได้รับตำแหน่งฏ็อยยารผู้โบยบินในสวรรค์นั้นเป็นลุงของฉัน ?”

พวกทหาร : “ ข้าแต่อัลลอฮฺขอตอบว่า ใช่แล้ว ”

ท่านอิมาม(อฺ) : “ ขอร้องเรียนต่ออัลลอฮฺ ขอถามว่าพวกท่านรู้ใช่ไหม ว่าดาบที่ข้าพเจ้าพกติดตัวอยู่นี้เป็นดาบของศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ (ศ) ?”

พวกทหาร : “ ข้าแต่อัลลอฮฺขอตอบว่า ใช่แล้ว ?”


ท่านอิมาม(อฺ) : “ ขอร้องเรียนต่ออัลลอฮฺ ขอถามว่าพวกท่านรู้ใช่ไหม ว่าผ้าโพกศีรษะที่ฉันสวมใส่อยู่นี้เป็นของศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ?”

พวกทหาร : “ ข้าแต่อัลลอฮฺขอตอบว่า ใช่แล้ว ”

ท่านอิมาม(อฺ) : “ ขอร้องเรียนต่ออัลลอฮฺ พวกท่านรู้ไช่ไหมว่าอะลีคือบุคคลแรกที่เข้ารับอิสลาม และสอนคนทั้งหลายให้มีความรู้ สติปัญญา และเขาคือนายของผู้ศรัทธาทั้งชายหญิงทุกคน ?”

พวกทหาร : “ ข้าแต่อัลลอฮฺขอตอบว่า ใช่แล้ว ”

ท่านอิมาม(อฺ) : “ ถ้าเช่นนั้น แล้วพวกท่านจะหลั่งเลือดฉันทำไม ? ในเมื่อบิดาของข้าคือผู้ทำหน้าที่ให้น้ำแก่คนทั้งหลายที่สระอัล-เฮาฏฺ ดื่มกิน เหมือนฝูงแกะที่คอยดื่มน้ำจากแหล่งน้ำ ”

พวกทหาร : “ บัดนี้เรารับรู้ในเรื่องเหล่านี้แล้ว แต่เราจะไม่ปล่อยท่าน ไปจนกว่าท่านจะได้ลิ้มรสแห่งความตายแล้วความกระหาย ”

ท่านอิมาม(อฺ) : “ ความพินาศจะได้แก่พวกท่านทั้งหลาย นึกถึงคราวที่พวกท่นาร้องขอความช่วยเหลือต่อพวกเราบ้างไหม ? ครั้งเมื่อเราร้องขอความช่วยเหลือต่อพวกท่าน พวกท่านแข็งกระด้าง พวกท่านฟาดฟันดาบแก่พวกเราได้อย่างไรในความศรัทธาของพวกท่าน และพวกท่านเผาผลาญเราด้วยเพลิงอย่างเดียวกับที่เราเคยทำลายศัตรูของพวกเราและศัตรูของพวกท่าน


บัดนี้พวกท่านกลับเข้าข้างศัตรู แทนผู้ปกครองของพวกท่านอย่างไม่มีความยุติธรรมเลย จนพวกท่านมิได้พิจารณาอะไรเกี่ยวกับคนพวกนั้นเลย ดังนั้นทำไมพวกท่าน จะไม่ได้ประสบกับความวิบัติต่างๆ พวกท่านละทิ้งพวกเราโดยมีคมดาบมา ข่มขู่ได้สร้างความปั่นป่วน ยุ่งเหยิง แต่พวกท่านเร่งรุดไปยังความวิบัตินั้น เสมือนนกที่โผไปหาอย่างรวดเร็ว และพวกท่านกระโจนไปหามันเหมือนราชสีห์กระโจนเข้าไป หลังจากนั้นพวกท่านก็ตะปบเข้ากับมัน ความวิบัติจะได้เป็นของพวกท่าน โดยข้าทาสแห่งอุมมะฮฺ พวกเจ้าสร้างความแตกแยกแก่พลพรรคต่างๆ พวกเจ้าละเมิดพระคัมภีร์ บิดพลิ้วคำสอน ก่อกรรมทำเข็ญเป็นสมุนของมารร้ายชัยฏอน เป็นผู้ทำลายกฎระเบียบของศาสดา ความวิบัติจะเป็นของพวกท่าน พวกท่านกลับไปยึดถือตามพวกเหล่านั้นแล้วทำลายล้างพวกเราใช่ไหม ?”

หลังจากนั้น ท่านอิมามฮุเซน(อฺ)ได้กล่าวอีกว่า

“ ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ พวกท่านมิได้อยู่อย่างนี้นานช้าแค่ไหนดอกมันคล้ายกับเพียงการขี่สิงโต เหมือนอย่างกงล้อที่หมุนกระทั่งถึงรอบของมันเท่านั้น บิดาของฉันได้รับคำสอนมาจากตาของฉันคือท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ว่า อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ตรัสว่า

“ ดังนั้นสูเจ้าจงร่วมมือกันดำเนินภารกิจของสูเจ้าเถิดรวมทั้งสมัครพรรคพวกของสูเจ้าด้วย จากนั้นแล้วก็อย่าให้กิจการของสูเจ้าทำให้สูเจ้าทุกข์ระทมก็แล้วกันแล้วก็จงรีบเร่งดำเนินการแก่ข้าโดยเร็วอย่าได้รอช้า ”

( ยูนุซ: 71)

แท้จริงฉันขอมอบหมายตนยังอัลลอฮฺ พระผู้อภิบาลของฉันและพระผู้อภิบาลของพวกท่านสัตว์ทั้งหลายย่อมหลีกไม่พ้นที่พระองค์จะทรงถืออำนาจครอบครองไว้ แท้จริงพระผู้อภิบาลของฉันอยู่กับหนทางอันเที่ยงตรง ”


หลังจากนั้นท่าน(อฺ)ได้ยกมือขึ้นสู่ฟากฟ้า พลางกล่าวว่า

“ โอ้อัลลอฮฺ โปรดอย่าให้ฝนตกลงมายังพวกเขาสักหยดเลยและจงบันดาลให้พวกเขาถูกปกครองด้วยระบบของคนรับใช้ของษะกีฟ ให้พวกเขาได้ดื่มน้ำที่เพิ่มความกระหาย เพราะพวกเขาปฏิเสธพวกเราและบั่นทอนพวกเรา พระองค์คือพระผู้อภิบาลของเรากับพระองค์เท่านั้นที่เรามอบหมายตนและพระองค์เป็นที่คืนกลับของเรา ”

แล้วท่าน(อฺ)ก็กล่าวอีกว่า

“ ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ พระองค์อย่าได้เว้นคนใดจากหมู่พวกเขาให้พ้นจากการถูกล้างแค้นเลยแม้แต่คนเดียว คนไหนทำการฆ่าก็ขอให้ถูกฆ่าคนไหนทำการฟันก็ขอให้ถูกฟัน และอันที่จริงแล้วมันคือการให้ความช่วยเหลือส่งเสริมข้าพระองค์และครอบครัวของข้าฯ รวมทั้งสมาชิกทั้งหลายของข้าฯ ”

แล้วท่าน(อฺ)ได้เรียกอุมัร บินซะอัด ให้เข้าไปหา เขาอิดเอื้อนไม่ค่อยอยากเข้าไปหา ท่านอิมาม(อฺ)จึงกล่าวแก่เขาว่า

“ โอ้อุมัร เจ้าใช่ไหมที่อ้างตัวเองว่าจะฆ่าฉัน แล้วเขาจะแต่งตั้งเจ้าให้เป็นผู้ปกครองเมืองร็อยและเมือญัรญาน ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ เจ้าไม่มีวันได้สมหวังเช่นนั้นหรอก เจ้าจงทำในสิ่งที่ต้องการจะทำ แท้จริงหลังจากสิ้นฉันไปแล้ว เจ้าก็หาความสุขไม่ได้อีกเลยทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ฉันรู้สึกเหมือนกับว่า ศีรษะของเจ้าจะถูกเสียบไว้ที่ปลายหอกของพวกเด็กๆ ที่เมืองกูฟะฮฺพวกเขาจะเอามันเป็นเป้านิ่งสำหรับขว้างปา ”

ครั้นแล้ว อิบนุซะอัดก็สะบัดหน้าหนีจากท่านไปด้วยความโกรธสุดขีด (3)

(3) บิฮารุล-อันนาร เล่ม 10 หน้า 192


พินัยกรรม : แบบชี้นำการต่อสู้ของอิมามฮุเซน(อฺ)ต่ออำนาจอธรรม

ในบทนี้เราขอเสนอพินัยกรรม คำสั่งเสียต่างๆ ที่ถูกคัดเลือกแล้วของท่านอิมามฮุเซน(อฺ)แสดงให้เห็นว่าบทบาทชีวิตอีกด้านหนึ่งของท่านอิมาม

ฮุเซน(อฺ)นั้นท่าน(อฺ)ทำหน้าที่ชี้นำ สั่งสอนคนในสังคมอิสลามขณะเดียวกันส่วนหนึ่งของมันก็มีความเกี่ยวพันกับการต่อสู้อันสุดแสนประเสริฐ

เป้าหมายของท่าน(อฺ)มีความสูงส่งในแง่ของการต่อสู้อย่างเด็ดเดี่ยวกับอำนาจที่อธรรม ดังที่เราจะกล่าวถึงต่อไปนี้

พินัยกรรม

ฉบับที่ 4

คำสั่งเสียของท่านอิมามฮุเซน(อฺ)ที่มีต่อท่านหญิงอากีละฮ์(ซัยนับ)น้องสาวของท่าน(อฺ)ซึ่งท่าน(อฺ)ได้ให้ไว้ในคืนอาชูรออ์

“ โอ้น้องรัก เธอจงยำเกรงต่ออัลลอฮฺ และจงเศร้าเสียใจด้วยความเศร้าเสียใจเพื่ออัลลอฮฺ เธอจงรู้ไว้ว่าในโลกนี้มนุษย์ทุกคนจะต้องตายและผู้ที่อยู่บนชั้นฟ้าก็จะไม่ยืนยงคงอยู่ ทุกสิ่งจะต้องดับสลายนอกจากพระองค์เท่านั้น ซึ่งได้ทรงสร้างสรรสรรพสิ่งมาด้วยเดชานุภาพของพระองค์ ทรงให้มวลสรรพสิ่งบังเกิดมาแล้วกลับคืนไป ทรงเป็นผู้ทรงเอกะ ตาของฉันย่อมประเสริฐกว่าฉันบิดาของฉันก็ประเสริฐกว่าฉัน มารดาของฉันก็ประเสริฐกว่าฉัน พี่ชายของฉันก็ประเสริฐกว่าฉัน สำหรับฉันและมวลมุสลิมทุกคนต้องถือท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)เป็นแบบอย่าง


โอ้น้องสาวที่รัก ฉันได้เคยสาบานกับเธอมาแล้ว และฉันกำลังทำตามคำสาบานอย่าฉีกทึ้งเสื้อผ้าเพราะเศร้าใจกับฉัน อย่างข่วนขีดใบหน้าเพราะเศร้าใจกับฉัน และอย่างอ้างถึงฉันว่าได้รับความวิบัติและต่ำต้อยเมื่อฉันเสียชีวิตไปแล้ว ” ( 4)

***********

พินัยกรรม

ฉบับที่ 5

คำสั่งเสียของท่านอิมามฮุเซน(อฺ)ที่ให้ไว้แก่ลูกชายของท่าน คือท่านอะลี บินฮุเซน(อฺ) ความว่า

“ โอ้ลูกเอ๋ย เจ้าจงระวังในเรื่องความอธรรมกับคนที่ไม่มีทางเอาชนะเจ้าได้ นอกจากอัลลอฮฺ ” ( 5)

สาส์น : เหตุการตัดสินใจของอิมามฮุเซน(อฺ)

สาส์นสามฉบับที่ท่านอิมามฮุเซน(อฺ)ได้เขียนขึ้นฉบับแรกท่านเขียนส่งไปให้มุอาวิยะฮฺ บิน อะบีซุฟยาน สาส์นฉบับนี้ได้ทำให้เราเห็นภาพของความจริงที่ประชาชาติอิสลามได้ประสบกับการกดขี่ทารุณ ตลอดสมัยการครองอำนาจของวงศ์อุมัยยะฮฺผู้อธรรม ส่วนสองฉบับหลังเป็นสาส์นที่ท่าน

อิมามฮุเซน(อฺ)เขียนส่งไปยังชาวเมืองกูฟะฮฺซึ่งเป็นการตอบจดหมายของพวกเขาที่เขียนส่งไปให้ท่านอิมาม(อฺ)หลายฉบับ


สาส์นสองฉบับนี้เราสามารถจะเข้าใจเหตุผลการตัดสินใจของท่าน

อิมาม(อฺ)ในการเลือกเมืองกูฟะฮฺแทนที่จะเลือกเมืองอื่นๆ ของอาณาจักรอิสลามในการเดินทางเพื่อไปพำนัก คือท่าน(อฺ)จะไม่ยอมเดินทางไปที่นั่นจนกว่าท่าน(อฺ)จะได้เล็งเห็นถึงความพร้อมของคนที่จะให้การสนับสนุน ดังที่มีระบุไว้ในหนังสือของชาวกูฟะฮฺ

สาส์น

ฉบับที่ 1

สาส์นที่ท่านอิมามฮุเซน(อฺ)เขียนถึงมุอาวิยะฮฺ เพื่อตอบจดหมายที่เขาเขียนไปหาท่าน(อฺ) ดังนี้

“ จดหมายของท่านได้ส่งถึงฉันแล้ว ท่านได้กล่าวในจดหมายนั้นว่ามีเรื่องราวบางอย่างของฉันรู้ไปถึงท่านซึ่งท่านมีความรังเกียจ ส่วนฉันถือว่าคู่ควรแล้วกับสิ่งอื่นๆ นอกเหนือจากนั้นที่มีอยู่ในตัวท่าน เพราะความดีงามทั้งหลายมิอาจถูกชี้นำและมิอาจถูกปิดกั้นได้ นอกจากด้วยการอนุมัติของอัลลอฮฺ ส่วนเรื่องราวต่างๆ ที่ท่านกล่าวว่ามีจากฉันไปถึงท่านนั้น อันที่จริงบรรดาคนที่เข้าพบท่านกุขึ้นมาเท่านั้น มันเป็นการใส่ร้าย โดยคนติฉินนินทาฉันไม่ต้องการจะทำสงครามกับท่าน และไม่ต้องการจะทำการขัดแย้งกับท่านขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ว่าแท้จริงฉันกลัวอัลลอฮฺใน

การละทิ้งสิ่งนี้และฉันไม่คิดว่าอัลลอฮฺจะทรงพอพระทัยต่อการละทิ้งสิ่งนี้ และไม่มีการอุทธรณ์แก้ตัวใดๆ ในเรื่องนี้ต่อท่านและในบรรดามิตรสหายของท่านที่ปฏิเสธต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า


อันเป็นพรรคที่อธรรมเป็นสหายของมารร้ายชัยฏอน ท่านมิใช่หรือที่เข่นฆ่าพี่ชายของกินดะฮฺอย่างทารุณทั้งๆที่เขาเป็นคนนมาซที่ภักดีซึ่งเป็นผู้ที่ปฏิเสธความอธรรม และสิ่งอุตริในศาสนาอีกทั้งมิได้กลัวการติเตียนใดๆ ในการต่อสู้ตามวิถีทางของอัลลอฮฺแล้วท่านได้เข่นฆ่าเขาเหล่านั้นด้วยอธรรม และ

เป็นศัตรูหลังจากที่ท่านได้แสดงความศรัทธาอันจอมปลอมต่อพวกเขา และทำสัญญาอย่างแข็งขันว่าจะไม่ถือโทษพวกเขาในเรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างท่านกับพวกเขา หามีความจริงใจจากท่านไม่ที่จะมีต่อพวกเขาเลย หรือว่าท่านมิใช่คนที่สังหารอัมรฺ บิน อัล-ฮัก ศ่อฮาบะฮฺคนหนึ่งของศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ ผู้เป็นบาวที่มีคุณธรรม ซึ่งการอิบาดะฮฺต่ออัลลอฮฺได้ทดสอบเขา จนเขาต้องสูญเสียเรือนร่างไป หลังจากที่ท่านเคยให้คำมั่นสัญญากับเขาด้วยการสาบานต่ออัลออฮฺว่าจะให้ความปลอดภัยแก่เขาหลังจากนั้นท่านได้สังหารเขาอย่างทารุณต่อพระผู้อภิบาลของท่านและเป็นการให้สัญญาที่แอบแฝงด้วยความหลอกลวง ท่านมิใช่หรือที่อ้างว่าซิยาด บุตรของซุมัยยะฮฺที่ถูกคลอดในบ้านของอุบัยดฺ ษะกีฟ ว่าเป็นลูกชายของบิดาของท่านเอง และท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)เคยกล่าวว่า ลูกที่เกิดมาอย่างผิดประเวณีนั้นย่อมเป็นสิทธิของเจ้าของบ้านแห่งนั้น ส่วนคนผิดประเวณีย่อมถูกลงโทษด้วยก้อนหิน แต่ท่านละทิ้งแบบอย่างของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ด้วยการมีเจตนา แล้วปฏิบัติตามอารมณ์ของท่านเองแทนที่จะตามการชี้นำของอัลลอฮฺ หลังจากนั้น ท่านก็บีบบังคับเขาอย่างทรมาณตัดมือและตัดเท้าของชาวมุสลิม ควักลูกตาของพวกเขา ตรึงพวกเขาไว้กับต้นอินทผลัมเหมือนกับว่าท่านมิได้เป็นส่วนหนึ่งของประชาชาตินี้และประชาชาตินี้ก็มิได้เป็นของท่านใช่หรือไม่ ท่านก็มิใช่ชาวฮัฏรอมัยนฺ ผู้ซึ่งอิบนุซุมัยยะฮฺเคยเขียนถึงพวกเขาว่า เป็นพวกที่ถือศาสนาเดียวกับอะลีซึ่งท่านได้เขียนจดหมายไปว่า “ จะต้องฆ่าคนที่ถือศาสนาเดียวกับอะลี ”


แล้วก็ได้มีการฆ่าพวกเขาและพวกที่ถือเหมือนกับพวกเขา ตามคำสั่งของท่าน สำหรับศาสนาที่อะลีนับถือนั้น ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺ

นั่นคือ ศาสนาที่ได้ตีตราประทับบิดาของท่านและตัวท่านเอง ท่านได้นั่งอยู่บนที่นั่งของท่านขณะนี้เพราะศาสนานี้นั่นเอง หากไม่เช่นนั้นแล้ว ฐานะของท่านและบิดาของท่านก็จะถูกแบ่งเป็นสองสภาพ

ท่านได้พูดในข้อเดียวกับที่ฉันพูดว่า จงพิจารณาเพื่อตัวท่านเองและเพื่อศาสนาของท่านและเพื่อประชาชาติของมุฮัมมัด(ศ)และจงยำเกรงต่อการกระทำความชั่วแก่ประชาชาตินี้ และต่อการที่จะนำพวกเขาให้ย้อนกลับไปในความมัวหมอง ฉันเองยังไม่รู้เลยว่าความมัวหมองอันใดที่ไหนอีกที่จะยิ่งใหญ่กว่าการถืออำนาจปกครองที่ท่านมีต่อประชาชาตินี้และฉันยังมองไม่เห็นเลยว่าเพื่อตัวฉันและเพื่อศาสนาของฉัน และเพื่อประชาชาติของมุฮัมมัด(ศ)แล้วจะมีอะไรดีที่สุดสำหรับเรายิ่งกว่าการต่อสู้กับท่าน ดังนั้น ถ้าหากฉันทำก็เท่ากับได้ถวายตัวให้ใกล้ชิดต่ออัลลอฮฺและถ้าหากฉันละทิ้งก็ถือเป็นบาปอย่างหนึ่งที่ฉันต้องขออภัยต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.)และฉันขอวิงวอนจากพระองค์ให้ทรงประทานความสัมฤทธิ์ผลเพื่อการชี้นำแก่ภารกิจของฉัน

ท่านพูดในข้อเดียวกับที่ฉันพูดว่า แท้จริงเพราะฉันปฏิเสธท่าน ท่านจึงปฏิเสธฉัน เพราะว่าฉันวางแผนร้ายต่อท่าน ท่านจึงวางแผนร้ายต่อฉันขอให้วางแผนร้ายต่อฉันเถิด ไม่ว่าด้วยวิธีใดที่ท่านมี เพราะฉันเชื่อว่าแผนการของท่านจะไม่เกิดอันตรายแก่ตัวฉันได้เลย และจะไม่มีใครได้รับอันตรายจากมันยิ่งไปกว่าตัวของท่านเองเพราะว่าท่านอาศัยความโง่เขลาของท่านและปรารถนาที่จะบั่นทอนคำมั่นสัญญาของท่านเอง ขอสาบานได้ว่า ท่านไม่เคยทำตามคำสัญญาแต่ประการใด ท่านละเมิดสัญญาของท่านเองด้วยการสังหารพวกเขาเหล่านั้นที่ท่านได้สังหารไปแล้ว


หลังจากที่ได้มีการตกลงกันและสาบานกันแล้ว ท่านสังหารคนเหล่านั้น ทั้งๆ ที่พวกเขามิได้ต่อสู้ด้วยเลข ท่านมิได้กระทำอย่างนั้นกับพวกเขาเพราะเหตุอันใด นอกจากว่าพวกเขากล่าวถึงเกียรติยศของพวกเขา และเพราะว่าพวกเขาให้เกียรติต่อสิทธิของเรา ท่านฆ่าคนเหล่านั้น ด้วยความกลัวสิ่งหนึ่ง นั่นคือบางทีถ้าหากท่านไม่ฆ่าพวกเขาท่านจะต้องตายก่อนที่พวกเขาจะถูกกระทำ หรือพวกเขาจะต้องตายก่อนที่พวกเขาจะรู้ตัว ดังนั้น โอ้มุอาวิยะฮฺเอ๋ย จงรับรู้เรื่องการชำระความแค้นและจงเชื่อการตัดสินตอบแทน และจงรู้ว่าสำหรับอัลลอฮฺ(ซ.บ.)นั้น ทรงมีบัญชีที่พระองค์ไม่ทรงละเว้นที่จะบันทึกไม่ว่าเรื่องเล็กน้อยหรือเรื่องใหญ่ พระองค์จะบรรทุกไว้หมดสิ้น อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ไม่ลืมการลงโทษที่ท่านกระทำไปด้วยความสงสัยและการฆ่าบรรดาปิยมิตรของพระองค์ที่เจ้ากระทำไปด้วย

การยัดเยียดข้อหาและการที่ท่าบังคับคนทั้งหลายให้ยอมรับบุตรชายของท่านซึ่งเป็นเด็กหนุ่ม สกปรก ดื่มสุรา เล่นกับสุนัข ฉันเองบอกอะไรให้ท่านรู้ไม่ได้ นอกจากอย่างเดียวนั่นคือท่านได้ทำลายตัวเอง และกำลังตัดขาดจากศาสนาของท่านเอง ท่านฉ้อฉลต่อหน้าที่ของท่าน ท่านลบล้างคำสัญญาของท่านท่านกำลังรับฟังคำพูดของคนโง่ แล้วท่านก็เลยหวาดกลัวคนที่นอบน้อม ยำเกรงต่อพระผู้เป็นเจ้าเพราะคนเหล่านั้น ” วัสลาม (1)

(1) บิฮารุล-อันวาร เล่ม 10 หน้า 149


สาส์น

ฉบับที่ 2

สาส์นของท่านอิมามฮุเซน(อฺ)ที่ส่งไปยังชาวเมืองกูฟะฮฺ

“ ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮฺ ผู้ทรงกรุณาปรานีผู้ทรงเมตตาเป็นนิรันดร์จากฮุเซน บินอะลี ถึงผู้นำในหมู่ผู้ศรัทธาและมวลมุสลิมทั้งหลาย แท้จริงแล้วฉันมีความปลื้มใจและเป็นสุขกับจดหมายของพวกท่านเป็นอย่างยิ่ง และจากจดหมายฉบับล่าสุดของพวกท่านที่มายังฉันนั้น ได้ทำให้ฉันเข้าใจดีในสิ่งที่พวกท่านอธิบายและกล่าวถึงทุกประการ เกี่ยวกับคำพูดของพวกท่านที่ว่าพวกเรา ไม่ใช่อิมาม ดังนั้น ฉันจึงยอมรับ หวังว่าอัลลอฮฺ(ซ.บ.)จะทรงรวมพวกเรากับท่านไว้ด้วยสัจธรรมและการชี้นำแท้จริงฉันได้ส่งน้องชายและบุตรของลุงมายังพวกท่านและเป็นบุคคลสำคัญคนหนึ่งจากครอบครัวของฉัน เขาคือมุสลิม บินอะกีล แท้จริงเขาได้เขียนจดหมายมาแจ้งแก่ฉันว่า ได้รวบรวมคนระดับแกนนำในหมู่พวกท่านไว้จำนวนหนึ่ง ซึ่งล้วนเป็นคนที่ได้รับความเชื่อถือและมีเกียรติในหมู่พวกท่านและตามที่ฉันได้รับรู้จากจดหมายของพวกท่านและได้อ่านดูแล้ว ฉันจึงตั้งใจที่จะเดินทางมายังพวกท่านอย่างรวดเร็ว อินชาอัลลอฮฺ ขอยืนยันว่าจะไม่มีอิมามนอกจากผู้ปกครองที่ใช้พระคัมภีร์ซึ่งดำรงไว้ด้วยความเที่ยงธรรมอันเป็นผู้ยึดถือหลักศาสนาอย่างแท้จริง โดยบังคับตนเองให้อยู่ในครรลองของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทุกประการ ” วัสลาม ( 2)

(2) อัล-อิรชาด หน้า 210


สาส์น

ฉบับที่ 3

สาส์นของท่านอิมามฮุเซน(อฺ)ที่ส่งไปยังชาวกูฟะฮฺ พร้อมกับก็อยซฺบินมัซฮัร อัศ-ศ็อยดาวี

“ ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮฺ ผู้ทรงกรุณาปรานี ผู้ทรงเมตตาเป็นนิรันดร์จากฮุเซน บินอะลี ถึงพี่น้องผู้ศรัทธาและมวลมุสลิมทั้งหลายขอความสันติสุขพึงแก่พวกท่าน แท้จริงฉันขอสรรเสริญอัลลอฮฺผู้ซึ่งไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ เพื่อพวกท่าน แท้จริงจดหมายของมุสลิม บินอะกีล

ได้มีมาถึงฉันเขาได้แจ้งในจดหมายนั้นถึงเรื่องความดีงามของพวกท่าน และบอกว่าคนระดับแกนนำในหมู่พวกท่านร่วมมือกันเพื่อให้ความช่วยเหลือพวกเราและเรียกร้องเกี่ยวกับสิทธิของเรา ดังนั้นฉันจึงวิงวอนขอต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.)ว่าโปรดประทานความดีในกิจการงานให้แก่เรา และของพระองค์

ประทานรางวัลอันยิ่งใหญ่ให้แก่พวกท่าน และฉันตั้งใจเดินทางมาหาพวกท่านจากเมืองมักกะฮฺ ในวันอังคาร เดือนซุลฮิจญะฮฺ

(ช่วงเวลาในวันตัรวียะฮฺ) ดังนั้นเมื่อคนถือสาส์นของฉันมาถึงยังพวกท่าน ก็จงได้ปกปิดเรื่องของพวกท่าน ไว้เป็นความลับและฉันเองจะเดินทางมาพบพวกท่านในเร็ววันนี้อินชาอัลลอฮฺ ” วัสลาม ( 3)

(3) อัล-ฮุเซน ของท่านอะลี ญะลาล เล่ม 1 หน้า 196


สาส์น

ฉบับที่ 4

สาส์นของท่านอิมามฮุเซน(อฺ) ที่เขียนไปยังท่านอับดุลลอฮฺ บิน อับบาซ เมื่อครั้งที่อับดุลลอฮฺ บิน ซุบัยรฺ จับเขาเป็นเชลยไปยังเมืองฏออิฟ ดังนี้

“ ได้มีข่าวมาถึงฉันว่า บุตรของซุบัยรฺ จับท่านเป็นเชลยไปยังเมือง ‘ ฏอลิฟ ’ ขอให้อัลลอฮฺยกย่องท่านให้สูงส่งด้วยเถิด และขอให้ภาระอันหนักอึ้งของท่านถูกบรรเทาลง อันที่จริงบรรดาผู้มีคุณธรรมนั้นย่อมได้รับการทดสอบเสมอ และท่านจะมิได้รับสิ่งใดเป็นรางวัล นอกจากสิ่งที่ท่านชอบ และนั่นยังนับว่าน้อย ขอให้อัลลอฮฺประทานความแข็งแกร่งแก่เราและท่านด้วยขันติธรรมในยามถูกทดสอบ และขอบคุณพระองค์ในยามได้รับความโปรดปรานและอย่าให้เราและท่านต้องแผ้วพานกับศัตรูที่อิจฉาริษยาตลอดไปด้วย ” วัสลาม ( 4)

(4) ตะฮัฟฟุล-อุบูล หน้า 177


สุภาษิต : วาทะอันสมบูรณ์แห่งคุณธรรมจากอิมามที่ 3

ทุกอิมามจากบรรดาอะฮ์ลุลบัยตฺ(อฺ)จะต้องมีสุภาษิตที่รวบรวมไว้ด้วยคุณค่าอย่างสูง

สุภาษิตเหล่านี้ทั้งหมดว่าด้วยเรื่องจริยธรรม วิชาความรู้ มารยาทและวาทศิลป์อันสมบูรณ์ที่บ่งชี้ถึงคุณธรรมอันสูงส่งและเป็นการป้องกันตัวให้พ้นจากความต่ำต้อยข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่าคำพูดในด้านต่างๆ เหล่านี้ถ้าหากเราพยายามทำตัวของเราให้ดำเนินตามอย่างครบถ้วนแล้ว เราจะสามารถรักษา

เยียวยาโรคทางด้านจริยธรรมให้แก่อวัยวะทุกส่วนในสังคมของเราได้

ในหนังสือเล่มนี้ เราจะเสนอเรื่องราวบางส่วนจากสุภาษิตต่างๆ ของท่านอิมามฮุเซน(อฺ)ดังนี้

สุภาษิตที่ 1

นักปกครองที่เลวร้ายที่สุด ได้แก่ ผู้ที่ขี้ขลาดตาขาวกับศัตรู หยาบกระด้างกับคนอ่อนแอและตระหนี่ในการหยิบยื่นให้

*******

สุภาษิตที่ 2

คนที่ต้องการที่พึ่งนั้น มิได้ปิดบังความละอายแก่ใบหน้าของตนในการขอความช่วยเหลือจากท่าน ดังนั้น ท่านจงปิดบังความละอายแก่ใบหน้าของท่านด้วยการตอบสนองแก่เขา


สุภาษิตที่ 3

ชายคนหนึ่งนินทาเพื่อนอีกคนต่อหน้าท่านอิมามฮุเซน(อฺ)

ท่านอิมาม(อฺ)ได้ กล่าวว่า :

“ ท่านเอ๋ย จงหยุดยั้งการนินทา เพราะมันคือการรับประทานเนื้อสุนัขแห่งไฟนรก ”

สุภาษิตที่ 4

เครื่องหมายอย่างหนึ่งของคนที่ยอมรับความจริงคือ

การนั่งร่วมกับผู้มีสติปัญญา

*******

สุภาษิตที่ 5

แท้จริงผู้ศรัทธานั้นยึดถืออัลลอฮฺ(ซ.บ.)เป็นที่ปกป้องคุ้มครองตนเองมีคำพูดที่เหมือนกระจกเงา ดังนั้นเขาจะพินิจพิจารณาต่อคุณลักษณะของผู้ศรัทธา แล้วพินิจพิจารณาต่อลักษณะของคนหยิ่งทะนง ดังนั้นในตัวของเขามีความอ่อนโยนจากตัวของเขาจะมีความรู้ในจิตใจของเขาจะมีความเชื่อมั่น และจากดวงวิญญาณของเขาจะมีที่พึ่งพิง


สุภาษิตที่ 6

􀂙 คนพวกหนึ่งจะเคารพภักดีอัลลอฮฺเพราะความอยากได้นั่นคิอ อิบาดะฮฺของพ่อค้า

􀂙 คนพวกหนึ่งจะเคารพภักดีต่ออัลลอฮฺเพราะความหวาดกลัวนั่นคือ

อิบาดะฮฺของข้าทาส

􀂙 คนพวกหนึ่งเคารพภักดีต่ออัลลอฮฺเพราะซาบซึ้งในพระคุณนั่นคือผู้มีอิสระแก่ตนและเป็นคนมีเกียรติ

*******

สุภาษิตที่ 7

เครื่องหมายอย่างหนึ่งของคนมีความรู้ได้แก่การดำเนินชีวิตไปตามคำพูดของตนและวิชาความรู้ของเขาประกอบด้วยข้อเท็จจริวที่พิสูจน์ได้โดยความลึกซึ้งในการพิจารณา

*******

สุภาษิตที่ 8

การให้สลามแก่กันมีความดีจึงเจ็ดสิบประการ

หกสิบเก้าประการจะได้แก่ ‘ คนเริ่มต้น ’

อีกหนึ่งประการจะได้แก่ ‘ คนตอบรับ ’

*******


สุภาษิตที่ 9

􀂙 คนตระหนี่ที่สุดได้แก่คนที่ตระหนี่การให้สลาม

*******

สุภาษิตที่ 10

คนที่พยายามในเรื่องการจะกระทำสิ่งที่ละเมิดต่ออัลลอฮฺนั้น

เขาย่อมจะพลาดจากสิ่งที่เขาหวังจนสิ้น

และสิ่งที่เขากลัวอยู่จะมายังเขาโดยเร็ว ( 1)

(1) ตะฮัฟฟุล-อุกูล หน้า 178

*******

สุภาษิตที่ 11

คนใดเคารพภักดีต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.)ด้วยการเคารพภักดีอย่างแท้จริง

พระองค์จะประทานให้แก่เขามากเกินกว่าความปรารถนาและความเพียงพอของเขา

*******

สุภาษิตที่ 12

ทรัพย์สินของท่านนั้น ถ้าหากมันไม่เป็นของท่าน ท่านก็จะเป็นของมัน ดังนั้นท่านจะอยู่กับมันไม่ได้ แล้วมันก็จะไม่อยู่กับท่าน และทุกสิ่งทุกอย่างเหล่านั้นมันจะหันมากัดกินท่าน

*******


สุภาษิตที่ 13

􀂙 ความซื่อสัตย์นั้นคือเกียรติยศ

􀂙 การโกหกคือความอัปยศ

􀂙 การรักษาความลับคือการเป็นที่ไว้วางใจ

􀂙 เพื่อนบ้านคือญาติสนิท

􀂙 การให้ความช่วยเหลือ คือการบริจาคทาน

􀂙 การทำงานคือการฝึกตน

􀂙 จรรยาที่ดีงามคืออิบาดะฮฺ

􀂙 การเงียบสงบคืออาภรณ์ประดับกาย

􀂙 การรู้จักพอคือความร่ำรวย

􀂙 การมีเพื่อนคือแสงสว่าง ( 2)

(2) ลุมอะฮฺ มินบะลาฆ่อติลฮุเซน หน้า 104.


ถาม-ตอบ

จากวิชาการอันถ่องแท้ของอิมามฮุเซน(อฺ)

บรรดาอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ)คือทายาทของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) และเป็นบุคคลสำคัญสำหรับศาสนานี้ และพวกเขามีความรู้ในเรื่องของพระคัมภีร์และเรื่องราวต่างๆ ในบทต่างๆ ของอัลกุรอาน พวกเขาจึงเป็นบรรดาผู้คงแก่กล้าทางวิชาการ มีความสามารถในการอธิบายความเป็นจริงต่างๆ ได้อย่างถ่องแท้ แน่นอนได้มีรายงานบอกเล่าถึงเรื่องการตั้งคำถามอย่างมากมายแก่บรรดาอิมาม(อฺ)แต่ละท่านดังที่ได้ผ่านไปแล้วในสองอิมามแรกคือ ท่านอิมามอะลี(อฺ)และท่านอิมามฮะซัน ( อฺ) ดังมีคำตอบ บางเรื่องผ่านไปแล้วในบทนี้ จะเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับคำถามบางข้อที่ถูกหยิบ ยกมาตั้งเป็นคำถามแก่ท่านอิมามฮุเซน (อฺ) และคำตอบที่ท่าน (อฺ) ให้สำหรับในแต่ละคำถามนั้น

ถาม~ ตอบ

เรื่องที่ 1

ท่านอะมีรุลมุอ์มินีน(อฺ)บิดาของท่านอิมามฮุเซน(อฺ)ได้เคยถามท่าน(อฺ)เพื่อเป็นการเปิดเผยถึงเกียรติยศอันสูงส่งดังนี้

ท่านอะมีรุลมุอ์มินีน(อฺ) : “ ลูกเอ๋ย จะใช้อำนาจอย่างไร ?”

ท่านอิมาม(อฺ) : “ สร้างสรรค์ผลงานแก่หมู่ชนและยับยั้งชั่งใจกับ

ความผิด ”


ท่านอะมีรุลมุอ์มินีน(อฺ) : “ จะใช้ความร่ำรวยอย่างไร ?”

ท่านอิมาม(อฺ) : “ ลดความต้องการของท่านให้น้อยลงและจงพอใจ

กับสิ่งที่ท่านมีอยู่ ”

ท่านอะมีรุลมุอ์มินีน(อฺ) : “ ความยากจนเป็นอย่างไร ?”

ท่านอิมาม(อฺ) : “ ความทะยานอยากและสิ้นหวังอย่างรุนแรง ”

ท่านอะมีรุลมุอ์มินีน(อฺ) : “ การติเตียน หมายถึง กิริยาอย่างไร ?”

ท่านอิมาม(อฺ) : “ การละเมิดสิทธิของตนเองและการเป็นอิสลามของเขา

จะขึ้นอยู่กับคู่ครองของเขา ”

ท่านอะมีรุลมุอ์มินีน(อฺ) : “ บาดแผลลึกที่สุดเป็นอย่างไร ?”

ท่านอิมาม(อฺ) : “ เมื่อคนที่กำหนดสภาพความเป็นไปของท่าน

และผู้สามารถให้คุณให้โทษแก่ท่านคือผู้ปกครองของท่านเอง ”

แล้วท่านอิมามอะลี(อฺ) ก็ได้หันไปยังท่านฮาริษ อัล-อะอฺวัรพลางกล่าวว่า

“ โอ้ฮาริษ จงสอนวิทยปัญญาเหล่านี้ให้แก่ลูกๆ ของท่าน เพราะมันจะเป็นการเพิ่มพูนสติปัญญา ความแข็งแกร่งและปลูกฝังทัศนคติที่ดี ” ( 1)

(1) มะอานี อัล-อัคบาร หน้า 401


ถาม~ ตอบ

เรื่องที่ 2

นาฟิอฺ บินอัซร็อก(หัวหน้าคนหนึ่งของพวกค่อวาริจญ์) ได้ถามท่านอิมามฮุเซน(อฺ)ในครั้งหนึ่ง โดยกล่าวกับท่าน(อฺ)ว่า

“ จงอธิบายลักษณะของพระผู้เป็นเจ้าที่ท่านเคารพภักดีให้ฉันฟังซิ ?”

ท่านอิมาม(อฺ)ตอบว่า

“ โอ้ นาฟิอฺ แท้จริงคนที่ถือศาสนาโดยวิธีการใช้หลักเปรียบเทียบไม่แคล้วที่จะต้องล่มจมอยู่ตลอดเวลา จะเป็นคนที่หันเหจากแนวทาง จะเป็นแมลงเม่าที่ตกเข้าไปอยู่ที่ที่คดงอ จะเป็นคนหลงทาง จะเป็นคนที่พูดไม่สุภาพ

โอ้ อิบนุอัซร็อกเอ๋ย ฉันจะอธิบายลักษณะของพระผู้เป็นเจ้าของฉันไปตามที่พระองค์ทรงอธิบายไว้โดยพระองค์เองและฉันจะบอกให้รู้จักพระองค์ไปตามที่พระองค์ทรงสอนให้รู้จัก จะไม่มีพลังสัมผัสใดเข้าถึงพระองค์ พระองค์ไม่อยู่ในฐานะที่เปรียบกับมนุษย์ได้ ทรงอยู่ใกล้แต่มิใช่จะถูกสัมผัส ทรงอยู่ห่างแต่มิใช่จะขาดช่วง ทรงเป็นเอกะแต่ใช่จะแบ่งได้ ทรงเป็นที่รู้จักได้โดยสัญญาณต่างๆ มีคุณลักษณะโดยหมายเหตุต่างๆ ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ ผู้ทรงยิ่งใหญ่ ผู้ทรงสูงสุด ”

อิบนุอัซร็อก ร้องไห้ แล้วกล่าวว่า

“ คำตอบของท่านช่างดีอะไรเช่นนี้ ” ( 2)

(2) อัต-เตาฮีด หน้า 80 , ตาริค อิบนุอะซากิร เล่ม 4 หน้า 323


ถาม~ ตอบ

เรื่องที่ 3

มีคนถามท่านอิมามฮุเซน(อฺ)ว่า

“ เพราะเหตุใดท่านจึงได้เกรงกลัวอัลลอฮฺมากนัก ?”

ท่านอิมาม(อฺ) ตอบว่า

“ เพราะในวันกิยามัตนั้น จะไม่มีใครปลอดภัย นอกจากคนที่เกรงกลัวอัลลอฮฺตั้งแต่อยู่ในโลกนี้ ” ( 3)

(3) บิฮารุล-อันวาร เล่ม 10 หน้า 144

ถาม~ ตอบ

เรื่องที่ 4

ท่านอิมามฮุเซน(อฺ)ถูกถามในครั้งหนึ่งว่า

“ โอ้บุตรของศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ เช้านี้ท่านมีความเป็นอยู่อย่างไร ?”

ท่านอิมาม(อฺ)ตอบว่า

“ ในเช้านี้ ฉันอยู่โดยมีพระผู้เป็นเจ้า(ทรงมองเห็น)อยู่เบื้องบน มีไฟนรกอยู่เบื้องหน้า มีความตายมาเชื้อเชิญ มีบัญชีบันทึกกางแผ่อยู่และฉันกำลังถูกจองจำไว้กับการทำงาน ฉันไม่มีสิ่งที่ฉันรัก รักไม่ผลักไสสิ่งที่ฉันรังเกียจภารกิจต่างๆ อยู่ในอำนาจของผู้อื่น นอกเหนือจากฉัน


ดังนั้นถ้าหากทรงประสงค์พระองค์ก็จะลงโทษฉันได้ และถ้าหากทรงประสงค์ก็จะทรงอภัยฉันได้ ดังนั้นคนยากไร้ที่ไหนอีกเล่าจะยากไร้ยิ่งกว่าฉัน ” ( 4)

(4) อะมาลี ชองเชคศอดูก หน้า 488

ถาม ~ ตอบ

เรื่องที่ 5

มีชายคนหนึ่งถามท่านอิมามฮุเซน(อฺ)เกี่ยวกับความหมายของโองการหนึ่งความว่า

“ และสำหรับความโปรดปรานจากพระผู้อภิบาลของเจ้านั้น เจ้าจงเปิดเผยออกไป ” ( อัฏ-ฏอฮา: 11)

ว่ามีความหมายอย่างไร ?”

ท่านอิมาม(อฺ)ตอบว่า

“ พระองค์ทรงบัญชาท่านศาสดา ให้พูดออกไปเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ที่อัลลอฮฺทรงโปรดปรานมาในศาสนาของพระองค์ ” ( 5)

(5) อะอฺยานุช-ชีอะฮฺ เล่ม 4 หน้า 364


ถาม ~ ตอบ

เรื่องที่ 6

ท่านอิมามฮุเซน(อฺ)ถูกตั้งคำถามในครั้งหนึ่งว่า

“ ทำไมอัลลอฮฺ(ซ.บ.)จึงทรงวางบัญญัติแก่บาวของพระองค์ให้ทำการถือศีลอด ?”

ท่านอิมาม(อฺ)ตอบว่า

“ เพื่อให้คนร่ำรวยสัมผัสกับความหิวโหยเพื่อเขาจะได้มีความกรุณาปรานีแก่คนยากจน ” ( 6)

(6) อัล-มะนากิบ เล่ม 2 หน้า 193

ถาม~ ตอบ

เรื่องที่ 7

กษัตริย์แห่งโรมได้ถามเกี่ยวกับ ‘ สรรพสิ่ง 7 ประการที่อัลลอฮฺ (ซ.บ.) มิได้ทรงสร้างมาให้อยู่ในครรภ์ ?’

ท่านอิมามฮุเซน(อฺ)ตอบว่า :

“ 1-คือนบีอาดัม

2-คือนางเฮาวาอ์

3-คืออีกา(ที่ทำตัวอย่างในการฝังคนตายให้ลูกนบีอาดัมได้ดู-ผู้แปล)

4-แกะของนบีอิบรอฮีม (ตัวที่ถูกส่งมาให้เชือดแทนนบีอิซมาอีล)


5-อูฐของอัลลอฮฺ(ในสมัยของนบีศอลิฮฺ-ผู้แปล)

6-ไม้เท้าของนบีมูซา

7- นกที่นบีอีซาสร้างขึ้นมา ” ( 7)

ถาม~ ตอบ

เรื่องที่ 8

มีชายคนหนึ่งจากเมืองกูฟะฮฺ เขียนคำถามส่งมายังท่านอิมามฮุเซน(อฺ) ความว่า

“ โอ้ท่านผู้เป็นนาย โปรดแจ้งให้ฉันทราบด้วยว่า อะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดทั้งในโลกนี้และปรโลก ?”

ท่านอิมาม(อฺ)เขียนตอบไปว่า

“ ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮฺ ผู้ทรงกรุณาปรานี ผู้ทรงเมตตาเป็นนิรันดร์แท้จริงบุคคลใดที่แสวงหาความพอพระทัยจากอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ท่ามกลางความชิงชังของมนุษย์ พระองค์จะคุ้มครองเขาให้พ้นจากการงานของมนุษย์เหล่านั้นและบุคคลใดที่แสวงหาความพอใจของมนุษย์ท่ามกลางความชิงชังของอัลลอฮฺพระองค์จะทรงบันดาลให้เขาต้องพึ่งพิงมนุษย์เหล่านั้นตลอดกาล

วัสลาม ” (8)


ถาม ~ ตอบ

เรื่องที่ 9

ชายคนหนึ่งเขียนจดหมายถามท่านอิมามฮุเซน(อฺ)ว่า

“ โปรดสอนฉันสักสองเรื่อง ?”

ท่านอิมาม(อฺ)เขียนตอบไปว่า

“ ใครก็ตามที่พยายามจะทำการใดๆ ในทางที่ละเมิดอัลลอฮฺเขาย่อมจะพลาดจากสิ่งที่เขาหวังจนสิ้น และสิ่งที่เขาหวั่นกลัวจะมาถึงเขาอย่างรวดเร็ว ” ( 9)

(7) ตะฮัฟฟุล-อุกูล หน้า 174

(8) บิฮารุล-อันวาร เล่ม 17 หน้า 151

(9) วะซาอิลุซ-ซีอะฮฺ เล่ม 11 หน้า 421

ดุอาอ์ของอิมามฮุเซน(อฺ)มรดกที่สูงค่าของอิสลาม

จากหน้าหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และบรรณานุกรมต่างๆ ถ้าใครได้สัมผัสแล้ว ข้าพเจ้าเชื่อเหลือเกินว่าจะต้องประกอบด้วยบทดุอาอ์ต่างๆ ของบรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ)และ ถ้าหากได้มีการนำบทดุอาอ์ของบคคลอื่นๆ มาเปรียบเทียบกับดุอาอ์ของบรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ)แล้วก็จะพบเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน แน่นอนแสงประกายจากดวงดาวที่อยู่บนฟ้าย่อมเหนือกว่าความแวววาวของหินที่ถูกขัดให้แวว


ดาบอันคมกริบย่อมเหนือเหล็กธรรมดที่ไร้คม

มีบันทึกบทดุอาอ์จากท่านอิมามฮุเซน(อฺ)ไว้มากมาย สำหรับเราถือว่าเพียงดุอาอ์ของท่าน(อฺ)ที่ให้อ่าน ‘ วันอะร่อฟะฮฺ ’ ก็เพียงพอแล้ว เพราะนั่นถือว่าเป็นมรดกที่สูงค่าของอิสลามและเป็นคลังแห่งวิชาการอันยิ่งใหญ่ในเรื่องของพระผู้เป็นเจ้า

ท่านมิรซา มุฮัมมัดฮุเซน ชะฮฺริสตานีได้รวบรวมดุอาอ์ของท่านอิมาม

ฮุเซน(อฺ)ไว้เป็นตำราเล่มหนึ่ง ซึ่งในบทนี้เราจะคัดมาเสนอเพียงบางบท

ดุอาอ์

บทที่ 1

“ ข้าแต่อัลลอฮฺ โปรดประทานความปรารถนาในปรโลกให้แก่ข้าฯ เพื่อให้ข้าได้ประจักษ์ความจริงในข้อนี้ในหัวใจของข้าด้วยความสมถะในโลกดุนยาแห่งนี้ของข้าฯ ข้าแต่อัลลอฮฺโปรดประทานความรู้แจ้งในเรื่องราวของ ปรโลกให้แก่ข้าฯ จนกระทั่งข้าฯได้แสดงหาความดีงามด้วยความปรารถนา และให้ข้าฯหลีกหนีจากความชั่วร้ายต่างๆ ด้วยความกลัวเถิด โอ้พระผู้อภิบาล ” ( 1)

(1) กัชฟุล-ฆ็อมมะฮฺ หน้า 194


ดุอาอ์

บทที่ 2

ดุอาอฺในยามเช้าและยามเย็นของท่านอิมามฮุเซน(อฺ)

“ ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮฺ ผู้ทรงกรุณา ผู้ทรงเมตตาเป็นนิรันดร์ด้วยพระนามของอัลลอฮ์

โดยอัลลอฮฺ ยังอัลลอฮฺ และในวิถีทางของอัลลอฮฺและอยู่กับแนวทางของศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ ไม่มีพลังไม่มีอำนาจใดๆ นอกจากโดยอัลลอฮฺ ผู้ทรงยิ่งใหญ่ ข้าแต่อัลลอฮฺ แท้จริงข้าฯขอมอบหมายตัวของข้าต่อพระองค์ และขอผินหน้าของข้ายังพระองค์ และขอมอบอำนาจในกิจการของข้าแด่

พระองค์ และข้าขอการอภัยจากความชั่วทุกประการในโลกนี้และปรโลก

ข้าแต่อัลลอฮฺ แท้จริงพระองค์ทรงเป็นผู้ให้แก่ข้าฯเหนือกว่าบุคคลใดและไม่มีใครให้ข้าฯได้มากกว่าพระองค์ โปรดคุ้มครองข้าฯให้พ้นจากทุกสิ่งทุกประการที่ข้ากลัวและหวาดกลัว และทรงบันดาลให้ข้าฯปลอดภัยในกิจการของข้าและให้มีทางออก แท้จริงพระองค์ทรงรู้แต่ข้าไม่รู้ พระองค์ทรงสามารถแต่ข้าไร้ความสามารถ และพระองค์ทรงมีความสามารถเหนือทุกสิ่ง ด้วยความเมตตาของพระองค์ โอ้ ผู้ทรงเมตตาเหนือกว่าใครทั้งปวง ” ( 2)

(2) อัศ-ศ่อฮีฟะฮฺ อัล-ฮฺซัยนียะฮฺ หน้า 86


ดุอาอ์

บทที่ 3

ดุอาอ์ของท่านอิมามฮุเซน(อฺ)ที่ขอให้ได้มีความสมประสงค์

“ ข้าแต่อัลลอฮฺ แท้จริงขอต่อพระองค์ให้ได้รับความสมประสงค์แห่งผู้ได้รับทางนำ ให้ได้มีผลงานของผู้มีความตักวา ให้ได้มีความจริงใจของคนขออภัยโทษ ให้ได้รับความยำเกรงของผู้มีความเกรงกลัวต่อพระองค์ ให้ได้มีความมานะของคนมีความรู้ ให้มีเจตนาของคนสำรวมตน ให้มีความเกรงกลัวของคนหวาดกลัวเพื่อให้ข้าฯได้กลัวพระองค์ ข้าแต่อัลลอฮฺให้ข้าพระองค์มีความยำเกรงต่อการที่จะละเมิดพระองค์ และจนกระทั่งข้าฯมีความจริงใจต่อพระองค์ในห้วงอำนาจด้วยความยำเกรงต่อพระองค์ และจนกระทั่งข้าฯมีความจริงใจต่อพระองค์ในห้วงอำนาจด้วยความยำเกรงต่อพระองค์ และจนกระทั่งข้าฯมีความบริสุทธิ์ใจต่อพระองค์ในการแสดงความจริงใจด้วยความรักต่อพระองค์และจนกระทั่งข้าฯได้มอบตนยังพระองค์ในกิจการต่างๆ ด้วยความนึกคิดที่ดีต่อพระองค์ มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์ ผู้ทรงสร้างรัศมี มหาบริสุทธิ์ของอัลลอฮฺผู้ทรงยิ่งใหญ่และด้วยการสรรเสริญต่อพระองค์ ” ( 3)

( 2) อัศ-ศ่อฮีฟะฮฺ อัล-ฮฺชัยนียะฮฺ หน้า 86

( 3) อัศ-ศ่อฮีฟะฮฺ อัล-ฮฺชัยนียะฮฺ หน้า 88


ดุอาอ์

บทที่ 4

ดุอาอ์ของท่านอิมามฮุเซน(อฺ)หลังนมาซฟัรฎูประจำวัน

“ ข้าแต่อัลลอฮฺ ข้าขอต่อพระองค์โดยพจนารถทั้งหลายของพระองค์ และหลักชัยแห่งบัลลังก์ของพระองค์ และด้วยอำนาจที่ค้ำจุนฟ้าดินของพระองค์และโดยบรรดานบี บรรดาศาสนทูตของพระองค์ ให้พระองค์ทรงตอบรับข้าฯ เพราะแท้จริงข้าฯกำลังประสบความกันดารอย่างสาหัส

ดังนั้นข้าฯจึงขอต่อพระองค์ได้โปรดประทานพรแด่ศาสดามุฮัมมัดและวงศ์วานของมุฮัมมัดและได้โปรดบันดาลให้งานที่มีอุปสรรคของข้าฯเป็นงานที่สะดวกด้วยเถิด ” ( 4)

ดุอาอ์

บทที่ 5

ดุอาอ์ที่ท่านอิมามฮุเซน(อฺ)วอนขอที่อัล-กะอฺยะฮฺ

“ ข้าแต่อัลลอฮฺ ให้ความโปรดปรานแก่ข้า แต่ไม่ทรงพบข้าฯในฐานะผู้ขอบพระคุณ และทรงทดสอบข้าฯแต่ไม่ทรงพบข้าในฐานะผู้อดทน

ขอพระองค์ทรงอย่างลบเลือนความโปรดปรานแก่คนที่ทอดทิ้งการขอบพระคุณ


และอย่าได้ทรงบันดาลให้ความรุนแรงมีอย่างต่อเนื่องสำหรับคนที่

ทอดทิ้งความอดทน พระเจ้าของข้าฯไม่มีผู้ใดเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่อีกแล้ว นอกจากพระองค์ผู้ทรงเผื่อแผ่ ”

( 5)

ดุอาอ์

บทที่ 6

ดุอาอฺที่ท่านอิมามฮุเซน(อฺ)วอนขอในวันอาชูรออ์ ก่อนจะออกรบ

“ ข้าแต่อัลลอฮฺ พระองค์ทรงเป็นที่ยึดเหนี่ยวของข้าฯในยามอุปสรรคทั้งปวงเป็นที่ตั้งความหวังของข้าฯในยามเดือนร้อนทั้งปวง และในทุกครั้งพระองค์จะประทานความเข้มแข็งและเปลี่ยนสภาพให้ข้าฯเสมอมา ในเรื่องนี้ได้ยังความระทมในจิตใจทั้งหลายมากมายเหลือคณานับ

หนทางในการแก้ไขถูกลิดรอนเหลือเพียงน้อยนิดและความสัจจริงถูกบั่นทอน ในเรื่องนี้ฝ่ายศัตรูเหยียบย่ำทำลาย ในเรื่องนี้ข้าฯจึงโน้มตัวยังพระองค์ด้วยความปรารถนาจากข้าฯที่มีต่อพระองค์อย่างไม่มีผู้ใดเสมอเหมือน ขอให้ช่วยเหลือและปลดปล่อย เพราะพระองค์คือเจ้าของความโปรดปรานทั้ง

มวลและเป็นจุดสุดยอดของความปรารถนา ” ( 6)

( 4) อัศ-ศ่อฮีฟะฮฺ อัล-ฮุซัยนียะฮฺ หน้า 29

(5) อัล-ฮะซัน วัล-ฮุเซนซิบฏอร่อซูลิลลาฮฺ หน้า 134

( 6) เยามุล-ฮุเซน หน้า 17


ดุอาอ์

บทที่ 7

ดุอาอ์ของท่านอิมามฮุเซน(อฺ)วอนขอเมื่อครั้งที่ท่านอะลี อักบัร บุตรชายออกไปรบกับพวกกูฟะฮฺ

“ ข้าแต่อัลลอฮฺ ขอให้พระองค์ทรงเป็นพยานต่อพวกเขา บัดนี้เด็กหนุ่มที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับศาสนทูตของพระองค์มากที่สุด ตั้งแต่เรือนร่าง จริยธรรมและคำพูดได้ออกไปรบกับพวกเขาแล้ว

พวกเรานั้นยามใดที่คิดถึงอยากจะเห็นหน้านบีของพระองค์เราจะจ้องมองไปที่เขา โอ้อัลลอฮฺโปรดยับยั้งความจำเริญของแผ่นดินจากคนเหล่านั้นและจงทำให้พวกเขาแตกแยกกันเป็นเสี่ยงๆ และจงบันดาลให้พวกเขาเป็นผู้ที่ได้รับความอับโชคตลอดไป และอย่าได้พอพระทัยอำนาจการปกครอง

ของพวกเขาตลอดกาล เพราะพวกเขาเรียกร้องพวกเราเพื่อช่วยเหลือพวกเรา แต่กลับมาเป็นศัตรูกับเราแล้วเข่นฆ่า......

หลังจากนั้นท่าน(อฺ)ได้อ่านโองการหนึ่งของอัลลอฮฺ ความว่า

“ แท้จริงอัลลอฮฺทรงคัดเลือกอาดัม นูฮฺ วงศ์วานของอิบรอฮีม และวงศ์วานของอิมรอนไว้สำหรับสากลโลก เชื้อสายส่วนหนึ่งเป็นของอีกส่วนหนึ่งและอัลลอฮฺทรงได้ยิน ทรงรอบรู้เสมอ ”

( อาลิอิมรอน: 34)


ท่านอิมาม(อฺ)ได้เรียกอุมัร บินซะอัด แล้วกล่าวว่า

“ อัลลอฮฺได้ตัดขาดความเมตตาต่อเจ้าแล้ว เหมือนดังที่เจ้าตัดขาดความเมตตาต่อฉัน และเจ้ามิได้รักษาเครือญาติของฉันจากท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ และเจ้าจะต้องถูกคนที่เป็นผู้ปกครองเจ้าเชือดเจ้าบนที่นอน ” ( 7)

(7) เยามุล-ฮุเซน หน้า 57

ดุอาอ์

บทที่ 8

ฮัรมะละฮฺ บิน กาฮิล อัล-อะซะดี ได้ยิงธนูเข้าใส่ท่านอับดุลลอฮฺ (ขณะที่ยังเป็นทารกและยังไม่อดนม)ถูกที่ซอกคอจนถึงกับเสียชีวิต ท่านอิมามฮุเซน(อฺ) ได้วางมือเข้ารองรับใต้ซอกคอจนเลือดไหลออกมาเต็มอุ้งมือแล้วท่าน(อฺ)ได้ขว้างขึ้นสู่ฟากฟ้า พลางกล่าวว่า

“ นี่คือสิ่งเล็กๆน้อยๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวของฉันต่อการทรงประจักษ์ของอัลลอฮฺ ข้าแต่อัลลอฮฺ โปรดอย่าให้มันเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ สำหรับพระองค์ในวันตัดสินเลย พระผู้เป็นเจ้าของข้าฯ

ถึงแม้พระองค์จะทรงปิดกั้นความช่วยเหลือต่อเราก็ตามที แต่โปรดบันดาลให้สิ่งที่เกิดขึ้นดีกว่านี้ และได้โปรดแก้แค้นต่อพวกอธรรมให้เราด้วย และโปรดบันดาลให้สิ่งที่สูญเสียไปจากเราในโลกนี้เป็นเสบียงของเราในวันปรโลกด้วยเถิด ข้าแต่อัลลอฮฺ พระองค์ทรงเป็นพยานว่าคนพวกนั้นได้ฆ่าคนที่คล้ายศาสนทูตของพระองค์มุฮัมมัด(ศ)มากที่สุด ” ( 8)

( 8) เยามุล-ฮุเซน หน้า 66

ดุอาอ์

บทที่ 9

อะบุลฮะตูฟได้ยิงดอกธนูไปที่หน้าผากของท่านอิมามฮุเซน(อฺ)

ท่าน(อฺ)รีบดึงออก พลันเลือดก็ทะลักออกมาจากใบหน้า แล้วท่านได้กล่าวว่า

“ ข้าแต่อัลลอฮฺ แท้จริงพระองค์ทรงแลเห็นว่าข้าฯต้องอยู่ในฐานะเช่นไรกับปวงบ่าวของพระองค์ที่เป็นพวกละเมิด ข้าแต่อัลลอฮฺ ได้โปรดคิดคำนวณพวกเขาให้ครบถ้วน จงฆ่าพวกเขาให้ราบคาบ และอย่าได้ ปล่อยพวกเขาให้เหลืออยู่บนหน้าแผ่นดินแม้สักคนเดียวและอย่าอภัยให้แก่

พวกเขาตลอดกาล ” ( 9)

( 9) เยามุล-ฮุเซน หน้า 70

ดุอาอ์

บทที่ 10

เมื่อบะฮฺรฺ บินกะอับได้ฟันท่านอับดุลลอฮฺบุตรของท่านอิมามฮะซันบินอะลี อะมีรุลมุอ์มินีน(อฺ) จนท่านพลัดตกมาอยู่ในตักของท่านอิมามฮุเซนผู้เป็นอา ท่านอิมาม(อฺ) ได้ประคองกอดไว้แนบอกแล้วกล่าวว่า

“ โอ้ หลายเอ๋ย จงอดทนกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเจ้าและจงถือเสียว่าในเรื่องนี้มีความดี แท้จริงอัลลอฮฺ(ซ.บ.)จะทรงนำเจ้าให้ได้พบกับบรรพบุรุษของเจ้าผู้มีคุณธรรม เจ้าจะได้พบกับท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ


ท่านอะลี บินอะบีฏอลิบ ท่านฮัมซะฮฺ ท่านญะอฺฟัร และท่านฮะซัน บินอะลี ”

แล้วท่าน(อฺ)ได้ยกมือสองข้างขึ้นสู่ฟากฟ้า พลางกล่าวว่า

“ ข้าแต่อัลลอฮฺ โปรดหยุดหลั่งน้ำฝนแก่พวกเขาตลอดกาล โปรดหยุดยั้งความจำเริญในหน้าแผ่นดินแก่พวกเขาตลอดกาล ข้าแต่อัลลอฮฺ ถึงแม้พระองค์จะให้ความสุขแก่พวกเขาสักระยะหนึ่ง

แต่ขอให้ความแตกแยกเกิดขึ้นแก่พวกเขาและโปรดบันดาลให้พวกเขาอัปโชคตลอดไป ขออย่าทรงพอพระทัยต่ออำนาจการปกครองของพวกเขาตลอดกาล แท้จริงพวกเขาเชิญเรามาเพื่อให้ความช่วยเหลือเรา แต่พวกเขากลับมาเป็นศัตรูกับเรา แล้วเข่นฆ่าเรา ” ( 10)

(10) เยามุล-ฮุเซน หน้า 72

การตอบสนองดุอาอ์ของอิมามฮุเซน(อฺ)ประมุขชายหนุ่มแห่งสวรรค์

รายงานฮะดีษบทหนึ่งกล่าวไว้ว่า

“ จงเกรงกลัวดุอาอ์ของคนที่ได้รับความอธรรมเพราะมันจะถูกนำ(ไปสู่พระเจ้า)โดยปราศจากสิ่งปิดกั้นใดๆ ”

อีกทั้งคำตรัสของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ที่ว่า

“ ด้วยเกียรติและอำนาจของข้าแน่นอนข้าจะช่วยเหลือเจ้าในไม่ช้า ” ( 1)

(1) อะอฺยานุช-ชีอะฮฺ เล่ม 29 หน้า 240


จะเป็นอย่างไรอีก ในเมื่อผู้ได้รับความอธรรมคนนี่เป็นผู้สืบตระกูลของศาสนทูตผู้ทรงเกียรติ(ศ)และเป็นดวงใจของท่าน(ศ)ในโลกแห่งนี้และเป็นประมุขของชายหนุ่มชาวสวรรค์เป็นค่อลีฟะฮฺของมวลมุสลิมแท้จริงการถูกอธรรมของท่านอิมามฮุเซน(อฺ)ย่อมรุนแรงยิ่งกว่าการถูกอธรรมของคนทั้งปวง ฐานะของมันย่อมทำให้ฐานะของความอธรรมอื่นๆ มีความสำคัญลดน้อยลงเพราะทหารหาญที่มุ่งหมายเข้ามาเข่นฆ่าท่านอิมาม(อฺ)จำนวน30 , 000 คนนั้น ล้วนแต่เป็นฝ่ายของนักปกครองผู้อธรรม และพวกเขาบางคนพกพาความเคียดแค้นชิงชังท่าน (อฺ) ไว้ในจิตใจ แล้วพวกเขาสามารถบรรลุจุดสุดยอดของความแค้นที่สุมอยู่ในจิตใจอันโสมมได้ด้วยการลบหลู่ดูหมิ่นท่านอิมามฮุเซน (อฺ) ซึ่งท่านอิมาม (อฺ) ก็ได้อุทธรณ์ต่ออัลลอฮฺ (ซ.บ.) ในเรื่องของคนเหล่านั้น ในบทดุอาอ์ที่ขอให้พระองค์ ทรงชำระโทษและแก้แค้นแก่พวกเขา

ขณะเดียวกันท่านอิมามฮุเซน(อฺ)ก็ได้ขอดุอาอ์ให้แก่คนที่ช่วยเหลือท่าน(อฺ)ซึ่งก็ได้รับการตอบสนอง(2)

บทที่ 1

ก่อนจะลงมือรบกันระหว่างท่านอิมามฮุเซน(อฺ)กับชาวกูฟะฮฺนั้นอับดุลลอฮฺ บินเฮาซะฮฺ อัต-ตะมีมี ได้ตะโกนถามว่า

“ ฮุเซนอยู่ไหม ?”

สหายของท่านอิมาม(อฺ)ตอบว่า

“ ฮุเซนอยู่ที่นี่ เจ้าต้องการอะไรจากเขาหรือ ?”

อับดุลลอฮฺ ตอบว่า

“ โอ้ ฮุเซน จงรู้ไว้ว่า เจ้าต้องตกนรก ”


(2) เช่นท่านญูน คนรับใช้ของท่านอะบูซัร ฆ็อฟฟารี

ท่านอิมาม(อฺ)จึงกล่าวขึ้นว่า

“ เจ้าโกหกแท้ๆ ข้าเองเข้าหาพระผู้อภิบาล ผู้ทรงอภัย ผู้ทรงเกียรติด้วยความนอบน้อม เชื่อฟัง ส่วนเจ้าล่ะ เป็นใคร ?”

อับดุลลอฮฺ ตอบว่า

“ ข้าคือ อิบนุ เฮาซะฮฺ ”

ท่านอิมาม(อฺ)ยกมือขึ้นจนกระทั่งมองเห็นฝ่ามือของท่าน แล้วกล่าวว่า

“ ข้าแต่อัลลอฮฺ โปรดบันดาลให้เขาตกไปในกองไฟด้วยเถิด ”

อิบนุเฮาซะฮฺโกรธมาก เขาควบม้ามุ่งเข้าไปหาท่านอิมามฮุเซน(อฺ)ในเส้นทางระหว่างคนสองฝ่ายมีลำน้ำขวางกั้นอยู่ เขาจึงตกจากอานม้าแต่เท้าของเขายังติดอยู่กับเชือกผูก ม้าจึงตื่นตกใจจึงเร่งฝีเท้าเร็วขึ้นจนเท้าของเขาขาดไปถึงโคนเขา ยังเหลือเท้าอีกข้างหนึ่งที่ยังติดอยู่ ม้าได้ลากเขาไปกระทบกับโขดหินและต้นไม้จนกระทั่งถึงแก่ความตายอย่างทารุณ

มัซรูก บินวาอิล อัล-ฮัฏร่อมี เล่าว่า

ฉันเป็นทหารม้ากลุ่มแรกที่เดินทางมาเพื่อรบกับฮุเซนเพื่อหมายตัดศีรษะของฮุเซนให้ได้เพราะจะได้รับรางวัลอันยิ่งใหญ่จากอิบนุซิยาด ครั้นเมื่อฉันได้แลเห็นสภาพของอิบนุ เฮาซะฮฺ ฉันจึงรู้ทันทีว่า สำหรับคนในครอบครัวนี้มีเกียรติยศและมีฐานะสูงส่งสำหรับอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ดังนั้นฉันจึงละทิ้งกองทัพแล้วกล่าวว่า

“ ฉันจะไม่ต่อสู้กับพวกเขาเพราะฉันกลัวจะตกนรก ” ( 3)

(3) เยามุล-ฮุเซน หน้า 18


บทที่ 2

ญูน คนรับใช้ของท่านอะบูซัร ฆ็อฟฟารี(ร.ฎ.) ยืนอยู่ตรงหน้าท่านอิมาม

ฮุเซน(อฺ)

ท่านอิมาม(อฺ)กล่าวกับญูนว่า

“ โอ้ญุนเอ๋ย ฉันอนุญาตให้ท่านออกไปได้ เพราะแท้จริงแล้วท่านคิดตามเราเพื่อแสวงหาความปลอดภัย ขออย่าได้มาพบกับความเสียหายในการร่วมทางกับเราเลย ”

ญูนซบลงที่เท้าของท่านอิมาม(อฺ)แล้วจูบเท้าทั้งสองพลางกล่าวว่า

“ โอ้บุตรของศาสนทูตแห่งอัลออฮฺ ฉันจะสุขสบายได้ก็ต่อเมื่อได้อยู่ร่วมกับท่าน ทั้งในยามเดือดร้อน ฉันก็จะยอมรับพร้อมกับพวกท่าน ฉันเป็นคนต่ำศักดิ์เป็นคนผิวดำ แต่ท่านได้ให้กลิ่นสวรรค์แก่ฉันซึ่งให้แต่ความหอมหวาน รู้สึกเป็นเกียรติแก่ฉันมากและได้ทำให้ฉันเป็นคนผิวขาว หามิได้ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ฉันจะไม่ออกห่างจากพวกท่านเลย จนกว่าฉันจะให้เลือดของฉันเคล้าเข้าด้วยกันกับเลือดของท่าน ”

ดังนั้น ท่านอิมามฮุเซน(อฺ)จึงอนุญาตให้เขาอยู่ต่อไป เขาจึงได้ออกรบ

ท่านอิมาม(อฺ)ได้กล่าวว่า

“ พระองค์ทรงประจักษ์แล้วว่า คนโฉดชั่วเหล่านั้นได้ฟาดฟันคนผิวดำด้วยดาบที่ฟาดฟันลูกหลานของศาสดามุฮัมมัด ขอพระองค์ทรงบันดาลให้พวกเขาได้รับการลงทัณฑ์โดยลิ้นและมือหวังว่าเขาจะได้เข้าสวนสวรรค์ในวันตอบแทน ”


ญูนได้สังหารศัตรูได้ถึง 25 คน ต่อจากนั้น เขาก็เพลี่ยงพล้ำเลยถูกฝ่ายศัตรูสังหาร ท่านอิมาม(อฺ)ได้ยืนขอพรให้แก่ศพของเขา พลางกล่าวว่า

“ ข้าแต่อัลลอฮฺ โปรดบันดาลให้ใบหน้าของเขาขาวนวลและให้มีกลิ่นและโปรดนำเขาไปรวมกับท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ)และให้เป็นที่รู้จักกันระหว่างเขากับวงศ์วานของมุฮัมมัด(ศ) ”

ปรากฎว่า ใครก็ตามที่ได้ผ่านสถานที่รบแห่งนั้นจะต้องได้รับกลิ่นหอมของเขา ซึ่งมีความหอมบริสุทธิ์ยิ่งกว่าชะมดเชียง(4)

(4) เยามุล-ฮุเซน หน้า 53

บทที่ 3

เมื่อท่านอะลี อักบัร ได้ออกไปรบกับพวกกูฟะฮฺ ท่านอิมามฮุเซน(อฺ)ได้เรียกอุมัร บินซะอัดว่า

“ อัลลอฮฺได้ทรงตัดขาดความเมตตาต่อท่านเหมือนอย่างที่ท่านตัดขาดความเมตตาต่อฉัน และมิได้รักษาญาติสนิทของฉันจากสายเลือดของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ และพระองค์จะทรงบันดาลให้ผู้ปกครองของท่านสังหารท่านบนที่นอนของท่านเอง ” ( 5)

(5) เยามุล-ฮุเซน หน้า 57

ปรากฏว่าดุอาอ์ของท่านอิมาม(อฺ)ได้รับการตอบสนอง ท่านมุคตารบินอะบีอุบัยดฺ อัษ-ษะก่อฟี(ร.ฏ.)ได้สังหารอุมัร บินซะอัดบนที่นอนของเขาดังเช่นที่เขาได้สังหารบุตรชายของท่าน(อฺ)ขณะที่ยังนอนอยู่บนแปล


บทที่ 4

มีชายคนหนึ่งออกมาจากฝ่ายทหารของอิบนุซะมัด เขามีชื่อเรียกว่าตะมีม บินฮุศ็อยนฺ อัล-ฟะซารี เขาร้องเรียกว่า

“ โอ้ ฮุเซนและพรรคพวกฮุเซน พวกท่านเห็นน้ำในแม่น้ำฟะรอตแล้วใช่ใหม มันใสสะอาดเหมือนท้องปลา ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ พวกท่านจะไม่ได้ลิ้มชิมรสของมันแม้สักหยดเดียว ก่อนที่พวกท่านจะถูกฆ่าตายไปอย่างทารุณ ”

ท่านอิมามฮุเซน(อฺ) กล่าวถามว่า

“ ชายผู้นั้นเป็นใคร ?”

มีคนบอกท่านว่า

“ ตะมีม บินฮุศ็อยนฺ ”

ท่านอิมาม(อฺ)จึงกล่าวว่า

“ ชายคนนี้และบิดาของเขาคือชาวนรก ข้าแต่อัลลอฮฺ ได้โปรดสังหารเขาท่ามกลางความกระหายของเขาในวันนี้ด้วยเถิด ”

ไม่นานเขารู้สึกกระหายน้ำจนกระทั่งพลัดตกจากอานม้าแล้วม้าก็เหยียบเขาตายในทันทีนั้น ( 6)

(6) บิฮารุล-อันวาร เล่ม 10 หน้า 171


บทที่ 5

อะบูฮะดูฟ ได้ยิงธนูไปที่หน้าผากของท่านอิมามฮุเซน(อฺ) ท่าน(อฺ)รีบดึงออกมาได้ พลันเลือดก็ไหลทะลักออกมาจากใบหน้า

แล้วท่าน(อฺ)กล่าวว่า

“ ข้าแต่อัลลอฮฺ แท้จริงพระองค์ทรงแลเห็นว่าข้าฯต้องอยู่ในฐานะเช่นไรกับปวงบ่าวของพระองค์ที่เป็นพวกละเมิด ข้าแต่อัลลอฮฺ ได้โปรดคิดคำนวณพวกเขาให้ครบถ้วน จงฆ่าพวกเขาให้ราบคาบและอย่างปล่อยให้พวกเขาหลงเหลืออยู่ในหน้าแผ่นดินแม้แต่คนเดียวและอย่าอภัยแก่พวก

เขาตลอดกาล ”

แล้วท่าน(อฺ)ได้ร้องขึ้นด้วยเสียงอันดังว่า

“ โอ้ประชาชาติที่เลวร้าย พวกเจ้าขัดแย้งกับศาสดามุฮัมมัด(ศ)ในเรื่องลูกหลานของท่าน(ศ)

จงรู้ไว้เถิดว่า หลังจากฉันแล้ว พวกเจ้าไม่อาจจะฆ่าใครได้อีก แต่เขาจะทำให้พวกเจ้าอ่อนแอ เนื่องจากการที่พวกเจ้าฆ่าฉัน ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ฉันหวังว่าอัลลอฮฺจะทรงยกย่องฉันด้วยตำแหน่งชะฮีดต่อจากนั้นพระองค์จะทรงล้างแค้นต่อพวกเจ้าแทนฉัน โดยที่พวกเจ้าไม่รู้ตัว ”

ฮุศ็อยนฺจึงกล่าวขึ้นว่า

“ พระองค์จะทรงล้างแค้นเราแทนเจ้าได้อย่างไรหรือ โอ้บุตรของฟาฏิมะฮฺ ?”


ท่านอิมาม(อฺ)ตอบว่า

“ ความชั่วของพวกเจ้าจะติดตามอยู่ในท่ามกลางพวกเจ้าเองจนมีการหลั่งเลือดของพวกเจ้าหลังจากนั้นพวกเจ้าจะได้ถูกกระหน่ำด้วยการลงโทษอย่างรุนแรง ” ( 7)

( 7) เยามุล-ฮุเซน หน้า 70

อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงรับดุอาอ์ของท่านอิมามฮุเซน(อฺ) เพราะไม่นาน

ท่านมุคตาร(ร.ฏ.)ก็เข้ามามีอำนาจเหนือพวกเขา แล้วจัดการลงโทษพวกเขาต่อจากนั้นฮัจญาจ บิน ยูซุฟ ก็เข้ามาปกครองจนเกิดการนองเลือดกันในหมู่พวกเขา

บทที่ 6

อับดุลลอฮฺ บิน ฮฺศ็อยนฺ อัล-อะซะดี ซึ่งยืนอยู่ริมฝั่งแม่น้ำกับทหารกลุ่มหนึ่ง เขาตะโกนด้วยเสียงดังฟังชัดว่า

“ โอ้ ฮุเซน ทำไมท่านไม่มองดูน้ำที่สดใสเหมือนท้องฟ้า แต่ท่านไม่อาจลิ้มรสของมันได้แม้สักหยดเดียว ก่อนที่พวกท่านจะต้องตายไปด้วยความกระหาย ”

ท่านอิมามฮุเซน(อฺ) กล่าวว่า

“ ข้าแต่อัลลอฮฺ ได้โปรดสังหารเขาให้ตายไปด้วยความกระหายด้วยเถิด และอย่าให้อภัยแก่เขาตลอดกาล ”


ฮะมีด บินมุสลิม กล่าวว่า

“ ขอสาบานด้วยพระนามพระนามของอัลลอฮฺ หลังจากนั้นไม่นานฉันได้ไปเยี่ยมอาการป่วยของเขา ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ ฉันเห็นเขาดื่มน้ำจนท้องกาง

หลังจากนั้นก็อาเจียนออกมาแล้วร้องว่ากระหายน้ำๆ แล้วก็กลับไปดื่มอีกจนท้องกาง หลังจากนั้นก็อาเจียนอีกเขาทรมานด้วยความกระหายน้ำ เขามีอาการเป็นอยู่อย่างนี้ตลอดไปจนถึงแก่ความตาย ” ( 8)

( 8) บิฮารุล-อันวาร เล่ม 10 หน้า 191

บทที่ 7

ชายคนหนึ่งจากตระกูลของอุบาน บินดาริม ซึ่งมีชื่อว่าซุรอะฮฺ ได้ยิงธนูไปถูกที่ซอกคอของท่านอิมามฮุเซน(อฺ)จนทำให้เลือดหลั่งออกมา ท่าน(อฺ)กำหยาดเลือดแล้วขว้างขึ้นสู่ท้องฟ้า พลางกล่าว

“ ข้าแต่อัลลอฮฺ โปรดทำให้เขากระหาย โปรดทำให้เขากระหาย ”

มุฮัมมัด อัล-กูฟี รายงานว่า :

คนที่ได้ไปพบเห็นเขาเล่าให้ฉันฟังว่า ในขณะที่เขาใกล้จะตายนั้นเขาร้องครวญครางเพราะความร้อนระอุภายในท้องและเย็นจัดที่สันหลัง ที่ด้านหน้าของเขาอบไว้ด้วยหิมะน้ำแข็ง แต่ด้านหลังของเขาต้องอบไว้ด้วยกองไฟ เขากล่าวว่า

“ จงให้ฉันได้ดื่มน้ำเถิด ฉันจะตายด้วยความหิวอยู่แล้ว ”


จนได้มีคนนำน้ำมาให้เขาดื่มคราวละเต็มภาชนะใหญ่ ในนั้นมีทั้งเหล้าองุ่น มีทั้งน้ำและนมที่พอเพียงสำหรับดื่มกันห้าคน แต่เขาดื่มแล้วดื่มอีกแล้วกล่าวอยู่แต่ว่า

“ เอาน้ำมาให้ฉันเถิด ฉันหิวจะตายอยู่แล้ว ”

จนท้องของเขาโป่งเหมือนท้องอูฐ (9)

( 9) ตารีค อิบนิอะซากิร เล่ม 4 หน้า 337

การต่อสู้ของอิมามฮุเซน(อฺ) : ค้ำจุนเสาหลักแห่งอิสลาม

มุอาวิยะฮฺนั้น ถึงแม้จะเป็นคนที่เหิน ห่างจากคำสอนของศาสนาอิสลามและไม่ได้ให้ความสำคัญกับพระคัมภีร์อัล-กรุอานเท่าที่ควรและขัดแย้งกับวิถีทางของศาสนทูตผู้ทรงเกียรติ(ศ)แต่เขาก็ยังเป็นคนดำรงนมาซ ยังบำเพ็ญฮัจญ์ ยกย่องศ่อฮาบะฮฺ และยังมีความพอใจในการเขียนถึงท่านศาสนทูต(ศ)และยังอ้างถึงในสิ่งที่ได้ยินมาจากท่าน(ศ) หมายความว่าสีสรรของอิสลามยังพอจะมีอยู่สำหรับการครองอำนาจรัฐและยังมีกลิ่นไอของศาสนาชี้นำสังคมอยู่

แต่เมื่อยะซีดเข้ามารับอำนาจการปกครอง ในกลางปีที่ 60 ทุกสิ่งทุกอย่างก็เปลี่ยนแปลงไป เพราะเขาคือ คนที่ถูกกำเนิดขึ้นมาด้วยความโสมมเป็นคนที่มีความแปลกพิสดารในเรื่องความเชื่อความคิดและการกระทำ ดังนั้นเขาจึงไม่มีความรู้อะไรในด้านศาสนาเลย หรือแม้จะเป็นเรื่องซุนนะฮฺ


ก็ตามเมื่อบิดาของเขาได้แลเห็นความพิกล ความคึกคะนองของเขา และเห็นว่าเขาเป็นนักดื่มสุรา ก็รู้เลยว่าเขามิใช่คนที่เหมาะสมต่อตำแหน่งค่อลีฟะฮฺซึ่งสำคัญมาก

มุอาวิยะฮฺ เคยกล่าวไว้ว่า

“ ถ้าหากฉันไม่ลุ่มหลงในตัวของยะซีด แน่นอนสายตาของฉันจะต้องมองเห็นความชอบธรรมเป็นแน่แท้ ”

ชายคนนี้พูดตามความเป็นจริง กล่าวคืออารมณ์ของเขาหมกมุ่นอยู่ในการสร้างความยุ่งยากแก่มวลมุสลิมอย่างใหญ่หลวง จนคนทั้งหลายและแม้แต่เขาเองก็ไม่อาจรับได้

ในที่นี้ ข้าพเจ้าไม่ประสงค์ที่จะกล่าวถึงความเหลวไหลของบุคคลผู้นี้เพราะไม่มีใครสามารถกล่าวถึงเรื่องของเขาในด้านนี้ให้ครบถ้วนได้ และคำกล่าวของเขาต่อไปนี้ ก็ถือว่าเพียงพอแล้วที่จะแสดงให้เป็นถึงความเหลวไหลอย่างสิ้นเชิงของเขา :

“ พวกฮาชิม(ตระกูลของท่านศาสดา)ได้เล่นเกมส์การครองอาณาจักรผ่านพ้นไปแล้ว ดังนั้นหาได้มีคำสอนใดๆ ไม่ และวะฮฺยูก็มิได้ถูก ประทานมาแต่อย่างใด ”

งานชิ้นแรกที่ยะซีดลงมือทำหลังจากที่รับอำนาจการปกครอง คือ เขียนจดหมายส่งไปยังข้าหลวงของตนในเมืองมะดีนะฮฺ คือวะลีด บินอุตบะฮฺบินอะบีซุฟยานว่า

“ ให้จับตัวฮุเซน , อับดุลลอฮฺ บินอุมัร , อับดุร-เราะฮฺมาน บินอะบูบักรฺ , อับดุลลอฮฺ บินซุเบรมาให้สัตยาบันด้วยความรุนแรง และถ้าหากใครขัดขืนก็ให้ตัดคอเสีย แล้วให้ส่งศีรษะไปแสดงแก่ฉัน ” ( 1)

(1) มักตัล ฮุเซน ของค่อวาริซมี่ เล่ม 1 หน้า 178


คำถามที่มักจะถามกันก็คือว่า

ทำไม หลานของศาสดาจึงไม่ยอมให้สัตยาบันต่อยะซีด ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้เกิดการนองเลือด ทั้งทางด้านอะฮฺลลบัยตฺ(อฺ)และบรรดาสาวก

ท่านฮะซัน(อฺ)พี่ชาย ยังยอมให้สัตยาบันต่อมุอาวิยะฮฺได้ ทำไม ?

เราขอตอบว่าในตอนต้นเราได้กล่าวแล้วว่า ระหว่างมุอาวิยะฮฺกับยะซีดนั้น มีความแตกต่างกันอย่างมาก การให้สัตยาบันต่อยะซีดย่อมหมายความว่า หลานของท่านศาสดา(ศ)ให้การรับรองและพอใจในสภาพสังคมที่เป็นอยู่อย่างนั้น ซึ่งในภายหลังก็เท่ากับเป็นการทำลายอิสลามและถอดถอนวิญญาณแห่งศรัทธาออกจากมวลมุสลิม คำสอนของศาสนาก็จะถูกทำลายสร้างไปจากพวกเขา

เมื่อพวกเขาได้เห็นว่าขนาดหลานของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)และบุตรของท่านอะมีรุลมุอ์มินีน(อฺ) ประมุขของชายหนุ่มชาวสวรรค์ยังยอมรับการใช้สัตยาบันต่อยะซีดอย่างสวามิภักดิ์ได้ ทั้งๆที่ท่านศาสนทูต(ศ)เคยกล่าวต่อหน้าท่าน(อฺ)ว่า

“ บุคคลใดที่เห็นผู้ปกครองสร้างความอธรรม แล้วไม่คิดแก้ไขก็ให้เตรียมที่นั่งของตนไว้ในไฟนรก ”

การปกครองของใครที่ไหนอีกเล่า ที่จะเลวร้ายยิ่งกว่าการปกครองของยะซีด และจะมีใครที่ไหนอีกเล่าสมควรจะเข้าทำการแก้ไขยิ่งกว่าบุตรของท่านศาสนทูต(ศ)ซึ่งเป็นเสาหลักของอิสลาม(2)

(2) ดูหนังสือที่เขียนโดยอุซตาซ อับดุล-กอดิร อะฮฺมัด ยูซุฟ ซื่อ ฮะซันบินอะลี


ใครก็ตามที่รู้จักนิสัยใจคอของยะซีดและจุดยืนแห่งความเชื่อของเขาจะต้องเชื่อถือได้เลยว่า ถ้าหากอำนาจปกครองเป็นของเขาอย่างเต็มรูปแบบเขาจะต้องทำลายอิสลามเนื่องจากความบ้าบิ่นและความละเมิดของเขาที่หางไกลจากหลักความเชื่อทางศาสนาอย่างยิ่ง นับเป็นความแค้นที่สะสมมาแต่กาลก่อน ดังนั้น จึงจำเป็นที่ประมุขของบรรดาชะฮีดต้องไม่ยอมให้สัตยาบัน ท่าน(อฺ)จึงได้ออกเดินทางจากเมืองมะดีนะฮฺ เพื่อหลีกเลี่ยงจากการเผชิญหน้ากับสิ่งที่เกิดขึ้นจากฝ่ายปกครอง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อยะซีดได้สั่งให้มีการสังหารท่าน(อฺ)ในเมื่อท่าน(อฺ)ไม่ยอมให้สัตยาบัน ท่านอิมาม(อฺ)ได้นำครอบครัวและน้องๆ ออกไปยังเมืองมักะฮฺ ซึ่งอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงกำหนดไว้ว่าใครที่เข้าไปเมืองนี้จะได้รับการปลอดภัย แต่ยะซีดยังส่งอุมัร บิน ซะมัด บิน อาศ เข้าไปในกลุ่มทหารและ

แต่งตั้งให้เขาบัญชาการฮัจญ์ และทำหน้าที่ดูแลพิธีกรรมและสั่งว่า

“ ถ้าพบฮุเซนที่ไหน ก็ให้ฆ่าเสียที่นั่น ” ( 3)

(3) มักตัล ฮุเซน ของมุก็อรรัม หน้า 193

ดังนั้นจึงจำเป็นที่ท่านอิมามฮุเซน(อฺ)ต้องออกจากเมืองมักกะฮฺอีกเพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าแต่ปรารถนาความสันติ โดยเกรงว่าจะเกิดการ

นองเลือดในสถานอันศักดิ์สิทธิ์ ท่าน(อฺ)ได้ออกเดินทางจากที่นั่นในวัน

ตัรวียะฮฺ(8 ซุลฮิจญะฮฺ)และถอดเอียะฮฺรอมของท่าน(อฺ)โดยเปลี่ยนเป็นการทำอุมเราะฮฺมุฟร่อดะฮฺ


ยังมีคำถามอีกข้อหนึ่งว่า ด้วยเหตุอันใดท่าน(อฺ)จึงมุ่งหน้าไปยังเมืองกูฟะฮฺแทนที่จะไปยังเมืองอื่น ตอนแรกท่าน(อฺ)ออกจากเมืองมะดีนะฮฺของตาของท่านคือศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ด้วยความกลัวว่าจะเกิดอันตรายและต้องรีบรุดออกจากเมืองมักกะฮฺอีกด้วยความจำใจ แล้วทำไมท่านจึงเลือกเมืองกูฟะฮฺ แทนที่จะเป็นบัศเราะฮฺ เยเมน อียิปต์ หรือซีเรีย ?

เมืองบัศเราะฮฺนั้น แม้จะเป็นเมืองหน้าด่านของอิรัก แต่ชาวเมืองที่นั่นแตกแยกกันเป็นพรรคเป็นพวก บางทีศัตรูของอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ)อาจอยู่ที่นั่นประกอบกับพวกเจ้าเมืองและสมุนบริวารทั้งหลายมีกันเป็นจำนวนมากและมีความเข้มแข็งกว่าบรรดาผู้ที่สวามิภักดิ์ต่ออะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ)

เมืองเยเมนนั้น โอกาสน้อยมากที่ท่านประมุขของบรรดาชะฮีดจะเลือก เมื่อท่านเองก็เคยรู้ว่าคนเมืองนั้นเป็นพวกที่ทำการบกพร่องอย่างใหญ่หลวง และมักจะล่อลวงกับคนที่พบปะกัน พวกเขามิได้ให้การรับรองแก่บะซัรบินอัรฏอและทหารของเขาแม้แต่น้อย จนถึงกับสร้างความเสียหายในหน้าแผ่นดิน ฆ่าใคนได้ก็จะฆ่า ปล้นใครได้ก็จะปล้น

ส่วนอียิปต์ นับตั้งแต่อุมัร บิน อาศเข้าไปปกครองและได้สังหาร

ท่านมุฮัมมัด(ร.ฏ.)บุตรของท่านอะบูบักรฺที่นั่น ซึ่งเป็นคนที่ท่านอะมีรุลมุอ์มินีน(อฺ)แต่งตั้งให้ประจำที่นั่น พวกเขาปกครองเมืองนี้ด้วยการกดขี่ บีฑา โดยถือเสมือนหนึ่งว่าเป็นประเทศที่สองของพวกตนรองจากเมืองชาม(ซีเรีย)เพราะมีบรรดาคนที่นิยมยกย่องอุษมานร่วมมือกับพวกเขาซึ่งเป็นพวกที่มีความแค้นเคืองต่อบรรดาอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ)


ส่วนเมืองชาม(ซีเรีย)นั้น คือเมืองที่อยู่ในอุ้งมือของศัตรูอยู่แล้วและที่นั่นคือแหล่งที่ตั้งฐานบัญชาการทางทหารของคนเหล่านั้น

นี่คือ เหตุผลที่ว่าทำไมท่านอิมามฮุเซน(อฺ)จึงตัดสินใจเดินทางไปยังเมืองกูฟะฮฺแทนที่จะเลือกไปเมืองอื่นๆ ในดินแดนของอิสลามยามนั้น ประการหนึ่งเมืองนี้มีบรรดาชีอะฮฺกระจัดกระจายอยู่จำนวนมากเพราะเคยเป็นเมืองหลวงของท่านอะมีรุลมุอ์มินีน(อฺ)และท่านอิมามฮะซัน(อฺ) และเป็นเมืองที่

มุอาวิยะฮฺทอดทิ้ง กล่าวคือคนเหล่านั้นได้สังหารบุคคลระดับหัวหน้าประจำเมืองนี้เสียแล้ว เช่น ฮะญัร บินอาดี อัล-กินดีและสหายของเรา รวมทั้ง

อัมรว์ บินอัล-ฮัมกฺ และสมาชิกกลุ่มหนึ่งของเขาซึ่งเป็นคนสำคัญระดับแนวหน้าและเป็นหัวหน้าของที่นั่น โดยที่ซิยาด บุตรของชายโฉดและ

อัล-มุฆีเราะฮฺ บินชุอบะฮฺได้สังหารพวกเขารวมทั้งคนอื่นๆ ที่เป็นลูกน้องและสมุนของอุมาวิยะฮฺก็ร่วมกันฆ่าคนเหล่านี้ด้วย

ในขณะเดียวกับที่ทิศทางเดินทางท่านประมุขแห่งวีรชนอิสลาม(อฺ)ถูกปิดประตูหมด จนไม่เหลือเมืองอื่นๆ ให้เลือกอีกเลยนอกจากเมืองกูฟะฮฺนั้นเราก็พบว่าชาวเมืองกูฟะฮฺเคยมีการติดต่อกับท่านอิมามฮุเซน(อฺ) มาก่อน

นั่นคือกรณีที่คนเหล่านั้นเคยเขียนจดหมายถึงท่าน(อฺ)ในสมัยของ

มุอาวิยะฮฺ และสัญญากับท่าน(อฺ)ว่าจะร่วมทำการต่อสู้สนับสนุนท่าน(อฺ) แต่ขณะนั้นท่านอิมามฮุเซน(อฺ)ได้ขอประวิงเวลาไว้ก่อน เพราะระหว่างท่าน(อฺ)เองกันมุอาวิยะฮฺยังมีสัญญากันอยู่ ในขณะเดียวกันท่าน(อฺ)ก็ไม่ต้องการบิดพลิ้วสัญญา


ท่านเชคมุฟีด (ขอให้อัลลอฮฺประทานความเมตตา) ได้กล่าวว่า :

“ อัล-กัลบี , อัล-มะดาอินี และนักประวัติศาสตร์ท่านอื่นๆ ได้อธิบายว่าเมื่อท่านอิมามฮะซัน ( อฺ) ถึงแก่กรรม พวกชีอะฮฺในเมืองอิรักได้มีการเคลื่อนไหวและเขียนจดหมายถึงท่านอิมามฮุเซน (อฺ)

ให้ถอนตัวออกจากมุอาวิยะฮฺและสัญญาว่าจะให้สัตยาบันต่อท่าน(อฺ)แต่ท่าน(อฺ)ได้ยับยั้งคนเหล่านั้นไว้โดยให้เหตุผลว่าระหว่างท่าน(อฺ)กับมุอาวิยะฮฺต่างมีสัญญากันอยู่ ซึ่งไม่บังควรแก่ท่าน(อฺ)ที่จะผิดสัญญา จนกว่าให้เวลากำหนดได้ผ่านพ้นไปก่อน ” (4)

(4) อัล-อิรชาด หน้า 200

หลังจากที่ยะซีดเข้ารับตำแหน่งแล้ว สาส์นจากคนเหล่านั้นที่เขียนติดต่อถึงท่านอิมามฮุเซน ( อฺ) มีมากจนกระทั่งท่านได้รวบรวมไว้เองถึง 12,000 ฉบับ (5)

(5) มะษีรุล-อะฮฺซาน ของอิบนุนะมา หน้า 16, อับศอรุล-อัยนฺ หน้า 5, มักตัล ฮุเซน ของมุก็อรรอม หน้า 163

ท่านอิมามฮุเซน(อฺ) ได้ส่งท่านมุสลิม บินอะกีล(ร.ฏ.)ลูกพี่น้องของท่าน(อฺ)ไปยังเมืองกูฟะฮฺและชาวเมืองกูฟะฮฺก็ให้การตอบรับท่านประมุขแห่ง

วีรชนอิสลาม(อฺ) โดยได้เข้ามอบสัตยาบันกันอย่างมโหฬาร


กล่าวคือ จำนวนคนที่ให้สัตยาบันต่อท่านมีมากถึง 18,000 คน จนทำให้ลูกน้องของยะซีดซึ่งเป็นใหญ่อยู่ที่นั่นต้องได้รับความโดดเดี่ยวอยู่แต่ในวังของตน เพราะคนทั้งหลายไม่ร่วมมือกับเขาเลยไม่ว่าจะเป็นนมาซวันศุกร์หรือนมาซรวมธรรมดาท่านมุสลิม จึงเขียนจดหมายถึงท่านอิมามฮุเซน (อฺ) ก่อนถูกสังหาร 27 วันความว่า

“ ผู้ตรวจการณ์มิได้กล่าวเท็จต่อเจ้านายของตนเลย บัดนี้ชาวกูฟะฮฺได้ให้สัตยาบันต่อข้าพเจ้า มากถึง 18,000 คนแล้ว ดังนั้นขอให้รีบมาในทันทีที่จดหมายของข้าพเจ้ามาถึงท่าน ” (6)

(6) มักตัล ฮุเซน ของมุก็อรรอม หน้า 168

ในช่วงเวลาที่ท่านมุสลิม(อฺ)เขียนจดหมายถึงท่านอิมามฮุเซน(อฺ)อยู่นั้นเหตุการณ์ในเมืองกูฟะฮฺยังเป็นปกติ เขาจึงย้ำให้ท่านอิมาม(อฺ)รีบเดินทางมาแต่ยะซีดได้ส่งคนติดตามไปสังหารท่านอิมาม(อฺ)ที่มักกะฮฺ และกำชับว่าต้องฆ่าให้ได้ แม้จะเป็นที่ตรงบริเวณอัล-กะอฺบะฮฺก็ตาม ดังนั้น จึงจำเป็นที่ท่าน(อฺ)จะต้องรีบเดินทางออกไปทันที

ท่านอิมามฮุเซน(อฺ)พร้อมด้วยสมาชิกครอบครัวและพรรคพวกจำนวนหนึ่งได้เดินทางมุ่งหน้าไปยังเมืองกูฟะฮฺ ในระหว่างทางท่าน(อฺ)ก็ทราบข่าวว่า ทางเมืองกูฟะฮฺได้มีการแปรพักต์เสียแล้ว

อีกทั้งท่านมุสลิม บิน อะกีลและสหายคนอื่นของเขารวมทั้งบุคคลที่ให้ความช่วยเหลือเขาถูกสังหารเสียแล้ว ท่านอิมาม(อฺ)ได้ประกาศข่าวนี้ให้กลุ่มชนของท่าน(อฺ)ทราบเพื่อให้พวกเขาพิจารณาหาเส้นทางเดินเสียใหม่


หลังจากที่ท่าน(อฺ)ประสบกับปัญหาที่เป็นอุปสรรคเสียแล้ว เชคมุฟีด(ขอ

ให้อัลลอฮฺประทานความเมตตา)ได้กล่าวว่า

ท่าน(อฺ)ได้นำหนังสือฉบับหนึ่งออกมาอ่านให้ประชาชนรับทราบดังมีใจความต่อไปนี้

“ ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงกรุณาปรานี ผู้ทรงเมตตาเสมอ บัดนี้เราได้ทราบข่าวที่เลวร้ายที่สุดเรื่องหนึ่ง นั่นคือมุสลิม บิน อะกีล ,

ฮานี บิน อุรวะฮฺ , อับดุลลอฮฺ บิน ยักฏ็อร ได้ถูกสังหารเสียแล้ว

แน่นอนชีอะฮฺของเราได้สร้างความเสียหายให้แก่เราแล้ว ในหมู่พวกท่าน

ถ้าหากคนใดต้องการจะเปลี่ยนแปลงเส้นทาง ก็ขอให้รีบไปเสียจะไม่มีปัญหาข้อขัดแย้งใดๆและไม่มีข้อตำหนิติเตียนใดๆ ” (7)

(7) ญะลาอุล-อุยูน เล่ม 2 หน้า 152

จึงเป็นโอกาสดีสำหรับคนอาหรับกลุ่มหนึ่งที่ติดตามท่าน(อฺ)มาในคราวนี้ ซึ่งแอบหลบมากับท่านด้วยโดยหวังว่าจะได้เป็นสมาชิกร่วมของประเทศใหม่ โดยมุ่งหวังผลประโยชน์หรือแสวงหารายได้บางประการเท่านั้น

ในขณะที่ท่านอิมามฮุเซน(อฺ) ได้รับทราบข่าวนี้ เส้นทางที่ท่าน(อฺ)กำลังเดินอยู่ก็ถูกปิดกั้นอีกด้วย นั่นคืออุบัยดิลลาฮฺ บิน ซิยาด ได้ส่งอัล-ฮุศ็อยนฺ

บิน นามีร เจ้าหน้าที่ฝ่ายตรวจการณ์ของตนให้ไปเฝ้าอยู่ที่อัล-กอดิซียะฮฺและได้วางกองทหารม้าเอาไว้ระหว่างเมืองกอดิซียะฮฺกับคอฟาน ระหว่าง

กอดิซียะฮฺกับอัล-ก็อฏก่อฏอนียะฮฺอีกทั้งยังได้มีการยึดเส้นทางระหว่าง

วากิเศาะฮฺกับซีเรียและบัศเราะฮฺด้วย จึงเป็นเหตุให้ท่านอิมาม(อฺ)ต้องเผชิญกับปัญหาการปิดล้อมของทหารเหล่านั้น ที่นำทัพมาโดยอัล-ฮุร บิน ยะซีด อัร-ร็อยฮานี ซึ่งอัล-ฮุรได้ขัดขวางการเดินทางไว้ตลอดแนว


ต่อจากนั้นทั้งสองฝ่ายก็ยินยอมตกลงกันว่าให้ท่านอิมาม(อฺ)หาเส้นทางเดินสายใหม่โดยอย่าได้ย้อนกลับไปยังเมืองมะดีนะฮฺ และไม่ต้องเดินทางต่อไปยังเมืองกูฟะฮฺ

ท่านอิมามฮุเซน(อฺ)และอัล-ฮุรได้เดินทางด้วยกันจนกระทั่งมาถึง

“ กัรบะลาอ์ ” ซึ่งที่นั่นได้กลายเป็นสมรภูมิแหล่งสุดท้าย เป็นดินแดนแห่ง

วีรชนอิสลามและเป็นดินแดนที่จารึกความกล้าหาญในรูปแบบต่างๆ ไว้มากมาย

ลำดับเหตุการณวีรชนแห่งกัรบะลาอ์

บทที่ผ่านมาท่านได้อ่านเรื่องการต่อสู้ของท่านอิมามฮุเซน(อฺ)และการเดินทางของท่าน(อฺ)ที่เข้าสู่ “ กัรบะลาอ์ ” แล้วท่าน(อฺ)ได้เดินทางมาถึงที่นั่นในวันพฤหัสบดีที่ 2 ของเดือนมุฮัรร็อม ฮ.ศ. 61

และท่าน(อฺ)ก็ยงคงพักอยู่ที่นั่นจนกระทั่งทหารของฝ่ายข้าศึกติดตามมาทัน ในจำนวนนั้น

ชิมรฺ เป็นฝ่ายนำมา 4,000 คน

ยะซีด บินอัร-ริกาบ เป็นฝ่ายนำมา 2,000 คน

อัล-ฮุศ็อยนฺ บิน นามีร เป็นฝ่ายนำมา 4,000 คน

ชิบษฺ บิน รุบอี เป็นฝ่ายนำมา 1,000 คน

กะอับ บิน ฏ็อลฮะฮฺ เป็นฝ่ายนำมา 3,000 คน

ฮิญาร บินอับญัร เป็นฝ่ายนำมา 1,000 คน


มะฏอยิร บินร่อฮีนะฮฺ อัลมาซินีเป็นฝ่ายนำมา 3,000 คน

นัศรฺ บินฮัรชะฮฺ เป็นฝ่ายนำมา 2,000 คน

ทั้งนี้ต่างก็เข้ามาสมทบกับกองทหารของอิบนุชะอัด ซึ่งมีไม่น้อยกว่า

20,000 คน อิบนุซิยาดก็ยังส่งทหารมาสมทบอีกเรื่อยๆ จนกระทั่งมีจำนวนมากถึง 30, 000 คน

คืนแห่งวัน อาชูรออ์

ในคืนวันพฤหัสที่ 9 ของเดือนมุฮัรร็อม อิบนุซะอัดได้นำทหารของตนเข้าไปหาท่านอิมามฮุเซน (อฺ) ซึ่งท่านอิมาม (อฺ) ก็ได้ส่งท่านอับบาซ (ร.ฏ.) น้องชายของท่าน (อฺ) ออกไปพบกับพวกเขาโดยได้สั่งว่า

“ เจ้าจงขี่พาหนะของฉันออกไปพบกับพวกเขา แล้วถามพวกเขาดูว่าพวกเขามาทำไม และต้องการอะไร ?”

ท่านอับบาซ(ร.ฏ.)ขี่พาหนะออกไปพร้อมกับพลทหารม้า 20 คน

ในจำนวนนั้นมีซุฮัยรฺและฮะบีบรวมอยู่ด้วย ท่านถามพวกเขาตามที่ท่านอิมาม (อฺ)สั่ง

พวกเขาตอบว่า

“ มีคำสั่งจากอะมีร(ผู้ปกครอง)มาว่า ให้เราเสนอแก่พวกเจ้าถึงเรื่องการยินยอมตกลงอยู่ภายใต้การปกครอง มิฉะนั้นแล้วก็ให้เราสู้รบกับพวกเจ้า ”

ท่านอับบาซ(ร.ฏ.)ก็ได้หวนกลับมาแจ้งให้ท่านอิมามฮุเซน(อฺ)รับทราบถึงสิ่งที่คนพวกนั้นต้องการ


ท่านอิมาม(อฺ)ได้พูดกับท่านว่า

“ จงกลับไปพบกับพวกเขาและขอร้องให้พวกเขาคอยให้คืนนี้ผ่านไปจนถึงพรุ่งนี้ก่อน

เพราะว่าเราจะทำนมาซต่อพระผู้อภิบาลของเราในคืนนี้ ซึ่งเราจะวิงวอนขอจากพระองค์และขอการอภัยโทษจากพระองค์ เพราะพระองค์ทรงรู้ดีว่า ข้ารักการนมาซและการอ่านคัมภีร์ อีกทั้งวิงวอนขอดุอาอ์และขอการอภัยโทษจากพระองค์ ”

ท่านอับบาซ(ร.ฏ.)ได้กลับไปหาคนเหล่านั้นอีกครั้งและขอร้องพวกเขาว่า ให้ค่อยเวลาจนคืนนี้ผ่านไปก่อน อิบนุ ซะอัดลุกขึ้นยืนถามคนทั่วไป

อัมรว์บินฮัจญาจกล่าวขึ้นว่า

“ มหาบริสุทธิ์เป็นของอัลลอฮฺ พวกเขาเป็นนักบุญ ในเมื่อขอร้องท่านเช่นนั้น ก็สมควรแล้วที่ท่านจะยินยอมพวกเขา ”

ก็อยซฺ บินอัชอัษ กล่าวว่า

“ ยินยอม่ไปตามที่พวกเขาขอร้องเถิด ขอสาบานด้วยอายุขัยของข้าเองว่าพรุ่งนี้ท่านจะต้องมีชัยชนะในการสู้รบได้แน่นอน ”

อิบนุซะอัดจึงพูดว่า

“ ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ฉันต้องรู้ว่าเขาทำอะไรในยามที่ฉันยืดเวลาให้พวกเขาคืนนี้ ”


แล้วเขาก็ส่งคนไปพบท่านอิมามฮุเซน(อฺ) โดยให้กล่าวว่า

“ พวกเราจะยืดเวลาแก่พวกเจ้าจนถึงพรุ่งนี้เช้า ถ้าหากเจ้ายอมรับโดยดุษณี เราก็จะคุมตัวพวกเจ้าไปพบกับผู้ปกครองพร้อมกับเรา นั่นคือ

อิบนุ ซิยาด แต่ถ้าหากพวกเจ้าปฏิเสธ เราก็จะไม่ปล่อยพวกเจ้าไปอย่างเด็ดขาด ”

การนมาซ

คืนนั้นท่านอิมามฮุเซน(อฺ)และมวลสมาชิกของท่าน(อฺ)อดนอนตลอดคืน พวกเขาอยู่โยงห้อมล้อมกันเหมือนฝูงผึ้งในขณะที่ท่าน(อฺ)ยืนนมาซและนั่งนมาซตลอดเวลาไม่ว่าจะโค้งหรือจะกราบจนรุ่งขึ้นวันใหม่ ท่านอิมาม(อฺ)ได้ร่วมนมาซยามรุ่งอรุณ(ศุบฮ)กับบรรดาสมาชิกของท่าน(อฺ)เสร็จแล้วท่านก็ยืนขึ้นกล่าวคำเทศนา ความว่า

“ มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิของอัลลอฮฺ แท้จริงอัลลอฮฺทรงอนุมัติให้มีการต่อสู้ทั้งโดยพวกท่านและโดยฉันในวันนี้แล้ว จึงขอให้พวกท่านทั้งหมดมีความอดทนและจงต่อสู้ ”

หลังจากนั้นท่านอิมาม(อฺ) ก็ได้หันมาทางทหารหาญแล้วขอร้องไห้จัดแถวเพื่อออกรบในขณะนั้นพวกเขามีจำนวนเพียง 70 คน รวมทั้งคนที่มีม้าและเดินเท้า โดยมีท่านซุฮัยรฺ บิน ก็อยนฺ ( ร.ฏ.) อยู่ทางเบื้องขวา ท่านฮะบีบ บิน มะซอฮิร (ร.ฏ.) อัล-อะซะดีอยู่ทางเบื้องซ้าย

ส่วนท่าน(อฺ)กับบรรดาอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ)อยู่ตรงระหว่างกลาง พร้อมกันนั้นก็ได้มอบธงรบของท่าน(อฺ)ให้แก่ท่านอับบาซ(ร.ฏ.)ผู้เป็นน้องชาย


ทางด้านอิบนุซะอัดก็ได้จัดแถวสมาชิกของตนด้วยเช่นกัน ซึ่งพวกเขามีจำนวนถึง 30,000 คน โดยแต่งตั้งให้อัมรว์ บิน ฮัจญาจ อัซ-ซุบัยดี อยู่ทางด้านขวา ส่วนทางด้านซ้ายก็ให้ชิมรฺ บิน ซีล-เญาชันอยู่ ส่วนกองทัพม้าก็ให้อุซเราะฮฺ บิน ก็อยซฺ เป็นฝ่ายนำ แล้วมอบธงของตนให้ซูวัยดฺสมุนมือขวาของตนเป็นผู้ถือ

ท่านอิมามฮุเซน(อฺ)ปฏิเสธการเป็นฝ่ายเริ่มต้นทำสงคราม

ท่านอิมาม(อฺ)สั่งให้มีการขุดสนามเพลาะไว้ด้านหลังกระโจมและให้จุดไฟไว้ในนั้นเพื่อหลบการรบให้มีขึ้นเพียงด้านเดียวและเพื่อเป็นการประกันความปลอดภัยให้แก่กระโจมที่พักด้วยบรรดาฝ่ายศัตรูได้ออกมานอกบริเวณค่าย ก็เห็นแสงไฟที่ถูกจุดขึ้นในหลุมเพลาะ ชิมรฺจึง

ตะโกนขึ้นสุดเสียงว่า

“ โอ้ฮุเซน เจ้าจะรีบเอาไฟเผาตัวเองก่อนถึงวันฟื้นคืนชีพกระนั้นหรือ ”

ท่านอิมามฮุเซน(อฺ)ถามขึ้นว่า

“ นั่นเสียงของใคร ดูเหมือนคล้ายเสียของชิมรฺ บินซีล-เญาชัน ?”

มีเสียงขานรับว่า

“ ใช่แล้วครับ ”

ท่านอิมาม(อฺ)จึงกล่าวว่า

“ เจ้านั้นแหละที่เหมาะสมจะเข้านรกมากกว่าข้า ”


มุสลิม บิน เอาซะญะฮฺ(ร.ฏ.)ทำท่าจะยิงธนูเข้าใส่ แต่ท่าน(อฺ)ได้ห้ามไว้พร้อมกับกล่าวว่า

“ ฉันรังเกียจที่จะเป็นฝ่ายเริ่มต้นทำสงครามกับพวกเขา ”

ท่านประมุขของวีรชนแห่งอิสลาม(อฺ) ได้ออกมาพบกับชาวกูฟะฮฺแล้วกล่าวคำเทศนาด้วย

ถัดจากนั้น ท่านอิมาม(อฺ)ได้กล่าวคำเทศนาอีกเป็นครั้งที่สองซึ่งปรากฏว่าการเทศนาในคราวนี้ ยังผลให้บรรดาผู้นำชาวกูฟะฮฺจำนวนหนึ่งยอมรับท่านอิมาม(อฺ) และเข้ามาร่มทัพกับท่าน เช่น อัล-ฮุร บินยะซีด อัร-ริยาฮี ซึ่งมีทหารอยู่อีกจำนวนหนึ่ง

สงครามและการพลีชีพ

อิบนุซะอัดเชื่อมั่นว่า การรอคอยอย่างนี้มิได้เป็นผลดีให้กับตัวเองเลยบางทีท่านอิมามฮุเซน ( อฺ) กับพรรคพวกของท่านอาจทำการเปลี่ยนแปลงบรรดาทหารทั้งหมดได้ แล้วจะเกิดความยุ่งยากสับสนเหมือนอย่างที่กษัตริย์แห่งร็อยและราชาแห่งญุรญานได้ประสบกับความพ่ายแพ้มาแล้ว

ดังนั้นเขาจึงได้นำทหารออกมาเผชิญหน้ากับท่านอิมาม(อฺ) แล้วยกธนูขึ้นเตรียมยิงทัพทีพลางกล่าวว่า

“ พวกเจ้าจงเป็นพยานต่ออะมีร(ผู้ปกครอง)ให้ข้าด้วยว่า ข้านี่แหละคือคนแรกที่ยิงธนู ”


แล้วทหารทั้งหมดต่างก็ยิงตามทันที ปรากฏว่าพรรคพวกของท่านอิมาม

ฮุเซน(อฺ)ถึงกับต้องธนูกันหมดทุกคนไม่เว้นแต่คนเดียว

ท่านอิมาม(อฺ)กล่าวกับพลพรรคของท่าน(อฺ)ว่า

“ จงลุกขึ้นเผชิญกับความตายที่ไม่อาจมีใครหลีกเลี่ยงได้เถิด

อัลลอฮฺจงประทานความเมตตาแก่พวกเจ้า ธนูเหล่านี้มันถูกส่งมาจากคนเหล่านั้น ”

พลพรรคของท่านอิมาม(อฺ)ต่างพากันฮึดสู้พร้อมกัน เพียงการต่อสู้ภายในชั่วโมงเดียวปรากฎว่าพวกเขาต้องประสบความสูญเสียไปถึง 50 คน

กองหนุนที่เหลือกับบะนีฮาชิม

หลังจากที่ทหารของท่านอิมามฮุเซน(อฺ)รวมพลังกันต่อสู้ในครั้งนี้แล้ว พวกเขาสามารถสังหารฝ่ายตรงข้ามได้จำนวนนับหลายพันคน จนกระทั่งพวกเขาได้รับบาดเจ็บและสูญเสียกันจนหมด

ชาวบะนีฮาชิมจึงได้ออกมาเสนอตัว ซึ่งท่านอิมาม(อฺ)ได้จัดส่งพวกเขาไปด้วยการกล่าวอำลาซึ่งกันและกันคนแรกที่ถูกส่งตัวออกไปคือ

ท่านอะลีอักบัร บิน ฮุเซน(ร.ฏ.) เขาสามารถสังหารฝ่ายศัตรูได้เป็นจำนวนมาก จนกระทั่งทหารของฝ่ายศัตรูร้องลั่นระงมกันไปหมด

นักสู้คนหนึ่งกล่าวว่า

เขาสามารถสังหารทหารเหล่านั้นได้ถึง 200 คน


และหลังจากนั้น ท่านอับดุลลอฮฺ บิน มุสลิมบิน อะกีล(ร.ฏ.) ก็ได้เข้าไปทำการต่อสู้อีก โดยที่ได้ทำการต่อสู้ถึงสามคราว ปรากฎว่าเขาได้สังหารทหารฝ่ายศัตรูได้มากถึง 98 คน และในเมื่อเขาพลาดท่าเสียทีลง

บรรดาลูกหลานของอะบีฏอลิบต่างก็ออกไปรบได้ครั้งเดียว ๆ

ท่านอิมามฮุเซน(อฺ)ตะโกนบอกพวกเขาว่า

“ จงอดทนกับความตายเถิด โอ้ลูกหลานลุงของฉันเอ๋ย ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺ นับจากวันนี้เป็นต้นไป พวกท่านจะไม่ได้พบเห็นการลบหลู่ดูหมิ่นอีกเลย ”

บรรดาลูกหลานของอะบีฏอลิบได้ต่อสู้กับชาวกูฟะฮฺ จนพวกเขาต้องถูกสังหารไปเป็นจำนวนมาก ในจำนวนคนเหล่านี้ได้แก่ ท่านอูน และมุฮัมมัดบุตรชายสองคนของท่านอับดุลลอฮฺ บิน ญะอฺฟัร ฏ็อยยาร ท่านอับดุลลอฮฺ ท่านอับดุลเราะฮฺมาน ท่านญะอฺฟัร บุตรของท่านอะกีล บิน อะบีฏอลิบ

ท่านมุฮัมมัด บินอะมีรุลมุอ์มินีน(อฺ) ท่านมุฮัมมัด บินมุสลิม บินอะกีล

ส่วนท่านฮะซัน อัล-มุษันนา บุตรชายของท่านอิมามฮะซัน(อฺ)นั้น ได้รับบาดแผลทั้งหมดรวม 18 แห่ง และมือขวาก็ถูกฟันจนขาดแต่ไม่ถึงกับพลีชีพ

ท่านกอซิม บุตรของท่านอิมามฮะซัน(อฺ)ก็ออกไปทำการรบด้วย ตอนนั้นเขายังเป็นเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ใบหน้าของเขาผุดผ่องสดังดวงเดือน ยามที่ท่านอิมามฮุเซน(อฺ)มองไปท่าน(อฺ)ได้เข้ากอดคอแล้วร้องไห้

จากนั้นท่าน(อฺ)ก็อนุญาตให้ท่านกอซิมออกรบ เขาก็ได้ออกไปต่อสู้กับชาว

กูฟะฮฺอย่างกล้าหาญและรุนแรงจนในที่สุดเขาก็ถูกสังหาร


เมื่อท่านอับบาซ(ร.ฏ.)เห็นความสูญเสียได้เกิดขึ้นแก่อะฮฺลลบัยตฺ(อฺ)อย่างมากมายเช่นนั้นแล้ว ท่านก็พูดกับพี่ ๆ น้อง ๆ ร่วมบิดามารดาของท่าน เช่น ท่านอับดุลลอฮฺ ท่านอุษมาน และท่านญะอฺฟัรว่า

“ โอ้บรรดาลูกชายของมารดาข้า พวกเจ้าจงออกไปรบเถิดเพื่อที่ข้าจะได้ชมการเคารพเชื่อฟังของพวกเจ้าที่มีต่ออัลลอฮฺและศาสนทูตของพระองค์ ”

แล้วคนเหล่านั้นก็ออกไปต่อสู้จนกระทั่งถูกสังหารจนหมดทุกคน

การพลีชีพของท่านอับบาซ(ร.ฏ.)

จนกระทั่งเมื่อไม่มีใครเหลืออยู่กับท่านอิมามฮุเซน(อฺ)เลยสักคนนอกจากท่านอับบาซ(ร.ฏ.) น้องชายคนเดียวของท่าน ท่านอับบาซ(ร.ฏ.)ก็ขออนุญาตจากท่านอิมามฮุเซน(อฺ)เพื่อออกไปทำการสู้รบ

ท่านอิมาม(อฺ)ตอบว่า

“ เจ้าคือคนถือธงของฉัน ”

ท่านอับบาซกล่าวว่า

“ หัวใจของข้าพเจ้าตื้นตันไปหมดแล้ว ข้าพเจ้ารังเกียจการมีชีวิตอยู่ ”


ต่อจากนั้นท่านอิมามฮุเซน(อฺ)ได้ขอร้องให้ท่านอะบุลฟัฏลฺ อับบาซ(ร.ฏ.)ออกไปจัดหาน้ำมาให้เด็กๆ ได้ดื่ม ท่านอับบาซ(ร.ฏ.)จึงได้ออกไปทางที่ทหารเหล่านั้นประจำอยู่ ท่านได้เตือนสติคนเหล่านั้น ให้เกรงกลัวต่อพระผู้ทรงอำนาจสูงสุด แต่ก้ไม่ได้ผล แล้วท่านก็ตะโกนด้วยเสียงอันดังว่า

“ โอ้ อุมัร บินซะอัด ฮุเซนผู้นี้ เป็นบุตรของบุตรสาวท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ซึ่งพวกเจ้าก้ได้สังหารพรรคพวกของเขาและคนในครอบครัวของเขาไปแล้ว คนเหล่านั้นยังมีครอบครัวและลูกๆ ของตนซึ่งกำลังกระหายน้ำอยู่ ดังนั้นขอให้พวกเจ้ามอบน้ำดื่มให้พวกเขาด้วย ตอนนี้หัวใจของพวกเขาห่อเหี่ยวด้วยแรงกระหายที่แผดเผา และเขาเองก็กล่าวด้วยว่า จงปล่อยข้าให้ไปอยู่เสียที่โรมหรือไม่ก็ที่อินเดียเถิด ข้าทิ้งเมืองฮิญาซกับอิรักให้พวกเจ้าแล้ว ”

คำพูดของเขามีผลทำให้ชาวกูฟะฮฺบางคนร้องไห้ แต่ชิมรฺตะโกนขึ้นสุดเสียงว่า

“ โอ้บุตรของอะบูตุรอบ ต่อให้ทั้งโลกนี้เต็มไปด้วยน้ำซึ่งมันอยู่ภายใต้อำนาจของเรา เราก็จะไม่ยอมให้พวกเจ้าดื่มแม้แต่หยดเดียว นอกจากว่าพวกเจ้าจะต้องให้สัตยาบันแก่ยะซีดเสียก่อน ”

ท่านอับบาซ(ร.ฏ.)ได้กลับไปหาท่านอิมามฮุเซน(อฺ)เพื่อแจ้งให้ท่าน(อฺ)ทราบ ครั้นแล้วท่านได้ยินเสียงพวกเด็กๆ ต่างพากันร้องไห้ระงมเพราะความกระหายน้ำ แต่แล้วท่านไม่สามารถจะแก้ไขสถานการณ์นี้ได้เลย

ความเด็ดเดี่ยวเยี่ยงชายชาวบะนีฮาชิมฉุดท่านให้ลุกขึ้นออกไปเผชิญกับชาว

กูฟะฮฺและท่านก็พบว่าพวกเขาทั้งหมดเตรียมพร้อมอยู่แล้ว


คนเหล่านั้นมีจำนวนทหารถึง 4,000 คน

ท่านรีบตักน้ำจนเต็มถุง และท่านทำท่าจะวักน้ำมาเพื่อจะดื่ม แต่เมื่อนึกถึงความกระหายของท่านอิมาม(อฺ)ผู้เป็นพี่ชาย ท่านถึงกับขว้างน้ำทิ้ง แล้วกล่าวว่า

“ โอ้ ชีวิตของผู้น้อยที่มาทีหลังฮุเซนอย่างข้า หากไม่มีเขาแล้วไซร้ตัวข้าเองก็ไม่จำเป็นต้องมีน้ำแห่งนี้ควรที่ฮุเซนจะได้ดื่มความเยือกเย็นของมันก่อนข้าขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺ คำสอนทางศาสนาของข้าในเรื่องนี้เป็นอย่างไร ”

แล้วท่านอับบาซ(ร.ฏ.)ก็รีบวิ่งกลับไปหาท่านอิมามฮุเซน(อฺ)ผู้เป็นพี่ชายพลางถือน้ำไปด้วย แต่ถูกปิดล้อมเส้นทางจากทุกทิศทางโดยทหารของฝ่ายข้าศึก ดังนั้นท่านจึงจำเป็นต้องต่อสู้กับคนเหล่านั้น จนสามารถสังหารไปได้หลายคนและสามารถเปิดช่องทางเล็ดลอดจากทหารเหล่านั้นได้

ท่านรีบวิ่งต่อไปพลางกล่าวว่า

“ ใช่ว่าข้าจะวิ่งหนีเพราะกลัวความตาย เพราะความตายคือสิ่งที่จะทำให้ข้าได้พบกับดวงวิญญาณของผู้บริสุทธิ์ที่ได้รับการเลือกสรร หากแต่ที่ข้าวิ่งก็เพราะต้องการจะนำน้ำไปให้ถึงเท่านั้นข้าไม่ได้กลัวความตายจากการเผชิญหน้ากับข้าศึกเลย ”

พวกทหารฝ่ายข้าศึกยิ่งรวมตัวกันขัดขวางท่านอับบาซ(ร.ฏ.)มากขึ้นท่านได้ใช้ดาบฟันจนกระทั่งเขาเหล่านั้น ได้รับความเสียหายพวกแล้วพวกเล่า แต่แล้วบรรดาฝ่ายอธรรมก็สามารถสกัดกั้นท่านได้


เพราะว่ามีคนหนึ่งที่ชื่อว่าซัยดฺ บิน อัร-ริกอด อัล-ญะฮฺนี แอบอยู่ข้างต้นอินทผลัม แล้วฟันตรงแขนขวาของท่านอับบาซ(ร.ฏ.)ขาดกระเด็น

ทั้งๆ ที่แขนขวาขาดสะบั้นแล้ว แต่ท่านก็ยังไม่ประหวั่นต่อการพยายามที่จะนำน้ำกลับไปให้จึงกระโจม ท่านจึงตัดสินใจต่อสู้กับทหารเหล่านั้น พลางกล่าวว่า

“ ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺ แม้แขนขวาข้าจะขาด แต่ข้าก็จะปกป้องศาสนาของข้าและปกป้องอิมามผู้ซื่อสัตย์ บุตรของศาสดาผู้บริสุทธิ์ตลอดกาล ”

ฝ่ายข้าศึกได้ใช้ความพยามต่อสู้เพราะกลัวว่าน้ำจะถูกนำไปถึงท่านอิมามฮุเซน(อฺ)แล้วท่าน ( อฺ) จะได้ดื่ม ท่านอับบาซ (ร.ฏ.) จึงไม่ลดละในการต่อสู้กับทหารเหล่านั้นอย่างไม่แยแสกับจำนวนอันมหาศาล ความคิดที่มั่นคงคือต้องเอาน้ำกลับไปให้ลูกหลานของท่านอิมามฮุเซน (อฺ) ให้ได้ ในขณะนั้นเองทหารอีกคนหนึ่งของฝ่ายตรงข้าม ที่ชื่อว่า ฮะกีม บินฏุฟีลได้โอกาสฟันแขนซ้ายของท่านขาดกระเด็นไปอีกข้างหนึ่ง ท่านใช้ส่วนที่เหลือของแขนสองข้างโอบเข้าแนบทรวงอก แล้วกล่าวว่า

“ โอ้ ชีวีตของข้า เจ้าอย่าหวาดกลัวพวกมิจฉาทิฐิ(กาฟิร) และจงรับรู้ข่าวดีจากความเมตตาของผู้ทรงอำนาจกับท่านนบี ผู้เป็นประมุขที่ถูกเลือกสรรมา บัดนี้แขนซ้ายของข้าถูกพวกละเมิดตัดขาดไปอีกแล้ว ข้าแต่พระผู้อภิบาลโปรดนำคนเหล่านั้นเข้าสู่ไฟนรกอันร้อนแรงด้วยเถิด ”


ดอดธนูพุ่งกรูมายังท่านจากทุกทิศทาง ธนูดอกหนึ่งมาต้องตรงถุงน้ำอีกดอกหนึ่งต้องตรงหน้าผาก อีกดอกหนึ่งต้องตรงนัยตา อีกดอกหนึ่งต้องตรงทรวงอกชายคนหนึ่งซึ่งเป็นลูกหลานของคนในตระกูลอุบาน บิน ดาริมได้ฉวยโอกาสเข้ามาประชิดตัวแล้วเอาหอกติดธงฟาดลงไปบนศีรษะของท่านจนซบลงบนพื้นดิน ท่านร้องตะโกนด้วยเสียงอันดังว่า

“ โปรดรับสลามจากข้าด้วยเถิดท่าน โอ้อะบาอับดิลลาฮฺ ฮุเซน ”

ท่านอิมามฮุเซน(อฺ)รีบรุดมาหาท่านในทันที ครั้งแล้วท่านได้เห็นแขนสองข้างขาดออกจากกัน ตรงหน้าผากถูกเสียบอย่างยับเยิน ดอกธนูติดตรึงอยู่ในดวงตา ธงถูกฉีกขาดตกอยู่ข้างตัว

ท่านซัยยิด อิบนุ ฏอวูซ (ขอให้อัลลอฮฺประทานความเมตตา) กล่าวว่า

“ แล้วท่านอิมามฮุเซน(อฺ) ก็ร้องให้เนื่องในการถูกสังหารของท่านอับบาซ ด้วยเสียงร้องไห้อย่างรุนแรง

ท่านอิมามกล่าวว่า

บัดนี้สันหลังของข้าถูกทำลายเสียแล้ว หนทางแก้ไขของข้ามีน้อยเหลือเกินแล้ว ”


การรบของท่านอิมามฮุเซน(อฺ)

ต่อจากนั้น ท่านอิมามฮุเซน(อฺ)ก็บุกเข้าหาฝ่ายศัตรูโดยฟาดฟันคนเหล่านั้นทั้งทางด้านขวาและด้านซ้าย จนพวกทหารเหล่านั้นต้องถอยร่นออกจากบริเวณที่ท่านยืนอยู่ เหมือนลูกแกะที่วิ่งหนีเมื่อถูกจู่โจมโดยสุนัขป่า

ท่าน(อฺ)กล่าวว่า

“ พวกเจ้าจะหนีไปไหน เมื่อฆ่าลูกชายบิดาของข้าแล้ว พวกเจ้าจะหนีไปไหน เมื่อฆ่าน้องชายของข้าแล้ว พวกเจ้าจะหนีไปไหน เมื่อพวกเจ้าตัดแขนของข้าแล้ว ”

การขอความช่วยเหลือของท่านอิมามฮุเซน(อฺ)

ต่อจากนั้น ท่านอิมามฮุเซน(อฺ)ก็เดินกลับไปยังที่พักในสภาพของคนที่สิ้นหวัง(จากการรบ)เศร้าสร้อยและร้องไห้ สองมือของท่าน(อฺ)ปาดน้ำตาที่รินไหล ตอนนั้นทหารกำลังเข้าจู่โจมกระโจมของท่าน(อฺ)

ท่านหญิงซะกีนะฮฺ(ร.ฏ.)ได้ออกมาพบท่าน(อฺ) แล้วถามถึงท่านอับบาซ(ร.ฏ.)ผู้เป็นอาของตน ท่าน(อฺ)บอกเธอว่า เขาถูกสังหารเสียแล้ว

เมื่อท่านหญิงซัยนับ(อฺ)ได้ยินเช่นนั้น ถึงกับตะโกนขึ้นว่า

“ โอ้อับบาซ หลังจากเธอแล้วเราต้องสูญเสียแน่ๆ ”

บรรดาสตรีต่างพากันร้องไห้ ท่านอิมามฮุเซน(อฺ)ก็ร้องไห้กับพวกเขาไปด้วย พลางด้วยว่า

“ หลังจากเจ้าแล้ว เราต้องสูญเสียแน่ ๆ ”


ท่านอิมาม(อฺ) ต้องได้รับความโดดเดี่ยวอ้างว้าง เพราะขาดคนช่วยเหลือ และไม่มีผู้สนับสนุน ในเมื่อพรรคพวกทั้งหลายของท่าน(อฺ)ต้องเป็นชะฮีดไปแล้วส เหล่าบรรดาบะนีฮาชิมผู้กล้าในสมรภูมิ จะมีก็แต่เด็กเล็กๆ ที่กำลังร้องไห้ระงม ท่านอิมาม(อฺ) ร้องตะโกนด้วยเสียงอันดังว่า

“ ใครจะเข้ามาอยู่ร่วมกับเกียรติของศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)บ้างไหมใครที่ยำเกรงต่ออัลลอฮฺในเรื่องของเราบ้างไหม ใครจะช่วยเหลือเราโดยมุ่งหวังต่ออัลลอฮฺบ้างไหม ?”

ท่านอิมามซัยนุลอาบิดีน(อฺ)ออกรบ

บรรดาสตรีต่างพากันร้องห่มร้องไห้ด้วยเสียอันดัง ท่านอิมามซัยนุลอาบีดีน(อฺ)พยุงตัวลุกขึ้นมาด้วยไม้เท้าและเดินถ่อด้วยดาบเพราะมีอาการป่วยอยู่จนไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ แต่ท่านหญิงอุมมุกุลษูม(ร.ฏ.)ร้องเรียกท่าน(อฺ)

“ โอ้ลูกเอ๋ย กลับมาเถิด ”

ท่าน(อฺ)กล่าวว่า

“ ท่านน้า ปล่อยข้าให้ออกไปสู้ต่อเบื้องหน้าบุตรแห่งศาสนทูตของอัลลอฮฺ(ศ)เถิด ”

ท่านอิมามฮุเซน(อฺ)ตะโกนเรียกท่านหญิงอุมมุกุลษูม(ร.ฏ.)ว่า

“ จับตัวเขาไว้เพื่อไม่ให้แผ่นดินต้องว่างเปล่าจากเชื้อสายของมุฮัมมัด ”

ดังนั้นท่านหญิง(ร.ฏ.)จึงนำตัวท่าน(อฺ)กลับมาให้นอนบนที่นอน

อำลาครอบครัว


ท่านอิมามฮุเซน(อฺ)ได้ย้อนกลับมายังครอบครัวเพื่อเป็นการอำลา และสั่งทุกคนให้อดทน แล้วท่าน(อฺ)ก็สวมชุดแต่งกาย โดยนำเอาชุดของ

ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)มาสวมทับ และใส่เสื้อเกราะพร้อมกับติดดาบไว้ด้วยแล้วท่าน(อฺ)ได้ขอผ้าผืนหนึ่งที่ไม่มีใคร่ต้องการมาวางไว้ในเสื้อของ

ท่าน(อฺ)เพราะผู้ตายย่อมไม่ต้องใช้ของดีๆ ท่านหญิงซัยนับ(อฺ)ได้นำผ้าที่ดีมาให้แต่ท่าน(อฺ)ไม่ต้องการและพูดว่า

“ นั่นมันเป็นผ้าที่แสดงถึงความต่ำต้อย ”

แล้วท่าน(อฺ)ก็เอาผ้าจำพวกเดียว กับของชาวเยเมนมาฉีก แล้วทำเป็นผ้าซับใน พร้อมกับเรียกหากางเกงแบบของชาวฮิบรูมาแยกชิ้นส่วนออกแล้วสวมมันไว้เพื่อมิให้สูญเปล่า

อับดุลลอฮฺ อัร-ร่อฏีอฺ(ผู้ที่ยังไม่อดนม)

ท่านอิมามฮุเซน(อฺ)เรียกหาท่านอับดุลลอฮฺบุตรชายคนเล็กสุดผู้ซึ่งยังไม่อดนมมาหาเพื่ออำลา ท่านหญิงซัยนับ(ร.ฏ.)ได้นำมาให้ ขณะนั้นดวงตาของท่านอับดุลลอฮฺปิดสนิทเพราะความกระหาย ท่านอิมาม(อฺ)รับบุตรชายมาให้นั่งบนตักแล้วกล่าวว่า

“ ความหายนะจะต้องประสบแก่คนเหล่านี้ ในเมื่ออัล-มุศฏ่อฟา(นามหนึ่งของท่านนบีแปลวว่าผู้ได้รับการเลือกสรร) ทวดของเจ้าเป็นคู่ปรปักษ์กับพวกเขาเอง ”


ต่อจากนั้น ท่าน(อฺ)ได้โน้มใบหน้าลงเพื่อที่จะหอม ทันใดนั้นเอง

ฮัรมะละฮฺ บิน กาฮิล อัล-อะซาดี ได้ยิงธนูมาถูกตรงเส้นเลือดที่ลำคอของท่านอับดุลลอฮฺ ปรากฏว่าท่านถึงแก่ชีวิตในทันที( 1)

ท่านอิมามฮุเซน(อฺ)ได้เอามือวางลงที่คอของเด็กน้อยจนกระทั่งว่าในขณะนั้นเลือดของท่านอับดุลลอฮฺไหลทะลักออกมาจากบาดแผลที่โดนยิงจนท่วมมือ ท่านอิมาม(อฺ)ได้แหงนหน้าขึ้นสู่ฟากฟ้า แล้วกล่าวว่า

“ สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องเล็กน้อยสำหรับข้าเสียแล้ว ในเมื่อฉันเกิดขึ้นโดยการประจักษ์ของอัลลอฮฺ ข้าแต่อัลลอฮฺ ขอได้โปรดอย่าให้การตัดสินเรื่องนี้เป็นเรื่องเล็กน้อยสำหรับพระองค์เลย

ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ถึงแม้พระองค์จะทรงสกัดกั้นเราในเรื่องชัยชนะ แต่ขอให้พระองค์ประทานสิ่งที่ดีกว่านี้แทนที่แก่เราด้วย ขอได้โปรดลงโทษพวกอธรรมเพื่อเรา และโปรดบันดาลให้เราได้รับเสบียงแห่งปรโลกแก่เราแทนเสบียงแห่งโลกนี้ ข้าแต่อัลลอฮฺ ขอให้พระองค์ทรงเป็นพยานต่อพวกที่ได้ฆ่าบุคคลที่เหมือนท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)มากที่สุดด้วยเถิด ”

จากนั้น ท่านอิมามฮุเซน(อฺ)ก็ได้ขุดหลุมด้วยดาบและทำการนมาซให้แก่เขาและฝังเขาลงไปทั้งๆ ที่เลือดคลุกทรายอยู่อย่างนั้น

(1) นักปราชญ์บางท่านกล่าวว่า ท่านได้นำบุตรออกไปพบกับฝ่ายศัตรูเพื่อขอน้ำดื่ม แล้วฮัรมาละฮฺจึงยิง


การต่อสู้อีกครั้งหนึ่งของท่านอิมามฮุเซน(อฺ)

หลังจากนั้นท่านอิมามฮุเซน(อฺ)ก็มุ่งหน้าออกไปพบกับฝ่ายข้าศึกพร้อมด้วยดาบที่ติดตัวไปท่าน(อฺ)ได้ร้องเรียกคนเหล่านั้นให้ออกมาประลองกับท่านตัวต่อตัว ซึ่งแต่ละคนที่ออกมาสู้กับท่านแบบตัวต่อตัวนั้นพบจุดจบทุกคนจนกระทั่งเป็นศพที่ถูกสังหารเป็นจำนวนมากมายมหาศาล อุมัรบิน ซะอัด จึงร้องขึ้นว่า

“ นี่คือบุตรของนักต่อสู้จอมทรหด นี่คือบุตรของนักสู้ชาวอาหรับพวกเจ้าจงจู่โจมเข้าหาเขาจากทุกทิศทาง ”

ครั้นแล้วฝ่ายข้าศึกจำนวนมากถึง 4,000 คนก็บุกตะลุยเข้าใส่ ท่านอิมาม (อฺ) ได้ทำการฟาดฟัน คนเหล่านั้นได้หันไปสู้ทางด้านขวาที่จู่โจมเข้ามาอย่างโกรธแค้นจนบาดแผลหลายแผลในตัวท่าน (อฺ) ชโลมไล้ไปด้วยเลือดสด

ฝ่ายทหารของศัตรูถอยร่นออกไปจากท่าน(อฺ)และมุ่งหน้าไปที่กระโจม ยืนเรียงรายขวางทางระหว่างท่าน(อฺ)กับกระโจม ท่าน(อฺ)ได้ร้องตะโกนใส่พวกเขาว่า

“ ความวิบัติจะเป็นของพวกเจ้า โอ้พรรคพวกของอะบูซุฟยานเอ๋ยถึงแม้พวกเจ้าจะไม่มีศาสนาและไม่กลัวการคืนกลับสู่ปรโลกก็ตามทีเถิด ก็จงเป็นเสรีชนในโลกนี้และย้อนคืนกลับสู่ชาติวงศ์ของพวกเจ้า ถ้าพวกเจ้าเป็นชาวอาหรับจริงเหมือนดังที่อ้าง ”


ชิมรฺขานตอบว่า

“ ท่านพูดอะไรหรือ โอ้บุตรของฟาฏิมะฮฺ ?”

ท่านอิมาม(อฺ) กล่าวว่า

“ ข้าคือผู้ที่ต่อสู้กับพวกเจ้า บรรดาสตรีมิได้มีความผิดอันใด เจ้าจงหยุดยั้งจากการลบหลู่ของหวงของข้าเสีย ตราบใดที่ข้ายังมีชีวิตอยู่ ”

ชิมรฺตอบว่า

“ สมควรแล้ว ”

แล้วเขาก็ออกคำสั่งให้ทหารจากทุกทิศ แยกย้ายกันออกเป็นกลุ่มย่อยรวมทั้ง 4 ทิศ พวกหนึ่งที่อยู่กับท่านอิมาม(อฺ)ล้วนแต่ถือดาบ อีกพวกที่อยู่ห่างออกไปรอบๆ ท่าน(อฺ)ล้วนแต่ถือหอก

ส่วนอีกพวกหนึ่งถือธนูกับศร คนเหล่านั้นอยู่บนเนินสูง อีกพวกหนึ่งมีก้อนหิน อีกพวกหนึ่งเป็นทหารกล้าตาย

ทหารของศัตรู โอบล้อมเข้ามาถึงตัวท่าน(อฺ) ซึ่งท่าน(อฺ)ก็สู้อย่างสุดฤทธิ์ไม่หวาดหวั่นพั่นพรึงแม้แต่น้อย มีความกล้าหาญชาญชัยอย่างไม่มีใครเสมอเหมือน

อับดุลลอฮฺ บินอัมมาร บินยะฆูษ ได้กล่าวว่า

“ ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺว่า ฉันไม่เคยเห็นความอ่อนแอของเขา(หมายถึงท่านอิมาม)เลย ลูกของเขาและสมาชิกครอบครัวของเขาตลอดจนพรรคพวกเขาถูกสังหารจนสิ้น แต่เขายังอดทนอย่างเหนียวแน่นไม่เผลอไผล ไม่ประหวั่นพรั่งพรึงกันศัตรู มีคนหลายคนบุกเข้าไปหาเขา


แต่เขากล้าแกร่งยิ่งกว่าคนเหล่านั้น เขาฟาดฟันด้วยดาบจนพวกแตกกระเจิงราวกับฝูงลูกแกะที่เผ่นหนีจากสุนัขป่า เขาสามารถเข้าไปต่อกรกับคนในคราวเดียวกันได้ถึง 30 , 000 คน จนเขาเหล่านั้นล้มตายไปกับมือของเขาเหมือนฝูงตั๊กแตนที่กระจัดกระจาย ต่อจากนั้นเขาย้อนกลับไปยังที่พักของเขาพลางกล่าวว่า

ไม่มีพลังใดๆ และไม่มีอำนาจใดๆ นอกจากโดยอัลลอฮฺผู้ทรงสูงสุด ผู้ทรงยิ่งใหญ่ ”

ต่อจากนั้น ท่าน(อฺ)รีบรุดมุ่งไปยังทางที่จะไปแม่น้ำอัล-ฟะรอต โดยมีอัมรว์ บินฮัจญาจพร้อมด้วยทหารจำนวน 4 , 000 คนวางกำลังสะกัดกั้นอยู่คนเหล่านั้นเข้ามาล้อมท่าน (อฺ) อย่างกระชั้นชิด

แต่ท่าน(อฺ)ก็สามารถแหวกพวกเขามาจนพ้นและให้ม้าได้ดื่มน้ำ ครั้นเมื่อท่าน(อฺ)ยื่นมือออกไปเพื่อที่จะวักน้ำดื่ม พลันก็มีเสียงชายคนหนึ่งตะโกนว่า

“ ท่านยังอยากจะลิ้มรสน้ำอยู่อีกหรือ ของหวง(หมายถึงเด็กและสตรี)ของเจ้ายับเยินป่นปี้หมดแล้ว ”

ท่าน(อฺ)ถึงกับทิ้งน้ำโดยไม่ยอมดื่ม แล้วมุ่งหน้าไปที่จะกระโจม ปรากฎว่าทุกคนยังอยู่กันสบายดี


ท่านอิมามฮุเซน(อฺ)กลับกระโจมที่พัก

ท่านอิมาม(อฺ)ได้หวลกลับมาหาครอบครัวเพื่อทำการอำลาเป็นคำรบสองพร้อมกับสภาพที่ได้รับบาดเจ็บ พลางกล่าวว่า

“ พวกเจ้าจงเตรียมตัวเผชิญกับการทดสอบอันใหญ่หลวง และจงรับรู้ไว้ว่า อัลลอฮฺจะทรงคุ้มครองพวกเจ้า ปกปักรักษาพวกเจ้า และช่วยให้พวกเจ้าปลอดภัยพ้นจากความชั่วร้ายของเหล่าศัตรูและจะทรงบันดาลให้บั้นปลายของพวกเจ้าเป็นไปด้วยความดีงาม และจะทรงลงโทษ ศัตรูของพวก

เจ้าด้วยวิธีการต่างๆ และจะทรงบันดาลให้ความสูญเสียในคราวนี้เป็นความโปรดปรานและเกียรติคุณด้วยประการต่างๆ แก่พวกเจ้า ดังนั้น จงอย่าอุทธรณ์และจงอย่าให้ลิ้นของพวกเจ้าพูดอะไรออกมาที่เป็นการบั่นทอนจนสุดความสามารถของพวกเจ้า ”

ต่อจากนั้น ท่าน(อฺ)ได้หันไปทางท่านหญิงซะกีนะฮฺ บุตรีคนหนึ่งของท่าน(อฺ)ซึ่งท่าน(อฺ)ยังเห็นว่าเธอยังเป็นเด็กที่อ่อนเยาว์กว่าผู้หญิงคนอื่นๆที่ร้องให้คร่ำครวญอยู่ ท่าน(อฺ)หยุดยืนใกล้เธอด้วยความปวดร้าวทรมาณ

ฝ่ายอุมัร บินซะอัดได้หันกลับมายังทหารของตนแล้วกล่าวว่า

“ พวกเจ้าจะพินาศกันแล้ว จงรีบบุกจู่โจมเข้าไปหาเขาในทันทีที่เขายุ่งอยู่กับตัวเองและบรรดาของหวงของเขา ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺว่าถ้าพวกเจ้าขืนชักช้าพวกเจ้าอาจจะพลาดโอกาสที่อำนวยให้แก่พวกเจ้าในการสังหารเขา ”


ดังนั้นพวกทหารฝ่ายศัตรูจึงบุกเข้าไปยิงท่าน(อฺ)ด้วยธนู จนกระทั่งดอกธนูพลาดไปถูกฝากระโจมและปลายธนูบางดอกก็เสียบไปที่ผ้ของบรรดาสตรี จนพวกเธอพากันหวีดร้องด้วยความตื่นตระหนกและเข้าไปในกระโจมเพื่อจะคอยดูว่าท่านอิมามฮุเซน(อฺ)จะแก้ไขสถานการณ์อย่างไร

ปรากฏว่าท่านอิมามฮุเซน(อฺ)บุกออกไปหาคนเหล่านั้นด้วยความโกรธจัด จนกระทั่งพวกเขาแตกกระเจิง ดอกธนูพุ่งมาหาท่าน(อฺ)ทุกทิศ จากนั้นท่านก็กลับไปยังที่พักอีก พลางกล่าวรำพันหลายครั้งว่า

“ ไม่มีพลังใดๆ และไม่มีอำนาจใดๆ นอกจากโดยอัลลอฮฺผู้ทรง สูงสุดผู้ทรงยิ่งใหญ่ ”

ความฮึกเหิมของทหารฝ่ายศัตรู

ท่านอิมามฮุเซน(อฺ)ยืนหยุดพักยังบริเวณที่พัก บัดนี้ท่าน(อฺ)เริ่มอ่อนเพลียกับการสู้รบเหลือเกินแล้ว เลือดในตัวนั้นเล่าก็ไหลรินออกมาไม่หยุดในยามนั้นท่าน(อฺ)ได้ขอน้ำดื่มสักครั้งหนึ่ง

แต่ชิมรฺกล่าวว่า

“ ท่านจะมิได้ลิ้มรสของมันจนกว่าจะถูกนำสู่กองไฟ ”

เสียงอีกคนหนึ่งร้องขึ้นว่า

“ ฮุเซนเอ๋ย ท่านดูที่แม้น้ำอัล-ฟะรอตซิ มันมากมายท่วมท้นอย่างไรถึงกระนั้นท่านก็มิได้ดื่มมันหรอกจนกว่าจะตายไปเพราะความกระหาย ”


ท่านอิมามฮุเซน(อฺ)กล่าวตอบเขาว่า

“ ข้าแต่อัลลอฮฺ ขอให้เขาตายด้วยความกระหาย ”

อะบุลฮะตูฟได้ยิงธนูถูกตรงหน้าผากของท่าน(อฺ)ท่าน(อฺ)ดึงมันออกมาทันที ปรากฎว่ามีเลือดไหลอาบทั่วใบหน้า ท่าน(อฺ)กล่าวว่า

“ ข้แต่อัลลอฮฺ แน่นอน พระองค์ทรงประจักษ์ถึงสิ่งที่ข้าได้รับมาจากบ่าวผู้ทรยศของพระองค์แล้ว ข้าแต่อัลลอฮฺ ขอได้โปรดคิดคำนวณพวกเขาให้ละเอียด และโปรดสังหารพวกเขาอย่าให้เหลือ และอย่าได้ปล่อยพวกเขาไว้ในหน้าแผ่นดินแม้แต่คนเดียว และอย่าได้ทรงอภัยโทษให้แก่พวกเขาเลยอย่างเด็ดขาด ”

แล้วท่าน(อฺ)ได้ตะโกนออกไปด้วยเสียงอันดังว่า

“ ประชาชาติที่เลวร้ายที่สุดเอ๋ย พวกเจ้าทำความผิดพลาดกับมุฮัมมัด(ศ)ในเรื่องเชื้อชาติสายของเขาเสียแล้ว ต่อไปนี้ไม่ว่าพวกเจ้าจะรบกับใครพวกเจ้าจะมีแต่ความหวาดกลัวต่อเขาและจะยิ่งเพิ่มความต่ำต้อยให้แก่พวกเจ้ามากยิ่งขึ้น ในเมื่อพวกเจ้าสังหารข้า ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺว่า อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงให้การยกย่องข้าด้วยฐานะของผู้พลีชีพเพื่ออิสลาม ต่อจากนั้น พระองค์จะทรงแก้แค้นพวกเจ้าเพื่อข้า โดยที่พวกเจ้าไม่รู้ตัว ”

อัล-ฮุศ็อยนฺได้กล่าวว่า

“ พระองค์จะทรงแก้แค้นเพื่อท่านอย่างไรกัน โอ้บุตรของฟาฏิมะฮฺ ”

ท่านอิมาม(อฺ) ตอบว่า

“ พระองค์จะทรงให้ความเลวร้ายมาประสบกับพวกเจ้า และจะทรงบันดาลให้การนองเลือดมีขึ้นในหมู่พวกเจ้า


ต่อจากนั้นพระองค์จะทรงกระหน่ำการลงโทษแก่พวกเจ้าอย่างหนักหน่วงที่สุด ”

เป็นที่แน่นอนว่า ในขณะที่ชายคนหนึ่งขว้างท่าน(อฺ)ด้วยก้อนหินไปที่บริเวณหน้าผากของท่าน(อฺ)นั้น หยาดเลือดไหลลงอาบบนใบหน้า ท่าน(อฺ)จึงยกชายผ้าขึ้นเช็ดเลือดมิให้เข้านัยน์ตา

จังหวะนั้นเอง อีกคนหนึ่งก็ยิงธนูอันคมกริบเข้าใส่ แล้วอีกดอกหนึ่งต้องตรงที่หัวใจของท่าน(อฺ)พอดี

ท่าน(อฺ)กล่าวว่า

“ ด้วยพระนามของอัลลอฮฺและโดยอัลลอฮฺ ด้วยกับศาสนาของศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ”

ท่าน(อฺ)แหงนหน้าขึ้นสู่ฟากฟ้า แล้วกล่าวว่า

“ ข้าแต่อัลลอฮฺ พระองค์ทรงรู้ว่าเขาเหล่านั้นฆ่าคนๆ หนึ่งที่ไม่มีใครอีกแล้วในหน้าแผ่นดินนี้จะเป็นบุตรของนบี นอกจากเขาเท่านั้น ”

แล้วท่าน(อฺ)ก็ดึงธนูออกจากทรวงอกของท่าน(อฺ)ปรากฏว่าหยาดเลือดไหลนองหยาดเยิ้ม

ท่านอิมามฮุเซน(อฺ)วางมือลงใต้แผลจนกระทั่งมือของท่าน(อฺ)เต็มไปด้วยเลือด ท่าน(อฺ)ขว้างมันขึ้นไปเบื้องบนแล้วกล่าวว่า

“ มันเป็นของเล็กน้อยสำหรับข้ายิ่งนัก ในเมื่อมันบังเกิดขึ้นต่อการรับรู้ของอัลลอฮฺแล้ว ”


จากนั้นท่าน(อฺ)ได้เอามือของท่าน(อฺ)วางลงไปที่เดิมเป็นครั้งที่สองครั้นเมื่อมันเต็มมืออีก ท่านก็เอามาละเลงบนศีรษะ ใบหน้า เคราแล้วกล่าวว่า

“ นี่คือการเข้าพบกับอัลลอฮฺและท่านตาของข้า และข้าคือผู้ถูกละเลงด้วยเลือดของข้า ข้าจะกล่าวว่า ข้าแต่ท่านตา ชายคนนั้นได้สังหารข้า ”

ในขณะที่ท่าน(อฺ)กำลังกุมบาดแผลอยู่นั้น ศอลิฮ บินวะฮับก็เข้ามาแทงท่าน(อฺ)ที่บั้นสะเอว จนท่าน(อฺ)ตกจากหลังม้าลงสู่พื้นดินในสภาพแก้มขวาแนบลงกับพื้น ท่าน(อฺ)กล่าวว่า

“ ด้วยพระนามของอัลลอฮฺและโดยอัลลอฮฺด้วยกับกับศาสนาของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ ( ศ) ”

ต่อจากนั้นท่าน(อฺ)ยังสามารถลุกขึ้นนั่งได้ ในท่าคอยก โดยที่เลือดยังไหลเยิ้มไม่หยุดหย่อน

มาลิก บินนะซัร มุ่งตรงเข้ามาพลางด่าหยาบคายแล้วฟันด้วยดาบลงไปที่

ศีรษะ ปรากฎว่าผ้าโพกหัวที่ท่าน(อฺ)สวมปิดศีระษะเต็มไปด้วยเลือดอีกเช่นกัน ท่าน(อฺ)จึงดึงออกแล้วโพกด้วยผ้าโพกศีรษะธรรมดา พลางกล่าวว่า

“ เจ้าจะไม่ได้กิน ไม่ได้ดื่มด้วยน้ำมือของเจ้าอีกและอัลลอฮฺจะทรงรวมเจ้าไว้กับพวกอธรรม ”


ท่านมุฮัมมัดและท่านอับดุลลอฮฺถูกสังหาร

ในช่วงเวลาที่ท่านอิมามฮุเซน(อฺ)อยู่ในสภาพดังกล่าวนี้ ท่านมุฮัมมัดบิน อะบีซะอีด บินอะกีล อิบนิ อะบีฏอลิบ ได้ออกมาจากกระโจม ขณะนั้นเขามีอายุเพียง 7 ขวบ เขาสวมเสื้อยาวและนุ่งผ้าผืนหนึ่งออกมา ที่หูของเขามีต่างหูอยู่ทั่งสองข้าง ที่มือกำลังถือไม้อยู่อันหนึ่ง เขาถูกตะโกนเรียกให้กลับไปแล้วเหลียวซ้ายแลขวา ปรากฎว่าฮานี บินซะบีต อัล-ฮัฏร่อพุ่งตรงเข้ามาหาเขาแล้วแย่งสิ่งของติดตัวของเขาไป จากนั้นก็เงื้อมดาบเข้าฟันเขาทันที มารดาของเขามองดูอยู่ด้วยความตระหนกตกใจสุดขีด

ท่านอับดุลลอฮฺ บิน ฮะซัน บิน อะมีรุลมุอ์มินีน(อฺ) ซึ่งขณะนั้นมีอายุเพียง 11 ปี ได้มองไปยังท่านอิมามฮุเซน(อฺ)ผู้เป็นอาที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการทำร้ายของฝ่ายศัตรู เขารีบวิ่งออกไปหาอย่างรวดเร็ว ท่านหญิงซัยนับ(อฺ)พยายามจะกักขังเขาไว้ แต่เขาปฏิเสธ ท่านอิมามฮุเซน(อฺ)จึงกล่าวแก่ท่านหญิงว่า

“ จับตัวเขาไว้เถิดน้อง ”

ซึ่งเขาก็ขัดขืนอย่างเต็มที่ แล้วกล่าวว่า

“ ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ข้าไม่ยอมพรากจากอาของข้า ”

ขณะนั้นบะฮัน บิน กะอับได้เข้ามาใช้ดาบจะฟันท่านอิมาม(อฺ)อีก เด็กน้อยกล่าวขึ้นว่า

“ ขอให้ความวิบัติพึงมีแก่เจ้าเถิด โอ้ลูกของคนสกปรก เจ้าจะฆ่าอาของข้าหรือ ?”


ทันใดนั้นบะฮัรให้สันดาปฟาดเข้าตรงตัวของท่าน(อฺ) แต่เด็กน้อยเอามือเข้าไปรับไว้ ปรากฎว่าดาบได้เฉือนเข้าที่ข้อมือ เด็กน้อย อับดุลลอฮฺ ร้องตะโกนว่า

“ ข้าแต่ท่านอา ”

ท่านอิมามฮุเซน(อฺ) ได้เข้าไปรับเขามากอด

ท่าน(อฺ)กล่าวว่า

“ บุตรของพี่ชายข้าเอ๋ย เจ้าจงอดทนกับสิ่งที่ประสบลงแก่เจ้า และจงถือเสียว่ามันคือสิ่งดี แท้จริงอัลลอฮฺ(ซ.บ.)จะทรงนำเจ้าให้ไปพบกับบรรพบุรุษของเจ้าผู้ทรงธรรม ”

ต่อจากนั้น ท่านอิมามฮุเซน(อฺ)ได้ยกมือขึ้นสู่ฟากฟ้าแล้วกล่าวว่า

“ ข้าแต่อัลลอฮฺ แท้จริงพระองค์ทำให้พวกเขาได้รับความสุขชั่วคราวจากนั้นจะทรงบันดาลให้เกิดความแตกแยกแก่พวกเขาอย่างยับเยิน และโปรดบันดาลให้พวกเขาได้ประสบกับความต่ำต้อย และอย่าได้ทรงพอพระทัยต่อพวกเขาเลยเป็นเด็ดขาด แท้จริงพวกเขาเรียกเราให้มาเพื่อจะ

ช่วยเหลือเราแต่แล้วกลับมาเป็นศัตรูกับเราแล้วเข่นฆ่าเรา ”

ฮัรมะละฮฺ บิน กาฮิล ได้ยิงธนูมาที่ตัวของท่านอับดุลลอฮฺ เด็กน้อยปรากฏว่าเขาต้องขาดใจลงบนตักของผู้เป็นอานั่นเอง


การบุกโจมตีท่านอิมามฮุเซน(อฺ)

ท่านอิมามฮุเซน(อฺ) ยังคงถูกทอดทิ้งให้ทรมานอยู่อย่างนั้นต่อไปอีกซึ่งถ้าหากพวกเขาต้องการจะสังหารท่าน(อฺ)ให้เสร็จสิ้นเสียเลย พวกเขาก็ย่อมกระทำได้แล้ว เพียงแต่ว่าทหารแต่ละกลุ่มเกี่ยงงอนกันเองไม่มีใครอยากบุกเข้ามา ชิมรฺตะโกนอย่างคึกคะนองว่า

“ ทำไมพวกเจ้าจึงหยุดกันเสียเล่า พวกเจ้ามองให้เห็นหรือว่าชายคนนั้นโดยทั้งธนูและหอกจนพรุนไปหมดแล้ว จงเข้าไปจัดการเสียเร็วๆ ”

ซัรอะฮฺ บิน ชะรีก ได้เข้าไปฟันท่าน(อฺ)ตรงไหล่ซ้าย ส่วนฮุศ็อยนฺได้ยิงธนูเข้าตรงต้นคอ

ส่วนอีกคนหนึ่งก็เข้าไปฟันตรงซอกคอ ซินาน บิน อะนัซ ได้แทงที่คอเช่นกัน ต่อจากนั้นเขาก็ยิงธนูเข้าตรงคอ

ฮิลาล บินนาฟิอฺ ได้กล่าวว่า :

ฉันได้ยืนใกล้ตัวของท่านฮุเซน(อฺ)ขณะนั้น ท่าน(อฺ)มีกำลังใจดีมากขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺว่า ฉันไม่เคยเห็นคนที่ถูกสังหารคนใดมีหยาดเลือดหลั่งไหลชโลมลงที่ตัวได้งดงามเท่ากับท่าน(อฺ) ฉันถึงตกตะลึงเพราะความงามของรัศมีที่ฉาบบนใบหน้าของเขา และความมีราศีที่งดงามจนลืมนึกถึงการที่จะฆ่า ฉันจึงเอาน้ำไปให้เขาดื่มในช่วงนั้น ปรากฎว่าท่าน(อฺ)ไม่ยอมดื่ม แล้วมีชายคนหนึ่งกล่าวกับท่าน(อฺ)ว่า

“ เจ้าจะไม่ได้ลิ้มรสชาติของน้ำ จนกว่าจะได้ลิ้มรสของไฟเสียก่อนเพราะเจ้าจะต้องดื่มน้ำที่เดือดพล่าน ”


ท่านอิมามฮุเซน(อฺ) ได้กล่าวกับเขาว่า

“ ข้านะหรือจะพบกับไฟนรก ไม่หรอก แต่ข้าต้องอยู่กับท่านตาของข้าผู้เป็นศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)และต้องการจะอยู่กับท่าน(ศ)ในสถานที่พำนักของท่าน(ศ)อันเป็นสถานพำนักแห่งสัจจะใกล้กับมวลมะลาอิกะฮฺผู้มีความสามารถ และข้าจะฟ้องท่าน(ศ)ถึงพฤติกรรมของพวกเจ้าที่ทำต่อข้า แล้วพวกเขาจะโกรธแค้นด้วยกันทั้งหมด จนกระทั่งว่าอัลลอฮฺ(ซ.บ.)จะไม่บันดาลให้ความเมตตาใดๆ หลงเหลืออยู่ในหัวใจของพวกเขาเลย ”

คำวิงวอนของท่านอิมามฮุเซน(อฺ)

เมื่ออาการยิ่งรุนแรงมากขึ้น ท่านอิมาม(อฺ)ลืมตากขึ้นมองฟากฟ้า แล้วกล่าวว่า

“ ข้าแต่อัลลอฮฺผู้ทรงดำรงอยู่ในฐานภาพที่สูงสุดยิ่ง ทรงเป็นผู้มีอำนาจยิ่งใหญ่เกรียงไกร

ทรงมีการบันดาลด้วยพลังอันเข้มแข็ง ทรงมั่งคั่งเหนือมวลสรรพสิ่งโดยความยิ่งใหญ่เกรียงไกร ทรงมีเดชาสามารถตามที่ทรงประสงค์ ทรงให้ความเมตตาอย่างใกล้ชิด ทรงมีสัจจะในสัญญา ทรงประทานให้ซึ่งความโปรดปราน ทรงให้การทดสอบเป็นความดี พระองค์ทรงใกล้ชิดในยามถูก

วิงวอน ทรงระแวดระไวในสิ่งที่ทรงสร้าง ทรงรับการขออภัยจากคนกลับตัว ทรงมีเดชาสามารถในสิ่งที่ประสงค์ ทรงได้มาในสิ่งที่ทรงต้องการทรงให้การยกย่องเมื่อได้รับการขอบพระคุณ ทรงรำลึก


เมื่อได้รับการรำลึกข้าขอวิงวอนต่อพระองค์เยี่ยงคนที่มีความต้องการและคนแร้นแค้นที่ประสงค์ยังพระองค์ ข้าหวาดหวั่นกลัวเกรงพระองค์ ข้าร้องไห้อย่างทรมาณ ข้าขอความช่วยเหลือจากพระองค์

เยี่ยงคนอ่อนแอ ข้ามอบหมายตัวเองยังพระองค์ ข้าแต่อัลลอฮฺได้โปรดพิพากษาเรื่องระหว่างเรากับพวกของเรา แท้จริงพวกเขาหลอกลวงแลพฆ่าเรา หลอกหลอนเราแล้วทำลายเรา เราคือเชื้อสายแห่งนบีของพระองค์ เป็นบุตรของมุฮัมมัด(ศ)ผู้เป็นที่รักยิ่งของพระองค์ พระองค์ทรงเลือกเขามาให้

เป็นผู้เผยแผ่สาส์นของพระองค์ และทรงประทานแก่เขาซึ่งสภาวะแห่งการรับวะฮฺยู ขอได้โปรดบันดาลให้เรามีทางออก และปลอดภัยด้วยเถิดข้อแต่พระผู้ทรงเมตตาเหนือผู้มีความเมตตาใดๆ ข้ายอมอดทนตามกฎเกณฑ์ของพระองค์ ข้าแต่ผู้ทรงประทานความช่วยเหลอ โดยไม่ทรงขอความ

ช่วยเหลือจากใคร ข้าแต่ผู้ดำรงอยู่อย่างนิรันดร์ ซึ่งไม่มีการสูญสลายสำหรับพระองค์ ข้าแต่ผู้ทรงประทานชีวิตให้แก่ผู้ตาย ข้าแต่ผู้ทรงบันดาลให้ทุกชีวิตดำรงอยู่กับสิ่งที่ตนประกอบไว้ ขอได้โปรดพิพากษาระหว่างข้าฯ กับพวกเขาด้วยเถิด พระองค์คือผู้ทรงให้การตัดสินที่ประเสริฐกว่าปวงผู้ให้

การตัดสินใดๆ ”

‘ วามุฮัมมะดาฮฺ ’

( โอ้ ท่านศาสดามุฮัมมัด)

ท่านอิมามฮุเซน(อฺ)โดนอาวุธแน่นิ่งอยู่กับพื้นดิน ท่าน(อฺ)ได้อาศัยฝุ่นดินทำเป็นหมอนหนุนนอน เจ้าม้าแสนรู้ของท่าน(อฺ)ตัวนั้นวนเวียนท่าน(อฺ)ไปรอบๆ ไม่ยอมออกห่าง


อิบนุซะอัดร้องตะโกนว่า

“ ม้าจะทำร้ายพวกเจ้า มันคือม้าตัวโปรดของท่านศาสนทูตแห่ง

อัลลอฮฺ(ศ) ”

ดังนั้นพวกเขา จึงโอบล้อมม้าศึกตัวนั้นทันที แล้วเขาก็พุ่งหอกเข้าแทงที่เท้าทั้งสองของมัน

มันจึงเหยียบพวกทหารไปหลายคน

อิบนุซะอัดกล่าวว่า

“ ปล่อยมันก่อน เราจะดูว่า มันจะทำอะไรเมื่อมันไม่ถูกรบกวนแล้ว ”

แล้วมันก็เข้ามาหาท่านอิมามฮุเซน(อฺ) พร้อมกับเอาศีรษะของมันคลุกเลือดและส่งเสียงร้องก้องกังวาล ต่อจากนั้นมันก็รีบมุ่งไปยังกระโจมพร้อมกับส่งเสียงร้อง เมื่อบรรดากลุ่มสตรีได้แลเห็นร่างของท่านผู้ประเสริฐถูกย่ำยีหยาดเลือดชโลมไล้บนเรือนกาย พวกนางถึงออกมาจากที่พัก เส้นผมสยายฉาบลงบนพวงแก้ม เปิดใบหน้าออกด้วยความตื่นตะลึง ร้องเรียกตะโกนคนในครอบครัวเหมือนเป็นคนไร้เกียรติที่ต่ำต้อยต่างวิ่งกรูไปหาท่านอิมาม(อฺ)

ท่านหญิงอุมมุกุลษูม(ร.ฏ.)ร้องขึ้นว่า

“ วา....ญัดดาฮฺ(โอ้ ทวดของข้า ”

วา...มุฮัมมะดาฮฺ(โอ้ ท่านศาสนามุฮัมมัดของข้า)

วา...อะบะตาฮฺ(โอ้ บิดามารดาข้า)

วา...อะลียาฮฺ(โอ้ อะลีของข้า)

วา...ญะอฺฟะรอฮฺ(โอ้ ญะอฺฟัรของข้า)

วา...ฮัมซะตาฮฺ(โอ้ ฮัมซะฮฺของข้า)

วา...ฮะซะนาฮฺ(โอ้ ฮะซันของข้า)

นี่คือฮุเซนผู้ถูกสังหารโดนอาวุธที่ดินแดนกัรบะลาอ์ ศีรษะขาดจากคอ ผ้าโพกศีรษะและเสื้อถูกทำลายยับเยิน ”


ท่านหญิงซัยนับ(อฺ)ร้องอีกว่า

“ วา...อะคอฮฺ(โอ้ พี่ชายของข้า)

วา...อะฮฺละบัยตาฮฺ(โอ้ อะฮฺลุลบัยตฺของข้า)

ฟ้าจะต้องไม่ร่วงลงสู่ดิน ภูเขาจะต้องไม่สั่นไหวพังทลายได้ง่ายๆ ”

ต่อจากนั้นท่านหญิง(อฺ)รีบวิ่งไปจนถึงท่านอิมามฮุเซน(อฺ)ซึ่งกำลังพยุงร่างตัวเองอยู่

ขณะนั้นทหารรีบเข้ามารุมล้อมขัดขวาง อิบนุซะอัดคือคนหนึ่งในจำนวนนั้น

ท่านหญิง(อฺ)ตะคอกด้วยเสียงดังว่า

“ เจ้า อุมัร ท่านอะบาอับดิลลาฮฺถูกฆ่า เจ้ายังมองดูอยู่อย่างนี้หรือ ?”

อุมัร อิบนุ ซะอัดรีบเบือนหน้าหลบจากท่านหญิง(อฺ)ไปด้วยอาการร้องไห้จนน้ำตานองหน้า

หลังจากนั้นท่านหญิง(อฺ)ได้ร้องขึ้นว่า

“ ในหมู่พวกเจ้ามีมุสลิมสักคนไหน ?”

เงียบ ไม่มีใครตอบท่านหญิง(อฺ)แม้คนเดียว

อิบนุ ซะอัด ร้องเรียกคนทั้งหลายว่า

“ พวกเจ้าจงรีบจัดการสำเร็จโทษเขาเสียเถิด ”

ปรากฎว่า เคาลา บิน ยะซีด อัศบะฮีได้พุ่งตรงเข้าไปหมายจะเชือดคอท่านอิมามฮุเซน(อฺ) เขาเข้าไปจับศีรษะอันบริสุทธิ์แล้วฟันลงไปมือทั้งสองของท่านอิมาม(อฺ) ทันใดนั้น ชิมรฺก็รับพุ่งตัวเข้าไปเหยียบที่เท้าของท่าน(อฺ) แล้วขึ้นไปนั่งทับอกของท่าน(อฺ)


มันใช้มือจับเข้าที่เคราอันบริสุทธิ์ของท่านอิมามฮุเซน(อฺ)แล้วฟันดาบลงไป 12 ครั้ง จนศีรษะอันทรงเกียรติของท่าน(อฺ) ขาดออกจากคอ

ในทันที(2)

(2) ดูรายละเอียดเรื่องนี้ เพิ่มเติมได้ในหนังสือ อิบศอรุล-อัยนฺ ของซะมาวี , มักตัลฮุเซนของมุก็อรรอม , เยามุล-ฮุเซนที่ข้าพเจ้าเรียบเรียง

คำสดุดีของนักปราชญ์และบุคคลสำคัญต่ออิมามฮุเซน(อฺ)

ถ้าหากได้มีการรวบรวมคำสดุดีที่กล่าวถึงท่านอิมามฮุเซน(อฺ)ทั้งประเภทคำโคลงและร้อยแก้วเข้าด้วยกันทั้งหมดแล้ว แน่นอนจะต้องได้เป็นหนังสือจำนวนหลายเล่ม ขนาดใหญ่ที่สุดในโลกเลยทีเดียวและจะต้องมีห้องสมุดขนาดใหญ่ไว้ เพื่อบรรจุหนังสือประเภทเดียวนี้อย่างแน่แท้ ในเมื่อจำนวนหนังสือประเภทนี้มีนับเป็นพ้นๆ เล่มและมิได้มีภาษาใดที่จะไม่ประพันธ์โคลงกลอนเกี่ยวกับท่านอิมามฮุเซน(อฺ)ไม่มีภาษาใดที่มิได้บันทึกเรื่องราวการต่อสู้ของท่านอิมาม(อฺ)ไม่มีภาษาใดที่มิได้ถูกเขียนถึงประวัติของท่าน

อิมาม(อฺ) ดังนั้น ท่านอิมามฮุเซน(อฺ)คือ บุคคลอมตะตลอดกาลชั่วนิรันดร์

ในหนังสือเล่มนี้ เราจะบันทึกถ้อยคำของบรรดาสาวกท่านศาสดาบรรดานักปราชญ์รุ่นตาบิอีนและจากนักเขียนร่วมสมัยเพียงเล็กน้อยที่กล่าวสดุดีท่านอิมามฮุเซน(อฺ)


คำสดุดี 1

ท่านอุมัร บินค็อฎฎ็อบ(ร.ฏ.)

เคยกล่าวกับท่านอิมามฮุเซน(อฺ)ว่า :

“ อันที่จริงแล้ว ผู้ที่ทำให้ความคิดในศีรษะของเราปรากฏออกมาอย่างที่ท่านเห็นอยู่นี้เพียงอัลลอฮฺ หลังจากนั้นก็คือพวกท่านเท่านั้น(1)

(1) อัล-อิศอบะฮฺ เล่ม 1 หน้า 333 ระบุว่าสายรายงานศ่อฮีฮฺ

คำสดุดี 2

ท่านอุษมาน บินอัฟฟาน กล่าวถึงท่านอิมามฮะซัน

ท่านอิมามฮุเซน และท่านอับดุลลอฮฺ บิน ญะอฺฟัร(อฺ) ว่า :

“ เขาเหล่านั้นอิ่มเอมกับวิชาความรู้กันอย่างเต็มที่ และสามารถเข้าถึงความดีงามและวิทยปัญญาได้อย่างสิ้นเชิง ” ( 2)

(2) อัล-คิศอล หน้า 136

คำสดุดี 3

ท่านอะบูฮุร็อยเราะฮฺ(ร.ฏ.) ได้กล่าวว่า :

“ เมื่อท่านฮุเซน บุตรของอะลีเดินเข้ามาในชุดสวมผ้าคลุมทำให้ฉันคิดไปว่าเป็นนบีที่ถูกส่ง

มา ” ( 3)

(3) บิฮารุล-อันวาร เล่ม 10 หน้า 82


ท่านอิมามฮุเซน(อฺ)เคยทำหน้าที่จัดการกับมัยยิต แล้วนั่งอยู่ริมทางจนท่านอะบูร็อยเราะฮฺต้องเขี่ยดินออกจากเท้าของท่านด้วยชายผ้าของท่าน

ท่านอิมาม(อฺ) ได้กล่าวว่า

“ โอ้ อะบูฮุร็อยเราะฮฺ นั่นท่านทำอะไร ”

ท่านอะบูฮุร็อยเราะฮฺกล่าวว่า

“ ปล่อยให้ฉันทำไปเถิด ขอสาบานต่อ อัลลอฮฺว่า ถ้าหากคนทั้งหลายรู้ในเรื่องของท่านเหมือนที่ฉันรู้ แน่นอนพวกเขาจะยกท่านขึ้นแบกบนบ่าของพวกเขาเลยที่เดียว ” ( 4)

(4) ตารีค อิบนุอะซากิร เล่ม 4 หน้า 322

คำสดุดี 3

ท่านอับดุลลอฮฺ บินอับบาซ(ร.ฏ.)

ได้ถือเชือกจูงพาหนะของท่านอิมามฮะซัน(อฺ)และท่านอิมามฮุเซน(อฺ)แล้วเขาก็ถูกตำหนิในเรื่องนี้ จนมีคนกล่าวกับเขาว่า

“ ท่านอายุมากกว่าเขาทั้งสองคนเสียอีก ”

ท่านอิบนุอับบาซ กล่าวว่า

“ ทั้งสองคนนี้เป็นบุตรของศาสนทูตแห่งอัลออฮฺ(ศ) มันเป็นความสุขของฉันมิใช่หรือที่ได้จูงพาหนะให้แก่เขาทั้งสอง ” (5)

(5) ตารีค อิบนุอะซากิร เล่ม 4 หน้า 322


หลังจากที่ท่านอิมามฮะซัน(อฺ)เสียชีวิตแล้ว มุอาวิยะฮฺได้พูดกับท่านอิบนุอับบาซว่า

“ ตอนนี้ท่านได้เป็นหัวหน้าตระกูลของท่านแล้วซิ ”

เขาตอบว่า

“ ตราบใดที่อะบูอัลดุลลอฮฺ อัล-ฮุเซนยังอยู่ ต้องมิใช่ฉันแน่ ” (6)

คำสดุดี 5

ท่านอะนัส บินมาลิก ได้กล่าวในขณะที่ได้เห็นท่านอิมามฮุเซน(อฺ)ว่า

“ เขาคือคนที่เหมือนท่านศาสนทูตมากที่สุด ” ( 7)

คำสดุดี 6

ท่านซัยดฺ บินอัรก็อม ได้กล่าวกับอิบนุซิยาดในขณะที่เขาตีลงไปที่ริมฝีปากของท่านอิมามฮุเซน(อฺ)

“ อย่าได้ทำอย่างนั้นเลย ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ แท้จริงฉันเคยเห็นท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ จุมพิตลงที่ริมฝีปากทั้งสองนี้แหละ ”

(6) ฮะยาตุลอิมามฮุเซน ของกุรซี เล่ม 2 หน้า 500

(7) อะอฺยานุช-ซีอะฮฺ เล่ม 4 หน้า 118


หลังจากนั้นเขาก็ร้องไห้

อิบนุ ซิยาดจึงกล่าวกับเขาว่า

“ หรือว่าอัลลอฮฺจะทรงร้องไห้กับท่าน ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ถ้ามิใช่เป็นเพราะว่าท่านแก่มากแล้ว ฉันจะตัดคอท่านเสียเลย ”

แล้วเขาก็ได้ออกมาประกาศว่า

“ ท่านทั้งหลาย โอ้ ชาวอาหรับเอ๋ย หลังจากวันนี้ไปแล้วพวกท่านจะตกเป็นทาส พวกท่านฆ่าฮุเซนบุตรของฟาฏิมะฮฺ และอิบนุ มัรญานะฮฺครองอำนาจเหนือพวกท่าน ทั้ง ๆ ที่เขาคือคนที่ฆ่าคนดีที่สุดของพวกท่านไปยังคงเหลืออยู่ก็แต่เพียงคนชั่วในหมู่พวกท่านเท่านั้น ” ( 8)

คำสดุดี 7

ท่านอะบูบัรซะฮฺ อัล-อัซละมี ได้กล่าวกับยะซีด ในเมื่อได้เห็นยะซีดทำร้ายศพของท่านอิมามฮุเซน(อฺ)ว่า :

“ ท่านใช้ไม้เท้าเขี่ยศพอิมามฮุเซนกระนั้นหรือ แน่นอนที่สุดเมื่อไม้เท้าของท่านกระทบที่ศีรษะของเขา เหมือนกับว่าฉันได้เห็นท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺเข้ามาโอบปกป้องเขา สำหรับท่าน

โอ้ยะซีดเอ๋ย ในวันกิยามัตเจ้าจะต้องอยู่ในฐานะผู้ช่วยของอิบนุ ซิยาด แต่คน ๆ นี้เขาจะมาในฐานะที่นบีมุฮัมมัดเป็นผู้ช่วย ” ( 9)

(8) อะซะดุล-ฆอบะฮฺ เล่ม 2 หน้า 21

(9) อัล-ฮะซัน วัลฮุเซนซิบฏอร่อซูลิลลาฮฺ หน้า 198


คำสดุดี 8

ท่านอับดุลลอฮฺ บินญะอฺฟัร(ร.ฏ.) ได้กล่าวกับมุอาวียะฮฺ เมื่อมุอาวียะฮฺ พูดว่า :

“ ท่านคือประมุขของคนตระกูลฮาชิม ”

เขากล่าวว่า

“ ประมุขของคนตระกูลฮาชิม ได้แก่ ฮะซันกับฮุเซน ” ( 10)

(10) อัล-ฮะซัน บินอะลี ของกามิล ซุลัยมาน หน้า 173

เขาได้เขียนจดหมายถึงท่านอิมามฮุเซน(อฺ)ว่า

“ ถ้าหากสูญเสียท่านในวันใด วันนั้น รัศมีของอิสลามจะดับไปด้วยเพราะท่านคือแหล่งความรู้ของผู้แสวงหาทางนำ และเป็นความหวังของปวงผู้ศรัทธา ” ( 11)

(11) อัล-บิดายะตุ วัน-นิฮายะฮฺ เล่ม 8 หน้า 167)

คำสดุดี 9

ชายคนหนึ่งมาถามท่านอับดุลลอฮฺ บินอุมัร ว่า :

“ เรื่องเลือดของยุง ที่ติดเสื้อผ้าว่าจะใช้ใส่ทำนมาซไปเลยได้ไหม ?”

เขาถามว่า

“ ท่านเป็นคนมาจากไหน ?”

ชายคนนั้นตอบว่า

“ มาจากอิรัก ”


ท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุอุมัร กล่าวว่า

“ พวกท่านทั้งหลาย จงดูชายคนนี้เถิดเขาถามข้าพเจ้าเกี่ยวกับเรื่องเลือดของยุง แต่พวกเขาฆ่าบุตรของศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ ซึ่งฉันเคยได้ยินท่าน

ศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺได้กล่าวว่าเขาทั้งสองเป็นขวัญใจของฉันในโลกนี้ ” ( 12)

คำสดุดี 10

ท่านมุฮัมมัด บินฮะนะฟียะฮฺ ได้กล่าวว่า :

“ แท้จริงฮุเซนเป็นคนที่รู้มากที่สุดในหมู่พวกเรา และเป็นคนที่สุขุมมากที่สุดในหมู่พวกเราและเป็นคนใกล้ชิดท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺมากที่สุดในหมู่พวกเรา เขาเป็นอิมามผู้ทรงคุณทางวิชาการ ” ( 13)

คำสดุดี 11

ท่านอิมามฮุเซน(อฺ)เคยเดินผ่านอุมัร บิน อัล-อาศ ในขณะที่กำลังนั่งอยู่ใต้ร่มเงาอัล-กะอฺบะฮฺ

เขาได้กล่าวขึ้นว่า

“ นี่คือผู้ที่คนในแผ่นดินและบรรดาผู้ที่อยู่ในชั้นฟ้ารักที่สุดในปัจจุบันนี้ ” ( 14)

(12) ตารีค อิบนุ อะซากิร เล่ม 4 หน้า 314

(13) บิฮารุลอันวาร เล่ม 10 หน้า 140

(14) ตารีค อับนุอะซากิร เล่ม 4 หน้า 322


คำสดุดี 12

อับดุลลอฮฺ บินอุมัร บินอาศ ได้กล่าว

ในขณะที่ท่านอิมามฮุเซน(อฺ)เดินผ่านเขาว่า :

“ ใครที่ต้องการจะมองเห็นชาวโลกคนที่บรรดาผู้อยู่ในชั้นฟ้ารักมากที่สุดก็ขอให้มองดูชาย

ผู้ประเสริฐคนนี้ ” ( 15)

(15) บิฮารุล-อันวาร เล่ม 10 หน้า 73

คำสดุดดี 13

มุอาวียะฮฺ ได้กล่าวกับยะซีด บุตรชายของตน เพื่อแนะนำว่า :

ให้ตอบจดหมายต่อท่านอิมามฮุเซน(อฺ)ที่เขียนส่งมาด้วยการถ่อมตัวว่า

“ เจ้าอย่าได้หวังที่จะตำหนิฮุเซนเลย ขอสาบานต่ออัลลอฮฺฉันไม่เคยเห็นข้อตำหนิในสภาพความเป็นไปของเขาเลย ” ( 16)

(16) อะอฺยานุช-ซีอะฮฺ เล่ม 1 หน้า 146


คำสดุดี 14

วะลีด บินอุตบะฮฺ บินอะบีซุฟยาน เจ้าเมืองมะดีนะฮฺได้กล่าวกับ มัรวาน บิน ฮะกัม เมื่อครั้งที่เสนอแนะให้เขาฆ่าท่านอิมามฮุเซน(อฺ) ถ้าหากท่าน(อฺ)ไม่ยอมให้สัตยาบันว่า

“ ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ โอ้ มัรวานเอ๋ย ฉันไม่ต้องการที่จะได้ครองโลกนี้เลย ถ้าหากฉันต้องฆ่าฮุเซน มหาบริสุทธิ์แด่อัลลอฮฺ ฉันหรือจะฆ่าฮุเซนเพียงเพราะเขากล่าวว่า ฉันไม่ยอมให้สัตยาบัน

ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ แท้จริงฉันเชื่อว่า ผู้ใดก็ตามที่ฮุเซน ตราชูแห่งความดีในวันกิยามัตจะต้องเบาที่สุด ” ( 17)

(17) อัล-บิดายะตุ วัน-นิฮายะฮฺ เล่ม 8 หน้า 147

คำสดุดี 15

เมื่ออับนุซิยาดได้จับตัวท่านก็อยซฺ บิน มัซฮัร อัศ-ศ็อยดาวีไว้

( ก็อยซฺ คือ คนถือสาส์นของท่านอิมามฮุเซนไปยังเมืองกูฟะฮฺ) เขาได้สั่งให้ท่านก็อยซฺขึ้นบนมินบัร แล้วให้กล่าวประณามท่านอิมามฮุเซน (อฺ) และบิดาของท่านอิมาม (อฺ) เมื่อท่านก็อยซฺขึ้นบนมันบัรแล้ว ก็ได้กล่าวสรรเสริญอัลลอฮฺ (ซ.บ.) แล้วเขาได้กล่าวว่า

“ โอ้ ประชาชนเอ๋ย แท้จริงฮุเซนบุตรของอะลีผู้นี้คือคนที่ดีที่สุดของอัลลอฮฺเพราะเขาคือบุตรของลูกสาวท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ และฉันคือคนถือสาส์นของเขามายังพวกท่าน แน่นอนฉันแยกทางจากเขาด้วยฝีมือของคนใจอำมหิต ดังนั้นขอให้พวกท่านตอบรับ เชื่อฟังและปฏิบัติตาม

เขาด้วยเถิด ”


ต่อจากนั้นท่านก็อยซฺได้สาปแช่ง อับดุลลอฮฺ บิน ซิยาด และบิดาของเขา และขออภัยให้แก่ท่านอิมามอะลี(อฺ)และท่านอิมามฮุเซน(อฺ)

ดังนั้น อิบนุซิยาดจึงสั่งให้คนจับเขามาหาแล้วก็ตัดคอในทันที(18)

(18) อัล-บิดายะตุ วัน-นิฮายะฮฺ เล่ม 18 หน้า 168

คำสดุดี 16

คุฏบะฮฺตอนหนึ่ง

ของท่านยะซีด บินมัซดูด อัน-นะฮฺชะลี

( ขอความเมตตาจากอัลลอฮฺได้ประสบแด่ท่าน) ความว่า:

“ ท่านฮุเซน บุตรของอะลี และบุตรของศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ

ท่านนี้คือผู้มีพื้นฐานทางสายตระกูลสูงส่ง มีความรู้อย่างลึกซึ้งถ่องแท้

เขามีความดีจนไม่อาจประเมินได้ มีความรู้ที่ไม่อาจทัดเทียมได้ เขาเป็นผู้ทรงสิทธิในตำแหน่งการปกครองนี้ ด้วยความอาวุโสแห่งคุณวุฒิ วัยวุฒิและด้วยความเป็นเครือญาติของศาสนทูต เขาอ่อนโยนกับผู้น้อย ให้เกียรติต่อผู้ใหญ่ ดังนั้นคนเลี้ยงแกะก็ยังยกย่องให้เกียรติเขา และเขาคืออิมามของประชาชาติ เป็นข้อพิสูจน์ของอัลลอฮฺโดยแท้ คำสอนของท่านมีโวหารสูงส่งยิ่ง ” ( 19)

(19) อะอฺยานุช-ชีอะฮฺ เล่ม 1 หน้า 195


คำสดุดี 17

ท่านอับดุลลอฮฺ บิน ฮุร อัล-ญอฺฟี ได้กล่าวว่า :

“ ฉันไม่เคยเห็นใครเหมือนท่านอิมามฮุเซนเลยแม้สักคนเดียว และไม่เคยมองใครได้เต็มตาเท่าท่าน ” ( 20)

(20) อะอฺยานุช-ชีอะฮฺ เล่ม 1 หน้า 118

คำสดุดี 18

ท่านร่อบีอฺ บินค็อยษัม ได้กล่าวกับคนบางคนที่

เห็นเหตุการณ์สังหารท่านอิมามฮุเซน(อฺ)ว่า

“ ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ว่าพวกท่านได้ฆ่าคนบริสุทธิ์ซึ่งถ้าหากว่าท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ ได้มีโอกาสพบกับพวกเขา ท่านจะต้องจุมพิตที่ริมฝีปากของพวกเขาและให้พวกเขานั่งในตักของท่าน ” ( 21)

(21) บิฮารุล-อันวาร เล่ม 10 หน้า 79

คำสดุดี 19

ท่านอิบรอฮีม นัคอี ได้กล่าวว่า :

“ ถ้าหากข้าพเจ้าได้อยู่ร่วมกับคนที่ฆ่าอิสลามฮุเซนแล้วได้เข้าสวรรค์แน่นอนข้าพเจ้าจะต้องละอายต่อการจะมองหน้าท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ ” ( 22)

(22) อัล-อิศอบะฮฺ เล่ม 1 หน้า 335


คำสดุดี 20

ท่านอิบนุซีรีน ได้กล่าวว่า :

“ ฟ้าไม่เคยหลั่งน้ำตาให้แก่ใครเลยแม้สักคนเดียวหลังจากบียะหฺยาบุตรของนบีซะกะรียาถูก

สังหาร นอกจากกับท่านอิมามฮุเซน(อฺ) ตอนที่ท่านถูกฆ่า ฟ้าได้กล่ายเป็นสีดำทะมึน จนแสงดาว

ปรากฏสว่างไสว ในตอนกลางวันจนสามารถเห็นดวงดาวอันสุกใสได้ในยามบ่อย ดินสีแดงได้ตก

ลงมา ท้องฟ้ามืดครึ้มเหมือนกลางคืนติดต่อกันเป็นเวลาเจ็ดวันราวกับมันถูกปิด ” ( 23)

23)ตารีค อิบนุอะซากิร เล่ม 4 หน้า 339

คำสดุดี 21

ท่านอะลี ญะลาลุลฮุซัยนี ได้กล่าวว่า :

“ นายผู้สะอาดบริสุทธิ์ ได้แก่อิมามอะบุอับดุลลอฮฺ อัล-ฮุเซน บุตรของลูกสาวท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺและเป็นขวัญใจของท่าน เป็นบุตรของท่านอะลีรุลมุอ์มินีนอะลี มีฐานะเป็นสมาชิกครอบครัวของนบี จึงมีชาติตระกูลสูงส่ง มีความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์เป็นศูนย์รวมของความดีงามและจริยธรรมอันประเสริฐเป็นคนมีผลงานที่ดีเลิศ เป็นคนมีความรู้สูง มีความกล้าหาญ เป็นเลิศ มีความเอื้อเฟื้อและความรอบรู้สูงส่งเหลือล้ำ


เป็นคนมีวาจาหลักแหลมยืนหยัดเพื่อสัจธรรม เป็นคนยับยั้งความชั่ว เป็นคนต่อสู้กับความอธรรมเป็นคนถ่อมตน เป็นคนยุติธรรม อดทน สุขุม อภัย สุภาพนอบน้อมถ่อมตน เป็นคนดีธรรมชาติแห่งความสันติในตัว มีเรือนร่างงดงาม มีสติปัญญาแก่กล้า ร่างกายแข็งแรง อีกทั้งยังประกอบด้วยการมี

อิบาดะฮฺอย่างมากมายน่าสรรเสริญ อีกทั้งการประกอบคุณงามความดี เช่นการนมาซ การทำฮัจญ์ การต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮฺ และบำเพ็ญความดี เมื่อครั้งที่ท่านพำนักอยู่ที่มะดีนะฮฺ หรือที่ใดก็ตามท่านจะใช้ความรู้ของท่านให้เป็นประโยชน์และใช้การทำงานของท่านเป็นครู เป็นคนดีมีจริยธรรมอันประเสริฐ มีมารยาทอย่างเพียบพร้อมเกินคำอธิบายใจกว้างกับทรัพย์สินของท่านเอง ถ่อมตัวกับคนยากจน เป็นคนมีเกียรติสูงสำหรับบรรดาค่อลีฟะฮฺส่งมอบทานบริจาคให้แก่เด็กกำพร้าและคนขัดสน ให้ความเป็นธรรมแก่คนที่ถูกกลั่นแกล้ง หมกมุ่น ( อยู่กับการทำอิบาดะฮฺ เดินทางจากเมืองมะดีนะฮฺไปยังเมืองมักกะฮฺ เพื่อทำฮัจญ์ติดต่อกันถึง 25ครั้ง.....

ท่านอิมามฮุเซนนั้น(อฺ)ในสมัยของท่าน(อฺ) ท่าน(อฺ)คือคนมีความรู้สำหรับผู้แสวงหาทางนำ เป็นแสงสว่างสำหรับแผ่นดิน ดังนั้นเรื่องราวจากชีวิตของท่าน(อฺ)จึงเป็นทางนำสำหรับผู้แสวงหาการชี้นำสำหรับผู้แสวงหา การชี้นำที่ถูกต้องโดยแสงสว่างแห่งความดีงามของท่าน(อฺ)และผู้ที่ค้นคว้าหาร่องรอยแห่งความประเสริฐของท่าน ” ( 24)

(2 4 ) จากหนังสือของผู้เขียน ชื่อ อัล-ฮุเซน เล่ม 1 หน้า 6


คำสดุดี 22

ท่านมุฮัมมัตริฏอ อัล-มิศรี ได้กล่าวว่า :

“ เขาคือบุตรของลูกสาวท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ เป็นผู้ให้ความรู้แก่บรรดาผู้แสวงหาทางนำ เป็นความหวังของมวลผู้ศรัทธา ” ( 25)

(2 5 ) จากหนังสือของผู้เขียนชื่อ อัล-ฮะซันวัล-ฮุเซน หน้า 75

คำสดุดี 23

ท่านอุมัรริฏอ กิฮาละฮฺ ได้กล่าวว่า :

“ อัล-ฮุเซน บินอะลี คือประมุขของชาวอิรัก ทั้งทางด้านศาสนา สังคมเป็นคนเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และเสียสละอย่างยิ่ง ” ( 26)

(2 6 ) อะอฺลามุนนิชาอ์ เล่ม 1 หน้า 28

คำสดุดี 24

ท่านอับดุลลอฮฺ อัล-อะลายิลี ได้กล่าวว่า :

“ ในเรื่องราวของท่านอิมามฮุเซนนั้นมีรูปลักษณ์แห่งการดำเนินวิถีชีวิตอันถอดแบบมาจากตาของท่านเอง ผู้เป็นศาสดาผู้ยิ่งใหญ่ กล่าวคือ

ท่านนบีได้มอบความรักอย่างท่วมท้นให้แก่ท่านและแก่ทุกสิ่งทุกอย่างในตัวของท่านเพื่อให้มีภาพลักษณ์อันสมบูรณ์แบบโดยเบื้องหลังสิ่งนั้น

หมายถึง รูปแบบอันแท้จริงของท่านศาสดาที่เคยปรากฏมาแต่กาลก่อน


คือ มีความเป็นมนุษย์ที่สืบต่อมาจากท่านนบี ตามที่ท่านนบีได้กล่าวว่า

‘ ฉันเป็นส่วนหนึ่งของฮุเซน ’ และสภาวะความเป็นนบีที่แผ่มาสู่สถานะแห่งความเป็นมนุษย์ ตามที่ท่านกล่าวว่า ‘ และฮุเซนเป็นส่วนหนึ่งของฉัน ’ ขอความสันติสุขพึงมีแด่ท่าน นับแต่วันที่ท่านกำเนิดมา ” ( 27)

( 27) จากหนังสือของผู้เขียน ชื่อ ตารีคุล-ฮุเซน หน้า 226

คำสดุดี 25

ท่านอับบาซ มะฮฺมูด อัล-อิกอด ได้กล่าวว่า :

“ ท่านให้ตัวอย่างแก่มนุษย์ในสภาพของรัศมีที่สายตาทั้งมวลต้องสยบให้ให้ความภาคภูมิใจอย่างสูงจนไม่มีใครเหมือนกันอีกแล้วประวัติศาสตร์ของมวลมนุษย์ชาติโดยไม่มีชาวอาหรับคนใดเสมอเหมือนพวกเขาและไม่มีชาวอะญัม(คนที่ไม่ใช่อาหรับ)คนใดอีกด้วยทั้งในยุคก่อนและยุคใหม่กล่าวคือบทบาทของบรรดาชะฮีดในโลกนี้ ไม่มีบทบาทของใครเสมอเหมือนบทบาทของอิมามฮุเซน หลักฐานประการหนึ่งก็พอแล้วสำหรับประวัติศาสตร์ในโลกนี้ นั่นคือท่านเป็นชะฮีด เป็นบุตรของชะฮีด อีกทั้งยังเป็นบิดาของบรรดาชะฮีดอีกด้วยนับเป็นร้อยๆ ปีต่อมา ” ( 28)

( 28) อะบุชชุฮาอ์ อัล-ฮุเซน บินอะลี หน้า 230


คำสดุดี 26

ท่านอุมัรอะบุนนัศรฺ ได้กล่าวว่า :

“ นี่คือชีวประวัติอันสูงส่งของชาวกุเรช ธงแห่งการพลีชีพและการเสียสละอย่างห้าวหาญได้ถูกชูขึ้นตั้งแต่ภาคตะวันออกจนถึงภาคตะวันตกของโลก เป็นชีวประวัติที่รวบรวมเรื่องราวของชายหนุ่มที่ใช้ชีวิตเหมือนอย่างคนธรรมดา แต่มิได้ตายอย่างคนธรรมดา นั่นเป็นเพราะว่าอัลลอฮฺทรงให้เกียรติแก่คนกลุ่มนี้เหนือกว่าสรรพสิ่งที่ทรงสร้างมา เพราะพระองค์ทรงประทานศาสดาและอัล-วะฮฺยูมาเพื่อรองรับสิ่งเหล่านี้ จึงไม่มีใครในบรรดาปวงบ่างของพระองค์จะได้บรรลุถึงได้บรรลุถึงโชคเหล่านี้ มันให้ความหมายไปถึงการเนรเทศ และการพลีชีพ และให้ความหมายไปถึงตัวอย่างอันสูงสุดในด้านการสั่งสอนคุณธรรมและยับยั้งความชั่ว และยังเป็นการบันทึกให้เห็นถึงการเชิดชูธงชัยแห่งความตักวาและการแก้ไขสังคมไปจนถึงเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามมา ” ( 29)

( 29) หนังสือชองผู้เขียนชื่อ อาลิมุฮัมมัด ในกัรบะลาอ์ หน้า 30

คำสดุดี 27

ท่านอับดุลฮะฟีซ อะบูซะอูด ได้กล่าวว่า :

“ ท่านเป็นเครื่องหมายแห่งการต่อสู้เพื่อเสรีภาพ และการเสียสละอย่างสูง เป็นการพลีชีพเพื่อวิถีทางแห่งความเชื่อตามหลักศาสนา และการไม่ยอมอ่อนข้อให้กับอำนาจของอธรรมและความละเมิดของผู้ปกครอง ” ( 30)

( 30) ซิบฏอร่อซูลิลลาฮฺอัล-ฮะซันวัลฮุเซน หน้า 188


คำสดุดี 28

ท่านมุฮัมมัด บากิร กล่าวว่า :

“ วิถีชีวิตอันกล้าหาญของชะฮีดอิมามฮุเซน บินอะลี เป็นเรื่องที่ชาวอาหรับทั้งมวล ไม่ว่าจะอยู่ในสาขา แนวทางและมัซฮับใดๆ ทั้งมวลต้องจากรึกไว้ในก้นบึ้งของจิตใจ นั่นก็เป็นเพราะว่าวิถีชีวิตเหล่านี้เป็นแบบอย่างของการพลีและความเชื่อในศาสนา เป็นวิถีชีวิตเหล่านี้เป็นแบบอย่างของการพลีและความเชื่อในศาสนา เป็นวิถีชีวิตอันมีเกียรติยศสูงส่ง ” ( 31)

( 31) หนังสือของผู้เขียนชื่ออัช-ชะฮัด อัล-คอลิด อัล-ฮุเซน บินอะลี หน้า 6

คำสดุดี 29

ท่านอะฮฺมัดฮะซัน ลุฏฟี ได้กล่าวว่า :

“ แท้จริง ความตายที่ท่านได้สำแดงเป็นวิธีกรรมอันหาญกล้า เป็นสิ่งที่ท่านจำเป็นตัวอย่างแก่ทุกๆ ชีวิตในโลกนี้ เพราะมันคือวิถีทางในการเข้าสู่อัลลอฮฺ ซึ่งเป็นผู้ให้กำเนิดและเป็นจุดหมายสุดท้าย และเป็นวิถีทางแห่งชัยชนะและความเป็นนิรันดร์ ดังนั้น จงให้เกียรติแก่ผู้กล้าหาญที่เอาชนะความตายด้วยความตาย ” ( 32)

( 32) หนังสือของผู้เขียนชื่ออัช-ชะฮัด อัล-คอลิด อัล-ฮุเซน บินอะลี หน้า 47


หมายเหตุ ท้ายบท

ตามหน้ากระดาษเท่าที่ได้ผ่านไปแล้วนี้ เป็นการบันทึกชีวประวัติโดยสังเขปของท่านประมุขแห่งบรรดาชะฮีด อะบูอับดิลลาฮฺ อัล-ฮุเซน(อฺ)ซึ่งเราได้มีโอกาสเรียนรู้เกี่ยวกับชีวิตของท่านเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

และเราได้นำมาเสนอก็เป็นแต่เพียงบางส่วน จากความยิ่งใหญ่ของท่าน(อฺ)อีกมากมาย

ข้าพเจ้าขอย้ำอีกครั้งว่าประชาชาติอิสลามในยุคปัจจุบันนี้ เพียงการนำเอาวิถีชีวิตของท่านอิมามฮุเซน(อฺ)และบรรดาอิมามทั้งหลายแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ)มาเป็นตัวอย่างในการดำเนินชีวิตทั้งในวิถีทางแห่งการแสวงหาทางนำด้านศาสนา และวิถีทางแห่งการต่อสู้เสียสละ ก็สามารถจะเรียกธงชัยของอิสลามกลับคืนมาใหม่ได้อย่างรุ่งโรจน์และถ้อยคำที่ว่า

“ ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ มุฮัมมัดเป็นศาสนทูตของพระองค์ ” ก็จะกึกก้องไปทั่วทวีปอันไพศาล สมตามที่พระองค์ทรงตรัสว่า

“ เพื่อพระองค์จะทรงให้มันเป็นที่บรรเจิดแก่ศาสนาทั้งมวลถึงแม้พวกตั้งภาคีจะชิงชังก็ตาม ”

( อัต-เตาบะฮฺ: 33)


Contents

คำนำ 2

บทนำของอิมามที่ 3 3

ปรัชญาอันลึกลับของท่าน(อฺ) 4

ชีวประวัติของอิมาม อะบูอับดิลลาฮฺ(อ) 5

ช่วงชีวิตของท่าน(อฺ)ร่วมกับบิดา 7

ช่วงชีวิตของท่าน(อฺ) 8

วายชนม์ 11

ฮุเซน บินอฺะลี (อฺ) ในอัลกุรอาน อันทรงเกียรติ 12

อิมามฮุเซน (อฺ) จากฮะดีษของศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ (ศ) 17

ข้อบัญญัติเรื่องตำแหน่งค่อลีฟะฮฺ ของท่านฮุเซน บินอฺะลี(อฺ) 22

ข้อบัญญัติ 22

เรื่องที่ 1 22

ข้อบัญญัติ 23

เรื่องที่ 2 23

ข้อบัญญัติ 24

เรื่องที่ 3 24

ข้อบัญญัติ 24

เรื่องที่ 4 24

อิบาดะฮฺอันยิ่งใหญ่ของอิมามฮุเซน(อฺ) 25

วิถีชีวิตของอิมามฮุเซน บินอฺะลี (อฺ) 27

วิถีชีวิตที่ 1 28

วิถีชีวิตที่ 2 29

วิถีชีวิตที่ 3 30

วิถีชีวิตที่ 4 31

วิถีชีวิตที่ 5 31

วิถีชีวิตที่ 6 32

วิถีชีวิตที่ 7 33

การบำเพ็ญคุณธรรมและความเผื่อแผ่ของอิมามที่ 3 34

คำเทศนาของอิมามอะบาอับดิลลาฮฺ(อฺ) 41

คำเทศนาบทที่ 1 43

คำเทศนาบทที่ 2 49

พินัยกรรม : แบบชี้นำการต่อสู้ของอิมามฮุเซน(อฺ)ต่ออำนาจอธรรม 54

ฉบับที่ 4 54

ฉบับที่ 5 55

สาส์น : เหตุการตัดสินใจของอิมามฮุเซน(อฺ) 55

ฉบับที่ 1 56

ฉบับที่ 2 60

ฉบับที่ 3 61

ฉบับที่ 4 62

สุภาษิต : วาทะอันสมบูรณ์แห่งคุณธรรมจากอิมามที่ 3 63

สุภาษิตที่ 1 63

สุภาษิตที่ 6 65

สุภาษิตที่ 7 65

สุภาษิตที่ 9 66

สุภาษิตที่ 10 66

สุภาษิตที่ 11 66

สุภาษิตที่ 13 67

ถาม-ตอบ 68

จากวิชาการอันถ่องแท้ของอิมามฮุเซน(อฺ) 68

เรื่องที่ 1 68

เรื่องที่ 2 70

เรื่องที่ 3 71

เรื่องที่ 4 71

เรื่องที่ 5 72

เรื่องที่ 6 73

เรื่องที่ 7 73

เรื่องที่ 8 74

เรื่องที่ 9 75

ดุอาอ์ของอิมามฮุเซน(อฺ)มรดกที่สูงค่าของอิสลาม 75

บทที่ 1 76

บทที่ 2 77

บทที่ 3 78

บทที่ 4 79

บทที่ 5 79

บทที่ 6 80

บทที่ 7 81

บทที่ 8 82

บทที่ 9 83

บทที่ 10 83

การตอบสนองดุอาอ์ของอิมามฮุเซน(อฺ)ประมุขชายหนุ่มแห่งสวรรค์ 84

บทที่ 1 85

บทที่ 2 87

บทที่ 3 88

บทที่ 4 89

บทที่ 6 91

บทที่ 7 92

การต่อสู้ของอิมามฮุเซน(อฺ) : ค้ำจุนเสาหลักแห่งอิสลาม 93

ลำดับเหตุการณวีรชนแห่งกัรบะลาอ์ 102

คืนแห่งวัน อาชูรออ์ 103

ท่านอิมามฮุเซน(อฺ)ปฏิเสธการเป็นฝ่ายเริ่มต้นทำสงคราม 106

กองหนุนที่เหลือกับบะนีฮาชิม 108

การพลีชีพของท่านอับบาซ(ร.ฏ.) 110

การรบของท่านอิมามฮุเซน(อฺ) 115

การขอความช่วยเหลือของท่านอิมามฮุเซน(อฺ) 115

ท่านอิมามซัยนุลอาบิดีน(อฺ)ออกรบ 116

อับดุลลอฮฺ อัร-ร่อฏีอฺ(ผู้ที่ยังไม่อดนม) 117

การต่อสู้อีกครั้งหนึ่งของท่านอิมามฮุเซน(อฺ) 119

ท่านอิมามฮุเซน(อฺ)กลับกระโจมที่พัก 122

ความฮึกเหิมของทหารฝ่ายศัตรู 123

ท่านมุฮัมมัดและท่านอับดุลลอฮฺถูกสังหาร 127

การบุกโจมตีท่านอิมามฮุเซน(อฺ) 129

คำวิงวอนของท่านอิมามฮุเซน(อฺ) 130

คำสดุดีของนักปราชญ์และบุคคลสำคัญต่ออิมามฮุเซน(อฺ) 134

คำสดุดี 1 135

คำสดุดี 2 135

คำสดุดี 3 135

คำสดุดี 3 136

คำสดุดี 5 137

คำสดุดี 6 137

คำสดุดี 7 138

คำสดุดี 8 139

คำสดุดี 9 139

คำสดุดี 10 140

คำสดุดี 11 140

คำสดุดดี 13 141

คำสดุดี 14 142

คำสดุดี 15 142

คำสดุดี 16 143

คำสดุดี 17 144

คำสดุดี 18 144

คำสดุดี 19 144

คำสดุดี 20 145

คำสดุดี 21 145

คำสดุดี 22 147

คำสดุดี 23 147

คำสดุดี 24 147

คำสดุดี 25 148

คำสดุดี 26 149

คำสดุดี 27 149

คำสดุดี 28 150

คำสดุดี 29 150

หมายเหตุ ท้ายบท 151

ชีวประวัติอิมามฮุเซน

ชีวประวัติอิมามฮุเซน

ผู้เขียน: ศาสตราจารย์เชคอะลีมุฮัมมัด อะลีดุคัยยิล
กลุ่ม: ห้องสมุดศาสดาและวงศ์วาน
หน้าต่างๆ: 149