ชีวประวัติอิมามมูฮัมมัด อัลบากิร
ผู้เขียน: ศาสตราจารย์เชคอะลีมุฮัมมัด อะลีดุคัยยิลห้องสมุดศาสดาและวงศ์วาน
อัตชีวประวัติอิมามมุฮัมมัด อัลบากิร
เขียน
ศาสตราจารย์เชคอะลีมุฮัมมัด อะลีดุคัยยิล
จัดพิมพ์และเรียบเรียงโดยเว็บไซต์อัลฮะซะนัยน์
www.alhassanain.org/thai
บทนำ
รัศมีอันเจิดจำรัสแห่งชีวิตของท่านอิมามที่ ๕ แห่งวงศ์วาน
อะฮฺลุลบัยต์(อ) คือ ท่านอิมามมุฮัมมัด บินอะลี บินฮุเซน บิน
อะมีรุลมุอ์มินีน อะลี บิน อะบีฏอลิบ(อ) ท่านคือ อิมาม(อ) ที่เป็นศูนย์รวมแห่งความประเสริฐทั้งมวล สุดท้ายแห่งแบบฉบับอันทรงเกียรติ โลกก้าวล้ำหน้าด้วยกับวิชาความรู้ของท่าน(อ)
ตำรับตำราทั้งหลายมากมายด้วยถ้อยคำของท่าน(อ) มันไม่เป็นการเกินเลยที่จะกล่าวเช่นนั้น ก็ในเมื่อท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ)ตั้งฉายานามของท่าน(อ)ว่า ‘ อัล-บากิร ’: จากฮะดีษของท่านญาบิร
บิน อับดุลลอฮฺ อัล-อันศอรี (ร.ฏ.)เพราะท่าน(อ)นั้นเป็นผู้ที่แตกฉานในวิชาความรู้ทุกสาขา เป็นผู้จุดประกายและเผยแพร่มันอย่างแท้จริง
ในหมู่บรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อ)
นอกจากท่านอิมามญะอฟัรอัศ-ศอดิก(อ) แล้วไม่มีใครเป็นผู้รายงานฮะดีษที่ถูกอ้างถึง มากยิ่งไปกว่าท่านอิมามมุฮัมมัด บากิร(อ) ในตำราฟิกฮฺ (นิติศาสตร์อิสลาม) การรายงานฮะดีษ หนังสือตัฟซีร (อรรถาธิบายอัลกุรอาน ตำราว่าด้วยจริยธรรม มารยาท เต็มไปด้วยเรื่องราวคำพูด ทัศนะอันบริสุทธิ์ของท่าน(อ)
ศอฮาบะฮฺแต่ละคนของท่าน(อ)เช่น ท่านมุฮัมมัด บินมุสลิม(ร.ฏ.) รายงานฮะดีษคนเดียวถึง ๓๐ , ๐๐๐ ฮะดีษ ท่านญาบิร อัล-ญุอฟี (ร.ฏ.) รายงานฮะดีษถึง ๗๐ , ๐๐๐ ฮะดีษ
สิ่งที่กล่าวไปแล้ว ใช่ว่าจะเป็นการแบ่งระดับของบรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อ)ก็หาไม่
เพราะตามความเชื่อของเรา พวกท่าน(อ)ทั้งหมดเท่าเทียมกันด้านวิชาการความรู้ ดีเด่นเหมือนๆ กัน
ในเรื่องความประเสริฐอันเนื่องจากพวกท่าน(อ)เหล่านั้นเรียนรู้มาจากสิ่งที่มาอันเดียวกัน คือ คัมภีร์ของอัลลอฮ์(ซ.บ.) แบบฉบับของท่านรอซูลุลลอฮฺ(ศ) และสิ่งที่อัลลอฮ์(ซ.บ.) ได้ปลูกฝังในตัวของ
พวกท่าน(อ)เหล่านั้น จากความรู้อันอมตะ (อิลมุนละดุนนี) ด้วยคุณลักษณะอันประเสริฐที่ว่า พวกท่าน(อ)เหล่านั้นคือ
อิมามแห่งสัจธรรม ผู้ปกครองแห่งมนุษยชาติและสิ่งที่ถูกสร้าง
ทั้งมวลเป็นทายาทของท่านศาสดา(ศ)ผู้ทรงเกียรติ
ใช่แล้ว ในช่วงร่วมสมัยของท่านอิมามมุฮัมมัด บากิร(อ)เป็นยุคสมัยที่เป็นเสมือนกับซากศพราชวงศ์ของอุมัยยะฮฺใกล้ถึงกาลดับสูญล่มสลาย ท่าน(อ)จึงสบโอกาสในการที่จะเผยแพร่สาส์นของพระผู้เป็นเจ้า วิชาความรู้ทั้งมวล เท่าที่โอกาสจะเอื้ออำนวย เช่นเดียวกับบุตรชายของท่าน ( อ) คือ ท่านอิมามญะอ์ฟัรศอดิก (อ) ที่อยู่ในช่วงแห่งการสู้รบของสองราชวงศ์ คือ อุมะวีและอับบาซี
และได้ทำหน้าที่แทนบิดาของท่าน(อ)ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
หากแม้นว่าโอกาสเหล่านี้ได้ประสบกับท่านอิมามมูซา(อ)
หรือท่านอิมามญะวาด(อ)ละก็ แน่นอนเหลือเกินว่า ท่าน(อ)จะทำได้ไม่ยิ่งหย่อนกว่าบุคคลทั้งสอง(อ)เลย
แต่... เราจะต้องจดจำไว้ด้วยว่า วิชาความรู้และการเผยแพร่มันนั้นเป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของชีวิตอย่างสมถะของท่าน(อ) ความเพียบพร้อมในด้านจริยธรรมอันงดงามของท่าน(อ) วิถีชีวิตที่ดีเลิศของท่าน(อ) ยังถูกนับว่าดีเลิศที่สุดในหมู่ประชาชนสมัยนั้น
หนังสือเล่มนี้เป็นเพียงเกล็ดชีวิตอันเล็กน้อยของท่านอิมามผู้ยิ่งใหญ่ บุตรของท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ)อันประเสริฐ หลานของฮุเซน
อัช-ชะฮีด ความจำเป็นอันเร่งด่วนของเราก็คือ น้อมเอาวิถีชีวิตของท่าน(อ) เป็นแบบแผนการดำเนินชีวิตของตัวเอง
“ จงกล่าวเถิดว่า จงปฏิบัติการงาน (ที่ดี) เถิด อัลลอฮ์ , รอซูลของพระองค์ และมุอ์มินทั้งหลายก็จะประจักษ์แจ้งถึงการงานของพวกท่าน ” ( อัต-เตาบะฮฺ: ๑๕)
ชีวประวัติของอิมามบากิร(อ)
นามจริง
มุฮัมมัด บินอะลี(อ)
ปู่
อิมาม ฮุเซน อัช-ชะฮีด(อ)
บิดา
อิมามอะลี ซัยนุลอาบิดีน(อ)
มารดา
ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ บุตรีของอิมามฮะซัน(อ)
ท่านอิมามบากิร(อ)จึงเป็นคนที่อยู่ในเชื้อสายของตระกูลฮาชิมทั้งสองฝ่าย มีเชื้อสายมาจากท่านอะลี(อ) และท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ(อ) ทั้งทางฝ่ายบิดาและมารดา นับว่าเป็นบุคคลแรกที่ถือกำเนิดมาสองสายจากบุตรของอิมามฮะซัน(อ)และอิมามฮุเซน(อ)
การประสูติ
ท่านอิมามมุฮัมมัด บากิร(อ)ประสูติ เมื่อวันศุกร์ เดือนรอญับ
ฮ.ศ.๕๗ แต่มีบางรายงานบอกว่า ประสูติเมื่อวันจันทร์ที่ ๓ เดือน
ซอฟัร ปีเดียวกัน
บุคลิกภาพ
ท่าน(อ)มีส่วนละม้ายคล้ายคลึงท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ)มากที่สุด ด้วยเหตุนี้ ท่าน(อ)จึงได้ฉายานามว่า ‘ ชะบีฮฺ ’ ( คล้ายคลึงท่านศาสดา (ศ)) ท่าน (อ) เป็นคนที่มีเรือนร่างสมส่วน ผิวพรรณดี เส้นผมสลวย
สวยงามทอดรับกับเรือนร่างที่บึกบึน มีสุรเสียงไพเราะเพราะพริ้ง และมีศีรษะที่ได้สัดส่วนงดงาม
ท่าน(อ)ได้ใช้ชีวิตอยู่กับท่านอิมามฮุเซน(อ)ผู้เป็นปู่ถึง ๔ ปี และได้เห็นเหตุการณ์นองเลือดในเหตุการณ์กัรบะลาอ์
สมญานาม
อะบูญะอฟัร
ฉายานาม
อัล-บากิร
อัช-ชากิรุลิลลาฮฺ
อัล-อามีน
อัล-ฮาดี
และอัช-ชะบีฮฺ
ลายสลักบนแหวน
ความว่า ‘ เกียรติยศทั้งมวลเป็นของอัลลอฮ์ ’
ภรรยาที่ปรากฏชื่อเสียง
ท่านหญิงอุมมุฟัรวะฮฺ บินติ กฺอซิม บิน มุฮัมมัด บิน อะบีบักรฺ
ท่านหญิงอุมมุฮะกีม บินติ อะซัด บิน มุฆีเราะฮฺ อัษ-ษะกอฟียะฮฺ
บุตรชาย
อิมามญะอ์ฟัรอัศ-ศอดิก(อ)
อับดุลลอฮฺ
อิบรอฮีม
อุบัยดิลลาฮฺ
และอะลี
บุตรสาว
ซัยนับ
อุมมุซะละมะฮฺ
กวีเอกในสมัยของท่าน(อ)
กะษีรอิซซะฮฺ
อัล-กุมีต
อัล-วะริด อะซะดี(น้องชายของกุมีต)
และซัยยิด อัล-ฮุมัยรี
คนรับใช้ที่สนิท
ญาบิร อัล-ญุอฟี
วิชาความรู้และคำสอนของท่าน(อ)
เป็นวิชาการที่ได้แพร่หลายไปทั่วโลก จนกระทั่งท่านญาบิร อัล-ญุอฟี(ร.ฏ.)ได้เคยกล่าวไว้ว่า:-
“ ท่านอะบูญะอฟัรนั้นได้สอนฮะดีษต่างๆ ให้แก่ข้าพเจ้าถึง ๗๐ , ๐๐๐ ฮะดีษ ”
และท่านมุฮัมมัด บินมุสลิม(ร.ฎ.)ก็ได้กล่าวไว้ว่า
“ ข้าพเจ้าได้ศึกษาฮะดีษจำนวน ๓๐ , ๐๐๐ ฮะดีษจากท่าน (อ) ”
หนังสือที่ท่าน(อ)รวบรวมไว้มีหลายเล่ม เช่น หนังสือตัฟซีร ดังที่ท่าน อิบนุ อัน-นะดีมได้เคยกล่าวถึงไว้ และยังมีสาส์นที่ส่งไปยังท่านซะอัด อัล-ค็อยร์ ผู้มีเชื้อสายจากตระกูลอุมัยยะฮฺ ทั้งฉบับที่ ๑ และฉบับที่ ๒ และอีกเล่มหนึ่งคือ อัล-ฮิดายะฮฺ(๑)
( ๑) อะอ์ยานุช-ชีอะฮฺ ๔ กอฟ ๒/๖๕.
ท่านอิมามมุฮัมมัด บากิร(อ)เป็นผู้ที่แนะนำให้เจ้าเมืองคนหนึ่งที่ชื่อว่า อับดุลมาลิก บินมัรวาน ใช้เงินเหรียญดิรฮัมและดีนาร อีกทั้งยังได้สอนวิธีการดำเนินงานในเรื่องนี้อีกด้วย
คอลีฟะฮฺ(ผู้ปกครอง )ในสมัยของท่าน(อ)
คอลีฟะฮ์ในสมัยที่ท่านอิมามมุฮัมมัด บากิร บินอะลี(อ)ดำรงตำแหน่งเป็นอิมามนั้น มีดังต่อไปนี้
- วะลีด บินอับดุลมาลิก
- สุลัยมาน บินอับดุลมาลิก
- อุมัร บินอับดุลอะซีซ
- ยะซีด บินอับดุลมาลิก
- ฮิชาม บินอับดุลมาลิก
วายชนม์
ท่าน(อ)เสียชีวิตเมื่อวันจันทร์ที่ ๗ เดือนซุลฮิจญะฮฺ ฮ.ศ.๑๑๔ รวมอายุขัยของท่าน(อ)ได้ ๕๗ ปี
ท่าน(อ)ได้ดำรงตำแหน่งเป็นอิมาม ๑๙ ปี
สุสาน
ท่าน(อ)ถูกฝังอยู่ที่สุสานอัล-บะเกียอ ใกล้กับบิดาคือ
ท่านอิมามซัยนุลอาบิดีน(อ) และพี่ชายของปู่ของท่าน(อ)คือ ท่านฮะซัน(อ) สุสานของท่าน(อ)ถูกทำลายในวันที่ ๘ เดือนเชาวาล ปี
ฮ.ศ.๑๓๔๔ พวกวะฮาบีได้ทำการรื้อทำลายสุสานของท่าน(อ) ตลอดทั้งสุสานอื่น ๆ ของบรรดาอิมาม ( อ) ท่านอื่นอีกด้วย
ข้อบัญญัติเกี่ยวกับตำแหน่งคอลีฟะฮฺของอิมามบากิร(อ)
เรื่องราวของบรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยต์(อ)ที่มีความดีเด่นเป็นพิเศษแตกต่างไปจากบุคคลอื่น ๆ นั้น นอกเหนือจากด้านวิชาความรู้ เกียรติคุณ การมีตักวาและการมีความสำรวมตนแล้วยังมีอยู่อีกสิ่งหนึ่ง นั่นคือ การที่ท่านศาสนทูต(ศ) ผู้เป็นปู่ทวดของพวกท่านได้วางข้อบัญญัติให้แก่พวกท่าน และได้แต่งตั้งพวกท่านให้ดำรงตำแหน่งเป็นอิมามของประชาชาติอิสลาม
และเป็นประมุขสูงสุดของศาสนา เป็นดวงประทีปส่องทางไปยังความปลอดภัย และเป็นเสมือนดวงดาวที่ชี้นำทิศทางอันถูกต้อง
ได้มีรายงาน(ริวายะฮฺ)ตรงกันอย่างเป็นเอกฉันท์เกี่ยวกับข้อบัญญัติต่าง ๆ ในการแต่งตั้งบรรดาอิมาม(อ) จนถึงกับว่า นักปราชญ์บางท่านได้รวบรวมตำราขึ้นมาหลายเล่มเพื่อบันทึกเรื่องราวอันนี้ไว้โดยเฉพาะ(๑)
( ๑) (โปรดดูหนังสือ ‘ กิฟายะตุล-อะษัร ฟิน นุศูศิ อะลัล-อะอิมมะติล อิษนาอะชัร ’ และหนังสือ ‘ มุคตะฏิบุล-อะษัร ฟินนัศศิ อะลัลอะอิมมะติล อิษนาอะชัร ’ และหนังสือ ‘ อัล-อิชตินศอร ฟินนัศฺศิอะลัล อะอิมมะติล อัฏฮารฺ ’ ทุกเล่มถูกจัดพิมพ์ต่างยุคต่างสมัยกัน และยังมี เล่มอื่น ๆ อีกมาก)
นอกเหนือจากนี้แล้ว ก็ยังมีระบุไว้ในตำราฮะดีษ ตำราประวัติศาสตร์และบรรณานุกรม ฉบับต่าง ๆ อีกด้วย
บรรดาอิมาม(อ)นั้นโดยหน้าที่ของพวกท่านเอง พวกท่านก็ได้ดำเนินการวางข้อบัญญัติแต่งตั้งโดยที่อิมามท่านแรกได้วางข้อบัญญัติในการแต่งตั้งอิมามมุฮัมมัด บากิร(อ)หรืออะบูญะอฟัร(อ)นั้น มีรายงานสอดคล้องตรงกันที่บันทึกมาจากปวงปราชญ์ในยุคต่อจากตาบิอีน ( ซะลัฟ) เช่น ท่านญาบิร อิบนุยะซีด อัล-ญุอฟี โดยที่ท่านจะกล่าวถึงอิมาม บากิร (อ) ในเวลาที่ท่านบอกเล่าเรื่องราว
ริวายัตว่า
“ ทายาทคนหนึ่งแห่งบรรดาทายาทศาสดา ได้สอนฮะดีษให้แก่ฉันไว้ดังนี้... ”
และบางครั้งบท่านก็กล่าวว่า
“ ทายาทแห่งวิชาการของบรรดานบี นั่นคือท่านมุฮัมมัด บินอะลี บินฮุเซน (อ) ได้สอนฉันไว้ดังนี้... (๒)
( ๒) อัล-อิรชาด หน้า ๒๘๑.
เราจะย้อนกลับมากล่าวถึงรายงานเกี่ยวกับข้อบัญญัติต่าง ๆ บางส่วนที่ถือเป็นหลักฐานแต่งตั้งอิมามอัล-บากิร(อ) อันเป็นข้อบัญญัติที่มาจากบิดาของท่าน(อ)เอง นั่นคือ อิมามซัยนุลอบิดีน ( อ) ดังนี้
ข้อบัญญัติที่ ๑
ท่านอิมามซัยนุลอาบิดีน(อ)ได้กล่าวว่า :
“ แน่นอนยิ่ง เขา (มุฮัมมัด บากิร) นั้นเป็นอิมาม เป็นทั้งบิดาของบรรดาอิมาม (อ) เป็นแหล่งที่มาของวิชาการ เขาคือผู้มีความแตกฉานทางด้านวิชาการอย่างแท้จริง ขอสาบานด้วยพระนามแห่งอัลลอฮ์ เขาคือคนที่คล้ายกับท่านศาสดา (ศ) มากที่สุด ( ๓)
( ๓) กิฟายะตุล-อะษัร
ข้อบัญญัติที่ ๒
ท่านซุ์ฮฺรี(ร.ฏ.)ได้กล่าวไว้ว่า :
ข้าพเจ้าได้เข้าเยี่ยมท่านอิมามอะลี บินฮุเซน(อ) เมื่อตอนที่ท่าน(อ)ป่วยหนัก
ข้าพเจ้าได้ถามท่านอะลี(อ)ว่า
“ โอ้ ท่านผู้เป็นบุตรของท่านศาสดา ถ้าหากท่านมีอันเป็นไป ต้องลาจากพวกเรา แล้วพวกเราจะยึดถือใครเป็นหลัก หลังจากท่าน ?”
ท่านอิมามอะลี บินฮุเซน(อ)ได้ตอบว่า
“ อะบูอับดุลลอฮฺเอ๋ย ขอให้พวกท่านยึดถือบุตรของฉันคนนี้เถิด
( ในขณะนั้นท่าน (อ) ได้ชี้มือไปยังท่านมุฮัมมัด บุตรชายของท่าน) แท้จริงเข้าคือทายาท และผู้สืบมรดกของฉัน เขาคือคลังแห่งวิชาความรู้ของฉัน เขาคือรากฐานแห่งความเฉลียวฉลาด และเป็น
บากิรุล-อิลมฺ ”
ข้าพเจ้าได้กล่าวอีกว่า
“ ข้าแต่บุตรของท่านศาสดา (ศ) คำว่า ‘ บากิรุล-อิลมฺ ’ หมายความว่าอย่างไร ? ”
ท่านอะลี บินฮุเซน(อ)ตอบว่า
“ อีกไม่นานนัก บรรดาชีอะฮฺของฉันกลุ่มหนึ่งจะมีความเห็นที่แตกต่างกัน แล้วจะพากันไป
ขึ้นตรงยังเขา เขาทำหน้าที่แจกแจงวิชาความรู้ให้แก่คนเหล่านั้นอย่างแตกฉาน(ความหมายชองบากิรุล-อิลมฺ) (๔)
( ๔) อ้างเล่มเดิม.
ข้อบัญญัติที่ ๓
ท่านมัซอูดี(ร.ฮ.)ได้กล่าวว่า :
เมื่อท่านอะลี บินฮุเซน(อ)จวนจะถึงแก่กรรม ท่าน(อ)ได้นำ
อะบูญะอฟัร(อิมามมุฮัมมัด บากิร บุตรชายของท่าน(อ)ออกมา แล้วได้สั่งเสีย ครั้นแล้วบุคคลกลุ่มหนึ่งที่ใกล้ชิดกับท่าน(อ)ก็ได้เข้า
มารับฟังคำสั่งเสียอย่างเปิดเผย และหลังจากนั้นท่าน(อ)ก็ได้มอบฉายานามอันทรงเกียรติให้แก่อิมามมุฮัมมัด บากิร(อ)
และให้เป็นผู้สืบทอดมรดกของบรรดานบีอีกด้วย(๕)
( ๕) อิษบาตุล-วะศียะฮฺ หน้า ๑๔๒.
ข้อบัญญัติที่ ๔
ครั้งหนึ่งท่านญาบิร(ร.ฏ.) ได้เข้าเยี่ยมท่านอิมามอะลี บินฮุเซน(อ)
แล้วได้พบกับท่านมุฮัมมัด บินอะลี(อ) ซึ่งในขณะนั้นยังเป็น
เด็กเล็ก ๆ อยู่
ท่านญาบิร(ร.ฎ.)ได้ถามท่านอะลี(อ)ว่า
“ เด็กคนนี้เป็นใคร ”
ท่านอิมามอะลี บินฮุเซน(อ) ตอบว่า
“ เด็กคนนี้เป็นบุตรของฉันเอง เขาคือผู้ทำหน้าที่รับผิดชอบภารกิจศาสนาภายหลังจากฉัน เขาคือมุฮัมมัต อัล-บากิร (อ) ” ( ๖)
(๖) อิษบาตุล-ฮุดา เล่ม ๕ , หน้า ๒๖๓.
หลักฐานทางฮะดีษของอิมามที่ ๕
หากจะรวบรวมฮะดีษของท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ)ที่กล่าวถึง
เกียรติคุณของบรรดาฮฺลุลบัยตฺ ( อ) กันแล้วก็จะเห็นได้ว่า
มันเป็นเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเรื่องหนึ่งเพราะท่านศาสดา (ศ) ได้
กล่าวถึงอะฮฺลุลบัยตฺ(อ)ของท่าน(ศ)ไว้เสมอในทุก ๆ โอกาส
บางครั้งท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ)จะระบุรายชื่อของพวกเขาทีละคนและบางครั้งท่าน(ศ) จะกล่าวถึงพวกเขาในลักษณะรวม ๆ และในบางครั้งท่าน(ศ)ให้ความสำคัญต่อเรื่องราวและการดำเนินงานของพวกเขา และท่านมีจุดประสงค์ที่สำคัญเกี่ยวกับความเป็นไปของพวกเขาในหน้ากระดาษของเรา
ต่อไปนี้จะนำเอาฮะดีษของท่านศาสดา(ศ)พียงบางส่วนมาเสนอที่เกี่ยวกับท่านอิมามมุฮัมมัด บากิร(อ) อิมามที่ ๕ ของเราดังนี้
ฮะดีษที่ ๑
ท่านมุฮัมมัด บินอัซลัม อัล-มักกีได้กล่าวไว้ว่า :
ครั้งหนึ่งพวกเราอยู่กับท่านญาบิร บินอับดุลลอฮฺ(ร.ฎ.) แล้ว
ท่านอิมามอะลี บินฮุเซน(อ) ได้เข้ามาหาเขาพร้อมลูกชายที่ชื่อ
‘ มุฮัมมัด ’ ซึ่งในขณะนั้นยังเป็นเด็กเล็ก ๆ อยู่
ท่านอิมามอะลี(อ) ได้กล่าวแก่มุฮัมมัด(อ)บุตรชายของท่าน(อ)ว่า
“ จูบศีรษะลุงของเจ้าเถิด ”
แล้วท่านมุฮัมมัด(อ)ได้โน้มกายเข้าไปจูบศีรษะของท่านญาบิร(ร.ฎ.)แล้วท่านญาบิร(ร.ฎ.)กล่าวว่า
“ เด็กคนนี้เป็นใคร ? ”
ซึ่งในขณะนั้นสายตาท่านญาบิร(ร.ฎ.)ฝ้าฟางไปแล้ว
ท่านอิมามอะลี(อ) กล่าวกับท่านญาบิร(ร.ฎ.)ว่า
“ เด็กคนนี้คือ ‘ มุฮัมมัด ’ บุตรชายของข้าพเจ้า ”
ท่านญาบิร(ร.ฎ.)ได้เอื้อมมือเข้าไปกอดแล้วกล่าวว่า
“ โอ้ มุฮัมมัดเอ๋ย ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ) ได้ฝากสลามมายังท่าน ”
ท่านมุฮัมมัด(อ)ได้ถามท่านญาบิร(ร.ฎ.)ว่า
“ เรื่องราวมันเป็นอย่างไรหรือ โอ้ ท่านอะบูอับดุลลอฮฺ ? ”
ท่านญาบิร(ร.ฏ.)ตอบว่า
“ ครั้งหนึ่งข้าพเจ้าเคยอยู่กับท่านศาสดา และท่านฮุเซนก็อยู่บนตักของท่าน (ศ) โดยที่เขากำลังเล่นกันอยู่
ท่าน(ศ)กล่าวว่า :
ญาบิรเอ๋ย จะมีบุตรคนหนึ่งของฮุเซนเกิดมา แล้วเขาจะมีชื่อว่า ‘ อะลี ’ ในวันกิยามะฮฺ จะมีการประกาศว่า: ผู้เป็นประมุขของเหล่าบรรดาผู้เคารพภักดียืนขึ้น ครั้นแล้วผู้ที่ยืนขึ้นในวันนั้นคือ เขาเอง
‘ อะลี ’ บุตรของฮุเซนและ ‘ อะลี ’ จะมีบุตรชายอีกคนหนึ่งชื่อว่า ‘ มุฮัมมัด ’
ญาบิรเอ๋ย ถ้าท่านได้พบเขา ก็จงนำสลามของฉันไปฝากบอกเขาด้วย ฉันรู้ว่า แน่นอนท่านจะต้องได้อยู่จนทันพบกับเขา ก่อนจะถึงวาระสุดท้าย ”
หลังจากนั้นแล้วไม่นาน ท่านญาบิร(ร.ฎ.)ก็ได้ถึงแก่กรรม(๑)
( ๑) มะฏอลิบุซ-ซุอูล หน้า ๘๑.
ฮะดีษที่ ๒
ท่านญาบิร บินอับดุลลอฮฺ อัล-อันศอรี(ร.ฎ.)ได้กล่าวว่า :
ท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ)ได้เคยกล่าวไว้กับข้าพเจ้าว่า
“ แท้จริง ท่านจะมีชีวิตอยู่จนกว่าได้เห็นชายคนหนึ่งซึ่งเป็นบุตรหลานของฉัน เขาเป็นคนที่คล้ายคลึงกับฉันมากที่สุด ชื่อของเขาจะเป็นชื่อเดียวกับฉัน ถ้าท่านได้เห็นเขา ท่านจะรู้ทันที
ดังนั้นจงนำสลามจากฉันไปฝากบอกเขาด้วย(๒)
( ๒) ตารีค ยะอกูบี เล่ม ๓ , หน้า ๖๓.
( ๕) อิษบาตุล-วะศียะฮฺ หน้า ๑๔๒.
ฮะดีษที่ ๓
ท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ)ได้กล่าวกับท่านญาบิร(ร.ฏ.)ว่า
“ ญาบิรเอ๋ย หวังว่าท่านคงจะอยู่จนได้มีโอกาสพบกับบุตรชายคนหนึ่งของบุตรชายของ ‘ ฮุเซน ’ ชื่อของเขาจะเหมือนกับชื่อฉัน เขาจะมีความแตกฉานทางวิชาการอย่างยิ่ง ครั้งถ้าท่านได้พบกับเขาก็จงฝากบอกสลามของฉันแก่เขาด้วย ” ( ๓)
( ๓ ) อัล-มะนากิบ เล่ม ๒ , หน้า ๒๙๕.
ฮะดีษที่ ๔
ท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ)ได้กล่าวกับท่านญาบิร(ร.ฎ.)ว่า
“ ญาบิรเอ๋ย หวังว่าเจ้าคงจะได้อยู่จนพบกับบุตรชายของฉันคนหนึ่งที่เกิดจาก ‘ ฮุเซน ’ เขาจะมีชื่อว่า ‘ มุฮัมมัด ’ เขาจะมีความแตกฉานทางวิชาการของบรรดานบีอย่างแท้จริง ครั้นถ้าเจ้าได้พบกับเขาก็จงได้ฝากสลามของฉันแก่เขาด้วย ”
ท่านญาบิร(ร.ฎ.)กล่าวว่า : แล้วอัลลอฮ์(ซ.บ.)ก็ทรงประวิงอายุของข้าพเจ้าไว้จนข้าพเจ้าได้พบ ‘ อัล-บากิร ’ แล้วข้าพเจ้าก็ฝากบอกสลามจากท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ) ผู้เป็นปู่ทวดของเขาให้แก่เขา (๔)
( ๔) ซะบาอิกุซ-ซฺะฮับ หน้า ๗๒.
การอิบาดะฮฺของท่านอะบูญะอฟัร(อ)
บทเรียนที่ดำรงอยู่ชีวิตของบรรดาอิมาม(อ)นั้นมีความสัมพันธ์กับการอิบาดะฮฺ นั่นคือชีวิตทั้งหมดของพวกท่าน(อ)มีเพื่ออัลลอฮ์(ซ.บ.) และอยู่ในวิถีทางของพระองค์ เมื่อพวกท่าน(อ)เสร็จสิ้นจากนมาซก็จะเริ่มการขอดุอาอ์ และในเมื่อเสร็จจากการขอดุอาอ์ก็จะเปลี่ยนไปทำการซิกรุลลอฮฺ(การรำลึกถึงอัลลอฮ์)
เรื่องราวนี้มิได้แปลกประหลาดแต่ประการใด แต่ที่น่าแปลกก็คือว่า การทำอิบาดะฮฺของพวกท่าน(อ) ถึงแม้จะเป็นหน้าที่ประการหนึ่งในหลาย ๆ ประการของการดำเนินชีวิต แต่นั่นก็ได้กลายมาเป็นบทเรียนที่คงดำรงอยู่และป็นแหล่งที่มาแห่งวิชาการ
แต่นั่นก็ได้กลายมาเป็นบทเรียนที่คงดำรงอยู่และเป็นแหล่งที่มาแห่งวิชาการ ตลอดจนถึงแง่มุมต่าง ๆ ในด้าน ๆ ของพวกท่านในการชี้นำประชาชาติและพัฒนาสังคม เราจะนำเอาเรื่องราวที่เกี่ยวกับการอิบาดะฮฺของท่านอิมามมุฮัมมัดบากิร(อ) บางส่วนมากล่าวถึงต่อไปนี้
๑.ท่านอิมามศอดิก(อ)ได้กล่าวไว้ว่า :
ท่านอิมามอะบูญะอฟัร(อ) บิดาของฉันทำการ ‘ ซิกรุลลอฮ์ ’ ( เช่น กล่าวอัลลอฮ์อักบัร อัล-ฮัมดุลิลลาฮฺ ฯลฯ) อย่างมากมาย ฉันได้เคยเดินทางไปพร้อมกับท่าน (อ) ในขณะที่เดินทางท่าน (อ) ก็จะกล่าว ‘ ซิกรุลลอฮฺ ’
เมื่อฉันรับประทานอาหารร่วมกับท่าน(อ) ในขณะที่รับประทานอาหาร ท่าน(อ)ก็จะกล่าว
‘ ซิกรุลลอฮฺ ’
แม้แต่ในขณะที่ท่าน(อ)สนทนากับประชาชน ท่าน(อ)ก็ยังไม่วายเว้นจากการกล่าว ‘ ซิกรุลลอฮฺ ’ ฉันได้เห็นลิ้นของท่าน (อ) สัมผัสกับเพดานเหลือกแล้วกล่าวว่า ‘ ลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ ’ เสมอ
ท่าน(อ)เคยเรียกพวกเรามาชุมนุมพร้อมกัน แล้วสั่งให้พวกเรากล่าว ‘ ซิกรุลลอฮฺ ’ จนกระทั่งตะวันขึ้น และได้สั่งให้พวกเราอ่านคัมภีร์ ซึ่งพวกเราก็ได้อ่านกัน ส่วนคนไหนที่ไม่อ่าน ท่าน (อ) ก็จะสั่งให้กล่าว ‘ ซิกรุลลอฮฺ ’ ( ๑)
( ๑) อะอยานุช-ชีอะฮฺ ๔ กอฟ ๒/๔๘.
๒.ท่านอัฟละฮ์ ผู้รับใช้คนหนึ่งของท่านอิมามบากิร(อ) ได้กล่าวว่า :
ฉันได้ออกเดินทางไปทำฮัจญ์พร้อมกับท่านมุฮัมมัด บินอะลี(อ) ครั้นเมื่อท่าน(อ)ได้เข้าไปในมัสญิด ท่าน(อ)ก็ได้มองไปยัง
บัยตุลลอฮฺ แล้วท่าน(อ)ก็ร้องได้เสียงดัง
ข้าพเจ้าได้เคยกล่าวกับท่าน(อ)ว่า
“ โอ้ ผู้เป็นเสมือนบิดาและมารดาของข้าพเจ้า แท้จริงประชาชนทั้งหลายกำลังมองมายังท่านอยู่ ท่านน่าจะลดเสียงของท่านลง
สักนิด ”
ท่านมุฮัมมัด บินอะลี(อ)ได้กล่าวกับข้าพเจ้าว่า
“ โอ้ อัฟละฮฺเอ๋ย ฉันอดร้องไห้ไม่ได้หรอก เพราะว่าอัลลอฮ์ (ซ.บ.) กำลังทรงมองมายังฉันด้วยความเมตตา โดยที่แน่จะได้รับชัยชนะจากความเมตตานั้น ณ พระองค์ในวันพรุ่งนี้ ”
หลังจากนั้นท่าน(อ)ได้เวียนรอบบัยตุลลอฮฺ เสร็จแล้วท่าน(อ)ก็ได้เข้ามานมาซ ๒ ร่อกะอัต
ที่อัล-มะกอม เมื่อท่าน(อ)ยกศีรษะของท่าน(อ)ขึ้นจากการชุญูด ปรากฏว่าสถานที่ซุญูดของท่าน(อ)ชุ่มโชกไปด้วยน้ำตา( ๒)
( ๒) มะฏออลิบุซ-ซุอูล เล่ม ๒ , หน้า ๕๒. กัซฟุล-ฆฺมมะฮฺ
หน้า ๒๑๑. นูรุล-ฮับศอร หน้า ๒๐๗. อัล-ฟุซูลุล-มุฮิมมะฮฺ หน้า ๑๙๗.
๓.ท่านอิมามศอดิก(อ)ได้กล่าวว่า :
ในยามค่ำคืน ท่านอิมามบากิร(อ)บิดาของฉันจะกล่าววิงวอนขออภัยโทษด้วยความนอบน้อมถ่อมตัวเสมอว่า
“ โอ้ อัลลอฮ์... พระองค์ได้ทรงบัญชากิจการต่าง ๆ ให้แก่ข้าพระองค์แล้ว แต่ข้าฯยังมิได้สนองคำบัญชา พระองค์ทรงห้ามข้าฯในกิจการต่าง ๆ ไว้แล้ว แต่ข้าฯก็ยังมิได้หยุดยั้ง ข้าฯเป็นบ่าวของพระองค์ และจะไม่ขออุทธรณ์ใด ๆ ทั้งสิ้น ( ๓)
( ๓) ศิฟะตุศ-ค็อฟวะฮฺ เล่ม ๒ , หน้า ๑๒. นูรุล-อับศอร หน้า ๑๓๐.
อัล-ฟุซูลุล-มุฮิมมะฮฺ หน้า ๑๙๔.
กัซฟุล-ฆุมมะฮฺ หน้า ๒๑๑.
๔.ท่านอิมามมุฮัมมัด บากิร(อ)ได้ทำนมาซในวันหนึ่งมากถึง
๑๕๐ ร่อกะอัต(๔)
( ๔) อัล-มุซัรริอุร-ร่อวี หน้า ๓๗.
วิถีชีวิตของอิมามบากิร(อ)
ถ้าหากบรรดามุสลิมได้ยึดถือเอาวิถีชีวิตของ่านศาสดามุฮัมมัด(ศ)และของบรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อ)มาเป็นแนวทางในการปฏิบัติแล้ว แน่นอนเหลือเกินว่าพวกเขาจะต้องได้รับมรรคผลอันยิ่งใหญ่ในการดำเนินชีวิตและด้านจริยธรรม
ประชาชาติอิสลามทั้งหลายจะต้องได้รับความเจริญรุ่งเรืองในสาขาต่าง ๆ และเขาเหล่านั้นจะได้รับชัยชนะอันยิ่งใหญ่ทั้งในสังคมภายในและภายนอก ทั้งนี้ก็เพราะว่า ในหมู่บรรดามนุษยชาตินั้นไม่เคยปรากฏว่ามีผู้นำนักปราชญ์และนักคิดใด ๆ ที่จะมีวิถีการดำเนินชีวิตอันสูงส่งเช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นในยุคใดสมัยใดก็ตาม(๑)
๑) โปรดดูหนังสือ “ ซีร่อตุล-อะอิมมะฮฺ ” จัดพิมพ์โดยสถาบันเผยแพร่วัฒนธรรมอิสลามแห่งกัรบะลาอ์
หวังว่าบรรดามุสลิมทั้งหลายจะได้หวนย้อนคืนกลับสู่แนวทางอันนี้โดยยึดถือปฏิบัติตามแนวทางอันบริสุทธิ์นี้
ต่อไปนี้จะเป็นการกล่าวลำดับถึงเรื่องราวที่ดีเด่นในแง่มุมต่าง ๆ จากวิถีการดำเนินชีวิตของท่านอิมามอะบูญะอ์ฟัรอัล-บากิร(อ)
- ๑-
เมื่อท่านอิมามบากิร(อ)ได้พบเห็นผู้ประสบภัยพิบัติ ท่าน(อ)จะขอความคุ้มครองจากอัลลอฮ์(ซ.บ.)ในอาการที่สงบเงียบ(๒)
( ๒) กัซฟุล-ฆุมมะฮฺ หน้า ๒๒๑.
- ๒
ท่านมุฮัมมัด บิน มุนกะดิรได้กล่าวไว้ว่า :
เมื่อฉันได้เห็นท่านมุฮัมมัด บินมุนกะดิรได้ถามขึ้นว่า
“ สิ่งใดที่เป็นบทเรียนของท่าน ? ”
ท่านมุฮัมมัด บินมุนกะดิรได้เล่าว่า :
ครั้งหนึ่งฉันได้เคยเดินทางไปยังเมือมะดีนะฮฺ ท่ามกลาช่วงเวลาที่ร้อนจัดแล้วฉันได้พบกับท่านมุฮัมมัด บินอะลี
ซึ่งเป็นคนที่เคร่งครัดในศาสนา เขากำลังนั่งพิงทับคนรับใช้ผิวดำของเขาอยู่ ๒ คน ฉันบอกกับตัวเองว่า ผู้อาวุโสในตระกูลกุเรชคนนี้หาความสุขทางโลกอย่างนี้ในช่วงเวลาเช่นนี้กระนั้นหรือ ฉันยืนยันที่จะสั่งสอนเขา เมื่อฉันขยับเข้าไปใกล้ ฉันก็ได้กล่าวสลามแก่เขา ท่านอะลีได้ตอบรับสลาม ในขณะนั้นตัวของเขาเปียกโชกไปด้วยหยาดเหงื่อ ฉันได้กล่าวขึ้นว่า :
“ ขอให้อัลลอฮ์ (ซ.บ.) แก้ไขท่านด้วยเถิด ผู้อาวุโสแห่งตระกูลกุเรชมัวแต่หาความสุขทางโลกอยู่ในช่วงเวลาเช่นนี้กระนั้นหรือ ถ้าความตายมาเยือนท่านในชณะที่ท่านอยู่ในสภาพเช่นนี้
ท่านจะทำอย่างไร ?
ท่านอิมามมุฮัมมัด บากิร(อ)ได้กล่าวตอบ ขณะที่ท่าน(อ)ได้ผละจากคนใช้ทั้งสองคน พลางกล่าวว่า
“ ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮ์ (ซ.บ.) ถ้าความตายมาหาฉัน ในขณะที่ฉันอยู่อย่างนี้ ซึ่งฉันถือว่า ฉันกำลังทำหน้าที่ตามคำสั่งของอัลลอฮ์ (ซ.บ.) นั่นคือ ฉันยับยั้งตัวของฉันมิให้ละเมิดต่อท่านและต่อมนุษย์ทั้งหลาย
ที่ฉันกลัวอยู่อย่างเดียวก็คือว่า ถ้าความตายจะมาหาฉันในขณะที่ฉัน
กำลังกระทำในสิ่งที่ละเมิดต่ออัลลอฮ์(ซ.บ.)เท่านั้น ”
ท่านมุฮัมมัด บินมุนกะดิรจึงกล่าวว่า
“ ขอให้อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ประทานความเมตตาแก่ท่านด้วยเถิด ตอนแรกฉันต้องการที่จะให้บทเรียนแก่ท่าน แต่แล้วท่านกลับให้บทเรียนแก่ฉัน ” (๓)
( ๓) อัล-ฟุศูลุล-มุฮิมมะฮฺ หน้า ๑๙๖. กัซฟุล-ฆุมมะฮ์ หน้า ๒๑๓.
- ๓-
ท่านอิมามศอดิก(อ)ได้กล่าวว่า :
ในบรรดาอะฮ์ลุลบัยต์(อ)นั้น บิดาของฉันเป็นคนที่มีทรัพย์สินน้อยที่สุด แต่เป็นคนที่มีเสบียงมากที่สุด ท่าน(อ)ได้บริจาคทานด้วย
เงินดีนารทุก ๆ วันศุกร์
แล้วท่าน(อ)ได้กล่าวว่า
“ การบริจาคทานในวันศุกร์นั้นจะเพิ่มพูนความดีงามอย่างมากมาย เนื่องในวันศุกร์เป็นวันที่มีความดีเหนือกว่าวันอื่น ๆ ทั้งปวง ( ๔)
( ๔) ษะวาบุล-อะอ์มาล หน้า ๑๘๕.
- ๔-
ในยามที่ท่านอิมามบากิร(อ)ยิ้มแย้มแจ่มใน ท่าน(อ)จะกล่าวดุอาอ์พร้อมกันไปว่า
“ โอ้ พระผู้เป็นเจ้า โปรดอย่าได้ลงโทษแก่ข้าพระองค์ ” (๕)
( ๕) มะฏอลิบุซ-ซะอูล เล่ม ๒ , หน้า ๕๒. กัซฟุล-ฆุมมะฮฺ หน้า ๒๑๑.
๕
มีคนกลุ่มหนึ่งได้มาหาท่านอะบูญะอ์ฟัร(อ)แล้วคนเหล่านั้นก็ได้พบว่า ลูกชายคนเล็กของท่าน(อ)กำลังป่วยหนัก ซึ่งเขาเหล่านั้นเห็นว่าท่าน(อ)ได้ให้ความสนใจอยู่อย่างเป็นพิเศษ และด้วยความเป็นทุกข์อย่างยิ่ง ซึ่งท่าน(อ)ไม่สบายใจเลย
พวกเขาเหล่านั้นกล่าวกันว่า
“ หากมีอะไรเกิดขึ้น แน่นอนน่ากลัวที่สุดว่า เราจะต้องได้เห็นในสิ่งที่เราไม่พึงปรารถนา ”
แต่แล้วไม่นานก็ได้ยินเสียงร้องเรียกท่าน(อ)ขึ้นอย่างฉับพลัน ครั้งแล้วเมื่อท่าน(อ)กลับออกมาหาพวกเขาสีหน้าของท่าน(อ)ยังดูสงบ ราบเรียบเหมือนกับไม่ได้อยู่ในสถานการณ์เช่นนั้น
เลย คนเหล่านั้นพูดกับท่าน(อ)ว่า
“ พวกเรากลัวเหลือเกินว่า เราจะได้เห็นท่านในอาการที่เป็นทุกข์ระทมถ้าหากความสูญเสียเกิดขึ้นกับท่าน ซึ่งมันเท่ากับได้สร้างความทุกข์ให้เกิดขึ้นกับพวกเราด้วย ”
ท่านอิมามมุฮัมมัด บินอะลี(อ)ได้กล่าวว่า
“ แน่นนอนที่สุด เรารักและปรารถนาที่จะให้คนที่เรารักมีความสุขปลอดภัย แต่ถ้าคำบัญชาของอัลลอฮ์ (ซ.บ.) มาถึง เราก็จะน้อมรับในสิ่งที่พระองค์ทรงต้องการ (๖)
( ๖) บิฮารุล-อันวาร เล่ม ๑๑ , หน้า ๘๖.
- ๖-
ท่านอะบูอับดุลลอฮ์(อ) ได้กล่าวว่า :
ในตอนที่ท่านอะบูญะอ์ฟัร(อ)เสียชีวิต ท่าน(อ)ได้ปล่อยทาสของท่าน(อ)ให้เป็นอิสระหลายคน ซึ่งแต่ละคนล้วนแล้วแต่ประพฤติตัวไม่ดี ส่วนคนที่ประพฤติตัวดีนั้นท่าน(อ)ยังคงไว้ให้อยู่กับท่าน(อ)ในฐานะทาสตามเดิม
ฉันได้ถามท่าน(อ)ว่า
“ โอ้ ท่านพ่อ ทำไมท่านจึงปลดปล่อยคนพวกนั้นให้เป็นอิสระและทำไมท่านจึงคงสภาพคนพวกนี้ไว้เหมือนเดิม ? ”
ท่านอิมาน(อ)ตอบว่า
“ แท้จริงแล้วคนทั้งสองพวกต่างก็ถูกลงโทษจากฉันไปแล้วเหมือน ๆ กัน เพราะฉะนั้นฉันจึงทำอย่างนี้ ” ( ๗)
( ๗) อัด-ดัมอะตุซ ซากิบะฮฺ หน้า ๔๑๕.
-๗-
ท่านอิมามมุฮัมมัด บากิร(อ)ไม่ชอบที่จะได้ยินคนในบ้านของท่าน(อ)เรียกผู้ขอบริจาคทานว่า ‘ ผู้ขอ ’ แต่ท่านอิมาม (อ) สอนคนในบ้านว่า
“ พวกท่านจงเรียกชื่อของเขาเหล่านั้นด้วยชื่อที่ดี ๆ ของพวกเขาเถิด"(๘)
( ๘) อ้างเล่มเดิม หน้า ๔๑๖.
คุณธรรมและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของอิมามที่ ๕
ข้อสำคัญของคุณธรรมและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่มิได้อยู่ตรงที่ว่า จะต้องมอบสิ่งของจำนวนมากมายมหาศาลให้ หากแต่ข้อสำคัญของมันอยู่ตรงที่การมอบให้นั้นจะต้องเกิดจากความศรัทธา
และความยำเกรงต่อพระผู้เป็นเจ้า อีกทั้งจะต้องประกอบไปด้วยจริยธรรมที่ดีงาม ตลอดจนการรักษาชื่อเสียงเกียรติยศของผู้ขอ เช่นเดียวกันกับที่ว่าถ้าผู้รับมีความจำเป็นในเรื่องทรัพย์สินอย่างมาก การให้ก็จะต้องเป็นไปด้วยคุณธรรมอย่างสูงเช่นกัน
บรรดานักปราชญ์ผู้อรรถาธิบายอัล-กุรอานได้กล่าวถึงเรื่องราวของบางโองการที่ถูกประทานมาเกี่ยวกับตัวของท่านอะลี
อะมีรุล-มุอ์มินีน(อ) ถึงแม้จะเป็นการบริจาคสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ
แต่อัลลอฮ์(ซ.บ.)ก็ได้ทรงประทานโองการในเรื่องนี้ไว้ใน
อัล-กุรอานคือ
“ บรรดาผู้ซึ่งบริจาคทรัพย์สินของพวกเขาในยามกลางคืน และในยามกลางวัน ทั้งโดยลับและโดยเปิดเผยนั้น สำหรับพวกเขาคือ รางวัลของพวกเขาจากพระผู้อภิบาลของพวกเขา และจะไม่มีความ
หวาดกลัวใด ๆ จากพวกเขา และพวกเขาจะไม่เศร้าโศก ”
( อัล - บะกอเราะฮ์ : ๒๗๔)
ซึ่งเป็นโองการที่ถูกประทานมาหลังจากที่ท่านอิมามอะลี
บิน อะบีฏอลิบ(อ)ได้บริจาคเงิน ๔ดิรฮัมสุดท้ายของท่าน(อ)เท่าที่มีอยู่ โดยท่าน(อ)ได้บริจาคในยามกลางคืน ๑ ดิรฮัม ในยามกลางวัน
๑ ดิรฮัม ในยามลับ ๑ ดิรฮัม และในยามเปิดเผย ๑ ดิรฮัม
อีกโองการหนึ่งที่อัลลอฮ์(ซ.บ.)ได้ประทานลงมาในเรื่องของท่าน(อ)คือ
“ อันที่จริงแล้ว ผู้ปกครองของพวกสูเจ้ามี แต่เพียงอัลลลอฮ์ และศาสนทูตของพระองค์ และบรรดาผู้ศรัทธาซึ่งดำรงนมาซ และจ่ายซะกาตในขณะโค้ง ”
( อัล - มาอิดะฮ์: ๕๕)
โองการนี้ได้ถูกประทานลงมาเนื่องจากท่านอิมามอะลี(อ)บริจาคแหวนของท่าน(อ)แก่ผู้มาขอบริจาคในมัสญิดของท่านศาสดา
มุฮัมมัด(ศ)แต่ไม่มีผู้ใดมอบอะไรให้ ขณะที่ท่านอิมามอะลี(อ)
นมาซอยู่ ท่าน(อ)ได้กระดิกนิ้วของท่าน(อ)เป็นสัญญาณส่งไปยัง
ผู้ขอคนนั้น ซึ่งเขาก็ได้ถอดแหวนวงนั้นของท่าน(อ)เอาไป
และยังมีอีกซูเราะฮ์หนึ่งที่ถูกประทานลงมาคือ ‘ อัล-ฆอชิยะฮฺ ’ เกี่ยวกับเรื่องของอะฮ์ลุลบัยต์ ( อ) หลังจากที่เขาได้บริจาคส่วนหนึ่งของแป้งสาลีให้แก่คนขัดสน เด็กกำพร้า และเชลย
มีรายงานจากท่านอะบู บะศีร(ร.ฎ.)ว่า :
ข้าพเจ้าได้กล่าวกับอิมามท่านหนึ่ง(หมายถึงระหว่างท่านอิมาม
บากิรหรืออิมามศอดิก)ว่า
“ การบริจาคที่ประเสริฐยิ่งนั้นเป็นอย่างไร ? ”
ท่านอิมาม(อ)ตอบว่า
“ หมายถึง ทุ่มเท เสียสละในสิ่งที่มีอยู่น้อยที่สุด เพราะฉันเคยได้ยินได้ฟังโองการหนึ่งของอัลลอฮ์ (ซ.บ.) ที่ตรัสว่า:
“ และเขาเหล่านั้นยอมให้ตัวของพวกเขารับความทุกข์เป็นการทดแทน ถึงแม้ว่าจะมีความจำเป็นเฉพาะกับพวกเขาอยู่ก็ตาม ” ( ๑)
( ๑) จากหนังสือ ‘ ษะวาบุล-อะอ์มาล ’ หน้า ๑๔๒.
ข้อที่ควรสังเกตก็คือว่า ถ้าการมอบให้และการบริจาคทานเป็นไปด้วยวิธีการอันถูกต้อง ก็ย่อมจะหมายถึงคุณค่าที่สูงส่งกว่าการพิจารณาในแง่ของจำนวนสิ่งของที่บริจาค เพราะการกระทำ
เช่นนี้ย่อมประกอบด้วยความบริสุทธิ์ใจ และการมุ่งถวายต่อพระผู้เป็นเจ้า
แนวทางอันละเอียดถี่ถ้วนนี้เองที่บรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อ)ได้ถือปฏิบัติในขณะที่พวกเขามอบสิ่งของและบริจาค
แน่นอนที่สุด บรรดาอิมามเหล่านี้ได้ถวายตนอย่างใกล้ชิดยังอัลลอฮ์(ซ.บ.)โดยการบริจาคสิ่งต่าง ๆเหล่านั้น อีกทั้งยังเป็นการกระทำที่นำพวกท่านให้เข้าถูกยังพระองค์ นับเป็นเกียรติประวัติที่ควรค่าในการกล่าวถึงตลอดไปชั่วนิรันตร์ ท่ามกลางอนุชนรุ่นต่อไปในภายภาคหน้ายั่งยืนนาน
เราจะขอนำเอาเรื่องราวเหล่านี้บางส่วนของท่านอิมามอะบูญะอฟัร(อ)มาเสนอดังนี้
.... ๑....
‘ ซัลมา ’ หญิงรับใช้คนหนึ่งของท่านอิมามอะบูญะอ์ฟัร(อ) ได้กล่าวว่า:
ไม่ว่ายามใดที่มิตรสหายของท่าน(อ)เข้าพบ ทุกคนจะไม่สามารถออกมาจากการเข้าพบท่าน(อ)ได้
จนกว่าเขาเหล่านั้นจะได้รับประทานอาหารที่เอร็ดอร่อยเสียก่อน และท่าน(อ)จะมอบเสื้อผ้าอาภรณ์ที่สวยงามให้กับพวกเขาเหล่านั้นและท่าน(อ)ยังได้มอบเงินดีนารอีกจำนวนหนึ่งให้แก่พวกเขาเหล่านั้นด้วย
ข้าพเจ้าเคยพูดกับท่าน(อ)ในเรื่องนี้เพื่อที่จะให้ท่าน(อ)ลดปริมาณของที่จะบริจาคลงไปบ้าง
ท่าน(อ)กล่าวว่า
“ ซัลมาเอ๋ย อะไรก็ตามที่มันเป็นสิ่งดี ๆ ในโลกนี้ เราจะต้องนำมันมาเป็นสื่อสัมพันธ์กับหมู่พี่น้อง และเพื่อไมตรีจิตต่อกัน ” (๒)
( ๒) นูรุล-อับศอร หน้า ๒๐๗. กัซฟุล-ฆุมมะฮฺ หน้า ๒๑๑. อัล-ฟุศูลุล-มุฮิมมะฮ์ หน้า ๑๙๗. ศิฟะตุศ-ศ็อฟวะฮ์ เล่ม ๒ , หน้า ๖๓.
.... ๒....
ท่านอัมร์ บินดีนารและท่านอับดุลลอฮ์ บินตุฟัยล์ บินอามิรได้กล่าวว่า :
ไม่ว่าในยามใดที่เราได้พบกับท่านอะบูญะอ์ฟัรมุฮัมมัด บินอะลี(อ)ท่าน(อ)จะต้องนำส่งของบริจาคของขวัญเพื่อเป็นสื่อสัมพันธ์ และเสื้อผ้าอาภรณ์ให้แก่พวกเราเสมอไป
แล้วท่าน(อ)จะกล่าวว่า
“ นี่คือสิ่งของสำรองไว้สำหรับพวกท่าน ก่อนที่พวกท่านจะมาพบกับฉัน ” ( ๓) ( ๓) กัซฟุล-ฆุมมะฮ์ หน้า ๒๔๑. อะอ์ยานุช-ชีอะฮ์กอฟ ๒/๔๙.
.... ๓....
ท่านอัซวัด บินกะซีรได้กล่าวว่า :
ข้าพเจ้าได้ร้องทุกข์ต่อท่านอะบูญะอ์ฟัร(อ)เกี่ยวกับปัญหาอุปสรรคและการที่ญาติพี่น้องกระด้างกระเดื่อง
ท่าน(อ)กล่าววว่า
“ พี่น้องที่เลวยิ่งนั้นได้แก่ ผู้ที่เอาใจใส่ต่อเจ้าในขณะที่เจ้าร่ำรวยแต่ตัดขาดจากเจ้าในขณะที่เจ้ายากจน ”
หลังจากนั้นท่าน(อ)ได้ส่งคนรับใช้ให้นำถุงเงินออกมา ซึ่งในนั้นมีเงินจำนวน ๗๐๐ ดิรฮัม
แล้วกล่าวว่า
“ จงเอาเงินก้อนนี้ไปใช้จ่ายเถิด ครั้งเมื่อจ่ายเสร็จเรียบร้อยแล้วก็จงบอกให้ฉันรู้ด้วย ” (๔)
( ๔) ศิฟาตุศ-ศ็อฟวะฮฺ เล่ม ๒ , หน้า ๖๓. อัล-ฟุซูลุล-มุฮิมมะฮฺ หน้า ๑๙๗. กัซฟุล-ฆุมมะฮฺ หน้า๒๑๑. มะฏอลิบุซ-ซูอูล เล่ม ๒ , หน้า ๕๓.
๔....
ท่านซุลัยมาน บินก็อรรอมได้กล่าวว่า :
ท่านอะบูญะอ์ฟัร มุฮัมมัด บินอะลี(อ)นั้นได้เคยนำเงินมาจุนเจือพวกเราครั้งละ ๕๐๐ ดิรฮัมบ้าง ๖๐๐ ดิรฮัมบ้าง ๑ , ๐๐๐ ดิรฮัมบ้าง
ท่าน (อ)ไม่เคยแหนงหน่ายจากการผูกสัมพันธ์กับพี่น้องของท่าน(อ)และการติดต่อกับคนที่มีความต้องการและมีความมุ่งหวังจะได้รับจากท่าน(อ) ( ๕)
( ๕) อัล-ฟุศูลุล-มุฮิมมะฮฺ หน้ ๑๙๗. กัซฟุล-ฆุมมะฮฺ หน้า ๒๑๔. มะฏอลิบุซ-ซูอูล เล่ม ๒ , หน้า ๕๓.
๕....
ท่านอะบูอับดุลลอฮ์(อ)ได้กล่าว่า
ข้าพเจ้าได้เข้าไปพบบิดาของข้าพเจ้าในวันหนึ่ง ในขณะนั้นท่าน(อ)ได้บริจาคทานแก่คนยากจนหลายคนแห่งเมืองมะดีนะฮ์ ด้วยเงินจำนวน ๘ , ๐๐๐ ดีนาร และท่าน (อ) ได้ปล่อยทาสให้เป็นอิสระจำนวน ๑๑ คน ( ๖)
( ๖) บิฮารุล-อันวารฺ เล่ม ๑๑ , ห น้า ( ๔) ศิฟาตุศ-ศ็อฟวะฮฺ เล่ม ๒ , หน้า ๖๓. อัล-ฟุซูลุล-มุฮิมมะฮฺ หน้า ๑๙๗. กัซฟุล-ฆุมมะฮฺ หน้า๒๑๑. มะฏอลิบุซ-ซูอูล เล่ม ๒ , หน้า ๕๓. ห น้า ๘๖.
สำนักคิดทางวิชาการของอิมามบากิร(อ)
รัฐอันแข็งแกร่งที่มุอาวิยะฮฺได้สถาปนามันขึ้นมานั้น เกิดขึ้นด้วย
เลือดเนื้อของบรรดาศอฮาบะฮฺ และบรรดาตาบิอีน ผู้อาวุโสทั้งสิ้น ท่านอิมามฮะซัน(อ)ผู้ที่เป็นหลานของท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ) ท่านอัมร์ บินฮุมก์ อัล-ค็อซซาอี ท่านฮิจร์ บินอุดัย อัล-ฮินดี และบรรดามิตรสหาย ตลอดจนถึงบรรดามุลลิมรุ่นอาวุโสคนอื่น ๆ อีกจำนวนหนึ่ง
ท่านอิบนุ ฮินด์ นักปราชญ์ใหญ่คนหนึ่งได้ให้ข้อสังเกตว่า :
อาณาจักรการปกครองของอุมัยยะฮ์นั้นเป็นอาณาจักรที่คงไว้ซึ่งความเป็นเผด็จการเหนืออำนาจเผด็จการใด ๆ
หลังจากที่อิมามฮุเซน(อ)ได้พลีชีพไปเพราะถูกสังหารแล้ว การปะทะกำลังเริ่มมีขึ้น ซึ่งความเด็ดขาดของอับดุลมาลิก บินมัรวาน ก็มิได้ให้คุณประโยชน์แต่ประการใดแก่อาณาจักร แล้ว
ฮัจญาจ บินยูซุฟก็ได้แผ่อำนาจเข้ามาครอบงำโดยการปกครองแบบทรราชของตน แล้ว
อาณาจักรของวงศ์อุมัยยะฮ์ได้ถึงแก่การล่มสลายในรัชสมัยของฮิชาม บินอับดุลมาลิก เนื่องจากการรณรงค์ต่อสู้ของราชวงศ์
อับบาซิยะฮ์ที่ได้เริ่มต้นขึ้นในประเทศเปอร์เซีย(อิหร่าน)
ท่านอิมามอะบูญะอ์ฟัร(อ)ได้อาศัยเวลาในสภาพการณ์เหล่านี้เป็นโอกาสในการเปิดสำนักวิชาการของท่าน(อ)ขึ้นจนสามารถผลิตบรรดานักปราชญ์ออกมาจากสำนักวิชาการดังกล่าวจำนวน
หลายร้อยคน ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ยืนยันให้เห็นถึงความเป็นจริง
ตามที่ท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ)ได้เคยแจ้งให้ท่านญาบิร บินอับดุลลอฮ์ อันศอรี(ร.ฏ.)ได้ทราบไว้ในกาลก่อนว่า
“ ญาบิรเอ๋ย หวังว่าเจ้าจะได้มีโอกาสอยู่ต่อไปจนทันได้พบกับบุตรชายคนหนึ่งของบุตรชายฮุเซน ชื่อของเขาจะเหมือนกับชื่อของฉัน เขาจะมีความแตกฉานทางวิชาการอย่างแท้จริง
หมายความว่า เขาสามารถที่จะอธิบายวิชาการในแขนงต่าง ๆ ได้อย่างถี่ถ้วน ครั้นถ้าหากเจ้าได้มีโอกาสพบเห็นเขา เจ้าก็จงฝากสลามฉันให้แก่เข้าด้วยเถิด ”
ความแตกฉานและความเก่งกาจสามารถทางวิชาการของท่านอิมามญะอ์ฟัร(อ)นั้นมีมากมายอย่างล้นเหลือ จนกระทั่งโลกนี้ดาษดื่นไปด้วยวิชาความรู้ของท่าน(อ) และได้มีการนำเอาวิชาความรู้ของท่าน(อ)มาแพร่หลายกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไม่เคยมีวิชาความรู้ของผู้ใดได้รับการถ่ายทอดสืบต่อกันไปอย่างนี้มาก่อน
ท่านญาบิร อัล-ญุอ์ฟี(ร.ฏ.)ได้กล่าวว่า
“ ท่านอะบูญะอ์ฟัรนั้นได้สอนฮะดีษให้แก่ข้าพเจ้าจำนวน ๗๐ , ๐๐๐ ฮะดีษ (๑)
( ๑) อะอ์ยานุช-ชีอะฮฺ ๔ กอฟ ๒/๒๘.
ท่านมุฮัมมัด บินมุสลิม(ร.ฏ.)ได้กล่าวว่า
“ ไม่ว่าข้าพเจ้าจะข้องใจในสิ่งใด ๆ ก็ตาม ข้าพเจ้าจะต้องเรียนถามท่านอะบูญะอ์ฟัร(อ) เกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ เสมอ จนกระทั่งว่า ข้าพเจ้าได้เรียนถามฮะดีษต่าง ๆ จากท่านมากถึง ๓๐ , ๐๐๐ ฮะดีษ ( ๒)
( ๒) ริยาลุล-กุซซี หน้า ๑๐๙.
ผู้ประกอบพิธีฮัจญ์ในสมัยของท่าน(อ)บางคนยืนยันในการบอกเล่าเรื่องของท่าน(อ)ว่า
ประชาชนทั้งหลายได้พากันรุมล้อมท่านอิมามมุฮัมมัด บินอะลี(อ) เพื่อขอร้องให้ท่านออกคำวินิจฉัยความเกี่ยวกับปัญหาต่าง ๆ ทางศาสนบัญญัติ และคนเหล่านั้นต่างก็ได้ข้อปุจฉาในแขนงวิชาการต่าง ๆ ที่เป็นปัญหาสลับซับซ้อนอย่างมากมาย
ซึ่งท่าน(อ)ก็มิได้ปฏิเสธแม้สักคำถามเดียวจนกระทั่งท่าน ( อ) ได้ออกคำวินิจฉัยความให้แก่เขาเหล่านั้นมากถึง ๑ , ๐๐๐ ปัญหา เสร็จแล้วท่านจึงมุ่งหน้าเพื่อเดินทางต่อไป ( ๓)
( ๓) อัล-มะนากิบ เล่ม ๒ , หน้า ๒๗๕.
ท่านเชคมุฟีด(ร.ฮ.)ได้กล่าวว่า :
ท่านอิมามบากิร หรือท่านมุฮัมมัด บินอะลี บินฮุเซน(อ)นั้น นับว่าเป็นตัวแทนของอิมามอะลี บินฮุเซน(อ)และเป็นทายาทของท่าน(อ)ท่ามกลางบรรดาพี่น้องจำนวนหลายคน ท่าน(อ)อยู่ใน
ฐานะที่เป็น ‘ อัล-กออิม ’ ( ผู้เป็นหลักฐานที่ดำรงอยู่)
สำหรับตำแหน่งอิมามภายหลังจากท่านอิมามอะลี บินฮุเซน (อ)ท่าน(อ)ได้สำแดงให้เป็นที่ปรากฏแก่บรรดาหมู่คณะของท่าน(อ)ถึงเกียรติคุณอันล้นพ้นเหลือในด้านวิชาการ ในด้านความมีสมถะ และความเป็นผู้นำ ท่าน(อ)เป็นผู้ที่ให้ข้อคิดเตือนสติปัญญาแก่พวกเขาทั้งหลาย และเป็นผู้สนับสนุนพวกเขาเหล่านั้นอย่างเต็มกำลัง
ความสามารถ ทั้งในโอกาสต่าง ๆ โดยทั่วไป และบางโอกาสเป็นการเฉพาะ ในหน้าประวัติศาสตร์นั้นจะเห็นได้ว่าไม่มีคนหนึ่งคนใดจากลูกหลานของท่านอิมามฮะซัน(อ)และอิมามฮุเซน(อ)จะเป็นผู้
ที่สำแดงให้ปรากฏถึงวิชาความรู้ทางศาสนา
ความรู้ทางประวัติศาสตร์และซุนนะฮฺ อีกทั้งความรู้ทางอัล-กุรอาน จริยศาสตร์ ศิลปะศาสตร์ และวัฒนธรรม ให้เพียบพร้อมอย่างที่ท่านอะบูญะอ์ฟัร(อ)
ได้สำแดงให้ปรากฏ บรรดามวลมิตรสหายคนอื่น ๆ นั้น ล้วนแต่ได้เรียนรู้วิชาการทางศาสนาจากท่าน(อ)ผู้นี้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นบรรดานักปราชญ์ในรุ่นตาบิอีน หรือบรรดานักปราชญ์ของปวง
มุสลิมระดับแนวหน้า ล้วนแล้วแต่ได้กลายมาเป็นผู้รู้ก็เนื่องจากคุณงามความดีทางวิชาการของท่าน ( อ) และได้ถือเอา (อ) เป็นเยี่ยงอย่าง อีกทั้งได้ดำเนินชีวิตไปตามคุณลักษณะของท่าน (อ)
ดังที่มีปรากฏเป็นหลักฐานในบทกวีตอนหนึ่งซึ่งนักกวีผู้มีชื่อเสียงคือท่านกูรตีได้กล่าวไว้ว่า :
“ โอ้ ผู้ปราชญ์เปรื่องทางวิชาการของเหล่าบรรดาผู้มีตักวา โอ้ ผู้มีปัญญาที่ประเสริฐยิ่งของเหล่าบรรดานักปราชญ์ ” (๔)
( ๔) อัล-มะนากิบ เล่ม ๒ , หน้า ๒๘๔.
ท่านอิบนุชะฮ์ริออชูบ(ร.ฮ.)ได้กล่าวไว้ว่า :
บรรดานักปราชญ์อื่น ๆ ตลอดจนถึงนักปราชญ์ในรุ่นตาบิอีนและนักฟุกอฮา(นักนิติศาสตร์อิสลาม)รุ่นอาวุโสของบรรดามุสลิมนั้นต่างก็ได้เรียนรู้วิชาการทางศาสนาจากท่านมุฮัมมัด บินอะลี(อ)ดังนี้
ในรุ่นศอฮาบะฮ์ คือ ท่านญาบิร บินอับดุลลอฮ์ อันศอรี
ในรุ่นตาบิอีนคือ ท่านญาบิร บินยะซีด อัล-ญุอ์ฟี และท่านกีซาน ซัคติยานี ผู้เชียวชาญทางสาขาศูฟีจากบรรดานักประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียง ผู้ซึ่งได้รับเอาความรู้จากท่าน(อ)มาบันทึกต่อนั้นคือ
ท่าน(อ)ฏ็อบรี ท่านบะลาซิรีย์ ท่านซะลามี และท่านคอฏีบ
คนกลุ่มนี้ได้บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับตัวท่านอิมามบากิร(อ)ไว้ในตำราประวัติศาสตร์ของพวกตน
และยังมีบันทึกไว้ตามรายชื่อหนังสือดังนี้
หนังสือ ‘ อัล-มุวัฏเฏาะ ’ หนังสือ ‘ ชะรอฟุล-มุศฏอฟา ’ หนังสือ ‘ อัล-อิบานะฮฺ ’ หนังสือ ‘ มุชนะตัย อะบีฮะนีฟะฮ์ วัลมะรูซี ’ หนังสือ ‘ ตัรฆีบุล อิศฟะฮานี ’ หนังสือ ‘ บะซิฏุล-วาฮิดี ’ หนังสือ ‘ ดัฟซีรุล-นุกอซ ’ หนังสือ ‘ ตัฟซีร-ซะมัคชะรี ’ หนังสือ ‘ มะอริฟะตุ อุศูลิลฮะดีษ ’ และหนังสือ ‘ ริซาละตุซ ซัมอานีย์ ’
“ เจ้าของตำราเหล่านี้จะกล่าวด้วยประโยคเดียวกันว่า:
“ ท่านมุฮัมมัด อิบนุอะลีได้กล่าวไว้ ”
หรือบางทีพวกเขาก็จะกล่าวว่า :
“ ท่านมุฮัมมัด บากิรได้กล่าวไว้ดังนี้ ” ( ๕)
( ๕) อัล-มะนากิบ เล่ม ๒ , หน้า ๒๘๔.
ท่านอิบนุ ชะฮ์ริออชูบ(ร.ฮ.)ยังได้กล่าวอีกว่า :
บรรดานักปราชญ์ทั้งหลายได้ลงมติเห็นพ้องต้องกันว่า นักปราชญ์ทางศาสนา ผู้เชี่ยวชาญรุ่นแรกๆ นั้นมี ๖ ท่าน ทุกคนล้วนเป็นสานุศิษย์ของอะบูญะอ์ฟัร(อ)และอะบูอับดุลลอฮ์(อ)ผู้เป็นอิมามมะอศูมีน อันได้แก่
๑. ท่านซุรอเราะฮ์ บินอะอยุน
๒. ท่านมะอรูฟ บินค็อรบูซ อัล-มักกี
๓. ท่านอะบูบะศีร อัล-อะซะดี
๔. ท่านฟุฏัยล์ บินยะซาร
๕. ท่านมุฮัมมัด บินมุสลิม อัฏ-ฏออิฟี
๖. ท่านบุรอยด์ บินมุอาวิยะฮ์ อัล-ดัจลีล
ท่านอิบนุชะอริออชูบ ยังได้กล่าวอีกว่า :
ท่านฮุมรอน บินอะอ์ยุน อัช-ชัยบานี และพี่น้องของท่าน (เช่น ท่านบุกัยร์ ท่านอับดุลเราะฮ์มาน ท่านอับดุลมาลิก)
ส่วนหนึ่งจากสานุศิษย์ของท่านได้แก่
ท่านมุฮัมมัด บิน อิสมาอีล บินบะซีอ์ ท่านอับดุลลอฮ์ บินมัยมูน อัล-กีดาฮ์ ท่านมุฮัมมัด บินมัรวาน อัล-กูฟี ท่านอิสมาอีล บินฟัฏลาฮ์ อัล-ฮาชิมี ท่านอะบูฮารูน อัล-มักฟูฟ ท่านศอรีฟ นาศิฮ์
ท่านซะอีด บินศอรีฟ พัล-อัชกาฟ อัด-ดูลี ท่านอิสมาอีล อิบนุญาบิร อัล-ค็อษอะมี ท่านอุกะฮฺ บินบะชีร อัล-อะซะดี ท่านอัซลัม อัล-มักกี(คนสนิทของอิบนุฮะนะฟียะฮฺ) ท่านอะบูบาศีรลัยษ์ บิน บักตะรี
อัล-มุรอฏี ท่านอัล-กูมีต บิน เซด อัล-อะซะดี ท่านนาญิยะฮฺ บินอัมมาเราะฮ์ อัศ-ศ็อยดาวี ท่านมุอาซบินมุสลิม อัล-ฮิรอย์ อัน-นะฮฺวี และท่านบะชีร อัร-ริฮาล( ๖)
( ๖) อัล-มะนากิบ เล่ม ๒ , หน้า ๒๙๕.
ท่านอะบูนะอีม อิศบะฮานีได้กล่าวว่า : บรรดาตาบิอีนที่ได้ศึกษาวิชาความรู้จากท่านอิมามมุฮัมมัด บินอะลี(อ)นั้น ได้แก่
ท่านอัมร์ บินดีนาร ท่านอะฏออ อิบนุ อะบีริบาอ ท่านญาบิร อัล-ญุอฟี ท่านอะบาน บินตัฆลิบ
และมีบรรดาอิมามตลอดจนถึงนักปราชญ์ทางศาสนาอีกหลายท่านในรุ่นหลัง ที่ได้เรียนรู้เรื่องราวศาสนาที่มาจากท่านเช่น
ท่านลัยษ์ บินอะบีซะลิม ท่านอิบนุ ญุรีฮฺ ท่านฮัจญาจญ์ บินอิรฏอ( ๗) ( ๗) ฮิลยะตุ้ล-เอาลิยาอ์ เล่ม ๓ , หน้า ๑๘๘.
จากวันนั้นถึงวันนี้ กาลเวลาได้ผ่านไปแล้ว ๑๓ ทศวรรษที่ท่านอิมามมุฮัมมัด บินอะลี(อ)ได้สถาปนาสำนักวิชาการนี้ขึ้นมา ความรู้ทางศาสนบัญญัติฮะดีษและตัฟซีร ตลอดจนถึงวิชาการแขนงอื่นๆ ก็ยังคงมีอยู่อย่างไม่ขาดสาย สายธารแห่งวิชาความรู้อันบริสุทธิ์ยังดำเนินติดต่อกันมาอย่างต่อเนื่องไม่เคยหยุดยั้ง
การตัฟซีรพระมหาคัมภีร์อัล-กุรอาน
ในบทที่ผ่านมา ท่านได้อ่านถึงเรื่องราวของทางวิชาการของท่าน
อิมามมุฮัมมัด บินอะลี(อ)ไปแล้ว จะเห็นได้ว่าการสถาปนาขึ้นมาซึ่งสำนักวิชาการอันยิ่งใหญ่ของท่านอิมาม(อ)ในการสร้างสรรศิษยานุศิษย์ให้มีความรู้ในแขนงต่าง ๆ นั้นได้มีแขนงวิชาความรู้ในด้านการตัฟซีรอัล-กุรอานอีกด้วย
ถ้าหากคนทั้งหลายให้การยอมรับต่อบรรดาอิมามโดยหวนย้อนไปพิจารณาวิชาการตัฟซีรของพวกท่านโดยเฉพาะแล้วไซร้ จะได้เห็นว่า ท่านเหล่านี้มีความเชี่ยวชาญในวิชาการด้านนี้เป็นพิเศษเหนือกว่าบุคคลอื่น ๆ ทั้งนี้ ก็เพราะว่าพวกท่าน(อ)คือ ศูนย์หลักของพระมหาคัมภีร์อัล-กุรอาน
ดังที่มีคำอธิบายไว้ใน ‘ ฮะดีษษะกอลัยน์ ’ พวกท่าน (อ) ได้รับการกล่าวกันในโองการของอัลลอฮ์ ( ซ.บ.) ที่ว่า:
“ และไม่มีผู้ใดล่วงรู้การตีความของมันได้ นอกจากอัลลอฮ์ และบรรดาผู้สันทัดชัดเจนในวิชาความรู้ ” ( อาลิ-อิมรอน: ๗)
แน่นอนที่สุด ใครก็ตามที่ได้ศึกษาตำราตัฟซีรเล่มต่าง ๆ เขาก็จะได้พบว่า ในตำราเหล่านั้นเต็มไปด้วยการกล่าวถึงการตัฟซีรของบรรดาอิมามมะอศูมีน(อ) จนกระทั่งว่า นักตัฟซีรบางท่านได้
รวบรวมหนังสือขึ้นมาสรุปเฉพาะแต่รายงานริวายะฮฺต่าง ๆ ที่ได้รับการบอกเล่ามาจากบรรดาอิมามเหล่านั้น(อ) (๑)
เป็นที่น่าเสียใจอยู่ประการหนึ่งว่า ขนาดหนังสือของเราเล่มนี้นั้นมีเนื้อที่ไม่กว้างมากพอสำหรับการที่จะรวบรวมการตัฟซีรของ
อิมามบากิร(อ)มาบันทึกไว้หมด แต่เชื่อมั่นได้อย่างหนึ่งว่า
ผู้ที่สนใจใคร่ศึกษาย่อมสามารถที่จะรวบรวมตำราตัฟซีรอัล-กุรอานที่สมบูรณ์แบบ
ทั้งนี้โดยสรุปเอาเฉพาะแต่การตัฟซีรที่ได้รับมาจากอิมามทั้งสองท่านนี้คือ ท่านอิมามบากิร(อ)กับท่านอิมามศอดิก ( อ)
เราจะขอกล่าวถึงการตัฟซีรบางโองการของอิมามมุฮัมมัด บินอะลี(อ)มาบันทึกไว้ต่อไปนี้
(๑) เช่น ตัฟซีรของท่านอะลี บินอิบรอฮีม อัล-กุมมี ,
ตัฟซีรของท่านฟูรอต อัล-กูฟี ตัฟซีรของท่านอัยยาชีย์ ตัฟซีรของท่านฮุวัยซี และตัฟซีรของท่านซัยยิดบะฮฺรอนี
ตัฟซีรอัล-กุรอาน
ซูเราะฮ์อัล-อิซรออ์ โองการที่ ๓๒
อัลลอฮ์(ซ.บ.)ทรงตรัสว่า :
“ และสูเจ้าจงอย่าเข้าใกล้การล่วงประเวณี (ซินา) เพราะมันเป็นสิ่งที่ชั่วช้า และเป็นหนทางที่เลวทรามยิ่ง ” ( อัล-อิซรออ์: ๓๒)
ท่านอิมามมุฮัมมัด บินอะลี(อ)ได้อธิบายโองการนี้ไว้ว่า
คำว่า ‘ เป็นสิ่งที่ชั่วช้า ’ ( ฟาฮิชะฮฺ)หมายถึง การละเมิดและการทรยศ เพราะแท้จริงอัลลอฮ์(ซ.บ.)จะทรงชิงชังและกริ้วโกรธต่อเขาผู้นั้น
คำว่า “ เป็นหนทางที่เลวทรามยิ่ง ” ( ซาอะ ซะบีลา)
หมายความว่า คนที่จะได้รับการลงโทษอย่างแสนสาหัส และถือว่าการทำผิดประเวณีนั้นเป็นบาปใหญ่ที่สุดประการหนึ่ง(๒)
(๒) ตัฟซีรอัล-บุรฮาน เล่ม ๒ , หน้า ๔๑๗.
ตัฟซีรอัล-กุรอาน
ซูเราะฮ์อัล-อิซรออ์ โองการที่ ๗๐
อัลลอฮ์(ซ.บ.)ทรงตรัสว่า :
“ และเราได้ให้เกียรติยกย่องเขาเหล่านั้นเหนือบรรดา ผู้ที่เราได้สร้างขึ้นมา อันจะได้รับคุณงามความดีอย่างมากมาย ”
( อัล-อิซรออ์: ๗๐)
ท่านอิมามบากิร(อ)ได้อรรถาธิบายว่า
พระองค์ได้ทรงสร้างทุกสิ่งมาให้อยู่ในสภาพที่ก้มตัวลง นอกเหนือจากมนุษย์เท่านั้นที่พระองค์ได้สร้างมันมาให้อยู่ในสภาพเหยียดตรง ( ๓)
( ๓) อ้างเล่มเดิม หน้า ๔๒๙.
ตัฟซีรอัล-กุรอาน
ซูเราะฮ์อัล-อันบิยาอ์ โองการที่ ๓๐
ซูเราะฮ์ฏอฮา โองการที่ ๘๑
อัลลอฮ์(ซ.บ.)ทรงตรัสว่า :
พวกปฏิเสธมิได้เห็นดอกหรือว่า แท้จริงชั้นฟ้าและแผ่นดินนั้นรวมคิดเป็นมวลเดียวกันแล้วเราได้แยกมันทั้งสองออกจากกัน ”
( อัล-อันบิยาอ์: ๓๐)
ท่านอัมร์ บินอะบีด นักปราชญ์แห่งเมืองบัศเราะฮฺได้เข้ามาหาท่านมุฮัมมัด บินอะลี บินฮุเซน(อ)เพื่อทดสอบท่าน(อ)ด้วยคำถามต่าง ๆ ซึ่งเขาได้ตั้งคำถามว่า
“ ขอให้ช่วยไขความตามโองการ (อัล-อันบิยาอ์: ๓๐) นี้ที่ว่า อะไรคือ ความหมายของคำว่า ‘ รวมติดเป็นมวลเดียวกัน ’ และคำว่า ‘ แยกมันทั้งสองออกจากกันด้วยเถิด ?
ท่านอิมามมุฮัมมัด บินอะลี(อ)ตอบว่า
“ แต่ก่อนนี้ชั้นฟ้ารวมติดเป็นมวลเดียวกัน ทำให้ไม่มีฝนตกลงมาและแผ่นดินก็รวมติดเป็นมวลเดียวกัน ทำให้ไม่มีฝนตกลงมาและแผ่นดินก็รวมติดเป็นมวลเดียวกัน พืชพันธุ์ธัญญาหารก็ไม่งอกเงย ”
อัมรฺถึงกับเงียบงัน เพราะตนเองไม่สามารถจะหาข้อใดมาโต้แย้ง( ๔)
( ๔) นุรุล-อับศอร หน้า ๒๐๗.
และเขาได้ถามท่านอิมามอะบูญะอ์ฟัร(อ)อีกว่า
“ ขอให้ท่านได้โปรดขยายความหมายของโองการอีกโองการหนึ่งของอัลลอฮ์ (ซ.บ.) ที่ว่า:
“ และผู้ใดก็ตาม ถ้าความโกรธกริ้วของฉันได้ถูกสำแดงให้ปรากฏขึ้นแก่เขาแล้วไซร้แน่นอนเหลือเกิน เขาจะต้องวิบัติ (ฏอฮา: ๘๑)
“ ขอท่านถาม คำว่า ‘ กริ้วโกรธ ’ ( ฆ่อฏอบ) ในที่นี้หมายความว่าอย่างไร ? ”
ท่านอะบูญอฟัร(อ)ตอบว่า
“ หมายถึง ‘ การลงโทษ ’ นั่นเอง ”
“ โอ้ อัมรฺเอ๋ย แท้จริงผู้ใดที่อ้างว่า อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ได้แปรสภาพจากสิ่งหนึ่งไปเป็นอีกสิ่งหนึ่งก็เท่ากับเขากำหลังอธิบายคุณลักษณะของพระองค์ให้เป็นดังเช่น คุณลักษณะของมนุษย์ แท้จริงอัลลอฮ์(ซ.บ.)นั้นไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดมีชัยชนะเหนือพระองค์ได้ และไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงพระองค์ได้( ๕
( ๕) อัต-เตาฮีด หน้า ๑๖๘.
ตัฟซีรอัล-กุรอาน
ซูเราะฮ์อัล-อะฮฺซาบ โองการที่ ๔๙
อัลลอฮ์(ซ.บ.)ทรงตรัสว่า :
“ ดังนั้นสูเจ้าจงให้ประโยชน์แก่พวกนางและ (ถ้าสูเจ้าจะหย่าขาดจากนาง) ก็ให้เป็นการหย่าขาดที่ดีงาม ” ( อัล-อะฮ์ซาบ: ๔๙)
ท่านอิมามมุฮัมมัด บินอะลี(อ)กล่าวว่า
“ หมายถึงให้พวกสูเจ้ารับภาระกับพวกนางโดยคุณธรรมตามที่พวกท่านมีความสามารถ แท้จริงอัลลอฮ์ (ซ.บ.) เป็นผู้ทรงเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และทรงมีความละอาย จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีความละอายในอันที่จะต้องมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ให้มากที่สุดต่อสตรีที่อยู่ในการปกครอง ( ๖)
( ๖) บิฮารุล-อันวาร เล่ม ๑๗ , หน้า ๑๖๗.
ตัฟซีรอัล-กุรอาน
ซูเราะฮ์ซะบะอ์ โองการที่ ๕๒
อัลลอฮ์(ซ.บ.)ทรงตรัสว่า :
“ สำหรับพวกเขาจะสามารถเข้าถึงความศรัทธาจากสถานที่ไกลเช่นนี้ได้อย่างไร ” ( ซะบะอ์: ๕๒)
ท่านอิมามมุฮัมมัด บินอะลี(อ)กล่าวว่า
“ โองการนี้มีความหมายว่า เขาเหล่านั้นแสวงหาทางนำจากที่ที่ไม่สามารถเข้าถึงได้ และเท่ากับว่าเป็นผู้ที่ถูกทำให้สูญเปล่าเนื่องจากไม่สามารถจะเข้าถึงได้เลย ( ๗)
( ๗) ตัฟซีร อัล-บุรฮาน เล่ม ๓ , หน้า ๓๒๙.
ตัฟซีรอัล-กุรอาน
ซูเราะฮ์ศอด
โองการที่ ๗๕
อัลลอฮ์(ซ.บ.)ทรงตรัสว่า :
“ อะไรคือสิ่งที่ยับยั้งมิให้เจ้าขุญูดต่อสิ่งที่ฉันได้สร้างขึ้นมากับมือของฉัน ” ( ศอด: ๗๕)
ท่านมุฮัมมัด บิน มุสลิม(ร.ฎ.)ได้กล่าวว่า :
ข้าพเจ้าได้ถามท่านอิมามอะบูญะอ์ฟัร(อ)เกี่ยวกับโองการของ
อัลลอฮ์(ซ.บ.)ข้างต้น
ท่านอิมาม(อ)กล่าวตอบว่า
“ คำว่า ‘ มือ ’ ในภาษาอาหรับหมายถึง ‘ กำลัง ความสามารถและความโปรดปราน ’
มีโองการของอัลลอฮ์(ซ.บ.)ที่ว่า :
“ และจงรำลึกถึงเรื่องราวแห่งข่าวของเรา นั่นคือ ‘ ดาวูด ’ เจ้าแห่งมือ (พลัง) ” ( ศอด: ๑๗)
และซูเราะฮ์อัซ-ซฺาริยาต โองการ ๔๗ ที่ว่า :
ส่วนอีกโองการของอัลลอฮ์(ซ.บ.)ที่ว่า :
“ และเราได้สนับสนุนเขาด้วยวิญญาณอันบริสุทธิ์ (ตามรากศัพท์ หมายถึง การสนับสนุน
ด้วยมือ) ” ( อัล-บะกอเราะฮ์: ๘๗ )
ตามสำนวนอาหรับก็มักจะมีคนพูดกันว่า ‘ ฉันมีมือสีขาว ’ หมายความว่า ‘ ฉันได้รับความโปรดปราน ’…” ( ๘)
( ๘) ตัฟซีร อัล-บุรฮาน เล่ม ๔ , หน้า ๖๔.
ตัฟซีรอัล-กุรอาน
ซูเราะฮ์ฟุศศิลัต
โองการที่ ๕๓
อัลลอฮ์(ซ.บ.)ทรงตรัสว่า :
“ แล้วเราจะบันดาลให้เขาเหล่านั้นได้แลเห็นสัญญาณต่าง ๆ ของเรา ทั้งที่อยู่ในขอบฟ้าอันไกลโพ้น และที่อยู่ในตัวของพวกเขาเองเพื่อที่ว่ามันจะอธิบายให้ความกระจ่างชัดแก่พวกเขาว่า สิ่งนี้เป็นสัจธรรมที่แท้จริง ” ( ฟุศศิลัต: ๕๓)
ท่านอิมามมุฮัมมัด บินอะลี(อ) อธิบายว่า
“ สิ่งที่พระองค์ทรงบันดาลให้พวกเขาแลเห็นได้ในตัวเขาก็คือเรือนร่าง และที่พระองค์ทรงบันดาลให้พวกเขาแลเห็นได้ในขอบฟ้าอันไกลโพ้นก็คือ ระบบการโคจรที่อยู่เบื้องบนเหนือตัวของพวกเขา กล่าวคือ พวกเขาจะได้แลเห็นความสามารถของอัลลอฮ์ (ซ.บ.) ทั้งที่มีอยู่ในตัวของพวกเขาและที่มีอยู่ในขอบฟ้าอันไกลโพ้น แล้ว
โองการที่ว่า :
“ เพื่อที่ว่ามันจะอธิบายให้ความกระจ่างชัดแก่พวกเขาว่า สิ่งนี้เป็นสัจธรรมที่แท้จริง ”
เรื่องนี้หมายถึง การจะมาปรากฏของท่านอิมามอัล-กออิม อัลมะฮฺดี(อ) นั่นคือสัจธรรมจากอัลลอฮ์(ซ.บ.) เมื่อเขาได้แลเห็นงานสร้างสรรค์อันนี้แล้ว แน่นอนที่สุดเขาจะต้องยอมรับว่า เรื่องนี้ต้องเป็นความจริง( ๙)
( ๙) อัล-ฆ็อยบะตุ ของ นุอฮมานี หน้า ๔๔
ตัฟซีรอัล-กุรอาน
ซูเราะฮ์อัล-ฟัตฮฺ โองการที่ ๔
ซูเราะฮฮอัล-มุญาดะละฮฺ โองการที่ ๒๒
อัลลอฮ์(ซ.บ.)ทรงตรัสว่า :
“ พระองค์คือผู้ซึ่งประทานความสงบมั่นให้อยู่ในดวงใจของบรรดาผู้ศรัทธา ” ( อัล-ฟัตฮฺ: ๔)
ท่านอะบูฮัมซะฮฺได้กล่าวว่า : ข้าพเจ้าเคยได้ถามท่านอิมามมุฮัมมัด บินอะลี(อ)เกี่ยวกับซูเราะอฮอัล-ฟัตฮฺ โองการที่ ๔ ข้างต้น
ท่านอิมาม(อ)ตอบว่า
“ หมายถึงความศรัทธานั่นเอง ”
ท่านอะบูฮัมซะฮฺถามอีกว่า
“ โองการของอัลลอฮ์ (ซ.บ.) ที่มีใจความว่า:
“ และพระองค์ทรงสนับสนุนพวกเขาด้วยวิญญาณบริสุทธิ์จากพระองค์ ” ( อัล-มุญาดะละฮฺ : ๒๒) นั้นหมายถึงอะไร ? ”
ท่านอิมาม(อ)ตอบว่า
“ หมายถึงความศรัทธานั่นเอง ” ( ๑๐)
( ๑๐) ตัฟซีร อัล-บุรฮาน เล่ม ๔ , หน้า ๑๙๕.
ตัฟซีรอัล-กุรอาน
ซูเราะฮ์อัซฮ-ซฺาริยาต
โองการที่๕๐.
อัลลอฮ์(ซ.บ.)ทรงตรัสว่า :
“ ดังนั้นพวกท่านจงมุ่งหมายอย่างเร่งรีบไปหาอัลลอฮ์ แท้จริงสำหรับเรื่องนี้ ฉันเป็นเพียงผู้ตักเตือนที่ชัดแจ้งสำหรับพวกท่าน ” ( อัซฺ-ซาริยาต: ๕๐)
ท่านอิมามมุฮัมมัด บินอะลี(อ)กล่าวว่า
“ หมายถึง จงประกอบพิธีฮัจญ์ยังอัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงส่ง (๑๑)
( ๑๑) ตัฟซีร อัล-บุรฮาน เล่ม ๔ , หน้า ๑๙๕ , ๒๓๗.
ตัฟซีรอัล-กุรอาน
ซูเราะฮ์อัต-ตะฆอบุน
โองการที่ ๑๔
อัลลอฮ์(ซ.บ.)ทรงตรัสว่า :
“ แท้จริงส่วนหนึ่งจากคู่ครองของสูเจ้าและบรรดาลูก ๆ ของสูเจ้านั้นเป็นศัตรูของสูเจ้า
ดังนั้นจงระวังพวกเขาเหล่านั้นไว้เถิด ” ( อัต-ตะฆอบุน: ๑๔)
ท่านอิมามมุฮัมมัด บินอะลี(อ)ได้กล่าวว่า
“ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า ในสมัยที่มีการอพยพกันนั้น เมื่อสามีต้องการจะอพยพไปหาท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ) ก็มักจะขัดข้องเกี่ยวกับบุตรและภรรยาของตนที่มักจะกล่าวว่า
“ เราขอยืนยันกับอัลลอฮ์ (ซ.บ.) ว่า ถ้าท่านจากเราไป พวกเราจะต้องสูญหายหลังจากท่านไปแล้วอย่างแน่นอน ”
“ ดังนั้นบางคนต้องเชื่อฟังคนในครอบครัว จึงต้องอยู่เฉยไม่สามารถอพยพไปหาท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ) ได้
ด้วยเหตุนี้เองอัลลอฮ์(ซ.บ.)จึงบัญชาว่าให้พวกเขาเหล่านั้นระมัดระวังลูก ๆและภรรยาของตน และห้ามเขาเหล่านั้นมิให้เชื่อฟัง แต่มีบางคนที่สามารถผ่านอุปสรรคไปได้ แล้วยังกำชับบุตรและภรรยาด้วยอีกว่า
“ ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮ์ว่า ถ้าหากว่าพวกเธอไม่อพยพไปพร้อมกับฉันแล้วไซร้ ถ้าหากอัลลอฮ์ (ซ.บ.) ทรงรวบรวมฉันกับพวกเธอในวันปรโลก ฉันจะไม่อำนวยคุณประโยชน์ใดๆ ให้แก่พวกเธออย่างเด็ดขาด ”
ครั้นในเมื่ออัลลอฮ์(ซ.บ.)ทรงรวมเขากับคนในครอบครัวให้อยู่ด้วยกันแล้ว พระองค์ก็ได้บัญชาให้เขาปฏิบัติด้วยคุณธรรมที่ดีงาม
ดังที่พระองค์ทรงมีโองการต่อไปว่า :
“ และถ้าหากสูเจ้าอภัย และผ่อนผันให้ แท้จริงอัลลอฮ์คือ ผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงกรุณาปราณี ” ( ๑๒)
( ๑๒) ตัฟซีร อะลี บินอิบรอฮีม หน้า ๖๘๔.
บทเทศนาของอิมามบากิร(อ)
ท่านอิบนุอับบาส(ร.ฏ.)ได้แสดงความเสียใจไว้อย่างสุดซึ้งจากกรณีที่ท่านอิมามอะมีรุลมุมินีน ( อ) ไม่ได้กล่าวบทเทศนาที่มีชื่อว่า “ คุฏบะฮฺชักฺชะกียะฮฺ ” ให้จบบริบูรณ์ ถึงแม้ว่าเขาจะเคยได้ยินได้ฟังคำเทศนาจากท่านอิมามอะมีรุลมุมินีน (อ) และคำสั่งเสียของท่าน ตลอดทั้งสุภาษิตต่าง ๆ นับเป็นร้อย ๆ ครั้ง
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาสำหรับท่านอินุอับบาส(ร.ฏ.) เขาได้พบได้เห็นว่า ชีวิตของบรรดาอิมามทั้งหลายนั้นล้วนประสบแต่ความยากลำบากและการกดขี่ทารุณ
ซึ่งพวกท่าน(อ)สามารถที่จะกล่าวจะพูดอะไรออกไปได้แม้แต่จะเป็นคำเทศนาตอบโต้การที่พวกทรราชด่าประนาม
บรรพบุรุษของท่านบนมิมบัรของท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ)ผู้เป็นปู่ทวดของพวกท่าน พวกท่านก็ไม่อาจที่จะตอบโต้คนเหล่านั้นได้ และไม่สามารถที่จะแสดงอาการรังเกียจทางสีหน้าได้
ข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่า การที่บรรดาอิมาม(อ)สามารถรักษาคำสอน วิชาการแนวทางการดำเนินชีวิตและเกียรติยศไว้ได้นั้นก็โดยอาศัยอำนาจและการช่วยเหลือของพระผู้เป็นเจ้า
เช่น ท่านอิมามอะมีรุลมุนีน(อ)นั้นถึงแม้ว่าบรรดาผู้ที่จงรักภักดีท่านจะต้องปิดบังซ่อนเร้นการกล่าวถึงคุณงามความดีของท่าน
แต่ศัตรูของท่าน(อ)ก็ยังซ่อนเร้นการกล่าวถึงคุณงามความดีของท่าน แต่ศัตรูของท่าน(อ)ก็ยังซ่อนเร้นการแสดงความจงเกลียดจงชัง
ดังที่ท่านอิมามชาฟิอี(ร.ฮ.)ได้เคยกล่าวไว้ ซึ่งก็เป็นเช่นเดียวกับบรรดาลูกหลานของท่านในสมัยหลัง ๆ
อย่างไรก็ตาม เราจะบันทึกเรื่องราวบางประการของคำเทศนาของท่านอิมามมุฮัมมัด บากิร(อ)ไว้ ดังนี้ :
คำเทศนาที่ ๑
ณ เมืองชาม
ท่านอิมามศอดิก(อ)ได้กล่าวว่า :
เมื่อท่านอิมามมุฮัมมัด บินอะลี(อ)บิดาของข้าพเจ้าเดินทางไปยังดะมัสกัส ท่าน(อ)ได้ยินประชาชนพูดกัน
“ นี่คือบุตรของอะบูตุรอบ (ฉายานามหนึ่งของท่านอิมามอะลี) ”
ท่านอิมามาศอดิก(อ)กล่าวต่อไปว่า :
แล้วท่าน(อ)ก็เอนหลังพิงฝาผนังของอัล-กะอบะฮฺ กล่าวสดุดีต่ออัลลอฮ์(ซ.บ.) และศอละวาตแต่ท่านศาสดา(ศ)
ต่อจากนั้น
ท่าน(อ)ได้กล่าวว่า
“ จงหลีกห่างจากคนพาลและลูกหลานของพวกกลับกลอก
(มุนาฟิก) จงปิดกลั้นและสะกัดไฟนรกญะฮันนัมด้วยแสงเดือนเพ็ญอันเจิดจ้า และโดยน้ำทะเลอันล้นปรี่ โดยมวลดาราอันจรัสแสง
และโดยแสงประทีปของผู้ศรัทธา โดยหนทางอันเที่ยงตรงก่อนที่เราจะโน้มใบหน้าลงไป เราได้นำมันหวนกลับไปอยู่เสียข้างหลัง หรือเป็นเพราะว่าพวกเขาถูกสาปแช่ง เหมือนดังเช่นบรรดาพวกวัน
เสาร์(พวกยิว)เคยถูกสาปแช่ง พระบัญชาของอัลลอฮ์ย่อมเป็นจริงเสมอ ”
ต่อจากนั้นท่าน(อ)ได้กล่าวด้วยถ้อยคำต่อไปนี้
“ กับลูกหลานของท่านศาสดา พวกท่านยังเยาะเย้ยและสบประมาทได้กระนั้นหรือ นอกจากทางนี้แล้วยังมีหนทางใดที่ไหนอีกที่พวกท่านจะใช้เดินนอกจากความเศร้าโศกคราวนี้แล้ว ยังจะมี
ความเศร้าโศกใดไหนอีกที่ พวกท่านจะหลั่งน้ำตา ”
“ โปรดระวัง... โปรดระวัง..
ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮ์ แสงเรืองรองได้ล่วงหน้าไปแล้ว และชัยชนะนั้นได้เป็นไปอย่างเด็ดขาดแล้ว จงขวนขวายเพื่อไปสู่จุดหมายอันสูงสุด จงระวังตนตามคำเทศนา แต่แล้วสายตาก็พลาดไป จนได้จากมัน และได้ยอมจำนนกับสิ่งอื่น อีกทั้งผลักไสสายใยแห่งความสูงส่ง ดังนั้นผู้ที่ได้ขว้างตัวเองไปด้วยความพยายาม ย่อมเป็นคนโกหก แล้วเขาจะสามารถเข้าถึงทางนำจากหนทางอันไกลโพ้นได้ไฉน ?”
ท่าน(อ)ยังได้กล่าวอีกว่า
“ จงให้อิสระแก่พวกเขาเถิด จงอย่าได้ปฏิเสธต่อบิดาของวกเขาด้วยการตั้งข้อตำหนิหรือปิดกั้น เขาเหล่านั้นคือผู้ที่ถ้าหากได้สร้างสรรค์ก็จะเป็นพวกที่สร้างสรรได้ดียิ่ง และถ้าหากให้คำสัญญา
ก็จะทำตามคำสัญญา และถ้าหากเขาผูกมัดก็จะผูกมัดอย่างมั่นคง ”
“ เป็นไปได้อย่างไรที่พวกเขา จะขัดขวางพี่น้องของท่านศาสดา (ศ) ในขณะที่พวกเขาขอความช่วยเหลือ
เขาเป็นเพื่อนของท่านศาสดาในขณะที่พวกเขาหลบหลีก เขาเคียงข้างท่านศาสดา
ในขณะที่พวกเขาแตกพ่าย เขาเป็นญาติสนิทที่ดูแลรักษาคลังสมบัติในขณะที่พวกเขาพยายามเปิดมัน ( ใช้จ่ายมัน) เขาคือผู้ที่เคยนมาซสองกิบละฮฺในขณะที่พวกเขาหลงผิด เขาคือผู้ที่ได้รับการยืนยันว่ามี
ศรัทธาในขณะที่พวกเขาปฏิเสธ เขาคือผู้ที่ถูกตั้งข้อหาว่า ละเมิดสัญญากับพวกที่ตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์
ในขณะที่พวกเขาถูกลงทัณฑ์ เขาคือตัวแทนในที่นอนยามค่ำคืนที่ถูกปิดล้อมขณะที่พวกเขาหวาดผวา เขาคือผู้ถูกกล่าวคำอำลาอย่างเงียบเชียบในยามแห่งการลาจาก.... (๑)
( ๑) อัล-มะนากิบ เล่ม ๒ , หน้า ๒๙ และบิฮารุล-อันวาร เล่ม ๑๑ , หน้า ๙๑.
คำเทศนาที่ ๒
ณ เมืองชาม
เมื่อท่านอะบูญะอ์ฟัร(อ) ได้ถูกนำตัวไปยังเมืองชามเพื่อไปพบเจ้าเมือง ฮิชาม บินอับดุลมาลิก ตอนที่ท่าน(อ)ยืนอยู่ที่ประตูทางเข้าฮิชามได้หันมาพูดกับข้าราชบริพารของเขาว่า
“ เมื่อข้าได้บริภาษ มุฮัมมัด บินอะลีแล้ว พวกเจ้าก็เตรียมบริภาษเขาไว้ด้วย ”
จากนั้นเขาก็ได้อนุญาติให้ท่าน(อ)เข้ามา
ครั้นเมื่อท่าน(อ)เดินเข้ามา ท่าน(อ)ก็กล่าว
“ อัสสะลามุอะลัยกุม ”
พร้อมกับโบกมือเป็นสัญญาณว่าให้สลามกับทุกคน เสร็จแล้วท่าน(อ)ก็ได้นั่งลง ฮิชามยิ่งทวีความแค้นเคืองมากขึ้น เพราะท่านอิมาม(อ)ไม่ได้ให้สลามเฉพาะแก่ตนเองในฐานะค่อลีฟะฮฺและนั่งลงโดยที่ยังมิได้รับอนุญาต
เขากล่าวขึ้นว่า
“ โอ้ มุฮัมมัด บุตรของอะลี คนของท่านไม่วายเว้นในการสร้างความแตกแยกในหมู่มุสลิมเรียกร้องทุกอย่างเพื่อตัวเอง ”
เขาคิดว่าท่านอิมาม(อ)มีความรู้น้อยและโง่เขลา จึงถึงโอกาสสั่งสอนท่าน(อ) ครั้นเมื่อเขาเงียบแล้ว คนของเขาก็เข้ามาตะคอกท่าน(อ)ทีละคน ๆ จนกระทั่งหมด
ท่านอิมามมุฮัมมัด บินอะลี(อ) ก็ลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวว่า
“ โอ้ประชาชนทั้งหลาย พวกเจ้าจะเดินกันไปทางไหน และที่ไหนคือที่ที่เป็นเป้าหมายของพวกเจ้า พวกเรานี้คือผู้ที่อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ให้นำทางคนรุ่นแรกของพวกเจ้า และพวกเรานี้เองคือผู้ที่อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ให้ทำความสมบูรณ์แก่คนรุ่นสุดท้ายของพวกเจ้า ดังนั้นถึงแม้ว่าพวกเจ้าจะเป็นกษัตริย์แห่งโลกดุนยา แต่เราก็คือกษัตริย์แห่งวันปรโลก และภายหลังจากอาณาจักรของเราแล้ว จะไม่มีกษัตริย์ใด ๆ อีก เพราะพวกเราคือผู้สืบมรดกในยุคสุดท้าย
อัลลอฮ์(ซ.บ.) ทรงตรัสไว้ว่า :
“ ผลลัพธ์สุดท้าย (ที่ดี) จะเป็นของผู้ที่ยำเกรงต่ออัลลอฮ์ ”
( อัล-กอศ็อศ: ๘๓)
ครั้นแล้วท่านอิมามอะบูญะอฟัร(อ)ก็ถูกจับตัวไปขัง ตอนที่อยู่
ในที่คุมขัง ท่าน(อ)ให้ความสนิทสนมกับทุกคน มีไมตรีจิต ดังนั้นผู้คุมเรือนจำจึงได้มาหาเจ้าเมืองเล่าเรื่องของท่าน(อ)ให้เขารู้ เขาจึงออกคำสั่งให้นำตัวท่าน(อ)และมิตรสหายของท่าน(อ)ออก
เดินทางกลับไปยังเมืองมะดีนะฮฺ ทั้ง ๆ ที่เป็นฤดูหนาวจัด( ๒)
(๒)อัล -มะนากิบ เล่ม ๒ , หน้า ๒๘๐ และอุศูล-กาฟี เล่ม ๑ , หน้า ๔๗๑
คำสั่งเสียของ
อิมามที่ ๕
สาระสำคัญประการหนึ่งที่บรรดาอิมาม(อ)ได้ทิ้งไว้ให้บรรดามุสลิมคือ คำสั่งเสียของพวกท่าน(อ)ที่มีอย่างมากมายซึ่งเต็มไปด้วยคำแนะนำ จริยธรรม สุภาษิต วิชาการและวัฒนธรรม
ในหน้าประวัติศาสตร์ของอิสลาม ยังไม่เคยเป็นที่ปรากฏมาก่อนเลยว่า จะมีคำสั่งเสียของใครที่สมบูรณ์เพียบพร้อมอย่างนี้
ทั้งจากบรรดานักปราชญ์รุ่นก่อน ๆ และในรุ่นหลัง ๆ รวมทั้งบรรดานักคิด นักปรัชญาใด ๆ ก็ตาม
ทั้งนี้ก็มิใช่เพื่อเหตุอื่นอันใด นอกจากเป็นเพียงความปรารถนาของพวกท่านที่ต้องการจะให้สังคมเจริญก้าวหน้า ให้ประชาชาติอิสลามมีพัฒนาการ และให้จริยธรรมที่ดีงามเป็นที่แพร่หลายไปสู่บรรดามนุษยชาติ
เรื่องเหล่านี้มิได้เป็นสิ่งมากมายอะไรสำหรับพวกท่าน เพราะพวกท่านถือว่าพวกท่านเป็นตัวแทนของท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ) :
-อุซตาซอับดุล กอดิร อะฮฺมัด ยูซุฟได้กล่าวไว้เช่นนี้
เป็นผู้ทำหน้าที่พิทักษ์รักษาซุนนะฮฺและหลักธรรมต่าง ๆ ของศาสดามุฮัมมัด(ศ) โอกาสหน้าบางทีข้าพเจ้าอาจรวบรวมคำสั่งเสียเท่าที่ข้าพเจ้าศึกษามาได้มาพิมพ์เป็นเล่มหนึ่งต่างหาก เพื่อเติมลงในที่ว่างของห้องสมุดทางจริยธรรม
ต่อไปนี้จะเป็นบันทึกคำสั่งเสียบางส่วนของท่านอิมามมุฮัมมัด บินอะลี(อ)
(๑) คำสั่งเสียของท่านอิมามที่ ๕
ต่อท่านอุมัร บินอับดุลอะซีซ
เมื่อตอนที่ท่านอิมามอะบูญะอ์ฟัรมุฮัมมัด บินอะลี(อ)ได้เข้าพบกันท่านอุมัรฺ บันอับดุลอะซีซ
เข้าได้กล่าวว่า
“ โอ้ อะบูญะอ์ฟัรโปรดสั่งเสียอะไรแก่ข้าพเจ้าด้วย ”
ท่านอิมาม(อ)กล่าวว่า
“ ฉันขอสั่งเสียว่า ให้ท่านถือเอามุสลิมคนเล็ก ๆ เป็นลูก คนรุ่นกลางเป็นพี่น้อง คนรุ่นอาวุโสเป็นพ่อ ดังนั้นท่านจงเมตตาต่อลูก จงมีไมตรีจิตต่อพี่น้อง และจงทำความดีต่อบิดา (๑)
( ๑) บทนำของเมาซูอะตุล-อะตะบาต อัล-มุก็อดดะซะฮฺ หน้า ๒๐๒.
(๒) คำสั่งเสียของท่านอิมามที่ ๕
ต่อท่านญาบิร บินยะซีด อัล-ญุอฟี
ท่านญาบิร อัล-ญุอ์ฟีได้กล่าวว่า : ท่านมุฮัมมัด บินอะลี(อ)ได้กล่าวกับข้าพเจ้าว่า
“ โอ้ ญาบิร แท้จริงผู้ที่ความบริสุทธิ์สะอาดแห่งศาสนาของอัลลอฮ์ (ซ.บ.) ได้ซึมซับเข้าในหัวใจแล้วนั้น เขาจะไม่มีเวลายุ่งกับ
สิ่งอื่น ๆ ได้อีก
ญาบิรเอ๋ย โลกนี้ไม่มีอะไรเลย และไม่น่าจะเป็นอะไรได้เลย นอกจากเป็นเพียงเสื้อผ้าให้ท่านสวมใส่ เป็นอาหารให้ท่านกลืนกิน เป็นพาหนะให้ท่านขับขี่ หรือไม่ก็เป็นสตรีให้ท่านเชยชม
เท่านั้น
ญาบิรเอ๋ย แท้จริงผู้ศรัทธานั้น จะไม่มีความมั่นใจต่อโลกนี้เลยว่ามันจะยั่งยืนและจะไม่ประมาทต่อการมาของวันปรโลก เสียงแห่งการให้ร้ายที่เข้ามากระทบโสตประสาทของเขาไม่ได้ทำให้เขาหยุดยั้งจากการรำลึกถึงอัลลอฮ์(ซ.บ.)ได้ ความเพริดแพร้วที่มาประจักษ์กับสายตาของเขาก็ไม่ได้ทำให้เขามืดบอดจากรัศมีของอัลลอฮ์(ซ.บ.)เลย ดังนั้นพวกเขาจะมีชัยชนะด้วยอาภรณ์ของผู้มีคุณธรรม
แท้จริงบรรดาผู้สำรวมตนนั้นจะมีเสบียงอันน้อยนิด เมื่อเทียบกับชาวโลกทั้งหลาย แต่จะให้ความช่วยเหลือแก่ท่านมากที่สุด แม้ท่านจะลืม พวกเขาก็ยังระลึกถึงท่าน และถ้าท่านระลึกถึงพวกเขา
ก็จะช่วยเหลือท่าน พวกเขาพูดแต่สิ่งที่เป็นสัจธรรมของอัลลอฮ์(ซ.บ.) และดำรงตนตามพระบัญชาของอัลลอฮ์(ซ.บ.) ” (๒)
( ๒) ตัชกิรอตุล-เคาวาศ หน้า ๑๙๑.
(๓) คำสั่งเสียของท่านอิมามที่ ๕
ต่อท่านอุมัร บินอับดุลอะซีซ
เมื่อครั้งที่ท่านอุมัร บินอับดุลอะซีซ(ร.ฏ.)ซึ่งเป็นเจ้าเมืองได้มาเยือนนครมะดีนะฮฺนั้น ผู้ป่าวประกาศได้ประกาศว่า
“ คนใดที่ถูกกลั่นแกล้ง ถูกเอารัดเอาเปรียบ ขอให้มาที่นี่ ”
ปรากฏว่าท่านอะบูญะอ์ฟัร(อ)ได้เข้ามา ครั้นเมื่อเจ้าเมืองได้เห็นท่าน(อ)ก็เข้ามาต้อนรับและเชิญให้ท่าน(อ)นั่งบนที่นั่งของตน
ท่านอิมาม(อ)กล่าวว่า
“ อันที่จริงโลกตุนยานี้เป็นตลาดแห่งหนึ่ง ซึ่งมนุษย์ซื้อขายของที่มีคุณและของที่มีโทษ คนจำนวนไม่น้อยที่ซื้อขายของที่มีโทษต่อพวกเขาเองและพวกเขาก็ไม่เปลี่ยนแปลงอะไร จนกระทั่งความตายได้มาถึง พวกเขาจึงออกจากโลกตุนยานี้ไปในฐานะที่ถูกตำหนิ เนื่องจากไม่นำพากับสิ่งที่ให้คุณแก่พวกเขาในปรโลก
พวกเขาแบ่งสันปันส่วนสิ่งของที่รวบรวมกันมาให้แก่ผู้ที่ไม่ยกย่อง
สรรเสริญพวกเขา แล้วก็กลายเป็นพวกของผู้ที่มิได้ให้อภัยแก่พวกเขา ”
“ ขอสาบานด้วยพระนามแห่งอัลลอฮ์ เราเชื่อมั่นว่า จะได้ดูกิจการงานเหล่านั้นที่เรากลัวว่ามันจะประสบแก่พวกเขา ดังนั้นจงยับยั้งจากมัน แล้วจงยำเกรงต่ออัลลอฮ์ (ซ.บ.) และจงทำตัวของท่านให้อยู่ในสองประการคือ
- จงพิจารณาในสิ่งที่ท่านชอบจะให้อยู่กับตัวท่าน เมื่อท่านนำไปมอบให้แก่อัลลอฮ์ (ซ.บ.)
แล้วพระองค์ก็มอบมันเบื้องหน้าท่าน
- และจงพิจารณาในสิ่งที่เมื่อท่านนำไปเสนอให้แก่อัลลอฮ์ (ซ.บ.) แล้วพระองค์ก็จะฉีกมันทิ้งตามหลังท่านมา
จงอย่าปรารถนาอย่างเด็ดขาดกับของที่ไร้ค่าสำหรับคนในอดีตของ
พวกท่าน จงเปิดประตูกว้าง จงคลี่คลายม่านกำบัง จงเป็นธรรมกับผู้ได้รับความไม่เป็นธรรม และจงปฏิเสธผู้อธรรม
(๓) อัล -มะนากิบ เล่ม ๒ , หน้า ๒๙๓. บิฮารุล-อันวาร เล่ม ๑๑ , หน้า ๙๔
(๔) คำสั่งเสียของท่านอิมามที่ ๕
ต่อท่านญาบิร บินญุอฟี
ท่านอิมามมุฮัมมัด บินอะลี(อ)ได้สั่งเสียแก่ท่านญาบิร บินญุอฟี(ร.ฏ.)ไว้ดังนี้
“ จงพำนักพักพิงในโลกดุนยานี้ ให้เหมือนกับกับสถานที่หยุดพักแห่งหนึ่งที่ท่านต้องเดินทางจากไป หรือสถานที่นอนหลับสักงีบหนึ่ง แล้วก็ตื่นขึ้นมาโดยที่ไม่มีอะไรติดตัวท่านไปเลย
อันที่จริงสิ่งที่อยู่กับผู้มีปัญญาและผู้ที่รู้จักอัลลอฮ์(ซ.บ.)อย่างแท้จริงมีเพียงเสมือนคลังสมบัติที่ให้ร่มเงา ดังนั้นอันใดก็ตามที่อัลลอฮ์มมอบหมายให้ท่านดูแลรักษา เช่น ศาสนาและวิทยปัญญาของพระองค์นั้น ท่านก็จะต้องพิทักษ์รักษาให้ดี
( ๔) ฮิลยะตุ้ล-เอาลิยาอ์ เล่ม ๓ , หน้า ๑๘๗.
(๕) คำสั่งเสียของท่านอิมามที่ ๕
ต่อสหายของท่าน
ท่านอิมามอะบูญะอ์ฟัร(อ)ได้สั่งเสียต่อสหายบางคนของท่าน(อ)ซึ่งมีใจความดังนี้
“ พวกท่านมีหน้าที่ต้องสำรวมตน ต้องมีความมานะพยายาม ต้องพูดความจริง และทำหน้าที่ตามสัญญาต่อผู้ที่มอบหมายไว้แก่พวกท่าน ”
ไม่ว่าจะเป็นคนดีหรือเลว เพราะถึงแม้คนนั้นจะเป็นฆาตรกรที่สังหาร ท่านอิมามอะลี บินอะบีฏอลิบ(อ) ฉันก็ยังจะต้องรักษาหน้าที่ตามสัญญาที่ฉนมีต่อเขาให้จงได้(๕)
( ๕) อะอยานุชชีอะฮฺ กอฟ ๒/๗๔.
(๖) คำสั่งเสียของท่านอิมามที่ ๕
ต่อสหายของท่าน
ท่านอิมามมุฮัมมัด อัล-บากิร(อ) ได้สั่งเสียต่อสหายบางคนของท่าน(อ)ซึ่งมีใจความดังนี้
“ จงยืนหยัดในสัจธรรม และจงหลีกเลี่ยงจากสิ่งที่ไม่ให้คุณแก่ท่านจงออกห่างจากศัตรูของท่าน และจงระมัดระวังเพื่อนของท่านจากกลุ่มชนต่าง ๆ นอกจากผู้ที่ซื่อตรงด้วยความกลัวอัลลอฮ์
( ซ.บ.) จงอย่าเป็นเพื่อนกับคนชั่วและจงอย่าเอาความลับของท่านเปิดเผยแก่เขา จงปรึกษาหารือกิจการงานของท่านกับผู้ที่ยำเกรงต่ออัลลอฮ์ (ซ.บ.) (๖)
( ๖) ตะฮัฟฟุล-อุกูล หน้า ๒๑๓.
(๗) คำสั่งเสียของท่านอิมามที่ ๕
ต่อคณะสหายของท่านญาบิร อันศอรี
ท่านญาบิร อันศอรี(ร.ฏ.) เล่าว่า :
พวกเราได้เข้าพบท่านอะบูญะอฟัร(อ)โดยไปกันเป็นคณะ หลังจากเสร็จพิธีการแล้วพวกเราก็อำลาจากท่าน(อ) โดยกล่าวกับท่าน(อ)ว่า
“ โปรดสั่งเสียเราด้วยเถิด โอ้บุตรของท่านศาสดา (ศ) ”
ท่านอิมามบากิร(อ)จึงได้กล่าวว่า
“ คนที่แข็งแรงในหมู่พวกท่านจะต้องช่วยเหลือคนที่อ่อนแอกว่าคนที่ร่ำรวยในหมู่พวกท่าน จะต้องเผื่อแผ่แก่คนยากจน ทุกคนจะต้องอบรมสั่งสอนเพื่อนพ้องของตนเหมือนอย่างอบรมสั่งสอนตัวเอง จงปิดบังอำพรางความลับของเรา และจงอย่าเอาภาระของประชาชนทั้งหลายมาวางลงบนความรับผิดชอบของเรา
จงพิจารณาคำสั่งของเราที่มายังพวกท่าน ครั้นหากพวกท่านเห็นว่ามันสอดคล้องกับอัล-กุรอาน ก็จงรับเอาไว้ และถ้าหากพวกท่านเห็นว่ามันขัดแย้งกับอัล-กุอานล่ะก็ จงละทิ้งมันเสีย ถ้าหากพวกท่านเผชิญกับปัญหาที่น่าเคลือบแคลงสงสัยก็จงได้หยุดยั้งเสียก่อนและให้นำเรื่องนั้น ๆ มาเสนอแก่เรา เพื่อเราจะได้อธิบายให้กระจ่างแก่พวกท่านตามที่ได้มีการอธิบายไว้
แล้วสำหรับเรา ครั้นหากพวกท่านทำตามคำสั่งเสียของเรา พวกท่านก็จะไม่หวนกลับไปเป็นอย่างอื่น หากพวกท่านคนใดตายก่อนที่อัล-กฺออิมจะมาปรากฏก็เท่ากับเขาได้เป็นชะฮีด แต่ถ้าหากได้มี
ชีวิตอยู่จนได้พบกับอัล-กออิมของเราก็จะได้ร่วมงานต่อสู้กับเขา
เขาจะได้รางวัลเท่ากับสองชะฮีด และผู้ใดที่ตายลงต่อหน้าเขา ด้วยน้ำมือของศัตรูของเรา ก็จะได้รางวัลเท่ากับ ๒๐ ชะฮีด(๗)
( ๗) บิฮารุล-อันวาร เล่ม ๑๗ , หน้า ๑๖๖.
(๘) คำสั่งเสียของท่านอิมามที่ ๕
ต่อลูกหลานตระกูลฮาชิม
เมื่อครั้งที่ประชาชนในตระกูลฮาชิมได้มารวมกันที่บ้านของท่าน
อิมามมุฮัมมัด บากิร(อ)
ท่านอิมาม(อ)กล่าวว่า
“ จงยำเกรงต่ออัลลอฮ์ (ซ.บ.) เถิด ชีอะฮฺของอาลิมุฮัมมัด จงเป็นแกนกลางในการให้พวก ‘ ฆอลี ’ ( มีแนวความเชื่อเกี่ยวกับท่าน
อิมามอะลีแบบสุดโต่งไม่ถูกต้อง) คืนกลับมาหาและให้พวก ‘ ตาลี
( ล้าหลัง) ได้เข้ามาติดตามพวกท่าน ”
เขาเหล่านั้นถามว่า
“ พวก ‘ ฆอลี ’ หมายถึงใคร ? ”
ท่าน(อ)ตอบว่า
“ ก็คือพวกที่พูดในเรื่องของเราอย่างชนิดที่เราเองไม่เคยกล่าวไว้ อย่างนั้นเกี่ยวกับตัวของพวกเรา ”
แล้วพวกเขาได้ถามอีกว่า
“ แล้วพวก ‘ ตาลี ’ หมายถึงใคร ? ”
ท่านอิมาม(อ)ตอบว่า
“ หมายถึงผู้เรียกร้องแต่สิ่งที่ดีงาม และได้รับความดีงามเพิ่มพูนยิ่งขึ้น ”
“ ขอสาบานด้วยพระนามแห่งอัลลอฮ์ว่า ระหว่างเรากับอัลลอฮ์ (ซ.บ.) นั้น ไม่มีลักษณะความเป็นเครือญาติสนิทใด ๆ และสำหรับพวกเรากับอัลลอฮ์ (ซ.บ.) นั้น ไม่มีอะไรเป็นข้อขัดแย้ง และเรามิได้ใกล้ชิดต่อพระองค์เพราะสิ่งอื่นใด นอกจากโดยการปฏิบัติตาม ดังนั้นถ้าคนใดในหมู่พวกท่าน
เป็นคนเชื่อฟังอัลลอฮ์(ซ.บ.) ทำงานไปด้วยความเชื่อฟังอัลลอฮ์(ซ.บ.)ความรักต่อพวกเราอะฮฺลุลบัยตฺ(อ)ก็ยังประโยชน์ต่อพวกเขา แต่ถ้าคนใดในหมู่พวกท่านทรยศต่ออัลลอฮ์(ซ.บ.) กระทำการงานไปด้วยการละเมิดต่อพระองค์ ความรักต่อพวกเราก็ไร้ประโยชน์ต่อพวกเขา ”
“ และเขาจะถูกลงโทษไม่ได้รับการยกเว้น ”
ท่านอิมาม(อ)กล่าวประโยคดังกล่าว ๓ ครั้ง(๘)
( ๘) อ้างเล่มเดิม หน้าเดิม
(๙) คำสั่งเสียของท่านอิมามที่ ๕
ต่อบุตรของท่านคนหนึ่ง
ท่านอิมามมุฮัมมัด อัล-บากิร(อ) ได้สั่งเสียแก่บุตรชายของท่านคนหนึ่ง ซึ่งมีใจความดังนี้
“ โอ้ ลูกเอ๋ย เมื่ออัลลอฮ์ (ซ.บ.) ประทานความโปรดปรานอันใดมายังเจ้า ก็จงกล่าวเถิดว่า
‘ อัลฮัมดุลิลลาฮฺ ’ และถ้าพระองค์ทรงบันดาลให้เจ้าต้องโศกเศร้าสลดในงานอันใดก็ตาม เจ้าก็จงกล่าวว่า
‘ ลาเฮาละ วะลากู วะตะอิลลา บิลลาฮฺ ’
และถ้าหากริซกี(ปัจจัยยังชีพ)เชือนแชที่จะมายังเจ้า ก็จงกล่าวว่า ‘ อัซตัฆฟิรุลลอฮฺ ’ เถิด (๙)
( ๙) อ้างเล่มเดิม หน้า ๑๖๘.
(๑๐) คำสั่งเสียของท่านอิมามที่ ๕
ต่อชีอะฮฺของท่าน
ท่านอิมามมุฮัมมัด อัล-บากิร(อ)ได้มีคำสั่งเสียต่อชีอะฮฺของท่าน(อ)โดยเน้นหนักในเรื่องการศึกษา
“ พวกท่านจงศึกษาหาความรู้ เพราะถ้าหากท่านได้สอนวิชาก็เท่ากับได้ความดี ถ้าท่านศึกษาวิชาการก็เท่ากับทำการอิบาดะฮฺ
ถ้าท่านทบทวนวิชาการก็เท่ากับการ ‘ ตัซบีฮฺ ’
ถ้าท่านวิเคราะห์ปัญหาทางวาการก็เท่ากับดิ้นรนต่อสู้ (ญิฮาด)
ถ้าท่านได้อบรมสั่งสอนเท่ากับท่านได้บริจาคทาน
และถ้าท่านให้วิชาการแก่พรรคพวกก็เท่ากับได้เครือญาติ ความรู้คือผลไม้แห่งสรวงสวรรค์ ความรู้เป็นเครื่องให้ความอบอุ่นในยามที่อยู่โดดเดี่ยว เป็นเพื่อนในยามที่ตกเป็นคนแปลกหน้า เป็นมิตรในยามอยู่ลำพัง เป็นสิ่งนำทางในยามมืด เป็นผู้ช่วยในยามเดือดร้อน
เป็นอาวุธในยามอยู่กับศัตรู อัลลอฮ์(ซ.บ.)ทรงยกฐานะของคนพวกหนึ่งให้สูงส่งด้วยวิชาความรู้
แล้วทรงบันดาลให้พวกเขาอยู่กับความดีในฐานะผู้นำ และสำหรับมวลมนุษย์นั้นมีอิมามที่นำทางให้
โดยการกระทำและให้บทเรียนด้วยแนวทางสร้างสรรค์ของพวกท่าน ทุกสิ่งทุกอย่างทั้งของเปียกและของแห้งต่างอวยพรให้พวกท่านทั้งหมู่ฝูงปลาในทะเล ทั้งหมู่สิงสาราสัตว์ในป่า(๑๐)
( ๑๐) อ้างเล่มเดิม
สุภาษิตของ
อิมามมุฮัมมัดบากิร(อ)
ในช่วงเวลาที่ข้าพเจ้าบันทึกสุภาษิตต่าง ๆ ของท่านอิมาม
มุฮัมมัดอัล-บากิร(อ)เสนอแก่ท่านผู้อ่านอยู่
ข้าพเจ้ามีความคิดที่ว่า จะนำเอามาศึกษาในเชิงวิเคราะห์ คิดพิจารณาศึกษาอย่างเจาะลึก
แล้วนำมาปฏิบัติอย่างเคร่งครัดกับวิชาการความรู้ที่สรุปมาได้ และถ้าหากได้ทำอย่างนี้แล้ว
เราสามารถที่จะเข้าถึงเป้าหมายอันสูงส่งที่ท่านอิมาม(อ)ปรารถนาจากการกล่าวถ้อยคำเหล่านี้เอาไว้นั่นเอง
เราจะขอกล่าวถึงสุภาษิตของท่านอิมามบากิร(อ)เพียงบางส่วนดังนี้
สุภาษิตที่ ๑
ไม่ว่าจะเป็นหยาดหนึ่งของน้ำตาของใครก็ตามที่ไหลออกมา
อัลลอฮ์(ซ.บ.)จะทรงหวงห้ามใบหน้าของผู้เป็นเจ้าของน้ำตานั้นมิให้ต้องไฟนรก
ดังนั้นถ้าหากน้ำตานั้นไหลลงมาอาบแก้มใบหน้านั้นจะไม่เปื้อนด้วยละอองฝุ่นใด ๆ และจะไม่ต่ำต้อยในวันกิยามะฮฺเลย ไม่ว่าจะเป็นสิ่งใดก็ดีย่อมมีรางวัลตอบแทนทั้งสิ้น เพียงแต่ว่าหยาดน้ำตาที่ไหลหลั่งมานั้น อัลลอฮ์(ซ.บ.)ทรงให้มันปิดกั้นทะเลแห่งความบาปได้ หากว่าคนที่ร้องไห้เพราะเสียใจกับประชาชาติอิสลาม แน่นอนอัลลอฮ์(ซ.บ.)จะทรงหวงห้ามประชาชาตินั้นมิให้ตกนรก
สุภาษิตที่ ๒
ไม่มีอิบาดะฮฺประเภทใดในทัศนะของอัลลอฮ์(ซ.บ.)จะประเสริฐกว่าการระวังรักษาท้องให้บริสุทธิ์(จากการกินของฮะรอม)
หรืออวัยวะเพศให้บริสุทธิ์จากการล่วงประเวณี และไม่มีอะไร
ที่อัลลอฮ์(ซ.บ.) ทรงรักยิ่งกว่าการที่พระองค์ถูกวิงวอนขอ จะไม่มีสิ่งใดปลดปล่อยภารกิจให้เสร็จลุล่วงได้นอกจากดุอาอ์
ความดีที่ส่งผลตอบแทนได้อย่างรวดเร็วที่สุดคือ การเผยแผ่คุณธรรมและความยุติธรรม
ความชั่วที่ส่งผลตอบแทนได้รวดเร็วที่สุดคือการละเมิด
ศาสนบัญญัติ จะถือว่าคน ๆหนึ่งบกพร่องอย่างถึงที่สุดแล้ว
ถ้าหากมองเห็นแต่สิ่งที่มาจากคนอื่น
แต่มองไม่เห็นสิ่งที่มาจากตัวของเขาเอง โดยสั่งสอนคนอื่นในสิ่งที่ตนเองไม่สามารถกระทำให้เป็นไปได้ และการที่ตำหนิมวลสมาชิกของตนในสิ่งที่ไม่เหมาะสมไม่ควร(๑)
( ๑) ตัซกิเราะตุล-เคาวาศ หน้า ๑๙๑.
สุภาษิตที่ ๓
ความประเสริฐ ๓ อย่างสำหรับโลกนี้และในปรโลกมีดังนี้คือ
- ๑- ท่านจะต้องอภัยให้แก่คนที่มีความอธรรมต่อท่าน
- ๒- ท่านจะต้องติดต่อสัมพันธักับผู้ที่ตัดขาดจากท่าน
- ๓- ท่านจะต้องอ่อนโยน ถ้าหากการกระทำที่โง่เขลาถูกกระทำขึ้นแก่ท่าน
สุภาษิตที่ ๔
คนใดที่พูดความจริง ถือว่างานของผู้นั้นสะอาด
คนใดที่มีเจตนาดีงาม ริซดีของเขาจะเพิ่มพูน
คนใดที่กระทำความดีต่อสมาชิกของตน ย่อมมีอายุยืนยาว
สุภาษิตที่ ๕
งานที่ยากยิ่ง ๓ ประการ ได้แก่
(๑) การให้ความเท่าเทียมกันในด้านทรัพย์สินเงินทองในหมู่พี่น้อง
(๒) การให้ความเป็นกลางระหว่างคนอื่นกับตัวเอง
(๓) การรำลึกถึงอัลลอฮ์ (ซ.บ.) ในทุก ๆ โอกาส
สุภาษิตที่ ๖
คนที่ขาดทุนที่สุดในวันปรโลกได้แก่ คนที่ครองตนอยู่ในความยุติธรรม แต่แล้วได้กระทำขัดแย้งกับสิ่งนั้นกับบุคคลอื่น( ๒)
(๒) อะอยานุช-ซีอะฮฺ ๔ กอฟ ๒/๗๑-๗๔.
สุภาษิตที่ ๗
ไม่มีการนำสิ่งหนึ่งมาประกอบกับสิ่งหนึ่งได้ดีงามยิ่งกว่า ความอ่อนโยนประกอบด้วยความรู้
สุภาษิตที่ ๘
ผู้รู้ที่ยังประโยชน์ด้วยการกระทำของขา ย่อมประเสริฐกว่าผู้ที่หมั่นทำอิบาดะฮฺ ๑ , ๐๐๐ คน
สุภาษิตที่ ๙
ชีอะฮฺของเรานั้น คือ ผู้ที่เชื่อฟังและปฏิบัติตามคำสั่งของอัลลอฮ์(ซ.บ.)
สุภาษิตที่ ๑๐
ท่านพึงระวังไว้ซึ่งการพิพาท เพราะมันจะทำให้เกิดความเสียหายและจะปลูกฝังความหลอกลวง
สุภาษิตที่ ๑๑
- ผู้ใดที่มอบจริยธรรมที่ดี และมอบความเป็นมิตรให้ เท่ากับได้มอบความดีและความสุขให้เขาจะมีความเป็นอยู่ที่ดีทั้งในโลกนี้และปรโลก
- ผู้ใดที่ยับยั้งซึ่งจริยธรรมที่ดี และความเป็นมิตรก็จะกลายเป็นหนทางไปสู่ความชั่วร้ายทุกประการ นอกจากผู้ที่อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ทรงคุ้มครองเท่านั้น (๓)
( ๓) กัซฟุล-ฆุมมะฮฺ หน้า ๒๑๕-๒๑๖.
สุภาษิตที่ ๑๒
ถ้าความหยิ่งทรนงเข้าสู่จิตใจของคนใด สติปัญญาก็จะลดน้อยถอยลงไปตามปริมาณนั้น
สุภาษิตที่ ๑๓
จะรู้ซึ้งถึงความรักในจิตใจของพี่น้องที่มีต่อท่านได้โดยสิ่งที่มีอยู่ในจิตใจของท่าน(๔)
( ๔) นูรุล-อับศอร หน้า ๒๐๙.
สุภาษิตที่ ๑๔
ความมั่งคั่งและเกียรติยศจะวนเวียนอยู่ในจิตใจของผู้ศรัทธา ครั้นถ้ามันเข้าไปถึงที่ที่มีการตะวักกัล(มอบหมายทุกการงานยังอัลลอฮ์)แล้วมันก็จะพำนักอยู่ที่นั่นตลอดไป
สุภาษิตที่ ๑๕
สายฟ้าแลบจะสัมผัสกับคนทุกประเภท ทั้งผู้ศรัทธาและไม่ศรัทธา แต่มันจะไม่สัมผัสกับคนที่มีการซิกรุลลอฮฺ(รำลึกถึงอัลลอฮ์)
สุภาษิตที่ ๑๖
ทุกอย่างจะมีตัวทำลาย ตัวทำลายความรู้คือการหลงลืม
สุภาษิตที่ ๑๗
การตายของผู้รู้จะเป็นที่ชื่นชอบของ ‘ อิบลิซ ’ ยิ่งกว่า การตายของผู้เพียร การเคารพภักดี ๗๐คน (๕)
( ๕) ฮิลยะตุ้ล-เอาลิยาอ์ เล่ม ๓ , หน้า ๑๘๑-๑๘๘.
สุภาษิตที่ ๑๘
ไม่มีสิ่งใดที่สามารถจูงใจพี่น้องได้อยู่กับท่านได้ เท่ากับการทำความดีต่อพวกเขา(๖)
( ๖) อัล-มุซัรเราะอุรรอวีย์ หน้า ๓๗.
สุภาษิตที่ ๑๙
ความบริบูรณ์เหนือความบริบูรณ์ทุกประการ คือ ความเข้าใจในเรื่องของศาสนา ความอดทน และการรู้จักประมาณในการครองชีพ
สุภาษิตที่ ๒๐
ในการกำหนดทุกประการของอัลลอฮ์(ซ.บ.)นั้นย่อมให้คุณแก่ผู้ศรัทธา
สุภาษิตที่ ๒
ผู้ที่อัลลอฮ์(ซ.บ.)ไม่ทรงบันดาลให้ตัวเขาเองสอนตัวเองนั้น การสั่งสอนของคนทั้งหลายจะไม่อำนวยผลใด ๆ ต่อเขาเลย
สุภาษิตที่ ๒๒
การงานใด ๆ ย่อมไม่ถูกยอมรับ นอกจากจะต้องมีความรู้ และความรู้จะมีไม่ได้นอกจากด้วยการทำงาน ใครจะมีความรู้ก็ย่อมแสดงออกมาที่ผลงาน ส่วนคนที่ไม่มีความรู้ก็จะไม่มีการงานใด ๆ แสดงออกมา
สุภาษิตที่ ๒๓
นอกเสียจากคนที่มีตักวาต่ออัลลอฮ์(ซ.บ.)และเชื่อฟังต่อพระองค์แล้ว ไม่ถือว่าเป็นชีอะฮฺของเรา และไม่ถือว่าพวกเขาจะมีความรู้ นอกจากด้วยการถ่อมตน สำรวมตน รักษาสัญญา รำลึกถึงอัลลอฮ์(ซ.บ.)มาก ๆ ถือศีลอด นมาซ อดทน ทำความดีต่อพ่อแม่ ผูกพันกับเพื่อนบ้าน ทั้งคนยากจน คนขัดสน คนมีหนี้สินล้นพ้นตัว และเด็กกำพร้า พูดความจริง อ่านอัล-กุรอาน รักษาลิ้นของตนมิให้รังควานเพพื่อนมนุษย์ นอกจากทำความดี และเป็นพี่น้องที่ให้ความอบอุ่นต่อเขาในสิ่งต่างๆ
สุภาษิตที่ ๒๔
การติดต่อสัมพันธ์กับญาติมิตรนั้น เป็นการซักฟอกการงาน ทำให้ทรัพย์สินเจริญงอกงาม
สกัดกั้นเภทภัยต่าง ๆ ทำให้การถูกสอบสวนเป็นไปอย่างสะดวก(ในวันกิยามะฮฺ) และทำให้มีความอบอุ่นเมื่อถึงวาระสุดท้าย
สุภาษิตที่ ๒๕
ความเกียจคร้านจะทำลายทั้งศาสนาและโลกดุนยา
สุภาษิตที่ ๒๖
อันที่จริงชีอะฮฺของอะลีนั้น หมายถึงแต่เพียงผู้ที่ทุ่มเทความรักให้แก่พวกเรา มีความชอบต่อการจงรักภักดีต่อเรา แบกภาระในการเกื้อกูลศาสนา แม้เขาจะโกรธเขาก็จะไม่อธรรม แม้เขาจะยินดี
เขาก็จะไม่ฟุ่มเฟือย คนที่อยู่ใกล้ชิดกับเขาก็จะได้รับความจำเริญ คนที่รวมงานกับเขาก็จะได้รับความปลอดภัย( ๗)
( ๗) ตะฮัฟฟุล-อุกูล หน้า ๒๑๙.
สุภาษิตที่ ๒๗
คนหยิ่งทะนงตนนั้น อัลลอฮ์(ซ.บ.)จะทรงถอดถอนอาภรณ์ของเขาออก
สุภาษิตที่ ๒๘
การชนะด้วยความดีนั้นถือเป็นเกียรติยศ แต่การเอาชนะด้วยความชั่วนั้นถือเป็นที่น่ารังเกียจ
สุภาษิตที่ ๒๙
ผู้ได้รับความอธรรมนั้นจะเอาศาสนาของผู้อธรรมมาได้มากกว่าที่ผู้อธรรมจะเอาโลกดุนยาไปจากผู้ได้รับความไม่เป็นธรรม
สุภาษิตที่ ๓๐
เมื่ออัลลอฮ์(ซ.บ.)ทรงประจักษ์ในเจตนาดีของคนใดคนหนึ่ง พระองค์ก็จะทรงประทานการปกป้องคุ้มครองให้แก่เขา
สุภาษิตที่ ๓๑
คนใดที่ทำงานด้วยความรู้ที่เขามี อัลลอฮ์(ซ.บ.)จะทรงสอนให้เขารู้ในสิ่งที่เขาไม่รู้( ๘)
( ๘) บิฮารุล-อันวาร เล่ม ๑๗ , หน้า ๑๖๘.
สุภาษิตที่ ๓๒
ผู้ศรัทธานั้นหมายถึงเพียงคนที่ ถ้าหากมีความพอใจในสิ่งที่ใด ๆ ความพอใจนั้น ๆ ของเขา ก็มิได้นำเขาให้เข้าไปอยู่ในความบาปและความผิดพลาด ถ้าเขาโกรธ ความโกรธของเขาก็มิได้นำเขาให้ออกไปจากการพูดความจริง ผู้ศรัทธานั้น เมื่อมีความสามารถใด ๆ ความสามารถนั้น ๆ ของเขาก็จะไม่นำเขาออกไปสู่ความเสียหาย และไปสู่สิ่งที่เขาไม่มีสิทธิ
สุภาษิตที่ ๓๓
คนที่ขาดทุนอย่างยับเยินมี ๓ ประเภท ได้แก่ คนที่หลงคิดว่า ตนเองมีผลงานมากพอแล้ว
คนที่หลงลืมความบาปของตัวเอง และคนที่ชอบแต่ความเห็นของตน
สุภาษิตที่ ๓๔
ความอธรรมมี ๓ ประเภท ได้แก่
๑. ความอธรรมที่อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ทรงให้อภัย
๒. ความอธรรมที่อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ไม่ทรงให้อภัย และ
๓. ความอธรรมที่อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ไม่ทรงให้โอกาส
สำหรับความอธรรมที่อัลลอฮ์(ซ.บ.)ไม่ทรงให้อภัยนั้นคือ การตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์(ซ.บ.)
ส่วนความอธรรมที่พระองค์ทรงให้อภัยนั้นคือ ความผิดพลาดของมนุษย์ที่มีขึ้นระหว่างเขากับพระองค์
ส่วนความอธรรมที่พระองค์ไม่ทรงให้โอกาสคือ หนี้สินที่มีต่อกันในระหว่งปวงบ่าว( ๙)
( ๙) อัล-คิศ็อล หน้า ๑๐๕ , ๑๑๒.
สุภาษิตที่ ๓๕
คนเลวที่สุด ได้แก่ คนที่มีสองหน้าสองลิ้น คือ จะเผื่อแผ่กับพี่น้องของตนตามทัศนะของอัลลอฮ์(ซ.บ.)ในยามเปิดเผย จะโกงกินพี่น้องของตนในยามลับ ถ้าหากพี่น้องของเขาถูกหยิบยื่น
เขาจะริษยา และถ้าพี่น้องของเขาถูกทดสอบ เขาก็จะยิ่งลิดรอน
สุภาษิตที่ ๓๖
การทำความดีและบริจาคทาน จะสกัดกั้นความยากจนและช่วยให้อายุยืน อีกทั้งจะช่วยปกป้องคนบาปที่ตายไปแล้วถึง ๗๐ คน
สุภาษิตที่ ๓๗
สามประการที่ยากยิ่งสำหรับปวงบ่าวที่จะทำได้นั้นคือ ให้ความเป็นธรรมต่อผู้ศรัทธายิ่งกว่าตนเอง ให้ความเสมอภาคแก่พี่น้องของตน รำลึกถึงอัลลอฮ์(ซ.บ.)ในทุกโอกาส หมายถึงจะต้องระลึกถึงพระองค์ในยามละเมิดบทบัญญัติด้วยความเป็นทุกข์กับสิ่งนั้น ๆ โดยเปล่ยนมาเป็นการรำลึกถึงอัลลอฮ์(ซ.บ.)แทนที่จะทำการละเมิดในสิ่งนั้น
ดังพระดำรัสของพระองค์ที่ว่า :
“ แท้จริงบรรดาผู้ที่สำรวมคนนั้น ถ้ามีกลุ่มหนึ่งของมารร้ายมาสัมผัสกับเขา เขาก็จะรำลึกถึงอัลลอฮ์ เมื่อนั้นเขาก็จะเห็นอย่างชัดเจน ” ( อัล-อะอรอฟ: ๒๐๑) (๑๐)
( ๑๐) อัล-ศิศ็อล หน้า ๓๘ , ๔๘ , ๑๓๑.
สุภาษิตที่ ๓๘
แท้จริงถ้าหากคนใดคนหนึ่งทำบาป ความบาปนั้นก็จะทำลายริซกีของเขา(๑๑)
( ๑๑) อุศูลุล-กาฟี หน้า ๔๔๐.
สุภาษิตที่ ๓๙
คนที่น่าตำหนิที่สุด คือคนที่รู้ในข้อตำหนิของคนอื่น แต่มองไม่เห็นความบกพร่องอันมาจากตัวเขาเอง หรือคนที่ตำหนิคนอื่นในกรณีความผิดเดียวกับที่เขาเองก็ทำอยู่ ซึ่งเขายังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ หรือกล่าวร้ายต่อสมาชิกของตนในสิ่งที่เขาเองก็ยังไม่เห็น
สุภาษิตที่ ๔๐
ไม่มีเภทภัยใดจะมาประสบกับคนใดคนหนึ่ง นอกจากโดยบาปที่เขาได้กระทำไป ส่วนที่อัลลอฮ์(ซ.บ.)ยกให้แล้วนั้นมีมาก(๑๒)
( ๑๒) วะซาอิลุช-ชีอะฮฺ เล่ม ๑๑ , หน้า ๒๓๐ และ ๒๓๘.
สุภาษิตที่ ๔๑
ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮ์ นี่คือสัจธรรม ถ้าคนใดเปิดประตูการแก่ตนเอง เขาก็จะมิได้รับอะไรนอกจากอัลลอฮ์(ซ.บ.)จะทรงเปิดประตูแห่งความยากจนแก่เขา(๑๓)
( ๑๓) บิฮารุล-อันวาร เล่ม ๙๖ , หน้า ๑๕๘.
วินิจฉัยของอิมามบากิร(อ)
ว่าด้วยเรื่องดวงอาทิตย์และดวงจันทร์
บรรดาอิมามของเรานั้นมีความรู้ล้ำยุคล้ำสมัย และยังให้คุณประโยชน์แก่อนุชนรุ่นหลังในการศึกษา
พวกท่าน(อ)มีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษในแขนงวิชาการ ความรู้และศิลปวิทยาเป็นที่เชิดชูยกย่องจากบรรดาสานุศิษย์ ด้วยถ้อยคำต่าง ๆ ในฐานะที่เป็นผู้ปูพื้นฐานทางวิชาการสมัยใหม่
สิ่งที่ยืนยันเรื่องนี้ก็คือ การทดสอบและการเรียนรู้ของบรรดานักปราชญ์ในสาขาวิชาการต่าง ๆ
ขอสาบานด้วยพระนามอัลลอฮ์ ถ้าหากนักปราชญ์และนักค้นคว้าเหล่านั้น ได้ศึกษาถึงถ้อยคำเหล่านี้ที่มาจากบรรดอิมาม(อ)ที่เคยมีมาก่อนถึง ๑๓ ศตวรรษ ในยุคสมัยที่เต็มไปด้วยเครื่องมือต่าง ๆ อย่างนี้ แน่นอนที่สุด พวกเขาจะเป็นคนที่ศรัทธาต่อบรรดาอิมามอย่างรวดเร็วที่สุด และจะเป็นผู้ที่รักบรรดาอิมามมากกว่ามนุษย์ทั้งมวล ในขณะที่นักปราชญ์ตะวันตกเคยกล่าวไว้ว่า
“ ศาสนาอิสลามถูกสกัดกั้นโดยชาวมุสลิม ”
บรรดาอิมามก็ถูกสกัดกั้นโดยบรรดาชีอะฮฺที่มิได้เผยแผ่วิชาความรู้ของท่าน และมิให้โอกาสแก่ชาวโลกในการมองเห็นภาพที่แท้จริงของพวกท่าน(อ)
ในบทนี้ ข้าพเจ้าจะนำคำสอนของท่านอิมามมุฮัมมัด บากิร(อ)ที่นักปราชญ์ผู้ทรงเกียรติ คือ
ท่านมุฮัมมัด อิบนุลฮะซัน อัศ-ศิฟาร(เสียชีวิต ฮ.ศ.๒๙๐)ได้กล่าวไว้
และท่านซัยยิดอาชิม อัล-บะฮฺรอนี (เสียชีวิต ฮ.ศ.๑๑๐๗) ได้นำมากล่าวไว้ในตัฟซีระอัล-บุรฮานของท่าน ดังมีใจความว่า :
ท่านญาบิร บินยะซีดได้รายงานจากท่านอะบูญะอฟัร(อ)ความว่า :
ท่านอิมาม(อ)ได้กล่าวว่า
“ ยังมีดวงอาทิตย์อื่นนอกเหนือจากดวงอาทิตย์ที่พวกท่านเห็นอยู่นี้อีก ๔๐ ดวง ระยะทางระหว่างดวงอาทิตย์เหล่านั้นแต่ละดวงคือ ๔๐ ปี ในที่แห่งนั้นมีสิ่งถูกสร้างเป็นจำนวนมาก
พวกเขาไม่รับรู้ว่า อัลลอฮ์(ซ.บ.)ได้ทรงสร้างท่านนบีอาดัมหรือไม่ และแท้จริงยังมีดวงจันทร์อื่น
นอกเหนือจากดวงจันทร์ดวงนี้ของท่าน ยังมีอีก ๔๐ ช่วงเวหาระหว่างห้วงเวลาหนึ่งกับห้วงเวหาหนึ่งเป็นระยะทางไกลถึง ๔๐ ปี ซึ่งในแต่ละห้วงเวหานั้น มีสิ่งที่ถูกสร้างมากมาย
เขาเหล่านั้นมิได้รู้เลยว่าอัลลอฮ์(ซ.บ.)ได้ทรงสร้างท่านนบีอาดัมหรือไม่ อย่างไร เขาเหล่านั้นถูกดลบันดาลให้รู้เยี่ยงฝูงผึ้งทั้งหลาย ” ( ๑)
( ๑) บะศออิตด-ดะร่อญาต อัล-บุรฮาน ฟี ตัฟซีริล-กุรอาน เล่ม ๑ , หน้า ๔ { จำนวนตัวเลข ณ ที่นี้
ท่านชัยยิตฮิบบะตุดดีน ชะฮฺริซตานี(ร.ฮ.)กล่าวไว้หลัง จากได้บันทึกข้อความเหล่านี้และข้อความอื่น ๆ ในทำนองเดียวกันว่า :
“ ผลสรุปนั่นก็คือ นักปราชญ์ในสมัยก่อนยืนยันเป็นที่แน่นอนว่าไม่มีใครเสนอความคิดเกี่ยวกับเรื่องการมีดวงอาทิตย์หลายดวง และไม่ยอมรับทัศนะที่มีความเห็นว่ามีดวงอาทิตย์มากมาย
จนกระทั่งมาถึงยุคหลัง ๆ นี่เอง เมื่อเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ได้เจริญก้าวหน้าอย่างครบครัน
บรรดานักปราชญ์จึงมีความเห็นว่ายังมีดวงอาทิตย์อีกมากมาย เนื่องจากสามารถค้นคว้าได้โดยวิธีการสมัยใหม่ ๆ
เช่น เครื่องมือที่นำมาใช้ในเรื่องแสงและกล้องดูดาวประเภทต่าง ๆ ยิ่งกว่านั้น
พวกเขายังสามารถรับรู้ถึงระดับชั้นต่าง ๆ ของแสงที่มีอยู่ และรวมไปถึงหมู่ดาวฤกษ์ต่าง ๆ ที่มีอยู่ในนั้น อีกทั้งรากเหง้าพื้นฐานอันเป็นบ่อเกิดของแสง และนักปราชญ์เหล่านั้นยังได้เปรียบเทียบความ
ห่างไกลและขนาดต่าง ๆ ของมันอีกด้วย ผลสรุปก็คือว่า
พวกนักปราชญ์เหล่านั้นมีทัศนะที่บ่งชี้ให้เห็นว่ามีดาวฤกษ์ต่าง ๆ อยู่อีก ซึ่งนั้นก็คือดวงอาทิตย์อีกหลายดวง ซึ่งมีแสงสว่างในตัวเอง
มีความร้อนด้วยตัวของมันเอง กำลังโคจรอยู่ในห้วงอวกาศอันกว้างใหญ่ไพศาลโดยที่เราไม่สามารถกำหนดขอบเขตความกว้างไกลที่มากมายเช่นนั้นได้เลย และดวงอาทิตย์เหล่านั้นไม่มีส่วนสัมพันธ์
ใด ๆ กับโลกของเรา อีกทั้งไม่มีความสัมพันธ์ใด ๆ กับระบบโคจรของดวงอาทิตย์ดวงนี้ กล่าวคือ
แต่ะละดวงก็มีระบบโคจรเป็นของตัวเองโดยเฉพาะ และมีโลกเป็นบริวารของตัวเองโดยเฉพาะอันประกอบด้วยดินแดนต่าง ๆ และ
มีดวงจันทร์หลายดวงโคจรหมุนเวียนอยู่ แสดงถึงการมีจำนวนมาก – ผู้เรียบเรียง }
รอบ ๆ ในระบบของมัน เช่นเดียวกับดวงอาทิตย์ที่เป็นศูนย์กลางระบบการโคจรในระบบจักรวาลของเรา ทัศนะเหล่านี้นับวันจะยิ่งแพร่หลายและถูกยอมรับมากยิ่งขึ้น จนกระทั่งในปัจจุบันนี้ได้เป็น
ที่ยอมรับกันอย่างเป็นเอกฉันท์แล้วว่า
ดวงอาทิตย์มีจำนวนหลายดวง ”
สำหรับบทบัญญัติในศาสนาอิสลามนั้นได้เสนอแนวความคิดในเรื่องนี้ล่วงหน้าบรรดานักปราชญ์ในสมัยหลังนานมากกว่า
๑ , ๐๐๐ ปีแล้ว
กล่าวคือ ได้มีการแถลงไว้อย่างชัดเจนในตำราหลายเล่มว่า
มีดวงอาทิตย์และดวงจันทร์อยู่ในจักรวาลจำนวนมากมายหลายดวง บ้างก็เป็นการแถลงอย่างผิวเผิน บ้างก็เป็นการแถลงอย่างยืนยัน
ท่านซัยยิด ฮิบบะตุดดีน ชะฮฺริซตานี(ร.ฮ.) ได้กล่าวในลักษณะที่เกี่ยวข้องกับระบบการโคจรที่ถูกกำกับไว้ในห้วงเวลาว่า :
ศาสตราจารย์สองท่านได้แก่ ‘ เฮอร์ชิว ’ ผู้เชี่ยวชาญในวิชาดาราศาสตร์ ‘ เออร์โนซาและอารอโก ’ ตลอดจนนักปราชญ์อีกคณะหนึ่ง ซึ่งเป็นชนรุ่นหลัง นักปราชญ์สองท่านแรกนี้ได้ให้ทัศนะว่า ระบบการโคจรของสากลจักรวาลนั้นเป็นไปด้วยการถูกกำกับไว้ และเป็นการนำพาสรรพสิ่งทั้งมวล แม้กระทั่งดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ซึ่งมีจำนวนมากมายหลายดวง ผลสรุปก็คือว่า สรรพสิ่ง
ทั้งหลายเหล่านั้นล้วนเป็นสิ่งที่อัลลอฮ์(ซ.บ.)ทรงสร้างไว้ทั้งสิ้น ตามสภาพการณ์ที่ได้จัดเตรียมไว้ให้เป็นถิ่นฐานของมัน เช่น สัตว์ชนิดต่าง ๆ จำพวก ‘ งู ’ ที่มีการใช้ชีวิตอยู่ในไฟ
ท่านได้กล่าวว่า นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ในสมัยหลังจำนวนหนึ่งได้ให้ทัศนะถึงเรื่องการมีอยู่ของสัตว์ โดยเฉพาะในดวงจันทร์ เช่น ท่านเฮร์ก ท่านเฮอร์ซิล ท่านดูกา ท่านกาซิเน่ และท่านอาราโกที่ได้ให้ทัศนะเกี่ยวกับดวงดาวต่าง ๆ และยังมีนักปราชญ์อีกจำนวนหนึ่งที่ได้ให้คำยืนยันและเสนอหลักฐานเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ ซึ่งบางทีเราอาจจะนำมากล่าวถึงเมื่อตอนที่อธิบายถึงเรื่องราวเกี่ยวกับดวงจันทร์(๒)
( ๒) โปรดพิจารณาดูหนังสือ อัล-ฮัยอะตฺ วัล-อิสลาม หน้า ๒๒๖ , ๒๒๙ , ๒๓๒ และข้อความที่อธิบายประกอบในหนังสือนี้ นั่นคือหมวยที่ ๙ หน้า ๒๖๔ ที่กล่าวไว้ว่า ฟลาเมอยูน มีความเชื่อมั่นว่า สิ่งที่มีชีวิตมีอยู่ในดวงจันทร์
ท่านชะอริซตานี(ร.ฮ.)ได้กล่าวไว้ในบทสรุปของคำอธิบายในเรื่องนี้ไว้ว่า :
“ พี่น้องที่รักทั้งหลาย นี่คือความเป็นไปของโลกที่ได้แสดงออกมาอย่างเปิดเผยและเห็นได้ชัด โดยวิวัฒนาการในหลาย ๆ ยุค หลาย ๆ สมัย จนกระทั่งได้มีทฤษฏีและมีอุปกรณ์เครื่องไม้
เครื่องมือที่เจริญก้าวหน้า ปรากฏออกมาบ่งชี้ถึงข้อสรุปของแนวความคิดใหม่ ๆ อันนี้
และได้ทำให้ชาวตะวันตกมีความรู้สึกภูมิใจที่สามารถเปิดเผยเรื่องราวเหล่านี้ได้และได้ทำให้บรรดาชาวตะวันออกมีความรู้สึกภาคภูมิใจที่สามารถนำเรื่องนี้มาตีแผ่นได้ แต่ได้โปรดพิจารณาต่อบรรดาทายาทของศาสดามุฮัมมัด(ศ)ด้วยเถิดว่า เป็นไปได้อย่างไรที่ท่านสามารถกล่าวถึงเรื่องราวเช่นนี้ไว้
ได้ในสมัยโบราณกาล อันเป็นอดีตที่ผ่านมาหลายยุคหลายสมัย ซึ่งในขณะนั้นไม่ปรากฏว่าจะมีสายตาและจะมีแนวความคิดเกี่ยวกับพื้นฐานวิชาการด้านนี้แต่อย่างใดเลย และไม่มีดวงใจของผู้ใดที่
กระตุ้นให้มีการใช้ความคิดแม้แต่บางแง่มุมของเรื่องราวที่มีความหมายในทำนองนี้
แต่ถึงอย่างไรก็ตาม
บรรดาอิมาม(อ)มิได้มุ่งที่จะสร้างความสำคัญใด ๆ ขึ้นมาสำหรับการเปิดเผยความจริงที่เร้นลับในด้านนี้และมิได้ประสงค์ในอันที่จะนำความน่าประทับใจในด้านนี้มาไว้สำหรับัวของพวกท่าน(อ)
หากแต่สิ่งที่พวกท่าน(อ)ได้เน้นและต้องการก็คือ
เสนอแนวความคิดที่ให้การยอมรับและให้ความสำคัญสูงสุดต่อวิชาความรู้ของพระผู้เป็นเจ้า และมีความประสงค์ในอันที่จะรักษาวิชาการทางศาสนบัญญัติและปรารถนาที่จะนำมนุษยชาติให้เข้าไปสู่การพัฒนาอาณาจักรแห่งจิตวิญญาณ
และสร้างความเพียบพร้อมบริบูรณ์ และประกอบกิจการงานเพื่อชีวิตหลังจากที่ได้ตายไปแล้ว เพราะนี่คือ สิ่งสำคัญอย่างใหญ่หลวงที่ทุกชีวิตจะต้องยอมรับยอมจำนน ดังนั้นชัยชนะอัน
ยิ่งใหญ่จะเป็นของผู้ที่มีความตื่นตัวทางสติปัญญา และผู้ที่เสาะแสวงหาความโปรดปรานอยู่เป็นเนืองนิจ(๓)
(๓) อัล-ฮัยอะตุ วัล-อิสลาม หน้า ๒๓๖.
ถาม ~ตอบ
ของอิมามที่ ๕
ในความเชื่อถือของเราที่มีต่อท่านนบีมุฮัมมัด(ศ)และบรรดาอิมาม(อ)นั้น ส่วนหนึ่งก็คือ
ความมีปรีชาสามารถในอันที่จะนำมาซึ่งปาฏิหาริย์ อันเป็นหลักที่ยืนยันถึงความเป็นนบี(ศ)และความเป็นอิมาม(อ)และเป็นการสร้างความมั่นคงให้เกิดขึ้นสำหรับหลักความเชื่อถือและเป็นการปิดช่องว่างอันมีอยู่ระหว่างความจริงและความเท็จ
ได้มีการนำเอาเรื่องราวของท่านนบี(ศ)และบรรดาอิมาม(อ)มาอธิบายเกี่ยวกับปาฏิหาริย์และคุณวิเศษต่าง ๆ อย่างมากมายของพวกท่าน อันได้ปรากฏเป็นหลักฐานที่ยืนยันโดยบรรดาสานุศิษย์ที่มีชื่อเสียงของพวกท่าน(อ)
ข้าพเจ้าได้นำเรื่องราวที่กล่าวถึงพวกท่านในส่วนที่เกี่ยวกับปาฏิหาริย์(มุอญิซาต)ต่าง ๆ มาเสนอไว้ในหนังสือเล่มนี้ ก็เนื่องจากความศรัทธาของข้าพเจ้าที่มีต่อชีวิตทุกแง่ทุกมุมของพวกท่านว่า
ทั้งหมดนั้นล้วนเป็นปาฏิหาริย์และคำพูดของพวกท่านทุกประโยคย่อมถือได้ว่าเป็นหลักฐานอันชัดแจ้ง ข้าพเจ้าถือว่า ปาฏิหาริย์อย่างหนึ่งที่ปรากฏอย่างเป็นรูปลักษณ์ และให้ความหมายอันสุงส่งไว้
นั้น มีอยู่ในการให้คำวิสัชนาของพวกท่านเอง นั่นคือความเพียบพร้อมบริบูรณ์ ทางด้านแขนงวิชาศิลปะ และความรู้แขนงต่าง ๆ ซึ่งไม่มีบุคคลหนึ่งบุคคลใดสามารถทำได้ให้เสมอเหมือนกับพวกเขา
ในฐานะที่พวกท่านได้ให้คำตอบ เกี่ยวกับปัญหาต่าง ๆ จนเป็นที่ยอมรับและคำตอบนั้น ๆ พวกท่านก็ได้ให้รายละเอียดถี่ถ้วนอย่างน่าสนใจ
เราจะนำเอาบางส่วนจากการตอบคำถามของท่านอิมามบากิร(อ)มากล่าวถึงดังต่อไปนี้
ถาม-ตอบ
-๑-
ท่านอับร็อชได้ถามท่านอิมามมุฮัมมัด บากิร(อ)เกี่ยวกับโองการของอัลลอฮ์(ซ.บ.)ที่ว่า :
“ วันนั้นแผ่นดินจะถูกเปลี่ยนให้เป็นแผ่นดินอื่น ”
( อิบรอฮีม: ๔๘)
แล้วเขาถามว่า
“ แล้วคนทั้งหลายจะกินจะดื่มอย่างไร ?
จนกระทั่งพระองค์จำแนกแยกแยะระหว่างพวกเขาเหล่านั้นใน
วันกิยามะฮฺ ”
ท่านอิมาม(อ)ตอบว่า
“ คนทั้งหลายจะอยู่ร่วมกันเป็นหมู่เช่นเดียวกันกับสรรพสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ในโลกนี้ซึ่งในโลกนั้นมีแม่น้ำที่กระจัดกระจายแตกออกไปหลายสาย เขาเหล่านั้นจะกินและจะดื่มจนกระทั่งเสร็จสิ้นการสอบสวน ”
ฮิชาม ค่อลีฟะฮฺคนหนึ่งในราชวงศ์อุมัยยะฮฺได้ส่งคนรับใช้ให้ไปพูดกับอิมามบากิร(อ)ว่า
“ อะไรคือสิ่งที่สร้างภาระ จนคนเหล่านั้นมิอาจจะกินและดื่มได้ ? ”
ท่านอิมามบากิร(อ)ตอบว่า
“ พวกท่านจะต้องให้น้ำหรือสิ่งที่อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ทรงประทานมายังพวกทานจุนเจือแก่พวกเราด้วยเถิด ” ( ๑)
( ๑) กัซฟุล-ฆุมมะฮฺ หน้า ๒๑๓.
ถามตอบ
-๒-
ชายคนหนึ่งได้สั่งเสียให้บริจาคเงินแก่อัล-กะอบะฮฺเป็นจำนวน
๑ , ๐๐๐ ดิรฮัม แล้วผู้ที่รับคำสั่งเสียก็ได้เดินทางไปที่เมืองมักกะฮฺ แล้วถามหาบนีชัยบะอ เมื่อพวกบนีชัยบะฮฺมาพบก็ได้แจ้งเรื่องราวต่าง ๆ ให้พวกบนีชัยบะฮฺทราบ พวกบนีชัยบะฮฺก็พูดกับเขาว่า
“ หน้าที่รับผิดชอบของท่านจบสิ้นแล้ว ดังนั้นจงมอบเงินดังกล่าวให้แก่พวกเราเถิด ”
คนทั้งหลายได้กล่าวว่า
“ จงถามอะบูญะอฟัรก่อนเถิด ”
แล้วพวกเขาก็ได้ถามเรื่องนี้แก่ท่านอิมาม(อ)
ท่าน(อ)ก็ตอบว่า
“ แท้จริงอัล-กะอบะฮฺมีความมั่งคั่งมากกว่าเงินจำนวนนี้เสียอีก โปรดมองดูบุคคลที่มาเยี่ยมเยียนอาคารแห่งนี้ซิ บ้างก็หมดสิ้นซึ่งทรัพย์สินต่าง ๆ เสียแล้ว หรือค่าใช้จ่ายของบางคนก็หมดแล้ว
หรือไม่ การเดินทางของเขาบางคนก็ต้องหยุดชะงักลง หรือบางคนก็หมดความสามารถที่จะกลับไปยังครอบครัวของตน งนั้นโปรดมอบเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่คนเหล่านั้นเสียเถิด(๒)
( ๒) อัล-มะนากิบ เล่ม ๒ , หน้า ๒๘๗.
ถามตอบ
-๓-
ครั้งหนึ่งมีคนถามท่านมุฮัมมัด บากิร(อ)ว่า
“ เช้านี้ท่านมีความเป็นอยู่อย่างไรบ้าง ? ”
ท่านอิมาม(อ)ตอบว่า
“ เช้านี้เรากำลังอยู่ในความรื่นรมย์กับความโปรดปรานของพระผู้เป็นเจ้า แต่เป็นผู้ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความบาป พระผู้เป็นเจ้าทรงรักเราจึงประทานสิ่งที่ดีงามให้ และเรากลับทำในสิ่งที่ทรยศต่อพระองค์ และรายังจะต้องแสวงหาการพึ่งพาต่อพระองค์ในขณะที่พระงค์ทรงมั่งคั่งมีล้นเหลือเหนือไปจากพวกเรา (๓)
( ๓) บิฮารุล-อันวาร เล่ม ๑๑ , หน้า ๘๗.
ถามตอบ
-๔-
ได้มีคนถามท่านอิมามบากิร(อ)ว่า
“ ความตายเป็นอย่างไร ? ”
ท่านอิมาม(อ)ตอบว่า
“ มันก็เหมือนกับการนอนหลับที่เข้ามาครอบงำพวกท่านในทุก ๆ คืน เพียงแต่ว่ามันเป็นการนอนหลับที่ยาวนานเท่านั้น ” ( ๔)
( ๔) อัล-อาคิเราะตุวัล-อักลฺ ของมุฆนียฮฺ หน้า ๑๓๖.
ถามตอบ
-๕
มีคนถามท่านอิมามอะบูญะอฟัร(อ)ว่า
“ ใครคือคนที่มีความสามารถมากที่สุด ? ”
ท่าน(อ)ตอบว่า
“ คนที่ไม่เคยมองเห็นว่าโลกดุนยานี้มีอานุภาพใด ๆ สำหรับตัวของเขาเลย ”
กับคำถามเดียวกันนี้ท่าน(อ)ยังได้ถูกถามอีกครั้งหนึ่งและได้ตอบว่า
“ ได้แก่ บุคคลผู้ซึ่งไม่เคยมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเพราะฝีมือของคนที่อยู่ในโลกนี้ ” ( ๕)
( ๕) บิฮารุล-อันวาร เล่ม ๑๗ , หน้า ๑๖๘.
ถามตอบ
-๖-
ท่านมุฮัมมัด บิน มุสลิม ได้ถามท่านอิมามมุฮัมมัด บากิร(อ)ว่า
“ เพราะเหตุอันใดจึงต้องมีการยืนยันกันอย่างชัดแจ้งในเรื่องการทำนิกะฮฺ ? ”
ท่านอิมาม(อ)ตอบว่า
“ เป็นเพราะเหตุผลในเรื่องของการสืบมรดก ” ( ๖)
( ๖) อัล-มะนากิบ เล่ม ๒ , หน้า ๒๙๑.
ถามตอบ
-๗-
ท่านอิมามมุฮัมมัด บากิร(อ)ได้ถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องของนบีอาดัม(อ)ว่า
“ เมื่อตอนที่ท่านประกอบพิธีฮัจญ์ ท่านโกนผมด้วยอะไร แล้วใครทำการโกนผมให้ท่าน ? ”
ท่าน(อ)ตอบว่า
“ มะลาอิกะฮฺ ญิบรออีล ได้เสด็จลงมาหาท่านนบีอาดัม (อ) พร้อมกับนำแก้วเจียระไนจากสวนสวรรค์ แล้วได้นำแก้วเจียระไนนั้นไปวางไว้บนศีรษะของนบีอาดัม (อ) แล้วเส้นผมของนบีอาดัมก็หลุดล่วงลงมา (๗)
( ๗) อัล-มะนากิบ เล่ม ๒ , หน้า ๒๙๑.
ถามตอบ
-๘-
ท่านอิมามอะบูญะอฟัร(อ)ได้ถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องการอาบน้ำ ฆุซุลมัยยิต การนมาซให้แก่มัยยิตและการอาบน้ำมัยยิตสำหรับผู้ทำพิธีอาบน้ำฆุซุลให้แก่มัยยิต
ท่านอิมาม(อ)ตอบว่า
“ มัยยิตจะต้องได้รับการอาบน้ำฆุซุลก็เพราะว่า มัยยิตนั้นมีมลทินต่อการที่จะให้มะลาอิกะฮฺเข้ามาพบกับเขา
ในขณะที่บรรดามะลาอิกะฮฺนั้นเป็นผู้สะอาดบริสุทธิ์ ทำนองเดียวกันกับผู้ทำพิธีอาบน้ำฆุซุลมัยยิตที่จะต้องอาบน้ำฆุซุลให้แก่ตัวเอง เนื่องจากบรรดาผู้ศรัทธายังจะต้องมาพบกับเขา
และเหตุผลของการทำนมาซให้แก่มัยยิตก็เพราะเหตุผลว่า จะเป็นการช่วยเหลือให้การอนุเคราะห์กับมัยยิต และเพื่อเป็นการวิงวอนขอต่ออัลลอฮ์(ซ.บ.)ในเรื่องนั้น( ๘)
(๘) อัล-มะนากิบ เล่ม ๒ , หน้า ๒๙๑.
ถามตอบ
-๙-
ท่านอิมามบากิร(อ)ได้ถูกถามเกี่ยวกับเรื่องการตักบีรในนมาซ
มัยยิตท่าน(อ)ตอบว่า
“ ที่ต้องทำการตักบีรนมาซมัยยิต ๕ ครั้งก็เนื่องจากเรามีนมาซฟัรฎ ๕ นมาซ โดยที่กำหนดให้นมาซหนึ่ง ๆ นั้นมีการนำมาสรุปด้วยตักบีร ๑ ครั้ง ( ๙)
(๙) อัล-มะนากิบ เล่ม ๒ , หน้า ๒๙๑.
ถามตอบ
-๑๐-
ท่านอิมามมุฮัมมัด บากิร(อ)ได้ถูกถามเกี่ยวกับผู้หญิงคนหนึ่งที่ประสบอุบัติเหตุที่หน้าท้อง
จนกระทั่งเสียชีวิต และเด็กในครรภ์ของนางยังเคลื่อนไหวตัวอยู่ไปมา
ท่านอิมาม(อ)ได้ตอบว่า
“ ให้ผ่าท้องของมัยยิตได้ และให้ทำการนำเด็กทารกออกมา ” ( ๑๐)
( ๑๐) อัล-มะนากิบ เล่ม ๒ , หน้า ๒๘๘.
ถามตอบ
-๑๑-
ท่านนาฟิอ บินอัซร๊อก ได้ถามท่านอิมามมุฮัมมัด บากิร(อ)เกี่ยวกับโองการหนึ่งของอัล-กุรอานที่ว่า :
“ และเจ้าจงถามผู้ที่เราได้ส่งมาก่อนหน้าเจ้า อันได้แก่ บรรดาศาสนทูตของเราเถิดว่า เราได้กำหนดให้มีพระเจ้าอื่นนอกเหนือจากพระผู้ทรงกรุณาให้พวกเขาเคารพภักดีบ้างไหม ”
( อัซ์-ซุครุฟ: ๔๕)
เขาได้ถามว่า
“ บุคคลที่ท่านนบีมุฮัมมัด (ศ) ได้ถามนั้นเป็นใคร ในเมื่อระยะเวลาระหว่างท่านนบีมุฮัมมัดกับนบีอีซาห่างไกลกันถึง ๕๐๐ ปี
ท่านอิมาม(อ)ได้อ่านโองการที่ว่า :
“ มหาบริสุทธิ์ยิ่งแด่พระองค์ ผู้ทรงบันดาลให้บ่าวของพระองค์ผู้หนึ่ง (นบีมุฮัมมัด) เดินทางในยามกลางคืนอันเงียบสงัด (ขึ้นสู่ชั้นฟ้า) ” ( อัล-อิซรออ์: ๑)
แล้วหลังจากนั้นอิมาม(อ)ได้อธิบายว่า
“ ท่านนบีมุฮัมมัด (ศ) ได้มีโอกาสร่วมชุมนุมกันกับบรรดาศาสดาในยุคก่อน ๆ และได้ทำนมาซร่วมกับพวกเขาเหล่านั้น ” ( ๑๑)
( ๑๑) อัล-มะนากิบ เล่ม๒ , หน้า ๒๘๙.
ถามตอบ
-๑๒-
ท่านอับดุลลอฮฺ บินนาฟิอ บิน อัซร็อกฺได้ถามว่า
“ ฉันจะแก้ปัญหาเกี่ยวกับการที่ชายคนหนึ่งถกเถียงกับฉันได้อย่างไร ? ในคำถามที่ว่า
“ ท่านอะลีนั้นได้ทำสงครามโดยสังหารชาวเมืองนะฮ์รอวานในขณะที่ท่านมิได้เป็นคนผิดในการเดินทางไปทำสงครามที่นั่น ”
มีคนเสนอแนวความคิดให้ท่านอับดุลลอฮฺนำเรื่องนี้ไปถามอิมามมุฮัมมัด บากิร(อ)
ท่านอิมาม(อ)ได้ตอบว่า
“ มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิของอัลลอฮ์ (ซ.บ.) ที่ได้ทรงให้เกียรติยกย่องพวกเราด้วยฐานะความเป็นนบีของพระองค์ และได้กำหนดให้พวกเราเป็นที่ “ เนื่องจากเขาเคารพเชื่อฟังพระองค์ ”
ท่านอิมามอะบูญะอ์ฟัร(อ)กล่าวว่า
“ คนไหนที่คัดค้านขอให้ลุกขึ้นยืนเถิด ”
แล้วผู้ที่โต้เถียงก็ได้ลุกขึ้นยืน ในขณะที่ท่านอิมาม(อ)ได้อ่านโองการหนึ่งที่ว่า :
“ จนกระทั่งเส้นสีขาวจะได้เป็นที่กระจ่างชัดขึ้นจากเส้นด้ายสีดำเพื่อสูเจ้าจะได้แลเห็น ”
( อัล-บะกอเราะฮฺ: ๑๘๗.)
“ ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮ์ (ซ.บ.) ว่า พระองค์ทรงรู้ว่าพระองค์จะทรงกระทำอย่างไรกับศาสนาของพระองค์ (๑๒)
( ๑๒) อัล-มะนากิบ เล่ม ๒ , หน้า ๒๘๙.
ถามตอบ
-๑๓-
ท่านฏอวูซ อัล-ยะมานี ได้ถามท่านอิมามมุฮัมมัด บากิร(อ)ว่า
“ โปรดบอกข้าพเจ้าถึงเรื่องการโกหกครั้งแรกว่า ใครเป็นผู้โกหก และโกหกในเรื่องอะไร ?”
ท่านอิมาม(อ)ตอบว่า
“ อิบลีซนั่นเองที่เป็นผู้โกหกในครั้งแรก เมื่อมันกล่าวว่า:
“ ฉันดีกว่าเขา (อาดัม) พระองค์ทรงสร้างฉันมาจากไฟ แต่ทรงสร้างเขามาจากดิน ” ( ศ็อด: ๗๖)
ท่านฏอวูซถามอีกว่า
“ โปรดได้บอกเกี่ยวกับเรื่องคนที่เป็นพยานในเรื่องที่เป็นความจริง แต่แล้วพวกเขาได้กลายเป็นผู้โกหก ? ”
ท่านอิมาม(อ)ได้ตอบว่า
“ นั่นคือ พวกมุนาฟิก ในขณะที่กล่าวกับท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ) ว่า
“ เราขอยืนยันว่า ท่านเป็นศาสดาของอัลลอฮ์ (ศ) ดังที่อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ได้ทรงมีโองการเล่าไว้ในอัล-กุรอานว่า:
“ เมื่อพวกมุนาฟิกได้มาหาเจ้า เขาเหล่านั้นพูดว่า เราขอยืนยันว่า ท่านเป็นศาสดาของอัลลอฮ์ แต่ที่จริงแล้วอัลลอฮ์ทรงรู้ดีว่า เจ้าคือศาสดาของพระองค์และอัลลอฮ์ทรงยืนยันว่า
แท้จริงพวกมุนาฟีกนั้นเป็นผู้โกหกอย่างแน่นอน ”
( อัล-มุนาฟิกูน: ๑)
ท่านฏอวูซถามอีกว่า
“ โปรดแจ้งให้ฉันทราบเกี่ยวกับสิ่งที่บินได้ชนิดหนึ่ง ซึ่งได้บินอยู่เหนือศีรษะครั้งหนึ่ง ซึ่งก่อนหน้านั้นและหลังจากนั้นมิได้มีปรากฏอีกเลย ดังที่อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ทรงตรัสไว้ในอัล-กุรอาน มันหมายถึงอะไร ? ”
ท่านอิมาม(อ)กล่าวตอบว่า
“ นั่นคือ ภูเขา ‘ ซีนาย ’ ที่อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ทรงบันดาลให้มันโบยบินขึ้นเหนือพวกบนีอิสรออีล
จนกระทั่งมันได้แผ่ร่มเงาบดบังพวกบนีอิสรออีลด้วยสีสันแห่งการลงโทษ จนกระทั่งพวกเขาเหล่านั้นยอมรับคัมภีร์เตารอต และนั่นคือเรื่องราวตามโองการของพระองค์ที่ว่า :
“ และ (จงรำลึก) เมื่อตอนที่เราได้ยกภูเขาขึ้นไปอยู่ ณ เบื้องบนพวกเขา เสมือนหนึ่งว่าภูเขานั้นเป็นร่มเงาทมึนบดบังอยู่ จนพวกเขาหวั่นวิตกว่า มันจะหล่นลงมากับพวกเขา... ”
( อัล-อะอ์รอฟ: ๑๗๑)
ท่านฏอวูซถามอีกว่า
“ โปรดบอกข้าพเจ้าเกี่ยวกับทูตประเภทหนึ่งที่อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ได้ทรงส่งลงมาซึ่งมิได้เป็นทูตประเภทญิน มิได้เป็นทูตประเภทมนุษย์ และมิได้เป็นประเภทมะลาอิกะฮฺ
แต่อัลลอฮ์(ซ.บ.)ได้ตรัสไว้ในคัมภีร์ของพระองค์ ?”
ท่านอิมาม(อ)ตอบว่า
“ หมายถึง อีกาตัวหนึ่งที่อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ได้ส่งมาเพื่อแสดงวิธีการฝังศพได้กอบีลได้ดูว่า จะฝังศพน้องชายของตนที่ตนได้ฆ่าอย่างไร ดังที่อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ทรงมีโองการว่า:
“ แล้วอัลลอฮ์ได้ส่งอีกาตัวหนึ่งมาหากินในพื้นดินเพื่อแสดงให้เขาดูว่า จะฝังศพน้องชายของเขาอย่างไร... ” ( อัล-มาอิดะฮฺ: ๓๑)
เขาถามอีกว่า
“ โปรดบอกข้าพเจ้าเกี่ยวกับผู้ที่ตักเตือนพวกพ้องของตนเอง ซึ่งมิได้เป็นทั้งญิน มิได้เป็นทั้งมนุษย์ และมิได้เป็นทั้งมะลาอิกะฮฺ แต่อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ทรงตรัสไว้ในคัมภีร์ของพระองค์ว่า หมายถึงอะไร ? ”
ท่านอิมามมุฮัมมัด บากิร (อ)ตอบว่า
“ หมายถึง ‘ มด ’ เมื่อตอนที่พวกมันได้กล่าวว่า:
“... โอ้ บรรดาฝูงมดเอ๋ย จงเข้าไปอยู่ในสถานที่อาศัยของพวกเจ้ากันเถิด เพื่อว่าสุลัยมานและทหารของท่านจะไม่เหยียบย่ำพวกเจ้า โดยที่พวกเขาไม่รู้ตัว ” ( อัน-นัมลฺ: ๑๘)
ท่านฏอวูซกล่าวอีกว่า
“ โปรดบอกถึงผู้ซึ่งถูกใส่ร้ายที่มิได้เป็นญิน มิได้เป็นมนุษย์และมิได้เป็นมะลาอิกะฮฺแต่อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ทรงตรัสไว้ในคัมภีร์ของพระองค์ว่าหมายถึงอะไร ”
ท่านอิมาม(อ)กล่าวว่า
“ หมายถึง ‘ สุนัขป่า ’ ซึ่งพี่ ๆ ของนบียูซุฟได้ให้ร้าย ”
ท่านฏอวูซถามอีกว่า “ โปรดบอกข้าพเจ้าเกี่ยวกับสิ่ง ๆ หนึ่งที่จำนวนเพียงน้อยนิดของมันนั้นเป็นที่อนุมัติ แต่จำนวนที่มากมายของมันนั้นเป็นสิ่งที่ต้องห้าม
ดังที่อัลลอฮ์(ซ.บ.)ทรงตรัสไว้ในคัมภีร์ของพระองค์ ”
ท่านอิมาม(อ)ตอบว่า
“ หมายถึง ‘ แม่น้ำฏอลูต ’ ดังในอัล-กุรอานที่ว่า:
“... นอกจากผู้ที่เพียงเอามือของตนวักน้ำเพียงกอบมือเดียว... ” ( อัล-บะกอเราะฮฺ: ๒๔๙)
ท่านฏอวูซได้ถามอิมามอีกว่า
“ โปรดบอกข้าพเจ้าเกี่ยวกับเรื่องการทำนมาซภาคบังคับ (ศอลาต) ที่สามารถทำได้โดยไม่ต้องมีน้ำวุฏูอ์ และเรื่องการถือศีลอดประเภทที่ทำได้โดยไม่จำเป็นจะต้องงดเว้นการกินและการดื่ม ”
ท่านอิมามบากิร(อ)ตอบว่า
“ สำหรับการนมาซ (ศ่อลาต) ที่ไม่จำเป็นต้องมีน้ำวุฏูอ์นั้น หมายถึง การให้ศ่อละวาด แด่ท่านนบีมุฮัมมัด (ศ) (๑๓)
( ๑๓) “ ศอลาต ” ที่แปลว่านมาซ กับ “ ศ่อละวาต ” ที่หมายถึง การกล่าว “ อัลลอฮ์มะศ็อลลิอะลา มุฮัมมัด วะอาลิมุฮัมมัด ” มาจากรากศัพท์คำเดียวกัน
ส่วนการถือศีลอดที่ว่านั้นคือ ประเภทที่อัลลอฮ์(ซ.บ.)ทรงมีโองการไว้ในอัล-กุรอานว่า :
“... จงกล่าวเถิด (มัรยัม) ว่า แท้จริงฉันได้ทำการบนบาน (นะขัร) ต่อพระผู้ทรงกรุณาว่า ฉันจะถือศีลอดโดยที่ฉันจะไม่พูดกับมนุษย์คนใดเลยในวันนี้ ” ( มัรยัม: ๒๖)
ท่านฏอวูซได้ถามท่านอิมามบากิร(อ)อีกว่า
“ โปรดแจ้งให้ข้าพเจ้าได้ทราบถึงสิ่ง ๆ ที่มีการทั้งการเพิ่มขึ้นและการลดลง และสิ่งหนึ่งที่มีแต่การเพิ่มขึ้นแต่ไม่ลดลง กับอีกสิ่งหนึ่งที่มีการลดลงไม่มีการเพิ่มขึ้น ว่ามีอะไรบ้าง ? ”
ท่านอิมาม(อ)ได้ตอบว่า
“ สำหรับสิ่งที่มีทั้งเพิ่มขึ้นและลดลงนั้นได้แก่ ‘ ดวงจันทร์ ’ ส่วนสิ่งที่เพิ่มขึ้นโดยไม่ลดลงนั้นได้แก่ ‘ ทะเล ’ และสิ่งที่ลดลงโดยไม่เพิ่มขึ้นได้แก่ ‘ อายุ ’ นั่นเอง ” ( ๑๔)
( ๑๔) อะอยานุช-ชีอะฮฺ ๔ กอฟ ๒/๔๒.
ถามตอบ
-๑๔-
ท่านอิมามอะบูญะอ์ฟัร(อ)ได้เข้าไปในมัสยิดอัล-ฮะรอม แล้วก็ได้มีพวกตระกูลกุเรชกลุ่มหนึ่งมองดูท่าน(อ)เขาเหล่านั้นถามกันเองว่า
“ นั่นคือใคร ? ”
ได้มีคนตอบพวกเขาว่า
“ นั่นคือ อิมามของประชาชนชาวอิรัก ”
พวกเขาบางคนพูดขึ้นว่า
“ ถ้าพวกท่านจะส่งใครบางคนไปถามเขาก็ได้ ”
แล้วได้มีชายคนหนึ่งจากพวกกุเรชได้เข้าไปหาท่านอิมามมุฮัมมัด
บากิร(อ) แล้วถามท่าน(อ)ว่า
“ โอ้ ท่านลุงเอ๋ย อะไรคือบาปใหญ่ที่สุด? ”
ท่านอิมาม(อ)ตอบว่า
“ การดื่มสุรา
เมื่อคนอื่นมาถามอีก ท่าน(อ)ก็ตอบไปเช่นนั้น จนคนพวกนั้นผลัดกันเข้าไปถามซ้ำแล้วซ้ำอีก ท่าน(อ)จึงกล่าวแก่พวกเขาคนหนึ่งว่า
“ ฉันบอกไปแล้วมิใช่หรือ โอ้หลานเอ๋ย ว่าบาปใหญ่ที่สุดคือการดื่มสุรา เพราะแท้ที่จริงการดื่มสุรานั้นมันจะนำให้เข้าไปทำซินา (ผิดประเวณี) ขโมย และฆ่าชีวิตของคนที่อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ทรงหวงห้ามได้
รวมทั้งสามารถทำการตั้งภาคี(ชิริก)ต่ออัลลออ(ซ.บ.)ได้ ดังนั้นผู้ใดดื่มสุราจึงมีบาปที่เหนือความบาปทั้งปวง เช่นเดียวกับ พุ่มไม้ของต้นไม้ต้นหนึ่งซึ่งมันจะต้องอยู่สูงกว่าทุกส่วนของต้นไม้นั้น ” ( ๑๕)
( ๑๕) อะอยานุช-ชีอะฮฺ ๔ กอฟ ๒/๔๓.
ถามตอบ
-๑๕-
ผู้ที่มีความรู้ในศาสนาคริสต์คนหนึ่งแห่งเมืองชามได้ถามท่านอิมามบากิร(อ)
“ เรื่องที่พวกท่านอ้างว่า สวรรค์นั้นมีกินมีดื่ม แต่ไม่มีการขับถ่ายนั้นเป็นอย่างไรกัน ? ”
ท่านอิมาม(อ)ตอบว่า
“ เช่นเดียวกันกับทารกที่อยู่ในครรถ์มารดา ซึ่งมีแต่การกินแต่ไม่มี
การขับถ่ายเช่นกัน ”
ผู้รู้ทางศาสนาคริสต์คนนั้นได้ถามอีกว่า
“ สภาพที่พวกท่านได้อ้างว่ามีผลไม้ในสวรรค์ที่สุกงอมเอร็ดอร่อยโดยจะมีอยู่กับชาวสวรรค์ทั้งหมด จะเป็นอย่างไร ? ”
ท่านอิมาม(อ)ตอบว่า
“ ก็แท้ที่จริงแล้ว แผ่นดินของเราก็มีผลไม้ที่เอร็ดอร่อยอยู่ตลอดเวลา สำหรับชาวโลกดุนยานี้ทั้งหมดอยู่แล้ว ”
ชายคนนั้นถามอีกว่า
“ โปรดบอกข้าพเจ้าเกี่ยวกับเรื่องของเวลายามหนึ่งว่า หมายถึง ยามใดกันแน่ที่ไม่ได้เป็นยามกลางคืน และมิได้เป็นยามกลางวัน ”
ท่านอิมามมุฮัมมัด บากิร(อ)ตอบว่า
“ หมายถึงเวลาในยามที่ดวงอาทิตย์กำลังจะขึ้น นั่นคือผู้ที่เศร้าใจอันเนื่องมาจากถูกทดสอบจะเบาเสียงลง (ร้องไห้ในช่วงกลางคืน) ผู้ที่อดนอน (เนื่องจากการทำอิบาดะฮฺ) ก็จะเริ่มล้มตัวลงนอน
คนที่หลับก็จะเริ่มรู้สึกตัวขึ้น ”
ผู้มีความรู้ในศาสนาคริสต์ถามท่านอิมาม(อ)อีกว่า
“ ข้าพเจ้าจะขอถามท่านในเรื่องของคนสองคนที่เกิดในวันเดียวกันและตายในวันเดียวกัน
แต่อายุของคนแรกที่นับได้ในโลกนี้คือ ๕๐ ปี ส่วนอีกคนหนึ่งมีอายุ ๑๕๐ ปี ?”
ท่านอิมาม(อ)ได้ตอบว่า
“ คนสองคนนั้นได้แก่อุเซรฺและอุซีเราะฮฺ เขาทั้งสองเกิดในวันเดียวกันแต่ในเมื่อคนทั้งสองอายุได้ ๒๕ ปี อุเซรฺได้ขี่ลาของตนผ่านเมืองอินฎอกียะฮฺ ซึ่งเป็นเมืองที่ได้ถูกทำลายล้างอย่างราบเรียบด้วยภัยพิบัติ เขาได้กล่าวขึ้นว่า
“ อัลลอฮ์ (ซ.บ.) จะทรงชุบชีวิตของเมืองนี้หลังจากที่มันได้พังพินาศไปแล้วได้อย่างไรกัน ”
“ ดังนั้นอัลลอฮ์ (ซ.บ.) จึงบันดาลให้เขาตายไปเป็นเวลา ๑๐๐ ปี ต่อมาพระองค์ก็ทรงบันดาลให้เขาฟื้นคืนชีพขึ้นมา แล้วเขาก็ได้เดินทางกลับไปยังบ้านของอุซีเราะฮฺ ซึ่งในขณะนั้นไม่มีใครรู้จัก
เขาเสียแล้ว เขาได้ไปขออาศัยอยู่กับอุซีเราะฮฺ และอุซีเราะฮฺก็ได้ให้การต้อนรับเขาเป็นอย่างดี
ในขณะนั้นหลาน ๆ ของอุซีเราะฮฺต่างก็เป็นผู้ใหญ่กันหมดแล้ว ส่วนอุเซรฺยังเป็นคนหนุ่มซึ่งอยู่ในวัยเดิม คือมีอายุ ๒๕ ปี อุเซรฺพยายามพูดพร่ำเกี่ยวกับอุซีเราะฮฺผู้เป็นพี่ชายฝาแฝดของตน และพูดถึง
เรื่องหลาน ๆ อยู่เสมอ คนเหล่านั้นที่ถูกกล่าวถึงก็ได้ทบทวนถึงเรื่องราวที่อุเซรฺกล่าวถึงพวกตนได้ ”
“ พวกเขากล่าวกับอุเซรฺว่า
“ ท่านรู้เรื่องราวที่ผ่านมาในอดีตนับเป็นสิบ ๆ ปี มาแล้วได้อย่างไร ”
และอุซีเราะฮฺเองซึ่งในขณะนั้นก็มีอายุถึง ๑๒๕ ปีได้กล่าวว่า
“ ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นคนหนุ่มที่มีอายุเพียง ๒๕ ปีอย่างท่านคนใดที่จะรอบรู้ในเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกันระหว่างข้าพเจ้ากับอุเซรฺน้องชายฝาแฝดของข้าพเจ้าเมื่อสมัยที่อยู่ในวัยหนุ่ม ๆ ยิ่งกว่าท่าน ขอให้บอกมาเถิดว่าท่านเป็นใคร เป็นมะลาอิกะฮฺหรือว่าเป็นผู้มีบุญมาเกิดในโลกนี้ ?”
อุเซรฺ ได้กล่าวตอบว่า
“ ข้าพเจ้านี่แหละคือ ‘ อุเซรฺ ’ อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ได้ทรงลงโทษข้าพเจ้าอันเนื่องมาจากคำพูดประโยคหนึ่งที่ข้าพเจ้าได้พูดไป หลังจากที่พระองค์ได้ทรงคัดเลือก และชี้นำทางแก้ข้าพเจ้าแล้ว
โดยพระองค์ทรงบันดาลให้ข้าพเจ้าตายไปถึง ๑๐๐ ปี พระองค์ก็ได้ทรงบันดาลให้ข้าพเจ้าฟื้นคืนชีพขึ้นมาเพื่อให้ความศรัทธามั่น เพิ่มพูนแก่ข้าพเจ้ามากขึ้นกับเรื่องนี้
แท้จริงอัลลอฮ์(ซ.บ.)เป็นผู้มีความสามารถเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง และนี่คือลาและนี่คืออาหารและนี่คือเครื่องดื่มของข้าพเจ้าเมื่อครั้งที่ข้าพเจ้าเดินทางออกจากพวกท่านไปในคราวนั้น
บัดนี้อัลลอฮ์(ซ.บ.)ได้ทรงคืนสิ่งของเหล่านี้กลับมายังข้าพเจ้าเหมือนดังที่เคยมี ”
บัดนั้นเองคนทั้งหลายก็เชื่อมั่นในสิ่งที่อุเซรฺได้พูด อัลลอฮ์(ซ.บ.)ทรงให้อุเซรฺใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับพวกเขาเหล่านั้น อีก ๒๕ ปีต่อมา อัลลอฮ์(ซ.บ.)ได้ทรงเอาชีวิต ทั้งของอุเซรฺและอุซีเราะฮฺ
พี่ชายฝาแฝดคืนกลับไปในวันเดียวกัน ฉะนั้นอายุของอุเซรฺจึงมีเพียง ๕๐ ปี ในขณะที่อายุของอุซีเราะฮฺพี่ชายฝาแฝดมีมากถึง ๑๕๐ ปี ”
ผู้รู้ในศาสนาคริสต์คนนั้นจึงได้บอกกับพรรคพวกของตนว่า
“ พวกท่านนำคนที่มีความรู้มากกว่าฉันมาพบกับฉันเสียแล้ว จนฉันมีความรู้สึกละอายแก่ใจเหลือเกิน ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮ์ (ซ.บ.) ” ( ๑๖)
( ๑๖) อะอยานุช-ชีอะฮฺ ๔ กอฟ เล่ม ๒ หน้า ๔๖.
ถามตอบ
-๑๖-
พวกคอวาริจญ์คนหนึ่งได้มาหาท่านอิมามอะบูญะอ์ฟัร(อ) แล้วกล่าวว่า
“ โอ้ อะบูญะอ์ฟัรเอ๋ย ท่านเคารพภักดีสิ่งใด ?”
ท่าน(อ)ตอบว่า
“ ข้าพเจ้าเคารพภักดีเอกองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ”
ชายคนนั้นถามอีกว่า
“ แล้วท่านเห็นพระองค์ด้วยหรือไม่ ?”
ท่านอิมามมุฮัมมัด บากิร(อ)กล่าวตอบว่า
“ บรรดาสายตาที่ใช้มองดูทั้งหลาย มิอาจมองเห็นพระองค์ได้ แต่หัวใจที่มีอีหม่านอย่างถ่องแท้ ย่อมได้มองเห็นพระองค์
พระองค์มิได้เป็นที่รู้จักได้โดยการเปรียบเทียบ และมิอาจถูกสัมผัสได้โดยอวัยวะสัมผัส และไม่มีมนุษย์คนใดเสมอเหมือนละม้ายคล้ายคลึงกับพระองค์ การพรรณนาให้เป็นภาพพจน์โดยสัญญาณใด ๆ การรู้จักโดยสัญลักษณ์ใด ๆ ไม่เป็นที่เหมาะสมกับวิทยปัญญาของ
พระองค์เลย นี่คืออัลลอฮ์(ซ.บ.)ผู้ซึ่งไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ ”
ชาวคอวาริจญ์คนนั้นจึงกล่าวยอมรับว่า
“ อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ทรงรู้ดีว่าจะทำอย่างไรกับศาสนาของพระองค์ ” ( ๑๗)
( ๑๗) อัต-เตาฮีด หน้า ๑๐๘
ถามตอบ
-๑๗-
ท่านอิมามบากิร(อ)ถูกถามในครั้งหนึ่งว่า
“ ทำไมอัลลอฮ์ (ซ.บ.) จึงได้กำหนดเรื่อง การถือศีลอดมาแก่ปวงบ่าวของพระองค์ ?”
ท่าน(อ)ตอบว่า
“ เพื่อให้คนร่ำรวยได้รู้จักกับรสชาติของความหิวโหย แล้วจะได้เกิดความเอ็นดูสงสารแก่คนยากจน ” ( ๑๘)
( ๑๘) กัชฟุล-ฆุมมะฮฺ หน้า ๒๒๑.
ถามตอบ
-๑๘
ท่านอิมามบากิร(อ)ยังได้ถูกถามถึงเรื่องการรายงานฮะดีษที่ไม่ได้แจ้งให้ทราบถึงสายสืบที่มาของฮะดีษนั้น ๆ
ท่าน(อ)กล่าวตอบว่า
“ เมื่อฉันจะรายงานฮะดีษสักบทหนึ่ง แล้วฉันจะต้องระบุถึงสายสืบทำไมอีก ในเมื่อสายสืบของฉันในฮะดีษนั้น ๆ คือบิดาของฉัน ‘ ซัยนุลอาบีดีน ’ อันได้รับมาจากบิดาของท่าน ‘ ฮุเซน ’ ผู้พลีชีพ อันได้มาจากบิดาของท่าน ‘ อะลีบินอะบีฏอลิบ ’ อันได้มาจากท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ) อันได้มาจากญิบรออีล อันได้มาจากอัลลอฮ์(ซ.บ.)ผู้ทรงสูงสุด ”( ๑๙)
( ๑๙) อะอลามฺล-วะรอ หน้า ๒๖๔.
ถามตอบ
-๑๙-
ท่าน อิมามบากิร(อ)ได้ถูกถามถึง
“ เรื่องความปลอดภัยในวันข้างหน้าว่าจะเป็นอย่างไร ? ”
ท่าน(อ)ตอบว่า
“ อันที่จริงแล้ว ความปลอดภัยจะมีอยู่เพียงในการที่ไม่หลอกลวงอัลลอฮ์ (ซ.บ.) เท่านั้น
มิฉะนั้นแล้วอัลลอฮ์(ซ.บ.)จะทรงหลอกลวงพวกท่าน เพราะว่าถ้าใครหลอกลวงอัลลอฮ์(ซ.บ.)
พระองค์ก็จะทรงหลอกเขาผู้นั้นแล้วอัลลอฮ์(ซ.บ.)ทรงถอดถอนความศรัทธาออกจากตัวของเขา
ในขณะที่ตัวของเขาจะถูกหลอก ถึงแม้ว่าเขาจะรู้สึกตัวก็ตามได้ ”
มีคนถามท่าน(อ)อีกว่า
“ แล้วเขามีการหลอกลวงอัลลอฮ์ (ซ.บ.) อย่างไร ? ”
ท่านอิมาม(อ)กล่าวว่า
“ เขาจะกระทำในสิ่งที่พระองค์ทรงบัญชาให้เขาทำ แต่แล้วเขากลับทำสิ่งนั้น ๆโดยต้องการ
ในจุดประสงค์อย่างอื่น ดังนั้นพวกท่านจงเกรงกลัวอัลลอฮ์(ซ.บ.)แท้จริงแล้ว คนที่ต้องการเอาหน้าเอาตา เมื่อถึงวันกิยามะฮฺ
เขาจะถูกเรียกด้วยชื่อ ๔ ชื่อ คือ กาฟิร(คนปฏิเสธ) ฟาญิร(คนชั่ว) ฆอดิร(คนหลอกลวง) คอซิร(คนขาดทุน) ผลงานของท่านจะถูกลบล้าง รางวัลของท่านจะถูกทำลาย จะไม่มีโชคดีใด ๆ สำหรับท่านเลยในวันนั้น ดังนั้นท่านจะได้รับรางวัลของท่านจากคนที่ท่านทำงานเพื่อเขาเท่านั้น ” ( ๒๐)
( ๒๐) อัล-บุรฮาน เล่ม ๑ หน้า ๖๐.
ถามตอบ
-๒๐-
ท่านฏอวูซได้ถามท่านอิมามบากิร(อ)ว่า
“ มนุษย์ได้ประสบความหายนะจำนวนหนึ่งในสามครั้งไหน ? ”
ท่าน(อ)ตอบว่า
“ อะบูอับดุรเราะฮฺมานเอ๋ย มนุษย์จะไม่ถูกทำลายจำนวนหนึ่งในสามดอก แต่ท่านต้องถามว่า มนุษย์ได้ประสบความหายนะจำนวนหนึ่งในสี่เมื่อไหร่ ? อันนี้หมายถึงวันที่ กอบีลฆ่า ฮาบีล
เพราะตอนนั้นมีคนอยู่ ๔ คน ได้แก่ อาดัม เฮาวา ฮาบีล และกอบีล ดังนั้นเท่ากับพวกเขาได้ตายไปหนึ่งในสี่ของคนทั้งโลก ”
ท่านฏอวูซถามอีกว่า
“ ถ้าเช่นนั้น ใครคือบิดาของมนุษยชาติต่อจากท่านอาดัม (อ) คนที่เป็นฆาตกรหรือคนที่ถูกฆ่า ?”
อิมาม(อ)ตอบว่า
“ ไม่ใช่ทั้งสองคน หากแต่บิดาของมวลมนุษยชาติได้แก่ ท่านชัยษ ”( ๒๑)
( ๒๑) อัล-มะนากิบ เล่ม ๒ หน้า ๒๘๘.
ถามตอบ
-๒๑-
ท่านญาบิร บินยะซีด อัล-ญุอ์ฟีย์ได้กล่าวว่า ข้าพเจ้าได้ถามจากท่าน
อิมามบากิร(อ)ถึงความหมายของคำว่า
“ ลาเฮาละ วะลา กูวะตะ อิลลา บิลลาฮฺ ”
ท่าน(อ)ตอบว่า
“ ความหมายของมันก็คือว่า เราไม่มีความสามารถจะหลีกเลี่ยงการละเมิดต่ออัลลอฮ์ (ซ.บ.) ได้เลย
นอกจากด้วยความช่วยเหลือของอัลลอฮ์(ซ.บ.) และเราไม่มีพลังในการภักดีต่ออัลลอฮ์(ซ.บ.)ได้เลย
นอกจากโดยความสัมฤทธิ์ผลอันมาจากอัลลอฮ์(ซ.บ.) ” ( ๒๒)
( ๒๒) อัต-เตาฮีด หน้า ๒๔๒.
ดุอาอ์ของอิมามบากิร(อ)
คำวิงวอน(ดุอาอ์)เป็นมรดกล้ำค่าอย่างหนึ่งของบรรดาอิมามแห่งอะฮ์ลุลบัยต์(อ)ซึ่งท่านเหล่านั้นได้ร่ำเรียนมาจากท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ) และได้สั่งสอนไว้ให้แก่บรรดาประชาชาติไปสู่
ทิศทางที่ดีเลิศ ยุติธรรมและมีเกียรติ
บทดุอาอ์เหล่านี้ นอกเหนือจากการแสดงให้เห็นถึงการสรรเสริญเทิดทูนเอกองค์อัลลอฮ์ ( ซ.บ.) ถวายความบริสุทธิ์แด่พระองค์ และขอบคุณในความการุณย์ของพระองค์ และนอกจากการขจัดซึ่งแนวความคิดต่าง ๆ ที่ผิด ๆ ในเรื่องของพระองค์ทั้งในด้านการเปรียบเยบและพรรณาไปในลักษณะของผู้มีเรืองนร่างแล้ว
ดุอาอ์ของบรรดาอิมาม(อ)ยังเป็นแหล่งที่มาของการให้ความรู้ทาง
จริยธรรม คุณธรรมอันสูงส่ง
ในหน้าต่อไปนี้เราจะเสนอบทดุอาอ์บางส่วนของอิมามมุฮัมมัด
บากิร (อ)
ดุอาอ์
บทที่ ๑
บทดุอาอ์บางบทที่ท่านอิมามบากิร(อ)ใช้วิงวอนขอในขณะเดินทางออกนอกเคหะสถาน มีดังนี้
“ ข้าพเจ้าขอความคุ้มครองในสิ่งต่าง ๆ ที่มะลาอิกะฮฺของอัลลอฮ์ ขอความคุ้มครองให้พ้นจากความชั่วร้ายสำหรับวันใหม่นี้ ซึ่งถึงแม้ว่าดวงอาทิตย์ได้ลับดวงไปแล้วและไม่คืนกลับมาอีกให้
พ้นจากความชั่วร้ายตัวของฉันและพ้นจากความชั่วร้ายในคนอื่น ให้พ้นจากความชั่วของมารร้าย ให้พ้นจากความชั่วร้ายของคนที่ต่อต้านบรรดาเอาลิยาอของอัลลอฮ์(ซ.บ.)
ให้พ้นจากความชั่วร้ายของญินและมนุษย์ ให้พ้นจากความชั่วร้ายของสัตว์ร้าย ให้พ้นจากความชั่วร้ายของพาหนะที่ต้องห้าม
ข้าขอแต่อัลลอฮ์ให้นำตัวข้าพเจ้าให้พ้นจากความเลวร้ายทุกประการเถิด ” ( ๑)
(๑) อิด-ดะดุด-ดาอี หน้า ๒๑๐
ท่าน (อ)ได้กล่าวว่า “ ใครที่ได้อ่านดุอาอ์บทนี้
อัลลอฮ์(ซ.บ.)จะทรงยกโทษและอภัยให้แก่เขาและจะสามารถเอาชนะความชั่วร้ายและพระองค์จะทรงคุ้มครองให้เขาพ้นจากความเลวร้าย
ดุอาอ์
บทที่ ๒
มีดุอาอ์บทหนึ่งของท่านอิมามบากิร(อ)ที่เคยสอนให้ท่านมุฮัมมัดบินมุสลิม(ร.ฏ.)แล้วเคยสั่งไว้ว่า “ จงจำดุอาอ์นี้ไว้ให้เหมือนกับที่เธอรักษาตาทั้งสองข้างของเธอ ”
“ มหาบริสุทธิ์แด่อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ (ซ.บ.) มวลการสรรเสริญเป็นของอัลลอฮ์ (ซ.บ.) ผู้ซึ่งไม่มีบุตร ไม่มีภาคีคู่เคียงใด ๆ ในสากลจักรวาลสำหรับพระองค์สำหรับพระองค์ไม่มีผู้คุ้มครองจากความต่ำต้อยใด ๆ (เพราะตัวของพระองค์เป็นผู้คุ้มครองจากสรรพสิ่ง) และความเกรียงไกรยิ่งใหญ่เป็นของพระองค์ ” ( ๒)
(๒) มิฟตาฮุล-ฟะลาอ หน้า ๑๔๖.
ดุอาอ์
บทที่ ๓
ดุอาอ์ที่ท่านอิมามมุฮัมมัด บากิร(อ)อ่านเป็นประจำหลังนมาซอิชาอ์คือ
“ ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ด้วยสิทธิของมุฮัมมัดและวงศ์วานของมุฮัมมัดขออัลลอฮ์ทรงประทานพรแด่มุฮัมมัดและวงศ์วานของมุฮัมมัด ขอพระองค์อย่าให้เราหมกหมุ่นอยู่ในความชิงชังของพระองค์
อย่าให้เราลืมการรำลึกถึงพระองค์ โปรดอย่าเปิดเผยสิ่งซ่อนเร้นของพระองค์ออกไปจากพวกเรา โปรดอย่าหวงห้ามเกียรติยศของพระองค์ต่อเรา โปรดอย่าเผยความกริ้วของพระองค์ที่ทรงมีต่อเรา โปรดอย่าให้เราห่างเหินจากความชิดใกล้พระองค์ โดปรดอย่าให้เราถูกลดหย่อนความเมตตาของพระองค์ โปรดอย่าถอดถอนความจำเริญของพระองค์ออกจากเรา โปรดอย่ายับยั้งการอภัยต่อพวกเรา โปรดปรับปรุงเราในสิ่งที่ทรงประทานแก่เรา โปรดเพิ่มให้เราซึ่งความดีของพระองค์อันจำเริญ อันประเสริฐ อันจำเริญ อันเลิศเลอ อันงดงาม อันดีงาม โปรดอย่าเปลี่ยนแปลงความโปรดปรานที่มีต่อเรา โปรดอย่าให้เราผิดหวังจากความปรานีของพระองค์ โปรดอย่าทำให้เราหลงทางในเมื่อพระองค์ทรงนำทางเราแล้ว และโปรดมอบให้แก่เราซึ่งความชิดใกล้ต่อพระองค์ในความเมตตา
แท้จริงพระองค์ทรงเป็นผู้ประทานให้เสมอ ข้าแต่อัลลอฮ์โปรดบันดาลให้หัวใจของเรามีความสงบ
และให้วิญญาณของเรามีความประเสริฐและให้ปลายลิ้นของเราเป็นสัจจะ ให้ความศรัทธาของเรายั่งยืน ให้ความเชื่อมั่นของเราเป็นจริง อย่าให้การค้าของเราสูญเปล่า
โอ้พระผู้อภิบาลของเรา โปรดประทานให้แก่เราซึ่งความดีงามในชีวิตแห่งโลกดุนยานี้ และความดีงามแห่งปรโลกและโปรดปกป้องคุ้มครองเราให้พ้นจากการลงโทษในไฟนรกโดยความเมตตาของพระองค์ ” ( ๓)
( ๓) อัล-ญันนะตุล-วากิยะฮฺ
ดุอาอ์
บทที่ ๔
ดุอาอ์บทหนึ่งของท่านอิมามมุฮัมมัด บากิร(อ)ที่อ่านในยามนอน
“ ด้วยพระนามของอัลลอฮ์ (ซ.บ.) ข้าแต่อัลลอฮ์ แท้จริงข้าขอมอบตัวให้แก่พระองค์ และขอผินหน้าของข้าให้แก่พระองค์และมอบภาระอันหนักอึ้งบนสันหลังของข้าให้แก่พระองค์ ขอมอบหมายยังพระองค์ทั้งความเกรงกลัวและความปรารถนาต่อพระองค์ ไม่มีที่ใดจะปลอดภัยจากพระองค์ นอกเหนือจากที่พระองค์ ข้าศรัทธาต่อคัมภีร์ของพระองค์ที่ทรงประทานมา และศรัทธาต่อศาสดาของพระองค์ที่ทรงส่งมา ”
จากนั้นท่าน(อ) ก็กล่าวคำตัซบีฮฺ ด้วยถ้อยคำการตัซบีฮฺตามคำสอน
ของท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ อัซ์-ซะฮฺรออ์(อ)(๔)
( ๔) มิฟตาฮุล-ฟะลาฮฺ หน้า ๒๑๒.
ดุอาอ์
บทที่ ๕
ดุอาอ์ของอิมามบากิร(อ) ที่วิงวอนขอหลังนมาซในยามกลางคืน
ศอลาตุลลัยลฺ. มีดังนี้
“ ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ (ซ.บ.) องค์เดียว ไม่มีภาคีใด ๆ สำหรับพระองค์ มวลอาณาจักรเป็นของพระองค์ และมวลการสรรเสริญเป็นของพระองค์ ทรงให้มีชีวิตแล้วทรงให้ตาย
ทรงให้ตายแล้วทรงให้มีชีวิต และพระองค์ทรงมีชีวิตที่ไม่ตาย ความดีงามอยู่ในอำนาจของพระองค์
พระองค์ทรงมีความสามารถเหนือทุกสิ่ง
ข้าแต่อัลลอฮ์ มวลการสรรเสริญเป็นของพระองค์ พระองค์ทรงเป็นที่ร้องขอของบรรดาผู้ร้องขอ ดังนั้นมวลการสรรเสริญเป็นของพระองค์ พระองค์ทรงเป็นที่พึ่งของผู้ที่ต้องการหาที่พึ่ง
ดังนั้นมวลการสรรเสริญเป็นของพระองค์ พระองค์ทรงปรานีเหนือบรรดาผู้ปรานีใด ๆ ดังนั้นมวลการสรรเสริญเป็นของพระองค์
ข้าแต่อัลลอฮ์ เพราะพระองค์เท่านั้นที่ความต้องการใด ๆ ทุกประการลุล่วง ดังนั้นมวลการสรรเสริญเป็นของพระองค์ และด้วยพระองค์เท่านั้น
ข้าแต่อัลลอฮ์ ให้ความต้องการของข้าได้มีอันลุล่วงในคืนนี้ ดังนั้นได้โปรดดลบันดาลให้มันเป็นไปแก่ข้าด้วยเถิด
ข้าแต่ผู้ดลบันดาล ข้าแต่อัลลอฮ์ พระองค์ทรงให้สัจธรรม คำตรัสของพระองค์เป็นสัจธรรม พระองค์ทรงเป็นเจ้าของอันสัจธรรม
และแท้จริงยามอวสานนั้นจะมีมาอย่างไม่ต้องสงสัย และแท้จริงพระองค์จะทรงชุบชีวิตของผู้ที่อยู่ในสุสานให้ฟื้นขึ้นมา
ข้าแต่อัลลอฮ์ ข้าขอจำนนต่อพระองค์ ข้าขอศรัทธาต่อพระองค์ ข้าขอมอบหมายตนต่อพระองค์ ข้าขออุทธรณ์ต่อพระองค์ ข้าขอการตัดสินต่อพระองค์ ดังนั้นโปรดอภัยให้ข้าในสิ่งที่ข้าได้
กระทำผ่านมาและต่อไปข้างหน้า ทั้งที่ข้าซ่อนเร้นไว้และสิ่งที่ข้าเปิดเผยแท้จริง พระองค์ทรงมีชีวิตซึ่งไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์(๕)
(๔) อัล-ญันนะตุ-วากิยะฮฺ ของ เซคกะฟะอมี หน้า ๓๐.
อิมามบากิร(อ) :ให้บทเรียนแก่ค่ลอลีฟะฮฺแห่งราชวงศ์อุมัยยะฮฺ
นักประวัติศาสตร์ต่างได้ยอมรับเป็นเอกฉันท์ว่า
ท่านอมีรุลมุอ์มินีน(อ)นั้ ตลอดเวลาที่อยู่ในสมัยของคอลิฟะฮฺ ๓ คนแรก
ท่าน(อ)ต้องเผชิญกับอุปสรรคนานัปการแต่บ่อยครั้งเหลือเกิน
ที่ท่าน(อ)ต้องก้าวออกมาเพื่อแก้ปัญหาที่ลำบากยากยิ่งให้แก่ผู้นำที่ดำรงตำแหน่งก่อนท่าน(อ)อันเป็นปัญหาที่สุดวิสัยที่ใคร ๆ และบรรดาคนมุสลิมจะแก้ไขได้ คนเหล่านั้นต้องย้อนกลับไปหาท่าน(อ)
อยู่เสมอเพื่อให้ท่าน(อ)แก้ไขสิ่งต่าง ๆ ให้แก่พวกเขา
ดังที่บรรดานักประวัติศาสตร์ได้บันทึกถ้อยคำของท่านอุมัรบินค็อฏฏอบ(ร.ฏ.)ที่กล่าวไว้ในเรื่องนี้ว่า
“ ขอต่ออัลลอฮ์ (ซ.บ.) ว่าอย่าให้ฉันมีชีวิตอยู่หลังจากบุตรของ
อะบีฏอลิบ (อิมามอะลี)เลย ”
และคำพูดที่ว่า
“ หากไม่มีอะลี แน่นอน อุมัรต้องพินาศอย่างแน่นอน ”
และคำที่ว่า
“ ขออย่าให้มีปัญหาอุปสรรคใด ๆ ในยามที่ไม่มีบิดาของฮะซัน
(อิมามอะลี)เลย ”
แน่นอนบรรดานักปราชญ์ได้เก็บรวบรวมเอาเรื่องการตัดสินปัญหาต่าง ๆ ของท่านอะลี(อ)
ไว้เป็นตำราหลายเล่ม และส่วนหนึ่งก็ได้นำเสนอไปแล้วในตอนต้นของหนังสือเล่มนี้ บรรดาลูกหลานของท่าน(อ) จากบรรดาอิมาม(อ) ก็ได้ทำหน้าที่ในการแก้ปัญหาอันยุ่งยากให้แก่นักปกครองในยุคสมัยของพวกท่าน(อ) ซึ่งคนเหล่านั้นไม่สามารถหาใครชี้แนะได้จึงต้องย้อนกลับมาหาพวกท่าน(อ) และยอมรับเอาข้อเสนอแนะในเรื่องนั้นจากพวกท่าน(อ)ไปปฏิบัติ
อิมามบากิร(อ)สอนวิธีใช้เหรียญดีนารและดิรฮัมแก่คอลีฟฮฺ
อับดุลมาลิก
ในบทนี้เราจะกล่าวถึงเรื่องราวของปัญหาที่เกิดขึ้นในสมัยของ
อับดุลมาลิก บินมัรวาน แล้ว
อับดุลมาลิก ได้นำปัญหาเหล่านั้นไปหาท่านอิมามบากิร(อ)พิจารณา และได้ปฏิบัติตามคำแนะนำที่อิมามบากิร(อ)ได้เสนอแนะให้แก่เขา
ท่านกะซาอีได้กล่าวว่า :
วันหนึ่งข้าพเจ้าได้เข้าพบท่านรอชีดซึ่งขณะนั้นเขากำลังอยู่ในห้องทำงานส่วนตัว เบื้องหน้า
เขานั้นมีกองเงินจำนวนมากวางอยู่ เขาได้แยกเงินจำนวนมหาศาลนั้นเป็นส่วน ๆ แล้วสั่งให้แบ่งออกไปใช้สอยในกิจการที่จำเป็นโดยเฉพาะในมือของเขายังมีเหรียญดิรฮัมที่มีลายเขียน เขาได้ให้
ความสนใจในสิ่งนั้นเป็นอย่างมาก มีหลายสิ่งหลายประการที่เขาสนทนากับข้าพเจ้า
แล้วเขากล่าวว่า
“ รู้หรือไม่ว่า ใครเป็นคนแรกที่ใช้ลายเขียนนี้สลักลงในเหรียญทองและเงิน ? ”
ข้าพเจ้าตอบว่า
“ โอ้นายข้า เรื่องนี้มีขึ้นมาในสมัยของอับดุลมาลิก บินมัรวาน ”
เขากล่าวว่า
“ แล้วเจ้ารู้ถึงสาเหตุไหมว่า มันมีความเป็นมาอย่างไรสำหรับเรื่องนี้ ”
ข้าพเจ้าตอบว่า
“ ฉันไม่ทราบในเรื่องนี้เลย นอกจากรู้เพียงว่า ลายเขียนเหล่านี้มีขึ้นเป็นครั้งแรกในสมัยของอับดุลมาลิกเท่านั้น ”
เขากล่าวว่า
“ ฉันจะบอกให้เจ้ารู้ ธนบัตรนั้นมีขึ้นที่กรุงโรม และส่วนมากคนอียิปต์เป็นพวกคริสต์นิกายเกี่ยวกับกษัตริย์แห่งโรม และจะมีการลงตราแบบของโรม ถ้อยคำในตราประทับนั้นคือคำว่า ‘ พระบิดา
พระบุตร พระวิญญาณบริสุทธิ์ ’ ได้มีการใช้ธนบัตรแบบนี้เรื่อยมาจนถึงสมัยแรก ๆ ของอิสลาม
ก็ยังคงมีอยู่ต่อไปเหมือนเดิม จนกระทั่งกษัตริย์อับดุลมาลิกได้ให้ความสนใจในเรื่องนี้ขึ้นมา โดยพิจารณาไปยังดวงตราที่ประทับแล้วก็สั่งให้แปลเป็นภาษาอาหรับ ปรากฏว่า เมื่อเขารู้ว่ามีความหมายอย่างนั้นก็แสดงความโกรธมาก ”
( ต่อไปนี้เป็นบทสนทนาของรอชีดที่กล่าวถึงสมัยของอับดุลมาลิก บินมัรวาน)
เขา(อับดุลมาลิก)ได้กล่าวว่า
“ อันนี้เป็นการเหยียดหยามเกียรติของศาสนาอิสลาม ”
อีกทั้งยังมีดวงตราแบบธนบัตรที่ติดอยู่ตามภาชนะและเสื้อผ้า เพราะของสองอย่างนี้ทำในอียิปต์ และสิ่งของอย่างอื่นอีกที่ติดตราแบบนี้ เนื่องจากทำมาจากเมืองนี้ที่มีความศักยภาพสูง มีทรัพย์สินมาก และมีพลเมืองต่าง ๆ ทั่วสารทิศ และแน่นอนมันได้ถูกประทับตราด้วยสิ่งที่เป็นชิริก ( ตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์ (ซ.บ.))
เขาจึงออกคำสั่งให้เขียนจดหมายไปถึงอับดุลอะซีซ บินมัรวานซึ่งเป็นเจ้าเมืองอียิปต์ บอกให้สั่งยกเลิกการใช้ดวงตรานี้อย่างที่เคยติดเป็นตราที่เสื้อผ้า ธนบัตร ม่านกั้น และอื่น ๆ และเสนอว่า
ให้ผลิตธนบัตรที่ประทับตราด้วย ‘ ซูเราะฮ์เตาฮีด ’ และคำว่า ‘ ชะฮิดัล ลอฮุ อันนะฮุ ลาอิลาฮะ อิลลาฮุวะ ’
( อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ทรงยืนยันว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์) และนี่คือการประทับตราที่ธนบัตร โดยเฉพาะตราบจนถึงเวลานี้ ไม่บกพร่อง ไม่เพิ่มเติม และไม่เปลี่ยนแปลง
และอับดุลมาลิกยังได้เขียนหนังสือส่งไปยังเจ้าเมืองต่าง ๆ ทั้งหมดให้ยกเลิกเหรียญที่มีตราประทับแบบโรม และสั่งให้ลงโทษผู้ที่มีเหรียญชนิดนั้นไว้ในครอบครองด้วยการเฆี่ยนตีอย่างรุนแรง และให้คุมขังในเวลาที่ยาวนาน
ครั้นเมื่อได้มีการประทับตราใหม่บนธนบัตรด้วย ‘ ซูเราะฮ์เตาฮีด ’ ก็ได้มีการนำส่วนหนึ่งไปยังกรุงโรม
ข่าวคราวในเรื่องนี้ก็แพร่ออกไปจนได้ยินไปถึงกษัตริย์ของพวกโรม เมื่อได้แปลใจความในเหรียญนั้นให้ทราบ กษัตริย์กรุงโรมได้มีความโกรธกริ้วและบันดาลโทสะเป็นอย่างมาก จึงเขียนหนังสือส่งไปยังอับดุลมาลิกใจความว่า
“ แท้จริงการใช้ธนบัตรในอียิปต์และเมืองต่าง ๆ นั้นได้มีตราประทับของโรม และการประทับตราเช่นนั้นก็ดำเนินมาได้โดยตลอดด้วยตราของโรม จนท่านเองได้มาสั่งยกเลิกเสีย ดังนั้น
ถ้าหากคออลีฟะฮฺคนก่อน ๆ จากท่านทำถูกต้องแล้ว ก็แสดงว่าท่านทำผิดพลาด และถ้าหากสิ่งที่ท่านทำลงไปนั้นเป็นการถูกต้องก็แสดงว่า ค่อลีฟะฮฺคนก่อน ๆ จากท่าน เป็นคนทำผิดพลาด
ขอให้ท่านตัดสินใจตอบเอาอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ท่านต้องการจะตอบและแน่นอน ข้าพเจ้าได้ส่งมอบบรรณาการอันเหมาะสมกับตำแหน่งของท่านมาจำนวนหนึ่ง และข้าพเจ้าชอบที่จะให้ท่าน
ดำเนินการเปลี่ยนแปลงแบบของธนบัตรเหล่านั้นให้กลับเป็นรูปเดิมอย่างที่เคยเป็นมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นชนิดใดก็ตาม อันถือว่าจำเป็นที่จะขอบคุณต่อท่าน และให้ท่านรับเอาบรรณาการเหล่านี้ได้ ด้วยความนับถืออย่างยิ่ง ”
เมื่ออับดุลมาลิกได้อ่านข้อความจดหมายนี้ แล้วก็ส่งกลับไปยังทูตและแจ้งให้ทูตทราบว่า
เขาไม่ปรารถนาที่จะให้คำตอบใด ๆ และไม่ขอยอมรับเครื่องบรรณาการ
ดังนั้น ทูตก็ได้นำทั้งจดหมายและเครื่องบรรณาการกลับไปหาเจ้าของเดิม ครั้นเมื่อกษัตริย์โรมทราบเช่นนั้น ก็จัดแจงเพิ่มจำนวนของบรรณาการมากขึ้นกว่าเดิม และให้นำกลับไปหา
อับดุลมาลิกอีกแล้วกล่าวว่า
“ ข้าพเจ้าเข้าใจว่าบรรณาการที่ส่งมาคราวก่อนนั้น ท่านถือว่าเป็นของจำนวนน้อย ท่านจึงไม่รับและไม่ตอบจดหมายของข้าพเจ้า ดังนั้นข้าพเจ้าจึงเพิ่มจำนวนของบรรณาการให้มากขึ้น
สำหรับท่าน และข้าพเจ้าปรารถนามายังท่านในเรื่องเดียวกับที่เคยปรารถนามาก่อนนั้นคือ ให้เปลี่ยนตรานี้คืนกลับให้เป็นอย่างที่เคยเป็นในตอนแรก ”
เมื่ออับดุลมาลิกได้อ่านจดหมาย เขาก็มิได้ตอบอีก และส่งบรรณาการกลับคืนเหมือนเดิม
ฝ่ายกษัตริย์กรุงโรมก็ได้เขีนจดหมายอีก คราวนี้เขาได้กล่าวในจดหมายว่า
“ แท้จริงท่านดูหมิ่นต่อการที่จะตอบข้าพเจ้า และบรรณาการของข้าพเจ้า ซึ่งก็มิได้กระทบกระเทือนถึงความจำเป็นของข้าพเจ้าแต่ประการใด เพราะถ้าท่านคิดว่ามันเป็นของเล็กน้อย
ข้าพเจ้าก็เพิ่มจำนวนให้มากขึ้นแล้ว แต่ท่านยังคงกระทำเหมือนอย่างตอนแรก จนข้าพเจ้าได้เพิ่มจำนวนบรรณาการถึงสามครั้งแล้ว ข้าพเจ้าขอสาบานต่อพระนามของมะซีฮฺว่าท่านจะต้องคืนสภาพ
ตราให้เป็นเหมือนอย่างที่เคยเป็นมาแต่เดิมหรือไม่ข้าพเจ้าก็จะสั่งให้ผลิตเหรียญทั้งดีนารและดิรฮัม
ซึ่งท่านก็ทราบดีว่าข้าพเจ้าจารึกอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากตราที่เคยจารึกในประเทศของข้าพเจ้า
( เพราะเหรียญดีนารและดิรฮัม ไม่มีการสลักลายจารึกในประเทศอิสลาม) ดังนั้นเขาจะสลักตราบนเหรียญให้เป็นถ้อยคำที่ดูหมิ่นหยามต่อศาสนาของท่าน แล้วยามใดที่ท่านอ่านข้อความนั้น ท่านก็จงเก็บมันในกระเป๋าเสื้อของท่านเสียให้มันเปียกโชกด้วยเหงื่อ ดังนั้นข้าพเจ้าปรารถนาที่จะให้ท่านรับเครื่องบรรณาการ และคืนสภาพตราให้กลับเป็นเหมือนเดิม และให้ท่านถือว่าเครื่องบรรณาการนี้
เป็นสิ่งขอขมาจากข้าพเจ้า และความสัมพันธ์ระหว่างข้าพเจ้ากับท่านก็จะคงอยู่เป็นปัจจุบันต่อไป ”
ครั้นเมื่ออับดุลมาลิกได้อ่านจดหมายก็ให้รู้สึกมีความกล้ำกลืนสุดเหลือประมาณ และรู้สึกว่าโลกนี้คับแคบสำหรับเขาเสียนี่กระไร เข้าได้กล่าวว่า
“ ฉันคิดว่าฉันคือเด็กที่โชคร้ายที่สุดคนหนึ่งที่เกิดมาในอิสลาม เพราะฉันต้องปกป้องท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ) ให้พ้นจากการลบหลู่ดูแคลนของกาฟิรคนนี้ให้ได้ตราบที่ยังมีเวลาเหลืออยู่
แต่การจะลบรอยตราประทับในเหรียญให้ได้ทั่งทั้งอาณาจักรอาหรับนั้นคงเป็นไปไม่ได้ เพราะเหรียญเหล่านี้ถูกใช้จ่ายหมุนเวียนในหมู่ประชาชนแล้วทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเหรียญดีนารของโรมหรือดิรฮัมของพวกเขาเองก็ตาม ”
เขาได้จัดประชุมผู้รู้ของอิสลาม และปรึกาหารือ แต่ไม่มีใครแม้แต่สักคนเดียวที่สามารถเสนอความคิดเห็นให้เขารับฟงได้ ท่านรูฮฺ บินซันบาฆได้กล่าวขึ้นว่า
“ แท้จริงท่านก็ทราบดีอยู่แล้วว่า การเสนอความเห็น และการแนะนำหาทางออกสำหรับเรื่องนี้ควรเป็นใคร แต่กระนั้นท่านก็จงใจที่จะละทิ้งเขา ”
อับดุลมาลิก กล่าวว่า
“ ช้าก่อนท่าน แล้วใครล่ะ บอกมาเถิด ”
รูฮฺกล่าวว่า
“ อัล-บากิรแห่งอะฮฺลุลบัยตฺของท่านนบีมุฮัมมัด (ศ) ”
อับดุลมาลิกกล่าวว่า
“ จริงของท่าน แต่เขาคงจะไม่แสดงความคิดเห็นให้แก่ข้าพเจ้าในเรื่องนี้ ”
และอับดุลมาลิกก็เขียนจดหมายไปยังเจ้าเมืองของเขาที่มะดีนะฮฺว่า
“ ให้เชิญมุฮัมมัด บินอะลี บินฮุเซนมาพบข้าอย่างสมเกียรติ และให้มอบเงินแก่เขาเพื่อเตรียมการเดินทาง ๒๐๐ , ๐๐๐ ดิรฮัม เพื่อให้เขาใช้จ่ายอีก ๓๐๐ , ๐๐๐ ดิรฮัม และให้อำนวยความสะดวกแก่เขาไม่ว่าเขาจะนำใครก็ตามร่วมเดินทางด้วย ”
แต่ทูตก็ได้คุมท่าน(อ)เข้าพบตามที่ได้รับมอบหมายหน้าที่ให้ปฏิบัติ
ครั้นเมื่อท่าน(อ)ได้รับทราบเรื่องราวทั้งหมดแล้ว
ท่านอิมามบากิร(อ)ก็ได้กล่าวกับอับดุลมาลิกว่า
“ เรื่องนี้มิได้เป็นภาระที่ยิ่งใหญ่อันใดสำหรับท่าน มันไม่มีอะไรเลย เพราะสองกรณีด้วยกัน นั่นคือ แท้จริงอัลลอฮ์ (ซ.บ.) จะไม่ทรงบันดาลให้สิ้นสุดยุติลง เพียงแต่การที่กษัตริย์แห่งกรุงโรมข่มขู่ท่านในเรื่องของศาสดามุฮัมมัด (ศ) อีกประการหนึ่งก็คือ เรื่องนี้มีทางแก้ไขได้ ”
อับดุลมาลิกถามว่า
“ แล้วหนทางแก้ไขเป็นอย่างไร ? ”
ท่านอิมามมุฮัมมัด บากิร(อ) กล่าวตอบว่า
“ จงเรียกนายช่างมาผลิตเหรียญต่อหน้าท่านเดี๋ยวนี้ให้เป็นเหรียญดิรฮัมและดีนาร และจงประทับตราด้านหนึ่งด้วย ‘ ซูเราะฮ์อัต-เตาฮีด ’ อีกด้านหนึ่งให้เป็นข้อความยกย่องท่านศาสดา (ศ) ให้มีระบุชื่อบ้านเมืองที่ผลิตเหรียญไว้ในกรอบวงกลมของเหรีญและให้ประทับตราปีที่ผลิตเหรียญลงไปด้วย
และให้กำหนดอัตราน้ำหนัก ๓๐ ดิรฮัม ให้เป็นเหรียญ ๓ ชนิด ชนิดแรกจำนวน ๑๐ เหรียญหนัก ๑๐ มิษกอล ชนิดที่ ๒ จำนวน ๑๐ เหรียญหนัก ๖ มิษกอล ชนิดที่ ๓ จำนวน ๑๐ เหรียญหนัก ๕
มิษกอลเป็นดิรฮัม และที่หนัก ๗ มิษกอลเป็นดีนาร ”
อับดุลมาลิกได้กระทำตามนี้ และท่านอิมามมุฮัมมัด บินอะลี บิน
ฮุเซน(อ)ยังได้สั่งให้อับดุลมาลิกประกาศใช้เหรียญนี้ในบ้านเมืองต่าง ๆ ของอิสลามทั้งหมด ให้ประชาชนดำเนินการซื้อขาย
กันกับเหรียญเหล่านี้ให้ออกประกาศคำสั่งประหารชีวิตผู้ที่ใช้เหรียญอย่างอื่นจะเป็นประเภทดิรฮัมหรือดีนาร หรือเหรียญอื่นใดก็ตาม พร้อมให้สั่งยกเลิกและเก็บส่งคืนกองคลังเพื่อที่จะเปลี่ยนสภาพ
ให้เป็นเหรียญตามแบบของอิสลาม
ดังนั้นอับดุลมาลิกก็ได้กระทำการตามนี้ ส่วนทูตของกรุงโรมก็ได้กลับไปแจ้งเรื่องเหล่านี้ให้กษัตริย์แห่งกรุงโรมทราบ
อับดุลมาลิกได้ให้คำตอบไปยังกษัตริย์แห่งกรุงโรมว่า
“ อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ทรงยับยั้งมิให้ท่านกระทำในสิ่งที่ท่านสามารถจะกระทำ แน่นอนข้าพเจ้าได้แจ้งไปยังบรรดาข้าหลวงของข้าพเจ้าในประเทศต่าง ๆ ให้ทำอย่างนี้และให้ยกเลิกการใช้เหรียญที่มีตราประทับตามแบของโรม ”
ได้มีคนเสนอความเห็นต่อกษัตริย์แห่งกรุงโรมว่า
“ โปรดได้กระทำในสิ่งที่ท่านเห็นว่าจะข่มขู่เจ้าเมืองอาหรับได้เถิด ”
กษัตริย์แห่งกรุงโรมกล่าวว่า
“ ข้าตั้งใจจะกระทำ เพราะความแค้นต่อเขาตามที่ข้าได้เขียนไปยังเขา เพราะว่าข้าสามารถจะกระทำได้ ทั้งทรัพย์สินและอื่น ๆ ที่มีพร้อม เนื่องจากความยิ่งใหญ่ของกรุงโรม แต่บัดนี้ข้าจะไม่ทำ
แล้ว เพราะว่าถ้าหากทำขึ้นมาคนในประเทศอิสลามก็จะไม่ใช้เหรียญเหล่านั้น ”
เขายับยั้งไม่ทำตามผู้เสนอสิ่งที่ท่านอิมามมุฮัมมัดบากิร บินอะลี บินฮุเซน(อ)ได้ชี้แนะไว้ก็ยังคงเป็นผลสืบต่อจนถึงทุกวันนี้(๑)
( ๑) อัล-มุฮาชิน วัลมุซาวิอ์ ของอัล-บัยฮะกีย์ เล่ม ๒ หน้า ๑๒๙.
บทโต้ตอบของท่านอิมามบากิร(อ)กับฮิชาม บินอับดุลมาลิก
สภาพแวดล้อมในสังคมได้จงใจที่จะหันเหให้บรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์ละทิ้งการทำหน้าที่ในตำแหน่งตามที่อัลลอฮ์(ซ.บ.)และศาสดา
มุฮัมมัด(ศ)ได้แต่งตั้งพวกท่านไว้ จึงทำให้พวกท่านต้องอยู่กับเหย้าเรือน ไม่มีโอกาสได้สั่งสอนและห้ามปราม ส่วนอำนาจการปกครองก็ได้ตกไปอยู่ในกำมือของพวกที่มุ่งร้าย รังเกียจรังแกอย่างอยุติธรรมต่อบรรดาอิมาม(อ) เนื่องด้วยความทุจริตของคนเหล่านั้น
ที่มีต่อตำแหน่งของพวกท่านนั่นเอง พวกเขายังได้ละเมิดสิทธิของพวกท่าน จนกระทั่งยังได้ติดตามรังควาน เข่นฆ่า จับกุมคุมขัง และขับไล่ไสส่งออกจากบ้านเมือง จนถึงกับว่า :
ท่านอิมามซัยนุลอาบิดีน(อ)ได้เคยกล่าวไว้ว่า
“ ถ้าหากว่าท่านนบี (ศ) ได้เสนอเรื่องการสู้รบกับพวกเราให้แก่พวกเขาดุจดังที่ท่านเสนอเรื่องการเป็นทายาทไว้ที่พวกเราแก่พวกเขาแล้ว แน่นอนความรุนแรงที่พวกเขากระทำกันคงไม่มากมาย
ขนาดนี้ ”
ท่านอิมามอะบูญะอฟัร(อ)ได้ใช้ชีวิตในสมัยของผู้ปกครองราชวงศ์อุมัยยะฮฺหลายคน แต่
การดำเนินบทบาทที่รุนแรงต่อท่านมากที่สุด ได้แก่ การกระทำของฮิชาม บินอับดุลมาลิก กล่าวคือ
ฮิชามได้สังหารท่านซัยดฺ(ร.ฏ.)น้องชายของท่าน แล้วจับตัวท่านไปกักขังที่ซีเรีย อีกทั้งยังได้กล่าวถ้อยคำที่น่ารังเกียจให้ท่านฟัง
นักประวัติศาสตร์ได้บันทึกเรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างอิมามบากิร(อ)กับฮิชาม บินอับดุลมาลิก ในด้านเกี่ยวกับการถามตอบ การสนทนาเรื่องต่าง ๆ อันจะนำมาเสนอโดยสรุปในบทนี้
ซึ่งบรรดาอิมามผู้ทรงเกียรติทั้งหลายที่เพียบพร้อมและนำหน้ามวลมนุษยชาติในแง่ของคุณธรรมและความดีได้นำมาบอกเล่าสืบทอดกันมา
ท่านอิมามศอดิก(อ)ได้เล่าว่า :
ฮิชามได้ออกคำสั่งไปยังเจ้าเมืองมะดีนะฮฺ เพื่อให้คุมตัวบิดาของฉัน ดังนั้น เขาก็ได้ควบคุมตัวพวกเราไปพร้อมกับท่านด้วย ครั้นเมื่อเราผ่านเข้าไปถึงเมืองดามัสกัส เราได้ถุกกักตัวไว้เป็นเวลา๓ วัน ต่อจากนั้นในวันที่ ๔ เขาอนุญาตให้เราเข้าไปได้ ขณะนั้น เขานั่งอยู่บนบัลลังค์ของกษัตริย์
ทหารและองครักษ์ของเขานั้นต่างก็ยืนชิดเท่าเหยียดตรงทั้งสองด้านและเขายังได้ให้นักแม่นธนูผู้อาวุโสในหมู่พรรคพวกของเขายืนคุมอยู่ ณ เบื้องหน้าของเขาด้วย
ครั้นเมื่อเราได้เดินเข้าไปโดยบิดาของฉันเดินนำหน้าและฉันเดินตามหลัง เขาก็ได้ร้องเรียกบิดาของฉันว่า
“ โอ้มุฮัมมัด โปรดแสดงฝีมือในการยิงธนูพร้อมกับผู้อาวุโสของพวกท่านเถิด ”
ท่าน(อ)ตอบเขาว่า
“ ฉันอายุมากเกินไปแล้วสำหรับการยิงธนู ขอท่านโปรดผ่อนผันแก่ฉันจะได้ไหม ? ”
เขาตอบว่า
“ ด้วยสิทธิของผู้ทรงให้เกียรติแก่เราด้วยศาสนาและนบีของพระองค์ ข้าจะไม่ผ่อนผันให้ท่าน ”
หลังจากนั้นแล้วฮิชามก็ได้โน้มตัวไปยังผู้อาวุโสของตระกูล
อุมัยยะฮฺพลางกล่าวว่า
“ โปรดส่งธนูของท่านให้เขาไปเถิด ”
บิดาของฉันก็รับคันธนูของผู้อาวุโสคนนั้นมาถือ ต่อจากนั้นท่าน(อ)ก็ยิงออกไปหนึ่งดอก ปรากฏว่า ธนูดอกนั้นปักลงใจกลางของเป้าพอดี ท่าน(อ)ได้ประทับคันธนู แล้วยิงออกไปเป็นดอกที่สอง ก็ปรากฏว่า ดอกธนูพุ่งตรงเข้าไปบนดอกแรก ผ่าแสกกลางของมันลงไปเลย หลังจากนั้นท่าน ( อ) ได้ยิงติดตามไปด้วยดอกธนูอีก ๙ ดอก จนกระทั่งบางดอกสามารถฉีกเข้ากลางของบางดอก
จนทำให้ฮิชามถึงกับตบมือลงบนที่นั่งของตนอย่างแรง จนเขามิอาจยับยั้งความรู้สึกได้
เขาได้กล่าวว่า
“ โอ้ อะบูญะอ์ฟัรเอ๋ย ข้าพเจ้าได้เห็นแล้ว่าท่านเป็นคนแม่นธนูที่สุดคนหนึ่งในบรรดาคนอาหรับและที่ไม่ใช่อาหรับ ไฉนท่านจึงอ้างว่า ท่านอายุมากเกินไปแล้วสำหรับการยิงธนู ”
หลังจากนั้น เขาก็ถึงกับแสดงความรู้สึกเสียใจในคำพูดของตนเองที่กล่าวออกไปแล้ว ฮิชาม เป็นคอลีฟะฮฺในสมัยบิดาของฉันคนเดียว คือ ไม่มีอิมามก่อนท่าน(อ)และหลังจากท่าน(อ)ในสมัยฮิชาม เขาครุ่นคิดหนักและนั่งทอดสายตาลงบนพื้น ขณะที่บิดาของฉันยืนอยู่เคียงข้าง พลางหันหน้าตรงไปยังเขา เมื่อเรายืนอยู่อย่างนั้นเป็นเวลานานมากขึ้น บิดาของฉันก็มีอาการขุ่นเคือง ท่าน(อ)
ครุ่นคิดอะไรอยู่ด้วยความกังวล และเมื่อบิดาของฉันรู้สึกโกรธได้แหงนหน้าขึ้นมองฟ้า จนคนที่ดูท่าน(อ)สามารถอ่านสีหน้าความโกรธในใบหน้าของท่าน(อ)ได้
เมื่อฮิชามเห็นอาการเช่นนั้นจากบิดาของฉัน เขาก็ได้กล่าวว่า
“ มาหาข้าพเจ้าซิ โอ้ อะบูญะอ์ฟัร ”
แล้วท่าน(อ)ก็ได้ขึ้นไปนั่งบนบัลลังก์และฉันก็ติดตามท่านไปด้วย เมื่อเข้าไปใกล้ ฮิชามก็ลุกขึ้นโค้งให้ท่าน แล้วนั่งลงทางด้านขวามือของท่าน หลังจากนั้นเขาก็โค้งให้ฉัน และให้ฉันนั่งด้านซ้ายมือบิดาของฉัน แล้วเขาก็หันหน้ามาทางบิดของฉันพลางกล่าวว่า
“ โอ้ มุฮัมมัดเอ๋ย ทั้งชาวอาหรับและมิใช่ชาวอาหรับต่างก็จะต้องอยู่ภายใต้การนำของคนตระกูลกุเรซตลอดไป ตราบเท่าที่อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ยังทรงประทานคนอย่างท่านมาให้หมู่พวกเขา
ใครเป็นคนสอนท่านในเรื่องการยิงธนูและท่านใช้เวลาเรียนนานเท่าไหร่ ?”
บิดาของฉันตอบว่า
“ ท่านเองก็ทราบดีอยู่แล้วว่า ชาวเมืองมะดีนฮฺนั้น เชี่ยวชาญในการฝึกยิงธนู สำหรับฉันนั้นได้เรียนมาตั้งแต่สมัยที่ยังเยาว์วัย
แต่มาฉันก็เลิก ครั้นพอท่านอะมีรุลมุอ์มินีนต้องการให้ฉันยิง นี่แหละฉันจึงเริ่มต้นใหม่อีกที ”
เขากล่าวกับท่าน(อ)อีกว่า
“ ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นใครยิงแม่นอย่างนี้มาก่อนเลย และข้าพเจ้าคิดว่าในโลกนี้มีใครยิงเก่งอย่างนี้อีกแล้ว แล้วญะอฟัรล่ะ ยิงธนูได้เหมือนท่านไหม ? ”
ท่าน(อ)ตอบว่า
“ แท้จริงพวกเราคือผู้สืบมรดกอันครบถ้วนและบริบูรณ์ อันเป็นสิ่งที่อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ทรงประทานให้แก่ศาสดาของพระองค์ (ศ) ในโองการที่ว่า:
“ วันนี้เราได้ประทานความสมบูรณ์ในศาสนาของสูเจ้าให้แก่สูเจ้า และประทานความบริบูรณ์ในความโปรดปรานของข้าให้แก่สูเจ้า และข้าพอใจให้อิสลามได้เป็นศาสนาสำหรับสูเจ้า ”
( อัล-มาอิดะฮฺ: ๓๑)
“ และแผ่นดินนี้ไม่เคยว่างเว้นจากผู้ท่ำให้เรื่องราวในศาสนาครบถ้วนซึ่งเป็นสิ่งที่บกพร่องสำหรับคนอื่นที่มิใช่พวกเรา ”
เมื่อเขาได้ฟังบิดาของฉันพูดเช่นนั้น สายตาของเขาเปลี่ยนแปลงไปในทันที ใบหน้าเริ่มปรากฏสีแดงระเรื่อ นั่นคืออาการที่บ่งบอกถึงความโกรธ ต่อจากนั้นเขาก็พยายามข่มใจให้เป็นปกติ
ยกศีรษะขึ้นแล้วกล่าวว่า
“ เราต่างก็เป็นลูกหลานของอับดุลมานาฟด้วยกัน มีสายเลือดเดียวกันมิใช่หรือ ? ”
บิดาของฉันกล่าวว่า
“ เราก็เป็นเช่นเดียวกันนั่นแหละ แต่อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ผู้ทรงเกียรติทรงคัดเลือกพวกเราไว้ สำหรับคลังวิชาการอันลี้ลับและบริสุทธิ์ผุดผ่องของพระองค์ไว้เฉพาะ โดยมิได้คัดเลือกใครไว้เป็นการเฉพาะเหมือนเช่นพวกเรา ”
เขากล่าวว่า
“ อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ทรงแต่งตั้งท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ) มาจากตระกูลของอับดุลมะนาฟเพื่อไปยังมวลหมู่มนุษยชาติไม่ใช่หรือ ?
ไม่ว่าจะเป็นคนผิวขาว ผิวดำหรือผิวแดง พวกท่านจะได้รับมรดก
โดยที่คนอื่นนอกจากพวกท่านมิอาจได้รับอย่างไรกัน ทั้งที่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)เป็นคนที่ถูกส่งมายังมนุษยชาติทั้งปวง
และด้วยเหตุนี้ที่อัลลอฮ์(ซ.บ.)ทรงตรัสว่า
“ และสำหรับอัลลอฮ์นั้น เป็นผู้รับมอบมรดกแห่งชั้นฟ้าและแผ่นดิน ” ( อาลิ อิมรอน: ๑๘๐)
ดังนั้น ไฉนเลยที่พวกท่านจะได้รับมรดกทางวิชาการอย่างนี้ ในเมื่อไม่มีใครเป็นนบีอีกแล้ว
หลังจากศาสดามุฮัมมัด(ศ)และพวกท่านเองก็มิใช่นบีที่ไหนกัน ?”
ท่าน(อ)กล่าวตอบว่า
“ มีโองการหนึ่งที่พระองค์ทรงตรัสแก่นบีของพระองค์ว่า:
“ เจ้าอย่ากระดิกลิ้นของเจ้าเพื่อเร่งรีบกับมัน (ในการอ่าน) ”
( อัล-กิยามะฮฺ: ๑๖)
ซึ่งท่านจะไม่กระดิกลิ้นของท่านในเรื่องนั้นกับคนอื่นนอกเหนือจากพวกเราตามที่อัลลอฮ์ ( ซ.บ.) ทรงบัญชาให้ท่าน (ศ) ทำการเช่นนั้นเฉพาะกับพวกเรา ไม่ให้กระทำกับผู้อื่นนอกจากเรา
ท่าน ( ศ) จึงเป็นผู้กระซิบสอนเบา ๆ กับอะลี พี่น้องของท่าน โดยที่มิได้กระทำอย่างนั้นกับสาวกคนอื่น ๆของท่าน
ครั้นอัลลอฮ์(ซ.บ.)ทรงมีโองการมาว่า :
“ และหูที่มีการรับฟังเท่านั้นที่จะรับมันได้ ”
( อัล-ฮากเกาะฮฺ: ๑๒)
ซึ่งท่านศาสดา(ศ)ได้กล่าวแก่สาวกของท่านว่า
“ ฉันวิงวอนขอต่ออัลลอฮ์ (ซ.บ.) ว่า ให้พระองค์ทรงบันดาลการเป็นเช่นนั้นให้แก่หูของเจ้า โอ้อะลีเอ๋ย ”
ดังนั้นด้วยเหตุนี้อะลี บินอะบีฏอลิบ(อ)จึงได้กล่าวไว้ที่เมืองกูฟะฮฺว่า
“ ท่านศาสดา (ศ) ได้สอนวิชาความรู้ให้แก่ฉันถึง ๑ , ๐๐๐ ประตู ซึ่งท่าน (ศ) ได้เปิดประตูเหล่านั้นทุกบาน ๆ ละ ๑ , ๐๐๐ ประตูให้แก่ฉัน ”
ดังนั้น เหมือนอย่างที่อัลลอฮ์(ซ.บ.) ทรงคัดเลือกพี่น้องของท่านคือ ‘ อะลี ’ ไว้เป็นการเฉพาะเช่นกัน ให้เป็นคนได้รับความรู้อันลี้ลับ ในขณะที่ท่านมิได้เจาะจงไว้สำหรับคนใดคนหนึ่งในหมู่พรรคพวกของท่านเลย จนกระทั่งได้กลายมาอยู่ทีเรา กล่าวคือ เราได้รับมรดกของท่านโดยที่คนอื่นในหมู่พวกเรามิได้รับเลย ”
ฮิชาม บินอับดุลมาลิก กล่าวว่า
“ แท้จริงอะลีนั้น อ้างตนว่ามีความรู้ในสิ่งพ้นภาวะวิสัย
(อัล-ฆ็อยบฺ) ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ ( ซ.บ.) ว่า พระองค์มิได้เปิดเผยความรู้ในสิ่งที่พ้นภาวะวิสัยให้แก้ใครเลยสักคน แล้วไฉนเขาจึงอ้าง
ตนอย่างนั้นได้ ?”
บิดาของฉันกล่าวว่า
“ แท้จริงอัลลอฮ์ทรงประทานคัมภีร์มายังศาสดาของพระองค์ (ศ) ซึ่งในนั้นมีทั้งเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นผ่านมาแล้ว และเรื่องราวที่กำลังจะเกิดจนถึงวันกิยามะฮฺ
ในโองการหนึ่งความว่า :
“ และเราได้ประทานคัมภีร์มายังเจ้า เป็นการอธิบายอย่างชัดแจ้งสำหรับทุก ๆ สิ่งและเป็นทางนำ เป็นความเมตตา และข่าวดีสำหรับมวลมุสลิมฯ (อัน-นุฮฺลุ: ๘๙)
ในโองการหนึ่งทรงกล่าวว่า :
“ และ (เกี่ยวกับ) ทุกสิ่งนั้น เราได้พรรณนาไว้แล้วในอิมามอันชัดแจ้ง ” ( ยาซีน: ๑๒)
อีกโองการหนึ่งทรงตรัสว่า :
“ เรามิได้ทำตกหล่นอะไรไว้ในคัมภีร์เลยแม้แต่สิ่งเดียว ”
( อัล-อันอาม : ๓๘)
และอัลลอฮ์(ซ.บ.)ทรงมีวะฮฺยูแก่ศาสดาของพระองค์ว่า :
“ อย่าได้ยั้งความรู้ใด ๆ ไว้อันเกี่ยวกับสิ่งพ้นภาวะวิสัย และความรู้ที่เก็บรักษาไว้ แต่จะต้องบอกเล่าแกอะลี ” ( ฮะดีษกุดซี)
ดังนั้นท่าน(ศ)จึงสั่งให้ ‘ อะลี ’ รวบรวมอัล-กุรอานภายหลังจากท่าน (ศ) และมอบหมายการอาบน้ำมัยยิตของท่าน (ศ) และใส่เครื่องหอมให้ท่าน (ศ) โดยที่มิได้สั่งไว้กับพรรคพวกของท่าน (ศ) คนใดเลย
และท่าน(ศ)ได้กล่าวแก่สาวกของท่าน(ศ)ว่า
“ ฮะรอม (ต้องห้าม) แก่สาวกของฉันและคนในครอบครัวของฉันที่จะมองไปยังเอาเราะฮฺ (สิ่งที่จะต้องปกปิด) ของฉัน
นอกจาก ‘ อะลี ’ พี่น้องของฉัน เพราะแท้จริงเขามาจากฉันและฉันมาจากเขา
อันใดก็ตามที่เป็นของเขาย่อมหมายความว่าเป็นของฉัน และอันใดที่เป็นของฉันย่อมหมายความว่าเป็นของเขา เขาคือคนชำระหนี้ของฉัน เขาคือคนทำหน้าที่ตามข้อสัญญาของฉัน ”
หลังจากนั้นท่าน(ศ)ได้กล่าวกลับสาวกของท่าน(ศ)ว่า
“ อะลี บินอะบีฏอลิบ ได้ทำการต่อสู้ไปตามความหมายแห่งนัยยะของอัล-กุรอาน
เช่นเดียวกับที่ฉันได้ต่อสุ้ไปตามความหมายแห่งนัยยะนั้น จึงไม่มีใครเลยแม้สักคนเดียวที่สาธยายถึงนัยยะแห่งอัล-กุรอานให้ครบถ้วนบริบูรณ์ได้ นอกจากการสาธยายของอะลี(อ) ”
และด้วยเหตุนี้ ท่านศาสดา(ศ)จึงกล่าวอีกว่า
“ อะลีเป็นคนตัดสินความให้แก่พวกท่าน ”
คือหมายความว่า “ เขาเป็นผู้พิพากษาของพวกท่าน ”
และท่านอุมัร บินค็อฏฏอบ ได้เคยกล่าวว่า
“ หากไม่มีอะลี อุมัรต้องประสบความพินาศแน่นอน ”
ซึ่งขณะที่อุมัรยังยืนยันสนับสนุนท่านอะลี(อ) คนอื่นจะคัดค้านท่าน(อ)ได้อย่างไร ?”
ฮิชามถึงกับนิ่งเงียบเป็นเวลานาน ต่อจากนั้นก็ยกศีรษะขึ้น พลางกล่าวว่า
“ จงเรียกร้องในสิ่งที่ท่านต้องการมาเถิด ? ”
บิดาของฉันกล่าวว่า
“ ท่านปล่อยให้ครอบครัวของฉันโดดเดี่ยวอยู่ข้างหลัง เนื่อจากการนำฉันมาที่นี้ ”
เขากล่าวว่า
“ แน่นอน อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ทรงบันดาลให้ความอบอุ่นเกิดขึ้นแทนความโดดเดี่ยวของพวกเขา
โดยการคืนกลับของท่านไปสู่พวกเขา ท่านมิต้องลุกขึ้นจงมีความสุขกับวันนี้ของท่าน ”
ดังนั้น บิดาของฉันได้ก้มศีรษะนิดหนึน่งแก่เขา และขอดุอาอ์ให้แก่เขาด้วย และฉันก็ได้กระทำตามที่บิดาของฉันกระทำ ต่อจากนั้นท่าน(อ)ก็ลุกขึ้น ฉันก็ลุกขึ้นพร้อมกับท่าน(อ) และเราก็เดินออกมา(๒)
( ๒) บิฮารุล-อันวาร เล่ม ๑๑ หน้า ๘๘.
คำสดุดีของบรรดานักปราชญ์ผู้ทรงเกียรติ
นับตั้งแต่สมัยแรกจนถึงปัจจุบันนี้ ประชาชาติอิสลามโดยส่วนรวมมีความภาคภูมิใจในเกียรติคุณอันดีงามของบรรดาอะฮฺลุลบัยตฺ(อ) ยิ่งกว่าใคร ๆ ในหมู่มวลมุสลิม และให้การยอมรับว่าพวกเขาเหมาะสมในตำแหน่งคอลีฟะฮฺ
หนังสือประวัติศาสตร์เหล่านี้รวมถึงหนังสืออัตชีวประวัติ บรรณานุกรมต่าง ๆได้เป็นศูนย์รวมถ้อยคำของบรรดานักปราชญ์ และบรรดาผู้ทรงเกียรติที่ให้คำสดุดี คำยกย่อง เทิดทูน และหยิบยกเอาคุณงามความดี และฐานภาพอันสูงส่งของพวกเขามากล่าวถึง
ถ้าหากจะนับจำนวนของบรรดานักค้นคว้า ที่กล่าวถึงถ้อยคำเหล่านี้ให้ได้ทั้งหมดทุกคน
แน่นอนเลยทีเดียวว่า จะต้องเป็นหนังสืออีกเล่มหนึ่งที่ประกอบด้วยบทตอนต่าง ๆ จำนวนมาก
เราเพียงแต่จะขอนำเอาบางส่วนของถ้อยคำของเขาเหล่านั้นที่กล่าวถึงท่านอิมามบากิร(อ)มากล่าวถึงในที่นี้
คำสดุดี
- ๑-
ท่านญาบิร บินอับดุลลอฮฺ อัล-อันศอรี(ร.ฏ.)ได้กล่าวกับท่าน(อ)ว่า :
“ ท่านคือบุตรของมนุษย์ที่ประเสริฐที่สุด (ค็อยรุล-บะรียะฮฺ) ปู่ของท่านคือ ประมุขของชายหนุ่มในสวนสวรรค์ ทวดหญิงของท่านคือ ประมุขของเหล่าสตรีในสากลโลก ” ( ๑)
( ๑) อัด-ดุมอะตุซ-ซากิบะฮฺ หน้า ๔๐๓.
คำสดุดี
- ๒-
ชายคนหนึ่งได้ตั้งปัญหาถามท่านอิบนุอุมัร(ร.ฏ.)ข้อหนึ่ง แต่เขามิสามารถให้คำตอบได้ เขาจึงบอกชายคนนั้นว่า
“ จงไปหาเด็กชายผู้นั้นเถิด แล้วจงถามเขา และโปรดสอนให้ข้าพเจ้ารู้ตามที่เบอกท่านด้วยเถิด ”
ว่าพลางเขาชี้ไปยังท่านมุฮัมมัด บากิร(อ)แล้วชายคนนั้นได้เข้ามาหาท่าน(อ)ถามท่าน(อ)
แล้วท่านอิมาม(อ)ก็ตอบชายคนนั้นกลับไปหาท่านอิบนุอุมัร แล้วได้เล่าให้เขาฟัง
อิบนุอุมัรกล่าวว่า
“ แท้จริงพวกเขาเป็นอะฮฺลุลบัยตฺแห่งความรู้ความเข้าใจ ” ( ๒)
( ๒) อัล-มะนากิบ เล่ม ๒ หน้า ๒๘๖.
คำสดุดี
- ๓-
ท่านญาบิร บินยะซีด อัล-ญุอ์ฟี(ร.ฏ.)นั้น เมื่อท่านได้รายงานฮะดีษบทใดจากท่านมุฮัมมัดบินอะลี(อ) ท่านจะกล่าวว่า :
“ ทายาทคนหนึ่งในบรรดาทายาทผู้สืบมรดกทางวิชาการของบรรดานบี คือ ท่านมุฮัมมับินอะลี บินฮุเซน (อ) เล่าฮะดีษให้ฉันว่า... ” ( ๓)
( ๓) กัชฟุล-ฆุมมะฮฺ หน้า ๒๑๓.
คำสดุดี
- ๔-
ท่านอัล-อับร็อช อัลกัลบี ได้กล่าวกับท่านอิมาม(อ)หลังจากถามท่าน(อ)ในปัญหาข้อหนึ่งแล้วท่าน(อ)ก็ได้ตอบดังนี้
“ ท่านคือบุตรของศาสดาแห่งอัลลอฮ์ (ศ) ที่แท้จริง ”
หลังจากนั้นก็ได้หันกลับไปยังฮิชาม แล้วกล่าวว่า
“ เราขอเรียกร้องจากพวกท่าน โอ้ บุตรหลานของอุมัยยะฮฺ แท้จริงนี่คือคนมีความรู้ที่สุดในโลกเกี่ยวกับเรื่องราวในชั้นฟ้าและแผ่นดิน เพราะนี่คือลูกหลานของศาสดาแห่งอัลลอฮ์ (ศ) ” ( ๔)
( ๔) กัชฟุล-ฆุมมะฮฺ หน้า ๒๑๓.
คำสดุดี
-๕-
ท่านอะบูอิซฮาก ได้กล่าวว่า :
“ ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นใครเหมือนเขาเลย ” ( ๕)
( ๕) อะอยานุช-ชีอะฮฺ ๔ กอฟ ๒/๒๐.
คำสดุดี
-๖-
ท่านอับดุลลอฮฺ บินอะฏอ อัล-มักกีได้กล่าวว่า :
“ ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นนักปราชญ์ในกลุ่มของคนใดอายุน้อยกว่านักปราชญ์ในกลุ่มของพวกเขา นั่นคือท่านอะบูญะอ์ฟัรบินอะลี บินฮุเซน (อ) แน่นอน ข้าพเจ้าเห็นฮิกัม บินอุตัยบะฮฺ เมื่อยามที่อยู่ต่อหน้าเขาเป็นเสมือนยังเด็กเล็ก ๆ คนหนึ่งที่อยู่ต่อหน้าครูของตนทั้ง ๆ ที่เขาคือผู้ยิ่งใหญ่ในหมู่พรรคพวกของพวกเขาเอง ” ( ๖)
( ๖) บิฮารุล-อันวาร เล่ม ๑๑ หน้า ๘๒
คำสดุดี
-๗-
ท่านฮิกัม บินอุตัยบะฮฺได้กล่าวถึงโองการหนึ่งที่ว่า :
“ แท้จริงในเรื่องนี้(การลงทัณฑ์)เป็นสัญญาณสำหรับบุตะวัซซิมีน(ผู้ชาญฉลาด) ”
แน่นอน ด้วยพระนามของอัลลอฮ์(ซ.บ.)มุฮัมมัดต้องเป็นคนหนึ่งในบรรดาคนเหล่านั้น ”( ๗)
คำสดุดี
-๘-
อับดุลมาลิกได้เขียนหนังสือไปถึงเจ้าเมืองมะดีนะฮฺว่า :
“ ให้ส่งตัวมุฮัมมัด บินอะลี มายังข้าพเจ้าโดยสวมพันธนาการมาด้วย ”
เจ้าเมืองมะดีนะฮฺเขียนจดหมายตอบกลับไปว่า
“ จดหมายของข้าพเจ้าฉบับนี้มิได้มีเจตนาที่จะขัดแย้งกับท่านอะมีรุล-มุอ์มินึน และมิได้ปฏิเสธคำบัญชาของท่านแต่อย่างใด หากแต่ข้าพเจ้าเห็นว่าจะต้องทบทวนข้อความคัมภีร์เพื่อเป็นคำเตือนสำหรับท่าน แท้จริงชายคนที่ท่านประสงค์จะให้จับตัวนั้น ปัจจุบันนี้ในหน้าพื้นแผ่นดินไม่มีใครอ่อนโยนเท่าเขา ไม่มีใครอยู่อย่างสมถุ และไม่มีใครถ่อมตนเท่าเขา...
“ แท้จริง อัลลอฮ์จะไม่ทรงเปลี่ยนแปลงสภาพของคนกลุ่มใด นอกจากพวกเขาจะเปลี่ยนแปลงโดยตัวของพวกเขาเอง ”
( ๗) กัซฟุล-ฆุมมะฮฺ หน้า ๒๑๒.
ปรากฏว่า อับดุลมาลิก ดีใจมากที่ข้าหลวงของตนยับยั้งตนในเรื่องนี้ ทั้ง ๆ ที่เขาเองก็รู้ดีว่าข้าหลวงได้สั่งสอนเขาเสียแล้ว(๘)
คำสดุดี
-๙-
ฮิชาม บินอับดุลมาลิก (ค่อลีฟะฮฺคนหนึ่งในวงศ์อุมัยยะฮฺ) ได้กล่าวกับท่าน(อ)ว่า :
“ ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮ์ (ซ.บ.) ไม่มีสิ่งใดที่ข้าพเจ้าจะสามารถกล่าวเท็จกับท่าน
ได้เลย ”( ๙)
และเขายังเคยกล่าวอีกว่า
“ ชาวกุเรชยังคงอยู่ในฐานะผู้นำของชาวอาหรับและมิใช่ชาวอาหรับตลอดไปตราบเท่าที่ยังมีคนอย่างท่านอยู่ในหมู่พวกเขา ”( ๑๐)
( ๘) อะอยานุช-ชีอะฮฺ ๔ กอฟ ๒/๘๕.
( ๙) อัล-มะนากิบ เล่ม ๒ หน้า ๒๗๘.
( ๑๐) บิฮารุล-อันวาร เล่ม ๑๑ หน้า ๘๘.
คำสดุดี
-๑๐-
ท่านก่อตาดะฮฺ บินดิอามะฮฺ อัล-บัศรี(ร.ฏ.)ได้กล่าวกับท่าน(อ)ว่า :
“ ข้าพเจ้าเคยนั่งอยู่ต่อหน้าฟุกอฮาอ์ (นักปราชญ์ในหลักนิติศาสตร์ของอิสลาม) และเบื้องหน้าของอิบนุอับบาส (ร.ฏ.) แต่หัวใจของข้าพเจ้าไม่เคยเต้นแรงเมื่อยามอยู่ ณ เบื้องหน้าของผู้ใดให้เหมือนกับที่มันเต้นแรง เมื่ออยู่เบื้องหน้าท่านเลย ” ( ๑๑)
คำสดุดี
-๑๑-
ท่านอับดุลลอฮฺ บิน มุอัมมัร อัล-ลัยษี(ร.ฏ.)ได้กล่าวกับท่าน(อ)ว่า :
“ ความรู้ที่ออกมาจากพวกท่านนั้น ข้าพเจ้าคิดอยู่เสมอว่า เป็นรากฐานของพฤกษาแห่ง
ความรู้ กล่าวคือ เปรียบได้ว่าพวกท่านเป็นผลไม้นั้น ส่วนคนทั่วไปเป็นแค่ใบของมันเท่านั้น ” ( ๑๒)
คำสดุดี
-๑๒-
ท่านอะบูซัรอะฮฺ(ร.ฏ.)กล่าวว่า :
“ แท้จริงอะบูญะอ์ฟัรเป็นนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด ” ( ๑๓)
( ๑๑) อะอยานุช-ชีอะฮฺ ๔ กอฟ ๒/๓๙.
( ๑๑) กัซฟุล-ฆุมมะฮฺ หน้า ๒๒๑.
( ๑๓) อัล-มะนากิบ เล่ม ๒ หน้า ๒๗๑.
คำสดุดี
-๑๓-
ท่านชัมซุดดีน มุฮัมมัด บินฏูลูน(ร.ฮ.)ได้กล่าวว่า :
“ คนที่ห้าในหมู่พวกเขาคือบุตรของอะลี นั่นคือ มุฮัมมัด อะบูญะอ์ฟัรบินซัยนุลอาบิดีน บินฮุเซน บินอะลี บินอะบีฏอลิบ (ขออัลลอฮ์ (ซ.บ.) ได้โปรดประทานความยินดีแก่ท่านเหล่านั้น) มีฉายานามว่า ‘ อัล-บากิร ’
นั่นคือ บิดาของญะอ์ฟัรอัศ-ศอดิก(ขออัลลอฮ์ได้โปรดยินดีต่อท่าน) ‘ อัล-บากิร ’ นั้นเป็นคนมีความรู้ เป็นประมุขชั้นผู้ใหญ่
ที่เรียกเขาว่า ‘ อัล-บากิร ’ ก็เพราะเขาเปรื่องปราดทางวิชาการ หมายความว่า สามารถธิบายขยายความวิชาการต่าง ๆ ได้อย่างละเอียดและกว้างขวางเกี่ยวกับตัวของเขาผู้นี้ นักกวีได้กล่าวถึงเขาว่า:
“ โอ้ ผู้แตกฉานเปรื่องปราดทางวิชาแห่งเหล่าบรรดาผู้สำรวมตนต่อพระเจ้า และเป็นคนประเสริฐสุดสำหรับเหล่าบรรดาผู้มีสติปัญญากว้างไกลเหนือภูผา ” ( ๑๔)
คำสดุดี
-๑๔-
ท่านมุฮัมมัด บินฏ็อลฮะฮฺ(ร.ฮ.)ได้กล่าวว่า :
“ เขาคือ บากิร (อ) แห่งความรู้ ศูนย์รวมแห่งความรู้ปราดเปรื่องเรืองรุ่งด้วยความรู้ของท่าน มีความสูงส่ง มีศักดิ์ศรีในความรู้ที่เปี่ยมล้นเป็นคนมีหัวใจที่ใสสะอาด มีผลงานที่ผ่องแผ้วหมดจด
มีจิตใจที่เกลี้ยงเกลา มีจริยาที่ประเสริฐ มีอายุขัยโดยการปฏิบัติตามอัลลอฮ์(ซ.บ.)ตามวาระต่าง ๆ ของท่าน มีความสันทัดจัดเจนในฐานะของผู้สำรวมตนต่อพระเจ้า ” ( ๑๕)
( ๑๔) อัล-อะอิมะฮฺ อิษนาอะชัร หน้า ๘๑.
( ๑๕) มะฏอลิบุซ-ซุอูล หน้า ๘๐.
คำสดุดี
-๑๕-
ท่านอิบนุ อะบีลฮะดีด(ร.ฮ.)ได้กล่าวไว้ในหนังสือ ‘ ชัรฮฺ นะฮฺญุล-บะลาเฆาะฮฺ ’ ว่า
“ มุฮัมมัด บินอะลี บินฮุเซนนั้น คือประมุขของบรรดาฟุกอฮาอ์แห่งฮิญาซ ประชาชนทั้งหลายต่างได้เรียนรู้วิชาศาสนบัญญัติจากเขาและจากญะอ์ฟัรบุตรของเรา ” ( ๑๖)
คำสดุดี
-๑๖
ท่านอะนูนะอีม อิศบะฮานี(ร.ฮ.)ได้กล่าวว่า
“ คนหนึ่งจากพวกเขาเหล่านั้นเป็นผู้รู้ระดับนำ เป็นคนสำรวมตนที่อดทนยิ่ง อะบูญะอ์ฟัรมุฮัมมัด บินอะลี อัล-บากิร เขาเป็นเชื้อสายของบรรดานบีที่เป็นศูนย์รวมความรู้แห่งศาสนาเท่าที่มี
เขาสามารถพูดได้ทั้งในแง่การสาธยายขยายความและสาระต่าง ๆ ที่มีความสำคัญ และเขาคล่องแคล่วงในการให้บทเรียนและยกอุทาหรณ์ เขาสามารถยับยั้งข้อสงสัยและการโต้แย้งทั้งหลาย
ได้... ”( ๑๗)
( ๑๖) อัล-มัดค็อล อิลา เมาซูอะติด อะตะบาคิล มุก็อดดะซะฮฺ หน้า ๒๐๑.
( ๑๗)ฮิลลียะตุ้ล-เอาลิยาอ์ เล่ม ๓ หน้า ๑๘๐.
คำสดุดี
-๑๗-
ท่านอะฮ์มัด บินยูซุฟ อัด-ดะมัชกี อัล-กุรมานี ได้กล่าวว่า :
บทที่ ๔ จะกล่าวเรื่องราวของผู้ทรงเกียรติและผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง อิมามมุฮัมมัด บินอะลี อัล-บากิร (ขออัลลอฮ์(ซ.บ.)ทรงยินดีต่อท่าน) ที่ได้รับสมญานามว่า ‘ อัล-บากิร ’ ก็เพราะเหตุว่าเขาเป็นคนมีความเปรื่องปราดในวิชาความรู้ และบางส่วนก็ว่า เขาได้รับฉายานามนีโดยรายงานฮะดีษจากท่านญาบิร บินอับดุลลอฮฺ อัล-อันศอรี ที่กล่าวว่า :
“ โอ้ ญาบิรเอ๋ย หวังว่าท่านคงจะได้อยู่จนทันพบกับหลานคนหนึ่งของฮุเซน ชื่อของเขาจะเหมือนกับชื่อฉัน เขาจะมีความแตกฉานปราดเปรื่องในความรุ้ คือเขาสามารถจำแนกแยกแยะวิชาการออกได้อย่างแตกฉาน ครั้นถ้าหากท่านได้พบกับเขาก็จงบอกเขาด้วยเถิดว่า ฉันได้ให้สลามมายังเขา เขาได้เป็นตัวแทนของบิดาในท่ามกลางหมู่พี่น้องของเขา และได้เป็นทายาทเป็นกออิม สำหรับตำแหน่งอิมามภายหลังจากบิดา ”( ๑๘) ( ๑๘) อิคบารุด-ดุวัล หน้า ๑๑๑.
คำสดุดี
-๑๘-
ท่านอะลี บินมุฮัมมัด บินอะฮฺมัด อัล-มักกี(อิบนุศิบาฆ)(ร.ฮ.)ได้กล่าวว่า :
“ ท่านมุฮัมมัด บินอะลี บินฮุเซน(อ)นั้นพร้อม ๆ กันไปกับที่ท่านเป็นคนมีความรู้ มีเกียรติยศ มีความเป็นผู้นำเป็นหัวหน้า และดำรงตำแหน่งอิมาม ท่านยังเป็นคนที่มีความเอื้ออารี ทั้ง
ในหมู่ชนชะอะฮฺและซุนนี ท่านมีชื่อเสียงดีเด่นในฐานะเป็นคนมีจิตใจกรุณาแก่คนทั่วไป เป็นที่ยอมรับในเกียรติยศและคุณธรรม ทั้ง ๆ ที่สมาชิกในครอบครัวของท่านมีหลายคน และฐานะความเป็นอยู่ของท่านก็ปานกลาง ” ( ๑๙)
คำสดุดี
-๑๙-
ท่านชัมซุดดีน อะฮฺมัด บินมุฮัมมัด บินอะบีบักร บินค็อลกาน(ร.ฮ.)ได้กล่าวว่า :
“ ท่านอะบูญะอ์ฟัรมุฮัมมัด อิบนุ อะลี ซัยนุนอาบิดีน บินฮุเซน บินอะลี บินอะบีฏอลิบ(อ)นั้นเป็นผู้มีฉายานามว่า ‘ อัล-บากิร ’ เป็น ๑ ในบรรดาอิมามทั้ง ๑๒ ท่าน เป็นคนที่แตกฉานทางวิชา
ความรู้ เป็นคนมีวิชา เป็นประมุขที่ยิ่งใหญ่ สาเหตุที่คนเรียกว่า ‘ บากิร ’ ก็เพราะท่านมีความเปรื่องปราดแตกฉานในวิชาการ หมายความว่า มีความสามารถสูง และสามารถอธิบายขยายความได้อย่างกว้างขวาง ”
จนนักกวีได้กล่าวถึงท่าน(อ)ไว้ว่า :
“ โอ้ บากิร ผู้แตกฉาน เปรื่องปราดทางวิชาแห่งเหล่าบรรดาผู้สำรวมตนต่อประเจ้า และเป็นผู้ประเสริฐสุดสำหรับเหล่าบรรดาผู้มีปัญญากว้างไกลเหนือภูผา ”( ๒๐)
( ๑๙) อัล-ฟุศูลุล-มุฮิมมะฮฺ หน้า ๒๐๑.
( ๒๐) วุฟฟิยาตุล-อิยาน เล่ม ๓ หน้า ๓๑๔.
สดุดี
-๒๐-
ท่านอะฮฺมัด บินฮะญัร(ร.ฮ.)ได้กล่าวว่า :
“ ทายาทของเขา (อิมามซัยนุลอาบิดีน) มีคนหนึ่งที่เป็นคนที่ได้ชื่อว่า นักอิบาดะฮฺและนักวิชาการ และใช้ชีวิตอย่างสมถะ เขาคือ ‘ อะบูญะอ์ฟัรมุฮัมมัด อัล-บากิร ’ ที่ได้ชื่อว่าอย่างนี้ก็
เพราะเป็นคนปราดเปรื่องที่สุดในแผ่นดิน หมายความว่า สามารถจำแนกแยกแยะเรื่องราวอันสลับซับซ้อนที่มีในผืนแผ่นดินนี้ได้ทั้งหมด ด้วยเหตุนี้เองที่เขาเป็นที่รู้จักในฐานะผู้เป็นกองคลังแห่ง
ความรู้ มีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในอะฮฺกามต่าง ๆ ระเบียบกฏเกณฑ์และคุณค่าแห่งเมตตาธรรม ไม่มีใครที่ถูกปิดบังเรื่องนี้ได้ นอกจากคนมีสายตามืดบอด หรือคนที่มีความประพฤติตัวเสียหายเลวทราม และอยู่ในที่ลับเท่านั้น
ที่ได้ชื่อว่า ‘ บากิร ’ ก็เพราะเขาเป็นคนปราดเปรื่องในวิชาความรู้เป็นศูนย์รวมความรู้ เป็นที่นิยมยกย่องในวิชาความรู้ และความสูงส่งทางวิชาการ มีหัวใจที่ใสสะอาด มีผลงานอันบริสุทธิ์ผุด
ผ่อง มีจิตใจที่เกลี้ยงเกลา มีจริยธรรมที่ประเสริฐ มีชีวิตอยู่ด้วยการเคารพเชื่อฟังอัลลอฮ์(ซ.บ.) ตลอดอายุขัย มีฐานภาพอันสูงส่งและโดดเด่นในสาขาวิชาการจนเป็นที่ยอมรับทั้งจากฝ่ายซุนนะฮฺ และ
บรรดาพวกที่นิยมการพรรณาถึงภาพพจน์สำหรับท่าน(อ)มคำสดุดียกย่องมากมาย ในด้านการประพฤติตัว ด้านวิชาการอันไม่สามารถกล่าวถึงได้หมดในที่ที่จำกัดอย่างนี้ได้ ”
แต่ที่ถือว่าเป็นที่สุดของเกียรติก็คือ คำรายงานของอิบนุ อัล-มะดีนี
ที่ว่า :
ท่านญาบิรได้กล่าวกับเขาในขณะที่เขายังเป็นเด็กอยู่ว่า :
ท่านศาสดาแห่งอัลลอฮ์(ศ)ได้ฝากสลามมายังท่าน(อ) มีคนถามว่า
“ เรื่องนี้มีความเป็นมาอย่างไร ? ”
ท่านญาบิร(ร.ฏ.) กล่าวว่า
“ ฉันอยู่กับท่านศาสดาแห่งอัลลอฮ์ (ศ) ขณะที่ท่านกำลังนั่งอยู่และฮุเซนก็ได้นั่งบนตักของท่าน(ศ) ทั้งสองกำลังเล่นกัน ท่าน(ศ)กล่าวว่า :
“ โอ้ญาบิรเอ๋ย เขาจะมีบุตรคนหนึ่งที่ชื่อว่า ‘ อะลี ’ เมื่อถึงวันกิยามะฮฺจะมีเสียงประกาศว่า
“ ขอให้ประมุขของบรรดาผู้ทำการอิบาดะฮฺลุกขึ้นเถิด ”
ปรากฏว่า บุตรของฮุเซนจะลุกขึ้น ถัดจากนั้น เขาจะมีบุตรคนหนึ่งชื่อ ‘ มุฮัมมัด ’ โอ้ ญาบิรเอ๋ย ถ้าเจ้าได้ทันพบกับเขาก็จงนำสลามจากฉันไปฝากยังเขาด้วย ” ( ๒๑)
คำสดุดี
-๒๑-
ท่านยูซุฟ บินอิสมาอีล อัน-นะบะฮานีได้กล่าวว่า :
“ ท่านมุฮัมมัด บากิร บินอะลี ซัยนุลอาบิดีน บินฮุเซน(ขออัลลอฮ์(ซ.บ.)ได้ทรงยินดีต่อพวกท่านเหล่านั้น) เป็นหนึน่งในบรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺอันทรงเกียรติของเรา เป็นหนึ่งในบรรดานักปราชญ์ที่ยอดเยี่ยมปราดเปรื่องในวิชาการ... ”( ๒๒)
( ๒๑) อัศ-เศาะวาอิกุล-มุฮัรร่อเกาะฮฺ หน้า ๑๒๐.
( ๒๒) ญามิอุล-กะรอมาติล-เอาลิยาอ์ เล่ม ๑ หน้า ๙๗.
คำสดุดี
-๒๒-
ท่านมุฮัมมัด บินอะบีบักร์ อัช-ชีลลี(ร.ฮ.)ได้กล่าวว่า :
“ อิมามผู้ยิ่งใหญ่ในวิชาการที่ได้รับการนิยมยกย่อง เป็นผู้ทรงเกียรติอันกว้างไพศาล และมีความรู้อย่างลึกซึ้ง ถือกำเนิดที่เมืองมะดีนะฮฺ...มีชื่อเรียกกันว่า ‘ อะบูญะอฟัร ’
มีฉายานามว่า ‘ อัล-บาเก็ร ’ เนื่องจากแตกฉานปราดเปรื่องในความรู้ ท่านเป็นคนขยายความรู้ให้แผ่กว้างออกไป ”
คำสดุดี
-๒๓-
ท่านมุฮัมมัด อะมีน บัฆดาดี อัช-ซุวัยดี กล่าวว่า :
ท่าน(มุฮัมมัด บากิร(อ))คือ ตัวแทนของพ่อของท่านในหมู่พี่น้องของท่าน เป็นทายาท และผู้ยืนหยัดในหลักการต่อจากบิดาของท่าน ไม่มีใครในหมู่ลูกหลานของฮุเซนที่จะเก่งกล้าในวิชาการศาสนา จริยธรรม มารยาท ประวัติศาสตร์และวิชาไวยากรณ์อาหรับมากไปกว่า ‘ อะบูญะอฟัร ’( ขออัลลอฮ์(ซ.บ.)ทรงยินดีต่อท่าน)
เขายังกล่าวอีกว่า
“ ความดีเด่นอันเลอเลิศของท่านมีมากมายเกินกว่าที่จะบรรยายในเรื่องหนึ่ง ๆ ได้ ”
คำสดุดี
-๒๔-
ท่านอะลี ญะลาลุลอฮ์ ฮุซัยนีกล่าวว่า :
“ เขา(อัล-บากิร)คือผู้มีความรู้กว้างไกล มีขันติเป็นเลิศ ”
คำสดุดี
-๒๕-
ท่านอะฮฺมัด ฟะฮฺมี มุฮัมมัด กล่าวว่า :
“ ท่านอะบูญะอ์ฟัรมุฮัมมัด อัล-บากิร(อ) คือจุดเด่นแห่งกาลเวลาไข่มุกแห่งกาลสมัย ท่านถือกำเนิดในเดือนศ่อฟัร ปี ฮ.ศ.๕๗ ท่านคือฮาชิมีอะละวี และฟาฏิมีคนหนึ่ง ท่านคือที่รวมของบุตรหลานของฮะซันและฮุเซนมีฉายานามว่า ‘ บากิร ’ ก็เพราะว่า ท่านเป็นผู้ปราดเปรื่องและไขข้อข้องใจในปัญหาวิชาการทั้งมวล ”
บทส่งท้าย
หลังจากที่ได้เล่าเรื่องราวของอัตชีวประวัติส่วนหนึ่งของท่านอิมาม อะบูญะอฟัร(อ)ได้ผ่านสายตาท่านผู้อ่านไปแล้ว สิ่งที่ท่านอ่านไปนั้นมันช่างน้อยนิดเสียเหลือเกิน
ท่านได้ยินวิถีการดำเนินชีวิตและหลักปฏิบัติของท่าน(อ)ที่นำไปสู่ความเรียบง่ายไปแล้ว
สิ่งที่น่าชมเชยก็คือ ขอให้หนังสือเล่มนี้ คือ เสียงเรียกร้องข้าพเจ้าและท่านสู่การปฏิบัติตามแนวทางการดำเนินชีวิตของท่านอิมามผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้ เป็นผู้เลียนแบบร่องรอยของท่านเป็นผู้ตั้งใจแน่ว
แน่สู่เป้าหมายของท่าน
“ โอ้พระผู้อภิบาลของเรา แท้จริงเราได้ยินเสียงเรียกร้องที่เชิญชวนสู่การอีหม่านที่ว่า จงศรัทธาต่อพระผู้อภิบาลของสูเจ้าแล้วเราก็ได้ศรัทธาแล้ว
โอ้พระผู้อภิบาลของเรา โปรดอภัยโทษบาปทั้งมวลของเราและขจัดความเลวร้ายที่เราได้ทำไปให้ออกไปจากตัวเรา และได้โปรดเอาชีวิตเราไปอยู่พร้อมกับผู้ทรงธรรมทั้งหลาย
โอ้พระผู้อภิบาลของเรา โปรดประทานสิ่งที่พระองค์ได้ทรงสัญญากับศาสนทูตของพระองค์ให้แก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด โปรดอย่าได้ทำให้เราต้องขมขื่นในวันกิยามะฮฺ แท้จริงแล้ว
พระองค์จะไม่บิดพลิ้วต่อสัญญาที่พระองค์ได้ให้ไว้
โอ้ อัลลอฮ์(ซ.บ.) โปรดช่วยเหลือเราให้มีชัยต่อตัวเราเองด้วยกับสิ่งที่พระองค์ได้ทรงช่วยเหลือกัลยาณชนของพระองค์ให้มีชัยต่อตัวของพวกเขาด้วยสิ่งนั้น โปรดปกป้องเราให้พ้นจากความชั่ว พ้นจากการปิดล้อมของการยั่วยวนและเสียงเรียกร้องสู่ความเลว
แท้จริงพระองค์ ผู้ทรงเกียรติ และมีอานุภาพยิ่ง ”
สารบัญ
บทนำ ๒
ชีวประวัติของอิมามบากิร(อ) ๖
การประสูติ ๗
บุคลิกภาพ ๗
สมญานาม ๘
ฉายานาม ๘
ลายสลักบนแหวน ๘
ภรรยาที่ปรากฏชื่อเสียง ๙
บุตรชาย ๙
บุตรสาว ๑๐
กวีเอกในสมัยของท่าน(อ) ๑๐
คนรับใช้ที่สนิท ๑๑
วิชาความรู้และคำสอนของท่าน(อ) ๑๑
คอลีฟะฮฺ(ผู้ปกครอง )ในสมัยของท่าน(อ) ๑๓
วายชนม์ ๑๓
สุสาน ๑๔
ข้อบัญญัติเกี่ยวกับตำแหน่งคอลีฟะฮฺของอิมามบากิร(อ) ๑๔
ข้อบัญญัติที่ ๑ ๑๗
ข้อบัญญัติที่ ๒ ๑๘
ข้อบัญญัติที่ ๓ ๒๐
ข้อบัญญัติที่ ๔ ๒๑
หลักฐานทางฮะดีษของอิมามที่ ๕ ๒๒
ฮะดีษที่ ๑ ๒๓
ฮะดีษที่ ๒ ๒๖
ฮะดีษที่ ๓ ๒๗
ฮะดีษที่ ๔ ๒๗
การอิบาดะฮฺของท่านอะบูญะอฟัร(อ) ๒๘
วิถีชีวิตของอิมามบากิร(อ) ๓๓
คุณธรรมและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของอิมามที่ ๕ ๔๑
สำนักคิดทางวิชาการของอิมามบากิร(อ) ๕๐
การตัฟซีรพระมหาคัมภีร์อัล-กุรอาน ๖๒
ตัฟซีรอัล-กุรอาน ๖๕
ซูเราะฮ์อัล-อิซรออ์ โองการที่ ๓๒ ๖๕
ตัฟซีรอัล-กุรอาน ๖๖
ซูเราะฮ์อัล-อิซรออ์ โองการที่ ๗๐ ๖๖
ตัฟซีรอัล-กุรอาน ๖๗
ซูเราะฮ์อัล-อันบิยาอ์ โองการที่ ๓๐ ๖๗
ซูเราะฮ์ฏอฮา โองการที่ ๘๑ ๖๗
ตัฟซีรอัล-กุรอาน ๗๐
ซูเราะฮ์อัล-อะฮฺซาบ โองการที่ ๔๙ ๗๐
ตัฟซีรอัล-กุรอาน ๗๑
ซูเราะฮ์ซะบะอ์ โองการที่ ๕๒ ๗๑
ตัฟซีรอัล-กุรอาน ๗๒
ซูเราะฮ์ศอด ๗๒
โองการที่ ๗๕ ๗๒
ตัฟซีรอัล-กุรอาน ๗๔
ซูเราะฮ์ฟุศศิลัต ๗๔
โองการที่ ๕๓ ๗๔
ตัฟซีรอัล-กุรอาน ๗๕
ซูเราะฮ์อัล-ฟัตฮฺ โองการที่ ๔ ๗๕
ซูเราะฮฮอัล-มุญาดะละฮฺ โองการที่ ๒๒ ๗๕
ตัฟซีรอัล-กุรอาน ๗๗
ซูเราะฮ์อัซฮ-ซฺาริยาต ๗๗
โองการที่๕๐ ๗๗
ตัฟซีรอัล-กุรอาน ๗๘
ซูเราะฮ์อัต-ตะฆอบุน ๗๘
โองการที่ ๑๔ ๗๘
บทเทศนาของอิมามบากิร(อ) ๘๐
คำเทศนาที่ ๑ ๘๒
ณ เมืองชาม ๘๒
คำเทศนาที่ ๒ ๘๖
ณ เมืองชาม ๘๖
คำสั่งเสียของ ๘๙
อิมามที่ ๕ ๘๙
( ๑) คำสั่งเสียของท่านอิมามที่ ๕ ๙๑
ต่อท่านอุมัร บินอับดุลอะซีซ ๙๑
( ๒) คำสั่งเสียของท่านอิมามที่ ๕ ๙๒
ต่อท่านญาบิร บินยะซีด อัล-ญุอฟี ๙๒
( ๓) คำสั่งเสียของท่านอิมามที่ ๕ ๙๔
ต่อท่านอุมัร บินอับดุลอะซีซ ๙๔
( ๔) คำสั่งเสียของท่านอิมามที่ ๕ ๙๖
ต่อท่านญาบิร บินญุอฟี ๙๖
( ๕) คำสั่งเสียของท่านอิมามที่ ๕ ๙๗
ต่อสหายของท่าน ๙๗
( ๖) คำสั่งเสียของท่านอิมามที่ ๕ ๙๘
ต่อสหายของท่าน ๙๘
( ๗) คำสั่งเสียของท่านอิมามที่ ๕ ๙๙
ต่อคณะสหายของท่านญาบิร อันศอรี ๙๙
( ๘) คำสั่งเสียของท่านอิมามที่ ๕ ๑๐๑
ต่อลูกหลานตระกูลฮาชิม ๑๐๑
( ๙) คำสั่งเสียของท่านอิมามที่ ๕ ๑๐๓
ต่อบุตรของท่านคนหนึ่ง ๑๐๓
( ๑๐) คำสั่งเสียของท่านอิมามที่ ๕ ๑๐๔
ต่อชีอะฮฺของท่าน ๑๐๔
สุภาษิตของ ๑๐๖
อิมามมุฮัมมัดบากิร(อ) ๑๐๖
สุภาษิตที่ ๑ ๑๐๗
สุภาษิตที่ ๒ ๑๐๘
สุภาษิตที่ ๓ ๑๐๙
สุภาษิตที่ ๔ ๑๐๙
สุภาษิตที่ ๕ ๑๑๐
สุภาษิตที่ ๖ ๑๑๐
สุภาษิตที่ ๗ ๑๑๑
สุภาษิตที่ ๘ ๑๑๑
สุภาษิตที่ ๙ ๑๑๑
สุภาษิตที่ ๑๐ ๑๑๒
สุภาษิตที่ ๑๑ ๑๑๒
สุภาษิตที่ ๑๒ ๑๑๓
สุภาษิตที่ ๑๓ ๑๑๓
สุภาษิตที่ ๑๔ ๑๑๓
สุภาษิตที่ ๑๕ ๑๑๔
สุภาษิตที่ ๑๖ ๑๑๔
สุภาษิตที่ ๑๗ ๑๑๔
สุภาษิตที่ ๑๘ ๑๑๕
สุภาษิตที่ ๑๙ ๑๑๕
สุภาษิตที่ ๒๐ ๑๑๕
สุภาษิตที่ ๒ ๑๑๖
สุภาษิตที่ ๒๒ ๑๑๖
สุภาษิตที่ ๒๓ ๑๑๗
สุภาษิตที่ ๒๔ ๑๑๗
สุภาษิตที่ ๒๕ ๑๑๘
สุภาษิตที่ ๒๖ ๑๑๘
สุภาษิตที่ ๒๗ ๑๑๘
สุภาษิตที่ ๒๘ ๑๑๙
สุภาษิตที่ ๒๙ ๑๑๙
สุภาษิตที่ ๓๐ ๑๑๙
สุภาษิตที่ ๓๑ ๑๒๐
สุภาษิตที่ ๓๒ ๑๒๐
สุภาษิตที่ ๓๓ ๑๒๑
สุภาษิตที่ ๓๔ ๑๒๑
สุภาษิตที่ ๓๕ ๑๒๒
สุภาษิตที่ ๓๖ ๑๒๓
สุภาษิตที่ ๓๗ ๑๒๓
สุภาษิตที่ ๓๘ ๑๒๔
สุภาษิตที่ ๓๙ ๑๒๕
สุภาษิตที่ ๔๐ ๑๒๕
สุภาษิตที่ ๔๑ ๑๒๖
วินิจฉัยของอิมามบากิร(อ) ๑๒๖
ว่าด้วยเรื่องดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ ๑๒๖
ถาม ~ ตอบ ๑๓๖
ของอิมามที่ ๕ ๑๓๖
ถาม-ตอบ ๑๓๘
- ๑- ๑๓๘
ถามตอบ ๑๔๐
- ๒- ๑๔๐
ถามตอบ ๑๔๒
- ๓- ๑๔๒
ถามตอบ ๑๔๓
- ๔- ๑๔๓
ถามตอบ ๑๔๔
- ๕ ๑๔๔
ถามตอบ ๑๔๕
- ๖- ๑๔๕
ถามตอบ ๑๔๕
- ๗- ๑๔๕
ถามตอบ ๑๔๖
- ๘- ๑๔๖
ถามตอบ ๑๔๘
- ๙- ๑๔๘
ถามตอบ ๑๔๙
- ๑๐- ๑๔๙
ถามตอบ ๑๕๐
- ๑๑- ๑๕๐
ถามตอบ ๑๕๑
- ๑๒- ๑๕๑
ถามตอบ ๑๕๓
- ๑๓- ๑๕๓
ถามตอบ ๑๖๐
- ๑๔- ๑๖๐
ถามตอบ ๑๖๒
- ๑๕- ๑๖๒
ถามตอบ ๑๖๗
- ๑๖- ๑๖๗
ถามตอบ ๑๖๙
- ๑๗- ๑๖๙
ถามตอบ ๑๗๐
- ๑๘ ๑๗๐
ถามตอบ ๑๗๑
- ๑๙- ๑๗๑
ถามตอบ ๑๗๓
- ๒๐- ๑๗๓
ถามตอบ ๑๗๔
- ๒๑- ๑๗๔
ดุอาอ์ของอิมามบากิร(อ) ๑๗๕
ดุอาอ์ ๑๗๖
บทที่ ๑ ๑๗๖
ดุอาอ์ ๑๗๗
บทที่ ๒ ๑๗๗
ดุอาอ์ ๑๗๘
บทที่ ๓ ๑๗๘
ดุอาอ์ ๑๘๐
บทที่ ๔ ๑๘๐
ดุอาอ์ ๑๘๑
บทที่ ๕ ๑๘๑
อิมามบากิร(อ) :ให้บทเรียนแก่ค่ลอลีฟะฮฺแห่งราชวงศ์อุมัยยะฮฺ ๑๘๓
อิมามบากิร(อ)สอนวิธีใช้เหรียญดีนารและดิรฮัมแก่คอลีฟะฮฺอับดุลมาลิก ๑๘๕
บทโต้ตอบของท่านอิมามบากิร(อ)กับฮิชาม บินอับดุลมาลิก ๑๙๙
คำสดุดีของบรรดานักปราชญ์ผู้ทรงเกียรติ ๒๑๕
คำสดุดี ๑ ๒๑๖
คำสดุดี ๒ ๒๑๗
คำสดุดี ๓ ๒๑๘
คำสดุดี ๔ ๒๑๙
คำสดุดี ๕ ๒๒๐
คำสดุดี ๖ ๒๒๐
คำสดุดี ๗ ๒๒๑
คำสดุดี๘- ๒๒๑
คำสดุดี ๙ ๒๒๓
คำสดุดี ๑๐ ๒๒๔
คำสดุดี ๒๒๔
- ๑๑- ๒๒๔
คำสดุดี ๑๒ ๒๒๕
คำสดุดี ๑๓ ๒๒๕
คำสดุดี ๑๔ ๒๒๖
คำสดุดี ๑๕ ๒๒๗
คำสดุดี ๑๖ ๒๒๘
คำสดุดี ๑๗ ๒๒๙
คำสดุดี ๑๘ ๒๓๐
คำสดุดี ๑๙ ๒๓๐
สดุดี ๒๐ ๒๓๒
คำสดุดี ๒๑ ๒๓๕
คำสดุดี ๒๒ ๒๓๕
คำสดุดี ๒๓ ๒๓๖
คำสดุดี ๒๔ ๒๓๗
คำสดุดี ๒๕ ๒๓๗
บทส่งท้าย ๒๓๘