วิชาฮะดีษขั้นพื้นฐาน
การจัดกลุ่ม ห้องสมุดฮะดีษ
นักเขียน สถาบันอัล – บะลาฆ
ภาษาของหนังสือ تایلندی
ปีที่พิมพ์ 1404

วิชาฮะดีษขั้นพื้นฐาน

ผู้เขียน สถาบันอัล – บะลาฆ

แปล อาจารย์อัยยูบ ยอมใหญ่


ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮฺ ผู้ทรงกรุณาปรานี ผู้ทรงเมตตาเสมอ

มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิของพระอัลลอฮฺพระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก

ขอความจำเริญและความสันติสุขพึงมีแด่นบีมูฮัมมัดประมุขของ

ศาสนทูตทั้งหลายและแด่วงศ์วานผู้บริสุทธิ์ของท่านและแด่สาวกผู้ซื่อสัตย์

ท่านศาสนทูต(ศ)ได้กล่าวไว้ว่า

“อัลลอฮฺทรงประทานความผาสุกให้แก่คนที่ได้ฟังคำพูดของฉัน แล้วจดจำไว้แล้วรักษาต่อไป และได้นำไปปฏิบัติเหมือนอย่างที่เขาได้ยินมา

บางทีคนที่นำพาความรู้ อาจได้ให้ความรู้แก่ผู้ที่ไม่รู้ และบางทีคนที่นำพาความรู้อาจให้ความรู้แก่คนที่รู้กว่าเขาก็เป็นได้”

ผู้ที่ได้ศึกษาค้นคว้าซุนนะฮฺของท่านนบีโดยละเอียดลึกซึ้งจะสามารถเข้าใจในคุณค่าอันสูงส่งทางวิชาการที่มาจากความรู้ด้านนี้ได้อย่างดียิ่ง เพราะนั่นคือมรดกทางวิชาการ บทบัญญัติทางศาสนา และมรดกทางวัฒนธรรมที่เป็นอมตะ ซึ่งส่งผลให้เกิดขบวนการที่นำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงในโลกมนุษย์แห่งนี้ โดยได้เป็นสาเหตุในการปลดปล่อยความคิดให้มี

อิสระเสรี มีการปรับเปลี่ยนอารยธรรมแห่งมนุษย์ไปสู่ความเจริญก้าวหน้า


ซุนนะฮฺนบี เท่าที่รู้กันอยู่ หมายถึง วจนะและการกระทำของท่าน ตลอดจนท่าทีการแสดงออกจากตัวท่าน ถือว่านั่นคือ แหล่งที่มาอันดับสองรองจากอัล-กุรฺอานแห่งวิชาการทางศาสนาบัญญัติความรู้ต่างๆ

 ด้วยเหตุนี้อัล-กุรฺอานจึงกำชับให้มนุษยชาติยึดถือปฏิบัติตามอย่าง

เคร่งครัด การปกป้องรักษาซุนนะฮฺให้คงอยู่ในความบริสุทธิ์ รอดพ้นจากการถูกปลอมแปลงไม่ให้เกิดการสูญหาย ให้ปราศจากการถูกสอดแทรกความเท็จ ถือเป็นหน้าที่ที่มุสลิมทุกคนต้องรับผิดชอบตามบทบัญญัติทางศาสนา และเป็นหน้าที่อันยิ่งใหญ่

ด้วยเหตุนี้ บรรดาอิมาม บรรดานักปราชญ์ทั้งหลาย ผู้มีความบริสุทธิ์ใจ ได้ทุ่มเทความเพียรพยายามอย่างสุดกำลัง เพื่อปกป้องซุนนะฮฺให้รอดพ้นจากความเสียหายด้วยการถูกปลอมแปลง

ในวิธีการต่างๆ เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้เรียนรู้ซุนนะฮฺของท่านศาสนทูต(ศ) และวิถีการดำเนินชีวิต

เพื่อได้เรียนรู้ในกฏเกณฑ์ของศาสนา กฏหมาย และระบอบการดำเนินชีวิต จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้ความสำคัญกับการเผยแพร่ซุนนะฮฺนบี และให้มีการศึกษาวิชาการต่างๆ โดยมีส่วนเกี่ยวข้องกับหลักการที่สำคัญนี้ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น


โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วิชาการที่เกี่ยวกับซุนนะฮฺหรือฮะดีษ ซึ่งเป็นวิชาที่มีพื้นฐาน มีแนวและหลักเกณฑ์ของมันโดยตรง อนุชนของอิสลามยุคนี้ ไม่ค่อยจะมีโอกาสทำความรู้จักกับซุนนะฮฺ ให้อยู่ในระดับที่ควรจะเป็นตามความจำเป็นและหน้าที่ของมุสลิมระดับปัญญาชนจะพึงมี ดังจะเห็นว่า แม้ตาม สถาบันการศึกษาในมหาวิทยาลัยต่างๆ ของประเทศที่นับถือศาสนาอิสลามส่วนใหญ่ ก็มิได้วางหลักสูตรการศึกษาซุนนะฮฺนบี และทำความเข้าใจกับวิชาการในด้านนี้กันอย่างจริงจังสักเท่าใดนัก

เราขอมีส่วนในการพิทักษ์รักษาซุนนะฮฺนบี และจรรโลงวิชาการของอิสลาม และขอแนะนำอนุชนมาทำความรู้จักกับพื้นฐานของหลักวิชาฮะดีษ เพื่อปูพื้นเข้าสู่ความรู้ในเรื่องซุนนะฮฺ ในลักษณะที่เรียบง่ายโดยหนังสือเล็กๆเล่มนี้

หวังจากอัลลอฮฺ ให้พระองค์ประทานคุณค่าและประโยชน์จากหนังสือนี้แก่ท่านผู้อ่านโดยทั่วกัน โปรดรับคำวิงวอนขอของเรา แท้จริงพระองค์ทรงได้ยิน ทรงตอบสนองคำขอเสมอ


ซุนนะฮฺนบี

ความหมายในภาษาอาหรับมีการใช้คำว่า“ซุนนะฮฺ”มาก่อนสมัยอิสลาม หมายความว่า “วิถีทาง, แนวทาง”

ท่านรอซีย์นักภาษาคนสำคัญอธิบายว่า หมายถึง “แนวทาง” (๑)

เป็นที่ยอมรับว่าคำนี้ หมายถึง แนวทางการดำเนินชีวิตนั่นเอง รากฐานที่มาของศัพท์ คือ

“ซะนัน” หมายความว่า “การสร้างวิถีทาง” เมื่อดำเนินไปตามเส้นทางนั้นเป็นเนืองนิตย์ จะเรียกใน

ภาษาอาหรับว่า “ซะนัน” ซึ่งจะมีความหมายตรงกับ คำว่า “ฏ่อรีก” ที่แปลว่า “วิถีทาง” นั่นเอง

ท่านกิซาอีย์ นักภาษาผู้ทรงคุณวุฒิอีกท่านหนึ่ง กล่าวว่า “ความหมายของ “ซุนนะฮฺ” คือ กิจวัตรประจำ” (๒)

นับแต่พระคัมภีร์อัล-กุรฺอานแห่งอิสลาม ได้ถูกประกาศเผยแพร่ก็ได้ใช้คำว่า “ซุนนะฮฺ”มาในความหมายเฉพาะอีกอย่างหนึ่ง

ดังมีคำนี้ปรากฏอยู่ในโองการความว่า

“ซุนนะฮฺของอัลลอฮฺที่มีต่อบรรดาผู้ล่วงลับไปแล้ว ซึ่งเจ้าจะไม่พบว่าซุนนะฮฺของอัลลอฮฺมีการเปลี่ยนแปลง”

คำว่า “ซุนนะฮฺ” ในโองการนี้ อัล-กุรฺอานหมายถึง “กฏเกณฑ์ทางสังคม” ที่ได้ผ่านไปตามเส้นทางการเคลื่อนไหวของประวัติศาสตร์ สังคม และเหตุการณ์ต่างๆ ที่ได้เกิดขึ้นในวิถีชีวิตของมนุษยชาติ


ขณะที่อัล-กุรฺอานได้ปลุกจิตสำนึก ด้วยการใช้คำว่า “ซุนนะฮฺ” และกำหนดให้คำนี้ มีความหมายที่ให้ความคิดทางวิชาการ และอารยธรรมด้านหนึ่งนั้น

ท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ) ก็ใช้คำว่า “ซุนนะฮฺ” เรียกวิถีการดำเนินชีวิต และจริยวัตรของท่าน อันเกิดขึ้นจากวจนะ จากการกระทำ และท่าทีการแสดงออกของท่าน ฉะนั้น คำว่า “ซุนนะฮฺ” ได้สร้างกระแสสำนึก ทั้งในด้านความคิดและบทบัญญัติทางศาสนาที่มีอิทธิพลอย่างยิ่งในวิถีชีวิตของบรรดามุสลิม

ด้วยเหตุนี้ อัล-กุรฺอาน จึงใช้คำว่าซุนนะฮฺผนวกกับพระนาม “อัลลอฮฺ” เป็น “ซุนนะตุลลอฮฺ” หมายความว่า “กฏเกณฑ์ของอัลลอฮฺ ที่ทรงประสงค์จะให้เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ มีพลังขับเคลื่อนไปตามพื้นฐานของมัน”

ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ได้ใช้คำว่า “ซุนนะฮฺ”ผนวกกับคุณลักษณะอันทรงเกียรติของท่านในความหมายของแนวทางตามบทบัญญัติทางศาสนาที่ท่านดำเนินอยู่ในวิถีชีวิต โดยได้มีการปรับมาใช้เป็นคำว่า “ซุนนะฮฺนบี” และยังเป็นคำที่ใช้ในทางวิชาการและบทบัญญัติทางศาสนาอย่างมากมาย ตามที่ท่านศาสนทูต (ศ) เคยใช้จนเป็นคำที่มีความหมายในด้านนี้ โดยเฉพาะ

ด้วยเหตุนี้ ความหมายของคำว่า “ซุนนะฮฺ” ในทางวิชาการ จึงมีขึ้นในแนวความคิดของอิสลามจนได้กลายเป็นคำที่เรียกใช้กันในความหมายตามที่รู้กันอยู่ในหมู่นักปราชญ์


คำว่า “ซุนนะฮฺ” ในแง่ของวิชาการศาสนา

ท่านศาสนทูต(ศ) คือผู้ทำหน้าที่ประกาศสารและอธิบายบทบัญญัติจากอัลลอฮฺ

ด้วยเหตุนี้ บรรดามุสลิมจึงให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาซุนนะฮฺ ตลอดทั้งความรู้ต่างๆ ของท่านนบี เพื่อจะได้ถือเป็นกรอบที่ชัดเจนในการได้มาซึ่งกฏเกณฑ์ และหลักปฏิบัติทางศาสนาเพราะถือว่าสิ่งนี้ คือแหล่งที่มาแห่งบทบัญญัติทางศาสนาอันดับที่สองถัดจากพระคัมภีร์แห่งอัลลอฮฺ

เราจะกล่าวถึงคำจำกัดความตามที่นักฮะดีษและนักการศาสนาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษา อย่าง ท่านฟัครุดดีน อัฏ-เฏาะรีฮีย์ บันทึกไว้ ท่านได้กล่าวว่า “คำว่า ซุนนะฮฺ ในด้านภาษา หมายถึง แนวทาง และวิถีการดำเนินชีวิต อันประกอบด้วยกิจวัตรต่างๆ”

“ในด้านศาสนาจะหมายถึง จริยวัตรของท่านนบี(ศ) ทั้งวจนะ การกระทำและกิริยาท่าทีที่ท่านแสดงออก ทั้งที่มาจากตัวท่านเอง และจากตัวแทน”(๓)

อัล-อามีดีย์ นักการศาสนาในสายฮัมบะลีย์ อธิบายคำว่า

 ซุนนะฮฺไว้ดังนี้

“ในแง่ของภาษา ซุนนะฮฺ หมายถึง “แนวทาง” ถ้าพูดว่า “ซุนนะฮฺของคนๆหนึ่ง” ก็จะหมายความว่า“อะไรก็ตามที่คนผู้นั้นประพฤติปฏิบัติ สั่งสมมาเป็นเวลานานไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมที่ดีหรือไม่ก็ตาม”


แต่ในความหมายทางศาสนา คำนี้จะถูกนำมาใช้เรียกการเคารพภักดีประเภทสมัครใจทำด้วยตนเอง(นาฟิละฮฺ) ตามที่มีคำสั่งสอนมาจากท่านนบี(ศ)

การกระทำต่างๆ ที่เป็นหลักฐานทางศาสนบัญญัติจากท่านนบี(ศ) ที่เรียกว่าซุนนะฮฺนั้น

จะต้องมิใช่บทบัญญัติจากโองการอัล-กุรฺอาน มิใช่สิ่งที่เป็นปาฏิหาริย์และไม่เกี่ยวข้องกับการแสดงปาฏิหาริย์ ดังมีคำอธิบายต่อไปนี้

“ที่เรียกว่าซุนนะฮฺนั้นได้แก่ คำพูด การกระทำ และท่าทีการแสดงออกของท่านนบี(ศ)” (๔)

ด้วยเหตุนี้ เราสามารถเข้าใจว่า ซุนนะฮฺ ในแง่ของภาษา หมายถึง แนวทางการประพฤติ ปฏิบัติหรือกิจวัตรประจำ แต่ในด้านวิชาการ นักปราชญ์ให้ความหมายว่า “ทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรากฏออกมาจากท่านศาสนทูต ในด้าน คำพูด การกระทำ และท่าทีที่ท่านแสดงออก”

คำว่า “ซุนนะฮฺ”จะถูกนำมาใช้กับจริยวัตรของท่านศาสนทูต (ศ) ที่เป็นงานประเภทนาฟิละฮฺ และมุสตะฮับ (การกระทำที่ชอบทางศาสนา) ดังนั้นกิจกรรมประเภทนี้ จึงถูกเรียกว่า “ซุนนะฮฺของนบี” ด้วย


นักการศาสนายังใช้คำว่า “ซุนนะฮฺ” ในความหมายที่ตรงข้ามกับคำว่า “บิดอะฮฺ” อีกความหมายหนึ่ง เช่นจะกล่าวว่า “เรื่องนี้เป็นซุนนะฮฺ” ถ้าหากพวกเขาหมายถึง การกระทำต่างๆ ที่สอดคล้องกับพื้นฐานทางศาสนา(๕) และจะกล่าวว่า “เรื่องนี้เป็นบิดอะฮฺ” ในเมื่อประเพณีใดๆ เข้ามา

อยู่ในกิจกรรมทางศาสนา โดยไม่มีพื้นฐานมาจากศาสนา

เพราะฉะนั้น เมื่อเราจะกล่าวถึงคำว่า “ซุนนะฮฺ”ทางด้านวิชาการก็จะเป็นไปตามความหมายเหล่านี้ ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง สุดแต่จะใช้ในสภาพการณ์ใด

กล่าวคือ เราจะใช้คำว่า “ซุนนะฮฺ”เมื่อต้องการจะพูดถึงวจนะ การกระทำ และท่าทีการแสดงออกของท่านนบี (ศ)

อาจใช้เรียกกิจการอื่นได้อีก เช่น เรียกกิจกรรมประเภทนาฟิละฮ

และมุสตะฮับต่างๆ ที่ท่านศาสนทูตเคยกระทำ

อาจใช้เรียกกิจการอื่นๆที่อยู่ในหลักเกณฑ์ตามบทบัญญัติทางศาสนาอันมีลักษณะตรงข้ามกับกิจการที่ไม่มีพื้นฐานตามหลักศาสนา ที่เรียกว่า “บิดอะฮฺ”

จึงมักมีการเรียกสิ่งนั้น สิ่งนี้ว่า เป็นซุนนะฮฺบ้าง เป็นบิดอะฮฺบ้าง


ซุนนะฮฺประเภทต่างๆ

นับแต่ได้มีวะหฺยูถูกประทานลงมายังศาสดามุฮัมมัดผู้ทรงเกียรติ(ศ)ที่เมืองมักกะฮฺท่านก็ได้

เริ่มประกาศศาสนาและอธิบายบทบัญญัติและวิชาการต่างๆแก่ประชาชน ซึ่งเกี่ยวข้องกับคำพูดและการกระทำ

คำสั่งแรกที่ท่านได้รับบัญชามาสอนบรรดามุสลิม ในด้านการเคารพภักดีหลังจากประกาศ หลักเอกภาพแล้ว คือ เรื่องทำวุฎู และนมาซ

คนมุสลิมก็ได้รับรู้เรื่องนี้มาจากท่าน ต่อมาท่านก็เริ่มลงมืออธิบายกฏเกณฑ์ทางศาสนา

กฎเกณฑ์ทางสังคม แนวทางในการประกาศศาสนา และหลักปฏิบัติต่อฝ่ายศัตรู ทั้งหมดนี้ ได้ประกอบกันเป็นที่มาของบทบัญญัติทางศาสนา

เมื่อท่านอพยพไปเมืองมะดีนะฮฺ เหตุการณ์ในคราวนั้น  ถือเป็นอัตชีวประวัติและซุนนะฮฺ

ส่วนหนึ่งด้วย หลังจากท่านได้ปกครองเมืองมะดีนะฮฺ ท่านได้นำหลักการศาสนามาใช้ โดยแสดงบทเทศนาสั่งสอนด้วยวจนะ อีกทั้งส่วนเป็นข้อเขียนและรูปแบบการดำเนินชีวิตอย่างเป็นกิจจะลักษณะ

กล่าวคือ แนวทางของท่านที่ให้ไว้ทั้งในด้านการเคารพภักดี การปกครอง การบริหาร การใช้อำนาจรัฐ การพิพากษาคดีความ การปฏิบัติต่อครอบครัว ต่ออะฮฺลุลบัยตฺ ต่อบรรดาสาวก ต่อบรรดาศัตรูในกลุ่มอะฮฺลุลกิตาบ และที่ปฏิบัติต่อพวกมุชริก ทั้งในยามรบและในยามสงบ


รวมถึงเจตนารมณ์ในการจัดตั้งรัฐ กิจการทางสังคม การเป็นผู้นำทัพ การอธิบายบทบัญญัติจากอัล-กุรอาน ตลอดจนด้านอื่นๆ ล้วนเป็น สิ่งที่ได้ชื่อเรียกว่า “ซุนนะฮฺ” หรือจริยวัตรในการดำเนินชีวิตของท่านทั้งสิ้น

โดยท่านนบี(ศ) ได้ดำเนินงานในการอธิบายคำสอน ประกาศศาสนาด้วยการพูด การกระทำ และการดำเนินชีวิตอย่างเป็นรูปธรรม จึงมีผลให้เกิด ระเบียบทางสังคมอย่างเป็นวิชาการ

ด้านหนึ่งขึ้นมา เช่น ในเรื่องการค้าขาย การว่าจ้าง มรดก การแต่งงาน และการหย่า...ฯลฯ

ท่านได้สอนให้ยึดถือในหลักการบางอย่าง แล้วให้ปฏิเสธหลักการอีกบางอย่าง ที่ตั้งอยู่บน

พื้นฐานของบทบัญญัติและปรัชญาทางศาสนา ในการเปลี่ยนแปลงแก้ไขโครงสร้างทางสังคม


ใช่แต่เท่านั้น หากสาวกของท่านบางคน ได้กระทำกิจการใดๆ ลงไป แล้วท่านวางเฉย ไม่แสดงท่าทีใดๆ ที่ปฏิเสธ ไม่คัดค้านการกระทำอันนั้น เพราะท่านเห็นว่า เป็นกิจกรรมที่อยู่ในปรัชญาทางศาสนา และไม่ขัดแย้งกัน ก็ถือว่ากิจกรรมอันนั้นเป็นมรดกทางด้านศาสนบัญญัติอีก

ส่วนหนึ่ง และเป็นที่มาของการเคลื่อนไหวไปสู่การปฏิวัติทางความคิด และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานอย่างสิ้นเชิง

ดังได้กล่าวมานี้ แสดงให้เห็นว่า คำสอนต่างๆ ที่ท่านนบี(ศ) หยิบยื่นให้ไม่ว่าจะเป็นคำปราศรัยของท่านที่ก่อให้เกิดความเจริญก้าวหน้าแก่สังคมประชาชาติและมนุษยชาติในรุ่นหลัง โดยวิถีการดำเนินชีวิต และแนวทางการปฏิบัติ รวมถึงการวางเฉยที่แสดงว่าท่านยอมรับต่อพฤติกรรมบางอย่าง เท่ากับเป็นการอธิบายหลักเกณฑ์ของอัล-กุรอาน และเป้าหมายต่างๆ ในคำสอนของพระผู้เป็นเจ้าเป็นการอธิบายที่สร้างพื้นฐานทางความคิด และความจริงจากบทบัญญัติทางศาสนาที่ท่านได้รับวะหฺยูมาจากอัลลอฮฺ มาเผยแก่มนุษย์


 

มรดกเหล่านี้ที่มาจากท่านนบี ได้ถูกรวบรวมและวิเคราะห์ไว้ในตำราฮะดีษอันถูกแบ่งออกเป็นสามประเภท ตามลักษณะที่เรื่องราวเหล่านั้นปรากฏออกมาจากท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ) ดังนี้

๑ – วจนะของท่านศาสดา

หมายถึง การอธิบายของท่านศาสนทูต(ศ) โดยคำพูด จะเป็นคุฏบะฮฺ เป็นวจนะต่างๆ เป็นการชี้แนะ การตอบข้อซักถาม เป็นสาส์น ที่ท่านเขียนส่งไปยังบุคคลต่างๆ ตามที่ท่านสนทนากับพวกเขาด้วยสาส์น หรือบันทึกข้อตกลงทางการเมือง หรือคำอธิบายความหมายของอัล-กุรฺอาน

เป็นที่แน่ชัดว่า ท่านศาสดาผู้ทรงเกียรติ(ศ) เทศนาสั่งสอนประชาชนด้วยภาษาอาหรับ ในวิธีที่พวกเขาเคยชิน เพราะท่านต้องการประกาศเชิญชวนพวกเหล่านั้นเข้าสู่อิสลาม และรับรู้คำอธิบายกฎเกณฑ์ทางศาสนาและความรู้ต่างๆ ทางด้านความเชื่อ

ดังนั้น การเทศนาของท่านจึงมีทั้งคำพูด และวิธีการที่เป็นไปอย่างตรงไปตรงมา เปรียบเปรย อุปมาอุปมัย และเป็นคำพูดแบบผสมผสาน มีทั้งที่ท่านพูดกับคนทั่วไป และที่พูดเจาะจงกับบางคนโดยเฉพาะ มีทั้งที่พูดโดยวางเงื่อนไข และที่เป็นคำแถลงการณ์อย่างตรงไปตรงมา ทั้งประเภทคำสั่งห้าม และการอนุโลม...ฯลฯทั้งหลายเหล่านี้ เราจำเป็นจะต้องทำความเข้าใจ และต้องมีมาตรการกำหนดกรอบของความหมาย และลักษณะของกฎเกณฑ์ทางศาสนาที่มีอยู่ในคำพูดประเภทต่างๆ เหล่านั้นของท่านนบี(ศ)


๒ – การกระทำของท่านศาสดา (ศ)

การกระทำใดๆ ของท่านนบี(ศ) ที่แสดงออกมาเป็นกิจจะลักษณะนั้นถือว่า เป็นกฎ เป็นมาตรการ และเป็นวิถีการดำเนินชีวิตตามหลักการอิสลาม

ศาสนาอิสลาม เป็นทั้งหลักปฏิบัติ เป็นทั้งคำสอนในพื้นฐานของการดำรงชีวิต

ด้วยเหตุนี้ ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ) มีฐานะเป็นผู้จัดตั้งวิถีทางแห่งการดำเนินชีวิต และเป็นผู้ที่กำหนดกฏเกณฑ์ทางศาสนา เป้าหมายทางการเมือง การเคารพภักดี แนวทางการประกาศศาสนา

การต่อสู้ การอยู่ร่วมกันในสังคม และอื่นๆ โดยพฤติกรรมและการกระทำของท่าน

อัล-กุรฺอานมีบัญชามายังประชาชาตินี้ว่า ให้ยึดมั่นตามหลักปฏิบัติของท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ) เพราะท่านเป็นผู้ประกาศศาสนา ทั้งโดยคำพูด โดยการกระทำและท่าทีการแสดงออก ทั้งนี้ เพราะว่าท่านเป็นมะอฺศูม (ผู้ถูกปกป้องให้พ้นจากความบาป) ปราศจากความผิดพลาดในทุกสิ่งทุกอย่างที่เผยออกมาจากตัวท่าน

ดังมีโองการความว่า

“และอันใดที่ศาสนทูตได้นำมายังสูเจ้า ดังนั้น สูเจ้าจงยึดถือและอันใดที่เขาห้ามสูเจ้าก็จงหยุดเสีย”


“แน่นอน ในตัวของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺนั้น มีแบบฉบับสำหรับสูเจ้าอย่างดีเลิศ”

การกระทำใดๆ ของท่านศาสนทูต(ศ) จึงเป็นบทบัญญัติทางศาสนาและถือว่า เป็นหลักปฏิบัติในด้านกฏเกณฑ์ของศาสนาอิสลาม

คำอธิบายว่าด้วยการกระทำของท่านนบี(ศ)

นักปราชญ์ได้ทำการวิเคราะห์อย่างละเอียด เกี่ยวกับการกระทำของท่านนบีเพื่อความเข้าใจและจำแนกกฎเกณฑ์ทางศาสนาออกมา

เราสามารถแบ่งลักษณะของการกระทำในสิ่งต่างๆ ของท่านศาสนทูต(ศ) ออกเป็นประเภทต่างๆดังนี้

๑ - ประเภทที่เป็นเรื่องส่วนตัวของท่านเอง เช่น ท่านสามารถแต่งงานมีภรรยาได้มากกว่า ๔คน การกระทำในลักษณะนี้ ไม่ถือเป็นกฎสำหรับคนอื่นๆ

๒ - ประเภทที่มีผลต่อคนในสังคม ได้แก่ การกระทำต่างๆ ของท่านในภาวะปกติ เช่น การ

ใช้ภาษาพูดเหมือนคนทั้งหลาย เพื่อให้พวกเขาเข้าใจในคำสอนของท่าน กฎเกณฑ์ในข้อนี้ ถือว่าครอบคลุมถึงคนอื่นๆ และเป็นหลักฐานอย่างหนึ่งสำหรับพวกเขา


๓ - ประเภทที่กระทำเหมือนกับคนทั้งหลายที่มีหน้าที่ต้องกระทำ จึงถือว่าเป็นกฏที่ครอบคลุมถึงผู้ทำหน้าที่ตามหลักศาสนาทุกคนในการดำเนินชีวิต

๔ - ประเภทที่กระทำในฐานะนบี ที่อธิบายให้ความรู้แก่ประชาชน

๕ - ประเภทที่กระทำในฐานะผู้ปกครอง และใช้อำนาจรัฐต่อบรรดามุสลิม การกระทำในข้อนี้ ถือว่าครอบคลุมถึงผู้ปกครองทางศาสนาทุกคน ซึ่งทำหน้าที่บริหารกิจการต่างๆ ของคนมุสลิม

ในทุกยุคทุกสมัย นั่นคือหน้าที่ในการปกครองโดยผู้มีอำนาจสูงสุดผู้เดียว เช่น การลงนามทำสนธิสัญญา ในนามประชาชนการประกาศสงครามและประกาศยุติสงคราม

จากการศึกษาในเชิงวิชาการ ทำให้เราได้ข้อสรุปว่า เป็นไปไม่ได้เลยที่ท่านศาสนทูตจะกระทำในสิ่งต้องห้ามเพราะท่านมีฐานะเป็นมะอฺศูมผู้ประกาศศาสนาจากอัลลอฮฺ ฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่านได้กระทำต้องอยู่ในกฏที่เป็นหะลาล (ถูกอนุมัติตามหลักศาสนา) และเป็นวาญิบ (หน้าที่ที่ต้องกระทำตามหลักศาสนา) ทั้งสิ้น ส่วนสิ่งใดที่ท่านงดเว้น ไม่กระทำ หมายความ ว่า สิ่งนั้นมิใช่วาญิบ


ด้วยเหตุนี้ จำเป็นต้องมีการวิเคราะห์ถึง ลักษณะการกระทำสิ่งต่างๆ ของท่านศาสนทูต โดยพิจารณาถึงองค์ประกอบต่างๆ ที่อธิบายการกระทำนั้นๆ ของท่าน เพื่อเราจะได้รู้ว่า ที่ท่านศาสนทูตได้กระทำอย่างนั้น อย่างนี้ ลงไป อย่างไหนบ้าง ที่อยู่ในประเภทวาญิบ ประเภทมุสตะหับ หรือเป็นเพียงการอนุโลม

เพราะมักรุฮฺ เป็นเรื่องหนึ่งที่อนุโลมให้กระได้ อีกทั้งเพื่อจะได้เข้าใจว่าสิ่งที่ท่านงดเว้นนั้น เป็นหะรอม (ต้องห้ามตามหลักศาสนา)

 หรือว่า เป็นมุบาหฺ (อนุโลม) เพราะว่าสิ่งที่ท่านงดเว้นนั้นมี ๒ ประเภท คือ มุบาหฺและหะรอม แต่ท่านศาสนทูต (ศ) จะไม่งดเว้นกิจกรรมที่เป็นวาญิบอย่างเด็ดขาด

การพิจารณาโดยละเอียดเช่นนี้ จะช่วยเปิดประตูในการแสวงหากฎเกณฑ์ทางศาสนาให้แก่เราได้อย่างกว้างขวาง จนเราได้รู้ว่าสิ่งใดเป็นวาญิบ สิ่งใดเป็นหะลาล และสิ่งใดเป็นหะรอม


ในบางครั้งท่านจะอธิบายการกระทำของท่าน ด้วยคำพูดของท่านเอง หรือบางครั้ง เหตุการณ์ที่ปรากฏอยู่ในเวลานั้นจะอธิบายให้โดยปริยาย เพื่อเราจะได้รู้ว่าสิ่งใดเป็นวาญิบ หรือมุสตะฮับ หรือมุบาหฺโดยอาศัยการอธิบายจากคำพูดของท่าน หรือจากสภาพของเหตุการณ์ในยามนั้นเป็นข้อบ่งชี้

ขณะเดียวกับกรณีที่ท่านงดเว้น จากการกระทำในสิ่งหนึ่งสิ่งใด เราก็จะสามารถอาศัยคำพูดและเหตุการณ์ที่ปรากฏอยู่ในขณะนั้น อธิบายได้ว่าสิ่งนั้นๆ เป็นหะรอมหรือมุบาหฺ เพราะการที่ท่านงดเว้นไม่กระทำนั้น มีทั้งที่เป็นหะรอมและมุบาหฺ

๓ - การแสดงออกซึ่งการรับรอง ในภาษาอาหรับใช้คำว่า “อิกร้อร” หมายถึง การยืนยันในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง (๖)

นอกจากนี้ ยังหมายถึง “การให้ความยอมรับ และยืนยัน การให้ความเห็นชอบ หรือการบันทึก การเซ็นรับรองโดยผู้มีอำนาจหน้าที่ใน การรับรอง”(๗)

ด้วยเหตุนี้ เราจึงเข้าใจว่า ท่าทีการแสดงออกของท่านศาสนทูต หมายถึง การเซ็นรับรองและความเห็นชอบจากท่านในการกระทำ หรือการพูดในเรื่องใดๆ ที่ท่านได้รู้เห็นจากบุคคลใด หรือจากกลุ่มบุคคลใดหรือสังคมใด แล้วท่านไม่ยับยั้งเรื่องเหล่านั้น


ดังกล่าวนี้ หมายถึงความพอใจและความเห็นชอบของท่าน จึงถือว่าเรื่องราวเหล่านั้นเป็นส่วนหนึ่งของท่านซุนนะฮฺ และศาสนบัญญัติ เพราะถ้าหากการกระทำหรือคำพูดเหล่านั้น ขัดกับหลักศาสนาเป็นที่แน่นอนว่าท่านจะต้องยับยั้งและไม่พึงพอใจ

ตัวอย่างเช่น ท่านศาสนทูตได้รู้เห็นว่าประชาชนยอมรับฟังคำบอกเล่าที่ถ่ายทอดมาโดยคน คนเดียวแล้วให้ความเชื่อถือ เพราะคนผู้นั้นมีความสำคัญในหมู่คณะ แล้วท่านวางเฉย และไม่ทักท้วงแต่อย่างใด

จากเรื่องนี้ ทำให้เราเข้าใจได้ว่า การที่ท่านวางเฉย หมายถึงท่านยอมรับว่า ความเชื่อถือที่มีต่อคำบอกเล่าของคนคนเดียวนั้น เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว เราจึงถือเป็นหลักเกณฑ์ ในการพิจารณาบทรายงานที่บอกเล่าเรื่องราวต่างๆ สมัยหลังจากที่ท่านรายงานมาโดยคนคนเดียว เมื่อคนผู้นั้นมีความน่าเชื่อถือ

*มักรูฮฺ คือ สิ่งที่ศาสนาเน้นให้งดเว้น แต่ไม่กำหนดโทษ แก่ผู้กระทำ เช่น ไอในเวลานมาซ, ถ่ายปัสสาวะลงในน้ำนิ่ง, การนอนหลับจนตะวัน ฯลฯ

ซึ่งเราไม่ต้องวางเงื่อนไขว่า ผู้รายงานบอกเล่าแต่ละเรื่องจะต้องมี ๒ หรือ ๔ คน รายงานว่า มาจากท่านนบีหรืออิมาม แล้วจึงจะยอมรับโดยเปรียบเทียบกับกฎว่าด้วยพยาน หรือการสืบสวนคดีความ


ทั้งนี้ เพราะว่าการกระทำในทุกๆ เรื่องที่ปรากฏขึ้นโดยคนๆ เดียว หรือจากสังคมเดียว ถ้าหากท่านศาสนทูต(ศ) ทราบเรื่องแล้วไม่ห้าม ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่อยู่ในหลักศาสนา เนื่องจากการที่ท่านศาสนทูต(ศ) วางเฉยและไม่สั่งห้ามในสิ่งใดๆ นั้นหมายความว่าท่านให้การรับรองและเห็นชอบซึ่งถือเป็นหลักฐานได้ว่า สิ่งนั้นๆ ถูกต้อง และชอบด้วยหลักศาสนา

จึงถือได้ว่า การยอมรับบทรายงานจากคนคนเดียว สามารถเป็นหลักฐานอย่างหนึ่งในการพิสูจน์ถึงบทบัญญัติทางศาสนาได้

ถ้อยคำและลักษณะต่างๆ ที่แสดงเหตุผล

จากการศึกษาวิเคราะห์คำเทศนาต่างๆ ของท่านนบี(ศ) จะพบว่าบทบัญญัติทางศาสนา ความรู้ และหลักความคิดด้านต่างๆ นั้น เป็นผลที่เกิดขึ้นจากลักษณะของการพูดของท่านเอง

ลักษณะในการพูดมีอยู่ด้วยกัน ๓ ประเภทคือ

ก. เป็นข้อบัญญัติ(นัศ) หมายถึง คำพูดที่ให้ความหมายอย่างใดอย่างหนึ่งชัดเจน แจ่มแจ้ง จนสามารถเชื่อมั่นได้ว่า ไม่มีทางที่ความหมายจะโน้มไปทางอื่นอีก โดยหลักเกณฑ์ของภาษา หรือ องค์ประกอบที่วางเป็นกรอบไว้ให้เข้าใจความหมายอย่างนี้ เช่นคำกล่าวของท่านที่ว่า


“มุสลิม คือ พี่น้องของมุสลิม เขาจะต้องไม่สร้างความอธรรม ต้องไม่ฉ้อฉล ต้องไม่นินทา ไม่คดโกง ไม่หักหลัง และไม่ตัดไมตรีต่อกัน”(๘)

ข. เป็นสำนวนโวหาร (มุจญ์มัล) ในภาษาอาหรับให้ความหมายคำนี้ว่า

“ถ้อยคำที่ไม่ได้แสดงความหมายออกมาให้ชัดเจน”

หมายความว่า เป็นประโยคที่ให้ความหมายได้หลายแง่ โดยแต่ละแง่จะมีน้ำหนักก้ำกึ่งกัน เพราะมีเหตุมาจากศิลปะของการใช้ภาษา

กล่าวคือ ข้อความที่ถูกบันทึกมาในเรื่องซุนนะฮฺนั้น มีหลายรายงานฮะดีษ และมีวจนะของท่านนบี(ศ) ในหลายเรื่องที่สามารถเข้าใจความหมายได้หลายแง่


แต่ละแง่จะมีความก้ำกึ่งกัน ทั้งเนื้อหาสาระและความหมายตามรูปประโยค เป็นความผสมผสานกันของถ้อยคำ ดังปรากฏอยู่ในฮะดีษและบทรายงานต่างๆ

ดังได้กล่าวมาแล้วนั้น เราเชื่อว่า ประโยคที่มีความหมายให้เข้าใจได้หลายแง่มุม จะต้องมีเพียงความหมายเดียวเท่านั้น ที่ถูกต้องตามจุดประสงค์ของผู้พูด และความหมายนั้นจะต้องเป็นข้อยุติสำหรับความหมายอื่นๆ

แต่ความหมายที่ถูกต้องตามจุดประสงค์ของผู้พูด ก็ใช่ว่าจะเป็นถ้อยคำที่ชัดเจน จนเราสามารถจำแนกออกมาจากความหมายอื่นๆ ที่ถูกคาดคะเนไว้อย่างแน่ชัดเสียเลยทีเดียว เพราะฉะนั้น จึงจำเป็นต้องมีมาตรการในการวางกรอบความหมายที่ถูกต้องตามจุดประสงค์

นั่นคือ การแสวงหาข้อพิสูจน์จากภายนอกมาสนับสนุน เพื่อเป็นองค์ประกอบในการกำหนดขอบเขตของความหมาย ที่ต้องตามจุดประสงค์ทางศาสนา

ค. แสดงความหมายด้านนอก (ซอฮิรฺ) บ่อยครั้ววจนะของท่านนบีจะให้ความหมายสองทาง

แต่เมื่อได้ยินหรือได้ฟังถ้อยคำเหล่านั้น จิตสำนึกจะยอมรับอยู่กับความหมายหนึ่งโดยเฉพาะเท่านั้น


นั่นคือผลของการใช้ศิลปะทางด้านภาษาที่มีอยู่ในประโยคคำพูด ดังนั้น ประโยคเช่นนี้ จะแสดงความหมายด้านนอกให้ปรากฏออกมาซึ่งเป็นด้านหนึ่งของความหมายเท่านั้น ยังมิใช่ทั้งหมด

ลักษณะที่ว่านี้ เป็นข้อพิสูจน์อย่างหนึ่งของวิชาการทางศาสนบัญญัติในอิสลาม ส่วนการยึดถือตามความหมายด้านนอกของประโยคนั้น ถือเป็นเรื่องที่ต้องให้อภัย ทั้งนี้ เพราะว่า เมื่อใดที่ท่านศาสนทูตเทศนาสั่งสอนประชาชนและทำความเข้าใจกับประชาชนอยู่นั้น ท่านอธิบายตามวิธีการที่พวกเขาเคยชินกันอยู่

อัล-กุรอานได้อธิบายในเรื่องนี้ว่า

“และเรามิได้ส่งศาสนทูตจากที่อื่นใดมา นอกจากศาสนทูตที่มีภาษาพูดเหมือนกับพวกเขาเพื่อจะอธิบายแก่พวกเขา”

โดยพื้นฐานอันนี้ บรรดานักการศาสนาได้สรุปไว้ให้เป็นแบบแผนทางวิชาการ เพื่อแสวงหาความรู้จากวจนะของท่านศาสนทูต โดยใช้ชื่อเรียกประโยคคำพูดแบบนี้ว่า “หลักฐานที่แสดงความหมายด้านนอก”

 (ฮุจญียะตุซซุฮุรฺ)

หมายความว่า เราเข้าใจในความหมายด้านนอกของประโยคคำพูดนั้นๆ ของท่านนบี อย่างไร ที่ตรงกับความหมายตามพื้นฐานในหลักภาษาอาหรับ นั่นคือ หลักฐานแสดงว่า เราพ้นจากภาระที่ต้องรับผิดชอบแล้ว


เพราะภาษาอาหรับนี่เอง ได้นำเราเข้าสู่กฏเกณฑ์ทางศาสนบัญญัติ และวิชาการของอิสลาม ที่มาในรูปประโยคต่างๆ ที่เป็นซุนนะฮฺโดยคำพูดทั้งๆ ที่ความหมายของประโยคนั้นๆ มีมาตั้งแต่สมัยที่ท่านนบีวางบทบัญญัติ นับว่าห่างไกลจากยุคของเรามาก

ด้วยเหตุนี้ หากเราด้อยประสิทธิภาพในด้านภาษา ก็จำเป็นจะต้องศึกษาหาความรู้ในหลักวิชาทางด้านภาษา เพื่อจะได้นำเอากฏเกณฑ์ และแนวความคิดออกมาจากถ้อยคำต้นแบบเหล่านั้น

*เชค มุศฏอฟา อัล-อิติมาดีย์/ชะเราะฮ์ มะอาลิมุดดีน/หน้า ๒๓๙

ซุนนะฮฺกับหลักความคิดและบทบัญญัติ

บทบัญญัติในศาสนาอิสลามประกอบด้วยกฎหมายและบทบัญญัติต่างๆ ที่มาจากอัลลอฮฺ

เพื่อวางระเบียบใหม่ให้แก่มนุษยชาติทั้งมวลไม่ว่าในการสัมพันธ์กับอัลลอฮฺหรือต่อตนเอง หรือที่ต้องปฏิบัติต่อผู้อื่น

หลักความคิดแบบอิสลาม หมายถึง กระบวนการแห่งความรู้ ที่ได้รับมาจากคำสอนทางศาสนา เช่น ความคิดทางด้านเศรษฐศาสตร์ การเมือง การปกครอง ปรัชญา ศาสนา จริยธรรม และการอธิบาย อัล-กุรฺอาน ฯลฯ


ทั้งคัมภีร์อัล-กุรฺอาน และซุนนะฮฺนบีนั้น ต่างก็เป็นแหล่งที่มาของหลักความคิด ความรู้และบทบัญญัติทางศาสนา โดยอัล-กุรฺอานได้ยืนยันถึงฐานะของซุนนะฮฺที่มีต่อคัมภีร์ ให้มนุษย์ได้รู้

ดังโองการความว่า

“และเขามิได้เผยวจนะมาจากอารมณ์ หากแต่มันเป็นวะหฺยูที่ถูกประทานมาโดยผู้มีฤทธานุภาพอันทรงพลังได้สอนให้เขารู้”

“(ศาสดามุฮัมมัดกล่าวเถิดว่า) ฉันไม่มีสิทธิ์ที่จะเปลี่ยนแปลงโดยความรู้ภายในจิตใจของฉัน ฉันมิได้ทำตามสิ่งอื่นใด นอกจากที่ถูกประทานเป็นวะหฺยูมายังฉันเท่านั้น”

“และสิ่งใดที่ศาสนทูตนำมายังสูเจ้า ดังนั้น สูเจ้าจงยึดถือมันไว้ และสิ่งใดที่เขาห้ามสูเจ้าดังนั้น จงหยุดยั้งเสียเถิด”

“แน่นอน ได้มีแบบอย่างในตัวศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ สำหรับสูเจ้าอย่างดีเลิศ”

“โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย จงเคารพเชื่อฟังอัลลอฮฺ และจงเคารพเชื่อฟังศาสนทูต และผู้มีอำนาจปกครองในหมู่สูเจ้า ดังนั้น ถ้าหากสูเจ้าขัดแย้งกันในเรื่องใด ให้นำเรื่องนั้นย้อนกลับยังอัลลอฮฺและศาสนทูต ถ้าหากสูเจ้าศรัทธาต่ออัลลอฮฺและวันปรโลก นั่นคือ ความดีงาม และเป็นการให้ความหมายที่ดี”


“จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด)จงเคารพเชื่อฟังอัลลอฮฺ และจงเคารพเชื่อฟังศาสนทูต ดังนั้นสำหรับเขาก็มรหน้าที่รับผิดชอบ และสำหรับสูเจ้าก็มีหน้าที่รับผิดชอบ และถ้าหากสูเจ้าเคารพเชื่อฟังเขา สูเจ้าก็จะได้รับทางนำ และศาสนทูตไม่มีหน้าที่อื่น เว้นแต่การประกาศข่าวอันชัดแจ้ง”

 (อัน-นูร/๕๔)

“และเรามิได้ส่งศาสนทูตจากที่ใดมา เว้นแต่ผู้ที่ใช้ภาษาพูดเหมือนกับพวกเขา เพื่ออธิบายแก่พวกเขา”

 (อิบรอฮีม/๔)

ดังกล่าวนี้ แสดงให้เห็นว่า อัล-กุรฺอาน ให้การยอมรับในบทบาทของ

ซุนนะฮฺและพฤติกรรมการแสดงออกโดยท่านศาสนทูต(ศ) ว่าเป็นส่วนหนึ่งจากสาส์นอันอมตะของพระผู้เป็นเจ้า

จากพื้นฐานการอธิบายของอัล-กุรฺอานในเรื่องเหล่านี้ บรรดาอิมามและนักปราชญ์ถือว่าซุนนะฮฺเป็นแหล่งที่มา ของบทบัญญัติ ทางศาสนา หลักความคิด และความรู้ทางด้านวัฒนธรรม อันดับสองรองจากอัล-กุรฺอาน

อิมามญะฟัร ศอดิก (อ) ทายาทท่านหนึ่งของศาสนทูตผู้ทรงเกียรติ(ศ) ได้อธิบายถึงบทบาทของซุนนะฮฺ ในการวางบทบัญญัติว่า

“บทบัญญัติจะมาจากทางอื่นมิได้เลย เว้นแต่จะมาจากพระคัมภีร์หรือซุนนะฮฺเท่านั้น”(๙)


ท่านได้รายงานอีกว่า

“ทุกเรื่อง ต้องถูกนำกลับมาพิจารณากับพระคัมภีร์ และซุนนะฮฺ และทุกฮะดีษ ที่ไม่ตรงกับพระคัมภีร์แห่งอัลลอฮฺ ล้วนเป็นของปลอม”(๑๐)

อิมามมูซา กาซิม บุตรของอิมามญะฟัร ศอดิก (อ) ได้ตอบคำถามจากสหายคนหนึ่งที่ตั้งคำถามว่า

“ทุกสิ่งทุกอย่าง มีอยู่ในพระคัมภีร์แห่งอัลลอฮฺและซุนนะฮฺนบีของพระองค์หรือว่าพวกท่านกล่าวขึ้นเองในเรื่องนั้นๆ”

ท่านตอบว่า “ทุกสิ่งทุกอย่าง ล้วนอยู่ในพระคัมภีร์แห่งอัลลอฮฺ และซุนนะฮฺนบีของพระองค์(๑๑)

รายงานจากอิมามมุฮัมมัด บิน อาลี อัล-บากิร (อ) ว่า

“ทุกอย่าง ถ้าเกินเลยต่อซุนนะฮฺ จะต้องถูกนำกลับมาหาซุนนะฮฺ”(๑๒)

เมื่อได้ศึกษาในหลักการศาสนาโดยละเอียด เราจะพบว่า ซุนนะฮฺ คือ แหล่งที่มาของกฎเกณฑ์และกฎหมายทางศาสนาเหล่านั้น ทั้งนี้ เพราะอัล-กุรฺอานมิได้เสนอรายละเอียดใดๆ ใน

ด้านกฏเกณฑ์ทางศาสนา ทั้งในด้านการเคารพภักดี ด้านสังคม นอกจากแค่เพียงกล่าวโดยสรุป


แต่ท่านศาสนทูตได้รับมอบหมายจากอัลลอฮฺ ให้มาทำหน้าที่ครูอธิบายเรื่องราวต่างๆในอัล-กุรฺอาน เพื่อให้รายละเอียด และได้อธิบายในเรื่องบทบัญญัติทางศาสนา

ดังตัวอย่างเช่น อัล-กุรฺอาน วางหลักการเกี่ยวกับซะกาต ในฐานะที่เป็นกิจการด้านการคลังว่า

“จงนำส่วนหนึ่งจากทรัพย์สินของพวกเขา มาเป็นทานบริจาค เพื่อการชำระขัดเกลาพวกเขา ด้วยสิ่งนั้น”

ท่านศาสนทูต(ศ) ก็ได้ปฏิบัติตามธรรมนูญข้อนี้เพื่อเป็นพื้นฐาน และได้ให้รายละเอียดไว้

เป็นกฎหมายสำหรับเรื่องนี้ โดยได้อธิบายถึง สัดส่วนของทรัพย์สินต่างๆ ที่จะต้องจ่ายเป็นซะกาต

ทั้งขนาด ปริมาณ ระยะเวลา และเงื่อนไขต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ตามความจำเป็นของเรื่อง...ฯลฯ

อัลลอฮฺทรงบัญชามายังมวลมุสลิม เรื่องการบำเพ็ญฮัจญ์ ฝ่ายท่านศาสนทูต(ศ) ก็ได้อธิบายเกี่ยวกับพิธีกรรมต่างๆ ในการบำเพ็ญฮัจญ์ ให้ประชาชนรู้โดยท่านกล่าวว่า

“พวกท่านจงถือปฏิบัติพิธีกรรมของพวกท่านตามฉัน”


ทำนองเดียวกัน ท่านยังได้อธิบายในกฎของการถือศีลอด การนมาซ การซื้อขาย การแต่งงาน การเลี้ยงดูบุตร การให้นมแก่บุตร การทำสนธิสัญญาทางการเมือง กฎหมายว่าด้วยการทำสงคราม ว่าด้วยที่ดิน และหนี้สิน ตลอดทั้งวิธีการพิจารณาพิพากษาด้านคดีความ...ฯลฯ

ผู้ที่ได้ศึกษาในด้านความสัมพันธ์ระหว่างพระคัมภีร์กับซุนนะฮฺ จะพบว่ามีลักษณะเหมือนความสัมพันธ์ของรัฐธรรมนูญกับกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับทั่วไป ที่มีอยู่ในประมวลกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสังคม

กล่าวคือ กฎหมายรัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นโดยสมาชิกสภาร่างฯ นั้น เป็นกฎหมายพื้นฐานของรัฐและสังคม ขณะที่กฎหมายและข้อบังคับอื่นๆ หรือข้อกำหนดอื่นๆ ทางกฎหมาย ทำหน้าที่ให้รายละเอียดทางด้านบทบัญญัติที่ถูกตราขึ้นในกรอบของรัฐธรรมนูญ

ดังนั้น ผู้ตราบทบัญญัติของอิสลาม จึงต้องดำเนินการวางหลักเกณฑ์และรายละเอียดต่างๆให้สอดคล้องกับกฏเกณฑ์ของอัล-กุรฺอาน

ท่านศาสนทูต(ศ) คือครูที่ถูกส่งมาจากอัลลอฮฺ ท่านมิได้ลุแก่อำนาจใดๆ ในการวางบทบัญญัติ และตรากฎหมายใดๆ ตามลำพังท่านเอง หากแต่เป็นไปตามที่อัลลอฮฺทรงสอน ทั้งในเรื่องการเคารพภักดี การวางกฎระเบียบทางสังคมหรือหลักเกณฑ์ด้านการปกครอง

กล่าวในฐานะที่เป็นนักปกครอง ท่านคือผู้มีอำนาจสูงสุดในการบริหารกิจการของชาวมุสลิม


ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใด ถ้ามา จากท่านแล้วล้วนถือเป็นซุนนะฮฺ ที่อัลลอฮฺทรงสอนให้เพราะท่านมีหน้าที่รับเรื่องราวเหล่านั้นมาจากอัลลอฮฺ

ดังนั้น ซุนนะฮฺ จึงหมายถึงคำอธิบายขยายความหมายในพระคัมภีร์แห่งอัลลอฮฺ เพราะการเป็นนบี หมายถึง ผู้ทำหน้าที่ประกาศข่าวทั้งหลายที่มาจากวะหฺยู และเป็นผู้รู้ในสิ่งเหล่านี้ อาจด้วยการได้รับสภาวะการดลจิต(อิสฮาม) หรือโดยการที่จิตที่สามารถบรรลุเข้าถึงสภาวะที่บริสุทธิ์

หรือโดยการเรียนรู้โดยตรงจากอัลลอฮฺ ซึ่งมีญิบรอเอล เป็นสื่อกลาง บรรดานักปราชญ์เชื่อถือว่า กฏเกณฑ์และบทบัญญัติต่างๆ ทางศาสนาที่มีรายละเอียดทั้งหลายทั้งปวง ตามที่ท่านได้ให้เป็นแบบอย่างไว้แก่ประชาชาติของท่านนั้น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยวะหฺยูจากพระผู้อภิบาล ที่ทรงประทานมายังท่าน

การได้มาซึ่งสิ่งนี้ นักปราชญ์บางคนให้ความเห็นว่า เป็นการใช้

หลักอิจญ์ติฮาดอย่างหนึ่งของท่านศาสนทูต(ศ) โดยให้การยอมรับว่าการอิจญ์ติฮาด(ใช้ความเพียรอย่างสูงสุด เพื่อวินิจฉัยหลักการใดๆ ให้ออกมาเป็นบทบัญญัติทางศาสนา) ของท่านมิได้เป็นเหมือนอย่างการอิจญ์ติฮาด

ของนักการศาสนาทั้งหลาย ซึ่งมีผลลัพท์ออกมาทั้งถูกและผิด

หากแต่การอิจญ์ติฮาดของท่าน มีแต่ความถูกต้องล้วนๆ และสามารถบรรลุถึงกฎเกณฑ์ของอัลลอฮฺได้อย่างแท้จริง เพราะกฏเกณฑ์ที่ท่านเผยออกมานั้นไม่ว่าอยู่ในเรื่องใด มิได้มาจากที่ไหนเลย เว้นแต่มาจากเนื้อแท้ของบทบัญญัติและกฏเกณฑ์ทางศาสนา ที่ท่านสามารถเข้าถึงได้อย่างชัดเจน แจ่มแจ้ง สมบูรณ์ที่สุด ทั้งสิ้น


อัล-ฮิลลีย์ นักปราชญ์ผู้ทรงคุณ เคยตอบปัญหาเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่ท่านศาสนทูตจะแสวงหากฏเกณฑ์ทางศาสนา โดยวิธีการต่างๆ ตามทฤษฏีว่าด้วยศาสนบัญญัติ (อัล-อิจญ์ติฮาด) โดยปราศจากการใช้หลักเปรียบเทียบ (กิยาส) ว่า

“เราไม่คัดค้านในความเป็นไปได้สำหรับประเด็นนี้ แต่เราไม่สามารถรู้ในความจริงของเหตุการณ์ โดยข้อสันนิษฐานอันนี้ จะถือว่าการอิจญ์ติฮาดของท่านมีผิดพลาดได้หรือไม่?

 คำตอบก็คือ ไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะว่า

๑ – ท่านเป็นมะศูม ผู้ปราศจากความบาป ไม่ว่าโดยเจตนาหรือหลงลืม

๒ – เราทั้งหลายถูกบัญชาให้ปฏิบัติตามท่าน ดังนั้น ถ้าหากความผิดพลาดยังอาจเกิดจากท่านได้ ในการวางกฏเกณฑ์ต่างๆ แน่นอน หลักปฏิบัติทั้งหลายทั้งปวง จะต้องมีความผิดพลาด

นั่นย่อมหมายความว่าเป็นโมฆะทั้งหมด

๓ – หากเป็นเช่นนั้นแล้ว ความเชื่อถือในคำสั่งและข้อห้ามในด้านต่างๆ ของท่านก็จะไม่มีความหมายอีกต่อไป จะมีก็แต่ผู้ปฏิเสธ ไม่ยอมรับคำสอนของท่านในที่สุด” (๑๓)

จากการใช้ดุลยพินิจในเนื้อหาสาระของซุนนะฮฺ เราสามารถพบเห็นตัวอย่างหลายประการ


ที่ท่านศาสนทูตนำมาจากพระคัมภีร์ ซึ่งตัวอย่างอันนี้มีปรากฏในฮะดีษที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายบทหนึ่ง โดยเนื้อหาสาระจากประโยคในฮะดีษ จะมีลักษณะที่ดำเนินไปตามความหมายจากบทบัญญัติอันยิ่งใหญ่ทางศาสนา ตามรายงานที่บันทึกถ้อยคำของท่านว่า

“ประชาชาติของฉันจะได้รับการอภัยให้ใน ๙ ประการ ดังนี้

๑ – ความพลาดพลั้ง

๒ – ความหลงลืม

๓ – ความไม่รู้

๔ – สภาพที่สุดวิสัย

๕ – สภาพที่ถูกบังคับ

๖ – ยามอยู่ในอุปสรรค

๗ – ความคิดชั่ววูบ

๘ – เกิดแรงบันดาลใจอย่างไม่รู้ตัว

๙ – การกระซิบกระซาบทางความคิดที่มีอยู่ในตัวของผู้ถูกสร้าง

ทั้งนี้ ตราบใดที่เขายังไม่ถลำตัวกระทำลงไปอย่างมีเจตนา”

จากการพิจารณาในกฎเกณฑ์ทางศาสนาเหล่านี้แล้ว เราจะพบว่ามีพื้นฐานที่มาจากพระคัมภีร์แห่งอัลลอฮฺ ไม่ว่าจะเป็นตัวบท หรือความหมาย ดังโองการของพระองค์ ความว่า

“และไม่เป็นบาปแก่สูเจ้า ในสิ่งที่สูเจ้าพลั้งผิด แต่ที่เป็นบาปคือที่หัวใจของสูเจ้ามีเจตนา


และอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงให้การอภัย ทรง เมตตาเสมอ”

 (อัล-อะห์ซาบ/๕)

“และเรายังไม่เป็นผู้ลงโทษความผิดใดๆ จนกว่า เราจะส่งศาสนทูตมา”

“และอัลลอฮฺจะไม่ทำให้คนกลุ่มใดหลงผิด หลังจากที่ทรงชี้นำพวกเขาแล้ว จนกระทั่งสิ่งที่พวกเขายำเกรงจะเป็นที่แน่ชัดแก่พวกเขา แท้จริงอัลลอฮฺทรงรอบรู้ในสรรพสิ่ง”

“อัลลอฮฺไม่ทรงวางภาระให้แก่ชีวิตใด นอกจากตามความสามารถของมัน”

อัลลอฮฺ ไม่ทรงวางภาระให้แก่ชีวิตใด นอกจากให้เป็นไปเท่าที่เขาทำได้”

“ดังนั้น ผู้มีอุปสรรคที่ปราศจากความละเมิด และมิใช่ด้วยการทรยศก็จะไม่เป็นบาปแก่เขา”

“มีข้อยกเว้นให้ สำหรับคนที่ถูกบีบบังคับ ขณะที่หัวใจของเขายังมั่นคงด้วยความศรัทธา”

อิมามศอดิก(อ) ได้ให้เหตุผลเกี่ยวกับพลังสนับสนุนที่ท่านนบีได้รับโดยมีวิญญาณบริสุทธิ์เป็นสื่อกลาง ท่านกล่าวว่า

“แท้จริง ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ เป็นผู้ได้รับความสัมฤทธิ์ผล เป็นผู้ได้รับการสนับสนุนโดยวิญญาณบริสุทธิ์ ฉะนั้นท่านจึงไม่เคยพลาด และไม่เคยผิดในสิ่งใด โดยแรงบันดาลอันเกิดขึ้นตามวิสัยของมนุษย์เลย”(๑๔)


ซุนนะฮฺของสาวก (ศ่อฮาบะฮฺ)

คนมุสลิมทั้งหลายเชื่อถือตรงกันเสมอว่า พระคัมภีร์แห่งอัลลอฮฺ และซุนนะฮฺนบีของพระองค์นั้น เป็นแหล่งที่มาของหลักความคิดบทบัญญัติ และวิชาการทางศาสนาอิสลาม

ความเชื่ออย่างนี้ เป็นหลักการที่ยอมรับอยู่ในอิสลาม และเป็นความเชื่อในเกณฑ์เดียวกับบทบัญญัติ ในสมัยของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)

หลังจากท่านนบี(ศ) วะฟาตแล้วได้มีเหตุการณ์และปรากฏการณ์ใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย โดยเรื่องเหล่านั้นไม่มีข้อบัญญัติบันทึกไว้ให้ชัดเจน

จนคนมุสลิมทั้งหลายมีความรู้สึกว่า จำเป็นจะต้องหาความรู้เกี่ยวกับกฏเกณฑ์ต่างๆ เพื่อสามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์เหล่านั้น และจะต้องมีมาตรการในการตราบทบัญญัติทางศาสนาต่อเรื่องนั้นๆให้ได้

ดังนั้น บรรดามุสลิมจึงนำเรื่องเหล่านั้นไปหาทางออกกับบรรดาผู้รู้ในหมู่สาวก ซึ่งท่านเหล่านั้นก็ได้ทำการวินิจฉัยให้แก่ประชาชน โดยที่การวินิจฉัยในแต่ละครั้ง มีทั้งสอดคล้องและขัดแย้งกันเอง

ได้มีการเรียกชื่อว่า “แนวทาง”หรือ “การวินิจฉัยของบรรดาศ่อฮาบะฮฺ”

ขณะเดียวกัน หลักปฏิบัติในภาคการเคารพภักดี หรือด้านการเมือง การคลัง...ฯลฯ ที่ปรากฏออกมาจากศ่อฮาบะฮฺ พวกเขาก็ยึดถือปฏิบัติกัน โดยให้ชื่อเรียกง่ายๆ ว่า “ซุนนะฮฺของศ่อฮาบะฮฺ”


บรรดามุสลิมได้เกิดความขัดแย้งกันขึ้นมาในภายหลัง กรณีที่มีการยึดถือตามแนวทาง(มัซฮับ) และซุนนะฮฺของศ่อฮาบะฮฺมาเป็นหลักฐานอ้างอิง

สามารถจัดลำดับพื้นฐานความขัดแย้งได้ ดังนี้

๑- ความหมายของคำว่า “ศ่อฮาบะฮฺ”

๒-ความน่าเชื่อถือแห่งซุนนะฮฺ และแนวทางของบรรดาสาวก ในการจะยึดมาเป็นกฏเกณฑ์ทางศาสนา

๓-มีความเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า การจะยึดบุคคลใดเป็นข้อพิสูจน์ในหลักฐานศาสนานั้น ขึ้นอยู่กับภูมิความรู้ และความเที่ยงธรรม ดังนั้น นักปราชญ์กลุ่มหนึ่งจึงหยิบยกเอาปัญหาสองประเด็นนี้มาวิเคราะห์

สำหรับปัญหาที่ว่านี้ ได้มีการถกเถียงกันมากโดยสำนักวิชาการทางศาสนาสองฝ่ายที่มีพื้นฐานแตกต่างกัน ฝ่ายหนึ่งเห็นว่า ซุนนะฮฺของศ่อฮาบะฮฺ (กิจกรรมของบรรดาสาวก) ย่อมถือเป็นหลักฐานทางศาสนาได้ แต่อีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่ากิจกรรมของศ่อฮาบะฮฺยังไม่เหมาะสมที่จะถือเป็นแหล่งที่มาของบทบัญญัติทางศาสนา

หากแต่อาจถือเป็นช่องทางว่ามาจากซุนนะฮฺนบีได้ ในกรณีที่กิจกรรมนั้นๆ มาจากเศาะฮาบะฮฺ ที่เคร่งครัดในศาสนบัญญัติ

คำว่า “ศ่อฮาบะฮฺ” มีที่มาจากคำว่า “ศ่อฮิบ” ซึ่งได้รับคำจำกัด ความว่า “ผู้ที่อยู่ประจำ จะประจำอยู่กับคน สัตว์ สถานที่ หรือกาลเวลา ก็ได้ จะประจำอยู่ด้วยตัวตน ซึ่งเป็นพื้นฐานมาแต่เดิม


จะประจำอยู่เป็นเวลานาน หรือด้วยความผูกพันทางจิตที่ให้ความสำคัญก็เหมือนกันทั้งนั้น ไม่มีข้อแตกต่าง แต่เป็นที่รู้กันดีว่าคำนี้ไม่อาจใช้เรียกใครๆ ได้ นอกจากคนที่อยู่กันประจำกับสิ่งนั้นๆ เป็นเวลาเนิ่นนานมากเท่านั้น(๑๕)

จากคำจำกัดความเหล่านี้ เราได้รู้ว่า ความหมายของคำว่า ศ่อฮาบะฮฺ ในแง่ของภาษาและวิชาการก็คือ คนที่อยู่กับท่านศาสนทูต แห่งอัลลอฮฺมาเป็นประจำตลอดเวลาอันยาวนานนั่นเอง

นี่คือ คำจำกัดความ ที่สำนักวิชาการฝ่ายอะฮฺลุลบัยตฺ(อ) ยึดถือเป็นหลักขณะที่อิบนุฮะญัร

อัล-อัสกิลลานีย์ อัซ-ชาฟิอีย์ ให้ความหมายว่า

“ศ่อฮาบะฮฺ” หมายถึงคนที่เคยพบเคยเห็นท่านนบี(ศ) ในขณะที่มีความศรัทธาต่อท่าน และได้ตายในศาสนาอิสลาม ที่จัดว่าเคยพบนั้น หมายความว่า เคยนั่งกับท่าน จะนานหรือชั่วเวลาเพียงเล็กน้อย จะได้ถ่ายทอดคำพูดของท่านต่อยังคนอื่นหรือไม่ จะเคยร่วมทำศึกกับท่านหรือไม่ ก็ถือว่าเป็นศ่อฮาบะฮฺทั้งนั้น อีกทั้งยังรวมไปถึงคนที่เคยเห็นท่าน แม้จะไม่เคยนั่งร่วม กระทั่งคนตาพิการที่มองท่านไม่เห็น”(๑๖)

อย่างไรก็ตาม อิบนุฮะญัร ได้บันทึกคำจำกัดความของอัล-มาริซีย์ไว้ในหนังสือ “ชะเราะห์อัล-บุรฺฮาน” ตามข้อความเดิมว่า

“คนที่เป็นศ่อฮาบะฮฺนั้น เรามิได้หมายถึงทุกคนที่เคยเห็นท่านนบีในวันใดวันหนึ่งเพียงแค่นั้น หรือได้เคยเข้าพบท่านเพียงครั้งหนึ่ง หรือผู้ที่เคยร่วมทำกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งกับท่านแล้ว


แยกตัวออกไปจากความใกล้ชิดที่เคยมี หากเราหมายความถึงบรรดาผู้ที่มั่นคงอยู่กับท่าน เขาเหล่านั้นคือ ผู้รับชัยชนะ”(๑๗)

จะเห็นได้ว่า คำจำกัดความของ อัล-มาริซีย์ สอดคล้องกับคำจำกัดความจากสำนักวิชาการ

อะฮฺลุลบัยตฺ(อ) คือ ถือว่าศ่อฮาบะฮฺไม่ใช่ใครก็ได้ทุกคน ที่เคยเห็นท่านศาสนทูต(ศ) หรือที่เคยเยี่ยมท่านในที่ประชุม หรือที่เคยพบกับท่านแล้ว ถือเป็นศ่อฮาบะฮฺทั้งสิ้น

หากศ่อฮาบะฮฺในความหมายที่เป็นจริง หมายถึงผู้ที่มีจิตมั่นคงกับท่าน ช่วยเหลือผูกพันจน

เป็นที่ยอมรับกันอย่างดี ว่ามีความใกล้ชิดสนิทลึกซึ้ง โดยยึดถือซุนนะฮฺของท่าน อยู่ร่วมในวิถีชีวิตอันจำเริญกับท่าน เชื่อฟังโอวาทของท่านด้วยดีเสมอ

ความขัดแย้งของนักปราชญ์ในมัซฮับต่างๆ ของอิสลามนอกเหนือ จากที่มีในเรื่องคำจำกัดความ ในคำว่า ศ่อฮาบะฮฺ แล้วยังมีประเด็นขัดแย้งกัน อีกอย่างหนึ่งคือ จะยึดถือซุนนะฮฺของศ่อฮะบาฮฺ เป็นหลักการทางศาสนาได้หรือไม่

สำนักวิชาการฝ่ายอิมามียะฮฺ (แนวทางของบรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ โดยท่านอะลีและลูกหลานเป็นผู้นำ) ถือว่า ทั้งซุนนะฮฺของศ่อฮาบะฮฺ และมัซฮับ ศ่อฮาบะฮฺ ไม่อยู่ในมาตรฐานอันใดจะให้ยึดถือ


เพราะเหตุว่า ศ่อฮาบะฮฺเอง ต่างก็มีความขัดแย้งกัน ในแง่ของวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ตลอดทั้งการถือปฏิบัติในแนวทางศาสนาอยู่แล้ว โดยที่แต่ละท่านจะมีแนวทาง มีวิถีการดำเนินชีวิตของท่านเอง พวกท่านถือว่าไม่มีความจำเป็นอันใดที่จะยึดถือซุนนะฮฺและมัซฮับเหล่านี้ของศ่อฮาบะฮฺด้วยกัน

หลักฐานยืนยันในเรื่องนี้ได้แก่ กรณีที่ท่านอะลีปฏิเสธยืนกราน ไม่ยอมถือปฏิบัติตามแนวทางการทำงานของผู้อาวุโสสองท่านแรกที่ดำรงตำแหน่งเป็นเคาะลีฟะฮฺ นั่นคืออะบูบักร์ และอุมัร

นักประวัติศาสตร์ได้รายงานไว้ว่า หลังจากอุมัร บิน ค็อฏฏ้อบ เสียชีวิตแล้วอับดุรเราะหฺมาน บิน เอาฟฺ ได้เจรจากับท่านอะลี บินอะบี ฏอลิบ ตอนหนึ่งเขาได้กล่าวขึ้นว่า

“ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮฺ ทั้งเราและท่าน หากท่านได้ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นผู้ปกครอง

ท่านจะต้องปกครองพวกเราตามแนวทางแห่งพระคัมภีร์ของอัลลอฮฺ ซุนนะฮฺแห่งนบีของพระองค์และแนวทางของอะบูบักร์ อุมัร”

ท่านอะลีตอบว่า “ฉันจะปกครองพวกท่านด้วยพระคัมภีร์แห่งอัลลอฮฺและซุนนะฮฺแห่งนบีของพระองค์อย่างสุดความสามารถ”(๑๘)

ต่อจากนั้น อับดุรเราะมานก็ได้มาพบท่านอะลีอีกเป็นครั้งที่ ๒ โดยยื่นข้อเสนอเดิม ฝ่ายท่านอะลีก็ยังให้คำตอบเดิมเช่นกัน


ต่อมาเขาได้มาพบท่านอะลีเป็นครั้งที่ ๓ และได้ยื่นข้อเสนอเดิมอีกครั้งท่านอะลีจึงตอบเขาว่า

“แท้จริง สำหรับพระคัมภีร์แห่งอัลลอฮฺ และซุนนะฮฺนบี ของพระองค์นั้น ไม่มีความจำเป็นอันใดจะต้องอิงหลักการอื่นเข้า มาร่วมด้วยอีกท่านเป็นผู้พยายามขัดขวางตำแหน่งการปกครองให้พ้นจากฉันต่างหาก”(๑๙))

จะเห็นได้ว่า ขณะทีอะลีปฏิเสธ อุษมานกลับตกลงยอมรับเงื่อนไขนี้ ซึ่งต่อมาในภายหลังเขาก็มิได้ยึดถืออะไรจากแนวทางของอะบูบักร์และอุมัรมากมายเท่าใดนัก

อิมามอาลีเอง เมื่อได้ขึ้นครองตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺแล้ว ก็เปลี่ยนแปลงแก้ไขกิจการต่างๆมากมาย ซึ่งล้วนเป็นผลงานที่อุษมานเคยดำเนิน การมาก่อน

ดังกล่าวนี้ แสดงให้เห็นว่า ไม่มีหลักการให้ยึดถือซุนนะฮฺและมัซฮับของศ่อฮาบะฮฺ เพราะทั้งสองอย่าง มิใช่แหล่งที่มาของบทบัญญัติทางศาสนา ทั้งนี้ เพราะความเป็นศ่อฮาบะฮฺ ไม่อาจสร้างสภาพมะศูมให้แก่ตัวศ่อฮาบะฮฺเองได้ ดังนั้นแนวทางของศ่อฮาบะฮฺ จึงมีทั้งผิดและถูก

ประวัติศาสตร์ได้ยืนยันให้ตระหนักในความจริงดังกล่าวนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การต่อสู้จนนองเลือด และสงครามที่ห้ำหั่นกันเองในหมู่พวกเขารวมทั้งความขัดแย้งต่างๆ ที่ศ่อฮาบะฮฺกับศ่อฮาบะฮฺต่างหักล้าง ซึ่งกันและกัน


นอกจากนักปราชญ์มุสลิมจะขัดแย้งในประเด็นที่ว่า ซุนนะฮฺของศ่อฮาบะฮฺเป็นหลักฐานทางศาสนาหรือไม่ แล้วพวกเขายังมีความเห็นขัดแย้งกันในอีกประเด็นหนึ่งว่า มัซฮับของศ่อฮาบะฮฺเป็นหลักฐานทางศาสนาหรือไม่

เพราะเรื่องราวต่างๆ จะถูกถ่ายทอดมาจากที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นการวินิจฉัยความ หรือการทำในกิจกรรมใดๆ โดยไม่รู้ถึงแหล่งที่มาของการวินิจฉัย และกิจกรรมนั้นๆ แต่นักปราชญ์บางส่วน

และอิมามในหลายมัซฮับก็ยังนำมาถือปฏิบัติ ขณะที่บางส่วนปฏิเสธ ไม่ยอมรับเรื่องเหล่านั้นมาเป็นหลักฐาน

ส่วนหนึ่งของพวกที่ปฏิเสธไม่ยอมยึดถือมัซฮับของศ่อฮาบะฮฺ เป็นหลักฐาน ได้แก่

นักปราชญ์ผู้คงแก่เรียนอย่างเช่น อิมามฆอซาลีย์ ท่านได้กล่าวให้เหตุผลว่า

“เพราะมีความเป็นไปได้ว่า พวกเขาเหล่านั้น มีความผิดพลาด พลั้งเผลอ และไม่มีสภาพ

การเป็นมะศูม จึงไม่อาจยึดคำสอนของพวกเขาเอง เป็นหลักฐานได้”

จะยึดถือเข้าไปได้อย่างไร เมื่อเขาเหล่านั้น มีความผิดพลาด จะอ้างอย่างไร้หลักฐานได้อย่างไร ว่าพวกเขาเป็นมะศูม จะเป็นมะศูมได้อย่างไร ในเมื่อพวกเขายังขัดแย้งกันเองได้ บรรดามะศูม จะขัดแย้งกันเองได้อย่างไร

จะให้ทำอย่างไร เมื่อบรรดาศ่อฮาบะฮฺ ก็มีความเห็นตรงกันว่า อนุญาตให้ขัดแย้งกับศ่อฮาบะฮฺได้?


อะบูบักร์ อุมัรเอง ก็มิได้ปฏิเสธอะไรกับคนที่ใช้ทัศนะทางวิชาการขัดแย้งกับตนยิ่งกว่านั้น เกี่ยวกับเรื่องอิจญ์ติฮาด พวกเขาจะให้การยอมรับกับผู้ทำการอิจญ์ติฮาดทุกคน ที่ทำตามหลักวินิจฉัยความของตนเอง

เพราะขาดหลักฐานว่าพวกเขามีสภาพเป็นมะศูม

และพวกเขาก็มีความขัดแย้งกันเอง อีกทั้งพวกเขายังยืนยันเองว่าอนุญาตให้ใครๆ ขัดแย้งกับพวกเขาได้เป็นหลักฐาน ๓ ข้อที่สามารถตัดสินได้อย่างเด็ดขาดแล้ว(๒๐)

ขณะเดียวกับที่เราได้ทำความเข้าใจในทัศนะของอิมามฆอซาลีย์ เราควรจะได้ทำความเข้าใจกับทัศนะของ อัล-อามิดีย์ ผู้มีพื้นฐานในมัซฮับ ฮัมบะลีย์ ตลอดทั้งทัศนะอื่นๆ ที่ได้อ้างอิงจากบรรดาอิมามหลายมัซฮับ เกี่ยวกับมัซฮับของศ่อฮาบะฮฺ ท่านได้กล่าวว่า

“ทุกฝ่ายให้ความเห็นตรงกันว่า มัซฮับศ่อฮาบะฮฺ ในส่วนของปัญหาการอิจญ์ติฮาดนั้น ไม่อยู่ในฐานะที่เป็นข้อพิสูจน์ใดๆ สำหรับศ่อฮาบะฮฺระดับมุจญ์ตะฮิดคนอื่นๆ ไม่ว่าในฐานะอิมามผู้ปกครอง หรือผู้ทำหน้าที่วินิจฉัยความก็ตาม”

พวกเขามีความเห็นแตกต่างกันในประเด็นที่ว่าฐานะของมัซฮับศ่อฮาบะฮฺจะเป็นข้อพิสูจน์


สำหรับคนในยุคตาบิอีน และบรรดามุจญ์ตะฮิด สมัยถัดมาหรือไม่

มี ๒ เรื่องจากมัซฮับนี้ที่พวกอัชอะรีย์ พวกมุตะซิละฮฺ และซาฟิอีย์ เห็นด้วย ๑ เรื่อง

มี ๒ รายงานริวายะฮฺ ที่อะหฺมัด บิน ฮัมบัล เห็นด้วย ๑ ริวายะฮฺ

ส่วนอัล-กัรคีย์นั้น เห็นว่า “มัซฮับนี้ ไม่เป็นข้อพิสูจน์แต่อย่างใด

มุคตารฺเองก็ยังเห็นว่าไม่สามารถเป็นข้อพิสูจน์ได้เลยอย่างเด็ดขาด”(๒๑)

“เมื่อสามารถยืนยันได้ว่า มัซฮับศ่อฮาบะฮฺ มิใช่ข้อพิสูจน์ทางศาสนาที่วาญิบให้ปฏิบัติตาม แล้วยังอนุญาตให้มัซฮับอื่นรับการตักลีด (เชื่อถือตาม) ได้อีกหรือขนาดมุคตารฺเองก็ยังตัดสินห้ามอย่างเฉียบขาดเช่นนี้แล้ว”(๒๒)

ซุนนะฮฺของอะฮฺลุลบัยตฺ(อ)

บรรดาผู้ที่ยึดถือตามอะฮฺลุลบัยตฺ เชื่อถือว่า ซุนนะฮฺของอิมามอาลี บิน อะบีฏอลิบ, ฮาซัน, ฮุเซน (อ) ตลอดทั้งบรรดาอิมามจากลูกหลานของฮุเซน (อ) มีฐานะที่เกี่ยวพันกับซุนนะฮฺของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ (ศ)

ด้วยเหตุนี้พวกเขามีความเชื่อถือว่าอะฮฺลุลบัยตฺ(อ) คือแหล่งที่มาของบทบัญญัติทางศาสนาถัดจากพระคัมภีร์แห่งอัลลอฮฺ และซุนนะฮฺนบีของพระองค์


นักปราชญ์ ให้การยอมรับในสำนักวิชาการแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ อย่างนี้ก็เพราะในพระคัมภีร์แห่งอัลลอฮฺ และซุนนะฮฺนบีของพระองค์ มีหลักฐานยืนยันในเรื่องความเป็นผู้บริสุทธิ์ ปราศจากความบาปของอะฮฺลุลบัยตฺ และมีหลักฐานยืนยันในความเคร่งครัดที่ท่านเหล่านั้นมีต่อพระคัมภีร์แห่งอัลลอฮฺ และซุนนะฮฺนบีของพระองค์

อีกทั้ง โดยการแนะนำจากท่านศาสนทูต(ศ) เองว่า ให้ประชาชาติทั้งหลายยึดถือ และยอมรับให้ท่านเหล่านั้นเป็นนำภายหลังจากสมัยของท่าน ส่วนหนึ่งจากโครงการในพระคัมภีร์อัล-กุรฺอาน ที่ระบุถึงเรื่องนี้ คือโองการของอัลลอฮฺ ความว่า

“อันที่จริง อัลลอฮฺทรงมีพระประสงค์เพียงขจัดความมลทินออกให้พ้นไปจากสูเจ้า โอ้อะฮฺลุลบัยตฺ และทรงชำระขัดเกลาสูเจ้าให้บริสุทธิ์”

ในตำราตัฟสีรหลายเล่ม รายงานฮะดีษอีกมากมายได้บันทึกความหมายในโองการนี้อย่างสอดคล้องตรงกันว่า อะฮฺลุลบัยตฺของท่านนบี(ศ) ตามความหมายในโองการนี้ คือ อาลี ฟาฏิมะฮฺ ฮาซัน และฮุเซน


จากหนังสืออัด-ดุรรุล-มันษูร ของ ท่านซะยูฏีย์ มีข้อความบันทึกไว้ว่า”ท่านฏ็อบรอนีย์ ได้บันทึกรายงานมาจากท่านหญิงอุมมุสะ-ละมะฮฺว่า

 ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ได้กล่าวกับฟาฏิมะฮฺว่า

 “จงไปนำสามีและลูกของเจ้าทั้งสองคนมาพบฉัน”” แล้วนางก็ได้ไป นำพวกเขามา ครั้นแล้ว ท่านศาสนทูต (ศ) ก็ได้คลุมผ้ากิสาอฺแห่งฟะดักลงบนพวกเขาจากนั้นท่านได้วางมือลงไป แล้วกล่าวว่า

“ข้าแต่อัลลอฮฺ แท้จริงคนเหล่านี้ เป็นอะฮฺลุของมุฮัมมัด

(บางรายงานใช้คำว่า อาลิมุฮัมมัด)

ขอได้โปรดประทานพร และความจำเริญของพระองค์ให้แก่อาลิมุฮัมมัดดังที่พระองค์ทรงบันดาลให้ได้แก่อาลิของอิบรอฮีม แท้จริงพระองค์เป็นที่สรรเสริญเป็นผู้ทรงคุณอันประเสริฐยิ่ง”

อุมมุสะละมะฮฺได้กล่าวว่าข้าพเจ้าได้ยกผ้ากิสาอฺขึ้น หมายใจจะเข้าไปนั่งกับพวกเขาด้วย

แต่ท่านยื้อจากมือของข้าพเจ้าไป แล้วกล่าวว่า “แท้จริงเจ้าก็อยู่กับความดีอยู่แล้ว”


ท่านติรมิซีย์ได้รายงานว่า “แท้จริงโองการว่าด้วยความบริสุทธิ์ ได้ถูกประทานที่บ้านของอุมมุสะละมะฮฺ กล่าวคือ

ท่านนบีได้เรียกท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ ท่านฮะซัน, ฮุเซน และท่านอะลีมาอยู่ด้านหลังของท่าน แล้วท่านก็จัดการหันมาใช้ผ้าคลุมวางลงบนพวกเขา แล้วกล่าวว่า

“ข้าแต่อัลลอฮฺ คนเหล่านี้ คืออะฮฺลุลบัยตฺของข้า ดังนั้น โปรดขจัดมลทินออกไปให้พ้นจากพวกเขาด้วยเถิด และโปรดชำระขัดเกลาพวกเขาให้สะอาดบริสุทธิ์ด้วยเถิด”

อุมมุสะละมะฮฺกล่าวว่า “ให้ข้าพเจ้าเข้าไปอยู่กับพวกเขาด้วยเถิด โอ้นบีแห่งอัลลอฮฺ ท่านกล่าวว่า “เธออยู่ในที่ที่ดีของเธอแล้ว”

ยังมีหลักฐานที่ยืนยันในฐานะการเป็นแหล่งที่มาแห่งบทบัญญัติทางศาสนาของบุคคลเหล่านี้อีกมาก โดยได้บันทึกเรื่องราวที่ท่านศาสนทูต(ศ) ได้แนะนำและสาธยายไว้

อะหฺมัด บินฮัมบัล และอะบูยะอฺลา ได้บันทึกรายงานจากอะบี สะอีด อัล-คุดรีย์เกี่ยวกับวจนะตอนหนึ่งของท่านศาสนทูต(ศ)ในเหตุการณ์หลังจากบำเพ็ญฮัจญ์อำลาว่า

“แท้จริงฉันได้ถูกเรียกกลับแล้ว ดังนั้นฉันก็ได้ตอบรับ และแท้จริงฉันได้ละทิ้งสิ่งสำคัญยิ่งสองประการไว้ในหมู่พวกท่าน นั่นคือพระคัมภีร์แห่งอัลลอฮฺและเชื้อสายของฉันจากอะฮฺลุลบัยตฺของฉันและแท้จริงผู้ทรงการุณย์ ผู้ทรงรอบรู้ได้แจ้งแก่ฉันว่าทั้งสองสิ่งนั้นจะไม่แยกจากกันจนกว่า

จะได้ย้อนกลับไปหาฉันที่อัล-เฮาฎ์


ดังนั้นพวกท่านจงพิจารณา ดูเถิดพวกท่านจะขัดแย้งกับฉัน ในสองสิ่งนั้นอย่างไร”(๒๓)

อิมามญะฟัร บิน มุฮัมมัด ศอดิก(อ) ได้อธิบายถึงแหล่งที่มา ของคำวินิจฉัยจากบรรดาอิมามแห่งอะฮฺลลุบัยตฺตามรายงานบอกเล่าระบุว่า

ครั้งหนึ่ง ซูเราะฮฺ บิน กะลีบ ได้กล่าวว่า “ข้าพเจ้าได้พูดกับ อะบี อับดุลลอฮฺว่า “อิมาม วินิจฉัยหลักการต่างๆด้วยการยึดอะไรเป็นข้อพิสูจน์”

ท่านตอบว่า “พระคัมภีร์แห่งอัลลอฮฺ”

ข้าพเจ้าถามอีกว่า “ถ้าหากปัญหานั้นๆ ไม่มีระบุอยู่ในพระคัมภีร์แห่งอัลลอฮฺท่านจะทำอย่างไร?”

ท่านตอบว่า “ซุนนะฮฺนบี”

ข้าพเจ้าถามอีกว่า “ถ้าเรื่องนั้น ไม่มีทั้งในพระคัมภีร์และซุนนะฮฺ ท่านจะทำอย่างไร?

ท่านตอบว่า “ไม่มีอะไรสักอย่างเดียว ที่ไม่มีระบุในพระคัมภีร์ และซุนนะฮฺ”

ซูเราะฮฺกล่าวอีกว่า “ข้าพเจ้าถามซ้ำอยู่สองครั้ง จนท่านตอบสรุปว่า

“เรื่องนี้ มีพรจากพระผู้เป็นเจ้ามาสนับสนุน และด้วยความสัมฤทธิ์ผล ส่วนเรื่องที่ท่านสงสัยนั้นไม่มี”(๒๔)


อะบูญะอ์ฟัร มุฮัมมัด บิน อาลี อัล-บากิรฺ(อ) ได้อธิบายถึงแนวความคิดและการออกคำวินิจฉัยจากท่าน ดังที่ท่านได้พูดกับญาบิรฺ สหายของท่านว่า

“โอ้ญาบิรฺ ถ้าหากเราวินิจฉัยความออกไปให้ประชาชนตามความคิดและอารมณ์ของเราเองแล้ว แน่นอน เราจะต้องพบกับความพินาศ แต่ในเวลาที่เราจะออกคำวินิจฉัยให้แก่พวกเขาเราจะยึดหลักการของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) เป็นหลักสำหรับพื้นฐานทางวิชาการของเรานั้น เราได้มา

ด้วยการสืบมรดก มันเป็นเรื่องสำคัญอย่างใหญ่หลวงเราจะรักษาไว้เหมือนอย่างคนทั้งหลายรักษาเงินทองนั่นแหละ”(๒๕)

ดังที่ได้กล่าวมานี้แสดงให้เห็นว่า กฎเกณฑ์ต่างๆ ที่ได้มาจากบรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อ) ไม่มีข้อแตกต่างจากพระคัมภีร์แห่งอัลลอฮฺ นั่นคือเป็นสิ่งที่อยู่ในมาตรฐานเดียวกับพระคัมภีร์และซุนนะฮฺ

ด้วยเหตุนี้ อะฮฺลุลบัยตฺ จึงเป็นรากฐานอย่างหนึ่งของกฎเกณฑ์ทางศาสนาและมีฐานะเป็นแหล่งที่มาของศาสนบัญญัติ

ฮะดีษปลอม

คำสอนและบทบัญญัติทางศาสนาของพระผู้เป็นเจ้า เคยถูกทำการปลอมแปลงมาแล้วในอดีต โดยฝีมือของพวกยะฮูด ที่ได้เปลี่ยนแปลง พระคัมภีร์เตารอตและพวกนะศอรอก็เคยเปลี่ยนแปลงพระคัมภีร์อินญีลพวกเขาได้ทำการเปลี่ยนแปลงแก้ไขคำสั่งของอัลลอฮฺที่ทรงประทานมา


อย่างไรก็ตามพระคัมภีร์อัล-กุรฺอานเป็นพระคัมภีร์ฉบับเดียวของพระผู้เป็นเจ้าที่ได้รับการพิทักษ์คุ้มครองไว้มิให้มีการเปลี่ยนแปลง ดังมีโองการความว่า

“แน่นอนเราได้ประทานคัมภีร์แห่งการตักเตือนมา และแท้จริงเราเป็นผู้พิทักษ์รักษามันเอง”

“แท้จริง หน้าที่ของเรา คือการรวบรวมคัมภีร์ และรักษาคำอ่านของมัน”

ประชาชาติอิสลามทุกสมัยต่างให้ความสำคัญต่อพระคัมภีร์ฉบับนี้

ด้วยการท่องจำ และศึกษาเล่าเรียน ในทุกๆ ยุคจะมีผู้รู้มีนักอ่าน

นักท่องจำ ที่สามารถท่องจำพระคัมภีร์อัล-กุรฺอานได้ตลอดทั้งเล่ม

มีการจดบันทึกไว้เป็นรูปเล่ม สืบทอดต่อๆ กันมาอย่างเป็นเอกฉันท์ฉะนั้นเมื่อพระคัมภีร์อัล-กุรฺอานคือสารอมตะฉบับหนึ่งของพระผู้เป็นเจ้า แน่นอนพระองค์ย่อมปกป้องคุ้มครองให้รอดพ้นจากการถูกเปลี่ยนแปลง

ส่วนซุนนะฮฺนบี ซึ่งมีความสำคัญในฐานะเป็นคำอธิบายอัล-กุรฺอาน และเป็นหลักการที่อยู่ในมาตรฐานเดียวกันเป็นแหล่งที่มาอันดับสอง

 สำหรับแนวความคิด และบทบัญญัติทางศาสนา

แน่นอนบรรดาคนโกหก ชอบหลอกลวงประชาชน เพราะประสงค์จะเสพย์สุขทางโลกและเสวยอำนาจทางการเมืองในอดีต มีความพยายามที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น จนกระทั่งมีการกล่าวเท็จให้แก่

ท่านศาสนทูต(ศ) มีการปลอมแปลงซุนนะฮฺ และใช้เลห์เพทุบายอย่าง

เลวร้ายในการกระทำสิ่งเหล่านี้


แน่นอน ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) เคยเตือนให้ระมัดระวังภัยร้ายจากสิ่งเหล่านี้เป็นพิเศษ เมื่อครั้งบำเพ็ญฮัจญ์อำลา ท่านได้เตือนประชาชนของท่านว่า

“ได้มีการกล่าวเท็จแก่ฉันกันอย่างมากมาย และจะมากมายยิ่งขึ้นหลังจากผ่านยุคของฉันไปแล้ว ดังนั้นคนใดที่กล่าวความเท็จแก่ฉันโดยเจตนา ก็ให้เขาเตรียมที่นั่งไว้ในไฟนรก

ดังนั้น ถ้ามีฮะดีษใดที่ถูกรายงานไปจากฉันถึงยังพวกท่านก็จงนำไปพิสูจน์กับพระคัมภีร์แห่งอัลลอฮฺ และซุนนะฮฺของฉัน ครั้นถ้ามันสอดคล้องตรงกับพระคัมภีร์แห่งอัลลอฮฺ และซุนนะฮฺของฉันก็จงยึดถือแต่อันใดถ้าหากขัดแย้งกับพระคัมภีร์แห่งอัลลอฮฺและซุนนะฮฺของฉันจงอย่าได้ยึดถือ(๒๖)

ความเท็จที่เลวร้ายที่สุดได้แก่การปลอมฮะดีษ นั่นคือการประพันธ์เรื่องใดๆ ขึ้นมาเป็นฮะดีษเสร็จแล้วก็อ้างว่าเป็นรายงานที่มาจากท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) หรือว่ามาจากบรรดาอิมาม(อ)

ท่านชะฮีดษานีย์ ได้อธิบายถึงเรื่องฮะดีษปลอมว่า “เป็นการประพันธ์เรื่องราวขึ้นมา มันเป็นการกระทำที่เลวร้ายที่สุด ไม่อนุญาตให้นำมาถ่ายทอดต่อเว้นแต่จะได้แจ้งอย่างชัดเจนว่า เป็นฮะดีษปลอม”(๒๗)

ฮะดีษปลอมได้ถูกบันทึกไว้ในตำราฮะดีษฉบับต่างๆ นับร้อยนับพันฮะดีษโดยเฉพาะอย่างยิ่งฮะดีษประเภทยกย่องเกียรติคุณ (อัล-มะนากิบ) ของบุคคลต่างๆ เมืองต่างๆ ซึ่งเป็นการกระทำที่มีความหมายมากที่สุดอย่างหนึ่งของการบันดาลให้อำนาจทางการเมือง มีความแกร่งกล้าอย่างยิ่ง


 ในตอนต้นสมัยวงศ์อุมัยยะฮฺหลังจาก ฮ.ศ.๔๐

ขณะเดียวกัน ได้มีการปลอมฮะดีษเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ด้านอื่นจากคนเหล่านั้น เป็นฮะดีษที่มุ่งเน้นสอนในเรื่องหลักปฏิบัติ และมุสตะฮับต่างๆ เพื่อให้ประชาชนหันมาให้ความสนใจในกิจกรรมประเภทมุสตะฮับ

เราสามารถทำความเข้าใจถึงหลักฐานที่มาของการปลอมฮะดีษได้อย่างดีทีเดียว เมื่อเราสามารถเจาะลึกเข้าไปว่า บุคอรีเองได้คัดฮะดีษมาบันทึกในตำราของท่าน ประมาณ ๔, ๐๐๐ ฮะดีษ จากจำนวนฮะดีษที่ท่าน รับรายงานมาทั้งสิ้น ๖๕๐,๐๐๐ ฮะดีษ

อะหฺมัด บิน ฮัมบัล ได้คัดฮะดีษมาบันทึกในหนังสือมุสนัดของท่านเองจากจำนวนฮะดีษทั้งหมดที่ท่านรับรายงานมา ๗๕๐, ๐๐๐ ฮะดีษ ดังที่ท่านได้ยืนยันไว้เองอย่างชัดเจน

ซัยยิดมุรฺตะฎอ ได้กล่าวไว้ในหนังสือของท่านชื่อ อัล-ฆอร็อรฺ วัดดะร็อรฺ เล่ม ๑ หน้า ๒๔๗

เรื่องอัล-ฆุลาต กับการปลอมแปลงฮะดีษ ดังนี้

“เมื่อครั้งที่ มุฮัมมัด บิน อะบี สุลัยมาน เจ้าเมืองกูฟะฮฺ ซึ่งถูกแต่งตั้งโดยเคาะลีฟะฮฺมันศูรฺ ได้จับตัวอับดุลการีม บิน อะบีเอาญาอ์ ไปประหารชีวิต อับดุลการีม ตัดสินใจกล่าวออกมาเมื่อรู้ตัวเองต้องจบชีวิตแน่นอนแล้วว่า “ถึงแม้พวกท่านจะฆ่าฉันจนตาย แต่แน่นอน ฉันเคยปลอมฮะดีษเพื่อพวกท่านมากถึง ๔,๐๐๐ ฮะดีษ ล้วนแต่เป็นความเท็จทั้งสิ้น”(๒๙)


ควรจะกล่าวไว้ด้วยว่า บททดสอบอันยิ่งใหญ่สำหรับมุสลิมทั้งมวล ก็คือการกล่าวความเท็จให้แก่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) และบรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อ) เพราะถ้าหากไม่มีเรื่องมุสาหลอกลวงเหล่านี้ในหน้าประวัติศาสตร์ แน่นอนเราจะไม่พบอุปสรรคหรือความขัดแย้งใดๆ ทั้งในด้านความเชื่อ และบทบัญญัติทางศาสนาดังที่ปรากฏอยู่ในมุสลิม เช่นนี้เลย

บทเรียนต่างๆ จากฮะดีษปลอม

ตัวอย่างฮะดีษปลอมบทหนึ่ง ได้แก่ ฮะดีษที่มีความหมายว่า

“ศ่อฮาบะฮฺของฉันเปรียบเสมือนดวงดาว ไม่ว่าจะเป็นใครในหมู่พวกเขา ถ้าพวกท่านปฏิบัติตามพวกท่านจะได้รับทางนำ”

ฮะดีษบทนี้ ก่อให้เกิดพื้นฐานความคิด ความเข้าใจว่า ซุนนะฮฺมีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมต่างๆ ที่มาจากศ่อฮาบะฮฺ

บรรดาอิมามในหมู่นักปราชญ์ฮะดีษกล่าวว่ามันเป็นเรื่องเท็จที่ถูกกุขึ้นมาให้แก่ท่านนบี (ศ)

เช่น อิบนุก็อยยิม อัล-เญาซียะฮฺ ได้กล่าวว่า “ฮะดีษนี้เป็นข้อความที่ถูกกุขึ้นมา” (๓๐)


ท่านซะฮะบีย์ ถือว่า เป็นฮะดีษที่ขาดประสิทธิภาพความน่าเชื่อถือ โดยได้กล่าวถึงนักรายงานคนหนึ่งที่ชื่อว่า ญะอฺฟัร บิน อับดุล วาฮิด อัล-ฮาชิมีย์ หลังจากได้อ้างอิงทัศนะของนักปราชญ์ เกี่ยวกับนักรายงานฮะดีษที่เป็นคนมุสาว่า“จากผลงานที่เสียหายที่สุดของเขาคือฮะดีษที่ว่า“สาวกของฉันเปรียบเสมือนดวงดาว” (๓๑)

อิบนุตัยมียะฮฺ ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่กล่าวว่า ฮะดีษที่ว่า สาวกของฉันเปรียบเสมือนดวงดาว

เป็นฮะดีษที่บรรดาอิมามแห่งบรรดานักรายงานถือว่าขาดประสิทธิภาพ (เฎาะอีฟ) จึงนำมาเป็นหลักฐานไม่ได้

ตัวอย่างฮะดีษปลอมที่ถูกอุปโลกน์ขึ้นมาอีกฮะดีษหนึ่งคือ “หน้าที่ของพวกท่าน คือทำตามซุนนะฮฺของฉัน และซุนนะฮฺของเคาะลีฟะฮฺผู้ทรงธรรมของฉันพวกท่านจงยึดให้มั่นเหมือนกัดให้แน่นด้วยกราม”(๓๒)

จากการศึกษาวิเคราะห์ ถึงนักรายงานฮะดีษประเภทนี้ เป็นที่แน่ชัดแก่เราว่ามันเป็นฮะดีษที่ถูกประพันธ์ขึ้นมา โดยมิได้มาจากท่านศาสนทูตแต่อย่างใด

นักปราชญ์ผู้เชี่ยวชาญ ด้านประวัตินักรายงานฮะดีษ ได้กล่าวว่า

 “อาลี บิน ฮะญัรฺ ได้เล่าเราว่า บะกียะฮฺ บิน วะลีด ได้เล่าเราว่า

 ญุบัยรฺ บิน สะอัด ได้รับรายงานจากคอลิด บิน มิดาน ซึ่งได้รับมา

จาก อับดุรเราะมาน บิน อัมร์ อัสสิลมีย์ ซึ่งได้รับมากจากอัล-หิรบาฏ บิน ซารียะฮฺได้กล่าวว่า “วันหนึ่งท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺได้สอนพวกเรา...หลังจากนั้นท่านได้กล่าวฮะดีษบทนี้”


จากการศึกษาคุณสมบัตินักรายงานฮะดีษ ทำให้เข้าใจอย่างชัดเจนว่า “บะกียะฮฺ บิน วะลีด มิได้เป็นที่เชื่อถือของนักปราชญ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัตินักรายงาน เราจะกล่าวถึงข้อความสั้นๆ ที่มีหลายคนพูดว่า

“อิบนุอัยยินะฮฺ กล่าวว่า “พวกท่านอย่าได้ฟังเรื่องอะไรเกี่ยวกับซุนนะฮฺ จากบะกียะฮฺเลย”

ยะหฺยา บิน มุฮีน ได้กล่าวถึง บะกียะฮฺ บิน วะลีดว่า

 “ถ้าหากเป็นฮะดีษที่เล่าโดยกลุ่มคนที่น่าเชื่อถืออย่าง ศ็อฟฟาน บิน อัมร์ และ อื่นๆ ก็พอใช้ แต่ถ้าหากเล่ามาจากบุคคลเหล่านี้ ที่ไม่น่าเชื่อถือ ก็อย่าได้บันทึกเลย

อะบูมัซฮัรได้กล่าวว่า “มีหลักฐานปรากฏว่า บะกียะฮฺเป็นคนที่มือไม่สะอาด ในการรายงานฮะดีษดังนั้นจงปฏิบัติต่อฮะดีษเช่นนั้นด้วยความระมัดระวัง (๓๓)

อิบนุฮะญัร เป็นคนหนึ่งที่กล่าวว่า “ท่านบัยฮะกีย์ ได้กล่าวถึงเรื่องความขัดแย้งต่างๆ ว่า บรรดานักปราชญ์ทั้งหมดลงมติร่วมกันว่า บะกียะฮฺ เป็นคนที่ไม่มีคุณสมบัติให้ยึดถือเป็นหลักฐาน”(๓๔)

ส่วนอับดุลเราะมาน บิน อุมัร อัส-สิลมีย์นั้น อิบนุฮะญัรอ้างถึงเขาว่า “อัล-ฟุฏฏอน อัล-ฟาซีย์ อ้างว่า เขาผู้นี้ไม่มีความเหมาะสม ด้วยเหตุว่า ที่มาของเขาไม่เป็นที่รู้กันเลย” (๓๕)


การบันทึกฮะดีษ

แน่นอนท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) นั้น ท่านมีอาลักษณ์ประจำตัวไว้หลายคน เพื่อบันทึกหมายเหตุต่างๆ คนเหล่านี้ ได้รับสมญานามว่า “นักบันทึกวะหฺยู” คือจะทำหน้าที่บันทึกเรื่องราว

ที่มาจากอัล-วะหฺยู บางที จะจดไว้ตามหนังสัตว์ตามกิ่งอินทผลัม ตามกระดูกสัตว์ และอื่นๆ ประกอบกับยังมีศ่อฮาบะฮฺ(ร.ฎ) อีกกลุ่มหนึ่งทำหน้าที่ท่องจำซุนนะฮฺนบีนั้น ปรากฏว่าไม่มีนักบันทึกคนใดจะบันทึกไว้อย่างสมบูรณ์ครบถ้วนไว้ตั้งแต่สมัยของนบี ทั้งในด้านวจนะ การกระทำ และท่าทีการแสดงออกอย่างไรก็ตาม มีรายงานจากท่านนบี(ศ) ว่าท่านเคยอนุญาตให้สาวกของท่านบันทึกฮะดีษได้

อะบูดาวูด และท่านฮากิม และนักบันทึกท่านอื่นๆได้รับรายงานจากอับดุลลอฮฺ บิน อุมัรบิน อาศ ว่า

“ข้าพเจ้าได้พูดว่า ข้าแต่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ แท้จริงข้าพเจ้าได้ยินสิ่งใดจากท่านแล้วบันทึกไว้จะได้ไหม?”

ท่านตอบว่า “ถูกต้องแล้ว”

อับดุลลอฮฺ ยังกล่าวอีกว่า “ทั้งในยามที่ท่านโกรธและยินดีด้วยหรือ?”

ท่านกล่าวว่า “แท้จริงทั้งสองกรณีนั้นฉันจะไม่พูดอะไรนอกจากความจริง” (๓๖)


ท่านบุคอรีได้บันทึกไว้ว่า “อะบูฮุร็อยเราะฮฺ กล่าวว่า

“ ในหมู่ศ่อฮาบะฮฺนบี ไม่มีใครท่องจำฮะดีษได้มากกว่าฉัน ยกเว้นก็แต่อับดุลลอฮฺ บิน อุมัร เพราะเขาได้บันทึกส่วนฉันมิได้บันทึก” (๓๗)

ท่านติรมิซีย์บันทึกจากอะบีฮุร็อยเราะฮฺว่า “

มีชาวอันศอรคนหนึ่งนั่งใกล้ท่านศาสนทูต (ศ) แล้วเขาได้ยินคำพูดตอนหนึ่งที่เขาประทับใจมาก แต่เขาจำไม่ได้ ดังนั้นเขาจึงถามทบทวนเรื่องนั้น

ต่อท่านศาสนทูต(ศ) ท่านกล่าวว่า “ฉันจะช่วยจับมือเธอเอง” ว่าแล้ว ท่านก็จับมือเขาเขียนข้อความ”(๓๘)

มีรายงานจากอะบูฮุร็อยเราะฮฺ อีกเช่นกันว่า “พวกท่านจงแสวงหาความรู้ด้วยการเขียน” (๓๙)

รายงานจากนาฟิอ์ บิน เคาะดีจญ์กล่าวว่า “ฉันได้พูดกับท่านศาสนทูต (ศ) ว่า “ข้าแต่ท่านศาสนทูตแท้จริง พวกเราได้ยินจากท่านมาหลายอย่างแล้ว

 เราจะจดบันทึกมันไว้ จะได้หรือไม่?”

ท่านตอบว่า “จงบันทึกมันไว้เถิด มันมิใช่ความผิด” (๔๐)


บทรายงานเหล่านี้ ต่างยืนยันว่า ท่านอนุญาตให้สาวกบันทึกฮะดีษ จากท่าน ขณะเดียวกัน มีบทรายงานอีกส่วนหนึ่งยืนยันว่าท่านได้เรียกร้องให้ท่องจำและเผยแพร่ฮะดีษกันในหมู่มุสลิม ดังนี้

“อัลลอฮฺจะทรงประทานความผาสุกแก่บ่าวของพระองค์ ที่ได้ยินฉันพูดอะไรแล้วจดจำนำไปสอนต่อ แล้วทำได้เหมือนอย่างตอนที่ได้ยิน เพราะบางที คนที่นำพาความรู้อาจนำไปให้คนที่ไม่รู้เสมอไป และบางทีคนนำพาความรู้ อาจนำความรู้ไปให้คนที่รู้เหนือกว่าก็ได้”(๔๑)

รายงานฮะดีษบทหนึ่ง ความว่า

“ผู้ใดในหมู่ประชาชาติของฉัน ท่องจำฮะดีษของฉันได้ ๔๐ บท ในเรื่องศาสนาโดยมีความมุ่งหวังยังอัลลอฮฺและปรโลกในวันฟื้นคืนชีพ อัลลอฮฺจะทรงแต่งตั้งเขาให้อยู่ในตำแหน่งนักปราชญ์ทางศาสนา”(๔๒)

เป็นที่แน่นอนว่าสื่อช่วยความจำและเผยแพร่ที่ดีคือการบันทึก เป็นอันว่าการท่องจำฮะดีษ ถือเป็นเรื่องที่ถูกยอมรับ ยิ่งกว่านั้นสามารถจะถือเป็นวาญิบได้ด้วยหากถึงคราวต้องรักษาซุนนะฮฺให้รอดพ้นจากความสูญหาย

ท่านศาสนทูต(ศ) เคยส่งสารไปยังบรรดากษัตริย์และประมุขของเมืองต่างๆ ขณะเดียวกัน ท่านก็เคยทำสนธิสัญญาฉบับต่างๆ ที่ยังคงเก็บรักษาไว้จนถึงทุกวันนี้


อิบนุอับบาส ได้กล่าวว่า เมื่อครั้งที่ท่านศาสนทูต(ศ)ป่วยหนัก ท่านได้กล่าวว่า “พวกท่านจงนำกระดาษมาเถิด เพื่อฉันจะได้บันทึกข้อความที่ไม่ทำให้พวกท่านหลงผิดต่อไปในภายหลัง”

อุมัรกล่าวขึ้นว่า “นบีเพ้อไปแล้ว พวกเรามีพระคัมภีร์แห่งอัลลอฮฺก็พอแล้ว”

แต่พวกเขาโต้เถียงกันเสียงลั่น ท่านศาสนทูต(ศ) จึงตัดบทว่า “พวกท่านจงออกจากฉันไปเสียเถิด ไม่บังควรที่จะโต้เถียงกันต่อหน้าฉัน”

อิบนุอับบาสได้ออกมากล่าวว่า “มันเป็นความอัปโชคที่สุดของเราที่ท่านศาสนทูตมิได้จดบันทึกเรื่องของท่าน” (๔๓)

ที่ตรงข้ามกับรายงานเหล่านี้ มีอยู่สองฮะดีษที่ระบุว่า ท่านห้ามมิให้บันทึกคือจากรายงานของ อะบี สะอีด อัล-คุดรีย์ กล่าวว่า

ท่านศาสนทูตได้กล่าวว่า

 “พวกท่านอย่าได้บันทึกอะไรจากฉันนอกจากอัล-กุรฺอาน ใครก็ตามที่บันทึกเรื่องอื่น นอกจากอัล-กุรฺอาน ก็จงลบออกเสีย” (๔๔)

จากการศึกษาวิเคราะห์ฮะดีษต่างๆ ที่มีลักษณะขัดแย้งกันอย่างนี้แสดงให้เห็นว่า ท่านนบีมุ่งเน้นให้มีการจดบันทึกฮะดีษมากกว่า อันนี้คือ ความเข้าใจของศ่อฮาบะฮฺกลุ่มหนึ่ง เช่น อิมามอะลี และฮะซัน ผู้เป็นบุตร กล่าวคือ ท่านทำงานในด้านนี้อยู่ ดังมีรายงานจากท่านว่า

“เมื่อพวกท่านจะบันทึกฮะดีษใด ก็จงบันทึกรายชื่อนักรายงานด้วย”(๔๕)


บรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อ) ท่านอื่น ก็ได้เจริญรอยตามท่านทั้งสองตลอดทั้งคนในยุคตาบิอีน บรรดานักปราชญ์อิสลาม ต่างมีความเห็นอย่างนี้ด้วย ดังนั้นพวกเขาจึงพากันบันทึกและเขียนฮะดีษกัน เพราะหากไม่มีใครบันทึกกันแล้ว แน่นอนการศึกษาซุนนะฮฺจะเป็นเรื่องที่ไม่อาจเป็นไปได้

และแน่นอนมนุษยชาติจะได้รับความขาดทุนอันใหญ่หลวง เพราะไม่มีโอกาสได้รับมรดกทางความคิดที่มีมาในหน้าประวัติศาสตร์

อิบนุศิลาห์ ได้อธิบายในเรื่องนี้ว่า

“หากไม่มีใครบันทึกฮะดีษไว้ในตำราคนรุ่นหลังจะต้องประสบกับความเสียหายอย่างใหญ่หลวง”(๔๖)

เรื่องนี้ อุมัร บินอับดุล-อะซีซ (ร.ฎ)ได้เรียกร้อง และสั่งการให้จดฮะดีษในสมัยที่เขาเป็นเคาะลีฟะฮฺ (เมื่อฮ.ศ ๙๙-๑๐๑)(๔๗)

ประวัติศาสตร์ได้อธิบายให้เราทราบว่า มีศ่อฮาบะฮฺกลุ่มหนึ่งได้สั่งห้ามมิให้ใครๆจดบันทึกฮะดีษได้แก่อะบูบักร์ อุมัร และอุษมาน ต่อมาบรรดาเคาะลีฟะฮฺในวงศ์อุมัยยะฮฺ ก็ถือปฏิบัติตามแนวนี้ มาจนกระทั่งถึงสมัยของ อุมัร บิน อับดุล-อะซีซ

สาเหตุที่อะบูบักร์ สั่งห้ามการบันทึกฮะดีษของท่านศาสนทูต(ศ)นั้น ท่านได้ระบุไว้ในที่ประชุม ภายหลังจากท่านนบีวะฟาตแล้ว ดังที่ท่านได้กล่าว

“แท้จริง พวกท่านรายงานบอกเล่า ฮะดีษต่างๆ จากท่านศาสนทูตแล้ว พวกท่านก็ขัดแย้งกัน

ประชาชนรุ่นหลังจะยิ่งขัดแย้งหนักขึ้นไปอีก ดังนั้น จงอย่าได้บอกเล่าฮะดีษใดๆ ของท่านศาสนทูต


หากใครถามปัญหาอะไรจากพวกท่านก็จงตอบว่า ระหว่างพวกท่านกับเรา มีแต่พระคัมภีร์แห่งอัลลอฮฺ ดังนั้น จงอนุญาตในสิ่งที่อัล-กุรฺอานอนุญาต และจงห้ามในสิ่งที่อัล-กุรฺอานห้าม”(๔๘)

อิบนุสะอัด ได้กล่าวไว้ในหนังสือ ฏอบะกอตว่า “แท้จริงมีฮะดีษจำนวนมากในสมัยอุมัรที่ประชาชนนำมาเสนอแต่แล้วท่านอุมัรก็สั่งการให้เผาเสีย (๔๙)

สำหรับในสมัยของอุษมาน บิน อัฟฟาน ก็มีคำสั่งในคุฏบะฮฺว่า ห้ามมิให้รายงานฮะดีษใดๆของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ ยกเว้นฮะดีษที่เคยรายงานกันอยู่ในสมัยอะบูบักร์และอุมัร ดังมีถ้อยคำของเขาปรากฏในคำคุฏบะฮ์ว่า

“ไม่อนุญาตให้ผู้ใดรายงานฮะดีษบทใดที่ไม่เคยได้ยินในสมัยอะบูบักร์และอุมัร”(๕๐)

มุอาวียะฮฺยิ่งทวีความแข็งกร้าวหนักข้อขึ้นไปอีก ในคำสั่งห้ามจดบันทึกฮะดีษ โดยยกขึ้นมาเป็นประเด็นต่อต้านอิมามอาลี และอะฮฺลุลบัยตฺ(อ) ผู้บริสุทธิ์ ครั้นพอเขาสามารถของอำนาจเต็มรูปแบบ หลังจากทำสนธิสัญญาสันติภาพกับอิมามฮาซันแล้วก็ออกคำสั่งห้ามจดบันทึกฮะดีษใดๆของ

ท่านศาสนทูต ที่กล่าวถึงความดีงาม ความประเสริฐ ของอิมามอาลี ตลอดจนได้คาดบทลงโทษ หากใครฝ่าฝืนด้วยการจดบันทึก


มะดาอินีย์ได้บันทึกในหนังสืออัล-อะหฺดาษว่า “มุอาวียะฮฺได้ ออกคำสั่งไปตามหัวเมืองต่างๆ ที่บรรดาข้าหลวงของตนประจำอยู่ หลังจากผ่านพ้นปีแห่ง “ญะมาอะฮฺ” ว่า “ข้าพเจ้าจะไม่รับผิดชอบแก่ผู้ใดที่รายงานฮะดีษใดๆ เกี่ยวกับความดีงามของอะบูตุรอบ (ฉายานามหนึ่งของท่านอาลี)

 และอะฮฺลุลบัยตฺของเขา เพราะเรื่องนี้ จะมีผลสะท้อนเป็นความวิบัติแก่ชาวกูฟะฮฺ”(๕๑)

ด้วยเหตุนี้เอง ซุนนะฮฺนบีจึงประสบกับปัญหาการออกคำสั่งมิให้จดบันทึก จนกระทั่งทำให้เกิดมีการปลอมแปลงและกล่าวเท็จแก่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) กันขึ้นมาบิดอะฮฺ (กิจกรรมอุตริในศาสนา)

เราได้เรียนรู้ถึงความหมายของคำว่า ซุนนะฮฺ ในแง่ของภาษาและความหมายทางศาสนากันไปแล้ว เพื่อจะได้ประโยชน์มากยิ่งขึ้นในด้านความรู้ เราควรจะเข้าใจความหมายของคำว่า

“บิดอะฮฺ” ควบคู่ไปด้วย เพราะคำนี้ นักปราชญ์มุสลิมได้ให้ความหมายประกอบเหตุผลอย่างหนึ่งไว้เป็นกรณีพิเศษ

คำว่า “บิดอะฮฺ” ในแง่ของภาษา หมายถึง “การประดิษฐ์ การริเริ่มทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดขึ้นมา”

บิดอะฮฺ ยังหมายถึง “กิจกรรมใหม่ๆ ที่ถูกริเริ่มทำให้มีขึ้น” (๕๒)

คำว่า “บิดอะฮฺ” ในแง่ของวิชาการศาสนา เป็นความหมายที่ควรจะทำความเข้าใจ ภายหลังจากเข้าใจในความหมายทางด้านภาษาแล้ว


“บิดอะฮฺ” หมายถึง กิจกรรมที่ถูกประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมาใหม่ ในทางศาสนาซึ่งไม่มีที่มาจากพระคัมภีร์และซุนนะฮฺ ที่ได้เรียกว่า สิ่งนั้นสิ่งนี้ เป็นบิดอะฮฺ ก็เพราะคนที่สอนสิ่งนั้น ได้คิดประดิษฐ์สิ่งนั้นด้วยตัวเอง”(๕๓)

ดังนั้น “บิดอะฮฺ” หมายถึง ทุกๆกิจกรรมที่ถูกสอดแทรกเข้ามาในศาสนา ทั้งๆ ที่มันมิได้เป็นเรื่องของศาสนา”

ท่านศาสนทูต ศาสดาผู้ทรงเกียรติ(ศ) เคยตักเตือนประชาชนว่า ให้ระวังกิจกรรมประเภทที่ถูกอุตริขึ้นมา และการประดิษฐ์คิดค้นเรื่องใหม่ๆ ขึ้นมาในศาสนาโดยท่านได้กำชับไว้ในคำเทศนาสั่งสอนอย่างจริงจังว่า

“คำสอนที่ดีที่สุดได้แก่ พระคัมภีร์แห่งอัลลอฮฺ ทางนำที่ดีที่สุดนั้น ได้แก่ทางนำของมุฮัมมัด

กิจการที่เลวร้ายที่สุดได้แก่ กิจการที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่ และทุกอย่างที่ถูกอุตริขึ้นมาย่อมเป็นเรื่องที่หลงผิดทั้งสิ้น”(๕๔)

เมื่อเป็นเช่นนี้ เราสามารถทำความเข้าใจได้ว่า บิดอะฮฺ คือ การกระทำที่ตรงข้ามกับซุนนะฮฺ

และความหมายของคำว่า กิจกรรมที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่ก็คือ กิจกรรมใหม่ในทางศาสนาที่ไม่มีพื้นฐานที่มาจากพระคัมภีร์แห่งอัลลอฮฺ

 และซุนนะฮฺนบีของพระองค์ แต่มีการถือกันว่า เป็นหลักการศาสนา


บิดอะฮฺ คือ สิ่งที่ถูกพยายามทำขึ้นมาเปลี่ยนแปลงหลักการเดิมของอิสลาม เพื่อจะได้นำความคิดและความเชื่ออย่างอื่นเข้ามาสอดแทรกในพื้นฐานทางศาสนาทั้งๆ ที่มันมิใช่มาจากศาสนา

ควรจะกล่าวไว้ด้วยว่า ประชาชาติในยุคสมัยก่อนๆ เคยนำกิจกรรมที่เป็นบิดอะฮฺเข้ามาสอดแทรกในคำสอนและได้เปลี่ยนแปลงคำสอนนั้นให้เป็นอย่างอื่น ด้วยเหตุนี้ อัล-กุรฺอานจึงเตือนให้ระวังการกระทำที่เป็นบิดอะฮฺ ทั้งทางด้านความคิดและการปฏิบัติดังโองการความว่า

“...พวกเขาได้ประดิษฐ์มันขึ้นมาใหม่ เรามิได้บันทึกสิ่งนั้นแก่พวกเขานอกเสียจากเพื่อแสวงหาความพึงพอพระทัยของอัลลอฮฺ พวกเขาไม่ได้ระวังรักษาไปตามสิทธิของการที่จะต้องระวังรักษานั้น ดังนั้น เราจึงประทานรางวัลแก่ผู้ศรัทธาในหมู่พวกเขา แต่ส่วนมากพวกเขาเป็นผู้ละเมิด

(อัล-หะดีด/๒๗)

เพื่อเป็นการป้องกันหลักความคิด บทบัญญัติทางศาสนาอิสลาม ให้รอดพ้นจากเรื่องราวที่เป็นบิดอะฮฺและความหลงผิดทั้งหลาย

อิสลามจึงมีบทบัญญัติให้คนมุสลิมโดยทั่วไป โดยเฉพาะบรรดาผู้รู้ ว่าให้ต่อต้านกิจกรรมประเภทบิดอะฮฺที่ปลอมแปลงแฝงเข้ามาผนวกในหลักการของอิสลาม ไม่ว่าจะเป็นแนวความคิด ปรัชญา ทฤษฎี หรือระเบียบแบบแผน ประเพณีกรรมต่างๆ บทบัญญัติในเรื่องนี้ ท่านศาสนทูต(ศ) และบรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อ)ได้ระบุไว้อย่างชัดเจน


 ตามรายงานที่ปรากฏในคำสอนของบรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อ) ว่า

ท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ) ได้กล่าวไว้ว่า “เมื่อกิจกรรมใดๆ ประเภทบิดอะฮฺเกิดขึ้นในประชาชาติของฉัน ถือเป็นที่ของบรรดาผู้รู้ที่จะต้องแสดงความรู้ของเขาออกมาให้ปรากฏ ครั้นหากใครไม่กระทำถือว่าจะต้องรับการสาปแช่งจากอัลลอฮฺ” (๕๕)

อิมามอะลี(อ) ได้กล่าวเทศนาเตือนให้ระวังกิจการที่เป็นบิดอะฮฺว่า

“ประชาชนทั้งหลาย อันที่จริงแล้ว ถ้าหากความเสียหายได้อุบัติขึ้น คนทั้งหลายก็จะปฏิบัติตามอารมณ์ฝ่ายต่ำเมื่อนั้นจะมี กฎเกณฑ์ทางศาสนาประเภทอุตริปรากฏขึ้นมาโดยจะขัดแย้งกับพระคัมภีร์แห่งอัลลอฮฺ

ท่ามกลางเหตุการณ์เช่นนั้น จะมีคนคณะหนึ่งขึ้นมามีอำนาจปกครอง ครั้นมีความผิดพลาดใดๆ เกิดขึ้นมันจะไม่อ่อนข้อให้แก่ หลักฐานใดๆ แต่ถ้าหากมีสัจธรรมมาปรากฏ ก็จะไม่มีความขัดแย้งแต่อย่างใด

ในเหตุการณ์เช่นนั้น จะมีหลักการแบบผสมผสานกับสิ่งนั้นบ้างกับสิ่งนี้บ้างเพื่อให้ได้สองอย่างพร้อมๆกัน นั่นเป็นเพราะมีชัยฏอนมาสิงสู่บรรดามิตรสหายของพวกมันแต่บรรดาผู้ได้รับความดีงามจากอัลลอฮฺย่อมจะปลอดภัยเสมอ”(๕๖)

มีรายงานฮะดีษจากบรรดาอิมามแห่งอัลลอฮฺบัยตฺ(อ) ว่า

“ผู้ใดที่ได้นำกิจกรรมประเภทบิดอะฮฺอย่างใดอย่างหนึ่งมาปฏิบัติ แล้วทำให้มันยิ่งใหญ่ขึ้นมา นั่นเท่ากับเขาพากเพียรเพื่อทำลายศาสนาอิสลาม”(๕๗)


อิมามศอดิก(อ) ได้รับรายงานฮะดีษของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ผู้เป็นปู่ทวดของท่านเองบทหนึ่ง ความว่า

“กิจการทุกอย่างที่เป็นบิดอะฮฺล้วนเป็นความหลงผิด และความหลงผิดทั้งปวง ย่อมอยู่ในนรก”(๕๘)

ท่านซุรอเราะฮฺได้รายงานว่า “ข้าพเจ้าเคยถามอะบูอับดุลลอฮฺ ศอดิก (อ) ถึงเรื่องที่เป็นหะลาล และหะรอม

ท่านตอบว่า

สิ่งที่เป็นหะลาลของมุฮัมมัดย่อมหะลาลตลอดกาลจนถึงวันฟื้นคืนชีพ และสิ่งใดที่เป็นหะรอมของมุฮัมมัด สิ่งนั้นจะเป็นหะรอมตลอดกาลจน ถึงวันฟื้นคืนชีพ จะเป็นอย่างอื่นมิได้ และจะไม่เปลี่ยนแปลงอีก”

ท่านกล่าวอีกว่า ท่านอาลี(อ) เคยสอนไว้ว่า

“ตราบเท่าที่คนๆหนึ่งกระทำการบิดอะฮฺขึ้นมาอย่างหนึ่ง เท่ากับเขาได้ละทิ้งซุนนะฮฺไปแล้วอย่างหนึ่งเสมอ”(๕๙)


หลังจากที่เราทำความเข้าใจความหมายของคำว่า “บิดอะฮฺ” และซุนนะฮฺไปแล้ว เรายังได้เข้าใจอีกว่า ถ้าหากคนมุสลิมกระทำในกิจการอย่างหนึ่งอย่างใดที่เป็นเรื่องใหม่ๆ หรือดำเนินกิจการที่ประดิษฐ์ขึ้นมาอย่างใดอย่างหนึ่ง เพียงแค่นั้นยังไม่ถือว่าเป็นบิดอะฮฺ ในความหมายที่ ตรงข้ามกับซุนนะฮฺ และจะยังไม่ถือว่าเป็นการกระทำที่ต้องห้ามตราบใดที่ยังไม่นำกิจการนั้นๆเข้าไปผนวกกับหลักการศาสนา โดยถือว่ากิจกรรมนั้นเป็นหลักการส่วนหนึ่งของศาสนาในลักษณะที่มีความขัดแย้งกับพระคัมภีร์แห่งอัลลอฮฺ และซุนนะฮฺของท่านนบี (ศ)

ส่วนการจัดงานฉลองวันประสูติของท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ) ไม่ถือว่าเป็นกิจกรรมประเภทบิดอะฮฺ ที่เป็นเรื่องต้องห้าม ถึงแม้ว่าท่านศาสดาและศ่อฮาบะฮฺในสมัยของท่านไม่เคยกระทำก็ตาม

การประดิดประดอยรูปเล่มพระคัมภีร์อัล-กุรฺอานให้ดูสวยงามการประดับประดามัสยิดให้สวยงามวิจิตรก็ไม่ถือว่าเป็นบิดอะฮฺที่ต้องห้ามแม้ว่า

ท่านศาสนทูตจะไม่เคยทำก็ตาม

ความหมายที่ตรงตามเป้าหมายของคำว่า บิดอะฮฺ ก็คือการนำเอากิจกรรมอื่นๆ ที่มิได้เป็นเรื่องมาจากศาสนาเข้ามาผนวกกับศาสนาแล้วถือว่า สิ่งนั้นๆ เป็นบทบัญญัติทางศาสนา


ซุนนะฮฺกับ อัล-กุรฺอาน

ยังมีประเด็นสำคัญอยู่อีกเรื่องหนึ่ง นั่นคือ เรื่องความสัมพันธ์ทางด้านบทบัญญัติ และการอธิบายที่มีอยู่ระหว่างซุนนะฮฺนบี กับอัล-กุรฺอานอันทรงเกียรติ ซึ่งเราจะสรุปถึงความสัมพันธ์เหล่านี้ได้ ดังนี้

๑- ซุนนะฮฺนบี กำหนดขอบเขตความหมายที่มีลักษณะเป็นสากลในพระคัมภีร์

บางโองการในอัล-กุรฺอานจะถูกประทานมาเป็นประโยคที่ให้ความหมายทั่วๆไป ดังนั้น กฏเกณฑ์ที่ได้จากโองการประเภทนี้จะครอบคลุมไปถึงทุกคนที่ถูกระบุอยู่ในความหมายโดยลักษณะของประโยคและเนื้อหา จะมีความหมายเป็นสากล

แต่ทว่า ซุนนะฮฺนบี จะคอยทำหน้าที่กำกับความหมายในประโยคเหล่านี้โดยได้จำแนกแต่ละเรื่องไว้เป็นการเฉพาะ จะอธิบายถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องจริงๆ ตามกฏเกณฑ์เหล่านั้นที่โดยมาก อัล-กุรฺอานจะกล่าวรวมๆทั้งนี้ก็เพราะท่านศาสนทูต(ศ)ได้อธิบายไว้เมื่อครั้งที่โองการนั้นได้ถูกประทานลงมายังท่านหรือในยามที่ท่านได้รับการดลใจ (อิลฮาม)

๒- ซุนนะฮฺนบีกำกับความหมายที่มีลักษณะเป็นอิสระของพระคัมภีร์

จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ถ้าหากเรามาทำความเข้าใจความหมาย ของคำว่า “มุฏลัก” (ความเป็นอิสระ) กับคำว่า”มุก็อยยัด” (การวางข้อจำกัด) ก่อนจะกล่าวถึงบทบาทของซุนนะฮฺในการควบคุมกฏเกณฑ์และวิชาการต่างๆ ที่มีความหมายเป็นอิสระอยู่ในพระคัมภีร์แห่งอัลลอฮฺ


คำพูดที่มีความหมาย มุฏลัก หมายถึงคำพูดที่กล่าวขึ้นโดยไม่มีการวางเงื่อนไขใดๆ ไม่ว่าจะเป็นเวลา สถานที่ ปริมาณ และลักษณะ...ฯลฯ

เช่น ถ้าเรากล่าวว่า “จงบริจาคทรัพย์สินให้แก่คนยากจน”

คำว่า “คนยากจน” ในคำพูดประโยคนี้ มีความหมายเป็นอิสระปราศจากข้อจำกัดใดๆ ด้วยเหตุนี้ คำสั่งที่ว่า “จงบริจาคทรัพย์สิน” ในคำพูดประโยคนี้สามารถครอบคลุมถึงคนยากจนทุกคน

ส่วนคำพูดที่มีความหมายเป็นมุก็อยยัด หมายถึง คำพูดที่มีการกำหนดขอบเขต โดยมีเงื่อนไข และข้อผูกมัด มีการกำหนดกรอบความหมายของคำที่เป็นมุฏลักให้แคบลง

เช่น ถ้าเรากล่าวว่า “จงบริจาคทรัพย์สินแก่คนยากจนที่เป็นผู้ศรัทธา” คำว่า “ผู้ศรัทธา” คือข้อผูกมัดที่ควบคุมความหมายของคำว่า “คนยากจน”

โดยหลักเกณฑ์ของความหมายผูกมัดเช่นนี้ ยังผลให้การบริจาคทรัพย์สินตกแก่คนยากคนจนที่เป็นผู้ศรัทธาเท่านั้น มิใช่คนยากจนทุกคนเหมือนประโยคคำพูดที่มีความหมายมุฏลักในตัวอย่างแรก

เมื่อได้ทำความเข้าใจกับคำจำกัดความเหล่านี้แล้ว เราก็สามารถเข้าใจได้ว่ากฎเกณฑ์และวิชาการต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ในโองการต่างๆ ของพระคัมภีร์อัล-กุรฺอานอันทรงเกียรตินั้นบางส่วนจะเป็นโองการประเภทมุฏลัก อีกบางส่วนจะเป็นโองการประเภทมุก็อยยัด


เป็นหลักการที่ยอมรับอยู่ในบรรดานักปราชญ์อย่างหนึ่งว่า ซุนนะฮฺนบีมีหน้าที่กำกับความหมายที่เป็นอิสระของพระคัมภีร์

ดังตัวอย่างของโองการที่สะท้อนถึงบทบาทของซุนนะฮฺ ที่จะต้องกำกับความหมายให้ นั่นคือ โองการความว่า

“และจงเคารพเชื่อฟังอัลลอฮฺ และจงเคารพเชื่อฟังศาสนทูต และผู้มีอำนาจปกครองในหมู่สูเจ้า”

คำว่า “ผู้มีอำนาจปกครอง” (อุลิลอัมริ) เป็นคำที่มีความหมายมุฏลักไร้ขอบเขตจำกัด

เป็นที่แน่นอนว่า ถ้าจะดูความหมายตามที่ปรากฏในโองการนี้ ถือว่าจำเป็นจะต้องเคารพเชื่อฟังผู้มีอำนาจปกครองทุกคน โดยไม่ต้องคำนึงถึงความยุติธรรม หรือความผิดพลาดใดๆของเขา

แต่ท่านศาสนทูต(ศ) ได้ทำหน้าที่อธิบายพระคัมภีร์ ท่านได้วางข้อจำกัดการเคารพเชื่อฟังผู้มีอำนาจปกครองไว้ว่า ต้องเป็นคนที่ไม่ฝ่าฝืนพระผู้สร้างโดยท่านกล่าวว่า

“มิให้เคารพเชื่อฟังคนที่อยู่ในสภาพละเมิดต่อพระผู้สร้าง”

ลักษณะการวางข้อจำกัดที่ท่านนบีทำหน้าที่นี้ไว้นี้ มิใช่เป็นเพราะเหตุผลอื่นใด นอกจากจะเป็นการอธิบายความหมายที่มีลักษณะหลากหลายในโองการต่างๆ อันจะนำไปสู่ความเที่ยงตรงและถูกต้อง อีกทั้งเพื่อยับยั้งความอธรรม ความเสียหาย และการละเมิดหลักการศาสนา


 ดังนั้นซุนนะฮฺนบีจึงมีหน้าที่ในการควบคุมมาตรฐานความหมายของโองการนั้นๆไว้

๓- ซุนนะฮฺทำหน้าที่อธิบายความหมายที่คลุมเครือของพระคัมภีร์

อัล-กุรฺอานอันทรงเกียรติมีโองการเกี่ยวกับศาสนบัญญัติ และหลักความเชื่ออยู่หลายโองการที่มีความหมายปรากฎอยู่ในลักษณะคลุมเครือ คือ ไม่มีความชัดเจนท่านศาสนทูต(ศ) จึงทำหน้าที่อธิบายขยายความเหล่านั้นให้แก่ประชาชาติ การที่ท่านให้ความกระจ่างแก่ความหมายในโองการเหล่านี้ มีอยู่ด้วยกันหลายวิธีคือ

ก.อธิบายด้วยการพูด โองการที่มีความหมายคลุมเครือในอัล-กุรฺอานจำนวนมากที่ท่านศาสนทูต(ศ) ต้องอธิบายแก่ประชาชนด้วยวจนะของท่านเพื่อให้ประชาชนมีความเข้าใจต่อความหมายเหล่านั้น

ข.อธิบายด้วยการบันทึก หลายวาระด้วยกันที่ท่านศาสนทูต(ศ) ได้ส่งสาส์นส่งหนังสือนับจำนวนหลายสิบฉบับไปยังคณะทำงานของท่าน บางครั้งก็ส่งไปยังกษัตริย์ประมุขของแคว้นแดนต่างๆ ที่เป็นผู้ปกครองเมืองต่างๆ อยู่ในเวลานั้นท่านเองยังเคยทำการบันทึกข้อตกลงสนธิสัญญาต่างๆ ซึ่งเนื้อหาสาระบางตอนเป็นการอธิบายรายละเอียดแห่งโองการต่างๆ ที่มีความหมายคลุมเครือตามตัวบทที่ปรากฏอยู่ในอัล-กุรฺอาน

ค.อธิบายด้วยการกระทำ ท่านศาสนทูต(ศ) ทำหน้าที่อธิบายบางโองการที่มีความหมายคลุมเครือหรือด้วยการกระทำของท่านเอง เช่น การทำนมาซ การทำวุฎอ์ การบำเพ็ญฮัจญ์...ฯลฯ


เพราะหลักปฏิบัติในศาสนกิจที่จำเป็นเหล่านี้ มีความหมายปรากฏอยู่ในอัล-กุรฺอานอย่างคลุมเครือไม่มีรายละเอียด และไม่ชัดเจน เช่น วิธีนมาซ วิธีบำเพ็ญฮัจญ์ ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของท่านที่จะต้องอธิบายเรื่องราวเหล่านั้น ด้วยการสาธิตรูปแบบในภาคปฏิบัติด้วยตัวท่านเอง

นักปราชญ์ทั้งหลายต่างทราบดีว่า การกระทำในสิ่งใดๆของท่านยังไม่ถือเป็นการอธิบาย

ความหมายของพระคัมภีร์ นอกจากในสองกรณี ด้วยกันคือ(๖๑)

๑- เมื่อรู้ในจุดประสงค์ของท่าน ว่าท่านจะต้องอธิบายความหมายที่คลุมเครือเหล่านั้น เช่น

ท่านกล่าวว่า “พวกท่านจงทำนมาซเหมือนดังได้เห็นฉันนมาซ”

๒- เมื่อรู้ด้วยสติปัญญาว่า ท่านต้องการอธิบาย เช่น เมื่อท่านได้กระทำสิ่งใดๆ ในช่วงเวลาที่จำเป็นต้องหาคำอธิบายความหมายนั้นๆ จากอัล-กุรฺอาน ก็ถือว่า การกระทำของท่านในคราวนั้นเป็นการอธิบายความหมายในโองการนั้นๆแล้ว

ง.อธิบายด้วยการแสดงท่าประกอบ เช่น ตอนที่ท่านอธิบายเรื่องนับจำนวนวันในแต่ละเดือนตามหลักการอิสลาม ท่านจะแสดงท่าประกอบว่า ๑ เดือนจะมีจำนวนวันเท่านี้ โดยท่านยกนิ้วมือทั้งสิบนิ้ว มาแสดงด้วยการยกสลับไปมา ๓ ครั้ง ในครั้งที่ ๓ ท่านจะพับลง ๑ นิ้ว (๖๒)

การกระทำเช่นนี้ หมายความว่า การนับเดือนทางจันทรคตินั้นจะมี ๒๙ วัน

ได้เหมือนกันกับที่รู้ๆ กันอยู่โดยปกติ ๑ เดือนจะมี ๓๐ วัน


๔- ซุนนะฮฺทำหน้าที่ยกเลิกกฎเกณฑ์ในพระคัมภีร์

คำว่า ยกเลิกกฎเกณฑ์ หรือที่เรียกในภาษาอาหรับว่า “นะสัค” ตามที่รู้กันอยู่ในวงการของนักปราชญ์มุสลิม หมายถึง การยกเลิกกฎเกณฑ์หนึ่ง โดยมีอีกกฎเกณฑ์หนึ่งมาแทนที่ เพื่อให้เข้ากับสภาพสังคมมนุษยชาติ และเป็นการพัฒนาไปอย่างมีขั้นตอนของงานเผยแพร่

แน่นอน การยกเลิก (นะสัค) ที่มีอยู่ในอัล-กุรฺอานย่อมเป็นไปโดยมี โองการหนึ่งถูกประทานมาเพื่อยกเลิกกฎเกณฑ์ในอีกโองการหนึ่ง ความเปลี่ยนแปลงในลักษณะนี้ถูกจำกัดไว้ในกฎเกณฑ์จำนวนหนึ่งเพียงส่วนน้อย

บรรดานักปราชญ์ถือว่า กรณีที่ซุนนะฮฺทำหน้าที่ยกเลิกกฎเกณฑ์ในโองการหนึ่งๆ มีความเป็นไปได้เช่นเดียวกับโองการหนึ่งถูกประทานมาเพื่อยกเลิกกฎเกณฑ์ของอีกโองการหนึ่งนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม บรรดานักปราชญ์ยังได้กล่าวอีกว่าทฤษฎีที่ว่านี้ เป็นเพียงการวิเคราะห์ทางวิชาการเท่านั้น เพราะยังไม่ปรากฏความเป็นจริงที่ว่านี้อยู่เลย

กล่าวคือ ไม่ปรากฏว่า มีโองการใดในอัล-กุรฺอานถูกยกเลิกกฎเกณฑ์โดยซุนนะฮฺนบี

บรรดานักปราชญ์ยังมีความเห็นเพิ่มเติมว่าถ้าหากปรากฏว่า การยกเลิกกฎเช่นที่ว่านี้มีจริงก็ยังเชื่อถือมิได้ นอกจากจะต้องมีรายงานบอกเล่ามาถึงยุคของเราอย่างเป็นเอกฉันท์ ทั้งนี้ ก็เพราะบทรายงานต่างๆ ที่มาจากนักรายงานคนเดียว ถือว่าเป็นหลักฐานประเภทรอง(ซานีย์)


 การจะนำหลักฐานเช่นนั้นมาเป็นข้ออ้างในเรื่องการยกเลิกกฎเกณฑ์ในอัล-กุรฺอานถือว่า เป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง

เพราะโองการในอัล-กุรฺอาน มีฐานะเป็นหลักฐานขั้นเด็ดขาด (ก็อฏอีย์) ที่มาจากอัลลอฮฺซึ่งหลักฐานประเภทรอง จะมายกเลิกหลักฐานขั้นเด็ดขาดมิได้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งถ้าหากเรามาทำความเข้าใจว่าหน้าที่ของ

 ซุนนะฮฺ ในการกำกับความหมาย หรือจำแนกความหมาย หรืออธิบายความหมายของพระคัมภีร์นั้นวางอยู่บนพื้นฐาน ๓ ประการ คือ

๑- ท่านศาสนทูตผู้ทรงเกียรติ มีความเข้าใจในพระประสงค์ของอัลลอฮฺที่มีในพระคัมภีร์แห่งวิทยปัญญาของพระองค์

ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงรู้ว่าโองการที่มีความหมายเป็นอิสระนั้น มีเงื่อนไขอะไรที่วางเป็นข้อจำกัดอยู่ หรือโองการที่มีความหมายในลักษณะเป็นสากลนั้นมีการเจาะจงมุ่งชี้เฉพาะในเรื่องใดอยู่ในอัล-กุรฺอาน

ดังนั้น ท่านจึงอธิบายที่ท่านรู้ว่า เป็นข้อจำกัด และ อธิบายเรื่องราวที่ท่านรู้ว่าเป็นจุดมุ่งหมายโดยเฉพาะของโองการนั้นๆ แก่ประชาชน

๒- กรณีที่ซุนนะฮฺนบี ทำหน้าที่วางข้อจำกัดและชี้จุดมุ่งหมายเฉพาะให้แก่ความหมายในพระคัมภีร์ ตลอดทั้งการอธิบายทั้งหลายนั้น ย่อมวางอยู่บนพื้นฐานอย่างหนึ่งอยู่เสมอ นั่นคือท่านได้รับสภาวะการถูกดลใจให้รู้

(อิลฮาม) จากพระผู้อภิบาลผู้ทรงเกริกเกียรติในยามอธิบายบทบัญญัติทางศาสนาและหลักความเชื่อ


๓- พื้นฐานสำคัญอีกอย่างหนึ่ง ในกรณีที่ซุนนะฮฺทำหน้าที่วางข้อจำกัดใดๆ หรือชี้จุดมุ่งหมายใดๆ โดยเฉพาะลงในความหมายของพระคัมภีร์นั้น ก็เพราะท่านได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ด้านการปกครอง ดังนั้นฐานะของท่านจึงเป็นผู้ปกครองทางศาสนาเพื่อให้เป็นไปอย่างเหมาะสมกับสภาพการณ์ทางสังคม ท่านจึงวางข้อจำกัดบางอย่างลงไป

ทั้งนี้จำเป็นต้องอาศัยการวิเคราะห์ถึงสภาพแวดล้อมสำหรับตัวท่านและการทำงานอย่างมีข้อจำกัดโดยให้สังเกตถึงสภาพแวดล้อมในข้อจำกัดที่วางลงไปด้วย ดังได้กล่าวมานี้จะเห็นได้ว่า หน้าที่ของซุนนะฮฺในการวางข้อจำกัดแก่โองการประเภทมุฏลักหรือชี้จุดมุ่งหมายเฉพาะหรืออธิบายความหมายในโองการที่เป็นสำนวนโวหาร, ที่คลุมเครือ

ย่อมตั้งอยู่บนพื้นฐานและหลักเกณฑ์แห่งศาสนบัญญัติตามที่ท่านได้วางไว้ในฐานะที่ท่านคือ ผู้อธิบายบทบัญญัติทางศาสนาหรือผู้ปกครองประชาชาติ


หลักวิชาฮะดีษ

หลักวิชาฮะดีษ คือ ความรู้เกี่ยวกับนักรายงานและเนื้อความของฮะดีษ อันมีจุดมุ่งหมายที่นำไปสู่ความเข้าใจต่อฮะดีษนั้นๆ ว่าเป็นฮะดีษที่ควรแก่การยอมรับหรือปฏิเสธ หรือเป็นฮะดีษที่ต้องนำไปพิสูจน์

ในฐานะที่ซุนนะฮฺนบีเป็นแหล่งที่มาอันดับ ๒ ของศาสนบัญญัติและความรู้ในศาสนาอิสลามบรรดามุสลิมในทุกยุคทุกสมัยทุกหนแห่ง ล้วนต้องศึกษาและปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ความรู้และแนวทางตามที่ได้รับมาจากซุนนะฮฺของท่านศาสนทูต(ศ)

แต่ด้วยเงื่อนไขของกาลเวลา ได้ทำให้มีช่องว่างขึ้นระหว่างท่านกับประชาชนรุ่นหลัง เมื่อได้ผ่านพ้นสมัยอันจำเริญของท่านแล้ว ขณะเดียวกันยังมีอุปสรรคมากมายเกิดขึ้นแก่คนบางกลุ่มที่อยู่ร่วมสมัยกับท่านในการที่จะมีโอกาสได้สนทนาและรับซุนนะฮฺมาจากท่านโดยตรง

คนเหล่านั้นไม่มีหนทางใดในการเรียนรู้ซุนนะฮฺอันบริสุทธิ์ นอกจากอาศัยคนอื่นเล่าต่อโดยการใช้สื่อต่างๆ ช่วยในการถ่ายทอดความรู้ที่มีอยู่ในสมัยนั้นอย่างจำกัดเพียง ๒ วิธีเท่านั้น คือ


๑ – ความทรงจำ ซึ่งเป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับความสามารถของจิตใจภายหลังจากที่ได้ยิน ได้ฟัง คำพูดของท่านศาสนทูต (ศ) หรือได้เห็นการกระทำใดๆ หรือโดยการทำความเข้าใจกับกิริยาท่าที ที่ท่านแสดงออกให้เห็น ต่อจากนั้นก็จะบอกเล่าเรื่องนั้นต่อไปยังผู้ที่ไม่ได้เรียนรู้เรื่องราวเหล่านั้นจากท่านโดยตรง

๒ – การบันทึกคำพูด การกระทำ และท่าทีการแสดงออก ที่มาจากท่านแล้วถ่ายทอดเรื่องเล่านั้นให้แก่คนที่มิได้เรียนรู้ด้วยตัวเองโดยตรงจาก

ท่านนบี(ศ) เรื่องราวที่ถูกถ่ายทอดเหล่านี้ ได้ถูกรวบรวมมาถึงบรรดามุสลิมโดยอาศัยบรรดานักรายงาน ที่ได้รับรู้เรื่องราวเหล่านั้นมาด้วยการได้ยินได้ฟัง หรือได้เขียนไว้ ซึ่งทั้งหมดนั้นมิได้ถูกถ่ายทอดมาถึงยุคของเราโดยกระบวนการของสื่อที่มีประสิทธิภาพ หากแต่มีการส่อเค้าว่าเรื่องราวเหล่านั้นขาดตกบกพร่องและสูญหาย

แน่นอนในสมัยของท่านศาสนทูต(ศ) เองท่านยังถูกคนกล่าวเท็จให้ร้าย ยิ่งในสมัยหลังจากนั้นด้วยแล้ว บรรดาคนมุสา และนักปลอมแปลงฮะดีษ ก็ได้ทีลงมือโหมโรงเข้ามาจัดการกับซุนนะฮฺของท่านกันอย่างขนานใหญ่

ความเห็นขัดแย้งทางการเมือง และความบิดเบือนทางความคิด ตลอดจนแผนการร้ายของพวกอิสรออีลียะฮฺ ได้สร้างความเสียหายให้เกิดขึ้นแก่

ซุนนะฮฺอันบริสุทธิ์ ได้มีการปลอมแปลงฮะดีษขึ้นมาอย่างมากมายโดยอ้างว่ามีที่มาจากท่านศาสนทูต(ศ) ทั้งๆที่ท่านมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับฮะดีษนั้นๆ แต่อย่างใด


 ในขณะเดียวกัน วจนะของท่านได้มีอันถูกลบล้างออกไปจึงทำให้เรื่องราวที่เป็นซุนนะฮฺของท่านก็ถูกเปลี่ยนแปลงไปด้วย

นอกเหนือจากนี้ยังมีการหลงลืม การสูญหายเองโดยมิใช่เจตนาของผู้ใดก็มีอีกทั้งหมดเป็นสาเหตุทำให้บรรดานักปราชญ์มุสลิมต้องกำหนดวิชาการแขนงหนึ่งขึ้นมาโดยเฉพาะ เรียกวิชานั้นว่า “หลักวิชาฮะดีษ” เพื่อศึกษาและทำการวิจัยคุณสมบัติของบุคคลต่างๆ ที่เป็นนักรายงานฮะดีษและศึกษาวิจัยเนื้อความของฮะดีษที่ถูกรายงานมา

ทั้งนี้ เพื่อจะได้ทำความเข้าใจกับพื้นฐานต่างๆ ของบทรายงานและฮะดีษหรือเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับการกระทำ และท่าทีการแสดงออกของท่านศาสนทูต(ศ)โดยได้อธิบายให้เรารู้ถึงวิธีการเคารพภักดี การทำงานด้านสังคม และจุดยืนของท่านในด้านต่างๆ อย่างเป็นกิจจะลักษณะ

และเพื่อให้เรารู้ถึงวิธีการดำเนินชีวิตที่ท่านมีต่อครอบครัว ต่อการปกครอง การทำสงคราม การเมือง การพิพากษาตัดสินคดีความ และหลักจริยธรรม...ฯลฯ

เพื่อให้ได้เข้าถึงสารัตถะที่เป็นจริงของเรื่องราวที่เล่าขานมาว่า มาจากท่านศาสนทูตและบรรดาอิมาม(อ) และเป็นแหล่งที่มาของบทบัญญัตทางศาสนาเป็นพื้นฐานสำหรับการใช้ความคิด

และหลักวิชาการของประชาชาติบรรดานักปราชญ์ผู้มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาฮะดีษจึงได้กำหนด หลักเกณฑ์ที่สำคัญไว้ ดังนี้

๑ – ความรู้เกี่ยวกับประวัติของบุคคลที่เป็นนักรายงานฮะดีษ

๒ – ความรู้เกี่ยวกับการวิจัยฮะดีษ


ความรู้เกี่ยวกับบุคคลที่เป็นนักรายงานฮะดีษ เป็นความรู้เกี่ยวกับการวิเคราะห์เจาะลึกในเรื่องราวต่างๆ ของนักรายงานฮะดีษ ก่อนจะยอมรับบทรายงานของพวกเขาว่า นักรายงานผู้นั้นเป็นคนซื่อสัตย์เชื่อถือได้ หรือเป็นคนมุสา หลักการนี้เรียกในภาษาวิชาการว่า

 “การชี้จุดบกพร่องและการยืนยันความเที่ยงธรรม”

นอกจากนี้ ยังมีการวิเคราะห์ไปถึงระดับขีดความสามารถของพวกเขาในการจดจำอย่างแม่นยำถูกต้องก่อนนำมาเสนอเป็นบทรายงาน

จะต้องวิเคราะห์อีกอย่างหนึ่งว่า นักรายงานที่เราไม่รู้จักเขาเลยนั้นจะเป็นคนใช้ไม่ได้เลยหรือ? ไม่มีบทรายงานใดจากเขาพอจะเป็นที่ยอมรับของเราเลยอย่างนั้นหรือ?

ขณะเดียวกันยังต้องวิเคราะห์ถึงมัซฮับเป้าหมายและฐานะของนักรายงานผู้นั้นในสายตาของนักรายงานคนอื่นๆ ที่เป็นคนสมัยเดียวกันเพื่อจะได้รู้ว่าฮะดีษที่มาจากนักรายงานผู้นั้นถูกต้องจริงๆ

เพราะว่า การได้รู้จักอย่างสมบูรณ์แบบต่อบุคลิกภาพของนักรายงาน

ฮะดีษใด คือ การนำไปสู่ผลลัพท์ที่ถูกต้องเมื่อจะยอมรับหรือ

เมื่อจะปฎิเสธกฎเกณฑ์และวิชาการจากฮะดีษนั้นๆ


ตามที่ได้กล่าวมานี้ สรุปว่า ความรู้เกี่ยวกับประวัติของบุคคล ผู้เป็นนักรายงานคือวิชาการที่ว่าด้วยสาระการรายงานและวิชาการที่เกี่ยวข้องกับประวัติบุคคลที่เป็นนักรายงานที่เรียกในภาษาอาหรับว่า

 “อัต-ตะรอญุม” หมายถึง ปทานุกรม คุณสมบัติของบรรดานักรายงาน นักปราชญ์และบุคคลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องการศึกษาในแนวนี้ จะทำให้มีข้อมูลเข้ามาประกอบกับความรู้ทางด้านประวัติของบุคคลผู้เป็นนักรายงาน จนสามารถได้รับความกระจ่างเกี่ยวกับบุคลิกภาพของนักรายงาน เช่นเดียวกับได้รู้ข้อมูลทางด้านการเมือง เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ และข้อมูลเกี่ยวกับวิชาการ

ส่วนความรู้ทางด้านการวิจัย หมายถึง วิชาว่าด้วยการวิเคราะห์ถึงรากฐานที่มาของเนื้อความฮะดีษ เช่นการวิเคราะห์ประเภทฮะดีษ ตลอดถึงจุดบกพร่องและมูลเหตุที่มีอยู่ในเนื้อหาของฮะดีษ

เพื่อช่วยให้สามารถกำหนดมาตรฐานและหลักเกณฑ์ในการยึดถือฮะดีษนั้นๆ

อัล-มะตันฮะดีษ หรือเนื้อความของฮะดีษที่ตกทอดมาถึงเรา โดยถูกอ้างว่ามาจากท่านนบี(ศ) หรืออิมาม (อ) หรือที่รายงานสานต่อกันมาว่าเป็นการกระทำ หรือเป็นท่าทีของการแสดงออกของท่าน

 มีคำนิยามสำหรับคำว่า “มะตัน” ดังนี้

“มะตัน” หมายถึง เนื้อความที่เป็นบทฮะดีษ ซึ่งแสดงความหมายออกมาอย่างชัดเจน”

 (จากหนังสือ อัดดิรอยะฮ์ ของชะฮีด ซัยนุดดีน หน้า ๔)


ดังได้กล่าวมานี้ จะเห็นว่า วิชาการทั้งสองด้าน (ความรู้เกี่ยวกับประวัติของนักรายงานฮะดีษกับการวิเคราะห์) ต่างสนับสนุนส่งเสริมแก่กันเพื่อบรรลุสู่เป้าหมายการศึกษาฮะดีษทั้งด้านนักรายงานและเนื้อความอย่างสมบูรณ์แบบ เพื่อจะได้รู้ว่าฮะดีษใดมีความเป็นมาอย่างถูกต้องพร้อมสรรพฮะดีษใดที่ไม่เป็นความจริงแท้

นอกจากนี้ ยังสามารถทำให้รู้ว่าฮะดีษใดอยู่ในฐานะที่เชื่อถือได้ ฮะดีษใดมีจุดบกพร่องและมีมูลเหตุจากภายนอกมาสอดแทรกอยู่ในเนื้อความ อีกทั้งยังทำให้รู้อีกว่าควรจะจัดอันดับให้แก่ประเภทต่างๆ ของฮะดีษเหล่านั้นอย่างไรหรือควรจะยึดถือฮะดีษใดมากกว่าฮะดีษใด

ในกรณี ที่ถ้าหากต้องนำฮะดีษเหล่านั้นมาเปรียบเทียบตรวจสอบกับหลักเกณฑ์ต่างๆ เกี่ยวกับนักรายงานก็ดีเกี่ยวกับเนื้อความของฮะดีษนั้นๆ กับฮะดีษอื่นๆก็ดี

ประวัตินักรายงานมีความจำเป็นอย่างไร?

ความรู้เกี่ยวกับประวัตินักรายงานในที่นี้ หมายถึงวิชาว่าด้วยเรื่องราวต่างๆ ของนักรายงานฮะดีษในแง่ของบุคลิกภาพเพื่อพิสูจน์ให้ได้ว่า คนผู้นั้นมีความน่าเชื่อถือเป็นคนเคร่งครัดในหลักศาสนาจริง หรือว่าไม่ใช่ทั้งสองอย่าง อีกทั้งเพื่อศึกษาให้รู้ไปถึงพื้นฐานด้านความเชื่อของนักรายงานและฐานภาพของคนเหล่านั้นในหน้าประวัติศาสตร์....ฯลฯ


บรรดานักปราชญ์มีการถกเถียงกันในเชิงวิชาการว่า ความรู้ในเรื่องประวัติของนักรายงานเป็นสิ่งจำเป็นหรือไม่

 กลุ่มหนึ่งได้แก่ พวกอัคบารีย์ ให้คำตอบว่าไม่จำเป็นแต่อย่างใด ที่จะเรียนรู้ประวัติของนักรายงานฮะดีษ เพราะว่าฮะดีษต่างๆ ที่มีการบันทึกอยู่ในตำราอ้างอิง ไม่ว่าจะเป็น อัล-กาฟีย์ ของท่านกุลัยนีย์, อัต-ตะฮฺซีบ ของ

ท่านฏูซีย์, อัล-อิสติบศอรฺ และ มันลายะหฺฎิรุฮุลฟะกีฮฺ ของท่านศอดูก ล้วนเป็นฮะดีษที่ถูกต้องทั้งสิ้นอยู่แล้ว นักปราชญ์ผู้ทำหน้าที่รวบรวมมาบันทึก ได้ชำระสะสางเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงไม่มีความจำเป็นอันใดจะต้องย้อนกลับไป ทบทวนในเรื่องประวัตินักรายงานกันอีก หรือมิฉะนั้นก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ชอบด้วยเหตุผลอีกประการหนึ่ง ในเมื่อบรรดานักปราชญ์ผู้มีชื่อเสียงเหล่านั้นได้ปฏิบัติ หรือได้ปฏิเสธไปแล้วไม่จำเป็นอันใดจะต้องนำฮะดีษมาวิเคราะห์วิจัยในสาระการรายงานนั้นๆ กันอีกยิ่งกว่านั้น พวกเขายังมีความเห็นต่อไปอีกว่า จำเป็นที่เราจะต้องยึดในหลักการที่นักปราชญ์ได้ปฏิบัติไว้ คำอธิบายเช่นนี้ดูจะเหมือนกับคำอธิบายของนักปราชญ์สายซุนนีย์ที่ยืนยันในความถูกต้องของตำราศ่อฮีฮฺทั้งหลาย เช่น ศ่อฮีฮฺบุคอรี

ศ่อฮีฮฺมุสลิม และอื่นๆ

ขณะเดียวกันมีนักปราชญ์อีกกลุ่มหนึ่งไม่เห็นด้วยกับความคิดอย่างนี้โดยยืนยันว่าเรา จำเป็นจะต้องวิเคราะห์และวิจัยในเชิงวิชาการกันอย่างถ่องแท้เพราะว่าตำราเหล่านี้ มิได้มีความถูกต้องไปเสียทั้งหมด มีทั้งที่ถูกต้อง และไม่ถูกต้องจนไม่อาจยึดเป็นหลักฐานได้


ด้วยเหตุนี้ จำเป็นจะต้องศึกษาถึงบุคลิกภาพของนักรายงาน เพื่อจะได้รู้ มีรายงานฮะดีษบทใดบ้างที่ถูกต้อง และมีบทใดบ้างที่ควรแก่การนำมาวิเคราะห์วิจัยเพื่อพิสูจน์หาความจริงโดยไม่ต้องนำพาต่อผลงานการวิเคราะห์มาก่อนแล้วของผู้เป็นเจ้าของตำราเหล่านั้น

ทฤษฎีนี้ยึดในหลักการว่าจะต้องมีการวิเคราะห์และพิสูจน์หาความจริงในทางวิชาการ โดยให้เหตุผลยืนยันว่ามีนักรายงานฮะดีษที่เป็นคนขาดประสิทธิภาพ(ฎออีฟ) ได้รายงานฮะดีษที่ไม่ได้รับความเชื่อถือและถูกบันทึกอยู่ในตำราฮะดีษเหล่านี้เป็นจำนวนมาก

ประกอบกับยังมีหลักฐานอีกประการหนึ่งซึ่งพวกเขาอ้างว่า รายงานฮะดีษเกี่ยวกับกฎเกณฑ์ทางศาสนาและหลักความเชื่อ ยังมีปรากฏอยู่ในตำราเล่มอื่นๆ อีกมาก ซึ่งมิได้ถูกยกย่องว่าเป็นตำราที่บันทึกเฉพาะฮะดีษที่ถูกต้องเท่านั้น

ซัยยิด อะบุล กอซิม อัล-คุอีย์ นักการศาสนาผู้ล่วงลับ ได้กล่าวสนับสนุนทฤษฎีนี้อย่างชัดเจนว่า

 “นักวิชาการฮะดีษกลุ่มหนึ่งให้ทัศนะว่า บทรายงานที่มีบันทึกอยู่ในตำราทั้งสี่เป็นหลักฐานที่ให้ความมั่นใจได้อย่างเด็ดขาดแล้วการพูดอย่างนี้ ถือว่า ผิดพลาดอย่างสิ้นเชิง

จะอ้างว่าเป็นหลักฐานที่ให้ความมั่นใจได้อย่างเด็ดขาดอย่างไรเมื่อมีบางรายงานถูกถ่ายทอดมาเล่าต่อโดยบุคคลเพียงคนเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตำราทั้งสี่ ยังมีบทรายงานที่ยอมรับกันว่ามาจากคนมุสาและคนปลอมฮะดีษก็ยังมี..”(๖๔)


ตำราศ่อฮีฮฺทั้งหลายเช่นศ่อฮีฮฺบุคอรี ศ่อฮีฮฺมุสลิม...ฯลฯ ก็ล้วนแต่อยู่บนพื้นฐานเดียวกันนี้ด้วยกันนั่นแหละ

คุณสมบัตินักรายงานที่ถูกยอมรับ

นักปราชญ์ฮะดีษได้กำหนดเงื่อนไขด้านคุณสมบัติของนักรายงาน ที่ทำให้ฮะดีษจากการรายงานของเขาถูกยอมรับ ไว้ดังต่อไปนี้

๑ – มีอายุครบตามเกณฑ์ที่ศาสนบัญญัติ

นักปราชญ์ฮะดีษ และสาขาอุศูลลุดดีน ได้กำหนดเงื่อนไขไว้เพื่อพิจารณารับรองบทรายงานที่นำมาเสนอโดยนักรายงาน ว่านักรายงานผู้นั้นจะต้องมีอายุครบตามที่ศาสนาบัญญัติไว้ในขณะที่ถ่ายทอดบทรายงาน และให้ข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับการรายงาน กล่าวคือ จะไม่ยอมรับบทรายงานใดๆ จากเด็ก

๒ – มีสติสัมปชัญญะ

คนที่สามารถถ่ายทอดบทรายงานฮะดีษให้เป็นที่ยอมรับได้ จะต้องมีสติสัมปชัญญะ กล่าวคือ บทรายงานใดที่ถูกถ่ายทอดมาจากคนวิกลจริต คนปัญญาอ่อน ขาดสติสัมปชัญญะ จะไม่เป็นที่ยอมรับ

๓ – มีความเที่ยงธรรมต่อบทบัญญัติทางศาสนา

เพื่อจะให้ได้บทรายงานที่ถูกยอมรับ นักปราชญ์ได้วางเงื่อนไขไว้อีกประการหนึ่งว่า


ผู้รายงานจะต้องเป็นคนมีความเที่ยงธรรม หมายความว่า

นักรายงานฮะดีษต้องมีความประพฤติเรียบร้อยไม่ฝ่าฝืนบทบัญญัติทางศาสนาตามโองการที่ว่า

“หากคนละเมิดบทบัญญัติทางศาสนานำข่าวใดมาแจ้งยังสูเจ้าดังนั้น จงพิจารณาอย่างถ่องแท้ เพราะจะเป็นภัยมหันต์แก่คนพวกหนึ่งได้ โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์แล้วสูเจ้าจะเป็นผู้ที่เสียใจต่อสิ่งที่สูเจ้ากระทำ”

บรรดานักปราชญ์บางส่วนเช่น เชค ฎูซีย์ ได้ให้ทัศนะไว้อย่างนี้ในขณะที่อะบูหะนีฟะฮฺก็ให้ทัศนะอย่างสอดคล้องตามนี้ด้วยว่า

 “มุสลิมทุกคนล้วนเป็นคนเที่ยงธรรมเป็นพื้นฐานตราบใดที่

ยังไม่ปรากฎอย่างชัดเจนว่า เขาเป็นคนฝ่าฝืนบทบัญญัติทางศาสนา”(๖๕)

๔ – นักรายงานฮะดีษต้องไม่เล่าเรื่องราวที่ขัดกับหลักมนุษยธรรม

๕ – นักรายงานฮะดีษ ต้องเล่าบทรายงานที่เขาได้รับมาอย่างถูกต้องแม่นยำ เป็นคนมีความตื่นตัวอยู่เสมอ มีความจำอย่างดีเยี่ยม สามารถรักษาถ้อยคำของบทรายงานได้ไม่ผิดพลาดและไม่บิดเบือนความหมาย...ฯลฯ ต้องเป็นคนรอบรู้ในกรณีถ้าหากมีความบกพร่องใดๆ เกิดขึ้นในความหมายของบทรายงาน และเป็นคนที่สามารถจดจำบทรายงานไว้ได้ละเอียดถี่ถ้วน

๖ – บรรดานักปราชญ์ จะยอมรับบทรายงานของบุคคลผู้ซึ่งมีคุณสมบัติที่เชื่อถือได้เท่านั้น

จะไม่คำนึงถึงมัซฮับ แนวความคิด ตราบใดที่ยังมีความน่าเชื่อถือในบทรายงานของเขาอยู่


การชี้จุดบกพร่องกับการยืนยันในความเที่ยงธรรม

การชี้จุดบกพร่อง ในที่นี้ หมายถึง การระบุถึงข้อตำหนิอันเป็นเหตุให้มีความบกพร่อง ทางด้านความเที่ยงธรรมและความไม่น่าเชื่อถือในตัวของ

นักรายงานได้แก่ การถูกตั้งข้อกล่าวหาว่า เป็นคนมุสา เป็นคนชอบกุข่าว และเป็นนักปลอมฮะดีษ...ฯลฯ

ส่วนการยืนยันในความเที่ยงธรรม หมายถึง คำยืนยันที่มีต่อนักรายงานคนใดคนหนึ่งว่า เป็นคนที่มีความเที่ยงธรรม และน่าเชื่อถือ

หลักวิชาว่าด้วย การชี้จุดบกพร่องกับการยืนยันในความเที่ยงธรรมถือเป็นประเด็นสำคัญอย่างยิ่งยวดสำหรับความรู้เกี่ยวกับประวัติของบุคคลที่เป็นนักรายงาน ซึ่งหมายถึงการยืนยันในความซื่อสัตย์สุจริต และความไม่โกหกของนักรายงานสื่อในการชี้จุดบกพร่อง และยืนยันในความเที่ยงธรรม

แหล่งที่มาของข้อพิสูจน์ถึงความบกพร่อง และความเที่ยงธรรมของนักรายงานคือการได้เข้าไปสัมผัสและได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน ทั้งนี้ก็เพราะว่า การยืนยันถึงจุดบกพร่องและความเที่ยงธรรม คือการเป็นพยาน ที่ต้องรู้เห็นพฤติกรรมของนักรายงาน(๖๖) และพยานผู้นี้ ต้องเป็นผู้ที่มีโอกาสรู้จริงว่านักรายงานผู้นั้นเป็นคนเช่นไร โดยการที่ตนได้สัมผัสด้วยการได้รู้ ได้ยิน

 ได้เห็น


ดังนั้น จะไม่มีใครสามารถพิสูจน์ว่านักรายงานคนใดมีจุดบกพร่องหรือยืนยันว่านักรายงาน คนใดมีความเที่ยงธรรม หรือน่าเชื่อถือในเบื้องต้นได้ นอกจากคนที่เคยอยู่กับเขา และสามารถเข้าใจในสภาพความเป็นอยู่ของเขาได้ซึ่งบุคคลนั้นเองจะยืนยันถึงการเป็นคนละเมิดหรือเที่ยงธรรม มีความเป็นอยู่ที่น่าเชื่อถือ หรือว่าเป็นคนที่ขาดประสิทธิภาพในการนำเสนอบทรายงานฮะดีษ

ข้อมูลอันได้มาจากพยานผู้เคยอยู่กับนักรายงานเหล่านี้ นักปราชญ์กลุ่มหนึ่งได้นำมาอ้างเป็นหลักฐานยืนยันถึงจุดบกพร่อง และความเที่ยงธรรมแล้วรายงานเรื่องราวเหล่านี้มาจนถึงยุคของเรา

ในตัวของผู้เป็นพยาน นำข้อมูลในการชี้จุดบกพร่อง และยืนยันในความเที่ยงธรรม หรือตัวของผู้ที่ถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านั้น ต่อมามีเงื่อนไขว่าจะต้องเป็นคนซื่อสัตย์และเป็นที่น่าเชื่อถือ ทั้งนี้

เพื่อจะได้ยอมรับคำยืนยันของพวกเขาได้เกี่ยวกับการชี้จุดบกพร่องหรือความเที่ยงธรรม หรือบทรายงานในเรื่องราวเหล่านั้น ที่มีหลักเกณฑ์วางอยู่บนพื้นฐานเหล่านี้


ดังนั้น นักปราชญ์ผู้เชี่ยวชาญ ด้านประวัติบุคคลในสมัยหลังจากยุคของนักรายงาน เช่น อัลลามะฮฺ อิบนุฏอวูส...ฯลฯ ได้ให้คำอธิบายว่า

“ผู้ชี้จุดบกพร่องและให้การยืนยันในความเที่ยงธรรมของนักรายงานยังไม่ถูกจัดว่าเป็นพยานแต่อย่างใด หากแต่จะยึดถือในหลักวิชาการ การแสดงเหตุและผลที่ปรากฏข้อสรุปได้ชัดเจน เกี่ยวกับการได้รับรู้เรื่องนี้มาเท่านั้น โดยจะไม่มุ่งยังประเด็นอื่นอันอาจจะนำไปสู่การวิพากษ์ถกเถียง แทนที่จะได้ยึดถือคำยืนยันในความเที่ยงธรรมของนักรายงานในวิถีการดำเนินชีวิต

เพราะการยึดในหลักการความเป็นพยานดังกล่าว จะเป็นวาญิบ ก็ต่อเมื่อไม่สามารถพิสูจน์ด้วยหลักฐานขั้นเด็ดขาดได้ว่า ความเป็นพยานของเขามีข้อผิดพลาดเพราะความหลงลืม หรือสับสนคลุมเครือ”

นักปราชญ์ฮะดีษและอุศูลลุลฟิกฮ์อธิบายไว้ว่าการเป็นพยานยืนยันในเรื่องความเที่ยงธรรมของนักรายงานนั้นสามารถยอมรับได้เสมอโดยไม่จำเป็นต้องให้แถลงถึงเหตุผลหรือรายละเอียดใดๆ ทั้งนี้ก็เพราะ เหตุผลที่แสดงว่าเป็นคนมีความเที่ยงธรรมมีมากมายเกินคำสาธยายใดๆ ได้เพราะ

เป็นที่แน่นอนว่าเขาจะต้องเป็นผู้ที่ประกอบไปด้วยคุณสมบัตินั้นๆ ทั้งหมดจนกระทั่งได้ชื่อว่าเป็นมนุษย์ผู้มีความเที่ยงธรรม

แต่การเป็นพยานยืนยันโดยชี้จุดบกพร่องจะยังเป็นที่ยอมรับไม่ได้จนกว่าจะได้บอกเล่าถึงเหตุผลในข้อนี้ เพราะว่า ความหมายของการชี้จุดบกพร่อง และการพิสูจน์ว่าใครเป็นผู้ละเมิดหลักศาสนานั้น


 เป็นเรื่องที่มีการให้ความเห็นแตกต่างกันเช่นกรณีที่บางคนถูกกล่าวหาว่ากระทำในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งขัดกับหลักความเที่ยงธรรมแล้วเขาผู้นั้นก็ถูกระบุว่ามีจุดบกพร่องเพราะเหตุนั้นๆ

ในขณะที่นักปราชญ์กลุ่มอื่นๆ อาจไม่เห็นด้วย ว่าการกระทำเช่นนั้น ผิดต่อหลักความเที่ยงธรรม

ด้วยเหตุนี้ จึงมีกฏวางไว้ว่า จะต้องระบุถึงสาเหตุให้ละเอียด เพื่อเราจะได้รู้ว่าเป็นจุดบกพร่องจริงหรือไม่ยกเว้นในกรณีที่ทุกฝ่ายทั้งฝ่ายตรวจสอบและฝ่ายพิสูจน์ผลการตรวจสอบไม่ว่าในการชี้จุดบกพร่องและยืนยันในความเที่ยงธรรมมีความเห็นสอดคล้องตรงกัน เมื่อนั้นเองที่ให้ถือได้เลยว่า การยืนยันถึงจุดบกพร่องหรือยุติธรรมมีน้ำหนักเพียงพอซึ่งไม่จำเป็นต้องอธิบายถึงเหตุผล หรือรายละเอียดใดๆ

เพราะฉะนั้น นักปราชญ์บางท่านจึงได้ให้ทัศนะว่าจำเป็นจะต้องพิสูจน์ตรวจสอบในด้านคุณสมบัติของนักรายงานกันอย่างถ่องแท้หากพยานผู้ชี้จุดบกพร่องไม่ได้รับการสนับสนุนโดยคำอธิบายถึงสาเหตุนั้นๆ

ทัศนะของนักปราชญ์ กรณียอมรับคำรายงานจากบุคคลเดียว*

๑ – นักปราชญ์กลุ่มหนึ่งให้ความเห็นว่า คำบอกเล่าของคนคนเดียวในการชี้จุดบกพร่อง หรือรับรองความน่าเชื่อถือในตัวนักรายงานสามารถยึดเป็นหลักได้เพราะว่าคำบอกเล่าของคนคนเดียวสามารถเป็นได้ทั้งหลักฐานด้านกฏเกณฑ์ทางศาสนาและหลักฐานในด้านความรู้ทางสังคม


ผลสรุปก็คือให้ถือเอาคำบอกเล่านั้นเป็นหลักฐานในการทำความรู้จักกับนักรายงานได้ (เป็นความเห็นที่แพร่หลายกันมากในหมู่นักปราชญ์สมัยหลัง)

๒ – นักปราชญ์บางท่านวางเงื่อนไขว่า สำหรับการชี้จุดบกพร่อง หรือรับรองความน่าเชื่อถือจะต้องมีนักปราชญ์ฝ่ายประวัติบุคคลที่เป็นนักรายงานมือสะอาดสองคนให้การเป็นพยาน

นักปราชญ์กลุ่มนี้ได้อธิบายว่า คำให้การชี้จุดบกพร่องหรือรับรองความน่าเชื่อถือ ก็คือการทำหน้าที่พยานนั่นเองซึ่งการทำหน้าที่พยานที่เป็นเงื่อนไขว่าต้องให้ความเชื่อถือนั้นคือคำให้การของพยานจำนวนสองคน

๓ – อีกกลุ่มหนึ่งอธิบายว่า คำให้การของบุคคลคนคนเดียวในเรื่องของนักรายงานสามารถทำให้เราเชื่อถือได้ว่า นักรายงานคนใดมีจุดบกพร่องคนใดมีความน่าเชื่อถือ ครั้นได้เชื่อมั่นในข้อใดข้อหนึ่งแล้วถือเป็นวาญิบจะต้องยึดเอาข้อนั้นเป็นหลัก

๔ – นักปราชญ์กลุ่มที่ ๔ ให้ความเห็นว่าเราอยู่ในฐานะผู้มีอุปสรรคอย่างยิ่งในการยอมรับคำให้การของบุคคลคนเดียวแม้ว่าหลักฐานที่น่าสงสัยยังมีประโยชน์สำหรับการทำให้เกิดความรู้ในเรื่องคุณสมบัติของนักรายงานและในกรณีที่ไม่มีข้อมูลต่างๆ ให้ได้ครบครันเพื่อการยืนยันคำที่ให้ความหมายชี้จุดบกพร่องและยืนยันความเที่ยงธรรม เพื่อให้งานด้านการตรวจสอบนักรายงานเป็นไปในลักษณะที่แม่นยำละเอียดถี่ถ้วน

บรรดานักปราชญ์จึงได้กำหนดคำต่างๆขึ้นมาให้ความหมายชี้จุดบกพร่องและยืนยันความเที่ยงธรรม


ท่านชะฮีดษานีย์ ได้กล่าวไว้ว่า

“คำต่างๆ ที่ใช้สำหรับยืนยันความเที่ยงธรรมมีดังนี้ คือ “อาดิล”

 (ผู้มีความเที่ยงธรรม) “ษิกเกาะฮฺ” (ผู้ได้รับความเชื่อถือ) “หุจญะฮฺ” (ผู้เป็น ข้อพิสูจน์) “ศ่อฮีฮุลฮะดีษ” (ฮะดีษที่ถูกต้อง) ยังมีคำอื่นๆ อีกที่มีความหมายตามกรอบที่วางไว้นี้” (๖๗)

*เชค อาลิ รอฎีย์/มุฮาฎอเราะฮฺ ฟี อิล มิล-ฮาดีษ/มะฮัต อัร-รอซูล อักร๊อม/เมืองกุม

ครั้นนักปราชญ์สาขาประวัติบุคคลผู้เป็นนักรายงานศึกษาจนรู้ถึงบุคลิกภาพของนักรายงานคนใดว่าเป็นเช่นไร พวกเขาก็จะระบุถึงคุณสมบัติของนักรายงานคนนั้นไปตามคุณลักษณะเหล่านี้

จะเป็นคำเหล่านี้หรือคำอื่นที่มีความหมายในประเภทนี้ก็ได้

ดังนั้น หากได้ระบุไว้ในลักษณะเหล่านี้ ก็จะหมายความว่าเป็นการยืนยันในความเที่ยงธรรม ความน่าเชื่อถือ และสามารถจะยึดถือรายงานที่มาจากเขาได้

ส่วนคำ ที่นักปราชญ์สาขาประวัติบุคคลผู้เป็นนักรายงานใช้กับนักรายงานที่ขาดประสิทธิภาพ ไม่น่าเชื่อถือนั้น ได้แก่คำต่างๆ ที่ให้ความหมายว่าบกพร่อง เช่น “เฎาะอีฟ” (ขาดประสิทธิภาพ) “กัซซาบ” (คนมุสา) “วัฎเฎาะอฺ” (นักกุเรื่อง) “ฆอล” อีกทั้งยังมีคำอื่นๆ อีกที่ให้ความหมายในลักษณะเช่นนี้


ดังนั้น เมื่อนักปราชญ์สาขาประวัติบุคคลที่เป็นนักรายงานกล่าวถึงชื่อนักรายงานคนใด ด้วยการใช้คำเหล่านี้หรือคำอื่นที่อยู่ในกรอบของความหมายเหล่านี้อธิบายบอกถึงลักษณะ ก็จะหมายความว่าบุคคลผู้นั้นเป็นคนที่ไม่มีความน่าเชื่อถือและต้องห้ามมิให้ยึดถือรายงานเหล่านั้น

เมื่อได้ปรากฏให้เห็นถึงความบกพร่องของเขาอย่างชัดเจน

สื่อต่างๆ ในการนำเสนอรายงาน

เราได้ทราบมาแล้วว่า ระบบการทำงานของนักรายงานฮะดีษนั้น ประกอบด้วยบรรดานักรายงานคณะหนึ่งที่รายงานบอกเล่าเรื่องๆ หนึ่งโดยคนหนึ่งจะรับมาจากรายงานของอีกคนหนึ่งในการได้บทรายงานมาและการถ่ายทอดไปยังคนอื่นนั้น มีหลายวิธีการด้วยกัน

ท่านชะฮีด ษานีย์ ได้กล่าวไว้ในหนังสืออัด-ดิรอยะฮฺว่าการได้รับมาและถ่ายทอดบทรายงานนั้นมีหลายวิธีการคือ

๑ – ได้ยินได้ฟังถ้อยคำของผู้อาวุโส (ชัยคุลฮะดีษ)

หมายถึง การได้รับฟังจากผู้อาวุโสโดยตรง ดังนั้น นักรายงาน จะพูดในฐานที่เป็นผู้อ้างบทรายงานนั้นมาจากอาวุโสตามที่ได้ยินได้ฟังมา

 โดยจะกล่าวในทำนองว่า “ฉันได้ยินท่าน...กล่าว”

หรือ “ท่าน...ได้ เล่าฉันว่า” หรือ “ท่าน...ได้บอกฉันว่า”


นี่คือสิ่งที่เราสามารถทำความเข้าใจในวิธีการรับคำบอกเล่าจากผู้อาวุโสโดยการได้ยินได้ฟังโดยตรงเพราะความเข้าใจวิธีการรับบทรายงานมานั้น

 มีส่วนเกี่ยวข้องที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการยึดถือเป็นหลัก

บรรดานักปราชญ์ถือว่า วิธีการนี้เป็นวิธีที่ดีที่สุดของการรับบทรายงาน

*ฆอล หมายถึง พวกที่มีความลุ่มหลงในบรรดาอิมามมะศูม (อ) อย่างเลยเถิด จนอธิบายว่า มีคุณลักษณะเป็นพระผู้อภิบาล ฆอลจึงเป็นพวกหลงผิดกลุ่มหนึ่งซึ่งไม่เป็นที่ยอมรับของนักฮะดีษ

๒ – อ่านตรวจทานกับผู้อาวุโส

อีกวิธีการหนึ่งในการนำบทรายงานมาเสนอ นั่นคือนักรายงานบางท่านจะมุ่งเน้นในการท่องจำรายงานฮะดีษที่ได้มาจากหนังสือใดๆ หรือที่ได้มาจากแหล่งอื่นต่อจากนั้นจะนำไปตรวจสอบกับผู้อาวุโส ซึ่งมีความรอบรู้ในบทรายงานต่างๆ หมายความว่า เขาจะท่องให้ผู้อาวุโสฟัง

แล้วผู้อาวุโสก็จะตรวจสอบและยืนยันในความถูกต้องของบทรายงานนั้นๆ ออกมา

ด้วยเหตุนี้ บทรายงานของนักรายงานดังกล่าวก็จะได้รับความเชื่อถืออย่างสมบูรณ์แบบ

เมื่อได้ผ่านการพิสูจน์ความน่าเชื่อถือโดยบรรดาผู้อาวุโสทั้งหมดในกระบวนของนักรายงานที่เป็นระบบลูกโซ่ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว นักรายงานผู้นั้นก็สามารถกล่าวได้ว่า “ฉันได้นำฮะดีษบทนี้ไปอ่านทบทวนกับท่าน...” หรือจะกล่าวว่า “บทรายงานนี้ได้ถูกนำมาอ่านทบทวนให้ท่าน...ฟัง แล้วฉันก็ได้ยินท่านผู้อาวุโสกล่าวรับรองรายงานบทนี้” (๖๙)


๓ – การได้รับฉันทานุมัติ (อัล-อิญาซะฮฺ) หมายถึง กรณีที่นักรายงานรับบทรายงานไปทั้งเล่มแล้วนำไปถ่ายทอดต่อยังนักรายงานคนอื่นๆ หรือกรณีที่ผู้อาวุโสอนุญาตให้รับบทบันทึกส่วนหนึ่งจากรายงานไปแล้วท่านก็ได้กล่าวแก่นักรายงานผู้นั่นว่า “ฉันอนุมัติให้เธอรับบทรายงานส่วนหนึ่งจากหนังสือนี้ได้” หรือท่านอาจกล่าวว่า“ฉันอนุญาตให้เธอรับบทรายงานแห่งบันทึกนี้ได้”(๗๐)

๔ – การได้รับมอบหมาย (มุนาวะละฮฺ)

นั่นคือ วิธีการมอบหนังสือโดยผู้อาวุโส ดำเนินการมอบให้แก่

ศิษยานุศิษย์เพื่อให้ครอบครองเป็นเจ้าของหรือเพื่อให้ยืมอ่านแล้ว

ผู้อาวุโสได้กล่าวในภายหลังแก่ศิษย์ผู้นั้นว่า “นี่คือบันทึกของฉันที่ได้ฟังมาจากท่าน...ดังนั้นเธอสามารถรายงานเรื่องเหล่านี้ต่อไปจากฉันได้” (๗๑) เมื่อได้อย่างนี้แสดงว่า นักรายงานผู้นั้นได้รับมอบหนังสือเพื่อรายงานเรื่องต่างๆ ในหนังสือนี้ จากท่านเชคอย่างถูกต้อง

๕ – การจดบันทึก

การได้รับบทรายงานมาจากผู้อาวุโสนั้นยังมีอีกวิธีหนึ่งคือ ผู้อาวุโสจะบันทึกรายงานฮะดีษต่างๆ ด้วยตัวเอง แล้วมอบให้แก่คนใกล้ชิดหรือที่ห่างออกไปหลังจากนั้นท่านก็จะอนุญาตให้เขาทำหน้าที่รายงานข้อเขียนที่ท่านมอบให้ต่อไป เมื่อเป็นเช่นนี้ผู้รับมอบก็สามารถรายงานบันทึกต่างๆจากข้อเขียนนั้น ด้วยความถูกต้อง


แต่ในหมู่นักปราชญ์มีเรื่องที่รู้กันอยู่ว่า บทรายงานที่ผู้อาวุโสเขียนมอบให้เขานั้นเป็นบันทึกที่ถูกต้อง ถึงแม้ท่านจะไม่เขียนคำอนุญาตรับรองบทรายงานนั้นให้แก่เขาเพื่อยืนยันโดยข้อเขียนว่าท่านอนุญาตให้เขาเป็นผู้รับบันทึกนั้น ไปรายงานต่อได้ก็ตาม

เป็นลักษณะเดียวกับที่ยอมรับว่าการถ่ายทอดคำวินิจฉัยความที่นักวินิจฉัยเขียนขึ้นนั้นเป็นเรื่องที่ถูกต้อง ถึงแม้ผู้ออกคำวินิจฉัยจะไม่ได้เขียนว่าอนุญาตให้ถ่ายทอดได้ก็ตาม(๗๒)

๖ – การประกาศ

การนำฮะดีษและบทรายงานไปเสนอได้อีกวิธีหนึ่ง คือ วิธีการที่ผู้อาวุโสประกาศแก่ศิษย์ของท่านว่าหนังสือรวบรวมฮะดีษเหล่านี้ เป็นบทรายงานที่ท่านบันทึกมา โดยท่านไม่ต้องกล่าวกับศิษย์ว่า “จงรายงานเรื่องเหล่านี้ต่อจากฉัน” หรือไม่ต้องกล่าวเช่นกันว่า “ฉันอนุญาตให้เธอทำหน้าที่รายงานบันทึกของฉันเล่มนี้ต่อจากฉันได้”

นักปราชญ์บางส่วนถือว่าอนุญาตให้ถ่ายทอดบทรายงานที่ไม่ระบุแหล่งที่มาอย่างนี้ได้ โดยยึดถือในหลักการว่า ผู้อาวุโสได้ประกาศมอบแก่ศิษย์แล้ว ขณะที่อีกส่วนหนึ่งจากหมู่นักปราชญ์ถือว่าห้ามมิให้ถ่ายทอดบทรายงานโดยวิธีการเช่นนี้


๗ – การพบบทรายงาน

กรณีที่นักรายงาน ก. พบเห็นบทรายงานในมือของนักรายงาน ข. ตรงกับข้อเขียนของตนโดยที่นักรายงาน ข. ไม่เคยได้รับมอบข้อเขียนนั้นไปจากตน และไม่เคยได้รับฟังบทรายงานนั้นจากตน อีกทั้งตนยังมิได้อนุญาตให้เขารับบทรายงานนั้นๆ ไปด้วย นี่คือปัญหาหนึ่งทางวิชาการ ที่ถือว่าจำเป็นจะต้องนำบันทึกนั้นไปให้เจ้าของเดิมพิสูจน์เสียก่อน เพื่อเขาจะได้รับบทรายงานอย่างถูกต้องจากเจ้าของ หากเขาให้ความเชื่อถือต่อบทรายงานนั้นๆ

เหล่านี้คือวิธีการและสื่อที่สำคัญสำหรับการรับฮะดีษและวิธีการอ้างอิงแหล่งที่มาโดยตรง ควรจะกล่าวไว้ด้วยว่าฮะดีษต่างๆ ที่ตกทอดมาถึงเราทั้งหมดนี้เมื่อครั้งสมัยที่ยังอยู่ระหว่างการถ่ายทอดจากนักรายงานนั้น วิธีการได้มาของมันแต่ละฮะดีษ ก็อาศัยวิธีการต่างๆ เหล่านี้เอง

หลังจากสมัยนั้นเป็นต้นมาเมื่อกิจการด้านการพิมพ์เกิดขึ้น ความรู้ก็ได้รับการแพร่หลาย บทรายงานฮะดีษต่างๆ ก็ได้ถูกนำมาตีพิมพ์รวบรวมไว้ในตำราประมวลฮะดีษสำคัญๆ เช่น อัล-กาฟีย์, ศ่อฮีฮฺบุคอรี และอื่นๆ

ตำราเหล่านี้ จึงกลายเป็นแหล่งที่มาโดยตรงของคนที่มีหนังสือเหล่านี้ไปศึกษา โดยไม่จำเป็นต้องไปศึกษาจากผู้อาวุโส หรือไปรับฉันทานุมัติจากใครๆอีก


วิธีจำแนกชื่อ นักรายงานที่ตรงกัน

จากการอธิบายในบทที่ผ่านมา เราได้ทราบว่า นักรายงานบางคนถูกยอมรับว่าเป็นคนซื่อสัตย์ เชื่อถือได้ บางคนถูกระบุว่าเป็นผู้ที่ขาดประสิทธิภาพ เป็นคนมุสาส่วนอีกบางคนอยู่ในข่ายที่ต้องสงสัยถูกตั้งข้อหา บ้างก็ได้รับคำยืนยันว่าเป็นคนเช่นนั้นจริงแต่อีกบางส่วนกลับปฎิเสธว่าไม่จริง และนักรายงานบางคนไม่เป็นที่รู้จักของนักปราชญ์เลย

ในที่นี้ เราต้องการจะอธิบายให้เห็นว่า นักรายงานฮะดีษจำนวนหนึ่งมีชื่อ มีฉายานาม หรือนามแฝงตรงกัน เช่น

“มุฮัมมัด บิน เกซ, มุฮัมมัด บิน อิสมาอีล, อะบีบะศีรฺ และ อิบนุซินาน...ฯลฯ กล่าวคือ ในบรรดานักรายงานฮะดีษนั้น จะมีนักรายงานมากกว่า

 ๑ คนที่ใช้ชื่อ “มุฮัมมัด บิน เกซ, มุฮัมมัด บินอิสมาอีล, อะบี บะศีรฺ และอิบนุซินาน”

การจำแนกแยกแยะระหว่างชื่อกับตัวจริงของนักรายงานแต่ละท่านเหล่านี้นับว่าเป็นงานที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เพื่อแยกแยะหาคนที่เชื่อถือได้ คนที่ขาดประสิทธิภาพและผู้ซึ่งไม่เป็นที่รู้จัก ออกจากกันจนเราสามารถที่จะยึดถือนักรายงานที่มีความน่าเชื่อถือ และหลีกเลี่ยงนักรายงานที่ขาดประสิทธิภาพ, ไม่เป็นที่รู้จัก ตลอดทั้งบุคคลที่เราไม่สามารถวิเคราะห์ถึงบุคลิกภาพของเขาได้


เป็นที่รู้กันว่า เราจะไม่พบปัญหาเช่นนี้ ถ้าหากนักรายงานฮะดีษที่มีชื่อตรงกันเหล่านี้มีคุณสมบัติเหมือนๆ กันทุกคนไม่ว่าความน่าเชื่อถือ หรือความเป็นผู้ขาดประสิทธิภาพ หรือคนที่ไม่เป็นที่รู้จัก

ตัวอย่างการจัดอันดับรุ่น เพื่อจะได้รับประโยชน์มากยิ่งขึ้น ในที่นี้ เราจะบันทึกตัวอย่างการจัดอันดับรุ่น และวิธิการจำแนกรายชื่อ ฉายานามที่ตรงกัน

ในหนังสือ มัจมุอุร-ริญาล ของท่านเกาะฮฺบาอีย์ ได้บันทึกไว้ว่า

“อะบู บะศีรฺ ยะห์ยา บิน อะบี กอซิม , อะบูมุฮัมมัด, อะบู บะศีรฺ อะสะดีย์, อับดุลลอฮฺ บินมุฮัมมัด, อะบูมุฮัมมัด, อะบูบะศีรฺ อัล-มุรอดีย์, ไลซ์ บิน บัคตะรีย์, อะบูยะห์ยา ล้วนเป็นคนที่มีนักรายงานฮะดีษที่ใช้ชื่อตรงกันอย่างนี้หลายคน ดังตัวอย่าง เมื่อมีการรายงานมาจากอิมามบากิรกับอิมามศอดิก (อ) หรือท่านใดท่านหนึ่ง

ส่วนเมื่อมีรายงานจากอิมามกาซิม(อ) ปรากฏว่า ในจำนวนของนักรายงานรุ่นนี้จะมีเพียง ยะหฺยา บิน อะบี กอซิม จึงไม่มีข้อสงสัย”(๗๔)

หนังสือ มัจมุอุร-ริญาล ได้บันทึกอีกว่า

“อิบนุซินาน คือ มุฮัมมัด และอับดุลลอฮฺ นักรายงานทั้งสองนี้ เป็นบุตรของซินาน บิน อับดุรเราะมาน อัล-ฮาชิมีย์, กับอีกคนหนึ่ง คือ มุฮัมมัด บิน ซินาน บิน ฎอรีฟ อัซ-ซาฮิรีย์ ซึ่งจะมีความแตกต่างกันตรงอันดับรุ่น (๗๕)


ในเชิงอรรถหนังสือ มัจมุอุร-ริญาลบันทึกไว้ว่า

 “ท่านชะฮีด-ษานีย์ (ขออัลลอฮฺทรงประทานความเมตตาแด่ท่าน) ได้กล่าวไว้ในหนังสืออัด-ดิรอยะตุลฮะดีษว่า ทุกเรื่องที่คนชื่อ มุฮัมมัด บินเกซ รายงานว่า รับมาจาก อะบีญะอฺฟัร เราต้องให้การปฎิเสธเพราะว่าชื่อนี้เป็นทั้งชื่อของคนที่เชื่อถือได้ และคนที่ขาดประสิทธิภาพ

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า หลักฐานที่ระบุว่าชื่อนี้เป็นของคนสองคนนั้นเป็นข้อพิสูจน์ที่ได้มาจากนักรายงาน กล่าวคือ อาศิม บิน ฮะมีด, ยูสุฟ บิน อะกีล และนักรายงานคนอื่นๆ นอกเหนือจากสองคนนี้ ได้รับบทรายงานมาจากคนที่เชื่อถือได้ ส่วนยะหฺยาบิน ซะกะรียาได้รับรายงานมาจากคนที่ขาดประสิทธิภาพนี่คือเรื่องที่รู้กันอย่างแน่ชัดสำหรับคนที่ติดตามศึกษาอย่างใกล้ชิด” (๗๖)

เราได้รับความเข้าใจว่า อะบูบะศีร เป็นฉายานามของนักรายงาน ๓ คน ด้วยกัน

 อิบนุซินาน ก็เป็นฉายานามของคน ๓ คน คือ อับดุลลอฮฺ บิน ซินาน อัล-ฮาชิมีย์, มุฮัมมัด บิน ซินาน อัล-ฮาชิมีย์ และมุฮัมมัด บิน ซินาน อัซ-ซาฮิรีย์

จากการค้นคว้าประวัติบุคคลผู้เป็นนักรายงานฮะดีษทำให้เรามีความกระจ่างในข้อหนึ่งว่า


มุฮัมมัด บิน ซินาน อัล-ฮาชิมีย์ นั้น เป็นนักรายงานที่ขาดประสิทธิภาพ (เฎาะอีฟ) บทฮะดีษที่เขารายงานไว้ ไม่ได้รับความเชื่อถือ เช่นเดียวกับ มุฮัมมัด บิน ซินาน อัซ-ซาฮิรีย์ ที่เป็นนักรายงานประเภทขาดประสิทธิภาพเช่นกัน

ครั้นในบทรายงานใดก็ตามที่ระบุว่ามาจากอิบนุซินานถือว่า นักศึกษาจำเป็นจะต้องนำไปตรวจสอบ ต่อเมื่อได้ความแน่ชัดว่า อิบนุ ซินานผู้นี้ คือ อับดุลลอฮฺ บิน ซินาน นั่นแหละจึงจะให้การยอมรับได้

แต่ถ้าหากว่า อิบนุซินาน ชื่อนี้ เป็นของนักรายงานฮะดีษที่ชื่อ มุฮัมมัด บิน ซินาน อัล-ฮาชิมีย์ หรือ มุฮัมมัด บิน ซินาน อัซ-ซาฮิรีย์ ก็ให้ ละทิ้งบทรายงาน นั้นเสียอย่าได้นำมาถือปฏิบัติเลย”

แต่ถ้าหากผลของการพิสูจน์ยังคงมีความสับสนก็ให้ถือว่าต้องระงับการยอมรับรายงานฮะดีษนั้นๆเช่นกัน หมายความว่าบทรายงานนั้น ต้องถูกยกเลิกการพิจารณาเพราะไม่อาจพิสูจน์ความน่าเชื่อถือของนักรายงานให้ปรากฏความจริงขึ้นมาได้

ดังกล่าวนี้คือ หลักการที่นักวิชาการถือเป็นวิธีปฏิบัติต่อนักรายงานฮะดีษในกรณีที่มีความยุ่งยากสับสนในการจำแนกว่าใครเป็นใครกันแน่ ในระหว่างบุคคลเหล่านั้น


วิธีจำแนกนักรายงานที่มีชื่อซ้ำกัน

ตามที่ได้อธิบายผ่านมาแล้ว เราสามารถเข้าใจได้ว่า นักปราชญ์ผู้เชี่ยวชาญมีวิธีการชัดเจน

สำหรับนำมาใช้เพื่อวิเคราะห์และพิสูจน์ความจริง เพื่อจำแนกแยกแยะนักรายงานฮะดีษที่มีชื่อซ้ำกัน

โดยยึดถือองค์ประกอบด้านต่างๆ หลายประการที่สำคัญคือการกำหนดอันดับรุ่นของนักรายงาน (ที่มีชีวิตในสมัยเดียวกัน)

เพราะการที่สามารถกำหนดรุ่นของนักรายงานที่อยู่ในสมัยเดียวกันได้บางทีจะสามารถช่วยทำให้ได้ข้อพิสูจน์เกี่ยวกับบุคคลผู้นั้นขึ้นมาแล้ว จะสามารถระบุคุณสมบัติของนักรายงานนั้นๆ ได้ทั้งๆ ที่เป็นคนมีความซื่อตรงกับนักรายงานอื่นอีกหลายคน

ตามที่ได้อธิบายไปแล้วในการทำความรู้จักกับนักรายงานที่มีชื่อว่า

มุฮัมมัด บิน เกซ ซึ่งมีผู้ใช้ชื่อซ้ำกันกับเขาอยู่หลายคน ด้วยเหตุผลที่ว่ามุฮัมมัด บิน เกซ ที่ถ่ายทอดรายงานฮะดีษให้แก่

อาศิม บิน ฮะมีด, ยูสุฟบิน อะกีลนั้น จะเป็นคนที่เชื่อถือได้แน่นอนเพราะว่าทั้งอาศิมและยูสุฟ ต่างก็เป็นนักรายงานที่ถูกยอมรับว่าไม่เคยรับรายงานฮะดีษจากใครง่ายๆ นอกจากจะต้องเป็นคนที่เชื่อถือได้เท่านั้นดังข้อความที่ได้อธิบายผ่านไปแล้ว


ควรจะกล่าวไว้ด้วยว่า การจัดอันดับรุ่นของนักรายงานฮะดีษที่มีชื่อตรงกันกับผู้ที่ถ่ายทอดรายงานให้แก่ตนนั้น ไม่อาจนำวิธีการจำแนกดังที่ยกตัวอย่างไปแล้วมาใช้ได้ เพราะนักรายงานฮะดีษในสมัยเดียวกัน ก็ยังมีคนชื่อตรงกันแล้วมิหนำซ้ำพวกเขาด้วยกันเอง ยังได้รับบทรายงานจากคนๆเดียวกันก็มี หรือบางครั้งก็มีการถ่ายทอดบทรายงานในระหว่างพวกเขาด้วยกัน แล้วถ่ายทอดต่อไปในกลุ่มนักรายงานที่มีชื่อตรงกันอีกดังที่กล่าวผ่านไปแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้เราจำเป็นจะต้องมีองค์ประกอบอื่น เพื่อกำหนดเป็นมาตรการจำแนก

* ได้มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า มุฮัมมัด บิน ซินานเป็นคนขาดประสิทธิภาพตลอดชั่วอายุขัยของเขา

สื่อนำสู่ซุนนะฮฺ

เราได้ทำความเข้าใจกันแล้วว่า มีช่องว่างที่เป็นเวลานานมากระหว่างสมัยของซุนนะฮฺนบี กับสมัยที่มีการจดบันทึก และระหว่างสองสมัยนั้นกันสมัยที่มีการรวบรวมเป็นตำราอ้างอิงไว้ศึกษาเหมือนอย่างที่เห็นกันอยู่ในวันนี้

ดังนั้น นักปราชญ์จึงมีปัญหาทางวิชาการที่สำคัญที่สุดประการหนึ่ง คือ อะไรคือองค์ประกอบอย่างแท้จริง ที่สามารถนำไปพิสูจน์หาข้อเท็จ-ข้อจริงกับเรื่องราวอันมากมายมหาศาลที่ถูกอ้างว่า มีที่มาจากท่านนบีและอิมาม หลักเกณฑ์อันใดที่สามารถยืนยันได้ว่า เรื่องนี้เรื่องนั้นมีที่มาจากท่านนบีและอิมามจริงๆ


นักปราชญ์ได้จัดแบ่งกระบวนการของสื่อ(๗๗) ที่ทำให้สามารถยืนยันแหล่งที่มาของเรื่องที่ถูกอ้างว่ามาจากท่านนบีและบรรดาอิมามไว้

 สองประเภท ด้วยกัน คือ

๑- หลักฐานขั้นเด็ดขาด (ก็อฏอียะฮฺ)

๒- หลักฐานที่ไม่อยู่ในขั้นเด็ดขาด (ฆ็อยรุล ก็อฏอียะฮฺ)

ดังที่จะกล่าวถึงในแนวทางซึ่งให้ข้อมูลและคำอธิบายระดับหนึ่ง ต่อไปนี้

๑- หลักฐานขั้นเด็ดขาด ซึ่งจะประกอบด้วยกระบวนการ ดังนี้ คือ

ก.๑ บทรายงานที่ตรงกันเป็นเอกฉันท์

ข.๑ บทรายงานที่แวดล้อมไปด้วย องค์ประกอบของหลักฐานขั้นเด็ดขาด

ค.๑ การลงมติตรงกันอย่างเป็นเอกฉันท์ของนักปราชญ์ (อิจติมาอฺ)

ง.๑ วิถีการดำเนินชีวิตของผู้เคร่งครัดในศาสนบัญญัติ

จ.๑ การสนับสนุนจากผู้เคร่งครัดในศาสนบัญญัติ

ช.๑ วิถีการดำเนินชีวิตของผู้มีสติปัญญา

ในลำดับต่อไป เราจะเสนอคำอธิบายเกี่ยวกับรายละเอียดพอเป็นสังเขปสำหรับแนวทางต่างๆ เหล่านี้

ก.๑ บทรายงานที่ตรงกันอย่างเป็นเอกฉันท์ ดังจะได้อธิบายต่อไปในภายหลัง

ข.๑ บทรายงานที่แวดล้อมไปด้วย องค์ประกอบของหลักฐานขั้นเด็ดขาด

หมายความว่า บทรายงานที่ไม่มีลักษณะตรงกันอย่างเป็นเอกฉันท์ จะเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายหรือไม่ก็ตาม


 หากแวดล้อมไปด้วยองค์ประกอบ และข้อพิสูจน์ต่างๆ ว่ามีที่มาจากท่านนบีหรืออิมามให้ถือว่าบทรายงานนั้น เป็นหลักฐานขั้นเด็ดขาดประการหนึ่งซึ่งสามารถเป็นสื่อนำไปสู่ซุนนะฮฺได้

ค.๑ การลงมติร่วมกันเป็นเอกฉันท์ของนักปราชญ์

เป็นอีกแนวทางหนึ่ง ในการแสวงหาหลักฐานทางศาสนา “อัล-อิจมาอ์” มีคำจำกัดความว่า

“การลงมติร่วมกันระหว่างนักวิชาการและนักวินิจฉัยหลักการศาสนา (ฟัตวา) ส่วนมากเพื่อเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์ที่ผ่านการกลั่นกรองอย่างละเอียดถี่ถ้วน จนได้มาซึ่งกฏเกณฑ์ทางศาสนา”(๗๙)

ดังนั้น หลักอิจมาอฺ จึงหมายถึง กรณีที่เราพบเห็นการวินิจฉัยความเรื่องใดๆ ก็ตามที่บรรดานักการศาสนา(ฟุเกาะฮาอ์) ลงมติเห็นพ้องอย่างเป็นเอกฉันท์โดยเราเองไม่รู้ว่าท่านเหล่านั้นยึดถือบทรายงานจากนักรายงานใดเป็นหลักสำหรับคำวินิจฉัยเหล่านั้น

เป็นอันว่า หลักอิจมาอฺเหล่านี้ ย่อมมีหลักฐานอย่างใดอย่างหนึ่งจากซุนนะฮฺแน่นอนถึงแม้ว่าเราจะไม่รู้ด้วยก็ตาม ฉะนั้น หลักอิจมาอฺ จึงเป็นหนึ่งในหลายๆ แนวทางที่เป็นสื่อนำไปสู่ซุนนะฮฺ

ง.๑ วิถีการดำเนินชีวิตของผู้เคร่งครัดในศาสนบัญญัติ(๘๐)

ส่วนหนึ่งของเรื่องราวที่เชื่อมโยงกับพฤติกรรมและวิถีชีวิตของศ่อฮาบะฮฺที่เคร่งครัดในศาสนบัญญัติได้(ทั้งในสิ่งที่กระทำและงดเว้น) ซึ่งนักปราชญ์สาขาอุศูลุล-ฟิกฮฺได้อธิบายไว้


ครั้นถ้าหากเรื่องราวจากวิถีชีวิตของบรรดาสาวกที่เคร่งครัดในศาสนบัญญัติจำนวนมากได้รับการถ่ายทอดออกมา ให้ถือว่า วิถีการดำเนินชีวิตเหล่านั้นในฐานะที่เป็นวิถีการดำเนินชีวิตของผู้เคร่งครัดในศาสนบัญญัติ คือข้อพิสูจน์อย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่ามีหลักฐาน

ท่านชะฮีด อัศ-ศ็อดร์ ได้อธิบายความหมายของวิถีการดำเนินชีวิตของผู้เคร่งครัดในศาสนบัญญัติ และหลักฐานที่แสดงว่าเป็นกฏเกณฑ์ทางศาสนาว่า

“หลักอิจมาอฺของบรรดานักปราชญ์ จะมีส่วนคล้ายคลึงกับวิถีการดำเนินชีวิตของผู้ที่อยู่ร่วมสมัยและใกล้เคียงกับสมัยของบรรดามะศูมในการยึดถือเป็นหลักศาสนบัญญัติ ด้วยเหตุว่าท่านเหล่านั้นเป็นผู้เคร่งครัดในศาสนบัญญัติ”(๘๑)

ท่านยังได้กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า

“กล่าวสำหรับวิถีชีวิตของผู้เคร่งครัดในศาสนบัญญัตินั้น โดยหลักการ แล้วสามารถจะถือได้ว่า เป็นสื่อที่สะท้อนถึงหลักฐานทางศาสนา บนพื้นฐานที่ว่า ผู้เคร่งครัดในศาสนบัญญัตินั้น เมื่อจะดำเนินในวิถีทางใดก็จะมีลักษณะความเป็นไปของผู้เคร่งครัดในศาสนบัญญัติ หมายความว่า

พวกเขาจะต้องเป็นคนที่ร่ำเรียนสิ่งเหล่านั้นมาจากหลักการศาสนา

ในทางตรงกันข้าม สมมติว่าแนวทางปฏิบัติดังกล่าวมิได้ประกาศออกไปให้เป็นที่รู้


เนื่องจากความหลงลืม หรือหลงลืมคำตอบ ในกรณีที่ถ้าหากมีการประกาศให้รู้กันแล้ว ให้ถือว่าสมมติฐานเช่นนี้ ไม่มีน้ำหนักพอในการ หยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็น ในเมื่อได้มีการพิจารณาในวิถีชีวิตทุกแง่มุม และสอดคล้องตรงกับผู้เคร่งครัดศาสนาเป็นจำนวนมากแล้ว”

ด้วยเหตุนี้เราจึงกล่าวได้ว่า วิถีการดำเนินชีวิตของผู้เคร่งครัดในศาสนบัญญัติ มีส่วนคล้ายคลึงกับหลักอิจมาอฺ เพราะทั้งสองหลักการต่างวางอยู่บนพื้นฐานที่เรียกว่าสื่อนำไปสู่ซุนนะฮฺประเภทอนุมาน

อย่างไรก็ดี การอิจมาอ์ได้แสดงออกถึงจุดยืนของคำวินิจฉัยตามทัศนะของนักการศาสนา

ส่วนวิถีการดำเนินชีวิตของผู้เคร่งครัด แสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมที่เป็นหลักปฏิบัติทางศาสนาของผู้เคร่งครัด(๘๒)

ด้วยเหตุนี้ วิถีการดำเนินชีวิตของผู้เคร่งครัด ตามศาสนบัญญัติในบรรดาศ่อฮาบะฮฺ ได้ถูกยอมรับว่าเป็นสื่อสำคัญอย่างหนึ่งที่เปิดเผยให้รู้ถึงซุนนะฮฺนบี สามารถถือเป็นบทเรียน เป็นตัวอย่าง และเป็นหลักฐานในเรื่องซุนนะฮฺอีกประการหนึ่งด้วย


หมายความว่า กฎเกณฑ์ทางศาสนาข้อใดที่ท่านศาสนทูตได้เผยแพร่ไว้ด้วยการกระทำก็ดี งดเว้นก็ดี หรือโดยการพูด การประพฤติปฎิบัติก็ดี แต่มิได้เป็นความรู้ตกทอดไปถึงพวกเรา เพียงแต่เรารู้ว่า ศ่อฮาบะฮฺหรือคนในสมัยใกล้เคียงกับท่านเคยกระทำ หรือเคยงดเว้นกิจการอันนี้ ก็ให้ถือเอาจุดยืนของพวกเขาต่อสิ่งนั้นๆ เป็นหลักการที่แสดงว่า นั่นคือซุนนะฮฺ มาจากท่านนบีขณะเดียวกับที่ถือว่า การกระทำใดๆ โดยศ่อฮาบะฮฺของท่านศาสนทูตหรือคนในสมัยใกล้เคียงที่เป็นคนเคร่งครัดในศาสนบัญญัติเป็นหลักฐานที่แสดงว่าเป็นซุนนะฮฺนบีการกระทำใดๆโดยมิตรสหายของบรรดาอิมาม (อ) หรือคนในสมัยใกล้เคียงที่เป็นคนเคร่งครัดในศาสนบัญญัติ ก็ย่อมเป็นหลักฐานที่แสดงว่าต้องมีที่มาจากบรรดาอิมาม (อ) อาจโดยคำสอนโดยการปฏิบัติหรือโดยมีท่าทีที่แสดงว่ารับรองแล้วเช่นกัน

จ.๑ การสนับของผู้เคร่งครัดในศาสนบัญญัติ

ส่วนหนึ่งของสื่อในการนำเข้าสู่ซุนนะฮฺ ได้แก่ กิจกรรมใดๆ ก็ตามที่ได้รับการสนับสนุนจากผู้เคร่งครัดในศาสนบัญญัติ

นั่นคือ หลักเกณฑ์ทางด้านศาสนาที่เกิดขึ้นโดยความเห็นชอบของผู้เคร่งครัดศาสนาที่อยู่สมัยเดียวกับท่านนบีหรืออิมาม ซึ่งเป็นผลลัพท์จากการที่ได้ใช้ชีวิตอยู่กับหลักการศาสนามาเป็นเวลานาน เช่นสองชั่วคนหรือมากกว่านั้น


ท่านซัยยิด มุฮัมมัด ตะกีย์ อัล-หะกีม อธิบายถึงวิธีการก่อตัวขึ้นมาของสิ่งที่ถือว่าเป็นงานสนับสนุนโดยการยอมรับของผู้เคร่งครัดในศาสนบัญญัติว่า “งานที่เกิดขึ้นจากการสนับสนุนดังกล่าว จะเริ่มก่อตัวขึ้นในความเห็นของคนทั่วไปซึ่งไม่จำเป็นต้องอาศัยการออกคำฟัตวาติดต่อกัน เป็นเวลาถึงสองหรือสามชั่วคนว่าสิ่งนั้น ๆ เป็นของต้องห้าม จนมันได้กลายเป็นหลักเกณฑ์ที่ครองจิตใจของคนทั้งหลายผู้เป็นนักปฏิบัติ (๘๓)

ความสัมพันธ์ระหว่างหลักอิจมาอ์

กับวิถีดำเนินชิวิตของผู้เคร่งครัดในหลักศาสนา

ชะฮีด อัศ-ศ้อดร์ ได้บอกเล่าถึง เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างหลักอิจมาอฺกับวิถีชีวิตของผู้เคร่งครัดหลักศาสนาและหลักเกณฑ์อันเกิดจากการสนับสนุนของผู้เคร่งครัดในศาสนาว่า

“หลักอิจมาอฺ ดังได้กล่าวแล้วนั้นได้เผยถึงรายงานริวายะฮฺที่มิได้มาในรูปของข้อเขียนแต่ เป็นวิถีการดำเนินชีวิตในเชิงพฤติกรรมที่ปรากฏอยู่ในบรรดาผู้เคร่งครัดทางศาสนาโดยทั่วไป”(๘๔)

ท่านมีความเห็นว่า วิถีชีวิตของผู้เคร่งครัดในศาสนบัญญัติดังกล่าวแล้วนั้นเปรียบเสมือนข้อต่อที่เชื่อมติดอยู่ระหว่างหลักอิจมาอฺกับหลักฐานทางศาสนา


ในกรณีถ้าหากนักการศาสนา (ฟุเกาะฮาอ์) ลงมติร่วมกันสนับสนุนคำวินิจฉัยความเรื่องใด

เรื่องหนึ่งที่มิได้แนะนำให้รู้แน่ชัดเกี่ยวกับนักรายงานผู้ถ่ายทอดหลักเกณฑ์นั้นมาอันนี้สามารถคลี่คลายความสงสัยได้อย่างมั่นใจว่าคำวินิจฉัยอันได้จากหลักอิจมาอฺย่อมมาจากการประพฤติ

ปฏิบัติหรือไม่ก็เป็นหลักเกณฑ์จากการสนับสนุนอย่างใดอย่างหนึ่งจากผู้เคร่งครัด ในศาสนาที่อยู่ในสมัยที่มีการประทานบทบัญญัติ(๘๕)

หมายความว่า วิถีการดำเนินชีวิตและการสนับสนุนของผู้เคร่งครัดในศาสนาเป็นสองประการที่บันดาลใจให้บรรดานักปราชญ์วินิจฉัยความออกมาโดยหลักอิจมาอฺ ดังนั้น ทั้งสองประการจึงเป็นสื่อนำไปสู่หลักฐานตามบทบัญญัติศาสนา

ดังนั้น บรรดานักปราชญ์จึงลงมติร่วมกันเป็นเอกฉันท์ในการยึดถือวิถีการดำเนินชีวิตและการสนับสนุนของผู้เคร่งครัดในหลักศาสนา

 ท่านเหล่านั้นจึงวินิจฉัยความต่างๆ โดยอาศัยหลักการนั้น

ดังกล่าวนี้ คำวินิจฉัยจากหลักอิจมาอฺ จึงยึดหลักการตามวิถีชีวิตและการสนับสนุนของผู้เคร่งครัดในศาสนา

วิถีชีวิตและการสนับสนุนของผู้เคร่งครัดในศาสนาคือประตูที่เปิดออกไปสู่ซุนนะฮฺเพราะทั้งสองประการมีที่มาจากซุนนะฮฺ นั่นเอง


ช.๑ วิถีการดำเนินชีวิตของผู้มีสติปัญญา

หมายความว่า พฤติกรรมทางสังคมที่ผู้มีสติปัญญาในสมัยท่านนบีและอิมามปฏิบัติกันอยู่ ตามวิสัยของผู้มีสติปัญญา ซึ่งท่านนบีและอิมามมิได้ห้ามมิได้ยับยั้งพฤติกรรมเหล่านั้น ถือว่านี่คือ หลักฐานที่ถูกรับรองตามหลักการศาสนา

หากเราพบเห็นพฤติกรรมทางสังคมอย่างหนึ่งอย่างใดที่ประชาชนในสมัยท่านนบีหรืออิมามเคยประพฤติปฏิบัติแล้วไม่ปรากฏว่าพฤติกรรมทางสังคมนั้นๆ จะถูกสั่งห้ามดังนั้นเราจึงถือว่า พฤติกรรมดังกล่าวย่อมถูกรับรอง และถูกยอมรับแล้ว

ด้วยเหตุนี้เอง ถือว่าวิถีชีวิตของผู้มีสติปัญญาจึงเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการเข้าสู่ซุนนะฮฺของท่านนบี

ประการแรก เราได้ความเข้าใจว่า การรับรองของท่านนบีหรืออิมามที่มีต่อวิถีการดำเนินชีวิตของผู้มีสติปัญญานั้น หมายถึงการรับรองว่าพฤติกรรมทางสังคมแบบนั้นถูกต้องตามหลักศาสนา

เช่นเดียวกับประการที่สอง ที่เราสามารถทำความเข้าใจถึงกิจกรรมโดยทั่วไป อันมีผลในส่วนที่กว้างกว่าที่เคยถือปฏิบัติกันในสมัยนบีหรืออิมาม เมื่อเป็นที่รู้กันว่าพฤติกรรมทางสังคมที่มีผลในส่วนที่กว้างกว่าการกระทำในส่วนของปัจเจกชนเหล่านั้น ไม่เคยถูกสั่งห้ามจากท่านแต่อย่างใด


๒ – หลักฐานในขั้นที่ไม่เด็ดขาด

หมายความว่า “กระบวนการแห่งหลักฐานที่นำไปสู่ซุนนะฮฺ ในลักษณะที่มีความบกพร่อง”(๘๖)

ข้อมูลอันได้จากหลักฐานประเภทนี้ สามารถนำมาเป็นข้อพิสูจน์ว่าเป็นหลักฐานจากซุนนะฮฺได้สองทาง คือ

ก.๒ มีหลักฐานขั้นเด็ดขาดสนับสนุนข้ออ้างนั้นๆ

ได้แก่ บทรายงานประเภทอัล-อาฮาด (รายงานจากนักรายงานคนเดียว) ที่กล่าวถึงหลักฐานจากพระคัมภีร์, ซุนนะฮฺ, หลักอิจมาอฺ, หลักเกณฑ์ ทางสติปัญญา, วิถีการดำเนินชีวิตของผู้มีสติปัญญา

ให้ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ถูกรับรองให้ยึดเป็นหลักปฏิบัติได้ถึงแม้จะยังมีข้อสงสัยว่า มีแหล่งที่มาจากท่านนบี (ศ) หรือจากอิมามหรือไม่

ข.๒ ไม่มีหลักฐานขั้นเด็ดขาดสนับสนุนข้ออ้างของมัน

เหตุผลสำคัญที่สุดตามข้อนี้คือ ยึดถือหลักปฏิบัติที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย (อัช-ชุฮฺเราะฮฺ)

เมื่อได้ศึกษาในหลักเกณฑ์ของกิจกรรมประเภทที่ได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลาย เราได้พบว่ามันมีจุดมุ่งหมายอยู่สามประการหรือสามแนวทางที่สามารถยึดเป็นสื่อนำไปสู่ซุนนะฮฺโดยคุณค่าและฐานะทางวิชาการของกฏเกณฑ์ในข้อนี้ ถือว่า เป็นสื่อนำไปสู่ซุนนะฮฺได้ในอันดับที่

รองลงมาจากหลักอิจมาอฺ


ความนิยมแพร่หลายมีอยู่ด้วยกันหลายประเภท ดังนี้ :-

ข.๒.๑ ความนิยมแพร่หลายประเภทบทรายงาน

หมายถึง ความนิยมอย่างแพร่หลายในบทรายงานหนึ่งๆ และเป็นที่นิยมกันในหมู่นักรายงานในเนื้อหาสาระของประโยค ความหมายที่ตรงข้ามกับคำนี้ ได้แก่ความไม่เป็นที่นิยม ความไม่เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย”(๘๗)

หมายความว่า ยามใดก็ตาม หากบทรายงานสองบทมีความหมายขัดแย้งกัน ให้ยึดถือบทรายงานที่ได้รับความนิยมแพร่หลายมากกว่า เป็นหลัก

บทรายงานหนึ่งที่ได้รับความนิยมแพร่หลายมากกว่าบทรายงานหนึ่งที่ขัดแย้งกับมันก็ให้ถือเอาบทรายงานนี้เป็นหลักไว้ก่อนบทรายงานที่ขัดแย้งเสมอ เพราะเหตุว่ามันเป็นบทรายงานที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายอยู่ในหมู่นักรายงาน เพราะฉะนั้นความนิยมอย่างแพร่หลายของบทรายงาน จึงเป็นแนวทางหนึ่งในการเข้าสู่ซุนนะฮฺ หมายความว่า โดยการยึดถือบทรายงานที่ได้รับความนิยมแพร่หลายเป็นแนวทางในการเข้าสู่ซุนนะฮฺ และยกเลิกบทรายงานที่มีความหมายขัดแย้ง

ข.๒.๒ ความนิยมแพร่หลายประเภทการปฏิบัติ

หมายถึง กรณีที่นักการศาสนาส่วนมากยึดถือบทรายงานใด และคำวินิจฉัยความอันใดเป็นหลัก จริงอยู่ถึงแม้เราจะดูว่า เป็นบทรายงานที่ด้อยประสิทธิภาพในระบบการรายงาน หรือในกรณีที่นักการศาสนาปฏิเสธหลักปฏิบัติข้อใดก็ตาม ถึงแม้เราจะดูว่าระบบการรายงานของเรื่องนั้นๆถูกต้อง


กล่าวคือถือว่าการปฏิบัติของนักการศาสนาที่มีต่อบทรายงานเหล่านั้นเป็นอย่างไรก็หมายถึงความถูกต้องและเป็นประตูที่เปิดไปสู่ซุนนะฮฺ เหตุผลที่ทำให้เชื่อถือว่า บทรายงานเหล่านั้น

มีที่มาจากท่านนบีหรืออิมาม ก็อยู่ที่ท่าทีของบรรดานักการศาสนาส่วนใหญ่เหล่านั้น นั่นเอง

เพราะฉะนั้นนักปราชญ์กลุ่มหนึ่งจึงกล่าวว่า ความนิยมแพร่หลายสามารถสร้างอิทธิพลให้ระบบรายงานที่ขาดประสิทธิภาพมีความน่าเชื่อถือขึ้นมา แต่ขณะเดียวกัน นักปราชญ์อีกส่วนหนึ่งให้ความเห็นค้านหลักการตามทฤษฏีนี้

ขณะเดียวกัน ในเมื่อบทรายงานเหล่านั้นได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในการถือปฏิบัติ

มันจึงมีฐานะเป็นหลักฐานประเภทรองที่แสดงว่ามีที่มาจากท่านนบีหรืออิมาม ครั้นถ้าหากนักการศาสนาคัดค้านการกระทำใดๆ ที่ระบุไว้ในบทรายงานที่มีระบบการรายงานอย่างถูกต้อง ก็จะมีความหมายเช่นเดียวกันว่าบทรายงานนั้นๆ ไม่มีความน่าเชื่อถือว่าจะมีที่มาจากท่านนบีหรืออิมาม

ในเมื่อพวกเขาได้พบเห็นจุดบกพร่องปรากฏอยู่ในเนื้อความของบทรายงานเหล่านั้น


ข.๒.๓ ความนิยมอย่างแพร่หลายประเภทการวินิจฉัยความ

หมายความว่า เมื่อมีคำวินิจฉัยความเกี่ยวกับเรื่องใดก็ตามที่บรรดานักการศาสนาส่วนใหญ่ให้ความนิยมอย่างแพร่หลาย ทั้งที่พวกเขามิได้อธิบายให้รู้แจ้งว่าคำวินิจฉัยความนั้นๆ มีที่มาจากบทรายงานใด โดยระบบการรายงานเช่นไรตามทัศนะของนักปราชญ์บางส่วนถือว่า คำวินิจฉัยความที่ว่านี้ ย่อมมีหลักเกณฑ์จากซุนนะฮฺวางเป็นแนวทางอยู่ จนผู้วินิจฉัยความสามารถสืบสาวได้เพียงแต่เราไม่ได้รู้ด้วยเท่านั้นเอง

แต่ควรจะกล่าวไว้ด้วยว่า นักปราชญ์บางส่วนมีความเห็นแย้ง กรณีที่ยึดเอาความนิยมอย่างแพร่หลายประเภทการวินิจฉัยความมาเป็นหลักฐานซึ่งพวกเขาจะไม่ยอมรับมาเป็นหลักปฏิบัติ

การแยกประเภทฮะดีษ

เราได้เข้าใจแล้วว่าซุนนะฮฺนบีนั้นหมายถึง แหล่งที่มาอันดับสองของบทบัญญัติทางศาสนา

แนวคิดและความรู้เกี่ยวกับอิสลาม ถัดจากอัล-กุรฺอานประวัติศาสตร์ได้บอกเล่าให้เรารู้ถึงการต่อสู้

การเผชิญหน้ากันทางด้านความคิดระหว่างศัตรูของอิสลาม ได้แก่พวกยิว พวกมุนาฟิกีน (พวกหลอกลวงทางศาสนา) พวกนอกศาสนา พวกฆอลลาต และพวกปลอมแปลงเรื่องราวต่างๆ ในอิสลาม


กล่าวคือ พวกเขาเหล่านั้น ได้ทำการกล่าวเท็จแก่ท่านศาสนทูต (ศ) และบรรดาอิมาม โดยประพันธ์ฮะดีษขึ้นมาทำลายความหมายของซุนนะฮฺนบีให้เสียหายตามความต้องการของอารมณ์

กล่าวคือ ได้มีฮะดีษถูกปลอมแปลงขึ้นมาเป็นจำนวนหลายพันฮะดีษ

 มีฮะดีษที่ถูกต่อเติมพลิกแพลง

ความหมายอีกหลายพันฮะดีษด้วยเช่นกัน ดังนั้น จึงเกิดปัญหาที่ยุ่งยากที่สุดในการจำแนกแบ่งแยก

ฮะดีษต่างๆ ว่า อันไหนถูกต้อง ใช้ได้ อันไหนที่ถูกกุขึ้นมา อันไหนเป็นฮะดีษที่สมบูรณ์ทั้งบท อันไหนที่ขาดตกบกพร่องไป อันไหนที่ต่อเติมเสริมเข้ามาจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้ความละเอียดถี่ถ้วน และต้องมีการวิเคราะห์ไปถึงคุณสมบัติต่างๆ ของนักรายงาน ตลอดทั้งเนื้อความฮะดีษ

ดังนั้น ตามที่เราได้เกริ่นไปแล้วว่า นักปราชญ์ได้มีการจัดตั้งวิชาการสาขาประวัติบุคคล (ผู้เป็นนักรายงาน) ขึ้นมา เพื่อวิเคราะห์ถึงระบบการรายงานและเนื้อความของบทรายงานเพื่ออาศัยเป็นแนวในการตัดสินว่า บทรายงานใดถูกต้องบทรายงานใดเท็จ ต่อมาก็ได้จำแนกแยกประเภทบทฮะดีษที่ตกทอดมาถึงอนุชนรุ่นหลัง หลังจากได้มีการวิเคราะห์อย่างถ่องแท้กับบทรายงานต่างๆ ที่ถูกอ้างว่ามาจากท่านศาสนทูตและบรรดาอิมามแล้ว ก็สามารถจำแนกได้เป็นสองประเภทคือ

๑. ถูกต้อง

๒. ไม่ถูกต้อง


ประวัติความเป็นมาของรายงานริวายะฮฺและฮะดีษต่างๆ บอกให้เรารู้อย่างหนึ่งว่า การแยกประเภทของฮะดีษอย่างที่ว่านี้ มีมาตั้งแต่สมัยของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ (ศ)เมื่อครั้งที่ท่านได้กล่าวปราศรัยต่อประชาชนว่า

“ประชาชนทั้งหลาย แน่นอนได้เกิดมีการกล่าวเท็จแก่ฉันอย่างมากมาย”

อย่างไรก็ตาม ทั้งผู้รู้ในหมู่ศ่อฮาบะฮฺและตาบิอีนได้กำหนดแนวทางในการจำแนกแยกแยะระหว่างฮะดีษที่ถูกต้องกับที่มิใช่ฮะดีษที่ถูกต้องออกจากกันไว้ด้วยความเข้มงวดกวนขันอย่างยิ่ง

ภายหลังจากท่านศาสนทูตได้วะฟาตแล้วและก่อนหน้าจะมีการจัดตั้งวิชาการแขนงประวัติศาสตร์ บุคคลขึ้นมา

ท่านเหล่านั้นจะยังมิให้การยอมรับฮะดีษใดๆ ก่อนจะมีการยืนยันถึงความซื่อสัตย์ของนักรายงาน มีรายงานมาจากบรรดาอิมาม (อ) ว่า มีหลายฮะดีษที่ถูกนำขึ้นเสนอต่อพวกท่าน แต่เป็นจำนวนมากทีเดียวที่ท่านปฏิเสธ เพราะเป็นบทรายงานมาจากนักรายงานที่มุสา

ภายหลังจากที่มีการจัดตั้งวิชาประวัติบุคคลผู้เป็นนักรายงานแล้ว ก็ได้มีการจำแนกแยกแยะ คุณสมบัติของนักรายงานที่เชื่อถือได้ออกไปต่างหากจากกลุ่มของนักรายงานประเภทอื่นอย่างสิ้นเชิง

ทำนองเดียวกับมีการจัดแบ่งประเภทของนักรายงานที่ซื่อสัตย์ออกเป็นระดับต่างๆ เช่น ในด้านความรู้ ความเคร่งครัด ความประพฤติที่มั่นคง มัซฮับ และหลักความเชื่อ...ฯลฯ


ขณะเดียวกันก็ได้พบว่าฮะดีษบางบทถูกถ่ายทอดมาตามระบบลูกโซ่ของนักรายงานอย่างสมบูรณ์ครบถ้วน

แต่อีกบางบทถูกถ่ายทอดมาถึงเราโดยที่นักรายงานมิได้กล่าวถึงกลุ่มของนักรายงานตามระบบของการรายงานที่สมบูรณ์แต่อย่างใด บ้างก็มิได้กล่าวถึงนักรายงานที่ตนได้รับบทรายงานมาหรืออาจกล่าวถึงคนแรกเพียงคนเดียวเท่านั้น

ขณะเดียวกับที่ยังพบอีกว่า บางรายงานริวายะฮฺมีนักรายงานเรียงแถวกันมากมายหลายคน จนไม่เกิดความรู้สึกน่าสงสัยในความซื่อสัตย์ของพวกเขาเหล่านั้น

ในขณะที่ได้พบอีกเช่นกันว่า บางรายงานริวายะฮฺ แทบจะมิได้กล่าวถึงนักรายงานเล จะกล่าวก็เพียงสัก ๑ หรือ ๒ คนเท่านั้น

จึงเป็นเรื่องธรรมดาอยู่เอง ที่นักปราชญ์จะมีความเชื่อถือนักรายงานคนนี้แตกต่างจากคนนั้น ถ้าหากเขาเป็นคนซื่อสัตย์ ดังที่จะยึดถือบทรายงานที่มีนักรายงานจำนวนมากร่วมกันถ่ายทอดมามากกว่าจะยึดถือบทรายงานที่มีคนรายงานเพียง ๑ หรือ ๒ คน ถึงแม้ว่าทั้งสองคนนั้นจะเป็นคนซื่อสัตย์ก็ตาม ด้วยเหตุนี้ จะมีการแบ่งฮะดีษที่ถูกต้องออกมาเป็นชนิดต่างๆ กันอีกโดยถือเอาจำนวนนักรายงานที่ซื่อสัตย์หลายคนรายงาน เป็นเกณฑ์

๑.รายงานบอกเล่าที่ตรงกันเป็นเอกฉันท์ (มุตะวาติรฺ)(๘๘)


นั่นคือ รายงานที่บอกเล่ามาในทุกยุคทุกสมัยสมบูรณ์ครบถ้วน ตามจำนวนของนักรายงาน จนไม่อาจมีข้อแม้ใดๆ มาอ้างว่า พวกเขาโกหก ได้เลยนักปราชญ์มีความเชื่อถือตรงกันว่า บทรายงานที่ตรงกันเป็นเอกฉันท์ย่อมให้ประโยชน์ทางด้านวิชาการ และความเชื่อมั่นในเนื้อหาสาระที่ถูกบอกเล่าไว้ เพราะฉะนั้น จึงถือเป็นข้อบังคับให้ปฏิบัติตาม (วาญิบ)

รายงานบอกเล่าที่ตรงกันเป็นเอกฉันท์ ถูกแบ่งออกเป็นประเภทได้อีก ดังนี้

ก.๑ ตรงกันเป็นเอกฉันท์ในด้านถ้อยคำ

หมายความว่า ทั้งถ้อยคำและความหมายของบทรายงานที่ถ่ายทอดมาถึงเรา มีความตรงกันเป็นเอกฉันท์

ข.๒ ตรงกันเป็นเอกฉันท์ในด้านความหมาย

หมายความว่าบทรายงานที่ถ่ายทอดจนถึงมายังเรามีความสอดคล้องตรงกันเป็นเอกฉันท์เฉพาะแต่ความหมายเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับถ้อยคำแต่อย่างใด

กล่าวคือ นักรายงานจะถ่ายทอดบทรายงานมายังเรา ด้วยการใช้ถ้อยคำในประโยคแตกต่างกัน แต่ทั้งหมดนั้น จะมีความความหมายสอดคล้องเข้ากันได้อย่างกลมกลืน เช่น การรายงานมาด้วยคำบอกเล่าที่ว่า “กล้าหาญ, องอาจ, สมเกียรติ...ฯลฯ”


 

บทรายงานที่มีความหมายตรงกันอย่างเป็นเอกฉันท์ มีหลายรายงานเหลือเกินที่ถ่ายทอดมาถึงเรา โดยกระบวนการที่เรียกว่า อัล-อาฮาด

แต่ทั้งหมดนั้นจัดได้ว่ามีความหมายอย่างเดียวกัน ดังนั้น บทรายงานประเภทอัล-อาฮาด จึงหมายถึงบทรายงานที่สอดคล้องตรงกันเป็นเอกฉันท์ ในด้านความหมายประเภทหนึ่งนั่นเอง เพราะว่ากระบวนแห่งรายงาน ประเภทอัล-อาฮาด ในความหมายที่ว่านี้ อยู่ในระดับของบทรายงานที่สอดคล้องตรงกันอย่างเป็นเอกฉันท์ ที่ให้ประโยชน์ ทั้งในด้านความรู้และความเชื่อถือที่แน่นอน

ท่านฮิลลีย์ นักวิเคราะห์ผู้เชี่ยวชาญ ได้เขียนคำอธิบายตามความหมายนี้ว่า

“อัต-ตะวาติรฺ” (ความตรงกันเป็นเอกฉันท์) ในแง่ของความหมาย ย่อมให้ความสูงส่ง, ถึงแม้ว่าคำศัพท์ในบทรายงานนั้นๆ จะเป็นประเภท

 “อาฮาด” ก็ตาม” (๘๙)

๒-รายงานบอกเล่า ประเภทอัล-อาฮาด

หมายความว่า รายงานบอกเล่าที่มีจำนวนนักรายไม่ครบตามอัตราที่กำหนดไว้ในรายงานประเภทตรงกันเป็นเอกฉันท์ (มุตะวาติรฺ) ไม่ว่าจะรายงานโดยนักรายงาน ๑ คน หรือมากกว่า ๑ คนก็ตาม ถือกันว่าบทรายงาน ประเภทอัล-อาฮาด เป็นเพียงหลักฐานประเภทรองเท่านั้น ยังไม่อยู่ในฐานะที่

ให้ประโยชน์ทางวิชาการ และไม่สามารถทำให้เราเกิดมีความมั่นใจอย่างครบถ้วนได้


ชะฮีด อัศ-ศ็อดร์ได้ให้คำจำกัดความไว้ว่า

: “รายงานบอกเล่าของ คนเพียง ๑ คน อันหมายความว่า คำบอกเล่านั้นไม่ส่งผลให้เกิดความเชื่อถืออย่างมั่นใจแต่อย่างใด” (๙๐)

มีการถกเถียงกันมากในระหว่างนักปราชญ์ เกี่ยวกับประเด็นที่ว่า จะยอมรับคำรายงานของคน ๑ คนเป็นหลักฐานอ้างอิงในแง่ของบทบัญญัติทางศาสนาได้หรือไม่ได้ จนถึงขนาดมีการแบ่งออกเป็นสองสำนักวิชาการ สำนักหนึ่งปฏิเสธกระบวนการของคำบอกเล่าใดๆ ในประเภทอัล-อาฮาด เพราะเห็นว่าคุณค่าของบทรายงานประเภทนี้ ยังไม่อยู่ในระดับที่น่าเชื่อถือแต่อย่างใด

โดยหลักการทางศาสนายังอาจสันนิษฐานได้ว่า เป็นบทรายงานที่โกหกปลอมแปลง และมีความผิดพลาดในคำบอกเล่า

ส่วนอีกสำนักหนึ่ง ให้การยอมรับบทรายงานประเภทอัล-อาฮาดได้ และยังได้ยืนยันว่ามีหลักฐานจากพระคัมภีร์และซุนนะฮฺ

แน่นอนได้มีการยอมรับการกระทำกิจกรรมบางอย่างโดยยึดหลัก การตามบทรายงานประเภทอัล-อาฮาด นักปราชญ์ทั้งหลายเองก็ยังยึดถือเป็นหลักในการพิจารณาด้านฟิกฮ์ และยึดเป็นหลักฐานเพื่อค้นหากฏเกณฑ์ทางศาสนา หลักฐานที่แสดงว่า ให้ยึดถือรายงานบอกเล่าประเภทอัล-อาฮาดได้


ได้มีการหยิบยกหลักฐานจากอัล-กุรฺอานและจากซุนนะฮฺ ที่แสดงว่าให้ยึดถือรายงานประเภทอัล-อาฮาด ได้ดังนี้

“โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย ถ้าหากคนละเมิดนำข่าวใดมาบอกสูเจ้า ดังนั้น จงสอบสวนให้แน่ชัดก่อน เพื่อสูเจ้าจะไม่ทำให้ภัยอันตรายเกิดขึ้นกับคนพวกหนึ่งเพราะไม่รู้ทันการณ์ แล้วสูเจ้าจะเสียใจในสิ่งที่ได้กระทำไป” (อัล-หุญุรอต/๖)

พวกเขาอ้างว่า โองการนี้มีสาเหตุในการประทานมาดังนี้คือ “เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเพราะชายคนหนึ่ง มีชื่อว่า วะลีด บิน อุตบะฮฺ บุตรของอะบี มุอีฏ

เมื่อครั้งที่ท่านศาสนทูตได้ส่งเขาไปเก็บภาษีจากพวกบะนีมุศฏอลัก แต่เขาได้เดินทางกลับมาก่อนโดยที่ยังไปไม่ถึงเลย แล้วอ้างว่าคนพวกนั้นขับไล่และจะสังหารตน ท่านศาสนทูตได้ยินเช่นนั้นรู้สึกไม่พอใจ หมายจะไปทำศึกกับคนพวกนั้น

และแล้วโองการนี้ก็ถูกประทานลงมาเพื่อระบุว่า วะลีดเป็นคนโกหก เป็นคนฟาสิกความหมายในโองการ พอสรุปเป็นหลักฐานได้ดังนี้

๑-อย่าได้เชื่อถือคำบอกเล่าของคนฟาสิก เว้นแต่สามารถพิสูจน์ความจริงได้เท่านั้น

๒-สามารถเชื่อถือคำบอกเล่าของคนคนเดียวได้ ถ้าหากเขาเป็นคนซื่อสัตย์ มิใช่เป็นคนฟาสิก ดังจะเห็นได้ว่า ท่านศาสนทูต (ศ) แสดงออกอย่างชัดเจนว่าเชื่อเขาทั้งๆ ที่ยังมิได้ตรวจสอบ ดังข้อความที่ปรากฏในพระคัมภีร์ ขณะเดียวกันยังมีอีกโองการหนึ่งให้เหตุผลว่า


“แท้จริง เหล่าบรรดาผู้ที่ปิดบังสิ่งที่เราประทานมาจากหลักฐานอันชัดแจ้งและทางนำหลังจากที่เราได้อธิบายเรื่องนั้นๆในพระคัมภีร์เพื่อมนุษย์ เขาเหล่านั้น อัลลอฮฺจะทรงประณาม และบรรดาผู้ประณามทั้งหลาย ก็จะประณามพวกเขาด้วย” (อัล-บะเกาะเราะฮฺ/๑๕๙)

โองการนี้ กล่าวประณามคนปิดบังทางนำและหลักฐานต่างๆ ไว้ โดยมิได้นำไปอธิบายแก่ประชาชน

ตามความหมายในโองการนี้ ยืนยันว่าการปิดบังเรื่องราวที่ได้ฟังมาจากท่านศาสนทูต(ศ)

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวใดๆ ก็ตาม ถือเป็นการกระทำที่ต้องห้ามอีกทั้งไม่สามารถจะทำให้เป็นประโยชน์ตามความมุ่งหวังได้ นอกจากจะต้องวางกฎว่าให้เชื่อถือคนที่อธิบายสัจธรรมชี้ทางนำให้แก่ประชาชน ไม่ว่าคนที่บอกเล่าจะมีเพียงคนเดียว หรือมากกว่านั้นก็ตาม

ขณะเดียวกันยังมีหลักฐานจากซุนนะฮฺว่า ให้ยอมรับบทรายงานต่างๆ ที่มาในประเภทอัล-อาฮาด ดังคำสอนของท่านศาสนทูต(ศ) ว่า

“อัลลอฮฺทรงประทานความผาสุกให้แก่คนที่ได้ฟังคำพูดของฉันแล้วจดจำไว้ และรักษาไว้ต่อไป และได้นำไปปฏิบัติเหมือนดังที่เขาได้ยินมา บางทีคนที่นำพาความรู้ อาจได้ให้ความรู้แก่ผู้ที่ไม่รู้ และบางทีคนที่นำพาความรู้อาจให้ความรู้แก่คนที่รู้กว่าเขาก็เป็นได้”(๙๑)


นี่คือ ข้อกำชับที่มีแก่มุสลิมเป็นรายงานบุคคลว่าให้เชื่อถือคนที่นำเรื่องราวจากท่านศาสนทูตมาบอกเล่า ถึงแม้จะเป็นคนคนเดียวก็ตาม

 ตราบใดที่เขามิใช่คนฟาสิก ตามที่อัล-กุรฺอานอธิบายไว้ ขณะเดียวกัน

ยังมีการหยิบยกเอาการกระทำของท่านศาสนทูต(ศ) มาอ้างเป็นหลักฐาน

เกี่ยวกับการบอกเล่าเรื่องราวโดยคนคนเดียวจากวิถีการดำเนินชีวิตของท่านศาสนทูต กล่าวคือ ท่านเคยส่งธรรมทูตและนักเผยแพร่ศาสนาไปเป็นรายบุคคล แล้วท่านสอนให้ประชาชนเชื่อถือคนเหล่านั้น และให้ปฏิบัติตามคำสอนต่างๆ ที่คนเหล่านั้นได้นำไปจากท่าน

นอกเหนือจากนี้ ในแง่ของวิถีการดำเนินชีวิตของผู้เคร่งครัดในศาสนาจากบรรดาสาวกของท่านและบรรดาอิมามทั้งหลาย ซึ่งท่านเหล่านั้นได้ปฏิบัติตามคำบอกเล่าของคนคนเดียวที่เชื่อถือได้เสมอ ในยามที่ท่านได้รับฟังเรื่องราวใดๆ จากพวกเขา ซึ่งท่านศาสนทูตและบรรดาอิมามก็มิได้ปฏิเสธแต่อย่างใด แน่นอนการที่ท่านไม่ปฏิเสธอย่างนี้ ก็เท่ากับเป็นการรับรองว่า อันนี้เป็นการกระทำที่ถูกต้องนั่นเอง

ควรจะชี้แจงไว้ด้วยว่า พวกที่ปฏิเสธไม่ยอมรับคำบอกเล่าจากรายงานประเภทอัล-อาฮาด

มิได้ปฏิเสธเพราะเหตุผลอื่นใด นอกจากเพื่อให้การพิทักษ์รักษาซุนนะฮฺให้รอดพ้นจากความเสียหายอย่างเข้มงวด เพื่อจะได้ไม่มีการกล่าวเท็จและปลอมแปลงเรื่องใดๆเข้ามา


อย่างไรก็ดีวิธีการนี้ เป็นเหตุให้รายงานฮะดีษในเรื่องต่างๆ และบทบัญญัติต่างๆ ทางศาสนาต้องสูญหายไปอย่างมากมายมหาศาล และได้ปล่อยให้มีช่องว่างจากการทำหน้าที่ตามความรับผิดชอบ ทั้งในภาคอิบาดะฮฺ และระเบียบทางสังคม โดยไม่มีคำอธิบายใดๆ จากบทบัญญัติทางศาสนา

มีข้อโต้แย้งว่า การกระทำใดๆ อันเกิดจากรายงานประเภทอัล-อาฮาดในฐานะที่เป็นหลักฐานประเภทรอง(ซานีย์) ที่ต้องสงสัยว่า มีแหล่งที่มาจากท่านนบี(ศ) หรือมาจากผู้ที่รับรายงานต่อมาจากบรรดาอิมาม(อ) จริงหรือไม่ ฉะนั้น จะถือว่าบทบัญญัติทางศาสนาและหลักความคิดแห่งอิสลามตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งกฎเกณฑ์ที่ยังน่าสงสัยอยู่ได้อย่างไร?

ในเมื่ออัล-กุรฺอานเองก็ได้ห้ามเราว่าอย่าได้ปฏิบัติตามหลักการที่ยังน่าสงสัย ดังมีโองการหนึ่ง ความว่า

“โอ้ บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย จงหลีกเลี่ยงจากสิ่งต่างๆ มากมายที่ยังสงสัย แท้จริงความสงสัยบางอย่าง ย่อมเป็นบาป”

“แท้จริงความสงสัยนั้น ยังไม่เพียงพอที่จะเป็นความจริงแต่อย่างใด

ปัญหานี้ สามารถให้คำตอบได้ว่า การปฏิบัติตามคำบอกเล่าของคนคนเดียวซึ่งเป็นหลักฐานที่ยังสงสัยว่ามีที่มาจากท่านศาสนทูต หรือจากผู้ที่รายงานมาจากบรรดาอิมามนั้น หมายถึงว่า ได้เชื่อถือต่อหลักฐานขั้นเด็ดขาดแล้ว ด้วยเหตุนี้เองการแสวงหาหลักฐานและบทบัญญัติทางศาสนา จึงมีทั้งเรื่องที่ได้มาด้วยความสะดวกและอุปสรรค


ฮะดีษที่มีนักรายงานคนเดียว (อัล-อาฮาด)

บทรายงานฮะดีษที่มาจากนักรายงานคนเดียวนั้น มีทั้งฮะดีษที่เชื่อถือได้และขาดประสิทธิภาพ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะการรายงานของฮะดีษนั้นๆ ด้วยเหตุนี้บทรายงานฮะดีษที่มาจากนักรายงานคนเดียว

 จึงถูกแบ่งออกเป็น ๔ ประเภท

นักปราชญ์ผู้เชี่ยวชาญในงานวิเคราะห์ฮะดีษกล่าวไว้ว่า

 บุคคลแรกในสำนักวิชาการสายซุนนีย์ที่ได้แบ่งประเภทฮะดีษออกเป็น ๔ ประเภท ได้แก่ ท่านติรมิซีย์

ส่วนในสำนักวิชาการชีอะฮฺ ยังไม่รู้จักการแบ่งประเภทอย่างนี้ จนมาถึงศตวรรษที่ ๗ ของปีฮิจเราะฮฺ ได้มีการจัดแบ่งประเภทขึ้น โดยผลงานของ ซัยยิด อิบนุ ฏอวูส (เสียชีวิตเมื่อ ฮ.ศ ๖๓๗)

และสานุศิษย์ของท่านคนหนึ่ง คือ อัลลามะฮฺ อัลฮิลลีย์ แต่ผลงานครั้งนี้ได้รับการต่อต้านอย่างหนักหน่วงจากนักปราชญ์กลุ่มหนึ่งของสำนักนี้

ทำไมจึงต้องจัดแบ่งประเภทฮะดีษ?

ส่วนที่เป็นประโยชน์ทางวิชาการ และการยอมรับอย่างถูกต้องในการจัดแบ่งประเภทของฮะดีษมีดังนี้ คือ

๑- เพื่อทำการยกเลิกสารการรายงานที่ไร้ประสิทธิภาพ อันเป็นเหตุให้การปฏิบัติตามฮะดีษเหล่านั้น เป็นไปอย่างไม่ถูกต้อง


๒- ในกรณีที่บทรายงานประเภทที่มีความน่าเชื่อถือสูงกว่าขัดแย้งกับบทรายงานที่มีความน่าเชื่อถือน้อยกว่า ก็ให้ยึดถือหลักการจากบทรายงานที่มีความน่าเชื่อถือสูงกว่าเป็นเกณฑ์เสมอ (๙๑)

๓- การที่บทรายงานประเภทอัล-อาฮาดถูกจัดแบ่งระดับก็เป็นไปตามลักษณะคุณสมบัติของนักรายงานฮะดีษบทนั้นๆ ว่า เป็นคนเที่ยงธรรม น่ายกย่องมีความน่าเชื่อถือ หรือขาดประสิทธิภาพ ดังนี้

๑- ฮะดีษที่ถูกต้อง (ศ่อฮีฮฺ)

๒- ฮะดีษที่ดี (ฮะซัน)

๓- ฮะดีษที่เชื่อถือได้ (มุวัษษัก)

๔- ฮะดีษที่ไร้ประสิทธิภาพ (เฎาะอีฟ)

นักปราชญ์จะให้ความเชื่อถือฮะดีษทั้ง ๓ ประเภทแรกทั้งหมด และยอมรับในการนำมาใช้เป็นหลักปฏิบัติ

ส่วนฮะดีษประเภทไร้ประสิทธิภาพได้มีการแบ่งออกไปอีกหลายระดับที่สำคัญที่สุดได้แก่

ประเภทมุรซัล, (ขาดรายชื่อคนรายงาน) ประเภทเมาฎูอฺ (ถูกกุขึ้นมา) ประเภทมุดลัซ (ถูกสอดแทรกด้วยประโยคที่ปลอมขึ้นมา)

เราจะทำการวิเคราะห์ฮะดีษทั้ง ๓ ประเภทนี้ เพื่อความกระจ่างมากยิ่งขึ้น

จากการศึกษาเกี่ยวกับระบบการทำงานของนักรายงานฮะดีษ ตำราเกี่ยวกับประวัติบุคคลที่เป็นนักรายงาน และทฤษฏีต่างๆ ของนักรายงานจากบรรดานักปราชญ์ของอิสลาม ทำให้เราพบว่านักรายงานฮะดีษแต่ละท่านจะมีแนวทางเป็นของตนเองโดยเฉพาะในการบันทึกฮะดีษที่ถูกรายงาน


มาว่ามีที่มาจากท่านศาสนทูต(ศ)กล่าวคือ สำหรับบุคคลต่อไปนี้

เช่น ท่านบุคอรี, มุสลิม, ติรมิซีย์, อะหฺมัด บิน ฮัมบัล, ชาฟิอีย์, อะบูหะนีฟะฮฺ, อัล-กุลัยนีย์, ท่านศ็อดดูก, ท่านฏูซีย์, ต่างก็มีนักรายงานและบทรายงานที่เป็น

ของตนเองทั้งนี้ รวมไปถึงนักปราชญ์ นักการศาสนาและนักฮะดีษท่านอื่น ในสายชีอะฮฺ อิมามียะฮฺเอง

ต่างก็มีนักรายงานและบทรายงานที่เป็นของตนเอง ซึ่งเป็นที่เชื่อถือเป็นที่ยอมรับของพวกเขา หลังจากได้ทำการวิเคราะห์อย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว

พร้อมกันนี้ บรรดานักปราชญ์เหล่านั้นทั้งหมดต่างก็ให้การยอมรับนักรายงานกลุ่มหนึ่งที่ตนเองให้ความเชื่อถืออยู่ ซึ่งอาจแตกต่างกับนักรายงานกลุ่มอื่นที่ได้รับความเชื่อถือจากนักปราชญ์คนอื่นก็ได้

เพราะฉะนั้นเราจะพบว่า ท่านมุสลิมจะปฏิเสธนักรายงานบางคนที่

ท่านบุคอรีให้ความเชื่อถือ ท่านบุคอรีเองก็จะปฏิเสธนักรายงานบางคนที่อะหมัด บิน ฮัมบัลให้ความเชื่อถือ

ขณะเดียวกัน เราจะพบว่า ท่านบุคอรี มีเงื่อนไขในการรับรายงานฮะดีษที่ผิดแผกไปจากเงื่อนไขของท่านอะหฺมัด บิน ฮัมบัล และนักปราชญ์ท่านอื่นๆ ในบรรดานักรายงานและนักฮะดีษ นักการศาสนาในสายชีอะฮฺก็เป็นอย่างนี้ด้วยเหมือนกัน


บนพื้นฐานดังกล่าวนี้เราจะพบว่า ท่านชัยคุลอิสลามได้พูดถึง มุสนัดของอิมามมาลิกว่า

“ตำราของมาลิกนั้นถูกต้องสำหรับท่านเอง และสำหรับคนที่ตักลีดตามคำตัดสินของท่านจากทัศนะของท่านเสมอ เช่นการยึดถือฮะดีษ มุรซัล และฮะดีษมุนกอเฏาะอฺ* และประเภทอื่นๆ เป็นหลักฐานซึ่งมิได้เป็นไปตามเงื่อนไขที่ท่านได้อธิบายไว้ในตอนแรกๆ”(๙๓)

มีรายงานที่บันทึกไว้อีกเช่นกันว่า นักรายงานที่บุคอรีรับฮะดีษมาบันทึกแต่ผู้เดียว โดยที่มุสลิมมิได้ยอมรับด้วยนั้นมีจำนวนถึง ๔๓๐ คนทั้งหมดนี้ ถูกระบุด้วยข้อหาว่าเป็นคนไร้ประสิทธิภาพ (เฏาะอีฟ) ถึง ๘๐ คน

ส่วนนักรายงานที่ท่านมุสลิมรับฮะดีษมาบันทึกแต่ผู้เดียว

 โดยที่บุคอรีมิได้ยอมรับด้วยนั้นมีถึง ๖๒๐ คน เป็นคนที่ถูกระบุด้วยข้อหาว่าไร้ประสิทธิภาพมากถึง ๑๖๐ คน

ณ ที่นี้ เราสามารถทำความเข้าใจได้ว่าบรรดานักปราชญ์นั้น จะมีมุมมองในด้านคุณสมบัติของนักรายงานและประเภทของฮะดีษแตกต่างกัน นั่นคือทุกท่านจะมีทัศนะเป็นของตนเองมีคำนิยามของตนเอง มีเงื่อนไขที่เป็นของตนเองโดยเฉพาะในการพิจารณาคุณสมบัติของนักรายงานและการยอมรับรายงานฮะดีษ

*ฮะดีษมุนกอเฏาะอฺ หมายถึง บทรายงานที่ถ่ายทอดมาจากคนในรุ่น

ตาบิอีน


ฮะดีษกับสารบบการรายงาน

จากการศึกษาและการจัดแบ่งประเภทริวายะฮฺที่ถ่ายทอดมาถึงอนุชนรุ่นหลังบรรดานักปราชญ์ได้ดำเนินการจัดแบ่งประเภทของบทรายงานเหล่านั้นไปตามระบบการรายงานที่ ถ่ายทอดบทรายงานนั้นๆมาซึ่งมีอยู่สองประเภทด้วยกัน ดังนี้

๑- ฮะดีษที่อยู่ในสารบบการรายงาน (มุซนัด)

หมายความว่า เป็นฮะดีษที่มีการรายงานถ่ายทอดกันมาอย่างเป็นระบบไม่มีช่วงใดขาดตอน ไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นใด ลำดับชั้นใดก็ตาม

 กล่าวคือ เป็นฮะดีษที่กล่าวถึงรายชื่อของนักรายงานทั้งระบบ โดยนับเริ่มตั้งแต่นักรายงานคนแรกที่ได้ยินได้ฟังมาจากท่านศาสนทูต (ศ)

หรือจากอิมาม หรืออาจเป็นคนที่รู้เห็นการกระทำของท่านหรือท่าทีการแสดงออกของท่าน แล้วรายงานถ่ายทอดต่อๆกัน มาจนกระทั่งถึงคนสุดท้าย

๒- ฮะดีษที่ไม่อยู่ในสารบบการรายงาน (มุรซัล)

หมายความว่า เป็นฮะดีษที่มีการลบรายชื่อของนักรายงานตามระบบออกไปโดยมิได้กล่าวถึงรายชื่อของนักรายงาน

หรืออาจกล่าวถึง แต่เป็นเพียงบางรายชื่อ โดยจะตัดรายชื่อออกไปประมาณ ๑ หรือมากกว่านั้น


หรือจะมีการระบุถึงบางคนในลักษณะรวมๆ กันไป เช่นจะกล่าวว่า “ส่วนหนึ่งจากคนเหล่านั้น...หรือส่วนหนึ่งจากมิตรสหายของพวกเรา...ฯลฯซึ่งจะใช้คำพูดรวมๆ โดยไม่แจ้งรายชื่อของนักรายงานให้ชัดเจนออกมาทำนองเดียวกัน ฮะดีษที่นักรายงานบางคนไม่เป็นที่รู้จัก หรือเป็นคนที่นักปราชญ์สาขาประวัติบุคคลที่เป็นนักรายงานมองข้าม มิได้กล่าวถึงเขาเอาไว้แม้ว่าชื่อของเขาจะถูกกล่าวไว้ในสารบบการรายงานฮะดีษ ก็ถูกจัดให้เป็นฮะดีษประเภทมุรซัลด้วยเช่นกัน

ดังนั้น บทรายงานริวายะฮฺหรือฮะดีษเหล่านี้ จะได้รับการขนานนามว่า “ริวายะฮฺ ที่ถูกถ่ายทอดมาโดยไม่อยู่ในสารบบการรายงาน” (มุรซัล)

คำว่า ฮะดีษ หรือริวายะฮฺมุรซัล หมายถึง ฮะดีษหรือริวายะฮฺที่ไร้ประสิทธิภาพ (เฎาะอีฟ)ประเภทหนึ่งนั่นเอง

ท่านชะฮีดษานีย์ ซัยนุดดีน อัลอามิลีย์ ได้ให้คำจำกัดความสำหรับฮะดีษมุรซัลว่า

“เป็นเรื่องราวที่รายงานมาจากมะศูม แต่มิได้กล่าวถึงนักรายงานคนใดหรือจะมีการหลงลืม

นักรายงานบางช่วง หรือละเว้นเสีย หรือกล่าวถึง ในลักษณะรวมๆ เช่น การกล่าวหา “ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ (ศ) ได้กล่าวอย่างนั้นกล่าวอย่างนี้” เป็นต้น หรือจะมีการระบุว่า “รายงานมาจากนักรายงานคนหนึ่ง” หรือจะกล่าวว่า “รายงานมาจากสหายบางคนของเรา”


 อย่างนี้เรียกว่าฮะดีษมุรซัล ฮะดีษมุรซัลจึงไม่อยู่ฐานะที่จะเป็นหลักฐานอ้างอิงได้ เพราะเหตุที่ไม่อาจล่วงรู้ว่าวรรคตอนที่ถูกลบเลือนไปนั้น จริงๆ แล้วมันคืออะไร”(๙๕)

ดังกล่าวมานี้ เราสามารถทำความเข้าใจได้ว่า ฮะดีษที่ไม่อยู่ในสารบบการรายงาน(มุรซัล)

เป็นฮะดีษที่ไร้ประสิทธิภาพ(เฎาะอีฟ) ประเภทหนึ่งที่นักปราชญ์ส่วนใหญ่ไม่ยอมรับ ถึงแม้ว่าผู้รายงานคนนั้นๆ จะเป็นที่เชื่อถือได้ก็ตาม

แต่ที่ต้องตกเป็นฮะดีษเฎาะอีฟไป ก็เพราะเพียงการมิได้แนะนำให้รู้จักนักรายงานที่นำฮะดีษบทนั้นมาถ่ายทอดเท่านั้นเอง

นักปราชญ์ส่วนใหญ่ ยังให้การยอมรับฮะดีษประเภทที่ไม่อยู่ในสารบบการรายงาน (มุรซัล) ถ้าหากปรากฏชื่อนักรายงานบางคนที่มีความน่าเชื่อถือ มีชื่อเสียง ดีเด่น เป็นที่ยอมรับในความเคร่งครัดสำรวมตน โดยจะยึดฮะดีษนั้นเป็นหลักฐานอ้างอิงไปเลย และจะยกประโยชน์ให้กับผลงานเช่นนี้

เพราะว่านักรายงานกลุ่มนี้จะไม่ยอมรับฮะดีษใดๆ จากใครง่ายๆ เว้นแต่เขาจะมีความเชื่อถือ มีความมั่นใจอย่างแน่วแน่ว่าจะต้องเป็นฮะดีษที่มาจากท่านศาสนทูตหรือจากอิมามอย่างแน่นอน

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากนักรายงานที่เชื่อถือได้รายนี้กล่าวว่า “ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺกล่าวว่า หรืออิมามกล่าวว่า” เพราะการพูดออกมาอย่างนี้ย่อมหมายถึงความมั่นใจที่นักรายงานผู้นั้นมีต่อแหล่งที่มาของฮะดีษ หาไม่แล้วถือว่าการรายงานฮะดีษโดยใช้ประโยคอย่างนี้ เท่ากับเป็นการทำลายความเที่ยงธรรมและความน่าเชื่อถือของตนเอง


ในทางตรงกันข้ามกับทัศนะของนักปราชญ์กลุ่มนี้ เรายังพบว่า มีนักปราชญ์อีกกลุ่มหนึ่งที่เคลื่อนไหวคัดค้าน ไม่ยอมรับหลักการอันนี้มาถือปฏิบัติ

ดังตัวอย่างในบางเรื่อง เมื่อนักปราชญ์ส่วนหนึ่งถือปฏิบัติตามฮะดีษประเภทที่ไม่อยู่ในสารบบการรายงาน ก็ได้มีนักปราชญ์กลุ่มหนึ่งออกมาคัดค้านไม่ยอมรับการปฏิบัติเช่นนั้น ดังมี

ข้อความตอนหนึ่งจากหนังสือ “อัร-เราฎอตุล บะฮียะฮฺ ฟี ชะเราะฮฺ อัล-ลุมอะติล-ดะมัช-ชะกียะฮฺ”หมวดว่าด้วย “หนี้สิน”

“จากกรณี นักการศาสนา (ฟุเกาะฮาอ์) กลุ่มหนึ่งวางกฎออกมาว่า “หนี้สินของผู้ตายย่อมถูกเพิกถอนได้โดยเหตุการณ์ตาย ไม่ว่าจะเป็นหนี้สินที่ผู้ตายอยู่ในฐานะเจ้าหนี้ของคนอื่น หรือจะเป็นหนี้สินที่ผู้ตายอยู่ในฐานะลูกหนี้ของคนอื่น และให้ถือเป็นวาญิบจะต้องดำเนินการให้สมบูรณ์

ภายหลังจากการตาย ทั้งนี้โดยยึดหลักการจากฮะดีษประเภทมุรซัลบทหนึ่ง ท่านชะฮีดเอาวัลและท่านชะฮีดษานีย์ (ขอให้อัลลอฮฺประทานความเมตตา) ได้ออกมาคัดค้านการวินิจฉัยความกรณีให้ถ่ายโอนหนี้สินที่ผู้ตายมีฐานะเป็นเจ้าหนี้โดยได้คัดค้านบทรายงานนี้ ตรงที่เป็นมุรซัลนั่นเอง

ท่านชะฮีดเอาวัล ได้กล่าวว่า “หากผู้ตายเป็นคนมีหนี้สิน ถือว่าให้เพิกถอนสภาพหนิ้สินนั้นได้ แต่จะไม่เพิกถอนเช่นนั้นสำหรับผู้ตายที่เป็นเจ้าหนี้”


ท่านชะฮีดษานีย์ นักวิจัยชั้นเอกได้กล่าวในหมายเหตุไว้ว่า “มีการกล่าวกันว่าการเพิกถอนหนี้สินเป็นไปตามหลักการจากรายงานประเภทมุรซัล และเป็นไปโดยหลักการเปรียบเทียบ (กิยาส) กับกรณีการตายของลูกหนี้ ซึ่งถือว่าเป็นการวินิจฉัยที่โมฆะ”บทรายงานประเภทมุรซัลที่ว่าก็คือ “รายงานโดย มุฮัมมัด บิน ยะกูบ อัล-กุลัยนีย์ รับมาจาก

อะบี อาลี อัล-อัชอะรีย์รับมาจากมุฮัมมัด บิน อับดุล ญับบารฺ ซึ่งได้รับมาจากคนบางคนในหมู่มิตรสหายของท่าน ซึ่งรับมาจาก คอลัฟ บิน ฮัมมาด ซึ่งรับมาจาก อิสมาอีล บิน อะบี กุรฺเราะฮฺ ซึ่งได้รับมาจากอะบีบะศีรฺ ได้กล่าวว่า “ท่านอะบูอับอุลลอฮฺ (อิมามญะฟัร (อ)) ได้กล่าวว่า

“หากชายคนใดตายลงทรัพย์สินของเขาทั้งในฐานะเป็นเจ้าหนี้ และที่เป็นลูกหนี้ ย่อมสามารถเพิกถอนได้”(๙๖)

สาเหตุที่ถือว่ารายงานบทนี้เป็นรายงานประเภทมุรซัลก็คือ ตอนที่ไม่ได้ระบุชื่อของนักรายงานคนหนึ่งที่มุฮัมมัด บิน อับดุลญับบารฺ รับการถ่ายทอดมา ซึ่งในสารบบการรายงานระบุว่า

มุฮัมมัด บิน อับดุล-ญับบารฺ รับรายงานมาจากคนบางคนในหมู่มิตรสหายของท่าน คำว่า “บางคน”ตรงนี้เอง ที่ทำให้ไม่รู้ว่าเป็นใคร;

จึงด้วยเหตุนี้เอง รายงานบทนี้จึงมีฐานะเป็น “มุรซัล” ซึ่งเป็นฮะดีษประเภทที่นักการศาสนาบางกลุ่มไม่ยอมรับมาเป็นหลักปฏิบัติ

ซึ่ง ท่านชะฮีดเอาวัลและษานีย์ ก็มีความเห็นอย่างนี้

ดังที่ท่านได้ยืนยันอย่างชัดเจนไปแล้ว


ฮะดีษมุรซัลประเภทต่างๆ

หลังจากที่บรรดานักปราชญ์ได้วิเคราะห์ฮะดีษประเภทมุรซัลแล้ว พวกเขาก็พบว่ายังมีฮะดีษประเภทนี้บางบทที่ถูกรายงานถ่ายทอดมาโดยนักรายงานที่มีความน่าเชื่อถือ

ส่วนบางรายงานเท่านั้นที่ถูกรายงานถ่ายทอดมาจากนักรายงานที่ขาดความน่าเชื่อ ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงแบ่งประเภทของฮะดีษมุรซัลออกไปได้อีกสองประเภท นั่นคือ

๑-ฮะดีษมุรซัลที่เชื่อถือได้

หมายความว่า รายงานฮะดีษบทใดที่ถูกอ้างว่ามีที่มาจากมะศูม โดยนักรายงานคนใดที่บรรดานักปราชญ์สาขาประวัติบุคคลผู้เป็นนักรายงานให้ความเชื่อมั่นว่าเขาจะไม่รับบทรายงาน

ใดๆ มาจากใคร เว้นแต่จะต้องเป็นบุคคลที่มีความน่าเชื่อถือ และนี่คือข้ออ้างอย่างหนึ่งในทัศนะของบรรดานักปราชญ์สาขาอุศูลุลฟิกฮฺเป็นจำนวนมาก ตามที่เราได้กล่าวไปแล้ว(๙๗)

๒-ฮะดีษมุรซัลประเภทที่ขาดความน่าเชื่อถือ

หมายถึง รายงานบทใดก็ตามที่อ้างว่า มีที่มาจากมะศูมโดยถูกรายงานถ่ายทอดมาจากบุคคลซึ่งไม่เป็นที่รู้จักในวิธีการทำงานด้านการถ่ายทอดบทรายงานของเขา(๙๘)


นักปราชญ์สาขาอุศูลุลฟิกฮฺกลุ่มหนึ่งให้ความเห็นว่า ฮะดีษประเภทมุรซัลเหล่านี้ สามารถนำมาอ้างอิงเป็นหลักฐานได้ ในกรณีถ้าหากตรงกับหลักปฏิบัติของบรรดานักการศาสนา (ฟุเกาะฮาอ์) ที่มีชื่อเสียงในอดีต โดยถือโอกาสกล่าวเสริมการให้ทัศนะว่า นักการศาสนาผู้มีชื่อเสียงย่อมจะไม่ปฏิบัติตามหลักการจากบทรายงานเหล่านี้อย่างแน่นอน ถ้าหากพวกเขาไม่มีองค์ประกอบเพียงพอในการยืนยันว่าบทรายงานเหล่านี้มีความถูกต้อง

อย่างไรก็ดี นักปราชญ์อีกส่วนหนึ่งให้ความเห็นคัดค้านในการที่จะนำเอาหลักปฏิบัติของผู้มีชื่อเสียงมาเสริมประสิทธิภาพให้แก่ฮะดีษประเภทเฎาะอีฟจึงไม่เห็นด้วยที่จะยึดเอาเหตุผลเหล่านี้เป็นหลักฐานอ้างอิง

หลังจากที่เราได้ทำความเข้าใจอย่างชัดเจน ถึงจุดยืนของบรรดานักปราชญ์ที่มีต่อบทรายงานประเภทมุรซัลซึ่งทำหน้าที่รายงานกฏเกณฑ์ทางศาสนามาถึงพวกเรา (ริวายะฮฺ ต่างๆเกี่ยวกับกฏเกณฑ์ทางศาสนา) แล้ว จะถือว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งทีเดียว ถ้าเรามาทำความเข้าใจกันถึงคุณค่าทางวิชาการของบทรายงานต่างๆ ประเภทมุรซัลที่ถูกรายงานมา ทั้งจากนักรายงานที่มีจุดบกพร่อง และนักรายงานที่มีความเที่ยงธรรมควรจะกล่าวไว้ด้วยว่า การชี้ประเด็นความบกพร่องและยืนยันในความเที่ยงธรรมนั้น

เป็นเพียงคำยืนยันของผู้ชี้ประเด็นและผู้ยืนยันเท่านั้นโดยที่ความรู้ในสาขาประวัติบุคคลผู้เป็นนักรายงาน เป็นวิชาการที่มุ่งเน้นให้ความสำคัญ

เกี่ยวกับการวิเคราะห์คุณสมบัติและคำนิยามในตัวของนักรายงาน

ผู้ที่รู้ในของนักรายงานคนหนึ่ง


 อาจแนะนำให้รู้จักนักรายงานคนหนึ่งๆ โดยคำจำกัดความตามความรู้สึก และโดยการยืนยันของคนร่วมสมัยที่อยู่ด้วยกันและที่รู้จักมักคุ้นกันเมื่อเป็นเช่นนี้ คำยืนยันของเขาจะเป็นที่ยอมรับได้ก็ต่อเมื่อเขาเป็นผู้มีความน่าเชื่อถือ

อีกนัยหนึ่ง นักปราชญ์สาขาประวัติบุคคลจะแนะนำให้รู้จักกับนักรายงานบางคนที่ไม่มีใครเคยอยู่ร่วมสมัยเดียวกันเลย หากแต่การยึดถือบทรายงานต่างๆ คือการเสริมคุณสมบัติให้แก่นักรายงานเหล่านั้น

เพราะฉะนั้นบทรายงานเหล่านี้ได้ถูกนำมาศึกษา และสารบบการรายงานเหล่านี้ได้ถูกนำมาเสริมคุณค่า ครั้นถ้าหากแนวทางของเขาสืบไปถึงคนในยุคสมัยของนักรายงานผู้นั้นว่า มีความน่าเชื่อถือบทรายงานนั้นๆ ก็จะเป็นที่ยอมรับความน่าเชื่อถือเหล่านั้นจะเป็นที่ยอมรับ ไม่ผิดอะไรกับบทรายงานเรื่องราวต่างๆ จากกฎเกณฑ์ทางศาสนา

แต่ในกรณีที่นักปราชญ์สาขาประวัติศาสตร์บุคคลที่เป็นนักรายงาน ให้คำจำกัดความคุณสมบัติของนักรายงานที่ไม่ปรากฏว่ามีนักรายงานในสมัยเดียวกัน อีกทั้งมิได้กล่าวถึงสารบบการรายงานที่ติดต่อเชื่อมโยงกับคำจำกัดความนี้ ให้ถือว่าคำจำกัดความเช่นนี้ เป็นคำจำกัดความประเภทมุรซัลด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นนักปราชญ์กลุ่มหนึ่งจะประสบปัญหาในการพิสูจน์ความน่าเชื่อถืออย่างนี้

ยังมีทฤษฎีทางวิชาการอีกประเภทหนึ่งที่ช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ นั่นคือการนำเรื่องราวต่างๆย้อนกลับไปให้ผู้เชี่ยวชาญระดับอะฮฺลุล-คิบเราะฮฺ

 (ผู้รู้ระดับที่สามารถออกคำวินิจฉัยความได้เอง)

โดยให้ถือเอาคำตัดสินของอะฮฺลุล-คิบเราะฮฺ เป็นหลักฐานอ้างอิง


ด้วยเหตุนี้นักการศาสนาจึงยึดถือต่อนักรายงานที่ได้รับการสนับสนุนและได้รับความเชื่อถือ โดยถือว่า นั่นคือหลักฐานอ้างอิงแล้ว ถึงแม้ว่าเขาจะไม่กล่าวถึงแนวทางที่เขายึดเป็นหลักอยู่ในการให้คำจำกัดความแก่นักรายงานคนนั้นก็ตาม

ความขัดแย้งกับวิธีการแก้

อิสลาม เป็นศาสนาที่ท่านนบีมุฮัมมัด(ศ) นำมาเผยแพร่เพื่อแก้ปัญหาในการดำเนินชีวิตในด้านต่างๆ โดยทั่วไป กล่าวคือในคำสอนของพระผู้เป็นเจ้าประกอบไปด้วยหลักการต่างๆ อย่างครบครัน เช่น หลักศรัทธา การอบรมจิตใจ จริยธรรม ระเบียบสังคม และกฏเกณฑ์กฎหมายต่างๆ ที่วางเพื่อจัดระบบความสัมพันธ์ของมนุษย์ที่มีต่อพระผู้สร้าง ต่อตนเอง สังคม รวมไปถึงโลกที่มีธรรมชาติและสัตว์ต่างๆ เป็นสิ่งแวดล้อม

ซุนนะฮฺอันบริสุทธิ์ คือแหล่งที่มาอันดับสองของบทบัญญัติทางศาสนาถัดจากอัล-กุรฺอานซึ่งทำหน้าที่อธิบายขยายความในกฏเกณฑ์ทางศาสนา กฎหมายต่างๆ ที่มีในคัมภีร์อย่างละเอียด ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว

 หรืออีกนัยหนึ่งมันคือสิ่งที่ท่านศาสนทูตได้รับมาจากสภาวะการดลใจให้รู้ และการสนับสนุนของพระผู้เป็นเจ้าดังที่พระองค์ทรงตรัส ความว่า

“และเขามิได้พูดจากอารมณ์ มันมิใช่อื่นใดนอกจากเป็นสภาวะแห่งวะหฺยูที่ถูกดลบันดาลลงมา ผู้ทรงไว้ซึ่งพลังอันเข้มแข็งได้สอนให้เขารู้”


ด้วยเหตุนี้กฎเกณฑ์ทางศาสนา และกฎหมายต่างๆ ตลอดทั้งหลักศรัทธาวิชาการในการดำเนินชีวิตของมนุษยชาติ การจัดระเบียบสังคม ลักษณะการเป็นเอกภาพทั้งในด้านความคิดและบทบัญญัติที่มีความเหมาะสมครบถ้วน ไม่มีข้อขัดแย้งต่อกันและไม่มีอะไรคัดค้านต่อกัน

อย่างไรก็ตาม เราได้พบว่าบทรายงานต่างๆ ที่สืบทอดมาถึงเรา เท่าที่ถูกอ้างว่ามาจาก ท่านศาสนทูต(ศ) และบรรดาอิมาม(อ) นั้น มีความขัดแย้งและคัดค้านซึ่งกันและกัน ทั้งในแง่ของความหมายที่มีอยู่ระหว่างบทรายงานด้วยกันเอง และที่ขัดแย้งกับความหมายในโองการต่างๆ ก็ยังมีอีกด้วยในบางโองการ ดังจะเห็นได้ว่า บางบทรายงานจะอนุโลมผ่อนผันในเรื่องหนึ่ง แต่บทรายงานอื่นจะห้ามเรื่องนั้นๆหรือไม่จะมีบางบทรายงานทิ่อธิบายความหมายจนได้แง่คิดอย่างหนึ่งขึ้นมาชัดเจน แต่เราจะพบว่า อีกบทรายงานหนึ่งได้ให้ความหมายและเหตุผลที่แตกต่างกัน

ด้วยเหตุนี้ นักปราชญ์อุศูลุลฟิกฮฺ จึงได้ศึกษาวิเคราะห์ในประเด็นของข้อขัดแย้งในหลักฐานจากซุนนะฮฺโดยการวิเคราะห์ในเชิงวิชาการ และพวกเขาได้อธิบายถึงสาเหตุเหล่านั้น อีกทั้งยังได้เสนอวิธีแก้ปัญหาอย่างเป็นวิชาการเอาไว้

คำว่า “ขัดแย้งในภาษาอาหรับจะได้แก่คำว่า“อัต-ตะอารุฏ” หมายถึง “การคัดค้าน” เช่น

“ชายคนหนึ่งพูดจาคัดค้านชายอีกคนหนึ่ง”(๑๐๐)


จะยังไม่ถือว่า บทรายงานสองบท มีความหมายที่ขัดแย้งกันอย่างแท้จริงเว้นแต่ทั้งสองบท รายงานต่างก็ได้แสดงถึงข้ออ้างอย่างครบถ้วนบริบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของเนื้อความ และสารบบ

การรายงาน(ซะนัด) ถึงแม้จะมิได้ขัดแย้งกันในแง่ของหลักปฎิบัติ แต่มันก็ยังมีความขัดแย้งอยู่กับ อีกบทรายงานหนึ่งจนถึงขนาดว่าไม่สามารถจะนำเอาบทรายงานไหนมาเป็นมาตรการตัดสินหรือยึดมาเป็นหลักได้(๑๐๑)

ควรจะกล่าวไว้ด้วยว่าความขัดแย้งจะไม่เกิดขึ้นนอกจากระหว่างหลักฐานประเภทรองด้วยกันเอง กล่าวคือความขัดแย้งจะไม่มีระหว่างหลักฐานขั้นเด็ดขาดด้วยกัน อีกทั้งจะไม่ถือว่ามีความขัดแย้งระหว่างหลักฐานขั้นเด็ดขาดกับหลักฐานประเภทรอง และไม่ถือว่ามีความขัดแย้งระหว่างหลักฐานขั้นเด็ดขาดกับหลักปฏิบัติขั้นพื้นฐาน เช่น การเป็นเพื่อน อย่างนี้เป็นต้น

การวิเคราะห์ของบรรดานักปราชญ์ผู้เชี่ยวชาญในวิชาฮะดีษ และวิชาว่าด้วยประวัติบุคคลผู้เป็นนักรายงาน ทำให้เรารู้ว่าการปลอมแปลงและการใส่ความเท็จในคำพูดของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) บรรดาอิมาม(อ) และบรรดาสาวกนั้น คือสาเหตุที่สำคัญยิ่งในการก่อให้เกิดความขัดแย้งประเภทนี้ขึ้นมาและความขัดแย้งที่แท้จริงอันนี้ คือ ลักษณะที่ขัดแย้งที่มีอยู่อย่างกว้างขวางระหว่างบทรายงานต่างๆอย่างไรเสีย

 เรายังได้พบความขัดแย้งในอีกลักษณะหนึ่ง นั่นคือ ความขัดแย้งเพียง

ความหมายภายนอกตามที่เรียกกันว่าความขัดแย้งโดยเหตุปัจจัยภายนอก ทั้งนี้ก็เพราะมิใช่เป็นความขัดแย้งอย่างแท้จริง


เช่น ความขัดแย้งระหว่างความหมายในลักษณะที่เป็นสากลกับความหมายในลักษณะชี้เฉพาะ ระหว่างความประเภทมีความเป็นอิสระกับความหมายประเภทที่มีข้อจำกัดวางไว้เป็นเงื่อนไข

ด้วยเหตุนี้ ความขัดแย้งที่ปรากฏในบทรายงานจึงถูกแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ

๑-ความขัดแย้งอันคงที่ หมายถึง ความขัดแย้งที่แท้จริงระหว่างสองบทรายงานโดยแต่ละบทรายงานจะปฏิเสธต่อกันว่าเท็จมีความแตกต่างหักล้างกัน ทั้งความหมายและเหตุผลข้ออ้างในลักษณะที่กล่าวได้ว่าไม่อาจมีทางแก้ไขใดๆ สำหรับความขัดแย้งเช่นนี้ได้

ดังนั้นบรรดานักปราชญ์กลุ่มหนึ่งจึงให้ความเห็นว่า ควรจะยกเลิกเสียทั้งสองบทรายงานพร้อมกันไปเลย แล้วให้ยึดหลักปฏิบัติตามหลักการขั้นพื้นฐานเช่น หลักการที่เรียกว่า “อัล-บะรออะฮฺ”

ขณะเดียวกับที่อีกกลุ่มหนี่งเล็งเห็นว่า ควรจะใช้ดุลยพินิจเพื่อเลือกดูว่าในความหมายของ ทั้งสองบทรายงานนี้ควรจะได้ยึดเอาอันไหนเป็นหลักปฏิบัติมากกว่า เพราะมีคำสอนอยู่ว่าเกี่ยวกับ

ปัญหาเฉพาะหน้าของคนเรานั้น เราสามารถจะเลือกได้เองว่าจะปฏิบัติทางใดแน่จึงจะดีกว่ากันจนกว่าจะมีข้อพิสูจน์มาปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนว่าอย่างไหนถูกต้องหรือก้ำกึ่งกัน หรือถูกต้องทั้งสองประการ


๒-ความขัดแย้งอันไม่คงที่ หมายถึง ความขัดแย้งเพียงลักษณะภายนอกยังมีโอกาสแก้ไขได้ด้วยการนำความหมายของบทรายงานเหล่านั้นที่ขัดแย้งกันมาผนวกใจความให้เข้าหากัน เช่น ความหมายในลักษณะเป็นสากล

จากรายงานบทหนึ่งขัดแย้งกับความหมายในลักษณะชี้เฉพาะของรายงานอีกบทหนึ่ง

หรือความหมายในลักษณะเป็นอิสระ (มุฏลัก) จากรายงานบทหนึ่งขัดแย้งกับความหมาย ในลักษณะมีข้อจำกัด (มุก็อยยัด) จากรายงานอีกบทหนึ่ง

วิธีการแก้ ก็คือ ให้ถือบทรายงานที่มีความหมายชี้เฉพาะเป็นหลักการนำหน้าบทรายงานที่มีความหมายในลักษณะเป็นสากลในการปฏิบัติ

ทั้งนี้ ก็เพราะบทรายงานที่มีความหมายชี้เฉพาะมาเพื่อกำกับความหมายที่เป็นสากล

ทำนองเดียวกับให้ถือบทรายงานที่มีความหมายในเชิงวางข้อจำกัดเป็นหลักการนำหน้าบทรายงานที่มีความหมายในเชิงอิสระในการนำมาปฏิบัติ

ทั้งนี้ ก็เพราะบทรายงานที่มีความหมายในเชิงวางข้อจำกัดมาเพื่อกำกับบทรายงานที่มีความหมายในเชิงอิสระมิใช่มาเพื่อขัดแย้งต่อกัน

หรือบางครั้งจะมีรายงานฮะดีษที่สั่งห้ามสิ่งใดสิ่งหนึ่ง โดยจะขัดแย้งกับอีกบทรายงานหนึ่งที่อนุโลมผ่อนผันให้กระทำในเรื่องนั้นๆ ได้ ก็สามารถจะนำมาหาผลสรุปได้โดยการรวมสองบทรายงานมาผนวกเข้าหากัน


กล่าวคือ จะเห็นได้ว่า ที่ห้ามในรายงานหนึ่งนั้น เป็นข้อห้ามประเภท

มักรูฮฺ หมายความว่า อนุญาตให้กระทำในสิ่งนั้นได้นั่นเอง แต่ให้ถือเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ อันนี้ ไม่ถือเป็นความขัดแย้งอย่างแท้จริงถึงขนาดว่า บทรายงานหนึ่งอนุญาตให้ทำได้ แต่อีกบทรายงานหนึ่งห้ามมิให้กระทำความทัดเทียมกับความเหลื่อมล้ำ

จากการศึกษารายงานฮะดีษต่างๆ ที่มีความหมายขัดแย้งกัน อีกทั้งโดยที่ได้วิเคราะห์ถึงสารบบการรายงานและเนื้อความของฮะดีษ สภาพแวดล้อมประกอบกับปัจจัยภายนอก จะพบว่าบางรายงานฮะดีษ จะมีมาตรฐานที่เหลื่อมล้ำกันทั้งในด้านเนื้อความและสารบบการรายงาน แต่บางบทรายงานจะมีมาตรฐานที่ทัดเทียมกันในแง่ต่างๆ

ด้วยเหตุนี้ นักปราชญ์ฮะดีษจึงได้ให้ชื่อเรียกว่าความมีมาตรฐานทัดเทียมกันและเหลื่อมล้ำกัน โดยที่ได้แบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ ดังนี้

๑- บทรายงานที่มีมาตรฐานทัดเทียมกัน

ได้แก่ รายงานฮะดีษต่างๆ ที่มีความหมายขัดแย้งกัน และต่างก็มีมาตรฐานทัดเทียมกันในแง่ต่างๆ

เช่น ในแง่ของสารบบการรายงานและเนื้อความฮะดีษ

กล่าวคือ เมื่อไม่มีฮะดีษบทใดดีเด่นเป็นพิเศษในด้านใด มากกว่าฮะดีษอีกบทหนึ่ง คือ เมื่อไม่มีความได้เปรียบเป็นของฮะดีษบทใดเช่นนี้ ก็เป็นไปตามที่เราได้อธิบายไว้แล้ว คือนักปราชญ์ได้ให้แนวทางทางไว้ว่าในเมื่อแต่ละบทรายงานต่างก็มีมาตรฐานทัดเทียมกัน ไม่อาจนำเอาทั้งสองบท


รายงานมาผนวกเข้าหากันได้ก็ให้ยกเลิกไปเลยทั้งสองบทรายงาน หรือให้ใช้วิจารณญาณเลือกเอาบทใดบทหนึ่งมาถือปฏิบัติ

๒- บทรายงานที่มีมาตรฐานเหลื่อมล้ำกัน

เมื่อรายงานฮะดีษบทหนึ่ง มีความดีเด่นเป็นพิเศษมากกว่าบทรายงานที่มีความหมายขัดแย้งในแง่ต่างๆ ถือว่าให้ยึดเอารายงานบทนี้เป็นหลักปฏิบัติได้และให้ละทิ้งบทรายงานที่ขัดแย้งกับอันนี้ได้ ทั้งนี้ก็เพราะมันมีมาตรฐานที่เหลื่อมล้ำกันนั่นเอง

มาตรฐานเหนือกว่าประเภทต่างๆ

นักปราชญ์วิชาฮะดีษได้ศึกษาเกี่ยวกับมาตรฐานในด้านต่างๆ ของบทรายงานแล้วได้แบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ ได้ดังนี้

๑- เหนือกว่าในแง่ของสารบบการรายงาน

หมายความว่า เมื่อมีพื้นฐานในแง่ของสารบบการรายงานอย่างสมบูรณ์พร้อมสรรพปรากฏอยู่ในฮะดีษบทใดบท

บทหนึ่งที่มีความหมายขัดแย้งกันแล้วเมื่อนั้นจึงจะสามารถให้ความมั่นใจได้ว่า ฮะดีษบทนั้นเป็นที่น่าเชื่อถือว่ามาจากท่านนบีหรืออิมาม มากกว่าฮะดีษหนึ่งอย่างแน่นอน จึงทำให้มีการยึดถือฮะดีษบทนั้นเป็นหลักโดยให้ละทิ้งฮะดีษที่มีความหมายขัดแย้งกับฮะดีษบทนั้น


 ความมีมาตรฐานเหนือกว่าเป็นดังนี้ คือ

ก.ต้องประกอบด้วยนักรายงานเป็นจำนวนมาก

หมายความว่า ถ้าหากบทรายงานใด ถูกถ่ายทอดมาโดยนักรายงานที่มีจำนวนมากกว่า นักรายงานที่ถ่ายทอดบทรายงานที่มีความหมายขัดแย้ง ให้ถือว่านี่คือความมีมาตรฐานที่เหนือกว่าบทรายงานที่มีความหมายขัดแย้ง

ข.ต้องประกอบด้วยนักรายงานที่มีคุณสมบัติเหนือกว่า

หมายความว่า นักรายงานที่ถ่ายทอดบทรายงานใดมีคุณสมบัติเหนือกว่านักรายงานซึ่งถ่ายทอดบทรายงานที่มีความหมายขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็นความน่าเชื่อถือ ความรู้ ความสำรวมตนความเคร่งครัด

ก็ให้ยึดถือเอาบทรายงานที่ถ่ายทอดโดยนักรายงานที่มีความน่าเชื่อถือ ความรู้ ความสำรวมและความเคร่งครัดที่เหนือกว่า เป็นหลัก

ค.มีสารบบการรายงานที่เหนือกว่า

หมายความว่า เป็นบทรายงานที่ผ่านการถ่ายทอดจากนักรายงานที่เป็นสื่อกลางระหว่างนบี หรือ อิมามเพียงจำนวนน้อย

หมายความว่า ให้ยึดถือบทรายงานที่ผ่านสื่อกลางจำนวนน้อยกว่าเป็นหลักเสมอเพราะถือว่า มีโอกาสที่จะผิดพลาดหรือหลงลืมในการถ่ายทอดน้อยกว่า

ดังนั้น บทรายงานที่ถูกถ่ายทอดมาจากสาวกของท่านนบี(ศ) โดยตรง ย่อมได้รับความเชื่อถือมากกว่าบทรายงานที่มีความหมายขัดแย้ง เมื่อเป็นบทรายงานที่ถูกถ่ายทอดมาจากรุ่นตาบิอีน ซึ่งได้รับการรายงานมาจากรุ่นสาวกอีกชั้นหนึ่งที่ได้รับมาจากท่านนบี(ศ)


๒. เหนือกว่าในแง่ของเนื้อความ

หมายความว่า เป็นบทรายงานที่มีพื้นฐานในด้านต่างๆ อย่างพร้อมสรรพในแง่ของเนื้อความ โดยที่ถ้าหากในเนื้อความของบทรายงานที่มีความหมายขัดแย้งไม่มีความพร้อมสรรพเช่นนั้นปรากฏอยู่ ให้ถือว่านี่คือส่วนหนึ่งที่ทำให้บทรายงานนั้นมีฐานะที่ได้รับความเชื่อถือเหนือกว่า ว่าต้องมีที่มาจากท่านนบีหรืออิมาม

มาตรฐานที่เหนือกว่าในด้านนี้ คือ

ก.เราได้ทราบมาแล้วว่า บางครั้งฮะดีษจะถูกถ่ายทอดมาตามข้อบัญญัติ

จากนบีโดยตรง (วจนะของท่านนบี (ศ)) บางครั้งจะถูกถ่ายทอดมาเฉพาะแต่ความหมายอย่างเดียว โดยจะใช้สำนวนประโยคอีกอย่างหนึ่งที่มิได้เป็นถ้อยคำในประโยคคำพูดของท่านนบี อาจทั้งหมดหรือเพียงบางส่วน

เมื่อเป็นเช่นนั้น จะต้องถือเอาบทรายงานที่มีคุณสมบัติในด้านถ้อยคำเหนือกว่าเป็นหลักไว้ก่อนบทรายงานอื่นที่มีคุณสมบัติเพียงให้ความหมายอย่างเดียวเท่านั้นเสมอ

โดยมีข้อสันนิษฐานว่า นักรายงานย่อมไม่มีความสามารถพอที่จะเรียงร้อยถ้อยคำเพื่อให้ได้ความหมายที่สมบูรณ์เท่ากับถ้อยคำของท่านนบี


ข.พื้นฐานในสำนวนแห่งเนื้อความ จะต้องประกอบด้วยพลังอรรถรส และความสละสลวย...ฯลฯ เพราะว่า เนื้อความที่มีพลังอรรถรสอย่างสละสลวย จะต้องมาก่อนบทรายงานที่มีความหมายขัดแย้ง แต่มีจุดด้อยในโครงสร้างของประโยคทั้งนี้ก็เพราะว่า ถ้อยคำที่มาจากท่านศาสนทูต (ศ) นั้น

เต็มไปด้วยอรรถรสและสละสลวย ปราศจากจุดด้อยและถ้อยคำที่สับสน

ค.บทรายงานใดมีการยืนยันหลักฐานไว้อย่างหนักแน่นกว่าบทรายงานที่มีความหมายขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็นจำนวนครั้งในการยืนยันความหมาย หรือจะเป็นถ้อยคำเชิงสาบาน จะต้องถือเอาบทรายงานที่มีการยืนยันหลักฐานอย่างหนักแน่นนั้นเป็นหลักไว้ก่อน

ยกตัวอย่างบทรายงานที่ยืนยันหลักฐานไว้อย่างหนักแน่น ในเรื่องของการทำนมาซย่อ

สำหรับคนเดินทาง เมื่อเดินทางออกจากภูมิลำเนา หลังจากนั้นก็เข้าเวลานมาซ มีข้อความจากบทรายงานว่า

 “ขอสาบานด้วยพระนามแห่งอัลลอฮฺ ถ้าหากท่านไม่ทำเช่นนั้น เท่ากับท่านขัดขืนคำสั่งของศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ” (๑๐๒)

จากการศึกษาวิเคราะห์เนื้อความของบทรายงานนี้ เราจะพบว่ามีการแสดงหลักฐานหลายครั้ง เพราะว่าคำพูดของอิมามที่ว่า “จงย่อ” นั้น หมายความว่าการนมาซย่อนั้นเป็นวาญิบ

เช่นเดียวกับที่ท่านกล่าวว่า “ถ้าหากท่านไม่ทำเช่นนั้นเท่ากับท่านขัดขืน” อีกทั้งยังมีถ้อยคำสาบานปรากฏอยู่ด้วย ยิ่งทำให้การยืนยันหลักฐานหนักแน่นมากขึ้นไปอีก


๓. เหนือกว่าในแง่ของปัจจัยภายนอก

มาตรฐานที่เหนือกว่าอีกประการหนึ่ง ที่จะมีบทรายงานหนึ่ง แต่ไม่มีในบทรายงานอื่นๆ ที่ความหมายขัดแย้งกัน ที่เรียกว่ามาตรฐานเหนือกว่าโดยปัจจัยภายนอก ก็เพราะว่าเป็นความได้เปรียบที่นอกเหนือไปจากเรื่องของ

สารบบการรายงานและเนื้อความ ซึ่งมีประเด็นที่สำคัญ ดังนี้

ก.มีหลักฐานด้านอื่น สนับสนุนหลักฐานที่แสดงไว้ในบทรายงานนี้เพราะว่าจากการที่มีหลักฐานภายนอกให้การสนับสนุน จึงทำให้บทรายงานนี้มีความน่าเชื่อถือสูงกว่าบทรายงานที่มีความขัดแย้ง

ข.หลักปฏิบัติของนักปราชญ์ส่วนมากในอดีตที่เป็นไปตามความหมายของบทรายงานนี้ คือ ส่วนหนึ่งที่ช่วยเสริมความได้เปรียบให้แก่ความหมายของบทรายงานนี้ ซึ่งนักปราชญ์ผู้มีชื่อเสียงได้ให้คำวินิจฉัยเอาไว้

หรือเพราะว่าเป็นหลักปฏิบัติของคนในสมัยอดีตที่ใกล้เคียงกับแหล่งที่มาของบทบัญญัติได้ช่วยเสริมให้บทรายงานนี้มีความน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น ว่าต้องมีที่มาจากท่านนบีหรืออิมาม โดยมีข้อสันนิษฐานว่า เขาเหล่านั้นจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในองค์ประกอบต่างๆ ที่สนับสนุนความถูกต้องของบทรายงาน มิเช่นนั้น องค์ประกอบต่างๆ เหล่านี้จะไม่มีวันตกทอดมาจนถึงพวกเรา


หลังจากที่ได้เสนอทัศนะต่างๆ ทางด้านวิชาการ เรื่องมาตรฐานความน่าเชื่อถือของบทรายงาน ทั้งในแง่ที่ทัดเทียมกันและเหลื่อมล้ำกันแล้วถือว่า สมควรอย่างยิ่งที่เราจะได้ชี้แจงว่าสำหรับนักปราชญ์แต่ละท่านนั้น ต่างก็มีทัศนะ มีนโยบายที่จะปฏิบัติต่อบทรายงานบางส่วนที่มีความเหลื่อมล้ำกันเหล่านี้แตกต่างกัน

การแก้ปัญหาบทรายงานฮะดีษที่ขัดแย้งกัน

นักปราชญ์สาขาอุศูลุล-ฟิกฮฺ ได้กำหนดแนวทางด้านวิชาการไว้สำหรับแก้ไขปัญหากรณีที่บทรายงานฮะดีษต่างๆ ขัดแย้งกัน

วิชาการด้านนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยเกี่ยวกับคุณสมบัติของนักรายงาน

จุดประสงค์ที่สำคัญก็คือ เพื่อให้ได้ข้อสรุปทางวิชาการในการกลั่นกรองบทรายงานฮะดีษต่างๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งกฏเกณฑ์ทางศาสนา กฎหมาย ตลอดทั้งความรู้ในด้านต่างๆ ตามแนวความคิดของอิสลาม

แนวทางที่ว่านี้ ประกอบด้วยหลักเกณฑ์ต่างๆ คือ

๑- หลักเกณฑ์ในการนำเอาความหมายระหว่างฮะดีษต่างๆ ที่มีความหมายขัดแย้งกันมาผนวกเข้าหากัน โดยถือเอาบทรายงานที่มีมาตรฐานเหนือกว่าเป็นหลัก


เช่น การให้นำความหมายในลักษณะทั่วไปกับความหมายในลักษณะชี้เฉพาะมาผนวกเข้าหากันโดยให้ยึดถือรายงานที่มีความหมายในลักษณะชี้เฉพาะเป็นหลักไว้ก่อนบทรายงานที่มี

ความหมายในลักษณะทั่วไป

เช่นเดียวกับให้นำบทรายงานฮะดีษที่มีความหมายในลักษณะเป็นอิสระมาผนวกเข้าหากันกับบทรายงานที่มีความหมายในลักษณะวางข้อจำกัด โดยให้ยึดถือบทรายงานที่มีความหมายในลักษณะวางข้อจำกัด เป็นหลักไว้ก่อนบทรายงานที่มีความหมายในลักษณะเป็นอิสระ

การอธิบายเชิงวิชาการตามหลักเกณฑ์นี้ คือการยึดหลักที่ยอมรับกันอยู่โดยทั่วไป เพราะเป็นความเข้าใจที่ยอมรับกันอยู่ ถึงที่มาของบทบัญญัติ สองประเภทที่มาจากเจ้าของกฎผู้ทรงไว้ซึ่งวิทยปัญญา นั่นคือกฎเกณฑ์หนึ่ง จะถูกประทานมาในลักษณะทั่วไป อีกกฏเกณฑ์หนึ่งจะถูกประทานมา ในลักษณะชี้เฉพาะ

หรืออาจพูดได้ว่า กฏเกณฑ์หนึ่งจะถูกประทานมาในความหมายที่เป็นอิสระแต่อีกโองการหนึ่งจะถูกประทานมาในความหมายที่มีข้อจำกัด

ฉะนั้นกฎเกณฑ์ใดที่มีความหมายชี้เฉพาะ โดยมีข้อจำกัดว่างอยู่นั่นเอง คือเจตนารมณ์ของผู้ทรงวางกฎ


แต่ทว่า มิได้ความหมายว่ากฏเกณฑ์นี้จะถูกประทานมาเพื่อหักล้างจุดประสงค์ของอีกกฎหนึ่ง หากแต่หมายความว่า เป็นกฏเกณฑ์ที่ถูกประทานมาเพื่ออธิบายเจตนารมณ์ของผู้ทรงวางกฎและเพื่อแก้ปัญหาข้อขัดแย้งนั่นเอง

ยกตัวอย่าง บทรายงานว่าด้วยเรื่องดอกเบี้ย โดยทั่วไปแล้วถือว่าดอกเบี้ยเป็นสิ่งต้องห้าม ดังข้อความในโองการต่างๆ ที่ได้ห้ามในเรื่องนี้ไว้แต่เรายังพบว่า มีหลายบทรายงานฮะดีษที่อนุโลมให้มุสลิมรับดอกเบี้ยจากคนกาฟิรฺประเภทหัรฺบีย์ (คู่สงคราม)ได้ดังมีบทรายงานจากท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ว่า

“พวกท่านอย่ากินดอกเบี้ย และอย่าใส่ร้ายสตรีที่ครองเรือน”(๑๐๒)

มีรายงานจากท่านนบี(ศ)อีกว่า

“ระหว่างพวกเรากับพวกที่ทำสงครามกับเรานั้น มิใช่ดอกเบี้ยเราสามารถรับมาจากพวกเขา ๑,๐๐๐ ดิรฺฮัม ต่อจำนวนที่เรามอบให้ ๑ ดิรฺฮัม ได้ และเราจะต้องไม่ให้ดอกเบี้ยแก่พวกเขา”(๑๐๔)

เมื่อเรามาพิจารณาบทรายงานต่างๆ เหล่านี้ที่มีความหมายขัดแย้งกันเราจะสามารถเข้าใจได้ว่า ผู้ทรงวางกฏมิได้หักล้างกฎของพระองค์เองแต่อย่างใด

หากทรงวางกฎประเภทชี้เฉพาะมากำกับกฎประเภททั่วไป เพื่ออธิบายในหลักการว่า มีข้อยกเว้นอยู่ในกฏข้อห้ามเรื่องดอกเบี้ย โดยคนมุสลิมสามารถรับดอกเบี้ยจากคนกาฟิรฺประเภทหัรฺบีย์ได้


๒- เปรียบเทียบเพื่อหาบทรายงานที่มีมาตรฐานเหนือกว่า

หมายความว่า เมื่อได้มีการตรวจสอบมาตรฐานของบทรายงาน ทั้งในแง่ของสารบบการรายงาน หรือเนื้อความ หรือปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้มีความน่าเชื่อถือมากกว่าปรากฏอยู่ในบทรายงานนั้นๆแล้ว ให้ถือว่าการปฏิบัติตามความหมายในบทรายงานนั้น เป็นกฎอย่างหนึ่ง

๓- การพิจารณาคัดเลือก

ในที่นี้หมายความว่า ผู้ปฏิบัติศาสนกิจสามารถเลือกปฏิบัติตามบท รายงานใดก็ได้ ในระหว่างสองบทรายงานที่มีความหมายขัดแย้งกัน ที่ไม่สามารถนำความหมายมาผนวกเข้าหากันได้และที่ไม่มีความได้เปรียบเสียเปรียบ ระหว่างกันแต่อย่างใด ในระหว่างสองบทรายงาน

๔- ยกเลิกทั้งสองบทรายงาน

มีนักปราชญ์บางกลุ่มให้ความเห็นว่า บทรายงานต่างๆที่มีความขัดแย้งอันคงที่นั้น เมื่อไม่สามารถหาวิธีการใดแก้ปัญหา ไม่ว่าจะโดยวิธีผนวกความหมายเข้าหากัน หรือวิธีเปรียบเทียบเพื่อหาความมีมาตรฐานที่เหนือกว่าในด้านต่างๆระหว่างกันและกัน ถือว่าต้องยกเลิกความเชื่อถือจากทั้งสองบทรายงานนั้นเสีย จนกระทั่งว่าบทรายงานประเภทนี้ แทบจะมิได้ตกทอดมาถึงยุคของเรา

เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ให้ย้อนกลับไปยึดถือในหลักการขั้นพื้นฐานเช่น หลักการว่าด้วย “อัล-บะรออะฮฺ”*และอัล-อิหฺติยาฎ.....


มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิของอัลลอฮฺ

พระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก

*อัล-บะรออะฮฺ หมายถึงการปลดเปลื้องความรับผิดชอบในกฏเกณฑ์ใดก็ตาม ที่ไม่ปรากฏหลักฐานให้แก่เราอย่างชัดเจน

เชิงอรรถ/หนังสืออ้างอิง

๑- อัร-รอวีย์/มุคตารุศศิฮาหฺ

๒- ซัยยิด มุฮัมมัด ตะกีย์ อัล-หะกีม/อุศูลุล-อะมานะฮฺ ลิล ฟิกฮิล-มุกอริน/หน้า๑๒๑

๓- มุจมุอุล-บะหฺรัยน์/กิตาบุน-นูน/ หมวดอักษร “ซีน”

๔- อัล-อิหฺกาม ฟี อุศูลุล-อะหฺกาม/เล่ม๑/หน้า๒๒๓/ตรวจทานโดย

ดร.ซัยยิด ญะมีลีย์

๕- เล่มเดิม

๖- อัร-รอฆิบ อัล-อิศฟะฮานีย์/ปทานุกรมศัพท์ อัล-กุรฺอาน

๗- อัล-มุอ์ญัม อัล-วะซีฏ

๘- อัล-วะซาอิล/เล่ม๘/หน้า๕๙๗/อักษร หาอ์ ๕)

๙- อัล-กุลัยนีย์/อุศูลุล-กาฟีย์/เล่ม๑/หน้า๕๙

๑๐-๑๑ อ้างแล้ว

๑๒- อ้างแล้ว หน้า ๗

๑๓- อัล-มุฮักกิก อัล-ฮิลลีย์/มะอฺริญุล-อุศูล/หน้า ๑๘๐

๑๔- อับดุลลอฮฺ ชะบิร/ฮักกุล-ยะกีน ฟีมะริฟะฮฺ อุศูลุดดีน/เล่ม๑/หน้า๙๔

๑๕- อัร-รอฆิบ อัล-อิศฟะฮานีย์/ปทานุกรมศัพท์ อัล-กุรฺอาน

๑๖- อัล-อิศอบะฮฺ ฟี ตัมยีซศ่อฮาบะฮฺ/เล่ม๑/หน้า๗/บทที่๑

๑๗- อัล-อิศอบะฮฺ ฟี ตัมยีซศ่อฮาบะฮฺ/เล่ม๑/บทนำ/หน้า ๑๐-๑๑

๑๘- อัล-ยะกูบีย์/ตารีคุล-ยะกูบีย์/เล่ม๒/หน้า ๑๖๒

๑๙- อัล-ยะกูบีย์/ตารีคุล-ยะกูบีย์/เล่ม๒/หน้า ๑๖๒ พิมพ์ที่กรุงเบรุต

๒๐- มุฮัมมัด ตะกีย์ อัล-หะกีม/อุศูลุล-อะมานะฮฺ ลิลฟิกฮฺ อัล-มุกอริน/หน้า ๔๓๙

๒๑- อัล-อามิดีย์/อัล-อะหฺกาม ฟี อุศูล-ลิล-อะหฺกาม/เล่ม๒/หน้า ๑๕๕

๒๒- อ้างแล้ว

๒๓- อัต-ติรมิซีย์/อัล-ญามิอุศ-ศ่อฮีฮฺ/เล่ม๕/หน้า๖๒๒/อิบนุ อัล-อะษีร/ญามิอุล-อุศูล/เล่ม๑/หน้า

๑๗๘

๒๔- อัล-มัจลิซีย์/บิหารุล-อันวาร/เล่ม๒/หน้า ๑๗๕

๒๕- อัลลามะฮฺ อัล-มัจลิซีย์/บิหารุล-อันวาร/เล่ม๒/หน้า ๑๗๓

๒๖- อัด-ดิรอยะฮ์/หน้า ๖

๒๗- อัฏ-ฏ็อบรีย์/อัล-อิหฺติญาจ/เล่ม๒/หน้า ๒๔๖/และ อะหฺมัด บิน

 ฮัมบัล

๒๘- อัซ-วะยูฏีย์/ตัดรีบุร-รอวีย์ ฟี ชะเราะฮฺ ตักรีบ นะวาวีย์/เล่ม๑/

หน้า ๓๐

๒๙- อัล-บะฮฺบูดีย์/ศ่อฮีฮุล กาฟีย์/เล่ม ๑/บทนำ

๓๐- อะลามุล-มุวักกิอีน/เล่ม๒/หน้า ๒๒๓


๓๑- มีซานุล-อิติดาล/เล่ม ๑/หน้า ๔๑๒-๔๑๓

๓๒- อัต-ติรมิซีย์/สุนัน อัต-ติรมิซีย์/เล่ม ๕/หน้า ๔๓

๓๓- อัร-รอซีย์ อัล-ญะเราะฮฺวัต-ตะดีล/เล่ม ๑/หน้า ๔๕๓

๓๔- อัล-อิสก็อลลานีย์/อัต-ตะฮฺซีบ/เล่ม ๑/หน้า ๔๑๙

๓๕- อัต-ตะฮฺซีบ/เล่ม ๖/หน้า ๒๑๖

๓๖- ญะลาลุดดีน อัซ-ซะยูฏีย์/ตัดรีบุร-รอวีย์ ฟี ชะเราะฮฺ

 ตักรีบอัน-นะวารีย์/เล่ม ๒

๓๗- เล่มเดิม ที่เดียวกัน

๓๘- เล่มเดิม/หน้า ๖๒-๖๓

๓๙- ๔๐-๔๑-เล่มเดิม

๔๒- อัล-มัจลิซีย์/บิหารุล-อันวาร/เล่ม ๒๓/หน้า ๑๕๔

๔๓- อัล-บุคอรี/ศ่อฮีฮุล-บุคอรี/เล่ม ๑/หน้า ๒๙/กิตาบุล-อิลม์/

พิมพ์โดย สำนักพิมพ์อิหฺยาอุต-ตุรอษิล-อะเราะบีย์/กรุงเบรุต

๔๔- มุสนัด อะหฺมัด บิน ฮัมบัล/เล่ม ๓/หน้า ๑๒/พิมพ์โดย

 ดารุศ-ศอดิร กรุงเบรุต

๔๕-ญะลาลุดดีน อัซ-ซะยูฏีย์/ตัดรีบุร-รอวีย์/หน้า ๖๓

๔๖- ญะลาลุดดีน อัซ-ซะยูฏีย์/ตัดรีบุร-รอวีย์/หน้า ๖๒

๔๗- ฟัตหุล-บารีย์ ศ่อฮีฮฺ บุคอรี หมวดว่าด้วย กิตาบุล-อิลม์/หน้า ๒๑๘

๔๘-อัซ-วะฮะบีย์/ตัซกิเราะตุล-หุฟฟาซ เรื่องอะบูบักร์/เล่ม ๑/หน้า ๒-๓

๔๙- เล่ม ๕/หน้า ๑๔๐ เรื่องอัล-กอซิม บิน มุฮัมมัด บิน อะบูบักร์


๕๐- มุนตะค็อบ กันซุล-อุมมาล ภาคผนวก มุสนัดอะหฺมัด เล่ม ๔/

หน้า ๖๔

๕๑- มุรตะฎอ อัล-อัสกะรีย์/มุอาละมุล-มัดเราะสะตัยน์/เล่ม ๒/หน้า ๔๘

๕๒- อิบนุมันซุร/ลิซานุล-อะร็อบ

๕๓- อัล-ฟะกีฮุล-ลัฆวีย์/ฟัครุดดีน อัฏ-ฏอริฮีย์/มัจมุอุล-บะรัยน์/

กิตาบุล-อัยน์/หมวดอักษรบาอ์

๕๔- ศ่อฮีฮฺมุสลิม เล่ม ๖ เรื่องการนมาซญุมอะฮฺ

๕๕- อัล-กุลัยนีย์ อุศูลุล-มินัลกาฟีย์/เล่ม ๑/หน้า๕๔

๕๖- ๕๗ เล่มเดิม

๕๘- เล่มเดิม หน้า ๕๗

๕๙- อัล-กุลัยนีย์ อุศูลุล-มินัล-กาฟีย์/เล่ม ๑/หน้า ๕๘

๖๐- อัล-หุร-รุล-อามิลีย์/อัล-วะซาอิล/เล่ม ๑๖/หน้า ๑๕๔/

พิมพ์โดยสถาบัน อาลิล-บัยตฺ เมืองกุม

สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน

๖๑-๖๒-๖๓-อัล-มุฮักกิก อัล-ฮิลลีย์/มะอาริญุล-อุศูล/หน้า ๑๐๙

๖๔- ชะฮีด ษานีย์ ซัยนุดดีน อัล-อามิลีย์/หนังสืออัด-ดิรอยะฮฺ หน้า ๖๕

๖๕- อัด-ดิรอยะฮฺ/หน้า ๑๘

๖๖- ชะฮาดะฮฺ หมายถึง การได้มองเห็นอย่างชัดเจน,

 การยืนยันเหมือนกับได้มองเห็น ในที่นี้หมายถึง การยืนยันว่าบทรายงานใด มีความน่าเชื่อถือด้วยวิธีการที่สามารถทำให้เกิดความรู้สึกเหมือนได้เข้าไปสัมผัสเอง


๖๗-อัด-ดิรอยะฮฺ /หน้า ๑๘

๖๘- เล่มเดิม /หน้า ๑๙

๖๙- เล่มเดิม /หน้า ๒๐

๗๐- เล่มเดิม /หน้า ๒๐

๗๑- เล่มเดิม /หน้า ๒๑

๗๒- เล่มเดิม

๗๓- เล่ม ๗/หน้า ๑๐-๑๑

๗๔- มะหฺยุดดีน อัล-ฆอรีฟีย์/กอวาอิดุล-ฮะดีษ/หน้า ๑๗๖

๗๕- มุจมุอุร-ริญาล/เล่ม ๗/หน้า ๑๖๓

๗๖- เล่ม ๖/หน้า ๒๙/เล่มเดียวกัน

๗๗- ซัยยิด มุฮัมมัด ตะกีย์ อัล-หะกีม/อุศูลุล-อามมะฮฺ ลิล ฟิกฮิล-มุกอร็น/หน้า ๑๙๔

๗๘- ซัยยิด มุฮัมมัด ตะกีย์ อัล-หะกีม/อุศูลุล-อามมะฮฺลิล ฟิกฮิล-มุกอริน/หน้า ๑๙๖

๗๙- ดุรูซุ ฟี อิลมิล-อุศูล/เล่ม ๒/หน้า ๑๗๐

๘๐- ผู้เคร่งครัดในบทบัญญัติทางศาสนา และมีความรอบรู้ในด้านบทบัญญัติ

๘๑- ดุรูซ ฟี อิลมิล อุศูล/เล่ม ๒/หน้า ๑๗๖

๘๒- ดุรูซ ฟี อิลมิล อุศูล/เล่ม ๒/หน้า ๑๗๗

๘๓- อัล-อุศูลุล-อามมะฮฺ ลิล ฟิกฮิล มุกอร็น/หน้า ๒๐๑

๘๔- ชะฮีด อัศ-ศ็อดรฺ/ดุรูซ ฟี อิลมิล-อุศูล/เล่ม ๒/หน้า ๑๗๗


๘๕- เล่มเดิม

๘๖- มุฮัมมัด ตะกีย์ อัล-หะกีม/อุศูล-อามมะฮฺ ลิล ฟิกฮิล-มุกอร็น/

หน้า ๒๐๕

๘๗- เล่มเดิม /หน้า ๒๒๑

๘๘- อัต-ตะวาตุร มีความหมายในทางภาษาว่า การกระทำตามในสิ่งใดๆ ด้วยกัน

๘๙- อัล-มุฮักกิก ฮิลลีย์/มะอาริญุล-อุศูล/หน้า ๑๔๐

๙๐- ชะฮีด ศ็อดรฺ/ดุรูซ ฟี อิลมิลอุศูล/เล่ม ๒/หน้า ๑๘๗

๙๑- ซัยนุดดีน อัลอามิลีย์/อัด-ดิรอยะฮฺ ฟี อิลมิมุศฏอลาฮิล-ฮะดีษ/

หน้า ๑๑๓

๙๒-นักปราชญ์บางท่านให้ความเห็นว่า สามารถนำบทรายงานที่มีความหมายขัดแย้งกันมาผนวกให้เข้ากันได้ ถึงแม้ว่าสารบบการรายงานของบทหนึ่งจะมีมาตรฐานเหนือกว่าอีกบทหนึ่งก็ตาม

๙๓- อัซ-ซะยูฏีย์/ตัดรีบุร-รอวีย์/เล่ม ๑/หน้า ๙๖

๙๔- เล่มเดิม/หน้า ๕๐

๙๕- ชะฮีด ษานีย์/อัดดิรอยะฮฺ/หน้า ๑๕

๙๖- อัล-ฮุรรุล-อามิลีย์ / วะซาอิลุช-ชีอะฮฺ / เล่ม๓ / หมวดว่าด้วยหนี้สินกับการกู้ยืมบทที่ ๑๒

๙๗- อับดุล-ฮาดีย์ อัล-ฟัฎลีย์/มุบาดิอุล-อุศูลุล-ฟิกฮ์/หน้า ๓๑

๙๘- เล่มเดิม

๙๙- อัล-มุอัจญัม อัล-วะซีฏ/เล่ม ๑


๑๐๐- ชะฮีด อัศ-ศ็อดร์/ดุรูซ ฟี อิลมิ อุศูล/เล่ม ๒/หน้า ๔๔๙

๑๐๑- มุฮัมมัด ญะวาด มุฆนียะฮฺ/อิลม์ อุศูล-ฟิกฮ์ ฟีเษาบิฮิล-ญะดีด/

หน้า ๔๓๑

๑๐๒- ชะเราะฮฺ มะอาละมุด-ดีน/เชค มุศฏอฟา อัล-อิติมาดีย์/หน้า ๓๒๒

๑๐๓- อัต-ติรมิซีย์/ตัฟซีรซูเราะฮฺ

๑๐๔- อัล-ฮุรรุล-อามิลีย์/วะซาอิลุช-ชีอะฮฺ/บทที่ ๗/หมวดว่าด้วยดอกเบี้ย

....บรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ (อ)

ตลอดทั้งคนในยุคตาบิอีน บรรดานักปราชญ์อิสลาม

ต่างได้บันทึกฮะดีษด้วยกันทั้งนั้น

เพราะหากไม่มีใครบันทึกกันแล้ว

แน่นอนการศึกษาซุนนะฮฺก็จะไม่อาจเป็นไปได้

มนุษยชาติจะได้รับความขาดทุนอันใหญ่หลวง

เพราะหมดโอกาสได้รับมรดกทางความคิด

ที่มีมาในหน้าประวัติศาสตร์......


สารบัญ

วิชาฮะดีษขั้นพื้นฐาน. ๑

ซุนนะฮฺนบี. ๕

คำว่า “ซุนนะฮฺ” ในแง่ของวิชาการศาสนา ๗

ซุนนะฮฺประเภทต่างๆ. ๑๐

๑ – วจนะของท่านศาสดา ๑๓

๒ – การกระทำของท่านศาสดา (ศ) ๑๔

คำอธิบายว่าด้วยการกระทำของท่านนบี(ศ) ๑๕

ถ้อยคำและลักษณะต่างๆ ที่แสดงเหตุผล. ๒๐

ซุนนะฮฺกับหลักความคิดและบทบัญญัติ. ๒๔

ซุนนะฮฺของสาวก (ศ่อฮาบะฮฺ) ๓๔

ซุนนะฮฺของอะฮฺลุลบัยตฺ(อ) ๔๒

ฮะดีษปลอม. ๔๗

บทเรียนต่างๆ จากฮะดีษปลอม. ๕๑

การบันทึกฮะดีษ. ๕๔

ซุนนะฮฺกับ อัล-กุรฺอาน. ๖๖

หลักวิชาฮะดีษ. ๗๔

คุณสมบัตินักรายงานที่ถูกยอมรับ. ๘๒

การชี้จุดบกพร่องกับการยืนยันในความเที่ยงธรรม. ๘๔

สื่อต่างๆ ในการนำเสนอรายงาน. ๙๐

วิธีจำแนกชื่อ นักรายงานที่ตรงกัน. ๙๕

วิธีจำแนกนักรายงานที่มีชื่อซ้ำกัน. ๙๙

สื่อนำสู่ซุนนะฮฺ. ๑๐๐

ความสัมพันธ์ระหว่างหลักอิจมาอ์. ๑๐๖

กับวิถีดำเนินชิวิตของผู้เคร่งครัดในหลักศาสนา ๑๐๖

การแยกประเภทฮะดีษ. ๑๑๒

ฮะดีษที่มีนักรายงานคนเดียว (อัล-อาฮาด) ๑๒๓

ฮะดีษกับสารบบการรายงาน. ๑๒๗

ฮะดีษมุรซัลประเภทต่างๆ. ๑๓๒

ความขัดแย้งกับวิธีการแก้. ๑๓๕

มาตรฐานเหนือกว่าประเภทต่างๆ. ๑๔๑

การแก้ปัญหาบทรายงานฮะดีษที่ขัดแย้งกัน. ๑๔๖

ความหมายในลักษณะทั่วไป. ๑๔๗

เชิงอรรถ/หนังสืออ้างอิง ๑๕๐