บทเรียนเทววิทยาอิสลาม
การจัดกลุ่ม ห้องสมุดหลักศรัทธา
นักเขียน ดร.มุฮัมมัด ซะอีดีย์ เมฮร์
ภาษาของหนังสือ تایلندی
ปีที่พิมพ์ 1404

บทเรียนเทววิทยาอิสลาม

เรื่องการรู้จักพระเจ้า

เขียนโดย ดร.มุฮัมมัด ซะอีดีย์เมฮ์ร์


คำนำ

     ส่วนมากของผู้ที่เคร่งครัดในศาสนาทั้งหลายและเช่นเดียวกันกับผู้ที่เคร่งครัดในศาสนาอิสลาม หมายถึง ชาวมุสลิมทั้งหลายก็มีความเชื่อเช่นกันว่า พระผู้เป็นเจ้าคือผู้ที่ได้ประทานศาสนาลงมาเพื่อชี้นำมวลมนุษยชาติ อีกทั้งยังได้นำคำสั่งสอนต่างๆของพระองค์ผ่านยังวะฮ์ยู

 (คำวิวรณ์) จากพระองค์โดยผ่านบรรดาศาสดาทั้งหลาย ซึ่งพวกเขาคือ

 ผู้เผยเเพร่สารของพระผู้เป็นเจ้าเพื่อทำการสั่งสอนให้กับมนุษย์ในการปฏิบัติต่อหลักการปฏิบัติศาสนกิจ เพราะฉะนั้นคำสั่งสอนของศาสนาอิสลามจึงถูกแบ่งออกเป็น ๓ ประเภท ด้วยกัน ดังต่อไปนี้

 ๑.คำสั่งสอนทางด้านหลักศรัทธา (อะกีดะฮ์)

  ๒.คำสั่งสอนทางด้านหลักศีลธรรม และจริยธรรม (อัคลาก)

  ๓.คำสั่งสอนทางด้านหลักปฏิบัติ (อะฮฺกามหรือ ชะรีอะฮฺ)

     ในอีกมุมมองหนึ่ง ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ความสมบูรณ์ของศาสนาขึ้นอยู่กับการรู้จักศาสนา และความเคร่งครัดต่อศาสนานั้น ก็ขึ้นอยู่กับการรู้จักในศาสนาด้วยเช่นเดียวกัน และการไม่เข้าใจในคำสอนของศาสนาก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มนุษย์ต้องออกห่างจากศาสนา ดังนั้น การรู้จักอย่างถูกต้องในคำสั่งสอนของศาสนาทั้งในด้านทฤษฎีและด้านปฏิบัติ คือ บ่อเกิดแห่งการรู้จักต่อศาสนา อีกทั้งยังเป็นการเตรียมตัวเพื่อเป็นผู้ศรัทธาที่แท้จริง


    ด้วยเหตุนี้ หน้าที่อันสำคัญอันหนึ่งของมนุษย์ หลังจากที่เขามีความเชื่อในการเป็นศาสนทูตของท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) และเชื่อว่าคำสั่งสอนของท่านนั้นมีความถูกต้อง คือ การรู้จักและเข้าใจอย่างละเอียดในคำสั่งสอนของศาสนา และในเป้าหมายของศาสนา และการรู้จักอย่างถูกต้องในศาสนานั้น ทำให้เขาไปสู่ความสมบูรณ์ และความผาสุกในการดำเนินชีวิตของเขา ซึ่งจะเห็นได้ว่า ในประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้อย่างชัดเจนว่า  บรรดามุสลิมทั้งหลายนั้นได้ให้ความสำคัญต่อการรู้จักในคำสั่งสอนของศาสนาอิสลามเป็นอย่างมาก จนกระทั่งวิชาการและศาสตร์ต่างๆได้เกิดขึ้นมากมายในโลกแห่งอิสลาม และศาสตร์เหล่านั้นได้แยกออกเป็นสาขาต่างๆมากมาย ด้วยเช่นกัน ดังนั้น บรรดานักปราชญ์และนักวิชาการในสาขาวิชาการต่างๆเหล่านั้น ได้ให้ทัศนะเกี่ยวกับศาสนาไปตามความรู้และทัศนะความคิดที่ได้ศึกษามาจากศาสตร์เหล่านั้น ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นสาเหตุให้ศาสตร์วิชาการแขนงหนึ่งในศาสนาอิสลามได้ถือกำเนิดเกิดขึ้น

 นั่นก็คือ วิชาอิลมุลกะลาม (วิชาเทววิทยาอิสลาม) ที่มาและแหล่งกำเนิดของวิชาการแขนงนี้ เริ่มต้นมาจาก การถือกำเนิดมาพร้อมกับและการมาของศาสนาอิสลาม เนื่องด้วยกับการเกิดปัญหาและคำถามมากมายที่เกี่ยวกับหลักศรัทธา เพราะฉะนั้น  วิชาอิลมุลกะลาม

(วิชาเทววิทยาอิสลาม) จึงมีหน้าที่ในการตอบปัญหาและคำถามและข้อสงสัยที่เกี่ยวกับหลักศรัทธา


     คำนิยามของอิลมุลกะลาม (วิชาเทววิทยาอิสลาม)

     การให้คำนิยามของอิลมุลกะลาม (วิชาเทววิทยาอิสลาม) มีหลายคำนิยามด้วยกัน และคำนิยามที่เป็นที่รู้จักในเทววิทยาอิสลาม ก็คือ

  อิลมุลกะลาม (วิชาเทววิทยาอิสลาม) คือ

 “วิชาที่ว่าด้วย การวิเคราะห์, การอรรถาธิบาย,   การเรียบเรียง,

  การพิสูจน์ด้วยเหตุและผลในหลักศรัทธาของอิสลาม อีกทั้งยังมีหน้าที่ในการตอบปัญหาและข้อสงสัยที่เกี่ยวกับหลักศรัทธา”

    คำอธิบาย

    และจากการให้คำนิยามข้างต้นนี้ บ่งบอกถึง หน้าที่ต่างๆอันสำคัญยิ่งของอิลมุลกะลาม (วิชาเทววิทยาอิสลาม) ซึ่งมีดังนี้

  ๑.การวิเคราะห์ หมายถึง การนำเอาพระมหาคัมภีร์อัล กุรอาน และฮะดีษ (วจนะของท่านศาสดามุฮัมมัดและบรรดาอะฮฺลุลบัยต์ ผู้บริสุทธิ์ทั้งหลาย) ถือว่า เป็นสองหลักการที่สำคัญได้นำมาใช้ในการวิเคราะห์เกี่ยวกับหลักศรัทธา และยังถือว่าเป็น หน้าที่อันดับแรกของนักมุตะกัลลิม

 (หมายถึง นักเทววิทยา) ส่วนภารกิจที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของนักเทววิทยา คือ การนำเอาคำสั่งสอนของศาสนามาวิเคราะห์ด้วยกับเหตุและผล ดังนั้น หน้าที่ของนักมุตะกัลลิม จึงมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องของหลักศรัทธาในภาคทฤษฎี  หรือที่เรียกกันว่า อุศูลุดดีน (รากฐานของศาสนา) ซึ่งตรงกันข้ามกับ หลักปฏิบัติศาสนกิจ(อะฮ์กาม)


  ๒.การอรรถาธิบาย หมายถึง หน้าที่ลำดับต่อไปของอิลมุลกะลาม

 (เทววิทยาอิสลาม) หลังจากที่ได้วิเคราะห์ในหลักศรัทธาของศาสนาอิสลามเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  นักมุตะกัลลิม ยังมีอีกหน้าที่หนึ่ง นั่นก็คือ

 การอรรถาธิบายหลักศรัทธาของศาสนา โดยต้องใช้คำอธิบายที่ชัดเจน และเข้าใจง่าย เพื่อขจัดความคลุมเคลือและการโต้แย้งต่างๆ ที่จะเกิดจากการวิเคราะห์ในหลักศรัทธา โดยการนำเอาหลักฐานอันชัดแจ้งจากอัลกุรอาน ,ฮะดีษ(วจนะ),ศัพท์ทางวิชาการ และหลักการต่างๆในศาสตร์อื่นๆ มาใช้ประกอบในการอรรถาธิบายด้วยเช่นเดียวกัน ส่วนวิธีการที่นักมุตะกัลลิมนำมาใช้ในการอรรถาธิบายนั้น  เป็นวิธีการที่เฉพาะเจาะจงกับวิชาเทววิทยาเท่านั้น

  ๓.การเรียบเรียง หมายถึง หลังจากที่ได้อรรถาธิบายหลักศรัทธาเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หน้าที่อันดับต่อไปของนักมุตะกัลลิม ก็คือ การเรียบเรียงหลักศรัทธาให้มีความสัมพันธ์ต่อกันและกัน โดยในความเป็นจริง

 อัลกุรอาน ซึ่งเป็นหลักฐานที่สำคัญมิได้เรียบเรียงหลักศรัทธาไว้

 ด้วยเหตุนี้เอง นักมุตะกัลลิมจึงเพ่งเล็งเห็นว่า มีความจำเป็นที่จะต้องเรียบเรียงหลักศรัทธาขึ้นมาให้เป็นระเบียบและง่ายต่อการเข้าใจ

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ได้ว่า เป้าหมายหลักของ เทววิทยาอิสลาม คือ

การทำให้หลักศรัทธานั้น ถูกจัดให้เป็นระบบระเบียบ เพราะว่า จะทำให้ความสามารถแยกแยะในประเด็นต่างๆที่สำคัญออกจากกันได้

อีกทั้งยังสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเด็นต่างๆเหล่านั้นได้อีกด้วย


  ๔.การพิสูจน์ด้วยเหตุและผล หมายถึง หลังจากที่นักเทววิทยา ได้อรรถาธิบายและเรียบเรียงในหลักศรัทธาแล้ว อีกหน้าที่ๆสำคัญเป็นอย่างมาก นั่นก็คือ การตรวจสอบในประพจน์หรือประโยคต่างๆที่ใช้ในการพิสูจน์หลักศรัทธา และการเข้าใจในประโยคเหล่านั้น จำเป็นที่จะต้องใช้เหตุและผลมาพิสูจน์ยืนยัน โดยนักเทววิทยานั้นจะต้องใช้เหตุผลที่น่าเชื่อถือได้ในการพิสูจน์หลักศรัทธาเท่านั้น

  ๕.การตอบปัญหาและข้อสงสัย หมายถึง หน้าที่อันดับสุดท้ายของ

นักเทววิทยา ก็คือ การใช้วิธีการที่ถูกต้องและเหมาะสมที่สุดในการตอบปัญหาและข้อสงสัยต่างๆเกี่ยวกับหลักศรัทธาของอิสลาม


     วิธีการศึกษาในอิลมุลกะลาม (วิชาเทววิทยาอิสลาม)

    ในปัจจุบันนี้ มีหลายวิธีการที่ใช้ในศึกษา และค้นคว้าในศาสตร์และวิชาการแขนงต่างๆ  เพราะฉะนั้น  วิธีการที่ใช้ในการศึกษา และค้นคว้าในวิชาการ ที่เป็นที่รู้จักกัน มีด้วยกัน ๓ วิธีการ ดังนี้

  ๑.วิธีการใช้เหตุผลทางสติปัญญา และทัศนะ(อักลีย์)

  ๒.วิธีการใช้เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ และการทดลอง (ตัจรุบีย์)

  ๓.วิธีการอ้างอิงจากตำรา และการจดบันทึก (นักลีย์) เช่น

การบันทึกทางประวัติศาสตร์ และจากหนังสืออ้างอิง

  ดังนั้น วิธีการที่สามารถใช้ศึกษาค้นคว้าในอิลมุลกะลาม

 (วิชาเทววิทยาอิสลาม)  จึงมีด้วยกัน  ๒ วิธีการ ดังนี้

  ๑.วิธีการใช้เหตุผลทางสติปัญญา (อักลีย์)

  ๒.วิธีการอ้างอิงจากตำราและการจดบันทึก (นักลีย์)

  วิธีการอักลีย์ หมายถึง การค้นคว้าโดยอาศัยหลักที่ว่าด้วยเหตุและผลจากการใช้กฏต่างๆของตรรกศาสตร์และปรัชญา

 ส่วนประเภทของเหตุและผลที่รู้จักกันทั่วไป กล่าวคือ

 การให้เหตุผลโดยอาศัยแนวเปรียบเทียบในการพิสูจน์

  ส่วนวิธีการนักลีย์ หมายถึง การใช้หลักการที่อ้างอิงจากตำราและการบันทึก ซึ่งถือว่าเป็นพื้นฐานของการพิสูจน์ โดยการใช้พระมหาคัมภีร์อัล กุรอานเป็นบรรทัดฐานในการพิสูจน์ และถือว่า เป็นหลักฐานที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งในอิสลาม และบรรดานักเทววิทยาได้ใช้สองวิธีการนี้ในการศึกษาและค้นคว้าในอิลมุลกะลาม (วิชาเทววิทยาอิสลาม)  และใช้ในการค้นคว้าในประเด็นต่างๆของ เทววิทยา ได้อีกด้วย


ประเด็นต่างๆในกะลาม(เทววิทยา) ถูกแบ่งออกเป็น ๓ ประเด็นหลัก ด้วยกัน ดังนี้

  ๑. บางประเด็นสามารถใช้ทั้งสองวิธีการนี้ได้ คือ ทั้งวิธีการอักลีย์ และนักลีย์ พร้อมกัน เช่น ประเด็นที่เกี่ยวกับการอธิบายคุณลักษณะของพระผู้เป็นเจ้า นอกเหนือจากประเด็นที่เกี่ยวกับคุณลักษณะการมีความซื่อสัตย์ของพระองค์

  ๒.บางประเด็นสามารถใช้เพียงวิธีการเดียว นั่นคือ วิธีการอักลีย์ เท่านั้น เช่น ประเด็นที่เกี่ยวกับการพิสูจน์การมีอยู่จริงของพระผู้เป็นเจ้า และประเด็นที่ใช้ในการพิสูจน์ความเป็นศาสนทูตของท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ)

  ๓.บางประเด็นที่ใช้วิธีการนักลีย์ได้เพียงอย่างเดียว ซึ่งจะไม่สามารถใช้วิธีการอักลีย์ได้เลย นั่นก็คือ ประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวกับสภาพของมนุษย์หลังความตาย และประเด็นที่เกี่ยวกับโลกหน้า เพราะสติปัญญาของมนุษย์นั้นมิสามารถพิสูจน์ในประเด็นเหล่านี้ได้ จึงต้องใช้เพียงคำสอนจาก

พระมหาคัมภีร์อัล กุรอาน และวจนะ เท่านั้น


     สาเหตุที่เรียกวิชาเทววิทยาอิสลามว่า อิลมุลกะลาม

     มีคำถามได้ถามขึ้นว่า ด้วยสาเหตุใดจึงเรียกวิชาเทววิทยาอิสลามว่า

อิลมุลกะลาม?

   ในความเป็นจริงก็คือ คำตอบของคำถามนี้ ไม่สามารถตอบได้อย่างชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น เหตุผลหนึ่งของการเรียกชื่อนี้ ก็คือ  ประเด็นหนึ่งที่เกิดความขัดแย้งกันระหว่างสำนักคิดทั้งหลายของอิสลามเกี่ยวกับคุณลักษณะประการหนึ่งของพระผู้เป็นเจ้า นั่นก็คือ กะลาม (คำพูด)  ของพระองค์ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่มีมาดั้งเดิมหรือว่าเพิ่งเกิดขึ้นใหม่  จึงนำเอาประเด็นนี้เป็นสาเหตุในการเรียกชื่อวิชาการนี้ว่า อิลมุลกะลาม  และอีกเหตุผลหนึ่งที่เรียกวิชาการนี้ว่า อิลมุลกะลาม ก็คือ

บรรดานักเทววิทยาอิสลาม มีความสามารถในการพูด  และการอธิบายในประเด็นต่างๆที่เกี่ยวกับหลักศรัทธา จึงเรียก วิชาการนี้ว่า อิลมุลกะลาม ซึ่งหมายถึง คำพูด และยังมีเหตุผลอื่นอีกมากมาย ซึ่งไม่สามารถกล่าวได้ว่าเหตุผลต่างเหล่านั้น ถูกต้องทั้งหมดทั้งสิ้น


     ขอบเขตของเทววิทยาอิสลาม

     จากที่ได้ให้คำนิยามของเทววิทยาอิสลามผ่านไปแล้ว จะเห็นได้ว่า วิชาการนี้มีความกว้างเป็นอย่างมาก โดยที่ไม่สามารถที่จะกำหนดขอบเขตของวิชาการนี้ได้อย่างชัดเจน ดังนั้น บางทีสามารถแบ่งประเด็นที่สำคัญของเทววิทยาอิสลามได้ ๓ ประเด็น ด้วยกัน ดังนี้

   ๑.การรู้จักพระเจ้า (เตาฮีด)

   ๒.การรู้จักผู้ชี้นำมนุษยชาติ (สภาวะเป็นศาสดาและสภาวะการเป็นผู้นำของบรรดาวงศ์วานของศาสดามุฮัมมัด) (นะบูวะฮ์และอิมามะฮ์)

   ๓.การรู้จักในวันแห่งการตัดสิน (มะอาด)

     ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ศาสนาอิสลามได้อธิบายประเด็นที่เกี่ยวกับมนุษย์กับโลกไว้อย่างมากมาย และวิธีการโดยทั่วไปของนักเทววิทยาอิสลามในการอธิบายนั้น มิได้นำเอาประเด็นที่เกี่ยวกับการรู้จักมนุษย์มาป็นประเด็นหลักเพราะว่า ประเด็นหลักของเทววิทยาอิสลามได้รวมประเด็นที่มีความสัมพันธ์กับมนุษย์และโลกไว้แล้ว เช่นในประเด็นเรื่อง ฟิฏรัต (สัญชาตญาณดั้งเดิมของมนุษย์) ,   เรื่องเตาฮีด อัฟอาลี (ความเป็นเอกะของพระผู้เป็นเจ้าในกริยา การกระทำ) ,  ความต้องการของมนุษย์ไปยังศาสนา และศาสนทูต  และวิธีการเกิดขึ้นของมะอาด (วันแห่งการย้อนกลับของมนุษย์ยังพระผู้เป็นเจ้า) และประเด็นอื่นๆ ซึ่งถือว่า เป็นประเด็นที่สำคัญในเทววิทยาทั้งสิ้น  ดังนั้น การทำความเข้าใจอย่างสมบูรณ์แบบในอิลมุลกะลาม(เทววิทยาอิสลาม)


 นอกเหนือจากการเข้าใจในประเด็นหลักที่สำคัญแล้ว ก็จำเป็นที่จะต้องศึกษาในประวัติการถือกำเนิดของอิลมุลกะลาม (เทววิทยาอิสลาม),การศึกษาและค้นคว้าในทัศนะต่างๆของสำนักคิดทั้งหลายของอิสลาม การวิเคราะห์และวิจัยความสัมพันธ์ของอิลมุลกะลาม (เทววิทยาอิสลาม) กับวิชาการอื่นๆ เช่น วิชาการอรรถาธิบายอัลกุรอาน

วิชาปรัชญา วิชาอิรฟาน (รหัสยวิทยา) และวิชาการอื่นๆ  ซึ่งจะขอเริ่มต้นการอธิบาย ในประเด็นที่เกี่ยวกับ การรู้จักพระเจ้า เป็นอันดับแรกก่อน


 

ภาคที่หนึ่ง

การรู้จักพระเจ้า

 


 บทที่ ๑ การรู้จักพระเจ้า

   เนื้อหาทั่วไป

   ในช่วงต้นได้กล่าวแล้วถึงประเด็นหลักที่สำคัญในสาขาวิชาเทววิทยาอิสลาม ซึ่งมีด้วยกัน ๓ ประเด็น ดังนี้

 ๑.ความเชื่อในเรื่องของหลักเตาฮีดหรือความเป็นเอกะของพระผู้เป็นเจ้า

 ๒.ความเชื่อในเรื่องของนบูวัตหรือความเป็นศาสดา

 ๓.ความเชื่อในเรื่องของมะอาดหรือวันแห่งการตัดสิน

    ประเด็นแรกที่จะกล่าวถึง คือ ความเชื่อในความเป็นเอกะของพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้  


      

   ความสำคัญของการรู้จักพระเจ้า

  เรื่องความเชื่อในพระเจ้า มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่อาจจะปฏิเสธได้ และจะพบได้ว่าในหน้าประวัติศาสตร์ได้มีการบันทึกไว้อย่างชัดเจนถึง ความเชื่อของมนุษย์ที่มีต่อพระเจ้ามาอย่างยาวนาน  และถือว่าเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจ ซึ่งส่งผลอย่างมากในการดำเนินชีวิตของเขา และด้วยเหตุนี้ หน้าที่หลักของมนุษย์ คือ การรู้จักพระเจ้า และมีความเชื่อต่อพระองค์ ดังนั้น จะเห็นถึงความแตกต่างระหว่าง มนุษย์ที่มีความเชื่อในพระเจ้า กับมนุษย์ที่ไม่มีความเชื่อในพระองค์ และระหว่างมนุษย์สองคนที่มีความเชื่อในพระเจ้าเหมือนกัน ก็มีความแตกต่าง เช่นกัน เพราะว่ามนุษย์คนหนึ่ง มีความเชื่อที่แตกต่างไปจากอีกคนในเรื่องของการจินตนาการหรือการสร้างมโนภาพของพระเจ้า ซึ่งเกิดขึ้นตามแนวความคิดของเขา ดังนั้น จะเห็นได้ว่า การมีความเชื่อในพระเจ้าและคุณลักษณะ (ซิฟัต) ของพระองค์ จึงมีผลต่อการดำเนินชีวิต และการปฏิบัติของมนุษย์ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ การมีความศรัทธาในพระเจ้า ทำให้ชีวิตของมนุษย์นั้นมีคุณค่า และการใช้ชีวิตของเขานั้นมีความหมายมากยิ่งขึ้น  


 

  ความจำเป็นในการรู้จักพระเจ้า

  การรู้จักพระเจ้า เป็นหนึ่งในความเชื่อของมนุษย์ที่มีมาแต่เดิมตามสัญชาตญาณดั้งเดิมของเขา ซึ่งความเชื่อนี้อยู่ควบคู่มาตั้งแต่กับการถือกำเนิดของมนุษย์ ดังนั้น การรู้จักสัญชาตญาณดั้งเดิม เป็นการรู้จักสภาพเบื้องต้นและเป็นขั้นตอนแรกในการรู้จักพระองค์ ซึ่งจะเห็นได้ว่า การรู้จักพระเจ้าในลักษณะเช่นนี้ไม่ถือว่าเป็นการรู้จักพระเจ้าที่สมบูรณ์แบบ แต่เป็นอีกวิธีการหนึ่งในการรู้จักพระองค์

บรรดานักเทววิทยาอิสลาม ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการรู้จักพระเจ้า พวกเขาได้นำเอาเหตุผลต่างๆมากมายมาพิสูจน์ถึงการมีอยู่จริงของพระองค์ ซึ่งจะขอนำบทพิสูจน์ดังกล่าวมาเสนอ เพื่อเป็นตัวอย่าง ดังนี้

๑.การสกัดกั้นภยันตรายและผลเสียที่อาจจะเกิดขึ้นได้ สรุปก็คือ ในบทพิสูจน์นี้ บรรดานักเทววิทยาอิสลามได้กล่าวว่า พระผู้เป็นเจ้า ได้ส่งบรรดาศาสดามาในทุกประชาชาติเพื่อชี้นำและตักเตือนมวลมนุษยชาติ และเชิญชวนพวกเขาไปสู่การเคารพภักดีต่อพระองค์ และถ้าหากว่า พวกเขามิได้เชื่อฟังและปฏิบัติตามคำสั่งสอนของศาสดาทั้งหลาย จะพบกับภยันตรายและผลเสียที่จะได้รับ และหากว่าเขาไม่ศรัทธาในคำสั่งสอนของบรรดาศาสดา ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่า คำสอนของพวกเขานั้น มีความถูกต้องและตรงกับความเป็นจริงก็ได้


และในสภาพเช่นนี้ ความคิดที่เกิดขึ้นในสติปัญญาของเขาที่ว่า ถ้าหากว่าการเชิญชวนของบรรดาศาสดานั้นเป็นจริงและถูกต้อง ผลที่จะได้รับจากการไม่เชื่อฟังในคำสอนของพวกเขา คือ การได้รับการลงโทษจากพระผู้เป็นเจ้าอย่างแน่นอน และเขาจะได้รับภยันตรายจากการที่ไม่ได้ปฏิบัติตามคำสอนของบรรดาศาสดาเหล่านั้น  โดยกล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ สติปัญญาของมนุษย์เนั้นย้ำเตือนเสมอว่า ให้เขาหลีกเลี่ยงออกห่างจากภยันตรายและผลเสียที่อาจจะเกิดขึ้น และเมื่อมนุษย์คาดว่า การที่ไม่ปฏิบัติตามคำสอนของบรรดาศาสดา พวกเขาจะถูกลงโทษจากพระเจ้านั้นเช่นกัน ด้วยกับความจำเป็นนี้ จึงต้องหลีกเลี่ยงจากอันตรายที่คาดว่าจะเกิดขึ้น  และจำเป็นที่จะต้องทำการศึกษาเรื่องราวที่เกี่ยวกับพระเจ้า และคุณลักษณะของพระองค์ เพราะถ้าหากว่า พระเจ้ามีอยู่จริง นั่นก็หมายความว่า การเชิญชวนของบรรดาศาสดานั้น ก็เป็นสิ่งที่ถูกต้องด้วย และเพื่อที่จะหลีกเลี่ยงออกห่างจากอันตรายที่จะเกิดขึ้นนี้ มนุษย์จะต้องปฏิบัติตามคำสอนของบรรดาศาสดา นั่นเอง

๒.การสำนึกในบุญคุณต่อผู้ที่ประทานปัจจัยยังชีพ (ผู้มีบุญคุณ)

    ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ทุกๆคนต่าง ได้รับปัจจัยยังชีพอันมากมายมหาศาล ซึ่งพวกเขานั้นมิได้เป็นผู้ที่ประทานปัจจัยยังชีพให้แก่กันและกัน หรือนำพาปัจจัยยังชีพมาพร้อมกับการถือกำเนิดของพวกเขาเอง แต่ทว่าพระผู้เป็นเจ้า ผู้ทรงอำนาจ เป็นผู้ที่ประทานปัจจัยยังชีพเหล่านั้นให้แก่พวกเขา ในขณะที่สติปัญญาของมนุษย์กล่าวเสมอว่า จำเป็นที่จะต้องสำนึกในบุญคุณต่อผู้ที่มีบุญคุณต่อเขา และพระผู้เป็นเจ้า คือ ผู้ที่มีบุญคุณและเป็นผู้ที่ประทานปัจจัยยังชีพให้เขา ฉะนั้น เมื่อมนุษย์ต้องการที่จะตอบแทนบุญคุณต่อผู้มีบุญคุณ ก็จำเป็นต้องรู้จักผู้มีบุญคุณเสียก่อน ซึ่งผู้นั้น ก็คือ พระผู้เป็นเจ้านั่นเอง


 และพระองค์ คือ ผู้ที่ประทานปัจจัยยังชีพทั้งหลายและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆให้กับมนุษย์รวมถึงบรรดาสรรพสิ่งทั้งหลาย ดังนั้น การรู้จักพระเจ้า จึงเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นต่อมนุษย์เป็นอย่างยิ่ง และสติปัญญาได้กล่าวย้ำว่า มนุษย์จำเป็นที่จะต้องรู้จักผู้ที่ประทานปัจจัยยังชีพ นั่นก็คือ การรู้จักพระเจ้า 


   ระดับขั้นของการรู้จักพระเจ้า

   สิ่งสำคัญในการรู้จักพระเจ้าคือ เมื่อพูดถึง การรู้จักพระองค์ สามารถจะตีความได้หลายความหมาย  ซึ่ง ณ ที่นี้ จะแบ่งประเภทของระดับขั้นในการรู้จักพระเจ้า ได้ดังนี้

๑.การรู้จักอาตมันของพระเจ้า

บางครั้ง การรู้จักพระเจ้า หมายถึง การรู้จักอาตมันของพระองค์

มีคำถามได้ถามขึ้นว่า  การรู้จักพระเจ้าในสภาพเช่นนี้มีความเป็นไปได้หรือไม่? และมนุษย์จะรู้จักพระองค์ได้อย่างไร?

คำตอบ บรรดานักปรัชญาและนักเทววิทยาอิสลามได้มีความเห็นตรงกันว่า การรู้จักพระเจ้าในสภาพเช่นนี้นั้น เป็นไปไม่ได้ เพราะว่าพวกเขาได้ยกเหตุผลการใช้สติปัญญา , อัล กุรอาน และวจนะของศาสดา (ซ็อลฯ) ว่า การรู้จักอาตมันของพระองค์นั้น มิใช่ว่าเป็นไปไม่ได้สำหรับมนุษย์ ทว่าทุกสรรพสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาก็เช่นเดียวกัน ไม่มีความสามารถที่จะรู้จักถึงอาตมันที่แท้จริงของพระองค์ได้

เหตุผลทางสติปัญญา ก็คือ บรรดานักปรัชญาอิสลามได้กล่าวว่า แท้จริงอาตมันและตัวตนของพระเจ้านั้นไม่มีที่สิ้นสุด และมีความสมบูรณ์แบบที่สุด แต่ตัวตนของสิ่งที่ถูกสร้างอื่นๆตลอดจนมนุษย์นั้น มีขอบเขตจำกัดและมีที่สิ้นสุด

กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ การมีความรู้ หมายถึง การรู้จักสิ่งที่ต้องการที่จะรู้ซึ่งต้องมีผู้ที่ให้ความรู้ และสิ่งที่ถูกรับรู้  ดังนั้น สิ่งที่มีขอบเขตและมีที่สิ้นสุด เป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นผู้ให้ความรู้ในสิ่งที่ไม่มีขอบเขต ในขณะที่มนุษย์คือ สิ่งถูกสร้างของพระเจ้า ซึ่งมีขอบเขตและมีที่สิ้นสุด ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะรู้จักแก่นแท้แห่งอาตมันของพระองค์


๒.การรู้จักสถานะการมีอยู่ของพระเจ้า ซึ่งอีกระดับขั้นหนึ่งในการรู้จัก หมายถึง การรู้จักว่า พระเจ้ามีอยู่จริง  และการรู้จักในสภาพนี้ทำให้มนุษย์ผู้ศรัทธาออกห่างจากกลุ่มชนที่ปฏิเสธการมีอยู่ของพระเจ้าและกลุ่มชนที่สงสัยในการมีอยู่ของพระองค์ ซึ่งการรู้จักพระเจ้าจะนำเขาไปสู่ความเป็นผู้ศรัทธาอย่างแท้จริง ดังนั้น การรู้จักในสภาพนี้นั้น มีความเป็นไปได้สำหรับมนุษย์ และยังเป็นพื้นฐานสำคัญของการรู้จักในระดับขั้นอื่นๆของพระเจ้า อีกด้วย และในการอธิบายถึงพระเจ้าก็มีความแตกต่างระหว่างผู้ที่รู้จักพระองค์ แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่มีความเชื่อเหมือนกัน นั่นก็คือ การรู้จักพระองค์ในฐานะที่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สูงส่ง และประเสริฐที่สุด

๓.การรู้จักคุณลักษณะและการกระทำของพระเจ้า ซึ่งก็เป็นระดับขั้นหนึ่งในการรู้จักพระองค์ คือ หลังจากที่มนุษย์ยอมรับว่าพระเจ้ามีอยู่จริงแล้ว ก็จำเป็นที่จะต้องรู้จักในคุณลักษณะและการกระทำของพระองค์ และในระดับขั้นที่ผ่านมา ได้อธิบายถึงความแตกต่างของมนุษย์ผู้ศรัทธาและได้แยกพวกเขาออกจากบรรดาผู้ปฏิเสธ และผู้ที่สงสัยในการมีอยู่ของพระเจ้าไปแล้ว ซึ่งในระดับขั้นนี้ นักเทววิทยาอิสลามก็มีทัศนะต่างๆในการรู้จักถึงคุณลักษณะของพระองค์ที่แตกต่างกัน จนเป็นสาเหตุก่อให้เกิดสำนักคิดต่างๆ ในเทววิทยาอิสลาม ไม่ว่าเป็นสำนักคิดอัชอะรีย์,มุอฺตะซิละฮ์และชีอะฮ์ อีกทั้งยังมีความแตกต่างระหว่างศาสนาต่างๆ อีกด้วย เช่น ศาสนาอิสลามกับศาสนาคริสต์ ซึ่งชาวคริสเตียนนั้นมีความเชื่อในบางส่วนแห่งการมีอยู่ของคุณลักษณะบางประการในพระเจ้า กล่าวคือ พวกเขามีความเชื่อในเรื่องตัษลีษ (หมายถึงคุณ ๓ ประการในพระเจ้า ได้แก่ พระบิดา ,พระบุตร และพระจิต) และพวกเขาเชื่อในเรื่องการตะญัดซุด (การมีรูปร่างของพระเจ้า) ชาวคริสเตียนกล่าวว่า สิ่งนี้เป็นคุณลักษณะหนึ่งของพระเจ้า


 แต่ในศาสนาอิสลามมิได้มีความเชื่อเช่นนั้นหรือบางสำนักคิดเทววิทยาของอิสลามมีความเชื่อว่า พระเจ้าทรงมีรูปร่างหน้าตา แต่บรรดามุสลิมส่วนใหญ่มิได้มีความเชื่อในการมีรูปร่างของพระองค์แต่อย่างใด  พวกเขาเชื่อในความบริสุทธิ์ของพระองค์ทรงปราศจากการมีรูปพรรณสัณฐาน  ดังนั้น จะเห็นได้ว่า ส่วนมากของความแตกต่างที่เกิดขึ้นบนหลักศรัทธาที่เกี่ยวกับการรู้จักพระเจ้านั้น เกิดขึ้นมาจากความแตกต่างในการรู้จักคุณลักษณะของพระองค์เสียเป็นส่วนใหญ่

ฉะนั้น ประเด็นต่อไปที่จะกล่าวถึง คือ การมีอยู่ของพระเจ้า หลังจากนั้นจะอธิบายในเรื่องของคุณลักษณะและการกระทำของพระองค์ แต่ก่อนที่จะอธิบายถึงเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้า  จะขอกล่าวบทนำในการรู้จักถึงการมีอยู่ของพระองค์ ภายใต้หัวข้อ การแสวงหาพระเจ้า และการรู้จักพระองค์

  แนวทางการแสวงหาพระเจ้าและรู้จักพระองค์

  การแสวงหาพระเจ้าและการรู้จักพระองค์มีหลายวิธีการ  ซึ่งมนุษย์ทุกคนต่างมีวิธีการมากมายในการแสวงหาพระเจ้า โดยไม่อาจคำนวณนับได้หมายความว่า โดยส่วนตัวแล้วมนุษย์มีวิธีการในการแสวงหาพระเจ้าตามความถนัดหรือความเชี่ยวชาญของตนเอง ดังคำกล่าวที่ว่า  “วิธีการรู้จักพระเจ้า มีมากมาย ประดุจการมีอยู่ของสรรพสิ่งทั้งหลายบนโลกนี้”

นักปรัชญาและเทววิทยาอิสลามได้แบ่งวิธีการรู้จักพระเจ้า ออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ  ๒ กลุ่ม ดังนี้

๑.วิธีการใช้เหตุผลหรือทัศนะ

๒.การรู้แจ้งและการปฏิบัติ


ความหมายของวิธีการแรกคือ มนุษย์ใช้เหตุผลตามหลักการและกฏต่างๆ ของตรรก และปรัชญาในการพิสูจน์การมีอยู่ของพระเจ้า และการมีอยู่ของคุณลักษณะและการกระทำของพระองค์ ส่วนในวิธีการที่สองคือ การรู้จักพระเจ้าโดยผ่านการปฏิบัติ ซึ่งเกิดจากการขัดเกลาจิตวิญญาณของมนุษย์และการยกระดับจิตใจให้สูงส่ง  จนสามารถมองเห็นพระองค์และคุณลักษณะอันสวยงามทั้งหลายของพระองค์ได้ด้วยตาแห่งปัญญา

การจัดแบ่งการรู้จักพระเจ้าอีกระบบหนึ่ง ซึ่งถือว่าเป็นแนวทางหลักของการรู้จักอันประกอบด้วย แนวทางของสติปัญญา วิทยาศาสตร์ และแนวทางของจิต

๑. สติปัญญา เป็นวิธีการที่มนุษย์ใช้เหตุผลตามหลักการและกฎต่างๆ ของตรรก และปรัชญาในการพิสูจน์การมีอยู่ของพระเจ้า และคุณลักษณะของพระองค์

๒.วิทยาศาสตร์และการทดลอง ในบางครั้ง มนุษย์มิได้ใช้เหตุผลของปรัชญาหรือกฏต่างๆ ของตรรกศาสตร์ แต่เขาได้รับเหตุผลต่างๆในการพิสูจน์การมีอยู่ของพระเจ้าด้วยกับการสังเกตุในปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งในโลกและในตัวของมนุษย์ ทำให้เขารู้ว่าในโลกนี้มีพระเจ้าอยู่จริง วิธีการนี้จึงถูกเรียกว่า “เหตุผลทางประสบการณ์นิยม”

เหตุผลทฤษฎีที่ว่าด้วยกฏและระเบียบของโลก ก็เป็นหนึ่งในเหตุผลดังกล่าวซึ่งเกิดจากการสังเกตุการเปลี่ยนแปลงของโลก การใช้กฏของตรรกศาสตร์ และปรัชญามาอ้างเพื่อก่อให้เกิดความเข้าใจง่ายยิ่งขึ้น


๓.จิตหรือญาณวิสัย หมายถึง บางครั้ง การรู้จักพระเจ้าไม่ต้องการเหตุผลที่สลับซับซ้อนของปรัชญาหรือวิทยาศาสตร์ ประสบการณ์นิยม แต่การรู้จักพระเจ้าอาจเกิดจากภายในส่วนลึกของมนุษย์หรือด้วยกับญาณวิสัย โดยผ่านการฝึกฝนและปฏิบัติอย่างเคร่งครัดในคำสอนของศาสนา จนสามารถมองเห็นพระเจ้าได้ด้วยตาแห่งปัญญา ซึ่งวิธีการนี้จะเกิดเฉพาะเจาะจงกับกลุ่มชนบางกลุ่มเท่านั้น และในอิสลามก็ให้การยอมรับพวกเขาและเรียกพวกเขาว่า นักรหัสยวิทยา (อาริฟ)

   วิธีการทั่วไป และวิธีการโดยเฉพาะ

   วิธีการรู้จักพระเจ้ามีอีก ๒  วิธีการ ดังนี้

 ๑.วิธีการทั่วไป

 ๒.วิธีการอันเฉพาะเจาะจง

   ความหมายของวิธีการทั่วไป หมายถึง วิธีการที่มนุษย์ทุกคนสามารถใช้ได้ โดยไม่มีขอบเขตจำกัด ไม่ว่าจะเป็นวิชาการใดหรือวัฒนธรรมใดก็ตาม

   ส่วนวิธีการโดยเฉพาะเจาะจงนั่นหมายถึง วิธีการที่ต้องใช้เหตุผลทางวิชาการที่เฉพาะเจาะจง ซึ่งมนุษย์ทั่วไปไม่สามารถเข้าใจได้ เป็นวิธีการที่มีความยากลำบากต่อการสร้างความเข้าใจ ทั้งเหตุผลที่ซับซ้อนทางปรัชญาและตรรกศาสตร์ หรือแม้แต่เหตุผลที่ง่ายต่อการเข้าใจ เช่น ทฤษฎีที่ว่าด้วยกฏและระเบียบของโลก

ในที่นี้ จะขออธิบายถึงการรู้จักพระเจ้าโดยวิธีการฟิฏรัต (สัญชาตญาณดั้งเดิม) หลังจากนั้น จะกล่าวถึงทฤษฎีที่ว่าด้วยกฎและระเบียบของโลก


 ส่วนในตอนท้ายจะกล่าวถึงเหตุผลทางสติปัญญา

   ศัพท์วิชาการท้ายบทที่ ๑

การสกัดกั้นอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นได้   : Removing harm

การสำนึกในบุญคุณต่อผู้ที่ประทานปัจจัยยังชีพ (ผู้มีบุญคุณ)

: Thanks giving                                            

การแสวงหาและการรู้จักพระเจ้า      :  Theist

วิธีการทางสติปัญญา         : Reason

วิธีการทางวิทยาศาสตร์หรือประสบการณ์นิยม    : Experience

วิธีการทางจิตหรือญาณวิสัย     : Intuition


   สรุปสาระสำคัญ

๑.เรื่องของการรู้จักพระเจ้า นอกจากจะมีความสำคัญต่อมนุษย์ในด้านทฤษฎีทางความคิดแล้ว ยังมีผลต่อการปฏิบัติทางด้านการดำเนินชีวิตของมนุษย์ ดังนั้น ความเชื่อในพระเจ้าและคุณลักษณะของพระองค์ ซึ่งทั้งหมดเหล่านี้จะมีผลโดยตรงต่อการปฏิบัติของมนุษย์

๒.การรู้จักพระเจ้า  ไม่ใช่ว่ามีความสำคัญกับมนุษย์เท่านั้น หากยังเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นในการดำเนินชีวิตของมนุษย์อีกด้วย เพราะว่าพวกเขามีความต้องการที่จะรู้จักพระเจ้าให้ได้มากเท่าที่จะทำได้ โดยเหตุผลทางสติปัญญาคือ ให้มนุษย์หลีกออกห่างจากภยันตรายที่คาดว่าจะเกิดขึ้น และการรู้สำนึกในบุญคุณต่อผู้ที่ประทานปัจจัยยังชีพให้เขา

๓.การรู้จักพระเจ้า มีด้วยกัน ๓ ระดับขั้น

(๑).การรู้จักอาตมันของพระเจ้า หมายถึง การรู้จักระดับนี้ทั้งมนุษย์และสรรพสิ่งทั้งหลายไร้ความสามารถในการที่จะรู้จักในแก่นแท้แห่งอาตมันของพระองค์

(๒).การรู้จักว่า พระเจ้ามีอยู่จริงหรือไม่

(๓).การรู้จักในคุณลักษณะ และการกระทำของพระเจ้า

การรู้จักในระดับที่สอง และสามนั้น มีความเป็นไปได้สำหรับมนุษย์ที่จะรู้จักพระเจ้าจากระดับขั้นเหล่านี้

การรู้จักระดับขั้นที่สอง เป็นมูลเหตุสำคัญทำให้มนุษย์แบ่งออกเป็น ๓ กลุ่ม

(๑). มนุษย์กลุ่มที่ปฏิเสธการมีอยู่ของพระเจ้า

(๒).มนุษย์กลุ่มที่มีความสงสัยในการมีอยู่ของพระเจ้า

(๓).มนุษย์กลุ่มที่มีความเชื่อในการมีอยู่ของพระเจ้า


การให้ทัศนะที่แตกต่างกันทางคุณลักษณะ และการกระทำของพระเจ้า เป็นสาเหตุทำให้เกิดสำนักคิดต่างๆ ในเทววิทยาอิสลาม และเป็นยังสาเหตุทำให้มีความแตกต่างในระหว่างศาสนาทั้งหลายด้วย

๔.แม้ว่า วิธีการรู้จักพระเจ้ามีมากมายก็ตาม  มนุษย์ทุกคนต่างมีวิธีการรู้จักพระเจ้าเป็นของตนเอง ซึ่งสามารถแบ่งวิธีการเหล่านั้นได้เป็น ๓ ประเภท ได้แก่

(๑).วิธีการทางสติปัญญา

(๒).วิธีการทางวิทยาศาสตร์หรือเหตุผลประสบการณ์นิยม

(๓).วิธีการทางจิตหรือญาณวิสัย

๕.นอกเหนือจากวิธีการทั้งสามแล้ว ยังมีวิธีการรู้จักพระเจ้า อีก สอง วิธีการ ดังนี้

(๑).วิธีการทั่วไป เป็นวิธีการของมนุษย์ทุกคนในการรู้จักถึงพระเจ้า

(๒).วิธีการโดยเฉพาะเจาะจง ซึ่งเป็นวิธีการของมนุษย์บางกลุ่มโดยอาศัยการอ้างอิงเหตุผลทางวิชาการต่างๆในการรู้จักพระเจ้า


   บทที่ ๒

   วิธีการฟิฏรัต(สัญชาตญาณดั้งเดิมของมนุษย์)

   บทนำเบื้องต้น

   ได้กล่าวแล้วว่าวิธีการการรู้จักพระเจ้านั้นมีหลายวิธี  ตลอดจนวิธีการทางญาณวิสัย นอกจากนั้นแล้วยังมีวิธีการฟิฏรัต (สัญชาตญาณดั้งเดิม) ซึ่งหมายถึง การรู้จักพระเจ้าผ่านทางจิตใต้สำนึกของมนุษย์ หรือที่เรียกกันว่า สัญชาตญาณดั้งเดิมของมนุษย์นั่นเอง วิธีการนี้เป็นขั้นตอนทั่วไปสำหรับการรู้จักพระเจ้า นอกเหนือจากวิธีการฟิฎรัตแล้ว ยังมีวิธีการในระดับสูงสุดอีกวิธีหนึ่งนั่นคือ วิธีการจาริกทางจิตวิญญาณของนักรหัสยวิทยา (อาริฟ) หมายถึง การรู้จักพระเจ้าโดยผ่านการอิบาดะฮ (การฝึกฝนและปฏิบัติอย่างเคร่งครัดในคำสอนของศาสนา) และการขัดเกลาจิตวิญญาณ จนสามารถมองเห็นคุณลักษณะอันสวยงามทั้งหลาย (ซิฟะตุลญะมาลียะฮฺ) และคุณลักษณะอันสูงส่งของพระองค์ (ซิฟะตุลญะลาลียะฮฺ) ได้ด้วยตาแห่งปัญญา มิใช่ตาเนื้อ 

อันดับแรกจะอธิบายความหมายของคำว่า ฟิฏรัต ในด้านภาษา ก่อน หลังจากนั้นจะอธิบายเหตุผลของวิธีการฟิฏรัต ต่อไป


   ฟิฏรัต ความหมายด้านภาษา และเชิงวิชาการ

    คำว่า “ฟิฏรัต” ในภาษาอาหรับมาจากรากศัพท์คำว่า ฟิฏร์ แปลว่า การแยกออกของสิ่งหนึ่งตามด้านยาว

นักอักษรศาสตร์ได้ให้ความหมายคำว่า ฟิฏรัต ว่า การแยกออกหรือการแตกออกของๆ สิ่งหนึ่ง ดังนั้น การสร้างของพระเจ้าก็เปรียบเสมือนกับการแยก หรือการแตกออกจากการที่ไม่เคยมีมาก่อน ด้วยเหตุนี้ คำว่า ฟิฏรัต จึงหมายถึง การสร้างหรือการบันดาล กล่าวคือ การเกิดขึ้นของการกระทำหนึ่งที่ถูกเรียกว่า ฟิฏรัต อันเป็นรูปแบบหนึ่งของการสร้างสรรค์โดยเฉพาะ

อัล กุรอาน กล่าวว่า

 “ดังนั้น เจ้าจงผินหน้าของเจ้าสู่ศาสนาที่เที่ยงแท้ ฟิตรัตของอัลลอฮ์ คือการสร้างมนุษย์ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในการสร้างของพระองค์” (บทอัรรูม โองการที่ ๓๐)

อิสลามเชื่อว่า พระเจ้าทรงแนะนำพระองค์ให้มนุษย์รู้จักก่อนที่จะสร้างมนุษย์ขึ้นมา ซึ่งจะอธิบายรายละเอียดความเชื่อนี้ต่อไป

ส่วนความเชื่อที่ว่า การมีอยู่ของพระเจ้าเป็น ฟิฎรัต (สัญชาตญาณดั้งเดิมของมนุษย์) นั้นเป็นจริงหรือไม่ ?


   การอธิบายความหมายของการมีอยู่ของพระเจ้าเป็น ฟิฏรัต

   กล่าวได้ว่า หลังจากที่ได้อธิบายความหมายของคำว่า ฟิฏรัตไปแล้ว สิ่งจำเป็นที่จะต้องอธิบายต่อไปคือ ความหมายของประโยค การมีอยู่ของพระเจ้าเป็น ฟิฏรัต (สัญชาตญาณดั้งเดิมของมนุษย์) โดยเริ่มต้นด้วยคำถามที่ว่า พระเจ้ามีอยู่จริง เป็นสัญชาตญาณดั้งเดิมของมนุษย์นั้น หมายความว่าอย่างไร?

สำหรับคำตอบ  บรรดานักวิชาการได้ให้ทัศนะไว้ต่างๆมากมาย ซึ่งจะขออธิบายเฉพาะในทัศนะที่สำคัญเท่านั้น ซึ่งมีดังนี้

๑.ทัศนะที่กล่าวว่า  “ประโยคพระเจ้ามีอยู่จริง เป็นประโยคตรรกเบื้องต้น และประโยคการมีอยู่ของพระเจ้า เป็นฟิฏรัต(สัญชาตญาณดั้งเดิมของมนุษย์ ก็เป็นประโยคตรรกะเบื้องต้นเช่นกัน”

 เป็นที่ทราบกันดีว่า นักตรรกศาสตร์อิสลามได้อธิบายไว้ว่า ประโยคตรรกหรือประพจน์ ถูกแบ่งออกได้หลายประเภทด้วยกัน หนึ่งในนั้นคือ ประโยคตรรกเบื้องต้นหมายถึง ประโยคที่ประกอบด้วยประธานและผลลัพท์ รวมทั้งตัวเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสอง เช่น ประโยค มนุษย์เป็นสัตว์ที่พูดได้ (มนุษย์ คือ ประธานของประโยค สัตว์พูดได้ คือ ผลลัพท์ และคำว่า เป็น คือ ตัวเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประธานและผลลัพท์) ดังนั้น ตามทัศนะนี้ ประโยค การมีอยู่ของพระเจ้าเป็นสัญชาตญาณดั้งเดิม จึงเป็นประโยคตรรกเบื้องต้น

๒.ทัศนะที่กล่าวว่า “ประโยคที่กล่าวว่า พระเจ้ามีอยู่จริง เป็นประโยคตรรกฟิฏรีย์ (ประโยคตรรกประเภทหนึ่ง)”


นักตรรกศาสตร์อิสลามกล่าวว่า ประโยคตรรกฟิฏรีย์ หมายถึง ประโยคตรรกะประเภทหนึ่งที่ต้องการเหตุผลเพื่อยืนยันถึงการเกิดขึ้นของประโยคนั้น แต่เนื่องจากความชัดเจนของประโยคจึงไม่ต้องหาเหตุผลมายืนยัน และในเวลาที่กล่าวประโยคนั้นออกมา เหตุผลของมันได้เกิดขึ้นโดยฉับพลัน เหมือนกับประโยคในคณิตศาสตร์ที่กล่าวว่า เลขสองเป็นครึ่งหนึ่งของเลขสี่ ซึ่งถือว่าเป็นประโยคตรรกฟิฏรีย์ด้วยเช่นกัน

ดังนั้น ตามทัศนะนี้ ความหมายของความเชื่อที่ว่า การมีอยู่ของพระเจ้า เป็นสัญชาตญาณดั้งเดิมของมนุษย์ ก็คือ เมื่อได้กล่าวประโยคนี้ออกไป เหตุผลของมันได้เกิดขึ้นทันทีทันใดในสติปัญญาของมนุษย์ และไม่ต้องหาเหตุผลใดมายืนยันเลย ดังนั้นกฏตรรกนี้ยังสามารถใช้กับข้อพิสูจน์ในเหตุผลของการมีความต้องการของสิ่งที่ต้องพึ่งพา (มุมกินุลวุญูด) ยังสิ่งที่จำเป็นต้องมีอยู่ (วาญิบุลวุญูด) ได้อีกด้วย

๓.ทัศนะที่กล่าวว่า พระเจ้าได้ทรงแนะนำตนเองให้มนุษย์รู้จักพระองค์ก่อนที่จะสร้างมนุษย์ขึ้นมาบนโลกนี้

คำอธิบาย

 

ทัศนะนี้ บ่งบอกถึง ความเชื่อที่กล่าวว่า พระเจ้ามีอยู่จริงเป็นสัญชาตญาณดั้งเดิมของมนุษย์นั้น มีมาก่อนการถือกำเนิดของเขาในโลกแห่งธรรมชาติ ในอีกโลกหนึ่ง ณ ที่แห่งนั้น พระเจ้าทรงแสดงตนเองให้มนุษย์รู้จัก ด้วยกับคุณลักษณะทั้งหลายที่สวยงามของพระองค์ (ซิฟัตญะมาลียะฮ์) แล้วมนุษย์ทั้งหลายต่างก็ยอมรับในความเป็นพระผู้เป็นเจ้าของพระองค์


 แต่ทว่าหลังจากที่มนุษย์มาสู่โลกแห่งวัตถุ กลับหลงลืมต่อการรู้จักอันนั้น แต่ในความเป็นจริง แก่นแท้แห่งการรู้จักพระเจ้านั้น ยังอยู่ในสัญชาตญาณดั้งเดิมของเขา ตลอดเวลาและตลอดไป

นักวิชาการที่ยอมรับในทัศนะนี้ ได้กล่าวอ้างหลักฐานจาก อัล กุรอาน และวจนะต่างๆมากมาย

โองการที่สำคัญของอัล กุรอาน คือ โองการที่เรียกว่า พันธสัญญา   ซึ่งมีดังนี้

“และจงรำลึกเถิดว่า ในขณะที่พระผู้อภิบาลของเจ้าได้ดลบันดาลให้เผ่าพันธ์ของอาดัม ออกมาจากไขสันหลังของพวกเขาและให้พวกเขายืนยันแก่ตัวของเขาเอง (โดยตอบคำถามที่ว่า) ข้ามิใช่พระเจ้าของพวกเจ้าดอกหรือ? พวกเขากล่าวว่าใช่แล้ว พวกเราขอยืนยัน เพื่อป้องกัน พวกเจ้ากล่าวในวันกิยามะฮ์ (วันแห่งการตัดสิน) ว่า แท้จริงพวกเราไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย”(บทอัลอะอ์รอฟ โองการที่ ๑๗๒)

๔.ทัศนะที่กล่าวว่า “มนุษย์รู้จักพระเจ้าได้ด้วยกับการรับรู้โดยตรง (อิลม์ ฮุฎูรีย์)”

คำอธิบาย

ทัศนะนี้ มีความเห็นว่า การรู้จักพระเจ้าเป็นสัญชาตญาณดั้งเดิมของมนุษย์ ที่เกิดจากการรับรู้โดยตรง ก็เพราะว่าพระเจ้า คือ ผู้สร้างเขานั่นเอง

การอธิบายในทัศนะนี้มีดังนี้

การรับรู้ของมนุษย์สามารถที่จะแบ่งได้เป็น สองประเภทคือ

๑.การรับรู้โดยตรง หมายถึง การรับรู้โดยปราศจากสื่อของคำและความหมาย

๒.การรับรู้โดยผ่านสื่อ หมายถึง การรับรู้ที่เกิดขึ้นจากการให้ความหมายและการสร้างมโนภาพ

กล่าวได้ว่า การรับรู้โดยตรง มิได้เกิดขึ้นจากการสร้างมโนภาพและการให้ความหมาย แต่เป็นการเกิดขึ้นของสิ่งที่ถูกรับรู้(มะอ์ลูม) ในตัวของผู้รู้ (อาลิม) เช่น ความรู้สึกหิว หรือความเจ็บปวด ส่วนความแตกต่างระหว่างการรับรู้ทั้งสองประเภทก็คือ การรับรู้โดยผ่านสื่อ คาดว่าจะเกิดความผิดพลาดได้ แต่การรับรู้โดยตรง ไม่มีความผิดพลาดที่จะเกิดขึ้นในการรับรู้นี้ได้

 ทัศนะที่บ่งบอกถึงความเชื่อที่ว่า พระเจ้ามีอยู่จริงเป็นสัญชาตญาณดั้งเดิมของมนุษย์นั้น เกิดขึ้นจากการรับรู้โดยตรง มิใช่เกิดจากการรับรู้โดยผ่านสื่อ หรือการสร้างมโนภาพ และการให้เหตุผล ดังนั้น การรู้จักพระเจ้า ก็คือ การรู้จักในตัวตนของมนุษย์นั่นเอง

คำอธิบายทั้งหลายในความเชื่อที่ว่า พระเจ้ามีอยู่จริง เป็นสัญชาตญาณดั้งเดิมของมนุษย์นั้น มีความแตกต่างกัน แต่มีความเชื่อที่เหมือนกันว่า พระเจ้ามีอยู่จริง เกิดจากสัญชาตญาณดั้งเดิมของมนุษย์ และโดยที่ไม่ต้องหาเหตุผลใดมายืนยันในประโยคนี้

ด้วยเหตุนี้ อัล กุรอานได้กล่าวว่า การมีอยู่ของพระเจ้า เป็นสิ่งที่มิอาจปฏิเสธได้ แต่การที่จะรู้จักพระองค์นั้น ต้องรู้จักจากคุณลักษณะและการกระทำของพระองค์เท่านั้น

ในตอนท้ายสามารถสรุปได้ว่า

๑.การมีความเชื่อว่า พระเจ้ามีอยู่จริง เป็นสัญชาตญาณดั้งเดิมของมนุษย์ จากคำอธิบายทั้งหลายนั้น มิได้หมายความว่า  มนุษย์ทุกคนมีความเชื่อว่า พระเจ้ามีอยู่จริง และไม่มีผู้ใดที่ปฏิเสธหรือสงสัยในการมีอยู่ของพระองค์


และเป็นที่ทราบกันดีว่า ในกลุ่มชนบางกลุ่ม ปฏิเสธในสิ่งที่ชัดเจนที่สุด หรือมีความสงสัยในสิ่งนั้น เช่น การสงสัยการมีอยู่ของพระเจ้า ดังนั้น การยอมรับคำอธิบายในทัศนะที่หนึ่งและที่สองมิได้ขัดแย้งกับการมีอยู่ของกลุ่มชนที่สงสัยในการมีอยู่ของพระเจ้า (พวกชักกากีน) และกลุ่มชนที่ปฏิเสธการมีอยู่ของพระองค์ (พวกมุลฮิดีน) และจากคำอธิบายในทัศนะที่สามและที่สี่ แม้ว่า มนุษย์ได้รู้จักพระเจ้าด้วยกับการรับรู้โดยตรงจากสัญชาตญาณดั้งเดิมของเขา แต่เนื่องด้วยการที่เขานั้นหลงใหลในสีสันที่สวยงามของโลกแห่งวัตถุ ทำให้เขาหลงลืมการรู้จักอันนั้น ดั่งเช่น ผู้ป่วยที่บาดเจ็บสาหัส ในขณะที่เขาได้รับข่าวดี เขากลับดีใจมากจนลืมนึกถึงความเจ็บปวดของเขาไปชั่วระยะหนึ่ง และเช่นกัน เมื่อมนุษย์ได้ประสบกับอุปสรรคปัญหาที่ไม่สามารถแก้ได้ เมื่อนั้นเขาจะร้องขอความช่วยเหลือจากพระเจ้า พระผู้ทรงเดชานุภาพเหนือสรรพสิ่งทั้งหลาย เพราะฉะนั้น การมีอยู่ของพวกที่สงสัยและปฏิเสธก็มิได้ขัดแย้งกับความเชื่อว่า พระเจ้ามีอยู่จริงนั้น เป็นสัญชาตญาณดั้งเดิมของมนุษย์

๒.ได้อธิบายไปแล้วว่า ความเชื่อที่ว่า พระเจ้ามีอยู่จริง เป็นสัญชาตญาณดั้งเดิมของมนุษย์ และเนื่องจากการหลงใหลของมนุษย์ในโลกแห่งวัตถุ ทำให้เขาไม่รู้จักพระองค์ และเป็นม่านปิดกั้นเขาต่อการรู้จักถึงพระองค์ สาเหตุที่ทำให้มนุษย์ตื่นขึ้นและเปิดม่านสู่การรู้จักพระองค์ได้นั้น มีหลายเหตุผลด้วยกัน เหตุผลหนึ่ง คือ การใช้เหตุผลทางวิชาการมายืนยันต่อการรู้จักพระเจ้า  ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลใดก็ตาม และหนึ่งในเหตุผลทั้งหลายที่ทำให้มนุษย์ตื่นขึ้น คือ การใช้เหตุผลทางสติปัญญา ดังนั้น การมีความเชื่อว่าพระเจ้ามีอยู่จริง เป็นสัญชาตญาณดั้งเดิมของมนุษย์ จากการยืนยันของเหตุผลทางสติปัญญา มิได้หมายความว่า เหตุผลนั้นไม่มีประโยชน์และไม่ถูกต้อง แต่การให้เหตุผลนี้ เพื่อที่จะทำให้มีความเข้าใจในการรู้จักพระเจ้าได้มากยิ่งขึ้น


   การรู้จักพระเจ้า เป็นสัญชาตญาณดั้งเดิมของมนุษย์ในทัศนะของอัล กุรอาน

     อัล กุรอานได้ให้ความสำคัญในเรื่องการรู้จักพระเจ้า เป็นอย่างมาก โดยมีโองการทั้งหลายที่ได้กล่าวถึง การมีอยู่ของพระเจ้า เป็นสัญชาตญาณดั้งเดิมของมนุษย์ และในวจนะที่มีอยู่มากมายก็ได้กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ด้วยเช่นเดียวกัน บางโองการได้กล่าวว่า ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาที่ตรงกันกับความเป็นสัญชาตญาณดั้งเดิมของมนุษย์ ดั่งในโองการนี้

           

 “ดังนั้น เจ้าจงหันหน้ามาสู่ศาสนาอันเที่ยงตรงเถิด เป็นสัญชาตญาณของอัลลอฮ์ ซึ่งพระองค์ทรงบันดาลมนุษย์มาบนนั้น” (บทอัรรูม โองการที่ ๓๐)

 

คำอธิบาย

จากโองการนี้ แม้ว่าได้กล่าวถึง ศาสนาของพระเจ้า เป็นสัญชาตญาณดั้งเดิมของมนุษย์ แต่ยังสามารถกล่าวได้อีกว่า ความเชื่อว่า พระเจ้ามีอยู่ ก็เป็นสัญชาตญาณดั้งเดิมของเขาด้วยเช่นกัน เพราะว่า ความเชื่อในศาสนานั้น เกิดขึ้นจากคำสอนของบรรดาศาสดา รวมถึงความเชื่อในการมีอยู่ของพระเจ้าด้วย และหากว่า การมีความเชื่อในศาสนา หมายถึง การยอมรับและการเคารพภักดีต่อพระเจ้า ดังนั้น  การเคารพภักดีต่อพระองค์ จึงเกิดขึ้นจากการมีความเชื่อว่าพระองค์มีอยู่จริงอย่างแน่นอน

และอีกโองการหนึ่งที่กล่าวถึง การรู้จักพระเจ้า เป็นสัญชาตญาณดั้งเดิมของมนุษย์ คือ โองการที่เรียกกันว่า “พันธสัญญา”

อัลกุรอานกล่าวว่า

“และจงรำลึกเถิดว่า ในขณะที่พระผู้อภิบาลของเจ้าได้ดลบันดาลให้เผ่าพันธ์ของอาดัม ออกมาจากไขสันหลังของพวกเขาและให้พวกเขายืนยันแก่ตัวของเขาเอง (โดยตอบคำถามที่ว่า) ข้ามิใช่พระเจ้าของพวกเจ้าดอกหรือ? พวกเขากล่าวว่าใช่แล้ว พวกเราขอยืนยัน เพื่อป้องกัน พวกเจ้ากล่าวในวันกิยามะฮ์(วันแห่งการตัดสิน)ว่า แท้จริงพวกเราไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย”

(บทอัลอะอฺรอฟ โองการที่๑๗๒)

คำอธิบาย

โองการนี้ มีความหมายที่ลึกซึ้งและละเอียดอ่อนมากในการเข้าใจและการตีความ ด้วยเหตุนี้ บรรดานักอรรถาธิบายอัล กุรอานได้ให้ทัศนะที่แตกต่างกัน แม้ว่าบางคนกล่าวว่า โองการนี้เป็นโองการที่คลุมเครือ(มุตะชาบิฮ์)  แต่สิ่งหนึ่งที่ได้รับจากโองการนี้ ก็คือ พระเจ้าได้ทรงแนะนำตนเองให้มนุษย์รู้จักถึงความเป็นพระผู้เป็นเจ้าของพระองค์ก่อนการสร้างมนุษย์ขึ้นมา อีกทั้งยังให้มนุษย์มีความเชื่อต่อพระองค์ ตั้งแต่วันที่เขามาจุติยังโลกจนถึงวันแห่งการตัดสิน เพื่อที่จะทำให้เหล่าผู้ปฏิเสธได้สำนึกในวันแห่งการตัดสินว่า มีพระเจ้าอยู่จริง อย่างไรก็ตาม การยอมรับความเชื่อที่กล่าวว่า การมีอยู่ของพระเจ้า เป็นสัญชาตญาณดั้งเดิมของมนุษย์ บรรดานักอรรถาธิบายอัล กุรอานได้ยกโองการนี้ เป็นหลักฐานเพื่อยืนยันว่า พระเจ้าได้ทรงแนะนำตนเองให้มนุษย์รู้จักในความเป็นพระผู้เป็นเจ้าของพระองค์ก่อนการสร้างมนุษย์ และบางคนได้อธิบายว่า มนุษย์รู้จักถึงพระเจ้าด้วยตัวของเขาเองจากการรับรู้โดยตรงที่ปราศจากความผิดพลาดใดๆทั้งสิ้น

และเช่นเดียวกัน ยังมีโองการจากอัล กุรอานอีกมากมายที่ยืนยันถึงประเด็นดังกล่าว เช่น โองการที่ได้กล่าวถึง การรำลึกถึงพระเจ้า ในขณะที่มนุษย์ประสบกับปัญหาที่ไม่สามารถแก้ไขได้ โดยพวกเขาได้ร้องขอความช่วยเหลือจากพระองค์

อัล กุรอานกล่าวว่า

 “ดังนั้นครั้นเมื่อพวกเขา(มนุษย์ทั้งหลาย)ได้โดยสารเรือ พวกเขาได้ร้องขอความช่วยเหลือจากพระเจ้า(อัลลอฮ์) อย่างบริสุทธิ์ใจต่อศาสนาของพวกเขา แล้วเมื่อพวกเขาได้รับความปลอดภัยจากภยันอันตราย พวกเขาก็ตั้งภาคีต่อพระองค์”

 (บทอัลอังกะบูต โองการที่๖๕ ,บทลุกมาน โองการที่ ๓๓ บทอัลนะห์ล์ โองการที่ ๕๒)

โองการเหล่านี้บ่งบอกถึงการยอมรับว่า การรู้จักพระเจ้านั้น เป็นสัญชาตญาณดั้งเดิมของมนุษย์


   การรู้จักพระเจ้า  เป็นสัญชาตญาณดั้งเดิมของมนุษย์ในทัศนะของวจนะ

   มีวจนะต่างๆมากมายที่ได้กล่าวถึงการรู้จักพระเจ้าว่า เป็นสัญชาตญาณดั้งเดิมของมนุษย์ แต่ในการอธิบายความหมายของสัญชาตญาณดั้งเดิมของมนุษย์นั้น เห็นได้ว่ามีความแตกต่างกัน โดยบางวจนะได้กล่าวว่า รากฐานของศาสนาอิสลาม เป็นสัญชาตญาณดั้งเดิมของมนุษย์ และอีกวจนะหนึ่งกล่าวว่า รากฐานของหลักศรัทธาของอิสลาม เช่น เตาฮีด

(ความเป็นเอกานุภาพของพระผู้เป็นเจ้า), นะบูวะฮ์(สภาวะการเป็นศาสดา), อิมามะฮ์(สภาวะการเป็นผู้นำสืบทอดจากศาสดามุฮัมมัด) ทั้งหมดนั้น เป็นสัญชาตญาณดั้งเดิมของมนุษย์ และในท้ายที่สุด การรู้จักพระเจ้า ก็ถือว่า เป็นสัญชาตญาณดั้งเดิมของมนุษย์ด้วยเช่นกัน 

เช่น การรายงานของสาวกคนหนึ่งของท่านอิมามมุฮัมมัด บากิร (ขอความสันติพึงมีแด่ท่าน)

 เขาได้ถามท่านอิมามเกี่ยวกับการอรรถาธิบายในโองการอัล กุรอาน บทที่ ๒๒ โองการที่ ๓๑ ถึง

คำว่า ฮุนะฟาอฺ ในโองการนี้ นั้นมีความหมายว่าอย่างไร?

ท่านอิมามตอบว่า

 “ฮุนะฟาอฺ หมายถึง สัญชาตญาณดั้งเดิมของมนุษย์ ที่พระเจ้าได้ทรงประทานให้แก่เขา และไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆในการสร้างสรรค์ของพระองค์”


 

หลังจากนั้น อิมามได้กล่าวอีกว่า “พระเจ้าได้ทรงสร้างมนุษย์ให้รู้จักพระองค์ด้วยสัญชาตญาณดั้งเดิมของเขาเอง”

   ศัพท์วิชาการท้ายบทที่ ๒

๑.คำว่า ฟิฏรัต หมายถึง สัญชาตญาณดั้งเดิมของมนุษย์ หรือธรรมชาติด้านในของเขา   : The human nature, innate

๒.ประโยคตรรกะฟิฏรีย์ หมายถึง ประโยคตรรกะประเภทหนึ่งที่ต้องการเหตุผลยืนยันการเกิดขึ้นของประโยคนั้น แต่เนื่องจากความชัดเจนของประโยคจึงไม่ต้องหาเหตุผลมายืนยัน เมื่อเวลาที่กล่าวประโยคนั้นออกมา เหตุผลของมันได้ปรากฏโดยฉับพลัน เหมือนกับประโยคในคณิตศาสตร์ที่กล่าวว่า เลขสองคือ ครึ่งหนึ่งของเลขสี่

๓.การรู้จักพระเจ้า เป็นสัญชาตญาณดั้งเดิมของมนุษย์ หรือเป็นธรรมชาติด้านในของเขา      : God knowing nature

๔.ประโยคตรรกเบื้องต้น   :  Self evident proposition

๕.การรับรู้โดยตรง          :  Immediate knowledge

๖.การรับรู้โดยผ่านสื่อ     :  Empirical knowledge


   สรุปสาระสำคัญ

๑.คำว่า ฟิฏรัต หมายถึง สัญชาตญาณดั้งเดิมของมนุษย์ที่เป็นรูปแบบหนึ่งในการสร้างสรรค์ของพระเจ้า    

๒.คำอธิบายในการรู้จักพระเจ้าว่า เป็นสัญชาตญาณดั้งเดิมของมนุษย์ มีด้วยกันหลายทัศนะ ดังนี้

(๑).การรู้จักพระเจ้า เป็นสัญชาตญาณดั้งเดิมของมนุษย์ เป็นประโยคตรรกเบื้องต้น เหมือนกับประโยคที่กล่าวว่า พระเจ้ามีอยู่จริงก็เป็นประโยคตรรกเบื้องต้นด้วยเช่นกัน

(๒).ประโยคการรู้จักพระเจ้า เป็นสัญชาตญาณดั้งเดิมของมนุษย์ เป็นประโยคตรรกฟิฏรีย์ หมายถึง ประโยคตรรกประเภทหนึ่งที่ต้องการเหตุผลในการยืนยันประโยคนั้น แต่เหตุผลของมันเกิดขึ้นทันทีที่ได้กล่าวประโยคนั้นออกไป

(๓).คำอธิบายในทัศนะที่สาม คือ พระเจ้าได้แนะนำตนเองให้กับมนุษย์รู้จักพระองค์ก่อนการสร้างเขาขึ้นมา แต่หลังจากที่มนุษย์มาสู่โลกนี้แล้วได้หลงลืมต่อการรู้จักอันนั้น ซึ่งในความเป็นจริง รากเดิมของการรู้จักพระเจ้านั้นยังมีอยู่ในมนุษย์ทุกคน 

(๔).มนุษย์รู้จักพระเจ้า ด้วยกับการรับรู้โดยตรง ที่ไม่ใช่การรับรู้โดยผ่านสื่อ และไม่ได้เกิดขึ้นจากการสร้างมโนภาพหรือจากการเข้าใจในความหมาย และไม่ใช่การใช้เหตุผลทางสติปัญญา แต่คือการรู้จักพระเจ้าด้วยกับสัญชาตญาณดั้งเดิมของมนุษย์ที่เกิดจากจิตใต้สำนึกของเขาเอง


๓.การรู้จักพระเจ้า เป็นสัญชาตญาณดั้งเดิมของมนุษย์ มิได้หมายความว่า มนุษย์ทุกคนต้องมีความเชื่อในพระเจ้าเหมือนกันหมด และไม่มีผู้ใดที่ปฏิเสธ หรือสงสัยในการมีอยู่ของพระองค์เลย

๔.การรู้จักพระเจ้า เป็นสัญชาตญาณดั้งเดิมของมนุษย์ เนื่องจากมนุษย์ได้หลงใหลในโลกแห่งวัตถุ จึงทำให้เขาลืมต่อการรู้จักถึงพระองค์ และสาเหตุที่ทำให้เขาตื่นจากการหลับไหลด้วยกับเหตุผลต่างๆไม่ว่าจะเป็นด้านใดก็ตาม จะด้วยกับการยืนยันทางสติปํญญาหรือทางจิตวิทยาก็ตาม

๕.การรู้จักพระเจ้า เป็นสัญชาตญาณดั้งเดิมของมนุษย์ มิได้หมายถึง การปฏิเสธการใช้เหตุผลทางสติปัญญาที่นำมาพิสูจน์และยืนยัน แต่การใช้เหตุผลประเภทนี้ สามารถทำให้มีความเข้าใจต่อการรู้จักพระเจ้าได้มากยิ่งขึ้น

๖.อัล กุรอานได้กล่าวไว้ในโองการทั้งหลายเกี่ยวกับการรู้จักพระเจ้าว่า เป็นสัญชาตญาณดั้งเดิมของมนุษย์ และได้อธิบายอีกว่า การรู้จักพระองค์ จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ มนุษย์นั้นได้ประสบกับอุปสรรคหรือปัญหาที่ไม่สามารถแก้ไขได้ และในวจนะทั้งหลายก็ได้กล่าวในประเด็นนี้ด้วยเช่นกัน


   บทที่ ๓

   ทฤษฎีกฏและระเบียบของโลก

   ได้กล่าวไปแล้วว่า วิธีการฟิฏรัต เป็นวิธีการหนึ่งที่ใช้ในการรู้จักพระเจ้า ซึ่งเกิดจากจิตใต้สำนึกของมนุษย์ และยังมีอีกวิธีการหนึ่งที่พิสูจน์ในการมีอยู่จริงของพระเจ้าได้ นั่นคือ วิธีการวิทยาศาสตร์หรือเหตุผลทางประสบการณ์นิยม หมายความว่า เมื่อมนุษย์ได้ทำการศึกษาพิจารณาและค้นคว้าเกี่ยวกับโลกแห่งธรรมชาติ โดยการสังเกตจากสิ่งที่ต่างๆที่อยู่รอบด้านตัวเขา ทำให้รับรู้ถึงการมีอยู่จริงของพระเจ้า และอัล กุรอานก็ได้ให้ความสำคัญ โดยได้เน้นย้ำให้มนุษย์ใช้สติปัญญาในการครุ่นคิดต่อการสร้างสรรค์ของพระเจ้า และบรรดานักปรัชญาและนักเทววิทยาอิสลามก็ ได้ยึดถือเอาวิธีการนี้ เป็นวิธีการทั่วไปต่อการรู้จักพระองค์

ประเด็นที่สำคัญและควรรู้เบื้องต้น มีหลายประเด็นด้วยกัน ดังนี้

๑.จากการศึกษาและตรวจสอบในทัศนะต่างๆของบรรดานักปรัชญาและนักเทววิทยาอิสลาม สังเกตุได้ว่า มีการให้ทัศนะ และความคิดในการอธิบายความหมายของวิธีการนี้ที่แตกต่างกันออกไป และเรียกวิธีการนี้ว่า ทฤษฎีกฏและระเบียบของโลก หรือข้อพิสูจน์ในการสร้างของพระเจ้า

นักวิชาการบางคนได้กล่าวว่า วิธีการนี้ คือ การใช้เหตุผลทางสติปัญญาที่เกิดจากหลักการของวิทยาศาสตร์ และบางทัศนะกล่าวว่า วิธีการนี้ เป็นวิธีการที่เกิดจากจิตใต้สำนึกของมนุษย์ เพื่อที่จะใช้ในการกระตุ้นสัญชาตญาณดั้งเดิมของเขาให้ตื่นขึ้น


จะกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า บรรดานักปรัชญาและเทววิทยาอิสลาม ได้ใช้วิธีการนี้ในการพิสูจน์การมีอยู่ของพระเจ้า และการมีอยู่คุณลักษณะบางประการของพระองค์ เช่น การมีความรู้ การมีวิทยปัญญา ฯลฯ

๒.ทฤษฎีกฏและระเบียบของโลก คือ การใช้เหตุผลทางสติปัญญา ที่มีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้

(๑). ประโยคที่ใช้ในการพิสูจน์มีความสัมพันธ์กับเหตุผลทางสติปัญญา และมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับมโนธรรมของมนุษย์

(๒). ทฤษฎีนี้มีความเข้าใจง่าย เพราะว่า ปราศจากหลักการของปรัชญาและกฏต่างๆของตรรกศาสตร์

(๓). เหตุผลนี้มีความใกล้ชิดกับคำสอนของโองการทั้งหลายในอัล กุรอาน และทำให้เกิดความผูกพันธ์ของผู้ที่เคร่งครัดในศาสนากับทฤษฎีกฏและระเบียบของโลก อีกทั้งได้สร้างความสมานฉันท์ระหว่างสติปัญญากับการวิวรณ์ด้วย

(๔). นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นคว้าในความลี้ลับของโลก ซึ่งเป็นสัญลักษณ์หนึ่งที่บ่งบอกถึง ความมีระบบและระเบียบของโลก ดังนั้น การค้นคว้าของนักวิทยาศาสตร์ จึงเป็นบทสรุปอย่างชัดเจนในการให้เหตุผลเช่นนี้

(๕).เหตุผลนี้ ยังส่งผลต่อหลักศรัทธาของมนุษย์อีกด้วย

๓.เหตุผลนี้ มีความเป็นพิเศษและเฉพาะเจาะจง แม้ว่าในอดีต บรรดานักเทววิทยาอิสลามของสำนักคิดทั้งหลาย มิได้ให้ความสำคัญมากนักเท่าไรในทฤษฎีนี้ มีเพียง ท่านฟัครุดดีน อัรรอซี ซึ่งเป็น นักเทววิทยาอิสลามท่านหนึ่งของสำนักคิดอัชอะรีย์ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ อัลมะตอลิบุลอฺาลียะฮ์ เกี่ยวกับการอธิบายในเหตุผลนี้ว่า มีคำอธิบายมากมาย และเขาเชื่อว่า เหตุผลนี้จะสมบูรณ์ได้ก็ต่อเมื่อนำมารวมกับเหตุผลอื่นๆ จึงสามารถใช้ในการพิสูจน์ถึง การรู้จักพระเจ้าได้


 และท่านมุฮักกิก ลาฮีญี ก็เช่นเดียวกัน ท่านเป็นนักเทววิทยาอิสลามที่สำคัญคนหนึ่งของสำนักคิดชีอะฮ์อิมามียะฮ์ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ โกฮัร มุรอด เกี่ยวกับเหตุผลนี้ว่า หลังจากที่ได้พิสูจน์ในเหตุผลนี้ ก็สามารถสรุปได้ว่า โลกแห่งธรรมชาตินั้น เป็นโลกที่ต้องมีความเป็นระบบและระเบียบ อีกทั้งเป็นโลกที่มีความสวยงามที่สุด ซึ่งบ่งบอกถึงความมีวิทยปัญญาของพระเจ้า แต่มิได้บ่งบอกถึงการมีอยู่ของพระองค์

   อะไร คือ ความเป็นระบบและระเบียบ?

   ก่อนที่จะอธิบายและวิเคราะห์ในทฤษฎีกฏและระเบียบของโลก จะมาพิจารณาในความหมายของ ความเป็นระบบและระเบียบ ในด้านภาษาและเชิงวิชาการ ซึ่งจะเห็นได้ว่า การเกิดขึ้นของความเป็นระบบและระเบียบนั้น มีองค์ประกอบอยู่ด้วยกัน สาม  องค์ประกอบ ดังนี้

๑.การเกิดขึ้นของสรรพสิ่งทั้งหลาย

๒. ผู้ที่จัดให้เป็นระบบและระเบียบ

๓.ความสัมพันธ์ของสิ่งทั้งสอง หมายถึง ระหว่างสรรพสิ่งกับผู้ที่จัดให้เป็นระบบและระเบียบ

จะกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ เมื่อใดก็ตามที่กล่าวถึง ความเป็นระบบและระเบียบ จะต้องมีการเกิดขึ้นของสรรพสิ่งทั้งหลายที่มีความเป็นระบบและระเบียบจากผู้ที่จัดให้เป็นระบบและระเบียบ และการสังเกตุจากความหมายข้างต้น สามารถบอกได้ว่า ความเป็นระบบและระเบียบถูกแบ่งออก เป็นหลายประเภทด้วยกัน และประเภทที่เฉพาะเจาะจง ก็มีองค์ประกอบ อยู่ ๓ องค์ประกอบ เช่นกัน ดังนี้


๑.การเกิดขึ้นของสิ่งทั้งหลายที่เป็นวัตถุ

๒.การเกิดขึ้นของสิ่งต่างๆโดยธรรมชาติ (ปราศจากเหตุผลใดๆ)

๓.สิ่งต่างๆมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน อีกทั้งมีจุดมุ่งหมายอันเดียวกัน

ด้วยเหตุนี้ เมื่อใดก็ตามที่กล่าวถึง การมีอยู่ของระบบและระเบียบของสิ่งหนึ่ง หมายความว่า สิ่งนั้นจะต้อง มีองค์ประกอบ ดังที่กล่าวไปข้างต้น

   เหตุผลที่ง่ายต่อการเข้าใจ

   เหตุผลที่ใช้ในการพิสูจน์ทฤษฎีกฏและระเบียบของโลก ประกอบด้วย ๒ ข้ออ้าง และ ๑ ข้อสรุป ดังนี้

ข้ออ้างหลัก คือ  โลกแห่งธรรมชาติ เป็นสิ่งที่มีความเป็นระบบและระเบียบ

ข้ออ้างรอง คือ ทุกสิ่งที่มีความเป็นระบบและระเบียบ จะต้องมีผู้ที่จัดให้เป็นระบบและระเบียบ

ข้อสรุป คือ โลกแห่งวัตถุนั้น จะต้องมีผู้ที่จัดให้เป็นระบบและระเบียบ นั่นคือ จะต้องมีพระเจ้าอยู่ และป็นผู้จัดให้สิ่งต่างๆนั้น เป็นระบบและระเบียบ ดังนั้น การอธิบายข้ออ้างทั้งสองนี้ บรรดานักวิชาการด้านเทววิทยาอิสลาม มีทัศนะที่แตกต่างกัน และจะขออธิบายเพียงบางส่วน


   คำอธิบายในข้ออ้างหลัก

   คำอธิบายในข้ออ้างหลัก มีหลายทัศนะด้วยกัน  ดังนี้

๑.ความหมายของการเป็นระบบและระเบียบของโลกแห่งธรรมชาติ หมายความว่า  ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ในโลก คือ สิ่งที่เป็นสากล และมีความเป็นระบบและระเบียบเหมือนกันทั้งหมด อีกทั้งมีระบบและระเบียบอันเดียวกัน ซึ่งมีความสัมพันธ์ต่อกันและกัน เพื่อนำไปสู่ยังจุดหมายอันเดียวกัน ดังนั้น ทุกองค์ประกอบของโลก เปรียบเสมือน ร่างกายของมนุษย์ที่ประกอบไปด้วยอวัยวะส่วนต่างๆที่มีความเป็นระบบ ระเบียบ และมีความสัมพันธ์ในการรับผิดชอบต่อหน้าที่ อีกทั้งยังมีจุดมุ่งหมายที่สูงส่ง

๒.โลกแห่งวัตถุ หากได้ทำให้มันแยกออกจากกันเป็นส่วนๆ จะเห็นในความเป็นระบบและระเบียบของแต่ละส่วน ไม่ว่าเราจะมองไปในทิศทางใด ก็จะเห็นถึงความเป็นระบบและระเบียบอยู่ ณ ที่แห่งนั้น เช่น สิ่งที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก คือ อะตอม และสิ่งที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก คือ แกแล็คซี่และหมู่ดาวนพเคราะห์ ,ภูเขา ,ทะเล , ต้นไม้ สัตว์ทั้งหลายและอื่นๆ แม้แต่ในร่างกายของมนุษย์เอง ก็มีความเป็นระบบและระเบียบอยู่ด้วยเหมือนกัน

๓.ปรากฏการณ์ต่างๆ ของโลก เป็นสิ่งที่มีความเป็นระบบและระเบียบ จากการอธิบายนี้ สามารถเข้าใจได้ว่า โลกนี้ มีความเป็นระบบและระเบียบ ดังนั้น  ก็ถือว่าเป็นการเพียงพอแล้วที่ยอมรับในความเป็นระบบและระเบียบของปรากฏการณ์ทางธรรมชาติโดยที่มิได้ต้องการเหตุผลใดมาพิสูจน์หรือยืนยัน ซึ่งก็เหมือนกับทัศนะที่หนึ่ง และทัศนะที่สอง


ด้วยเหตุนี้ จากการเข้าใจในความหมายของความเป็นระบบและระเบียบ ซึ่งมี ๓ ความหมายด้วยกัน ดังที่ได้กล่าวผ่านไปแล้ว และทั้งหมดนั้น บ่งบอกถึง การมีระบบและระเบียบของโลก

   คำอธิบายในข้ออ้างรอง

  ข้ออ้างนี้กล่าวว่า การมีอยู่ของสิ่งที่มีระบบและระเบียบนั้น บ่งบอกถึงการมีอยู่ของผู้ที่จัดให้มีระบบและระเบียบที่มีความรอบรู้ในทุกส่วนประกอบ และสิ่งเหล่านั้นมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน เพื่อไปสู่ยังจุดุม่งหมายอันเดียวกัน ดังนั้น ข้ออ้างรองต้องการที่จะบอกถึง การมีของสิ่งที่มีระบบและระเบียบ และการมีของผู้ที่จัดให้มีระบบและระเบียบนั้น จะต้องเป็นผู้มีความรู้และมีวิทยปัญญาด้วย

การอธิบายในข้ออ้างนี้ จำเป็นที่จะต้องใช้หลักการทางสติปัญญามายืนยัน ดังนี้

และจากกฏของเหตุและผล ซึ่งได้กล่าวว่า การมีอยู่ของผลมิได้บ่งบอกถึงการมีอยู่ของเหตุเท่านั้น แต่บ่งบอกถึงการมีอยู่ของคุณลักษณะที่มีอยู่ในเหตุด้วย ดังนั้น การมีอยู่ของสิ่งที่มีระบบและระเบียบ มิใช่ว่า จะต้องมีผู้ที่จัดให้มีระบบและระเบียบเท่านั้น แต่ผู้ที่จัดให้มีระบบและระเบียบนั้น จะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้และมีความสามารถด้วย กล่าวคือ การมีอยู่ของสิ่งที่มีระบบและระเบียบ คือ ผล ส่วนการมีอยู่ของผู้ที่จัดระบบและระเบียบคือ เหตุ และการมีอยู่ของความรู้และความสามารถ ก็คือ คุณลักษณะที่มีอยู่ในเหตุผล


   ข้อสรุป

   บัดนี้ การเข้าใจในข้ออ้างทั้งสองนั้นได้เป็นที่กระจ่างชัดแล้ว และในข้ออ้างหลักได้กล่าวว่า การมีอยู่ของสิ่งที่มีระบบและระเบียบในโลก และมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน เพื่อไปสู่ยังจุดหมายอันเดียว และข้ออ้างรองก็ได้กล่าวถึง การมีอยู่ของผู้ที่จัดให้มีระบบและระเบียบ

มีคำถามเกิดขึ้นว่า การพิสูจน์ในสิ่งดังกล่าวนี้มีความเท่าเทียมกับการพิสูจน์ในการมีอยู่จริงของพระเจ้าใช่หรือไม่?

คำตอบ  มีหลายทัศนะด้วยกัน บางคนกล่าวว่า เหตุผลนี้ไม่สามารถใช้พิสูจน์การมีอยู่ของพระเจ้าได้ แต่สามารถบอกได้ว่า พระเจ้า คือ ผู้ที่ทรงมีความรอบรู้ ,มีวิทยปัญญา ,สามารถ และมีอำนาจในการบริหารกิจการงาน และบางทัศนะได้กล่าวว่า เหตุผลนี้ สามารถใช้พิสูจน์การมีอยู่ของพระเจ้าได้ ในขณะที่พระองค์คือ ผู้ที่จัดให้โลกนี้มีระบบและระเบียบ มิใช่การพิสูจน์ในสภาพของพระองค์ที่ทรงเป็น วาญิบุลวูญูด (สิ่งจำเป็นที่ต้องมีอยู่) หรือเป็นผู้สร้างทุกสรรพสิ่ง ดังนั้น เหตุผลนี้แสดงได้เห็นว่า การมีอยู่ของสิ่งหนึ่งที่อยู่เหนือธรรมชาติ และสิ่งนั้นได้จัดให้โลกนี้มีระบบและระเบียบ และด้วยกับความรู้และความสามารถ และสิ่งนั้นจะเป็นสิ่งอื่นใดไปไม่ได้ นอกจาก คือ การมีอยู่ของพระเจ้าเท่านั้น

จากคำกล่าวข้างต้น เห็นได้ว่า ไม่มีข้อบกพร่องหรือความผิดพลาดใดในเหตุผลนี้ เพราะว่า เหตุผลนี้มิได้ใช้พิสูจน์คุณลักษณะของพระเจ้า ดังเช่น  ความจำเป็นต้องมีอยู่ หรือเอกานุภาพ แต่เหตุผลนี้ได้พิสูจน์เพียงการมีอยู่ของพระองค์เท่านั้น


 กล่าวโดยสรุปว่า โลกแห่งวัตถุหรือปรากฏการณ์ต่างๆ ของโลก เป็นสิ่งที่มีระบบและระเบียบ หมายความว่า ทุกส่วนหรือทุกองค์ประกอบนั้นมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน เพื่อไปสู่จุดหมายอันเดียวกัน และปรากฏการณ์ของโลก ก็มีอยู่มากมาย เช่น สิ่งที่มีขนาดเล็กที่สุด คือ อะตอม สิ่งที่มีขนาดใหญ่ที่สุด คือ จักรวาล และสิ่งอื่นๆ เช่น ภูเขา, ทะเล ,ต้นไม้ ,สัตว์ทั้งหลาย และมนุษย์ โดยทั้งหมดนั้น มีระบบและระเบียบอย่างเห็นได้ชัด  ซึ่งบ่งบอกถึง การมีอยู่ของผู้ที่จัดให้มีระบบและระเบียบ และสิ่งนั้นอยู่เหนือธรรมชาติ นั่นก็คือ การมีอยู่ของพระเจ้า

   ความเป็นระบบและระเบียบในทัศนะของอัล กุรอาน

   โองการต่างๆของอัล กุรอานได้กล่าวถึงปรากฏการณ์ต่างๆ ของโลกว่า เป็นสัญญาณของพระเจ้า และยังได้เชิญชวนมนุษย์ให้ใช้สติปัญญาไตร่ตรองในสัญญาณเหล่านั้น เพื่อที่จะทำให้รู้จักถึงพระองค์ และเรียกกันว่า “การรู้จักสัญญาณต่างๆของพระเจ้า” ซึ่งก็มีความคล้ายคลึงกับทฤษฎีกฏและระเบียบของโลก

ก่อนที่จะอธิบายในตัวอย่างจากโองการทั้งหลายของอัล กุรอาน เห็นได้ว่า มีหลายทัศนะที่แตกต่างกันในการตีความ และการอรรถาธิบายในความหมายของโองการเหล่านั้น ซึ่งมีดังนี้


๑.นักอรรถาธิบายอัล กุรอานบางคนกล่าวว่า โองการของอัลกุรอานใช้เป็นหลักฐานยืนยันการพิสูจน์เหตุผลทางสติปัญญา ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับทฤษฎีกฏและระเบียบของโลก บ่งบอกถึง การมีอยู่ของพระเจ้า และการมีอยู่ในคุณลักษณะบางประการของพระองค์ เช่น ความรอบรู้และความมีวิทยปัญญา เป็นต้น

๒. โองการทั้งหลายของอัล กุรอานกล่าวถึง การรู้จักพระเจ้าด้วยกับสัญชาตญาณดั้งเดิมของมนุษย์ที่เกิดจากจิตใต้สำนึกของเขา เป็นการเตือนสติให้มนุษย์มิได้หลงลืมในการรู้จักถึงพระองค์

๓. โองการทั้งหลายของอัล กุรอานกล่าวถึง การโต้แย้งและข้อพิพาทของพวกบูชาเจว็ด โดยพวกเขามีความเชื่อว่า เจว็ดที่พวกเขาบูชานั้น มีความสามารถ และมีอำนาจสูงสุดในการบริหาร ในขณะที่พวกเขาไม่เชื่อว่า โลกนี้มีพระเจ้าเพียงองค์เดียวที่มีอำนาจสูงสุดและจำเป็นที่จะต้องรู้จักถึงพระองค์

หลังจากที่ได้อธิบายถึง การรู้จักในสัญญาณต่างๆของพระเจ้า และได้ยกโองการทั้งหลายมาเป็นตัวอย่าง มีดังนี้

อัล กุรอานได้กล่าวถึง การเชิญชวนมนุษย์ให้ใช้สติปัญญาในการรู้จักสัญญาณต่างๆของพระเจ้า ว่า

“แท้จริงในการสร้างชั้นฟ้าและแผ่นดิน, การเปลี่ยนแปลงกลางวันและกลางคืน แน่นอนเป็นสัญญาณทั้งหลาย สำหรับผู้มีสติปัญญา” (บทอัลอาลิอิมรอน โองการที่ ๑๙๐ )


และวจนะหนึ่งได้รายงานจากท่านอิมามซอดิก (ขอความสันติพึงมีแด่ท่าน) ว่า

ท่านได้กล่าวกับสาวกคนหนึ่งของท่านซึ่งมีนามว่า มุฟัฎฎอล เกี่ยวกับเหตุผลการมีอยู่ของพระเจ้าว่า

“โอ้มุฟัฎฎอล หนึ่งในเหตุผลของการสร้างแห่งพระเจ้า ผู้ทรงเกริกเกียรติเกรียงไกร คือ การสร้างโลกโดยทำให้มีความเป็นระบบและระเบียบ

 และหากว่า เจ้าได้ครุ่นคิดในการสร้างโลกของพระองค์ และทำให้โลกนี้แยกออกจากกันเป็นชิ้นส่วนๆ จะเห็นได้ว่า โลกนี้เปรียบประดุจดัง บ้านที่มีเครื่องอำนวยความสะดวกพร้อมสำหรับผู้อาศัยและสามารถใช้ประโยชน์ในสิ่งต่างๆเหล่านั้นได้ ,ท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ไพศาลคือ เพดานของบ้านหลังนั้น ,แผ่นดิน คือ พรมที่ใช้ปูในบ้านนั้น ,หมู่ดวงดาวทั้งหลาย คือ ดวงประทีบที่ทอแสงสว่างแวววาวในบ้านนั้น ,อัญมณีอันมากมายมหาศาล คือ ทรัพย์สมบัติและมรดกที่ซ่อนอยู่ และทุกสิ่งทุกอย่างถูกจัดเตรียมไว้ในสถานที่ของมัน และมนุษย์ คือ เจ้าของบ้านหลังนั้น และเป็นผู้ที่อาศัยและใช้ในสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหลาย ไม่ว่าเป็น พืชพรรณทุกชนิดหรือสัตว์ทุกประเภท ทั้งหมดนั้นถูกสร้างเพื่อให้ใช้ประโยชน์จากมันทั้งสิ้น  และนี่คือ เหตุผลที่กระจ่างชัดในการสร้างโลกของพระเจ้า และด้วยกับการมีวิทยปัญญาและความรอบรู้ของพระองค์ ดังนั้น พระองค์ คือ พระผู้สร้างโลกเพียงพระองค์เดียวเท่านั้น”(บิฮารุลอันวาร เล่มที่ ๓ หน้าที่ ๖๑)


ตัวอย่างจากอัล กุรอานและวจนะที่ได้กล่าวถึงความเป็นระบบและระเบียบในการสร้างของพระเจ้า ซึ่งมีดังนี้

   ๑.การสร้างมนุษย์

อัล กุรอานได้กล่าวถึงการสร้างมนุษย์ ว่า

“และบางสัญลักษณ์ของพระเจ้า คือ การสร้างมนุษย์มาจากดิน หลังจากนั้น พวกเจ้าก็เป็นมนุษย์ที่กระจัดกระจายบนหน้าแผ่นดิน” (บทอัร-รูม โองการที่ ๒๐)

ท่านอิมามซอดิก (ขอความสันติพึงมีแด่ท่าน) ได้กล่าวเกี่ยวกับความเป็นระบบและระเบียบในการสร้างมนุษย์ ความว่า

“ช่างแปลกเสียนี่กระไร ในการสร้างของพระเจ้า ที่มนุษย์สงสัยว่า พระองค์ทรงปกปิดจากสายตาบ่าวของพระองค์ ในขณะที่พระองค์ทรงเห็นถึงผลของการกระทำที่สติปัญญาของมนุษย์นั้นมีความสับสนและงุนงงต่อการสร้างของพระองค์ และขอสาบานว่า หากมนุษย์ได้ครุ่นคิดในการกระทำของพระเจ้า  จะเห็นถึงความกระจ่างชัดในเหตุผลจากการกระทำเหล่านั้น ที่มีความเป็นระบบและระเบียบ และด้วยกับความโปรดปรานและความเมตตากรุณาของพระองค์ในการบริหาร และการสร้างทุกสรรพสิ่ง จากสิ่งที่มิได้มีมาก่อน แล้วทำให้เป็นธรรมชาติ โดยมีรูปร่าง ซึ่งทั้งหมดนั้น บ่งบอกถึงการมีอยู่ของพระผู้ทรงสร้างที่มีวิทยปัญญาเพียงพระองค์เดียว เพราะไม่มีสิ่งใดที่เกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุผล และไม่มีความเป็นระบบและระเบียบ”

(บิฮารุลอันวาร เล่มที่ ๓ หน้าที่ ๑๕๒)


   ๒.ความแตกต่างของภาษา และสีสัน

อัล กุรอานได้กล่าวถึงความแตกต่างของภาษา และสีสัน ว่า

“และบางสัญลักษณ์ของพระองค์ ในการสร้างชั้นฟ้ากับแผ่นดินและความแตกต่างของภาษากับสีผิวของพวกเจ้า การสับเปลี่ยนนั้นเป็นสัญลักษณ์ทั้งหลายสำหรับผู้มีวิจารณญาณ”

(บทอัรรูม โองการที่ ๒๒)

ท่านอิมามซอดิก (ขอความสันติพึงมีแด่ท่าน) ได้กล่าวสอนกับมุฟัฎฎอล สานุศิษย์คนหนึ่งของท่าน ถึงความเป็นเอกะของพระผู้เป็นเจ้า ว่า

 “โอ้มุฟัฎฎอล จงคิดคำนึงเถิดว่า  อัลลอฮ์(พระเจ้า)ทรงประทานการพูดให้กับมนุษย์ทั้งหลายได้อย่างไร?แล้วทำให้พวกเขาพูดในสิ่งที่ซ่อนอยู่ในหัวใจของพวกเขาได้ แ ละผลของการพูด ก็คือ ความคิดของพวกเขา และพระองค์ทรงทำให้พวกเขามีความเข้าใจในสิ่งทีอยู่เหนือตัวของพวกเขาได้ และถ้าพวกเขาไม่มีการพูด แน่นอนที่สุด เขาก็เหมือนกับสัตว์สี่เท้าที่ไม่ถูกรับรู้ในสิ่งที่มีอยู่ในตัว และไม่มีความรู้ในสิ่งอยู่นอกตัว”

(บิฮารุลอันวาร เล่มที่ ๓ หน้าที่ ๘๒)


   ๓.ระบบการเป็นคู่ๆของสรรพสิ่งที่มีอยู่ในโลก

อัล กุรอานได้กล่าวถึง การมีอยู่เป็นคู่ๆของทุกสรรพสิ่งในโลก ว่า

“และหนึ่งจากสัญญาณทั้งหลายของพระองค์คือ การสร้างคู่ครองให้แก่พวกเจ้าจากตัวของพวกเจ้าเอง เพื่อพวกเจ้าจะได้มีความสุขอยู่กับนาง และการมีความรักใคร่และความเมตตาระหว่างพวกเจ้า แท้จริงในการนี้ แน่นอนย่อมเป็นสัญญาณแก่กลุ่มชนผู้ไตร่ตรอง”(บทอัร-รูม โองการที่ ๒๑)

อัล กุรอานยังกล่าวอีกว่า

“และจากทุก ๆ สิ่งนั้น เราได้สร้าง (มัน) ขึ้นเป็นคู่ ๆ เพื่อพวกเจ้าจะได้ไตร่ตรอง”

(บทอัซซาริยาต โองการที่ ๔๙)

ท่านอิมามอะลี ( ขอความสันติพึงมีแด่ท่าน ) ได้กล่าวว่า

“พระเจ้าทรงสร้างความสว่างคู่กับความมืด และความเปิดเผยคู่กับความซ่อนเร้น และความแห้งแล้งคู่กับความเปียกชื้น และความหนาวคู่กับความร้อน และพระองค์เป็นผู้ทรงจัดให้มีระบบและระเบียบในสิ่งที่เป็นธรรมชาติ ดั่งโองการที่กล่าวว่า “และจากทุกๆสิ่งนั้น เราได้สร้าง(มัน)ขึ้นเป็นคู่ๆ เพื่อพวกเจ้าจะได้ไตร่ตรอง”

(อัตเตาฮีด-อัศศอดูก บทที่ ๒ ฮะดีษที่ ๒)


   ๔.การมีอยู่ของสิ่งที่มีชีวิต

อัล กุรอานได้กล่าวถึง การมีอยู่ของสิ่งที่มีชีวิต ว่า

 “แท้จริงอัลลอฮ์ ทรงเป็นผู้ให้เมล็ดพืชและเมล็ดอินทผลัมปริออก ทรงให้สิ่งที่มีชีวิตออกจากสิ่งที่ไม่มีชีวิต และทรงให้สิ่งที่ไม่มีชีวิตออกจากสิ่งที่มีชีวิต นั่นแหละคืออัลลอฮ์ แล้วอย่างไรเล่าที่พวกเจ้าถูกหันเหไปได้”

(บทอัลอันอาม โองการที่ ๙๕)

ท่านอิมามอะลีได้กล่าวถึง การสร้างของสิ่งที่มีชีวิตว่า เป็นสัญลักษณ์อันยิ่งใหญ่อันหนึ่งของพระเจ้า ว่า

 “หากว่า สัตว์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นนก หรือสัตว์สี่เท้าและสัตว์ทุกชนิดมารวมตัวกัน ก็ไม่สามารถที่จะสร้างสัตว์อื่นที่เหมือนกับสัตว์ตัวนั้น หรือแม้ยุงสักตัวหนึ่งได้ เพราะว่าพวกมันไม่รู้ในวิธีการสร้าง และไม่มีสติปัญญาที่สามารถจะไปถึงความรู้นั้นได้”

(นะฮ์ญุลบะลาเฆาะ สุนทรโรวาทที่๑๘๖)

   ๕.การเจริญเติบโตของพรรณพืช

อัล กุรอานได้กล่าวถึง การเจริญเติบโตของพรรณพืช ว่า

 “และพระองค์คือ ผู้ที่ทรงให้น้ำหลั่งลงมาจากฟากฟ้า แล้วทรงให้ออกมาจากน้ำนั้น ซึ่งพรรณพืชของทุกสิ่งและเราได้ให้ออกจากพรรณพืชนั้น ซึ่งสิ่งที่มีสีเขียว และจากสิ่งที่มีสีเขียวนั้น เราได้ให้ออกมาซึ่งเมล็ดที่ซ่อนตัวอยู่ และจากต้นอินทผาลัมนั้น จั่นของมันเป็นหลายต่ำ (และทรงให้ออกมาด้วยน้ำนั้นอีก) ซึ่งสวนองุ่น


และต้นมะกอก และต้นทับทิม โดยมีสภาพที่คล้ายคลึงกัน และไม่คล้ายคลึงกัน พวกเจ้าจงมองดู ผลของมัน เมื่อมันเริ่มออกผล และเมื่อมันสุกงอม แท้จริงในสิ่งเหล่านั้น แน่นอน มีสัญญาณมากมาย สำหรับกลุ่มชนผู้ศรัทธา” (บทอัล-อันอาม โองการที่ ๙๙)

ท่านอิมามซอดิก (ขอความสันติพึงมีแด่ท่าน) ได้กล่าวถึงความลี้ลับในการสร้างและการเจริญเติบโตของพรรณพืช  บ่งบอกถึง การมีอยู่ของพระเจ้า ผู้ทรงมีวิทยปัญญา ว่า

“สูเจ้า จงใช้สติปัญญาไตร่ตรองในการสร้างต้นไม้และพรรณพืชทั้งหลาย เพราะว่าแท้จริงมันมีความต้องการอาหารเหมือนกับความต้องการของสัตว์ทั้งหลาย และมันไม่มีปากที่ใช้กินอาหารเหมือนกับสัตว์เหล่านั้น และไม่มีการเคลื่อนไหวเหมือนกับสัตว์เหล่านั้น แต่มันมีรากที่อยู่ใต้พื้นดินเพื่อที่จะได้หาอาหารไปหล่อเลี้ยงลำต้นของมัน ดังนั้น พื้นดิน คือ มารดาที่ให้การเลี้ยงดูและการเจริญเติบโต ส่วนรากของพรรณพืช คือ ปากที่ใช้สำหรับกินอาหารแล้วนำไปสู่ร่างกายของมัน ประดุจดั่งแม่ที่ให้นมแก่ลูกน้อยของนาง”

(บิฮารุลอันวาร เล่มที่ ๓ หน้าที่ ๑๓๐)

   ๖.โลกของนกทั้งหลาย

อัล กุรอานกล่าวถึง การสร้างนกทั้งหลาย ว่า

“พวกเขาไม่เห็นฝูงนกดอกหรือว่า พวกมันได้รับความสะดวกสบายในห้วงอากาศแห่งชั้นฟ้า และไม่มีผู้ใดยึดดึงพวกมันไว้ได้นอกจาก อัลลอฮ์(พระเจ้า) แท้จริงในการนั้น แน่นอนย่อมเป็นสัญญาณต่างๆสำหรับกลุ่มชนผู้ศรัทธา”

(บทอัลนะห์ล์ โองการที่ ๗๙)


   ศัพท์วิชาการท้ายบทที่ ๓

ความเป็นระบบและระเบียบ       :  Order                

ทฤษฎีกฏและระเบียบของโลก     : Argumentation of order

การรู้จักถึงสัญญาณต่างๆของพระเจ้า  

   สรุปสาระสำคัญ

๑.นักเทววิทยาอิสลามมีทัศนะที่แตกต่างกันในคำอธิบายทฤษฎีกฏและระเบียบของโลก ไม่ว่าในบทนำเบื้องต้น ,ข้ออ้างทั้งสอง และบทสรุป

๒.ทฤษฎีกฏและระเบียบของโลก มีลักษณะพิเศษ เมื่อได้นำไปเปรียบเทียบกับเหตุผลอื่นๆที่ใช้ในการพิสูจน์การมีอยู่ของพระเจ้า หนึ่งในลักษณะพิเศษ นั่นคือ การเข้าใจง่ายและปราศจากหลักการของปรัชญา และกฏของตรรกศาสตร์ ซึ่งมีความหมายที่ใกล้เคียงกับโองการทั้งหลายของอัล กุรอาน

๓.สิ่งต่างๆที่มีระบบและระเบียบ หมายถึง สิ่งเหล่านั้นที่ถูกจัดให้มีระบบและระเบียบ และมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน

๔.การพิสูจน์ในทฤษฎีกฏและระเบียบของโลก มีความต้องการสิ่งที่เป็นวัตถุที่มีองค์ประกอบ และความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน และมีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจนอันเดียวกัน

๕.เหตุผลที่เข้าใจง่ายของทฤษฎีกฏและระเบียบของโลก ประกอบด้วย

๑.โลกแห่งธรรมชาติ เป็นสิ่งที่มีระบบและระเบียบ

๒.ทุกสิ่งที่มีระบบและระเบียบ มีผู้ที่จัดให้มีระบบและระเบียบ

๓.ข้อสรุปจากเหตุผลนี้ คือ โลกแห่งวัตถุ ตัองมีผู้ที่จัดให้มีระบบและระเบียบ และสิ่งนั้นจะต้องมิใช่วัตถุ และจะต้องอยู่เหนือธรรมชาติ


๖.ข้ออ้างหลักของเหตุผลนี้ มีหลายทัศนะที่แตกต่างกัน ดังนี้

(๑). โลกแห่งวัตถุทั้งหมดนั้น เป็นสิ่งที่เป็นสากลและมีความเป็นระบบและระเบียบในระบบเดียวกัน

(๒).การมีอยู่ของโลกแห่งวัตถุ เป็น สิ่งที่มีความเป็นระบบและระเบียบ

(๓).ปรากฏการณ์ต่างๆ ของโลก เป็น สิ่งที่มีความเป็นระบบและระเบียบ

๗.คำอธิบายในข้ออ้างรองของเหตุผลนี้ กล่าวได้ว่า สติปัญญาสามารถเข้าใจถึง  การมีอยู่ของสิ่งที่มีระบบและระเบียบ ซึ่งจะต้องมีผู้ที่จัดให้มีระบบและระเบียบ และการมีอยู่ของสิ่งนั้นจะต้องมีลักษณะเฉพาะเจาะจงในตัว กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ สิ่งที่มีระบบและระเบียบ เป็นผลของเหตุที่จัดให้มีระบบและระเบียบ

๘.ทฤษฎีกฏและระเบียบของโลก ได้พิสูจน์ถึงการมีอยู่ของพระเจ้าว่า พระองค์ คือ ผู้ที่จัดให้โลกมีความเป็นระบบและระเบียบ ส่วนการมีอยู่ของคุณลักษณะประการอื่นของพระองค์ จะต้องใช้เหตุผลอื่นๆมาพิสูจน์ยืนยัน

๙.โองการของอัล กุรอานได้เน้นย้ำในระบบและระเบียบการมีอยู่ของสิ่งทั้งหลายในโลก เช่น การสร้างมนุษย์ ,การเจริญเติบโตของพรรณพืช, สัตว์ และอื่นๆ ซึ่งทั้งหมดนั้น บ่งบอกถึงการมีอยู่ของพระผู้สร้างที่มีวิทยปัญญาและความรอบรู้


   บทที่ ๔

   เหตุผลทางสติปัญญา : ข้อพิสูจน์วุญูบและอิมกาน

 (สิ่งจำเป็นต้องมีอยู่ และสิ่งต้องพึ่งพา)

   เหตุผลทางสติปัญญา เป็นวิธีการหนึ่งที่ใช้ในการแสวงหาพระเจ้าและการรู้จักพระองค์ หมายถึง การใช้สติปัญญาของมนุษย์โดยอาศัยหลักปรัชญาและกฏต่างๆของตรรกศาสตร์ในการพิสูจน์ถึงการมีอยู่ของพระเจ้า และคุณลักษณะทั้งหลายของพระองค์ ดังนั้น วิธีการนี้จึงถูกตั้งอยู่บนพื้นฐานด้วยกับเหตุและผล

ความแตกต่างของวิธีการนี้กับสองวิธีการที่กล่าวไปแล้ว (วิธีการสัญชาตญาณดั้งเดิมของมนุษย์และทฤษฎีกฏและระเบียบของโลก)  มีดังต่อไปนี้

๑.การแสวงหาและการรู้จักถึงพระเจ้าในวิธีการนี้ โดยใช้หลักปรัชญาและกฏต่างๆของตรรกศาสตร์ ซึ่งต้องผ่านการศึกษาและค้นคว้าอย่างละเอียด เพราะว่า การแสวงหาและการรู้จักพระเจ้าในวิธีการนี้ มีความยากลำบากสำหรับสามัญชนธรรมดาที่จะเข้าใจในรายละเอียดได้ ดังนั้น ความแตกต่างของวิธีการนี้ ก็คือ บางส่วนของข้อพิสูจน์นี้ที่ใช้พิสูจน์การรู้จักถึงพระเจ้า มิได้เป็นหลักการที่สามัญชนธรรมดาจะเข้าใจได้ ด้วยเหตุนี้ นี่คือ จุดด้อยและข้อบกพร่องของข้อพิสูจน์จากวิธีการนี้ แต่ยังมีจุดเด่นและลักษณะพิเศษ ซึ่งจะกล่าวเป็นอันดับต่อไป


๒.ยังมีหลายสาเหตุที่ทำให้มนุษย์มีความสงสัยในพระเจ้า และการมีอยู่ของพระองค์ เหตุผลทั่วไปที่ใช้พิสูจน์การมีอยู่ของพระเจ้า ก็ไม่มีเพียงพอที่จะยอมรับในการมีอยู่ของพระองค์ และพื่อขจัดข้อสงสัยต่างๆที่เกิดขึ้น และนี่คือ จุดเด่นและลักษณะพิเศษของเหตุผลทางสติปัญญา นั่นก็คือ ข้อพิสูจน์นี้สามารถตอบปัญหาและข้อสงสัยที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการมีอยู่ของพระเจ้าได้ อีกทั้งยังส่งผลสะท้อนต่อผู้ปฏิเสธการมีอยู่ของพระองค์

  ประโยชน์ของเหตุผลทางสติปัญญา

   ในบางทัศนะกล่าวว่า เหตุผลทางสติปัญญา ที่ใช้พิสูจน์ในการมีอยู่ของพระเจ้านั้นไม่มีประโยชน์ใดๆเกิดขึ้นเลย เพราะว่าการยอมรับการมีอยู่ของพระองค์ เป็นสัญชาตญาณดั้งเดิมของมนุษย์อยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องหาเหตุผลมายืนยัน ดังนั้น ทัศนะนี้ถือว่าไม่ถูกต้อง เพราะว่า การใช้เหตุผลทางสติปัญญามีประโยชน์อยู่มากมาย

ซึ่งจะขอนำมากล่าวสัก ๒ ประโยชน์ด้วยกัน ดังนี้

๑.เหตุผลทางสติปัญญา มีผลต่อการมีศรัทธาในศาสนา เพราะว่าเมื่อใดก็ตามที่สติปัญญายอมรับในเรื่องหนึ่งเรื่องใดแล้ว แน่นอนที่สุด ความศรัทธาก็จะเกิดขึ้นตามมาหลังจากนั้น

จะกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ แม้ว่าความศรัทธาจะไม่เท่าเทียมกับเหตุผลทางสติปัญญาก็ตาม แต่ระหว่างความศรัทธากับเหตุผลทางสติปัญญานั้น ก็มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน


๒. ถ้าหากว่า การมีศรัทธาในศาสนา ถูกตั้งอยู่บนพื้นฐานของประสาทสัมผัสทั้งห้า จะพบว่า เมื่อใดก็ตามที่มีปัญหาต่างๆเกิดขึ้นและไม่สามารถหาคำตอบได้ เมื่อนั้นจะใช้เหตุผลทางสติปัญญาในการตอบปัญหาเหล่านั้น

หลังจากมีความเข้าใจในประโยชน์ของเหตุผลทางสติปัญญาที่ใช้พิสูจน์การมีอยู่ของพระเจ้าเป็นที่ชัดเจนแล้ว จะขออธิบายในตัวบทของข้อพิสูจน์นี้ เป็นอันดับต่อไป

  ตัวบทของข้อพิสูจน์วุญูบและอิมกาน (สิ่งจำเป็นที่ต้องมีอยู่และสิ่งที่ต้องพึ่งพา)

   ก่อนที่จะอธิบายในข้อพิสูจน์นี้ ต้องมาทำความเข้าใจในตัวบทของข้อพิสูจน์ก่อน ซึ่งมีดังนี้

๑.การให้คำนิยามของ วาญิบุล-วุญูด (สิ่งจำเป็นที่ต้องมีอยู่) และ มุมกินุล- วุญูด (สิ่งที่ต้องพึ่งพา)

ตัวบทหนึ่งของข้อพิสูจน์วุญูบและอิมกาน คือ การให้นิยามทั้งสองคำ

วาญิบุล-วุญูดและมุมกินุล-วุญูด

ในการอธิบายความหมายของทั้งสองคำ สามารถกล่าวได้ว่า สิ่งที่มีอยู่ทั้งหลาย เมื่อได้ให้ความสัมพันธ์ไปยังการมีอยู่ จะเกิดด้วยกัน สองสภาพ ดังนี้

๑.ความสัมพันธ์ของสิ่งที่มีอยู่กับการมีอยู่(วุญูด) ในสภาพที่มีความจำเป็นโดยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และไม่สามารถแยกทั้งสองออกจากกันได้

๒.ความสัมพันธ์ของสิ่งที่มีอยู่กับการมีอยู่ ในสภาพที่ไม่มีความจำเป็นและสามารถแยกทั้งสองออกจากกันได้


ดังนั้น สิ่งที่อยู่ในสภาพแรกเรียกว่า วาญิบุล-วุญูด หมายถึง สิ่งจำเป็นที่ต้องมีอยู่และในการมีอยู่ของสิ่งนั้นไม่มีพึ่งพาต่อสิ่งอื่นใด และสิ่งที่อยู่ในสภาพที่สองเรียกว่า มุมกินุล-วุญูด หมายถึง สิ่งที่สามารถจะมีอยู่ได้และในการมีอยู่ของสิ่งนั้นต้องพึ่งพาต่อสิ่งอื่น และเพื่อที่จะมีความเข้าใจได้มากยิ่งขึ้น ก็สามารถเปรียบเทียบความสัมพันธ์ของวาญิบุล-วุญูดกับมุมกินุล-วุญูดได้ เหมือนกับความสัมพันธ์ของน้ำตาลกับความหวาน กล่าวคือ ไม่สามารถแยกความหวานออกจากน้ำตาลได้ และไม่มีน้ำตาลใดในโลกนี้ที่ไม่มีความหวาน และไม่สามารถที่จะจินตนาการหรือสร้างมโนภาพถึงน้ำตาลที่ปราศจากความหวาน ส่วนน้ำธรรมดานั้น ก็ไม่มีความจำเป็นใดเลยที่จะต้องมีความหวาน เพราะว่า ธรรมชาติของน้ำ จะมีความหวานก็ได้ ไม่มีก็ได้

บรรดานักปรัชญาและนักเทววิทยาอิสลามได้กล่าวว่า วาญิบุล-วุญูด หมายถึง การมีอยู่ของพระผู้เป็นเจ้า

 มุมกินุล-วุญูด หมายถึง การมีอยู่ของสรรพสิ่ง ซึ่งรวมถึงมนุษย์อยู่ด้วย

๒. กฏที่ว่าด้วยเหตุและผล เป็นหนึ่งในพื้นฐานที่สำคัญของข้อพิสูจน์นี้ หลังจากที่ได้ให้คำนิยามของทั้งสองคำไปแล้ว ดังนั้น ความหมายของกฏที่ว่าด้วยเหตุและผล จึงหมายถึง ทุกสรรพสิ่งที่มีอยู่ในโลกนี้ มีความต้องการเหตุในการเกิดขึ้นของสิ่งเหล่านั้น ด้วยเหตุนี้ กฏที่ว่าด้วยเหตุและผล ก็เป็นประโยคตรรกประเภทหนึ่งด้วยเช่นกัน


คำอธิบาย   การมีอยู่ของสิ่งหนึ่งที่สามารถจะมีอยู่หรือไม่มีอยู่ และการให้ความสัมพันธ์ของสิ่งนั้นกับการมีอยู่ และการไม่มีอยู่ ถือว่ามีความเท่าเทียมกัน หมายความว่า สิ่งนั้นจะมีอยู่ และไม่มีอยู่ก็ได้ จะเกิดขึ้น และไม่เกิดขึ้นก็ได้ ดังนั้น การเกิดขึ้นของสิ่งนั้น ต้องการสิ่งที่ทำให้สิ่งนั้นมีอยู่ และสิ่งที่ทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นจะต้องไม่มีความต้องการสิ่งอื่นในการมีอยู่ชองสิ่งนั้น และสิ่งนั้นคือ ปฐมเหตุของสิ่งทั้งหลาย

และอีกคำนิยามหนึ่งของวาญิบและมุมกิน ก็คือ

มุมกิน หมายถึง สิ่งที่ต้องการเหตุในการการเกิดขึ้นและมีอยู่ของสิ่งนั้น

วาญิบ หมายถึง สิ่งที่ไม่มีความต้องการเหตุทั้งหลายในการเกิดขึ้นและการมีอยู่ของสิ่งนั้น

๓.ความเป็นไปไม่ได้ในตะซัลซุล (กฏลูกโซ่) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งพื้นฐานที่สำคัญในข้อพิสูจน์นี้ มีความหมายว่า กฏลูกโซ่ คือ การเป็นลูกโซ่ของเหตุและผลของสิ่งหนึ่งโดยไม่มีที่สิ้นสุดและจุดจบ และตัวอย่างของกฏลูกโซ่ เช่น การมีอยู่ของ ก ขึ้นกับการมีอยู่ของข และการมีอยู่ของ ค ขึ้นกับการมีอยู่ของ ง ไปเรื่อยๆจนไม่มีที่สิ้นสุด ดังนั้น กฏลูกโซ่ จึงมีความเป็นไปไม่ได้ที่สิ่งหนึ่งจะมีเหตุผลเกิดขึ้นมากมายจนไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งนักปรัชญาอิสลามคนหนึ่ง ได้กล่าวว่า ความเป็นไปไม่ได้ในกฏลูกโซ่ เป็นประโยคตรรกประเภทหนึ่งที่ไม่ต้องการเหตุผลในการยืนยัน และบางคนยังกล่าวอีกว่า การพิสูจน์ในกฏลูกโซ่นั้น ต้องอาศัยการให้เหตุผลทางสติปัญญามายืนยัน

๔.ความเป็นไปไม่ได้ของกฏวัฏจักร

ความหมายของกฏวัฏจักร

กฏวัฏจักร หมายถึง การที่สิ่งหนึ่งเป็นสาเหตุให้กับตัวเองในการเกิดขึ้นของสิ่งนั้น 


กฏแห่งวัฏจักรสามารถที่จะแบ่งได้  สอง ประเภท

๑.กฏวัฏจักรที่เปิดเผย หมายความว่า สิ่งหนึ่งในการเกิดขึ้นที่มีความต้องการสาเหตุให้เกิดขึ้นเพียงขั้นตอนเดียว ตัวอย่างเช่น การเกิดขึ้นของ นาย ก เป็นสาเหตุของ นาย ข และการเกิดขึ้นของ นาย ข ก็เป็นสาเหตุในการเกิดขึ้นของ นาย ก เป็นต้น

๒.กฏวัฏจักรที่ซ่อนอยู่ หมายความว่า สิ่งหนึ่งจะเกิดขึ้นต้องผ่านจากหลายสาเหตุจึงจะเกิดขึ้นได้ ตัวอย่างเช่น การเกิดขึ้นของ นาย ก เป็นสาเหตุของ นาย ข และการเกิดขึ้นของ นาย ข เป็นสาเหตุให้กับ นาย ค และการเกิดขึ้นของ นาย ค ก็เป็นสาเหตุในการเกิดขึ้นของ นาย ก เป็นต้น

เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่า กฏวัฏจักรทั้งสองประเภทนั้น ไม่สามารถที่จะเกิดขึ้นได้ และยังกล่าวได้ว่า การเกิดขึ้นของกฏวัฏจักรทั้งสองประเภทนั้น ก็เป็นไปไม่ได้

   การอธิบายในข้อพิสูจน์วุญูบและอิมกาน (สิ่งจำเป็นที่ต้องมีอยู่และสิ่งที่ต้องพึ่งพา)

   หลังจากที่ได้อธิบายในพื้นฐานที่สำคัญของข้อพิสูจน์นี้ไปแล้ว จะขออธิบายในข้อพิสูจน์นี้ เป็นอันดับต่อไป

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ในโลกนี้มี สิ่งที่มีอยู่ทั้งหลาย อยู่สองจำพวก คือ

๑.สิ่งจำเป็นที่ต้องมีอยู่ และไม่พึ่งพาสิ่งใด

๒.สิ่งที่ต้องพึ่งพาสิ่งอื่น จึงจะมีอยู่ได้

กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ การเกิดขึ้นของสิ่งทั้งหลายที่มีอยู่ในโลกนี้ มี สองสภาพ


 สภาพแรก คือ การมีความต้องการต่อสิ่งอื่นในการเกิดขึ้นของสิ่งนั้น

สภาพที่สอง  คือ การไม่มีความต้องการสิ่งอื่นใดในการเกิดขึ้นของสิ่งนั้น

และถ้าหากว่า ยอมรับในสภาพแรกของการเกิดขึ้นของสิ่งทั้งหลาย หมายถึง สิ่งที่มีอยู่นั้น มีความต้องการสิ่งอื่นในการเกิดขึ้น ซึ่งจะเห็นได้ว่า ด้วยกับกฏที่ว่าด้วยเหตุและผล สิ่งที่เกิดขึ้นนั้น มีความต้องการสาเหตุในการเกิดขึ้น และถ้าหากว่า สาเหตุของสิ่งนั้น เป็นสิ่งสามารถที่จะมีอยู่ได้ ก็จะกลายเป็นกฏของลูกโซ่ไปเรื่อยๆจนไม่มีที่สิ้นสุด และได้กล่าวไปในกฏของลูกโซ่แล้วว่า การเกิดขึ้นของกฏนี้ เป็นไปไม่ได้

 และถ้าหากว่า สาเหตุนั้นเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องมีอยู่ ก็ไม่ต้องการเหตุผลใดในการเกิดขึ้นของสิ่งนั้น ดังนั้น สามารถจะสรุปได้ว่า ในโลกนี้มีสิ่งต่างๆที่มีอยู่จริง หากว่าสิ่งนั้น เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องมีอยู่ หมายความว่า สิ่งนั้นไม่มีความต้องการสาเหตุในการเกิดขึ้น แต่ถ้าหากว่า สิ่งนั้นไม่ได้เป็นสิ่งที่จำเป็นที่ต้องมีอยู่ สิ่งนั้นก็ต้องเป็นสิ่งที่สามารถจะมีอยู่และต้องพึ่งพาสิ่งอื่น จึงจะมีอยู่ได้ และก็มีความต้องการสาเหตุในการเกิดขึ้นด้วย และท้ายที่สุด การเกิดขึ้นของสิ่งนั้น ก็ย้อนกลับไปยัง สิ่งจำเป็นที่ต้องมีอยู่ ซึ่งเป็นปฐมเหตุของสรรพสิ่ง

   คุณลักษณะลำดับแรกและคุณลักษณะลำดับรอง

   ข้อพิสูจน์วุญูบและอิมกานได้กล่าวถึง การมีอยู่ของพระเจ้า ในสภาพที่เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องมีอยู่ และเป็นปฐมเหตุของผลทั้งหลาย นั่นหมายถึง การมีอยู่ของพระองค์ในสภาพที่เป็นสิ่งหนึ่งที่มีชีวิต และยังเป็นปฐมเหตุให้กับสรรพสิ่งทั้งหลาย โดยที่พระองค์มิได้เป็นผลให้กับสิ่งใดๆ


และเช่นเดียวกัน ด้วยกับทฤษฎีกฏและระเบียบของโลก ได้อธิบายไปแล้วว่า

 การมีอยู่ของพระเจ้า ในสภาพที่พระองค์เป็นผู้ทรงดูแล และเป็นผู้ทรงจัดระบบและระเบียบให้กับโลก ดังนั้น จุดมุ่งหมายหลักของข้อพิสูจน์นี้ ก็คือ การพิสูจน์ว่า พระเจ้านั้นมีอยู่จริงใช่หรือไม่ มิได้หมายความว่า การพิสูจน์ว่า พระเจ้ามีคุณลักษณะบางประการอยู่ในพระองค์ สมมุติว่าคุณลักษณะเหล่านั้นเกิดขึ้นมาก่อนที่จะพิสูจน์ด้วยกับเหตุผลใดเหตุผลหนึ่ง และการสร้างมโนภาพถึง อาตมันของพระองค์ ที่มีคุณลักษณะดังกล่าว หลังจากนั้น จึงทำการพิสูจน์ถึงการมีอยู่ของพระองค์ ในสภาพที่เป็น สิ่งจำเป็นที่ต้องมีอยู่ และเป็นผู้ทรงดูแลและจัดระบบและระเบียบให้กับโลกใบนี้ เป็นอันดับแรก  แล้วจะมาพิสูจน์ในคุณลักษณะประการอื่นๆ เป็นอันดับต่อไป

การพิสูจน์ในคุณลักษณะประการแรก ถูกเรียกว่า “คุณลักษณะในลำดับแรก”

การพิสูจน์ในคุณลักษณะประการอื่นๆ ถูกเรียกว่า “คุณลักษณะในลำดับรอง”

ในบทที่เกี่ยวกับคุณลักษณะของพระเจ้า จะมาอธิบายกันต่อไป ถึงคุณลักษณะในลำดับแรก นั่นก็คือ สิ่งจำเป็นต้องมีอยู่ของพระองค์ ซึ่งเป็นบรรทัดฐานต่อการพิสูจน์ในการมีอยู่ของคุณลักษณะประการอื่นๆ


   อัล กุรอานกับความต้องการของสิ่งมีชีวิตยังพระเจ้า

  ข้อพิสูจน์วุญูบและอิมกาน มิได้ถูกกล่าวไว้ในอัล กุรอาน แต่บางโองการของอัล กุรอานได้กล่าวถึง ความต้องการของสิ่งมีชีวิตทั้งหลายยังพระเจ้า ซึ่งมีความหมายคล้ายคลึงกับข้อพิสูจน์นี้

อัล กุรอานกล่าวว่า

“โอ้มนุษย์เอ๋ย สูเจ้าเป็นผู้ขัดสนต้องการพึ่งอัลลอฮ์ (พระเจ้า) และอัลลอฮ์ทรงไม่ต้องการสิ่งใดเลย พระองค์ควรค่าแด่การสรรเสริญยิ่ง” (บทอัลฟาฏิร โองการที่ ๑๕)

ดังนั้น ความหมายของ “ความต้องการ” ในโองการนี้บ่งบอกว่า มนุษย์มีความต้องการพึ่งยังพระเจ้า และในบางโองการได้กล่าวถึงสิ่งถูกสร้างอื่น และรวมทั้งมนุษย์ด้วย ในขณะที่พระเจ้า เป็นพระผู้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง

อัล กุรอานกล่าวอีกว่า

“หรือว่าพวกเขาถูกสร้างมาโดยไม่มีผู้สร้าง หรือว่าพวกเขาเป็นผู้สร้างเสียเอง?”

 ( บทอัฏฏูร โองการที่ ๓๕ )

โองการนี้ได้กล่าวถึง มนุษย์ทุกคน เป็นสิ่งถูกสร้างของพระเจ้า เพราะว่า มนุษย์นั้นไม่มีอยู่มาดั้งเดิม หลังจากนั้นมนุษย์ก็เกิดขึ้นมา

การเกิดขึ้นของมนุษย์ จึงมีด้วยกัน ๒ สภาพ

๑.มนุษย์เกิดขึ้นเองโดยที่ไม่มีสาเหตุ

๒.มนุษย์เกิดขึ้นได้ด้วยตัวของเขาเอง


ดังนั้น ทั้งสองสภาพนี้ ถือว่าไม่ถูกต้อง จะคงเหลือเพียงสมมุติฐานหรือสภาพเดียว นั่นก็คือ มนุษย์เกิดขึ้นมาจากพระผู้ทรงสร้างเพียงพระองค์เดียว ดังนั้น โองการนี้ได้กล่าวว่า พระเจ้า เป็นผู้ทรงสร้างมนุษย์ทั้งหลายขึ้นมา

   ศัพท์วิชาการท้ายบทที่ ๔

    

วาญิบุลวุญูด หมายถึง สิ่งจำเป็นต้องมีอยู่         : Necessary existence

                                                      มุมกินุลวุญูด หมายถึง สิ่งที่ต้องพึ่งพาสิ่งอื่น   : Possible existence

 : Cause and effect   กฏที่ว่าด้วยเหตุและผล

  ตะซัลซุล หมายถึง กฏลูกโซ่ : Endless regress

กฏวัฏจักรที่เปิดเผย : Period of concealment

  กฏวัฏจักรที่ซ่อนอยู่ : Cycle of unveiling

 คุณลักษณะลำดับแรก 

 คุณลักษณะลำดับรอง


   สรุปสาระสำคัญ

๑.การรู้จักพระเจ้าด้วยเหตุผลทางสติปัญญา หมายถึง การรู้จักพระองค์โดยการอาศัยหลักปรัชญาและกฏต่างๆของตรรกศาสตร์  ดังนั้น การเข้าใจในข้อพิสูจน์ที่เกิดขึ้นจากเหตุผลทางสติปัญญานี้ มีความยุ่งยากสำหรับผู้ที่ไม่เข้าใจในหลักของปรัชญา ซึ่งต้องผ่านการศึกษาในวิชาปรัชญาก่อน จึงจะมีความเข้าใจได้

๒.เหตุผลทางสติปัญญาการพิสูจน์การมีอยู่ของพระเจ้าและการรู้จักพระองค์ เมื่อได้เปรียบเทียบกับเหตุผลอื่นๆ ถือว่ามีประโยชน์มากกว่า เพราะว่าสามารถใช้ในการโต้ตอบกับผู้ปฏิเสธการมีอยู่ของพระเจ้า และยังมีผลในการเสริมสร้างความศรัทธาให้กับผู้ศรัทธาอีกด้วย ในเวลาที่พวกเขาประสบกับปัญหาต่างๆในการดำเนินชีวิต      

๓.มุมกินุลวุญูด คือ สิ่งที่สามารถจะมีอยู่ก็ได้หรือไม่มีอยู่ก็ได้ หมายความว่า การมีอยู่ของสิ่งนั้นไม่มีความจำเป็นและสามารถที่จะแยกออกจากกันได้

วาญิบุลวุญูด คือ สิ่งที่มีความจำเป็นที่จะต้องมีอยู่ และไม่สามารถที่จะแยกมันจากการมีได้

๔.ความหมายของกฏแห่งปฐมเหตุ หมายถึง ทุกสรรพสิ่งเป็นสิ่งที่ต้องพึ่งพา และในการเกิดขึ้นของสิ่งนั้นมีความต้องการไปยังสิ่งอื่น ดังนั้น ตามหลักของกฏแห่งปฐมเหตุ คือ ทุกสรรพสิ่งเป็นสิ่งที่ต้องพึ่งพา ซึ่งมีความต้องการเหตุในการเกิดขึ้นของสิ่งนั้น


๕.การเกิดขึ้นของกฏของลูกโซ่ หมายความว่า การที่ไม่มีที่สิ้นสุดของลูกโซ่ในเหตุและผลต่างๆ และเช่นเดียวกัน กฏแห่งวัฏจักร มีความหมายว่า สิ่งหนึ่งด้วยการที่ต้องพึ่งพาสื่อหรือไม่ต้องพึ่งพาสื่อ เป็นสาเหตุให้กับสิ่งนั้น ดังนั้น ทั้งสองกฏ กล่าวคือ กฏของลูกโซ่และกฏแห่งวัฏจักร จะเกิดขึ้นไม่ได้ ในความเป็นจริง

๖.บทสรุปของข้อพิสูจน์วุญูบและอิมกาน คือ สิ่งที่อยู่ในโลกนี้ มีสองอย่าง คือ สิ่งที่เป็นมุมกินุลวุญูด(สิ่งสามารถมีอยู่ได้) หรือเป็นวาญิบุลวุญูด(สิ่งจำเป็นต้องมีอยู่) และการมีอยู่ของพระเจ้า เป็น วาญิบุลวุญูด หมายความ พระองค์เป็นสิ่งจำเป็นต้องมีอยู่


ภาคที่สอง

เตาฮีด (ความเป็นเอกานุภาพของพระเจ้า)

     บทที่ ๑ ความเป็นเอกานุภาพของพระเจ้า

     เนื้อหาทั่วไป

    ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาแห่งเอกะเทวนิยม ที่มีคำสอนหลักในเตาฮีด (ความเป็นเอกานุภาพของพระเจ้า) และ การเคารพภักดีต่อพระเจ้าเพียงองค์เดียว  ดังนั้น เตาฮีดในทัศนะของอิสลาม  จึงถือว่า มีความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะว่าพระมหาคัมภีร์อัล กุรอาน ซึ่งเป็นคัมภีร์ที่ศักดิ์สิทธิ์และเป็นอมตะนิรันดร์ ได้กล่าวย้ำถึงหลักศรัทธานี้ และจะเห็นได้ว่า ความเชื่อในความเป็นเอกานุภาพของพระผู้เป็นเจ้านั้นอยู่ควบคู่กับการยอมรับในสภาวะความเป็นศาสดาของท่านศาสดามุฮัมหมัด  (ซ็อล)  นั่นคือ หนึ่งในเงื่อนไขของการที่จะเข้ารับอิสลาม ศาสนาแห่งความสันติ และความผาสุก ดังนั้น การรู้จักถึงพระผู้เป็นเจ้าเพียงพระองค์เดียว และการเคารพภักดีต่อพระองค์ ก็คือ ความหมายของความเป็นเอกานุภาพ และหลักการนี้ก็มิได้ถูกจำกัดในหลักศรัทธาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังได้ครอบคลุมถึงคำสอนอื่นๆอีกด้วย เช่น ในหลักปฏิบัติ ,หลักศีลธรรมและจริยธรรม ซึ่งจะเห็นได้ว่า ระบบของจริยธรรมอิสลามนั้น ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นเอกานุภาพ และส่วนมากของหลักปฏิบัติ ก็เกิดขึ้นมาจากหลักความเชื่อในความเป็นเอกานุภาพของพระผู้เป็นเจ้าด้วยเช่นกัน

ด้วยเหตุนี้ ความเป็นเอกานุภาพของพระผู้เป็นเจ้า ยังมีผลต่อมนุษย์ทั้งในด้านความคิด ,ความศรัทธาและในการปฏิบัติ  และจากความเชื่อในหลักการนี้ สามารถที่จะบอกถึงความแตกต่างระหว่างมนุษย์ผู้ที่มีความศรัทธาต่อพระเจ้ากับมนุษย์ผู้ที่ได้ปฏิเสธพระองค์ได้อย่างชัดเจน


 

และในตอนท้าย สามารถสรุปได้ว่า หลักเตาฮีด(ความเป็นเอกานุภาพของพระผู้เป็นเจ้า) คือ รากฐานของต้นไม้แห่งอัล-อิสลาม ส่วนหลักการอื่น ไม่ว่าจะเป็น หลักการศรัทธา ,หลักการปฏิบัติ และหลักศีลธรรม ,จริยธรรมทั้งหมดเหล่านั้น เป็นดั่งกิ่งก้านสาขา อีกทั้งยังเป็นดั่งผลผลิตของต้นไม้ต้นนั้นอย่างแน่นอน

    ความเป็นเอกานุภาพของพระผู้เป็นเจ้าที่มีกล่าวไว้ในศาสนาอื่นๆ          

    โองการต่างๆของอัล กุรอานและหลักฐานจากประวัติศาสตร์ได้บันทึก และยืนยันอย่างชัดเจนว่า ความเชื่อในเอกานุภาพมิได้ถูกจำกัดหรือเฉพาะเจาะจงกับศาสนาอิสลามเท่านั้น แต่ทว่าบรรดาศาสดา ต่างได้เชิญชวนมนุษยชาติสู่ความเป็นเอกานุภาพของพระผู้เป็นเจ้าทั้งสิ้น และในคำสอนของทุกศาสนา ก็มีคำสอนในหลักการนี้ ด้วยเช่นเดียวกัน

อัล กุรอาน กล่าวว่า

“เรามิได้ส่งศาสนทูตใดมาก่อนเจ้า (มุฮัมมัด) นอกจาก เราได้ประทานวะฮ์ยู (การวิวรณ์) ว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใด นอกจากฉัน เจ้าจงทำการเคารพภักดีต่อฉัน” (บทอัลอัมบิยา โองการที่ ๒๕ )

และสาเหตุของการเกิดการสู้รบของบรรดาศาสดา ก็มาจากความเชื่อในความเป็นเอกานุภาพของพระผู้เป็นเจ้า และการให้ทัศนะที่แตกต่างกัน เช่น การเป็นประกาศการเป็นศัตรูของนัมรูดกับศาสดาอิบรอฮีม เพราะว่า ศาสดาอิบรอฮีมได้เชิญชวนให้มาสู่ความเป็นเอกานุภาพของพระผู้เป็นเจ้า ในขณะที่เขาได้ปฏิเสธ และไม่เชื่อในหลักการศรัทธานี้

    ความหมายที่ลึกซึ้งของความเป็นเอกานุภาพของพระผู้เป็นเจ้าในทัศนะของอิสลาม

    ได้กล่าวไปแล้วว่า ความเชื่อในความเป็นเอกานุภาพของพระผู้เป็นเจ้า มิได้ถูกจำกัดหรือเฉพาะเจาะจงกับศาสนาอิสลาม เพียงศาสนาเดียวเท่านั้น แต่ทว่าบรรดาศาสดาทุกท่านได้เชิญชวนประชาชาติมาสู่ความเป็นเอกานุภาพของพระองค์ และการเชิญชวนไปสู่ความเป็นเอกานุภาพในคำสอนของบรรดาศาสดานั้น ก็มิได้มีความแตกต่างกับอิสลามมากสักเท่าใด แต่เพียงเป็นการเน้นย้ำอีกครั้ง ในหลักศรัทธา ที่ได้นำมาจาก อัล กุรอาน และวจนะ ของบรรดาผู้นำ ผู้บริสุทธิ์ (ขอความสันติพึงมีแด่พวกท่าน) ซึ่งมีความหมายที่ลึกซึ้งและละเอียดอ่อน

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ก็คือ ความเป็นเอกานุภาพของพระผู้เป็นเจ้า ของอิสลาม เป็นหลักการที่มนุษย์ธรรมดาเข้าใจได้ว่า  คือ บทเรียนแห่งการดำเนินชีวิตของพวกเขา และยังมีประโยชน์อีกมากมาย อีกทั้งบรรดานักปรัชญา,

นักเทววิทยาและนักรหัสยวิทยาอิสลามต่างก็ได้เชิญชวนมนุษย์ให้ใช้สติปัญญาและหาเหตุผลมาพิสูจน์ถึงหลักการนี้ ด้วยกันทั้งสิ้น ดังนั้น ความเชื่อหลักการนี้ในอิสลาม มีการอธิบายที่มีความหมายลึกซึ้ง และมีลักษณะที่พิเศษ เพราะว่า ศาสนาอิสลาม เป็นศาสนาสุดท้าย หลังจากศาสนาอิสลาม ไม่มีศาสนาอื่นเกิดขึ้นมาอีก ซึ่งศาสนาอิสลามก็ยังสามารถตอบปัญหาได้ทุกปัญหาอีกด้วย


    ความหมายทางภาษาของ เตาฮีด

    คำว่า “เตาฮีด” ในภาษาอาหรับ มาจากรากศัพท์ของคำว่า วะฮะดะ เป็นคุณศัพท์ มาจากบาบตัฟอีล ความหมายหนึ่งของบาบนี้  คือ การมีอยู่ของคุณลักษณะประการหนึ่งในสิ่งหนึ่ง เหมือนกับคำว่า ตะอฺซีม หมายถึง การมีความสูงส่ง และคำว่า ตักฟีร หมายถึง การมีความปฏิเสธ ด้วยเหตุนี้ เตาฮีด จึงมีความหมายว่า  การมีความเป็นหนึ่งเดียว

พึงสังเกตุไว้เถิดว่า อัลกุรอานได้กล่าวถึง คำที่มีความหมายว่า เตาฮีด(ความเป็นหนึ่งเดียว) ไว้มากมาย ในขณะเดียวกันก็มิได้ใช้คำว่า เตาฮีด และคำที่คล้ายคลึงกัน แต่กลับใช้คำที่อธิบายในความหมายของเตาฮีดแทน ในขณะที่วจนะทั้งหลาย ได้กล่าวคำว่า เตาฮีด และคำที่คล้ายคลึงกันไว้อยู่มาก

    ความเป็นเอกานุภาพในทฤษฎี ความศรัทธา และการปฏิบัติ

    เตาฮีด(ความเป็นเอกานุภาพ) สามารถที่จะแบ่งได้ ๒ ประเภท มีดังนี้

๑.ความเป็นเอกานุภาพในทฤษฎี ความศรัทธา หมายถึง ความเชื่อในความเป็นหนึ่งเดียวและความเป็นเอกะของพระผู้เป็นเจ้า ไม่ว่าในอาตมัน, คุณลักษณะ และในกริยา การกระทำ


๒.ความเป็นเอกานุภาพในการปฏิบัติ หมายถึง การปฏิบัติและการกระทำที่ตรงกับความเชื่อในความเป็นเอกานุภาพ ซึ่งหมายความว่า มนุษย์จะต้องปฏิบัติตามความเชื่อในความเป็นเอกะของพระผู้เป็นเจ้า เช่น ในการเคารพภักดี ก็เป็นประเภทหนึ่งของความเป็นเอกานุภาพในการปฏิบัติ หมายถึง การเคารพภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้าเพียงพระองค์เดียว และไม่มีพระเจ้าอื่นใด นอกจากพระองค์เท่านั้น

    ความหมายในเชิงวิชาการของ ความเป็นเอกานุภาพ

    การให้คำนิยามของความเป็นเอกานุภาพที่สมบูรณ์แบบที่สุดนั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะว่า การให้คำนิยามที่ครอบคลุมในทุกประเภทนั้นมีความยากลำบาก แต่หลังจากที่เราได้แบ่งประเภทของความเป็นเอกานุภาพออกเป็น  ๒ ประเภท ความเป็นเอกานุภาพในทฤษฎีความศรัทธา และการปฏิบัติ ก็สามารถที่จะให้คำนิยามตามความหมายในเชิงวิชาการได้ ดังนี้

ความเป็นเอกานุภาพในเชิงวิชาการ  หมายถึง  “ความเชื่อในความเป็นเอกะของพระผู้เป็นเจ้า ในอาตมัน ,คุณลักษณะ และรวมถึง กริยา การกระทำของพระองค์ด้วย อีกทั้งยังมีความจำเป็นที่จะต้องปฏิบัติตามความเชื่อนี้”

หลังจากที่ยอมรับว่า การให้คำนิยามของหลักเอกภาพนั้นไม่ค่อยจะสมบูรณ์แบบมากเท่าไร แต่การให้คำนิยาม ก็เพื่อที่จะทำให้มีความเข้าใจในความหมายของความเป็นเอกานุภาพได้มากยิ่งขึ้น


    อีกสองความหมายของ ความเป็นเอกานุภาพ

    บางครั้งความหมายของ ความเป็นเอกานุภาพ ที่ถูกกล่าวไว้ในหลักศรัทธา มีความหมายกว้าง ซึ่งได้ครอบคลุมความหมายของ

ความเป็นเอกานุภาพในเชิงวิชาการด้วย และได้รวมถึงประเด็นต่างๆที่เกี่ยวกับพระผู้เป็นเจ้า ไม่ว่าจะเป็น การรู้จักพระองค์, เหตุผลการมีอยู่ของพระองค์ ,การพิสูจน์คุณลักษณะของพระองค์ และอื่นๆ เป็นต้นฯ

นักเทววิทยาอิสลามบางคน ได้ให้คำนิยามของ ความเป็นเอกานุภาพ อีกสองความหมาย ก็คือ ความหมายโดยทั่วไป และความหมายที่เฉพาะเจาะจง มีดังนี้

“พึงรู้ไว้เถิดว่า ความหมายที่แท้จริงของความเป็นเอกานุภาพ หมายถึง ความเชื่อที่ไม่มีข้อคลางแคลงใดๆในพระผู้เป็นเจ้าและไม่มีการตั้งภาคีใดๆในอาตมัน, พระนามและคุณลักษณะของพระองค์”.........

ส่วนอีกความหมายหนึ่งของ ความเป็นเอกานุภาพ เป็นหนึ่งในรากฐานห้าประการของศาสนา คือ การรู้จักถึงพระจ้าในอาตมันและคุณลักษณะของพระองค์.......( อันนิซอมียะฮ์ ฟียฺ มัศฮับ อัลอิมามียะฮ์ หน้าที่ ๗๗ )

จากความหมายข้างต้นนี้ บ่งบอกถึงความหมายที่เฉพาะเจาะจงของความเป็นเอกานุภาพ นั่นคือ  ความเป็นเอกะของพระผู้เป็นเจ้า และการปฏิเสธการตั้งภาคีทั้งหลาย และความหมายทั่วไปของความเป็นเอกานุภาพ ก็คือ การพิสูจน์ว่าพระเจ้า และคุณลักษณะของพระองค์มีอยู่จริง นอกเหนือจากที่ได้กล่าวไปแล้ว


 ยังมีอีกสอง ประเด็นที่สำคัญ คือ

๑.ความเป็นเอกานุภาพ เป็นหนึ่งในห้าประการของหลักศรัทธา ต่อจาก หลักศรัทธาต่อความยุติธรรมของพระเจ้า ,หลักศรัทธาต่อสภาวะความเป็นศาสดา ,หลักศรัทธาต่อวันแห่งการตัดสิน และหลักศรัทธาต่อสภาวะความเป็นผู้นำของวงศ์วานผู้บริสุทธิ์ทั้งหลายสืบต่อจากศาสดามุฮัมมัด

 ด้วยเหตุนี้ ความหมายทั่วไปของความเป็นเอกานุภาพ  หมายถึง การรู้จักถึงพระเจ้า

๒.สาเหตุการเรียกชื่อ การรู้จักถึงพระเจ้า ว่า ความเป็นเอกานุภาพ ถือว่าเป็นการตั้งชื่อที่สมบูรณ์แบบ เพราะว่า มีความหมายครอบคลุมในทุกประเด็นที่เกี่ยวกับการรู้จักพระองค์ และยังถือว่า ความเป็นเอกานุภาพ เป็นหนึ่งในหลักศรัทธาที่สำคัญของอิสลามอีกด้วย

    ความเป็นเอกานุภาพในมุมมองของเทววิทยาอิสลาม

    ก่อนที่จะอธิบายในความเป็นเอกานุภาพของพระเจ้า มีคำถามเกิดขึ้นว่า ความเป็นเอกานุภาพ เป็นประเด็นที่ถูกกล่าว  ไว้ในห้วข้อใดของเทววิทยาอิสลาม?

คำตอบ จากการสังเกตในความหมายของความเป็นเอกานุภาพ จะเห็นได้ว่า ความเป็นจริงและสารัตถะของความเป็น เอกานุภาพ ก็คือ เป็นส่วนหนึ่งของคุณลักษณะบางประการของพระผู้เป็นเจ้า นั่นคือ ความเป็นเอกะและเป็นความเป็นหนึ่งเดียวของพระองค์

ด้วยเหตุนี้ บรรดานักเทววิทยาอิสลาม จึงมีสองวิธีการที่ใช้ในการอธิบายถึง ความเป็นเอกานุภาพของพระเจ้า ซึ่งมีดังนี้


๑.ความเป็นเอกานุภาพ เป็นส่วนหนึ่งของคุณลักษณะของพระเจ้าบางประการของพระเจ้า ซึ่งรวมถึงคุณลักษณะประการอื่นๆ ของพระองค์ด้วย

๒.ความเป็นเอกานุภาพ เป็นประเด็นอิสระ เนื่องจากเป็นประเด็นที่มีความสำคัญต่อในการรู้จักถึงพระเจ้า

และ จะมาอธิบายกันในวิธีการทั้งสองของ ความเป็นเอกานุภาพของพระผู้เป็นเจ้า ในบทต่อไป

ความเป็นเอกานุภาพของพระผู้เป็นเจ้าในมุมมองของอัลกุรอาน และวจนะ

    หลังจากที่อธิบายไปแล้วว่า ความเป็นเอกานุภาพ เป็นหนึ่งในหลักศรัทธาที่สำคัญของอิสลาม นอกเหนือจาก เป็นประเด็นหนึ่งของการรู้จักพระเจ้า และได้รวมถึงประเด็นต่างๆในหลักจริยธรรม และในหลักการปฏิบัติก็มีความสำคัญต่อหลักการนี้ด้วย

และด้วยเหตุนี้ อัล กุรอานและวจนะของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) และวจนะของบรรดาอิมาม ผู้นำ ผู้บริสุทธิ์ (ขอความสันติพึงมีแด่พวกท่าน) ซึ่งเป็นคำสอนของพระผู้เป็นเจ้า ก็ได้ให้ความสำคัญในความเป็นเอกานุภาพของพระผู้เป็นเจ้า เช่นเดียวกัน


 ณ ที่นี้ ได้ขอนำเอาบางส่วนของโองการจากอัล กุรอาน และวจนะที่กล่าวถึง เตาฮีด แต่สำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาเพิ่มเติม สามารถศึกษา และค้นคว้าได้จากตำราที่เกี่ยวกับการอรรถาธิบายอัลกุรอาน เป็นอันดับต่อไป

    ความสำคัญของความเป็นเอกานุภาพในศาสนาอิสลามและศาสนาอื่น

   ได้กล่าวไปแล้วว่าความเป็นเอกานุภาพของพระผู้เป็นเจ้า มิได้ถูกจำกัดหรือเฉพาะเจาะจงกับศาสนาอิสลามเท่านั้น แต่ทว่าบรรดาศาสดาทุกคนต่างก็ได้เชิญชวนมนุษย์มาสู่ความเป็นเอกานุภาพด้วยเหมือนกัน

  อัล กุรอานกล่าวว่า

“เรามิได้ส่งศาสนทูตใดมาก่อนเจ้า (มุฮัมมัด) นอกจากเราได้ลงการวิวรณ์ ว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใด นอกจากฉัน เจ้าจงทำการเคารพภักดีต่อฉัน” (บทอัลอัมบิยา โองการที่๒๕)

   และอัล กุรอานกล่าวอีกว่า

“และแน่นอนที่สุด เราได้ส่งศาสนทูตมาในทุกประชาชาติ ดังนั้น พวกเจ้าจงเคารพภักดีต่ออัลลอฮ์(พระเจ้า) และออกห่างจากการบูชาเจว็ด(การตั้งภาคี)”  (บทอัลนะฮ์ลฺ โองการที่๓๖)


และวจนะหนึ่ง เป็นคำกล่าวของ ท่านอิมามอะลี (ขอความสันติพึงมีแด่ท่าน) ได้กล่าวไว้ในสุนทรโรวาทเกี่ยวกับสาเหตุของการแต่งตั้งศาสนทูต ว่า

“เมื่อส่วนมากของประชาชาติได้เปลี่ยนแปลงพันธสัญญาที่ให้ไว้กับอัลลอฮ์ (พระเจ้า) แล้วพวกเขาไม่รู้จักในสิทธิของพระองค์ และได้ยึดถือสิ่งอื่นเคียงข้างพระองค์ เมื่อนั้น พระองค์จะทรงแต่งตั้งศาสนทูตมาเพื่อตอกย้ำในพันธสัญญาอันนั้น”

(นะฮ์ญุลบะลาเฆาะฮ์ สุนทรโรวาทที่ ๑ )

จากวจนะนี้ แสดงให้เห็นว่า ในช่วงแรกของประวัติศาสตร์การถือกำเนิดของมนุษย์ พวกเขาได้ให้พันธสัญญากับพระเจ้า แต่พวกเขาก็มิได้รักษาพันธสัญญาที่ให้ไว้กับพระองค์ และได้ยึดถือสิ่งอื่นคียงข้างพระองค์

ด้วยเหตุนี้ พระผู้เป็นเจ้า มีความจำเป็นที่จะต้องแต่งตั้งศาสนทูตมา เพื่อทำให้มนุษยชาติได้สำนึกในพันธสัญญาที่ให้ไว้กับพระองค์ และให้พวกเขาออกห่างจากการตั้งภาคีทั้งหลาย

อัล กุรอาน ซึ่งเป็นคัมภีร์สุดท้าย ได้กล่าวเน้นย้ำในความเป็นเอกานุภาพของพระผู้เป็นเจ้า มีดังนี้

ลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ หมายถึง ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์

ลาอิลาฮะ อิลลาฮุวะ หมายถึง ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์

ลาอิลาฮะ อิลลาอะนา หมายถึง ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากฉัน

ลาอิลาฮะ อิลลาอันตะ หมายถึง ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากท่าน

อิลาฮุกุม อิลาฮุน วาฮิด หมายถึง พระผู้เป็นเจ้าของเจ้า มีเพียงพระองค์เดียว

มามิน อิลาฮิน อิลลัลลอฮฺ หมายถึง ไม่มีจากพระเจ้าอื่นใดเลย นอกจากอัลลอฮ์

มามิน อิลาฮิน อิลลา อิลาฮุนวาฮิด หมายถึง ไม่มีจากพระเจ้าอื่นใด นอกจากพระเจ้าองค์เดียวเท่านั้น

มาละกุมมิน อิลาฮิน ฆ็อยรุฮู หมายถึง ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์เท่านั้น

ท่านศาสดามุฮัมมัด(ซ็อลฯ) ก็เช่นกัน ได้ประกาศเชิญชวนประชาชาติของท่านมาสู่ความเป็นเอกานุภาพของพระผู้เป็นเจ้าซึ่งถือว่า เป็นหน้าที่หลักและสำคัญของท่าน

ดั่งในโองการที่กล่าวว่า

“จงกล่าวเถิด(มุฮัมมัด) อันที่จริง ฉันถูกบัญชารับสั่งให้ทำการเคารพภักดีต่ออัลลอฮ์ และฉันจะไม่ตั้งภาคีเท่าเทียมกับพระองค์ และเฉพาะพระองค์เท่านั้นที่ฉันจะเชิญชวนเรียกร้อง และเฉพาะพระองค์เท่านั้นที่ฉันจะหวนกลับ” (บทอัรเราะอ์ด์ โองการที่ ๓๖)

อัล กุรอานกล่าวว่า

“จงกล่าวเถิดมุฮัมมัด แท้จริงฉันได้รับการวิวรณ์มา ให้ประกาศว่า แท้จริงพระเจ้าของพวกท่านนั้นคือพระเจ้าองค์เดียว ดังนั้นพวกท่านยังมิยอมนอบน้อมอีกหรือ?” (บทอัลอัมบิยาอ์ โองการที่ ๑๐๘)

และอัล กุรอานกล่าวอีกว่า

 “และโดยแน่นอน เราได้ส่งนูห์ไปยังกลุ่มชนของเขา (โดยกล่าวว่า) แท้จริงฉันเป็นผู้ตักเตือนอันแน่ชัดแก่พวกท่าน แล้วพวกท่านอย่าเคารพภักดีผู้ใดนอกจากอัลลอฮ์เท่านั้น แท้จริงฉันกลัวแทนพวกท่านถึงการลงโทษในวันอันแสนเจ็บปวด”(บทฮูด โองการที่๒๕-๒๖)

นอกเหนือจาก โองการเหล่านี้แล้ว ยังมีโองการอื่นๆอีกมากมาย และมีวจนะทั้งหลายอีกที่กล่าวถึง ความเป็นเอกานุภาพและประเภทต่างๆ และผลประโยชน์ของความเชื่อในความเป็นเอกานุภาพ ก็คือ การออกห่างจากการตั้งภาคีทั้งหลาย ซึ่งจะมากล่าวเป็นอันดับต่อไป


   ศัพท์ทางวิชาการท้ายบท

เตาฮีด หมายถึง ความเป็นเอกานุภาพของพระผู้เป็นเจ้า

   : Oneness of God, Monotheism

ความเป็นเอกานุภาพในการปฏิบัติ   : Monotheism in deeds  

ความเป็นเอกานุภาพในทฤษฎีความศรัทธา       : Monotheism in belief    

  สรุปสาระสำคัญ

๑.ศาสนาอิสลาม เป็นศาสนาแห่งเอกะเทวนิยมหรือศาสนาที่มีความเชื่อในความเป็นเอกานุภาพของพระผู้เป็นเจ้า นั่นก็คือความหมายของเตาฮีด(ความเป็นเอกานุภาพของพระผู้เป็นเจ้า) ซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญของอิสลาม และความเป็นเอกานุภาพของพระองค์ มิได้ถูกจำกัด และเฉพาะเจาะจงในหลักศรัทธาเพียงเท่านั้น แต่ยังได้รวมถึงในหลักการปฏิบัติ และหลักศีลธรรม จริยธรรมอีกด้วย

๒.ความเป็นเอกานุภาพ มิได้ถูกจำกัด และเฉพาะเจาะจงในอิสลามเพียงศาสนาเดียวเท่านั้น แต่ในทุกศาสนาก็มีคำสอนในความเป็นเอกานุภาพของพระผู้เป็นเจ้า ด้วยเช่นเดียวกัน

๓.คำสอนของความเป็นเอกานุภาพของอิสลามนั้น มีคำอธิบายที่ลึกซึ้งและละเอียดอ่อน โดยที่มิได้มีกล่าวในคำสอนของศาสนาใดมาก่อน อีกทั้งมนุษย์ธรรมดาก็มีความสามารถที่จะเข้าใจในความหมายของความเป็นเอกานุภาพได้


 ในขณะที่บรรดานักปราชญ์ผู้เชี่ยวชาญนั้น มีความเข้าใจในความหมายได้มากกว่า

๔.คำว่า เตาฮีดในด้านภาษา แปลว่า การมีหนึ่ง ซึ่งในอัล กุรอานมิได้กล่าวถึงคำนี้ แต่ในวจนะของท่านศาสดาและบรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์ได้กล่าวถึงคำนี้และมีการกล่าวคำที่มีความหมายคล้ายคลึงกัน

๕.ความเป็นเอกานุภาพ สามารถแบ่งออกเป็น สอง ประเภทได้ ดังนี้

๑.ความเป็นเอกานุภาพในทฤษฎีความศรัทธา  หมายถึง ความเชื่อว่ามีพระผู้เป็นเจ้าเพียงพระองค์เดียว ในอาตมัน(ตัวตน) ,กริยา การกระทำ และคุณลักษณะของพระองค์

๒.ความเป็นเอกานุภาพในการปฏิบัติ หมายถึง การปฏิบัติตามความเชื่อในการมีพระผู้เป็นเจ้าเพียงพระองค์เดียว

๖.ความหมายหนึ่งของ ความเป็นเอกานุภาพ คือ ความเชื่อในความเป็นเอกะของพระผู้เป็นเจ้า ไม่ว่าในอาตมัน ,กริยา การกระทำ และคุณลักษณะของพระองค์ อีกทั้งความจำเป็นที่จะต้องปฏิบัติตามความเชื่อนี้

๗.บางครั้งมีความหมายที่กว้างกว่า ซึ่งได้รวมถึงในทุกประเด็นที่เกี่ยวกับพระผู้เป็นเจ้า

๘.ความเป็นเอกานุภาพในมุมมองหนึ่ง เป็นประเด็นของคุณลักษณะบางประการของพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งเป็นประเด็นย่อย แต่บางครั้ง ก็ถือว่า เป็นประเด็นหลัก

๙.อัล กุรอานและวจนะของอิสลาม ได้กล่าวเน้นย้ำในความเป็นเอกานุภาพไว้อย่างมากมาย

๑๐.ความเป็นเอกานุภาพ คือหน้าที่หลักที่มีความสำคัญมากที่สุดในการเชิญชวนของบรรดาศาสดา และโดยเฉพาะท่านศาสดามุฮัมมัด(ซ็อล)


   บทที่ ๒

   ความเป็นเอกานุภาพในอาตมัน ตัวตนของพระเจ้า

 (เตาฮีด ซาตีย์)

   หลังจากที่ได้แบ่งประเภทของ ความเป็นเอกานุภาพของพระผู้เป็นเจ้า ออกเป็น ๒ ประเภท คือ ความเป็นเอกานุภาพในทฤษฎีความศรัทธา และในการปฏิบัติ ซึ่งแต่ละประเภทก็สามารถที่จะแบ่งออกเป็นประเภทย่อยๆได้หลายประเภทด้วยกัน   ด้วยเหตุนี้ ความเป็นเอกานุภาพในทฤษฎีความศรัทธา จึงแบ่งออกได้อีก ๓ ประเภท ซึ่งมีดังนี้

๑. ความเป็นเอกานุภาพในอาตมัน ตัวตน

๒. ความเป็นเอกานุภาพในคุณลักษณะ

๓. ความเป็นเอกานุภาพในกริยา การกระทำ

อันดับแรก จะขอธิบายในความเป็นเอกานุภาพในอาตมัน หลังจากนั้นจะมากล่าวถึงประเภทอื่น เป็นอันดับต่อไป


   ความหมายของ ความเป็นเอกานุภาพในอาตมัน ในมุมมองต่างๆ

   ความเป็นเอกานุภาพในอาตมัน ในด้านวิชาการ หมายถึง การไม่เหมือนสิ่งใด และไม่มีสิ่งใดเหมือนกับอาตมันของพระผู้เป็นเจ้า และในบางครั้ง ยังมีความหมายกว้างกว่านี้อีก นอกเหนือจาก ความหมายข้างต้นแล้ว ได้ครอบคลุมถึง ความบริสุทธิ์ในอาตมันของพระผู้เป็นเจ้า และการปฏิเสธการมีส่วนประกอบในอาตมันของพระองค์

ดังนั้น จากทัศนะนี้ แสดงให้เห็นว่า ความเป็นเอกานุภาพในอาตมัน มีด้วยกันอยู่  ๒ ประเด็น ซึ่งมีดังนี้

๑.ความบริสุทธิ์ในอาตมันของพระผู้เป็นเจ้าในทุกสภาวะ และการไม่มีส่วนประกอบใดในอาตมันของพระองค์

ด้วยเหตุนี้ การยอมรับในทัศนะนี้   หมายถึง การปฏิเสธการมีส่วนประกอบในอาตมันของพระผู้เป็นเจ้า

๒.การไม่เหมือนสิ่งใด และไม่มีสิ่งใดเหมือนกับอาตมันของพระผู้เป็นเจ้า

ด้วยเหตุนี้ การยอมรับในทัศนะนี้ หมายถึง การปฏิเสธการมีอยู่ของสิ่งอื่นที่อยู่เคียงข้างกับอาตมันของพระองค์


พึงสังเกตุได้เถิดว่า ในทัศนะที่หนึ่ง กล่าวว่า อาตมันของพระผู้เป็นเจ้ามิได้มีส่วนประกอบ และทัศนะที่สองกล่าวถึง  การไม่มีอยู่ของพระเจ้าหลายองค์ โดยนักเทววิทยาอิสลามบางคน เรียกทัศนะแรกว่า เตาฮีด อะฮะดีย์ หมายถึง ความเป็นเอกานุภาพในอาตมันโดยที่ไม่มีสิ่งอื่นอยู่เคียงข้าง ส่วนในทัศนะที่สองเรียกว่า เตาฮีด วาฮิดีย์ หมายถึง ความเป็นเอกานุภาพ และความเป็นหนึ่งเดียวของพระผู้เป็นเจ้าที่ไม่มีความเป็นสองหรือสามตามมา

ดังนั้น ความหมายที่ชัดเจนของความเป็นเอกานุภาพในอาตมัน หมายถึง ได้รวมการปฏิเสธการมีส่วนประกอบทุกชนิดในพระเจ้า และการมีอยู่ของพระเจ้าหลายองค์

และก่อนจะกล่าวถึง มุมมองและทัศนะต่างๆของความเป็นเอกานุภาพในอาตมัน และการให้เหตุผลของบรรดานักเทววิทยาอิสลาม จะขอกล่าวเน้นย้ำอีกว่า ความเป็นเอกานุภาพในอาตมัน ที่กล่าวในอัล กุรอาน และวจนะของท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) และบรรดาวงศ์วานผู้บริสุทธิ์ของท่าน (ขอความสันติพึงมีแด่พวกท่าน)  เป็นประเด็นที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังมีความหมายที่ลึกซึ้งและละเอียดอ่อนยากที่จะเข้าใจในรายละเอียดของมันได้ ซึ่งต้องอาศัยการอธิบายในบทนำเบื้องต้น หลังจากนั้น จะขอกล่าวถึงการใช้เหตุผลทางสติปัญญาที่สามารถได้รับจากโองการทั้งหลายของอัล กุรอานที่กล่าวถึงความเป็นเอกานุภาพในอาตมัน


   ความบริสุทธิ์ในอาตมันของพระผู้เป็นเจ้า

   ทัศนะที่หนึ่งกล่าวว่า มีความเชื่อว่า ความบริสุทธิ์ในอาตมันของพระผู้เป็นเจ้า และการปฏิเสธการมีส่วนประกอบทุกชนิดในอาตมันของพระองค์ ซึ่งก็เป็นอีกประเภทหนึ่งของความเป็นเอกานุภาพในอาตมัน  และจากทัศนะนี้ นักเทววิทยาอิสลามบางคน ได้กล่าวว่า ประเด็นหนึ่งของความเป็นเอกานุภาพในอาตมัน คือ ประเด็นที่เกี่ยวกับคุณลักษณะในด้านลบของพระผู้เป็นเจ้า หมายถึงคุณลักษณะที่ไม่มีในพระองค์ มิใช่ประเด็นนี้ เป็นประเด็นหลักของ ความเป็นเอกานุภาพ เพราะว่า การปฏิเสธการมีส่วนประกอบทุกชนิดในพระผู้เป็นเจ้า ก็คือ คุณลักษณะหนึ่งในด้านลบของพระองค์

จะเห็นได้ว่า การมีส่วนประกอบนั้น ถูกแบ่งออกเป็น ๓ ชนิด 

๑.การมีส่วนประกอบในด้านสติปัญญา หมายถึง การมีส่วนประกอบของสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นจากการจำแนกของสติปัญญา โดยการใช้หลักของปรัชญาในการจำแนก เช่น การแบ่งสิ่งหนึ่งออก เป็นสองส่วน หมายถึง การมีกับการไม่มีของสิ่งนั้น กล่าวคือ ไม่สามารถรวมสิ่งหนึ่งจากการมีและการไม่มี เพราะฉะนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ ที่สิ่งหนึ่งจะมีและไม่มีในเวลาเดียวกัน และการมีส่วนของสสาร โดยแบ่งออกเป็น สารัตถะ และการมีของสสาร การมีส่วนของสสารที่ไม่สมบูรณ์ ก็ถูกแบ่งออกเป็น การมีสกุล (ญินซ์)และการมีลักษณะความแตกต่าง (ฟัศล์) และการมีรูปแบบทั้งหมดในการจินตนาการและการสร้างมโนภาพ ก็เป็นตัวอย่างของการมีส่วนประกอบในด้านสติปัญญา


๒.การมีส่วนประกอบภายนอก หมายถึง การมีอยู่ของสิ่งหนึ่งที่มีส่วนประกอบภายนอก คือ การมีส่วนประกอบของสิ่งหนึ่งที่เป็นชิ้นส่วนอยู่ภายนอก  เช่น ส่วนประกอบของร่างกายแยกออกเป็น สสารและรูปร่าง ,การเกิดขึ้นของสิ่งที่เป็นสสารและวัตถุ เป็นตัวอย่างของการมีส่วนประกอบภายนอก

๓. การมีส่วนประกอบในด้านปริมาณ หมายถึง การมีส่วนประกอบของสิ่งหนึ่งในสภาพที่มีปริมาณ, ขนาด ความกว้าง, ความยาวและส่วนสูง ดังนั้น การมีส่วนประกอบชนิดนี้ ไม่ได้มีอยู่ในสภาวะจริงของสิ่งหนึ่ง แต่ทว่าส่วนประกอบของสิ่งนั้นกำลังจะกลายเป็นสภาวะจริง หลังจากที่ได้รวมเอาส่วนประกอบทั้งหมดเข้าด้วยกัน จึงกลายสภาพเป็นสภาวะจริง  และนักปรัชญาอิสลามบางคนได้กล่าวว่า การมีส่วนประกอบในด้านปริมาณ เป็นอีกชนิดหนึ่งของการมีส่วนประกอบภายนอก เพราะว่า สิ่งนั้นมีส่วนประกอบที่เกิดขึ้นภายนอก และมิได้เกิดขึ้นจากการใช้สติปัญญาเสียด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้น ความแตกต่างของทั้งสองชนิดนี้ ก็คือ การมีส่วนประกอบภายนอกและในด้านปริมาณ คือการมีส่วนประกอบที่มีสภาวะจริงและกำลังจะกลายเป็นสภาวะจริง ถ้าหากสิ่งนั้นมีส่วนประกอบภายนอก ถือว่าเป็นสภาวะจริง แต่ถ้าหากสิ่งนั้นมีส่วนประกอบในด้านปริมาณ ถือว่ากำลังจะกลายเป็นสภาวะจริง


   เหตุผลของความเป็นเอกานุภาพของพระผู้เป็นเจ้า

   หลังจากได้อธิบายชนิดต่างๆของการมีส่วนประกอบไปแล้ว ณ ที่นี้ จะขอกล่าวถึง เหตุผลต่างๆที่บอกถึงการไม่มีทุกชนิดของการมีส่วนประกอบในอาตมันของพระผู้เป็นเจ้า แต่ก่อนที่จะอธิบายในเหตุผลเหล่านั้น จะกล่าวได้ว่า เหตุผลที่บรรดานักเทววิทยาอิสลามใช้พิสูจน์ในความเป็นเอกานุภาพของพระผู้เป็นเจ้าคือ การปฏิเสธการมีส่วนประกอบทุกชนิดในอาตมันของพระองค์ และนอกเหนือจาก เหตุผลของนักเทววิทยา, นักปรัชญาและนักรหัสยวิทยาอิสลามแล้ว ยังมีเหตุผลอื่นๆอีกที่ใช้พิสูจน์ในเตาฮีด เช่นเดียวกัน

   เหตุผลของการไม่มีส่วนประกอบในอาตมันของพระผู้เป็นเจ้า

    การพิสูจน์ในความบริสุทธิ์ที่สมบูรณ์แบบของพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งกล่าวได้ว่า อาตมันของพระองค์ ไม่มีส่วนประกอบทุก  ชนิดของการมีส่วนประกอบ และมิได้มีเหตุผลเดียวที่ใช้ในการพิสูจน์ถึงความบริสุทธิ์ในอาตมันของพระองค์ แต่ในความเป็นจริง ก็คือ ยังมีเหตุผลมากมายที่พิสูจน์ถึงอาตมันของพระผู้เป็นเจ้าว่า ไม่มีส่วนประกอบใดในอาตมันของพระองค์


๑.การปฏิเสธการมีส่วนประกอบภายนอก

    คำอธิบาย

    เมื่อใดก็ตามที่สิ่งหนึ่งมีส่วนประกอบ สิ่งนั้นก็จะต้องมีชิ้นส่วน และสิ่งนั้นจะมีอยู่ได้ก็ขึ้นอยู่กับการมีชิ้นส่วนของมัน และการที่สิ่งนั้นไม่มีชิ้นส่วน หมายถึง การไม่มีอยู่ของสิ่งนั้น ซึ่งสติปัญญาได้บอกว่า ส่วนประกอบทุกส่วนของสิ่งหนึ่ง  คือ การมีอยู่ของสิ่งนั้น  การเกิดขึ้นของส่วนประกอบก่อนที่สิ่งนั้นจะเกิดขึ้น หมายความว่า สิ่งนั้นจะเกิดขึ้นได้ต้องมีส่วนประกอบที่เกิดขึ้นมาก่อน ดังนั้น  การมีอยู่ของสิ่งที่มีส่วนประกอบ หมายความว่า การมีอยู่ของสิ่งนั้นขึ้นอยู่กับการเกิดขึ้นของส่วนประกอบ เพราะฉะนั้น การมีอยู่ของพระผู้เป็นเจ้า ในสภาพที่เป็นไปไม่ได้ว่าจะต้องมีส่วนประกอบ เพราะว่าการมีส่วนประกอบนั้นมีความขัดแย้งกับความจำเป็นต้องมีอยู่ของพระองค์

 ด้วยเหตุนี้เอง ถ้าสมมุติว่า พระผู้เป็นเจ้ามีส่วนประกอบ หมายความว่า พระองค์มิได้เป็นสิ่งจำเป็นต้องมีอยู่ แต่พระองค์นั้น เป็นสิ่งที่ต้องพึ่งพาสิ่งอื่น จึงจะมีอยู่ได้ แต่ในความเป็นจริง พระองค์ คือสิ่งจำเป็นต้องมีอยู่ เพราะฉะนั้น จึงเป็นที่กระจ่างชัดว่า พระผู้เป็นเจ้านั้นไม่มีส่วนประกอบใด นอกจากอาตมันของพระองค์เท่านั้น


๒.การปฏิเสธการมีส่วนประกอบในด้านสติปัญญา

เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่มีความเข้าใจง่ายในการพิสูจน์ถึงการปฏิเสธการมีส่วนประกอบในพระผู้เป็นเจ้า

  คำอธิบาย

   เมื่อสิ่งหนึ่งประกอบด้วย สกุล(ญินซ์) และลักษณะความแตกต่าง(ฟัศล์) เช่น มนุษย์ประกอบด้วย ความเป็นสัตว์กับการพูดได้ ดังนั้น สัตว์จึงเป็นสกุล และการพูดได้ ก็เป็นลักษณะความแตกต่าง และมนุษย์คือ สัตว์ที่พูดได้ และสิ่งที่ประกอบจากการมี(วุญูด)และสสาร(มาฮียัต) เช่น การมีอยู่ของมนุษย์จากการมีและการเป็นสสาร ทั้งหมดนั้น เป็นคุณสมบัติของสสาร

กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ  สติปัญญาของมนุษย์นั้นมีความคุ้นเคยกับการมีอยู่ของสสาร และด้วยกับความแตกต่างกันในคุณสมบัติทั้งหลายของสสาร ทำให้ได้รับความหมายของคำว่า สกุล (ญินซ์) และลักษณะความแตกต่าง (ฟัศล์) ซึ่งจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อได้นำเอาทั้งสองคำประกอบเข้าด้วยกัน

ดังนั้น การที่สิ่งหนึ่งประกอบด้วย สกุล และลักษณะความแตกต่าง  สิ่งที่ประกอบด้วยการมีอยู่กับสสาร ทั้งหมดนั้น คือ การมีส่วนประกอบของสสาร และได้กล่าวไปแล้วว่า อาตมันของพระผู้เป็นเจ้านั้น ทรงมีอยู่อย่างบริสุทธิ์และมิได้เป็นสสาร ดังนั้น การมีอยู่ของพระองค์จึงไม่มีส่วนประกอบดังที่กล่าวมา


๓.การปฏิเสธการมีส่วนประกอบในด้านปริมาณ ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่มีความเข้าใจง่ายในการพิสูจน์ถึงอาตมันของพระเจ้าว่า ไม่มีส่วนประกอบในด้านปริมาณ

    คำอธิบาย

   ถ้าหากสมมุติว่า พระผู้เป็นเจ้ามีส่วนประกอบในด้านปริมาณแล้วละก็ ส่วนประกอบนั้นก็จะเป็นมุมกินุลวุญูด( สิ่งที่ต้องพึ่งพา) หรือจะเป็นวาญิบุลวุญูด (สิ่งทีจำเป็นต้องมีอยู่) และถ้าส่วนประกอบนั้น เป็นสิ่งที่ต้องพึ่งพา ส่วนประกอบทั้งหมดไม่ว่าจะขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ต้องมีความแตกต่างกันอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้น อาตมันของพระเจ้า จึงเป็นทั้งสิ่งที่จำเป็นต้องมีอยู่ สิ่งที่ต้องพึ่งพาในเวลาเดียวกัน ซึ่งก็เป็นไปไม่ได้ที่ สิ่งหนึ่งจะเป็นทั้งสองสิ่งพร้อมกัน และถ้าสมมุติว่า พระเจ้ามีส่วนประกอบที่เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องมี(วาญิบุลวุญูด) ก็เป็นไปไม่ได้เช่นเดียวกัน เพราะว่า การมีส่วนประกอบในด้านปริมาณ หมายถึง การมีอยู่ของสิ่งหนึ่งในสภาวะที่ยังกลายไม่เป็นจริง ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้สำหรับการมีอยู่ของสิ่งที่จำเป็นต้องมี และมิได้มีเป็นสภาวะเป็นจริง และอีกเหตุผลหนึ่งก็คือ การมีส่วนประกอบในด้านปริมาณ เป็นคุณลักษณะหนึ่งของร่างกาย ซึ่งร่างกายเป็นสสาร และมีรูปร่าง ในขณะเดียวกัน อาตมันของพระผู้เป็นเจ้ามิได้เป็นสสารและมีรูปร่าง เพราะฉะนั้น จากเหตุผลดังกล่าว ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า อาตมันของพระผู้เป็นเจ้า มิได้มีส่วนประกอบในด้านปริมาณ


  การพิสูจน์ความเป็นหนึ่งเดียวของพระผู้เป็นเจ้าและการปฏิเสธการมีอยู่ของพระเจ้าหลายองค์

   หลังจากที่ได้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ในอาตมันของพระผู้เป็นเจ้าไปแล้ว บัดนี้  จะมาพิสูจน์ในเหตุผลของความเป็นหนึ่งเดียวของพระองค์

ความเป็นหนึ่งเดียวในอาตมันของพระผู้เป็นเจ้า (เตาฮีดซาตีย์วาฮิดีย์) หมายถึง อาตมันของพระองค์ มีหนึ่งเดียวและไม่มีพระเจ้าอื่นใดอยู่เคียงข้างพระองค์

การพิสูจน์ความเป็นหนึ่งเดียวในอาตมันของพระผู้เป็นเจ้า มีเหตุผลอยู่มากมาย แต่จะขอนำมากล่าวสัก ๓ เหตุผล ซึ่งมีดังนี้

    เหตุผลที่หนึ่ง  : ความสมบูรณ์แบบที่สุดและความไม่มีขอบเขตจำกัดของพระเจ้า

    ข้ออ้างแรกของเหตุผลนี้ คือ อาตมันของพระเจ้านั้น ไม่มีที่สิ้นสุด และขอบเขตจำกัด แต่มีสภาพที่สมบูรณ์แบบ เพราะว่าจากความจำเป็นที่ต้องมีอยู่ของพระองค์ได้กำหนดไว้ว่า อาตมันของพระองค์จะปราศจากความสมบูรณ์ไปไม่ได้ และถ้าหากว่าพระองค์มิได้มีความสมบูรณ์ในอาตมันก็เท่ากับว่าพระองค์ มีความต้องการ และเมื่อเป็นเช่นนี้อาตมันของพระองค์ก็มีความบกพร่องและไม่มีความสมบูรณ์ ดังนั้น การมีความต้องการก็คือ ความไม่สมบูรณ์ และความบกพร่อง ซึ่งสิ่งนี้มีความขัดแย้งกับความจำเป็นที่ต้องมีของพระองค์


  ถ้าสมมุติว่า มีพระเจ้าอยู่สององค์ ในระหว่างพระเจ้าสององค์ก็ต้องมีความแตกต่างกัน และหากว่าไม่มีความแตกต่างกันในพระเจ้าสององค์ การสมมุติฐานที่บอกว่า มีพระเจ้าสององค์ก็จะไม่เกิดขึ้น และในสภาพเช่นนี้การสมมุติฐานที่จะเกิดขึ้นมีด้วยกัน ๒ สมมุติฐาน ดังนี้

สมมุติฐานแรก คือ พระเจ้าองค์หนึ่งมีความแตกต่างที่อีกองค์ไม่มี เช่น พระเจ้าองค์หนึ่งมีความสมบูรณ์ และอีกองค์หนึ่งไม่มีความสมบูรณ์ ในสภาพเช่นนี้ เป็นรู้กันดีว่า พระเจ้าที่แท้จริง คือพระเจ้าองค์แรก มิใช่พระเจ้าองค์ที่สอง เพราะว่า พระเจ้าองค์ที่สองนั้น มีความบกพร่องและไม่มีความสมบูรณ์ จึงไม่สามารถจะเป็นพระเจ้าได้ ดังนั้น ในสมมุติฐานนี้ ได้พิสูจน์ในความเป็นหนึ่งเดียวของพระเจ้า และการปฏิเสธการมีอยู่ของพระเจ้าหลายองค์

สมมุติฐานที่สอง คือ การมีอยู่ของพระเจ้าทั้งสองพระองค์ที่มีความสมบูรณ์เหมือน แต่มีความแตกต่างที่พระเจ้าอีกพระองค์ไม่มี นั่นก็คือ พระเจ้าองค์หนึ่งมีความสมบูรณ์ที่ไม่เหมือนกับอีกองค์หนึ่ง ดังนั้นในสภาพเช่นนี้ พระเจ้าทั้งสององค์มิได้เป็นพระเจ้าที่แท้จริง เพราะว่า มีความขัดแย้งกับสมมุติฐานข้างต้น เหตุผลก็คือ การมีอยู่ของพระเจ้าทั้งสององค์เกิดจากการมีและการไม่มี ซึ่งได้กล่าวไปแล้วว่า พระเจ้าทรงบริสุทธิ์จากการมีส่วนประกอบทุกชนิด

    ด้วยเหตุนี้  การสมมุติว่าพระเจ้ามีหลายองค์ จึงหวนกลับไปสู่ความเป็นหนึ่งเดียวของพระเจ้า และในสมมุติฐานที่สอง ก็ได้นำพาไปสู่การมีส่วนประกอบในพระเจ้า ข้อสรุปจากสมมุติฐานนี้ก็คือ การคิดและจิตนาการว่า มีพระเจ้าหลายองค์ เป็นการจินตนาการไม่เข้ากับการใช้เหตุผลทางปัญญา และในบางทีอาจจะกล่าวได้ว่า มีการสมมุติฐานอื่นเกิดขึ้นอีก เป็นสมมุติฐานที่สาม นั่นก็คือ สมมุติว่า พระเจ้าทั้งสององค์มีความสมบูรณ์เหมือนกัน เหตุผลก็คือดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่า


 สมมุติฐานนี้ ถือว่าไม่ถูกต้อง เพราะว่าการมีอยู่หลายอย่างต้องมีความแตกต่างกัน และการสมมุติว่า พระเจ้ามีสององค์ที่มีความสมบูรณ์เหมือนกัน ก็มีความขัดแย้งกับสมมุติฐานแรกที่ได้กล่าวไปแล้ว ด้วยเหตุนี้เอง การมีอยู่ของพระเจ้าหลายองค์จึงเป็นไปไม่ได้ เพราะว่า มีความขัดแย้งกับความจำเป็นที่ต้องมีอยู่และความสมบูรณ์แบบของพระเจ้า

    เหตุผลที่สอง  : การปฏิเสธการมีส่วนประกอบทุกชนิด

    ถ้าสมมุติว่า มีพระเจ้าสององค์ที่เป็นวาญิบุลวุญูด (สิ่งจำเป็นที่ต้องมีอยู่) เหมือนกัน และได้อธิบายไปแล้วว่า สมมุติฐานว่ามีพระเจ้าหลายองค์ บ่งบอกถึงการมีความแตกต่างระหว่างพระเจ้าทั้งหลาย ยกตัวอย่างเช่น เวลาที่เราพูดว่า มีหนังสือสองเล่ม ดังนั้น ความหมือนกันคือ ความเป็นหนังสือ แต่ว่ามีความแตกต่างกันในขนาดของเล่ม, สี,สถานที่จัดพิมพ์ ฯลฯ เพราะฉะนั้น การสมมุติว่า มีพระเจ้าหลายองค์ จึงหมายความว่า พระเจ้าสององค์มีความเหมือนกันในความจำเป็นต้องมีอยู่ และมีความแตกต่างในความเป็นพระผู้เป็นเจ้า ด้วยเหตุนี้เอง การสมมุติฐานข้างต้น บ่งบอกว่า หนึ่งในพระเจ้าทั้งสองมีความเหมือนและความแตกต่างอยู่ด้วยกัน และนี่คือสาเหตุที่ทำให้อาตมันของพระเจ้า มีส่วนประกอบ ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่า อาตมันของพระเจ้าไม่มีส่วนประกอบใดทั้งสิ้น ดังนั้น การสมมุติว่า มีพระเจ้าหลายองค์ จึงเป็นสาเหตุทำให้อาตมันของพระเจ้ามีส่วนประกอบ และการมีส่วนประกอบในพระองค์ เป็นการกระทำที่เป็นไปไม่ได้ และการมีอยู่ของพระเจ้าหลายองค์ก็เป็นไปไม่ได้ ด้วยเช่นเดียวกัน


    เหตุผลที่สาม   : การปฏิเสธการมีอยู่ของพระเจ้าหลายองค์

    การปฏิเสธการมีของพระเจ้าหลายองค์ เป็นหนึ่งในเหตุผลของเตาฮีด และมีคำอธิบายมากมายในเหตุผลนี้ และจะกล่าวได้ว่า ในขณะที่สมมุติว่า มีพระเจ้าอยู่สององค์ การสมมุติฐาน จึงมีด้วยกัน ๓ สภาพ ดังนี้

๑.พระเจ้าองค์หนึ่งมีความสามารถเหนืออีกพระองค์หนึ่ง หมายความ พระเจ้าองค์หนึ่งสามารถที่จะต่อสู้กับอีกพระองค์หนึ่งได้ ในสภาพเช่นนี้ พระเจ้าที่แท้จริงคือ พระเจ้าองค์แรกที่มีความสามารถเหนืออีกฝ่ายหนึ่ง

๒.พระเจ้าทั้งสองพระองค์มีความสามารถเหมือนกัน

๓.พระเจ้าทั้งสองพระองค์ไม่มีความสามารถใดๆเลย

ดังนั้น การสมมุติฐานทั้งสองสภาพก็มีความขัดแย้งกับการสมมุติฐานแรก คือ การมีอยู่ของพระเจ้าทั้งสองพระองค์ เพราะว่าในสภาพที่สอง แสดงให้เห็นถึงความปราชัยของบรรดาพระเจ้าทั้งหลาย และในสภาพที่สามก็แสดงให้เห็นถึง ความไร้สามารถของพระเจ้าทั้งหลาย ซึ่งทั้งสองสภาพนั้น มีความขัดแย้งกับวาญิบุลวุญูด (สิ่งจำเป็นต้องมีอยู่) ของพระเจ้า

 ด้วยเหตุนี้ การสมมุติฐานว่ามีพระเจ้าหลายองค์ จึงมีความเป็นไปไม่ได้


    ความเป็นหนึ่งเดียวในความจริงและในจำนวนเลข

 (วะฮ์ดัตฮะกีกีย์และวะฮ์ดัตอะดาดีย์)

  ในตอนท้ายของบทนี้ มีประเด็นสำคัญที่จะต้องขอกล่าวย้ำ คือ ส่วนมากของมนุษย์ ได้คิดว่าความหมายของความเป็นหนึ่งเดียวของพระเจ้า (วะฮ์ดัต) เป็นความหมายเดียวกับความเป็นหนึ่งเดียวในจำนวนเลข (วะฮ์ดัตอะดาดีย์)  เช่น ความหมายของความเป็นหนึ่งในพระเจ้าว่า มีความหมายเดียวกันกับความหมายของ คำว่า พระอาทิตย์ดวงหนึ่ง หรือโลกใบหนึ่ง ถ้าหากว่าได้ไตร่ตรองอย่างละเอียด และนำเอาคำสอนของอัล กุรอานและวจนะ มาเป็นบรรทัดฐาน จะได้รับในความหมายที่ลึกซึ้งของความเป็นหนึ่งเดียวในพระเจ้า ซึ่งบางครั้ง เรียกว่า ความเป็นหนึ่งเดียวในความจริง

(วะฮ์ดัตฮะกีกีย์) ความหมายของความเป็นหนึ่งเดียวในจำนวนเลข

(วะฮ์ดัตอะดาดีย์) คือ ในกรณีของสิ่งหนึ่งที่ถูกใช้ในความหมายโดยรวมที่สามารถบอกถึงจำนวนของมันได้ เช่น ถ้าบอกว่า สิ่งนั้นมีอันเดียว และจะสมมุติว่าสิ่งนั้นมีสองหรือสามอันก็ได้ เพราะว่าจากจำนวนนับมีตัวเลขหลายตัวด้วยกัน และในส่วนของความหมายของความเป็นหนึ่งเดียวที่เกิดขึ้นในความจริง (วะฮ์ดัตฮะกีกีย์) มีหมายความว่า สิ่งนั้นถูกใช้ในความหมายที่มีอันเดียวโดยไม่สามารถที่จะสมมุติว่า มีสองหรือสามได้ ดังนั้น จากการพิจารณาในความหมายของความเป็นหนึ่ง (วะฮ์ดัต) ทำให้เข้าใจได้ว่า ความหมายของความเป็นหนึ่งในอาตมันของพระเจ้า มิใช่ความเป็นหนึ่งในจำนวนเลข แต่คือความเป็นหนึ่งในความจริง ก็คือ ความเป็นหนึ่งเดียวที่เกิดขึ้นจริง และไม่มีสองหรือมีสาม  ดังนั้น ความหมายของความเป็นหนึ่งเดียวในอาตมันของพระเจ้า คือ ความเป็นหนึ่งเดียวที่ไม่มีขอบเขตจำกัด และไม่มีสิ่งอื่นเคียงข้างพระองค์


  ความเป็นเอกานุภาพในอาตมัน(เตาฮีด ซาตีย์) ในอัล กุรอาน

  ในบทที่ผ่านมาได้อธิบายแล้วว่า ประเภทแรกของความเป็นเอกานุภาพในทฤษฎี(เตาฮีด นะซอรีย์) คือ ความเป็นเอกานุภาพในอาตมันของพระผู้เป็นเจ้า(เตาฮีด ซาตีย์) ซึ่งอธิบายได้  ๒ ความหมาย ด้วยกัน ดังนี้

๑.ความเชื่อในความบริสุทธิ์ในอาตมันของพระเจ้า เรียกว่า เตาฮีด อะฮะดีย์

๒.ความเชื่อในความเป็นหนึ่งเดียวในอาตมัน และการปฏิเสธการตั้งภาคีใดๆ ได้เรียกว่า เตาฮีด วาฮีดีย์ เพราะว่า ความเชื่อในการตั้งภาคีเกิดขึ้นมากมายเคียงข้างพระเจ้า เช่น การมีอยู่ของพระเจ้าหลายองค์

อัล กุรอานได้เน้นย้ำในความหมายที่สองไว้อย่างมาก และแม้ในโองการทั้งหลายจะกล่าวถึง เตาฮีดอะฮะดีย์ และความบริสุทธิ์ในอาตมันของพระเจ้าก็ตาม และยังได้กล่าวถึง การมีความเชื่อของมนุษย์ในพระเจ้าหลายองค์ และการตั้งภาคีต่อพระเจ้า

อัล กุรอานกล่าวว่า

 “ไม่มีสิ่งใดเหมือนพระองค์ พระองค์เป็นผู้ทรงได้ยินอีกทั้งทรงมองเห็น” ( บทอัชชูรอ โองการที่ ๑๑ )

จากโองการนี้ แสดงให้เห็นว่า ตามหลักไวทยากรณ์ภาษาอาหรับกล่าวว่า โองการนี้ได้ปฏิเสธทุกชนิดของความเหมือนกันในพระผู้เป็นเจ้า แต่ทว่าการอธิบายในความหมายที่ละเอียดอ่อนของประโยคก่อนโองการนี้ มีความแตกต่างกันระหว่างนักอรรถาธิบายอัลกุรอาน คือ ความแตกต่างในอักษร กาฟ ในประโยคที่กล่าวว่า “เหมือนพระองค์” เป็นอักษรที่ใช้แสดงถึง การเหมือนกันของสิ่งหนึ่งและมีความหมายว่า เหมือนกัน ดังนั้น การกล่าวสองคำพร้อมกัน บ่งบอกถึงการเน้นย้ำ


และนักวิชาการบางคนได้กล่าวว่า อักษรกาฟ ในที่นี้เป็นอักษรที่ใช้การเน้นย้ำ และบางคนได้กล่าวว่า คำว่า มิสลิฮี มีความหมายว่า อาตมันของพระเจ้า ดังนั้น ความหมายของโองการนี้ คือ อาตมันของพระองค์นั้น ไม่มีที่สิ้นสุด และไม่สามารถที่จะเปรียบเทียบกับสิ่งอื่นได้เ พราะว่าสิ่งทั้งหลายนั้น มีที่สิ้นสุด และมีขอบเขต

และในโองการอื่นๆยังได้กล่าวในความเป็นเอกะของพระผู้เป็นเจ้าไว้อีกว่า

 “จงกล่าวเถิดว่า พระองค์ คืออัลลอฮ์ผู้ทรงเอกะ อัลลอฮ์ทรงเป็นที่พึ่งพา พระองค์ไม่ทรงประสูติ(ผู้ใด)และไม่ทรงถูกประสูติ(จากสิ่งใด) และไม่มีผู้ใดเสมอเหมือนพระองค์ในเอกภพ”

 (บทอัตเตาฮีด โองการที่ ๑-๔)

จากโองการแรก แสดงให้เห็นว่า พระเจ้าได้สั่งให้ศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) ประกาศให้ชัดเจนว่า พระเจ้ามีองค์เดียวคือ อัลลอฮ์ และบรรดานักอรรถาธิบายอัล กุรอานได้กล่าวว่า คุณลักษณะ “อะฮัด” และ”วาฮิด”  มีความแตกต่างกัน คำว่า “อะฮัด” บ่งบอกถึง ความบริสุทธิ์ในอาตมันของพระเจ้า และคำว่า”วาฮิด” บ่งบอกถึง ความเป็นเอกะของพระองค์

 กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ  โองการสุดท้ายของบทอัตเตาฮีด ได้กล่าวว่า การไม่เสมอเหมือนผู้ใดของพระผู้เป็นเจ้า ดังนั้น จากโองการนี้ แสดงให้เห็นถึง การปฏิเสธการตั้งภาคีทั้งหลาย และเป็นการพิสูจน์ว่า มีพระผู้เป็นเจ้าเพียงองค์เดียวเท่านั้น

อัล กุรอานกล่าวว่า

“มหาบริสุทธิ์แห่งพระองค์ คือ อัลลอฮ์ผู้ทรงเอกะและผู้ทรงพิชิตเหนือทุกสิ่ง”

(บทอัซซุมัร โองการที่ ๔)


ทัศนะของนักอรรถาธิบายอัล กุรอานบางคนได้กล่าวว่า การที่สองคุณลักษณะของพระเจ้า(คือ ความเป็นเอกานุภาพ และผู้ทรงพิชิตเหนือทุกสิ่ง) อยู่คู่กัน แสดงให้เห็นว่า ถ้ามีสิ่งที่มีขอบเขตจำกัดแล้วละก็ สิ่งนั้นจะต้องอยู่ภายใต้อำนาจของสิ่งที่ไม่มีขอบเขตและมีความนิรันดร์ นั่นก็คือ อยู่ภายใต้อำนาจการปกครองของพระผู้เป็นเจ้า เพราะว่า พระองค์ คือสิ่งที่มีอยู่ที่ไม่มีขอบเขต และมีอำนาจเหนือทุกสรรพสิ่ง ดังนั้น คุณลักษณะทั้งสอง กล่าวคือ ความเป็นเอกานุภาพและผู้พิชิต บ่งบอกถึงประเภทของวะฮ์ดัตอัยนีย์ (เอกภาพในความจริง) และมิได้บ่งบอกในประเภทของวะฮ์ดัตอะดาดีย์ (ความเป็นหนึ่งเดียวในจำนวนเลข)

เพราะการคาดว่า พระเจ้ามีหลายองค์นั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ และด้วยกับสิ่งที่เป็นเอกภาพในจำนวนเลข คือ สิ่งที่มีขอบเขต ดังนั้น จากโองการดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า พระเจ้าไม่มีสิ่งที่อยู่เคียงข้างพระองค์ และเป็นไปไม่ได้ที่จะคิดว่าพระเจ้ามีหลายองค์

   ความเป็นเอกานุภาพในอาตมัน(เตาฮีด ซาตีย์) ในวจนะ

   วจนะของบรรดาอิมามผู้นำ ผู้บริสุทธิ์ (ขอความสันติพึงมีแด่พวกท่าน) ที่ได้กล่าวถึง ความเอกานุภาพในอาตมัน เช่น ท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ)  กล่าวว่า

“พวกเจ้า จงรู้จักพระเจ้าในสภาพที่พระองค์ไม่ทรงเหมือนกับสิ่งใดและไม่มีสิ่งใดเหมือนพระองค์ พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าเพียงองค์เดียว พระองค์ทรงเป็นพระผู้ทรงสร้าง ผู้ทรงเดชานุภาพ พระองค์เป็นพระองค์แรก และเป็นองค์สุดท้าย ผู้ที่อยู่ทั้งภายนอกและภายใน ไม่สิ่งใดเหมือนพระองค์


 นี่คือการรู้จักถึงพระเจ้าที่แท้จริง”

(บิฮารุลอันวาร เล่มที่ ๓ หน้าที่ ๑๔)

ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ได้อธิบายในวจนะนี้ว่าความไม่เหมือนกับสิ่งใดของพระผู้เป็นเจ้า หลังจากนั้นยังได้อธิบายในการมีอยู่ของคุณลักษณะทั้งหลายของพระองค์ ต่อมาก็ได้อธิบายถึงความเป็นเอกานุภาพ และในตอนท้ายได้กล่าวว่า พระเจ้านั้นไม่เหมือนกับสิ่งใดที่มีอยู่ในโลก

และวจนะหนึ่งจากท่านอิมามอะลี (ขอความสันติพึงมีแด่ท่าน) ท่านอิมามได้ตอบคำถามของชายคนหนึ่งในสงครามญะมัล ที่ถามท่านเกี่ยวกับความเป็นเอกานุภาพของพระผู้เป็นเจ้า โดยที่ท่านตอบว่า ความเป็นเอกานุภาพ มีด้วยกัน ๔ ความหมาย ซึ่งสองความหมายนั้นเหมาะสมที่สุดสำหรับพระองค์ มีใจความว่า

 “ส่วนอีกสองความหมายที่ไม่อนุญาตให้ใช้กับพระองค์ได้นั้น คือ คำกล่าวของผู้ที่กล่าวว่า พระเจ้ามีพระองค์เดียวแต่เขาหมายถึง ในจำนวนเลข ความหมายนี้ไม่เป็นที่อนุญาต เพราะว่า พระองค์ไม่มีจำนวนสองและไม่มีจำนวนเลข.................และคำกล่าวที่พวกเขากล่าวว่า พระเจ้าเป็นหนึ่งจากประชาชาติ ดังนั้น ความหมายนี้ก็ไม่เป็นที่อนุญาตด้วยเช่นเดียวกัน เพราะว่าได้ทำให้พระองค์เหมือนกับสิ่งอื่น และแน่นอนที่สุด พระองค์ทรงบริสุทธิ์จากสิ่งต่างๆเหล่านั้น

ส่วนความหมายที่เหลือของเตาฮีด คือ คำกล่าวของผู้ที่กล่าวว่า พระเจ้า ทรงเป็นหนึ่งเดียวไม่มีสิ่งใดเหมือนพระองค์ และคำกล่าวว่า พระเจ้าทรงเป็นหนึ่งในด้านความหมาย หมายความว่า พระเจ้าไม่มีการแบ่งชนิดต่างๆของการมีอยู่ในพระองค์ จากการเหตุผลทางสติปัญญาหรือการสร้างมโนภาพก็ตาม นี้แหละคือ พระเจ้า พระผู้อภิบาลของเรา ผู้ทรงสูงส่ง”

(อัตเตาฮีด อัศศอดูก บาบที่ ๓ วจนะที่ ๓)


จากคำกล่าวของท่านอิมามอะลี (ขอความสันติพึงมีแด่ท่าน) แสดงให้เห็นว่า สองความหมายของวะฮ์ดัตที่ไม่เป็นที่อนุญาตให้ใช้กับพระผู้เป็นเจ้า คือ ความหมายของวะฮ์ดัตอะดาดีย์ (ความเป็นหนึ่งเดียวในจำนวนเลข) เพราะ ความหมายนี้ หมายถึง ความเป็นหนึ่งที่จะต้องมีจำนวนสองและสามและจำนวนเลขอื่นตามมา และถ้าหากว่า ไม่มีจำนวนเลขอื่น ก็มีความเป็นไปได้ว่า จะต้องมีสอง อย่างแน่นอน และอีกความหมายหนึ่งของความเป็นเอกานุภาพ ที่ไม่เป็นที่อนุญาต ก็คือ ในความหมายของสิ่งหนึ่ง เมื่อได้เปรียบเทียบกับสิ่งอื่น เช่น นาย ก เขาเป็นทั้งมนุษย์และสัตว์ เมื่อได้เปรียบเทียบกับสิ่งอื่นที่มีความคล้ายคลึงกัน ดังนั้น ความหมายนี้ไม่สามารถที่จะใช้กับพระผู้เป็นเจ้าได้ เพราะว่า พระองค์ไม่เหมือนกับสิ่งใด และไม่มีสิ่งใดเสมือนพระองค์ และท่านอิมามอะลี ยังได้กล่าวอีกว่า และยังมีอีกสองความหมายที่อนุญาตให้ใช้กับพระเจ้าได้ นั่นคือ ความเป็นเอกานุภาพในอาตมัน และความบริสุทธิ์จากการมีส่วนประกอบทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นการมีส่วนประกอบในสติปัญญา ,ภายนอก,ภายในและอื่นๆ

ท่านอิมามอะลี (ขอความสันติพึงมีแด่ท่าน) ยังได้ปฏิเสธ วะฮ์ดัตอะดาดีย์ (ความเป็นหนึ่งเดียวในจำนวนเลข) โดยได้กล่าวว่า

 “พระเจ้าทรงเป็นเอกะ มิใช่ด้วยกับจำนวนเลข และพระองค์ทรงเป็นนิรันดร์และไม่มีที่สิ้นสุด”

(นะฮ์ญุลบะลาเฆาะ สุนทรโรวาทที่ ๑๘๕)

รายงานจากท่านอิมามซอดิก (ขอความสันติพึงมีแด่ท่าน) ว่า สาวกคนหนึ่งได้ถามท่านอิมามเกี่ยวกับความหมายของคำว่า “อัลลอฮุอักบัร”ว่ามีความหมายว่าอย่างไร?


 ชายคนหนึ่งได้พูดขึ้นว่า อัลลอฮุอักบัร  หมายถึง พระองค์ทรงยิ่งใหญ่เหนือทุกสรรพสิ่ง ดังนั้น ท่านอิมามได้ตอบว่า ความหมายของอัลลอฮุอักบัร คือ อัลลอฮ์ พระเจ้าผู้ทรงยิ่งใหญ่เหนือการพรรณาทั้งหลาย

    ศัพท์วิชาการท้ายบท

เตาฮีดซาตีย์  หมายถึง ความเป็นเอกานุภาพในอาตมันของพระผู้เป็นเจ้า

เตาฮีดนะซอรีย์ หมายถึง เตาฮีดในทฤษฎีศรัทธา

ตัรกีบอักลีย์  หมายถึง การมีส่วนประกอบในด้านสติปัญญา

ตัรกีบคอรีญี่  หมายถึง การมีส่วนประกอบภายนอก

ตัรกีบมิกดาดีย์   หมายถึง การมีส่วนประกอบในด้านปริมาณ

วะฮ์ดัตอะดาดีย์ (หมายถึง ความเป็นหนึ่งเดียวในจำนวนตัวเลข

วะฮ์ดัตฮะกีกีย์  หมายถึง ความเป็นหนึ่งเดียวในความจริง

    สรุปสาระสำคัญ

๑.ความเป็นเอกานุภาพในทฤษฎีศรัทธา สามารถที่จะแบ่งออกเป็น สาม ประเภท ก็คือ

ความเป็นเอกานุภาพในอาตมันของพระเจ้า, ความเป็นเอกานุภาพในคุณลักษณะ และความเป็นเอกานุภาพในกริยา การกระทำของพระองค์

๒.ความหมายของความเป็นเอกานุภาพในอาตมันของพระเจ้า คือ ความบริสุทธิ์ในอาตมันของพระองค์ หมายความว่า การไม่มีส่วนประกอบ และการไม่มีการตั้งภาคีใดๆในอาตมันของพระเจ้า ความหมายแรก เรียกว่า

 เตาฮีด อะฮะดีย์ ความหมายที่สอง เรียกว่า เตาฮีด วาฮิดีย์


๓.รากฐานของ ความเป็นเอกานุภาพในอาตมันของพระเจ้าที่มีกล่าวไว้ในอัล กุรอาน และวจนะของท่านศาสดาและบรรดาอิมามผู้นำ ผู้บริสุทธิ์ได้อธิบายไปแล้วนั้น มีความหมายที่ลึกซึ้งและละเอียดอ่อน ซึ่งยากที่จะเข้าใจได้ เและนักวิชาการอิสลามก็มีความเข้าใจเพียงบางส่วนเท่านั้นป

๔.การมีส่วนประกอบมีด้วยกัน สาม ชนิด

(๑).การมีส่วนประกอบในด้านสติปัญญา เช่น การมีส่วนประกอบของสิ่งหนึ่งจากการมีและการไม่มี ,การมีส่วนประกอบจากการมีและสสาร และการมีส่วนประกอบจากสกุลและลักษณะความแตกต่าง

(๒).การมีส่วนประกอบภายนอก เช่น การมีส่วนประกอบของร่างกายจากวัตถุและรูปร่าง

(๓).การมีส่วนประกอบในด้านปริมาณ เช่น การมีส่วนประกอบของร่างกายจากชิ้นส่วนที่ยังไม่เป็นสภาวะจริง

๕.อาตมันของพระเจ้าไม่มีส่วนประกอบทั้งสามชนิด ไม่ว่าจะเป็นการมีส่วนประกอบ ทางสติปัญญา ,ภายนอก และในด้านปริมาณ และมีเหตุผลต่างๆมาพิสูจน์ได้ว่า พระผู้เป็นเจ้า ไม่มีส่วนประกอบดังกล่าว

๖.ความเป็นเอกานุภาพของพระผู้เป็นเจ้า และการไม่มีการตั้งภาคีใดๆ สามารถที่จะพิสูจน์ได้ด้วยกับเหตุผลทางสติปัญญา

๗.ความเป็นเอกานุภาพของพระผู้เป็นเจ้า มิได้หมายความว่า ความเป็นหนึ่งเดียวหรือเอกภาพในจำนวนเลข แต่ทว่าหมายความว่า ความเป็นหนึ่งเดียวที่เกิดขึ้นในความเป็นจริง ดังนั้น การจินตนาการว่ามีพระเจ้าหลายองค์ เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้และสติปัญญาก็ไม่ยอมรับ


๘.อัล กุรอานได้เน้นย้ำในความเป็นเอกานุภาพหรือความเป็นหนึ่งเดียวของพระเจ้า โดยได้กล่าวว่า พระเจ้าไม่เสมอเหมือนกับสิ่งใด และในบทอัตเตาฮีดก็ได้กล่าวไว้เช่นกันว่า พระเจ้า คืออัลลอฮ์ ผู้ทรงเป็นเอกะและไม่มีสิ่งอื่นใดเสมอเหมือนพระองค์

๙.โองการอัล กุรอานได้กล่าวถึงคุณลักษณะกอฮารียัต

(ผู้ทรงพิชิตเหนือทุกสิ่ง) หลังจาก คุณลักษณะความเป็นเอกานุภาพ แสดงให้เห็นว่า ความหมายของความเป็นเอกานุภาพของพระผู้เป็นเจ้า คือ ความเป็นหนึ่งเดียวที่เกิดขึ้นในความเป็นจริง

๑๐.ท่านอิมามอะลีได้ตอบคำถามเกี่ยวกับความเป็นเอกานุภาพของ

พระผู้เป็นเจ้าว่า ความเป็นเอกานุภาพของพระองค์ มิได้หมายถึง ความเป็นหนึ่งเดียวในจำนวนเลข และความหมายของ ความเป็นเอกานุภาพในอาตมันของพระผู้เป็นเจ้า หมายถึง การปฏิเสธการเสมอเหมือน และการปฏิเสธทุกชนิดของการมีส่วนประกอบในพระองค์

๑๑.วจนะของท่านอิมามซอดิก ได้รายงานว่า ความหมายของคำว่า

อัลลอฮุอักบัร คือ อัลลอฮ์ ผู้ทรงบริสุทธิ์เหนือการพรรณาทั้งปวง


   บทที่ ๓

   ความเป็นเอกานุภาพของพระเจ้าในคุณลักษณะ

 (เตาฮีด ซิฟาตีย์)

   บทนำเบื้องต้น

    ได้กล่าวไปในบทที่แล้วว่า ความเป็นเอกานุภาพของพระผู้เป็นเจ้า สามารถที่จะแบ่งได้ ๒ ประเภท ก็คือ ความเป็นเอกานุภาพในทฤษฎีความศรัทธา และความเป็นเอกานุภาพในการปฏิบัติ

ความเป็นเอกานุภาพในทฤษฎีความศรัทธา ก็สามารถแบ่งออกได้ หลายประเภทด้วยกัน ซึ่งมีดังนี้

๑.ความเป็นเอกานุภาพในอาตมัน (เตาฮีด ซาตีย์)

๒.ความเป็นเอกานุภาพในคุณลักษณะ (เตาฮีด ศิฟาตีย์)

๓ความเป็นเอกานุภาพในกิริยา การกระทำ(เตาฮีด อัฟอาลีย์)

ได้อธิบายในความหมายของ ความเป็นเอกานุภาพในอาตมันผ่านไปแล้ว และจะมาอธิบายกันในความเป็นเอกานุภาพในคุณลักษณะ เป็นอันดับต่อไป

ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่า อาตมันของพระผู้เป็นเจ้า ด้วยกับเหตุผลทางสติปัญญาความจำเป็นที่ต้องมีอยู่ (วาญิบุลวุญูด) จะต้องมีคุณลักษณะที่สมบูรณ์ที่สุดในอาตมันของพระองค์ และขณะที่อาตมันของพระองค์ มีคุณลักษณะที่มีความสมบูรณ์ พระองค์จะปราศจากคุณลักษณะเหล่านั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้


 เพราะถ้าหากว่าพระองค์ทรงปราศจากคุณลักษณะเหล่านั้น ก็แสดงว่าคุณลักษณะของพระองค์มีข้อบกพร่อง และมีขอบเขตจำกัด เช่น คุณลักษณะ ความรอบรู้ ความสามารถ พลังอำนาจ การมีชีวิต และ อื่นๆ ทั้งหมดของคุณลักษณะดังกล่าวมีอยู่ในอาตมันของพระองค์ และเป็นคุณลักษณะที่มีความสมบูรณ์ที่สุด อีกทั้งยังเป็นคุณลักษณะที่ไม่มีขอบเขตจำกัด

หลังจากนั้น ได้มีคำถามเกิดขึ้นอีกว่า อะไรคือ ความสัมพันธ์ที่มีอยู่ระหว่าง คุณลักษณะที่มีความสมบูรณ์ที่สุด กับอาตมันของพระเจ้า ? แล้วคุณลักษณะเหล่านั้น เป็นหนึ่งเดียวกับอาตมันของพระองค์หรือไม่? แล้วคุณลักษณะเหล่านั้น ได้เกิดขึ้น หลังจากการมีมาของอาตมันของพระองค์หรือไม่

สำหรับคำตอบของคำถามเหล่านี้  ถ้าหากต้องการความชัดเจนในคำตอบ ให้สังเกตุในการมีอยู่ของคุณลักษณะในมนุษย์ จะเห็นว่า บางคุณลักษณะมิได้มีอยู่ภายนอกตัวของเขา แต่ทว่า คุณลักษณะนั้นมีอยู่ภายในตัวของเขา เช่น ความเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นคุณลักษณะหนึ่งที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ และคุณลักษณะนี้ก็เป็นหนึ่งเดียวในตัวเขาด้วย และคุณลักษณะนี้มิได้เกิดขึ้นหลังจากตัวเขา และยังมีคุณลักษณะอื่นๆ อีก ที่เกิดขึ้นหลังจากมนุษย์ เช่น คุณลักษณะ ความดีใจ ความโกรธ ซึ่งในตัวมนุษย์มิได้มีคุณลักษณะเหล่านี้ และ ในความเป็นจริง ความดีใจ และความโกรธ มิได้มีอยู่ในตัวมนุษย์ และจะมาอธิบายกันในประเด็นคุณลักษณะของพระเจ้า และคุณลักษณะที่มีอยู่ในพระองค์นั้นเป็นเช่นไร? 

และก่อนที่จะตอบคำถามนี้ จะมาอธิบายในบทนำเบื้องต้นก่อน เพื่อที่จะได้มีความเข้าใจในคำตอบมากยิ่งขึ้น


   ความเป็นหนึ่งเดียวในด้านความหมายและความเป็นจริง

(วะฮ์ดัตมัฟฮูมีย์และวะฮ์ดัตอัยนีย์)

    ในขณะที่มีการกล่าวกันว่า ความเป็นหนึ่งเดียวที่มีในอาตมันของพระผู้เป็นเจ้ากับคุณลักษณะของพระองค์ นั้นมีความหมายเป็นหนึ่งเดียวกัน (วะฮ์ดัต) ดังนั้น ความเป็นหนึ่งเดียว(วะฮ์ดัต) ดังกล่าวมีความหมายว่าอย่างไร? และเราสามารถแบ่งออกเป็นได้ กี่ประเภทด้วยกัน

ซึ่งจะกล่าวได้ว่า เราสามารถแบ่งประเภทของความเป็นหนึ่งเดียว (วะฮ์ดัต )ได้ ๒ ประเภท ด้วยกัน มีดังต่อไปนี้

๑. ความเป็นหนึ่งเดียวในด้านความหมาย  (วะฮ์ดัตมัฟฮูมีย์)

๒. ความเป็นหนึ่งเดียวในความเป็นจริง (วะฮ์ดัตอัยนีย์)

 วะฮ์ดัตมัฟฮูมีย์ หมายถึง คำสองคำที่มีความแตกต่างกันในตัวอักษร แต่ในด้านความหมายนั้น มีความหมายเดียวกัน เช่น ในภาษาอาหรับ คำว่า วุญูด คือ การมีอยู่ และคำว่าเกาน์ ก็แปลว่า  การมีอยู่ ด้วยเช่นกัน

 ดังนั้น วะฮ์ดัตมัฟฮูมีย์ จึงถูกนำไปใช้ในด้านของความหมายของคำเท่านั้น

ส่วนวะฮ์ดะฮ์อัยนี หมายถึง คำสองคำที่มีสองความหมาย แต่ว่ามีตัวอย่างอันเดียวกันในความเป็นจริงหรือภายนอก เช่น คำว่า คัมภีร์ของมุสลิม และคำว่า ปฏิหาริย์ของท่านศาสดามุฮัมมัด ดังนั้น สองคำนี้มีความหมายที่แตกต่างกัน แต่ในความเป็นจริงนั้น มีตัวอย่างอันเดียวกัน  นั่นคือ

พระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน เป็น คัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ของอิสลาม


   ความหมายของความเป็นเอกานุภาพในคุณลักษณะ

ตามที่ได้กล่าวไปแล้ว สามารถบอกได้ถึง ความหมายของความเป็นเอกานุภาพในคุณลักษณะ ซึ่งในระหว่างอาตมันกับคุณลักษณะของพระเจ้า และในระหว่างคุณลักษณะประการหนึ่งกับอีกคุณลักษณะประการอื่นๆของพระองค์ นั้นมีความหมายที่แตกต่างกัน

 ในอีกนัยหนึ่ง กล่าวได้ว่า มีความเป็นวะฮ์ดัตอัยนี กล่าวคือ ในความเป็นจริง นั้นมีความเป็นหนึ่งเดียวกัน เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่า  ในความหมายของอาตมันกับคุณลักษณะ เช่น ความรอบรู้ อานุภาพ ก็มีความแตกต่างกัน แต่ในความเป็นจริง ความรอบรู้ของพระเจ้า เป็นหนึ่งเดียวกับอาตมันของพระองค์ที่มีมาแต่เดิม และไม่มีที่สิ้นสุด

ความเป็นเอกานุภาพในคุณลักษณะ เป็นประเด็นที่เกี่ยวกับคุณลักษณะบางประการของพระเจ้า คือ คุณลักษณะที่มีอยู่ในอาตมันของพระองค์ ซึ่งตรงกันข้ามกับคุณลักษณะใน กิริยา การกระทำ อีกทั้ง คุณลักษณะซุบูตีย์ (คุณลักษณะที่มีอยู่ในพระเจ้า) ก็ตรงกันข้ามกับคุณลักษณะซัลบีย์ (คุณลักษณะที่ไม่มีในพระองค์)อย่างเห็นได้ชัด

เราสามารถแบ่งประเด็นต่างๆของความเป็นเอกานาภาพในคุณลักษณะของพระเจ้า ได้ด้วยกัน ๓ ประเด็นหลัก นั่นก็คือ

๑.ประเด็นแรก อาตมันกับคุณลักษณะของพระเจ้า ที่มีความหมายที่แตกต่างกัน

๒.ประเด็นที่สอง อาตมันกับคุณลักษณะที่มีในอาตมันของพระองค์ ที่ในความเป็นจริงนั้น มีตัวอย่างหนึ่งเดียวเท่านั้น


๓.ประเด็นที่สาม คุณลักษณะที่มีอยู่ในอาตมันกับคุณลักษณะประการอื่นของพระองค์ และในความเป็นจริงก็มีตัวอย่างหนึ่งเดียวเช่นกัน

หากพึงสังเกตุว่า ในประเด็นสุดท้าย ซึ่งก็เป็นประเด็นเดียวกันกับประเด็นที่สอง เพราะว่า การที่มีการกระทำหลายอย่างในสิ่งหนึ่ง แน่นอนที่สุด สิ่งนั้นต้องเป็นสิ่งเดียวที่มีหลายกริยา การกระทำด้วยเช่นกัน และเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย ที่สิ่งหนึ่งจะมีความแตกต่างในตัวตนของสิ่งนั้นเอง

   เหตุผลของความเป็นเอกานุภาพในคุณลักษณะ

    ดั่งที่ได้อธิบายในความหมายของความเป็นเอกานุภาพในคุณลักษณะผ่านไปแล้ว จะมาอธิบายกันในเหตุผลที่ใช้พิสูจน์ในหลักการนี้ บรรดานักปรัชญาและเทววิทยาอิสลาม มีเหตุผลในการพิสูจน์ความเป็นเอกานุภาพในคุณลักษณะ  ๓ เหตุผล ด้วยกัน ดังนี้

เหตุผลที่หนึ่ง

เหตุผลนี้ประกอบด้วย ๒ ข้อพิสูจน์เบื้องต้น คือ

๑.การมีความสมบูรณ์ที่สุด(กะมาล มุตลัก)ในพระผู้เป็นเจ้า  บ่งบอกถึง การมีความสัมพันธ์จากอาตมันไปยังคุณลักษณะของพระองค์ ในสภาพที่มีความสมบูรณ์ที่สุด

๒.การมีความสมบูรณ์ที่สุดในสิ่งหนึ่ง  หมายถึง การมีความสัมพันธ์ของสิ่งนั้นด้วยกับตัวของมันเอง โดยที่ไม่ต้องการสิ่งอื่นใด


ผลที่จะได้รับของข้อพิสูจน์ดังกล่าวนี้ ก็คือ : ความสมบูรณ์ที่ไม่มีขอบเขตจำกัดของพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งบ่งบอกถึง อาตมันของพระองค์ และคุณลักษณะทั้งหลายจะไม่เกิดขึ้น นอกจากคุณลักษณะเหล่านั้นเกิดขึ้นด้วยอาตมันของพระองค์เท่านั้น

สิ่งที่ได้รับจากเหตุผลนี้ ก็คือ ความเป็นหนึ่งและความเป็นเอกานุภาพของคุณลักษณะ และอาตมันของพระเจ้า

การเปรียบเทียบกันระหว่างข้อถกเถียง และโต้แย้งในข้อพิสูจน์นี้ เป็นที่กระจ่างชัดโดยที่ไม่มีความต้องใช้การพิสูจน์ใดๆจากการวิเคราะห์ในความหมายของ กะมาล มุตลัก (ความสมบูรณ์ที่ไม่มีขอบเขต) หมายถึง ความสมบูรณ์ที่มีอยู่ในทุกภาวะด้วยกับตัวของตนเองโดยมีความสัมผัสสะกับคุณลักษณะทั้งหลาย ในอีกมุมมองหนึ่ง กล่าวว่า การเปรียบเทียบกันระหว่างอาตมันกับคุณลักษณะของพระผู้เป็นเจ้า มี ๒ สภาพด้วยกัน ดังนี้

สภาพแรก ความเป็นหนึ่งและเอกะในสิ่งทั้งสอง กล่าวคือ ทั้งในอาตมันของพระเจ้ากับคุณลักษณะของพระองค์ หมายความว่า สภาพนี้ เป็นระดับขั้นที่อาตมันมีความสมบูรณ์ที่สุด และไม่มีขอบเขตจำกัด

สภาพที่สอง ความแตกต่างในอาตมันกับคุณลักษณะของพระเจ้า


   เหตุผลที่สอง

    องค์ประกอบของเหตุผลนี้ มีดังต่อไปนี้

๑.อาตมันของพระเจ้า เป็นวาญิบุลวุญูด (ความจำเป็นที่ต้องมีอยู่) และเป็นปฐมเหตุของสิ่งทั้งหลาย ส่วนสิ่งอื่น เป็นมุมกินุลวุญูด (ความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นก็ได้) และยังเป็นผลของปฐมเหตุอีกด้วย

๒.ความสมบูรณ์ทั้งหมดของผลขึ้นอยู่กับต้นเหตุของมัน

๓.ถ้าหากว่า การเกิดขึ้นของคุณลักษณะของพระเจ้า มิได้ผ่านยังอาตมันของพระองค์ ก็หมายถึง ในอาตมันของพระเจ้านั้น มีข้อบกพร่องและความไม่สมบูรณ์เกิดขึ้นอย่างแน่นอน

ผลหรือข้อสรุปที่จะได้รับ ก็คือ จากองค์ประกอบที่หนึ่งและที่สองของเหตุผลนี้ ได้กล่าวถึง อาตมันของพระเจ้าว่า มีความสมบูรณ์ที่สุด และองค์ประกอบที่สาม ก็กล่าวว่า การเกิดขึ้นของคุณลักษณะทั้งหลายนั้น จะต้องเกิดมาจากอาตมันของพระองค์เท่านั้น และก็หมายความว่า จะต้องมีความเป็นหนึ่งหรือความเป็นเอกานุภาพอยู่อีกด้วย

สามารถสรุปได้ว่า การเกิดขึ้นของคุณลักษณะที่มีในอาตมันของพระเจ้านั้น จะต้องมีความสมบูรณ์ในตัวของตัวเอง และความไม่สมบูรณ์หรือข้อบกพร่องจะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน  เพราะว่าอาตมันของพระองค์เป็นปฐมเหตุของผลทั้งหลาย และเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องมีอยู่ แสดงให้เห็นว่า เป็นไปไม่ได้ที่คุณลักษณะของพระเจ้าจะไม่มีความสมบูรณ์อยู่เลย ดังนั้น กล่าวได้ว่า คุณลักษณะของพระเจ้าต้องมีความสมบูรณ์ที่สุด และไม่มีขอบเขตจำกัด อีกทั้งเป็นหนึ่งเดียวและเป็นเอกานุภาพกับอาตมันของพระองค์ด้วย


   เหตุผลที่สาม

    ถ้าหากว่า คุณลักษณะของพระเจ้ามิได้มีความเป็นหนึ่งเดียว หรือเป็นเอกานุภาพกับอาตมันของพระองค์แล้วไซร้ จะเกิดการสมมุติฐานได้ สองประเด็น ด้วยกัน ดังนี้

๑.คุณลักษณะของพระเจ้าต้องเป็นส่วนหนึ่งในอาตมันของพระองค์

๒.คุณลักษณะของพระเจ้าต้องเกิดจากภายนอกอาตมันของพระองค์

สมมุติฐานแรก ถือว่าเป็นโมฆะและไม่ถูกต้อง เพราะว่า เป็นสาเหตุที่ทำให้มีความเชื่อว่าพระเจ้ามีส่วนประกอบและได้พิสูจน์ในบท ความเป็นเอกานุภาพในอาตมันของพระผู้เป็นเจ้าไปแล้วว่า อาตมันของพระองค์นั้นไม่มีส่วนประกอบใดทั้งสิ้น

และจากสมมุติฐานที่สอง ก็ถือว่าเป็นโมฆะและไม่ถูกต้องเช่นกัน เพราะว่า เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการสมมุติฐานว่า ถ้าคุณลักษณะของพระเจ้าเกิดจากภายนอกจริง คุณลักษณะนั้นจะต้องเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องมีอยู่ หรือสิ่งที่สามารถมีอยู่ ถ้าเป็นสิ่งแรก ก็เป็นสาเหตุให้เกิดมีพระเจ้าหลายองค์ ซึ่งความเชื่อนี้ขัดแย้งกับความเป็นเอกานุภาพในอาตมันของพระผู้เป็นเจ้า และถ้าคุณลักษณะของพระองค์ เป็นสิ่งที่สามารถมีอยู่ จะเกิดคำถามขึ้นว่า แล้วอะไร เป็นสาเหตุที่ทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น ซึ่งได้อธิบายไปแล้วว่า ทุกสิ่งที่เป็นสิ่งที่สามารถมีอยู่ ไม่ว่าในสภาพใดก็ตาม เป็นผลของสิ่งจำเป็นต้องมีอยู่ทั้งสิ้น และถ้าหากว่าเหตุผลการเกิดขึ้นของสิ่งนั้น เกิดจากสิ่งจำเป็นต้องมีอยู่หลายๆอย่าง ที่เป็นสาเหตุให้มีพระเจ้าหลายองค์ ซึ่งก็มีความขัดแย้งกับเตาฮีดในอาตมันของพระเจ้าเช่นกัน เพราะฉะนั้น การสมมุติฐานทั้งหมด ถือว่าเป็นโมฆะ และคงเหลือเพียงสมมุติฐานเดียวก็คือ คุณลักษณะของพระเจ้าเกิดจากภายนอกอาตมัน และเป็นผลของอาตมัน


 ดังนั้น การยอมรับในสมมุติฐานนี้ ก็คือ พระเจ้าไม่มีคุณลักษณะใดๆอยู่เลย เช่น พระองค์ไม่มีชีวิต ไม่มีพลานุภาพ ไม่มีความสามารถ ในตอนแรกได้เอาคุณลักษณะทั้งหลายเหล่านี้มาจากภายนอกอาตมันของพระองค์ แล้วนำไปใช้กับสิ่งที่ถูกสร้างของพระองค์

ด้วยเหตุนี้ การสมมุติฐานนี้ ก็ถือว่าเป็นโมฆะเช่นกัน เพราะว่า ด้วยกับกฏของเหตุและผล ได้กล่าวไปแล้วว่า เหตุของผลทั้งหลายจะไม่มีคุณสมบัติของผลของมัน ซึ่งก็เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่สิ่งหนึ่งสิ่งใดจะปราศจากความสมบูรณ์แล้วเอาความสมบูรณ์นั้นไปให้กับสิ่งอื่น เพราะฉะนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ สำหรับพระเจ้า ในขณะที่พระองค์ไม่มีชีวิตอยู่และไม่มีพลานุภาพ และไม่มีความสามารถแล้ว พระองค์จะเป็นผู้ทรงสร้างชีวิตทั้งหลายได้อย่างไร?

สามารถสรุปได้ว่า สมมุติฐานที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้น ถือว่าเป็นโมฆะ และการสมมุติฐานระหว่างอาตมันกับคุณลักษณะของพระเจ้า มีความแตกต่างกัน ก็เป็นโมฆะเช่นเดียวกัน ผลลัพท์คือ ระหว่างอาตมันและคุณลักษณะของพระองค์ในความเป็นจริง เป็นสิ่งเดียวกัน แต่มีความหมายที่แตกต่างกัน

กล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า สติปัญญาของมนุษย์ยอมรับในการมีอยู่ของพระเจ้าองค์เดียว ผู้ทรงบริสุทธิ์ และมิได้มีขอบเขตจำกัด ซึ่งบ่งบอกถึงการมีอยู่ของคุณลักษณะที่มากมายในพระองค์ เช่น ความรู้ ความสามารถ การมีชีวิต และได้นำไปใช้กับอาตมันของพระเจ้าซึ่งในความเป็นจริงก็มิได้มีความแตกต่างกันเลย


   ความแตกต่างทางด้านความหมายของคุณลักษณะ (ซิฟัต)

    ได้กล่าวไปแล้วว่า ในความเป็นจริงของอาตมัน และคุณลักษณะของพระเจ้านั้น มีความเป็นหนึ่งเดียวและเป็นเอกะ ซึ่งในคุณลักษณะของพระองค์ก็มิได้มีความแตกต่างกับอาตมัน และมิได้เป็นส่วนประกอบใดของอาตมัน แต่ในอาตมันและคุณลักษณะมีความเป็นหนึ่งเดียวและเป็นเอกะ 

ประเด็นหลักของความเป็นเอกานุภาพในคุณลักษณะ  ก็คือ การยืนยันด้วยเหตุผลถึงความแตกต่างในความหมายระหว่างอาตมันกับคุณลักษณะ เพราะว่าบุคคลใดก็ตามที่ใช้สติปัญญาเพื่อเข้าใจใน

ความหมายของคุณลักษณะ เช่น ความรอบรู้ ความปรีชาญาณ ความสามารถและอื่นๆ  ซึ่งทั้งหมดนั้นมีความหมายแตกต่างกัน  ดั่งเช่น ชาวอาหรับได้เรียกพระเจ้าว่า ผู้ทรงรอบรู้ ผู้ทรงปรีชาญาณ ผู้ทรงความสามารถ บ่งบอกถึงความหมายที่แตกต่างกัน แต่ในความเป็นจริง มีตัวตนหนึ่งเดียว


                      

   ความเป็นเอกานุภาพในคุณลักษณะ(เตาฮีด ซิฟาตีย์)ในมุมมองทางประวัติศาสตร์

    บรรดานักเทววิทยาในสำนักคิดทั้งหลายของอิสลามมีทัศนะที่แตกต่างกันเกี่ยวกับคุณลักษณะกับการให้ความสัมพันธ์ไปยังอาตมันของพระเจ้า ซึ่งมีดังนี้

๑.ทัศนะที่มีความเชื่อว่า คุณลักษณะกับอาตมันมีความเป็นหนึ่งเดียวกันตามความเป็นจริง แต่ในความหมายมีความแตกต่างกัน ทัศนะนี้  เป็นทัศนะของสำนักคิดชีอะฮ์อิมามียะฮ์ และสำนักคิดมุอฺตะซิละฮ์บางคน ซึ่งมีเหตุผลมากมายจากการใช้สติปัญญา และวจนะของอิสลามที่พิสูจน์ในทัศนะนี้

๒.ทัศนะที่มีความเชื่อในการมีมาแต่เดิมของคุณลักษณะในพระเจ้า และความไม่เหมือนกันของคุณลักษณะกับอาตมัน ทัศนะนี้ เป็นทัศนะของสำนักคิดอัชอะรีย์ ที่กล่าวว่า คุณลักษณะในพระเจ้ามีความเหมือนกันกับคุณลักษณะของสิ่งที่ถูกสร้างและมีความแตกต่างกับอาตมัน หมายความว่า คุณลักษณะของพระองค์นั้นมีมาแต่เดิม แต่คุณลักษณะของสิ่งถูกสร้างมิได้มีมาแต่เดิม

ความผิดพลาดของทัศนะนี้ ก็คือ เป็นข้อสงสัยที่ทำให้เกิดความสับสนระหว่างคุณลักษณะของพระเจ้ากับคุณลักษณะของสิ่งที่ถูกสร้าง และการยอมรับว่า คุณลักษณะมีมาแต่เดิมเหมือนกับอาตมัน ซึ่งบ่งบอกถึงการมีอยู่ของสิ่งที่มีมาแต่เดิมหลายสิ่ง และเป็นสาเหตุทำให้เกิดการตั้งภาคี


 กล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า สำนักคิดอัชอะรีย์มีความเชื่อในการมีอยู่ของสิ่งเจ็ดประการที่มีมาแต่เดิมเหมือนกับอาตมันของพระเจ้า นั่นก็คือ คุณลักษณะเจ็ดประการ ความรอบรู้ ความปรีชาญาณ และฯลฯ และในทัศนะนี้ได้ยอมรับว่า พระเจ้ามีความต้องการในความสมบูรณ์ของพระองค์ ซึ่งมีความขัดแย้งกับการไม่มีความต้องการใดของพระองค์ แต่ในทัศนะของความเป็นเอกานุภาพได้กำหนดไว้ว่า อาตมันของพระเจ้ามีหนึ่งเดียวและมีมาแต่เดิม ส่วนสิ่งทั้งหลายนอกเหนือจากพระองค์ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาใหม่ และเป็นสิ่งที่ถูกสร้างของพระองค์ 

๓.ทัศนะที่มีความเชื่อในการเพิ่งเกิดขึ้นมาใหม่ของคุณลักษณะของพระเจ้า และความไม่เหมือนกันของคุณลักษณะและอาตมัน ทัศนะนี้เป็นทัศนะของสำนักคิดกะรอมียะฮ์ ที่กล่าวว่า คุณลักษณะของพระเจ้ามิได้มีมาแต่เดิม กล่าวคือ คุณลักษณะของพระเจ้าเพิ่งเกิดขึ้นมาใหม่ และมิได้เหมือนกันกับอาตมัน ดังนั้น ทัศนะนี้ก็ถือว่าเป็นโมฆะ ด้วยกับเหตุผลต่างๆทางสติปัญญาที่ได้อธิบายไปแล้ว

๔.ทัศนะที่มีความเชื่อในการเป็นตัวแทน (นิยาบัต) ของอาตมันจากคุณลักษณะ ทัศนะนี้เป็นทัศนะของนักเทววิทยาในสำนักคิดมุอ์ตะซิละฮ์บางคน เช่น อะบูอะลีและอะบูฮาชิม ญุบบาอีย์

 (ผู้ก่อตั้งสำนักคิดมุอ์ตะซิละฮ์) และทัศนะของ อับบาด บิน สุลัยมาน พวกเขากล่าวว่า พระเจ้าทรงปราศจากคุณลักษณะที่สมบูรณ์ เช่น ความรอบรู้ ความปรีชาญาณ ในขณะเดียวกันอาตมันของพระองค์ก็ได้แสดงผลของคุณลักษณะทั้งหลายนั้นออกมา ตัวอย่างเช่น อาตมันของพระเจ้าทรงปราศจากคุณลักษณะความรู้ แต่การกระทำต่างๆของพระองค์ เป็นการกระทำของผู้ที่มีความรู้


ดังนั้น เหตุผลของทัศนะนี้ ก็คือ พวกเขาไม่ยอมรับในทัศนะที่สาม เพราะว่า มีความขัดแย้งกับความเป็นเอกานุภาพ และในขณะเดียวกัน พวกเขาไม่รู้ในความเป็นจริงของคุณลักษณะทั้งหลายที่มีอยู่ในอาตมันของพระเจ้า ทัศนะนี้ก็ถือว่าเป็นโมฆะเช่นกัน เพราะว่าถ้ายอมรับในทัศนะนี้ก็เท่ากับมีความเชื่อว่าพระเจ้าไม่มีความสมบูรณ์ เช่น การมีความรู้ ความสามารถ การมีชีวิต เป็นต้น

   ความเป็นเอกานุภาพในคุณลักษณะ(เตาฮีด ซิฟาตีย์)ในมุมมองของวจนะ

    ได้อธิบายไปแล้วว่า ความเป็นเอกานุภาพในคุณลักษณะ หมายถึง การมีความเชื่อในความเป็นหนึ่งเดียวของคุณลักษณะกับอาตมันของพระเจ้าในความเป็นจริง แต่ในความหมายนั้นมีความแตกต่างกัน ดังนั้น คุณลักษณะของพระเจ้าก็เหมือนกันกับอาตมันของพระองค์ที่มีมาแต่เดิม ในขณะเดียวกัน ก็ไม่มีความแตกต่างกันในอาตมันและคุณลักษณะของพระองค์ 

ท่านอิมามอะลี (ขอความสันติพึงมีแด่ท่าน) ได้กล่าวไว้ในสุนทรโรวาทหนึ่งเกี่ยวกับความสวยงามในความเป็นจริงของความเป็นเอกานุภาพในคุณลักษณะ(เตาฮีด ซิฟาตีย์)ความว่า

 “พระเจ้า พระองค์ผู้ซึ่งมีคุณลักษณะที่ไม่มีขอบเขตจำกัดและไม่สามารถจะพรรณาในคุณลักษณะทั้งหลายของพระองค์ได้”

(นะฮ์ญุลบะลาเฆาะฮ์ สุนทรโรวาทที่ ๑ )


หลังจากนั้นท่านอิมามได้อธิบายถึงความสมบูรณ์ของความบริสุทธิ์ใจในการรู้จักพระเจ้าและเตาฮีด(ความเป็นเอกานุภาพ)ว่า

“ความสมบูรณ์ของความเป็นเอกานุภาพ คือ การมีความบริสุทธิ์ใจต่อพระเจ้า และความสมบูรณ์ของความบริสุทธิ์ใจ คือ การไม่ปฏิเสธการมีคุณลักษณะในพระองค์ เพราะว่า การมีอยู่ของคุณลักษณะ บ่งบอกถึงสิ่งทำให้คุณลักษณะเกิดขึ้น และการมีของสิ่งที่ทำให้คุณลักษณะเกิดขึ้น มิใช่เป็นการมีคุณลักษณะ”

(นะฮ์ญุลบะลาเฆาะฮ์ สุนทรโรวาทที่ ๑ )

ท่านอิมามอะลีกล่าวอีกว่า

”บุคคลใดก็ตามที่ได้ทำให้พระเจ้ามีคุณลักษณะ ก็เท่ากับว่าเขาได้เข้าใกล้ชิดต่อพระองค์ และใครก็ตามที่เขาได้เข้าใกล้ชิดพระองค์ ก็เท่ากับเขาได้ทำให้พระเจ้ามีหลายองค์ และใครก็ตามที่ทำให้พระเจ้ามีหลายองค์ก็เท่ากับว่าเขานั้นไม่รู้จักพระองค์”

(นะฮ์ญุลบะลาเฆาะฮ์ สุนทรโรวาทที่ ๑ )

ท่านอิมามริฎอ (ขอความสันติพึงมีแด่ท่าน) ได้กล่าวว่า

”พระองค์อัลลอฮ์ ผู้ทรงยิ่งใหญ่และทรงสูงส่ง พระองค์ทรงมีความรอบรู้ ,ความสามารถ, มีชีวิต, ได้ยิน, มองเห็น และ มีมาแต่เดิม


 ฉัน (ผู้รายงาน) ได้ถามท่านอิมามว่า โอ้บุตรแห่งศาสนทูต กลุ่มชนหนึ่งได้พูดกันว่า พระองค์อัลลอฮ์มิได้ทรงมีความรู้, สามารถ, มีชีวิต, ได้ยิน, มองเห็น และ มีมาแต่เดิม

ท่านอิมามได้ตอบกับเขาว่า “ใครก็ตามที่มีความเชื่อเช่นนี้ แน่นอนที่สุดเขาได้ยืดเอาพระเจ้าอื่นเคียงข้างพระองค์อัลลอฮ์และตำแหน่งวิลายะฮ์ (ความเป็นผู้นำ) ของเราจะไม่ไปถึงเขา และท่านอิมามได้กล่าวอีกว่า พระองค์อัลลอฮ์ทรงมีความรู้, ความสามารถ, มีชีวิต ได้ยิน, มองเห็น และมีมาแต่เดิมด้วยกับอาตมันของพระองค์ และพระองค์ทรงบริสุทธิ์จากสิ่งที่บรรดาพวกตั้งภาคีและพวกที่คิดว่าพระองค์มีรูปร่าง”

(อัตเตาฮีด อัศศอดูก บาบที่ ๑๑ วจนะที่ ๓ )

 จากวจนะของท่านอิมามริฎอ ได้บ่งบอกถึง คุณลักษณะทั้งหลายของพระเจ้าที่มีมาแต่เดิม อาทิ เช่น ความรอบรู้, ความสามารถและ การมีชีวิต ผู้รายงานได้ถามอิมามเกี่ยวกับกลุ่มชนหนึ่งที่มีความเชื่อว่า การมีมาแต่เดิมของคุณลักษณะในพระเจ้าและความไม่เป็นหนึ่งเดียวกันกับอาตมันของพระองค์ อิมามได้ตอบว่า การมีความเชื่อเช่นนี้ เป็นสาเหตุของการตั้งภาคีและการเชื่อว่ามีพระเจ้าหลายองค์ ส่วนการมีอยู่ของคุณลักษณะในพระเจ้าได้เกิดขึ้นด้วยกับอาตมันของพระองค์ และมีความเป็นหนึ่งเดียวกันกับอาตมัน


   ศัพท์วิชาการท้ายบท

ซิฟาตซาตีย์ หมายถึง คุณลักษณะที่มีในอาตมัน                                  

ซิฟาต คอริญีย์ หมายถึง คุณลักษณะที่มีในภายนอก

เตาฮีด ซิฟาตีย์ หมายถึง       ความเป็นเอกานุภาพในคุณลักษณะ

วะฮ์ดัต มัฟฮูมีย์ หมายถึง     ความเป็นหนึ่งเดียวในความหมาย

วะฮ์ดัต อัยนีย์  หมายถึง       ความเป็นหนึ่งเดียวในความจริง

   สรุปสาระสำคัญ

๑.ความเป็นเอกานุภาพในคุณลักษณะ ได้มีคำถามเกิดขึ้นว่า คุณลักษณะทั้งหลายของพระเจ้ามีความเป็นหนึ่งเดียวกันกับอาตมันของพระองค์หรือไม่?

๒.ความเป็นหนึ่งเดียว (วะฮ์ดัต) สามารถแบ่งออกเป็น สองประเภท

(๑.)ความเป็นหนึ่งเดียวในความหมาย (วะฮ์ดัต มัฟฮูมีย์) หมายถึง ความเป็นหนึ่งเดียวในความหมายของคำทั้งสองคำ

(๒.)ความเป็นหนึ่งเดียวในความจริง (วะฮ์ดัต อัยนีย์) หมายถึง ความเป็นหนึ่งเดียวในความจริง แต่ในความหมายแตกต่างกัน

๓.ความเป็นเอกานุภาพในคุณลักษณะมี ๓ ประเด็นหลัก ดังนี้

(๑.)อาตมันกับคุณลักษณะของพระเจ้าในความหมายที่แตกต่างกัน

(๒.)อาตมันกับคุณลักษณะของพระเจ้าในความจริง มีความเป็นหนึ่งเดียวกันและเหมือนกัน

(๓.)คุณลักษณะของพระเจ้ากับคุณลักษณะประการอื่นในความเป็นจริง มีความเป็นหนึ่งเดียวกัน และเหมือนกัน


๔.การปฏิเสธการมีส่วนประกอบในอาตมันของพระเจ้า เป็นประเภทหนึ่งของความเป็นเอกานุภาพในคุณลักษณะ

๕.มีหลายเหตุผลทางสติปัญญาที่ใช้ในการพิสูจน์ถึงความเป็นเอกานุภาพในคุณลักษณะ

๖.การพิจารณาความหมายทางภาษาของคุณลักษณะในพระเจ้า บ่งบอกถึงความหมายที่แตกต่างกัน กล่าวอีกนัยหนึ่ง ทัศนะของความเป็นหนึ่งเดียวในความหมายของคุณลักษณะในพระเจ้านั้น มีความขัดแย้งกับการเข้าใจทางภาษาของคุณลักษณะในมนุษย์

๗.สำนักคิดอัชอะรีย์มีความเชื่อในการมีมาแต่เดิมของคุณลักษณะในพระเจ้า และมีความหมายที่แตกต่างกันกับอาตมันของพระองค์ ความเชื่อนี้ เป็นสาเหตุทำให้เกิดการตั้งภาคี และความเชื่อในพระเจ้าหลายองค์

๘.ทัศนะของนักเทววิทยาบางคนในสำนักคิดมุอฺตะซิละฮ์ มีความเชื่อในอาตมันของพระเจ้าว่าไม่มีคุณลักษณะประการใด พวกเขากล่าวว่า  อาตมันของพระองค์มีผลที่มีคุณลักษณะ ในขณะที่ไม่มีคุณลักษณะประการใด ดังนั้น การยอมรับในทัศนะนี้ มีความเชื่อในความไม่สมบูรณ์ในอาตมัน และการไม่มีคุณลักษณะในพระองค์

๙.ท่านอิมามอะลีได้กล่าวในสุนทรโรวาทหนึ่งในนะฮ์ญุลบะลาเฆาะฮ์ ว่า

 “คุณลักษณะของพระเจ้ามิได้อยู่นอกเหนือจากอาตมันของพระองค์ และใครก็ตามที่มีความเชื่อว่า พระเจ้ามีคุณลักษณะอยู่ภายนอกอาตมันของพระองค์ แน่นอนที่สุดเขานั้นไม่รู้จักพระองค์อย่างแท้จริง”

๑๐.ท่านอิมามอะลี ริฎอ ได้กล่าวเน้นย้ำว่า การมีความเชื่อในการมีคุณลักษณะของพระเจ้าที่มีความหมายที่แตกต่างกันกับอาตมัน เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการตั้งภาคี และได้เปรียบพระเจ้าเหมือนกับสิ่งที่มีชีวิตในโลก หมายถึง พระองค์มีรูปร่างและสรีระ

   บทที่ ๔

   ความเป็นเอกานุภาพใน กิริยา การกระทำ (เตาฮีด อัฟอาลีย์) ตอนที่หนึ่ง

   บทนำเบื้องต้น

    ตามทัศนะของบรรดานักปรัชญาและนักเทววิทยาอิสลาม มีความเห็นว่า พระเจ้าทรงมีคุณลักษณะที่สมบูรณ์ที่สุด และทรงเป็นแหล่งที่มาของอากัปกิริยา การกระทำ เช่น การสร้าง  , การประทานปัจจัยยังชีพ ,การบริหารกิจการงานทั้งหลาย, การมีเมตตาปรานี และอื่นๆ ซึ่งการกระทำทั้งหมดนั้น เป็นการกระทำของพระองค์

เมื่อได้สังเกตุในสิ่งต่างๆที่มีอยู่ในโลก จะพบว่า มีกิริยา การกระทำเกิดขึ้นมากมาย  ซึ่งทั้งหมดของการกระทำจะต้องมีแหล่งที่มาหรือสาเหตุในการเกิดขึ้น เช่น สภาพการเป็นสะสาร ,การเจริญเติบโตของพรรณพืช, การเกิดขึ้นของสัตว์ และการถือกำเนิดของมนุษย์ หากมองดูอย่างผิวเผิน จะเห็นได้ว่า การเกิดขึ้นของสิ่งต่างๆในโลกนี้ เกิดขึ้นจากการกระทำของหลายผู้กระทำและในทัศนะของความเป็นเอกานุภาพในอิสลาม มีความเชื่อว่า ทุกๆสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกนี้ ต้องมีแหล่งที่มาอันเดียวกัน และพระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นผู้กระทำการงานเหล่านั้นเพียงองค์เดียว และไม่มีผู้กระทำ (ฟาอิล) ใดที่เป็นอิสระเสรี นอกจากพระองค์


 ดังนั้น ความหมายของความเป็นเอกานุภาพในกิริยา การกระทำ จึงหมายถึง

๑.การมีความเชื่อว่า พระเจ้า เป็นผู้กระทำเพียงองค์เดียว ในการกระทำทั้งหลาย โดยที่ไม่มีผู้ที่ช่วยเหลือพระองค์

๒.การมีความเชื่อว่า การกระทำของพระเจ้า เป็นการกระทำที่เป็นอิสระเสรี ส่วนการกระทำของสิ่งอื่นๆ มิได้มีความเป็นอิสระเสรีเหมือนกับการกระทำของพระองค์ และการกระทำเหล่านั้นจะเกิดขึ้นได้ด้วยกับความประสงค์ตามเจตนารมณ์ของพระองค์เท่านั้น ดังนั้น การสร้างทุกสรรพสิ่ง  ,การให้ปัจจัยยังชีพ, การบริหารการงานทั้งหลาย และอื่นๆ เป็นการกระทำของพระเจ้าแต่เพียงองค์ดียว โดยที่ไม่มีการช่วยเหลือจากผู้อื่น

   บทบาทของความเป็นเอกานุภาพในกิริยา การกระทำในมุมมองของโลกทรรศน์

    ความหมายที่กว้างของความเป็นเอกานุภาพในกิริยา การกระทำ ซึ่งครอบคลุมไปถึงทุกการกระทำที่มีอยู่ในสากลจักวาล  ซึ่งแสดงให้เห็นว่า พระเจ้ามีความสัมพันธ์กับจักวาล ดังนั้น การเชื่อหรือไม่เชื่อในความเป็นเอกานุภาพประเภทนี้ จึงมีผลต่อโลกทรรศน์และวิสัยทรรศน์ของมนุษย์ทุกคน เมื่อมนุษย์มีความเชื่อในความเป็นเอกานุภาพในกิริยา การกระทำแล้ว มนุษย์จะมีความเชื่อในอานุภาพ และความประสงค์ของพระเจ้าที่มีต่อการเกิดขึ้นของสรรพสิ่งทั้งหลาย ในขณะเดียวกัน เมื่อเวลาใดก็ตามที่มนุษย์มองไปในทุกทิศทาง  ก็จะพบกับพระผู้เป็นเจ้า ดังนั้นอานุภาพของพระองค์ครอบคลุมไปทั่วทุกสรรพสิ่งที่มีในโลกนี้และในจักวาล ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นสิ่งใหญ่ที่สุดเหมือนดั่งจักวาล หรือสิ่งนั้นจะเป็นสิ่งเล็กที่สุดเหมือนกับอะตอม ทั้งหมดนั้น อยู่ภายใต้อานุภาพของพระเจ้าทั้งสิ้น


ด้วยเหตุนี้ การมีความเชื่อในความเป็นเอกานุภาพนิกริยา การกระทำ จึงมีผลต่อโลกทรรศน์ และในความคิด ความศรัทธา ยังรวมทั้งในการปฏิบัติของมนุษย์อีกด้วย ซึ่งจะอธิบายในรายละเอียดของประเด็นเหล่านี้ เป็นอันดับต่อไป

   การกระทำของสิ่งถูกสร้างอยู่ภายใต้การกระทำของผู้สร้าง

    ความหมายที่ลึกซึ้งของ ความเป็นเอกานุภาพในกิริยา การกระทำ หมายถึง การกระทำทั้งหมดของสรรพสิ่ง เป็นการกระทำของพระเจ้าเพียงองค์เดียว โดยเกิดขึ้นจากอาตมันอันบริสุทธิ์ของพระองค์ และเมื่อได้ใช้สติปัญญาไตร่ตรองในความหมายของ ความเป็นเอกานุภาพในกิริยา การกระทำ ได้มีคำถามและข้อสงสัยเกิดขึ้นมากมาย เช่น ถ้ายอมรับว่า มีความเป็นเอกานุภาพในกิริยา การกระทำแล้ว การกระทำของสิ่งอื่น จะเป็นอย่างไร ? และทุกวันนี้ เราก็ได้เห็นสิ่งต่างๆที่อยู่รอบตัวเรา ที่ตัวของมันเป็นผู้กระทำการกระทำของมันขึ้นมาเอง เช่น เราได้เห็นไฟว่า มันมีความร้อน และได้เห็นแม่เหล็ก ว่า มันมีแรงดึงดูดที่สามารถดึงเอาเศษเหล็กทั้งเล็กใหญ่ไปยังตัวของมันได้, พวกพืชก็ได้รับอาหารจากใต้พื้นดิน ,สรรพสัตว์ทั้งหลายต่างก็ได้ออกไปหาอาหารด้วยกับตัวของมัน แม้แต่มนุษย์เองก็เป็นผู้กระทำกิจการงานต่างๆด้วยตัวเอง และเมื่อเป็นเช่นนี้ จะให้ความสัมพันธ์ของการกระทำเหล่านี้ไปยังพระเจ้าได้อย่างไร?  ถ้าเรายอมรับในการกระทำทั้งหลายเป็นการกระทำของพระองค์ เราก็ต้องปฏิเสธการกระทำของสิ่งอื่นด้วยหรือไม่?  หรือว่ายังมีหนทางอื่นอีกที่ยืนยันในการกระทำของสิ่งเหล่านั้นว่าอยู่ภายใต้การกระทำของพระเจ้าหรือไม่?


สำหรับคำตอบของคำถามเหล่านี้ ต้องมาพิจารณาในทัศนะต่างๆของบรรดานักวิชาการว่า ได้มีความเห็นกันอย่างไร

 ด้วยเหตุนี้ บรรดานักปรัชญาและนักเทววิทยาอิสลามได้จัดแบ่งการกระทำของพระเจ้าออกเป็น สอง ประเภทได้ ด้วยกัน ดังนี้

๑.การกระทำที่เป็นแนวนอน หมายถึง มีผู้กระทำหลายคนในการกระทำหนึ่ง ที่ความสัมพันธ์ระหว่างผู้กระทำกับการกระทำนั้น มีความเสมอภาคกัน ตัวอย่างเช่น การช่วยเหลือของหลายคน ในการยกสิ่งของชิ้นหนึ่งจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง ในสภาพเช่นนี้ การกระทำหนึ่ง จึงมีผู้กระทำหลายคน

๒.การกระทำที่เป็นแนวตั้ง หมายถึง การกระทำของหลายคน ที่มีผลต่อการกระทำหนึ่ง และในบางส่วนมีความสัมพันธ์กับส่วนอื่นๆ ซึ่งในการกระทำนี้มีผู้กระทำสองคน คือ ผู้กระทำโดยตรง (ฟาอิล มุบาชิร) และผู้กระทำโดยใช้สื่อ (ฟาอิล บิซตัซบีบ)

ผู้กระทำโดยตรง คือ ผู้ที่ทำให้การกระทำนั้นเกิดขึ้น แต่การกระทำนั้นจะเกิดขึ้นได้ต้องผ่านผู้กระทำอีกคนหนึ่ง คือ ผู้กระทำโดยใช้สื่อ จากประเภททั้งสองของการกระทำ การเปรียบเทียบการกระทำของพระเจ้ากับการกระทำของสิ่งที่ถูกสร้าง กล่าวคือ การกระทำของพระองค์ คือ การกระทำที่เป็นแนวตั้ง เหมือนกับการนั่งและการเดินของคนๆหนึ่งซึ่งเขาเป็นผู้กระทำเองโดยตรง แต่ไม่ใช่ว่าการกระทำของเขา จะอยู่นอกเหนืออำนาจของพระเจ้า ถ้าหากว่าการกระทำของเขาไม่ได้เกิดขึ้นด้วยอำนาจของพระองค์แล้ว แน่นอนที่สุดการกระทำนั้นก็จะไม่เกิดขึ้น จากความแตกต่างของการกระทำที่เป็นแนวนอนกับการกระทำที่เป็นแนวตั้ง ทำให้มีความเข้าใจในความเป็นเอกานุภาพในกิริยา การกระทำได้ง่ายมากยิ่งขึ้น


 แต่ในความเป็นจริงนั้น การเข้าใจในความหมายที่แท้จริงของความเป็นเอกานุภาพในกิริยา การกระทำนั้น มีความยากและละเอียดอ่อน ซึ่งจะพยายามทำให้มีความเข้าใจได้มากยิ่งขึ้น โดยการอาศัยตัวอย่างต่างๆ ทั้งที่เป็นการกระทำที่เป็นแนวนอนและการกระทำที่เป็นแนวตั้ง เช่น ความสัมพันธ์ของจิตกับร่างกายของมนุษย์ โดยการสมมุติฐาน เช่น การเขียนของมนุษย์ ในขณะที่เขาคิดว่า เขานั้นเป็นผู้กระทำโดยตรง แต่ความเป็นจริง มิได้เป็นเช่นนั้น การกระทำดังกล่าวนั้นเกิดขึ้นได้จากการมีความสัมพันธ์ของจิตไปสู่ร่างกายของเขา ด้วยกับการใช้มือเป็นสื่อในการเขียน ซึ่งการกระทำนั้นเกิดขึ้นในสภาพที่เป็นแนวตั้ง เพราะฉะนั้นในสภาพเช่นนี้ ผู้ที่กระทำโดยตรง คือ มือของมนุษย์ การเกิดขึ้นได้โดยการสั่งงานหรือได้รับคำสั่งจากจิต ทำให้เกิดความเคลื่อนไหวไปสู่การจับปากกาแล้วเอามาเขียนลงบนกระดาษ

ซึ่งจะเห็นได้ว่า การกระทำของพระเจ้ากับการกระทำของสิ่งถูกสร้างนั้น มีความสัมพันธ์คล้ายคลึงกันกับความสัมพันธ์ของจิตกับร่างกายของมนุษย์ กล่าวคือ การกระทำของสิ่งถูกสร้างมีความสัมพันธ์ไปสู่การกระทำของพระเจ้า โดยสรุปได้ว่า  การจำกัดของการกระทำที่เป็นอิสระเสรีในพระเจ้ากับการให้มีความสัมพันธ์กับการกระทำอื่นที่มิได้มาจากพระเจ้า ถือว่า ไม่ถูกต้อง

ด้วยเหตุนี้ ก็สามารถที่จะให้ความสัมพันธ์ของกระทำนั้นไปสู่พระเจ้า และสิ่งถูกสร้างได้โดยปราศจากความขัดแย้งและข้อผิดพลาดใดๆทั้งสิ้น


   บทบาทของสื่อกลางในการเกิดขึ้นของการกระทำในพระเจ้า

    มีคำถามเกิดขึ้นว่า ถ้าหากว่าพระเจ้ามีความเป็นอิสระเสรีในการกระทำของพระองค์ โดยที่ไม่ต้องการความช่วยเหลือจากผู้ใด แล้วทำไมในการเกิดขึ้นของการกระทำบางสิ่งบางอย่างต้องใช้สื่อกลางในการกระทำด้วย เช่น ในการสร้างหรือการบันดาล ซึ่งเป็นการกระทำหนึ่งของพระเจ้า แต่ทว่าการเกิดขึ้นของต้นไม้ต้นหนึ่ง ต้องผ่านปัจจัยและองค์ประกอบหลายอย่าง อาทิเช่น การได้รับความร้อนจากแสงอาทิตย์ ดิน น้ำ อากาศ ฯลฯ ต้นไม้ต้นนั้นจึงจะเกิดขึ้นได้

สำหรับคำตอบของคำถามนี้ ก็คือ สภาพในกิริยา การกระทำของพระเจ้า สามารถแบ่งออกเป็น ๒ สภาพ ด้วยกัน ดังนี้

๑.สภาพของโลกเหนือธรรมชาติ หมายถึง โลกที่ไม่เกี่ยวข้องกับวัตถุและสสาร ดังนั้น การเกิดขึ้นของการกระทำในพระเจ้า  จึงไม่ต้องมีเงื่อนไขใดๆหรือปัจจัยใด เพียงเพราะความประสงค์ของพระองค์เท่านั้น การกระทำนั้นก็จะเกิดขึ้นในทันทีทันใด  สภาพนี้จึงถูกเรียกว่า โลกแห่งการกระทำ

 (อาลัม มุน อัมร์)

๒. สภาพของโลกแห่งธรรมชาติ คือ โลกที่เกี่ยวข้องกับวัตถุหรือสสาร ถูกเรียกว่า โลกแห่งการสร้างสรรค์ (อาลัม มุน ค็อลก์)

ดังนั้น การเกิดขึ้นของการกระทำของพระเจ้า ในสภาพเช่นนี้ จึงมีความต้องการเงื่อนไขและปัจจัยอื่นๆ เพราะว่า การเกิดขึ้นของสิ่งที่เป็นวัตถุด้วยกับกฏระบบและระเบียบของโลก หากว่าการเกิดขึ้นของสิ่งที่เป็นวัตถุ ปราศจากการมีอยู่ของเงื่อนไขหรือปัจจัยอื่นใด สิ่งนั้นก็จะไม่เกิดขึ้น


 และในความเป็นจริง การยอมรับในการมีอยู่ของการกระทำของพระเจ้า ซึ่งก็มิได้มีผลต่อการกระทำของพระองค์ หมายความว่า การเกิดขึ้นของสิ่งใดก็ตามในโลกแห่งวัตถุ จะต้องผ่านอำนาจและการอนุมัติจากพระเจ้าเสียก่อน ดังนั้น การเกิดขึ้นของต้นไม้ต้นหนึ่งต้องผ่านการเกิดขึ้นของเมล็ดพันธ์ โดยผ่านการให้น้ำ ,การได้รับอากาศที่เหมาะสม และการกระทำอื่นๆอีก และในท้ายที่สุดการกระทำต่างๆเหล่านั้น จะต้องผ่านอำนาจของพระเจ้าและการอนุมัติจากพระองค์อีกด้วย  แต่มิได้หมายความว่า อำนาจของพระเจ้านั้นมีขอบเขตจำกัด  แต่หมายถึง พลังอำนาจของพระองค์ครอบคลุมไปในทุกการกระทำในโลกแห่งวัตถุทั้งหมด

   ความเป็นเอกานุภาพในกิริยา การกระทำ และเจตจำนงเสรีของมนุษย์

    มีคำถามหนึ่งได้ถามว่า ระหว่างความสัมพันธ์ของความเป็นเอกานุภาพในกิริยา การกระทำกับเจตจำนงเสรีของมนุษย์นั้น เป็นอย่างไร ซึ่งได้อธิบายไปแล้วในความเป็นเอกานุภาพในกิริยา การกระทำว่า ทุกการกระทำที่เกิดขึ้นในโลกแห่งวัตถุ มีความสัมพันธ์ไปยังพระเจ้า และในการกระทำของมนุษย์ก็เช่นเดียวกัน ดังนั้น การกระทำของมนุษย์ เป็น การกระทำของพระผู้เป็นเจ้า ด้วยเหตุนี้ มนุษย์ก็ไม่มีความเป็นอิสระเสรีในการกระทำของเขาเองใช่หรือไม่?

สำหรับคำตอบ ก็คือ ในความเป็นจริงของการอธิบายในคำถามนี้ ด้วยกับสาเหตุของการไม่เข้าใจในความหมายที่แท้จริงของความสัมพันธ์ของพระเจ้ากับเจตจำนงเสรีของมนุษย์ จึงได้มีความคิดเห็น  ๒  ทัศนะ ด้วยกัน ดังนี้


๑.ทัศนะของสำนักคิดอัชอะรีย์ มีความเห็นว่า ความเป็นเอกานุภาพในกิริยา การกระทำขัดแย้งกับเจตจำนงเสรีของมนุษย์ ดังนั้น การกระทำของมนุษย์จึงเป็นการกระทำของพระเจ้า เพราะว่า สำนักคิดอัชอะรีย์ มีความเชื่อในเรื่อง การบังคับจากพระเจ้า (ญับร์)

๒.ทัศนะของสำนักคิดมุอฺตะซิละฮ์ มีความเห็นว่า ความเป็นเอกานุภาพในกิริยา การกระทำ มิได้ขัดแย้งกับเจตจำนงเสรีของมนุษย์ เพราะว่า พระเจ้าได้ประทานการกระทำที่เป็นอิสระเสรีให้กับเขา ด้วยเหตุนี้ สำนักคิดมุอฺตะซิละห์ จึงมีความเชื่อในการเป็นอิสระของมนุษย์จากพระเจ้า (ตัฟวีฎ)

การเกิดขึ้นของทั้งสองทัศนะ ได้เกิดขึ้นจากการไม่เข้าใจในความหมายที่แท้จริงของการให้ความสัมพันธ์การกระทำของพระเจ้ากับการกระทำที่มีความเป็นอิสระเสรี ซึ่งจะอธิบายในรายละเอียดต่อไป ในบทการบังคับกับเจตจำนงเสรีของมนุษย์

ณ ที่นี้ จะขอกล่าวว่า บรรดานักเทววิทยาในสำนักคิดชีอะฮ์อิมามียะฮ์ ซึ่งได้รับการเรียนรู้วิชาการจากลูกหลานของท่านศาสดามุฮัมหมัด (อะฮ์ลุลบัยต์) มีความเห็นความเป็นเอกานุภาพในกิริยา การกระทำนั้น จะต้องอยู่คู่กับเจตจำนงเสรีของมนุษย์  แต่มิได้หมายความว่า พระเจ้ามิได้มีส่วนเกี่ยวกับการกระทำของมนุษย์


   เหตุผลในความเป็นเอกานุภาพในกิริยา การกระทำ

(เตาฮีด อัฟอาลีย์)

    หลังจากที่ได้อธิบายไปแล้วในความหมายของ ความเป็นเอกานุภาพในกิริยา การกระทำ และได้ตอบคำถามบางคำถามไปแล้ว จะมาพิสูจน์ในเหตุผลของความเป็นเอกานุภาพในกิริยา การกระทำว่า คือประเภทหนึ่งของความเป็นเอกานุภาพในทฤษฎีความศรัทธา โดยเริ่มต้นจากการพิจารณาอย่างละเอียดในการมีอยู่ของคุณลักษณะที่สมบูรณ์ของพระผู้เป็นเจ้า และความสัมพันธ์ของโลกกับพระองค์  การพิสูจน์ในความเป็นเอกานุภาพในกิริยา การกระทำ มีด้วยกัน  ๒ ความหมาย ดังนี้

๑. ความเป็นไปไม่ได้ในการกระทำของพระผู้เป็นเจ้าที่จะต้องมีผู้ที่ช่วยเหลือพระองค์

๒. ทุกสิ่ง มีความต้องการสิ่งที่ต้องพึ่งพา และก็มิได้มีความอิสระเสรี และทุกการกระทำต้องย้อนกลับไปหายังพระผู้เป็นเจ้า

การพิสูจน์ในความหมายแรก ก็คือ การมีความเข้าใจในการมีอยู่ของคุณลักษณะที่สมบูรณ์ในพระเจ้าก็เพียงพอแล้ว ดั่งที่ได้อธิบายไปแล้วในความหมาย การมีอยู่ของคุณลักษณะที่สมบูรณ์ในพระเจ้าว่า เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องมีอยู่และมีความสมบูรณ์ และไม่มีขอบเขตจำกัด และไม่มีข้อบกพร่องใดๆและไม่มีการจำกัดความในอาตมันของพระองค์


กล่าวอีกนัยหนึ่ง เป็นที่กระจ่างชัดว่า การสมมุติว่า พระเจ้ามีความต้องการ มีผู้ที่ช่วยเหลือในการกระทำ ซึ่งจะเกิดความขัดแย้งของการกระทำทั้งหลายเหล่านั้นกับความสมบูรณ์ และการไม่มีขอบเขตจำกัดของพระองค์ เพราะสติปัญญาได้บอกว่า การมีอยู่ของสิ่งหนึ่งที่มีความต้องการไปยังอีกสิ่งหนึ่งนั้น เมื่อได้เปรียบเทียบกับการมีอยู่ของสิ่งที่ไม่มีความต้องการไปยังสิ่งใด ถือว่า สิ่งนั้นมิได้มีความสมบูรณ์อยู่เลย ดังนั้น การสมมุติว่า มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้การกระทำของพระเจ้าเกิดขึ้น ก็ถือว่า มีการจำกัดขอบเขตและข้อบกพร่องในอาตมันของพระองค์ และมีความขัดแย้งกับการมีอยู่ของความสมบูรณ์ของพระองค์

การพิสูจน์ในความหมายที่สอง ก็เช่นกัน การเกิดขึ้นความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งที่ต้องพึ่งพากับพระเจ้า สามารถกล่าวได้ว่า

๑.ได้อธิบายไปแล้วว่า พระเจ้าเป็นปฐมแห่งเหตุผลทั้งหลายและสิ่งที่ต้องพึ่งพา เป็นผลที่เกิดจากปฐมแห่งเหตุ

๒.กล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า ความหมายของการเป็นเหตุผล หมายถึง การมีอยู่ของผลทั้งหลายนั้นเกิดขึ้นได้ด้วยกับการมีอยู่ของเหตุ กล่าวคือ ผลของเหตุทั้งหลายมีความต้องการเหตุในการเกิดขึ้น

๓.การกระทำของสิ่งหนึ่งในความเป็นจริงก็คือ ผลที่เกิดขึ้นของสิ่งนั้น

จากการสังเกตุในความหมายทั้งสาม แสดงให้เห็นว่า เป็นที่ชัดเจนว่า สิ่งที่ต้องพึ่งพามีความต้องการไปยังสิ่งที่ไม่มีความต้องการ การพึ่งพาใดๆ และในการกระทำก็เช่นเดียวกัน ไม่มีความต้องการใดๆ และสิ่งนั้นมิได้มีความเป็นอิสระเสรี ผลที่ได้รับก็คือ การพิสูจน์ให้เห็นว่า พระเจ้ามิได้มีความต้องการความช่วยเหลือในการเกิดขึ้นของกระทำของพระองค์ ส่วนสิ่งอื่นมิได้มีความเป็นอิสระเสรีในการกระทำ


   ศัพท์วิชาการท้ายบท

เตาฮีด อัฟอาลีย์ หมายถึง ความเป็นเอกานุภาพในกิริยา การกระทำ

:unity of divine acts

การกระทำที่เป็นแนวตั้ง   : activity of longitudinal

การกระทำที่เป็นแนวนอน   :activity of latitudinal

ผู้กระทำโดยตรง     :actor direct

ฟาอิล บิซตัซบีบ หมายถึง ผู้กระทำโดยการใช้สื่อกลางในการสื่อสาร

   สรุปสาระสำคัญ

๑.ในทัศนะของอิสลามกล่าวว่า ความหมายของความเป็นเอกานุภาพในกิริยา การกระทำ หมายถึง การกระทำของพระผู้เป็นเจ้า เป็นการกระทำที่มิได้มีผู้ที่ช่วยเหลือ และไม่มีสิ่งใดที่มีอิสระเสรีเหมือนพระองค์ และอีกความหมายหนึ่ง ก็คือ สิ่งทั้งหลายที่มีอยู่มิได้มีความเป็นอิสระ และในการกระทำของสิ่งเหล่านั้น เกิดขึ้นจากความประสงค์ของพระองค์ทั้งสิ้น

๒.ความเป็นเอกานุภาพในกิริยา การกระทำ นอกเหนือจาก ในมุมมองของโลกทรรศน์ที่มีประโยชน์กับมนุษย์แล้ว ยังมีผลต่อการปฏิบัติอีกด้วย และเป็นสาเหตุให้มนุษย์มีความศรัทธาในความเป็นเอกานุภาพได้มากยิ่งขึ้น

๓.การมีความเชื่อในความเป็นเอกานุภาพในกิริยา การกระทำ มิได้หมายถึง การปฏิเสธการกระทำของสิ่งอื่น และการปฏิเสธกฏของเหตุและผล แต่เป็นการยอมรับว่า การกระทำของสิ่งอื่นมิได้เกิดขึ้นมาโดยไม่ได้รับการอนุมัติจากพระเจ้า


ดังนั้น การกระทำของสิ่งอื่น เป็นการกระทำในแนวตั้ง มิใช่ในแนวนอนต่อการกระทำของพระเจ้า ด้วยเหตุนี้ ในระดับหนึ่ง การกระทำนั้นเกิดขึ้นด้วยกับตัวของผู้กระทำเอง และอีกระดับหนึ่งการกระทำนั้นต้องได้รับการอนุมัติจากพระเจ้า

๔.การเกิดขึ้นของการกระทำทั้งหลายในโลกแห่งธรรมชาติ ต้องมีเงื่อนไขและสาเหตุในการเกิดขึ้นของการกระทำนั้น และเงื่อนไขดังกล่าว มิได้มีผลต่อการกระทำของพระเจ้า แต่เป็นการเตรียมพร้อมของโลกแห่งธรรมชาติในการยอมรับต่อการเกิดขึ้นของการกระทำนั้นว่า เกิดขึ้นจากพลังอำนาจของพระองค์ทั้งสิ้น

๕.เหตุผลทางด้านวิชาการในความเป็นเอกานุภาพในกิริยา การกระทำ คือ การไม่มีความต้องการของพระเจ้า บ่งบอกว่า พระองค์ไม่มีความต้องการผู้ที่ช่วยเหลือในการกระทำ ส่วนการมีความต้องการของสิ่งทั้งหลาย บ่งบอกว่า การกระทำของสิ่งเหล่านั้นต้องเกิดขึ้นมาจากพระองค์


   บทที่ ๕

   ความเป็นเอกานุภาพในกริยา การกระทำ (เตาฮีด อัฟอาลีย์) ตอนที่สอง

   บทนำเบื้องต้น

    ในบทก่อนได้กล่าวถึงความเป็นหนึ่งเดียวและความเป็นเอกะในการกระทำของพระเจ้า และไม่มีสิ่งอื่นใดเคียงข้างพระองค์ และได้แบ่งการกระทำของพระเจ้าออกเป็นหลายประเภทด้วยกัน เช่น การสร้าง ,การประทานปัจจัยยังชีพ ,การชี้นำ และการกระทำอื่นๆ ด้วยเหตุนี้ ความเป็นเอกานุภาพในกริยา การกระทำ มีหลายประเด็นที่สำคัญที่จะต้องอธิบายกันต่อไป

๑.ความเป็นเอกานุภาพในการสร้าง (เตาฮีด ฟีย์คอลิกียะฮ์)

๒.ความเป็นเอกานุภาพในการประทานปัจจัยยังชีพ (เตาฮีด ฟีย์รอซิกียะฮ์)

๓.ความเป็นเอกานุภาพในการชี้นำมวลมนุษยชาติ (เตาฮีด ฟีย์ฮิดายะฮ์)

   ความเป็นเอกานุภาพในการสร้าง(เตาฮีด ฟีย์คอลิกียะฮ์)

    ความเป็นเอกะในการสร้างของพระผู้เป็นเจ้า เป็นประเภทหนึ่งของความเป็นเอกานุภาพในกริยา การกระทำ หมายความว่า พระเจ้า เป็นผู้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่งเพียงองค์เดียวเท่านั้น และการสร้างของสิ่งอื่นๆเกิดขึ้นได้ด้วยกับอำนาจของพระองค์หรือด้วยกับการอนุมัติจากพลังอำนาจและความประสงค์ของพระองค์

ดังนั้น การสร้างของสิ่งอื่นๆมิได้มีความเป็นอิสระเสรีในตัวเอง เมื่อได้สังเกตและพินิจพิจารณาอย่างละเอียดในสรรพสิ่งที่มีอยู่ในโลก และได้ให้มีความสัมพันธ์ไปยังพระเจ้า จะเห็นได้ว่า การกระทำของสิ่งทั้งหลาย คือ ผลแห่งเหตุของพระองค์ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นผล ในสภาพใดก็ตาม ผลโดยตรงหรือผลโดยใช้สื่อ เพราะฉะนั้น เมื่อทุกสิ่งทุกอย่าง คือ ผลของพระเจ้า และพระองค์ เป็นปฐมเหตุของทุกสรรพสิ่งในโลก และเรียกพระเจ้าว่า สิ่งจำเป็นที่ต้องมีอยู่ และสิ่งอื่น ถูกเรียกว่า สิ่งสามารถจะมีอยู่ก็ได้ไม่มีก็ได้  ด้วยเหตุนี้ พระเจ้าคือ ผู้ทรงสร้างเพียงองค์เดียว และทุกสรรพสิ่งในโลก เป็นสิ่งที่ถูกสร้างของพระองค์ ซึ่งในการอธิบายถึงความเป็นเอกานุภาพในกริยา การกระทำ ได้กล่าวไปแล้วว่า การมีความเชื่อในความเป็นเอกานุภาพใน กริยา การกระทำ มิได้ปฏิเสธและไม่ยอมรับในการเป็นผู้สร้างของสรรพสิ่ง แต่ทว่า ในการสร้างของสิ่งเหล่านั้น จะเกิดขึ้นได้ด้วยกับอำนาจและการอนุมัติของพระเจ้าเท่านั้น ดังนั้น การกระทำทั้งหลายของสิ่งทั้งหลาย ก็มิได้มีความเป็นอิสระเสรีในตัวเอง

   ความเป็นเอกานุภาพในการอภิบาล

    ความเป็นเอกะในการอภิบาลของพระผู้เป็นเจ้า  เป็นอีกประเภทหนึ่งของความเป็นเอกานุภาพในกริยา การกระทำ

การเป็นผู้อภิบาลในความหมายทางภาษา มาจากคำว่า “ร็อบ” ในภาษาอาหรับ หมายถึง การบริหาร ,การอบรมสั่งสอน และการดูแลเลี้ยงดู และอีกความหมายหนึ่ง หมายถึง การตัดสินใจที่มีความเป็นอิสระเสรีในตัวเอง


จากความหมายข้างต้นคำว่า รุบูบียะฮ์ ซึ่งเป็นคุณศัพท์ หมายถึง ความเป็นผู้อภิบาลบริหาร ซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งในการแสดงความเป็นเจ้าของ เพราะว่า การแสดงความเป็นเจ้าของ ต้องมีความเป็นเจ้าของในสิ่งใดสิ่งหนึ่งและมีความสามารถในการบริหารการงานใดการงานหนึ่ง ด้วยเหตุนี้ คำว่า ร็อบ จึงถูกนำมาใช้ใน การแสดงความเป็นเจ้าของในสิ่งใดสิ่งหนึ่งเช่นกัน

เมื่อได้เข้าใจในความหมายของความเป็นผู้อภิบาลแล้ว ดังนั้น ความหมายของความเป็นเอกานุภาพในการเป็นผู้อภิบาล หมายถึง พระเจ้า เป็นผู้อภิบาลเพียงองค์เดียวอย่างแท้จริงเท่านั้น ที่มีอำนาจสูงสุดในบริหารโลก โดยที่ไม่ต้องการผู้ช่วยเหลือ ส่วนสรรพสิ่งทั้งหลาย เป็นมัคลูก (สิ่งถูกสร้าง) ของพระองค์ทั้งสิ้น ที่มิได้มีความเป็นอิสระเสรีในการบริหาร

   เหตุผลการพิสูจน์ความเป็นเอกานุภาพในการอภิบาล

    เมื่อได้เข้าใจในความหมายของความเป็นเอกานุภาพในการเป็นผู้อภิบาลแล้ว จะมาอธิบายในเหตุผลต่างๆที่ใช้ในการพิสูจน์ในหลักความเป็นเอกานุภาพนี้ ซึ่งมีดังนี้

เหตุผลที่หนึ่ง

 การมีอำนาจบริหารในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง สิ่งนั้นจะต้องมีความเป็นเจ้าของอย่างแท้จริงและการเป็นเจ้าของอย่างแท้จริงของสิ่งนั้น จะต้องมีความเป็นผู้สร้าง เพราะการเกิดขึ้นของสิ่งที่ถูกสร้าง เป็นที่รู้กันดีว่า จะต้องมีผู้ที่สร้างสิ่งนั้นขึ้นมา ดังนั้นอำนาจการบริหารโลก เป็นกรรมสิทธิของพระเจ้า เพราะว่าพระองค์ คือ ผู้สร้างโลกเพียงองค์เดียวเท่านั้น


 

เหตุผลที่สอง

ความหมายของการเป็นผู้บริหาร หมายถึง การมีอำนาจการบริหารในการงานใดการงานหนึ่ง ถ้าสมมุติว่า โลกนี้มีพระเจ้าหลายองค์ ในการบริหารกิจการงานต่างๆและมีความเป็นอิสระเสรีในการตัดสินใจแต่ละองค์แล้ว จะต้องมีการกำหนดกฏและระเบียบที่เฉพาะเจาะจงกับพระเจ้าทั้งหลาย ซึ่งในความเป็นจริง จะเห็นได้ว่า โลกนี้มีระบบและระเบียบที่มั่นคง และเป็นการปกครองในระบอบเดียวที่ถูกกำหนดจากพระเจ้าเพียงองค์เดียว ดังนั้น ผู้ที่มีอำนาจการบริหารในโลกอย่างแท้จริง คือ พระเจ้าเพียงองค์เดียวเท่านั้น

   ความเป็นเอกานุภาพในกริยา การกระทำ ในอัล กุรอาน และวจนะ

    อัล กุรอานและวจนะได้กล่าวเน้นย้ำ ในประเภทต่างๆของความเป็นเอกานุภาพในกริยา การกระทำ ซึ่งมีโองการมากมายที่กล่าวถึง หลักการนี้ และในวจนะทั้งหลายก็เช่นเดียวกัน มีดังนี้

๑.ความเป็นเอกานุภาพในการสร้าง ในทัศนะอัล กุรอาน

ความเป็นเอกะในการสร้างของพระผู้เป็นเจ้า เป็นหลักการหนึ่งที่อัลกุรอานได้เน้นย้ำและกล่าวไว้ในโองการต่างๆมากมาย และ เป็นหลักการหนึ่งที่มนุษย์มีความเชื่อว่า พระเจ้า เป็นผู้สร้างสรรพสิ่งทั้งหลายเพียงองค์เดียว และสรรพสิ่งทั้งหลาย เป็นสิ่งถูกสร้างของพระองค์ 


อัล กุรอาน กล่าวว่า

“จงประกาศเถิด อัลลอฮ์ทรงเป็นผู้สร้างทุกสิ่ง พระองค์ผู้ทรงเอกะ ผู้ทรงพิชิต”

( บทอัรเราะด์ โองการที่ ๑๖ )

 “อัลลอฮ์ทรงเป็นผู้สร้างทุกสิ่ง และพระองค์ทรงเป็นผู้ดูแลและคุ้มครองทุกสิ่ง”

(บทอัซซุมัร โองการที่ ๖๒ )

“นั่นคืออัลลอฮ์ พระผู้อภิบาลของสูเจ้า พระองค์ทรงสร้างทุกสิ่ง ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์เท่านั้น”

(บทอัลฆอฟิร โองการที่ ๖๒ )

จากโองการเหล่านี้ ได้กล่าวถึงพระเจ้าว่า พระองค์เป็นผู้สร้างทุกสรรพสิ่งและโดยใช้คำว่า ชัยอ์( شی ء ) แปลว่า สิ่งของ หมายถึงได้รวมในทุกสิ่งและทุกอย่าง เพื่อที่จะอธิบายให้เห็นถึงความสูงส่งในการสร้างของพระเจ้า

และอัล กุรอาน ได้ถามกับมนุษย์ถึงผู้สร้างเขา ว่า

 “จะมีพระผู้ทรงสร้างใดนอกจากอัลลอฮ์ กระนั้นหรือ?ที่จะประทานปัจจัยยังชีพแก่พวกเจ้าจากฟากฟ้าและแผ่นดิน”(บทอัลฟาฏิร โองการที่ ๓ )

จากโองการนี้ แสดงให้เห็นว่า พระเจ้าได้ถามมนุษย์ถึง ผู้สร้างของเขาว่า จะมีผู้สร้างที่นอกเหนือจากอัลลอฮ์ พระเจ้าเพียงองค์เดียวกระนั้นหรือ?

คำตอบก็คือ ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ เท่านั้นดังนั้น ความเป็นเอกานุภาพในการสร้าง เป็นหลักการหนึ่งที่สำคัญที่ถูกกล่าวไว้ใน

อัล กุรอาน


และอีกโองการหนึ่งที่ได้กล่าวถึง บรรดาพวกตั้งภาคีในคาบมหาสมุทรอาหรับ ซึ่งพวกเขาก็รู้ดีว่า อัลลอฮ์ คือ พระเจ้า ผู้สร้างเพียงองค์เดียว แต่พวกเขามีความสงสัยในการเป็นผู้อภิบาลของพระองค์

ตัวอย่างเช่น โองการที่กล่าวว่า

“และถ้าเจ้าถามพวกเขา ใครคือผู้สร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินและเป็นผู้ที่ทำให้ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์เป็นประโยชน์ แน่นอนพวกเขาจะกล่าวว่า อัลลอฮ์แล้วทำไมเล่าพวกเขาจึงหันเหออกไปทางอื่น” ( บทอังกะบูต โองการที่ ๖ )

จากโองการนี้ แสดงให้เห็นว่า บรรดาพวกตั้งภาคีและด้วยกับสัญชาตญาณดั้งเดิมของพวกเขา และจากคำสอนที่เหลืออยู่ของบรรดาศาสดา ทำให้พวกเขาได้ยอมรับในสิ่งที่บูชาว่า สิ่งนั้น (เจว็ด) มิได้เป็นผู้สร้างอย่างแท้จริง แต่ทว่าสิ่งเหล่านั้นและสิ่งอื่นๆล้วนเป็นสิ่งที่ถูกสร้างของพระเจ้า

และอัล กุรอานได้กล่าวถึง การสร้างของสิ่งอื่นๆ ว่า อยู่ภายใต้ความประสงค์ของพระเจ้า ตัวอย่างเช่น มุอ์ญิซาต(ปาฏิหาริย์ของศาสดาอีซา)

อัล กุรอาน กล่าวว่า

“และขณะเมื่อเจ้า(อีซา)ได้ปั้นรูปนกจากดินด้วยกับการอนุมัติจากฉัน แล้วเจ้าได้เป่าเข้าไปในรูปนกนั้น ดังนั้นมันก็ได้กลายเป็นนกด้วยกับการอนุมัติจากฉัน” (บทอัลมาอิดะฮ์ โองการที่ ๑๑๐ )

จากโองการนี้ แสดงให้เห็นว่า ปาฏิหาริย์หนึ่งของศาสดาอีซา คือ การปั้นนกจากดินด้วยตัวของเขาเอง และในโองการนี้ได้ใช้คำว่า บิอิซนีย์ (باذنی ) ซ้ำทั้งสองครั้งสองคราวด้วยกัน ซึ่งหมายความว่า


 “ด้วยกับการอนุมัติจากฉัน (พระเจ้า)” ดังนั้น การสร้างของศาสดาอีซาจะสัมฤทธิ์ผลได้ก็ต่อเมื่อ จะต้องอยู่ภายใต้การอนุมัติจากพระเจ้าเท่านั้น  อัล กุรอานยังได้อธิบายให้เห็นถึง ความเป็นวิทยปัญญาของพระเจ้า ว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ให้อำนาจกับสิ่งถูกสร้างของพระองค์ในการสร้างสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

๒.ความเป็นเอกานุภาพในการอภิบาลในทัศนะของอัล กุรอาน

   ความสำคัญของความเป็นเอกานุภาพในการอภิบาล

(เตาฮีด รุบูบีย์) ในทัศนะของอัล กุรอาน

    ในบทก่อนได้อธิบายในความหมายของการเป็นผู้อภิบาลไปแล้วว่า พระผู้เป็นเจ้า เป็นผู้อภิบาลที่มีอำนาจสูงสุดในการบริหารทุกสรรพสิ่ง ส่วนสิ่งอื่นๆก็มีอำนาจในการบริหารเช่นกัน แต่การบริหารของสิ่งนั้นจะเกิดขึ้นได้ด้วยกับอำนาจและการอนุมัติของพระเจ้าเท่านั้น และในทางตรงกันข้าม การตั้งภาคีในการอภิบาล มีความหมายว่า มนุษย์ได้ยกย่องเอาสิ่งอื่นไปเคียบเคียงกับพระเจ้าในสภาพที่มีความเป็นอิสระในตัวเอง

อัล กุรอานได้กล่าวเน้นย้ำในความสำคัญของความเป็นเอกานุภาพในการเป็นผู้อภิบาล จากโองการทั้งหลายที่ได้กล่าวว่า พระเจ้า เป็นผู้อภิบาลของทุกสรรพสิ่ง และคุณลักษณะประการหนึ่งของพระองค์ คือ การเป็นผู้อภิบาลแห่งสากลจักรวาล ได้ถูกกล่าวไว้ในอัล  กุรอานหลายโองการด้วยกันเกี่ยวกับพระเจ้า ซึ่งโองการต่างๆเหล่านั้นต้องการที่จะบอกว่า ไม่ว่าจะเป็นสิ่งเล็กหรือสิ่งใหญ่ จะเป็นมนุษย์หรือสิงสาราสัตว์ และสิ่งอื่นๆนั้นล้วนอยู่ในการอภิบาล และการบริหารจากพระองค์ทั้งสิ้น


 ดังโองการที่กล่าวว่า พระเจ้าทรงตรัสกับศาสดาของพระองค์ว่า พระองค์ทรงเป็นพระผู้อภิบาลทั้งชั้นฟ้าและแผ่นดิน

อัล กุรอานกล่าวว่า

 “จงกล่าวเถิดมุฮัมมัด ใครคือพระเจ้าแห่งชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน ? จงกล่าวเถิด อัลลอฮ์”

(บทอัรเราะด์ โองการที่ ๑๖ )

นอกเหนือจาก พระเจ้าทรงเป็นพระผู้อภิบาลแห่งชั้นฟ้าและแผ่นดินแล้ว พระองค์ยังทรงเป็นผู้อภิบาลแห่งทุกๆสรรพสิ่งด้วย

อัล กุรอานยังกล่าวว่า

 “จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ว่า อื่นจากอัลลอฮ์กระนั้นหรือ ที่ฉันจะแสวงหาพระเจ้า ? ทั้ง ๆ ที่พระองค์นั้นเป็นพระเจ้าของทุกสิ่ง” (บทอัลอันอาม โองการที่๑๖๔)

และอีกโองการหนึ่งที่ได้กล่าวเน้นย้ำใน ความเป็นเอกะและหนึ่งเดียวของพระเจ้า และการเป็นผู้อภิบาลของมวลมนุษย์ทั้งหลายและไม่มีมนุษย์ใดที่จะออกห่างจากอำนาจของพระองค์ได้

อัล กุรอานกล่าวว่า

“พวกท่านเคารพบูชาเจว็ดและทอดทิ้งผู้ทรงเลิศยิ่งแห่งมวลผู้สร้างกระนั้นหรือ”

 “อัลลอฮ์คือ พระผู้อภิบาลของพวกท่านและบรรพบุรุษก่อนหน้าพวกท่าน”

(บทอัศศอฟฟาต โองการที่๑๒๕-๑๒๖ )

เพราะฉะนั้น ในอัลกุรอานได้กล่าวไว้อย่างกระจ่างชัดแล้วว่า ไม่มีสิ่งใดที่มิได้อยู่ในอำนาจของพระเจ้า


   ข้อพิพาทของบรรดาศาสดาในความเป็นเอกานุภาพการอภิบาลของพระผู้เป็นเจ้า

    การมีความเชื่อในพระเจ้าหลายองค์ เป็นสาเหตุทำให้เกิดการโต้แย้งและข้อพิพาทระหว่างบรรดาศาสดากับพวกมุชริก(พวกบูชาเจว็ด) เช่น ในสมัยของศาสดายูซุฟ ซึ่งในอัล กุรอานได้กล่าวเรื่องของท่านว่า

“พระเจ้าทั้งหลายดีกว่าพระองค์อัลลอฮ์เพียงองค์เดียวกระนั้นหรือ” (บทยูซุฟ โองการที่ ๓๙)

และอัล กุรอานยังได้กล่าวถึง วีรบุรุษแห่งความเป็นเอกานุภาพ นั่นคือ ศาสดาอิบรอฮีม จากการโต้แย้งกับกษัตริย์นัมรูด(ผู้ปกครองในสมัยนั้น)เกี่ยวกับหลักความเป็นเอกานุภาพในการเป็นผู้อภิบาล

อัล กุรอานกล่าวอีกว่า

 “เจ้าไม่รู้หรือ เกี่ยวกับ (ประวัติของกษัตริย์นัมรูด) ผู้โต้เถียงกับอิบรอฮีมในเรื่องผู้อภิบาลของเขา ซึ่งอัลลอฮ์ได้มอบอำนาจทางอณาจักร (บาบิโลน) แก่เขา เมื่ออิบรอฮีมได้กล่าวว่า พระผู้ทรงอภิบาลของฉัน ทรงประทานชีวิตและทรงประทานความตาย (แก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์) เขา (นัมรูด) กล่าวว่า ฉันเองก็ให้ชีวิตและให้ความตายได้ อิบรอฮีมกล่าวว่า แท้จริงอัลลอฮ์สามารถนำดวงอาทิตย์มาจากทิศตะวันออกได้ พลัน (นัมรูด) ผู้เนรคุณก็งงงัน (เพราะตอบไม่ถูก) และอัลลอฮ์จะไม่ทรงชี้นำแก่กลุ่มชนที่ฉ้อฉล”

 (บทอัลบะกอเราะฮ์ โองการที่ ๒๕๘)


จากโองการนี้ แสดงให้เห็นว่า กษัตริย์นัมรูดยอมรับว่า อัลลอฮ์ คือ หนึ่งในพระผู้อภิบาลทั้งหลาย และเขาก็อ้างตนว่าเป็นพระเจ้าด้วย ศาสดาอิบรอฮีมต้องการที่จะบอกกับนัมรูดว่า เจ้ามิได้เป็นพระเจ้าเหมือนอย่างที่เจ้าพูดหรอก เพราะว่าเจ้าไม่ได้มีคุณลักษณะของพระองค์อยู่เลย นั่นก็คือ การให้ชีวิตและให้ความตาย แต่เมื่อนัมรูดได้ยินเช่นนั้นก็พูดกับศาสดาอิบรอฮีมว่า ฉันมีความสามารถให้ชีวิตและให้ความตายได้เหมือนกัน หลังจากนั้น ได้สั่งทหารให้นำนักโทษมาสองคน และได้ปล่อยคนหนึ่งให้เป็นอิสระและได้สังหารอีกคนหนึ่ง พร้อมกับบอกศาสดาอิบรอฮีมว่า ฉันได้ให้ชีวิตและให้ความตายแล้ว แต่ด้วยกับการไม่เข้าใจในความหมายของการให้ชีวิตและให้ความตาย เขาจึงเข้าใจว่า เขาเป็นผู้ให้ชีวิตและให้ความตายเหมือนกับพระเจ้า ดังนั้น เมื่ออิบรอฮีมได้ยินเช่นนั้นก็กล่าวขึ้นว่า อีกหนึ่งในคุณลักษณะของผู้อภิบาล คือ การทำให้ดวงอาทิตย์มาจากทิศตะวันออก ถ้าเจ้าคิดว่าเจ้าเป็นพระผู้อภิบาลจริง ก็ทำให้ดวงอาทิตย์มาจากทิศตะวันออกสิ เมื่อนัมรูดได้ยินคำกล่าวนั้น เขาก็งุ่นงง เพราะไม่มีความสามารถที่จะทำได้

ดังนั้น มาตรฐานของการโต้แย้งและการวิพากษ์ของศาสดาอิบรอฮีม คือ การสมมุติว่า สิ่งที่มิใช่พระเจ้านั้นมีความเป็นผู้อภิบาลและเมื่อเป็นเช่นนั้น จะต้องมีความสามารถในการบริหารกิจการงานต่างๆของโลกได้ ในขณะเดียวกัน พระเจ้าจอมปลอมทั้งหลายนั้นก็มิได้มีความสามารถกระทำการงานเหล่านั้นได้


 

ในโองการอื่นๆของอัลกุรอาน ยังได้กล่าวถึง การโต้แย้งของศาสดาอิบรอฮีมกับบรรดาพวกบูชาดวงดาว และวิธีการโต้แย้งของเขาก็คือ ในตอนแรกเขามีความเชื่อเหมือนกับพวกเหล่านั้น หลังจากนั้นก็ยกเหตุผลมาพิสูจน์ว่า แท้จริง ความเชื่อเช่นนั้น ไม่ถูกต้องและมีความขัดแย้งกับหลักการของศาสนา

ในบทอัลอันอาม โองการที่ ๗๖-๗๙

“ครั้นเมื่อกลางคืนปกคลุมเขา เขาได้เห็นดาวดวงหนึ่ง เขากล่าวว่า นี่คือพระเจ้าของฉัน แต่เมื่อมันลับหายไป เขาก็กล่าวว่า ฉันไม่ชอบบรรดาสิ่งที่ลับหายไป
ครั้นเมื่อเขาเห็นดวงจันทร์กำลังขึ้น เขาก็กล่าวว่า นี่คือพระเจ้าของฉัน แต่เมื่อมันลับหายไป เขาก็กล่าวว่า ถ้าพระเจ้าของฉันมิได้ทรงชี้นำฉันแล้ว แน่นอนฉันก็จะกลายเป็นคนหนึ่งในกลุ่มชนที่หลงผิด ครั้นเมื่อเขาเห็นดวงอาทิตย์กำลังขึ้น เขาก็กล่าวว่า นี่แหละคือ พระเจ้าของฉัน นี่แหละมันใหญ่กว่า แต่เมื่อมันได้ลับหายไป เขาก็กล่าวว่า โอ้กลุ่มชนของฉัน! แท้จริงฉันขอปลีกตัวออกจากสิ่งที่พวกท่านให้มีภาคีขึ้น (แก่อัลลอฮ์)
แท้จริง ข้าฯพระองค์ขอผินหน้าของข้าฯพระองค์แด่ผู้ที่ทรงสร้างบรรดาชั้นฟ้าและแผ่นดิน ในฐานะผู้ใฝ่หาความจริง ผู้สวามิภักดิ์ และข้าฯพระองค์มิใช่คนหนึ่งในหมู่ผู้ให้มีภาคีขึ้น”

จากโองการนี้ แสดงให้เห็นว่า มีข้อคิดในด้วยกันหลายข้อคิด ดังนี้

๑.ประโยคที่กล่าวว่า ฉันไม่ชอบในสิ่งที่ลับหายไป บ่งบอกถึง สิ่งที่ลับหายไป ไม่มีความสามารถที่จะเป็นพระเจ้าได้ เพราะว่าความเป็นพระเจ้านั้นจะต้องมีอยู่ตลอด ไม่ใช่ว่ามีอยู่ชั่วขณะหนึ่งแล้วไม่มีอยู่อีกเลย


๒.คำกล่าวของศาสดาอิบรอฮีมที่ได้กล่าวว่า ฉันไม่ชอบในสิ่งที่ลับหายไป เพื่อที่จะปฏิเสธความเชื่อของพวกบูชาดวงดาวที่พวกเขาเชื่อว่า หมู่ดวงดาวทั้งหลายนั้นเป็นพระเจ้า และเป็นการอธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างความรักกับความเป็นพระเจ้าและความเป็นผู้อภิบาลที่ต้องอยู่คู่กัน

   เหตุผลในหลักความเป็นเอกานุภาพการอภิบาลของพระผู้เป็นเจ้า

 

    ความเป็นเอกานุภาพ และประเภทต่างๆ เป็นสัญชาตญาณดั้งเดิมของมนุษย์ ดังนั้น ความเป็นสัญชาตญาณดั้งเดิมของหลักความเป็นเอกานุภาพ มิได้มีความขัดแย้งกับการใช้เหตุผลในหลักความเป็นเอกานุภาพ  ซึ่งเหตุผลที่ได้รับจากอัลกุรอานนั้น เป็นเหตุผลที่ดีที่สุด และหนึ่งในโองการทั้งหลายที่เป็นที่รู้จักกันทั่วไป ได้กล่าวใน เหตุผลในหลักความเป็นเอกานุภาพในการอภิบาล คือ 

หากในชั้นฟ้าและแผ่นดินมีพระเจ้าหลายองค์ นอกจากอัลลอฮ์แล้ว ก็จะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างแน่นอน อัลลอฮ์พระเจ้าแห่งบัลลังก์ทรงบริสุทธิ์จากสิ่งที่พวกเขาเสกสรรปั้นแต่งขึ้น

  (บทอัลอัมบิยาอ์ โองการที่๒๒)

การอธิบายในโองการนี้ มีทัศนะความเห็นที่แตกต่างกันในหมู่บรรดานักอรรถาธิบายอัล กุรอาน และโองการนี้ได้กล่าวถึงประเภทใดของความเป็นเอกานุภาพ

บางคนได้กล่าวว่า โองการนี้ได้กล่าวถึงความเป็นเอกานุภาพในความเป็นพระเจ้า

และบางคนกล่าวว่า โองการนี้ได้กล่าวถึงความเป็นเอกานุภาพในการเป็นผู้อภิบาล

เหตุผลของความเป็นเอกานุภาพในการเป็นผู้อภิบาล ที่ได้รับจากโองการนี้ คือ

หากว่าในโลกนี้มีพระเจ้าหลายองค์แล้ว จะไม่เกิดความเป็นระบบและระเบียบที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน แต่ทว่าในโลกนี้ มีความเป็นระบบและระเบียบอยู่ ดังนั้นในโลกนี้ จึงมีพระเจ้าเพียงองค์เดียว

การอธิบายในเหตุผลนี้ จะกล่าวได้ว่า หากสมมุติว่าโลกนี้มีพระเจ้าอยู่สององค์ ดังนั้นจะต้องมีสองระบอบการปกครองจากทั้งสององค์ ซึ่งจะต้องมีความเป็นอิสระเสรีในแต่ละองค์ และมีความสามารถจะกระทำอะไรก็ได้ตามความปรารถนาของตน และเมื่อเป็นเช่นนั้น จะเห็นได้ว่า โลกนี้จะมีแต่ความวุ่นวาย และไม่มีระบบและระเบียบ กล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า การมีผู้บริหารหลายคน บ่งบอกถึงการมีความขัดแย้งกันในการบริหาร และการมีความขัดแย้งกันในการบริหาร ก็มีความแตกต่างกับความเป็นระบบและระเบียบและความเป็นหนึ่งเดียวในการบริหาร

รายงานจากฮิชาม บิน ฮะกัม ได้ถามท่านอิมามซอดิกถึงเหตุผลของความเป็นเอกะและหนึ่งเดียวของพระผู้เป็นเจ้า มีเหตุผลอะไรบ้าง?

อิมามได้ตอบว่า

 “ เหตุผลก็คือ ความเป็นหนึ่งเดียวในการบริหาร และความสมบูรณ์ของการสร้าง” ดังที่อัลลอฮ์ได้ตรัสว่า  “หากว่าในชั้นฟ้าและแผ่นดินมีพระเจ้าหลายองค์ นอกจากอัลลอฮ์แล้วละก็จะเกิดความเสียหายอย่างแน่นอน”

 (อัตเตาฮีด อัศศอดูก บาบที่ ๓๖ วจนะที่ ๒ )


รายงานจากอิมามซอดิก ว่า

 “ครั้นเมื่อเราได้เห็นการสร้างที่มีระบบระเบียบ การเคลื่อนไหวของดวงดาว การมาของกลางวันและกลางคืน ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ บ่งบอกถึงการมีอยู่ของผู้บริหารเพียงคนเดียว”

 (อัตเตาฮีด อํศศอดูก บาบที่ ๓๖ วจนะที่ ๑ )

   การบริหารการงานของสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นอยู่กับการอนุมัติของผู้สร้าง

    ดั่งที่ได้กล่าวแล้วว่า ความเป็นเอกานุภาพในกริยา การกระทำ มิได้หมายความว่า เป็นการปฏิเสธการกระทำของสิ่งที่ถูกสร้าง (มัคลูก) ของพระเจ้า แต่ได้หมายถึง การกระทำของสิ่งที่ถูกสร้างต้องขื้นอยู่กับการอนุมัติและความประสงค์ของพระองค์

ตัวอย่างเช่นในอัล กุรอานที่ได้กล่าวถึง การกระทำของมวลเทวทูต

“ขอสาบานด้วยเทวทูตผู้บริหารกิจการ” (บทอันนาซีอาต โองการที่ ๕)

จากโองการนี้ แสดงให้เห็นว่า การบริหารงานของเทวทูตทั้งหลายก็ขึ้นอยู่กับการอนุมัติของพระเจ้าทั้งสิ้น

และในบางโองการได้กล่าวในทำนองเดียวกันนี้ เช่น การกระทำหนึ่งของพระเจ้า คือ การให้ปัจจัยยังชีพและได้ให้ความสัมพันธ์นี้ไปยังการกระทำของมนุษย์


อัล กุรอานกล่าวว่า

“และไม่มีสัตว์สี่เท้าใดในแผ่นดินนอกจากมันได้รับปัจจัยยังชีพจากอัลลอฮ์เท่านั้น”

 (บทฮูด โองการที่ ๖)

อัล กุรอานยังได้กล่าวถึง การเลี้ยงดูและจัดหาเครื่องนุ่งห่ม เป็นหน้าที่ของสามีที่เป็นผู้จัดหา

“และเป็นหน้าที่ของสามี จะต้องให้การเลี้ยงดูและเครื่องนุ่งห่มโดยมีคุณธรรมความดี”

 (บทอัลบะกอเราะฮ์ โองการที่ ๒๓๓)

จากโองการทั้งหลายของอัลกุรอาน แสดงให้เห็นว่า การกระทำทั้งหลายของมนุษย์และสรรพสิ่งนั้นขึ้นอยู่กับการได้รับอนุมัติและความประสงค์ของพระเจ้า


   ศัพท์วิชาการท้ายบท

เตาฮีด ฟีย์ คอลิกียะฮ์ หมายถึง ความเป็นเอกานุภาพในการสร้างสรรของพระผู้เป็นเจ้า

เตาฮีด ฟีย์ รุบูบียะฮ์ หมายถึง ความเป็นเอกานุภาพในความเป็นพระผู้อภิบาลของพระผู้เป็นเจ้า

   สรุปสาระสำคัญ

๑.ความเป็นเอกานุภาพในกริยา การกระทำ แบ่งออกเป็นหลายประเภทด้วยกัน เช่น ความเป็นเอกานุภาพในการสร้าง ,การอภิบาล ,การบริหาร และการชี้นำ ฯลฯ

๒.ความเป็นเอกานุภาพในการสร้าง หมายถึง การมีความเชื่อว่า พระเจ้าเป็นผู้สร้างทุกสรรพสิ่งเพียงองค์เดียว

๓. พระเจ้า เป็นสิ่งจำเป็นต้องมีอยู่ และสิ่งอื่นๆเป็นสิ่งสามารถจะมีอยู่ก็ได้หรือไม่มีก็ได้ เพราะฉะนั้น สิ่งอื่นจึงเป็นสิ่งถูกสร้างของพระองค์ ไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือโดยการใช้สื่อก็ตาม

๔.ความเป็นเอกานุภาพในการเป็นผู้อภิบาล หมายถึง การมีความเชื่อว่า พระเจ้าเป็นผู้อภิบาลมีอำนาจการบริหารเพียงองค์เดียว และพระองค์ไม่ต้องการผู้ช่วยเหลือ แต่สิ่งอื่นนั้นต้องได้รับการอนุมัติจากพระองค์จึงจะมีอำนาจการบริหารในการงานเป็นของตนเอง

๕.ความเป็นผู้อภิบาลที่แท้จริง ต้องเป็นแสดงความเป็นเจ้าของในสิ่งนั้นๆ

ในขณะเดียวกัน พระเจ้า เป็นผู้สร้างและเป็นผู้อภิบาลเพียงองค์เดียว

การใช้เหตุผลพิสูจน์ในความเป็นเอกานุภาพในการเป็นผู้อภิบาลก็มีความเป็นไปได้


๖.หนึ่งในเหตุผลของความเป็นเอกานุภาพในการเป็รผู้อภิบาล คือ ความเป็นระบบและระเบียบของโลก ไม่เป็นที่สงสัยเลยว่า การมีอยู่ของโลกที่มีระบบและระเบียบ บ่งบอกถึง การมีอยู่ของผู้ที่ให้ความเป็นระบบและระเบียบแก่โลก และต้องมีระบอบเดียว ซึ่งก็แสดงให้เห็นว่า จะต้องมีผู้ที่บริหารเพียงองค์เดียว นั่นคือ พระเจ้า พระองค์เป็นผู้บริหารการงานต่างๆเพียงองค์เดียว

๗.โองการต่างๆของอัล กุรอานได้กล่าวเน้นย้ำในความเป็นสร้างของพระเจ้า และพระองค์เป็นผู้สร้างทุกสรรพสิ่ง และนี่คือ ความหมายของความเป็นเอกานุภาพในการสร้าง

๘.อัล กุรอานได้เน้นย้ำอย่างกระจ่างชัดแล้วว่า บรรดาพวกตั้งภาคีทั้งหลายได้ยอมรับในความเป็นเอกานุภาพในการสร้าง แต่พวกเขาไม่ยอมรับในความเป็นเอกานุภาพในการเป็นผู้อภิบาล

๙.อัล กุรอานได้เน้นย้ำว่า การมีการสร้างของสิ่งอื่นๆ นอกเหนือจาก ความเป็นเอกานุภาพในการสร้างของพระเจ้าแล้ว สิ่งอื่นก็มีความสามารถในการสร้างได้เช่นกัน แต่ด้วยกับการอนุมัติจากพระองค์เท่านั้น ดั่งตัวอย่างของศาสดาอีซา(เยซู) ปาฏิหาริย์หนึ่งของท่าน คือ การปั้นนกจากดินด้วยกับการอนุมัติจากพระเจ้า

๑๐.การพิสูจน์ในความเป็นเอกานุภาพในการเป็นผู้อภิบาล ก็คือ การโต้แย้งและข้อพิพาทระหว่างบรรดาศาสดาทั้งหลายกับพวกปฏิเสธ ตัวอย่างเช่น ในสมัยของศาสดาอิบรอฮีมกับกษัตริย์นัมรูดและพวกบูชาหมู่ดาวนพเคราะห์ทั้งหลาย


๑๑.อัล กุรอานจากโองการที่ ๒๒ บทอัลอัมบิยาอ์ ได้กล่าวถึง ความเป็นเอกานุภาพในการเป็นผู้อภิบาล และการมีระบอบปกครองแบบเดียวในโลก แสดงให้เห็นว่า มีความเป็นเอกานุภาพในการเป็นผู้อภิบาล และเช่นกัน ยังมีวจนะอื่นๆอีกมากมายที่ได้กล่าวเน้นย้ำในหลักการนี้


   บทที่ ๖

   ความเป็นเอกานุภาพในการกำหนดกฏระเบียบและการปกครอง –ความเป็นเอกานุภาพในการเป็นพระเจ้า

 (เตาฮีด ตัชรีอียฺและฮากิมีย์ –เตาฮีด อุลูฮียฺ)

   ความเป็นเอกานุภาพในการกำหนดกฏระเบียบ และการปกครอง

 (เตาฮีด ตัชรีอียฺและฮากิมีย์)

    ความเป็นเอกานุภาพในการกำหนดกฏระเบียบ และการปกครอง เป็นอีกประเภทหนึ่งของความเป็นเอกานุภาพในกิริยา การกระทำ ซึ่งก็ได้รวมอยู่ในประเภทของความเป็นเอกานุภาพในการบริหาร เป็นที่รู้กันดีว่า มนุษย์มีความต้องการ การกำหนดกฏและระเบียบในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ดังนั้น การกำหนดกฏหรือบทบัญญัติ จะต้องมีผู้ที่กำหนดกฏต่างๆและบทบัญญัติ

ความเป็นเอกานุภาพในการกำหนดกฏระเบียบ หมายถึง การมีความเชื่อว่าพระเจ้า เป็นผู้ที่กำหนดกฏระเบียบเพียงองค์เดียว โดยที่ไม่ต้องการ การช่วยเหลือใดๆ ดังนั้น การกำหนดกฏระเบียบของพระเจ้าด้วยกับอาตมันของพระองค์ โดยถือว่าเป็นการกระทำหนึ่งของพระองค์


การกำหนดกฏระเบียบของสิ่งอื่นๆก็ขึ้นอยู่กับการอนุมัติจากพระองค์ ส่วนการแสดงความเป็นเจ้าของใน มนุษย์ ทรัพย์สิน และการกระทำทั้งหลายของเขา ก็ถือว่า เป็นการกระทำของพระเจ้าด้วยเหมือนกัน ซึ่งเห็นได้ว่า พระเจ้าคือ ผู้ทรงกรรมสิทธิ์และเป็นผู้ปกครองที่แท้จริง ดังนั้น อิสลามจึงมีความเชื่อว่า พระเจ้า เป็นผู้กำหนดกฏระเบียบแต่เพียงผู้เดียว และสรรพสิ่งทั้งหลายไม่มีสิทธิ์ในการกำหนดกฏระเบียบ นอกเหนือจาก เขาจะต้องได้รับการอนุมัติจากพระเจ้าเสียก่อน เพราะฉะนั้น มิได้หมายความว่า มนุษย์ไม่มีสิทธิ์ในการกำหนดกฏระเบียบ แต่การกำหนดกฏของมนุษย์นั้นขึ้นอยู่กับการอนุมัติจากพระองค์

   พื้นฐานทางสติปัญญาของความเป็นเอกานุภาพในการกำหนดกฏระเบียบ และการปกครอง

    การพิสูจน์ในความเป็นเอกานุภาพประเภทนี้ มีเหตุผลอยู่มากมายที่ยืนยันได้จากการใช้เหตุผลทางสติปัญญา 

ซึ่งมีดังต่อไปนี้

๑.ไม่เป็นที่สงสัยเลยว่า การกำหนดกฏระเบียบ และการปกครอง เป็นชนิดหนึ่งของการบริหารกิจการของมนุษย์ และในความเป็นเอกานาภาพในการบริหาร ได้กล่าวไปแล้วว่า ผู้ที่มีอำนาจสูงสุดในการบริหาร คือ พระเจ้าเพียงองค์เดียว ดังนั้น การบริหารกิจการของมนุษย์ เช่น การกำหนดกฏ และการปกครอง ถือว่า เป็นกรรมสิทธิ์ของพระเจ้า


 ส่วนสรรพสิ่งนั้น ไม่มีอำนาจในการกำหนดกฏเกณฑ์ เพราะว่า มนุษย์ไม่มีการบริหารที่เป็นอิสระเสรีในตนเอง จึงไม่มีสิทธิ์ในการกำหนดกฏระเบียบ และการปกครองได้ด้วยตัวของเขาเอง

๒.การวางกฏเกณฑ์ และการกำหนดบทบัญญัติ ขึ้นอยู่กับความจำเป็น และการมีขอบเขตจำกัดในความเป็นอิสระเสรีต่อการใช้กฏต่างๆ และการปกครองก็เช่นเดียวกัน ซึ่งมนุษย์มิได้มีความเป็นอิสระเสรีในการกระทำของตนเอง จึงไม่มีความสามารถที่จะกำหนดบทบัญญัติขึ้นมาเองได้ ดังนั้น การมีอำนาจสิทธิ จะเกิดขึ้นได้ต้องเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง

กล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า พระเจ้า คือ เจ้าของอย่างแท้จริงของทุกสรรพสิ่ง และไม่มีมนุษย์คนใดเป็นเจ้าของที่แท้จริงของมนุษย์ ดังนั้น เมื่อพระเจ้า เป็นผู้ทรงกรรมสิทธิ์ที่แท้จริง เฉพาะพระองค์เท่านั้นที่มีสิทธิในการวางกฏเกณฑ์ และการกำหนดบทบัญญัติและการปกครองก็เช่นกัน ส่วนสิ่งอื่นๆต้องได้รับอนุมัติจากพระเจ้า จึงสามารถที่จะกำหนดกฏระเบียบได้
๓.ไม่เป็นที่สงสัยเลย สำหรับผู้วางกฏเกณฑ์ ต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ในตัวบทกฏต่างๆที่จะนำมาใช้กับมนุษย์ได้ และอีกอย่างหนึ่ง เขาต้องรู้จักในแก่นแท้และสารัตถะของมนุษย์ด้วย และต้องรู้จักแนวทางการทำให้มนุษย์พบกับความผาสุกและความสมบูรณ์ ดังนั้น ผู้ที่มีความรอบรู้ในสิ่งที่ได้กล่าวไปนั้น คือ พระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น พระองค์เป็นผู้ทรงรอบรู้ในทุกสรรพสิ่ง และรู้จักมนุษย์ดีกว่ามนุษย์ด้วยกันเสียอีก


   ความเป็นเอกานุภาพในการกำหนดกฏระเบียบและการปกครองในทัศนะของอัล กุรอาน

    ดังที่ได้กล่าวแล้วว่า ประเภทหนึ่งของความเป็นเอกานุภาพในกิริยา การกระทำ คือ ความเป็นเอกานุภาพในการกำหนดกฏระเบียบ และการปกครอง หมายถึง พระเจ้าเป็นผู้ทรงกรรมสิทธิเพียงองค์เดียว ในการกำหนดกฏระเบียบต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์ในสังคมของเขา อีกทั้งยังได้วางบทบัญญัติของพระองค์ เพื่อทำให้มนุษย์ได้นำเอาไปปฏิบัติ และพระเจ้าคือ ผู้ทรงกรรมสิทธิ์ที่มีอำนาจในการบริหารดูแลทั้งร่างกาย และทรัพย์สิน อีกทั้งกิจการต่างๆของมนุษย์ด้วย และในบางครั้งความเป็นเอกานุภาพประเภทนี้ มีความหมายตรงกับ การเป็นผู้อภิบาลในการกำหนดบทบัญญัติ

และก่อนที่จะอธิบายในทัศนะของอัล กุรอานเกี่ยวกับความเป็นเอกานุภาพในการกำหนดกฏระเบียบ

จะต้องมาทำความเข้าใจในความหมายของ การกำหนดกฏ กันก่อน

ในภาษาอาหรับคำว่า ตัชรีอฺ หมายถึง การกำหนดกฏและบทบัญญัติ และในอัล กุรอานก็มิได้กล่าวคำนี้ 

แต่กับกล่าวคำว่า ชะระอะ(ในรูปของกริยาในอดีตกาล) หมายถึง ได้กำหนดกฏและบทบัญญัติไปแล้ว เช่น

อัล กุรอานกล่าวว่า

 “ พระองค์ได้ทรงกำหนดศาสนาแก่พวกเจ้าเช่นเดียวกับที่พระองค์ได้ทรงบัญชาแก่นูห์ และที่เราได้ลงการวิวรณ์แก่เจ้า (มุฮัมมัด) ก็เช่นเดียวกัน” (บทอัชชูรอ โองการที่ ๑๓ )


ส่วนคำว่า ฮุกุ่ม ในด้านภาษานั้นมีความหมายว่า การห้าม ,การตัดสิน และการปกครอง ซึ่งในอัล กุรอานได้กล่าวว่า การปกครองและการตัดสินเป็นกรรมสิทธิ์ของพระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น เช่น

อัล กุรอานกล่าวว่า

“การตัดสินมิได้เป็นสิทธิของใครนอกจากอัลลอฮ์” (บทยูซุฟ โองการที่ ๔๐ )

และใน อัล กุรอานกล่าวว่า

 “ทุกสิ่งย่อมพินาศนอกจากพระพักต์ของพระองค์ การตัดสินนั้นเป็นสิทธิของพระองค์เท่านั้นและยังพระองค์เท่านั้นที่พวกท่านย้อนกลับ” (บทอัลกอศอด โองการที่ ๘๘ )

จากทั้งสองโองการได้กล่าวถึง การปกครองและการตัดสินเป็นกรรมสิทธิ์ของพระผู้เป็นเจ้า เพียงองค์เดียวเท่านั้น

และอีกโองการหนึ่ง กล่าวถึง การปฏิบัติตามคัมภีร์เตารอต และอินญีล  (ไบเบิล) ของชาวคัมภีร์ หากว่าพวกเขาไม่ได้ตัดสินจากสิ่งที่ถูกประทานมาจากพระผู้เป็นเจ้า พวกเขาก็คือผู้ปฏิเสธ และผู้ฉ้อฉล

อัล กุรอานกล่าวว่า

“ใครก็ตามที่ไม่ได้ตัดสินจากสิ่งที่ประทานลงมาจากอัลลอฮ์ พวกเขาคือผู้ปฏิเสธ”

 (บทอัลมาอิดะฮ์ โองการที่ ๔๔ )

แม้ว่าโองการนี้ จะกล่าวถึงกลุ่มชนชาวยะฮูดี และชาวคริสเตียน แต่โองการอัล กุรอานก็มิได้ถูกจำกัดกับกลุ่มชนดังกล่าว และได้รวมถึงทุกกลุ่มชนที่พวกเขาที่มิได้ใช้กฏหมายของพระเจ้า กลุ่มชนนั้นเป็นกลุ่มชนที่ฉ้อฉล อีกทั้งยังเป็นกลุ่มชนที่ปฏิเสธ


ดังนั้น จากโองการที่กล่าวไปแล้วนั้น แสดงให้เห็นว่า การตัดสินและการปกครอง เป็นกรรมสิทธิ์ของพระผู้เป็นเจ้า และไม่เป็นที่อนุญาตให้มนุษย์สร้างความขัดแย้งกับการตัดสินของพระองค์

และในบางโองการได้กล่าวถึง พระผู้เป็นเจ้า เป็นผู้ปกครอง (วะลีย์) ของมนุษย์

อัลกุรอานกล่าวว่า

“หรือว่าพวกเขาได้ยึดถือเอาคนอื่นจากพระองค์เป็นผู้ปกครอง ดังนั้นอัลลอฮ์คือผู้ปกครอง”

  ( บทอัชชูรอโองการที่ ๙ )

จากโองการนี้ แสดงให้เห็นว่า คำว่า วะลีย์ ในด้านภาษา หมายถึง ผู้ปกครอง ในโองการนี้ได้กล่าวว่า อัลลอฮ์เป็นผู้ปกครอง  แสดงให้เห็นว่า การปกครองเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์ ดังนั้น ความหมายของโองการนี้ก็มิได้ขัดแย้งกับโองการที่ได้กล่าวว่า พระเจ้าได้แต่งตั้งมนุษย์เป็นผู้ปกครองของพระองค์ในหน้าแผ่นดิน เช่น การแต่งตั้งศาสดาดาวูดให้เป็นผู้ปกครองของพระองค์

อัลกุรอานกล่าวว่า

“โอ้ดาวูด ! เราได้แต่งตั้งเจ้าให้เป็นตัวแทนในแผ่นดินนี้ ดังนั้น เจ้าจงตัดสินคดีต่าง ๆ ระหว่างมนุษย์ด้วยความยุติธรรม และอย่าปฏิบัติตามอารมณ์ใฝ่ต่ำ เพราะจะทำให้เจ้าหลงไปจากทางของอัลลอฮ์”

  (บทศอด โองการที่ ๒๖ )

จากโองการนี้ แสดงให้เห็นว่า การที่พระเจ้าจะแต่งตั้งบุคคลใดก็ตามให้เป็นผู้ปกครอง,ผู้ตัดสินและตัวแทนของพระองค์ มิได้มีขัดแย้งกับความเป็นเอกานุภาพในกิริยา การกระทำ และในการปกครอง


 ดังนั้น สามารถสรุปได้ว่า หลักศรัทธาของอิสลามที่มีความเชื่อในความเป็นเอกานาภาพในการปกครองได้กล่าวถึง การปกครอง เป็นกรรมสิทธิ์ของพระผู้เป็นเจ้าเพียงองค์เดียวเท่านั้น และการแต่งตั้งให้มนุษย์เป็นผู้ปกครองของพระองค์ ดังเช่น ตัวอย่างของท่านศาสดาดาวูด ด้วยกับเหตุผลความเป็นวัตถุของมนุษย์  พระเจ้าจึงได้แต่งตั้งตัวแทนของพระองค์ที่เป็นมนุษย์ เพื่อที่จะสร้างความสัมพันธ์ให้เกิดขึ้นกับมนุษย์

   ความเป็นเอกานุภาพในการเป็นพระเจ้า

    ดังที่ได้กล่าวแล้ว ในบทความเป็นเอกานุภาพในคุณลักษณะว่า ความหมายหนึ่งของหลักการนี้คือ คุณลักษณะของพระเจ้า มีความเป็นหนึ่งเดียวกับอาตมันของพระองค์ และไม่เหมือนกับสิ่งอื่นใด โดยจะกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า สามารถที่จะแบ่งคุณลักษณะของพระเจ้าออกเป็น ๒ ประเภทได้ด้วยกัน ดังนี้

๑.คุณลักษณะที่มีอยู่ในพระเจ้าทั้งในความหมายและความเป็นจริง และไม่มีสิ่งอื่นเหมือนกับพระองค์

๒.คุณลักษณะที่มีอยู่ในพระเจ้า แม้ว่าในสิ่งอื่นๆจะมีคุณลักษณะเหล่านี้อยู่ก็ตาม แต่การมีคุณลักษณะของพระองค์ ในสภาวะที่สมบูรณ์แบบที่สุดและไม่มีขอบเขตจำกัด ส่วนการมีคุณลักษณะของสิ่งอื่นในสภาพที่มีขอบเขตและต้องพึ่งพายังพระองค์

และหนึ่งในคุณลักษณะของพระองค์ คือ การเป็นพระเจ้า ซึ่งถือว่า เป็นหนึ่งในคุณลักษณะทั้งหลายของพระองค์ที่เกิดขึ้นในประเภทแรก กล่าวคือ เป็นคุณลักษณะที่มีอยู่ในพระเจ้าเพียงอย่างเดียว


คำว่า อิลาฮ์ ในภาษาอาหรับมาจากในรูปของ ฟิอาล์ และบางครั้งมีความหมายเป็นกรรม เช่น คำว่า กิตาบ หมายถึง สิ่งที่ถูกเขียน และรากศัพท์ของคำว่า อิลาฮ์นั้น มีความแตกต่างกัน แต่ตามทัศนะที่มีความเห็นตรงกัน คือ คำว่า อิลาฮ์ หมายถึง สิ่งที่ถูกเคารพสักการะบูชา

ดังนั้น ความหมายของความเป็นเอกานุภาพในการเป็นพระเจ้า คือ การมีความเชื่อว่าพระเจ้าเป็น สิ่งที่ถูกเคารพบูชา (มะอ์บูด) อย่างแท้จริง

อัล กุรอานกล่าวว่า

และถ้าเจ้าถามพวกเขา ใครเป็นผู้สร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน แน่นอนพวกเขาจะกล่าวว่า อัลลอฮ์”

(บทลุกมาน โองการที่๒๕)

พวกตั้งภาคีในคาบสมุทรอาหรับได้ยอมรับในการมีความเป็นเอกานุภาพในการสร้าง แต่พวกเขาไม่ยอมรับว่า มีความเป็นเอกานุภาพในการเป็นพระเจ้า กล่าวคือ พวกเขามีความเชื่อว่ามีพระเจ้า เป็นผู้ที่ทรงสร้างพวกเขาและสรรพสิ่งทั้งหลาย แต่ในการเป็นพระเจ้า พวกเขากับยึดเอาสิ่งอื่นที่มิใช่พระเจ้า และสิ่งนั้นมิได้เป็นพระเจ้าไปเคารพสักการะบูชา

ดังนั้น อัล กุรอานได้เล็งเห็นความสำคัญของความเป็นเอกานุภาพในการเป็นพระเจ้า โดยกล่าวเน้นย้ำในโองการมากมาย เพื่อที่จะขจัดความคลุมเครือจากข้อสงสัยและปัญหาของพวกตั้งภาคี และมิใช่จะเฉพาะเจาะจงกับบรรดาพวกตั้งภาคีในคาบมหาสมุทรอาหรับ แต่ยังได้รวมถึงบรรดาพวกตั้งภาคีทั้งหลายด้วย

ด้วยเหตุนี้ คำว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ พระเจ้าองค์เดียว เป็นคำกล่าวในการยอมรับศาสนาอิสลามและอัลกุรอานได้กล่าวว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ ,ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากฉัน ซึ่งก็แสดงให้เห็นถึงการมีความเป็นเอกานาภาพในการเป็นพระเจ้า


 

   ทำไมต้องมีพระเจ้าองค์เดียว?

    หลังจากที่ได้อธิบายในความหมายของ ความเป็นเอกานุภาพในความเป็นพระเจ้าไปแล้ว ก็เกิดคำถามขึ้นอีกว่า ทำไมจึงต้องมีพระเจ้าเพียงองค์เดียวด้วย แล้วไม่มีพระเจ้าอื่น เลยกระนั้นหรือ?

ก่อนที่จะตอบในคำถามนี้ จำเป็นที่จะต้องตอบคำถามที่ได้ถามขึ้นอีกว่า แล้วยังมีสิ่งอื่นใดที่ควรค่าแก่การเคารพภักดี นอกจากพระเจ้าเพียงองค์เดียวหรือ?

สำหรับคำตอบของคำถามนี้  ก็คือ จากการให้ความหมายของการเป็นพระเจ้า (อุลูฮียัต) จะเห็นได้ว่า สิ่งที่ควรค่าแก่การเคารพภักดี จะต้องไม่มีข้อบกพร่องและความผิดพลาด และสิ่งนั้นต้องมีอำนาจสูงสุดเหนือทุกสรรพสิ่งทั้งหลาย และเป็นผู้ที่ประทานปัจจัยยังชีพ, ชี้นำมวลมนุษยชาติไปสู่ความผาสุก ,เป็นผู้สร้างทุกสรพสิ่งและเป็นเจ้าของสิ่งเหล่านั้นอย่างแท้จริง ดังนั้น  ไม่ต้องสงสัยเลยว่า คุณสมบัติดังกล่าวนั้นเหมาะกับพระเจ้าเพียงองค์เดียวอย่างแน่นอน และจากความเป็นเอกานุภาพในอาตมันที่ได้กล่าวถึง ความเป็นหนึ่งเดียวในอาตมันของพระเจ้า และไม่มีสิ่งอื่นใดเหมือนกับอาตมันของพระองค์ เพราะฉะนั้น พระเจ้าเพียงพระองค์เดียวที่มีคุณสมบัติสมบูรณ์แบบและควรค่าแก่การเคารพภักดีอย่างแท้จริง


   ความสัมพันธ์ของประเภทต่างๆในความเป็นเอกานุภาพในทฤษฎีความศรัทธา

    หลังจากที่ได้อธิบายในความหมายของ ความเป็นเอกานุภาพในทฤษฎีความศรัทธา และได้แบ่งเป็นประเภทต่างๆ  และเหตุผลการพิสูจน์ทางสติปัญญา แสดงให้เห็นว่า ประเภทต่างๆของความเป็นเอกานุภาพในทฤษฎีความศรัทธานั้น มีความสัมพันธ์ต่อกันและกันและเป็นที่รู้กันดีว่า อาตมันของพระเจ้าบริสุทธิ์จากการมีส่วนประกอบ เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องมีอยู่ (วาญิบุลวูญูด)  และมีความเป็นเอกานุภาพและมีหนึ่งเดียว ส่วนในคุณลักษณะของพระองค์ก็เหมือนกับอาตมัน และนี่คือ ความหมายของ ความเป็นเอกานุภาพในคุณลักษณะ ส่วนการกระทำของพระเจ้า พระองค์ ไม่ต้องการความช่วยเหลือหรือพึ่งพาสิ่งใด และนี่ก็คือ ความหมายของความเป็นเอกานุภาพในการกระทำ ที่มีความสัมพันธ์ไปยังการเป็นพระเจ้า ,การบริหารกิจการ และในการสร้าง  ซึ่งสรุปได้ว่า คำสอนของศาสนาอิสลามในทุกประเภทของความเป็นเอกานุภาพ มีความสัมพันธ์ต่อกันและกัน


   ศัพท์วิชาการท้ายบท

เตาฮีด ตัชริอีย์ หมายถึง ความเป็นเอกานุภาพในการกำหนดกฏระเบียบ

เตาฮีด ฮากิมียัต หมายถึง ความเป็นเอกานุภาพในการปกครอง

เตาฮีด อุลูฮิยัต หมายถึง ความเป็นเอกานุภาพในการเป็นพระเจ้า

     สรุปสาระสำคัญ

๑.ความเป็นเอกานุภาพในการกำหนดกฏระเบียบ และการปกครอง เป็นอีกประเภทหนึ่งของความเป็นเอกานุภาพในกิริยา การกระทำ หมายถึง พระผู้เป็นเจ้า เป็นผู้ที่มีอำนาจสูงสุดในการกำหนดกฏระเบียบ และการปกครองแด่เพียงผู้เดียว ส่วนสิ่งอื่นต้องได้รับอนุมัติจากพระเจ้าก่อน จึงสามารถมีอำนาจการกำหนดบทบัญญัติ และปกครองได้

๒.ความเป็นเอกานุภาพในการกำหนดกฏระเบียบ และการปกครอง ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นเอกานุภาพในการเป็นพระเจ้า  และพระองค์เท่านั้นที่เป็นผู้ทรงกรรมสิทธิ์เหนือทุกสิ่ง อีกทั้งทรงมีความรอบรู้ ดังนั้น เฉพาะพระองค์เท่านั้นที่เป็นผู้ที่มีอำนาจสูงสุดเหมาะสมที่สุดในการกำหนดกฏระเบียบ และการปกครอง

๓.ความเป็นเอกานุภาพในการเป็นพระเจ้า ก็เป็นอีกประเภทหนึ่งของความเป็นเอกานุภาพ หมายถึง พระเจ้าเท่านั้นที่ควรค่าต่อการเคารพภักดี ดังคำกล่าวของอิสลามที่ว่า “ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ พระเจ้าเพียงองค์เดียว”

๔.เป็นรู้กันดีแล้วว่า พระเจ้าเท่านั้นที่เป็นผู้ที่มีคุณสมบัติสมบูรณ์และไม่มีข้อบกพร่อง ดังนั้น พระองค์คือ ผู้ที่มนุษย์จะต้องทำการเคารพภักดี และไม่มีสิ่งอื่นใดที่ควรค่าแก่การเคารพภักดี

๕.ในประเภทต่างๆของความเป็นเอกานุภาพในทฤษฎีความศรัทธา มีความสอดคล้องและมีความสัมพันธ์ต่อกันและกันด้วย


   บทที่ ๗

   ความเป็นเอกานุภาพในการปฏิบัติ (เตาฮีด อะมะลีย์)

 ตอนที่ หนึ่ง

   การซึมซับของความเป็นเอกานุภาพในด้านความคิด ความเชื่อ และในด้านการปฏิบัติ

    ความคิดและความเชื่อของมนุษย์ มีผลกระทบต่อเขาในด้านการปฏิบัติ ซึ่งเป็นหนึ่งในหลักการที่สำคัญของมนุษย์ทุกคนที่ยอมรับ กล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า ทัศนคติของมนุษย์ ขึ้นอยู่กับความเชื่อของเขา และอีกทั้งยังมีผลต่อหลักการปฏิบัติ ดังนั้น ความเป็นเอกานุภาพในทฤษฎีความศรัทธา เป็นหลักการที่เฉพาะเจาะจงกับความเชื่อในการรู้จักถึงพระเจ้า และความสัมพันธ์ของพระองค์กับโลก และมนุษย์ เพราะฉะนั้น มนุษย์ที่เติบโตมาจากอุ้งตักของอิสลาม มีความเชื่อว่า พระเจ้ามีองค์เดียว ,เป็นผู้สร้างอย่างแท้จริง เป็นพระผู้อภิบาล และเป็นพระเจ้าแห่งสากลจักวาล และพระองค์ทรงดำรงอยู่ ทั่วทุกหน ทุกแห่ง ในขณะเดียวกัน เมื่อมนุษย์มีความเชื่อเช่นนี้ แน่นอนที่สุด ความเชื่อนี้มีผลกระทบต่อการกระทำ และการปฏิบัติของเขา และนี่คือ ความหมายของ ความเป็นเอกานุภาพในการปฏิบัติ กล่าวคือ การมีความเชื่อในพระเจ้าองค์เดียว และการปฏิบัติตามความเชื่อนี้ ด้วยเหตุนี้ ความหมายที่แท้จริงของความเป็นเอกานุภาพในการปฏิบัติ ก็คือ ผลของความเชื่อในหลักการนี้


เมื่อมนุษย์มีความเชื่อในความเป็นเอกานุภาพของพระผู้เป็นเจ้า เขาย่อมสำนึกอยู่เสมอว่า การเคารพภักดี ,การขอความช่วยเหลือ และการมอบหมายกิจการงานต่างๆของเขา เพียงพระเจ้าองค์เดียวเท่านั้น ดังนั้น มนุษย์จะต้องปฏิบัติตามพระองค์เพียงองค์เดียวด้วย

ท่านอัลลามะฮฺชะฮีด มุเฎาะฮะรีย์ นักปรัชญาผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของอิสลาม กล่าวว่า

 “ระดับขั้นทั้งสามที่ผ่านมา กล่าวคือ ความเป็นเอกานุภาพในทฤษฎีความศรัทธา ซึ่งเป็นอีกประเภทหนึ่งของการรู้จักถึงพระเจ้า ส่วนความเป็นเอกานุภาพในการเคารพภักดีนั้น เป็นอีกประเภทหนึ่งของความเป็นเอกานุภาพในด้านการปฏิบัติ และอยู่ในประเภทหนึ่งของความเป็นเอกานุภาพในกิริยา การกระทำ ดังนั้น ระดับขั้นดังกล่าว ถือว่าเป็นการใช้ความคิดที่ถูกต้องในระดับขั้นนี้ อีกทั้งยังเป็นการปฏิบัติที่เหมาะสมตรงตามความเป็นเอกานุภาพในทฤษฎีความศรัทธา นั่นคือ การให้ทัศนะที่สมบูรณ์แบบที่สุด ส่วนความเป็นเอกานุภาพในด้านการปฏิบัติ ก็คือ การปฏิบัติที่นำไปสู่ความสมบูรณ์แบบด้วยเช่นกัน

ด้วยเหตุนี้ ความเป็นเอกานุภาพในทฤษฎีความศรัทธา จึงเป็นการนำไปสู่ยังความเป็นเอกานุภาพของพระผู้เป็นเจ้าอย่างแท้จริง และความเป็นเอกานุภาพในด้านปฏิบัติ ก็เปรียบเสมือนเป็นการกระทำหนึ่งของมนุษย์ได้เช่นกัน ดังนั้น ความเป็นเอกานุภาพในทฤษฎีความศรัทธา จึงประดุจดั่งกับการมองเห็น ส่วนความเป็นเอกานุภาพในด้านการปฏิบัติ ก็เสมือนดั่งการเดินทางของมนุษย์นั่นเอง “

(จากหนังสือ รวบรวมผลงานประพันธ์ของท่านชะฮีด มุฏอฮะรีย์

 เล่ม ๒ หน้าที่ ๑๐๑)


   คุณค่าของความเป็นเอกานุภาพในทฤษฎีความศรัทธา

 

    จากการให้นิยามของความเป็นเอกานุภาพในการปฏิบัติ ทำให้มีความเข้าใจได้ว่า มีความหมายที่ครอบคลุมการปฏิบัติทุกประเภท ซึ่งได้นำเอาบางประเภทของการปฏิบัติมาเป็นตัวอย่าง ดังนี้

      ความเป็นเอกานุภาพในการเคารพภักดี

    ความเป็นเอกานุภาพในการเคารพภักดี เป็นอีกประเภทหนึ่งของความเป็นเอกานุภาพในการปฏิบัติ  ซึ่งการให้ความสำคัญของความหมายของหลักการนี้ ก็คือ นักการศาสนาบางคน ได้กล่าวว่า ประเภทนี้เป็นประเภทเดียวกับความเป็นเอกานุภาพในการปฏิบัติ โดยที่คิดว่า ความเป็นเอกานุภาพในการปฏิบัติ มิสามารถแบ่งออกเป็นประเภทต่างๆได้และถ้าหากได้กล่าวว่า ประเภทของความเป็นเอกานุภาพในทฤษฎีความศรัทธา คือ การรู้จักในความเป็นเอกานุภาพของพระผู้เป็นเจ้า หมายความว่า  การมีความเชื่อในพระผู้เป็นเจ้าเพียงองค์เดียว ดังนั้น ความเป็นเอกานุภาพในการเคารพภักดี จึงหมายถึง ผู้ที่เหมาะและควรค่าแก่การเคารพภักดี คือ พระผู้เป็นเจ้าเพียงองค์เดียวเท่านั้น และการเคารพภักดีต่อพระองค์ คือ เป้าหมายที่สูงสุดในการแต่งตั้งบรรดาศาสดา


ดั่งที่ในอัล กุรอานได้กล่าวไว้ว่า

“และแน่นอนที่สุด เราได้แต่งตั้งศาสดามาทุกประชาชาติเพื่อให้พวกเขาทำการเคารพภักดีต่อฉันและออกห่างจากพวกบูชาเจว็ด” (บทอันนะหฺลิ โองการที่ ๓๖)                                                                                            

ความเป็นสัญชาตญาณดั้งเดิมของมนุษย์บ่งบอกว่า การเคารพภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้า  เป็นหนึ่งในเป้าหมายที่สำคัญของศาสนาที่มาจากพระผู้เป็นเจ้า และเพื่อที่จะนำมนุษย์ไปสู่แนวทางที่เที่ยงตรงและออกห่างจากการหลงผิดทั้งมวล

   ความหมายที่แท้จริงของการเคารพภักดี

    ความหมายของการเคารพภักดี ในบางครั้ง ก็เป็นที่กระจ่างชัดสำหรับเรา แต่ในประวัติศาสตร์อิสลามได้บันทึกไว้ว่า มีความแตกต่างกัน เกี่ยวกับการกำหนดขอบเขตของความเป็นเอกานุภาพในการเคารพภักดี ซึ่งจะอธิบายในความหมายที่แท้จริงของการเคารพภักดีเป็นอันดับต่อไป

 การเคารพภักดี มาจากคำว่า “อิบาดะฮ์”ในภาษาอาหรับ หมายถึง การนอบน้อม,การแสดงความต่ำต้อย และการเคารพภักดี

อิบาดะฮ์ ในทัศนะของเทววิทยาอิสลาม หมายถึง การแสดงความต่ำต้อยและนอบน้อมต่อสิ่งที่ควรค่าแด่การเคารพภักดี (มะอ์บูด)


  ดังนั้น จากความหมายของคำว่า อิบาดะฮ์ จึงหมายถึง การแสดงความนอบน้อมและความต่ำต้อย แต่มิใช่ว่าทุกการนอบน้อมเป็นการอิบาดะฮ์ ก็ด้วยกับเหตุผลที่ว่า มนุษย์ได้ใช้สติปัญญาครุ่นคิดเกี่ยวกับบุคคลหนึ่งที่เขาได้นอบน้อม เพระว่ามีบุญคุณต่อเขา เช่น การนอบน้อมของลูกศิษย์ต่อครูบาอาจารย์ และการนอบน้อมของบุตรต่อบิดามารดา ทั้งหมดนั้นมิได้เรียกว่า การอิบาดะฮ์ หรือการเคารพภักดี แต่ด้วยกับการมีมารยาท ทางศีลธรรม จริยธรรม ได้บอกเตือนกับเราว่า พวกเขาเหล่านั้นมีบุญคุณต่อพวกเรา จึงจะต้องแสดงความนอบน้อม ซึ่งในอัล กุรอานได้กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้แล้วว่า

“และจงนอบน้อมแก่ท่านทั้งสอง ซึ่งการถ่อมตนเนื่องจากความเมตตา และจงกล่าวเถิด โอ้พระผู้อภิบาลของฉัน ขอพระองค์ทรงโปรดประทานความเมตตาให้กับท่านทั้งสอง ดั่งที่ท่านทั้งสองได้เลี้ยงดูฉันเมื่อเยาว์วัย”

(บทอัลอิสรออ์ โองการที่ ๒๔)

หากว่า การนอบน้อมให้กับทุกสิ่ง เป็นการเคารพภักดีแล้วละก็จำเป็นอย่างยิ่งที่สติปัญญาของมนุษย์จะต้องบอกว่า ให้ทำการเคารพภักดีต่อสิ่งที่มิได้เป็นพระเจ้า ดังนั้น เขาก็ออกห่างจากความเป็นเอกานุภาพของพระผู้เป็นเจ้า เพราะ เขาได้เคารพภักดีต่อบิดามารดาและในท้ายที่สุด เขาก็เป็นผู้ที่ตั้งภาคี แต่ในความเป็นจริง มิได้เป็นเช่นนั้น


นักอักษรศาสตร์บางคนได้ให้ความหมายของคำว่า  อิบาดะฮ์ หมายถึง การนอบน้อม ดังนั้น ในความหมายนี้ มีความหมายที่เฉพาะเจาะจง แต่ในความเป็นจริง ความหมายนี้ยังห่างไกลจากความหมายของการเคารพภักดีอย่างแท้จริง เพราะว่า การก้มกราบ ถือว่าเป็นหนึ่งในความหมายของการเคารพภักดี  อัล กุรอานได้กล่าวถึง ครั้นเมื่ออัลลอฮ์ทรงสั่งให้มวลเทวทูตทั้งหลายทำการก้มกราบต่อท่านศาสดาอาดัมว่า

 “และครั้นเมื่อเราได้กล่าวกับมวลเทวทูตว่า พวกเจ้าจงก้มกราบต่ออาดัม ทั้งหมดได้ทำการก้มกราบ นอกจากอิบลีส” (บทอัลบะกอเราะฮ์ โองการที่ ๓๔)

และในโองการอื่นๆได้กล่าวไว้เช่นกันถึง ท่านศาสดายูซุฟที่บรรดาพี่น้องรวมทั้งบิดาและมารดาของเขาได้ทำการก้มกราบต่อเขา

อัล กรุอานกล่าวว่า

 “และเขาได้ยกย่องพ่อแม่ของเขาขึ้นบนบัลลังก์แล้วพวกเขาก็ก้มลงคารวะ (สุญูด)”

(บทยูซุฟ โองการที่๑๐๐)

ถ้าหากว่า ระดับขั้นที่สูงสุดของการเคารพภักดี คือ การนอบน้อม ดังนั้น พระเจ้าก็ทรงสั่งให้มวลเทวทูต ทำการตั้งภาคีในการเคารพภักดี และครอบครัวของท่านศาสดายูซุฟก็เป็นผู้ตั้งภาคีด้วยเช่นเดียวกัน ความหมายดังกล่าวนี้เป็นความหมายโดยทั่วไปจากความหมายที่แท้จริงของการเคารพภักดี


  ดังนั้น ความหมายที่แท้จริงของการเคารพภักดีหมายถึง การแสดงความต่ำต้อย การนอบน้อมที่มีความศรัทธาในการเป็นพระผู้เป็นเจ้า และมีคุณลักษณะที่สมบูรณ์ในพระองค์ เช่น การเป็นผู้สร้าง ผู้บริหาร การให้ชีวิตและให้ความตาย ให้อภัยในบาปต่างๆ และประทานปัจจัยยังชีพ ไม่ต้องการความช่วยเหลือจากผู้ใด

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความหมายที่แท้จริงของการเคารพภักดี คือ มนุษย์ได้แสดงออกต่อสิ่งหนึ่งที่มีคุณลักษณะของความเป็นพระผู้เป็นเจ้า โดยแสดงความเป็นบ่าว และความต่ำต้อย และการแสดงความเคารพสักการะบูชาในสิ่งนั้นด้วย

และถ้าหากว่าการนอบน้อมของมนุษย์มิได้มีความเชื่อในสิ่งดังกล่าว ก็ไม่เรียกการนอบน้อมนั้นว่า เป็นการเคารพภักดี

ท่านอิมามโคมัยนี (ขอความเมตตาพึงมีแด่ท่าน )ได้กล่าวว่า

“คำว่า อิบาดะฮ์ ในภาษาอาหรับ หมายถึง การยอมรับสิ่งหนึ่งเป็นพระเจ้าที่ควรค่าต่อการเคารพภักดี ไม่ว่าจะเป็นพระเจ้าองค์ใหญ่หรือองค์เล็กก็ตาม”

(กัชฟุลอัซรอร หน้าที่ ๒๙)

   ความเป็นเอกานุภาพในการเคารพภักดีที่มีอยู่ในหมู่มุสลิม

    ความเป็นเอกานุภาพในการเคารพภักดี เป็นหลักการที่สำคัญของมนุษย์ ดั่งที่โองการของอัลกุรอานได้กล่าวและเน้นย้ำไว้อย่างมากมาย และไม่มีความขัดแย้งหรือความแตกต่างกันในหลักการนี้ ในสำนักคิดทั้งหลายของอิสลาม


จะกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า ความเป็นเอกานุภาพในการเคารพภักดี มิได้เป็นปัญหาที่มีความขัดแย้งกันเหมือนกับปัญหาที่เกิดขึ้นในเรื่องของความเป็นเอกานุภาพในคุณลักษณะ และในกิริยา การกระทำ และมีความแตกต่างกันระหว่างสำนักคิดอัชอะรีย์และมุอฺตะซิละฮ์

ความแตกต่างในสำนักคิดทั้งหลายของอิสลามเกี่ยวกับความเป็นเอกานุภาพในการเคารพภักดี ก็คือ การกำหนดในสิ่งที่ต้องทำการเคารพภักดี ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างพวกวะฮาบีย์กับสำนักคิดอื่นในอิสลาม

พวกวะฮาบีย์ได้ให้ความหมายของการเคารพภักดีมีความหมายกว้างออกไปอีก และได้รวมถึงการกระทำของบรรดามุสลิมทั้งหลายด้วย เช่น การขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น ,การได้รับการอนุเคราะห์จากท่านศาสดามุฮัมมัด และบรรดาวงศ์วานผู้บริสุทธิ์ และการให้เกียรติและการเข้าไปเยี่ยมเยียนหลุมฝังศพของพวกเขา โดยพวกวะฮาบีย์ได้บอกว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการตั้งภาคีต่อพระผู้เป็นเจ้า

จะเห็นได้ว่า ตามทัศนะของพวกวะฮาบีย์นั้นมีความขัดแย้งกับอัล กุรอาน และประวัติศาสตร์ และการที่ไม่เข้าใจในความหมายที่แท้จริงของ การเคารพภักดี (อิบาดะฮ์) ทำให้พวกเขาได้ปฏิเสธการกระทำที่ได้กล่าวไปข้างต้น และด้วยกับเหตุผลทั้งหลายที่สามารถใช้ในการพิสูจน์ว่า การกระทำต่างๆเหล่านั้นไม่ถือว่า เป็นการตั้งภาคี ซึ่งมีดังต่อไปนี้

๑.ถ้าหากว่ามนุษย์มีความเชื่อว่า บุคคลที่พวกเขาร้องขอความช่วยเหลือนั้น เป็นพระเจ้าแล้วละก็ ถือว่าเป็นการตั้งภาคีอย่างแน่นอน และการกระทำของเขา ก็เป็นการตั้งภาคีต่อพระผู้เป็นเจ้าด้วย


๒.แต่หากว่า การกระทำของเขาในฐานะที่เขาเป็นบ่าวผู้ใกล้ชิดกับพระเจ้า,มีเกียรติ และมีตำแหน่งที่สูงส่ง และเขาได้รับอนุมัติจากพระเจ้า ให้เป็นผู้ช่วยเหลือต่อมนุษย์ และเป็นผู้ให้การอนุเคราะห์ให้แก่มนุษย์ทั้งหลาย ดังนั้น เมื่อเข้าใจในความหมายที่แท้จริงของการเคารพภักดี การกระทำดังกล่าวก็ไม่ถือว่า เป็นการตั้งภาคีต่อพระผู้เป็นเจ้า แต่ทว่า เป็นการแสดงความเป็นบ่าวที่แท้จริงต่อพระเจ้า และการก้มกราบของมวลเทวทูตต่อท่านศาสดาอาดัม ,การก้มกราบของท่านศาสดายะกูบต่อท่านศาสดายูซุฟและการขอผ่านสื่อต่อท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) และการไปเยี่ยมเยีอนสุสานที่ฝังศพของเขา อีกทั้งการกระทำที่คล้ายคลึงกันนี้ ก็ถือว่าเป็นการให้เกียรติและการนอบน้อม ซึ่งการกระทำดังกล่าวมิได้ขัดแย้งกับความเป็นเอกานุภาพของอิสลามและมิได้เป็นการตั้งภาคีต่อพระองค์ ส่วนการสักการะบูชาพวกเจว็ด,การบูชาดวงดาว,การบูชาสิงสาราสัตว์,การบูชาต้นไม้ และการบูชาสิ่งที่มนุษย์ได้ประดิษสร้างขึ้นมา การกระทำทั้งหมดนั้นเป็นการตั้งภาคีต่อพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งการกระทำดังกล่าวมีความขัดแย้งกับความเชื่อในความเป็นเอกานุภาพในการเคารพภักดีอย่างแท้จริง


   ความสัมพันธ์ระหว่างความเป็นเอกานุภาพในการเป็นพระเจ้ากับการเคารพภักดี

    ถ้าหากว่ามองดูอย่างผิวเผิน ในความเป็นเอกานุภาพในการเป็นพระเจ้าและการเคารพภักดี จะเห็นได้ว่า ไม่มีความแตกต่างกัน แต่ถ้าหากได้สังเกตุอย่างละเอียด จะเห็นในความแตกต่างของความเป็นหลักการทั้งสองอย่างชัดเจน

ความเป็นเอกานุภาพในการเป็นพระเจ้า เป็นประเภทหนึ่งในความเป็นเอกานุภาพในทฤษฎีความศรัทธา ส่วนความเป็นเอกานุภาพในการเคารพภักดี เป็นประเภทหนึ่งของความเป็นเอกานุภาพในด้านการปฏิบัติ ดังนั้น ความเป็นเอกานุภาพในการเป็นพระเจ้า จึงมีความสัมพันธ์กับหลักความเชื่อ และความศรัทธาของมนุษย์ ส่วนความเป็นเอกานุภาพในการเคารพภักดี ก็มีความสัมพันธ์กับหลักการปฏิบัติ

ความหมายของความเป็นเอกานุภาพในการเป็นพระเจ้า หมายถึง ความเชื่อในความเป็นเอกะและเป็นหนึ่งเดียวของพระผู้เป็นเจ้าในความเป็นพระเจ้าของพระองค์ และความหมายของความเป็นเอกานุภาพในการเคารพภักดี หมายถึง การปฏิบัติตามพระผู้เป็นเจ้าเพียงองค์เดียว เพราะฉะนั้นทั้งสองหลักการจึงมีความสัมพันธ์ต่อกันและอยู่คู่กัน และถ้าหากว่า เมื่อมนุษย์คนใดก็ตามที่ไม่มีความเชื่อในความเป็นเอกานุภาพในการเป็นพระเจ้า ก็จะไม่มีความเชื่อในความเป็นเอกานุภาพในการเคารพภักดี และการปฏิบัติตามพระเจ้าองค์เดียว ก็จะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน


   ความเป็นเอกานุภาพในด้านการปฏิบัติในอัล กุรอานและวจนะ

    อัล กุรอานได้กล่าวเน้นย้ำในความสำคัญในความเป็นเอกานุภาพในด้านการปฏิบัติ และกล่าวว่า ความเป็นเอกานุภาพในการปฏิบัตินั้นอยู่คู่กับความเป็นเอกานุภาพในทฤษฎีความศรัทธา และได้อธิบายในความหมายของความเป็นเอกานุภาพในการปฏิบัติไปแล้วว่า มีขอบเขตที่ครอบคลุมในทุกประเภทของความเป็นเอกานุภาพ และประเภทที่สำคัญของความเป็นเอกานุภาพในการปฏิบัติ คือ ความเป็นเอกานุภาพในการเคารพภักดี ซึ่งมีหลายระดับขั้นด้วยกัน และได้นำมาเพียงบางส่วนจากโองการของอัล กุรอานที่กล่าวถึง ความเป็นเอกานุภาพในการเคารพภักดี

๑.การเคารพภักดีต่อพระเจ้าเป็นเป้าหมายหลักในการแต่งตั้งบรรดาศาสนทูตทั้งหลาย

“และโดยแน่นอน เราได้ส่งศาสนทูตมาในทุกประชาชาติ (โดยบัญชาว่า) พวกท่านจงเคารพภักดีอัลลอฮ์(พระเจ้าเพียงองค์เดียว) และจงออกห่างจากพวกเจว็ด”

(บทอัลนะห์ลฺ โองการที่ ๓๖ )

จากโองการนี้ แสดงให้เห็นว่า บรรดาศาสดาทั้งหลายได้เชิญชวนประชาชาติมาสู่ความเป็นเอกานุภาพในการเคารพภักดี

และอีกโองการหนึ่ง กล่าวถึงความเป็นเอกานุภาพในการเคารพภักดี


“ข้าไม่ได้ให้สัญญากับพวกเจ้าดอกหรือ โอ้ลูกหลานของอาดัมเอ๋ย! ว่าพวกเจ้าอย่าได้เคารพบูชามารร้าย แท้จริงมันนั้นเป็นศัตรูตัวฉกาจของพวกเจ้า และให้พวกเจ้าจงเคารพภักดีต่อข้า นี่คือแนวทางอันเที่ยงตรง”

(บทยาซีน โองการที่ ๖๐-๖๑)

 จากโองการนี้ ก็แสดงให้เห็นว่า พระเจ้าได้ให้สัญญากับมนุษย์ไว้แล้วว่า ให้พวกเขาทำการเคารพภักดีต่อพระองค์เพียงองค์เดียวเท่านั้น ในโองการนี้ บรรดานักอรรถาธิบายอัล กุรอานได้ให้ความเห็นด้วยกันหลายทัศนะ นักอรรถาธิบายอัล กุรอานบางคนกล่าวว่า โองการนี้ ถูกประทานลงมาในวันที่พระผู้เป็นเจ้าได้ทำการสัญญากับมนุษย์ในโลกก่อนการถือกำเนิดของมนุษย์ (อาลัมมุนซัร)

และบางคนกล่าวว่า ความหมายของการทำสัญญาของพระเจ้า คือ การเชิญชวนของบรรดาศาสดาทั้งหลายให้รู้จักในความเป็นเอกานุภาพในการเคารพภักดี

และบางคนได้กล่าวอีกว่า การทำสัญญาของพระเจ้า คือ การสั่งเสียของพระเจ้าต่อท่านศาสดาอาดัมและลูกหลานของเขา

จะอย่างไรก็ตาม โองการนี้ แสดงให้เห็นถึง แนวทางที่เที่ยงตรง คือ การเคารพภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้า หลังจากที่พระองค์ได้ทำสัญญากับมนุษย์ว่า พวกเจ้าทั้งหลายจงเคารพภักดีต่อข้า เพราะข้าคือ พระเจ้าเพียงองค์เดียว และยังมีโองการอื่นๆอีกมากมายที่กล่าวถึง ความเป็นเอกานุภาพในการเคารพภักดี


   ชาวคัมภีร์กับการเคารพภักดีในพระเจ้าองค์เดียว

    อัล กุรอานได้กล่าวถึง ชาวคัมภีร์กับการเคารพภักดีในพระเจ้าองค์เดียว 

“และพวกเขามิได้ถูกบัญชาให้กระทำอื่นใดนอกจากเพื่อเคารพภักดีต่ออัลลอฮ์ เป็นผู้มีเจตนาบริสุทธิ์ในการภักดีต่อพระองค์ เป็นผู้อยู่ในแนวทางที่เที่ยงตรงและดำรงการละหมาดนมาซ และจ่ายทานซะกาต และนั่นแหละคือศาสนาอันเที่ยงธรรม”  ( บทอัลบัยยินะฮ์ โองการที่ ๕)

โองการนี้กล่าวถึง การเชิญชวนบรรดาชาวคัมภีร์ให้ทำการเคารพภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้าองค์เดียว และการออกห่างจากการตั้งภาคี ถือว่าเป็นเป้าหมายหลักของบรรดาศาสนทูตแห่งคัมภีร์   

การอธิบายในความหมายของคำว่า ศาสนาอันเที่ยงธรรม หมายถึง การรู้จักในศาสนา ต้องรู้จักในพระผู้เป็นเจ้าองค์เดียวและการเคารพภักดีต่อพระองค์เท่านั้น

   ความสัมพันธ์ระหว่างความเป็นเอกานุภาพในการเคารพภักดีกับความเป็นเอกานุภาพในการบริหาร

    ไม่เป็นที่สงสัยเลยว่า สิ่งที่ควรค่าแด่การเคารพภักดี (มะอ์บูด)  ต้องมีคุณลักษณะที่สมบูรณ์ที่สุด เช่น การบริหารกิจการงาน ถือว่าเป็นคุณลักษณะหนึ่งที่มีความสำคัญ และสิ่งที่มนุษย์จะทำการเคารพภักดี ต้องมีความสามารถบริหารกิจการงานต่างๆได้

ดังนั้น ความเป็นเอกานุภาพในการบริหาร จึงเป็นพื้นฐานหนึ่งของความเป็นเอกานุภาพในการเคารพภักดี ด้วยเหตุนี้ การเคารพภักดีในพระเจ้าองค์เดียว เพราะว่า พระองค์เป็นผู้บริหารกิจการงาน


อัล กุรอานได้กล่าวเน้นย้ำในความสัมพันธ์ของทั้งสองหลักการ เช่น โองการที่กล่าวถึง คำพูดของท่านศาสดาอีซา ที่กล่าวเชิญชวนมนุษย์ให้ทำการเคารพภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้าองค์เดียว

อัล กุรอานกล่าวว่า

 “และแท้จริงอัลลอฮ์ ทรงเป็นพระผู้อภิบาลของฉัน และของพวกท่านทั้งหลาย ดังนั้นจงทำการเคารพภักดีต่อพระองค์ นี่คือ แนวทางอันเที่ยงตรง”(บทมัรยัม โองการที่ ๓๖)

จากโองการนี้ แสดงให้เห็นว่า คำสอนของท่านศาสดาอีซา คือ การเชิญชวนให้มนุษย์ทำการเคารพภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้าองค์เดียว หลังจากที่ยอมรับในความเป็นผู้อภิบาลของพระองค์

   การตั้งภาคีที่ซ่อนในการเคารพภักดี

    การตั้งภาคีที่ซ่อนในการเคารพภักดี เป็นประเภทหนึ่งของการตั้งภาคี ซึ่งถูกกล่าวไว้ในอัล กุรอาน

“และส่วนใหญ่ของพวกเขาจะไม่ศรัทธาต่ออัลลอฮ์ เว้นแต่พวกเขาเป็นผู้ตั้งภาคี”

( บทยูซุฟ โองการที่๑๐๖)

โองการนี้ ได้กล่าวถึง กลุ่มชนหนึ่งที่พวกเขาเป็นผู้ศรัทธาและเป็นผู้ตั้งภาคีในเวลาเดียวกัน และการตั้งภาคีของพวกเขามิได้เปิดเผยให้เห็น เป็นการตั้งภาคีในรูปแบบที่ซ่อนเร้นที่แฝงเร้นอยู่ในการกระทำของเขา เพราะว่าไม่มีการตั้งภาคีที่จะอยู่ควบคู่กับความศรัทธาต่อพระเจ้าอย่างเปิดเผยอย่างแน่นอน โองการดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงระดับขั้นของการตั้งภาคี ประเภทหนึ่ง คือ การตั้งภาคีในการเคารพภักดีที่ซ่อนเร้นในการกระทำของมนุษย์ชอบ และไม่เป็นการตั้งภาคีต่อพระผู้เป็นเจ้า


ศัพท์วิชาการท้ายบท

เตาฮีด อิบาดีย์ หมายถึง ความเป็นเอกานุภาพในการเคารพภักดี

อิบาดะฮ์ หมายถึง การเคารพภักดีต่อพระเจ้าเพียงองค์เดียว

   สรุปสาระสำคัญ

๑.ความเป็นเอกานุภาพในทฤษฎีความศรัทธา หมายถึง การมีความเชื่อว่ามีพระผู้เป็นเจ้าเพียงองค์เดียว ในอาตมัน,คุณลักษณะ,กิริยา การกระทำและยังมีผลต่อการปฏิบัติอีกด้วย

ความเป็นเอกานุภาพในการปฏิบัติ หมายถึง ผลของความเชื่อในความเป็นเอกานุภาพต่อการปฏิบัติของมนุษย์

๒.ความเป็นเอกานุภาพในทฤษฎีความศรัทธา เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มนุษย์รู้จักถึงพระเจ้า มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น นอกจากนั้น ยังมีผลต่อความเป็นเอกานุภาพในด้านการปฏิบัติอีกด้วย

๓.ความเป็นเอกานุภาพในการเคารพภักดี เป็นประเภทหนึ่งที่สำคัญของความเป็นเอกานุภาพในการปฏิบัติ หมายถึง การเคารพภักดีต่อพระเจ้าองค์เดียว และการออกห่างจากการเคารพภักดีต่อสิ่งอื่นใด

๔.คำว่า อิบาดะฮ์ในภาษา หมายถึง การนอบน้อม,การแสดงออกถึงความต่ำต้อยของมนุษย์ต่อพระเจ้า และการเคารพภักดี


๕.ความเป็นเอกานุภาพในการเคารพภักดี เป็นหลักการที่สำคัญที่บรรดามุสลิมมีความเห็นตรงกัน  แต่มีความแตกต่างกันในการกำหนดตัวของสิ่งควรค่าแด่การเคารพภักดี (มะอ์บูด) เช่น พวกวะฮาบีย์มีความเชื่อว่า การขอความช่วยเหลือ,การอนุเคราะห์,การเยี่ยมสุสานฝังศพของท่านศาสดามุฮัมมัดและบรรดาวงศ์วานของท่าน เป็นการเคารพภักดีและเป็นการตั้งภาคีต่อพระผู้เป็นเจ้า ในขณะเดียวกัน ถ้าหากว่า ไม่มีความเชื่อในความเป็นพระเจ้าหรือพระผู้อภิบาลของท่านศาสดาและวงศ์วานของท่าน ก็ไม่ถือว่า เป็นการตั้งภาคีในการเคารพภักดี แต่การกระทำดังกล่าว การขอความช่วยเหลือ, การอนุเคราะห์ และการเยี่ยมสุสานของพวกเขา ถือว่าเป็นการกระทำที่ชอบ และไม่เป็นการตั้งภาคีต่อพระผู้เป็นเจ้า

๖.ความเป็นเอกานุภาพในการเป็นพระเจ้า และในการเคารพภักดีมีความสัมพันธ์ต่อกันและกัน โดยไม่สามารถแยกออกจากกันได้ เพราะว่าเมื่อใดก็ตามที่มีความเชื่อในพระผู้เป็นเจ้าองค์เดียว เมื่อนั้นจะต้องทำการเคารพภักดีต่อพระองค์ด้วย


   บทที่ ๘

   ความเป็นเอกานุภาพในการปฏิบัติ ตอนที่ สอง

    จากบทที่แล้ว ได้อธิบายและตรวจสอบถึงความเป็นเอกานุภาพในการเคารพภักดี (เตาฮีดอิบาดัต) ผ่านไปแล้ว ซึ่งก็เป็นอีกประเภทหนึ่งของความเป็นเอกานุภาพในการปฏิบัติ(เตาฮีด อะมะลีย์)  

   ความเป็นเอกานุภาพในการช่วยเหลือ (เตาฮีด อิสติอานะฮ์)

    การช่วยเหลือ ในภาษาอาหรับ มาจากคำว่า อิสติอานะฮ์ รากศัพท์ในบาบ อิฟติอาล

ความเป็นเอกานุภาพในการช่วยเหลือ(เตาฮีด อิสติอานะฮ์) หมายถึง เมื่อมนุษย์ร้องขอความช่วยเหลือ จะต้องร้องขอจากพระเจ้าเพียงองค์เดียวเท่านั้น และในทุกกิจการของเขาอีกด้วย

ความสำคัญของหลักเอกภาพในการช่วยเหลือ โดยในอัล กุรอานได้เน้นย้ำถึงความเป็นเอกานุภาพในการเคารพภักดี ซึ่งเป็นสิ่งที่บรรดามุสลิมได้ปฏิบัติอยู่เป็นประจำทุกวัน นั่นคือ เวลานมาซ (นมัสการพระเจ้า) พวกเขาได้กล่าวอย่างเสมอว่า

 “เฉพาะพระองค์เท่านั้นที่เราเคารพภักดี และเฉพาะพระองค์เท่านั้นที่เราขอความช่วยเหลือ

(บทอัลฟาติฮะห์ โองการที่๕)


ได้มีคำถามเกิดขึ้นว่า อะไรคือ พื้นฐานของความเป็นเอกานุภาพในการช่วยเหลือ หรือจะกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า อะไรเป็นสาเหตุที่แท้จิรงที่ทำให้เราต้องขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าเพียงองค์เดียวด้วย?

สำหรับคำตอบของคำถามนี้ ก็คือ จะเห็นได้ว่า ประเภทหนึ่งของความเป็นเอกานุภาพในทฤษฎี คือ ความเป็นเอกานุภาพในการกระทำ เป็นพื้นฐานหนึ่งที่สำคัญทางสติปัญญาของความเป็นเอกานุภาพในการช่วยเหลือ กล่าวคือ เมื่อมนุษย์มีความเชื่อในความเป็นเอกานุภาพในการกระทำ และเชื่อว่า ทุกการกระทำในโลกนั้น อยู่ภายใต้อำนาจของพระเจ้า และไม่มีการกระทำใดที่เกิดขึ้นแล้ว มิได้อยู่ในอำนาจของพระองค์ ส่วนการกระทำของมนุษย์ เป็นการกระทำที่มิได้มีความเป็นอิสระเสรีในตัวเอง ดังนั้น สาเหตุที่ทำให้มนุษย์ต้องขอความช่วยเหลือจากพระเจ้า ก็เพราะว่า พระองค์ เป็นเจ้าของที่แท้จริง และเป็นผู้ปกครอง และเป็นผู้ให้ความคุ้มครองในทุกสรรพสิ่ง  ด้วยเหตุนี้ ความเป็นเอกานุภาพในการขอความช่วยเหลือ คือ ผลของความเป็นเอกานุภาพในการกระทำและยังมีประเด็นอื่นอีก ในความเป็นเอกานุภาพในการช่วยเหลือ นั่นก็คือ การขอความช่วยเหลือจากสิ่งอื่น เช่น การขอความช่วยเหลือจากมนุษย์ด้วยกัน ในสภาพที่มิได้มีความเชื่อว่า สิ่งนั้นเป็นพระเจ้า ก็ถือว่า การกระทำนั้น ไม่เป็นที่ต้องห้ามในศาสนา

บางคนอาจจะคิดว่า ด้วยกับพื้นฐานทางสติปัญญาของความเป็นเอกานุภาพในการช่วยเหลือ เพราะฉะนั้น การขอความช่วยเหลือจากสิ่งอื่นที่มิใช่พระเจ้า จึงถือว่า เป็นการตั้งภาคี และเป็นสิ่งที่มีความขัดแย้งกับศาสนาอย่างแท้จริง


ฉะนั้น ทัศนะนี้ ถือว่า เป็นทัศนะที่ไม่ถูกต้อง เพราะว่า หากได้สมมุติว่า การขอความช่วยเหลือจากสิ่งที่มิใช่พระเจ้า โดยที่มีความเชื่อว่าสิ่งนั้นมีความเป็นอิสระเสรีในตัวเอง และไม่ต้องรับการอนุมัติจากพระเจ้า การกระทำเช่นนี้ เป็นการกระทำที่มีความขัดแย้งกับความเป็นเอกานุภาพในการช่วยเหลืออย่างแน่นอน แต่ทว่า การขอความช่วยเหลือจากสิ่งอื่นที่สิ่งนั้นมิใช่พระเจ้า เช่น การขอความช่วยเหลือจากบรรดาศาสดาหรือบรรดาผู้นำที่บริสุทธิ์ที่พระเจ้าได้แต่งตั้ง โดยที่มีความเชื่อว่า การขอความช่วยเหลือจากพวกเขาเหล่านั้นขึ้นอยู่กับการอนุมัติของพระองค์ ดังนั้น การกระทำเช่นนี้ ก็ไม่ถือว่าเป็นการตั้งภาคี แต่เป็นการกระทำที่น่ายกย่อง เหมือนดั่งคนป่วยที่เขาต้องไปหาแพทย์ เพื่อรักษาอาการป่วยจากโรคร้าย โดยการใช้ยารักษาโรค เพราะฉะนั้น ยารักษาโรคและแพทย์ เป็นเสมือนกับสื่อที่พระเจ้าได้ประทานมาเพื่อรักษาอาการป่วย โดยขึ้นอยู่กับการอนุมัติของพระองค์ และแน่นอนที่สุด การช่วยเหลือของแพทย์ ถือว่าเป็นการกระทำที่ดีและมิได้เป็นการตั้งภาคี หรือมีความคัดค้านกับความเป็นเอกานุภาพในการช่วยเหลือ และเช่นเดียวกัน การขอผ่านสื่อ(ตะวัซซุล)ต่อท่านศาสดามุฮัมมัดและบรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์โดยที่มีความเชื่อว่าพวกเขาเป็นสื่อกลางในการสื่อสารกับพระเจ้า และพวกเขายังมีตำแหน่งที่สูงส่ง ณ พระพักตร์ของพระองค์ อีกทั้งยังได้รับการอนุมัติจากพระเจ้าในการขจัดปัญหาต่างๆและความต้องการทั้งหลายของมนุษย์ และยังกล่าวได้อีกว่า การขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นที่มิใช่พระเจ้า ในกรณี ที่มีความเชื่อว่าสิ่งนั้นมิได้เป็นพระเจ้า หรือมีอำนาจเทียบเท่าพระเจ้า เป็นการกระทำที่ถูกต้องและมิได้มีความขัดแย้งกับหลักการของศาสนาหรือความเป็นเอกานุภาพในการช่วยเหลือ แต่ในกรณี ที่มีความเชื่อว่าสิ่งนั้นเป็นพระเจ้า ถือว่า เป็นการกระทำที่เป็นการตั้งภาคีต่อพระองค์


   ความเป็นเอกานุภาพในการปฏิบัติตาม(เตาฮีด อิฏออะฮ์)

    ความเป็นเอกานุภาพในการปฏิบัติตาม เป็นอีกประเภทหนึ่งในความเป็นเอกานุภาพในการเคารพภักดีและก็เป็นอีกประเภทหนึ่งในความเป็นเอกานุภาพในการวางกฏและระเบียบ และการปกครองซึ่งเป็นประเภทหนึ่งของความเป็นเอกานุภาพในการปฏิบัติ หมายถึง มนุษย์ต้องปฏิบัติตามพระเจ้าเพียงองค์เดียวและไม่ปฏิบัติตามสิ่งใด และเมื่อใดก็ตามที่เขามีความเชื่อว่า ไม่มีผู้ใดเป็นผู้วางกฏและระเบียบ นอกจาก พระเจ้าองค์เดียวเท่านั้น เมื่อนั้นเขาจะต้องปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์เพียงอย่างเดียว แต่การที่มนุษย์ได้ปฏิบัติตามสิ่งอื่นที่มิใช่พระเจ้า และมิได้มีความเชื่อว่าสิ่งนั้นเป็นพระเจ้า การกระทำของเขา ก็ถือว่ามิได้มีความขัดแย้งกับหลักความเชื่อในความเป็นเอกานุภาพในการปฏิบัติตาม ส่วนการปฏิบัติตามของเขา ในกรณีที่มีความเชื่อว่า สิ่งนั้นเป็นพระเจ้า การกระทำของเขา แน่นอนที่สุด ได้มีความขัดแย้งกับหลักความเชื่อในความเป็นเอกานุภาพในการปฏิบัติตาม ซึ่งอัลกุรอานได้กล่าวอย่างชัดเจน ว่า

 “โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย สูเจ้าจงปฏิบัติตามอัลลอฮ์และปฏิบัติตามศาสนทูตของพระองค์และผู้ปกครองในหมู่สูเจ้า” (บทอัลนิซา โองการที่ ๕๙ )

ดังนั้น การปฏิบัติตามบรรดาศาสนทูตของพระเจ้าและบรรดาผู้นำของพระองค์และการปฏิบัติตามบิดามารดา ถือว่า การกระทำเหล่านั้น เป็นการกระทำที่ชอบและถูกต้องตามหลักของความเป็นเอกานุภาพในการปฏิบัติตาม แต่มีเงื่อนไขว่า การกระทำนั้นจะต้องไม่มีความขัดแย้งกับหลักการของศาสนา


   ความเป็นเอกานุภาพในการให้ความรัก

(เตาฮีด ฟีย์ มะฮับบะฮ์)

    ความเป็นเอกานุภาพในการให้ความรัก(เตาฮีด ฟีย์ มะฮับบะฮ์)  เป็นอีกประเภทหนึ่งของความเป็นเอกานุภาพในการปฏิบัติ

การให้ความรัก เป็นสภาวะที่อยู่ภายในของมนุษย์ ที่สามารถรู้สึกสัมผัสได้ด้วยตนเอง ด้วยเหตุนี้ จึงไม่จำเป็นต้องอธิบายในความหมายของการให้ความรัก

ความเป็นเอกานุภาพในการให้ความรัก หมายถึง ผู้ที่ถูกให้ความรักอย่างแท้จริง คือ พระเจ้าเพียงองค์เดียวเท่านั้น มีความหมายว่า มนุษย์จะต้องให้ความรักในพระเจ้าเพียงองค์เดียว ดังนั้น การจำกัดในความรักของมนุษย์ที่มีต่อพระเจ้า มิได้หมายความว่า การปฏิเสธการให้ความรักในสิ่งอื่น เพราะว่า ความรักเป็นคุณลักษณะที่สวยงามของพระเจ้า และในความเป็นจริง การให้ความรักในสิ่งทั้งหลาย คือ การให้ความรักในพระองค์ ดังนั้น มีคำถามเกิดขึ้นว่า แล้วความรักที่แท้จริงนั้นเป็นอย่างไร? และการให้ความรักที่แท้จริงต่อพระเจ้านั้น เป็นเช่นไร?

สำหรับคำตอบของคำถามนี้ จะต้องมาพิจารณาในพื้นฐานทางสติปัญญาของความเป็นเอกานุภาพในการให้ความรักว่า มีเป้าหมายและจุดมุ่งหมายอะไร ในความเป็นจริงของการให้ความรัก มีเหตุผลอยู่มากมายที่กล่าวถึง การให้ความรักต่อพระเจ้า


เพราะฉะนั้น กล่าวได้ว่า  การให้ความรักต่อพระองค์ จึงเป็นการให้ความรักที่สูงสุดและยิ่งใหญ่ที่สุด หมายถึง การแสดงความรักต่อผู้ที่ถูกให้ความรัก(มะฮฺบูบ) และนี่คือ ความหมายของ การให้ความรักต่อพระเจ้า เพราะว่า โดยธรรมชาติของมนุษย์แล้วนั้น ชอบความสวยงามและความสมบูรณ์ ในขณะที่ พระองค์ทรงมีทั้งคุณลักษณะอันสวยงาม อีกทั้งยังมีความสมบูรณ์แบบที่สุดในคุณลักษณะเหล่านั้น จึงเป็นสาเหตุทำให้ต้องมนุษย์มีความรักในพระองค์ ยกตัวอย่าง เช่น ในขณะที่ได้ยินบุคคลหนึ่งพูดถึงบุคลิกภาพของคนหนึ่งว่า เขามีมารยาทที่สวยงาม และควรค่าแก่การยกย่องและน่าชมเชยเป็นอย่างยิ่ง เมื่อได้ยินเช่นนั้น ก็เกิดความรักขึ้นในจิตใจต่อบุคคลนั้น แม้ว่าจะไม่เคยเห็นบุคคลนั้นมาก่อนก็ตาม ฉะนั้น ความรักนั้น เกิดขึ้นจากการรับรู้ในการมีมารยาทที่สวยงามของชายคนนั้น จากตัวอย่างข้างต้น แสดงให้เห็นว่า ความสวยงาม เป็นบ่อเกิดแห่งความรัก  และความรักที่แท้จริง คือ การให้ความรักต่อพระเจ้าเพียงองค์เดียวเท่านั้น เพราะการให้ความรักต่อพระองค์ เป็นการให้ความรักต่อสิ่งที่สวยงาม และมีความสมบูรณ์แบบที่สุด และไม่มีการให้ความรักใดที่สวยงามเท่าการให้ความรักต่อพระองค์ ดังนั้น เมื่อมนุษย์มีความรักในพระเจ้าแล้ว ก็ไม่จำเป็นที่ต้องมีความรักในสิ่งอื่น ที่นอกเหนือจากพระองค์ และในบางครั้งมีความคิดหนึ่งเกิดขึ้นในสติปัญญาว่า การให้ความรักต่อพระเจ้าอยู่เหนือความเป็นอิสระเสรีของมนุษย์ ด้วยเหตุนี้ จึงไม่สามารถกล่าวว่า มีความจำเป็นหรือไม่มีความจำเป็นในการให้ความรักหรือไม่ให้ความรักต่อสิ่งหนึ่ง สามารถตอบได้ว่า พื้นฐานทางสติปัญญาของการให้ความรัก ก็คือ การรู้จักต่อพระเจ้า


โดยกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า การพิจารณาในการมีอยู่ของคุณลักษณะที่สมบูรณ์แบบที่สุดของพระเจ้า และสิ่งที่มีอยู่ทั้งหลายที่มีขอบเขตจำกัด และไม่มีคุณลักษณะที่สมบูรณ์ จึงเป็นแนวทางไปสู่ระดับขั้นของความเป็นเอกานุภาพในการให้ความรัก ซึ่งก็เป็นแนวทางอันเดียวกับที่ศาสนาแห่งฟากฟ้านำมาเสนอ

   ความเป็นเอกานุภาพในการมอบหมายกิจการงาน

    ความเป็นเอกานุภาพในการมอบหมายกิจการงาน ก็เป็นอีกประเภทหนึ่งในความเป็นเอกานุภาพในการปฏิบัติ หมายถึง มนุษย์จะต้องมอบหมายการงานของเขาให้กับพระเจ้าเพียงองค์เดียว เพราะว่าพระองค์เป็นผู้ที่มีอำนาจสูงสุดในการบริหารการงานทั้งหลาย

การมอบหมายการงาน ในภาษาอาหรับ ใช้คำว่า ตะวักกุล หมายถึง การมอบหมายการงานหนึ่งการงานใด ดังนั้น จากความหมายของตะวักกุล จะเห็นได้ว่า พระเจ้า คือ สิ่งที่มนุษย์ต้องมอบหมายการงานของเขาต่อพระองค์ ในอิสลามจึงมีความเชื่อว่า พระเจ้า คือ ผู้ทรงกรรมสิทธิ์ในทุกสิ่งทุกอย่าง ความประสงค์และพลังอำนาจสูงสุดนั้น เป็นของพระองค์ ไม่มีสิ่งใดในโลกที่เหมือนกับพระองค์ ดังนั้น ความเชื่อในความเป็นเอกานุภาพในอิสลาม โดยเฉพาะในความเป็นเอกานุภาพในการกระทำ ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งพื้นฐานทางสติปัญญาของความเป็นเอกานุภาพในการปฏิบัติ และเป็นพื้นฐานทางสติปัญญาของความเป็นเอกานุภาพในการมอบหมายการงานด้วยเช่นเดียวกัน


 และสิ่งหนึ่งที่สำคัญในความเป็นเอกานุภาพในการมอบหมายการงาน ก็คือ มิได้หมายความว่า มนุษย์ได้ละทิ้ง จากการขวนขวาย และความเพียรพยายามในการงานของมนุษย์ แต่หมายความว่า การมอบหมายการงานต่อพระเจ้า เพื่อที่จะมีความหวังในการประสบความสำเร็จของการงาน เพราะว่า พระเจ้า คือ ปฐมของเหตุทั้งหลาย ด้วยเหตุนี้ ความหมายของความเป็นเอกานุภาพในการมอบหมายการงาน ก็คือ การเพียรพยายามอุตสาหะ และมีความรับผิดชอบในหน้าที่ และพยายามทำการงานนั้นให้ดีที่สุด และนำไปสู่เป้าหมายที่สูงสุด โดยมีความเชื่อว่า ความประสงค์ และอำนาจเป็นของพระเจ้าเพียงองค์เดียวและในช่วงท้าย ได้อธิบายในประเภทต่างๆของความเป็นเอกานุภาพก็ถือว่าเป็นการเพียงพอแล้ว ซึ่งจะมาอธิบายในประเด็นความเป็นสัญชาตดั้งเดิมของมนุษย์กับความเป็นเอกานุภาพ มาดูกันว่า มีความสอดคล้องต่อกันใช่หรือไม่?

ความเป็นสัญชาตญาณดั้งเดิมของความเป็นเอกานุภาพ

    มีคำถามเกิดขึ้นว่า การมีความเชื่อในความเป็นเอกานุภาพ เป็นสัญชาตญาณดั้งเดิมของมนุษย์ หรือว่า มิได้เป็นสัญชาตญาณดั้งเดิมของมนุษย์เลย? และยังมีคำถามเกิดขึ้นอีกว่า การมีความเชื่อในความเป็นเอกานุภาพในการเคารพภักดี ที่รวมถึงการปฏิบัติของมนุษย์ เป็นสัญขาตญาณดั้งเดิมของมนุษย์ด้วยหรือ?

ความเชื่อในความเป็นเอกานุภาพ ไม่ว่าในประเภทใดก็ตาม ความเป็นเอกานุภาพในการปฏิบัติ, ความเป็นเอกานุภาพในการเคารพภักดี ล้วนเป็นสัญชาตญาณดั้งเดิมของมนุษย์ ซึ่งสามารถพิสูจน์ได้ ด้วยกับเหตุผลทางสติปัญญา และเหตุผลจากการรายงาน(นักลีย์)


วิธีการที่ใช้ในการพิสูจน์ถึงความเป็นสัญชาตญาณดั้งเดิมของความเป็นเอกานุภาพในทฤษฎี ซึ่งได้อธิบายไปแล้วในประเด็น การรู้จักพระเจ้า ว่า เป็นสัญชาตญาณดั้งเดิมของมนุษย์ ก็คือ เป็นแนวทางหนึ่งในการรู้จักพระองค์ โดยมีความหมายว่า มนุษย์ทุกคนรู้จักพระเจ้าได้ด้วยกับจิตใต้สำนึกของเขา ที่เรียกว่า

 “ความรู้โดยตรงต่อการรู้จักถึงผู้สร้าง” หมายถึง เป็นความรู้หนึ่งที่เป็นพื้นฐานของความรู้ทั่วไปในการรู้จักพระเจ้า และเป็นความรู้ที่ไม่ได้เกิดจากการใช้สื่อหรือเหตุผลอ้างอิง แต่ เป็นความรู้ที่เกิดขึ้นโดยตรงกับผู้รู้ในสิ่งที่จะรู้ สรุปได้ว่า จากการอธิบายในความหมายของ การรู้จักพระเจ้าว่า เป็นสัญชาตญาณดั้งเดิมของมนุษย์ หมายถึง มนุษย์รู้จักพระองค์ได้ด้วยกับจิตใต้สำนึกของเขา กล่าวอีกนัยหนึ่ง  การรู้จักสิ่งที่รู้ต่อผู้รู้โดยตรง ด้วยเหตุนี้ มนุษย์รู้จักพระเจ้าในความเป็นหนึ่งเดียวของพระองค์ และไม่สามารถที่จะคิดว่า พระองค์มีจำนวนสองหรือมากกว่าได้ และเช่นเดียวกัน หากยอมรับในความเป็นสัญชาตดั้งเดิมในการรู้จักพระเจ้า ก็ต้องยอมรับในความเป็นหนึ่งเดียวของพระองค์ด้วย  ดังนั้น ความเป็นเอกานุภาพ ก็เป็นสัญชาตญาณดั้งเดิมของมนุษย์  ไม่ว่าในทฤษฎี หรือในการปฏิบัติ เมื่อเวลาที่มนุษย์ประสบกับปัญหาที่ไม่สามารถแก้ไขได้ เมื่อนั้นเขาจะนึกถึงพระเจ้า และร้องขอความคุ้มครองและการช่วยเหลือจากพระองค์ เป็นการกระทำที่ยอมรับว่า ในจิตใต้สำนึกของเขานั้น มีความรู้สึกว่า มีพระเจ้า ผู้ที่ให้ความคุ้มครองและดูแล อีกทั้งให้ความช่วยเหลือ ซึ่งการกระทำทั้งหมด บ่งบอกถึง ความหมายของความเป็นเอกานุภาพในการปฏิบัติ


   ความเป็นเอกานุภาพในการปฏิบัติตามในทัศนะของอัล กุรอาน

    บางส่วนของโองการอัล กุรอานได้กล่าวถึง ความเป็นเอกานุภาพในการปฏิบัติตาม

เช่น ในโองการนี้ กล่าวว่า

“พวกเจ้าจงปฏิบัติตามสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่พวกเจ้าจากพระเจ้าของพวกเจ้าเถิด และอย่าปฏิบัติตามบรรดาผู้คุ้มครองใดๆ อื่นจากพระองค์ และส่วนน้อยจากพวกเจ้าเท่านั้นแหละที่จะรำลึก” (บทอัลอะอ์รอฟ โองการที่ ๓ )

โองการนี้ในอัล กุรอาน เริ่มต้นด้วยการเชิญชวนมนุษย์ทุกคนให้ปฏิบัติตามในสิ่งที่ถูกประทานลงมาจากพระเจ้า หลังจากนั้นก็ได้เน้นให้เห็นถึง การมิให้ปฏิบัติตามสิ่งอื่นที่มิใช่พระเจ้า และก็มิให้ยึดถือเอาสิ่งอื่นมาเป็นผู้ปกครอง (วะลีย์) นอกจากพระเจ้าเท่านั้น ซึ่งโองการนี้ได้กล่าวถึง ความเป็นเอกานุภาพในการปฏิบัติตามไว้อย่างชัดเจน

และอีกโองการที่กล่าวถึง ความเป็นเอกานุภาพในการปฏิบัติตาม โดยกล่าวว่า  พระเจ้าจะลงโทษต่อผู้ที่ปฏิบัติตามบรรดาผู้รู้และนักปราชญ์โดยไม่มีเหตุและผล


อัล กุรอานได้กล่าวว่า

“พวกเขาได้ยึดเอาบรรดานักปราชญ์ของพวกเขา และบรรดาบาทหลวงของพวกเขาเป็นพระเจ้าอื่นนอกจากอัลลอฮ์ และยึดเอาอัล-มะซีห์(พระเยซู)บุตรของมัรยัมเป็นพระเจ้าด้วย ทั้งๆที่พวกเขามิได้ถูกสั่งนอกจากเพื่อการเคารพภักดีผู้ที่สมควรได้รับการเคารพภักดี แต่เพียงองค์เดียว ซึ่งไม่มีผู้ใดควรได้รับการเคารพภักดีนอกจากพระองค์เท่านั้น พระองค์ทรงบริสุทธิ์จากสิ่งที่พวกเขาให้มีภาคีขึ้น” (บทอัตเตาบะฮ์ โองการที่ ๓๑ )

โองการนี้กล่าวถึง กลุ่มชนหนึ่งที่ได้ปฏิบัติตามคำสอนของบรรดาผู้รู้ของพวกเขาโดยที่ไม่รู้ว่า คำสอนของพวกเขานั้นตรงกับหลักการของพระเจ้าหรือไม่ หมายความว่า พวกเขายอมรับในความเป็นพระเจ้าของบรรดานักปราขญ์เหล่านั้น และการไม่อนุญาตให้ทำการเคารพภักดีในสิ่งอื่นทีมิใช่พระเจ้า และให้ทำการเคารพภักดีต่อพระเจ้าเพียงองค์เดียวเท่านั้น และให้ออกห่างจากการตั้งภาคีทั้งมวล ดังนั้น ก็แสดงให้เห็นว่า โองการนี้ กล่าวถึง การปฏิบัติตามสิ่งอื่นที่มิได้เป็นพระเจ้า และมีความขัดแย้งกับความเป็นเอกานุภาพในการปฏิบัติตาม และเป็นสาเหตุให้เกิดการตั้งภาคีในการปฏิบัติตาม และเช่นกัน ในวจนะก็ได้กล่าวเน้นย้ำถึง ความเป็นเอกานุภาพในการปฏิบัติตาม


ท่านอิมามซอดิก ได้กล่าวอธิบายในโองการดังกล่าวว่า

 “ขอสาบานต่อพระเจ้าว่า พวกเขา(บรรดาผู้นำของเขา)มิได้ถือศีลอด และมิได้ทำการนมาซ แต่ทว่าพวกเขาได้ทำให้สิ่งที่ต้องห้าม(ฮะรอม) เป็นสิ่งที่ถูกต้อง(ฮะลาล) และสิ่งที่ถูกต้อง ทำให้เป็นสิ่งที่ฮะรอม แล้วพวกเขาได้ปฏิบัติตามโดยที่ไม่เข้าใจในการกระทำของเขา “

(ตัฟซีรพะยอมกุรอาน เล่มที่ ๓ หน้าที่ ๓๘๘)

ในอัล กุรอานได้กล่าวถึง ความเป็นเอกานุภาพในการปฏิบัติตามว่า มิได้มีความขัดแย้งกับการปฏิบัติตามมนุษย์ด้วยกัน ในขณะที่พระเจ้าสั่งให้ปฏิบัติตามพระองค์ ดังนั้น การปฏิบัติตามมนุษย์ด้วยกันก็เท่ากับว่า เขาได้ปฏิบัติตามพระองค์

 อัลกุรอานกล่าวว่า

 และเรามิได้ส่งร่อซู้ลคนใดมานอกจากเพื่อให้เขาได้รับการเชื่อฟังด้วยอนุมัติของอัลลอฮ์เท่านั้น”

(บทอัลนิซาอ์ โองการที่ ๖๔)

 “และพวกเจ้าจงเชื่อฟังอัลลอฮ์ และจงเชื่อฟังร่อซู้ลเถิด” ( บทอัลมาอิดะฮ์ โองการที่ ๙๒ )

 “จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ว่าพวกท่านจงเชื่อฟังอัลลอฮ์และรอซูลเถิด แต่ถ้าพวกเขาผินหลังให้ แท้จริงอัลลอฮ์นั้นไม่ทรงชอบผู้ปฏิเสธศรัทธาทั้งหลาย” (บทอาลิอิมรอน โองการที่ ๓๒ )

 “ผู้ศรัทธาทั้งหลาย ! จงเชื่อฟังอัลลอฮ์ และเชื่อฟังร่อซู้ลเถิด และผู้ปกครองในหมู่พวกเจ้าด้วย”

 ( บทอัลนิซาอ์ โองการที่ ๕๙)


ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่ถูกทำให้เป็นสาเหตุการตั้งภาคีในการปฏิบัติตาม ก็คือ การปฏิบัติตามผู้ที่มีความขัดแย้งกับคำสั่งสอนของพระเจ้า และเช่นเดียวกัน ในวจนะก็ได้กล่าวไว้เช่นกันว่า

ท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) ได้กล่าวว่า

“มิได้มีการปฏิบัติตามใดในความบาปต่อพระเจ้า โดยอันที่จริง การปฏิบัติตามนั้น เฉพาะกับความดีเท่านั้น”

 (ศอเฮียะมุสลิม เล่มที่ ๓ หน้าที่ ๑๔๖๙ )

ท่านอิมามอะลีกล่าวว่า

“ไม่มีการปฏิบัติตามใดของมนุษย์ในความบาปต่อพระเจ้า”

(นะฮ์ญุลบะลาเฆาะฮ์ ฮิกมะฮ์ที่ ๑๖๕ )

ท่านอิมามซอดิกกล่าวว่า

“บุคคลใดก็ตามที่ปฏิบัติตามผู้อื่นในความบาป แน่นอนเขาเป็นบ่าวของผู้นั้น”

(วะซาอิลอัชชีอะฮ์ เล่มที่ ๑๘ หน้าที่ ๙๑ วจนะที่ ๘)

วจนะนี้ได้กล่าวถึง ความหมายที่กว้างของ การเคารพภักดี ดังนั้น ผู้ที่ปฏิบัติตามผู้ที่กระทำบาป ถือว่า เป็นชนิดหนึ่งของการเคารพภักดี


   ศัพท์วิชาการท้ายบท

เตาฮีด ฟีย์ อิสติอานะฮ์ หมายถึง ความเป็นเอกานุภาพในการขอความช่วยเหลือ

เตาฮีด ฟีย์ มะฮับบะฮ์ หมายถึง ความเป็นเอกานุภาพในการให้ความรัก

เตาฮีด ฟีย์ อิฏออะฮ์ หมายถึง ความเป็นเอกานุภาพในการปฏิบัติตามเตาฮีด ฟีย์ ตะวักกุล หมายถึง ความเป็นเอกานุภาพในการมอบหมายการงาน

   สรุปสาระสำคัญ

๑.ความเป็นเอกานุภาพในการช่วยเหลือ ก็เป็นอีกประเภทหนึ่งในความเป็นเอกานุภาพในการปฏิบัติ หมายถึง มนุษย์มีความเชื่อว่าจะต้องขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าเพียงองค์เดียวเท่านั้น และจากเหตุผลของความเป็นเอกานุภาพในการกระทำ ทำให้เข้าใจได้ว่า เฉพาะพระเจ้าองค์เดียวที่เราจะต้องขอความช่วยเหลือ

๒.ความเป็นเอกานุภาพในการขช่วยเหลือมิได้มีความหมายขัดแย้งกับการขอความช่วยเหลือจากสิ่งที่ถูกสร้างของพระเจ้า โดยเฉพาะจากบรรดาศาสดา และบรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์ แต่การช่วยเหลือนั้นต้องมีเงื่อนไขว่า การทำให้พวกเขาเป็นสื่อกลางในการสื่อสารกับพระเจ้า และมิได้มีความเป็นอิสระเสรีในตัวเอง นอกจากจะได้รับการอนุมัติจากพระองค์


๓.และอีกประเภทหนึ่งของความเป็นเอกานุภาพในการปฏิบัติ ก็คือ ความเป็นเอกานุภาพในการปฏิบัติตาม หมายถึง การยอมจำนนและปฏิบัติตามในคำสั่งสอนของพระผู้เป็นเจ้าเพียงองค์เดียว

พื้นฐานของความเป็นเอกานุภาพนี้ อยู่ภายใต้ความเป็นเอกานุภาพในการกำหนดบทบัญญัติ และการปกครอง

และด้วยกับการมีความเชื่อในความเป็นเอกานุภาพในการปฏิบัติตาม จึงได้อนุญาตให้ปฏิบัติตามบรรดาผู้ที่พระเจ้าทรงแต่งตั้งได้

๔.และอีกประเภทหนึ่งของความเป็นเอกานุภาพในการปฏิบัติ ก็คือ ความเป็นเอกานุภาพในการให้ความรัก หมายถึง มนุษย์จะต้องให้ความรักต่อพระผู้เป็นเจ้าเพียงองค์เดียว และการมีความรักต่อสิ่งอื่น เนื่องจากว่า สิ่งนั้น เป็นสิ่งสร้างที่สวยงามของพระองค์

๕.พื้นฐานหนึ่งของความเป็นเอกานุภาพในการให้ความรัก คือ การมีคุณลักษณะที่สมบูรณ์แบบของพระเจ้า และไม่มีขอบเขตจำกัด เพราะว่าการให้ความรักที่แท้จริง จะเกิดขึ้นได้นั้นต้องเกิดจากการรู้จักในความสมบูรณ์ของสิ่งนั้น และในขณะที่พระเจ้า ทรงดำรงไว้ซึ่งความสมบูรณ์แบบที่สุด ดังนั้น พระองค์จึงควรค่าแก่การให้ความรัก และมนุษย์ทุกคนจะต้องมีความรักในพระองค์ด้วย

๖.ความหมายของความเป็นเอกานุภาพในการมอบหมายการงาน คือ การที่มนุษย์ต้องมอบหมายการงานของตนต่อพระผู้เป็นเจ้าเพียงองค์เดียว และด้วยกับความเป็นเอกานุภาพในการกระทำ และในการบริหาร และความเป็นเจ้าของอย่างแท้จริงได้กล่าวว่า จำเป็นอย่างยิ่งที่มนุษย์จะต้องมอบหมายการงานของตนต่อพระเจ้าเพียงองค์เดียวเท่านั้น


และการมีความเชื่อในความเป็นเอกานุภาพในการมอบหมาย ก็มิได้มีความหมายขัดแย้งกับการเพียรพยายามอุตสาหะ แต่มีข้อแม้ว่า สิ่งนั้นต้องถูกใช้เป็นสื่อของพระเจ้า เพื่อที่จะทำให้ความประสงค์ของพระองค์นั้นสัมฤทธิ์ผล และสิ่งนั้นก็มิได้มีความเป็นอิสระเสรีในตัวเอง

๗.นอกเหนือจากการรู้จักพระเจ้า ,ความเป็นเอกานุภาพของพระผู้เป็นเจ้าและความเป็นเอกานุภาพในการเคารพภักดี ทั้งหมดเป็นสัญชาตญาณดั้งเดิมของมนุษย์

เหตุผลของความเป็นสัญชาตญาณดั้งเดิมของความเป็นเอกานุภาพในทฤษฎีก็คือ เกิดจากการรับรู้โดยตรงของมนุษย์

กล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า การมีประสบการณ์ในการปฏิบัติของมนุษย์ เป็นหลักฐานยืนยันอย่างชัดเจนว่า ความเป็นเอกานุภาพในการปฏิบัตินั้น ก็เป็นสัญชาตญาณดั้งเดิมของมนุษย์ด้วยเช่นกัน

๘.อัล กุรอานและวจนะทั้งหลายได้กล่าวเน้นย้ำในความเป็นเอกานุภาพในการปฏิบัติ จะไม่ว่าในประเภทใดก็ตาม และยังได้เชิญชวนมนุษยชาติมาสู่การดำเนินชีวิตตามความเชื่อในความเป็นเอกานุภาพอีกด้วย


   บทที่ ๙

   พื้นฐานทางสติปัญญาของความเป็นเอกานุภาพในทัศนะอัลกุรอานและวจนะ

    อัลกุรอานได้อธิบายว่า ความเป็นเอกานุภาพ เกิดขึ้นจากพื้นฐานต่างๆที่มีความแตกต่างกัน ซึ่งในบางโองการได้กล่าวถึง การเคารพภักดีในพระผู้เป็นเจ้าองค์เดียวหรือความเป็นเอกานุภาพในการเคารพภักดีอยู่ควบคู่กับการรู้จักพระเจ้า ซึ่งเป็นสัญชาตญาณดั้งเดิมของมนุษย์ที่มีอยู่ในจิตใต้สำนึกของเขา นอกเหนือจากนี้ อัลกุรอานยังได้กล่าวในหลายโองการถึงเหตุผลทางสติปัญญาในการพิสูจน์ความเป็นเอกานุภาพของพระผู้เป็นเจ้า  ซึ่งจะมาอธิบายในโองการเหล่านี้ มีดังนี้

   อัล กุรอานกับความเป็นสัญชาตญาณดั้งเดิมของความเป็นเอกานุภาพของพระผู้เป็นเจ้า

    จากบทที่แล้วได้อธิบายถึง การรู้จักพระเจ้าว่า เป็นสัญชาตญาณดั้งเดิมของมนุษย์ที่เกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ เช่น การหลงใหลในโลกนี้ หรือการประสบพบกับปัญหาต่างๆ แต่สาเหตุที่แท้จริงก็คือ การมีอยู่ของมนุษย์ ดังนั้น แนวทางในการขจัดปัญหา ก็คือ การสำนึกในการมีอยู่ของพระเจ้า และการปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระองค์


ซึ่งในอัล กุรอานได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนถึงแนวทางในการขจัดปัญหาที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ ก็คือ การเชื่อในการมีอยู่ของพระเจ้า และการขอความช่วยเหลือจากพระองค์

อัล กุรอานกล่าวว่า 

 “จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ท่านได้เห็นพวกท่านแล้วมิใช่หรือ? หากการลงโทษนั้นหรือ ที่พวกท่านจะวิงวอนหากพวกเจ้าเป็นผู้พูดจริง”  

 “มิได้ เฉพาะพระองค์เท่านั้นที่พวกท่านจะวิงวอนขอ แล้วพระองค์ก็จะทรงปลดเปลื้องสิ่งที่พวกท่านวิงวอนให้ช่วยเหลือ หากพระองค์ทรงประสงค์ และพวกเจ้าก็จะลืมสิ่งที่พวกเจ้าให้มีภาคีขึ้น”

 (บทอัลอันอาม โองการที่ ๔๐-๔๑)

อัล กุรอานกล่าวว่า

 “ดังนั้นเมื่อพวกเขาขึ้นโดยสารบนเรือ พวกเขาวิงวอนต่ออัลลอฮ์เป็นผู้บริสุทธิ์ใจในการขอพรต่อพระองค์ ครั้นเมื่อพระองค์ทรงช่วยพวกเขาให้ขึ้นบก แล้วพวกเขาก็ตั้งภาคีต่อพระองค์”

(บทอัลอังกะบูต โองการที่ ๖๕)

จากโองการนี้แสดงให้เห็นว่า มนุษย์รู้จักพระเจ้าในยามที่ประสบกับปัญหาที่ไม่สามารถแก้เองได้ และด้วยกับความเป็นสัญชาตญาณดั้งเดิมที่มีอยู่ในตัวของเขาเขาจะนึกถึงพระองค์ในทันทีทันใด


และอัล กุรอานกล่าวว่า

 “และเมื่อทุกขภัยอันใดประสบแก่มนุษย์ พวกเขาก็วิงวอนขอต่อพระเจ้าของพวกเขา โดยเป็นผู้ผินหน้ากลับไปสู่พระองค์ ครั้นเมื่อพระองค์ได้ทรงให้พวกเขาลิ้มรสความเมตตาจากพระองค์ ณ บัดนั้นหมู่หนึ่งจากพวกเขาก็ตั้งภาคีต่อพระเจ้าของพวกเขา” (บทอัรรูม โองการที่ ๓๓)

โองการนี้ได้กล่าวถึง ชนกลุ่มหนึ่งมีความเชื่อในพระผู้เป็นเจ้าองค์เดียว ในยามที่ประสบกับปัญหา และหลังจากที่ได้รับการช่วยเหลือจากพระองค์แล้ว ความมืดมนได้เข้ามาครอบงำเขา และทำให้เขาลืมนึกถึงพระองค์ และได้ทำการตั้งภาคีต่อพระองค์

ในอัล กุรอาน บทอัลอะอ์รอฟ โองการที่ ๑๗๑-๑๗๒ ได้กล่าวถึงความเป็นสัญชาตญาณดั้งเดิมของมนุษย์ และความเป็นเอกานุภาพของพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งได้อธิบายไปแล้วในวิธีการทางสัญชาตญาณดั้งเดิมของมนุษย์ และวจนะหนึ่งจากท่านอิมามบากิร (ขอความสันติพึงมีแด่ท่าน) ได้กล่าวถึงการอธิบายในโองการนี้ไว้ว่า

 “หลังจากที่พระเจ้าได้แนะนำพระองค์ให้พวกเขา (มนุษย์ทั้งหลาย) ได้รู้จัก และแสดงตนให้รู้จัก และหากว่ามิได้เป็นเช่นนั้น ก็ไม่มีผู้ใดรู้จักถึงพระองค์”

(อุศูล อัลกาฟีย์ เล่มที่ ๒ วจนะที่ ๓ )


สัญชาตญาณดั้งเดิมของความเป็นเอกานุภาพในมุมมองของวจนะ

    นอกเหนือจากโองการของอัล กุรอานที่ได้กล่าวถึง สัญชาตญาณดั้งเดิมของความเป็นเอกานุภาพแล้ว ก็ยังมีวจนะก็ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ด้วยเช่นเดียวกัน

รายงานหนึ่งจากท่านฮิชาม บิน ซาลิม จากท่านอิมามซอดิก (ขอความสันติพึงมีแด่ท่าน) เขาได้ถามท่านอิมามเกี่ยวกับโองการที่ ๓๐ บทอัรรูม (โองการที่กล่าวว่า “สัญชาตญาณดั้งเดิมของพระเจ้าที่พระองค์ทรงประทานให้แด่มนุษย์”)  ความหมายของสัญชาตญาณดั้งเดิมในโองการนี้ มีความหมายว่าอย่างไร?

ท่าน อิมามได้ตอบเขาว่า

 “สัญชาตญาณดั้งเดิมในโองการนี้ คือ ความเป็นเอกะของพระผู้เป็นเจ้า”

(อัตเตาฮีด อัศศอดูก บาบที่ ๕๓ วจนะที่ ๑ )

จากวจนะนี้ แสดงให้เห็นว่า ความเป็นเอกะของพระผู้เป็นเจ้า และการเคารพภักดีต่อพระองค์เพียงองค์เดียว เป็นสัญชาตญาณดั้งเดิมของมนุษย์ ที่มีต่อการดำเนินชีวิตของเขา


 ดั่งที่ท่านอิมามได้กล่าวอีกว่า

“พระเจ้าได้สร้างมนุษย์บนพื้นฐานของความเป็นพระผู้เป็นเจ้า”

   เหตุผลทางสติปัญญาของอัลกุรอานในความเป็นเอกานุภาพของพระผู้เป็นเจ้า

    ได้กล่าวแล้วว่า โองการของอัล กุรอาน ที่กล่าวถึง ความเป็นเอกานุภาพ และได้มีเหตุผลในอัล กุรอานได้หลายประเภทด้วยกัน ซึ่งมีดังนี้

   ๑.ความสามัคคีของจักรวาลและความเป็นระบบระเบียบ บ่งบอกว่า เป็นสัญลักษณ์หนึ่งของความเป็นเอกานุภาพ

บางส่วนของโองการอัล กุรอานได้กล่าวถึง ความเป็นเอกานุภาพตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นระบบระเบียบของเอกภพ และอธิบายไปแล้วในบท ความเป็นเอกานุภาพในการบริหาร เกี่ยวกับการอธิบายโองการที่ ๒๒  บทอัลอัมบิยาอ์ การไม่ได้รับความเสียหายในเอกภพ แสดงให้เห็นว่า สัญลักษณ์หนึ่งของเอกานุภาพ ก็คือ ความเป็นระบบระเบียบ

และอีกโองการหนึ่งได้กล่าวเช่นกันว่า

“อัลลอฮ์มิได้ทรงตั้งผู้เป็นพระบุตรและไม่มีพระเจ้าอื่นใดคู่เคียงกับพระองค์ ถ้าเช่นนั้นพระเจ้าแต่ละองค์ก็จะเอาสิ่งที่ตนสร้างไปเสียหมด และแน่นอนพระเจ้าบางพระองค์ในหมู่พวกเขาก็จะมีอำนาจเหนือกว่าอีกบางองค์ มหาบริสุทธิ์ยิ่งแห่งอัลลอฮ์ ให้พ้นจากที่พวกเขากล่าวหา”

 (บทอัลมุมินูน โองการที่ ๙๑ )


จากโองการนี้แสดงให้เห็นว่า หากว่าในโลกนี้ มีพระเจ้าหลายองค์ จะเกิดความวิบัติมาสู่โลกอย่างแน่นอน เพราะว่า พระเจ้าที่ได้สมมุติขึ้นมานั้น มีอำนาจเหมือนกัน และสามารถสร้างสิ่งต่างๆได้ตามความปรารถนาของแต่ละองค์ อีกทั้งยังมีความสามารถที่แตกต่างกันในการปกครอง และการบริหาร ด้วยเหตุนี้ จะไม่เห็นความเป็นระบบระเบียบหลงเหลืออยู่  แต่ในความเป็นจริง โลกนี้นั้นมีความเป็นระบบระเบียบ ซึ่งก็บ่งบอกถึงการมีอยู่ของพระผู้เป็นเจ้าองค์เดียว

   ๒.เหตุผลของการชี้นำ(ฟัยฎ์และฮิดายะฮ์)

เป็นที่รู้กันดีว่า บรรดาศาสดาได้เชิญชวนมนุษย์ชาติไปสู่ความเป็นเอกานุภาพของพระผู้เป็นเจ้า และในคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายก็ได้กล่าวถึง ความเป็นเอกานุภาพ และในอัล กุรอาน ก็เช่นเดียวกัน ได้กล่าวถึงเหตุผลการพิสูจน์ในหลักการนี้ไว้อย่างชัดเจน 

การสมมุติฐานในข้อพิสูจน์นี้ ก็คือ ถ้าหากว่า โลกนี้มีพระเจ้าหลายองค์ จะต้องมีการแต่งตั้งศาสนทูต เพื่อที่จะแนะนำพระเจ้าในแต่ละองค์ และในขณะเดียวกัน โลกนี้ มีบรรดาศาสนทูต ที่พวกเขาได้เชิญชวนมวลมนุษยชาติมาสู่ความเป็นเอกานุภาพของพระผู้เป็นเจ้า

อัล กุรอานกล่าวว่า

 “และจงถามผู้ที่เราได้ส่งมาก่อนหน้าเจ้าจากบรรดาศาสนทูตทั้งหลาย เราได้แต่งตั้งพระเจ้าหลายองค์ นอกจากพระเจ้าองค์เดียวผู้ทรงกรุณาปราณีกระนั้นหรือ?” (บทอัซซุครุฟ โองการที่ ๔๕)

โองการนี้ได้กล่าวถึง คำถามที่ได้ถามกับบรรดาศาสนทูตถึง การเชิญชวนมาสู่การรู้จักในพระผู้เป็นเจ้าองค์เดียวหรือในพระเจ้าหลายองค์


สำหรับคำตอบก็คือ การเชิญชวนมาสู่พระผู้เป็นเจ้าเพียงองค์เดียวหรือความเป็นเอกานุภาพ ด้วยเหตุนี้ บรรดาศาสนทูตทั้งหลายจึงถูกแต่งตั้ง และเพื่อเชิญชวนมนุษยขาติให้รู้จักถึงพระองค์

นักอรรถาธิบายอัล กุรอานได้ให้ทัศนะที่มีความแตกต่างกันในการอธิบายความหมายของโองการนี้ว่า

บางคนกล่าวว่า เป็นคำถามที่ถามกับประชาชาติทั้งหลายในสมัยของท่านศาสดามุฮัมมัด

อีกทัศนะหนึ่งได้กล่าวว่า ความหมายของโองการนี้ คือ การย้อนกลับไปหายังพระมหาคัมภีร์ทั้งหลายของพระผู้เป็นเจ้า

และในอีกทัศนะหนึ่งก็กล่าวว่า โองการนี้ถูกประทานในค่ำคืนเมียะรอจ(การขึ้นสู่ฟากฟ้า)ของท่านศาสดามุฮัมมัด

ดังนั้น จุดประสงค์ของโองการนี้ คือ การเชิญชวนของบรรดาศาสดาทั้งหลายมาสู่การรู้จักในพระเจ้าองค์เดียว

อัล กุรอานกล่าวว่า

“จงกล่าวเถิด มุฮัมมัด พวกท่านไม่เห็นดอกหรือว่า สิ่งที่พวกท่านวิงวอนขอ นอกจากอัลลอฮ์พระเจ้าองค์เดียว และจงแสดงให้ข้าเห็นซิว่า พวกมันได้สร้างอะไรในหน้าแผ่นดิน หรือพวกมันมีส่วนร่วมในการสร้างชั้นฟ้าทั้งหลาย จงนำคัมภีร์ก่อนหน้านี้หรือร่องรอยจากความรู้(ที่เป็นหลักฐานยืนยันในการนี้) หากว่าพวกท่านเป็นผู้ซื่อสัตย์จริง”(บทอัลอะฮ์กอฟ โองการที่ ๔)

โองการนี้กล่าวที่ ประโยคที่ว่า “จงนำคัมภีร์”  ซึ่งบ่งบอกถึง ไม่มีคัมภีร์ใดที่เชิญชวนประชาชาติไปสู่การตั้งภาคี และบรรดาศาสดาทุกคนก็ได้เชิญชวนประชาชาติมาสู่ความเป็นเอกะของพระผู้เป็นเจ้า


 ดังนั้น ถ้าหากว่า ในโลกนี้ มีพระเจ้าหลายองค์ก็จะต้องส่งศาสดาของแต่ละองค์ลงมา และเชิญชวนประชาชาติให้รู้จักในแต่ละองค์ และจากช่วงแรกของโองการนี้ บ่งบอกถึง ความหมายของเหตุผลนี้ ก็คือ ถ้าหากว่า ในโลกนี้ มีพระเจ้าหลายองค์ พวกเขาจะต้องมีส่วนร่วมในการสร้างชั้นฟ้าและแผ่นดิน เพราะว่าสติปัญญาได้กล่าวว่า สิ่งที่ไม่มีส่วนร่วมในการสร้าง จึงไม่สมควรที่จะเคารพภักดีหรือเรียกสิ่งนั้นว่า เป็นพระเจ้า

กล่าวอีกนัยหนึ่งว่า พระเจ้าที่ไม่มีการสร้าง ไม่ถูกเรียกว่า เป็นพระเจ้า ในขณะเดียวกัน สิ่งที่พวกตั้งภาคีได้สร้างขึ้น พวกมันก็ไม่มีอำนาจในการสร้าง และก็ไม่เรียกสิ่งนั้นว่าเป็นพระเจ้าด้วย

ข้อพิสูจน์ของการชี้นำและการมีอยู่ ที่ได้รับจากวจนะของอิสลาม

ดั่งวจนะของท่านอิมามอะลี (ขอความสันติพึงมีแด่ท่าน)ได้กล่าวสั่งเสียแก่บุตรชายของท่านว่า

“โอ้ลูกรัก จงรู้เถิดว่า หากว่าพระผู้เป็นเจ้าของเจ้ามีหลายองค์ ก็จะต้องส่งบรรดาศาสดาลงมาแก่เจ้า และเจ้าก็จะเห็นในร่องรอยของการปกครองของพวกเขา และการกระทำ และคุณลักษณะของพวกเขา แต่ทว่า พระผู้เป็นเจ้ามีเพียงองค์เดียว”

(นะฮ์ญุลบะลาเฆาะฮ์ จดหมายที่ ๓๑)

จากคำกล่าวของท่านอิมามอะลี ที่กล่าวว่า “จะต้องส่งบรรดาศาสดาทั้งหลายมาแก่เจ้า” บ่งบอกถึง ข้อพิสูจน์ของการชี้นำ และประโยคที่กล่าวว่า “เจ้าจะเห็นร่องรอยของพวกเขา”  ก็บ่งบอกถึง ข้อพิสูจน์ของการมีอยู่ และในวจนะนี้ยังได้กล่าวถึง ความเป็นพระผู้เป็นเจ้า จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีร่องรอยการสร้างให้เห็นอย่างกระจ่างชัด และมีการส่งบรรดาศาสนทูต เพื่อที่จะเชิญชวนมนุษยชาติให้รู้จักถึงพระองค์


ถ้าในโลกนี้ มีพระเจ้าหลายองค์ ก็จะต้องส่งศาสนทูตของตนเองลงมา และมีร่องรอยในการสร้างให้เห็นเป็นที่ประจักษ์  และในขณะเดียวกัน โลกนี้มิได้มีสิ่งเหล่านี้ ดังนั้น ในโลกนี้ จึงมีเพียงพระผู้เป็นเจ้าองค์เดียวเท่านั้น

  สรุปสาระสำคัญ

๑.อัล กุรอานได้กล่าวว่า ความเป็นเอกานุภาพของพระผู้เป็นเจ้า และการเคารพภักดีในพระองค์ เป็นสัญชาตญาณดั้งเดิมของมนุษย์ และโองการอัล กุรอาน เป็นหลักฐานที่สำคัญของการให้เหตุผลทางสติปัญญาถึงการพิสูจน์ในความเป็นเอกานุภาพ

๒.บางส่วนของโองการอัล กุรอานได้กล่าวถึง ในยามที่มนุษย์ประสบกับปัญหาต่างๆที่ไม่สามารถแก้ด้วยตนเองได้ เขาก็จะนึกถึงพระผู้เป็นเจ้า เป็นอันดับแรก เพราะว่า การรู้จักพระองค์ เป็นสัญชาตญาณดั้งเดิมของเขา

๓.ความเป็นระบบระเบียบของเอกภพ เป็นเหตุผลหนึ่งของอัล กุรอานที่บ่งบอกว่า มีพระผู้เป็นเจ้าเพียงองค์เดียวเป็นผู้บริหาร เพราะว่า ถ้าหากว่า มีพระเจ้าหลายองค์ ก็จะต้องเห็นการบริหารของแต่ละองค์ และก็จะเห็นว่า โลกคงมีแต่ความวุ่นวาย

๔.ทัศนะของอัล กุรอานมีความเห็นว่า บรรดาศาสดาทุกคนได้เชิญชวนมนุษยชาติมาสู่การรู้จักพระผู้เป็นเจ้าองค์เดียว เพราะว่า ถ้าหากว่า ในโลกนี้ มีพระเจ้าหลายองค์ ก็จะต้องส่งศาสนทูตมาแต่ละองค์ เพื่อที่จะเชิญชวนให้รู้จักในพระเจ้าของพวกเขา และนี่คือความหมายของ ข้อพิสูจน์ของการชี้นำ

๕.ท่านอิมามอะลี ก็เช่นกันได้กล่าวในคำสั่งเสียให้บุตรชายของเขาว่า เป้าหมายของการเชิญชวนบรรดาศาสดาทุกคน ก็เพื่อให้มนุษย์มาสู่การรู้จักในพระผู้เป็นเจ้าองค์เดียว


   บทที่ ๑๐

   ความเป็นเอกานุภาพ และการตั้งภาคี (ชิรก์) ตอนที่ หนึ่ง

    คำสองคำที่มีความหมายแตกต่างกันคือ คำว่า ความเป็นเอกานุภาพและการตั้งภาคี (ชิรก์) ความเป็นเอกานุภาพ หมายถึง การมีความเชื่อในความเอกะและความเป็นหนึ่งเดียวของพระผู้เป็นเจ้า และการปฏิเสธการมีอยู่ของพระเจ้าหลายองค์

ส่วน การตั้งภาคี (ชิรก์) หมายถึง การมีความเชื่อในการมีอยู่ของพระเจ้าหลายองค์ และการปฏิเสธการมีอยู่ของพระเจ้าองค์เดียว  ด้วยเหตุนี้เอง การตั้งภาคีในเทววิทยาอิสลาม จึงถูกแบ่งออกเป็น ๒ ประเด็น ดังนี้

๑.การตั้งภาคี ที่เป็นศัพท์วิชาการทางศาสนาและใช้ในเทววิทยาอิสลาม เพราะฉะนั้น หน้าที่ของเทววิทยาอิสลามก็คือ การอธิบายในรายละเอียดของการตั้งภาคี และการสร้างความสัมพันธ์ให้เข้ากับหลักการอื่นของศาสนา

๒.จากความแตกต่างของทั้งสองคำ คือ คำว่าความเป็นเอกานุภาพ และการตั้งภาคี ดังนั้น การอธิบายในการจัดประเภทและกฏของการตั้งภาคี เพื่อที่จะมีความเข้าใจในความหมายของ ความเป็นเอกานุภาพ ได้มากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้น การรู้จักในสิ่งหนึ่งต้องรู้จักในความแตกต่างของสิ่งนั้น


 

   ประเภทของการตั้งภาคี

    การตั้งภาคี (ชิริก์) สามารถที่จะแบ่งออกเป็นหลาย ประเภท ดังนี้

๑.การตั้งภาคีในอาตมัน หมายถึง การมีความเชื่อว่า พระเจ้ามีรูปร่าง และมีหลายองค์ ดังนั้น ประเภทนี้  จึงแบ่งออกเป็น  ๒ ประเด็นด้วยกัน

(๑.)การมีความเชื่อว่า พระเจ้ามีรูปร่าง

(๒).การมีความเชื่อว่า พระเจ้ามีหลายองค์

   คำอธิบาย

การตั้งภาคีในอาตมัน เป็นประเด็นแรก หมายถึง การมีความเชื่อว่า พระเจ้ามีรูปร่าง ซี่งเป็นสาเหตุให้เกิดการตั้งภาคี และในบทความเป็นเอกานุภาพในอาตมันก็ได้กล่าวไปแล้ว ในการอธิบายความหมายของ การมีส่วนประกอบทางสติปัญญา และการมีความเชื่อว่า พระเจ้ามีองค์เดียวในความเชื่อของมนุษย์ ก็มีจำนวนน้อย แต่ในทางตรงกันข้าม การมีความเชื่อว่าพระเจ้ามีรูปร่างนั้น มีจำนวนมากกว่า (จะกล่าวรายละเอียดใน สาเหตุของการตั้งภาคี เป็นอันดับต่อไป )

สาเหตุหนึ่งของการตั้งภาคี คือ การหลงใหลในวัตถุของมนุษย์ โดยพวกวัตถุนิยมมีความเชื่อว่า พระเจ้าต้องมีรูปร่างที่เป็นวัตถุ ดังนั้น การมีความเชื่อเช่นนี้ จึงเป็นประเภทหนึ่งของการตั้งภาคีในอาตมัน และอิสลาม เรียกพวกนี้ว่า พวกมุญัซซะมะฮ์ หมายถึง พวกที่มีความเชื่อว่า พระเจ้ามีรูปร่างที่เป็นวัตถุ


ในความหมายที่สองของการตั้งภาคีในอาตมัน หมายถึง การมีความเชื่อในพระเจ้าหลายองค์ แต่การมีความเชื่อเช่นนี้ ไม่ถือว่าเป็นการตั้งภาคีในอาตมัน เพราะว่าในขณะเดียวกัน ที่มนุษย์คนหนึ่งได้ทำการเคารพบูชาในสิ่งต่างๆ โดยที่มีความคิดว่า สิ่งนั้นมิใช่เป็นพระเจ้า แต่สิ่งต่างๆเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยพระผู้เป็นเจ้า และการเคารพบูชาในสิ่งนั้น เพื่อเป็นสื่อกลางระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า หรือคิดว่าสิ่งนั้นเป็นบุตรของพระองค์ หรือเป็นผู้บริหารส่วนหนึ่งของโลก แม้ว่าการมีความเชื่อเช่นนี้ เป็นสาเหตุให้เกิดการตั้งภาคีในการบริหารก็ตาม แต่ไม่ได้มีผลกระทบในการตั้งภาคีในอาตมันเลย ดังนั้น จากความหมายนี้ นั่นก็คือ การมีความเชื่อในการมีอยู่ของพระเจ้าหลายองค์ที่มีความเป็นอิสระในตัวเอง กล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า ความหมายนี้ ในเชิงวิชาการด้านปรัชญา หมายถึง การมีความเชื่อในการมีอยู่ของหลายสิ่งที่จำเป็นที่ต้องมีอยู่ ในสภาพที่มิได้เป็นผลของสิ่งใดและก็มิได้เป็นสิ่งถูกสร้างของสิ่งใด

ดังนั้น การอธิบายข้างต้น แสดงเห็นได้ว่า การตั้งภาคีในอาตมันที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ มีจำนวนน้อยหรือน้อยมาก แต่ทว่าการตั้งภาคีที่เกิดขึ้นในมนุษย์ เกิดจากประเภทอื่นของการตั้งภาคี

๒.การตั้งภาคีในคุณลักษณะ หมายถึง การมีความเชื่อในการมีอยู่ของคุณลักษณะที่ไม่มีอยู่ในอาตมันของพระผู้เป็นเจ้า ประเด็นนี้ เป็นประเด็นในเชิงวิชาการด้านปรัชญา และเป็นข้อถกเถียงกันในหมู่ของนักปรัชญากับนักเทววิทยาอิสลาม และเช่นเดียวกัน การมีความเชื่อเช่นนี้ ก็เกิดขึ้นน้อยมากเหมือนกับการตั้งภาคีในอาตมัน


สำนักคิดอัชอะรีย์มีความเชื่อในการมีอยู่ของคุณลักษณะที่มิได้มีอยู่ในอาตมันของพระผู้เป็นเจ้า โดยพวกเขามีความเชื่อว่า คุณลักษณะทั้งเจ็ดประการของพระผู้เป็นเจ้าที่มิได้มีอยู่ในอาตมันของพระองค์ ซึ่งกล่าวได้ว่า พวกอัชอะรีย์มีความเชื่อในการตั้งภาคีในคุณลักษณะ และในบทต่อไปจะอธิบายว่า การตั้งภาคีประเภทนี้ มิได้เป็นสาเหตุให้มนุษย์ต้องตกศาสนา ถ้าหากว่ามิได้มีความเชื่อในการตั้งภาคีในอาตมันอยู่ก็ตาม

๓.การตั้งภาคีในการกระทำ หมายถึง มีความหมายตรงกันข้ามกับความเป็นเอกานุภาพในการกระทำ และมีประเภทที่เหมือนกันกับความเป็นเอกานุภาพในการกระทำ ก็คือ การตั้งภาคีในการสร้าง ,การตั้งภาคีในการเป็นผู้อภิบาล และการตั้งภาคีในการวางกฏระเบียบ

การตั้งภาคีในการสร้าง หมายถึง การมีความเชื่อในการมีอยู่ของพระเจ้าที่เป็นผู้สร้างหลายองค์ในสภาพที่ไม่มีองค์ใดมีชัยชนะเหนืออีกองค์อื่น ดั่งตัวอย่างเช่น การมีความเชื่อในผู้สร้างแห่งความดี และความชั่ว ด้วยกับการมีความเชื่อนี้ พระเจ้า เป็นผู้สร้างความดี  นั่นคือ พระเจ้าแห่งความดี ส่วนผู้ที่สร้างความชั่ว ก็คือ ซาตาน หรือ พระเจ้าแห่งความชั่ว ดังนั้น พระเจ้าแห่งความดี ทรงสร้างแต่ความดี ซึ่งมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับความชั่วและพระเจ้าแห่งความชั่วก็สร้างแต่ความชั่วและไม่เกี่ยวข้องกับความดี

การมีความเชื่อแบบนี้ได้เกิดขึ้น ในศาสนามานี และศาสนาโซโรเอสเตอร์ แต่ในศาสนาอิสลามก็มิได้ยอมรับการมีความเชื่อนี้ เพราะว่าอิสลามมีความเชื่อในความเป็นเอกะในการสร้าง กล่าวคือ การมีความเชื่อว่า พระผู้เป็นเจ้า เป็นผู้สร้างแต่เพียงผู้เดียว


การตั้งภาคีในการเป็นผู้อภิบาล ก็เป็นอีกประเภทหนึ่งของการตั้งภาคีในการกระทำ ที่ประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้อย่างชัดเจนว่า ได้เกิดขึ้นมากมายในหมู่กลุ่มชนและเผ่าพันธ์ของมนุษย์ และจากการตรวจสอบในความเชื่อที่เป็นการตั้งภาคี จะเห็นได้ว่า พวกเขามีความเชื่อในการเป็นผู้อภิบาลของพระเจ้าที่เป็นอิสระหลายองค์ ดั่งตัวอย่างเช่น การมีความเชื่อในการเป็นะผู้อภิบาลของลม ,ฝน ท้องฟ้า และต้นไม้ เป็นต้น

การตั้งภาคีในการวางกฏระเบียบ หมายถึง การยอมรับในการวางกฏระเบียบของสิ่งที่มิใช่พระผู้เป็นเจ้า และการปฏิบัติตามคำสอนที่มีความขัดแย้งกับคำสั่งสอนของพระองค์ ดังนั้น จะเห็นได้ว่า โดยส่วนมากการเกิดขึ้นของการตั้งภาคีประเภทนี้ มาจากสาเหตุของการหันเหออกจากศาสนาในหมู่กลุ่มชนที่ปฏิบัติตามศาสนา เช่น ในกลุ่มชนที่ปฏิบัติตามศาสนาคริสตร์ โดยมีความคิดเห็นว่า โป๋ปเป็นผู้ทรงสิทธิ์และบริสุทธิ์ในการวางกฏระเบียบในเรื่องของศาสนา โดยปราศจากความผิดบาปทั้งหลาย

   การตั้งภาคีในความเป็นพระเจ้าและการเคารพภักดี

    การตั้งภาคีในความเป็นพระเจ้า หมายถึง การมีความเชื่อในการเป็นพระเจ้าของสิ่งอื่นที่มิใช่เป็นพระผู้เป็นเจ้า และการเคารพภักดีและสักการะบูชาในสิ่งนั้น

 การตั้งภาคีในการเคารพภักดี หมายถึง การเคารพภักดีต่อสิ่งอื่นที่มิใช่เป็นพระเจ้า


ดังนั้น การตั้งภาคีทั้งสองประเภท จะอยู่คู่กันโดยไม่สามารถแยกออกจากกัน เพราะว่าบุคคลใดก็ตามที่มีความเชื่อในความเป็นพระเจ้าของสิ่งหนึ่ง ก็ย่อมจะต้องทำการเคารพภักดีและสักการะบูชาในสิ่งนั้นอย่างแน่นอน และในบางกรณี การตั้งภาคีทั้งสองนี้อยู่คู่กับการเป็นผู้อภิบาล เพราะว่า พื้นฐานหนึ่งทางสติปัญญาของการตั้งภาคีในความเป็นพระเจ้า คือ การตั้งภาคีในการเป็นผู้อภิบาล หมายความว่า เมื่อบุคคลใดก็ตามที่มีความเชื่อในการเป็นผู้อภิบาลของพระเจ้าหลายองค์ เขาก็จะต้องทำการเคารพภักดีในพระเจ้าเหล่านั้นด้วย

การตั้งภาคีในความเป็นพระเจ้า และการเคารพภักดี เกิดขึ้นในหมู่พวกตั้งภาคี ซึ่งมีด้วยกันหลายสภาพ

พวกตั้งภาคีกลุ่มหนึ่ง ได้บูชาเจว็ดที่ตนเองสร้างขึ้นมาจากหิน ส่วนอีกกลุ่มหนึ่ง ได้ทำการบูชาในดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาวนพเคราะห์ทั้งหลาย เพราะว่าพวกเขามีความเชื่อในความสูงส่งของมัน และยังมีอีกกลุ่มหนึ่งที่ทำการบูชาต่อธรรมชาติ และมีอีกบางกลุ่มที่ทำการบูชาต่อสิงสาราสัตว์ เพราะว่าพวกขาเชื่อในการมีพลังที่เหนือธรรมชาติที่ซ่อนอยู่ในสิ่งทั้งหลาย

ระดับขั้นของการตั้งภาคี

    การตั้งภาคีมีหลายระดับขั้น ด้วยกัน ในบางครั้ง เป็นระดับขั้นที่เปิดเผย และบางครั้ง เป็นระดับขั้นที่ซ่อนเร้นอยู่ในตัวของมนุษย์

การตั้งภาคีในการเคารพภักดี ในระดับขั้นที่เปิดเผย หมายถึง การประกอบพิธีกรรมใดๆก็ตาม เช่น การก้มกราบ การเชือดสัตว์พลี ต่อสิ่งหนึ่งโดยที่มีความเชื่อว่า สิ่งนั้นเป็นพระเจ้า


และยังมีระดับขั้นอื่นๆ ของการตั้งภาคีในการเคารพภักดี ซึ่งศาสนาอิสลามมีความเชื่อว่า การหลงใหลในโลก,ทรัพย์สมบัติ, ลาภยศถาบรรดาศักดิ์ และอารมณ์ใฝ่ต่ำของมนุษย์ ล้วนเป็นระดับขั้นของการตั้งภาคีในการเคารพภักดีทั้งสิ้น

อัล กุรอานได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนในเรื่องนี้ว่า บุคคลใดก็ตามที่ปฏิบัติตามอารมณ์ของตนเอง แน่นอนที่สุดเขาคือ ผู้ที่เคารพบูชาอารมณ์ของเขา

นี่คือ การตั้งภาคีในระดับขั้นที่ซ่อนเร้นอยู่ ดังนั้น การตั้งภาคีประเภทนี้ มิได้มีอยู่ในอิสลามเท่านั้น แต่ยังได้รวมถึงศาสนาอื่นอีกด้วย

การตั้งภาคีในการปฏิบัติตาม ในระดับขั้นที่ซ่อนเร้น เช่น การตั้งภาคีในการมอบหมาย หมายถึง การที่มนุษย์เชื่อในความเป็นอิสระของธรรมชาติโดยยึดถือเอาสิ่งนั้นเป็นที่พักพิงและมอบหมายการงานต่อสิ่งนั้น

การตั้งภาคีในการปฏิบัติตาม  หมายถึง การที่มนุษย์ยอมจำนนต่อผู้ที่ตั้งภาคีและปฏิบัติตามคำสั่งของเขา

การตั้งภาคีในการให้ความรัก หมายถึง การให้ความรักในสิ่งที่มิได้เป็นพระเจ้า

จะสรุปได้ว่า การตั้งภาคีมีด้วยกัน หลายระดับขั้น คือ ระดับขั้นที่เปิดเผย และที่ซ่อนเร้น ส่วนการตั้งภาคีในระดับขั้นที่ซ่อนเร้น ครอบคลุมในทุกศาสนา และกลุ่มชนที่มีการตั้งภาคีอีกด้วย


   ศัพท์วิชาการท้ายบท

การตั้งภาคี(ชิริก) : Polytheism

ชิริก ซาตีย์ หมายถึง การตั้งภาคีในอาตมัน

ชิริก ซิฟาตีย์ หมายถึง การตั้งภาคีในคุณลักษณะ

ชิริก อัฟอาลีย์ หมายถึง การตั้งภาคีในการกระทำ

ชิริก คอลิกียะฮ์ หมายถึง การตั้งภาคีในการสร้าง

ชิริก รุบูบียะฮ์ หมายถึง การตั้งภาคีในการเป็นะผู้อภิบาลและบริหารกิจการ

ชิริก ญะลีย์ หมายถึง การตั้งภาคีในรูปแบบที่เปิดเผย : Patent polytheism

ชิริก เคาะฟีย์ หมายถึง การตั้งภาคีในรูปแบบที่ซ่อนเร้น :

Hidden polytheism

   สรุปสาระสำคัญ

๑.ชิรก์(การตั้งภาคี)เหมือนกันกับความเป็นเอกานุภาพเป็นศัพท์วิชาการทางศาสนาและการอธิบายรายละเอียดของมัน เป็นหน้าที่ของเทววิทยาอิสลาม นอกเหนือจากนี้ ระหว่างคำสองคำคือ  การตั้งภาคีกับความเป็นเอกานุภาพมีความหมายที่แตกต่างกัน และมีความหมายที่ตรงกันข้าม เพราะสาเหตุนี้ การอธิบายในการตั้งภาคีช่วยทำให้เข้าใจในความเป็นเอกานุภาพได้มากยิ่งขึ้น

๒.การตั้งภาคีในอาตมัน ตรงกันข้ามกับความเป็นเอกานุภาพในอาตมัน หมายถึง การมีความเชื่อว่าพระเจ้ามีส่วนประกอบ มีรูปร่าง และหน้าตา และการมีความเชื่อว่า พระเจ้ามีหลายองค์


๓.การตั้งภาคีในคุณลักษณะ ตรงกันข้ามกับความเป็นเอกานุภาพในคุณลักษณะ หมายถึง การมีความเชื่อว่า พระผู้เป็นเจ้ามีคุณลักษณะที่แตกต่างไปจากอาตมันของพระองค์

๔.การตั้งภาคีในการกระทำ ก็ตรงกันข้ามกับความเป็นเอกานุภาพในการกระทำ ซึ่งถูกแบ่งออกด้วยกันหลายประเภท เช่น การตั้งภาคีในการสร้าง,การตั้งภาคีในการบริหาร และการตั้งภาคีในการกำหนดบทบัญญัติ

๕.การตั้งภาคีในความเป็นพระเจ้าและการตั้งภาคีในการเคารพภักดี เป็นการตั้งภาคีที่เป็นที่รู้จักกันดี เช่น การเคารพบูชารูปปั้น ดวงดาว ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ

๖.การตั้งภาคีในการเคารพภักดี นอกจากมีระดับขั้นที่เปิดเผยแล้ว ยังมีระดับขั้นที่ซ่อนเร้น เช่น การหลงใหลในโลก ,ตำแหน่งลาภยศ ทรัพย์สินเงินทอง และการบูชาอารมณ์ใฝ่ต่ำของมนุษย์


   บทที่ ๑๑

   ความเป็นเอกานุภาพของพระผู้เป็นเจ้า และการตั้งภาคี


ตอนที่ สอง

   ความเป็นเอกานุภาพ และการตั้งภาคีในประวัติศาสตร์

    มีคำถามหนึ่งเกิดขึ้นในเรื่องของความเป็นเอกานุภาพ และการตั้งภาคี โดยในช่วงแรกของประวัติศาสตร์ ได้บันทึกไว้ว่า เริ่มแรก มนุษย์มีความเชื่อในความเป็นเอกะของพระผู้เป็นเจ้า มาแต่ดั้งเดิม แล้วหลังจากนั้น ก็มีการตั้งภาคีเกิดขึ้นมาทีหลังใช่หรือไม่? หมายความว่า สาเหตุที่มนุษย์มีการตั้งภาคีต่อพระเจ้า ก็ด้วยกับการเจริญก้าวหน้าทางวิชาการ และความสมบูรณ์ของสติปัญญา หรือว่ายังมีสาเหตุอื่น ที่ทำให้มนุษย์มีความเชื่อในความเป็นเอกานุภาพได้หรือ? 

สำหรับคำตอบของคำถามนี้ นักวิชาการมีความคิดเห็นอยู่ สองทัศนะด้วยกัน  ดังนี้

๑.บางกลุ่มของนักวิชาการมีความเชื่อว่า ความเป็นเอกานุภาพมีมาแต่เดิม และเกิดขึ้นมาก่อนการตั้งภาคี

๒.ส่วนอีกกลุ่มหนึ่ง พวกมีความเชื่อในประเภทต่างๆของการตั้งภาคี และกล่าวว่า การตั้งภาคี เกิดขึ้นมาก่อนความเป็นเอกานุภาพ ด้วยกัยเหตุผลที่บันทึกในประวัติศาสตร์


สำหรับคำตอบที่ชัดเจนของคำถามนี้ ก็คือ เราต้องมาตรวจสอบและวิเคราะห์ใน ๒ วิธีการ ดังนี้

๑.วิธีการทางประวัติศาสตร์ เป็นหลักฐานยืนยันและอ้างอิง

๒.วิธีการทางเทววิทยาอิสลาม โดยการนำเอาเหตุและผลของศาสนามายืนยันและอ้างอิง

การวิเคราะห์ในวิธีการแรก กล่าวคือ วิธีการทางประวัติศาสตร์ มิได้ถือว่า เป็นประเด็นหลักของเทววิทยาอิสลาม และก็มิได้มีหน้าที่ในการอธิบายวิธีการนี้ เแต่สามารถที่จะศึกษาและวิเคราะห์ในประเด็นต่างๆของประวัติศาสตร์ในการมีมาของศาสนาและยังใช้เป็นประเด็นที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์โดยทั่วไป ส่วนวิธีการทางเทววิทยาอิสลาม คือ วิธีการที่เกิดจากการวิเคราะห์และตรวจสอบในเทววิทยาอิสลาม และได้ข้อสรุปว่า ศาสนาอิสลามได้ยอมรับในทัศนะแรกที่กล่าวว่า ความเป็นเอกานุภาพมีมาแต่เดิม และเกิดขึ้นมาก่อนการตั้งภาคี ซึ่งในประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้อย่างชัดเจน และทัศนะนี้ยังได้กล่าวว่า ประวัติศาสตร์ของการกำเนิดมนุษย์นั้น เกิดขึ้นมาพร้อมกับความเป็นเอกะของพระผู้เป็นเจ้า แต่หลังจากนั้น ด้วยกับการหันเหทางความคิดของมนุษย์ จึงเป็นบ่อเกิดให้มนุษย์มีการตั้งภาคี และออกห่างจากความเป็นเอกะของพระองค์


ตัวอย่างที่ชัดเจนในเรื่องนี้ ก็คือ สิ่งถูกสร้างชิ้นแรกของพระเจ้าในโลกที่เรียกกันว่า มนุษย์ นั่นคือ ศาสดาอาดัม และเมื่อพระเจ้าได้สร้างเขาให้เป็นมนุษย์คนแรกของโลกในหน้าแผ่นดิน และได้แต่งตั้งให้เป็นศาสนทูตเพื่อเชิญชวนมนุษย์ชาติมาสู่ความเป็นเอกะของพระองค์ ดังนั้น ความเชื่อในความเป็นเอกะได้เกิดขึ้นมาพร้อมกับการถือกำเนิดของมนุษย์คนแรก แต่ทว่าหลังจากการจากไปของศาสดาอาดัม มนุษย์ทั้งหลาย เนื่องด้วยเหตุผลทางสังคม และการเกิดปัญหาภายใน จึงเป็นสาเหตุทำให้พวกเขาออกห่างจากความเป็นเอกะ และได้ยึดถือเอาสิ่งอื่นมาเป็นพระผู้เป็นเจ้า และมีการตั้งภาคีเกิดขึ้น จนกระทั่งในปัจจุบันก็มีการตั้งภาคีเกิดขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน และเหตุผลของการแต่งตั้งบรรดาศาสดาก็เพราะเรื่องนี้นั่นเอง กล่าวคือ การต่อสู้กับการตั้งภาคีทั้งหลายและการเชิญชวนมนุษย์มาสู่ความเป็นเอกะ ถือว่าเป็นเป้าหมายที่สำคัญของบรรดาศาสดา และในปัจจุบัน อิสลามซึ่ง เป็นศาสนาสุดท้าย ก็ได้รับเอาอุดมการณ์นี้ไว้ด้วยเช่นกัน อีกทั้งอัลกุรอาน เป็นคัมภีร์อันสุดท้ายได้กล่าวอธิบายในรายละเอียดของความเป็นเอกานุภาพ ไม่ว่าในทฤษฎีหรือในการปฏิบัติ และนี่คือ ความหมายในประวัติศาสตร์ของ ความเป็นเอกานุภาพและการตั้งภาคี

กล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า การยืนยันว่าความเป็นเอกานุภาพเกิดขึ้นมาก่อนการตั้งภาคี ด้วยกับเหตุผลความเป็นสัญชาตญาณดั้งเดิมของมนุษย์ในการรู้จักถึงพระเจ้า ซึ่งการอธิบายเหตุผลนี้ได้กล่าวไปแล้ว แสดงว่า ทัศนะนี้มีความถูกต้อง และไม่สามารถกล่าวว่า ในระยะแรก มนุษย์เป็นผู้ตั้งภาคี หลังจากนั้น จะด้วยกับเหตุผลใดก็ตาม จึงทำให้เขามีความเชื่อในความเป็นเอกะ เช่น การพัฒนาการและการเจริญก้าวหน้าทางสติปัญญา เป็นต้น


 ดังนั้น ความคิดในความเป็นเอกานุภาพ ก็เข้ามามีบทบาทในการดำเนินชีวิตของเขา ซึ่งความคิดนี้ ถือว่าไม่ถูกต้อง และมีความขัดแย้งกับความเป็นสัญชาตญาณดั้งเดิมในความเชื่อของมนุษย์

ด้วยเหตุนี้ ความเป็นสัญชาตญาณดั้งเดิมในความเป็นเอกานุภาพ ก็คือ การมีความเชื่อในความเป็นเอกานุภาพมิได้มีขอบเขตจำกัดเฉพาะในประวัติศาสตร์ของมนุษย์เท่านั้น ซึ่งในทัศนะของประวัติศาสตร์กล่าวว่า ความเป็นเอกานุภาพเกิดขึ้นมาก่อนการตั้งภาคี

คำถามหนึ่งที่เกี่ยวกับความเป็นเอกานุภาพและการตั้งภาคีในประวัติศาสตร์ ก็คือว่า นักโบราณคดีได้กล่าวว่า ก่อนที่มนุษยชาติจะมีความเชื่อในหลักความเป็นเอกานุภาพ ได้ค้นพบว่า พวกเขาเหล่านั้น มีความเชื่อในการตั้งภาคี ที่เห็นจากรูปปั้นของเจว็ดทั้งหลาย และภาพเขียนต่างๆ บ่งบอกถึง มีกลุ่มชนที่มีการตั้งภาคีต่อพระเจ้า  ในขณะเดียวกัน การค้นพบในความเชื่อในความเป็นเอกะนั้น มีจำนวนน้อยมาก แล้วจะกล่าวได้ว่า มีแต่ดั้งเดิมว่า มนุษย์เป็นผู้มีภาคี และการมีความเชื่อในความเป็นเอกะได้เกิดขึ้น หลังจากที่มีการตั้งภาคีใช่หรือไม่?

สำหรับคำตอบของคำถามนี้ เราต้องมาดูในความแตกต่างของการใช้ชีวิตของพวกตั้งภาคี กับมนุษย์ที่มีความเชื่อในความเป็นเอกานุภาพ

การตั้งภาคีมีความสัมพันธ์กับวัตถุและสิ่งที่เป็นวัตถุ ซึ่งจะเห็นได้ว่า ส่วนมากของการบูชาเทวรูป ล้วนเป็นสิ่งที่เป็นวัตถุทั้งสิ้น เช่น การปั้นเทวรูปจากหิน และไม้  เป็นต้น


ส่วนการใช้ชีวิตของมนุษย์ที่มีความเชื่อในความเป็นเอกะของพระผู้เป็นเจ้านั้น มิได้ยุ่งเกี่ยวกับสิ่งที่เป็นวัตถุ แต่การใช้ชีวิตของเขาเต็มไปด้วยกับสิ่งที่ไม่สามารถสัมผัสได้ และเขาได้ทำการเคารพภักดีต่อพระเป็นเจ้าเพียงองค์เดียว ดังนั้น ไม่อาจจะกล่าวว่า การค้นพบของนักโบราณคดี บ่งบอกถึง ความเชื่อในความเป็นเอกะของพระผู้เป็นเจ้านั้น มิได้มีอยู่ในมนุษย์ทั้งหลายนอกเหนือจาก เหตุผลทางประวัติศาสตร์ ยังมีเหตุผลทางศาสนาที่ได้กล่าวว่า ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติได้บันทึกไว้ว่า จำนวนของพวกตั้งภาคีนั้น มีมากกว่ามนุษย์ที่มีความเชื่อในความเป็นเอกานุภาพ เพราะว่า พวกตั้งภาคีมิได้ยอมรับคำเชิญชวนของบรรดาศาสดา

อัล กุรอานกล่าวว่า เป้าหมายของบรรดาศาสดา คือ การเชิญชวนมาสู่ความเป็นเอกะของพระผู้เป็นเจ้า

“และแน่นอนที่สุด เราได้แต่งตั้งบรรดาศาสนทูตทั้งหลายในทุกประชาชาติ เพื่อเชิญชวนมาสู่การเคารพภักดีต่อพระเจ้าองค์เดียว” (บทอัลนะหฺลฺ โองการที่ ๓๖)

ในอีกโองการหนึ่งกล่าวว่า การเย้ยหยันต่อบรรดาศาสดาจากประชาชาติของพวกเขา

“ ไม่มีศาสนทูตใดมายังพวกเขา เว้นแต่พวกเขาจะต้องเย้ยหยัน”

(บทอัลฮิจร์ โองการที่ ๑๑ และบทยาซีน โองการที่ ๓๐)

จากโองการทั้งหลายของอัล กุรอาน แสดงให้เห็นว่า จำนวนของพวกตั้งภาคีนั้น มีมากกว่าผู้ที่ศรัทธาในความเป็นเอกานุภาพ ไม่ได้หมายความว่า การตั้งภาคีนั้นมีมาก่อนความเป็นเอกานุภาพ และก็มิได้มีความขัดแย้งกับความเป็นสัญชาตญาณดั้งเดิมของความเป็นเอกานุภาพ


   สาเหตุและองค์ประกอบที่ทำให้มนุษย์มีการตั้งภาคี

    ได้กล่าวแล้วว่า ความเชื่อในความเป็นเอกานุภาพได้ผสมผสานกับความเป็นสัญชาตญาณดั้งเดิมของมนุษย์

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ประวัติศาสตร์ของมนุษย์เริ่มต้นมาพร้อมกับความเชื่อในความเป็นเอกานุภาพ

ซึ่งมีคำถามเกิดขึ้นว่า แล้วอะไรเป็นสาเหตุ ให้มนุษย์ได้ออกห่างจากความเป็นสัญขาตญาณดั้งเดิมและไปสู่การตั้งภาคี?

สำหรับคำตอบ ก็คือ สาเหตุที่สำคัญของการมีภาคีต่อพระเจ้า มีดังนี้

๑.มนุษย์ประกอบด้วยกับ สอง องค์ประกอบ คือ วัตถุ และจิตวิญญาณ ในสภาพเช่นนี้ การถือกำเนิดของเขาในโลกแห่งวัตถุและด้วยกับการคุ้นเคยในสิ่งที่เป็นวัตถุ จึงเป็นสาเหตุทำให้เขามีความผูกพันธ์กับสิ่งที่เป็นวัตถุ และทำให้เขาลืมนึกถึงสิ่งที่มิได้เป็นวัตถุ

ด้วยเหตุนี้ สาเหตุที่ทำให้เขามีความรู้สึกว่า ต้องเคารพภักดีต่อพระเจ้าที่สามารถสัมผัสได้ ซึ่งเห็นได้ว่า ในระยะแรก พวกเขาได้ปั้นก้อนหิน และก้อนดิน หลังจากนั้น ก็ปั้นเป็นเจว็ด และนำเอาไปเคารพสักการะบูชา

กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ สาเหตุของการตั้งภาคีของมนุษย์ เพราะว่า สัญชาตญาณดั้งเดิมที่มีอยู่ในการเคารพภักดี และด้วยความเคยชินและมีความผูกพันธ์กับสิ่งที่เป็นวัตถุ ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้เขาได้เคารพบูชาในสิ่งที่เป็นวัตถุ


๒.อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มีการตั้งภาคีเกิดขึ้น การเกิดปรากฏการณ์ทางธรรมชาติมากมายในโลก เมื่อมนุษย์ได้ลืมตามาดูโลก สิ่งที่เขามองเห็น เช่น ภูเขา ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาวนพเคราะห์ ต้นไม้ สิงสาราสัตว์ และสิ่งอื่น โดยพวกเขาก็คิดว่า สิ่งต่างเหล่านั้น เป็นพระเจ้า

ในบางครั้งได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของปรากฏการณ์ทั้งหลาย จึงเป็นสาเหตุให้บางกลุ่มชนมีความเชื่อว่า บางปรากฏการณ์เป็นผู้สร้างและบริหารการงานอยู่เหนือการสร้างของผู้สร้างอื่น เช่น พวกเขาคิดว่า พระเจ้าแห่งฝนกับพระเจ้าแห่งพายุมีความแตกต่างกัน และพระเจ้าทั้งสองมีความแตกต่างกับพระเจ้าแห่งทะเล ดังนั้น ความเชื่อในพระเจ้าแห่งความดีและความชั่ว ก็มาจากความเชื่อนี้

๓.ความไม่รู้ในแก่นแท้ของสิ่งที่เป็นวัตถุและความสัมพันธ์ทางธรรมชาติของมัน เป็นสาเหตุให้เกิดการตั้งภาคี

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ ความเชื่อของกลุ่มชนโบราณในการบูชาดวงดาว ในขณะที่เวลานั้นยังไม่มีการพัฒนาการทางดาราศาสตร์และวิทยาศาสตร์ โดยพวกเขามีความเชื่อว่า การเกิดขึ้นของดวงดาวส่งผลกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ และมีผลต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์ เช่น พวกเขาเห็นว่า แสงจากดวงอาทิตย์มีผลต่อการเจริญเติบโตของต้นไม้ ความร้อนของดวงอาทิตย์เป็นสิ่งที่ต้นไม้ต้องการ และด้วยสาเหตุของการไม่เข้าใจในความสัมพันธ์ของปรากฏการณ์ทั้งหลายและแก่นแท้ของดาวนพเคราะห์


 จึงเป็นสาเหตุให้คิดว่า ดาวนพเคราะห์เป็นพระเจ้าผู้บริหารต่อปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ด้วยเหตุนี้ จึงต้องทำการเคารพภักดีหรือในยามที่จำเป็นต้องเชือดสัตว์พลีให้แก่พระเจ้าผู้บริหาร เพื่อที่จะทำให้อำนาจมาสู่โลกแห่งธรรมชาติ

๔. การเข้าใจผิดพลาดในความสัมพันธ์ของมนุษย์กับพระเจ้า ด้วยกับธรรมชาติดั้งเดิมของมนุษย์ในการเคารพภักดีต่อพระเจ้าผู้ทรงสูงส่งที่ไม่ได้เป็นวัตถุ ด้วยเหตุนี้ บางกลุ่มชนมีความคิดว่า ในขณะที่ไม่อาจสัมผัสกับพระเจ้าหรือมองเห็นได้ เราไม่สามารถที่จะสร้างความสัมพันธ์กับพระองค์ อีกนัยหนึ่งกล่าวได้ว่า มนุษย์มีความต้องการที่จะติดต่อกับพระเจ้าบอกกับพระองค์ในสิ่งที่กระทำผิด ทำให้ความกริ้วโกรธของพระองค์เป็นความพึงพอพระทัย และด้วยกับไม่รู้จักในแนวทางในการติดต่อสื่อสารกับพระองค์ เขาได้สร้างสื่อเพื่อใช้ในการสื่อสารระหว่างเขากับพระองค์ สิ่งที่มีความสัมพันธ์กับมนุษย์และพระเจ้า เพื่อเป็นสื่อกลางในการสื่อสารกับพระองค์และเคารพภักดี

๕.อีกเหตุผลหนึ่งทางสังคม คือ การคุ้มครองผู้ที่ตั้งภาคีของมหาอำนาจและเหล่าผู้ปกครองที่ต้องการขยายขอบเขตอาณาจักรการปกครองของตน ในอีกมุมหนึ่ง คำสั่งสอนที่มาจากพระเจ้าองค์เดียว

ถ้าหากว่ามีผลต่อสังคมทั้งการกระทำส่วนบุคคลและส่วนรวม จะเห็นได้ว่า เป็นอันตรายที่ยิ่งใหญ่ ถ้าหากว่ามีการปกครองตามความเป็นเอกานุภาพจะไม่มีการศิโรราบต่อซาตานมารร้ายอย่างแน่นอน ดั่งในอัลกุรอานได้กล่าวว่า ในบทอัลนะห์ลิ โองการที่

“แน่นอนที่สุด เราได้ส่งศาสนทูตมาทุกประชาชาติ เพื่อที่จะให้ทำการเคารพภักดีต่ออัลลอฮ์ และออกห่างจากซาตานมารร้าย”


ด้วยเหตุนี้ เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่หวังในตำแหน่งหน้าที่ และเช่นกันบรรดาผู้ปกครองทั้งหลายเพื่อที่ต้องการให้ผู้อื่นอยู่ในการปกครองของตน ยอมแม้กระทั่งสถาปนาตนเองเป็นพระเจ้า ดั่งในประวัติศาสตร์ได้บันทืกไว้ชัดเจน

   การตั้งภาคีกับความบาป

    การอธิบายในรายละเอียดทั้งหมดของผลกระทบการตั้งภาคีที่มีต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์ ต้องอาศัยเวลานานในการอธิบาย แต่จะกล่าวว่า จุดกำเนิดของบาปทั้งหลายมาจากการตั้งภาคีต่อพระเจ้า

ดังนั้น ความบาป มีความหมายว่า การที่มนุษย์ได้ปฏิบัติคำสั่งสอนของสิ่งที่ไม่ได้เป็นพระเจ้า และคำสั่งสอนเหล่านั้นไม่ตรงกันกับจุดประสงค์ของพระองค์ สิ่งดังกล่าวอาจจะเป็นซาตานมารร้าย ,อารมณ์ของมนุษย์หรือแม้แต่ตัวของมนุษย์ด้วยกันเอง เพราะฉะนั้น ความหมายที่แท้จริงของความบาป คือ การไม่ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระเจ้า ในขณะที่ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของสิ่งที่ไม่ได้มีความเป็นพระเจ้า ด้วยเหตุนี้ จะเห็นได้ว่า รากฐานของความบาปทั้งหลายมีที่มาจากการตั้งภาคีในการปฏิบัติตาม ดังนั้น บุคคลใดก็ตามที่ปฏิบัติตามความเป็นเอกานุภาพและคำสั่งสอนของพระเจ้าองค์เดียว เขาจะไม่เป็นผู้ที่ทำบาปเลย ดั่งที่ได้กล่าวไปแล้วว่า การตั้งภาคีเป็นบ่อเกิดของความบาปทั้งหลาย ซึ่งตรงกันข้ามกับความเป็นเอกานุภาพเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์ออกห่างจากความบาปไปสู่การรู้จักพระเจ้า


ท่านอัลลามะ ตอบาตอบาอี ได้อธิบายว่า “รากฐานของการปฏิเสธทั้งหลายก็มาจากการตั้งภาคี ดังนั้น มนุษย์คนใดที่ปฏิเสธการมีอยู่ของพระเจ้าผู้ทรงสร้างชั้นฟ้าและแผ่นดิน แน่นอนที่สุด เขาคือ ผู้ตั้งภาคีต่อพระองค์ เพราะว่าธรรมชาติดั้งเดิมของมนุษย์ได้ยอมรับในการมีอยู่ของพระเจ้า ดังนั้น การปฏิเสธการมีอยู่ของพระองค์คือ การตั้งภาคีในความเป็นพระเจ้า และในการสร้าง” 

[๑] (อัลมีซาน เล่มที่ ๑๓ หน้าที่ ๗๙)

   สรุปสาระสำคัญ

๑.ทัศนะของเทววิทยาอิสลามกล่าวว่า ประวัติศาสตร์ของมนุษย์มาพร้อมกับความเป็นเอกานุภาพแต่หลังจากนั้นความเชื่อการตั้งภาคีก็เข้ามามีบทบาทต่อการดำเนินชีวิตของเขา ตัวอย่างที่ชัดเจน ศาสดาอาดัม เป็นมนุษย์คนแรกในหน้าแผ่นดิน และเป็นผู้ที่มีความเชื่อในความเป็นเอกานุภาพแสดงให้เห็นถึง ความเป็นเอกานุภาพเกิดขึ้นก่อนการตั้งภาคี

๒.ความเป็นเอกานุภาพและการเคารพภักดีต่อพระเจ้าองค์เดียว มีความแตกต่างกับการตั้งภาคีและการบูชาเจว็ด และการค้นพบของนักโบราณคดีบ่งบอกถึง การมีความเชื่อในการตั้งภาคีในกลุ่มชนก่อนหน้านี้

๓.การมีความรักและผูกพันธ์ของมนุษย์ในโลกธรรมชาติ คือ สาเหตุหนึ่งของการตั้งภาคีต่อพระเจ้า เพราะว่า เขาต้องการเคารพภักดีต่อสิ่งที่สัมผัสได้เท่านั้น


๔.การเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติก็มีผลต่อการตั้งภาคีเช่นกัน มนุษย์กลุ่มหนึ่งเมื่อได้เห็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ทำให้คิดว่า สิ่งนั้นเป็นพระเจ้ามีอำนาจสูงสุด

๕.การไม่รู้ในแก่นแท้ของปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ เป็นสาเหตุให้มีการตั้งภาคี ตัวอย่างเช่น การไม่รู้ของกลุ่มชนหนึ่งในความเป็นจริงของหมู่ดาวนพเคราะห์และความสัมพันธ์ของมันต่อโลก จึงเป็นเหตุให้คิดว่า ดวงอาทิตย์ ,ดวงจันทร์และดวงดาวทั้งหลายมีความเป็นพระเจ้า

๖.การเข้าใจที่ผิดพลาดระหว่างความสัมพันธ์ของมนุษย์กับพระเจ้า เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการตั้งภาคี มนุษย์บางกลุ่มคิดว่า เขาไม่มีความสามารถที่จะสัมผัสหรือมองเห็นพระเจ้า ดังนั้น เขาได้สร้างสื่อกลางเพื่อใช้ในการสื่อสารกับพระองค์ และด้วยกับความคิดที่ผิดพลาดของเขา ทำให้คิดว่า สิ่งเหล่านั้นเป็นพระเจ้าอย่างแท้จริง

๗.การมีความเชื่อในการตั้งภาคี เป็นเป้าหมายหนึ่งของผู้ปกครองที่อธรรม พวกเขาคุ้มครองต่อผู้ที่มีการตั้งภาคี เพื่อที่จะให้อำนาจของเขามีตลอดไป

๘.ความหมายที่แท้จริงของ ความบาป คือ การไม่ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระเจ้า แต่เป็นการปฏิบัติตามคำสั่งสอนของซาตานมารร้าย ,อารมณ์ของมนุษย์,และการปฏิบัติตามคำสั่งสอนของมนุษย์ด้วยกัน ดังนั้น การตั้งภาคีเป็น รากฐานของความบาปทั้งหลาย


   บทที่ ๑๒

   การตั้งภาคีในทัศนะอัล กุรอานและวจนะ

    อัล กุรอานได้กล่าวถึงหลักเตาฮีด และการตั้งภาคีไว้อย่างชัดเจน และกล่าวว่า การตั้งภาคี ถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง

ซึ่งจะขอกล่าวถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดการตั้งภาคีในมุมมองของอัล กุรอานและวจนะของอิสลาม ซึ่งมีดังต่อไปนี้

๑.การปฏิเสธการมีอยู่ของการตั้งภาคีในทุกประเภท

อัล กุรอานได้ปฏิเสธการมีอยู่ของการตั้งภาคีในทุกประเภทอย่างชัดเจน

 “โอ้มุฮัมมัด จงกล่าวเถิดว่า แท้จริงการนมาซของฉันและการอิบาดะฮ์ของฉันและการมีชีวิตของฉันและการตายของฉัน เพื่ออัลลอฮ์ พระผู้อภิบาลแห่งสากลจักวาล”

“ไม่มีการตั้งภาคีใดแด่พระองค์และด้วยกับสิ่งนั้น ข้าพระองค์ถูกรับสั่ง และข้าพระองค์เป็นคนแรกในหมู่ผู้สวามิภักดิ์ทั้งหลาย” (บทอัลอันอาม โองการที่ ๑๖๒-๑๖๓)

จากโองการนี้ แสดงให้เห็นว่า ท่านศาสดามุฮัมมัดได้ถูกสั่งให้มีความบริสุทธิ์ใจต่อพระเจ้า และประกาศว่า ไม่มีการตั้งภาคีใดแด่พระองค์ ด้วยคำว่า ไม่มีการตั้งภาคีใดต่อพระองค์ บ่งบอกถึง การปฏิเสธการตั้งภาคีในทุกประเภท ไม่ว่า การตั้งภาคีในอาตมัน ,การกระทำ และในการเคารพภักดี

และยังมีอีกหลายโองการที่กล่าวถึง การปฏิเสธการตั้งภาคีทุกประเภท เช่น

 “และจงกล่าวเถิด มุฮัมมัด การสรรเสริญทั้งมวลเป็นสิทธิของอัลลอฮ์ ผู้ซึ่งไม่มีบุตรและไม่มีภาคีใดในการมีอำนาจร่วมกับพระองค์” (บทอัลอิสรออ์ โองการที่ ๑๑๑ )


๒.การตั้งภาคีเป็นความเชื่อที่ไม่มีมูลสารและรากฐาน  ในทัศนะของอัล กุรอานได้กล่าวถึง การตั้งภาคีว่า เป็นความเชื่อที่ไม่มีรากฐาน ซึ่งมีโองการต่างมากมายที่กล่าวถึง ดังตัวอย่าง

“เราจะใส่ความกลัวเข้าไปในหัวใจของบรรดาผู้ปฏิเสธความศรัทธา เนื่องจากที่พวกเขาได้มีภาคีต่ออัลลอฮ์ ซึ่งสิ่งที่พระองค์ไม่ได้ประทานหลักฐานใดๆมายืนยัน” (บทอาลิอิมรอน โองการที่ ๑๕๑ )

 “และพวกเขาทำการเคารพภักดีสิ่งอื่นที่ไม่ใช่อัลลอฮ์ ซึ่งพระองค์มิได้ประทานให้เป็นหลักฐาน”

(บทอัลฮัจญ์ โองการที่ ๗๑)

๓.การตั้งภาคีเป็นบาปใหญ่ที่อภัยให้ไม่ได้

บางโองการของอัล กุรอานได้กล่าวถึง การตั้งภาคี เป็นบาปหนึ่งที่ไม่สามารถอภัยโทษให้ได้ เช่น

 “แท้จริงอัลลอฮ์ จะไม่ทรงอภัยโทษต่อผู้ที่ตั้งภาคีแด่พระองค์ และพระองค์ทรงอภัยโทษจากสิ่งอื่น ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และบุคคลใดก็ตามที่มีการตั้งภาคีแด่พระองค์ แน่นอนที่สุด เขาได้กระทำบาปอันยิ่งใหญ่”

(บทอันนิซาอ์ โองการที่ ๔๘ )

จากโองการนี้แสดงให้เห็นว่า การตั้งภาคี เป็นบาปอันหนึ่ง เมื่อได้เปรียบเทียบกับบาปอื่น จะเห็นได้ว่า การตั้งภาคีมีน้ำหนักมากกว่าบาปอื่นเสียอีก

๔.ผลตอบแทนของการตั้งภาคี

อัล กุรอานได้กล่าวอย่างชัดเจนถึง ผู้ที่มีการตั้งภาคีและได้เตือนพวกเขาในการได้รับผลตอบแทนจากการมีภาคีต่อพระเจ้า


ผลตอบแทนหนึ่งของการมีภาคี คือ การทำลายความดีที่ได้กระทำ ดังนั้น คนใดก็ตามที่ตลอดชีวิตของเขา ทำการเคารพภักดีต่อพระเจ้า และกระทำความดีมาโดยตลอด แต่ในบั้นปลายของเขา เป็นหนึ่งในผู้มีภาคีต่อพระเจ้า แน่นอนที่สุด การกระทำที่เขาทำมาโดยตลอด จะถูกขจัดออกไปจากเขา

“และแน่นอน ได้มีการวิวรณ์มายังเจ้า(มุฮัมมัด)และมายังศาสดาก่อนหน้าเจ้าว่า หากเจ้าได้ตั้งภาคี การงานของเจ้าก็จะไม่มีผลและเจ้าจะอยู่ในหมู่ผู้ที่ขาดทุน”(บทอัซซุมัร โองการที่  ๖๕)

 “ผู้ใดที่มีภาคีต่ออัลลอฮ์ พระองค์จะทรงให้สวรรค์เป็นที่ต้องห้ามแก่เขา และที่พำนักของเขา คือ นรก และสำหรับผู้ที่อธรรมนั้น ย่อมไม่มีผู้ที่ช่วยเหลือเขา” ( บทอัลมาอิดะฮ์ โองการที่ ๗๒ )

สาเหตุที่ทำให้มีการตั้งภาคีในทัศนะของอัล กุรอาน

    ได้กล่าวแล้วว่า ความเป็นเอกานุภาพของพระผู้เป็นเจ้า นั้นอยู่คู่กับความเป็นสัญชาตญาณดั้งเดิมของมนุษย์ อีกทั้งยังมีเหตุผลมากมายที่ได้ยืนยันอย่างชัดเจนด้วย

จึงมีคำถามเกิดขึ้นว่า แล้วทำไมมนุษย์จึงต้องมีการตั้งภาคีต่อพระเจ้า และอะไรที่เป็นสาเหตุให้มีการตั้งภาคีเกิดขึ้น


อัล กุรอานได้ตอบในคำถามนี้อย่างชัดเจนถึงสาเหตุของการตั้งภาคี ซึ่งมีดังต่อไปนี้

๑.การปฏิบัติตามการคาดคะเนที่ผิดพลาด

อัล กุรอานได้อธิบายถึง การตั้งภาคี ว่าเป็นความเชื่อที่ไม่มีรากฐานทางสติปัญญาอันใดรับรองเลย ดังนั้น การมีความเชื่อในการตั้งภาคี เป็นความคาดคะเนที่ผิดพลาด

“พึงรู้ไว้เถิดว่า แท้จริงทุกสิ่งในชั้นฟ้าทั้งหลายและในแผ่นดินทั้งหลาย เป็นของอัลลอฮ์และบรรดาผู้ที่วิงวอนต่อสิ่งอื่นที่ไม่ใช่อัลลอฮ์ จะไม่ปฏิบัติตามภาคีเหล่านั้น พวกเขาจะไม่ปฏิบัติตามนอกจากการคาดคิดเท่านั้น และพวกเขาไม่ได้ตั้งอยู่บนสิ่งใดเว้นแต่ การคาดคคะเนที่ผิดพลาด”

(บทยุนูส โองการที่ ๖๖ )

จากโองการนี้ แสดงให้เห็นว่า พระเจ้าเป็นผู้ทรงอำนาจในทุกสิ่งทั้งในชั้นฟ้าและในแผ่นดินทั้งหลาย บรรดาผู้ตั้งภาคีก็ยอมรับเช่นกัน หลังจากนั้น ได้อธิบายว่า แท้จริงผู้ตั้งภาคีไม่ได้ปฏิบัติตามภาคีของพระเจ้า

แต่เป็นการปฏิบัติตามการคาดคะเนที่ผิดพลาด เพราะว่า พระเจ้าไม่มีภาคีใดๆ  ดังนั้น บ่อเกิดของการมีภาคีต่อพระองค์ก็คือ การปฏิบัติตามการคาดคะเนที่ผิดพลาด

 “และส่วนใหญ่ของพวกเขามิได้ปฏิบัติตามสิ่งใดนอกจากการคาดคิด แท้จริงการคาดคิด ไม่อาจจะแทนความเป็นจริงได้แต่อย่างใด แท้จริงอัลลอฮ์ทรงรอบรู้ในสิ่งที่พวกเขาได้กระทำ”

(บทยุนูส โองการที่ ๓๖ )


 “เหล่านี้มิใช่อื่นใดนอกจากเป็นชื่อที่พวกเจ้าและบรรพบุรุษของพวกเจ้าได้ตั้งขึ้นมา อัลลอฮ์มิได้ทรงประทานหลักฐานอันใดลงมา” (บทอัลนัจม์ โองการที่ ๒๓ )

๒.การหลงใหลในสิ่งที่สัมผัสได้และหลงลืมในสิ่งที่อยู่เหนือธรรมชาติ

ในทัศนะของอัล กุรอานได้กล่าวถึง สาเหตุของการตั้งภาคี คือ การหลงใหลในสิ่งที่สัมผัสได้ ในขณะที่หลงลืมในสิ่งที่อยู่เหนือธรรมชาติ หรือแม้กระทั่งปฏิเสธการมีอยู่ของสิ่งที่อยู่เหนือธรรมชาติ

อัล กุรอานได้กล่าวถึง คำขอของบรรดาผู้ตั้งภาคี ใน

“และบรรดาผู้ที่ไม่หวังจะพบเรากล่าวว่า ไฉนเล่าเทวทูตจึงไม่ถูกส่งลงมายังพวกเราหรือเราไม่เห็นพระผู้อภิบาลของเรา แน่นอนพวกเขาหยิ่งยะโสในตัวของพวกเขา และพวกเขาได้ละเมิดขอบเขตอย่างมาก”

(บทอัลฟุรกอน โองการที่ ๒๑ )

ดังนั้น การวอนขอของพวกเขาไม่เฉพาะกับบรรดาผู้ตั้งภาคีในคาบสมุทรอาหรับเท่านั้น แต่ได้รวมถึงบรรดานักปรัชญาธรรมชาตินิยมที่กล่าวว่า หากว่าเราไม่เห็นพระเจ้า เราจะไม่มีความเชื่อในพระองค์

อัล กุรอานกล่าวถึง การวอนขอของชาวคัมภีร์จากศาสดาของพวกเขา

“บรรดาผู้ได้รับคัมภีร์ จะขอร้องเจ้าให้เจ้านำคัมภีร์ฉบับหนึ่งจากฟากฟ้าลงมาแก่พวกเขา แท้จริงนั้นพวกเขาได้ขอร้องแก่มูซาซึ่งสิ่งที่ใหญ่กว่านั้นมาแล้ว โดยที่พวกเขากล่าวว่า จงให้พวกเราเห็นอัลลอฮ์โดยชัดแจ้งเถิด แล้วฟ้าผ่าก็ได้คร่าพวกเขา เนื่องด้วยความอธรรมของพวกเขา ภายหลังพวกเขาก็ได้ยึดถือลูกวัวหลังจากที่บรรดาหลักฐานอันชัดเจนได้มายังพวกเขา แล้วเราก็อภัยให้ในเรื่องนั้นและเราได้ให้แก่มูซาซึ่งอำนาจอันชัดเจน”

(บทอันนิซาอ์ โองการที่ ๑๕๓ )


บรรดานักอรรถาธิบายอัลกุรอานได้ตีความความหมายของโองการนี้ โดยกล่าวว่า ความหมายของคัมภีร์จากฟากฟ้าที่สัมผัสได้ด้วยมือเปล่า

บางคนกล่าวว่า การประทานคัมภีร์อัลกุรอานลงมาเพียงครั้งเดียว

จากโองการนี้ แสดงให้เห็นว่า ชาวบะนีอิสรออีลต้องการให้ศาสดามูซาแสดงพระเจ้าของตนให้พวกเขาดู เพราะคิดว่าพระเจ้าเป็นวัตถุที่สามารถมองเห็นและสัมผัสได้ แต่หลังจากที่พวกเขาหมดหวังจากการมองเห็นพระองค์ พวกเขาก็ได้ปั้นวัวและทำการสักการะบูชาเป็นพระเจ้า

“และฟิรเอาน์กล่าวว่า โอ้ปวงบริพารเอ๋ย! ฉันไม่เคยรู้จักพระเจ้าอื่นใดของพวกท่านนอกจากฉัน โอ้ฮามานเอ๋ย ! จงเผาดินให้ฉันด้วยแล้วสร้างโครงสูงระฟ้า เพื่อที่ฉันจะได้ขึ้นไปดูพระเจ้าของมูซาและแท้จริงฉันคิดว่า เขานั้นอยู่ในหมู่ผู้กล่าวเท็จ” (บทอัลกอศอด โองการที่ ๓๘ )

โองการนี้กล่าวถึง ฟิรเอาน์ได้กล่าวกับบริพารของเขาว่า พระเจ้าของมูซาสามารถที่จะสัหมผัสได้ ดังนั้น ความคิดของธรรมชาตินิยมได้ปกครองในอียิปต์สมัยนั้น

 “และพวกเขากล่าวว่า เราจะไม่ศรัทธาต่อท่าน จนกว่าท่านจะทำให้แผ่นดินแตกออกเป็นลำธารแก่เรา”

“หรือท่านทำให้ชั้นฟ้าหล่นลงมาบนพวกเราเป็นเสี่ยงๆ ตามที่ท่านอ้าง หรือนำอัลลอฮ์และมลาอิกะฮ์มาให้เราเห็นต่อหน้า” (บทอัลอิสรออ์ โองการที่ ๙๒)

จากโองการนี้ คำขอของบรรดาพวกมุชริกในคาบสมุทรอาหรับต่อศาสดามุฮัมมัด ในการแยกออกของลำธารน้ำที่ๆแห้งกันดารจากทะเลทรายของเมืองมักกะฮ์ และคำขออื่นๆที่แปลกประหลาดที่พวกเขาคิดว่า ถ้าพระเจ้า เป็นสิ่งที่สัมผัสได้ เขาก็สามารถมองเห็นพระองค์ได้


๓.ความต้องการผลประโยชน์ของมนุษย์

มนุษย์เป็นสัตว์ที่ต้องการผลประโยชน์ และส่วนมากของมนุษย์ได้คิดผิดพลาดต่อผลประโยชน์ที่ได้รับ เพราะด้วยกับความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของเขา ทำให้เขาคิดว่า มันคือ ผลประโยชน์ แต่แท้จริงกลายเป็นความหายนะที่เกิดขึ้นกับเขา

อัล กุรอานได้กล่าวถึง สาเหตุหนึ่งของการมีภาคีต่อพระเจ้า คือ การแสวงหาผลประโยชน์ของมนุษย์ จึงเป็นเหตุให้เขาออกห่างจากการรู้จักถึงพระเจ้า

บางส่วนของผลประโยชน์จอมปลอมที่พวกตั้งภาคีได้กุขึ้น มีดังนี้

๑.การรับอนุเคราะห์จากพระเจ้า

 “และพวกเขาจะเคารพภักดีสิ่งอื่นไปจากอัลลอฮ์ที่มิได้ให้โทษแก่พวกเขา และมิได้ให้ประโยชน์แก่พวกเขา และพวกเขาจะกล่าวว่า เหล่านี้คือผู้ช่วยเหลือเรา ณ ที่อัลลอฮ์ จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) พวกท่านจะแจ้งข่าวแก่อัลลอฮ์ด้วยสิ่งที่พระองค์ไม่ทรงรู้ ในบรรดาชั้นฟ้าและในแผ่นดินกระนั้นหรือ ? พระองค์ทรงมหาบริสุทธิ์และทรงสูงส่งเหนือสิ่งที่พวกเขาตั้งภาคีขึ้น”

  (บทยุนูส โองการที่ ๑๑ )

๒. การช่วยเหลือ

 “และพวกเขาได้ยึดถือเอาพระเจ้ามากมาย (เป็นที่เคารพสักการะ) นอกจากอัลลอฮ์หวังว่าพวกเขาจะได้รับความช่วยเหลือ (จากมัน)” ( บทยาซีน โองการที่ ๗๔)


๓. ความมีเกียรติยศและศักดิ์ศรี

 “และพวกเขาได้ยึดเอารูปปั้นต่าง ๆ เป็นพระเจ้าอื่นจากอัลลอฮ์ เพื่อที่จะเป็นพลังอำนาจแก่พวกเขา”

(บทมัรยัม โองการที่ ๘๑)

๔.การปฏิบัติตามอารมณ์ของมนุษย์และการกระซิบกระซาบของซาตานมารร้าย

อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มีการตั้งภาคีที่กล่าวในอัล กุรอานก็คือ การปฏิบัติตามอารมณ์ของมนุษย์ เช่น

 “เขากล่าวว่า ฉันเห็นในสิ่งที่พวกเขามองไม่เห็น ดังนั้น ฉันจึงกำเอากอบหนึ่งจากรอยของร่อซู้ล (หมายถึงญิบรีล) แล้วฉันได้โยนมันลงไปและเช่นนั้นแหละจิตใจของฉันได้เห็นดีเห็นงาม”

 (บทตอฮา โองการที่ ๙๖)

 “และฉันได้พบนางและหมู่ชนของนางสักการะบูชาดวงอาทิตย์อื่นจากอัลลอฮ์ และมารร้ายชัยตอนได้ทำให้การงานของพวกเขาเป็นของดีงามแก่พวกเขา และได้กีดกันพวกเขาออกจากแนวทางที่ถูกต้อง ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ได้อยู่ในแนวทางที่ถูกต้อง” (บทอัลนัมล์ โองการที่ ๒๔)

๕.การปฏิบัติตามผู้อื่นโดยไม่มีเหตุผล

 “เปล่าเลย พวกเขากล่าวว่า แท้จริงเราได้พบเห็นบรรพบุรุษของเราอยู่ในแนวทางนี้ ดังนั้นเราจึงดำเนินตามแนวทางของพวกเขา” (บทอัซซุครุฟ โองการที่ ๒๒)


“และเช่นนั้นแหละ เรามิได้ส่งผู้ตักเตือนคนใดก่อนหน้าเจ้าไปยังเมืองใด เว้นแต่บรรดาผู้ฟุ่มเฟือยของมัน (เมืองนั้น) จะกล่าวว่า แท้จริงเราได้พบเห็นบรรพบุรุษของเราอยู่ในแนวทางนี้ ดังนั้นเราจึงดำเนินตามแนวทางของพวกเขา”

(บทอัซซุครุฟ โองการที่ ๒๓)

   วิธีการตอบโต้ของอัล กุรอานต่อการตั้งภาคี

    วิธีการตอบโต้กับปรากฏการณ์หนึ่งทางธรรมชาติ คือ การตอบโต้ด้วยกับเหตุและผล และในอัล กุรอานก็เช่นกัน  นอกเหนือจากการให้เหตุผลของการตั้งภาคีไปแล้ว ยังได้ใช้วิธีการตอบโต้ในเหตุผลของการตั้งภาคี ที่ละเหตุผล ซึ่งแสดงให้เห็นว่า อัลกุรอานเป็นคัมภีร์แห่งการชี้นำอย่างแท้จริง

กล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า อัล กุรอานได้กล่าวเน้นย้ำถึงการไม่เพียงพอต่อการคาดเดา และการคาดคะเน แต่อัลกุรอานยังได้เชิญชวนไปสู่การแสวงหาความรู้และการเรียนรู้ และให้มีความมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นเต็ม และอัลกุรอานยังได้เชิญชวนให้ใช้ความคิดในสิ่งต่างๆที่อยู่เหนือธรรมชาติ และยังได้เน้นย้ำในการไร้ความสามารถของสิ่งที่พวกตั้งภาคีทั้งหลายทำการเคารพสักการะบูชา และสิ่งต่างๆเหล่านั้นก็ไม่ได้ให้ประโยชน์อันใดกับพวกเขาเลย และอัล กุรอานได้ห้ามมิให้มนุษย์ปฏิบัติตามบรรพบุรุษเพียงอย่างเดียว เพราะว่าการปฏิบัติตามพวกเขา อาจคาดว่าจะเกิดความผิดพลาดก็เป็นได้ ด้วยเหตุนี้ อัลกุรอานได้ใช้เหตุผลในการตอบโต้กับการตั้งภาคีทุกประเภท


   สรุปสาระสำคัญ

๑.อัล กุรอานได้ปฏิเสธการตั้งภาคีในทุกประเภทและกล่าวว่า การตั้งภาคีถือว่า เป็นสิ่งไม่ถูกต้อง

๒.ทัศนะของอัล กุรอานมีความเห็นว่า การตั้งภาคีไม่มีพื้นฐานทางสติปัญญาและยังได้กล่าวอีกว่า การตั้งภาคีเป็น บาปอันใหญ่หลวงที่อภัยให้ไม่ได้

๓.อัล กุรอานได้กล่าวว่า ผลสุดท้ายของการตั้งภาคี คือ การทำลายความดีที่ได้กระทำมาโดยตลอด

๔.อัล กุรอานได้อธิบายในสาเหตุการตั้งภาคี คือ การปฏิบัติตามการคาดคะเนที่ผิดพลาด ,การหลงใหลในสิ่งที่สัมผัสได้และหลงลืมในสิ่งที่เหนือธรรมชาติ,การแสวงหาผลประโยชน์ของมนุษย์ เช่น การขออนุเคราะห์จากสิ่งที่สักการะบูชา การขอความช่วยเหลือจากสิ่งเหล่านั้น , การปฏิบัติตามอารมณ์ใฝ่ต่ำและการกระซิบกระซาบของซาตานมารร้าย และการปฏิบัติตามผู้อื่นโดยไม่มีเหตุผล

๕.นอกเหนือจากนี้ อัล กุรอานยังได้กล่าวถึง สาเหตุของการตั้งภาคี แล้วยังได้ตอบโต้กับการตั้งภาคีทุกประเภทด้วย


ภาคที่ สาม

คุณลักษณะของพระเจ้า


บทที่ ๑ คุณลักษณะของพระเจ้า

   เนื้อหาทั่วไป

    หลังจากที่ได้อธิบายในการรู้จักพระเจ้าผ่านไปแล้วด้วยกัน  ๒ ภาค

  ภาคที่ ๑ เรื่องการรู้จักพระเจ้า ประเด็นที่อธิบายในภาคนี้ คือ การพิสูจน์พระเจ้ามีอยู่จริง และวิธีการรู้จักพระเจ้า วิธีการฟิฏรัต วิธีการทางสติปัญญา

 ภาคที่ ๒ เรื่องหลักเตาฮีด (ความเป็นเอกานุภาพของพระผู้เป็นเจ้า) ถือว่าเป็นหลักการที่สำคัญในการรู้จักต่อพระเจ้าในศาสนาอิสลาม และภาคนี้จะขออธิบายในเรื่องของ คุณลักษณะของพระเจ้า กัน

ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า จากที่ได้อธิบายไปแล้วถึง การรับรู้ในพระเจ้าหรือการรู้จักต่อพระองค์นั้น มี ๒ วิธีการ ดังนี้

๑.การรับรู้โดยตรง ซึ่งเกิดจากความสัมพันธ์ด้วยเหตุผลระหว่างวาญิบุล-วุญูด(พระเจ้า)และมุมกินุล-วุญูด(มนุษย์) เพราะว่า มนุษย์มีความต้องการไปยังพระเจ้าในการมีอยู่ของเขา

๒.การรับรู้โดยผ่านสื่อ เป็นการรับรู้ที่เกิดขึ้นจากประสาทสัมผัสของมนุษย์ และวิธีการนี้ไม่ได้ทำให้มนุษย์ไปสู่ความเป็นจริงของพระเจ้า ดั่งที่ด้กล่าวไปแล้ว แต่ทำให้มนุษย์รู้จักในคุณลักษณะและการกระทำของพระองค์ได้

ความสำคัญของคุณลักษณะของพระเจ้า และบทบาทที่สำคัญในการรู้จักพระองค์ เพราะว่า การรู้จักในคุณลักษณะที่มีอยู่ในตัวของมนุษย์เองนั้น นำไปสู่การรู้จักในคุณลักษณะของพระเจ้า


ได้กล่าวผ่านไปแล้วในเรื่อง เหตุผลการพิสูจน์การมีอยู่ของพระเจ้า ถึงการมีอยู่ของคุณลักษณะหนึ่งของพระองค์นั่นก็ คือ วาญิบุลวุญูด (ความจำเป็นต้องมีอยู่) และยังมีคุณลักษณอื่นอีกมากมายของพระเจ้า กล่าวอีกนัยหนึ่ง  ในเรื่องคุณลักษณะของพระเจ้านั้นมีความสำคัญ เป็นอย่างมาก เพราะว่ามนุษย์ที่มีความเชื่อในหลักเตาฮีด ก็มีความเชื่อในคุณลักษณะของพระเจ้าเช่นกัน การวิพากษ์กันในเรื่องคุณลักษณะของพระเจ้า โดยที่บางคนบอกว่า การมีอยู่ของพระเจ้านั้นเหมือนกับการมีอยู่ของมนุษย์ พระองค์มีร่างกายและเนื้อหนังมังสาเหมือนมนุษย์ พระองค์พำนักในชั้นฟ้า และชนกลุ่มหนึ่ง มีความเห็นว่า พระเจ้าไม่มีร่างกายเหมือนมนุษย์เลย และบางคนก็คิดว่า พระเจ้าทรงมีพลังอำนาจที่มีขอบเขตจำกัด โดยมีบางเรื่องที่อำนาจของพระองค์ไปไม่ถึง และบางกลุ่มชนก็มีความเห็นที่ตรงกันข้าม หมายความว่า พระเจ้าเป็นผู้ทรงกรรทสิทธิ์เหนือทุกสรรพสิ่งทั้งหลาย

    พระนาม คุณลักษณะ การกระทำของพระเจ้า

    เรื่องของการรู้จักพระเจ้ามี สามคำศัพท์ที่ถูกใช้กันมากและเป็นที่รู้จักกันดี คือ

๑.”อัสมาอ์ อิลาฮี” หมายถึง พระนามทั้งหลายพระเจ้า

๒.”ซิฟัต อิลาฮี” หมายถึง คุณลักษณะทั้งหลายของพระเจ้า

๓.”อัฟอาล อิลาฮี” หมายถึง การกระทำทั้งหลายของพระเจ้า


พึงรู้ไว้เถิดว่า คำสามคำนี้ ได้ถูกนำไปใช้ในวิชาการแขนงต่างๆ และมีความหมายที่ไม่เหมือนกันในวิชาการเหล่านั้น ด้วยเหตุนี้ เทววิทยาอิสลามได้นำเอาทั้งสามคำมาใช้ด้วยกันและถูกให้ความหมายที่ไม่เหมือนกัน โดยนักเทววิทยาบางคน ได้ใช้คำว่า ซิฟัตคู่กับอัสมาอ์ ซึ่งมีความหมายที่เหมือนกัน เช่น คำว่า”อาลิม”เป็นซิฟัต หมายถึง ผู้ทรงไว้ซึ่งความรอบรู้ กับคำว่า”อะลีม”เป็นอัสมาอ์ หมายถึง ความรอบรู้ และคำว่า”กอดิร” (ผู้ทรงมีพลังอำนาจ) กับกอดีร (การมีพลังอำนาจ) ซึ่งคำทั้งสองเป็นทั้งอัสมาอ์ (พระนาม) และซิฟัต (คุณลักษณะ)

และบางครั้ง นักเทววิทยา ได้ให้ความหมายของ ซิฟัตและอัสมาอ์มีความหมายที่แตกต่างกัน เช่น คำว่าอิลม์ (ความรู้) เป็นซิฟัต(คุณลักษณ)ะ และอาลิม(ผู้ทรงความรู้) เป็น อัสมาอ์(พระนาม)ของพระเจ้า

และในบางครั้ง ได้ให้คำทั้งสองมีความหมายที่แตกต่างกันจากที่ได้กล่าวไปแล้ว คือ  คำว่าอิสม์ หมายถึง คำที่ใช้แทนพระนามของพระเจ้า ซึ่งมีจำนวนน้อยมาก เช่น คำว่า อัลลอฮ์ในภาษาอาหรับ หรือ โคดาในภาษาฟารซีย์

ส่วนซิฟัต หมายถึง คำที่บ่งบอกถึงคุณลักษณะของพระเจ้า มีจำนวนมากมายและคำว่า อาลิม ฮัยยุ มุรีด เกาะดีร ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดเป็นคุณลักษณะของพระเจ้า ด้วยเหตุนี้ ความหมายหนึ่งของซิฟัต ในบทนี้ ก็คือ คำๆหนึ่งที่ให้ความสัมพันธ์ไปยังพระเจ้าและคำนั้นมีอยู่ในอาตมันของพระองค์


    คุณลักษณะของพระเจ้าในเทววิทยาอิสลาม

    เรื่องของคุณลักษณะของพระเจ้าเป็นประเด็นที่บรรดานักเทววิทยาอิสลามได้ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก

โดยพวกเขาได้แบ่งประเด็นต่างๆออกด้วยกัน เป็น ๒ ประเด็นหลัก ดังนี้

๑.ประเด็นแรก เรื่องทั่วไปในคุณลักษณะของพระเจ้า หมายถึง การอธิบายในทุกประเภทของคุณลักษณะของพระองค์

๒.ประเด็นที่สอง ประเด็นที่เฉพาะกับคุณลักษณะประการหนึ่งเท่านั้น คือ การอธิบายในบางคุณลักษณะ เช่น ความรู้ เป็นต้นฯ

การอธิบายในประเด็นนี้ ถูกแบ่งออกเป็น ๒ ประเด็นย่อย ดังนี้

๑.การพิสูจน์ในการมีความสัมพันธ์ของคุณลักษณะกับซาต (อาตมัน) ของพระเจ้า

๒.การอธิบายในความเป็นจริงของคุณลักษณะของพระเจ้าและคุณสมบัติของมัน

(ก).ชนิดของคุณลักษณะของพระเจ้า 

ในเรื่องนี้ บรรดานักเทววิทยาอิสลามได้จัดแบ่งประเภทของคุณลักษณะของพระเจ้า

(ข).ความเป็นไปได้ในการรู้จักคุณลักษณะของพระเจ้า

ในเรื่องนี้เป็นคำตอบสำหรับคำถามที่เกี่ยวกับการรู้จักคุณลักษณะของพระเจ้า และในอธิบายในทัศนะของเทววิทยาอิสลามเกี่ยวกับคุณลักษณะของพระองค์


(ค).สื่อที่ใช้ในการรู้จักถึงคุณลักษณะของพระเจ้า

หลังจากที่อธิบายถึงความเป็นไปได้ต่อการรู้จักคุณลักษณะของพระเจ้า จ มากล่าวกันถึง สื่อที่ใช้ในการรู้จักคุณลักษณะของพระเจ้า

(ง).การอธิบายความหมายของคุณลักษณะของพระเจ้า

ในประเด็นนี้ เรามาอธิบายในความหมายของคุณลักษณะของพระเจ้าและคุณลักษณะของสิ่งถูกสร้างและความหมายที่ใช้กับพระเจ้าและมนุษย์นั้นมีความแตกต่างกันอย่างไร

(จ).การพิสูจน์ในการมีอยู่ของคุณลักษณะที่สมบูรณ์ในพระเจ้า

ในประเด็นนี้ อธิบายในเหตุผลการมีอยู่ของคุณลักษณะที่สมบูรณ์ในพระเจ้า

(ฉ).ความสัมพันธ์ของอาตมันกับคุณลักษณะของพระเจ้า

ในประเด็นนี้ กล่าวถึงคุณลักษณะของพระเจ้ามีความเป็นหนึ่งเดียวกับอาตมันของพระองค์

(ช).การไม่หยุดนิ่งของพระนามและคุณลักษณะในพระเจ้า

คำถามที่เกิดขึ้นว่า ในการอธิบายถึงพระเจ้า ด้วยกับนามทั้งหลายและคุณลักษณะที่มีกล่าวไว้ในอัล กุรอานเพียงพอแล้วหรือ สามารถกล่าวว่า ทุกคุณลักษณะที่สมบูรณ์ทั้งหลายนั้น มีอยู่ในพระเจ้า

ในขั้นตอนที่สอง หมายถึง  เป็นประเด็นที่เกี่ยวกับคุณลักษณะของพระเจ้า  มีดังนี้

๑.การอธิบายความหมายของคุณลักษณะ

๒.การให้เหตุผลในการพิสูจน์คุณลักษณะในพระเจ้า

๓.การตรวจสอบคำถามและข้อสงสัยในคุณลักษณะของพระเจ้า


    ประเภทของคุณลักษณะของพระเจ้า

    การแบ่งประเภทของคุณลักษณะของพระเจ้า มีด้วยกันหลายประเภท ดังนี้

๑.คุณลักษณะการมีอยู่และการไม่มี

การแบ่งประเภทชนิดเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่นักเทววิทยาอิสลาม

คุณลักษณะการมี หมายถึง คุณลักษณะที่มีอยู่ในอาตมันของพระเจ้า และเป็นคุณลักษณะที่สมบูรณ์แบบ เช่น ความรอบรู้ ความมีพลังอำนาจ, ความประสงค์ เป็นต้น

ส่วนคุณลักษณะที่ไม่มีหรือคุณลักษณะในด้านลบ หมายถึง คุณลักษณะที่ไม่มีอยู่ในพระเจ้า  เช่น พระองค์ ไม่มีชิ้นส่วน , ไม่มีสถานที่ และไม่มีที่พำนัก

จากที่ได้กล่าวไปแล้ว เป็นที่กระจ่างชัดว่า ความหมายของคุณลักษณะที่ไม่มีในพระเจ้า มิได้หมายความว่า พระองค์มีความไม่สมบูรณ์หรือมีข้อบกพร่อง แต่คุณลักษณะที่ไม่มีก็เหมือนกับคุณลักษณะที่มีของพระองค์นั่นแหละ กล่าวคือ การอธิบายในความสมบูรณ์ของพระเจ้าก็ เพราะว่า คุณลักษณะที่ไม่มีในพระองค์ หมายถึง การให้ความหมายที่ไม่เหมาะสมกับความเป็นพระผู้เป็นเจ้า  และมีความหมายที่ไม่สมบูรณ์จากอาตมันของพระองค์ ยกตัวอย่างเช่น การเคลื่อนไหวของสิ่งหนึ่ง บ่งบอกถึง ความไม่สมบูรณ์ของสิ่งนั้น  เพราะว่า การเคลื่อนไหวนั้น เริ่มต้นจากการไม่มีความสมบูรณ์ในสิ่งนั้น หลังจากนั้น เมื่อได้เริ่มเคลื่อนไหว ความสมบูรณ์ก็เข้ามาในสิ่งนั้น ดังนั้น ความหมายของการเคลื่อนไหวจึงมีความขัดแย้งกับความจำเป็นต้องมีอยู่ และความสมบูรณ์แบบที่สุดของพระเจ้า


เพราะว่า การปฏิเสธในการไม่มี หมายถึง การบ่งบอกว่ามี ความสมบูรณ์อยู่นั่นเอง

บางครั้งบางคราวอาจจะคิดว่า การมีร่างกาย , การเคลื่อนที่, การเป็นสิ่งที่เป็นวัตถุ เป็นคุณลักษณะในด้านลบ เพราะว่า พระเจ้าไม่มีคุณลักษณะเหล่านี้ ดังนั้น ทัศนะที่ถูกต้อง คือ การไม่มีร่างกาย, การไม่มีการเคลื่อนที่, การมิได้เป็นสิ่งที่เป็นวัตถุ ทั้งหมดนั้น เป็นคุณลักษณะในด้านลบ

ด้วยเหตุนี้ คุณลักษณะที่ไม่มีในพระเจ้า มิได้หมายความว่า คุณลักษณะที่ไม่สามารถใช้ในพระเจ้าได้ แต่หมายถึง ความหมายของคุณลักษณะใดก็ตามที่บ่งบอกว่า ไม่มีในพระองค์หรือไม่อาจจะสมมุติขึ้นมาเองได้

มีคำถามเกิดขึ้นมาว่า ถ้าความหมายของคุณลักษณะในด้านลบ หมายถึง การพิสูจน์ความสมบูรณ์ของพระเจ้า แล้วทำไมไม่ถูกกล่าวคุณลักษณะนั้นในสภาพที่เป็นคุณลักษณะที่สมบูรณ์ของพระองค์ด้วย?

สำหรับคำตอบก็คือ ทุกคุณลักษณะทีไม่มีในพระเจ้าอยู่ตรงกันข้ามกับคุณลักษณะที่มีอยู่ในพระองค์ เช่น คุณลักษณะการไม่มีร่างกายของพระเจ้าตรงกันกับความบริสุทธิ์ของพระองค์ เพื่อที่จะมีความเข้าใจได้มากยิ่งขึ้น จึงใช้คุณลักษณะที่ไม่มีในพระองค์เป็นการอธิบาย

จากการอธิบายในคุณลักษณะที่ไม่มีในพระเจ้า สามารถบอกถึงความแตกต่างระหว่างพระองค์กับสิ่งถูกสร้างได้ เมื่อกล่าวว่า พระเจ้าไม่มีร่างกาย พระองค์ไม่มีที่พำนัก และไม่มีกาลเวลา บ่งบอกถึง ความแตกต่างของสิ่งที่มีร่างกาย สถานที่และ เวลา ได้อย่างชัดเจน ที่จะกล่าวถึงคุณลักษณะที่มีอยู่ในพระองค์เสียอีก


๒.คุณลักษณะในอาตมันและคุณลักษณะในกิริยา การกระทำ

คุณลักษณะในอาตมัน หมายถึง คุณลักษณะที่เข้าใจได้ว่า เกิดจากอาตมันของพระเจ้า เช่น คุณลักษณะการมีพลังอำนาจ แสดงให้เห็นว่า พระเจ้ามีความสามารถที่จะกระทำในสิ่งใดก็ได้และจะไม่กระทำในสิ่งใดก็ได้ตามพระทัยของพระองค์

คุณลักษณะในกิริยา การกระทำ หมายถึง คุณลักษณะที่เกิดจากการมีความสัมพันธ์ของพระเจ้ากับสิ่งอื่น เช่น คุณลักษณะใน การเป็นผู้สร้าง

การอธิบายในการมีคุณลักษณะในอาตมันของพระเจ้า เกิดขึ้นจากการจินตนาการคุณลักษณะนั้นในสติปัญญาโดยที่ไม่ต้องพึ่งสิ่งใด และการอธิบายในคุณลักษณะในกิริยา การกระทำ ต้องใช้การจินตนาการจากสิ่งอื่น จึงจะมีความเข้าใจได้ว่า พระเจ้ามีคุณลักษณะในการกระทำด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราต้องการที่กล่าวว่า พระเจ้าเป็นผู้สร้าง ต้องใช้การจินตนาการในสิ่งหนึ่งที่พระองค์ได้สร้างมันขึ้นมา แล้วให้มีความสัมพันธ์สิ่งนั้นไปยังพระเจ้า ดังนั้น จึงจะเรียกว่า การสร้างของพระองค์

กล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า อาตมันของพระเจ้า ที่ทำให้เรารู้ว่า พระองค์มีคุณลักษณะในอาตมัน และจากการกระทำของพระองค์ ทำให้รู้ว่า พระองค์มีคุณลักษณะในกิริยา การกระทำ ดังนั้น คุณลักษณะความรอบรู้ การมีพลังอำนาจ, การมีชีวิต, เป็นคุณลักษณะในอาตมัน

ส่วนคุณลักษณะการสร้าง , การประทานปัจจัยยังชีพ, การมีเมตตาเอ็นดู, การชี้นำแนวทาง เป็นคุณลักษณะในกิริยาการกระทำ


๓.คุณลักษณะที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์และในการมีความสัมพันธ์

คุณลักษณะที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์ หมายถึง คุณลักษณะที่ไม่ต้องการความสัมพันธ์กับสิ่งอื่นใด เช่น คุณลักษณะการมีชีวิต

คุณลักษณะในการมีความสัมพันธ์ หมายถึง คุณลักษณะที่ต้องการความสัมพันธ์ไปยังสิ่งหนึ่ง จึงจะมีความเข้าใจได้ เช่น คุณลักษณะความรู้ เพราะว่า ความรู้นั้น ต้องมีความต้องการผู้ที่ให้ความรู้

๔.คุณลักษณะในอาตมันและในการบอกข่าว (คอบัร) เป็นการจัดประเภทที่เฉพาะของชาวอะฮฺลุลฮะดีษ พวกเขากล่าวว่า คุณลักษณะในอาตมัน หมายถึง คุณลักษณะที่สมบูรณ์แบบของพระเจ้า

คุณลักษณะในการบอกข่าว หมายถึง คุณลักษณะที่ถูกกล่าวไว้ในอัลกุรอานและวจนะทั้งหลาย เช่น อัลกุรอานกล่าวว่า พระเจ้ามีมือ มีตา มีร่างกาย และจากการไม่เข้าใจในความหมายของคุณลักษณะเหล่านี้ จึงเป็นสาเหตุทำให้เขาคิดว่า พระเจ้ามีรูปร่างหน้าตา ซึ่งความเชื่อนี้มีความขัดแย้งกับหลักศรัทธาของอิสลาม


   ศัพท์วิชาการท้ายบท

คุณลักษณะของพระเจ้า ซิฟาต อิลาฮีย์  (Attributes of God)

พระนามของพระเจ้า อัสมาอ์ อิลาฮีย์ (Names of God)

คุณลักษณะที่มีอยู่ในพระเจ้า (ในเชิงบวก) ซิฟัต ซูบูตียะฮ์

คุณลักษณะที่ไม่มีอยู่ในพระเจ้า ซิฟัต ซัลบียะฮ์  (ในเชิงลบ)

คุณลักษณะในอาตมัน ซิฟัต ซาตียะฮ์

คุณลักษณะในกิริยา การกระทำ ซิฟัต เฟียะลียะฮ์

คุณลักษณะที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์ ซิฟัต นัฟซียะฮ์

คุณลักษณะในการมีความสัมพันธ์ ซิฟัต อิฎอฟียะฮ์

คุณลักษณะในการรายงาน บอกเล่า ซิฟัต เคาะบะรียะฮ์   

   สรุปสาระสำคัญ

๑.วิธีการรู้จักพระเจ้ามี ๒ วิธีการ ดังนี้

(๑) การรับรู้โดยตรง

(๒) การรับรู้โดยผ่านสื่อ

๒.มีอยู่ สองคำที่ถูกใช้ในคุณลักษณะของพระเจ้า

(๑) ซิฟัต อิลาฮี หมายถึง คุณลักษณะของพระเจ้า

(๒) อัสมาอ์ อิลาฮี หมายถึง นามทั้งหลายของพระเจ้า

ความหมายคุณลักษณะที่ถูกนำมาใช้ในบทนี้ หมายถึง ความหมายที่ใช้กับอาตมันของพระเจ้า


๓.ประเด็นของคุณลักษณะถูกแบ่งออกเป็น ๒ ประเด็นหลัก ดังนี้

(๑) ประเด็นทั่วไปของคุณลักษณะ กล่าวถึงคุณลักษณะทุกประเภท

(๒) ประเด็นที่เฉพาะเจาะจงกับคุณลักษณะประการใดประการหนึ่ง

๔.คุณลักษณะของพระเจ้า ถูกแบ่งออกเป็นหลายประเภท

(๑) คุณลักษณะที่มีในพระเจ้า (ในเชิงบวก) หมายถึง คุณลักษณะที่มีในอาตมันของพระองค์ และคุณลักษณะที่ไม่มีในพระเจ้า (ในเชิงลบ) หมายถึง คุณลักษณะที่ไม่มีในอาตมันของพระเจ้า

(๒) คุณลักษณะในอาตมัน หมายถึง คุณลักษณะที่บ่งบอกถึง ความสมบูรณ์ในอาตมันของพระเจ้า และคุณลักษณะในการกระทำ หมายถึง คุณลักษณะที่บ่งบอกถึง การมีความสัมพันธ์ระหว่างอาตมันของพระเจ้ากับการมีอยู่ของสิ่งอื่นๆ

(๓) คุณลักษณะที่ไม่ต้องการความสัมพันธ์กับสิ่งใด และคุณลักษณะที่ต้องการความสัมพันธ์ เช่น ความรู้ เป็นคุณลักษณะที่ต้องการความสัมพันธ์

(๔) คุณลักษณะในอาตมันและคุณลักษณะในการบอกข่าว เช่น การมีหน้าตาและสรีระของพระเจ้า คือคุณลักษณะในการบอกข่าว


   บทที่ ๒

   การรู้จักคุณลักษณะของพระเจ้า

   ความเป็นไปได้ต่อการรู้จักถึงคุณลักษณะของพระเจ้า

    คำถามหนึ่งในเรื่องของคุณลักษณะของพระเจ้า คือ มนุษย์มีความสามารถที่จะรู้จักคุณลักษณะของพระเจ้ากระนั้นหรือ?หรือว่า มนุษย์ไม่สามารถที่จะรู้จักคุณลักษณะของพระเจ้าได้ เพราะว่า คุณลักษณะของพระเจ้าเหมือนกับอาตมันของพระองค์และมนุษย์ไม่รู้จักในอาตมันของพระเจ้า

สำหรับคำตอบของคำถามเหล่านี้ก็คือ มีกลุ่มชนหนึ่งที่ยอมรับว่า มนุษย์ไม่สามารถที่จะรู้จักในคุณลักษณะของพระเจ้าได้ เพราะสติปัญญาของมนุษย์ไปไม่ถึงยังคุณลักษณะของพระองค์ และพวกเขาได้บอกอีกว่า พวกเราเคารพในอัล กุรอานและวจนะของท่านศาสดามุฮัมมัด ที่ได้กล่าวถึงคุณลักษณะของพระเจ้า และมีความเชื่อในสิ่งดังกล่าวอย่างที่ไม่มีเงื่อนไขใดๆทั้งสิ้นแต่ทว่า พวกเราไม่รู้ในความหมายที่แท้จริงของคุณลักษณะเหล่านั้น

ในทัศนะนี้ เป็นทัศนะของพวกตะอฺตีล (พวกที่ไม่รู้ความหมายของคุณลักษณะที่มีอยู่ในพระเจ้า) และผู้ที่ปฏิบัติตามทัศนะนี้ เรียกว่า

 มุอัตตะละฮ์


สาเหตุที่เรียกพวกเขาเช่นนี้ ก็เพราะว่า พวกเขามิได้ใช้สติปัญญาในการรู้จักคุณลักษณะของพระเจ้า หมายความว่า พวกเขาได้หยุดนิ่งต่อการใช้สติปัญญานั่นเอง

และเหตุผลที่สำคัญของทัศนะนี้ ก็คือ พวกเขาอ้างว่า ตัวเองเป็นมนุษย์ และมีความเข้าใจในคุณลักษณะของมนุษย์ เช่น การมีคุณลักษณะความรู้,พลังอำนาจ และความปรารถนา เพราะว่า ความหมายของคุณลักษณะเหล่านั้นเกิดขึ้นจากภายในตัวของมนุษย์ และมีความสัมพันธ์กับสิ่งที่สัมผัสได้ ดังนั้น ไม่อาจจะกล่าวได้ว่า คุณลักษณะเหล่านี้มีอยู่ในพระเจ้า เพราะว่า พระองค์ไม่เหมือนกับสิ่งอื่นใด และพระองค์เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องมีอยู่ ส่วนสิ่งอื่นเป็น สิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นก็ได้ หรือไม่เกิดขึ้นก็ได้ และการมีอยู่ของสิ่งนั้นมีความจำกัดและมีขอบเขต

และอีกทัศนะหนึ่งได้กล่าวว่า มนุษย์รู้จักคุณลักษณะของพระเจ้าได้ ด้วยกับการใช้สติปํญญาของเขา ดังนั้น ทัศนะนี้เป็นทัศนะของบรรดานักเทววิทยาอิสลาม ซึ่งมีด้วยกัน สอง ทัศนะ

กลุ่มหนึ่งให้ทัศนะว่า คุณลักษณะที่มีในพระเจ้าเหมือนกับคุณลักษณะที่มีอยู่ในมนุษย์ หมายความว่า ไม่มีความแตกต่างกันระหว่างคุณลักษณะของพระเจ้ากับคุณลักษณะของมนุษย์ ดังนั้น ทัศนะนี้จึงถูกเรียกว่า ตัชบิฮ์ (การเปรียบเทียบพระเจ้าเหมือนกับมนุษย์ และผู้ที่ปฏิบัติตามทัศนะนี้ เรียกว่า มุชับบิฮะห์ ทัศนะมีความเชื่อว่า พระเจ้ามีรูปร่างและมีชิ้นส่วน

ส่วนกลุ่มที่สองให้ทัศนะว่า มนุษย์มีความสามารถที่จะรู้จักในคุณลักษณะของพระเจ้าได้ แต่คุณลักษณะของพระองค์มิได้เหมือนกันกับคุณลักษณะของมนุษย์ ตามความเชื่อของทัศนะนี้กล่าวว่า ทัศนะของตะอฺตีลและตัชบิฮ์นั้น ถือว่าไม่ถูกต้อง


 กล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า ทัศนะนี้มีความเชื่อในความบริสุทธิ์ของพระเจ้า  พระองค์ทรงปราศจากข้อบกพร่องทั้งหลาย ดังนั้น ทัศนะนี้ เป็นทัศนะที่ถูกต้อง นั่นก็คือ เป็นไปได้ที่มนุษย์จะรู้จักคุณลักษณะของพระเจ้า โดยการรู้จักในคุณลักษณะที่มีในพระองค์ แต่เขาไม่รู้ในความเป็นจริงและสารัตถะของคุณลักษณะของพระองค์

   การวิเคราะห์และตรวจสอบในทัศนะของพวกตะอ์ตีล

 และตัชบิฮ์

    ก่อนที่จะอธิบายกันในทัศนะของทั้งสองพวกเหล่านี้ จะมาทำความเข้าใจในปัญหาที่เกิดขึ้นในสำนักคิดของทั้งสอง ซึ่งพวกเขาได้ยกเอาเหตุผลจากอัล กุรอานมาพิสูจน์การมีอยู่ของคุณลักษณะในพระเจ้า (จะอธิบายในรายละเอียดในประเด็นต่อไป)

การอธิบายในความหมายของคุณลักษณะของพระเจ้า หรือการแสดงทัศนะต่างๆเกี่ยวกับคุณลักษณะของพระองค์ ต้องมีเงื่อนไข ดังต่อไปนี้

๑.ความหมายของคุณลักษณะซึ่งต้องตรงกันกับการใช้สติปํญญาของมนุษย์

๒.ความหมายของคุณลักษณะต้องไม่มีความขัดแย้งกับความบริสุทธิ์ของพระเจ้า


พวกตะอ์ตีลได้ยอมรับในเงื่อนไขที่สอง โดยพวกเขากล่าวว่า พื้นฐานของหลักความเชื่อในทัศนะนี้ ก็คือ เวลาที่มนุษย์ใช้สติปัญญากล่าวถึงความหมายของคุณลักษณะที่มีในมนุษย์เป็นอันดับแรก หลังจากนั้น ได้นำเอาความหมายนั้นไปใช้กับพระเจ้า ซึ่งความหมายของคุณลักษณะที่มีในมนุษย์มีความขัดแย้งกับความบริสุทธิ์ของพระองค์ และพวกเขายังได้กล่าวอีกว่า ถ้าพวกเรายอมรับว่า คุณลักษณะของพระเจ้ามีความหมายเหมือนกันกับคุณลักษณะของมนุษย์ ก็เท่ากับว่า ยอมรับในทัศนะของพวกตัชบิฮ์ แต่ในความเป็นจริง พวกเรามิได้ยอมรับในทัศนะของพวกเขา ด้วยเหตุนี้ พวกตะอ์ตีลจึงมีความเชื่อว่า มนุษย์ไม่มีความสามารถที่จะรู้จักในคุณลักษณะของพระเจ้าได้

นอกเหนือจาก ที่ได้กล่าวไปแล้ว ยังมีหลักฐานยืนยันจากอัล กุรอานว่า ทัศนะของพวกตะอฺตีล ถือว่าไม่ถูกต้อง ซึ่งมีดังนี้

๑.อัล กุรอานได้เชิญชวนมนุษย์ให้ใช้สติปัญญาในสัญลักษณ์ต่างๆของพระเจ้า อีกทั้งได้อธิบายในนามทั้งหลายและคุณลักษณะของพระองค์

 “พระองค์คือ อัลลอฮ์ ซึ่งไม่มีพระเจ้าอื่นใดอีกนอกจากพระองค์ ผู้ทรงอำนาจสูงสุด ผู้ทรงบริสุทธิ์ ผู้ทรงความศานติสุข ผู้ทรงคุ้มครองการศรัทธา ผู้ทรงปกปักรักษาความปลอดภัย ผู้ทรงอำนาจยิ่ง ผู้ทรงปราบให้เรียบร้อย ผู้ทรงความยิ่งใหญ่ภูมิใจ มหาบริสุทธิ์แด่อัลลอฮ์ให้พ้นจากสิ่งที่พวกเขาตั้งภาคีต่อพระองค์”   
“พระองค์คือ อัลลอฮ์ ผู้ทรงสร้าง ผู้ทรงให้บังเกิด ผู้ทรงทำให้เป็นรูปร่าง สำหรับพระองค์คือพระนามทั้งหลายอันสวยงามไพเราะ สิ่งที่อยู่ในชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินต่างแซ่ซ้องสดุดีพระองค์ และพระองค์เป็นผู้ทรงอำนาจ ผู้ทรงปรีชาญาณ” (บทอัลฮัชร์ โองการที่๒๓ และ ๒๔ )


ดังนั้น ถ้าหากว่า การใช้สติปัญญาในสัญลักษณ์ทั้งหลายของพระเจ้า ไม่เป็นผลดีกับเราแล้ว ทำไมอัล-กุรอานจึงได้เชิญชวนมนุษย์ให้ใช้สติปํญญาด้วย

๒.อิสลามมีความเชื่อว่า การเคารพภักดีต่อพระเจ้า ถือเป็นเป้าหมายที่สูงสุดในการสร้างสรรค์ของพระองค์ ดังโองการที่ได้กล่าวว่า

 “เรามิได้สร้างมนุษย์และญินมาเพื่ออื่นใด นอกจากการเคารพภักดีต่อข้าเท่านั้น”

“และเราได้ส่งศาสนทูตมาทุกประชาชาติเพื่อทำการเคารพภักดีต่ออัลลอฮ์”

และโองการต่างๆที่มีความหมายคล้ายคลึงกันนี้ ก็มีอีกมากมาย และการเคารพภักดีในสิ่งที่ไม่รู้ในตัวตนและคุณลักษณะของสิ่งนั้น ก็เป็นไปไม่ได้ เพราะว่า เป็นไปไม่ได้ที่มนุษย์จะทำการเคารพภักดีในสิ่งที่ตนเองนั้นไม่รู้จักในสิ่งที่เคารพภักดี สมมุติว่า เช่น เราไม่รู้ในความหมายของการมีพลังอำนาจ แล้วจะร้องขอความช่วยเหลือกันทำไมละ  ดังนั้น การเกิดขึ้นของการเคารพภักดี ต้องเริ่มต้นด้วยกับการรู้จักถึงสิ่งที่ต้องให้การเคารพภักดีเสียก่อน

เหตุผลที่ผิดพลาดของพวกตะอฺตีลก็คือ พวกเขามีความสับสนในความบริสุทธิ์ของพระเจ้า และการไม่เข้าใจในความหมายที่แท้จริงในคุณลักษณะของพระองค์ และเช่นเดียวกัน ทัศนะของพวกตัชบิฮ์ก็ถือว่า ไม่ถูกต้องเช่นกัน เพราะว่าพวกเขามีความขัดแย้งกับความเชื่อในคุณลักษณะที่ไม่มีอยู่ในพระเจ้า


   แนวทางในการรู้จักคุณลักษณะของพระเจ้า

    เป็นที่กระจ่างชัดแล้วว่า มนุษย์นั้น มีความสามารถรู้จักถึงคุณลักษณะของพระเจ้าได้ ด้วยกับการรับรู้โดยผ่านสื่อ เพราะฉะนั้น แนวทางในการรู้จักคุณลักษณะของพระเจ้า จึงมีด้วยกัน หลายแนวทาง ซึ่งมีดังนี้

๑.แนวทางในการใช้สติปัญญา เป็นแนวทางหนึ่งในการรู้จักคุณลักษณะของพระเจ้า โดยการใช้หลักการทางปรัชญา และตรรกศาสตร์มาพิสูจน์ในการมีอยู่ของคุณลักษณะของพระองค์ ซึ่งในบทก่อนๆได้กล่าวไปแล้วว่า พระเจ้าเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องมีอยู่ และเป็นปฐมของเหตุทั้งหลาย  และจากการใช้สติปัญญาทำให้มีความเข้าใจในคุณลักษณะของพระเจ้าได้ง่ายยิ่งขึ้น และการยอมรับว่า พระเจ้ามีคุณลักษณะที่จำเป็นที่ต้องมีอยู่ หมายความว่า พระองค์นั้นไม่มีร่างกายและชิ้นส่วน

๒.แนวทางในการศึกษา และวิจัยสิ่งที่อยู่ในจักรวาล  ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งในการรู้จักคุณลักษณะของพระเจ้า เช่น ทฤษฎีกฏและระเบียบของโลก บ่งบอกถึง การมีอยู่คุณลักษณะความรู้ของพระเจ้า และการอยู่คงที่ของปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ บ่งบอกถึง การมีอยู่คุณลักษณะวิทยปัญญาของพระองค์


ความแตกต่างในแนวทางแรกและแนวทางที่สอง ก็คือ

๑.ข้อพิสูจน์ที่นำมาใช้ในแนวทางแรก เป็นหลักการปรัชญาและตรรกศาสตร์

๒.ข้อพิสูจน์ที่ใช้ในแนวทางที่สอง  เป็นการใช้วิทยาศาสตร์เป็นหลัก โดยอาศัยหลักการของปรัชญาและตรรกศาสตร์มาช่วยเช่นกัน

ดังนั้น แนวทางที่สอง เป็นแนวทางที่อัล กุรอานได้กล่าวเน้นย้ำและให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก และก็เป็นวิธีการของบรรดานักเทววิทยาอิสลามด้วยเช่นกัน

๓.แนวทางที่สาม เป็นแนวทางที่ใช้จากการอธิบายจากอัล กุรอานและวจนะในอิสลาม

โดยอัล กุรอานได้กล่าวถึง การมีอยู่ของพระเจ้า ,สภาวะการเป็นศาสนทูตของท่านศาสดามุฮัมมัด ,การมีอยู่คุณลักษณะของพระเจ้า และประเด็นใดก็ตามที่สติปัญญาไปไม่ถึง เราสามารถหาคำอธิบายได้จากอัลกุรอานและในวจนะ

๔.แนวทางที่สี่ เป็นแนวทางที่เฉพาะกับกลุ่มชนกลุ่มหนึ่ง เรียกแนวทางนี้ว่า แนวทางรหัสยนิยม หมายถึง การมองเห็นพระเจ้าในอีกมิติหนึ่งที่พ้นจากญาณวิสัย ซึ่งการรู้จักในแนวทางนี้ได้ จากการปฏิบัติอย่างเคร่งครัดในคำสั่งสอนของศาสนา


   พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงมีคุณลักษณะที่สมบูรณ์ที่สุด

   ได้อธิบายแล้วว่า สติปัญญาได้ทำให้พระเจ้ามีคุณลักษณะที่สมบูรณ์ที่สุด ก่อนที่จะอธิบายและพิสูจน์ในการมีคุณลักษณะของพระองค์

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ก็คือ จากการพิสูจน์ทางสติปัญญาในคุณลักษณะความจำเป็นที่ต้องมีอยู่และความเป็นปฐมเหตุของสิ่งทั้งหลาย ยืนยันอย่างชัดเจนว่า พระเจ้ามีคุณลักษณะที่สมบูรณ์ยิ่ง และไม่มีข้อบกพร่องใดในอาตมันของพระองค์  ซึ่งจะขอกล่าวสัก ๒ เหตุผลของความสมบูรณ์ในคุณลักษณะของพระเจ้า

เหตุผลที่หนึ่ง มี หลายองค์ประกอบด้วยกัน ซึ่งมีดังนี้

๑.คุณลักษณะต่างๆเช่น ความรู้ ,พลังอำนาจ , ความประสงค์ และการมีชีวิต ทั้งหมดนั้นเป็นคุณลักษณะที่สมบูรณ์ เพราะสติปัญญาได้กล่าวว่า ความรอบรู้ เมื่อได้เปรียบเทียบกับความไม่รู้ ก็คือ ความสมบูรณ์ และความไม่รู้ เมื่อได้เปรียบเทียบกับความรู้ คือ ความบกพร่อง

๒.สรรพสิ่งที่มีอยู่ มีคุณลักษณะต่างๆที่สมบูรณ์ แม้ว่าบางส่วนจะไม่มีคุณลักษณะที่สมบูรณ์ก็ตาม เช่น ความเป็นวัตถุ เพราะฉะนั้น การมีคุณลักษณะที่สมบูรณ์ แสดงว่าสิ่งนั้นต้องมีอยู่

๓.พระเจ้า ผู้ทรงสูงส่ง เป็นสิ่งมีอยู่โดยไม่ต้องพึ่งพาสิ่งใด และไม่มีสารัตถะ นั่นก็คือ การมีขอบเขตของพระองค์

๔.ตามหลักการหนึ่งของปรัชญา กล่าวว่า ทุกคุณลักษณะที่มีในพระเจ้า หมายความว่า จำเป็นจะต้องมีอยู่ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่พระองค์จะต้องมีคุณลักษณะที่สมบูรณ์


เหตุผลที่สอง ความเป็นปฐมเหตุของสิ่งทั้งหลาย

ข้อพิสูจน์ของเหตุผลนี้ ซึ่งมีดังนี้

๑.พระเจ้าเป็นผู้ที่ทำให้มีสิ่งทั้งหลาย กล่าวคือ พระองค์เป็นปฐมเหตุ และสิ่งต่างๆเป็นผลของเหตุ

๒.ด้วยกับหลักการหนึ่งของปรัชญาที่ได้กล่าวว่า กฏของเหตุและผล อธิบายไว้ว่า ผู้ที่เป็นปฐมเหตุ ต้องมีคุณลักษณะที่สมบูรณ์ หมายความว่า ทุกระดับขั้นของความสมบูรณ์มีอยู่ในพระเจ้า

๓.พระเจ้า เป็นปฐมเหตุของสิ่งทั้งหลายและมีคุณลักษณะที่สมบูรณ์ที่สุด

๔.คุณลักษณะต่างๆเช่น ความรู้, พลังอำนาจ,และการมีชีวิตนั้น มีอยู่ในอาตมันของพระเจ้า ในสภาพที่มีความสมบูรณ์แบบที่สุด

ด้วยเหตุนี้ พระเจ้าจึงเป็นปฐมเหตุของสิ่งทั้งหลาย และพระองค์มีคุณลักษณะที่สมบูรณ์แบบที่สุด

   การอธิบายคุณลักษณะของพระเจ้า

    ประเด็นหลักที่สำคัญของคุณลักษณะของพระเจ้า คือ การอธิบายความหมายคุณลักษณะของพระองค์

ความหมายของผู้รอบรู้และผู้มีพลังอำนาจ ในประโยคที่ได้กล่าวว่า พระเจ้าเป็นผู้ทรงรอบรู้ และเป็นผู้ทรงมีพลังอำนาจ มีความหมายว่าอย่างไร? และความหมายนั้นมีความหมายเดียวกันกับความหมายของผู้รู้และผู้มีพลังอำนาจในมนุษย์ใช่หรือไม่?


สำหรับคำตอบของคำถามนี้ ก็คือ เป็นคำถามที่ยากจะตอบได้ เพราะถ้าหากว่า เรายอมรับในความหมายของคุณลักษณะที่มีอยู่ในพระเจ้านั้นก็หมายความว่า คุณลักษณะของพระองค์มีความหมายเดียวกับความหมายของคุณลักษณะที่มีอยู่ในตัวมนุษย์แล้วละก็เท่ากับว่าเราได้ยอมรับความเชื่อของพวกตัชบิฮ์

ในขณะเดียวกันเรากล่าวว่า พระเจ้า พระองค์ไม่เหมือนกับสิ่งใดที่มีในโลก ดังนั้น สามารถจะกล่าวว่า จากเหตุผลของหลักปรัชญาและตรรกศาสตร์ได้พิสูจน์ว่า ความหมายของคุณลักษณะในพระเจ้านั้น ไม่เหมือนกันกับความหมายของคุณลักษณะในมนุษย์ ดังนั้น ความหมายของคุณลักษณะในพระเจ้าจึงไม่เหมือนกับความหมายของคุณลักษณะในมนุษย์

กล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า คำที่นำมาใช้ต้องไม่มีความขัดแย้งกับหลักตรรกศาสตร์ และความหมายของคุณลักษณะก็คือ ในความหมายที่ปรัชญาและตรรกศาสตร์ได้ยืนยันและรับรอง

ได้อธิบายแล้วว่า ความเชื่อของนักวิชาการกลุ่มหนึ่ง ที่ได้กล่าวว่า มนุษย์ไม่มีความสามารถที่จะรู้จักในคุณลักษณะของพระเจ้าได้  เพราะไม่สามารถอธิบายในความหมายของคุณลักษณะของพระองค์ได้ ดังนั้น พวกเขาคือ พวกตะอฺตีล  และพวกเขากล่าวว่า สติปัญญาของมนุษย์ไปไม่ถึงการรู้จักพระเจ้า

บัดนี้ จะมาดูกันว่า ยังมีแนวทางใดบ้าง ที่จะรู้จักในคุณลักษณะของพระเจ้าได้  และคำถามนี้ในอดีตก็เคยถามมาแล้ว ในแวดวงของบรรดานักเทววิทยาอิสลาม


สำหรับคำตอบก็คือ มีหลายทัศนะด้วยกัน แต่จะขอกล่าวเพียงทัศนะเดียว และเป็นทัศนะที่บรรดานักปรัชญาและบรรดานักเทววิทยาอิสลามยอมรับ ซึ่งสามารถสรุปได้ว่า มนุษย์มีคุณลักษณะต่างๆมากมาย เช่น ความรู้,พลังอำนาจ การมีชีวิต และเมื่อได้เปรียบเทียบกับความไม่รู้,ความอ่อนแอ คุณลักษณะทั้งหมดนั้น เป็นคุณลักษณะที่มีความสมบูรณ์

และเมื่อเป็นเช่นนี้ อันดับแรก ต้องมาไตร่ตรองอย่างละเอียดในความหมายของคุณลักษณะที่มีความสมบูรณ์กันก่อน  และหลังจากนั้น ก็มาทำการรู้จักในคุณสมบัติที่มีอยู่ในตัวของคุณลักษณะเหล่านั้น เช่น การเพิ่งมีอยู่ ,การสูญสลาย,ความต้องการสื่อ และการยอมรับความผิดพลาด เ ป็นต้นฯ และต่อมาก็นำเอาคุณสมบัติทั้งหมดนั้นแยกออกจากกันเป็นส่วนๆ ดังนั้น ความรู้ จะมีความจำกัดและขอบเขต และถ้าหากว่ามีคุณสมบัติที่ได้กล่าวไปแล้ว ความรู้ของมนุษย์ ก็เป็นความรู้ที่เพิ่งมีมาและเกิดขึ้น ความรู้อันนั้น มีความเป็นไปได้ที่จะหมดไป หรือสูญสลาย และการรับเอาความรู้ต้องผ่านจากสื่อทั้งหลาย และความรู้มีความผิดพลาดที่จะเกิดขึ้นได้ สิ่งที่ได้กล่าวไปนั้น บ่งบอกถึง ความมีขอบเขตในคุณลักษณะความรู้ของมนุษย์ ส่วนความรู้ของพระเจ้านั้น มีความแตกต่างจากความรู้ของมนุษย์อย่างสิ้นเชิง เพราะว่า ความรู้ของมนุษย์มีที่สิ้นสุดและมีความผิดพลาด แต่ความรู้ของพระองค์นั้น ไม่มีที่สิ้นสุด และความผิดพลาดใดเกิดขึ้นเลย


   การหยุดนิ่ง(เตากีฟ) ของนามทั้งหลายและคุณลักษณะของพระเจ้า

    บรรดานักเทววิทยาอิสลาม บางสำนักคิด มีความเชื่อว่า นามทั้งหลายและคุณลักษณะของพระเจ้านั้น มีการหยุดนิ่ง ความหมายของการหยุดนิ่ง ก็คือ การยอมรับการกล่าวนามและการอธิบายเกี่ยวกับพระเจ้า ที่มีความจำกัดในอัล กุรอานและวจนะเท่านั้น หมายความว่า การรู้จักพระเจ้าได้ ด้วยกับนามและคุณลักษณะทั้งหลายที่กล่าวไว้ในอัล กุรอานและวจนะ ก็ถือว่าเป็นการเพียงพอแล้ว เพราะว่า สติปัญญาของมนุษย์ไปไม่ถึงการรู้จักในพระองค์อย่างแท้จริง กล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า มีนักเทววิทยา สำนักคิดหนึ่งได้กล่าวว่า พวกเรามีความเชื่อว่า ไม่มีการหยุดนิ่งในการรู้จักพระเจ้าจากอัลกุรอานและวจนะ แต่สามารถที่จะกล่าวนามของพระเจ้า ด้วยกับเงื่อนไขที่ว่าต้องไม่เกิดความเป็นขอบเขตในคุณลักษณะเหล่านั้น และจากประเด็นการอธิบายความหมายของคุณลักษณะของพระเจ้า และหนึ่งในคุณลักษณะของพระองค์ก็คือ การไม่มีความผิดพลาดและข้อบกพร่อง บ่งบอกว่า สติปัญญาได้อนุญาตให้มนุษย์อธิบายคุณลักษณะของพระเจ้าตามความต้องการของเขาได้ ดังนั้น ไม่มีเหตุผลใดจากการใช้สติปัญญาที่กล่าวว่า มีการหยุดนิ่งในนามและคุณลักษณะทั้งหลายของพระเจ้า

บรรดานักเทววิทยาที่ยอมรับในความเชื่อการหยุดนิ่งในนามและคุณลักษณะของพระองค์นั้น ซึ่งในความเป็นจริง พวกเขามิได้มีเหตุผลใดมายืนยัน เพียงแต่กล่าวอ้างในโองการดังต่อไปนี้


อัล กุรอานกล่าวว่า

 “และสำหรับอัลลอฮ์ พระองค์ทรงมีพระนามทั้งหลายอันสวยงาม แล้วพวกเจ้าจงเรียกหาพระองค์ด้วยพระนามเหล่านั้น และจงปล่อยบรรดาผู้ที่ทำให้เฉไฉในพระนามของพระองค์ พวกเขาจะถูกตอบแทนในสิ่งที่ได้กระทำไป”(บทอัลอะอ์รอฟ โองการที่ ๑๘๐)

พวกเขาได้กล่าวว่า ความหมายของการปล่อยบรรดาผู้ที่เฉไฉจากการกล่าวพระนาม คือ การไม่อนุญาตให้กล่าวพระนามอื่นที่ไม่มีในอัล กุรอาน เพราะว่า การกระทำเช่นนี้ พวกเขาจะถูกตอบแทนด้วยการลงโทษจากพระเจ้า ดังนั้น ทัศนะการหยุดนิ่ง ถือว่า เป็นทัศนะที่ถูกต้อง

นอกเหนือจากนี้ ได้มีวจนะอีกมากมายที่กล่าวถึง การห้ามมิให้อธิบายเกี่ยวกับพระเจ้าที่มิได้ถูกกล่าวใน

อัล กุรอาน เช่น วจนะจากท่านอิมามกาซิม (ขอความสันติพึงมีแด่ท่าน) ได้กล่าวว่า

 “แท้จริงอัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงส่งและยิ่งใหญ่เหนือการอธิบายในความเป็นจริงของพระองค์ ดังนั้น พวกเจ้าจงอธิบายพระองค์ ในสิ่งที่พระองค์อธิบายไว้ และจงออกห่างจากสิ่งที่นอกเหนือจากนั้น”

(อุศูล อัลกาฟีย์ เล่มที่ ๑ หน้าที่ ๑๐๒ )

 จากวจนะทั้งหลายที่มีจำนวนมากมาย แสดงให้เห็นว่า แม้ทัศนะของการหยุดนิ่ง จะไม่ถูกต้องก็ตาม แต่ให้เราหลีกเลี่ยงจากการไม่กล่าวพระนามที่มิได้ถูกกล่าวในอัล กุรอานและวจนะ


   ศัพท์วิชาการท้ายบท

ตะอ์ตีล       :     Agnosticism

ตัชบิฮ์   :    Anthropomorphism

การหยุดนิ่งในคุณลักษณะของพระเจ้า(เตากีฟ ซิฟาต)

   สรุปสาระสำคัญ

๑.พวกตะอ์ตีล มีความเชื่อว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะรู้จักถึงพระเจ้า เพราะว่าสติปัญญาไปไม่ถึงและไม่มีความสามารถที่จะรู้จักความเป็นจริงของพระองค์ได้ แต่เพียงยอมรับว่า มีคุณลักษณะของพระเจ้าที่ถูกกล่าวไว้ในอัล กุรอานและวจนะ

๒. พวกตัชบิฮ์ มีความเชื่อว่า เป็นไปได้ที่จะรู้จักถึงพระเจ้า เพราะว่าสติปัญญามีความสามารถที่จะรู้จักพระองค์ได้และความหมายของคุณลักษณะของพระองค์เหมือนกับคุณลักษณะของมนุษย์และไม่มีความแตกต่างกันเลย

๓.มีเหตุผลอื่นๆอีกมากมายที่กล่าวว่า ทัศนะของพวกตะอ์ตีลนั้น ไม่ถูกต้อง เช่น อัล กุรอานจากโองการทั้งหลาย ได้เชิญชวนมนุษย์ไปสู่การใช้ความคิดในโองการที่กล่าวถึงคุณลักษณะของพระเจ้า และการเคารพภักดีนั้นต้องเริ่มต้นด้วยการรู้จักผู้ที่จะทำการเคารพภักดีด้วยเช่นเดียวกัน และทัศนะของอิสลามกล่าวว่า การรู้จักพระเจ้าเป็น ความสมบูรณ์หนึ่งของมนุษย์ทุกคน และการรู้จักที่ดีที่สุด คือ การรู้จักพระองค์โดยตรง

๔.ความเชื่อของพวกตัชบิฮ์ ถือว่า ไม่ถูกต้อง เพราะว่ามีความขัดแย้งกับคุณลักษณะที่ไม่มีอยู่ในพระเจ้า


๕.มนุษย์ยังมีหลายวิธีการและแนวทางในการรู้จักถึงคุณลักษณะของพระเจ้า

วิธีการทางสติปัญญา หมายถึง การใช้เหตุผลในการรู้จักถึงคุณลักษณะประการหนึ่งของพระองค์

วิธีการค้นคว้าในหลักและกฏความระบบและระเบียบของโลก เป็นอีกวิธีการหนึ่งในการรู้จักคุณลักษณะของพระองค์

วิธีการศึกษาจากอัล กุรอานและวจนะ ก็เป็นวิธีการหนึ่งที่จะรู้จักคุณลักษณะของพระเจ้าได้มากยิ่งขึ้น

อีกวิธีการหนึ่งในการรู้จักคุณลักษณะของพระเจ้า คือ วิธีการทางรหัสยนิยม เป็นวิธีการของบางสำนักคิดในอิสลาม โดยพวกเขารู้จักคุณลักษณะของพระเจ้าได้ด้วยกับตาแห่งปัญญา มิใช่จากตาเนื้อ

๖.จากเหตุผลต่างๆได้พิสูจน์ให้เห็นว่า พระเจ้า มีคุณลักษณะที่สมบูรณ์แบบที่สุด และทุกคุณลักษณะก็บ่งบอกถึง การมีอยู่ที่มีความสมบูรณ์ของพระองค์ ซึ่งมิได้มีขอบเขตจำกัด และมีที่สิ้นสุด

๗.การหลีกเลี่ยงของพวกตะอ์ตีลและตัชบิฮ์ในการอธิบายถึงคุณลักษณะของพระเจ้า ก็คือ การอธิบายคุณลักษณะของพระองค์ที่มีความหมายเหมือนกับคุณลักษณะของมนุษย์ แต่มีความแตกต่างกันตรงที่คุณลักษณะของมนุษย์นั้นมีขอบเขตจำกัด ส่วนคุณลักษณะของพระเจ้าไม่มีขอบเขตและที่สิ้นสุด

๘.แม้ว่าจะไม่มีเหตุผลที่ยืนยันชัดเจนจากอัล กุรอานว่า ทัศนะการหยุดนิ่งนั้น มีความถูกต้อง แต่ยังได้มีวจนะทั้งหลายที่กล่าวถึง ความถูกต้องของทัศนะนี้ ด้วยเหตุนี้ เป็นการดีที่สุดให้เราหลีกเลี่ยงจากการไม่กล่าวพระนามและคุณลักษณะที่มิได้ถูกกล่าวไว้ในอัล กุรอาน


   บทที่ ๓

   อัล กุรอานกับการอธิบายคุณลักษณะของพระเจ้า

    กล่าวไปแล้วว่า ไม่มีวิธีการใดที่จะรู้จักในอาตมันของพระผู้เป็นเจ้าได้  แต่มีวิธีการเดียวที่จะรู้จักถึงพระองค์ คือ การรู้จักด้วยนามทั้งหลายและคุณลักษณะของพระองค์

ด้วยเหตุนี้ หนึ่งในเป้าหมายของอัล กุรอาน คือ การทำให้มนุษย์รู้จักพระเจ้าให้ลึกที่สุดเท่าที่จะมากได้ และโองการต่างๆของอัล   กุรอานยังได้กล่าวถึง คุณลักษณะของพระองค์ เป็นจำนวนหลายร้อยกว่าโองการ และกล่าวถึง คุณลักษณะของพระเจ้าโดยตรง และยังได้กล่าวนามทั้งหลายของพระองค์อีกด้วย

ดังนั้น จงจำไว้เถิดว่า การรู้จักพระเจ้า จากคุณลักษณะของพระองค์นั้น เป็นวิธีการรู้จักที่ยิ่งใหญ่ และการศึกษาและวิเคราะห์ในคุณลักษณะของพระองค์อย่างละเอียด จะต้องใช้ระยะเวลายาวนาน เพราะว่า ถ้าหากว่ามีความผิดพลาด ก็จะเป็นเหมือนกับความเชื่อของพวกตัชบิฮฺ 

อัล กุรอานได้อธิบายถึง คุณลักษณะของพระองค์ว่า ไม่เหมือนกับทัศนะของพวกตัชบิฮ์

 อัล กุรอานกล่าวว่า เป็นไปไม่ได้ที่มนุษย์จะรู้จักอาตมันของพระเจ้า  และเช่นกันความรู้ของมนุษย์ก็ไปไม่ถึง สารัตถะที่แท้จริงของพระองค์

อัล กุรอานกล่าวว่า

“พระองค์ทรงรอบรู้สิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ข้างหน้าพวกเขา และสิ่งต่าง ๆที่อยู่ลับหลังพวกเขาและความรู้ของพวกเขาไม่อาจจะเท่าเทียมความรู้ของพระองค์ได้” (บทฏอฮา โองการที่ ๑๑๐)


และ กล่าวอีกว่า

“พระเจ้าผู้ทรงสร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน พระองค์ทรงทำให้มีคู่ครองแก่พวกเจ้าจากตัวของพวกเจ้าเอง และจากปศุสัตว์ทรงให้มีคู่ผัวเมีย ด้วยเหตุนี้พระองค์ทรงแพร่พันธุ์พวกเจ้าให้มากมาย ไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือนพระองค์ และพระองค์ผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงเห็น”

( บทอัชชูรอ โองการที่ ๑๑)

ด้วยกับความเชื่อในความเป็นเอกานุภาพของพระผู้เป็นเจ้า ได้กล่าวไปแล้วว่า โองการเหล่านี้กล่าวถึง ความเป็นเอกานุภาพในอาตมันของพระองค์ และ ยังได้ปฏิเสธการมีอยู่ของอาตมันอื่นเคียงข้างพระองค์ และการไม่เหมือนกันของคุณลักษณะของพระองค์กับคุณลักษณะของสิ่งอื่น

 ด้วยเหตุนี้ โองการนี้ กล่าวถึง พระผู้เป็นเจ้า มีอาตมันที่บริสุทธิ์ และไม่มีที่สิ้นสุด และในคุณลักษณะของพระองค์ไม่เหมือนกับสิ่งใด และเช่นเดียวกัน จากโองการสุดท้ายของบทอัตเตาฮีด ก็กล่าวไว้เช่นเดียวกันว่า พระเจ้าไม่เหมือนกับสิ่งใด

อัล กุรอานยังได้กล่าวอีกว่า นอกเหนือจากทัศนะของพวกตัชบิฮ์ และความไม่ถูกต้องของทัศนะนี้แล้ว และโองการต่างๆ ยังได้กล่าวอีกว่า พระเจ้าทรงไม่มีคุณลักษณะในด้านลบในอาตมันของพระองค์ เช่น พระองค์ไม่มีที่พำนักและกาลเวลา

และอัล กุรอานได้กล่าวไว้เช่นกันอีกว่า พระเจ้าทรงอยู่เหนือสิ่งที่มนุษย์ได้ทำให้เหมือน


อัล กุรอานกล่าวว่า

“และพวกเขาได้ให้มีขึ้นแก่อัลลอฮ์ ซึ่งบรรรดาภาคีแห่งญิน ทั้งๆที่พระองค์ทรงบังเกิดพวกเขา แต่พวกเขาอุปโลกน์ให้แก่พระองค์ซึ่งบรรดาบุตรชาย และบรรดาบุตรหญิง โดยปราศจากความรู้พระองค์ทรงบริสุทธิ์และทรงสูงส่งเกินกว่าที่พวกเขาจะกล่าวให้ลักษณะต่อพระองค์”

 (บทอัลอันอาม โองการที่ ๑๐๐ )

และกล่าวอีกว่า

“พวกเขามิได้ให้เกียรติอัลลอฮ์ ตามที่ควรจะให้เกียรติต่อพระองค์ แท้จริงอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงพลัง ผู้ทรงเดชานุภาพโดยแท้จริง” (บทอัลฮัจญ์ โองการที่ ๗๔ )

โองการเหล่านี้ได้กล่าวถึง ประตูแห่งการรู้จักพระเจ้า ได้ถูกปิดลง และมนุษย์ไม่มีความสามารถที่จะรู้จักถึงพระองค์ได้ นอกจากการหยุดนิ่งจากการใช้สติปัญญา ดังนั้น ทัศนะนี้ถือว่า เป็นโมฆะ เพราะจากโองการทั้งหลายที่กล่าวถึง ความบริสุทธิ์ของพระเจ้าจากการเหมือนของคุณลักษณะของพระองค์กับคุณลักษณะของสิ่งอื่น และมีโองการอีกมากมายที่กล่าวถึง พระนามและคุณลักษณะทั้งหลายของพระเจ้า

ด้วยเหตุนี้ อัลกุรอานได้เชิญชวนมนุษย์ทุกคนให้ใช้สติปัญญาไตร่ตรองในสัญลักษณ์ต่างๆ ของพระผู้เป็นเจ้า และได้กล่าวในคุณลักษณะของพระองค์ว่า ไม่เหมือนกับทัศนะของพวกตัชบิฮ์และตะอ์ตีล แต่ยังมีแนวทางสายกลางในการรู้จักถึงคุณลักษณะของพระองค์ นั่นคือ มนุษย์สามารถรู้จักคุณลักษณะของพระองค์ได้ และคุณลักษณะของพระองค์ไม่เหมือนกับสิ่งที่มีอยู่ในโลก


   คุณลักษณะของพระเจ้าในมุมมองของวจนะ

   จากการศึกษาในหลักฐานการบันทึก ทำให้เข้าใจได้ว่า แนวทางของวจนะในอิสลาม เหมือนกับแนวทางของอัล กุรอานในการอธิบายคุณลักษณะของพระเจ้า ดังเช่น วจนะหนึ่ง ของท่านอิมามอะลี (ขอความสันติพึงมีแด่ท่าน) เกี่ยวกับการอธิบายในความหมายของอัล กุรอาน โองการที่ ๑๑๐ บทฏอฮา

อิมามอะลีกล่าวว่า

“ไม่มีสรรพสิ่งใดที่จะมีความรู้ในพระเจ้าได้ เพราะว่า พระองค์ ผู้ทรงบริสุทธิ์และสูงส่ง ได้ประทานม่านกั้นมาปิดในสายตาแห่งปัญญา ดังนั้น ไม่มีความคิดใดที่จะไปถึงการรู้จักพระองค์ และไม่มีหัวใจใดที่จะพิสูจน์การมีอยู่ของพระองค์ และพวกเจ้า อย่าได้กล่าวคุณลักษณะของพระองค์ นอกจากสิ่งที่กล่าวไปแล้ว  พระองค์ทรงไม่เหมือนกับสิ่งใด อีกทั้งพระองค์ทรงได้ยิน และทรงมองเห็น”

(ตัฟซีร นูรุล อัซซะกะลัยน์ เล่มที่ ๓ หน้าที่ ๓๙๔ )

ท่านอิมามได้อธิบายในคุณลักษณะของพระเจ้าว่า ไม่มีสิ่งถูกสร้างใดที่จะมีความรู้ในอาตมันของพระองค์ เพราะพระองค์ไม่เหมือนกับสิ่งใด และไม่มีสิ่งใดเหมือนพระองค์


ท่านอิมามได้กล่าวในบทเทศนา ที่มีนามว่า อิชบาฮ์ ว่า

“พวกเขากล่าวโกหกว่าพระเจ้า เหมือนกับบรรดาเจว็ดที่พวกเขาสักการะบูชา และสวมใส่เสื้อผ้าอาภรณ์ของสิ่งถูกสร้างทั้งหลาย อีกทั้งพวกเขาคิดว่า พระองค์มีรูปร่าง และได้เปรียบพระองค์เหมือนกับสิ่งถูกสร้างที่มีพลังมหาศาล”

(นะฮ์ญุลบะลาเฆาะ สุนทรโรวาทที่ ๙๑)

ด้วยเหตุนี้เอง อัล กุรอานได้อธิบายว่า ไม่ยอมรับในทัศนะของพวกตัชบิฮ์และตะอ์ตีล และยังมีวจนะทั้งหลายที่กล่าวถึงเรื่องนี้ เช่น วจนะของท่านอิมามอะลี ที่กล่าวว่า

“สติปัญญาของมนุษย์ไปไม่ถึงขอบเขตของคุณลักษณะของพระเจ้า และพวกเขาไม่ถูกปกปิดจากการรู้จักพระองค์”

(นะฮ์ญุลบะลาเฆาะ สุนทรโรวาทที่ ๔๙)

นอกเหนือจากนี้ ในวจนะของท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) และวงศ์วานผู้บริสุทธิ์ของท่าน เกี่ยวกับ การรู้จักพระเจ้า ได้อธิบายถึงคุณลักษณะของพระองค์ไว้ด้วยเช่นกัน  ด้วยเหตุนี้ มนุษย์มีความสามารถที่จะรู้จักพระเจ้าด้วยกับคุณลักษณะของพระองค์


   สรุปสาระสำคัญ

๑.อัล กุรอานได้ประกาศอย่างชัดเจนว่า ไม่มีความรู้ใดที่จะรู้จักในอาตมันที่แท้จริงของพระเจ้าได้

๒.ตามทัศนะของอัล กุรอาน ถือว่า พวกตัชบิฮ์ มีทัศนะที่ไม่ถูกต้อง เพราะว่า โองการทั้งหลายได้กล่าวปฏิเสธว่า พระเจ้าเหมือนกับสิ่งถูกสร้างของพระองค์ และโองการอื่นอีกก็ได้กล่าวว่า พระเจ้าไม่มีคุณลักษณะในด้านลบ เช่น พระองค์ไม่มีที่พำนักกาลเวลา และไม่มีที่สิ้นสุด

๓.ความเชื่อของพวกตะอ์ตีล ก็ถือว่า ไม่ถูกต้องเช่นเดียวกัน ซึ่งในมุมมองของอัล กุรอาน  ได้เชิญชวนมนุษย์ให้ใช้ความคิดในสัญลักษณ์ทั้งหลายของพระเจ้า ด้วยเหตุนี้ จะกล่าวได้ว่า ตามทัศนะของอัล กุรอาน กล่าวว่า เป็นที่อนุญาตให้มนุษย์รู้จักคุณลักษณะของพระองค์ได้

๔.วจนะทั้งหลายได้กล่าวว่า ทัศนะของพวกตัชบิฮ์และตะอ์ตีล ก็ถือว่า ไม่ถูกต้อง และยังกล่าวอีกว่า พระเจ้าทรงบริสุทธิ์จากคุณลักษณะของสิ่งถูกสร้างของพระองค์ ซึ่งบ่งบอกถึง การรู้จักพระองค์นั้น มีความเป็นไปได้


   บทที่ ๔

   ความรู้ของพระเจ้า (อิลม์ อิลาฮีย์)

    ความรู้ คือ หนึ่งในคุณลักษณะของพระเจ้า  และในทัศนะของอิสลามได้กล่าวว่า พระเจ้าเป็นผู้ทรงรอบรู้ในทุกสรรพสิ่งและทุกกิจการในเอกภพนี้ และจะกล่าวในภายหลังว่า ความรู้ เป็น คุณลักษณะที่มีในอาตมัน (ซิฟัต ซาตีย์) และเป็นคุณลักษณะในกิริยา การกระทำ (ซิฟัต เฟียะลีย์) กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ความรู้ของพระเจ้านั้น มีระดับขั้นที่แตกต่างกัน บางส่วนเป็นคุณลักษณะที่มีในอาตมัน และบางส่วนเป็น คุณลักษณะในกิริยา การกระทำ

   ความรู้ คือ อะไร?

    เป็นที่รู้กันดีว่า คำว่า ความรู้ (อิลม์ )นั้น มีความหมายที่ชัดเจนโดยที่ไม่ต้องการคำอธิบายใดๆ เพราะว่า ความรู้ เป็นสิ่งหนึ่งที่มีอยู่ในตัวของมนุษย์ เหมือนกับความรู้สึกสัมผัสภายในของเขา หมายความว่า มนุษย์ไม่ได้มีความรู้มาก่อนหน้านี้ หลังจากนั้น ก็มีความรู้ขึ้นมา ดังนั้น ความรู้ จึงหมายถึง การรับรู้ในสิ่งที่ไม่รู้ เมื่อได้เปรียบเทียบความรู้ของมนุษย์กับความรู้ของพระเจ้า จะเห็นได้ว่า ความรู้ของมนุษย์นั้นมีขอบเขตที่จำกัด ส่วนความรู้ของพระเจ้า เป็นความรู้ที่ไม่มีขอบเขต และไม่มีที่สิ้นสุด เพราะว่า ความรู้ของมนุษย์เกิดขึ้นจากการรับรู้ด้วยกับประสาทสัมผัสจากสิ่งที่อยู่ภายนอกและภายใน เช่น การรับรู้ด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า เป็นความรู้ที่มิได้มีมาแต่ดั้งเดิม และก็สามารถที่ทำลายและสูญสลายได้

  ส่วนความรู้ของพระเจ้า เป็นความรู้ที่ไม่มีจุดเริ่มต้นและไม่มีที่สิ้นสุด เป็นความรู้ที่มีมาแต่ดั้งเดิมและไม่ต้องใช้สื่อในการรับรู้


ความรู้โดยตรงและความรู้โดยผ่านสื่อ

   ได้กล่าวแล้วว่า ความรู้ได้ถูกแบ่งออกเป็นสอง ประเภท ความรู้โดยตรง และความรู้โดยผ่านสื่อ สิ่งที่รับรู้ในความรู้โดยตรง คือ ตัวของตนเอง ในขณะเดียวกัน สิ่งที่ถูกรับรู้ในความรู้โดยผ่านสื่อ คือ การมโนภาพจากการใช้สติปัญญา กล่าวคือ สิ่งหนึ่งต้องใช้การมโนภาพ จึงจะไปสู่การรับรู้นั้นได้ ดังนั้น ความรู้ของมนุษย์ในการรู้จักตนเอง ความรู้ในความรู้สึกภายใน เช่น ความรู้สึกกลัว ,โกรธ, ความรัก เป็นความรู้โดยตรง  ส่วนความรู้ด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า กล่าวคือ การมองเห็นด้วยตา การได้รับกลิ่นด้วยจมูก การได้ลิ้มรสด้วยปาก การสัมผัสด้วยมือ  การได้ยินด้วยหู และความรู้ที่เกิดจากการใช้เหตุผลทางสติปัญญา เป็นความรู้โดยผ่านสื่อ  และจากการแบ่งประเภทข้างต้น ทำให้เข้าใจได้ว่า ความหมายของ ความรู้ คือ การมีอยู่ของ สิ่งที่ถูกรับรู้(มะอ์ลูม) ใน ผู้รับรู้ (อาลิม) ความหมายนี้มีความสมบูรณ์ เพราะว่า สามารถใช้ได้ทั้งสองประเภทของความรู้ กล่าวคือ ความรู้โดยตรง และความรู้โดยผ่านสื่อ  และจากความหมายนี้ ได้รวมถึงความรู้ของสรรพสิ่งที่มีอยู่ และความรู้ของพระเจ้า ในเวลาที่เรากล่าวว่า ความรู้ของพระเจ้า หมายถึง พระองค์ทรงรอบรู้ในทุกสรรพสิ่ง และมาตรฐานของความรู้ของพระเจ้า ก็คือ การมีอยู่ในอาตมันของพระองค์ และการมีอยู่ของสรรพสิ่ง ด้วยเหตุนี้ บรรดานักปรัชญาและเทววิทยาอิสลาม จึงมีความเห็นตรงกันว่า ความรู้ของพระเจ้า เป็น ความรู้โดยตรง ด้วยกับเหตุผลที่ว่า ความรู้โดยผ่านสื่อนั้น เกิดขึ้นจากการมโนภาพของสิ่งหนึ่ง ที่เรียกว่า สิ่งถูกรับรู้ เพราะผู้รับรู้มีความต้องการรู้ในสิ่งที่รับรู้ ในขณะเดียวกัน ความรู้ของพระเจ้า มิได้มีความต้องการมโนภาพ แต่สิ่งที่รับรู้นั้นได้เกิดขึ้นในพระองค์


   ระดับขั้นความรู้ของพระเจ้า

    หลังจากที่ได้อธิบายในความหมายของ ความรู้ ไปแล้ว ตอนนี้ จะมาอธิบายเกี่ยวกับ ระดับขั้น ความรู้ของพระเจ้า

ความรู้ของพระเจ้า ถูกแบ่งออกเป็น ๓ ระดับขั้น

๑.ความรู้ในอาตมันหรือตัวตน

๒.ความรู้ในสรรพสิ่งทั้งหลาย

ความรู้ในสรรพสิ่ง ก็แบ่งออกอีก สอง ระดับขัึ้น

๑.ความรู้ก่อนการเกิดขึ้นของสรรพสิ่ง

๒.ความรู้หลังการเกิดขึ้นของสรรพสิ่ง

สามารถสรุปได้ว่า ความรู้ของพระเจ้ามี ๓ ระดับขั้น

๑.ความรู้ในอาตมันของพระองค์

๒.ความรู้ในสรรพสิ่งก่อนการเกิดขึ้น

๓.ความรู้ในสรรพสิ่งหลังการเกิดขึ้น

 

   ความรู้ในอาตมันของพระเจ้า

   ความหมายของ ความรู้ในอาตมันของพระเจ้า หมายถึง การมีอยู่ของอาตมันในพระเจ้า ดังนั้น มาตรฐานในความรู้ของพระเจ้า ก็คือ การมีอยู่ และก่อนที่จะพิสูจน์ในระดับขั้นของความรู้นี้ สิ่งที่ควรรู้ ซึ่งมีดังนี้

มนุษย์ไม่มีความรู้ในตัวตนของพระเจ้า  และเช่นกัน คุณลักษณะของพระองค์ แต่มนุษย์รู้จักพระองค์ได้ ด้วยกับความหมายที่ได้รับรู้จากความรู้โดยผ่านสื่อ


   เหตุผลของ ความรู้ในอาตมันของพระเจ้า

   นอกเหนือจาก เหตุผลโดยทั่วไปที่ใช้ในการพิสูจน์ถึงการมีคุณลักษณะที่สมบูรณ์ที่สุด ยังมีเหตุผลที่เฉพาะกับการพิสูจน์ในความรู้ในอาตมันของพระเจ้า  ซึ่งกล่าวได้ว่า เหตุผลนี้เกิดมาจากหลักของปรัชญา มีอยู่ด้วยกัน ๒ ข้อพิสูจน์ ดังนี้

๑.ทุกสิ่งที่เป็นอวัตถุ มีอยู่ด้วยตัวของมันเอง และมีความรู้ในตัวเอง ซึ่งในหลักการของปรัชญาได้พิสูจน์แล้วว่า สิ่งที่เป็นวัตถุ มีรูปร่าง และรูปแบบ และมีการเปลี่ยนแปลง และมิได้มีความรู้ในตัวเอง ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่เป็นวัตถุ จึงไม่มีความรู้ในตัวเอง ส่วนสิ่งที่ไม่เป็นวัตถุหรืออวัตถุ ด้วยกับเหตุผลความบริสุทธิ์และไม่มีรูปร่าง จึงมีความรู้ในตัวเอง

๒.การมีของพระเจ้า เป็นสิ่งที่มิได้เป็นวัตถุ ข้อพิสูจน์นี้ได้พิสูจน์ในคุณลักษณะที่ไม่มีอยู่ในพระเจ้าแล้วว่า พระองค์มิได้มีรูปร่างและหน้าตา และมิได้เป็นวัตถุ ดังนั้น พระองค์จึงมีความรู้ในตัวเอง เพราะว่า พระองค์เป็นสิ่งที่มิได้เป็นวัตถุ และสิ่งที่มิได้เป็นวัตถุ ก็มีความรู้ในตัวเอง


   ความรู้ในสรรพสิ่งทั้งหลายก่อนการเกิดขึ้น

    หลังจากที่ได้อธิบายใน ความรู้ในอาตมันของพระเจ้าไปแล้ว จะมาอธิบายในระดับขั้นที่สองของความรู้ของพระเจ้า นั่นก็คือ ความรู้ในสรรพสิ่งก่อนการเกิดขึ้น มีคำถามเกิดขึ้น จากบรรดานักปรัชญาและเทววิทยาอิสลามว่า ระดับขั้นความรู้ประเภทนี้ในพระเจ้า เป็นความรู้ในรูปแบบที่มีรายละเอียด หรือเป็นความรู้เพียงบางส่วนเท่านั้น?

ความหมายของ ความรู้บางส่วน หมายถึง ก่อนการเกิดขึ้นของสรรพสิ่ง พระเจ้ามิได้มีความรู้ในรายละเอียดของแต่ละสิ่ง ทว่ามีความรู้หนึ่งที่สามารถเปลี่ยนเป็นความรู้ในรายละเอียดได้ สำหรับการเข้าใจในความรู้บางส่วน ตัวอย่างเช่น ความรู้ของนักเลขาคณิต เพราะว่า ความรู้ในคณิตศาสตร์ คือ ความรู้ในกฏและการอนุมานตามหลักการของคณิตศาสตตร์ ดังนั้น นักเลขาคณิต รู้จักกฏของคณิต แต่ถ้าไม่มีโจทย์มาให้แก้ ก็เท่ากับกฏต่างๆนั้นไม่ได้ถูกนำมาใช้ และก็เช่นเดียวกันกับความรู้บางส่วนของพระเจ้า ส่วนความรู้ในรายละเอียด หมายถึง พระเจ้ามีความรู้ก่อนการเกิดขึ้นของสรรพสิ่งในรายละเอียดปลีกย่อยทั้งหมด

สำหรับคำตอบ ซึ่งมีความสลับซับซ้อน และจะต้องอธิบายรายละเอียดที่ลึกซึ้ง และจะต้องใช้กฏและหลักการของปรัชญาและตรรกศาสตร์มายืนยัน  มีอยู่ ๒ เหตุผลที่ใช้ในการพิสูจน์ความรู้ในระดับขั้นนี้


๑.เหตุผลที่หนึ่ง กล่าวคือ เหตุผลนี้ต้องใช้หลักการงของปรัชญามาเพื่อยืนยัน โดยที่กล่าวว่า ความรู้ในเหตุที่สมบูรณ์ของสิ่งหนึ่ง ก็คือ เหตุของสิ่งนั้น และความรู้ในสิ่งหนึ่ง ก็คือ ผลของสิ่งนั้น ด้วยเหตุนี้ เมื่อใดที่มีเหตุที่สมบูรณ์ เมื่อนั้นต้องมีผล หรือผลทั้งหลายอยู่อย่างแน่นอน ข้อพิสูจน์ต่อไปของ เหตุผลนี้ คือ อาตมันของพระเจ้า เป็นเหตุที่สมบูรณ์ที่สุดของสรรพสิ่งที่มีอยู่

และข้อพิสูจน์สุดท้าย ซึ่งได้กล่าวไปในประเด็นก่อนหน้านี้ แล้วว่า พระเจ้า มีความรู้ในอาตมันของพระองค์ 

ดังนั้น จากข้อพิสูจน์ทั้งหมด สามารถสรุปได้ว่า พระเจ้า มีความรู้ในอาตมันของพระองค์ และอาตมันของพระองค์ ก็เป็นเหตุที่สมบูรณ์ที่สุดของสรรพสิ่งที่มีอยู่ และความรู้ในเหตุที่สมบูรณ์ คือ ความรู้ไปยังผลของสิ่งหนึ่ง

ด้วยเหตุนี้ พระเจ้ามีความรู้ในอาตมันของพระองค์ หมายความว่า พระองค์มีความรู้มาแต่เดิม และความรู้ของพระองค์ ก็เป็นเหตุของการเกิดขึ้นของสรรพสิ่ง ดังนั้น ก่อนการเกิดขึ้นของสรรพสิ่ง พระเจ้ามีความรู้ ด้วยกับความรู้ของพระองค์ในอาตมันของพระองค์

๒.เหตุผลที่สอง เหตุผลนี้ เป็นเหตุผลที่เกี่ยวกับเทววิทยามากกว่าเหตผลที่แล้ว และมีความคล้ายคลึงกับทฤษฎีกฏและระเบียบของโลก

เมื่อสังเกตในโลก จะเห็นได้ว่า โลกนี้มีกฏและระเบียบ ซึ่งในแต่ละองค์ประกอบของโลก ก็มีความเป็นระบบและระเบียบ และมีจุดมุ่งหมายอันเป็นหนึ่งเดียว


กล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในโลกนี้ เป็นสิ่งที่พระเจ้าได้สร้างขึ้นมา และจากกฏของการมีผล และสิ่งถูกสร้าง แสดงให้เห็นว่า ต้องมีเหตุ และต้องมีผู้สร้างอย่างแน่นอน  ด้วยเหตุนี้ ความเป็นระบบระเบียบและมีจุดมุ่งหมายของโลก ยืนยันได้อย่างชัดเจนว่า ก่อนการสร้างของผู้สร้าง เขาจะต้องมีความรู้ในปรากฏการณ์ที่จะเกิดขึ้นทั้งหมด เพราะสติปัญญาได้กล่าวว่า  เป็นไม่ได้ที่ผู้สร้างปรากฏการณ์ที่มีระบบระเบียบ จะไม่มีความรู้ในการสร้างของตนเอง

ส่วนมากของบรรดานักเทววิทยาอิสลาม ในการพิสูจน์ความรู้ของพระเจ้าก่อนการเกิดขึ้นของสรรพสิ่ง ได้ใช้เหตุผลพิสูจน์และยืนยัน เช่น ท่านมุฮักกิก ตูซีย์ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ ตัจรีดุลเอียะติกอด ว่า ความเป็นระบบระเบียบ บ่งบอกว่า เป็นเหตุผลหนึ่งของการมีความรู้ของพระเจ้าในสรรพสิ่ง

   ความรู้ของพระเจ้าหลังการเกิดขึ้นของสรรพสิ่ง

    ระดับขั้นที่สามของความรู้ของพระเจ้า  คือ ความรู้ในรายละเอียดของสรรพสิ่งหลังการเกิดขึ้นของสิ่งเหล่านั้น

สำหรับการพิสูจน์เหตุผลของความรู้ในระดับขั้นนี้ มีเหตุผลดังต่อไปนี้  ข้อพิสูจน์ของเหตุผลนี้ มีดังนี้

๑.พระผู้เป็นเจ้า คือ ปฐมเหตุของสิ่งทั้งหลาย และสรรพสิ่งอื่น คือ ผลของพระองค์

๒.จากหลักปรัชญาได้อธิบายไว้ว่า การมีอยู่ของผล ต้องขึ้นอยู่กับเหตุของมัน และผลก็ไม่มีความเป็นอิสระเสรีในตัวเอง


๓.ความจำเป็นของการมีอยู่ของผล ขึ้นอยู่กับเหตุของมันนั้นก็คือ ผลต้องอยู่คู่กับเหตุ เพราะว่า ถ้ามีเหตุแล้วไม่มีผล ดังนั้น ความหมายนี้ ก็คือ ผลมีอยู่อย่างเป็นอิสระเสรีในตัวเอง ซึ่งในความเป็นจริงนั้น เป็นไปไม่ได้ที่ผลจะเกิดขึ้นโดยที่ไม่มีเหตุ

ความรู้คือ การมีอยู่ของสิ่งที่ถูกรู้ในผู้รับรู้ เพราะฉะนั้น ทุกการเกิดขึ้นของเหตุ ต้องมีความรู้ในผลของมันด้วย

และผลที่ได้รับจากข้อพิสูจน์นี้ ก็คือ พระผู้เป็นเจ้า มีความรู้ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในโลก เพราะทั้งหมดนั้น คือ ผลของพระองค์ และเหตุของสรรพสิ่ง มีความรู้ในผลที่จะเกิดขึ้น

   ความรู้ในอาตมัน และความรู้ในการกระทำ

    ได้กล่าวแล้วว่า ในบทนำเบื้องต้น  กล่าวคือ คุณลักษณะของพระเจ้า มีอยู่ ๒ ประเภทด้วยกัน ดังนี้

๑.ความรู้ในอาตมัน                        

๒.ความรู้ในกิริยา การกระทำ

ซึ่งขณะนี้ ได้กล่าวถึง ระดับขั้นของความรู้ในพระเจ้าว่า มี ๓ ระดับขั้น และจะมาดูกันว่า ระดับขั้นใด เป็น ความรู้ในอาตมัน และระดับขั้นใด เป็น ความรู้ในกิริยา การกระทำ จากการตรวจสอบในระดับขั้นทั้งสามของความรู้ในพระเจ้า ทำให้เข้าใจได้ว่า ระดับขั้นที่หนึ่งและที่สองเป็น ความรู้ในอาตมัน และระดับขั้นที่สาม เป็นความรู้ในกิริยา การกระทำ


   ความรู้ของพระเจ้าในรายละเอียดของสรรพสิ่ง

    ประเด็นที่สำคัญ ประเด็นหนึ่งในความรู้ของพระเจ้า คือ พระองค์มีความรู้ในรายละเอียดของทุกสิ่ง หรือพระองค์มีความรู้ในบางส่วนของสรรพสิ่ง กล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า พระองค์มีความรู้ในสิ่งหนึ่ง หรือบุคคลหนึ่งที่จะเกิดขึ้นในเวลาที่ถูกกำหนด และสถานที่หนึ่ง หรือพระองค์มีความรู้ในเหตุการณ์หนึ่งที่จะเกิดขึ้นในเวลาที่ถูกกำหนด และในสถานที่หนึ่ง หรือว่ามิได้เป็นเช่นนั้น

เมื่อได้พิจารณาในความรู้ของพระเจ้าหลังการเกิดขึ้นของสรรพสิ่ง  จะกล่าวได้ว่า สำหรับคำตอบ ก็คือ พระเจ้ามีความรู้ในสิ่งดังกล่าว แต่นักเทววิทยาอิสลาม บางคนได้ปฏิเสธ ความรู้นั้นของพระองค์ โดยที่เขาเชื่อว่า พระองค์มีความรู้ในรายละเอียดของสารัตถะของสรรพสิ่ง เหตุผลของเขา ในการยืนยันว่า พระเจ้าไม่มีความรู้ในรายละเอียดของสรรพสิ่ง ซึ่งบางส่วนของเหตุผลทั้งหลายนั้น จะตรวจสอบและวิเคราะห์ ซึ่งมีดังนี้

๑.ความไม่คงที่ของสรรพสิ่ง หมายถึง เหตุผลหนึ่งของผู้ที่ปฏิเสธความรู้ของพระเจ้าในรายละเอียดปลีกย่อยของสรรพสิ่ง คือ สรรพสิ่งเหล่านั้น อยู่ในสภาพที่มีการเปลี่ยนแปลง ดังนั้น ถ้าหากพระเจ้ามีความรู้ในรายละเอียดของสรรพสิ่ง หมายความว่า ความรู้ของพระองค์ ต้องตรงกับความเป็นจริง

และในขณะที่สรรพสิ่งมีการเปลี่ยนแปลงและความไม่คงที่ ดังนั้น ความรู้ของพระเจ้า ก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลง  ซึ่งเป็นสาเหตุที่อาตมันของพระองค์ ต้องมีความรู้ และความรู้ของพระองค์ก็มีการเปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกัน อาตมันของพระเจ้านั้น มิได้มีการเปลี่ยนแปลงใดๆทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นไปไม่ได้ที่พระเจ้าจะมีความรู้ในรายละเอียดของสรรพสิ่ง


พื้นฐานของเหตุผลนี้ ก็คือ ถ้าหากว่า พระเจ้ามีความรู้ในรายละเอียดของสรรพสิ่ง ความรู้ของพระองค์ เป็น ความรู้โดยผ่านสื่อ หมายความว่า การเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่ง ก็คือ การเปลี่ยนแปลงในอาตมันของพระเจ้า และถ้าหากพระเจ้ามีความรู้ในรายละเอียดของสรรพสิ่ง ความรู้ของพระองค์ ก็เป็นความรู้โดยตรง ดังนั้น พระองค์ก็มีความรู้ในรายละเอียดของสรรพสิ่ง และในสภาพเช่นนี้ การเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่ง เป็นสาเหตุให้ความรู้ของพระองค์ มีการเปลี่ยนแปลง  แต่ทว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ เกี่ยวกับคุณลักษณะในกริยา การกระทำ และมิได้เป็นสาเหตุให้อาตมันของพระเจ้ามีการเปลี่ยนแปลง

ด้วยเหตุนี้ หนึ่งในคุณสมบัติที่เฉพาะกับคุณลักษณะในกิริยา การกระทำของพระเจ้า ก็คือ เมื่อสิ่งถูกสร้างของพระองค์มีการเปลี่ยนแปลง นั่นก็คือ การกระทำของพระองค์ ดังนั้น คุณลักษณะในกิริยา การกระทำของพระองค์ ก็มีการเปลี่ยนแปลง แต่มิได้มีการเปลี่ยนแปลงในอาตมันของพระองค์

จึงขอกล่าวสรุปได้ว่า พระเจ้ามีความรู้ในรายละเอียดของสรรพสิ่ง นั่นก็คือ การมีอยู่ของสรรพสิ่ง ณ พระองค์  และการเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่ง ก็คือ การเปลี่ยนแปลงในกิริยา การกระทำ

๒.การเป็นสื่อของความรู้ในสรรพสิ่ง เหตุผลหนึ่งของผู้ที่ปฏิเสธความรู้ของพระเจ้าในรายละเอียดของสรรพสิ่ง ก็คือ การมีความรู้นี้ ต้องใช้สื่อในการรับรู้ และในขณะที่พระผู้เป็นเจ้า ทรงบริสุทธิ์จากสิ่งเหล่านั้น


สำหรับคำตอบ ก็คือ จะกล่าวได้ว่า การใช้สื่อในการรับรู้จากความรู้นี้ มิใช่เป็นแก่นแท้หรือสารัตถะของสิ่งนั้น ซึ่งจะไม่สามารถแยกออกจากกันได้ แต่ทว่า การรับรู้ประเภทนี้ เกิดขึ้นในโลกแห่งธรรมชาติ เช่น มนุษย์ที่มีความรู้สึก และใช้ประโยชน์จากอวัยวะของร่างกายและสื่ออุปกรณ์อื่นที่เป็นวัตถุ

แต่สำหรับพระเจ้านั้น มีความแตกต่างกับมนุษย์อย่างสิ้นเชิง เพราะพระองค์ทรงอยู่เหนือธรรมชาติ และความรู้ของพระองค์ก็เป็นความรู้โดยตรง อีกทั้งพระองค์ทรงรอบรู้ในทุกสรรพสิ่งด้วย

   ความรู้ของพระเจ้าและเจตจำนงเสรีของมนุษย์

   คุณสมบัติหนึ่งในความรู้ของพระเจ้า เช่นเดียวกับคุณลักษณะของพระองค์ คือ ความสมบูรณ์ของคุณลักษณะ ของพระองค์หมายถึง ความรู้ของพระองค์ ครอบคลุมถึงทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตกาล,ปัจจุบันและในอนาคตที่จะเกิดขึ้น

ด้วยเหตุนี้ พระเจ้า จึงมีความรู้ในทุกสิ่งมาแต่เดิม และมีความรู้ในทุกสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จนถึงวันสิ้นโลก เช่น พระองค์มีความรู้ในการกระทำของมนุษย์ว่า เขาจะทำอะไร และจะไม่ทำอะไร ในอนาคต ดังนั้น ในกรณีนี้ เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีต โดยกล่าวกันว่า พื้นฐานของความรู้ของพระเจ้าในการกระทำของมนุษย์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนั้น มีความขัดแย้งกับเจตจำนงเสรีของมนุษย์ (จะตอบปัญหานี้ ในประเด็น การบังคับและเจตจำนงเสรีของมนุษย์)


   ความรู้ของพระเจ้า ในมุมมองของอัล กุรอาน

    โองการทั้งหลายมากมายของอัล กุรอานได้กล่าวถึง ความรู้ของพระเจ้า โดยกล่าวว่า อะลีม (ผู้ทรงรอบรู้ในทุกสิ่ง),ซะมีอ์ (ผู้ทรงได้ยิน) และบะซีร (ผู้ทรงมองเห็น) นอกเหนือจากนี้ บางส่วนของโองการทั้งหลายได้กล่าวถึง คุณลักษณะที่เฉพาะในความรู้ของพระเจ้า โดยกล่าวว่า อาลิมุลฆ็อยบ์ (ผู้ทรงรอบรู้ในสิ่งที่เร้นลับ) และอัลลามุลฆุยูบ (ผู้ทรงรอบรู้มากที่สุดในสิ่งที่เร้นลับทั้งหลาย) ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่า การอธิบายในรายละเอียดของโองการทั้งหลายนั้น จะต้องใช้เวลายาวนาน และยังสามารถเรียบเรียงเป็นหนังสือหรือบทความได้ แต่ในที่นี้ จะขออธิบายเพียงบางส่วนของโองการเหล่านี้

  การพิสูจน์ความรู้ของพระเจ้า

   การพิสูจน์ความรู้ของพระเจ้าจากโองการทั้งหลายของอัล กุรอาน โดยส่วนมากได้กล่าวถึง การพิสูจน์คุณลักษณะที่สมบูรณ์ที่สุดของพระองค์

อัล กุรอานกล่าวว่า

“พระผู้ทรงสร้างจะมิทรงรอบรู้ดอกหรือ ? พระองค์คือผู้ทรงรอบรู้อย่างถี่ถ้วนผู้ทรงตระหนักยิ่ง”

(บทอัลมุลก์ โองการที่๑๔)


จากโองการนี้ แสดงให้เห็นว่า เป็นคำถามที่ได้ถามกับมนุษย์เกี่ยวกับ พระผู้ทรงสร้างว่า พระองค์มิทรงมีความรอบรู้กระนั้นหรือ?  ด้วยเหตุนี้ อัล กุรอานได้อธิบายในเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจน โดยที่กล่าวว่า ในระหว่างพระผู้ทรงสร้างกับการมีความรู้ในการสร้าง เป็นความสัมพันธ์ประเภทหนึ่ง ดังนั้น พระผู้ทรงสร้างสิ่งหนึ่งก่อนการสร้างในสิ่งนั้น จะต้องมีความรู้ในสิ่งนั้น และพระผู้เป็นเจ้าทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง จากโองการนี้ได้พิสูจน์ในความรู้ของพระเจ้าก่อนการสร้างและหลังการสร้างของพระองค์ และพระองค์ทรงมีความรู้ในกาลและเวลา ,ในทุกสรรพสิ่ง เพราะว่า ทุกสรรพสิ่ง คือ สิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง

   ความรู้อันไม่มีที่สิ้นสุดของพระเจ้า

    อัล กุรอานได้อธิบายคุณลักษณะความรู้ของพระเจ้า และกล่าวเน้นย้ำว่า พระองค์ทรงมีความรู้ที่สมบูรณ์ที่สุดและไม่มีที่สิ้นสุด ความรู้อันไม่มีที่สิ้นสุดของพระเจ้า คือ หนึ่งในหลักศรัทธาของมนุษย์ต่อการรู้จักถึงคุณลักษณะทั้งหลายของพระองค์ และมีบทบาทที่สำคัญต่อการรู้จักถึงพระองค์ และการมีความเชื่อในความรู้อันไม่มีที่สิ้นสุด ยังมีผลต่อในการพัฒนาการทางด้านจิตของมนุษย์ ในการมอบหมายการงานแด่พระองค์ และการมีความเชื่อว่า พระเจ้าทรงมีความรู้ในทุกกิจการงานที่เปิดเผยและซ่อนเร้นของมนุษย์ แม้แต่ความตั้งใจ และจุดประสงค์ของมนุษย์ พระองค์ก็ทรงรอบรู้ด้วยเช่นกัน


อัล กุรอานได้กล่าวในความรู้อันไม่มีที่สิ้นสุดของพระเจ้าอย่างชัดเจนว่า

 “และอัลลอฮ์ทรงรอบรู้ยิ่งในทุกสิ่ง” (บทอัลบะกอเราะฮ์ โองการที่ ๑๘๒ และบทอัตตะฆอบุน โองการที่ ๑๑)

บางโองการได้กล่าวถึง ความรู้ของพระเจ้า ในสิ่งที่มีอยู่ในโลก

“พระองค์ทรงรอบรู้สิ่งที่เข้าไปในแผ่นดินและสิ่งที่ออกมาจากแผ่นดิน และสิ่งที่ลงมาจากฟากฟ้าและสิ่งที่ขึ้นไปสู่ฟากฟ้า และพระองค์ทรงอยู่กับพวกเจ้าไม่ว่าพวกเจ้าจะอยู่ ณ แห่งหนใด และอัลลอฮ์ทรงเห็นสิ่งที่พวกเจ้ากระทำ”

(บทอัลหะดีด โองการที่ ๔)

จากโองการนี้ได้กล่าวว่า พระเจ้าทรงอยู่กับพวกเจ้า ไม่ว่าพวกเจ้าจะอยู่ ณ ที่แห่งใดก็ตาม แสดงให้เห็นว่า พระองค์นั้นอยู่กับมนุษย์ทุกคนมาโดยตลอด และพระองค์ทรงมองเห็นกิจการงานต่างๆของพวกเขา

อัล กุรอานกล่าวว่า

“จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ว่า หากพวกท่านปกปิดสิ่งที่อยู่ในอกของพวกท่าน หรือเปิดเผยมันก็ตาม อัลลอฮ์ก็ย่อมรู้ถึงสิ่งนั้นดีและทรงรู้สิ่งที่อยู่ในบรรดาชั้นฟ้า และทุกสิ่งอยู่ในแผ่นดิน และอัลลอฮนั้นทรงอานุภาพเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง” (บทอาลิอิมรอน โองการที่ ๒๙ )


   ความรู้ในสิ่งที่เร้นลับของพระเจ้า

   บางโองการของอัล กุรอาน ได้กล่าวถึง พระเจ้าว่า พระองค์ทรงรอบรู้ในสิ่งที่เร้นลับ

“แท้จริงอัลลอฮ์นั้น ความรู้แห่งวันอวสานมีอยู่ ณ พระองค์ และพระองค์ทรงประทานฝนให้หลั่งลงมาและพระองค์ทรงรอบรู้ในสิ่งที่อยู่ในครรถ์มารดา และไม่มีชีวิตใดรู้ สิ่งที่จะหามาได้ในวันพรุ่งนี้

และไม่มีชีวิตใดรู้ว่า ณ แผ่นดินใดจะตาย แท้จริง อัลลอฮ์นั้น เป็นผู้ทรงรอบรู้อย่างละเอียดถี่ถ้วน”

(บทลุกมาน โองการที่ ๓๔)

โองการนี้ได้กล่าวถึง สิ่งเร้นลับที่พระเจ้าทรงรู้ มีดังนี้

๑.พระองค์ทรงรู้ในวันอวสานของโลก

๒.พระองค์ทรงรู้ในวันที่ฝนหลั่งลงมา

๓.พระองค์ทรงรู้สิ่งที่อยู่ในครรถ์มารดา

๔.พระองค์ทรงรู้ในสิ่งที่จะเกิดขึ้น

๕.พระองค์ทรงรู้ในสิ่งที่กำลังจะตาย

และในวจนะทั้งหลายก็ได้กล่าวไว้เช่นเดียวกันว่า ความรู้ในสิ่งเร้นลับทั้งห้า เป็นกุญแจนำไปสู่ความรู้ของพระเจ้า

สิ่งที่ควรสังเกตก็คือ มโนทัศน์หรือความหมายของ ความเร้นลับ เป็นความหมายที่ต้องการความสัมพันธ์ไปยังสิ่งที่มีอยู่ แต่สำหรับพระเจ้า ความรู้ในสิ่งเร้นลับ เป็นสิ่งเปิดเผย ณ พระองค์ เพราะว่า พระองค์ทรงมีความรู้ที่ไม่มีที่สิ้นสุด และไม่มีสิ่งใดที่ความรู้ของพระองค์ไปไม่ถึง ด้วยเหตุนี้ ความรู้ในสิ่งเร้นลับของพระเจ้า ก็คือ ความรอบรู้ในสิ่งที่มนุษย์นั้นไม่มีความรู้ในสิ่งนั้น


   ความรู้ของพระเจ้าในมุมมองของวจนะ

    ประเด็นเรื่องความรู้ของพระเจ้า ที่ถูกกล่าวไว้ในวจนะทั้งหลาย เป็นสิ่งหนึ่งที่บรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์นั้นได้ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก บางวจนะได้กล่าวถึง ความรู้ของพระเจ้าว่า มีมาแต่เดิม

ดั่งวจนะของท่านอิมาม อะลี (ขอความสันติพึงมีแด่ท่าน) ได้กล่าวว่า

“พระองค์ทรงรอบรู้สิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น”

(นะฮ์ญุลบะลาเฆาะ สุนทรโรวาทที่ ๑๕๒)

บางวจนะได้กล่าวในความรู้ของพระเจ้าในสิ่งที่มีอยู่ก่อนการเกิดขึ้นและหลังการเกิดขึ้นของสิ่งนั้น

ดั่งวจนะของท่านอิมามซอดิก (ขอความสันติพึงมีแด่ท่าน) กล่าวว่า

“อัลลอฮ์ คือ พระผู้อภิบาลของเรา  พระองค์ทรงมีอยู่แต่เดิม และความรู้ คือ อาตมันของพระองค์ ในขณะที่ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ่น หลังจากนั้น พระองค์ได้ทำให้สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้น และพระองค์ทรงรู้ในสิ่งทั้งหลายนั้น”

[๑]  (อุศูลอัลกาฟีย์ เล่มที่หนึ่ง หน้าที่ ๑๐๗)

และยังมีวจนะอื่นๆอีกที่ได้กล่าวในความรู้ที่ไม่มีที่สิ้นสุดของพระเจ้า

จากท่านอิมามอะลี (ขอความสันติพึงมีแด่ท่าน) ได้กล่าวว่า

 “พระองค์ทรงรู้ในเสียงร้องของสัตว์ทั้งหลายที่อยู่ในหุบเขาและท้องทะเลทราย และทรงรู้ในบาปต่างๆของบรรดาบ่าวของพระองค์ ที่กระทำในที่ลับ และพระองค์ทรงรู้ในหมู่ปลาทั้งหลายที่เวียนว่ายในท้องทะเลที่กว้างใหญ่ไพศาล และ พระองค์ทรงรู้ในคลื่นที่พัดพา”

(นะฮ์ญุลบะลาเฆาะ สุนทรโรวาทที่ ๑๙๗)


และเช่นกัน ได้มีรายงานจาก ท่านอิมามซอดิก (ขอความสันติพึงมีแด่ท่าน) เป็นคำตอบให้กับของชายคนหนึ่งได้พูดขึ้นว่า  “การสรรเสริญทั้งมวล จงมีแด่อัลลอฮ์ และด้วยกับการมีขอบเขตในความรู้ของพระองค์”

ท่านอิมามได้กล่าวกับเขาว่า

 “เจ้าอย่าได้พูดเช่นนี้นะ เพราะความรู้ของพระเจ้านั้น ไม่มีขอบเขตจำกัด” [๑]

   ความรู้โดยเฉพาะและทั่วไปของพระเจ้า

    บางวจนะยังได้กล่าวในความรู้ของพระเจ้าว่ามีอยู่  ๒ ประเภท  ดังนี้

๑.ความรู้โดยเฉพาะเจาะจง

๒.ความรู้โดยทั่วไป กล่าวคือ ความรู้ที่มีอยู่ในพระเจ้ากับมวลเทวทูต,บรรดาศาสดา และบรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์

ท่านอิมามบากิร (ขอความสันติพึงมีแด่ท่าน) ได้กล่าวว่า

 “แท้จริง อัลลอฮ์ทรงมีความรู้ที่ไม่มีผู้ใดรู้นอกจากพระองค์ และพระองค์ทรงมีความรู้และมวลเทวทูต,บรรดาศาสดาและเราก็มีความรู้ในสิ่งนั้นๆ”

(อัตเตาฮีด อัศศอดูก บาบที่๑๐ วจนะที่ ๑)

และยังมีวจนะอื่นอีกมากมายที่ได้กล่าวถึง สองคุณลักษณะของพระเจ้าที่บ่งบอกถึง ความรู้ของพระองค์ นั่นก็คือ คุณลักษณะการได้ยิน และการมองเห็น และยังได้กล่าวอีกว่า พระเจ้าทรงบริสุทธิ์จากความรู้ที่ได้รับจากการได้ยินและการมองเห็นโดยการใช้สื่อ ท่านอิมามอะลี (ขอความสันติพึงมีแด่ท่าน) ได้กล่าวว่า

“พระองค์ทรงได้ยินโดยไม่ต้องใช้หู และพระองค์ทรงมองเห็นโดยที่ไม่ต้องใช้ตา”

(อัตเตาฮีด อัศศอดูก บาบที่๑๐ วจนะที่ ๑


   ศัพท์วิชาการท้ายบท

ความรู้ (อิลม์ ) : Knowledge

ความรู้โดยตรง (อิลม์ ฮุฎูรีย์)   Immediate knowledge

ความรู้โดยผ่านสื่อ (อิลม์ ฮุซูลีย์ ) Empirical knowledge

ความรู้ในสิ่งเร้นลับ (อิลมุลฆ็อยบ์): Occultism

ความรู้โดยเฉพาะเจาะจง (อิลมุลคอซ)

ความรู้โดยทั่วไป (อิลมุลอาม)

  สรุปสาระสำคัญ

๑.ความรู้หรือการรับรู้ สามารถแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท ดังนี้

 ๑.ความรู้โดยตรง ๒.ความรู้โดยผ่านสื่อ

ความรู้โดยตรง  หมายถึง ความรู้ที่ไม่ได้รับรู้จากการเข้าใจในความหมายหรือการมโนภาพของคำๆหนึ่ง ดังนั้น ความรู้โดยตรง มีความหมายว่า การรับรู้ของสิ่งที่รู้เกิดขึ้นโดยตรงกับผู้รู้

ความรู้โดยผ่านสื่อ หมายถึง ความรู้ที่รับรู้จากการเข้าใจในความหมายและการมโนภาพ 

๒.ความหมายที่สมบูรณ์ของ ความรู้ คือ การรับรู้ของสิ่งที่รู้กับผู้รู้ ดังนั้น ความหมายนี้ไม่มีคำจำกัดความและข้อบกพร่องใดๆ สามารถจะนำไปใช้กับความรู้ของพระเจ้าได้


๓.ส่วนมากของบรรดานักปรัชญาและเทววิทยาอิสลามมีความเชื่อว่า ความรู้ของพระเจ้า คือ ความรู้โดยตรง เพราะว่า ความรู้ของพระองค์ไม่ใช่ความรู้โดยผ่านสื่อ ความหมายของความรู้โดยผ่านสื่อ คือ ความรู้นั้นมีผลสะท้อนที่ย้อนกลับไปหายังผู้รู้และการยอมรับการมโนภาพของความหมายนั้น ซึ่งทั้งหมดจะไม่เกิดขึ้นในพระเจ้า

๔.ระดับขั้นความรู้ของพระเจ้า มี ๓ ระดับขั้น

๑.ความรู้ในอาตมัน

๒.ความรู้ในสรรพสิ่งทั้งหลายก่อนการเกิดขึ้น

๓.ความรู้ของสรรพสิ่งหลังการเกิดขึ้น

๕.เหตุผลการพิสูจน์ความรู้ในอาตมันของพระเจ้า คือ ทุกสิ่งที่เป็นอวัตถุ มีความรู้ในตัวเอง และพระเจ้าเป็นสิ่งอวัตถุ ดังนั้น พระองค์มีความรู้ในตนเอง

๖.อาตมันของพระเจ้า เป็นปฐมเหตุของสิ่งทั้งหลาย และเช่นกัน ความรู้ในเหตุ จะต้องมีความรู้ในผลของเหตุนั้นด้วย ดังนั้น ความรู้ในอาตมันของพระเจ้า เป็นสาเหตุให้เกิดความรู้ของพระองค์ในสรรพสิ่งก่อนการเกิดขึ้น เพราะสรรพสิ่ง คือ ผลทั้งหลายของพระองค์

๗.พื้นฐานทางสติปัญญาของ ความรู้ของพระเจ้าในสรรพสิ่งหลังการเกิดขึ้น คือ ผลของเหตุ ต้องมีอยู่ด้วยกันทั้งคู่ และสรรพสิ่ง คือ ผลทั้งหลายของพระเจ้า ดังนั้น สรรพสิ่งมีอยู่กับพระองค์ และความหมายของ ความรู้ ก็คือ การมีอยู่ของสิ่งที่รับรู้ในผู้รู้

๘.พระเจ้าทรงรับรู้ในทุกสิ่งโดยที่ไม่ต้องการวัตถุในการรับรู้และไม่มีการเปลี่ยนแปลงในอาตมันของพระองค์

๙.มีโองการต่างๆมากมายที่ได้กล่าวถึง ความรู้ของพระเจ้า และคุณลักษณะ ความรอบรู้ ,ผู้รอบรู้ในสิ่งเร้นลับ


๑๐.อัล กุรอาน ในโองการที่กล่าวว่า  “พระผู้ทรงสร้างจะมิทรงรอบรู้ดอกหรือ ? พระองค์คือผู้ทรงรอบรู้อย่างถี่ถ้วนผู้ทรงตระหนักยิ่ง” (บทอัลมุลก์ โองการที่๑๔) พิสูจน์ได้ว่า ความรู้ของพระเจ้าในสิ่งที่มีอยู่ด้วยกับการสร้างสรรค์ของพระองค์

๑๑.อัล กุรอานได้กล่าวในความรู้อันไม่มีที่สิ้นสุดของพระเจ้า และพระองค์ทรงรอบรู้การงานทั้งหลาย และทรงรอบรู้ในสิ่งที่อยู่ในเจตนาของมนุษย์ และอัล กุรอานได้กล่าวอีกว่า พระองค์ทรงรู้ในสิ่งที่มนุษย์ไม่รู้หรือในสิ่งเร้นลับ

๑๒.วจนะทั้งหลายได้กล่าวถึง ความรู้ในอาตมันของพระเจ้า และความรู้โดยเฉพาะของพระองค์ และความรู้โดยทั่วไปของพระองค์ และบางวจนะกล่าวว่า ความรู้ของพระเจ้า ในสิ่งที่ได้ยินและมองเห็น โดยปราศจากการใช้สื่อทั้งหลาย


   บทที่ ๕

   พลังอำนาจของพระเจ้า (กุดรัต อิลาฮีย์)

    พลังอำนาจของพระเจ้า เป็นคุณลักษณะหนึ่งที่มีอยู่ในอาตมันของพระองค์ ซึ่งโองการต่างๆของอัลกุรอานได้กล่าวว่า พระเจ้า เป็นผู้ทรงมีพลังอำนาจ(กอดีร ,กอดิร)

และเช่นเดียวกัน หนึ่งในคุณลักษณะทั้งหลายที่มีอยู่ในมนุษย์  คือ พลังอำนาจ และความสามารถ ด้วยเหตุนี้ ความหมายของ การมีพลังอำนาจ และการไม่มีพลังอำนาจหรือไร้ความสามารถ เป็นความหมายที่กระจ่างชัด และเพื่อจะเข้าใจในความหมายของคุณลักษณะการมีพลังอำนาจในพระเจ้า จึงต้องอธิบายความหมายของการมีพลังอำนาจก่อน

   ความหมายทางภาษาของ คำว่า กุดรัต (พลังอำนาจ) 

    บรรดานักเทววิทยาอิสลาม ได้ให้ความหมายของ คำว่า กุดรัต (พลังอำนาจ) ไว้มากมาย ซึ่งความหมายหนึ่งที่รู้จักกันดี ก็คือ ผู้มีความสามารถ กล่าวคือ บุคคลหนึ่งมีความสามารถที่จะกระทำการงานใดการงานหนึ่ง หรือจะไม่กระทำการงานนั้น ดังนั้น บุคคลที่กระทำการงานใดการงานหนึ่งหรือไม่กระทำการงานอันนั้น จะต้องขึ้นอยู่กับ ความประสงค์และความต้องการของบุคคลนั้นด้วย


 เพราะฉะนั้น การงานใดก็ตามที่ผู้กระทำไม่มีความประสงค์ที่จะกระทำการงานนั้น  การงานนั้นก็จะไม่ถูกเกิดขึ้น ดังนั้น ผู้กระทำ(ฟาอิล)ได้เป็นผู้กระทำการงานหนึ่ง(เฟียล)ที่ไม่มีพลังอำนาจ(กุดรัต)  การงานอันนั้นก็จะไม่เกิดขึ้น เหมือนกับไฟที่ไม่มีความร้อน

และจากความหมายข้างต้น ซึ่งมีคุณสมบัติที่พิเศษ ดังนี้

๑.การมีพลังอำนาจในการกระทำการงานหนึ่ง  มิได้หมายความว่า การงานนั้นจะต้องเกิดขึ้น แต่หมายความว่า ผู้กระทำ(ฟาอิล) เขามีความสามารถที่จะไม่กระทำหรือละทิ้งการงานอันนั้นได้

๒.ผู้กระทำมีความสามารถก่อนที่จะกระทำการงานใดการงานหนึ่ง  และมีคุณลักษณะพลังอำนาจอยู่ด้วยเช่นกัน ทัศนะมีความเห็นที่มีความขัดแย้งกับทัศนะที่กล่าวว่า ผู้กระทำมีคุณลักษณะพลังอำนาจในขณะที่ได้กระทำการงานใดการงานหนึ่ง

ความถูกต้องของทัศนะนี้ก็คือ เมื่อได้พิจารณาในความหมายของ พลังอำนาจ และย้อนกลับไปดูสภาพภายในของมนุษย์ มีความเข้าใจได้ว่า ก่อนการเกิดขึ้นของการกระทำ ผู้กระทำมีความสามารถที่จะกระทำการงานนั้นได้  ในขณะเดียวกัน ในสภาพภายในของมนุษย์ ก่อนที่จะกระทำการงานใดก็ตาม เขานั้นมีความสามารถที่จะกระทำ แม้ว่าการงานนั้นยังไม่เกิดขึ้นมาก็ตาม

๓.การมีพลังอำนาจ เกิดขึ้นด้วยกับ ๒ กริยา การกระทำ คือ การกระทำ และการละทิ้งในการงานใดการงานหนึ่ง

กล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า เมื่อใดที่กล่าวถึง การมีพลังอำนาจของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง  มีความหมายว่า ผู้กระทำนั้นมีความสามารถที่จะกระทำหรือไม่กระทำการงานนั้นก็ได้


ทัศนะหนึ่งของนักเทววิทยาอิสลาม ได้กล่าวว่า การมีพลังอำนาจของบุคคลหนึ่งนั้น จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อการกระทำนั้นได้เกิดขึ้นมาเสียก่อน

๔.ความหมายของการมีพลังอำนาจและความอ่อนแอ เป็นความหมายหนึ่งที่เหมือนความหมายของ การมีและการไม่มี ดังนั้น ผู้กระทำตามธรรมชาติ เช่น ความร้อนจากไฟที่ไม่มีทั้งพลังอำนาจ และไม่มีความอ่อนแออยู่ด้วยกัน

   ความหมายของ พลังอำนาจของพระเจ้า (กุดรัต อิลาฮียฺ)

   หลังจากที่ได้อธิบายความหมายของ คำว่า พลังอำนาจไปแล้ว ดังนั้น ความหมายของ พลังอำนาจของพระเจ้า มีความหมายว่าอย่างไร และความหมายโดยทั่วไปของ พลังอำนาจ ที่นำมาใช้กับพระเจ้าได้หรือไม่?

จากความหมายของ คำว่า พลังอำนาจ สามารถใช้กับพระเจ้าได้ ถ้าหากว่าไม่มีสิ่งที่แสดงถึงข้อบกพร่องและการมีขอบเขตจำกัด ด้วยเหตุนี้ ความหมายของ พลังอำนาจของพระเจ้า ก็คือ ถ้าพระเจ้ามีความประสงค์ที่จะกระทำการงานใดก็จะเกิดขึ้น ทันทีทันใด และถ้าพระองค์มีความประสงค์ที่จะละทิ้ง การงานนั้นก็จะถูกละทิ้งในเวลานั้น

สิ่งที่มิอาจลืมได้ นั่นก็คือ เมื่อเราสังเกตุในตัวของเราเอง จะพบว่า เรานั้นมีพลังอำนาจ หมายความว่าอย่างไร?  ก็หมายความว่า การมีพลังอำนาจของเราที่จะกระทำหรือไม่กระทำหรือละทิ้งการงานใดการงานหนึ่งได้ โดยการงานนั้นเกิดขึ้นจากจุดประสงค์ที่อยู่ภายนอก และเราก็ไม่สามารถเปรียบเทียบการมีพลังอำนาจของมนุษย์กับการมีพลังอำนาจของพระเจ้าได้ เพราะว่า พระเจ้า มีพลังอำนาจในอาตมันของพระองค์ กล่าวคือ การมีพลังอำนาจ คือ อาตมันของพระองค์


   การพิสูจน์ พลังอำนาจของพระเจ้า

   หลังจากที่เข้าใจในความหมายของ การมีพลังอำนาจ จะกล่าวได้ว่า พระเจ้ามีพลังอำนาจ ด้วยกับการพิสูจน์จากเหตุผลต่างๆ ซึ่งจะขอนำมากล่าวเพียงเหตุผลเดียว มีดังนี้

จากความหมายของ การมีพลังอำนาจ ถ้าสมมุติว่า พระเจ้า ไม่มีพลังอำนาจ ในกรณีนี้ ความประสงค์ของพระองค์ในการเกิดขึ้นของการกระทำนั้น  ก็จะไม่ได้เกิดขึ้น ในขณะที่การกระทำได้เกิดขึ้น หรือพระองค์มีความประสงค์และการกระทำนั้น จะไม่เกิดขึ้น  แต่การกระทำนั้นกลับเกิดขึ้นมา มีคำถามว่า แล้วอะไร คือ สาเหตุของการกระทำที่ไม่เกิดขึ้นว่า มาจากความประสงค์ของพระเจ้า?

สำหรับคำตอบ มีการคาดคะเนอยู่ ๒ สภาพ

สภาพแรก ก็คือ อาตมันของพระเจ้า เป็นสาเหตุที่ทำให้การงานนั้น ไม่เกิดขึ้น ดังนั้น สภาพนี้ถือว่า ไม่ถูกต้องและเป็นโมฆะ เพราะว่า เป็นไปไม่ได้ที่พระองค์มีความต้องการที่จะกระทำการงานหนึ่งการงานใด แล้วการงานนั้นไม่ได้เกิดขึ้น ซึ่งในสภาพนี้มีความขัดแย้งกับความเป็นวิทยปัญญาของพระองค์

สภาพที่สอง คือ มีสิ่งหนึ่งที่เป็นสาเหตุที่ไม่ได้เกิดขึ้นมาจากพระเจ้า  และเช่นกัน ในสภาพนี้ก็ถือว่า ไม่ถูกต้องและเป็นโมฆะ เพราะว่า เราได้พิสูจน์ไปแล้วว่า พระเจ้า เป็นวาญิบุลวุญูด ( สิ่งที่จำเป็นต้องมีอยู่) และสรรพสิ่ง เป็นมุมกินุลวุญูด (สิ่งที่จะมีก็ได้ไม่มีก็ได้) และเป็นสิ่งสร้างของพระองค์ การมีอยู่ของสิ่งเหล่านี้ ขึ้นอยู่กับผู้สร้าง ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นไปไม่ได้ที่ สิ่งที่เป็นมุมกินุลวุญูด ซึ่งไม่มีความเป็นอิสระเสรีในตัวเอง


 จะเป็นสาเหตุให้กับความประสงค์ของพระเจ้า เพราะฉะนั้น พระเจ้ามีพลังอำนาจ ด้วยกับสาเหตุที่ว่า ความประสงค์ของพระองค์ มิได้ขึ้นอยู่กับสิ่งใด นอกจากอาตมันของพระองค์เท่านั้น

   อานุภาพของพระเจ้า

   ประเด็นที่สำคัญประเด็นหนึ่งเกี่ยวกับอานุภาพของพระเจ้า คือ พระองค์ มีพลังอำนาจอันที่ไม่มีที่สิ้นสุดหรือว่ามีพลังอำนาจในรูปแบบที่มีขอบเขตจำกัด

สำหรับคำตอบ มีหลายทัศนะด้วยกัน ทัศนะหนึ่งของนักเทววิทยาอิสลามบางสำนักคิด มีความเห็นว่า พระเจ้ามีอำนาจที่ไม่มีที่สิ้นสุดหรือพลังอำนาจของพระองค์นั้น ครอบคลุมทุกสรรพสิ่ง โดยที่พวกเขาได้นำหลักฐานอ้างอิงจากอัล กุรอานและวจนะมายืนยัน และในทางตรงกันข้าม มีหลายทัศนะที่มีความเห็นตรงกันว่า  พระเจ้ามีพลังอำนาจในรูปแบบที่มีขอบเขตจำกัด ด้วยเหตุนี้ ทัศนะแรก ถือว่า ถูกต้อง เพราะว่าได้พิสูจน์ไปแล้วว่า พระเจ้ามีคุณลักษณะทั้งหลายที่สมบูรณ์และไม่มีที่สิ้นสุด และการมีพลังอำนาจ เป็นคุณลักษณะหนึ่งของพระองค์ด้วยเช่นกัน ดังนั้น เหตุผลทางสติปัญญาที่ใช้ในการพิสูจน์การมีพลังอำนาจของพระเจ้า นอกเหนือจาก การยอมรับว่า พระองค์มีคุณลักษณะนี้แล้ว ยังกล่าวได้ว่า พระองค์ทรงมีคุณลักษณะการมีพลังอำนาจที่สมบูรณ์และไม่มีที่สิ้นสุด มีข้อสงสัยที่เกิดขึ้นในประเด็นนี้  ซึ่งก็เคยเกิดขึ้นมาก่อน มีดังต่อไปนี้


   สิ่งที่ไม่อาจเกิดขึ้น (มุฮาล) อยู่ภายใต้การมีพลังอำนาจของพระเจ้าใช่หรือไม่?

   มีคำถามหนึ่งที่เกิดขึ้นและถูกบันทึกในประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเรื่องของพลังอำนาจของพระเจ้า ก็คือ มีบางสิ่งที่มีความสัมพันธ์กับพลังอำนาจของพระองค์ และบางสิ่งที่ไม่มีความสัมพันธ์กับพระเจ้า ดังนั้น ข้อสงสัยนี้ ได้มีคำอธิบายอยู่มากมาย ซึ่งพื้นฐานของข้อสงสัยนี้นั้นมาจากที่มาหรือแหล่งเดียว และคำอธิบายที่ถูกรู้จักกันโดยทั่วไป มีดังนี้

๑.พระเจ้ามีความสามารถสร้างสิ่งที่เหมือนพระองค์อยู่เคียงข้างพระองค์ได้หรือไม่?

หากยอมรับว่า พระองค์มีความสามารถ หมายความว่า ยอมรับในการมีอยู่ของภาคีที่เหมือนพระองค์  ในขณะที่บรรดานักปรัชญาเชื่อว่า พระเจ้า ไม่มีการภาคีใดอยู่เคียงข้างพระองค์ และหากยอมรับว่า พระเจ้าไม่มีความสามารถ ก็หมายความว่า การมีพลังอำนาจของพระองค์นั้น มีขอบเขตจำกัด ซึ่งยอมรับว่า พระองค์ไม่มีความสามารถที่จะทำให้การงานหนึ่งเกิดขึ้นได้

๒.พระเจ้า มีความสามารถที่จะทำให้โลกใบนี้อยู่ในฟองไข่ไก่ ฟองหนึ่งได้ใช่หรือไม่ และในสภาพที่ไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดในไข่ฟองนั้น?

สำหรับคำตอบ ก็คือ เป็นไปไม่ได้ ก็เท่ากับว่าได้ยอมรับว่า พลังอำนาจของพระเจ้านั้นมีขอบเขตจำกัด และไม่สมบูรณ์และยังมีการกระทำที่พระองค์ไม่มีความสามารถที่กระทำได้


๓.ความยุ่งยากของข้อสงสัยนี้ จากคำตอบของข้อสงสัยนี้ ไม่ว่าจะจริงหรือไม่จริงก็ตาม เป็นสาเหตุของการปฏิเสธการมีพลังอำนาจของพระเจ้า เช่น เมื่อถามว่า พระเจ้ามีสามารถหรือไม่ที่จะสร้างก้อนหินสักก้อนที่พระองค์ไม่มีความสามารถยกมันขึ้นมาได้ หรือถามว่า พระเจ้ามีความสามารถหรือไม่ที่จะสร้างสิ่งหนึ่งแล้วพระองค์ไม่สามารถที่จะทำลายมันได้? ดังนั้น ไม่ว่าจะตอบว่า พระองค์มีความสามารถหรือไม่มีความสามารถก็คือ การยอมรับการมีขอบเขตการมีพลังอำนาจของพระองค์

และจากข้อสงสัยที่กล่าวข้างต้น ทำให้เข้าใจได้ว่า ข้อสงสัยดังกล่าวเกิดมาจากพื้นฐานอันเดียวกัน

และก่อนที่จะตอบคำถามนี้ มาอธิบายกันใน สิ่งที่ไม่อาจจะเกิดขึ้นได้ (มุฮาล) ว่ามีด้วยกัน กี่ประเภท

สิ่งที่ไม่อาจจะเกิดขึ้นได้ (มุฮาล) สามารถแบ่งออกด้วยกัน  ๓ ประเภทดังนี้

๑.สิ่งที่ไม่อาจจะเกิดขึ้นได้ด้วยตัวของมัน (มุฮาล ซาตีย์) หมายถึง สิ่งหนึ่งไม่สามารถที่จะเกิดขึ้นได้เอง ตัวอย่างเช่น สิ่งหนึ่งที่ไม่มีทั้งสีขาวและสีดำ หรือสิ่งที่มีทั้งสีขาวและสีดำ

๒.สิ่งที่ไม่อาจจะเกิดขึ้นได้ในความเป็นจริง (มุฮาล วุกูอีย์) หมายถึง สิ่งหนึ่งไม่มีความสามารถที่จะเกิดขึ้น แต่โดยตัวของมันเองสามารถจะเกิดขึ้นได้ และการเกิดขึ้นของสิ่งนั้น เป็นสาเหตุให้เกิด มุฮาล ซาตีย์ เช่น การมีอยู่ของผลโดยที่ไม่มีเหตุ เพราะว่า การเกิดขึ้นของผล เป็นสาเหตุให้เกิดความต้องการไปยังเหตุและไม่ต้องการผล 

ประเภทแรกและประเภทที่สองของมุฮาล เรียกว่า สิ่งที่ไม่อาจจะเกิดขึ้นได้ทางสติปัญญา (มุฮาล อักลีย์)

๓.สิ่งที่ไม่อาจจะเกิดขึ้นได้โดยทั่วไป (มุฮาล อาดีย์) หมายถึง สิ่งหนึ่งไม่สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยกฏเกณฑ์ทางธรรมชาติ แต่การเกิดขึ้นของสิ่งนั้น ไม่เป็นสาเหตุมุฮาล ซาตีย์ หรือด้วยตัวของมันเอง

จากการอธิบายข้างต้น จะตอบคำถามเหล่านี้ได้ว่า พลังอำนาจของพระเจ้า ไม่มีในสิ่งที่เป็นสิ่งที่ไม่อาจเกิดขึ้นด้วยตัวของมัน และสิ่งที่ไม่อาจเกิดขึ้นได้ในความเป็นจริง และตัวอย่างของข้อสงสัยทั้งหมด เป็น ตัวอย่างของ สิ่งที่ไม่อาจเกิดขึ้นได้ทางสติปัญญา ทั้งสิ้น เช่น การมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกับพระเจ้า และการนำโลกไปไว้ในฟองไข่ไก่ ฟองหนึ่ง และการสร้างก้อนหินที่พระองค์ยกขึ้นไม่ได้  กล่าวได้ว่า ในตัวอย่างแรก  เป็นการสมมุติว่า มีพระเจ้าอยู่สององค์ที่เหมือนกัน  และเป็นสาเหตุให้เกิดความแตกต่างกันในพระเจ้าทั้งสอง  เพราะว่าในขณะที่กล่าวว่า พระเจ้ามีสององค์ที่องค์เป็นพระเจ้าและอีกองค์ไม่ได้เป็นพระเจ้า และตัวอย่างที่สอง การนำโลกนี้ไปไว้ในไข่ไก่ ก็ด้วยสาเหตุนี้เช่นกัน กล่าวคือ โลกที่มีขนาดใหญ่และไม่มีขนาดใหญ่นั้นเป็นไปไม่ได้หรือไม่สามารถจะเกิดขึ้นได้ และในตัวอย่างที่สามก็เหมือนกัน ดังนั้น สิ่งที่ควรสังเกตุก็คือ พลังอำนาจของพระเจ้า ไม่มีในสิ่งที่ไม่อาจเกิดขึ้นด้วยตัวของมันและสิ่งที่ไม่อาจเกิดขึ้นได้ในความเป็นจริง มิได้หมายความว่า พลังอำนาจของพระองค์นั้นมีขอบเขตจำกัด เพราะว่า สิ่งเหล่านั้นไม่อาจจะเกิดขึ้นมาได้

บรรดานักปรัชญาอิสลามได้กล่าวว่า ผู้กระทำมีความสามารถ แต่สิ่งถูกกระทำนั้น ไม่สามารถยอมรับการกระทำได้ และเพื่อที่มีความเข้าใจได้มากยิ่งขึ้น ตัวอย่างที่เกิดขึ้นในตัวของเรา  เช่น นักปั้นดินเผาคนหนึ่งที่มีความสามารถปั้นเหยือกดินที่สวยงามที่สุดจากดินโคลนได้ ในเวลาเดียวกัน ถ้าไม่มีดินแล้วก็มีเพียงน้ำ เขาก็ไม่สามารถที่จะปั้นเหยือกดินได้ ไม่ว่าจะเป็นเหยือกใบเล็กหรือใบใหญ่ ดังนั้น เป็นกระจ่างชัดว่า ไม่ใช่ว่านักปั้นดินเผาคนนั้น ไม่มีความสามารถหรือไม่มีประสบการณ์หรือมีความสงสัยในความเป็นนักปั้นดินเผาของเขา แต่สิ่งที่เขามี คือ น้ำ ซึ่งไม่สามารถจะทำให้เป็นเหยือกดินได้(ตัวอย่างนี้ มีความคล้ายคลึงกับการมีพลังอำนาจของพระเจ้า และ มีความแตกต่างกับการมีพลังอำนาจของพระเจ้ากับการมีพลังอำนาจของมนุษย์ แต่เพื่อที่จะเข้าใจในการมีพลังอำนาจของพระเจ้าได้มากยิ่งขึ้น จึงยกมาเป็นตัวอย่าง)

ตัวอย่างของประเด็นนี้ ก็เช่นกัน สิ่งที่ถูกกระทำมีข้อบกพร่อง ไม่ใช่ผู้กระทำ ดังนั้น จะกล่าวได้ว่า ความหมายของสิ่งนั้นไม่อาจจะเกิดขึ้นได้ ดังอัล กุรอานที่กล่าวว่า

“แท้จริงอัลลอฮ์ทรงมีพลังอำนาจเหนือทุกสรรพสิ่ง”

ด้วยเหตุนี้ กล่าวสรุปได้ว่า ตัวอย่างทั้งหมดที่ได้กล่าวไปนั้น เป็นสิ่งที่ไม่อาจจะเกิดขึ้นได้โดยการใช้สติปัญญา และพลังอำนาจของพระเจ้าไม่มีในสิ่งเหล่านี้ และการไม่มีพลังอำนาจของพระเจ้า มิได้หมายความว่า การมีพลังอำนาจของพระองค์นั้น มีขอบเขตจำกัด และจะอธิบายในรายละเอียดของมัน ในประเด็น ความมหัศจรรย์ของพระเจ้า ดังนั้น พลังอำนาจของพระเจ้า จึงมีในมุฮาล อาดีย์(สิ่งที่โดยทั่วไปไม่อาจจจะเกิดขึ้นได้)


   การมีพลังอำนาจของพระเจ้าในการกระทำที่ไม่ดี

    ประเด็นหนึ่งที่เกี่ยวกับการมีพลังอำนาจที่ไม่มีที่สิ้นสุดของพระเจ้า คือ คำถามที่กล่าวว่า พระองค์ มีความสามารถกระทำการงานที่ไม่ดีได้หรือไม่?

สำหรับคำตอบ มีอยู่ สองทัศนะ ด้วยกัน

ทัศนะแรกมีความเห็นว่า พระเจ้าไม่มีความสามารถที่จะกระทำการงานที่ไม่ดี

ทัศนะที่สองมีความเห็นว่า พระเจ้า ด้วยกับความเป็นวิทยปัญญาของพระองค์และพระองค์ทรงมีคุณลักษณะที่สมบูรณ์ พระองค์ไม่กระทำการงานที่ไม่ดี แต่มิได้หมายความว่า พระองค์ไม่มีความสามารถที่จะกระทำการงานนั้น และด้วยกับการพิจารณาอย่างรอบคอบ ทำให้เข้าใจว่า ทัศนะที่ถูกต้อง คือ ทัศนะที่สอง 

แต่จะกล่าวถึงเหตุผลของทัศนะแรกและมาวิเคราะห์กัน เหตุผลของทัศนะแรกที่มีความเห็นว่า พระเจ้าไม่มีความสามารถในการกระทำความไม่ดี  คือ ถ้าสมมุติว่า พระเจ้ามีความสามารถกระทำการงานที่ไม่ดี หมายความว่า พระองค์เป็นผู้โง่เขลาหรือพระองค์มีความต้องการ แต่ความเป็นจริง พระองค์ทรงรอบรู้ทุกสรรพสิ่ง และพระองค์ทรงไม่มีความต้องการใดทั้งสิ้น ดังนั้น พระเจ้ามิทรงเป็นผู้โง่เขลาหรือมีความต้องการ ด้วยเหตุนี้ พระเจ้า ไม่มีความสามารถที่จะกระทำการงานที่ไม่ดี


การอธิบายสิ่งที่กล่าวมาแล้วนั้น คือ การสมมุติว่า พระเจ้ามีความสามารถที่จะกระทำการงานที่ไม่ดี หมายความว่า พระเจ้าสามารถที่จะกระทำการงานนี้ได้ ในสภาพนี้ หากว่าพระเจ้า ไม่มีความรู้ในการกระทำที่ไม่ดีนั้น  ดังนั้น พระองค์ทรงเป็นผู้โง่เขลา และถ้าพระองค์ทรงรู้ในการกระทำที่ไม่ดี พระองค์ก็ทรงมีความต้องการ เพราะว่า ความเป็นวิทยปัญญาของพระองค์กล่าวว่า พระองค์ ไม่กระทำการงานที่ไม่ดี  

คำตอบของเหตุผลนี้ กล่าวได้ว่า สิ่งสำคัญทั้งสอง คือ ความโง่เขลาและความต้องการ เป็นองค์ประกอบของการเกิดขึ้นของการกระทำที่ไม่ดี ในขณะที่พระเจ้ามีความสามารถกระทำการงานที่ไม่ดี พระองค์ไม่มีคุณลักษณะทั้งสอง เพราะจากความหมายของ ความสามารถ หมายความว่า การมีความสามารถในการกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มิได้หมายความว่า การกระทำนั้น จะต้องเกิดขึ้นด้วย ด้วยเหตุนี้ พระเจ้ามีความสามารถในการกระทำสิ่งที่ไม่ดี แต่ด้วยกับความเป็นวิทยปัญญาของพระองค์ การกระทำนั้นจะไม่เกิดขึ้นจากพระองค์ ดังนั้น พระองค์มิได้ทรงเป็นผู้โง่เขลาหรือมีความต้องการ กล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า พระเจ้า เป็นผู้มีวิทยปัญญา การกระทำที่ไม่ดี จึงไม่เกิดขึ้นจากพระองค์ และการไม่กระทำสิ่งไม่ดี มิได้หมายความว่า พระองค์ไร้ความสามารถ


   พลังอำนาจของพระเจ้าในมุมมองของอัล กุรอานและวจนะ

    อัล กุรอานกล่าวถึง พระเจ้าว่า พระองค์ทรงมีพลังอำนาจเหนือทุกสรรพสิ่ง (กอดีร ,กอดิรและมุกตะดิร) ดั่งพระดำรัสที่กล่าวว่า

 “แท้จริงอัลลอฮ์ทรงมีพลังอำนาจเหนือทุกสรรพสิ่ง”และโองการต่างๆมากมายกล่าวถึง การมีพลังอำนาจของพระเจ้า

ตัวอย่างเช่น ในบทอัฏฏอลาก โองการที่ ๑๒ กล่าวว่า

“อัลลอฮ์ผู้ทรงสร้างชั้นฟ้าทั้งเจ็ด และทรงสร้างแผ่นดินก็เยี่ยงนั้น พระบัญชาจะลงมาท่ามกลางมันทั้งหลาย (ชั้นฟ้าและแผ่นดิน) เพื่อพวกเจ้าจะได้รู้ว่า แท้จริงอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงอานุภาพเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง และแท้จริงอัลลอฮ์นั้นทรงห้อมล้อมทุกสิ่งอย่างไว้ด้วยความรอบรู้ (ของพระองค์)”

จากโองการนี้แสดงให้เห็นว่า การสร้างโลกและการบริหารการงานต่างของโลก บ่งบอกถึง สัญลักษณ์หนึ่งของ การมีพลังอำนาจของพระเจ้า

และในอีกโองการได้กล่าวว่า การสร้างชั้นฟ้าและแผ่นดิน แสดงให้ในการมีพลังอำนาจของพระเจ้า 

บทอะฮ์กอฟ โองการที่ ๓๓ กล่าวว่า

“และพวกเขาไม่เห็นดอกหรือว่า แท้จริงอัลลอฮ์ ซึ่งทรงสร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินนี้ และมิทรงอ่อนเพลียต่อการสร้างสิ่งเหล่านั้น ย่อมทรงเป็นผู้อานุภาพที่จะให้คนตายมีชีวิตขึ้นมาอีก แน่นอนแท้จริงพระองค์เป็นผู้ทรงอานุภาพเหนือทุกๆสิ่ง”

และในวจนะทั้งหลายก็ได้กล่าวเช่นเดียวกันในการมีพลังอำนาจอันไม่มีที่สิ้นสุดของพระเจ้า


วจนะหนึ่งจากท่านอิมาม ซอดิก(ขอความสันติพึงมีแด่ท่าน) ได้กล่าวว่า

 “พระเจ้าทรงมีความรอบรู้ในสิ่งที่พระองค์สร้างและทรงอานุภาพและทรงปกครองและดูแลในทุกสรรพสิ่ง และทุกสรรพสิ่งนั้น ณ พระองค์มีความเท่าเทียมกัน ไม่ว่า การมีพลังอำนาจของพระองค์และความรอบรู้และการปกครอง”

(อัตเตาฮีด อัศศอดูก บาบที่ ๙ วจนะที่ ๑๕ )

   คำตอบจากวจนะในข้อสงสัยที่เกี่ยวกับการมีพลังอำนาจของพระเจ้า

    นอกเหนือจาก เหตุผลทั้งหลายที่เป็นคำตอบในข้อสงสัยต่างๆที่เกี่ยวกับการมีพลังอำนาจของพระเจ้าแล้ว ยังมีคำตอบจากวจนะของ บรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์ (ขอความสันติพึงมีแด่ท่านทั้งหลาย)

ดั่งในวจนะหนึ่งที่ได้รายงานจาก  ท่านอิมามอะลี ว่า มีชายคนหนึ่งได้ถามท่านว่า พระผู้เป็นเจ้าของท่านนั้น มีความสามารถที่จะทำให้โลกใบนี้ อยู่ในไข่ไก่สักฟองหนึ่ง โดยทิ่มิได้ทำให้โลกนั้นดูเล็กลง หรือไข่ฟองนั้นใหญ่ขึ้นได้ ใช่หรือไม่?

ท่านอิมาม ได้ตอบกับชายผู้นั้นว่า

“แท้จริงอัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงส่งและมีเกียรติยิ่ง ไม่มีความสัมพันธ์ใดไปยัง การไม่มีพลังอำนาจและในสิ่งที่เจ้าถามแน่นอนมันจะไม่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง” (อัตเตาฮีด อัศศอดูก บาบที่ ๙ วจนะที่ ๙ )

ดังนั้น จากวจนะนี้ สรุปได้ว่า มิใช่ว่า พระเจ้าไม่ทรงมีความสามารถ แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นนั้น เป็นสิ่งที่ไม่อาจจะเกิดขึ้นได้ในความเป็นจริงได้ เพราะว่า สิ่งนั้น เป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดขึ้นจริง


   ศัพท์วิชาการท้ายบท

 

พลังอำนาจของพระเจ้ากุดรัต อิลาฮีย์    capability of Devine

สิ่งที่ไม่อาจจะเกิดขึ้นได้ในความเป็นจริง มุฮาล วุกูอีย์

สิ่งที่ไม่อาจจะเกิดขึ้นได้ด้วยตัวของมันมุฮาลซาตีย์

สิ่งที่ไม่อาจจะเกิดขึ้นได้โดยทั่วไปมุฮาลอาดีย์

สรุปสาระสำคัญ

  ๑.ความหมายของ พลังอำนาจ คือ ผู้กระทำมีความสามารถกระทำการงานหนึ่งการงานใดได้ และไม่กระทำการงานนั้นก็ได้ กล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า การกระทำของผู้กระทำที่ได้เกิดขึ้นจาก ความประสงค์ของผู้นั้น

๒.การมีพลังอำนาจในการกระทำ ไม่จำเป็นว่าการกระทำนั้นจะต้องเกิดขึ้น เพราะว่า เป็นไปได้ว่า ผู้มีพลังอำนาจสามารถกระทำ หรือไม่กระทำในการกระทำหนึ่ง ในขณะที่ผู้กระทำ ก่อนที่จะทำให้การงานนั้น ให้เกิดขึ้นมา เขาก็มีความสามารถและพลังอำนาจ

๓.การมีพลังอำนาจของพระเจ้า หมายถึง การกระทำของพระองค์นั้นขึ้นอยู่กับความประสงค์ของพระองค์ ถ้าพระองค์ทรงประสงค์ การกระทำนั้นก็จะเกิดขึ้น และถ้าพระองค์ไม่ทรงประสงค์การกระทำนั้นก็จะไม่เกิดขึ้น ดังนั้น การเกิดขึ้นของการกระทำของพระองค์มิได้เกิดขึ้นมาจากเป้าหมายอื่น ที่มิใช่อาตมันของพระองค์


๔.เหตุผลการพิสูจน์การมีพลังอำนาจที่ไม่มีขอบเขตของพระเจ้า ก็คือ พระเจ้าทรงกระทำในการกระทำของพระองค์ ด้วยความประสงค์ของพระองค์ และไม่มีการกระทำใดที่พระองค์ไม่สามารถจะกระทำให้เกิดขึ้นได้ เพราะว่า ทุกสรรพสิ่งเป็นสิ่งสร้างของพระองค์ และการมีอยู่ของสิ่งเหล่านี้ ขึ้นอยู่กับความประสงค์ของพระองค์

๕.พระเจ้า มีพลังอำนาจที่ไม่มีขอบเขตและไม่มีที่สิ้นสุด และพลังอำนาจของพระองค์ ไม่มีในสิ่งที่ไม่อาจจะเกิดขึ้นด้วยตัวของมันหรือ ในความเป็นจริงได้ (มุฮาล ซาตีย์และมุฮาล วุกูอีย์) เพราะว่า การกระทำนี้ไม่อาจจะเกิดขึ้นได้ แต่พลังอำนาจของพระเจ้า มีอยู่ใน สิ่งที่ไม่อาจจะเกิดขึ้นโดยทั่วไป (มุฮาล อาดีย์) เช่น ปาฏิหาริย์ของบรรดาศาสดาทั้งหลาย

๖. พระเจ้า มีความสามารถที่จะกระทำในการงานที่ไม่ดีได้ แต่ด้วยกับความเป็นวิทยปัญญาของพระองค์ได้กล่าวว่า พระองค์จะไม่กระทำในการงานที่ไม่ดี

๗. อัล กุรอานกล่าวถึงพระเจ้าว่า พระองค์ทรงมีอานุภาพ ดั่งโองการที่กล่าวว่า“แท้จริงอัลลอฮ์ทรงมีอานุภาพเหนือทุกสรรพสิ่ง” บ่งบอกถึง ความไม่มีที่สิ้นสุดในพลังอำนาจของพระเจ้า

๘.และอัล กุรอานยังกล่าวอีกว่า พระเจ้าเป็นผู้สร้างชั้นฟ้าและแผ่นดิน และมีอำนาจการบริหารในการงานทั้งหลาย แสดงให้เห็นว่า พระเจ้ามีพลังอำนาจที่ไม่มีขอบเขตและไม่มีที่สิ้นสุด

๙.บางส่วนของวจนะทั้งหลายกล่าวถึง คำตอบของข้อสงสัยต่างๆที่เกี่ยวกับ การมีพลังอำนาจของพระเจ้า และอธิบายว่า การที่พลังอำนาจของพระองค์ไม่มีในบางสิ่ง มิได้หมายความว่า การมีพลังอำนาจของพระองค์นั้น มีขอบเขตจำกัด


   บทที่ ๖

   การมีชีวิตของพระเจ้า

    การมีชีวิต  เป็นคุณลักษณะหนึ่งของพระเจ้า และเป็นคุณลักษณะหนึ่ง ที่บรรดานักเทววิทยาอิสลามมีความเห็นตรงกัน แต่มีความแตกต่างในการอธิบายถึงวิธีการมีชีวิตของพระเจ้า และมีการให้ทัศนะที่แตกต่างกัน โดยนักเทววิทยาอิสลามบางคนได้กล่าวว่า การมีชีวิต เป็นคุณลักษณะหนึ่งที่มีอยู่ในอาตมันของพระองค์ และบางคนก็กล่าวว่า คุณลักษณะนี้ มิได้มีอยู่ในอาตมันของพระองค์ เพราะว่าการมีชีวิต เป็นคุณลักษณะที่มีอยู่ในสรรพสิ่งทั้งหลาย เช่น ในมนุษย์, ในสัตว์, พรรณพืช และในสิ่งอื่นๆ

ด้วยเหตุนี้ จะเห็นได้ว่า มีความจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจในความหมายของ การมีชีวิต กันก่อน ดังนั้น การมีชีวิต มีความหมายว่า อย่างไร?  แล้วจะมาอธิบายในความหมายของ การมีชีวิตของพระเจ้า เป็นอันดับต่อไป

   การมีชีวิตอยู่ของสรรพสิ่ง

    เมื่อเราได้สังเกตในสภาวะของสิ่งต่างๆที่เรียกกันว่า สิ่งนั้นมีชีวิตอยู่ จะเห็นได้ว่าในการมีชีวิตอยู่ของสิ่งเหล่านั้น บรรดานักเทววิทยาได้กล่าวกันว่า ในสิ่งที่มีชีวิตอยู่ มี ๒ คุณลักษณะที่เฉพาะกับการมีชีวิตอยู่ คือ

๑.การมีความรู้

๒. การมีความสามารถ

เพราะฉะนั้นสิ่งใดก็ตามที่มีชีวิตอยู่ สิ่งนั้นต้องมีความรู้และมีความสามารถ ส่วนสิ่งที่ไม่มีชีวิต สิ่งนั้นก็ไม่มีทั้งความรู้และความสามารถ


จะกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า บรรดานักวิชาการได้กล่าวว่า การมีชีวิตอยู่ของพรรณพืชนั้นมีความแตกต่างกัน เพราะว่าการมีอยู่ของความรู้และความสามารถในแต่ละพรรณพืชก็มีความแตกต่างกันเช่นเดียวกัน ดังนั้น ความหมายของ การมีชีวิตอยู่จึงครอบคลุมทั้งมนุษย์และสัตว์

และสิ่งที่ควรรู้ ซึ่งมีอยู่ ๒ ประเด็นที่สำคัญ ดังนี้

๑.การมีชีวิตอยู่ของสิ่งที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ เช่น มนุษย์และสัตว์ และด้วยกับการกระทำต่างๆ เช่น การเจริญเติบโต, การมีความต้องการที่อยู่อาศัย, ปัจจัยยังชีพและอาหาร ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ทั้งหลายของการมีชีวิตอยู่ และอาจจะกล่าวได้ว่า ทั้งหมดนั้นเป็นคุณลักษณะที่มิได้เป็นคุณลักษณะโดยเฉพาะของการมีชีวิตอยู่ และการมีชีวิตนั้น ไม่จำเป็นต้องมีคุณลักษณะดังกล่าว และคุณลักษณะเหล่านั้น เป็นสิ่งที่มีอยู่ในความหมายของการมีชีวิตอยู่ของมนุษย์และสัตว์ ซึ่งถูกนำมาใช้ในสิ่งที่เป็นวัตถุ ส่วนสิ่งที่มิใช่วัตถุ เช่น พระเจ้านั้นไม่มีความต้องการในการเจริญเติบโต ,อาหาร และที่อยู่อาศัย

๒.ความหมายที่แท้จริงของการมีชีวิตอยู่ หมายถึง การมีความรู้และการมีความสามารถ มิได้หมายความว่า การมีชีวิตอยู่นั้นต้องมีทั้งสองคุณลักษณะดังกล่าวเท่านั้น เพราะว่า การมีชีวิตอยู่ เป็นความหมายที่มีอยู่ในการมโนภาพโดยทิ่มิได้เกิดขึ้นจริง ดังนั้น การมีชีวิต จึงเป็นการมีอยู่ที่สมบูรณ์ และสิ่งใดก็ตามที่มีชีวิต สิ่งนั้นก็ต้องมีทั้งความรู้และความสามารถอยู่คู่กัน


ด้วยเหตุนี้ การให้คำนิยามของ การมีชีวิต คือ การมีความรู้และความสามารถ ซึ่งเป็นการให้คำนิยามของสิ่งหนึ่งที่มีส่วนประกอบ

เมื่อความหมายของ การมีชีวิตอยู่ในทัศนะของบรรดานักเทววิทยาอิสลามนั้น เป็นที่กระจ่างชัดสำหรับเราแล้ว จะมาอธิบายกันในความหมายของ การมีชีวิตของพระเจ้า

   ความหมายของการมีชีวิตของพระเจ้า

    การอธิบายในความหมายของ การมีชีวิตของพระเจ้า ซึ่งบรรดานักเทววิทยาอิสลามในสำนักคิดทั้งหลายได้มีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน

โดยที่นักเทววิทยาอิสลามในสำนักคิดอัชอะรีย์ มีความเชื่อว่า คุณลักษณะของพระเจ้านั้นมีความแตกต่างกับอาตมันของพระองค์ และยังได้กล่าวอีกว่า การมีชีวิตของพระเจ้า เป็นคุณลักษณะที่มีอยู่ในอาตมันของพระองค์ และเป็นคุณลักษณะที่มีอยู่เหนือจากอาตมันของพระองค์ โดยมีความหมายว่า อาตมันของพระองค์มีความรู้และความสามารถอยู่คู่กัน

กล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า ผู้ที่ปฏิเสธการมีความแตกต่างกันระหว่างคุณลักษณะกับอาตมันของพระเจ้า ได้กล่าวว่า การมีชีวิตของพระเจ้า เป็นคุณลักษณะที่มิได้มีอยู่ในพระองค์ และความหมายของการมีชีวิตของพระเจ้า ก็คือ การมีความสามารถและการมีความรู้ และเป็นสิ่งที่ไม่เป็นที่ต้องห้าม


ด้วยเหตุนี้  การมีชีวิต จึงเป็นคุณลักษณะหนึ่งที่ไม่มีอยู่ในพระเจ้า  ซึ่งจะเห็นได้ว่า จากความหมายของ การมีชีวิต ในทัศนะของสำนักคิดอัชอะรีย์ มีความหมายที่ไม่ชัดเจนและไม่ถูกต้อง ดังนั้น การมีชีวิต จึงเป็นคุณลักษณะที่มีอยู่ในพระเจ้าและเป็นหนึ่งเดียวกับอาตมันของพระองค์ และคุณลักษณะการมีชีวิตของพระเจ้า หมายถึง การมีชีวิตของพระองค์ในรูปแบบที่สมบูรณ์ กล่าวคือ การมีความรู้ และสามารถ แต่การมีชีวิตของพระเจ้านั้น ปราศจากการเป็นวัตถุ ซึ่งไม่มีความต้องการในการเจริญเติบโต ,ที่อยู่อาศัย, อาหาร และการพึ่งพา และสิ่งเหล่านี้มิใช่เป็นสิ่งที่มีความจำเป็นกับการมีชีวิตของพระองค์

ได้อธิบายไปแล้วว่า การมีความรู้และการมีความสามารถ เป็นคุณลักษณะที่มีอยู่ในอาตมันของพระเจ้า ดังนั้น การมีชีวิตก็มีคุณลักษณะทั้งสองอยู่ด้วย และความหมายในการมีชีวิต ก็เป็นคุณลักษณะที่มีอยู่ในพระองค์เช่นกัน   ซึ่งมีความหมายที่แตกต่างกันกับการมีชีวิตของสิ่งทั้งหลาย

   เหตุผลของการมีชีวิตของพระเจ้า

    เหตุผลต่างๆที่ใช้ในการพิสูจน์การมีอยู่ของคุณลักษณะทั้งหลายของพระเจ้า ก็สามารถใช้ในการพิสูจน์การมีชีวิตของพระองค์ได้ เหตุผลที่เข้าใจง่าย เกิดขึ้นจากการมีความรู้ของพระเจ้า และการมีความสามารถ ซึ่งเป็นองค์ประกอบของการมีชีวิต และได้พิสูจน์ไปแล้วว่า พระเจ้าเป็นผู้ทรงรอบรู้และมีความสามารถ เพราะฉะนั้น พระองค์ก็ทรงมีชีวิตอยู่เช่นกัน


ดั่งใน คำกล่าวของท่านมุฮักกิก ตูซีย์ ที่ได้กล่าวว่า

“ทุกสิ่งที่มีความรู้ และความสามารถ แน่นอนที่สุด สิ่งนั้นก็ต้องมีชีวิต”

   การมีชีวิตของพระเจ้า จากการอรรถาธิบายของอัลกุรอานและวจนะ

    อัล กุรอานได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนในโองการทั้งหลายถึงคุณลักษณะการมีชีวิตของพระเจ้าว่า

“อัลลอฮ์ (ทรงเป็นพระเจ้า) ซึ่งไม่มีพระเจ้าใดๆ (อีกแล้ว) นอกจากพระองค์เท่านั้น ทรงเป็นเสมอ ทรงดำรงอยู่ ความง่วงและความหลับไม่ครอบงำพระองค์ พระองค์ทรงสิทธิ์ในสรรพสิ่งที่มีอยู่ในชั้นฟ้าและสิ่งที่อยู่ในแผ่นดิน ใครเล่าที่จะให้การสงเคราะห์ (แก่ผู้อื่น) ณ พระองค์ได้ นอกจากจะเป็นไปโดยอนุมัติของพระองค์เท่านั้น พระองค์ทรงรอบรู้สิ่งที่มีอยู่   ต่อหน้าพวกเขาและที่อยู่เบื้องหลังพวกเขาและพวกเขาไม่ครอบคลุมความรู้สักเพียงเล็กน้อยของพระองค์ นอกจากในสิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์(จะให้พวกเขารู้)เท่านั้นเก้าอี้ (คืออำนาจปกครอง) ของพระองค์แผ่ไพศาลทั่วทั้งชั้นฟ้าและแผ่นดินและการพิทักษ์มัน   ทั้งสองไม่ทำให้พระองค์เหนื่อยยากเลยและพระองค์ทรงสูงส่งอีกทั้งทรงยิ่งใหญ่”

 (อัลบะกอเราะฮ์ โองการที่ ๒๕๕) 


                                                           

และอีกโองการหนึ่งได้กล่าวว่า              

“อัลลอฮ์นั้นคือ ไม่มีผู้ที่เป็นที่เคารพสักการะใดๆนอกจากพระองค์เท่านั้น ผู้ทรงมีชีวิตอยู่เสมอ (ไม่มีกาลอวสาน) ผู้ทรงบริหารกิจการทั้งหลายเป็นเนืองนิจ (ในสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างและทรงบังเกิด)” (บทอัลอาลิอิมรอน โองการที่ ๒)

 โองการดังกล่าวนี้ได้กล่าวถึง คุณลักษณะการมีชีวิตอยู่ ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของพระเจ้า โดยที่อัล กุรอานได้กล่าวอย่างชัดเจนในเรื่องนี้ว่า พระเจ้า คือ อัลลอฮ์ เป็นผู้ทรงมอบชีวิตให้กับทุกสรรพสิ่ง ดังนั้น ความหมายของการมีชีวิตของพระเจ้า หมายถึง เมื่อพระเจ้า เป็นผู้ทรงมอบชีวิตให้กับทุกสรรพสิ่ง ก็เป็นไปไม่ได้ที่พระองค์จะไม่ทรงมีชีวิตอยู่

และในอัล กุรอานได้กล่าวอีกว่า

“และเจ้าจงมอบหมายต่อพระผู้ทรงดำรงชีวิตตลอดกาล ไม่ตาย และจงแซ่ซร้องสดุดีด้วยการสรรเสริญพระองค์ และพอเพียงแล้วสำหรับพระองค์ ผู้ทรงรอบรู้ในความผิดทั้งหลายของปวงบ่าวของพระองค์”

 (บทอัลฟุรกอน โองการที่ ๕๘ )

อัล กุรอานได้ใช้คุณลักษณะทั้งสอง กล่าวคือ การมีชีวิตอยู่ คู่กับการเป็นอมตะ แสดงให้เห็นว่า เป็นคุณลักษณะที่สมบูรณ์แบบที่สุด เพราะว่า การมีคุณลักษณะ การมีชีวิตอยู่ นอกเหนือจาก การมีความรู้ในอาตมันของตนเองแล้ว ยังมีความรู้ในสรรพสิ่ง และการมีพลังอำนาจ ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่เกิดขึ้นในอาตมันของพระเจ้า  และการมีคุณลักษณะ การเป็นอมตะ มีความหมายว่า การมีอยู่ของสรรพสิ่งทั้งหลายขึ้นอยู่กับพระองค์ และพระองค์ เป็นแหล่งกำเนิดของการกระทำทั้งหลาย

ด้วยเหตุนี้ การกล่าวรำลึกว่า โอ้พระผู้ทรงดำรงชีวิตอยู่และเป็นอมตะ เป็นการกล่าวรำลึกที่สวยงามที่สุด


ท่านอิมามอะลี (ขอความสันติพึงมิแด่ท่าน) ได้กล่าวไว้ในเทศนาบทหนึ่งที่มีคุณค่ายิ่งในเป้าหมายของการรู้จักในความสูงส่งของพระผู้เป็นเจ้า ก็คือ การรู้จักในคุณลักษณะการมีชีวิตอยู่และการเป็นอมตะและนิรันดร์

“เราไม่มีความรู้ในความยิ่งใหญ่ของพระผู้เป็นเจ้า นอกจากเรารู้ว่า พระองค์ทรงมีชีวิตอยู่และเป็นนิรันดร์ และพระองค์ไม่ทรงง่วงนอนและหลับไหล” (นะฮ์ญุลบะลาเฆาะ สุนทรโรวาทที่ ๑๖๐)

บางวจนะได้กล่าวเช่นเดียวกันถึงความเป็นจริงของ การมีชีวิตอยู่ของพระผู้เป็นเจ้า และความแตกต่างของการมีชีวิตอยู่ของพระองค์กับการมีชีวิตอยู่ของสรรพสิ่งทั้งหลาย

ดั่งเช่น วจนะของท่านอิมามมูซา อัลกาซิม (ขอความสันติพึงมีแด่ท่าน) ที่ได้กล่าวว่า

“อัลลอฮ์ พระผู้เป็นเจ้าทรงมีชีวิตอยู่ ในสภาพที่ไม่มีผู้ให้ชืวิต และไม่มีผู้ให้คุณลักษณะแด่พระองค์ และไม่มีการจำกัดในการมีอยู่ และพระองค์ไม่มีสถานที่พำนัก แต่พระองค์ทรงมีชีวิตอยู่ด้วยพระองค์เอง “[๒]

 (อัตเตาฮีด อัศศอดูก บาบที่ ๑๑ วจนะที่ ๖ )

ไม่เป็นที่สงสัยเลยว่า คำกล่าวของอิมามนั้น มีความลึกซึ้งเป็นอย่างยิ่ง  แต่สิ่งที่เราได้รับจากวจนะนี้ ก็คือ


๑.การมีชีวิตของพระเจ้านั้น ไม่เหมือนกับการมีชีวิตอยู่ของมนุษย์ และสิ่งสร้างพระองค์ เพราะว่าอาตมันของพระองค์มีมาแต่เดิม และไม่มีที่สิ้นสุด ดังนั้น การมีชีวิตของพระองค์ก็มีมาแต่เดิมและไม่มีที่สิ้นสุด ด้วยเช่นกัน

๒.การมีชีวิตของพระเจ้านั้น เป็นการมีอยู่ ที่มิได้เป็นคุณานุภาพที่มีขอบเขตจำกัด และไม่มีสถานที่

   การมีมาแต่เดิมและความเป็นอมตะและนิรันดร์ของพระผู้เป็นเจ้า

    การมีมาแต่เดิมและความเป็นนิรันดร์ของพระเจ้า เป็นคุณลักษณะที่มีอยู่ในอาตมันของพระองค์

บรรดานักปรัชญาอิสลาม มีความเชื่อว่า พระผู้เป็นเจ้าทรงมีมาแต่เดิม หมายความว่า พระเจ้าไม่มีกาลเวลาที่จำกัด และคำกล่าวที่ว่า พระองค์ทรงมีอยู่เป็นนิรันดร์ หมายความว่า ไม่มีกาลเวลาใดที่จะมาทำลายหรือทำให้พระองค์สูญสลายได้

กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ การมีอยู่ของพระองค์นั้น ไม่ขึ้นอยู่กับกาลเวลา ไม่ว่าจะในอดีต ปัจจุบัน หรือในอนาคตก็ตาม เพราะว่า พระองค์ทรงมีอยู่เหนือกาลเวลา  ดังนั้น ความหมายของ การมีมาแต่เดิมและความเป็นนิรันดร์ บางครั้งหมายถึง การคงมีอยู่ของสิ่งที่มาแต่เดิมตลอดไป


   การอธิบาย การมีมาแต่เดิมและความเป็นนิรันดร์ของพระเจ้า

   บรรดานักเทววิทยาอิสลาม มีความคิดเห็นและมีทัศนะที่แตกต่างกัน และจากทัศนะทั้งหลาย

ซึ่งสามารถกล่าวได้ว่า มี ๒ทัศนะที่สำคัญ ดังนี้

๑.การมีมาแต่เดิมและความเป็นนิรันดร์ หมายถึง พระผู้เป็นเจ้าทรงมีอยู่ในทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ดังนั้น จากทัศนะนี้ชี้ให้เห็นว่า การมีอยู่ของพระเจ้านั้นขึ้นอยู่กับกาลเวลา

๒.การมีอยู่ของพระเจ้านั้น อยู่เหนือกาลเวลา ซึ่งรวมถึงสิ่งที่เป็นกาลเวลาด้วย

ในทัศนะแรก บ่งบอกถึง ความเข้าใจของสามัญชนธรรมดาต่อการมีอยู่แต่เดิม และความเป็นนิรันดร์ของพระเจ้า และในทัศนะที่สอง เป็นทัศนะที่ถูกยอมรับในแวดวงวิชาการ เพราะว่า การมีอยู่ของพระผู้เป็นเจ้านั้นไม่ขึ้นอยู่กับกาลเวลา แต่พระองค์ทรงอยู่เหนือกาลเวลา

การมีอยู่กาลเวลา หมายถึง สิ่งที่เป็นวัตถุ และอาตมันของพระเจ้า มิได้เป็นวัตถุ ดังนั้น พระองค์ไม่ทรงมีกาลเวลา


   เหตุผลของ การมีมาแต่เดิมและความเป็นนิรันดร์ของพระผู้เป็นเจ้า 

 

   หลังจากที่ได้เข้าใจในความหมายของ การมีมาแต่เดิมและความเป็นนิรันดร์ของพระผู้เป็นเจ้าไปแล้ว บัดนี้ จะมาพิสูจน์ในเหตุผลของง การมีอยู่สองคุณลักษณะ ในอาตมันของพระองค์ เหตุผลที่เข้าใจง่าย ก็คือ เหตุผลจาก ข้อพิสูจน์วุญูบและอิมกาน (สิ่งที่จำเป็นต้องมีอยู่และสิ่งที่จะมีอยู่ก็ได้หรือไม่มีก็ได้) เพราะว่า พระผู้เป็นเจ้า คือ สิ่งจำเป็นที่ต้องมีอยู่ และการไม่มีอยู่นั้น ไม่มีในพระองค์  กล่าวคือ การไม่มีอยู่ จะไม่มีในพระองค์ในอดีต และการไม่มี จะไม่มีมา หลังจากในอนาคต

ดั่งที่ท่านควอญิฮ์ นะศีรุดดีน ตูซีย์ ได้กล่าวว่า

“ข้อพิสูจน์วุญูบและอิมกาน ( สิ่งจำเป็นที่ต้องมีอยู่ และสิ่งที่จะมีอยู่ก็ได้หรือไม่มีก็ได้) บ่งบอกถึง การมีอยู่ตลอดกาลและความเป็นนิรันดร์ของพระผู้เป็นเจ้า “

   การมีมาแต่เดิมและความเป็นนิรันดร์ของพระเจ้า ในอัล กุรอานและวจนะ

    อัล กุรอานมิได้กล่าวคำว่า การมีมาแต่เดิมและความเป็นนิรันดร์ แต่ทว่า กล่าวถึงคำที่บ่งบอกถึงความหมายของการมีมาแต่เดิมและความเป็นนิรันดร์  เช่น บางครั้งเรียกพระผู้เป็นเจ้า ว่า พระองค์เป็นองค์แรกและเป็นองค์สุดท้าย

อัล กุรอานกล่าวว่า

“พระองค์ทรงเป็นองค์แรกและองค์สุดท้าย และทรงเปิดเผยและทรงเร้นลับ และพระองค์เป็นผู้ทรงรอบรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง”

( บทอัลหะดีด โองการที่ ๓ )


นักอรรถาธิบายอัลกุรอานได้กล่าวว่า ความหมายของคำว่า องค์แรกและองค์สุดท้าย ก็คือ ความหมายเดียวกับการมีมาแต่เดิมและความเป็นนิรันดร์ และเช่นเดียวกัน ในวจนะหนึ่งได้กล่าวเน้นย้ำ ดั่งบทเทศนาหนึ่งของท่านอิมามอะลี (ขอความสันติพึงมีแด่ท่าน) ที่ได้กล่าวว่า

“พระเจ้า เป็นองค์แรกที่ไม่มีสิ่งใดมาก่อนหน้าพระองค์ และเป็นองค์สุดท้ายที่ไม่มีสิ่งใดมาหลังพระองค์”

(นะฮ์ญุลบะลาเฆาะฮ์ สุนทรโรวาทที่ ๙๑ )

และท่านอิมามซอดิก ได้กล่าวว่า

“พระองค์ทรงเป็นองค์แรกที่ไม่มีการเริ่มต้น และเป็นองค์สุดท้ายที่ไม่มีที่สิ้นสุด พระองค์ทรงมีมาแต่เดิม และพระองค์ทรงมีอยู่เสมอ”

 (อุศูลุลอัลกาฟีย์ เล่มที่ ๑ หน้าที่ ๑๑๖ )

จากวจนะทั้งหลายที่ได้กล่าวถึง พระผู้เป็นเจ้าว่า เป็นองค์แรกและเป็นองค์สุดท้าย มิได้หมายความว่า พระองค์ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งแรก และเป็นสิ่งสุดท้ายที่จะต้องสูญสลาย แต่ทว่า ความเป็นองค์แรกและองค์สุดท้ายของพระองค์ หมายถึง พระองค์ไม่มีคำว่า มาก่อนหรือมาหลัง เพราะพระองค์ไม่มีจุดเริ่มต้นและไม่มีที่สิ้นสุด

โองการหนึ่งของอัล กุรอาน กล่าวว่า

ทุก ๆ สิ่งที่อยู่บนแผ่นดินย่อมสูญสลาย”

และพระพักตร์ของพระเจ้าของเจ้าผู้ทรงยิ่งใหญ่ ผู้ทรงโปรดปรานเท่านั้นที่จะคงเหลืออยู่”

( บทอัรเราะห์มาน โองการที่ ๒๖-๒๗)

และอีกโองการหนึ่ง กล่าวว่า

“และอย่าวิงวอนขอต่อพระเจ้าอื่นคู่เคียงกับอัลลอฮ์ ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ทุกสิ่งย่อมพินาศนอกจากพระพักตร์ของพระองค์” ( บทอัลกอศ็อด โองการที่ ๘๘)


การอธิบายความหมายของคำว่า พระพักตร์ หมายถึง ตัวตนและอาตมันของพระผู้เป็นเจ้า  ด้วยเหตุนี้ โองการทั้งหลายได้กล่าวถึง การมีมาแต่เดิมและความเป็นนิรันดร์ของพระผู้เป็นเจ้า

    ศัพท์วิชาการท้ายบท

: Life การมีชีวิต ฮายาต

: Life of God การมีชีวิตของพระเจ้า ฮายาต อิลาฮีย์

: Eternity การมีมาแต่เดิม อะซะลียัต

: Perenniality ความเป็นนิรันดร์

   สรุปสาระสำคัญ

๑.การมีชีวิต เป็นคุณลักษณะหนึ่งที่สมบูรณ์ของพระผู้เป็นเจ้า มีความหมายครอบคลุมถึง  ๒ คุณลักษณะ กล่าวคือ ความรู้และความสามารถ

๒.การมีชีวิตอยู่ของสิ่งที่เป็นวัตถุ เช่น มนุษย์และสัตว์ มีความเจริญเติบโต ต้องการอาหารและปัจจัยสี่ และการขยายเผ่าพันธ์ สิ่งมีชีวิต เป็นองค์ประกอบของการมีชีวิตอยู่ของสิ่งที่เป็นวัตถุ และจะไม่มีอยู่ในสิ่งที่มิใช่วัตถุ

๓.ความหมายของการมีชีวิตของพระเจ้า คือ ในอาตมันของพระองค์มีความรู้และความสามารถ และการมีชีวิต เป็นคุณลักษณะที่มีอยู่ในอาตมันของพระผู้เป็นเจ้า


๔.นอกเหนือจาก เหตุผลโดยทั่วไปในการพิสูจน์การมีคุณลักษณะที่สมบูรณ์แบบ เช่น ความรู้และความสามารถ เหตุผลเหล่านั้นยังใช้พิสูจน์การมีชีวิตของพระเจ้าได้อีกด้วย

๕.อัล กุรอานกล่าวถึงพระเจ้าว่า การมีชีวิตอยู่ของพระองค์นั้น มีมาแต่เดิม และไม่มีที่สิ้นสุด และไม่มีการเปลี่ยนแปลง และในวจนะก็กล่าวไว้เช่นเดียวกัน

๖.และอีกคุณลักษณะหนึ่งของพระผู้เป็นเจ้า ก็คือ การมีมาแต่เดิม และความเป็นนิรันดร์ ความหมายของคุณลักษณะนี้ ก็คือ การมีอยู่ของพระเจ้านั้น อยู่เหนือกาลเวลา ดังนั้น จะกล่าวได้ว่า พระองค์ทรงมีอยู่และจะมีอยู่ตลอดไป

๗.ความจำเป็นที่ต้องมีอยู่ของพระผู้เป็นเจ้า เป็นสาเหตุที่ไม่สามารถแยกการมีอยู่ออกจากพระองค์ได้ ดังนั้น พระเจ้า ทรงเป็นองค์แรกและเป็นองค์สุดท้าย และนี่คือ ความหมายของการมีมาดั้งเดิมและความเป็นนิรันดร์

๘.อัล กุรอานกล่าวถึงพระเจ้าว่า พระองค์ทรงเป็นองค์แรกและองค์สุดท้าย ซึ่งแสดงว่า พระเจ้าทรงมีมาแต่เดิมและมีความเป็นนิจนิรันดร์


   บทที่ ๗

   ความประสงค์ของพระเจ้า (อิรอดะฮ์ อิลาฮีย์)

   ในระหว่างคุณลักษณะในอาตมันของพระเจ้า คือ ความประสงค์ของพระองค์ ซึ่งถือว่ามีความสำคัญเป็นพิเศษ แม้ว่าบรรดานักเทววิทยาอิสลามมีความคิดเห็นที่ตรงกันว่า พระเจ้านั้นมีคุณลักษณะนี้ แต่มีความแตกต่างกันในการอธิบายรายละเอียด

คำถามทั้งหลายเกิดขึ้นในประเด็นนี้ คือ

การให้คำนิยามของ ความประสงค์ของพระเจ้า

๑.ความประสงค์ เป็นคุณลักษณะที่มีในอาตมันหรือเป็นคุณลักษณะที่มีนการกระทำของพระเจ้า

๒.ความประสงค์ เป็นคุณลักษณะที่มีมาแต่ดั้งเดิมหรือเพิ่งเกิดขึ้น

๓.ความแตกต่างของความประสงค์กับความต้องการและการเลือกสรร

นอกเหนือจาก ทัศนะต่างๆของบรรดานักเทววิทยาอิสลาม ยังมีทัศนะของบรรดานักปรัชญาอิสลามที่กล่าวถึง ความเป็นจริงของความประสงค์ของพระเจ้า และรายละเอียดในความลึกซึ้ง ซึ่งเราจะกล่าวในประเด็นที่เหมาะสมกับเทววิทยาอิสลาม เป็นลำดับต่อไป


 

   ความหมายความเป็นจริงของความประสงค์ของมนุษย์

   ในขณะที่มนุษย์ได้กระทำการงานหนึ่งการงานใด และเขาเป็นผู้เลือกสรรในการกระทำของเขา ดังนั้นมีสภาพหนึ่งที่เกิดขึ้นในตัวเขา นั่นคือ สภาพของความประสงค์ของมนุษย์ เป็นสภาพภายในหรือเกิดจากจิตใจของเขา ซึ่งรับรู้ด้วยการรับรู้โดยตรงและไม่ได้ใช้สื่อ และมิได้มีความหมายว่า การอธิบายในความเป็นจริงนั้น มีความง่ายดายยิ่งนัก ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดการให้คำนิยามต่างๆมากมายในความประสงค์ของมนุษย์ บางสำนักคิดกล่าวว่า ความประสงค์คือ การมีความเชื่อว่า การมีประโยชน์ในการกระทำ หมายถึง ก่อนที่มนุษย์จะกระทำการงานหนึ่งการงานใด มีความเชื่อว่า การงานที่จะกระทำนั้น ต้องมีประโยชน์ดังนั้น นี่คือความหมายของ ความประสงค์ของมนุษย์ และในบางครั้ง ความประสงค์นี้ ถูกเรียกว่า จุดประสงค์ที่มีต่อการกระทำ ด้วยเหตุนี้ ความหมายของความประสงค์ก็คือ จุดประสงค์ของมนุษย์ที่มีต่อการกระทำ และตรงกันข้ามกับทัศนะนี้ ยังมีสำนักคิดหนึ่งที่ได้กล่าวว่า ความประสงค์ มิได้หมายถึง จุดประสงค์ของมนุษย์ และการมีประโยชน์ในการกระทำ ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดทัศนะต่างๆในการให้ความหมายของ ความประสงค์ของมนุษย์ และจากทัศนะที่มีความคิดเห็นว่า ความประสงค์ของมนุษย์ คือ การมีความเชื่อว่า มีประโยชน์ในการกระทำ และมีความรู้สึกอยากที่จะกระทำ ดังนั้น ความรู้สึกอยากนี้ คือ ความประสงค์ของเขา และบางครั้งเรียกความประสงค์ว่า ความต้องการที่จะกระทำการงานหนึ่ง  ซึ่งตรงกันข้ามกับความต้องการที่จะละทิ้งการกระทำอันนั้น


 และบางทัศนะกล่าวว่า ความประสงค์(ความประสงค์) คือ ความรู้สึกหนึ่งที่อยู่ในตัวของมนุษย์ หลังจากที่เขามีความรู้ในผลประโยชน์ของการกระทำนั้น และก่อนที่จะกระทำการงานนั้นขึ้นมา ซึ่งเป็นสาเหตุให้เขาต้องกระทำมากกว่าที่จะไม่กระทำ

ด้วยเหตุนี้ จะเห็นได้ว่า ทัศนะทั้งหลายในการอธิบายความหมายของคำว่า ความประสงค์ นั้น มีเหตุผลและข้อพิสูจน์มากมาย ซึ่งทั้งหมดนั้นอยู่เหนือการเรียบเรียงหนังสือนี้ แต่สิ่งที่ควรรู้และสังเกต ก็คือ การอธิบายความหมายของ ความประสงค์ ในมนุษย์มีขอบเขตจำกัด เพราะว่า การมีอยู่ของมนุษย์นั้น มีขอบเขตจำกัด และความประสงค์ของมนุษย์เป็นสิ่งที่มีขอบเขต ในขณะที่พระเจ้านั้นไม่มีขอบเขตในการมีอยู่ของพระองค์ ดังนั้นความหมายของ ความประสงค์ ในพระเจ้า จึงมีความหมายทีแตกต่างกับความประสงค์ในมนุษย์

   ทัศนะต่างๆของนักเทววิทยาอิสลามในการอธิบายความหมาย

 ความประสงค์ของพระเจ้า

   กล่าวไปแล้วว่า ความหมายของ ความประสงค์ในพระเจ้า บรรดานักเทววิทยาและปรัชญาอิสลามได้ให้หลายความหมายด้วยกัน ซึ่งมีดังนี้

๑.ความประสงค์ในพระเจ้า คือ พระองค์ทรงกระทำการงานใดการงานหนึ่งโดยที่ไม่มีการบังคับใดๆทั้งสิ้น ดังนั้นความประสงค์ เป็นคุณลักษณะในด้านลบของพระเจ้า

๒.ความประสงค์ในพระเจ้า คือ การมีพลังอำนาจอันไม่มีที่สิ้นสุดของพระองค์


๓.ความประสงค์ในพระเจ้า มีอยู่ สอง ความหมาย กล่าวคือ ความประสงค์ในอาตมัน คือ การมีความรักในตนเองและความสมบูรณ์แบบของพระองค์ อีกความหมายของความประสงค์ กล่าวคือ ความประสงค์ในการกระทำ หมายถึง พระเจ้าทรงมีความพึงพอพระทัยในการเกิดขึ้นของการกระทำของพระองค์

๔.ความประสงค์ คือ ความรู้ที่มีมาดั้งเดิมของพระเจ้าในการปกครองที่ประเสริฐที่สุด

ทัศนะนี้ เป็นทัศนะของบรรดานักปรัชญาอิสลาม

๕.ความประสงค์ คือ การเลือกสรรของพระผู้เป็นเจ้า หมายความว่า พระเจ้า เป็นผู้กระทำที่เป็นอิสระในการเลือกสรร และไม่มีการบังคับใดๆในการกระทำของพระองค์ ดังนั้นการอธิบายในความหมายนี้ มิได้ถือว่า ความประสงค์ เป็นคุณลักษณะในด้านลบของพระเจ้า และเช่นเดียวที่อธิบายความหมายของ ความรู้ หมายถึง การไม่รู้ และมิได้ถือว่า ความรู้ เป็นคุณลักษณะในด้านลบของพระเจ้า

   ความประสงค์ในอาตมันของพระเจ้าและในการกระทำของพระองค์

   มีคำถามว่า ความประสงค์ เป็นคุณลักษณะในประเภทใดของพระเจ้า และเป็นคุณลักษณะในอาตมันหรือในการกระทำของพระองค์? ความสำคัญของคำถามทั้งหลายนี้แสดงให้เห็นว่า ทัศนะที่สี่ กล่าวว่า  ความประสงค์ เป็นคุณลักษณะในอาตมัน และทัศนะที่สอง กล่าวว่า ความประสงค์ เป็นคุณลักษณะในการกระทำ


และในทัศนะที่สามยอมรับว่า ความประสงค์ เป็น คุณลักษณะทั้งสองประเภท ด้วยเหตุนี้ จึงจำเป็นก่อนทีจะอธิบายรายละเอียดของความหมายทั้งหลาย มากำหนดให้ชัดเจนว่า ความประสงค์ นั้น เป็นคุณลักษณะในอาตมันหรือในการกระทำ

สำหรับคำตอบของคำถามเหล่านี้ จะกล่าวได้ว่า ความประสงค์ มีอยู่ สอง ระดับขั้น

๑.ความประสงค์ในอาตมันของพระเจ้า

๒.ความประสงค์ในการกระทำของพระองค์

ส่วนมากของบรรดานักเทววิทยาและปรัชญา มีความเห็นว่า ความประสงค์ เป็นคุณลักษณะในอาตมันของพระเจ้า หมายถึง ความรู้ที่มีมาดั้งเดิมในการมีระบบระเบียบที่สมบูรณ์แบบในการบริหารและดูแลของพระองค์

สามารถอธิบายได้ว่า ทัศนะนี้กล่าวว่า พระผู้เป็นเจ้าทรงมีความรู้ในความเป็นระบบระเบียบที่สมบูรณ์แบบก่อนการสร้างโลก และความรู้นี้ ยังเป็นสาเหตุทำให้โลกนี้เกิดขึ้นและความประสงค์ ก็คือ ความรู้นี้

ดังนั้น ทัศนี้ไม่เป็นที่ยอมรับ เพราะว่าจากการสังเกตุในความหมายของความประสงค์ มิได้มีความหมายเดียวกับการมีความรู้ อีกทั้งในวจนะได้ยืนยันอย่างชัดเจนว่า การมีความรู้ มิใช่ ความประสงค์

หากว่า เราไม่ยอมรับว่า ความประสงค์ มีความหมายเดียวกับการมีความรู้ดั้งเดิมของพระเจ้า ดังนั้น ความหมายของอิรอดะฮ๋ คือ การเลือกสรรในการกระทำของพระองค์ ซึ่งเป็นความหมายที่ห้า ด้วยเหตุนี้ ความประสงค์ ถือว่าเป็นคุณลักษณะในอาตมันของพระเจ้า และในกรณีที่กล่าวว่า ความประสงค์ เป็นคุณลักษณะในการกระทำของพระผู้เป็นเจ้า เหมือนกับ การให้ความรักและความพึงพอพระทัย


 เพราะฉะนั้น ความประสงค์ของพระเจ้า มีความหมายว่า การเกิดขึ้นของการกระทำของพระองค์นั้น มาจากการให้ความรักและความพึงพอพระทัย การกระทำนั้น จึงจะเกิดขึ้นมาได้ และจากความหมายนี้ ถือว่าไม่ถูกต้อง เพราะว่าความหมายของความประสงค์ มิได้มีความหมายเดียวกับการให้ความรักและความพึงพอพระทัย และการให้ความหมายของความประสงค์ในทัศนะหนึ่งกล่าวว่า ความประสงค์ เป็นคุณลักษณะในการกระทำที่เกิดจากระดับขั้นของการกระทำของพระเจ้า  หมายถึง การเกิดขึ้นของสรรพสิ่งทั้งหลาย กล่าวได้ว่า สติปัญญายอมรับว่า การมีอยู่ของสิ่งหนึ่งในสถานที่และเวลาที่ถูกกำหนด บ่งบอกถึง การมีความรู้และการให้ความรัก อีกทั้งยังเป็นความประสงค์ของพระเจ้า ที่มีต่อการเกิดขึ้นของสิ่งนั้น ด้วยเหตุนี้ คุณลักษณะความประสงค์ คือ การมีความสัมพันธ์ของพระผู้เป็นเจ้ากับการเกิดขึ้นของสรรพสิ่งทั้งหลาย

และในอีกทัศนะหนึ่งกล่าวว่า ความประสงค์ เป็นคุณลักษณะในการกระทำของพระเจ้า เพราะว่า เกิดขึ้นมาจากการมีความสัมพันธ์ของพระองค์กับการกระทำที่มีองค์ประกอบสมบูรณ์ ด้วยเหตุนี้ เมื่อใดก็ตามที่การกระทำของพระเจ้ามีองค์ประกอบที่สมบูรณ์พร้อมที่จะเกิดขึ้น เมื่อนั้นจะกล่าวได้ว่า พระเจ้ามีความประสงค์ กล่าวคือ มีความประสงค์ที่จะทำให้การกระทำนั้นเกิดขึ้น


   การมีมาดั้งเดิมหรือการเพิ่งเกิดขึ้นมาของความประสงค์ในพระเจ้า

   หลังจากที่อธิบายความหมายของ ความประสงค์ และเป็นที่กระจ่างชัดสำหรับเราแล้วนั้น จะมากล่าวในคำถามที่เกี่ยวกับความประสงค์ของพระเจ้า ว่า มีมาดั้งเดิมหรือเพิ่งเกิดขึ้นมา จะเห็นได้ว่ามีทัศนะต่างๆมากมายและมีความแตกต่างกันในสำนักคิดของเทววิทยาอิสลาม  โดยสำนักคิดอัชอะรี มีความเชื่อว่า ความประสงค์ เป็นคุณลักษณะหนึ่งที่อยู่เหนืออาตมันของพระเจ้า และเป็นคุณลักษณะที่มีมาดั้งเดิม ในทางตรงข้ามกับความเชื่อของสำนักคิดอื่น ที่กล่าวว่า ความประสงค์ เป็นคุณลักษณะที่เพิ่งมีการเกิดขึ้น แต่มีความเห็นที่ไม่ตรงกันในสถานที่การเกิดขึ้นของความประสงค์ เช่น สำนักคิดกะรอมียะฮ์ มีความเห็นว่า ความประสงค์ เป็นคุณลักษณะในอาตมันของพระเจ้าและเพิ่งเกิดขึ้นในอาตมันของพระองค์ แต่ในทัศนะของอะบูฮาชิม ญุบบาอีย์และกลุ่มหนึ่งของสำนักคิดมุตะซิละฮ์ กล่าวว่า ความประสงค์ เป็นคุณลักษณะที่เพิ่งเกิดขึ้นโดยไม่มีสถานที่ จากการอธิบายในประเภทของความประสงค์ทั้งสอง คือ ความประสงค์ในอาตมัน และในการกระทำ ทำให้เข้าใจได้ว่า ความประสงค์ในอาตมัน เป็นคุณลักษณะที่มีในอาตมันและเป็นหนึ่งเดียวกับอาตมันของพระเจ้า ดังนั้น ความประสงค์ เป็นคุณลักษณะที่มีมาดั้งเดิม เหมือนกับอาตมัน และความประสงค์ในการกระทำ เป็นคุณลักษณะหนึ่งที่เกิดขึ้นจากการมีความสัมพันธ์ของอาตมันและการกระทำของพระเจ้า


 และการกระทำของพระเจ้านั้น เพิ่งเกิดขึ้น ดังนั้น ความประสงค์ของพระองค์ ก็เป็นคุณลักษณะที่เพิ่งเกิดขึ้นเช่นกัน และได้กล่าวผ่านไปแล้วว่า สาเหตุหรือที่มาของการกระทำของพระเจ้า มิได้เกิดขึ้นมาจากอาตมันของพระเจ้า อย่างเดียว แต่เกิดขึ้นจากสภาวะของการกระทำนั้น

  ความแตกต่างกันระหว่างความประสงค์,ความต้องการและการเลือกสรร

   นอกเหนือจาก การมีคุณลักษณะ ความประสงค์ของพระเจ้า ยังมีคุณลักษณะอื่นๆเช่น ความประสงค์ ความต้องการ และการเลือกสรร

มีคำถามเกิดขึ้นว่า ทั้งสามคุณลักษณะที่กล่าวไปนั้น มีความหมายเดียวกันหรือมีความหมายแตกต่างกัน?

สำหรับคำตอบ ก็คือ มีสองทัศนะด้วยกัน

กลุ่มหนึ่งของนักเทววิทยาอิสลาม กล่าวว่า ความประสงค์และความต้องการ มีความหมายเดียวกัน และไม่มีความแตกต่างกัน และบางกลุ่มมีความเห็นว่า ระหว่างความประสงค์กับความต้องการมีความหมายที่แตกต่างกัน คือ ความประสงค์ หมายถึง การมีความรู้ในผลประโยชน์และผลเสียของการกระทำ ส่วนมะชียะฮ์(ความต้องการ) หมายถึง ความต้องการที่จะกระทำหรือละทิ้งการงานนั้น  ความต้องการที่เกิดขึ้นจากการมีความรู้ในประโยชน์และผลเสียของการงานนั้น และกล่าวเช่นกันว่า การเชื่อมความสัมพันธ์ของความต้องการ คือ ผลของการกระทำหนึ่ง และการเชื่อมความสัมพันธ์ของความประสงค์ คือ การมีอยู่ของความประสงค์


จะเห็นได้ว่าในการอธิบายความหมายของความประสงค์ ระหว่างความประสงค์กับการเลือกสรรนั้นไม่มีความแตกต่างกัน และความหมายที่แท้จริงของความประสงค์ คือ ความเป็นผู้เลือกสรรของพระเจ้า และบางทัศนะกล่าวว่า การเลือกสรร หมายถึง การกระทำหนึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีความรู้และความประสงค์ และความต้องการและการมีอำนาจในการบริหาร ซึ่งจากการมีความสัมพันธ์ของผู้กระทำกับการกระทำ คุณลักษณะการเลือกสรรรได้เกิดขึ้น

เหตุผลของบรรดานักเทววิทยาอิสลามในการพิสูจน์ความประสงค์ของพระเจ้า

    หลังจากที่อธิบายความหมายของ คำว่า ความประสงค์ของพระเจ้า และประเภทต่างๆของความประสงค์ ไปแล้ว บัดนี้ จะมาอธิบายในเหตุผลต่างๆของบรรดานักเทววิทยาอิสลามกัน

เหตุผลหนึ่งที่ถูกรู้จักกันโดยทั่วไป คือ บางการกระทำของพระเจ้านั้น ถูกทำให้เกิดขึ้นในเวลาที่ถูกกำหนด เช่น การมีอยู่ของสิ่งหนึ่งในเวลาที่ถูกกำหนดและก่อนหน้านี้สิ่งนี้ไม่มีอยู่ กล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า การมีอยู่ของสิ่งหนึ่งในเวลาดังกล่าวนั้น จะต้องการสิ่งที่เป็นตัวกำหนดให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น และสิ่งที่เป็นตัวกำหนดนั้น คือ สาเหตุของการเกิดขึ้นของการมีสิ่งนั้นในเวลาที่ได้กำหนดไว้ ไม่ช้าและก่อนกำหนด และจะเห็นได้ว่า การมีความสามารถและความรอบบรู้ของพระเจ้านั้น ไม่ต้องการสิ่งที่เป็นตัวกำหนด เพราะว่า ความสัมพันธ์ของความสามารถกับเวลานั้น มีความเท่าเทียมกัน


จะไม่กล่าวว่า พระเจ้ามีความสามารถในเวลาหนึ่งและไม่มีความสามารถในอีกเวลาหนึ่ง แต่กล่าวได้ว่า พระองค์ทรงมีความสามารถในทุกๆเวลา และในความรู้ของพระองค์ก็เช่นเดียวกัน ดังนั้น สิ่งที่เป็นตัวกำหนดให้การกระทำหนึ่งเกิดขึ้นในเวลาที่ได้กำหนดนั้น มิใช่ความรู้และความสามารถ แต่สิ่งนั้น คือ ความประสงค์นั่นเอง

   ความประสงค์ในการสร้างสรรค์และการกำหนดบทบัญญัติ(อิรอดะฮ์ ตักวีนีย์ และตัชริอีย์)

    สิ่งได้กล่าวไปแล้วนั้นคือ ความประสงค์ของพระเจ้า เป็นความประสงค์ในการสร้างสรรค์ และนอกจากความประสงค์ประเภทนี้แล้ว ยังมีความประสงค์อีกประเภทหนึ่งนั่นคือ ความประสงค์ในการกำหนดบทบัญญัติ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับการกระทำของมนุษย์ และเป็นสาเหตุทำให้การกระทำนั้น เป็นการกระทำที่จำเป็นต้องกระทำ(วาญิบ)หรือเป็นการกระทำที่สมควรกระทำ(มุสตะฮับ)หรือเป็นการกระทำที่ไม่สมควรกระทำ(มักรุฮ์)และในทางตรงกันข้าม การกระทำนั้นเป็นสิ่งที่ไม่อนุญาตให้กระทำ(ฮะรอม) ดังนั้น ความประสงค์ในการสร้างสรรค์เกิดจากการมีอยู่ของสิ่งทั้งหลาย และส่วนความประสงค์ในการกำหนดบทบัญญัตินั้น เกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ของพระเจ้ากับการกระทำของมนุษย์

ความแตกต่างอีกอันหนึ่งของความประสงค์ทั้งสองประเภท คือ ในความประสงค์ในการสร้างสรรค์ไม่มีมุรอด(สิ่งที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างความประสงค์กับผู้กระทำ) แต่มีในความประสงค์ในการกำหนดบทบัญญัติ


   ความประสงค์และความต้องการของพระเจ้า ในอัลกุรอานและวจนะ

    คำว่า อิรอดะฮ์ในภาษาอาหรับ มาจากรากศัพท์ของคำว่า ราวด์ หมายถึง การกลับไปและการกลับมาที่มีความต้องการในสิ่งหนึ่ง ดังนั้น จากความหมายของคำนี้ มีอยู่ สามองค์ประกอบด้วยกัน ดังนี้

๑.ความต้องการในสิ่งหนึ่งที่มีความรักในสิ่งนั้น

๒.การมีความหวังที่จะได้รับในสิ่งนั้น

๓.การกระทำที่เกี่ยวข้องกับสิ่งนั้นด้วยตนเองหรือผู้อื่น

ส่วนคำว่า มะชียะฮ์ในด้านภาษา ซึ่งจากส่วนมากของนักอักษรศาสตร์อาหรับให้ความหมายเดียวกันกับความประสงค์(อิรอดะฮ์  และบางคนกล่าวว่า มะชียะฮ์ หมายถึง การมีความรักที่เกิดขึ้นหลังการมโนภาพ และการตัดสินใจ และหลังจากนั้น ความประสงค์ จึงจะเกิดขึ้นมาทีหลัง

แม้ว่าอัลกุรอานมิได้กล่าวถึงทั้งสองคุณลักษณะดังกล่าว นั่นก็คือ อิรอดะฮ์และมะชียะฮ์ ในรูปของอิสมุลฟาอิล (นามของผู้กระทำ) หรือศิฟัต มุชับบะฮะ(คุณลักษณะหนึ่ง) ของพระเจ้า แต่ทว่าได้กล่าวในรูปแบบของกริยาในโองการทั้งหลายมากมาย

และโองการหนึ่งได้กล่าวว่า ความประสงค์และความต้องการของพระเจ้านั้น ครอบคลุมถึงทุกสิ่งและทุกอย่าง และการกระทำของพระองค์ได้เกิดขึ้นโดยที่ไม่มีเงื่อนไขใดๆทั้งสิ้น

ดั่งในโองการที่กล่าวว่า

 “ แท้จริงเมื่อเราปรารถนาคำตรัสของเราแก่สิ่งใด เราก็จะกล่าวแก่มันว่า จงเป็น แล้วมันก็เป็นขึ้น”

(บทอันนะห์ล์ โองการที่ ๔๐)


จากโองการนี้ที่ได้กล่าวว่า จงเป็นแล้วมันก็เป็นขึ้น  บ่งบอกถึงความประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า มิได้เป็นเพียงคำกล่าวอย่างเดียว

และบางโองการก็กล่าวถึง ความไม่มีขอบเขตจำกัดในความประสงค์ของพระองค์ ความว่า  

“อัลลอฮ์ทรงบังเกิดสิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์ แท้จริงอัลลอฮ์นั้นทรงอานุภาพเหนือทุกสิ่ง”

(บทอันนูร โองการที่๔๕)

และเช่นเดียวกัน อัลกุรอานได้กล่าวย้ำถึงไม่มีอำนาจใดจะเท่าเทียมอำนาจและความประสงค์ของพระเจ้าได้
จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด)ใครเล่าจะมีอำนาจอันใดที่จะป้องกันพวกเจ้าจากอัลลอฮ์หากพระองค์ทรงประสงค์ให้ความทุกข์แก่พวกเจ้า หรือพระองค์ทรงประสงค์จะให้ประโยชน์แก่พวกเจ้า แต่ทว่า อัลลอฮ์ทรงตระหนักยิ่งในสิ่งที่พวกเจ้ากระทำ” (บทอัลฟัตฮ์ โองการที่๑๑)

แน่นอนที่สุด จะกล่าวในประเด็นของ ความเป็นวิทยปัญญาของพระผู้เป็นเจ้าถึง การไม่มีขอบเขตในอำนาจและความประสงค์ของพระองค์ แต่มิได้หมายความว่า พระเจ้า เป็นผู้ที่กระทำการงานที่ไม่ดีหรือไม่มีประโยชน์ได้ แต่ทว่า ด้วยกับการมีวิทยปัญญาของพระองค์ บ่งบอกว่า ทุกการกระทำของพระองค์นั้น มีประโยชน์ต่อสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นมา

และบางโองการได้กล่าวถึง ความประสงค์ของพระเจ้าในการกำหนดบทบัญญัติไว้เช่นกัน  ในบทอัลบะกอเราะ ดังนี้
“อัลลอฮ์ทรงประสงค์ให้มีความสะดวก แก่พวกเจ้า และไม่ทรงให้มีความลำบากแก่พวกเจ้า”

(บทอัลบะกอเราะฮ์ โองการที่๑๘๕)


หลังจากที่อัลลอฮ์ได้กล่าวถึงหลักการถือศีลอดและอนุญาตให้บรรดาผู้ป่วยและผู้เดินทาง ไม่ต้องถือศีลอดได้ และได้กล่าวว่า ความประสงค์ของพระองค์ในการกำหนดบทบัญญัตินั้น ไม่ต้องการความยากลำบาก แต่ต้องการความสะดวกสบาย

และอัลกุรอานได้กล่าวถึง ความประสงค์ของพระองค์ หลังจากที่กล่าวหลักการปฏิบัติ ในบทอัลมาอิดะ ได้กล่าวไว้ดังนี้

“แท้จริงอัลลอฮ์นั้นทรงชี้ขาดตามที่พระองค์ทรงประสงค์” (บทอัลมาอิดะฮ์ โองการที่ ๑)

นอกเหนือจาก โองการทั้งหลายของอัลกรุอานที่ได้กล่าวถึง ความประสงค์ของพระเจ้า ยังมีพระวจนะต่างๆที่ได้กล่าวถึงเรื่องนี้เช่นกัน  และสิ่งที่ต้องสังเกตในวจนะทั้งหลาย นั่นคือ ส่วนมากของวจนะกล่าวถึง ความประสงค์ในการกระทำของพระเจ้าที่เป็นคุณลักษณะหนึ่งไม่ได้ที่อยู่นอกเหนือจากอาตมันของพระองค์และเป็นคุณลักษณะที่มีมาดั้งเดิม เช่น วจนะหนึ่งที่ผู้รายงานได้ถามท่านอิมามว่า

“พระผู้เป็นเจ้าทรงมีความประสงค์ที่มีมาดั้งเดิมกระนั้นหรือ?”

ท่านอิมามได้ตอบว่า

“พระเจ้า เป็นผู้ทรงประสงค์ที่ไม่มีสิ่งใดอยู่เคียงข้างพระองค์ และทรงมีความรู้และมีความสามารถที่มีมาแต่ดั้งเดิม หลังจากนั้น พระองค์ก็ทรงมีความประสงค์เกิดขึ้น”

(อุศูลุลกาฟี เล่มที่หนึ่ง หน้าที่ ๑๐๙ วจนะที่ ๑)


จากวจนะนี้แสดงให้เห็นว่า ความประสงค์ของพระเจ้าในการกระทำนั้น ไม่มีได้มีมาแต่ดั้งเดิม ก็เพราะว่า เมื่อได้เชื่อมความสัมพันธ์ของพระองค์กับสิ่งสร้างของพระองค์ จะกล่าวอีกนัยหนึ่ง ก็คือ การกระทำของสิ่งถูกสร้างเกิดจากการกระทำของพระเจ้า  และการกระทำของพระองค์เพิ่งเกิดขึ้น ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่คุณลักษณะในการกระทำของพระองค์ จะมีมาแต่ดั้งเดิม  และวจนะหนึ่งจากท่านอิมามริฎอ (อ) ได้กล่าวถึง ความประสงค์ของพระเจ้าในการกระทำและความแตกต่างของความประสงค์ของพระองค์กับมนุษย์ ความว่า

“ความประสงค์ (ความประสงค์) ของสิ่งถูกสร้าง หมายถึง การตัดสินใจหลังจากนั้นได้กระทำในสิ่งที่ได้ตัดสินใจไป แต่ความประสงค์ของพระเจ้า หมายถึง  การเกิดขึ้นที่ไม่มีการใช้ความคิดและการตัดสินใจ และทุกๆคุณลักษณะที่เป็นแบบนี้ ไม่มีในพระองค์และเป็นคุณลักษณะของสิ่งถูกสร้างของพระองค์ ดังนั้น ความประสงค์ (ความประสงค์)ของพระเจ้า คือ การกระทำของพระองค์ และมิใช่สิ่งอื่นใด พระองค์ทรงกล่าว จงเป็น แล้วสิ่งนั้นก็เป็นขึ้นมา โดยที่ปราศจากการพูดและการใช้ลิ้นในการสื่อสาร และไม่มีการตัดสินใจและการใช้ความคิด และไม่ต้องการสิ่งพึ่งพา เพราะพระองค์ก็ไม่ต้องการสิ่งพึ่งพาเช่นกัน”

(อุศูล อัลกาฟีย์ เล่มที่ ๑ หน้าที่ ๑๐๙-๑๑๐ วจนะที่ ๓)

และบางวจนะกล่าวถึง ความประสงค์ของพระเจ้าว่า เป็นสิ่งที่ถูกสร้างและเพิ่งเกิดขึ้น


ดั่งวจนะของท่านอิมามซอดิก (อ) ได้กล่าวว่า

“อัลลอฮ์ทรงสร้างความประสงค์ด้วยพระองค์เอง หลังจากนั้นทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลายด้วยความประสงค์ของพระองค์”

(อุศูล อัลกาฟีย์ เล่มที่ ๑ หน้าที่ ๑๑๐ วจนะที่ ๔)

ในวจนะหนึ่งจากท่านอิมามซอดิกได้กล่าวถึง ความแตกต่างของความรู้กับความประสงค์ ดังนี้

“ความรู้ของพระเจ้า มิใช่ความประสงค์ของพระองค์ เจ้ามิได้กล่าวหรือว่า ฉันจะกระทำสิ่งนี้ หากอัลลอฮ์ทรงประสงค์ และเจ้าไม่ได้กล่าวว่า ฉันจะกระทำสิ่งนี้ หากอัลลอฮ์ทรงรู้ ดังนั้น คำกล่าวของเจ้า ที่ว่า หากอัลลอฮ์ทรงประสงค์ บ่งบอกถึง พระองค์ไม่ทรงประสงค์ ถ้าพระองค์ทรงประสงค์ การกระทำนั้นก็จะเกิดขึ้น และพระองค์ทรงมีความรู้ในความประสงค์ของพระองค์” (อุศูล อัลกาฟีย์ เล่มที่ ๑ หน้าที่ ๑๐๙ วจนะที่ ๒)


   ศัพท์วิชาการท้ายบท

อิรอดะฮ์ หมายถึง ความประสงค์: Act of will

อิรอดะฮ์ อิลาฮีย์ หมายถึง ความประสงค์ของพระเจ้า: Divine will

ความประสงค์ในอาตมัน อิรอดะฮ์ซาตีย์

ความประสงค์ในการกระทำ อิรอดะฮ์ เฟียะลีย์

มะชียะฮ์ หมายถึง ความต้องการ  : Radical will

การเลือกสรร อิคติยาร : Choice

ความประสงค์ในการสร้างสรรค์ อิรอดะฮ์ ตักวีนีย์

ความประสงค์ในการกำหนดบทบัญญัติ อิริดะฮ์ ตัชรีอีย์

   สรุปสาระสำคัญ

๑.บรรดานักเทววิทยาอิสลามมีทัศนะที่แตกต่างกันในความหมายของ ความประสงค์ของพระเจ้า

 (อิรอดะฮ์ อิลาฮีย์)

บางคนกล่าวว่า ความประสงค์ของพระเจ้า หมายถึง การกระทำของพระเจ้าที่ไม่มีการบังคับใดๆเกิดขึ้น และบางคนมีความเชื่อว่า คือ การมีความสามารถและการชี้ขาดของพระเจ้า และบางสำนักคิดกล่าวว่า หมายถึง การเลือกสรรของพระองค์


๒.ความประสงค์ของพระเจ้า มีอยู่ สองระดับขั้น

(๑).ความประสงค์ในอาตมันที่มีมาแต่ดิม

(๒).ความประสงค์ในการกระทำที่เพิ่งเกิดขึ้นมาใหม่

๓.เหตุผลของบรรดานักเทววิทยาอิสลามในการพิสูจน์ถึง การมีความประสงค์ของพระเจ้า  คือ การกระทำของพระเจ้านั้นเกิดขึ้นในเวลาที่ได้กำหนดไว้และมีสิ่งที่เป็นตัวกำหนดให้การกระทำนั้นเกิดขึ้น ก็คือ ความประสงค์ที่เป็นตัวกำหนดให้การกระทำนั้นเกิดขึ้น

๔.พระเจ้าทรงมีความประสงค์ในการสร้างสรรค์และการกำหนดบทบัญญัติ และความแตกต่างของความประสงค์ทั้งสองของพระองค์ ก็คือ ในประเภทแรก ไม่มีความสัมพันธ์กับการกระทำของมนุษย์ แต่ในประเภทที่สองนั้นมีความสัมพันธ์กับมนุษย์

๕.อัลกุรอานได้กล่าวว่า ความประสงค์ของพระเจ้า คือ เมื่อพระองค์ทรงตรัสว่า จงเป็นสิ่งนั้นก็เป็นขึ้นมาทันที และในวจนะทั้งหลายก็ได้กล่าวถึง ความแตกต่างของความประสงค์ของพระเจ้าและมนุษย์ว่า ความประสงค์ของพระเจ้านั้นไม่มีที่สิ้นสุดและขอบเขตจำกัด


   บทที่ ๘

   คำตรัสกล่าวของพระเจ้า (กะลาม อิลาฮียฺ)

   บทนำเบื้องต้น

    หลังจากที่อธิบายในคุณลักษณะที่มีอยู่ในอาตมันของพระเจ้าไปแล้ว จะมาอธิบายกันในคุณลักษณะที่สำคัญที่มีอยู่ในการกระทำของพระองค์ ซึ่งในความเป็นจริง ก็คือ จำนวนของคุณลักษณะของพระเจ้านั้น มีอยู่จำนวนมากเหลือที่จะคณานับได้ ดั่งเช่น ความเป็นผู้ทรงสร้าง,ผู้ทรงกรรมสิทธิ์,ผู้ทรงอภิบาล,ผู้ทรงเมตตาปราณีเสมอ,ผู้ทรงให้อภัยยิ่ง ,ผู้ทรงชี้นำ,ผู้ทรงให้ความไว้วางใจ,ผู้ทรงให้การปกครอง,ผู้ทรงให้การช่วยเหลือ,ผู้ทรงให้ชีวิต,ผู้ทรงการขอบคุณ และ ฯลฯ

คุณลักษณะที่ถูกกล่าวในอัล กุรอานนั้น บ่งบอกถึง คุณลักษณะที่มีอยู่ในการกระทำของพระเจ้า ซึ่งก็มีจำนวนมาก ซึ่งบรรดานักเทววิทยาอิสลามได้ให้ความคิดเห็นว่า สมควรที่จะพูดคุยกันในประเด็นที่เกี่ยวกับ คุณลักษณะในการกระทำของพระเจ้า แต่สิ่งที่ได้หยิบยกมาอ้างนั้น มีเพียงคุณลักษณบางส่วนเท่านั้น โดยใช้วิธีการอธิบายของบรรดานักเทววิทยาในอดีต ซึ่งเป็นแบบอย่างให้กับนักเทววิทยาอิสลามร่วมสมัย


   ความเป็นจริงของคำตรัสกล่าวของพระเจ้าคืออะไร?

    พระเจ้า เป็นผู้พูดหรือผู้ตรัสกล่าว ดังนั้น การพูดหรือการตรัสกล่าว จึงเป็นหนึ่งในคุณลักษณะของพระองค์ นั่นก็คือ สิ่งที่บรรดานักเทววิทยาในสำนักคิดทั้งหลายมีความเห็นตรงกัน แต่มีการโต้แย้งในรายละเอียดปลีกย่อย ซึ่งจะกล่าวได้ว่า การโต้แย้งของพวกเขานั้น เกิดขึ้นมาจาก ๒ ประเด็นหลัก ดังนี้

๑.การอธิบายในความหมายของ คำพูด หรือคำตรัสกล่าวของพระเจ้า

๒.แหล่งกำเนิดหรือบ่อเกิดของ คำตรัสกล่าวของพระเจ้า นักวิชาการบางคนได้บอกว่า คำตรัสกล่าวของพระองค์นั้น มีมาแต่เดิม และบางคนได้บอกว่า มิได้มีมาแต่เดิม แต่ทว่าคำพูดของพระองค์นั้นเพิ่งเกิดขึ้นมาใหม่

หากพึงสังเกตุในประวัติศาสตร์ จะเห็นได้ว่า ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดข้อกังขากันในหมู่นักวิชาการในสำนักคิดทั้งหลายของอิสลาม ก็คือ เรื่องการอธิบายใน คำตรัสกล่าวของพระเจ้า ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดสงครามระหว่างกัน ด้วยกับการไม่เข้าใจในความหมายที่แท้จริงของ คำตรัสกล่าวของพระองค์  และในบทนี้ จะขอกล่าวถึง ความหมายของ คำตรัสกล่าวของพระเจ้า กันก่อน แล้วจึงค่อยมาอธิบาย สาเหตุการเกิดขึ้นของคำตรัสกล่าวในพระเจ้า และในประเด็น คำตรัสกล่าวของพระเจ้าในมุมมองของอัล กุรอานและวจนะ เป็นอันดับต่อไป


   ความหมายของ คำตรัสกล่าวของพระเจ้า

    การอธิบายความหมายของ คำพูดหรือคำตรัสกล่าวของพระเจ้านั้น มีการให้ทัศนะต่างๆจากบรรดานักเทววิทยาอิสลามและมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ดังนี้

๑.บรรดานักเทววิทยาอิสลาม กลุ่มหนึ่งกล่าวว่า คำพูดหรือคำตรัสกล่าวของพระเจ้า  หมายถึง การแสดงออกด้วยเสียงและตัวอักษร และมีความเชื่อว่า เสียงและอักษรดังกล่าวนั้น  เป็นคุณลักษณะที่มีมาแต่เดิม และอยู่ในอาตมันของพระองค์ และพวกเขายังมีความเชื่ออีกว่า ปกของอัล กุรอานนั้น ก็มีมาแต่เดิม และนี่คือ ทัศนะของสำนักคิดฮัมบะลีย์

๒.กลุ่มนี้ ได้กล่าวว่า คำพูดหรือคำตรัสกล่าวของพระเจ้า หมายถึง การแสดงออกด้วยเสียง และอักษรที่มีในอาตมันของพระองค์ และเป็นคุณลักษณะที่เพิ่งเกิดขึ้นมาใหม่

๓.ทัศนะที่สามได้กล่าวว่า คำพูดหรือคำตรัสกล่าวของพระเจ้า หมายถึง การแสดงออกด้วยเสียงและตัวอักษรที่มิได้มีในอาตมันของพระองค์ และเป็นคุณลักษณะที่เพิ่งเกิดขึ้นมาใหม่ และเป็นการกระทำ และสิ่งสร้างของพระองค์ ทัศนะนี้เป็นทัศนะของสำนักคิดมุอฺตะซิละฮ์

๔.กลุ่มหนึ่งของสำนักคิดอัชอะรีย์ได้กล่าวว่า คำพูดหรือคำตรัสกล่าวของพระเจ้า หมายถึง คุณลักษณะที่อยู่ในอาตมันของพระองค์ ที่มิใช่ความรู้ และความประสงค์ พวกเขาเรียก คุณลักษณะนี้ว่า กะลามนัฟซี หมายถึง การแสดงออกด้วยเสียงและตัวอักษรที่มีมาแต่เดิม และเป็นคุณลักษณะที่อยู่ในอาตมันของพระเจ้า และมิใช่คำสั่ง หรือเป็นการห้าม และการบอกเล่า หรือการเรียกร้อง


การวิเคราะห์ในทัศนะที่ได้กล่าวผ่านไปแล้วนั้น จะกล่าวได้ว่า ทัศนะที่หนึ่งกับสองนั้น ถือว่า ไม่ถูกต้อง เพราะว่าการให้ความคิดเห็นนี้ เป็นการแสดงออกด้วยเสียงและตัวอักษรที่เป็นวัตถุในสิ่งที่มิใช่วัตถุ เป็นไปไม่ได้ แม้ว่าเสียงและตัวอักษรจะมีมาแต่เดิมหรือเพิ่งเกิดขึ้นมาใหม่ก็ตาม และทัศนะของอัชอะรีย์ก็ถือว่า ไม่ถูกต้อง ปัญหาของทัศนะนี้ก็คือ การยอมรับ กะลามนัฟซีว่า มีความหมายที่มิใช่ความรู้ และความประสงค์ของพระเจ้า ซึ่งก็เป็นไปไม่ได้ และจะกล่าวได้ว่าในความเป็นจริงนั้น จากความเชื่อของสำนักคิดอัชอะรีย์ พวกเขาได้ยอมรับว่า กะลามนัฟซี ก็คือ ความหมายเดียวกันกับความรู้และความประสงค์ของพระเจ้า  ซึ่งไม่สามารถแยกคุณลักษณะเหล่านี้ออกจากกันได้

ด้วยเหตุนี้ ทัศนะที่ถูกต้องก็คือ คำตรัสกล่าวของพระเจ้า หมายถึง การแสดงออกด้วยเสียงและตัวอักษร บางครั้งในสิ่งที่เป็นวัตถุ เช่น ต้นไม้ และในบางครั้งมาจากบรรดาเทวทูต และบางครั้งมาในสภาพอื่น นอกเหนือจากนี้ ทัศนะนี้ยังเป็นทัศนะของบรรดานักเทววิทยาอิสลามในสำนักคิดชีอะฮ์ อิมามียะฮ์ ซึ่งมีทัศนะคล้ายกับทัศนะของสำนักคิดมุอฺตะซิละฮ์

ท่านอัลลามะห์ มัจลิซีย์ ได้กล่าวว่า

“สำนักคิดชีอะฮ์อิมามียะฮ์มีความเชื่อว่า กะลามของพระเจ้า เป็นคุณลักษณะที่เพิ่งเกิดขึ้นมาใหม่ที่ประกอบด้วยเสียงและตัวอักษรที่มิได้มีอยู่ในอาตมันของพระองค์ และความหมายของ การเป็นผู้ตรัสกล่าวของพระเจ้า คือ การเกิดขึ้นด้วยเสียงและตัวอักษรในสิ่งที่เป็นวัตถุ” (บิฮารุลอันวาร เล่มที่ ๔ หน้าที่ ๑๕๐)


สิ่งที่ควรจำก็คือ มีความแตกต่างกันระหว่างคำตรัสกล่าวของพระเจ้ากับคำพูดของมนุษย์ นั่นก็คือ คำตรัสกล่าวของพระเจ้า ไม่ต้องการวัตถุและอุปกรณ์ในการสื่อสาร เพราะว่า การมีอยู่ของสิ่งดังกล่าว เป็นคุณลักษณะของสิ่งที่เป็นวัตถุ และพระเจ้าทรงบริสุทธิ์จากการเป็นวัตถุ

จะสรุปได้ว่า ความหมายของ คำตรัสกล่าวของพระเจ้า คือ ถ้อยคำที่ถูกบันทึกหรือได้ยิน บ่งบอกถึง ความประสงค์ของพระองค์ และเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาใหม่อย่างแน่นอน ดั่งเช่น สรรพสิ่งที่มีอยู่ เป็นสิ่งสร้างหรือเป็นการกระทำ และเป็นคุณลักษณะหนึ่งในการกระทำของพระองค์

   ทุกสรรพสิ่งคือ ดำรัส ของพระเจ้า

    บางทีความหมายของ คำตรัสกล่าวของพระเจ้านั้น มีความหมายกว้างกว่าตัวอักษรและเสียง ซึ่งมีความหมายครอบคลุมถึง สรรพสิ่งทั้งหลาย ก็คือ ทุกสิ่งที่มีอยู่ ไม่ใช่เป็นเพียงการกระทำของพระเจ้าเท่านั้น  แต่ยังหมายถึง ทุกการกระทำของพระองค์ คือ คำตรัสกล่าวของพระองค์ด้วย และได้มีคำถามเกิดขึ้นว่า เราจะกล่าวว่า ทุกสิ่งที่มีอยู่ คือ คำตรัสกล่าวของพระเจ้าได้อย่างไร ? ในขณะที่ความหมายของคำว่า คำตรัสกล่าว หมายถึง ตัวอักษรที่ถูกบันทึกหรือถูกรายงาน


สำหรับคำตอบที่ง่ายและสั้น ก็คือ เมื่อเราได้พิจารณาความหมายของ ตัวอักษร หมายถึง การรายงานที่ได้รับจากความหมายที่ผู้พูดต้องการจะสื่อสาร ดังนั้น ความหมายที่แท้จริงของ คำพูด คือ การรายงานและการแสดงออก  กล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า การกระทำของคนหนึ่ง แสดงว่า คนนั้นเป็นผู้กระทำ และยังบ่งบอกถึง คุณลักษณะของผู้กระทำอีกด้วย และความแตกต่างกันระหว่างสิ่งทั้งสอง ก็คือ การแสดงถึงตัวอักษร เป็นชนิดหนึ่งของการบ่งบอกที่ถูกกำหนดขึ้นมา และในขณะที่การแสดงออกด้วยการกระทำ เป็นชนิดหนึ่งของการบ่งบอกที่มีมาจากการใช้สติปัญญา ด้วยเหตุนี้ จะกล่าวได้ว่า ความหมายของ คำพูด นั้นมีความหมายที่กว้างและได้รวมถึงการกระทำของพระเจ้าด้วย เพราะว่า ทุกการกระทำ บ่งบอกถึง คุณลักษณะต่างๆและจุดประสงค์ของผู้กระทำ และในอัล กุรอานและวจนะได้กล่าวเน้นย้ำในเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน  ดังนั้น โองการทั้งหลายของพระเจ้า คือ คำตรัสกล่าวและดำรัสของพระองค์

   กะลาม ลัฟซีย์ กะลาม นัฟซีย์ และ กะลามเฟียะลีย์

 (ประเภทต่างๆของคำตรัสกล่าวของพระเจ้า)

 จากสิ่งที่ได้กล่าวไปแล้ว จะกล่าวได้ว่า กะลาม (คำตรัสกล่าว) สามารถที่จะแบ่งได้ เป็น ๓ ประเภท ดังนี้


๑.กะลาม ลัฟซีย์ หมายถึง ตัวอักษรและเสียงที่ถูกถ่ายทอดมาจากพระเจ้า เพื่อให้ผู้ฟังได้รับทราบในความประสงค์ของพระองค์

๒.กะลาม นัฟซีย์ หมายถึง ความหมายหนึ่งที่มีอยู่ในอาตมันของพระเจ้า และมิใช่ความรู้และความประสงค์ของพระองค์ ซึ่งกะลาม ลัฟซีย์ก็เกิดขึ้นจากกะลามประเภทนี้

๓.กะลาม เฟียะลีย์ หมายถึง สิ่งสร้างทั้งหลาย คือ การกระทำของพระเจ้า ที่บ่งบอกถึงการมีอยู่ของพระองค์

ในระหว่างประเภททั้งสามของกะลาม ประเภทแรกและประเภทที่สามซึ่งเป็นที่ถูกยอมรับ ส่วนประเภทที่สองนั้น จากคำอธิบายของสำนักคิดอัชอะรีย์ ซึ่งไม่เป็นที่ยอมรับ

   การมีมาแต่เดิมและการเพิ่งเกิดขึ้นมาใหม่ของ

คำตรัสกล่าวของพระเจ้า

   ในศตวรรษที่สองของอิสลาม ประเด็นหนึ่ง ที่เป็นปัญหากันมากในมุสลิม  ก็คือ ประเด็นของอัล กุรอาน ซึ่งเสมือนคำตรัสกล่าวของพระเจ้า จึงได้มีคำถามว่า อัล กุรอาน เป็นสิ่งที่มีแต่เดิมหรือเพิ่งเกิดขึ้นมาใหม่?

อะห์ลุลฮะดีษ (กลุ่มชนที่ยึดถือวจนะของท่านศาสดาอย่างเดียว) และสำนักคิดฮัมบะลีย์ และสำนักคิดอัชอะรีย์ มีความเชื่อเหมือนกันว่า อัล กุรอาน เป็นสิ่งที่มีมาแต่เดิม โดยที่พวกเขาได้กล่าวว่า ผู้ที่ไม่ยอมรับในความเชื่อนี้ คือผู้ปฏิเสธ และในทางตรงกันข้าม สำนักคิดมุอฺตะซิละฮ์ กล่าวว่า

อัล กุรอาน เป็นสิ่งที่เพิ่งมีมาใหม่และมิได้มีมาแต่เดิม


 ดังนั้น จะเห็นได้ว่าทัศนะของพวกเขา มีความขัดแย้งกับทัศนะของสำนักคิดอัชอะรีย์ ตามที่ได้อธิบายความหมายของ คำตรัสกล่าว(กะลาม)ของพระเจ้า ไปแล้ว  และการไม่ยอมรับในความหมายที่กล่าวว่า กะลาม หมายถึง กะลาม นัฟซี นั้น ก็เช่นกันว่า ทัศนะที่กล่าวว่า อัลกุรอาน เป็นสิ่งที่มีมาแต่เดิม ก็ถือว่า ไม่ถูกต้อง เพราะถ้ากล่าวกันว่า กะลามของพระเจ้า หมายถึง ตัวอักษรและเสียง หรือสิ่งที่มีอยู่ แน่นอนที่สุด กะลามก็เป็นสิ่งที่เพิ่งมีมา และหากกล่าวว่า กะลาม คือ คำพูดและคำตรัสกล่าวของพระเจ้า ก็หมายความว่า ได้ยอมรับในการเพิ่งมีมาของกะลาม เพราะว่า คำตรัสกล่าว คือ คุณลักษณะหนึ่งในการกระทำของพระองค์ ที่เกิดจากการแสดงออกด้วยตัวอักษรและเสียง หรือ การเกิดขึ้นของสิ่งที่มีอยู่ในความเป็นจริง และเป็นทราบกันดีว่า คุณลักษณะในการกระทำของพระเจ้านั้น เป็นคุณลักษณะที่เพิ่งมีมา  ด้วยกับสาเหตุที่ว่า ที่มาของการกระทำของพระองค์ คือ การเพิ่งเกิดขึ้นของการกระทำ และด้วยกับเหตุผลของสำนักคิดที่ยอมรับว่า กะลามของพระเจ้า เป็นสิ่งที่มีมาแต่เดิม  เป็นเหตุผลที่ไม่แข็งแรง และไม่มีพื้นฐานทางสติปัญญา และการวิเคราะห์และตรวจสอบเหตุผลทั้งหลายนั้น ใช้เวลามาก

ซึ่งจะอธิบายในภายหลังต่อไป ดังนั้น ทัศนะที่ถูกต้อง ซึ่งบรรดาผู้นำที่บริสุทธิ์ได้กล่าวเน้นย้ำ และทัศนี้เป็นที่ยอมรับ ในหมู่นักเทววิทยาอิสลามสำนักคิดชีอะฮ์ นั่นก็คือ กะลามของพระเจ้า เป็นสิ่งที่เพิ่งมีมาใหม่


   เหตุผลของการเป็นผู้ตรัสกล่าวของพระเจ้า

   หลังจากที่ความหมายของ คำว่า คำพูดหรือกการตรัสกล่าวของพระเจ้านั้น เป็นที่กระจ่างชัด สำหรับเราแล้ว จะมาอธิบายกันในเหตุผลของการเป็นผู้พูด หรือ ผู้ตรัสกล่าวของพระองค์ และในระหว่างเหตุผลทั้งหลายของนักเทววิทยาอิสลามที่ได้พิสูจน์ว่า พระเจ้าทรงมีคุณลักษณะนี้  มีเหตุผลหนึ่ง ซึ่งมีดังนี้

ในประเด็นของการมีพลังอำนาจของพระเจ้า ได้กล่าวไปแล้วว่า พลังอำนาจของพระองค์นั้น มีอยู่ในทุกสิ่งที่เป็นสิ่งที่ต้องพึ่งพา โดยกล่าวอีกนัยหนึ่ง ก็คือ ไม่เป็นที่สงสัยเลยว่า การเกิดขึ้นของตัวอักษรที่ถูกบันทึก หรือไได้ยิน เป็นการกระทำที่ต้องพึ่งพา ดังนั้น การเกิดขึ้นของตัวอักษรและเสียง ก็คือ คำพูดหรือการตรัสกล่าวของพระเจ้า ซึ่งเกิดขึ้นในจากมีพลังอำนาจของพระองค์ ดั่งที่ท่านมุฮักกิก ตูซีย์ ได้กล่าวว่า

“การมีพลังอำนาจของพระเจ้าต่อสิ่งทั้งหลาย บ่งบอกถึง การมีอยู่ของกะลามในพระองค์”

(กัชฟุลมุรอด หน้าที่ ๓๑๕)


   คุณลักษณะ การตรัสกล่าว ในอัล กุรอานและวจนะ

   คำว่า กะลาม (คำตรัสกล่าว) ที่เป็นคุณลักษณะของพระเจ้า มิได้ถูกกล่าวไว้ในอัล กุรอาน  แต่ได้ใช้ในรูปแบบของ กริยาของพระเจ้า เช่น โองการนี้ที่ได้กล่าวถึง ศาสดามูซา ว่า

“และอัลลอฮ์(พระเจ้า) ทรงตรัสกับมูซาอย่างเปิดเผย” (บทอันนิซา โองการที่ ๑๖๔)

นอกจากนี้ โองการนี้ได้กล่าวว่า กะลามมุลลอฮ์ แปลว่า คำตรัสกล่าวของพระเจ้า ในสามครั้งด้วยกัน และกล่าวว่า คำกล่าวของฉัน เพียงครั้งเดียว และในบางครั้งก็กล่าวเช่นกันว่า ตัวอักษรของพระผู้อภิบาลของเจ้า และตัวอักษรของอัลลอฮ์ (พระเจ้า) จากสิ่งดังกล่าวนั้น สามารถจะบอกได้ว่า พระเจ้าทรงมีคุณลักษณะการเป็นผู้พูด หรือผู้ตรัสกล่าว

และบางโองการของอัลกุรอาน กล่าวถึง กะลาม ลัฟซี ว่า

เมื่อเขาได้มาที่มัน (ไฟ) ได้มีเสียงเรียกจากริมที่ลุ่มทางด้านขวา ในสถานที่ที่มีความจำเริญ ณ ที่ต้นไม้ ว่า โอ้มูซาเอ๋ย ! แท้จริงข้าคืออัลลอฮ์พระเจ้าแห่งสากลโลก” (บทอัลกอศ็อด โองการที่ ๓๐)

โองการนี้ กล่าวถึง การสนทนาของพระเจ้ากับศาสดามูซา และจากการสนทนานี้ ทำให้มีความเข้าใจได้ว่า ศาสดามูซาได้ยินตัวอักษรที่มาจากพระผู้เป็นเจ้า

และในโองการหนึ่ง ก็ได้กล่าวถึง  มีอยู่สาม ประเภทในการสนทนาของพระเจ้ากับมนุษย์


และไม่เป็นการบังควรแก่มนุษย์คนใดที่จะให้อัลลอฮ์ตรัสแก่เขาเว้นแต่โดยทางวะฮีย์ยฺ(การวิวรณ์) หรือโดยทางเบื้องหลังม่าน หรือโดยที่พระองค์จะส่งทูตมา แล้วเขา (มะลัก) ก็จะนำวะฮีย์ยฺมาตามที่พระองค์ทรงประสงค์โดยบัญชาของพระองค์ แท้จริงพระองค์เป็นผู้ทรงสูงส่งผู้ทรงปรีชาญาณ

  (บทอัชชูรอ โองการที่ ๕๑)

โองการดังกล่าวได้อธิบายถึงการมีอยู่ของประเภททั้งสามในการสนทนาของพระเจ้า ศึ่งมีดังนี้

๑.การสนทนาโดยผ่าน การวิวรณ์ โดยไม่ใช้สื่อในการสื่อสาร ในสภาพเช่นนี้ ความหมายของการสนทนานั้น ได้เกิดขึ้นในบุคคลที่สื่อสารกับพระเจ้า

๒.การสนทนาโดยผ่านการวิวรณ์ที่เกิดขึ้นโดยสื่อ หมายถึง บรรดาเทวทูต เป็นผู้ที่พระเจ้าทรงประทานลงมา เพื่อเป็นผู้สื่อสารของพระองค์

๓.การสนทนาที่เกิดขึ้นจากการได้ยิน และไม่เห็นผู้พูด

นอกจากความหมายของการเป็นผู้พูด หรือผู้ตรัสกล่าวของพระเจ้า อัล กุรอานยังได้กล่าวอีกว่า ทุกสรรพสิ่ง เป็น ตัวอักษรของพระองค์

บางครั้ง ศาสดาอีซาถูกเรียกว่า ดำรัสของพระเจ้า

อัล กุรอานกล่าวว่า

 “ แท้จริง อัล-มะซีฮ์ อีซาบุตรของมัรยัมนั้น เป็นเพียงร่อซู้ลของอัลลอฮ์และเป็นเพียงดำรัสของพระองค์ที่ได้ทรงกล่าวมันแก่มัรยัม และเป็นเพียงวิญญาณหนึ่งจากพระองค์ เท่านั้น”

 ( บทอันนิซาอ์ โองการที่ ๑๗๑ )

และเช่นกัน บางครั้งทุกสรรพสิ่งและปัจจัยยังชีพของพระเจ้า เป็นตัวอักษรของพระองค์


กล่าวอีกว่า

“และหากว่าต้นไม้ทั้งหมดที่มีอยู่ในแผ่นดินเป็นปากกาหลาย ๆ ด้าม และมหาสมุทร (เป็นน้ำหมึก) มีสำรองไว้อีกเจ็ดมหาสมุทร พจนารถของอัลลอฮ์ก็จะยังไม่หมดสิ้นไป แท้จริงอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงอำนาจ ผู้ทรงปรีชาญาณ”

(บทลุกมาน โองการที่ ๒๗)

ด้วยเหตุนี้ อัล กุรอานได้กล่าวใน ความหมายของกะลามของพระเจ้าว่า หมายถึง ดำรัสที่ได้ยินและเป็นสิ่งสร้างของพระองค์ นอกเหนือจากนี้ บางโองการของอัล กุรอาน ยังได้กล่าวอีกว่า กะลามของพระเจ้านั้น เพิ่งเกิดขึ้นมาใหม่ และมิใช่เป็นคุณลักษณะที่มีมาแต่เดิม

อัล กุรอานกล่าวว่า

ไม่มีข้อตักเตือนใหม่ ๆ จากพระเจ้าของเขามายังพวกเขา เว้นแต่ว่าพวกเขาจะรับฟังมันและพวกเขาได้ล้อเล่นไปด้วย” (บทอัลอัมบิยา โองการที่ ๒)

และอีกโองการหนึ่ง ได้กล่าวว่า อัล กุรอาน คือ ข้อตักเตือนของพระเจ้า ดั่งในโองการที่ ๙ บทอัลฮิจร์ ดังนั้น ความหมายของข้อตักเตือนดังกล่าว ก็คือ อัล กุรอาน และเป็นข้อตักเตือนที่มีมาใหม่ และนั่นก็คือ ถ้อยคำของอัลกุรอาน

และบางส่วนของวจนะ ก็ได้กล่าวถึง ประเด็นของการมีมาแต่เดิมและการเพิ่งมีมาใหม่ของกะลามของพระเจ้า ซึ่งบางครั้งบรรดาอิมามได้ห้ามมิให้สานุศิษย์ของท่าน ถกเถียงกันในประเด็นนี้ เพราะว่า จะทำให้ประเด็นนี้ ซึ่งเป็นประเด็นหนึ่งของหลักศรัทธา กลายเป็นประเด็นทางการเมืองไปได้ และจะเกิดการสู้รบกันทั้งสองฝ่าย


ด้วยเหตุนี้ จะเห็นได้ว่า อิมามริฎอได้กล่าวกับสาวกคนหนึ่งของท่านว่า สำหรับคำตอบ เกี่ยวกับอัล กุรอาน ก็คือ

“เป็นคำตรัสของพระเจ้า ที่เจ้าจะต้องไม่ฝ่าฝืนและไม่ต้องการการชี้นำจากสิ่งอื่นใด นอกจากอัล กุรอานเท่านั้น เพื่อเจ้าจะได้ไม่หลงทาง”

[๑](อัตเตาฮีด อัศศอดูก บาบที่ ๓๐ วจนะที่ ๒ )

อิมามฮาดีย์ (ขอความสันติพึงมีแด่ท่าน)ได้กล่าวว่า

“ไม่มีผู้สร้างใด นอกจากอัลลอฮ์ และนอกจากพระองค์ คือ สิ่งถูกสร้าง ในขณะที่อัลกุรอาน คือ คำตรัสของพระองค์ และอย่าได้ตั้งชื่อให้กับอัลกุรอาน เพราะจะทำให้เจ้านั้น เป็นผู้หลงทาง”

(อัตเตาฮีด อัศศอดูก บาบที่ ๓๐ วจนะที่ ๔ )

รายงานจากท่านอิมามซอดิก ว่า

อะบูบะซีร ได้ถามท่านอิมามว่า พระเจ้าเป็นผู้พูด หรือผู้ตรัสกล่าวที่มีมาแต่เดิมใช่หรือไม่?

อิมามได้ตอบกับเขาว่า

“คำตรัสของพระเจ้า เป็นคุณลักษณะที่มีมาใหม่ พระองค์ทรงมีอยู่และมิได้เป็นผู้พูด หรือผู้ตรัสกล่าว หลังจากนั้น พระองค์ก็ทรงสร้างคำตรัสขึ้นมา”

(บิฮารุลอันวาร เล่มที่ ๔ หน้าที่ ๖๘)


   ศัพท์วิชาการท้ายบท

กะลาม อิลาฮีย์ หมายถึง คำพูดหรือคำตรัสกล่าวของพระเจ้า

 : Speech of God

กะลาม ลัฟซีย์  หมายถึง ตัวอักษรและเสียงที่ถูกถ่ายทอดมาจากพระเจ้า เพื่อให้ผู้ฟังได้รับทราบในความประสงค์ของพระองค์ :  Uttered speech

กะลาม นัฟซี   หมายถึง การรายงานของ ความหมายหนึ่งที่มีอยู่ในอาตมันของพระเจ้า และมิใช่ความรู้และความประสงค์ของพระองค์

:Speech of the soul

กะลามเฟียะลี   หมายถึง สิ่งสร้างทั้งหลายของพระเจ้า เป็นการกระทำที่บ่งบอกถึงการมีอยู่ของพระองค์

: Speech of act

   สรุปสาระสำคัญ

๑.บางสำนักคิดให้ความหมาย คำตรัสกล่าวของพระเจ้าว่า คือการเปล่งเสียงและแสดงตัวอักษรที่เกิดขึ้นจากอาตมันของพระองค์ ดังนั้นทัศนะนี้ ถือว่า ไม่ถูกต้อง เพราะการมีตัวอักษรและเสียง เป็นคุณลักษณะของสิ่งที่เป็นวัตถุ ในขณะที่พระเจ้า มิได้เป็นวัตถุ

๒.สำนักคิดอัชอะรีย์ ได้กล่าวว่า คำตรัสของพระเจ้า คือ กะลามนัฟซี ซึ่งหมายถึง  ความหมายที่เกิดขึ้นจากอาตมันของพระองค์ และมิใช่ความรู้และความประสงค์และมิใช่ตัวอักษรและเสียงด้วย


๓.ทัศนะของสำนักคิดอัชอะรีย์ถือว่า ไม่ถูกต้อง เพราะจากการอธิบายของพวกเขา กะลามนัฟซี จะเป็นไปไม่ได้ นอกจาก ความรู้และความประสงค์ของพระเจ้าเท่านั้น

๔.ความหมายที่แท้จริงของ คำตรัสกล่าวของพระเจ้า ก็คือ พระองค์ทรงสร้างตัวอักษรและเสียงในสิ่งทั้งหลาย  และสิ่งเหล่านี้มิได้มีมาแต่เดิม เหมือนอาตมันของพระองค์ แต่ตัวอักษรและเสียง เป็นสิ่งที่ถูกสร้างและเพิ่งมีมาใหม่ และการเป็นผู้ตรัสกล่าวของพระเจ้านั้น ก็แตกต่างกับการเป็นผู้พูดของมนุษย์ ซึ่งไม่มีความต้องการสื่อในการสื่อสาร

๕.ที่ได้กล่าวไปแล้วใน ความหมายของคำตรัสกล่าว คือ คำที่บ่งบอกในความหมาย และบางครั้งมีความหมายที่กว้างออกไปอีก และรวมถึงทุกสรรพสิ่ง เป็นดำรัสของพระเจ้า  เพราะว่า พระเจ้า คือ ผู้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง  และทุกการกระทำบ่งบอกว่า จะต้องมีผู้กระทำ

๖.กล่าวได้ว่า ความหมายของ กะลาม (คำกล่าว)นั้นมีด้วยกัน สาม ความหมาย กล่าวคือ กะลามลัฟซี ,กะลามนัฟซีและกะลามเฟียะลี และจากความหมายทั้งสามของ กะลาม ความหมายที่สองไม่เป็นที่ยอมรับในสำนักคิดมุอฺตะซิละฮ์และชีอะฮ์อิมามียะฮ์

๗. และเมื่อความหมายของ กะลาม (คำกล่าว) เป็นที่กระจ่างชัดแล้ว และทัศนะที่กล่าวว่า กะลามนัฟซีก็ถือว่า ไม่ถูกต้อง ดังนั้น จะกล่าวได้ว่า คำตรัสกล่าวของพระเจ้า เหมือนกับสิ่งสร้างของพระองค์ คือ เป็นสิ่งที่เพิ่งมีมาใหม่ และทัศนะของสำนักคิดอัชอะรีย์ที่ได้กล่าวว่า กะลามเป็นสิ่งมีมาแต่เดิมนั้น ถือว่า ไม่ถูกต้อง

๘.อัล กุรอานได้กล่าวถึง คำตรัสกล่าวของพระเจ้าในความหมายที่เป็นทั้ง กะลามลัฟซีและกะลามเฟียะลี และในวจนะได้กล่าวว่า คำตรัสกล่าว เป็นสิ่งที่เพิ่งมีมาใหม่


   บทที่ ๙

   ความสัตย์จริงของพระเจ้า-ความเป็นวิทยปัญญาของพระเจ้า

   บทนำเบื้องต้น

    ในบทที่แล้วได้อธิบายถึงคำพูด ( กะลาม) ของพระเจ้า ซึ่งมีคำถามเกิดขึ้นว่า การตรัสของพระเจ้านั้น มีความเป็นสัตย์จริง หรือ มีการคาดคิดกันว่า มีการมุสาในคำพูดของพระองค์กระนั้นหรือ?

สำหรับคำตอบ คือ เป็นที่ยอมรับอย่างเป็นเอกฉันท์ว่า บรรดามุสลิมมีความเชื่อว่า คำพูดของพระเจ้า ไม่มีข้อคลางแคลงใดและไม่มีการโกหกในคำพูดของพระองค์

กล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า การกล่าวโกหกในพระเจ้านั้น เป็นการกระทำที่ไม่อาจเกิดขึ้นได้ ด้วยเหตุนี้ ทัศนะของสำนักคิดทั้งหลายของอิสลามมีความเห็นตรงกันว่า ความสัตย์จริง เป็นคุณลักษณะหนึ่งในอาตมันของพระเจ้า มีความหมายว่า คำพูดของพระองค์ตรงกับความเป็นจริง

การให้ความสำคัญในคุณลักษณะการมีความสัตย์จริงในคำพูดของพระเจ้า จะเห็นได้ว่า คุณลักษณะนี้ เป็นพื้นฐานหนึ่งในการไว้วางใจของมนุษย์ต่อการเชิญชวนบรรดาศาสดา เพราะว่า ถ้าหากว่า คำพูดของพวกเขา ไม่ตรงกับความเป็นจริง การไว้วางใจและความถูกต้องก็จะไม่เกิดขึ้น ดังนั้นคำพูดของพวกเขา ต้องเป็นจริงและมีความสัตย์จริง และตรงกับความเป็นจริง


   ความสัตย์จริง เป็นคุณลักษณะในอาตมันหรือในการกระทำ?

   มีคำถามว่า คุณลักษณะ ความสัตย์จริง เป็นคุณลักษณะในอาตมันหรือในการกระทำ

คำตอบ คือ เราต้องดูว่า เราให้ความหมายของกะลาม(คำพูด)ของพระเจ้าว่าอย่างไร?

สำนักคิดอัชอะรีย์มีความเชื่อในกะลาม นัฟซีย์ กล่าวว่า คุณลักษณะกะลาม(คำพูด)เป็นคุณลักษณะในอาตมันและคุณลักษณะความสัตย์จริง ก็เป็นคุณลักษณะในอาตมันด้วย

ดั่งที่ได้กล่าวแล้วว่า การมโนภาพของคุณลักษณะกะลาม นัฟซีย์ที่ไม่ย้อนกลับไปยัง คุณลักษณะความรู้และความประสงค์ของพระเจ้านั้น เป็นไปไม่ได้ เพราะว่าในสภาพนี้ ถ้าหากว่าความหมายของกะลามในทัศนะของอัชอะรีย์ คือ ความรู้ของพระเจ้า ดังนั้น ความหมายของคุณลักษณะความสัตย์จริง คือ ความรู้ของพระองค์ตรงกับความเป็นจริง  และถ้าหากความหมายของกะลาม คือ ความประสงค์ของพระเจ้า ดังนั้น คุณลักษณะความสัตย์จริงก็ไม่มีความหมาย เพราะว่า ความหมายของความประสงค์ที่มีความสัตย์จริงนั้น ไม่มีอย่างแน่นอน

และถ้าหากกะลาม เป็นคุณลักษณะในการกระทำ แน่นอนที่สุด คุณลักษณะความสัตย์จริง ก็เป็นคุณลักษณะในการกระทำด้วยเช่นกันและได้อธิบายแล้วว่า กะลาม เป็นคุณลักษณะในการกระทำของพระเจ้า ดังนั้น คุณลักษณะความสัตย์จริง ก็เป็นคุณลักษณะในการกระทำเช่นเดียวกัน


   เหตุผลของนักเทววิทยาอิสลามในการพิสูจน์ความสัตย์จริงของพระเจ้า

   ไม่เป็นที่สงสัยเลยว่า การพิสูจน์คุณลักษณะ ความสัตย์จริง  โดยการอ้างเหตุผลจากอัล กุรอานและวจนะ ผลที่ได้รับก็คือ การเป็นวัฏจักรของเหตุผลทั้งหลายเพราะว่า อัลกุรอานและวจนะ มีความเป็นสัตย์จริงและถ้ากล่าวว่า พระเจ้ามีความสัตย์จริง โดยการพิสูจน์จากอัล กุรอานก็เท่ากับการพิสูจน์การมีอยู่ตนเองด้วยกับตนเอง ซึ่งก็ถือว่า เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ดังนั้น จะเหลือเพียงเหตุผลเดียวที่พิสูจน์ว่า พระเจ้า มีคุณลักษณะความสัตย์จริง ก็คือ เหตุผลของการใช้สติปัญญา

บรรดานักเทววิทยาอิสลาม มีความเห็นที่แตกต่างกันในเหตุผลทางสติปัญญา ซึ่งสาเหตุของความเห็นทั้งหลายนั้นมาจาก การให้ทัศนะในการยอมรับและการไม่ยอมรับในการมีอยู่ของความดีและความชั่วทางสติปัญญา

นักเทววิทยาอิสลามที่ยอมรับในการมีอยู่ของความดีและความชั่วทางสติปัญญา กล่าวว่า สติปัญญาสามารถที่จะแยกแยะสิ่งที่ดีและสิ่งไม่ดีออกจากกันได้ โดยที่ไม่ต้องใช้ข้อพิสูจน์หรือคำสอนของศาสนา และการประทานวิวรณ์จากพระเจ้า และสติปัญญายังได้กำหนดอีกว่า พระเจ้าไม่ทรงกระทำการงานที่ไม่ดี

เพราะว่า มีความขัดแย้งกับการใช้สติปัญญา ผู้ที่ยอมรับในทัศนะนี้ คือ บรรดานักเทววิทยาสำนักคิดอิมามียะฮ์และมุอฺตะซิละฮ์ ส่วนสำนักคิดอัชอะรีย์ คือ ผู้ที่ไม่ยอมรับทัศนะนี้

เหตุผลของผู้ที่ยอมรับในทัศนะการมีอยู่ของความดีและความชั่วทางสติปัญญา มีดังนี้

การโกหกและการมุสา เป็นการกระทำที่ไม่ดี และพระเจ้าไม่ทรงกระทำการงานที่ไม่ดี ดังนั้น พระองค์ไม่ทรงเป็นผู้มุสา ด้วยเหตุนี้ ความจำเป็นของความสัตย์จริงของพระเจ้า มาจากคำตรัสกล่าวของพระองค์ และด้วยกับความหมายที่ตรงกันข้ามระหว่าง ความสัตย์จริงกับการมุสา ทำให้มีความเข้าใจได้ว่า พระเจ้ามีความจำเป็นที่จะต้องกล่าวในสิ่งที่เป็นจริง

ท่านอัลลามะฮ์ ฮิลลีย์ ได้กล่าวว่า

การปฏิเสธการกระทำที่ไม่ดีในพระเจ้า บ่งบอกถึงความสัตย์จริงของพระองค์

จะเห็นได้ว่า เหตุผลนี้ไม่เป็นที่ยอมรับของสำนักคิดอัชอะรีย์ เพราะว่า พวกเขาไม่ยอมรับในพื้นฐานของการมีอยู่ของความดีและความชั่วทางสติปัญญา ด้วยเหตุนี้ นักเทววิทยาบางคนในสำนักคิดอัชอะรีย์ได้อ้างเหตุผลที่ไม่ใช่เหตุผลนี้ในการพิสูจน์ว่า พระเจ้าเป็นผู้ตรัสจริง ดังนี้

การโกหกและการมุสา เป็นข้อบกพร่อง และพระเจ้าไม่ทรงมีข้อบกพร่องในพระองค์ ดังนั้น การโกหกและการมุสา เป็นสิ่งที่ไม่มีในพระองค์


   ความสัตย์จริงของพระเจ้าในอัล กุรอาน

   อัล กุรอานได้กล่าวไว้ในโองการทั้งหลายมากมาย เกี่ยวกับ ความเป็นผู้ตรัสจริงของพระเจ้า

และเรามาหาท่านด้วยเรื่องจริงและแท้จริงเราเป็นผู้ซื่อสัตย์อย่างแน่นอน

  (บทอัลฮิจร์ โองการที่ ๖๔)

และบางโองการกล่าวว่า กะลามของพระเจ้า เป็นคำพูดที่ตรัสจริงที่สุด“และใครเล่าที่จะมีคำพูดจริงยิ่งกว่าอัลลอฮ์” (บทอันนิซาอ์ โองการที่๘๗)

และใครเล่าที่มีคำพูดจริงยิ่งไปกว่าอัลลอฮ์” ( บทอันนิซาอ์ โองการที่ ๑๒๒)

ความหมายของ การเป็นผู้ตรัสจริงของพระเจ้า ก็คือ  เมื่อได้เปรียบเทียบกับคำพูดของผู้ที่กล่าวจริง จะเห็นได้ว่า คำตรัสกล่าวของพระองค์ เป็นคำกล่าวที่น่าเชื่อถือมากที่สุด

และบางโองการได้กล่าวย้ำในเรื่องนี้ ว่า เป็น สัญญาที่พระเจ้าได้ให้ไว้กับมนุษย์ เช่น สัญญาของพระองค์ ในการช่วยเหลือบรรดามุสลิมในสงครามอุหุด

พระองค์ทรงตรัสว่า

“และแน่นอนอัลลอฮ์ได้ทรงให้สัญญาของพระองค์สมจริงแก่พวกเจ้าแล้ว”

(บทอาลิอิมรอน โองการที่ ๑๕๒)


และพระองค์ทรงตรัสอีกว่า

“แท้จริงอัลลอฮ์นั้นจะไม่ทรงผิดสัญญา” (บทอาลิอิมรอน โองการที่ ๙ และบทอัรเราะด์ โองการที่ ๓๑)

หลังจากที่ได้อธิบายในความหมายของคุณลักษณะ ความสัตย์จริงไปแล้ว จะมาอธิบายกันในความหมายของ ความเป็นวิทยปัญญา เป็นอันดับต่อไป

   ความหมายของ วิทยปัญญา

    คุณลักษณะหนึ่งของพระเจ้า คือ ฮิกมะฮ์ (วิทยปัญญา)  และมีหลายความหมายด้วยกัน ดังนี้

๑.ความหมายหนึ่งของ ฮิกมะฮ์ คือ การรู้จักสารัตถะของสรรพสิ่ง และด้วยกับการมีคุณลักษณะความรอบรู้ของพระเจ้า  ดังนั้น ความหมายนี้จึงมีความเป็นไปได้ที่ใช้กับพระองค์ และความหมายนี้ยังย้อนกลับไปหายัง คุณลักษณะความรอบรู้ของพระเจ้า จะกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า ฮิกมะฮ์ เป็นหนึ่งในความรอบรู้ของพระองค์

๒.อีกความหมายหนึ่งของ ฮิกมะฮ์ คือ ผู้กระทำได้กระทำการกระทำของเขาด้วยกับเป้าหมายและจุดมุ่งหมายที่ถูกยอมรับ ดังนั้นการมีคุณลักษณะนี้ เป็นที่ขัดแย้งกัน

ซึ่งบรรดานักเทววิทยาสำนักคิดอัชอะรีย์มีความขัดแย้งกับทัศนะนี้  และเราจะอธิบายในภายหลังเกี่ยวกับประเด็นนี้

๓.อีกความหมายหนึ่งของ ฮิกมะฮ์ คือ การกระทำของผู้กระทำในเป้าหมายที่สมบูรณ์แบบและมั่นคง และพระเจ้าทรงเป็นผู้ฮะกีมในความหมายด้วยเช่นกัน


สำหรับการพิสูจน์ความหมายนี้ ของฮิกมะฮ์นั้น นอกเหนือจากการยืนยันของปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ การเป็นระบบระเบียบของโลกแห่งธรรมชาติและความสวยสดงดงามของสรรพสิ่งทั้งหลายแล้ว ยังมีเหตุผลทางสติปัญญา และจะขอนำมากล่าวเพียง สอง เหตุผล ด้วยกัน ดังนี้

เหตุผลที่หนึ่ง  การไม่สมบูรณ์หรือมีความบกพร่องของการกระทำหนึ่ง เกิดจากความไม่รู้ของผู้กระทำ หรือเกิดจากการที่เขาไม่มีความสามารถที่กระทำการงานนั้นได้ หรืออาจจะกล่าวได้ว่า การกระทำนั้น เป็นการกระทำที่ไม่มีประโยชน์ และผู้กระทำเป็นผู้ที่ชอบกระทำในสิ่งที่ไร้ประโยชน์ ดังนั้นจากทั้งหมดที่กล่าวไปแล้วนั้น ถือว่า ไม่มีอยู่ในพระเจ้าเลย เพราะพระองค์ เป็นผู้ทรงรอบรู้และมีความสามารถที่ไม่มีที่สิ้นสุด กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ ดั่งที่จะอธิบายในภายหลังว่า พระเจ้าไม่ทรงกระทำการงานที่ไม่มีประโยชน์และไร้สาระ ด้วยเหตุนี้ กล่าวได้ว่า ทุกสาเหตุที่กล่าวไปแล้ว ไม่มีอยู่ในพระเจ้า เพราะฉะนั้น การกระทำของพระองค์นั้น มีเป้าหมายที่สมบูรณ์ที่สุด

เหตุผลที่สอง ระหว่างการกระทำและผู้ที่กระทำนั้น มีความสัมพันธ์ที่ต้องมีอยู่คู่กัน เพราะการกระทำบ่งบอกในการมีอยู่ของผู้กระทำ ดังนั้น ผู้กระทำที่มีความสมบูรณ์ที่สุด (พระเจ้า) การกระทำของเขาต้องสมบูรณ์ด้วยเช่นกัน

ความหมายของฮิกมะฮ์ที่ได้กล่าวไปแล้ว ในบางโองการทั้งหลายของอัลกุรอานและวจนะของอิสลามได้กล่าวไว้เช่นกัน

ในโองการแรกของบท ฮูด กล่าวว่า

“อะลีฟ ลาม รอ คัมภีร์ที่โองการทั้งหลายของมันถูกทำให้รัดกุมมีระเบียบ แล้วถูกจำแนกเรื่องต่างๆ อย่างชัดแจ้ง จากพระผู้ทรงปรีชาญาณ ผู้ทรงรอบรู้เชี่ยวชาญ” (บทฮูด โองการที่ ๑)


ท่านอะมีรุลมุมินีนอะลี ได้อธิบายความหมายของ ฮิกมะฮ์ ไว้ว่า

“สิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง พระองค์ทรงกำหนดไว้แล้ว”

 (นะฮ์ญุลบะลาเฆาะฮ์ สุนทรโรวาทที่ ๘๙)

และกล่าวอีกว่า  “พระเจ้า ผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งด้วยกับความรู้และวิทยปัญญาของพระองค์ ที่ไม่ปฏิบัติตามผู้ใด และมิได้เรียนรู้จากผู้ใดหรือลอกเลียนแบบจากผู้อื่น”

(นะฮ์ญุลบะลาเฆาะฮ์ สุนทรโรวาทที่ ๑๙๑ )

จากความหมายของฮิกมะฮ์ ในความหมายนี้บ่งบอกถึง โลกนี้มีระบบและระเบียบที่มั่นคง เพราะเป็นผลการสร้างของพระเจ้า ผู้ทรงมีวิทยปัญญายิ่ง  ดังนั้น ความหมายของฮิกมะฮ์ ก็คือ การกระทำของพระเจ้า เป็นการกระทำที่มีความสมบูรณ์แบบที่สุด

๔.ความหมายที่สี่ของฮิกมะฮ์ หมายถึง  การไม่กระทำในสิ่งที่ไม่ดี ดังนั้นตามความหมายนี้ ผู้มีฮิกมะฮ์ คือ ผู้ที่ไม่กระทำในสิ่งที่ไม่ดี

จากความหมายนี้ ทำให้มีความเข้าใจได้ว่า ความยุติธรรม หมายถึง การหลีกห่างจากการกดขี่ ซึ่งเป็นหนึ่งในความหมายของฮิกมะฮ์ จะกล่าวอีกนัยหนึ่ง ก็คือ ความหมายที่สี่ ได้รวมความยุติธรรมเข้าอยู่ด้วย ดังนั้น ความหมายของพระเจ้า ผู้มีฮิกมะฮ์ คือ พระองค์ไม่ทรงปฏิบัติทุกการกระทำที่ไม่ดี เช่น การโกหก การไม่รักษาสัญญา และอื่นๆ และเช่นเดียวกัน พระองค์ไม่กระทำการกดขี่ข่มเหง

ทัศนะของสำนักคิดทั้งหลายของอิสลาม มีการอธิบายที่แตกต่างกันในการให้ความว่า พระเจ้า เป็นผู้ที่มีวิทยปัญญา


เหตุผลก็คือ การเป็นผู้มีวิทยปัญญาตามความหมายสุดท้ายนั้น ตั้งอยู่บนรากฐานของการมีความดีและความชั่วทางสติปัญญา และจะกล่าวต่อไปถึง การปฏิเสธความเชื่อนี้ในสำนักคิดอัชอะรีย์ แต่สำนักคิดมุตะซิละห์และอิมามียะฮ์ มีความเชื่อในการมีความดีและความชั่วทางสติปัญญา และถูกรู้จักในนาม อัดลียะฮ์

ด้วยเหตุนี้ สติปัญญาจึงบอกว่า การกระทำที่ไม่ตรงกับปัญญา เป็นการกระทำที่ไม่ดี และพระเจ้าทรงบริสุทธิ์จากการกระทำนั้น แม้ว่า พระองค์จะมีความสามารถก็ตาม แต่ทว่า การดำรงอยู่ที่สมบูรณ์แบบของพระองค์ บ่งบอกถึงการไม่มีการกระทำเช่นนี้

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ก็คือ อาตมันอันไม่มีที่สิ้นสุดของพระองค์ ซึ่งเป็นที่มา และแหล่งกำเนิดของการกระทำที่ดีงาม การอธิบายที่กระจ่างชัด ในประเด็นนี้ จะกล่าวกันใน ความยุติธรรมของพระเจ้า ในภายหลัง


   สรุปสาระสำคัญ

๑.ความสัตย์จริง เป็นคุณลักษณะหนึ่งของพระเจ้า ในขณะที่มีความสงสัยว่า พระเจ้า มีความสัตย์จริงใช่หรือไม่ การประทานวิวรณ์และคัมภีร์ทั้งหลายของพระองค์ก็ถูกสงสัยด้วยเช่นกัน

๒.การเป็นคุณลักษณะในอาตมันและในการกระทำของความสัตย์จริงของพระเจ้าอยู่บนความเชื่อที่ว่า กะลาม (คำตรัสกล่าว)ของพระองค์ เป็นคุณลักษณะที่อยู่ในอาตมันหรือ เป็นคุณลักษณะในการกระทำ และทัศนะที่ถูกต้อง ก็คือ คำตรัสกล่าวของพระเจ้า เป็นคุณลักษณะในการกระทำ เหมือนกับ ความสัตย์จริงของพระองค์

๓.การพิสูจน์ ความเป็นสัตย์จริงของพระเจ้า โดยใช้เหตุผลจากโองการทั้งหลายของอัลกุรอาน  เป็นการให้เหตุผลที่เป็นวัฏจักร และไม่เป็นที่ยอมรับ

๔.การพิสูจน์ ความเป็นสัตย์จริงของคำตรัสกล่าวของพระเจ้า ตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักความดีและความชั่วทางสติปัญญา ดังนั้นกล่าวได้ว่า การโกหก เป็นการกระทำที่ไม่ดี และพระเจ้าไม่ทรงกระทำการงานที่ไม่ดี ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นไปไม่ได้ที่ คำตรัสกล่าวของพระองค์นั้น ไม่เป็นความจริงและเป็นคำพูดที่โกหก

๕.อัล กุรอานได้เน้นย้ำใน ความสัตย์จริงของพระเจ้า และกล่าวว่า พระเจ้า เป็นผู้ที่ตรัสจริง

๖.ฮิกมะฮ์ (ความวิทยปัญญา) ของพระเจ้า มีหลายความหมาย

(๑). ความรอบรู้ของพระองค์ในสารัตถะของสรรพสิ่ง

(๒). การมีเป้าหมายและจุดประสงค์ในการกระทำของพระองค์

(๓). การมีความมั่นคงและสมบูรณ์ในการกระทำของพระองค์

(๔).การหลีกห่างจากการกระทำที่ไม่ดี

๗.เหตุผลที่สมบูรณ์ของการกระทำของพระเจ้า คือ ไม่มีการกระทำใดที่ทำให้การกระทำของพระองค์นั้นไม่สมบูรณ์ เช่น การไม่รู้ และ การไม่มีความสามารถของผู้กระทำหรือ การไม่มีประโยชน์ของการกระทำ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ไม่สามารถจะมีอยู่ในพระเจ้าได้ กล่าวอีกนัยหนึ่ง อาตมันอันสมบูรณ์แบบของพระองค์ และการกระทำของพระองค์ก็ต้องสมบูรณ์แบบด้วยเช่นกัน

๘. ความหมายของการเป็นผู้มีวิทยปัญญา ก็คือ พระเจ้าไม่กระทำการงานที่ไม่ดี ซึ่งรวมถึง การมีความยุติธรรมด้วย ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักความดีและความชั่วทางสติปัญญา และความเชื่อนิ้มิได้มีในสำนักคิดอัชอะรีย์


   บทที่ ๑๐

   คุณลักษณะที่ไม่มีในพระเจ้า

   บทนำเบื้องต้น

    หลังจากที่ได้อธิบายคุณลักษณะบางส่วนที่มีอยู่ในอาตมัน และในการกระทำของพระเจ้าไปแล้ว บัดนี้ จะมาอธิบายในคุณลักษณะที่ไม่มีของพระเจ้า ซึ่งได้กล่าวไปแล้วว่า คุณลักษณะในด้านลบทั้งหมด หมายถึง การปฏิเสธการมีขอบเขตที่จำกัดและการมีข้อบกพร่องในพระเจ้า และการปฏิเสธในคุณลักษณะเหล่านั้น คือ การยอมรับว่า พระเจ้าทรงมีคุณลักษณะที่สมบูรณ์แบบ ส่วนคุณลักษณะที่ไม่มีของพระองค์นั้น มีจำนวนมากมาย แต่จะขอนำมากล่าวเพียงบางส่วน เช่น

๑.การไม่มีส่วนประกอบ

๒.การไม่มีคุณลักษณะที่เกิดขึ้นอยู่นอกอาตมัน

๓.การไม่มีรูปร่างและหน้าตา

๔.การไม่ยึดติดกับสถานที่และกาลเวลา

๕.การไม่สิงสถิตย์ในสิ่งใด

๖.การไม่มีอยู่ของพระเจ้าหลายองค์

๗.การไม่มีอยู่ของปรากฏการณ์ทั้งหลายในพระองค์

๘.การไม่มีความเจ็บปวดและความรู้สึกสัมผัสใดๆ

๙.การปฏิเสธการมองเห็นพระเจ้าด้วยตาเปล่า


   เหตุผลในการพิสูจน์คุณลักษณะที่ไม่มีของพระเจ้า

    ก่อนที่จะอธิบายในการมีอยู่ของคุณลักษณะที่ไม่มีของพระเจ้า และได้กล่าวแล้วว่า คุณลักษณะเหล่านี้ ย้อนกลับไปยังจุดเดียว ก็คือ การปฏิเสธการมีขอบเขตและการบกพร่องในพระเจ้า และยังมีเหตุผลทั่วไปที่ใช้พิสูจน์คุณลักษณะเหล่านี้ในพระเจ้า ซึ่งมีดังนี้

พระเจ้า เป็นสิ่งมีอยู่ที่มีคุณลักษณะที่สมบูรณ์แบบที่สุด ดังนั้น พระองค์จึงไม่มีความบกพร่อง และไม่มีขอบเขตจำกัดด้วยเช่นกัน ด้วยเหตุนี้ ความหมายของทุกคำ ที่บ่งบอกว่า มีข้อบกพร่องนั้น แน่นอนที่สุด ไม่มีในพระองค์ และความหมายของคุณลักษณะที่ไม่มีในพระองค์ ก็คือ การมีขอบเขตจำกัด ซึ่งการมีความสมบูรณ์ของพระองค์ บ่งบอกว่า พระองค์ไม่มีคุณลักษณะเหล่านั้น  

เพราะฉะนั้น คุณลักษณะที่ไม่มีของพระองค์ จึงหมายถึง คุณลักษณะที่มีในด้านลบ และจะกล่าวชนิดต่างๆของคุณลักษณะที่ไม่มีของพระเจ้า ได้ดังนี้

๑.การไม่มีส่วนประกอบ และ ๒.การไม่มีคุณลักษณะที่เกิดขึ้นอยู่นอกอาตมัน

รายละเอียดของประเด็นนี้ ได้อธิบายในหัวข้อเรื่อง เตาฮีด ซาตีย์ และเตาฮีด ซิฟาตีย์ผ่านไปแล้ว ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องกล่าวซ้ำอีก

๓.การไม่มีรูปร่างของพระเจ้า

มุสลิมส่วนมากมีความเชื่อว่า พระเจ้าทรงบริสุทธิ์จากการมีรูปร่าง และในขณะเดียวกันมีกลุ่มหนึ่งที่เชื่อว่า พระเจ้าทรงมีรูปร่างและสรีระ กลุ่มนี้ถูกเรียกว่า มุญัซซิมะฮ์


เหตุผลที่ดีที่สุดในการปฏิเสธการมีรูปร่างของพระเจ้า คือ จากความหมายของการมีรูปร่าง  ซึ่งประกอบด้วย สามมิติ นั่นก็คือ ความกว้าง,ความยาว และส่วนสูง ด้วยเหตุนี้ ในทุกสิ่งที่มีรูปร่างนั้นต้องมีปริมาณอยู่ด้วย ดั่งที่ได้อธิบายไปแล้วว่า พระเจ้าไม่มีส่วนประกอบใดๆทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น พระองค์จึงไม่มีรูปร่าง  และไม่เป็นที่อนุญาตให้มนุษย์คิดว่า พระเจ้านั้นมีรูปร่าง แต่ให้ตระหนักเสมอว่า พระเจ้าทรงบริสุทธิ์จากสิ่งที่เป็นวัตถุ และไม่มีคุณสมบัติของสิ่งที่เป็นวัตถุ

๔.การไม่มีสถานที่อยู่อาศัยและสถานที่พักพิง

ความหมายของคุณลักษณะนี้ คือ พระเจ้าไม่มีสถานที่อยู่อาศัย  และในขณะเดียวกัน พวกมุญัซซิมะฮ์กลับมีความเชื่อว่า พระองค์ทรงมีสถานที่พำนัก และเช่นเดียวกันในสำนักคิดกะรอมียะฮ์ก็มีความเชื่อว่า พระองค์ทรงสถิตย์อยู่ ณ เบื้องบน

เหตุผลที่พิสูจน์ว่า พระเจ้าไม่มีสถานที่อยู่อาศัย ก็คือ การมีสถานที่อยู่อาศัย เป็นคุณลักษณะของสิ่งที่มีรูปร่าง ในขณะที่พระเจ้านั้น ไม่มีรูปร่าง เพราะสิ่งที่มีรูปร่างนั้นมีความต้องการ และพระองค์ไม่ทรงมีความต้องการและพระองค์เป็นวาญิบุลวูญูด(สิ่งจำเป็นที่ต้องมีอยู่)

๕.การไม่สิงสถิตย์ในสิ่งใด

พระเจ้าทรงไม่สิงสถิตย์ในสิ่งอื่นใด เป็นความเชื่อของทุกสำนักคิดทั้งหลายในอิสลาม ที่มีความเห็นตรงกันว่า พระองค์ไม่ทรงสถิตย์ในสิ่งใด นอกเหนือจาก คำกล่าวของบางสำนักคิดซูฟีย์ที่มีความเชื่อว่า พระองค์ทรงสถิตย์ในสิ่งอื่นได้


เหตุผลหนึ่งของนักเทววิทยาอิสลามที่ใช้พิสูจน์ว่า พระเจ้าไม่ทรงสถิตย์ในสิ่งใด นั่นก็คือ จากความหมายของการสิงสถิตย์ หมายถึง สิ่งที่จะสิงสถิตย์นั้น ต้องมีความต้องการในสถานที่ในการสิงสถิตย์ ดั่งที่ได้กล่าวไปแล้วว่า พระเจ้าไม่ทรงมีความต้องการสิ่งใด ดังนั้น พระองค์ไม่ต้องการสถานที่ในการสิงสถิตย์

๖.การไม่อยู่ร่วมกับสิ่งใด

พระเจ้าไม่ทรงอยู่ร่วมกับสิ่งใด เป็นความเชื่อของสำนักคิดทั้งหลายในอิสลามที่มีความเห็นตรงกัน นั่นก็คือ

เหตุผลหนึ่งในการยืนยันความเชื่อนี้ ก็คือ ถ้าหากความหมายของ การอยู่ร่วมกัน หมายถึง การมีส่วนประกอบของสิ่งสองสิ่ง  หรือการเปลี่ยนแปรสภาพของสิ่งเหล่านั้น ดังนั้น ด้วยความหมายนี้ จึงเป็นสาเหตุให้มีการเปลี่ยนแปลง และโดยแท้จริง อาตมันของพระเจ้านั้น ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดทั้งสิ้น และการเปลี่ยนแปลง เป็นสาเหตุให้เกิดความบกพร่อง

และถ้าหากความหมายของ การอยู่ร่วมกัน หมายถึง การเปลี่ยนของสิ่งสองสิ่ง เป็นสิ่งเดียว ซึ่งจากความหมายนี้ก็ไม่สามารถใช้ในพระเจ้าได้

๗.การไม่มีอยู่ในปรากฏการณ์ทั้งหลาย

พระเจ้า ไม่มีอยู่สในปรากฏการณ์หรือเหตุการณ์ทั้งหลาย และคุณลักษณะของพระองค์ก็มิได้เป็นฮาดิษ (สิ่งที่เป็นเหตุการณ์)ด้วย


เหตุผลหนึ่งของบรรดานักเทววิทยาอิสลามในการปฏิเสธการมีอยู่ของคุณลักษณะนี้ ก็คือ

การมีอยู่ของคุณลักษณะที่เป็นเหตุการณ์ในสิ่งหนึ่ง จะต้องมีความสามารถในการยอมรับคุณลักษณะนั้นได้ และการมีความสามารถยอมรับ เป็นคุณลักษณะของสิ่งที่เป็นวัตถุ ด้วยเหตุนี้ การมีคุณลักษณะเช่นนี้ในพระเจ้า จึงจำเป็นพระองค์ต้องเป็นวัตถุ ในขณะที่ความเป็นจริงพระองค์มิใช่วัตถุ

ผลที่ได้รับจากการไม่มีคุณลักษณะนี้ คือ คุณลักษณะทั้งหลายของพระเจ้า เป็นคุณลักษณะที่มีมาแต่เดิม

๘.การไม่มีรู้สึกและความเจ็บปวด

พระเจ้าไม่มีความรู้สึก และไม่มีความเจ็บปวด

ส่วนมากของการมีความรู้สึกและความเจ็บปวด มี สอง ชนิด ด้วยกัน

ชนิดแรก ความรู้สึกและเจ็บปวดที่มีอยู่ในธรรมชาติ เป็นสิ่งที่จะเฉพาะกับสิ่งที่เป็นวัตถุเท่านั้น ในขณะที่พระเจ้ามิใช่วัตถุ ดังนั้น พระองค์ก็ไม่มีความรู้สึกและเจ็บปวดชนิดนี้

อีกชนิดหนึ่ง คือ ความรู้สึกและเจ็บปวดทางสติปัญญา หมายถึง ผู้มีสติปัญญารู้สึกถึงสิ่งที่สมควรได้รับและไม่สมควรจะได้รับ และเช่นกัน ชนิดนี้ก็ไม่มีในพระเจ้า เพราะทุกสิ่งที่มีอยู่คือ สิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง และทุกสรรพสิ่งเป็นผลในการสร้างของพระองค์ และไม่มีสิ่งใดที่อยู่ในโลกที่พระองค์ไม่ทรงรับรู้

ส่วนในประเด็นที่กล่าวถึง ความรู้สึกทางสติปัญญานั้น มีทัศนะที่แตกต่างกัน


กลุ่มหนึ่งของนักเทววิทยาอิสลาม ได้ยอมรับในการมีความรู้สึกชนิดนี้ในพระเจ้า โดยพวกเขาได้ปฏิบัติตามบรรดานักปรัชญาอิสลาม และกล่าวว่า อาตมันของพระเจ้า มีความสมบูรณ์ที่สวยงามที่สุด ดังนั้น พระองค์ทรงมีความรู้สึกและรับรู้ด้วยกับอาตมันในสิ่งที่เหมาะสมที่สุด เพราะความสมบูรณ์ที่สุดคือ การมีความรู้สึกถึงสิ่งหนึ่งด้วยตัวของมันเอง การกระทำนี้ เป็นความรู้สึกของพระเจ้า

อีกกลุ่มหนึ่งได้กล่าวว่า แม้ว่าพระเจ้าทรงมีความรู้ในอาตมันที่สมบูรณ์ของพระองค์ แต่การมีอยู่ของความรู้สึกและเจ็บปวดนั้น มิได้มีในพระองค์ เพราะว่า อัล กุรอานและวจนะมิได้กล่าวถึงคุณลักษณะนี้

ท่านอัลลามะฮ์ ฮิลลีย์ ได้กล่าวไว้ในหนังสือชะเราะฮ์ ตัจรีดุล เอียะติกอด ว่า

“ส่วนความหมายของ ความรู้สึก หมายถึง การรู้สึกที่เหมาะสมกับตัวเอง และพระเจ้าทรงมีความรู้สึกว่าตนเองมีอยู่   ทัศนะนี้ เป็นทัศนะของบรรดานักปรัชญาและเทววิทยาอิสลาม และยังเป็นทัศนะของ อิบนุ โนบัคต์ และนักเทววิทยาคนอื่นๆด้วย แม้ว่า การกล่าวว่า พระเจ้ามีความรู้สึก จะต้องได้รับอนุญาตจากพระองค์ก็ตาม”

(กัชฟุลมุรอด หน้าที่ ๓๒๐ )

ด้วยเหตุนี้ พระเจ้า ทรงไม่มีความรู้สึกที่มีอยู่ในธรรมชาติ

๙.การปฏิเสธการมองเห็นพระเจ้า

มนุษย์ไม่สามารถที่จะมองเห็นพระองค์ได้ และคุณลักษณะประเภทนี้ เป็นปัญหาที่เกิดการถกเถียงในบรรดาคุณลักษณะที่ไม่มีในพระองค์ และประเด็นนี้ ยังเป็นประเด็นที่มีความเห็นที่แตกต่างกันมากทีเดียว


บรรดานักเทววิทยาอิสลามของสำนักคิดมุอฺตะซิละฮ์ และอิมามียะฮ์  มีความเชื่อว่า มนุษย์ไม่สามารถที่จะมองเห็นพระเจ้าได้ ทั้งโลกนี้ และโลกหน้า

ในทางตรงกันข้าม พวกมุญัซซิมะฮ์ กลับกล่าวว่า เนื่องจากว่าพระเจ้นั้นมีรูปร่างและหน้าตา ดังนั้นมนุษย์มีความสามารถจะมองเห็นพระองค์ได้ ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า

ทัศนะของอะฮ์ลุลฮะดีษและสำนักคิดอัชอะรีย์ ก็คือ พวกเขายึดถือ แนวทางสายกลางในประเด็นนี้

และพวกเขาได้มีความเชื่อว่า มนุษย์สามารถมองเห็นพระเจ้าได้ในโลกหน้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

พวกอัชอะรีย์ได้กล่าวว่า

“พวกเรามีความเชื่อว่า บรรดาผู้ศรัทธานั้น สามารถมองเห็นพระเจ้าได้ในโลกหน้า ซึ่งเหมือนดั่งดวงจันทร์ทอแสงในค่ำคืนที่ ๑๕ ของเดือน”

(อัลอิบานะ อัน อัดดิยานะ อัชอะรีย์ หน้าที่ ๒๑)

เราได้กล่าวไปแล้วว่า ประเด็นการมองเห็นพระเจ้า เป็นประเด็นที่เกิดทัศนะที่แตกต่างกัน และในสำนักคิดทั้งหลายของอิสลามต่างก็ใช้เหตุผลของตนเองในการพิสูจน์ ซึ่งประเด็นนี้ เป็นประเด็นที่ต้องใช้เวลาในการอธิบายมาก แต่จะขออธิบายในเหตุผลที่มนุษย์ไม่สามารถมองเห็นพระเจ้าได้ ด้วยกับเหตุผลจากอัล กุรอาน


และถ้าหากว่าการมองเห็น คือ การมองเห็นด้วยกับประสาทสัมผัสทั้งห้า เป็นประเด็นที่เป็นปัญหาถกเถียงกัน แต่ถ้าการมองเห็น หมายถึง การมองเห็นด้วยกับตาแห่งปัญญา ประเด็นนี้ไม่เป็นที่ถกเถียงกัน และสำนักคิดทั้งหลายในอิสลามก็ยอมรับ คือ การมองเห็นพระเจ้าในโลกนี้และในโลกหน้า โดยวิธีการมองเห็นทางใจโดยผ่านการฝึกฝนอย่างเคร่งครัดต่อคำสั่งสอนของศาสนา และจะเห็นได้ว่า ทัศนะของสำนักคิดอัชอะรีย์รุ่นหลังก็ได้ยอมรับในการมองเห็นพระเจ้าด้วยกับตาแห่งปัญญามิใช่กับตาเนื้อ

   เหตุผลของการมองไม่เห็นพระเจ้าด้วยกับสายตา

   มีเหตุผลทางสติปัญญามากมายที่ใช้พิสูจน์การมองไม่เห็นพระเจ้าด้วยกับสายตา  ซึ่งจะขอนำมากล่าวสัก สอง เหตุผล ดังนี้

๑.การมองเห็นสิ่งที่สัมผัสได้โดยการใช้สายตาในการมอง และสิ่งที่มองเห็นนั้น จะต้องมีสถานที่ และในขณะที่พระเจ้าไม่ทรงมีมีสถานที่ ด้วยเหตุนี้ จึงไม่สามารถที่จะมองเห็นพระองค์ได้

๒.ถ้าหากสมมุติว่า มนุษย์มองเห็นพระเจ้าได้ แน่นอนที่สุด เขาจะต้องเห็นตัวตนหรืออาตมันของพระองค์ในสถานที่หรือเห็นเพียงบางส่วนของอาตมัน ดังนั้น การมองเห็นเพียงบางส่วน แสดงว่า พระเจ้านั้น มีส่วนประกอบก็ถือว่า ไม่ถูกต้อง และถ้ามองเห็นตัวตนของพระองค์ ก็ไม่ถูกต้องและไม่เข้ากับสติปัญญา เพราะอาตมันของพระองค์นั้นไม่มีที่สิ้นสุด

ในตอนท้าย ขอกล่าวซ้ำอีกครั้งว่า คุณลักษณะที่ไม่มีในพระเจ้า มิได้มีจำกัดเพียงเท่านี้ แต่ยังมีจำนวนอีกมาก และคุณลักษณะที่แสดงถึง การมีขอบเขตในพระองค์ เช่น การมีกาลเวลา การมีความต้องการ การมีผลสะท้อนจากอาตมัน  การมีสิ่งที่เหมือนพระเจ้า และอื่นๆ


   คุณลักษณะที่ไม่มีในพระเจ้า ในทัศนะอัล กุรอาน

    อัล กุรอานกล่าวว่า ความมหาบริสุทธิ์แห่งพระเจ้า หมายถึง พระเจ้าทรงปราศจากคุณลักษณะที่ไม่สมบูรณ์ และบางโองการกล่าวว่า พระเจ้าทรงบริสุทธิ์ยิ่ง หมายถึง ความสะอาดบริสุทธิ์ ปราศจากมลทินทั้งปวง เช่น ในบทอัลฮัชร์กล่าวว่า

พระองค์คือ อัลลอฮ์ ซึ่งไม่มีพระเจ้าอื่นใด นอกจากพระองค์ ผู้ทรงอำนาจสูงสุด ผู้ทรงบริสุทธิ์

(บทอัลฮัชร์ โองการที่ ๒๓)

   พระเจ้าคือ ผู้ที่ไม่ต้องการสถานที่อยู่อาศัย

    โองการอัล กุรอาน บางโองการกล่าวถึง การไม่มีสถานที่พักพิงของพระเจ้า ดั่งตัวอย่างเช่น หลังจากการเหตุการณ์การเปลี่ยนทิศกิบละฮ์ของบรรดามุสลิมจากบัยตุล-มุก็อดดัซ เป็นกะอ์บะ และได้เกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์จากชาวยะฮูดีย์ จนกระทั่งโองการนี้ได้ถูกประทานลงมาให้ศาสดามุฮัมมัด (ซ็อล)

อัล กุรอานกล่าวว่า

ทั้งตะวันออก และตะวันตกเป็นของอัลลอฮ์ สูเจ้าจะพบอัลลอฮ์ ในทุกทิศทาง ที่สูเจ้าผินหน้าของสูเจ้าไป แท้จริงอัลลอฮ์ คือผู้ทรงไพบูลย์ ผู้ทรงรอบรู้” (บทอัลบะกอเราะ โองการที่ ๑๑๕ )


จากโองการนี้ แสดงให้เห็นว่า พระเจ้าทรงอยู่เหนือการมีสถานที่ และความหมายของ ทิศตะวันออกและตะวันตก มิได้หมายถึง ทิศทางในภูมิศาสตร์ แต่หมายถึง ในทุกทิศทาง และความหมายของคำว่า ทิศทางใดที่เจ้าผินหน้าจะพบพระเจ้า หมายถึง พระเจ้าทรงมีอยู่ทุกสถานที่ ดังนั้น โองการนี้ได้อธิบายถึง เรื่องของกิบละฮ์ ที่บรรดมุสลิม จะต้องหน้าไปยังทิศนั้น ในยามที่ทำการนมัสการพระผู้เป็นเจ้า และมิได้กล่าวถึง การมีอยู่ของพระเจ้าในสถานที่หรือทิศทางที่ถูกจำกัด  เพราะพระองค์ทรงอยู่ทุกสถานที่และทุกทิศทาง และพระองค์ทรงรอบรู้ในทุกสิ่ง แน่นอนที่สุด พระเจ้านั้น ไม่มีส่วนประกอบและไม่มีชิ้นส่วน ดังนั้น การที่พระองค์มีอยู่ทุกสถานที่และทุกทิศทาง มิได้หมายถึง พระองค์ทรงอยู่จนเต็มในทุกสถานที่ แต่หมายถึง พระองค์ทรงมีอยู่เหนือสถานที่ หรือไม่มีสถานที่ต้องอาศัยหรือพำนัก 

และการมีสองรูปร่างหรือมีวัตถุในสถานที่อันเดียว ก็ไม่สามารถที่จะกล่าวว่า พระเจ้าเป็นรูปร่างที่ควบคุมและดูแลโลกแห่งวัตถุและโลกแห่งรูปร่าง

และยังมีอีกโองการหนึ่งที่กล่าวถึง พระเจ้าอยู่กับมนุษย์ และเป็นการยืนยันว่า พระองค์ ไม่มีสถานที่

อัล กุรอานกล่าวว่า

และพระองค์ทรงอยู่กับพวกเจ้าไม่ว่าพวกเจ้าจะอยู่ ณ แห่งหนใด และอัลลอฮ์ทรงเห็นสิ่งที่พวกเจ้ากระทำ” (บทอัลหะดีด โองการที่ ๔ )

การที่พระเจ้าอยู่กับมนุษย์ และมีสถานที่ในการพำนักนั้น ไม่เหมาะสม เพราะถ้าการมีอยู่ของสิ่งหนึ่งในสถานที่ถูกจำกัด และไม่สามารถที่จะมีอยู่กับสิ่งอื่นได้  ดังนั้น การทรงดำรงอยู่ของพระเจ้า ในทุกสถานที่นั้น บ่งบอกถึง การมีพลังอำนาจของพระองค์ เพราะว่า พระองค์ทรงไม่มีที่สิ้นสุด และทุกสรรพสิ่งก็เกิดขึ้นมาจากพระองค์


   การมองไม่เห็นพระเจ้า

   โองการอัล กุรอานที่บ่งบอกว่า มนุษย์ไม่สามารถเห็นพระเจ้าได้ คือ โองการนี้ที่ได้กล่าวว่า

สายตาทั้งหลายย่อมไปไม่ถึงพระองค์ แต่พระองค์ทรงเห็นถึงสายตาเหล่านั้น และพระองค์คือผู้ทรงปรานี ผู้ทรงรอบรู้อย่างถี่ถ้วน” (บทอัลอันอาม โองการที่ ๑๐๓ )

จากโองการนี้ แสดงให้เห็นว่า ไม่มีสายตาใดที่จะมองเห็นพระเจ้า แต่พระองค์ทรงเห็นในสายตาทั้งหลายเหล่านั้น  ดังนั้นการมองไม่เห็นพระเจ้า คือ การมองเห็นด้วยสายตาของมนุษย์ และความหมายของ คำว่า สายตาทั้งหลาย หมายถึง ไม่มีสายตาใดเลยที่สามารถจะมองเห็นพระเจ้าได้

อีกโองการหนึ่งที่ปฏิเสธการมองเห็นพระเจ้าด้วยสายตาของมนุษย์

อัล กุรอานกล่าวว่า

“และเมื่อมูซาได้มาตามกำหนดเวลาของเรา และพระเจ้าของเขาได้ตรัสแก่เขา เขาได้กล่าวขึ้นว่า โอ้พระเจ้าของข้าพระองค์ โปรดให้ข้าพระองค์เห็นด้วยเถิด โดยที่ข้าพระองค์จะได้มองดูพระองค์ พระองค์ตรัสว่า เจ้าจะเห็นข้าไม่ได้เป็นอันขาด” (บทอัลอะอ์รอฟ โองการที่ ๑๔๓ )

จากการอธิบายของโองการทั้งหลายที่เกี่ยวกับศาสดามูซา จะเห็นได้ว่า การร้องขอของศาสดามูซา คือ การร้องขอของกลุ่มชนผู้โง่เขลาชาวบะนีอิสรออีล และพระเจ้าได้ตอบกับเขาว่า เจ้าจะไม่เห็นข้า เป็นอันขาด


ถ้าหากว่ามองผิวเผินในโองการเหล่านี้ จะเห็นว่า เป็นโองการมุฮ์กะมาต (โองการที่ชัดเจน) ที่ตรงกันข้ามกับโองการที่คลุมเครือได้กล่าวยอมรับถึง การมองเห็นพระเจ้า เช่น การยกเหตุผลของ สำนักคิดอัชอะรีย์ ที่ยึดเอาโองการต่อไปนี้มา พิสูจน์ว่า มนุษย์สามารถมองเห็นพระเจ้าได้

อัล กุรอานกล่าวว่า

ในวันนั้นหลาย ๆ ใบหน้าจะเบิกบาน จ้องมองไปยังพระเจ้าของมัน

(บทอัลกิยามะฮ์ โองการที่ ๒๒ -๒๓ )

สำหรับคำตอบที่ให้กับพวกอัชอะรีย์ ก็คือ ความหมายของ รากศัพท์ นะซอรอ เมื่อมีคำเชื่อม อิลา เข้ามา มิได้หมายความว่า การมองเห็น แต่หมายถึง การรอคอย จากการยืนยันจากโองการที่ ๒๕ ของบทนี้ ดังนั้น ความหมายของโองการข้างต้น ก็คือ กลุ่มชนกลุ่มหนึ่งได้รอคอยความโปรดปรานและความเมตตาจากพระเจ้า และอีกกลุ่มหนึ่งรอคอยการถูกลงโทษจากพระองค์ ด้วยเหตุนี้ จากโองการทั้งหลายของอัล กุรอานได้กล่าวอย่างชัดเจนถึง การที่มนุษย์ไม่มีความสามารถที่จะมองเห็นพระเจ้าได้ และเหตุผลของสำนักคิดอัชอะรีย์ ก็ถือว่า ไม่ถูกต้อง


   คุณลักษณะที่ไม่มีในพระเจ้า ในมุมมองของวจนะ

    วจนะทั้งหลายมากมายได้กล่าวถึง คุณลักษณะที่พระเจ้าไม่มี ซึ่งจะขอนำมากล่าวสักเล็กน้อย ณ ที่นี้

ท่านอิมาม ซอดิก (ขอความสันติพึงมีแด่ท่าน) ได้กล่าวว่า

“แท้จริงอัลลอฮ์ไม่ทรงมีเวลาและสถานที่และการเคลื่อนที่และการย้ายที่และการหยุดนิ่ง แต่ทว่า พระองค์ทรงเป็นผู้ที่สร้างเวลาและสถานที่และการเคลื่อนที่และการย้ายที่และการหยุดนิ่ง พระองค์ทรงสูงส่งกว่าสิ่งที่ผู้ฉ้อฉลกล่าวหาเสียอีก”

(บิฮารุลอันวาร เล่ม ๓ หน้า ๓๐๙ ฮะดีษที่ ๑)

จากวจนะนี้ แสดงให้เห็นว่า ท่านอิมามต้องการที่จะกล่าวถึง การมีอยู่พระเจ้าว่า พระองค์ไม่ขึ้นอยู่กับกาลเวลา และสถานที่ และไม่มีการเคลื่อนย้าย อีกทั้งไม่มีการเปลี่ยนแปลง

ท่านอิมามอะลี (ขอความสันติพึงมีแด่ท่าน) ได้กล่าวว่า

“การอรรถาธิบาย คำว่า ศอมัด (แปลว่า พระเจ้าไม่ต้องที่พึ่ง) หมายถึง พระองค์ไม่มีนาม ,ไม่มีร่างกาย ,ไม่มีสิ่งใดเหมือน, ไม่มีใบหน้า, ไม่มีขอบเขต, ไม่มีสถานที่ ,ไม่มีที่อยู่, ไม่ได้อยู่ที่นี่และที่นั้น, ไม่ได้เต็มและไม่ได้ว่าง, ไม่ได้นั่งและไม่ได้ยืน, ไม่ได้หยุดนิ่งและไม่ได้เคลื่อนไหว, ไม่ได้อยู่ในความมืดและไม่ได้อยู่ในความสว่าง, ไม่ได้อยู่จิตวิญญาณและไม่ได้อยู่ในวัตถุ ไม่ได้เป็นสี, ไม่ได้อยู่ในหัวใจของผู้ใดและ ไม่ได้มีกลิ่นที่จะดมได้ ดังนั้นทั้งหมดเป็นคุณลักษณะที่พระเจ้าไม่มี”

(บิฮารุลอันวาร เล่มที่ ๓ หน้าที่ ๒๓๐ วจนะที่ ๒๑)


และบางคุณลักษณะที่ไม่มีในพระเจ้า เช่น พระองค์ไม่มีรูปร่าง และไม่สามารถมองเห็นพระองค์ได้ ก็มีกล่าวในวจนะต่างๆมากมายเรื่องนี้ เช่น

วจนะจากท่านอิมามซอดิก (ขอความสันติพึงมีแด่ท่าน) ได้รายงานว่า

สาวกคนหนึ่งได้นำคำพูดของ ฮิชาม อิบนิ ฮะกัม ที่กล่าวว่า พระเจ้าทรงมีรูปร่าง ไปรายงานให้ท่านอิมามฟังและอิมามตอบกับเขาว่า

“ความหายนะ จงประสบแด่ฮิชาม หารู้ไม่ว่า รูปร่างและหน้าตา เป็นสิ่งที่มีขอบเขต ดังนั้นหากว่ามีขอบเขต ก็ต้องยอมรับการมีน้อยและมีมากได้ และเมื่อยอมรับว่า มีน้อยและมีมาก สิ่งนั้น ก็เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมา”

สาวกคนนั้น ก็กล่าวขึ้นว่า แล้วฉันจะกล่าวว่าอย่างไรละ

อิมามตอบว่า

“พระองค์ไม่มีรูปร่างและหน้าตา แต่พระองค์ทรงสร้างรูปร่างและหน้าตา พระองค์ไม่มีชิ้นส่วน ไม่มีมากและไม่มีน้อย

หากมาตรแม้นว่า เขา(ฮิชาม )กล่าวอย่างนั้น ก็จะไม่มีความแตกต่างระหว่างผู้สร้างกับสิ่งที่ถูกสร้าง ในขณะที่พระองค์เป็นผู้สร้างและทำให้มีความแตกต่างระหว่างรูปร่างและหน้าตา เพราะพระองค์ไม่เหมือนกับสิ่งใดและไม่มีสิ่งใดเหมือนพระองค์”

(อัตเตาฮีด อัศศอดูก บาบที่ ๖ วจนะที่ ๗)

ในวจนะนี้ แสดงให้เห็นว่า มีความหมายที่ลึกซื้ง ซึสรุปได้ว่า การให้เหตุผลของท่านอิมาม ในการพิสูจน์ว่า พระเจ้าไม่มีรูปร่าง ก็คือ เมื่อมีรูปร่างก็ต้องมีขอบเขต เมื่อมีขอบเขตก็ต้องมีมากหรือน้อย เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็ต้องเป็นสิ่งที่ถูกสร้าง ดังนั้นถ้าสมมุติว่า พระเจ้ามีรูปร่าง พระองค์ก็ต้องเป็นสิ่งที่ถูกสร้าง ในขณะที่พระองค์เป็นผู้ทรงสร้าง มิใช่สิ่งที่ถูกสร้าง


และอีกเหตุผลหนึ่งก็คือ ถ้ายอมรับว่า คำพูดของฮิชามเป็นจริง ดังนั้น พระเจ้าเป็นผู้สร้างสิ่งที่มีรูปร่าง และถ้าพระองค์ทรงมีรูปร่างแล้ว ก็ไม่มีความแตกต่างระหว่างผู้สร้างกับสิ่งที่ถูกสร้าง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ มีความขัดแย้งกับความเป็นจริง เพราะความเป็นจริง ก็คือ ผู้สร้างต้องมีความแตกต่างกับสิ่งที่ถูกสร้าง

และยังมีวจนะทั้งหลายที่ได้กล่าวถึง การไม่มีสถานที่และเวลา เช่น

วจนะของอิมามกอซิม (ขอความสันติพึงมีแด่ท่าน) ได้กล่าวว่า

“แท้จริงอัลลอฮ์ ผู้ทรงเกียรติ และทรงยิ่งใหญ่  พระองค์ทรงมีมาแต่เดิม โดยที่มีกาลเวลา และพระองค์ทรงมีอยู่ในขณะนี้ เหมือนกับพระองค์ทรงอยู่ ในสภาพที่ไม่มีสถานที่ใดที่ไม่มีพระองค์ และไม่มีสถานที่ใดที่พระองค์ไม่ทรงอยู่ และพระองค์ไม่ทรงสถิตย์ ณ สถานที่ใด ในแผ่นดิน”

(อัตเตาฮีด อัศศอดูก บาบที่ ๒๘ วจนะที่ ๑๒)

จากประโยคหนึ่งของวจนะนี้ คือ ไม่มีสถานที่ใดที่ไม่มีพระองค์ แสดงให้เห็นว่า พระเจ้าไม่มีอยู่ในสถานที่ใด

มีวจนะหนึ่งที่ได้กล่าวถึง การปฏิเสธการมองเห็นพระเจ้าด้วยสายตา

วจนะของท่านอิมามอะลี ผู้นำแห่งศรัทธาชน (ขอความสันติพึงมีแด่ท่าน) ท่านได้ตอบคำถามของสาวกที่มีนามว่า ซิอฺลับ ยะมานียฺ ที่ได้ถามว่า

“เวลาที่ท่านทำการเคารพภักดีต่อพระผู้อภิบาลของท่าน ท่านเคยเห็นพระองค์หรือไม่?”

ท่านอิมามตอบว่า

“ฉันจะไม่เคารพภักดีพระผู้อภิบาลที่ฉันไม่เคยเห็นพระองค์”

ซิอฺลับ ก็ถามอีกว่า “แล้วท่านเห็นพระองค์ได้อย่างไร?ช่วยอธิบายให้ข้าพเจ้าฟังด้วย”


ท่านอิมามตอบว่า

“ไม่มีใครเห็นพระองค์ จากตาเนื้อ แต่หัวใจที่บรรจุแน่นไปด้วยความศรัทธาต่างหากที่เพิ่งพินิจยังพระองค์” [๓]

วจนะจากท่านอิมามอัสการีย์ ก็เช่นกัน ที่ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า

ได้มีชายคนหนึ่งถามท่านว่า มนุษย์ทำการเคารพภักดีต่อพระเจ้าได้อย่างไร ในสภาพที่มองไม่เห็นพระองค์?

อิมามได้ตอบว่า

“นายของฉัน คือ ผู้ที่ประทานปัจจัยยังชีพให้แก่ฉันและให้แก่บรรพบุรุษของฉัน และพระองค์ทรงประเสริฐกว่าที่จะมองเห็น”

(นะฮ์ญุลบะลาเฆาะ บทเทศนาที่ ๑๗๙)

   สรุปสาระสำคัญ

๑.ความสมบูรณ์แบบของพระเจ้า บ่งบอกถึง คำทั้งหลายที่มีความหมายถึงการมีขอบเขตหรือมีข้อบกพร่อง ถูกปฏิเสธในพระเจ้า ด้วยเหตุนี้ จะกล่าวได้ว่า พระเจ้าทรงมีอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์แบบที่สุด และไม่มีคุณลักษณะที่ไม่มีในพระองค์

๒.คุณลักษณะหนึ่งที่ไม่มีในพระเจ้า คือ การไม่ได้เป็นรูปร่างหรือมีร่างกาย หมายความว่า อาตมันของพระองค์มิได้เป็นวัตถุ และไม่มีสิ่งที่วัตถุมี

เหตุผลก็คือ ทุกสิ่งที่เป็นวัตถุมีรูปร่างและส่วนประกอบ ขณะทีอาตมันของพระเจ้า มิได้เป็นวัตถุ และไม่มีส่วนประกอบ


๓.พระเจ้าไม่มีสถานที่ต้องพักอาศัยและไม่มีทิศทางที่ต้องอยู่ เพราะว่าการมีสถานที่อยู่อาศัย เป็นคุณสมบัติของสิ่งที่เป็นวัตถุ และพระองค์ มิได้เป็นวัตถุ

๔.พระเจ้าไม่ทรงสถิตย์ ณ ที่ใด เพราะว่า การสถิตย์ต้องการสถานที่ในการสถิตย์ ขณะที่พระองค์ไม่มีความต้องการใด

๕.อีกคุณลักษณะหนึ่งที่ไม่มีในพระเจ้า คือ การไม่อยู่ร่วมกับสิ่งใดและไม่เป็นหนึ่งกับสิ่งอื่น เพราะว่า ความหมายของการอยู่ร่วมกันหรือการเป็นหนึ่งร่วมกับสิ่งอื่น  มิสามารถจะใช้กับพระองค์ได้ทั้งสองความหมาย  เพราะว่า พระองค์ไม่มีความต้องการสิ่งใดในการมีอยู่ของพระองค์

๖.พระเจ้ามิได้มีอยู่ในปรากฏการณ์ทางธรรมชาติหรือในเหตุการณ์ เหตุผลก็คือ การเกิดขึ้นของเหตุการณ์หรือปรากฏการณ์ เป็นคุณลักษณะของสิ่งที่เป็นวัตถุ ในขณะที่พระองค์มิใช่วัตถุ

๗. อีกคุณลักษณะหนึ่งที่ไม่มีในพระเจ้า คือ การไม่มีความรู้สึกเจ็บปวด เพราะว่า การมีความรู้สึกเจ็บปวด เป็นคุณลักษณะของสิ่งที่เป็นวัตถุ ขณะที่พระองค์มิใช่สิ่งที่เป็นวัตถุ

๘.อาตมันของพระเจ้า มิได้เป็นวัตถุและไม่มีสถานที่ ด้วยเหตุนี้ จึงไม่สามารถมองเห็นพระองค์ได้

สำนักคิดอัชอะรีย์ มีความเชื่อว่า บรรดาผู้ศรัทธา สามารถมองเห็นพระเจ้าได้ในโลกหน้า แต่ความเชื่อนี้กับมีความขัดแย้งกับโองการทั้งหลายของ

อัล กุรอาน

๙.คุณลักษณะที่ไม่มีในพระเจ้าถูกกล่าวไว้ในโองการต่างๆของอัล กุรอานและในวจนะมีจำนวนอยู่มากมาย


ภาคที่สี่

การกระทำของพระเจ้า


   บทที่ ๑

   ความดี และ ความชั่วทางสติปัญญา

   เนื้อหาโดยทั่วไป การกระทำของพระเจ้า

    หลังจากที่ได้อธิบายในคุณลักษณะทั้งหลายของพระเจ้าไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นคุณลักษณะในอาตมัน และกริยา การกระทำ

จะขออธิบายในประเด็นของการกระทำของพระเจ้า เป็นอันดับต่อไป

และก่อนที่จะมาอธิบายกันในประเด็นนี้ ก็จำเป็นที่จะต้องมากล่าวในประเด็นของการกระทำของพระเจ้า ว่ามีประเด็นหลักของการกระทำของพระองค์ ๒ ประเด็น ด้วยกัน ดังนี้

๑.ประเด็นทั่วไปของการกระทำของพระเจ้า

๒.ประเด็นที่เฉพาะกับการกระทำบางประการของพระเจ้า

ประเด็นทั่วไป รวมถึงเรื่องที่เกี่ยวกับกฏต่างๆของการกระทำของพระเจ้า โดยที่มิได้จำกัดในการกระทำประการใดประการหนึ่ง

ส่วนในประเด็นที่สอง เป็นประเด็นที่เฉพาะกับกฏของการกระทำบางประการของพระเจ้า เช่น การชี้นำ (ฮิดายะฮฺ) และการทำให้หลงทาง (ฎอลาล) ของพระองค์ เป็นต้นฯ


การกระทำของพระเจ้ามีความสัมพันธ์กับความเป็นเอกะของพระองค์ด้วยเช่นกัน ดังที่ได้อธิบายไปแล้ว ในเรื่องความเป็นเอกะในกริยา การกระทำว่า การมีความสัมพันธ์ในการกระทำของพระเจ้ากับการกระทำของสิ่งที่ถูกสร้าง ซึ่งถือว่าเป็นประเด็นทั่วไปของการกระทำของพระเจ้า และคุณลักษณะที่มีในการกระทำ เป็นประเด็นที่เฉพาะในการกระทำของพระองค์

ความดี และ ความชั่วทางสติปัญญา

    อันดับแรก จะอธิบายในความหมายของ ความดี และความชั่วในมุมมองของสติปัญญา ซึ่งถือว่า เป็นบทนำเบื้องต้นต่อการรู้จักในการกระทำของพระเจ้า และเป็นประเด็นที่สำคัญยิ่ง และเป็นประเด็นหลักของเทววิทยาอิสลาม โดยบรรดานักเทววิทยาอิสลาม ได้มีทัศนะที่แตกต่างกันในประเด็นนี้

สำนักคิดชีอะฮ์อิมามียะฮ์ และมุอฺตะซิละฮ์ มีความเชื่อในความดี และความชั่วจากสติปัญญา โดยที่พวกเขาได้กล่าวว่า สติปัญญาของมนุษย์ มีความสามารถในการตัดสินว่า อะไรคือ ความดี และอะไรคือ ความชั่ว  โดยที่ไม่ต้องขอความช่วยเหลือจากศาสนบัญญัติ ซึ่งตรงกันข้ามกับ สำนักคิดอัชอะรีย์ พวกเขาได้ยอมรับในการมีความดี และความชั่วที่มาจากศาสนบัญญัติเท่านั้น และปฏิเสธการตัดสินชี้ขาดของสติปัญญา และพวกเขาเชื่อว่า ความดี และความชั่วมาจากพระเจ้า

ก่อนที่จะอธิบายในเหตุผลของสำนักคิดทั้งสอง จะมาทำความเข้าใจในความหมายของ ความดี และความชั่วในภาษากัน


การให้นิยามของความดี และความชั่วในด้านภาษา มีความหมายที่ชัดเจนโดยที่ไม่ต้องการอธิบายใดๆ

ส่วนการให้นิยามของความดีและความชั่วทางวิชาการนั้น ก็สามารถให้คำนิยามได้ด้วย ๔ ความหมาย ดังนี้

๑.บางครั้ง ความดี  หมายถึง ความสมบูรณ์ของการกระทำของมนุษย์ ส่วนความชั่ว หมายถึง ความไม่สมบูรณ์ของการกระทำเหล่านั้น ดังนั้น คำนิยามนี้ รวมถึงการกระทำที่มีการเลือกสรร และสิ่งที่มิใช่เป็นการกระทำ (คุณลักษณะ) อยู่ด้วย เช่น ความรู้ ถือว่า เป็นความดี และการเรียนรู้ ก็ถือว่าเป็นความดี และความโง่เขลา ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดี และการไม่เรียนรู้ ถือว่า เป็นสิ่งที่ไม่ดี เพราะว่า ความรู้ และการศึกษาหาความรู้ เป็นความสมบูรณ์หนึ่งของมนุษย์ ในขณะที่ความโง่เขลา และการไม่ศึกษาหาความรู้ เป็นความไม่สมบูรณ์ของเขา และเช่นเดียวกัน คุณลักษณะทั้งหลาย ดั่งเช่น ความกล้าหาญและความฉลาด เป็นคุณลักษณะที่ดี และคุณลักษณะเช่น ความกลัวและความตระหนี่ เป็นคุณลักษณะที่ไม่ดี ดังนั้น มาตรฐานของการให้ความหมายของ ความดีและความชั่ว อยู่ที่ ความสมบูรณ์และความไม่สมบูรณ์ของมนุษย์

๒.ในบางครั้ง ความดีและความชั่วมีความหมายว่า  ความดี หมายถึง ความเหมาะสมในการงานของมนุษย์ และความชั่ว หมายถึง ความไม่เหมาะสมในการงานเหล่านั้น ดังนั้น การงานที่ดี คือ การงานที่มนุษย์ได้

กระทำแล้วรู้สึกว่า เหมาะสมกับเขาและเขามีความภาคภูมิใจ ส่วนการกระทำที่ไม่ดี คือ การกระทำที่ไม่เหมาะสมกับเขา และรู้สึกรังเกียจที่จะกระทำการงานนั้น


 ตัวอย่างเช่น เสียงที่ไพเราะ และการได้ยินเสียงนั้น เป็นการงานที่ดี และสถานที่สกปรกและการเยี่ยมชมสถานที่นั้น เป็นการงานที่ไม่ดี จากคำนิยามนี้ ก็ได้รวมทั้งการกระทำและคุณลักษณะทั้งหลายด้วยเช่นเดียวกัน

๓.คำนิยามที่สามของ ความดีและความชั่ว ก็คือ ความดี หมายถึง การได้รับผลประโยชน์ของการกระทำหนึ่ง ส่วนความชั่ว หมายถึง การได้รับผลกระทบของการกระทำเหล่านั้น และในบางครั้ง ผลประโยชน์และผลกระทบของการกระทำ เป็นการกระทำส่วนบุคคล และบางครั้ง เป็นการกระทำส่วนรวม  เช่น การได้รับรางวัลชนะเลิศของบุคคลหนึ่งในการแข่งขัน เป็นการกระทำที่ดี  ซึ่งเขาได้รับผลประโยชน์จากการเข้าร่วมแข่งขัน แต่ในทางกลับกัน การได้รับรางวัลนั้น มีผู้ที่ไม่ได้รับผลประโยชน์ และการมีความยุติธรรมในสังคม เป็นการกระทำที่ดี ซึ่งมีผลประโยชน์ให้แก่ส่วนรวม เช่น การรับประทานยาที่ขม เพื่อที่จะรักษาโรค เป็นการกระทำที่ดีและมีประโยชน์

๔.คำนิยามสุดท้ายของ ความดีและความชั่ว ก็คือ ความดี หมายถึง การกระทำที่ดีต่อมนุษย์ ส่วนความชั่ว หมายถึง การกระทำที่ไม่ดีต่อเขา ดังนั้น การกระทำที่สติปัญญาบอกว่า เป็นการกระทำที่ดี จะต้องทำการปฏิบัติ และยกย่องและให้เกียรติกับผู้ที่กระทำในการกระทำนั้น และในทางตรงกันข้าม การกระทำที่สติปัญญากล่าวว่า เป็นการกระทำที่ไม่ดี ก็ไม่สมควรที่จะปฏิบัติและผู้ที่กระทำการกระทำนั้น จะต้องถูกกล่าวหา

เพราะฉะนั้น พื้นฐานของความดีและความชั่ว ในประโยคที่กล่าวว่า ความยุติธรรม คือ ความดี และความอยุติธรรม คือ ความชั่ว ก็คือ สติปัญญาได้ยืนยันว่า ความยุติธรรม เป็นการกระทำที่ดีที่ต้องปฏิบัติและผู้ที่กระทำในการกระทำนี้  จะต้องได้รับเกียรติและถูกยกย่อง ส่วนความอยุติธรรม เป็นการกระทำที่ไม่ดีและไม่สมควรที่จะปฏิบัติ


 และผู้ที่กระทำการกระทำนั้น เขาจะถูกว่าและถูกรังเกียจ

ความหมายของสติปัญญา ณ ที่นี้ ก็คือ สติปัญญาในการกระทำ มิใช่สติปัญญาในความหมายทางวิชาการ

และจากการให้คำนิยามทั้งสี่ของ ความดีและความชั่วนั้น ทำให้เห็นได้ว่า มีความแตกต่างในคำนิยามทั้งหลาย กล่าวคือ ความหมายที่สี่ ซึ่งถูกใช้เฉพาะกับการกระทำเท่านั้น และไม่รวมถึงคุณลักษณะของการ

กระทำ

ส่วนอีกสามคำนิยามนั้น ได้ถูกนำมาใช้เฉพาะกับมนุษย์เท่านั้น  แต่ในนิยามที่สี่ ได้รวมเอาทั้งมนุษย์และสรรพสิ่งทั้งหลาย อีกทั้งยังได้รวมถึงการกระทำของพระเจ้าด้วย

   ความแตกต่างระหว่างอัดลียะฮ์กับอัชอะรีย์ในความดี และความชั่วทางสติปัญญา

    หลังจากที่อธิบายความหมายของความดีและความชั่ว และเป็นที่กระจ่างชัดไปแล้ว ประเด็นของความดีและความชั่ว ที่เป็นปัญหาระหว่าง อัดลียะฮ์และอัชอะรีย์นั้น มีทัศนะที่แตกต่างกันอย่างไร?

จากการสังเกตุในคำนิยามทั้งสี่ของ ความดีและความชั่ว และคุณสมบัติของแต่ละคำนิยาม จะเห็นได้ว่า ความแตกต่างอยู่ในนิยามที่สี่ เพราะทั้งสามนิยามนั้นไม่มีความแตกต่างกันในหมู่นักเทววิทยาอิสลาม กล่าวคือ ตัวของมนุษย์เองมีทั้งความสมบูรณ์และความไม่สมบูรณ์อยู่ด้วยกัน และมีสิ่งต่างๆที่เหมาะสมกับเขา และไม่เหมาะสมกับเขา


  ดังนั้น ประเด็นหลักที่เกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์ คือ ประเด็นที่สติปัญญาสามารถแยกแยะความดีและความชั่วได้โดยไม่ต้องใช้คำสอนของศาสนาเข้ามาช่วย  ดั่งเช่น การกระทำหนึ่งที่ผู้กระทำขึ้นมา และเป็นการกระทำที่ดีและควรยกย่อง และการกระทำหนึ่งที่ผู้กระทำต้องถูกลงโทษ เพราะว่า เป็นการกระทำที่ไม่ดี 

คำตอบของอัดลียะฮ์ ก็คือ สติปัญญาสามารถแยกแยะสิ่งที่เป็นความดี และสิ่งที่เป็นความชั่วออกจากกันได้ ในทางตรงกันข้ามกับทัศนะที่กล่าวว่า สติปัญญาไม่มีความสามารถที่จะตัดสินเช่นนี้ได้  ด้วยเหตุนี้ จึงสรุปได้ว่า ทัศนะของความเชื่อในความดีและความชั่วทางสติปัญญา คือ สติปัญญาของมนุษย์สามารถแยกแยะและตัดสินในการกระทำที่ดีและที่ไม่ดีได้ โดยไม่ต้องใช้หลักของศาสนาเข้ามาช่วย หมายถึง รู้ว่า การกระทำใดเป็นการกระทำที่ดี และการกระทำใด เป็นการกระทำที่ไม่ดี ส่วนการกระทำที่ไม่ดีนั้น มิได้เกิดขึ้นมาจากพระเจ้า เมื่อได้มีความเข้าใจในประเด็นที่แตกต่างกันแล้ว จะมาตรวจสอบในเหตุผลของทั้งสองฝ่ายเป็นอันดับต่อไป 

เหตุผลที่ใช้ในการพิสูจน์ความดี และความชั่วทางสติปัญญา

   บรรดาผู้ที่ยืนยันในการมีอยู่ของความดีและความชั่วทางสติปัญญา มีเหตุผลมากมายในการพิสูจน์ความเชื่อของพวกเขา ซึ่งบางเหตุผลมีความลึกซึ้ง และยากที่จะมีความเข้าใจได้ ด้วยเหตุนี้ จะขอนำมากล่าวสักเพียงเหตุผลเดียว ดังนี้


มนุษย์ทุกคนยอมรับว่า บางส่วนของการกระทำเป็นสิ่งที่ดี และบางส่วนเป็นการกระทำที่ไม่ดี เช่น ความยุติธรรม เป็นสิ่งที่ดี และความอยุติธรรม เป็นสิ่งที่ไม่ดี ,ความซื่อสัตย์เป็นการกระทำที่ดี และการโกหก เป็นการกระทำที่ไม่ดี ดังนั้นสิ่งเหล่านี้มนุษย์สามารถแยกแยะเองได้โดยที่ไม่ต้องใช้หลักศาสนาของมาช่วย

ด้วยเหตุนี้ การจำแนกความดีและความชั่วมิได้ขึ้นอยู่กับหลักคำสอนของศาสนาเท่านั้น แต่สติปัญญาของมนุษย์ก็สามารถจำแนกเองได้  และเช่นเดียวกัน ถ้าหากว่า เราบอกกับบุคคลหนึ่งที่ไม่มีความศรัทธาในศาสนาว่า จงเลือกระหว่างความสัตย์จริงกับการโกหก แน่นอนที่สุด เขาก็ต้องเลือกความสัตย์จริง  เพราะสติปัญญาของเขาบอกว่า ความสัตย์จริง คือ ความดี และการโกหก ก็คือ ความชั่ว

   เหตุผลของสำนักคิดอัชอะรีย์ในการปฏิเสธความดีและความชั่วทางสติปัญญา

   สำนักคิดอัชอะรีย์มีเหตุผลของพวกเขาในการปฏิเสธความเชื่อว่ามีความดีและความชั่วทางสติปัญญา  ซึ่งจะขอนำมากล่าวสัก ๒ เหตุผล ด้วยกัน ดังนี้

๑.หากว่า ความดีและความชั่วทางสติปัญญามีจริง และสามารถจำแนกการกระทำที่ดีและไม่ดีได้ โดยเป็นอิสระเสรี ดังนั้น ก็จะไม่เกิดความแตกต่างระหว่างประโยคตรรกทั้งหลาย เช่น ประโยคที่ไม่ตรงกัน เช่น ประโยคที่กล่าวว่า สีขาวและสีดำไม่มีในสิ่งเดียวกัน และประโยคที่กล่าวว่า การพูดจริง เป็น การกระทำที่ดี


ก็ไม่มีความแตกต่างในทัศนะของสติปัญญา แต่ในความเป็นจริง ความกระจ่างชัดและขอบเขตของการกระทำนี้ มีความแตกต่างอย่างแท้จริง

สำหรับคำตอบของเหตุผลนี้ ก็คือ จะกล่าวได้ว่า แม้ในทัศนะของนักวิชาการที่ยอมรับ ในการมีอยู่ของความดีและความชั่วทางสติปัญญา กล่าวว่า ประโยคตรรกทั้งหลาย เช่น ประโยคที่กล่าวว่า การพูดจริง เป็นการกระทำที่ดี คือ ประโยคตรรกที่กระจ่างชัด และทุกประโยคที่กระจ่างชัด มีระดับขั้นที่ไม่เหมือนกัน  เช่น ประโยคตรรกขั้นแรก มีความกระจ่างชัดกว่า ประโยคตรรกฟิฏรีย์และประโยคตรรกอื่น ดังนั้น ประโยคใดก็ตามที่มีความกระจ่างชัดน้อยกว่า เป็นประโยคตรรกขั้นแรก คือ ประโยคที่ไม่ตรงกัน มิใช่เหตุผลที่จะกล่าวว่า ประโยคนั้นไม่ได้มีความกระจ่างชัด หรือประโยคที่สติปัญญาไม่ยอมรับ

๒.หากว่ามี ความดีและความชั่วทางสติปัญญา ในความเป็นจริง จะกล่าวไม่ได้เลยว่า การกระทำที่ดี บางครั้งเป็นการกระทำที่ไม่ดี และการกระทำที่ไม่ดี บางครั้งเป็นการกระทำที่ดี เช่น การพูดเท็จ เป็นการกระทำที่ไม่ดี แต่ในยามที่ต้องการช่วยบรรดาศาสดาให้หลุดพ้นจากภยันตราย กับเป็นการกระทำที่ดี และเฉกเช่นเดียวกัน การพูดความจริง เป็นการกระทำที่ดี แต่เป็นสาเหตุที่ทำให้บรรดาศาสดาต้องพินาศ ก็กลายเป็นการกระทำที่ไม่ดี

สำหรับคำตอบ ก็คือ การพูดความจริงและการพูดเท็จ เป็นการกระทำที่ดีและไม่ดี แต่เมื่อได้เปรียบเทียบกับการช่วยเหลือตัวแทนของพระเจ้า การพูดเท็จเป็นการกระทำที่ไม่ดีน้อยกว่าการปล่อยให้บรรดาศาสดาต้องได้รับภยันตราย ดังนั้นสติปัญญาบอกว่า ให้ละทิ้งการกระทำที่ไม่ดีน้อยกว่า และการพูดความจริงก็เช่นเดียวกัน


   ผลที่ได้รับของการมีความเชื่อในความดีและความชั่วทางสติปัญญา

   ได้กล่าวแล้วว่า บรรดานักเทววิทยาอิสลามในสำนักคิดอิมามียะฮ์และ

มุอฺตะซิละฮ์ได้ยอมรับในการมีอยู่ของความดีและความชั่วทางสติปัญญา แต่สำนักคิดอัชอะรีย์กลับปฏิเสธความเชื่อนี้

การมีความเชื่อนี้ มีผลสะท้อนกับเทววิทยาอิสลาม ซึ่งเป็นบรรทัดฐานของการพิสูจน์ในหลักการทั้งหลายของเทววิทยาอิสลาม เช่น ประเด็นของความจำเป็นในการรู้จักพระเจ้า , การพิสูจน์หลักความยุติธรรม และการมีวิทยปัญญา , หลักของความโปรดปราน ,การกระทำที่ต้องปฏิบัติ (ตักลีฟ) เป็นการกระทำที่ดี ,กฏของกุบฮุ ตักลีฟ บิมาลายุฏอก (กฏที่กล่าวถึง การกระทำที่ไม่ดีที่ไม่มีอำนาจในการกระทำ) ,กฏของกุบฮุ อิกอบ บิลา บะยาน

(กฏที่กล่าวถึง การลงโทษที่ไม่ดี ถ้าไม่มีการอธิบาย)

   ความดีและความชั่วทางสติปัญญา ในมุมมองของอัล กุรอาน

   เมื่อสังเกตในโองการทั้งหลายของอัล กุรอาน จะเห็นได้ว่า โองการเหล่านั้นได้เน้นย้ำในหลักของความดีและความชั่วทางสติปัญญา และการตัดสินและการจำแนกของสติปัญญาในการแยกแยะการกระทำที่ดี และการกระทำที่ไม่ดีออกจากกัน


ดังโองการต่อไปนี้

แท้จริงอัลลอฮ์ทรงใช้ให้รักษาความยุติธรรมและทำดีและการบริจาคแก่ญาติใกล้ชิดและให้ละเว้นจากการทำลามกและการชั่วช้า และการอธรรม พระองค์ทรงตักเตือนพวกเจ้าเพื่อพวกเจ้าจักได้รำลึก” (บทอันนะห์ลฺ โองการ ๙๐ )

จะใช้พวกเขาให้กระทำในสิ่งที่ชอบและห้ามพวกเขามืให้กระทำในสิ่งที่ไม่ชอบ”

 (บทอัลอะอ์รอฟ โองการ ๑๕๗ )

 “จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ว่า แท้จริงสิ่งที่พระเจ้าของฉันทรงห้ามนั้น คือบรรดาสิ่งที่ชั่วช้าน่ารังเกียจ ทั้งเป็นสิ่งที่เปิดเผยจากมันและสิ่งที่ไม่เปิดเผย และสิ่งที่เป็นบาป และการข่มเหงรังแกโดยไม่เป็นธรรม และการที่พวกเจ้าให้เป็นภาคแก่อัลลอฮ์ซึ่งสิ่งที่พระองค์มิได้ทรงประทานหลักฐานใด ๆ ลงมาแก่สิ่งนั้น และการที่พวกเจ้ากล่าวให้ภัยแก่อัลลอฮ์ในสิ่งที่พวกเจ้าไม่รู้ (บทอัลอะอ์รอฟ โองการ ๓๓ )

จากโองการทั้งหลายที่กล่าวมาข้างต้น บ่งบอกถึง การกระทำบางอย่างในทัศนะของมนุษย์ เป็นการกระทำที่ดี เช่น การมีความยุติธรรมและการทำความดี และการกระทำบางส่วนเป็นการกระทำที่ไม่ดี เช่น การทำบาป และการทำความชั่ว และการมีความอธรรม ดังนั้นมนุษย์รู้จักในการกระทำที่ดีและไม่ดี เป็นอย่างดี โดยที่พระเจ้าไม่ต้องกำหนดให้กับพวกเขา

จะกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า มนุษย์นั้นรู้ว่า การกระทำอันใด คือ การกระทำที่ดี  และการกระทำใด คือ การกระทำที่ไม่ดี หลังจากนั้น พระเจ้าก็ทรงสั่งให้มนุษย์ปฏิบัติในความดีและห้ามปรามความชั่ว


นอกเหนือจากโองการเหล่านี้ ยังมีอีกหลายโองการที่ พระเจ้าทรงกำหนดให้มนุษย์ใช้สติปัญญาของเขาในการตัดสินในความดีและความชั่ว

ดั่งโองการเหล่านี้

จะมีการตอบแทนความดีอันใดเล่านอกจากความดี” (บทอัรเราะห์มาน โองการ ๖๐)

 “ จะให้เราปฏิบัติต่อบรรดาผู้ศรัทธาและกระทำความดีทั้งหลาย เช่นบรรดาผู้บ่อนทำลายในแผ่นดินกระนั้นหรือ ? หรือว่าจะให้เราปฏิบัติต่อบรรดาผู้ยำเกรง เช่นบรรดาคนชั่วกระนั้นหรือ?”

(บทศ็อด โองการ ๒๘ )

   ศัพท์วิชาการท้ายบท

ความดีและความชั่วทางสติปัญญา ฮุซน์ วะ กุบฮ์ อักลีย์

   สรุปสาระสำคัญ

๑.ประเด็นทางเทววิทยาอิสลามที่เกี่ยวกับ เรื่องของการกระทำของพระเจ้า แบ่งออกเป็น  สอง ประเด็นหลัก ดังนี้

๑.ประเด็นโดยทั่วไปของการกระทำของพระเจ้า

๒.ประเด็นที่เฉพาะกับการกระทำบางประการของพระเจ้า

บางส่วนของประเด็นทั่วไปของการกระทำ อยู่ในประเด็นของ คุณลักษณะในการกระทำของพระเจ้า และในประเด็นของความเป็นเอกะในการกระทำของพระเจ้า


๒.หลักของความดีและความชั่วทางสติปัญญา เป็นบรรทัดฐานของหลักการอื่นๆของเทววิทยาอิสลาม เช่น หลักความยุติธรรมและความเป็นวิทยปัญญา ประเด็นของญับร์และอิคติยาร (การบังคับและการมีอิสระในการกระทำ)

ด้วยเหตุนี้ บรรดานักเทววิทยาอิสลาม ถือเอาประเด็นของหลักของความดีและความชั่วทางสติปัญญา เป็นบทนำเบื้องต้น ในการอธิบายประเด็นของการกระทำของพระเจ้า

๓.ความหมายของความดีและความชั่ว  เป็นความหมายที่เป็นที่รู้จักกันดี

ด้วยเหตุนี้ การให้คำนิยามของความดีและความชั่วตามทัศนะต่างๆมีหลายความหมาย

คือ บางครั้ง มาตรฐานของความดีและความชั่วอยู่ที่ ความสมบูรณ์และไม่สมบูรณ์ของการกระทำ หรืออยู่ที่ ความเหมาะสมและไม่เหมาะสมของการกระทำเหล่านั้น  และบางครั้ง รวมถึงผลประโยชน์และผลเสียของสิ่งทั้งหลายและการกระทำต่างๆ

แต่ประเด็นของความดีและความชั่วทางสติปัญญา ที่เป็นข้อวิพากษ์กัน มิใช่ คำนิยามเหล่านี้

๔.กลุ่มที่ยอมรับว่า มีความดีและความชั่วทางสติปัญญา พวกเขาเชื่อว่า สติปัญญาของมนุษย์สามารถที่จะแยกแยะและจำแนกการกระทำที่ดีและการกระทำที่ไม่ดีได้ โดยที่ไม่ต้องใช้หลักศาสนาเข้ามาช่วย และยังสามารถที่จะนำไปใช้กับพระเจ้าได้เช่นเดียวกัน


๕.บรรดานักเทววิทยาอิสลามในสำนักคิดอิมามียะฮ์และมุอฺตะซิละฮ์ ที่รู้จักกันในนามของ อัดลียะฮ์ มีความเชื่อในความดีและความชั่วทางสติปัญญา และในทางตรงกันข้าม สำนักคิดอัชอะรีย์ ไม่ยอมรับในความเชื่อนี้ โดยพวกเขากล่าวว่า ความดีและความชั่วของการกระทำทั้งหลายนั้นขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของพระเจ้าและหลักคำสอนของศาสนา โดยสติปัญญามิสามารถแยกแยะในสิ่งเหล่านี้ได้

๖.เหตุผลหนึ่งของผู้ที่ยอมรับในการมีอยู่ของความดีและความชั่วทางสติปัญญา ก็คือ มนุษย์ทุกคน นอกเหนือจาก ที่มีความเชื่อในหลักศรัทธาทางศาสนาแล้ว ยังได้ยอมรับว่า บางส่วนของการกระทำ เป็นการกระทำที่ดี เช่น ความยุติธรรม เป็นการกระทำที่ดี และบางส่วนของการกระทำ เป็นการกระทำที่ไม่ดี เช่น ความอยุติธรรม เป็นการกระทำที่ไม่ดี ดังนั้น การกระทำเหล่านี้ มนุษย์สามารถใช้สติปัญญาของเขาในการแยกแยะได้ โดยที่ไม่ต้องใช้หลักศาสนาหรือคำสอนของพระเจ้าเข้ามาช่วย

๗.หลักของความดีและความชั่วทางสติปัญญา มีผลในประเด็นเทววิทยาอิสลามมากมาย เช่น ประเด็นของหลักความยุติธรรมและวิทยปัญญาของพระเจ้า , ญับร์ และ อิคติยาร (การบังคับและการมีอิสระในการกระทำ), , หลักของความโปรดปราน ,การกระทำที่ต้องปฏิบัติ (ตักลีฟ) เป็นการกระทำที่ดี และ.....เป็นต้นฯ

๘.โองการทั้งหลายของอัล กุรอานก็ได้กล่าวเน้นย้ำในการมีอยู่ของหลักของความดีและความชั่วทางสติปัญญา


   บทที่ ๒

   วิทยปัญญาของพระเจ้า คือ เป้าหมายสูงสุดในการกระทำของพระองค์

   บทนำเบื้องต้น

    ประเด็นหนึ่งที่สำคัญใน การกระทำของพระเจ้า ก็คือ การกระทำของพระองค์มีเป้าหมายหรือไม่มีเป้าหมาย และประเด็นนี้ เป็นประเด็นที่มีความเกี่ยวข้องกับการมีวิทยปัญญาของพระเจ้า เพราะว่า ความหมายหนึ่งของ การมีวิทยปัญญา คือ ผู้กระทำการงานหนึ่งจะไม่กระทำการงานนั้น โดยที่มิได้มีประโยชน์ ดังนั้น การงานของผู้มีวิทยปัญญา จะต้องมีประโยชน์อย่างแน่นอน และเป็นสิ่งที่สติปัญญาได้ยอมรับด้วย

 ด้วยเหตุนี้ การอธิบายประเด็นดังกล่าว จึงย้อนกลับไปยัง การมีวิทยปัญญาและการไม่มีวิทยปัญญาของพระเจ้า

สำหรับคำตอบก็คือ เรื่องของการมีวิทยปัญญาของพระเจ้า มี  ๒ ทัศนะ ด้วยกัน ดังนี้

๑.ทัศนะของบรรดานักเทววิทยาอิสลามอัดลียะฮ์ (สำนักคิดอิมามียะฮ์และมุอฺตะซิละฮ์)

๒.ทัศนะของนักเทววิทยาอิสลามในสำนักคิดอัชอะรีย์

โดยบรรดานักเทววิทยาอิสลามอัดลียะฮ์ มีความเชื่อว่า การกระทำของพระเจ้ามีเป้าหมายที่สูงสุด


ส่วนพวกอัชอะรีย์ มิได้มีความเชื่อว่า การกระทำของพระเจ้ามีเป้าหมายที่สูงสุด

และก่อนที่จะอธิบายในเหตุผลของทั้งสองสำนักคิด  ก็สมควรที่จะมาทำความเข้าใจในทัศนะของอัดลียะฮ์กัน

   เป้าหมายของผู้กระทำกับการกระทำ

    จากการสังเกตุในการกระทำของมนุษย์ ซึ่งจะเห็นได้ว่า มีเป้าหมายในการกระทำของเขาและมีอิสระเสรีที่จะกระทำการกระทำอันนั้น ดังนั้น เป้าหมายในการกระทำได้เกิดขึ้นก่อนการกระทำนั้นจะเกิดขึ้น ซึ่งก็เป็นสาเหตุที่ทำให้มนุษย์ต้องกระทำการกระทำอันนั้น เพื่อที่เขาจะได้รับประโยชน์จากการกระทำนั้น  ด้วยเหตุนี้ การกระทำของมนุษย์จึงมีลักษณะอยู่ สองลักษณะด้วยกัน ก็คือ ลักษณะแรกคือ เป้าหมายของการกระทำ เพื่อที่จะขจัดความต้องการของผู้กระทำ และผู้กระทำด้วยกับการกระทำอันนั้น สามารถที่จะไปสู่ความสมบูรณ์ได้

ลักษณะที่สองคือ การมีเป้าหมายของการกระทำก่อนที่จะกระทำ ซึ่งเป็นแรงจูงใจให้กระทำในการกระทำอันนั้น

ส่วนในประเด็นนี้ การมีเป้าหมายของพระเจ้าในการกระทำของพระองค์ มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำของมนุษย์


กล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า ลักษณะทั้งสองที่ได้กล่าวผ่านมา จะไม่มีในการกระทำของพระเจ้า เหตุผลก็คือ เป้าหมายในการกระทำของพระเจ้า มิได้นำไปสู่ความสมบูรณ์ เพราะว่า พระองค์ทรงมีอยู่ที่สมบูรณ์ที่สุด และไม่มีข้อบกพร่อง แต่เป้าหมายในการกระทำของพระเจ้านั้น ย้อนกลับไปสู่สิ่งที่พระองค์สร้าง เพื่อที่จะทำให้สิ่งที่พระองค์สร้างนั้น มีความสมบูรณ์ จะกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า การมีเป้าหมายในการกระทำ มิได้เป็นสาเหตุที่จะต้องกระทำในการกระทำนั้น เพราะว่า ความรอบรู้ของพระเจ้า มิได้เป็น ความรอบรู้โดยการใช้สื่อ แต่ทว่าอาตมันของพระองค์นั้น มีความสมบูรณ์ และเพื่อต้องการที่จะทำให้สิ่งที่พระองค์สร้างนั้น มีความสมบูรณ์เช่นเดียวกัน

ด้วยเหตุนี้ การมีเป้าหมายในการกระทำของพระเจ้า คือ การกระทำของพระองค์นั้น มีประโยชน์ที่ย้อนกลับไปสู่สิ่งที่พระองค์สร้าง มิใช่ว่า การกระทำหรือไม่กระทำของพระองค์ มีผลที่เท่าเทียมกับสิ่งที่พระองค์สร้าง 

ดังนั้น การมีเป้าหมายในการกระทำของพระเจ้า คือ การมีเป้าหมายต่อการกระทำ มิใช่เป็นเป้าหมายของผู้กระทำ เพราะพระเจ้าทรงมีความสมบูรณ์ที่สุด อีกทั้งพระองค์ยังไม่มีความต้องการใดๆทั้งสิ้น

เมื่อมีความเข้าใจในทัศนะที่กล่าวว่า มีเป้าหมายในการกระทำของพระเจ้า และในทัศนะของอัดลียะฮ์แล้ว จะมาอธิบายในเหตุผลของ สองสำนักคิด เป็นอันดับต่อไป  


   เหตุผลของการมีวิทยปัญญาของพระเจ้า

   กล่าวได้ว่า การกระทำของพระเจ้า มีเป้าหมาย และมีเหตุผลต่างๆมากมาย ซึ่งจะขอนำมากล่าวสัก เหตุผลเดียว ดังนี้

การกระทำที่ไม่มีเป้าหมายเป็นการกระทำที่ไม่มีประโยชน์ และการกระทำที่ไม่มีประโยชน์ เป็นการกระทำที่สติปัญญาบอกว่า ไม่ดี และด้วยกับหลักความดีและความชั่วทางสติปัญญา ได้ยืนยันว่า พระเจ้าไม่กระทำในสิ่งที่ไม่ดี จึงเป็นไปไม่ได้ที่ในการกระทำของพระองค์ เป็นการกระทำที่ไมมีประโยชน์ ดังนั้น การกระทำของพระเจ้า มีเป้าหมายและมีประโยชน์ที่ชัดเจน

ซึ่งจะเห็นได้ว่า เหตุผลนี้ถูกวางอยู่บนรากฐานของหลักความเชื่อในความดีและความชั่วทางสติปัญญา เพราะบรรทัดฐานของเหตุผล นั่นก็คือ สติปัญญาที่เป็นสิ่งจำแนกการกระทำที่มีเป้าหมายและการกระทำที่ไม่มีเป้าหมาย

ด้วยเหตุนี้ พระเจ้าจะไม่กระทำการงานที่ไม่มีเป้าหมายเป็นอันขาด

   เหตุผลของสำนักคิดอัชอะรีย์ในการปฏิเสธการมีเป้าหมายในการกระทำของพระเจ้า 

 

   เหตุผลที่สำนักคิดอัชอะรีย์ใช้ในการปฏิเสธการมีเป้าหมายในการกระทำของพระเจ้า มีดังนี้


ทุกๆการกระทำการงานจะต้องที่มีเป้าหมาย หมายความว่า การมีเป้าหมายนั้นดีกว่าการกระทำการงานนั้น กล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า การมีเป้าหมาย นั่นคือ การมีความสมบูรณ์ของผู้กระทำ ผลลัพท์ก็คือ ผู้กระทำการงานนั้น

เพื่อที่จะไปสู่ความสำเร็จและความสมบูรณ์ และเช่นเดียวกัน ถ้าหากว่าการกระทำของพระเจ้ามีเป้าหมาย  พระองค์ต้องการที่จะไปสู่ความสมบูรณ์ ซึ่งสิ่งนี้มีความขัดแย้งกับความเป็นพระผู้อภิบาลของพระองค์

สำหรับคำตอบที่ให้กับพวกอัชอะรีย์ ก็คือ ได้อธิบายถึง การมีเป้าหมายของการกระทำของพระเจ้า ผ่านไปแล้ว และเป็นที่กระจ่างชัดแล้ว เพราะได้กล่าวแล้วว่า การมีเป้าหมายของการกระทำของพระเจ้า ในความเป็นจริงก็คือ การมีเป้าหมายในการกระทำ มิใช่ในผู้กระทำ ดังนั้น ความผิดพลาดของพวกอัชอะรีย์ ก็คือ การเข้าใจผิดว่า เป้าหมายของการกระทำต้องกลับไปหาผู้กระทำเสมอไป

ด้วยเหตุนี้ จะกล่าวได้ว่า การกระทำของพระเจ้า มิได้เป็นการกระทำที่ไม่มีเป้าหมาย แต่ในการกระทำของพระองค์นั้น มีเป้าหมายที่ชัดเจน  ซึ่งในการกระทำเหล่านั้น มีผลต่อการไปสู่ความสมบูรณ์ของมนุษย์


   วิทยปัญญาของพระเจ้าในทัศนะของอัล กุรอาน

   ในอัล กุรอานมีโองการต่างๆมากมายที่ได้กล่าวถึง วิทยปัญญาของพระเจ้า

“พวกเจ้าคิดหรือว่า แท้จริงเราได้ให้พวกเจ้าบังเกิดมาโดยไร้ประโยชน์ และแท้จริงพวกเจ้าจะไม่กลับไปหาเรากระนั้นหรือ ?” (บทอัลมุมินูน โองการ ๑๐๕)

โองการนี้ได้กล่าวถึง การสร้างมนุษย์ ซึ่งเป็นการกระทำประการหนึ่งของพระผู้เป็นเจ้า และได้อธิบายไว้อีกว่า การกระทำนี้ มิได้เป็นการกระทำที่ไร้สาระและไม่มีประโยชน์ แต่ทว่ามีเป้าหมายและมีวิทยปัญญาที่ชัดเจน และในส่วนที่สองของโองการนี้ ก็ได้แสดงให้เห็นถึง การมีเป้าหมายอันนั้นต่อการสร้างของพระเจ้า  หมายความว่า พระผู้เป็นเจ้าทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมา และให้เขาได้ใช้ประโยชน์ เพื่อไปสู่ความสมบูรณ์พูนสุข และในโลกหน้า เขาจะได้เห็นผลของการกระทำของเขาที่ได้กระทำในโลกนี้

อีกโองการหนึ่งกล่าวถึง การมีวิทยปัญญาในการสร้างชั้นฟ้าและแผ่นดินและสิ่งที่อยู่ระหว่างกลางทั้งสอง (หมายถึง การสร้างโลกนี้) ดังนี้

“และเรามิได้สร้างชั้นฟ้าทั้งหลาย และแผ่นดิน และสิ่งที่อยู่ระหว่างทั้งสองอย่าง อย่างไร้สาระ”

 (บทอัดดุคอน โองการ ที่๓๘)

บางส่วนของวจนะก็ได้กล่าวไว้เช่นกันถึง การมีวิทยปัญญาในการกระทำของพระเจ้า และการไม่เป็นสิ่งที่ไร้สาระในการกระทำของพระองค์ และเป้าหมายในการกระทำนั้นย้อนไปหามนุษย์และสิ่งถูกสร้างอื่นๆ


 ดั่งเช่น

วจนะจากท่านอิมามริฎอ (ขอความสันติพึงมีแด่ท่าน) ได้กล่าวว่า

“หากมีผู้ใดถามว่า เป็นอนุญาตหรือไม่ที่จะให้บ่าวของพระองค์กระทำการงานหนึ่งโดยที่ไม่มีสาเหตุ?”

ท่านอิมามกล่าวว่า

“จงตอบกับเขาว่า ไม่เป็นที่อนุญาต เพราะพระองค์ทรงไม่กระทำการงานที่ไร้สาระ”

(บิฮารุลอันวาร เล่ม ๖ หน้า๕๘)

วจนะจากท่านอิมามซอดิก ได้รายงานว่า มีชายคนหนึ่งถามท่านอิมามว่า

“ทำไมพระเจ้าต้องเป็นบ่าวของพระองค์ด้วย?”

ท่านอิมามตอบว่า

“แท้จริงอัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงส่งและมีเกียรติยิ่ง มิได้สร้างสิ่งใดอย่างไร้สาระ และมิได้ทอดทิ้งเขาให้เดียวดาย แต่พระองค์ได้ทรงสร้างสิ่งเหล่านั้น เพื่อแสดงให้เห็นถึงพลังอำนาจของพระองค์ และให้เขาปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระองค์ โดยเขามีความหวังในความกรุณาของพระองค์  และพระองค์มิได้สร้างพวกเขามา เพื่อจะได้รับประโยชน์มาสู่พระองค์ แต่พระองค์ทรงสร้างเพื่อให้พวกเขาได้รับประโยชน์จากพระองค์”

 (บิฮารุลอันวาร เล่ม ๕ หน้า ๓๑๓)


   วิทยปัญญาของพระเจ้ากับความชั่วร้าย

    จะเห็นได้ว่า การกระทำทุกประการของพระเจ้านั้นมีเป้าหมายที่สูงสุดและชัดเจน ซึ่งเป้าหมายในการกระทำของพระองค์นั้นย้อนกลับไปสู่มนุษย์

กล่าวอีกนัยหนึ่ง จะเห็นได้ว่า โลกแห่งความเป็นจริง มีการกระทำหนึ่งที่เรียกกันว่า ความชั่ว

การลงโทษจากพระเจ้าหรือความเศร้าโศกจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ เช่น อุทกภัยน้ำท่วม ,พายุถล่ม,แผ่นดินไหว,การคุกคามของโรคร้าย ,อุบัติเหตุที่อันตรายต่อชีวิต ฯลฯ ทั้งหมดนั้น เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความชั่วร้ายในสังคม

ดังนั้น เมื่อได้เปรียบเทียบสิ่งเหล่านี้กับการมีวิทยปัญญาของพระเจ้า จะเห็นได้ว่า การมีวิทยปัญญาของพระองค์มีความขัดแย้งกับการมีอยู่ของสิ่งเหล่านี้ เพราะว่า เป้าหมายของการสร้างของพระเจ้า เพื่อนำประโยชน์ไปสู่มนุษย์ ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้มิได้มีประโยชน์กับมนุษย์ แต่กับมีผลกระทบต่อการดำรงชีพของเขา  และการกระทำของพระองค์จะขัดกับเป้าหมายของพระองค์ไม่ได้ เพราะว่า พระองค์คือ ผู้มีวิทยปัญญายิ่ง

สำหรับคำตอบก็คือ การลงโทษ ,ความเจ็บปวด และการเศร้าโศกเสียใจ มิได้ขัดแย้งกับการมีวิทยปัญญาของพระเจ้า  เพราะการกระทำเหล่านี้ มีผลต่อตัวของมนุษย์เอง และการมีสิ่งเหล่านี้ มิได้หมายความว่า การกระทำของพระเจ้านั้น ไร้สาระและไม่มีประโยชน์อันใด ดังนั้น การกระทำของพระองค์มิได้ขัดกับเป้าหมายของพระองค์เลย


ก่อนที่จะอธิบายในประโยชน์การมีอยู่ของความชั่ว จะขอกล่าวถึง หลักการที่สำคัญ ดังนี้

   ๑.การมีขอบเขตในความรู้ของมนุษย์

    ไม่เป็นที่สงสัยเลยว่า ความรู้ของมนุษย์ เมื่อได้เปรียบเทียบกับ ความโง่เขลาของเขา เหมือนดั่ง หยดน้ำในห้วงมหาสมุทร  มิใช่เฉพาะกับสิ่งที่อยู่ภายนอก แม้แต่สิ่งที่อยู่ในตัวของมนุษย์เองก็มีสิ่งที่ลี้ลับอยู่มากมายที่หาคำตอบไม่ได้ และสติปัญญาของเขาไปไม่ถึงด้วย

ดังนั้น บรรดานักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ หลังจากที่ได้ค้นคว้าและวิจัย พวกเขายอมรับว่า เขาไม่มีความรู้อันใดเลย อัลกุรอานได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้เช่นกัน

และพวกท่านจะไม่ได้รับความรู้ใดๆ เว้นแต่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น” (บทอัลอิสรออฺ โองการที่ ๘๕)

และด้วยกับการมีขอบเขตที่จำกัดในความรู้ของมนุษย์ ไม่สามารถกล่าวว่า รู้ถึงความลี้ลับทั้งหมดที่มีอยู่ในโลก และในการกระทำที่เรียกว่า ความชั่วร้าย ก็เช่นเดียวกัน  ด้วยเหตุนี้ จึงไม่มีความรู้ในประโยชน์ที่ซ่อนอยู่ในความชั่วร้ายที่เกิดขึ้น และการไม่รู้ในสิ่งหนึ่ง มิได้หมายความ สิ่งนั้นจะไม่มี

อัลกุรอานได้กล่าวอีกว่า

บางทีสิ่งที่เจ้ารังเกียจสิ่งนั้นจะเป็นสิ่งดีสำหรับสูเจ้าก็ได้ และบางทีสิ่งที่เจ้ารักสิ่งนั้นจะเป็นสิ่งที่เลวร้ายสำหรับเจ้าก็ตาม อัลลอฮ์นั้นทรงรอบรู้ แต่เจ้านั้นไม่รู้” (บทอัลบะกอเราะฮ์ โองการที่ ๒๑๖ )


   ๒.เป้าหมายที่สูงสุดในการสร้างมนุษย์

   อีกหลักการหนึ่ง คือ เป้าหมายที่สูงสุดในการสร้างมนุษย์ มิได้หมายถึง การใช้ชีวิตอย่างสุขสบายในโลกนี้ โดยไม่คำนึงถึงโลกหน้า แต่เป้าหมายที่แท้จริงก็คือ การไปสู่ความผาสุกและความสมบูรณ์ของมนุษย์เอง นั่นก็คือ การเคารพภักดีต่อพระเจ้า ซึ่งเป็นการแสวงหาความใกล้ชิดยังพระองค์  ในบางครั้ง การไปสู่ความสมบูรณ์ เกิดจากการถูกทดสอบต่างๆมากมาย และการได้รับความทุกข์ทรมาน

   ๓. ผลประโยชน์ส่วนรวมมาก่อนผลประโยชน์ส่วนตัว

   ในโลกแห่งวัตถุและธรรมชาตินี้ เป็นโลกที่วุ่นวาย เพราะในบางทีผลประโยชน์ส่วนตัวมาก่อนผลประโยชน์ส่วนรวม  ดังนั้น สติปัญญาบอกว่า ในกรณีเช่นนี้ ผลประโยชน์ส่วนรวมต้องมาก่อน  และนี่คือ ความหมายของการงานที่มีวิทยปัญญา และในเรื่องความชั่วร้ายที่เกิดขึ้น เมื่อเราสังเกตให้รอบคอบและมองหลายด้าน เนื่องด้วยผลประโยชน์ต่อส่วนรวม จึงมีเป้าหมายที่ชัดเจน ดั่งในประเด็นของหลักความยุติธรรม (บทต่อไป) กล่าวว่า การดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรมของพระเจ้า ได้ทำให้ผลประโยชน์ส่วนตัวหมดไป และผลประโยชน์ส่วนรวมเข้ามาแทน


   ๔.บทบาทของมนุษย์ที่มีต่อการเกิดขึ้นของความชั่วร้าย

    ประเด็นหนึ่งที่สำคัญคือ การกระทำของมนุษย์มีผลต่อการเกิดขึ้นของความชั่วร้าย

มนุษย์เป็นสิ่งมีอยู่ที่มีอิสระในการกระทำ บางครั้งเขา เป็นผู้ที่ทำให้ความชั่วเกิดขึ้น แต่เขากับไม่รู้ว่า ตนเอง เป็นผู้กระทำ และเขาได้อ้างว่า การกระทำเหล่านั้น เป็นความไม่ยุติธรรมของพระเจ้า

อัลกุรอานได้กล่าวถึงเรื่องนี้ ในโองการต่างๆมากมาย

การบ่อนทำลาย ได้เกิดขึ้นทั้งทางบกและทางน้ำ เนื่องจากสิ่งที่มือของมนุษย์ได้ขวนขวายไว้ เพื่อที่พระองค์จะให้พวกเขาลิ้มรสบางส่วนที่พวกเขาประกอบไว้ โดยที่หวังจะให้พวกเขากลับเนื้อกลับตัว” (บทอัรรูม โองการ ๔๑)

และเคราะห์กรรมอันใดที่ประสบแก่พวกเจ้า ก็เนื่องด้วยน้ำมือของพวกเจ้าได้ขวนขวายได้ และพระองค์ทรงอภัย (ความผิดให้) มากต่อมากแล้ว” (บทอัชชูรอ โองการ ๓๐)

จะอย่างไรก็ตาม เป้าหมายในการสร้างมนุษย์ ในขณะที่มนุษย์ เป็นสิ่งถูกสร้าง(มัคลูก) ที่มีความเป็นอิสระเสรี และด้วยกับกฏของเหตุและผล จะเห็นได้ว่า การกระทำบางอย่างของเขา เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความเลวร้าย และการลงโทษจากพระเจ้า

จากหลักการที่กล่าวไปข้างต้นนั้น จะขอกล่าวถึงประโยชน์ของความชั่วร้ายทั้งหลาย ที่มีผลต่อการดำรงชีพของมนุษย์และในสังคม  เพื่อที่จะเห็นว่า การเกิดขึ้นของความชั่วร้าย มิได้ขัดแย้งกับการมีวิทยปัญญาของพระเจ้า และก่อนที่จะกล่าวถึงผลประโยชน์ทั้งหลาย


สิ่งที่ควรจดจำก็คือ

๑.มนุษย์นั้นไม่รู้ถึงผลประโยชน์ที่แท้จริงของความชั่วร้ายทั้งหลาย หรือปรัชญาของความเลวร้าย แต่เขารู้ว่า ยังมีปรัชญาที่แฝงเร้นในความเลวร้ายเหล่านั้น

๒.จากความเลวร้ายหนึ่งที่เกิดขึ้น ไม่อาจกล่าวถึง ผลประโยชน์ของมันได้ทั้งหมด เพราะว่าการมีความรู้ของมนุษย์นั้น มีขอบเขตจำกัด

   ปรัชญาการเกิดขึ้นของความชั่วร้าย

   ๑.การพัฒนาทางด้านจิตวิญญาณ

    การสร้างมนุษย์ และการมีอยู่ของโลกแห่งธรรมชาติ  มีการเบ่งบานและเติบโตด้วยกับการประสบในเหตุการณ์ที่เลวร้าย ดั่งเช่น ร่างกายของนักกีฬา ต้องการ การฝึกฝนและออกกำลังอย่างสม่ำเสมอ เพื่อที่จะได้มีการเติบโตและการก้าวหน้า  และเช่นเดียวกัน มนุษย์เอง ก็ต้องการ การเจริญเติบโตทั้งทางร่างกายและจิตวิญญาณ ซึ่งสิ่งที่ทำให้ร่างกายและจิตใจของมนุษย์พัฒนาการ คือ การประสบกับความเลวร้าย

อัล กุรอานได้กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า

“ฉะนั้นแท้จริงหลังจากความยากลำบากก็จะมีความง่าย”

  “แท้จริงหลังจากความยากลำบากก็จะมีความง่าย”

(บทอัลอินชิรอฮ์ โองการ ๕-๖ )


   ๒.การทดสอบจากพระเจ้า

   การทดสอบจากพระเจ้า เป็นการกระทำหนึ่งของพระองค์  ดังนั้น พระองค์ทรงทดสอบมนุษย์ในการดำเนินชีวิตของเขา  ต่างๆนานา บางครั้งเขาได้รับความสะดวกสบาย บางครั้งได้รับความยากลำบาก ทุกข์ทรมานมากมาย

อัลกุรอานได้กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า

“ทุกชีวิตย่อมลิ้มรสแห่งความตาย และเราจะทดสอบพวกเจ้าด้วยกับความชั่วและความดี และพวกเจ้าจะต้องกลับไปหาเราอย่างแน่นอน” (บทอันอัมบิยาอ์ โองการ ๓๕)

คำว่า ความชั่วและความดี ในโองการนี้ มีความหมายที่กว้าง และรวมถึง ความโศกเศร้า,ความเจ็บปวด,ความทุกข์ทรมาน,ความยากจนขัดสน และยังรวมถึง การได้รับชัยชนะ,ประสบผลสำเร็จ , ความร่ำรวย และความสุขสบาย ดังนั้น อัลกุรอานได้อธิบายว่า สิ่งเหล่านั้น เป็นการทดสอบของพระเจ้า นอกเหนือจากนี้ ยังการพัฒนาการทางด้านร่างกายและจิตวิญญาณ เพื่อทำให้เขาจะได้รับรู้ความเป็นจริงของสิ่งต่างๆที่มีอยู่

ยังมีโองการทั้งหลายอีกมาก ได้กล่าวเน้นย้ำถึง การทดสอบของพระเจ้า จากการอดทนและทุกข์ทรมานและเศร้าโศกเสียใจต่างๆนานา ดั่งในโองการต่อไปนี้

“และแน่นอน เราจะทดสอบสูเจ้าโดยการให้สูเจ้าอยู่ในความกลัวและความหิวโหย และโดยการให้สูญเสียทรัพย์สิน ชีวิตและพืชผล และจงแจ้งข่าวดีแก่บรรดาผู้ที่มีความอดทน”

 (บทอัลบะกอเราะฮ์ โองการที่ ๑๕๕ )


ประโยคที่กล่าวว่า จงแจ้งข่าวดีแก่บรรดาผู้ที่มีความอดทน แสดงให้เห็นถึง ผลตอบแทนและรางวัลของผู้ที่กระทำความดี คือ ผู้ทีผ่านจากการทดสอบต่างๆของพระเจ้า

และอีกโองการหนึ่งก็กล่าวเช่นกันว่า

“แต่ครั้นเมื่อพระองค์ทรงทดสอบเขาทรงให้การครองชีพของเขาเป็นที่คับแคบแก่เขา เขาก็จะกล่าวว่า พระเจ้าของฉันทรงเหยียดหยามฉัน” (บทอัลฟัจร์ โองการที่ ๑๖ )

ด้วยเหตุนี้ ผลตอบแทนของพระเจ้า มิได้มีกับบ่าวของพระองค์ทุกคน แต่ทว่า กลุ่มชนหนึ่ง รู้สึกถึงความอ่อนแอจากการทดสอบของพระองค์ จนกระทั่งเขาได้กล่าวเหยียดหยามพระองค์

   ๓.เป็นคติเตือนใจและเป็นการปลุกให้ตื่นขึ้นจากการหลับใหล

    หนึ่งในผลประโยชน์ที่สำคัญของการทดสอบ และความเศร้าโศกของมนุษย์ คือ การตื่นขึ้นจากการนอนหลับจากการที่เขาหลงใหลในความสุขสบายของโลกแห่งวัตถุ และเขาได้สำนึกว่ามีหน้าที่อันยิ่งใหญ่ที่จะต้องรับผิดชอบต่อพระผู้เป็นเจ้า และหน้าที่นั้นจะทำให้เขากลับไปสู่แสงสว่างแห่งสัจธรรม และความผาสุกอย่างแท้จริงได้

โองการทั้งหลายของอัล กุรอานได้กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า

และเรามิได้ส่งนบี(ศาสทูต)คนใดไปในเมืองหนึ่งเมืองใด นอกจากเราได้ลงโทษชาวเมืองนั้น ด้วยความแร้นแค้น และการเจ็บป่วยเพื่อว่าพวกเขาจะได้นอบน้อม” (อัลอะอฺรอฟ โองการที่ ๙๔)


 “ และแน่นอน เราจะให้พวกเขาได้ลิ้มรสการลงโทษอันใกล้ (ในโลกนี้) ก่อนการลงโทษอันยิ่งใหญ่ (ในปรโลก) เพื่อว่าพวกเขาจะกลับมาสำนึกผิด” (บทอัซซัจดะฮ์ โองการที่ ๒๑)

และเช่นกัน การลงโทษวงศ์วานของฟาโรห์ ด้วยการประสบกับความแห้งแล้งและความขาดแคลน เพื่อเป็นการเตือนสติให้กับพวกเขาได้สำนึก ในโองการต่อไปนี้

และแน่นอนเราได้ลงโทษวงศ์วานของฟิรอาวน์ด้วยความแห้งแล้ง และขาดแคลนผลไม้ต่างๆ เพื่อว่าพวกเขาจะได้สำนึก” (บทอัลอะอฺรอฟ โองการที่ ๑๓๐)

ส่วนมากของมนุษย์ เมื่อประสบกับการทดสอบและการลงโทษจากพระเจ้า จะแสดงปฏิกิริยาตอบโต้ที่ไม่เหมาะสม และแทนที่จะสำนึกในการลงโทษนั้น เขากับทำเป็นไม่สนใจ อีกทั้งยังเป็นผู้ที่ฝ่าฝืน ดั่งโองการนี้ได้กล่าวว่า

“และโดยแน่แท้เราได้ทดสอบพวกเขาด้วยการลงโทษ แต่พวกเขาก็หาได้นอบน้อมต่อพระเจ้าของพวกเขาไม่ และพวกเขาก็ไม่ยอมถ่อมตน” (บทอัลมุอฺมินูน โองการที่ ๗๖)

   ๔.การไม่รู้คุณค่าในปัจจัยยังชีพของพระเจ้า

    และอีกผลประโยชน์หนึ่งของ การทดสอบของพระเจ้า ,ความทุกข์ทรมาน และความโศกเศร้า ก็คือ ให้มนุษย์รู้ถึง คุณค่าของปัจจัยยังชีพที่พระองค์ทรงประทานลงมา  ดั่งคำกล่าวที่ว่า ไม่เห็นคุณค่าของคน เมื่อไม่เห็นความเศร้าโศก


อัลกุรอาน ก็เช่นเดียวกัน ได้สั่งให้มนุษย์รู้สำนึกในปัจจัยยังชีพของพระเจ้า ในยามคับขัน

“และจงรำลึกถึงปัจจัยยังชีพของอัลลอฮ์ที่มีแด่พวกเจ้า ในขณะที่พวกเจ้าเป็นศัตรูกัน แล้วพระองค์ได้ทรงให้สนิทสนมกันระหว่างหัวใจของพวกเจ้า แล้วพวกเจ้าก็กลายเป็นพี่น้องกันด้วย ความเมตตาของพระองค์”

(บทอาลิอิมรอน โองการ ๑๐๓)

   ปรัชญาการทดสอบ ในทัศนะของวจนะ

   วจนะของอิสลามได้กล่าวถึง ผลประโยชน์ของความชั่วร้ายว่า มีอยู่มากมาย เช่น

วจนะของท่านอิมาม อะลี ผู้นำแห่งศรัทธาชน (ขอความสันติพึงมีแด่ท่าน) ได้กล่าวว่า

“จงรู้ไว้เถิดว่า แท้จริงกิ่งไม้ที่ปลูกในท้องทะเลทรายนั้น มีความแห้งแล้งกว่ากิ่งไม้ที่มีน้ำหล่อเลี้ยงอยู่สม่ำเสมอ”

(นะฮ์ญุลบะลาเฆาะฮ์ จดหมายที่ ๔๕ )


และยังมีวจนะอีกมากมายที่กล่าวถึง บางส่วนของความชั่วร้าย คือ บททดสอบของพระเจ้า

ท่านอิมาม อะลี ยังได้กล่าวอีกว่า

“แต่ทว่า อัลลอฮ์ทรงทดสอบบ่าวของพระองค์ โดยการลงโทษอย่างรุนแรง และเชิญชวนให้ทำการเคารพภักดีต่อพระองค์ ด้วยกับความยากลำบาก และการทดสอบต่างๆมากมาย”

(นะฮ์ญุลบะลาเฆาะฮ์ บทเทศนาที่ ๑๙๒ )

และกล่าวอีกว่า

“แท้จริง อัลลอฮ์ทรงทดสอบมวลบ่าวของพระองค์ ในเวลาที่ได้กระทำการกระทำที่ไม่ดี ด้วยกับการไม่ทรงประทานปัจจัยยังชีพให้แด่พวกเขา และได้ปิดกั้นคลังแห่งความดีทั้งหลาย เพื่อที่จะทำให้เขารู้สำนึกและทำการขออภัยโทษจากพระองค์”

(นะฮ์ญุลบะลาเฆาะฮ์ บทเทศนาที่ ๑๔๓ )

และวจนะหนึ่งจากท่านอิมามซอดิก (ขอความสันติพึงมีแด่ท่าน) ได้กล่าวว่า

“แท้จริงความเลวร้ายทั้งหลายเหล่านั้น แม้ว่า จะประสบกับคนดีและคนไม่ดีก็ตาม ดังนั้น แท้จริงอัลลอฮ์ทรงทำให้สิ่งเหล่านั้น เป็นการเปลี่ยนแปลงของทั้งสองพวก คือ ผู้ที่ประกอบคุณงามความดี สิ่งที่เขาได้รับจากการทดสอบ นั้นก็คือ การรู้จักสำนึกในปัจจัยยังชีพของพระผู้อภิบาลของเขา และเขาได้ทำการขอบคุณ อีกทั้งยังให้เขามีความอดทน”

(บิฮารุลอันวาร เล่มที่ ๓ หน้าที่ ๑๓๙ )


   สรุปสาระสำคัญ

๑.ความหมายหนึ่งของการมีวิทยปัญญาของพระเจ้า (ฮิกมะฮ์) คือ การมีจุดมุ่งหมายและเป้าหมายในการกระทำของพระองค์ และพระองค์ทรงปราศจากการงานที่ไร้สาระและไม่มีประโยชน์

๒.บรรดานักเทววิทยาสำนักคิดอิมามียะฮ์และมุอฺตะซิละฮฺ เรียกกันว่า อัดลียะฮ์ มีความเชื่อว่า การกระทำของพระเจ้า มีจุดมุ่งหมายและเป้าหมาย ส่วนบรรดานักเทววิทยาสำนักคิดอัชอะรีย์ มีความเชื่อว่า การกระทำของพระองค์ไม่มีจุดมุ่งหมายและเป้าหมาย

๓.ความหมายของการมีจุดมุ่งหมายในการกระทำของพระเจ้า มิได้หมายความว่า การเกิดขึ้นของการกระทำ เพื่อไปสู่ความสมบูรณ์ของพระองค์ แต่ทว่า จุดมุ่งหมายของการกระทำ ย้อนกลับไปหามัคลูก(สิ่งถูกสร้าง)ของพระองค์

กล่าวอีกนัยหนึ่ง จุดมุ่งหมายในการกระทำของพระเจ้า คือ จุดมุ่งหมายของการกระทำ มิใช่จุดมุ่งหมายของผู้กระทำ

๔.การมีวิทยปัญญาของพระเจ้า มีความหมายว่า การกระทำของพระเจ้า มีจุดมุ่งหมายและเป้าหมาย ด้วยกับเหตุผลจากหลักความดีและความชั่วทางสติปัญญา ได้บอกว่า การกระทำที่ไม่มีสาระ เป็นการกระทำที่ไม่ดี และพระเจ้าไม่กระทำการงานที่ไม่ดี ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ ที่การกระทำของพระเจ้า เป็นการกระทำที่ไร้สาระ และไม่มีจุดมุ่งหมาย

๕.สาเหตุที่แท้จริงของสำนักคิดอัชอะรียฺที่มีความขัดแย้งกับการมีจุดหมายในการกระทำของพระเจ้า คือ พวกเขาคิดว่า จุดหมายของการกระทำ มีผลต่อผู้กระทำเท่านั้น


คำตอบที่ถูกต้อง ก็คือ จุดหมายในการกระทำของพระเจ้า ย้อนกลับไปสู่มัคลูก(สิ่งถูกสร้าง)ของพระองค์  มิใช่ไปสู่ความสมบูรณ์ในอาตมันของพระองค์

๖.มองคร่าวๆ จะเห็นได้ว่า การมีอยู่ของความชั่วร้ายและการทดสอบและการลงโทษจากพระเจ้านั้น มีความขัดแย้งกับการมีจุดหมายในการกระทำและการมีวิทยปัญญาของพระองค์  แต่เมื่อใช้สติปัญญาคิดอย่างรอบคอบ จะเห็นได้ว่า ความรู้ที่มีขอบเขตของมนุษย์ ,ความผาสุกอย่างแท้จริงของเขา ,ผลประโยชน์ของส่วนรวมต้องมาก่อนส่วนตัว และการมีบทบาทของมนุษย์ในการเกิดขึ้นของความชั่วร้าย การมองเพียงผิวเผินนั้นไม่ถูกต้อง

๗.หนึ่งในปรัชญาที่ซ่อนอยู่ในการเกิดขึ้นของ ความชั่วร้าย ก็คือ ความอดทนในปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น ส่วนมากของความรู้ที่อยู่ภายใน จะเปิดออกก็ต่อเมื่อ มนุษย์ประสบกับปัญหาทั้งหลาย

๘.จุดประสงค์หนึ่งของการมีความชั่ว คือ การทดสอบจากพระเจ้า ด้วยวิธีการนี้ ทำให้จิตวิญญาณและร่างกายของมนุษย์พัฒนาการไปอีกระดับหนึ่งได้  และจะได้ผลตอบแทนจากพระองค์

๙.ส่วนมากของการมีความชั่ว จะเป็นคติเตือนใจและเป็นการปลุกให้ตื่นจากการหลับไหล เพราะบางครั้งด้วยกับการมีอยู่อย่างมากมายของปัจจัยยังชีพ ทำให้เขาหลงไหลในโลกแห่งวัตถุ และหลงลืมจุดมุ่งหมายที่แท้จริงของเขา ในสภาพนี้ การทดสอบจากพระเจ้า จะเป็นการเตือนสติให้กับเขา เป็นอย่างดี

๑๐.ส่วนมากของผู้ที่มีความสุขสบาย จะไม่รู้จักในคุณค่าของปัจจัยยังชีพที่พระเจ้าได้ประทานให้กับเขา และในสภาพเช่นนี้ การเกิดความยากลำบาก จะเป็นสิ่งที่ทำให้เขารู้ในคุณค่าของสิ่งเหล่านั้น 


  บทที่ ๓

   ความยุติธรรมของพระเจ้า (อัดล์ อิลาฮียฺ)

   บทนำเบื้องต้น

    ประเด็นที่สำคัญในหลักศรัทธาและเทววิทยา คือ เรื่องหลักความยุติธรรมของพระเจ้า ซึ่งก็เหมือนกับในเรื่องของความเป็นเอกานุภาพ (เตาฮีด) ที่บ่งบอกว่า เป็นคุณลักษณะหนึ่งของพระเจ้า แต่ด้วยกับการให้ความสำคัญเป็นอย่างมากในเรื่องนี้ จึงขอกล่าวถึงเรื่องความยุติธรรมของพระเจ้า ซึ่งเป็นหนึ่งในหลักศรัทธาของศาสนาอิสลาม ที่อยู่ควบคู่กับความเป็นศาสนทูตของบรรดาศาสดาทั้งหลาย(นะบูวะฮ์) และกับเรื่องของวันแห่งการตัดสิน(มะอาด)

ไม่เป็นที่สงสัยเลยว่า การให้ความสำคัญในเรื่องความยุติธรรมของพระเจ้านั้น มีเหตุผลหลายอย่างด้วยกัน ซึ่งจะขอกล่าวเพียง สองสาเหตุ ดังนี้

๑.การยอมรับและการไม่ยอมรับในความยุติธรรมของพระเจ้า เป็นสาเหตุหนึ่งซึ่งมีผลกระทบในการรู้จักพระเจ้า ดังนั้นหลักการนี้ มีความสัมพันธ์กับระบอบของธรรมชาติและการกำหนดกฏเกณฑ์ต่างๆในโลกนี้ ซึ่งมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกทรรศน์ของมนุษย์ นอกเหนือจากนี้ ความยุติธรรมของพระเจ้า ยังเป็นหนึ่งในพื้นฐานที่สำคัญในการพิสูจน์ถึงวันแห่งการตัดสิน(มะอาด)ดังนั้นในเรื่องของความยุติธรรมของพระเจ้า ไม่ใช่ในมุมมองทางทฤษฎีเพียงอย่างเดียว


 แต่การมีความเชื่อในความยุติธรรมของพระเจ้า มีผลในด้านการปฏิบัติและการอบรมสั่งสอน การไม่ยอมรับในความอยุติธรรมและการกดขี่ข่มเหง

๒.เรื่องของความยุติธรรมของพระเจ้า  เป็นเรื่องที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก ซึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้ว่า เป็นเรื่องที่มีการถกเถียงในหมู่นักวิชาการ และนักเทววิทยา โดยบรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์ทั้งหลายได้เน้นย้ำในความยุติธรรมของพระเจ้า จนกระทั่งมีคำกล่าวไว้ว่า “ความเป็นเอกภาพ(เตาฮีด)และความยุติธรรมของพระเจ้า(อัดล์)เป็นความเชื่อของท่านอะลีและผู้ที่ปฏิบัติตามท่านและในทางตรงกันข้ามในผู้ที่ปฏิบัติตามบะนีอุมัยยะฮ์ มีความเชื่อในการตัชบิฮ์(การเชื่อว่าพระเจ้าเหมือนกับมนุษย์)และการเชื่อในการที่มนุษย์ถูกบังคับจากพระเจ้าในการกระทำการใดการหนึ่ง”

บรรดานักเทววิทยาสำนักคิด อิมามียะฮ์และมุอฺตะซิละฮ์ เรียกกันว่า อัดลียะฮ์(ผู้ที่มีความเชื่อในความยุติธรรมของพระเจ้า) และในทางตรงกันข้ามสำนักคิดอัชอะรีย์ ได้ปฏิเสธความยุติธรรมของพระเจ้าในความหมายนี้ และพวกเขากล่าวว่า ความหมายของความยุติธรรม คือ พระเจ้ามีความสามารถที่จะนำผู้ที่ศรัทธาไปสู่ไฟนรก และนำพาผู้ที่ปฏิเสธพระองค์และผู้ที่ตั้งภาคีไปสู่สรวงสวรรค์ได้ นี่คือ ความหมายของการมีความยุติธรรมของพระเจ้า ในทัศนะของสำนักคิดอัชอะรีย์


   ความสัมพันธ์ระหว่างวิทยปัญญากับความยุติธรรม

    ในบทเรื่องของวิทยปัญญาของพระเจ้า ได้พูดถึงในความหมายหนึ่งของวิทยปํญญา คือ การไม่กระทำในสิ่งที่ไม่ดี สิ่งที่ชั่วร้าย และจากความหมายนี้ได้ครอบคลุมในความยุติธรรมด้วย ดังนั้นการมีความยุติธรรม เป็นการกระทำที่ดี ส่วนความไม่ยุติธรรม เป็นการกระทำที่ไม่ดีเลย ด้วยเหตุนี้เอง คุณลักษณะของความยุติธรรม จึงถูกนับได้ว่าเป็นหนึ่งในความหมายของคุณลักษณะวิทยปัญญา

   ความยุติธรรมตั้งอยู่บนพื้นฐานของความดีและความชั่วทางสติปัญญา

    หลักความดีและความชั่วทางสติปัญญา เป็นพื้นฐานที่สำคัญของหลักของความยุติธรรม และได้กล่าวไปแล้วว่า หลักความดีและความชั่วทางสติปัญญา เป็นหลักการที่ทำให้มนุษย์มีอิสระทางความคิดที่จะแยกแยะถึงสิ่งที่ดีและไม่ดีและบอกถึง การกระทำใด คือ ความดี และการกระทำใด คือ ความชั่ว และยังบอกได้ว่า แก่นแท้ของการกระทำใดเป็นความดี และการกระทำใดเป็นความชั่ว ดังนั้น ความยุติธรรมจึงเป็นแก่นแท้ของความดี และการกดขี่ข่มเหงเป็นแก่นแท้ของความชั่ว และสติปัญญาของมนุษย์ได้บอกว่า ความยุติธรรมเป็นความดีของผู้กระทำที่ได้กระทำในสิ่งที่ดี และการกดขี่ข่มเหงเป็นความชั่วของผู้กระทำสิ่งที่ไม่ดี ส่วนการมีความยุติธรรมของพระเจ้า หมายถึง ด้วยกับวิทยปัญญาของพระองค์ บอกว่า พระองค์ไม่ทรงกระทำการงานที่ไม่ดี ดังนั้น สติปัญญาได้บอกว่า การกระทำทั้งหมดของพระเจ้า คือ การมีความยุติธรรม


   ความหมายของความยุติธรรม (อัดล์)

 ณ ที่นี้ จะมาอธิบายกันใน ความหมายของคำว่า อัดล์ มีความหมายว่าอะไร?

และจะเห็นได้ว่า คำว่า อัดล์ มีหลายความหมายด้วยกัน ซึ่งมีดังนี้

๑.คำว่า อัดล์ (ความยุติธรรม) หมายถึง การรักษาความเสมอภาคและความเท่าเทียมกัน กล่าวคือ บางครั้ง ความยุติธรรม ถูกนำมาใช้ในความหมายของ การรักษาความเสมอภาคและความเท่าเทียมในความสัมพันธ์ของบุคคลหนึ่งบุคคลใด ที่ไม่เกิดความแตกต่างกับบุคคลอื่นและสิ่งอื่นๆ ดังนั้น ความหมายนี้ จะถูกต้องก็คือ ในกรณีที่สิ่งต่างๆจะไม่มีความแตกต่างกันจริงๆ และในกรณีที่มีความแตกต่างกัน การรักษาความเท่าเทียมกัน ถือว่า ไม่ถูกต้อง เช่น คุณครูที่ต้องการรักษาความเสมอภาคและความเท่าเทียมกัน ได้ให้คะแนนสอบของเด็กนักเรียนในชั้นเรียนเท่ากัน ดังนั้น การกระทำนี้ไม่เรียกว่า มีความยุติธรรม เพราะว่า ความเป็นจริง การสอบของเด็กนักเรียนนั้นมีความแตกต่างกัน

๒.การรักษาไว้ซึ่งสิทธิของผู้อื่น บางครั้ง ความยุติธรรม หมายถึง การรักษาสิทธิของผู้อื่นโดยการให้สิทธิกับผู้ที่มีเขาสิทธิ ซึ่งตรงกันข้ามกับการกดขี่ข่มเหง หมายถึง การละเมิดในสิทธิของผู้อื่น

๓.การวางของสิ่งหนึ่งสิ่งใดในที่ๆของมันหรือการกระทำสิ่งใดก็ตามให้อยู่ในที่เหมาะสมของมัน ดังนั้น บางครั้ง ความหมายของ ความยุติธรรม คือ การวางของสิ่งหนึ่งในที่ๆของมัน 


ความหมายนี้ ดั่งคำกล่าวของ ท่านอิมามอะลี (ขอสันติพึงมีแด่ท่าน) ที่กล่าวไว้ว่า

“ความยุติธรรม หมายถึง การวางของทุกๆสิ่งในที่ๆของสิ่งนั้นๆ” (นะฮ์ญุลบะลาเฆาะ ฮิกมะฮ์ ๔๓๗)

ความหมายของ คำกล่าวนี้ คือ โลกแห่งการสร้างสรรค์และการกำหนดบทบัญญัติของพระเจ้า  ทุกสรรพสิ่ง มีสถานที่ในการมีอยู่ของสิ่งเหล่านั้น  ดังนั้น การมีความยุติธรรม คือ การทำให้สิ่งนั้นๆไปอยู่ในสถานที่ๆเหมาะสมกับสิ่งนั้น  และความหมายนี้ มีความหมายที่กว้างกว่า สองความหมายข้างต้น และความหมายของ การมีความยุติธรรมของพระเจ้า คือ การวางสิ่งหนึ่งในสถานที่เหมาะสมโดยการให้สิทธิกับสิ่งนั้น

   ประเภทของความยุติธรรมของพระเจ้า

   ความยุติธรรมของพระเจ้า ถูกแบ่งออกเป็น ๓ ประเภท ด้วยกัน มีดังนี้

๑.อัดล์ ตักวีนีย์(ความยุติธรรมในการสร้างสรรค์) หมายถึง พระเจ้าทรงประทานปัจจัยยังชีพและสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหลายให้กับสิ่งหนึ่งในที่ๆเหมาะสมและเป็นสิทธิของสิ่งนั้น จะกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ พระผู้เป็นเจ้า ผู้ทรงสูงส่ง ทรงประทานสิ่งอำนวยความสะดวก ให้กับมัคลูก(มนุษย์และสิ่งอื่น)ของพระองค์อย่างเหมาะสมในความเพียรพยายามของสิ่งนั้น

๒.อัดล์ ตัชรีอีย์(ความยุติธรรมในการกำหนดกฏเกณฑ์) หมายถึง พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นผู้กำหนดหน้าที่ต่างๆและกฏเกณฑ์ทั้งหลายให้กับมนุษย์ เพื่อที่จะนำเขาไปสู่ความสมบูรณ์และความผาสุก


 กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ มนุษย์จะไม่ปฏิบัติในสิ่งที่เขาไม่มีความสามารถ ดังนั้น นี่คือ ความหมายของ ความยุติธรรมในความหมายนี้ ที่ถูกใช้กับพระเจ้า

๓.อัดล์ ญะซาอีย์(ความยุติธรรมในการตอบแทน) หมายถึง พระเจ้าทรงให้รางวัลและลงโทษบ่าวของพระองค์ ที่เหมาะสมกับการกระทำของเขา ในสิ่งที่ดีและสิ่งที่ไม่ดี ดังนั้น พระองค์ทรงให้รางวัลที่ดีกับผู้ที่กระทำความดี และทรงให้การลงโทษกับผู้ที่กระทำความชั่ว และเช่นเดียวกัน พระองค์ไม่ทรงลงโทษในสิ่งที่มนุษย์มิถูกสั่งให้กระทำ นี่คือ ความหมายของ การมีความยุติธรรมในการตอบแทน  และบางส่วนของรางวัลที่มนุษย์ จะได้รับนั้น จะได้รับในโลกนี้ และบางส่วนในโลกหน้า 

ด้วยเหตุนี้ ความหมายนี้ จึงย้อนกลับไปสู่ความหมายแรก นั่นคือ ความยุติธรรมในการสร้างของพระเจ้า

   เหตุผลทางสติปัญญาในการพิสูจน์ความยุติธรรมของพระเจ้า

    ตามที่ได้กล่าวไปแล้วว่า พื้นฐานทางสติปัญญาของการมีความยุติธรรม คือ หลักความดีและความชั่วทางสติปัญญา และได้อธิบายแล้วถึง ความสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องระหว่างทั้งสองหลักการ

สรุปได้ว่า เหตุผลทางสติปัญญาในการพิสูจน์การมีความยุติธรรมของพระเจ้า คือ ทัศนะของสติปัญญาได้บอกว่า ความยุติธรรม เป็นการกระทำที่ดี และการกดขี่ข่มเหง เป็นการกระทำที่ไม่ดี และพระเจ้า ด้วยกับวิทยปัญญาของพระองค์ ไม่ทรงกระทำการงานที่สติปัญญาบอกว่า เป็นการกระทำที่ไม่ดี


กล่าวคือ พระองค์ทรงบริสุทธิ์จากสิ่งที่ไม่ดีทั้งหลาย ดังนั้น พระองค์มิทรงกระทำการกดขี่ และการกระทำของพระองค์ทั้งหมด มีความยุติธรรม

และยังเหตุผลอื่นๆที่ใช้พิสูจน์การมีความยุติธรรมของพระเจ้า ซึ่งเหตุผลทั้งหมดที่ใช้นั้น ถ้าหากว่า ไม่มีหลักการความดีและความชั่ว ถือว่า เหตุผลนั้น ไม่สมบูรณ์ เช่น

สมมุติว่า ถ้าพระเจ้ากระทำการกดขี่ คาดว่า มี  สาม ปัจจัย คือ

๑.การกระทำนี้ เกิดขึ้นจาก ความโง่เขลา

๒.การกระทำนี้ เกิดขึ้นจาก ความต้องการ

๓.การกระทำนี้ เกิดขึ้นจาก วิทยปัญญา

การคาดคะเนทั้งสอง ถือว่า ไม่ถูกต้อง เพราะพระองค์ทรงเป็น วาญิบุลวุญูด(สิ่งจำเป็นที่ต้องมีอยู่) และพระองค์ทรงมีความรู้ที่ไม่มีที่สิ้นสุด ด้วยเหตุนี้ ความโง่เขลา จะไม่เกิดขึ้นและความต้องการก็ไม่มีในพระองค์ด้วย และการคาดคะเนที่สาม ก็ถือว่า ไม่ถูกต้อง เช่นกัน เพราะการมีวิทยปัญญา หมายถึง การละทิ้งการกระทำที่ไม่ดีและน่ารังเกียจ ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่พระเจ้าจะกระทำการกดขี่

ด้วยเหตุนี้ การคาดคะเนทั้งหมดที่เกิดขึ้น ถือว่า ไม่ถูกต้อง ฉะนั้น การกระทำทั้งหมดของพระเจ้า เป็นการกระทำที่มีความยุติธรรม

   ความยุติธรรมของพระเจ้าในอัล กุรอาน

    ในอัล กุรอาน มืได้ใช้คำว่า อัดล์(ความยุติธรรม) และคำที่มีความหมายคล้ายคลึงกัน  แต่ได้อธิบายถึง การไม่มีความกดขี่ของพระเจ้าแทน ตัวอย่างเช่น


“แท้จริงอัลลอฮ์นั้นจะไม่ทรงอธรรมแก่มนุษย์แต่อย่างใด แต่ว่ามนุษย์ต่างหากที่อธรรมต่อตัวของพวกเขาเอง”

 (บทยูนุส โองการที่ ๔๔)

 “และพระผู้เป็นเจ้าของเจ้ามิทรงอธรรมต่อผู้ใดเลย” (บทอัลกะฮ์ฟ โองการที่ ๔๙)

 “และอัลลอฮ์นั้นไม่ทรงประสงค์ซึ่งการอธรรมใด ๆ แก่ประชาชาติทั้งหลาย”

(บทอาลิอิมรอน โองการที่ ๑๐๘)

ความหมายของ คำว่า อาละมีน หมายถึง โลกทั้งหลาย มีทั้ง โลกของมนุษย์ ,ญิน และโลกของมวลเทวทูต และยังหมายถึง โลกทั้งหมดหรือสากลจักรวาล จะอย่างไรก็ตาม โองการนี้กล่าวถึง การมีความยุติธรรมของพระเจ้า ที่มีความหมายกว้างกว่า ซึ่งรวมถึง โลกทั้งหลาย

และบางโองการกล่าวถึง การมีความยุติธรรมในการสร้างสรรค์ของพระเจ้า

“ อัลลอฮ์ทรงยืนยันว่า แท้จริงไม่มีผู้ที่ควรได้รับการเคารพสักการะใด ๆ นอกจากพระองค์เท่านั้น และมลาอิกะฮ์ และผู้มีความรู้ในฐานะดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรมนั้น” (บทอาลิอิมรอน โองการที่ ๑๘)

และบางโองการกล่าวถึง การมีความยุติธรรมในการกำหนดกฏเกณฑ์ของพระเจ้า

“และเรามิได้บังคับผู้ใด เว้นแต่ความสามารถของเขา และ ณ ที่เรานั้นมีบันทึก ที่บันทึกแต่ความจริง โดยที่พวกเขาจะไม่ถูกอยุติธรรม” (บทอัลมุมินูน โองการที่ ๖๒)


 “ จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ว่า พระเจ้าของฉันได้ทรงสั่งให้มีความยุติธรรม

 (บทอัลอะอฺรอฟ โองการ ๒๙ )

เช่นเดียวกัน ในบางโองการได้ยืนยันถึง ความยุติธรรมในการตอบแทนของพระเจ้า

และเราตั้งตราชูที่เที่ยงธรรมสำหรับวันกิยามะฮ์ ดังนั้นจะไม่มีชีวิตใดถูกอธรรมแต่อย่างใดเลย”

(บทอันอัมบิยาอฺ โองการที่ ๔๗)

 “และเรามิเคยลงโทษผู้ใด จนกว่าเราจะแต่งตั้งร่อซู้ลมา” (บทอัลอิสรออฺ โองการที่ ๑๕)

ใช่ว่าอัลลอฮ์นั้นจะอธรรมแก่พวกเขาก็หาไม่ แต่ทว่าพวกเขาอธรรมแก่ตัวของพวกเขาเองต่างหาก”

(บทอัตเตาบะฮ์ โองการ ๗๐ และบทอัรรูม โองการ ๙)

โองการนี้อธิบายเกี่ยวกับ พระองค์ทรงลงโทษกลุ่มชนที่ฉ้อฉล ดังนั้น การลงโทษของพระองค์ มิใช่ว่า พระองค์ไม่มีความยุติธรรม แต่คือ ผลตอบแทนที่พวกเขาจะได้รับจากการกระทำของพวกเขา ด้วยเหตุนี้ พวกเขาได้กดขี่ตัวของพวกเขา และแน่นอนที่สุด พระองค์มิทรงกดขี่ผู้ใด นอกเหนือจากโองการจากอัล กุรอาน ยังมีวจนะของท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) และบรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์

ท่านศาสดามุฮัมมัดได้กล่าวว่า

ด้วยกับความยุติธรรม ชั้นฟ้าและแผ่นดินจึงมีอยู่ได้”

(ตัฟซีรศอฟีย์ เล่มที่ ๒ หน้าที่ ๖๒๘)


ท่านอิมามอะลี ได้ตอบคำถามชายคนหนึ่งในความหมายของ เตาฮีดและความยุติธรรม ว่า

“เตาฮีด คือ การไม่คิดว่า พระองค์เหมือนกับสิ่งสร้างของพระองค์ และความยุติธรรม คือ การไม่กล่าวในสิ่งที่พระองค์ไม่ทรงมี”

“พระเจ้าทรงบริสุทธิ์กว่าที่จะกล่าวว่า พระองค์ทรงอธรรมกับมวลบ่าวของพระองค์ และแท้จริง พระองค์ทรงไว้ซึ่งความยุติธรรม”

(นะฮ์ญุลบะลาเฆาะฮ์ สุนทรโรวาทที่ ๑๘๕)

   ข้อสงสัยในความยุติธรรมของพระเจ้า

    ในประเด็นวิทยปัญญาของพระเจ้า กลุ่มหนึ่งมีความเชื่อว่า การมีอยู่ของความยากลำบากทั้งหลาย  ,ความเจ็บปวด และการทดสอบจากภัยธรรมชาติ เป็นสิ่งที่ชั่วร้ายสำหรับมนุษย์  สิ่งเหล่านี้ไม่เข้ากันกับการมีวิทยปัญญาของพระองค์ และดังที่ๆได้อธิบายไปแล้วถึง การมีอยู่ของวิทยปัญญาที่มนุษย์เข้าไปไม่ถึง  และความเชื่อเช่นนี้ ถือว่าไม่ถูกต้อง

ณ ที่นี้ จะมาตอบข้อสงสัยทั้งหลายที่เกี่ยวกับประเด็นความยุติธรรมของพระเจ้า

ก่อนที่จะตอบคำถาม ก็จะกล่าวว่า บางทีข้อสงสัยเหล่านี้ เกี่ยวกับประเด็นของวิทยปัญญาของพระเจ้า ด้วยเหมือนกัน แต่คำตอบของข้อสงสัยดังกล่าวอยู่ในประเด็นนี้


   ความยุติธรรมของพระเจ้ากับความแตกต่างที่มีอยู่ในสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลาย

    ในบางครั้งอาจจะคิดว่า ความแตกต่างที่มีอยู่ในสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลาย จะเข้ากับความยุติธรรมของพระเจ้าได้อย่างไร  เช่น ความแตกต่างในการสร้างของพระองค์ กล่าวกันว่า เพราะเหตุใดพระเจ้าสร้าง สิ่งหนึ่งเป็นมนุษย์ และสิ่งหนึ่งเป็นสัตว์ และอีกสิ่งหนึ่งเป็น พรรณพืช  และเพราะเหตุใด สัตว์ทั้งหลายและพรรณพืช จึงไม่ถูกสร้างให้เหมือนกับมนุษย์ และบางครั้ง ความแตกต่างมีอยู่ในตัวของมนุษย์เอง เช่น เพราะเหตุใด บางคนจึงตาบอด และอีกคนตาไม่บอด แต่กับมองเห็นได้เป็นอย่างดี และทำไมบางคนมีรูปร่างที่งดงาม และบางคนมีรูปร่างที่น่ารังเกียจ และด้วยเหตุใด บางคนมีสติปัญญาเฉลียวฉลาด และบางคนไม่มีเช่นนั้น และมีคำถามในทำนองเดียวกันนี้ อีกมากมาย

คำตอบ ด้วยกับหลักการดังต่อไปนี้                    

๑.ระบบของโลกแห่งธรรมชาติ เป็นระบบที่เฉพาะ มีกฏเกณฑ์ที่มั่นคงและไม่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น  หนึ่งในกฏเกณฑ์ทั้งหลาย คือ กฏของเหตุและผล ด้วยกับหลักการนี้ ทุกสิ่งที่มีอยู่ต้องมีเหตุและผลในการเกิดขึ้นของสิ่งนั้น

๒.ระบบและกฏเกณฑ์ของโลกนี้ เป็นระบบที่คงที่ และไม่มีการเปลี่ยนแปลง หมายความว่า  ไม่สามารถจะกล่าวว่ามีโลกอยู่ แต่ระบบและกฏเกณฑ์นั้นมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งทำนองเดียวกัน จะไม่มีน้ำตาลใดที่ไม่มีความหวาน และน้ำใดที่ไม่มีความเปียกชื้น


๓.สิ่งจำเป็นของการมีระบบและกฏเกณฑ์ดังกล่าว คือ การมีความแตกต่างและความหลากหลายในสรรพสิ่งที่มีอยู่ เช่น กฏของเหตุและผล บ่งบอกถึง ผลของเหตุของสิ่งทั้งหลายนั้น มีความสมบูรณ์น้อยกว่า เหตุของสิ่งนั้น และเช่นเดียวกัน การมีความสามัคคีกันระหว่างเหตุและผล ดังนั้น เมื่อมีเหตุในการเกิดขึ้นของทารกที่ตาบอด จึงทำให้ทารกนั้นเกิดขึ้นมา มีตาที่บอด

สรุปได้ว่า การมีความแตกต่างในสรรพสิ่งที่มีอยู่เป็นสิ่งจำเป็นของระบบและกฏเกณฑ์ของโลกนี้ ซึ่งไม่มีการแยกออกจากกันได้

ด้วยเหตุนี้ เป็นที่กระจ่างชัดแล้วว่า การใช้คำว่า การแบ่งแยกในความแตกต่างในสิ่งทั้งหลายนั้น ไม่ถือว่า ถูกต้อง เพราะการแบ่งแยกมีอยู่ในที่ๆ มีสองสิ่ง ที่มีผลประโยชน์เหมือนกัน แต่อีกสิ่งหนึ่งมีความสามารถเหนือกว่า

ดังนั้น ความแตกต่างที่มีอยู่ในสรรพสิ่งทั้งหลาย จึงไม่ขัดแย้งกับความยุติธรรมของพระเจ้า เพราะพระองค์ไม่ทรงมีการกดขี่และการแบ่งแยก และพระองค์มิกระทำการงานที่ไม่ดีและไร้สาระ

   ความตายกับการสูญสลาย

    อีกข้อสงสัยหนึ่งที่เกี่ยวกับความยุติธรรมของพระเจ้า คือ เรื่องของความตาย บางคนคิดว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังความตาย เป็นการสูญสลายและการทำลาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ขัดแย้งกับความยุติธรรมของพระเจ้า

คำตอบ ประการแรก ความตายเป็นองค์ประกอบหนึ่งของโลกแห่งธรรมชาติ ที่มีความสำคัญในการดำเนินชีวิต และสิ่งที่อยู่ในโลกแห่งธรรมชาตินั้น ไม่มีความเป็นถาวร


ประการที่สอง ข้อสงสัยนี้ บ่งบอกถึง ความตาย คือ การสูญสลาย แต่ความเป็นจริง มิได้เป็นเช่นนั้น ความตายคือ การเคลื่อนย้ายจากโลกนี้ไปสู่อีกโลกหนึ่ง ซึ่งความหมายนี้มิได้มีความขัดแย้งกับความยุติธรรมของพระเจ้าแต่อย่างใด

  ความสัมพันธ์ของบาปกับการถูกลงโทษในวันแห่งการตัดสิน

    ได้อธิบายไปแล้วถึง ทั้งสองข้อสงสัย  ซึ่งเกี่ยวข้องกับ ความยุติธรรมในการสร้างสรรค์ของพระเจ้า  แต่เรื่องการลงโทษในวันแห่งการตัดสิน เกี่ยวกับความยุติธรรมในการตอบแทนของพระองค์

พื้นฐานของข้อสงสัยนี้  คือ สติปัญญาเป็นตัวกำหนดถึง ความสัมพันธ์ของความบาปกับการถูกลงโทษ ดังนั้น สำหรับผู้ที่ฝ่าฝืนกฏจราจร ไม่สมควรที่จะถูกลงโทษเหมือนผู้ที่ทำความผิดร้ายแรง

กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ในกฏหมายอิสลามได้กำหนดว่าการลงโทษในความบาปทั้งหลายนั้น มีความรุนแรงมากทีเดียว เช่น  อัล กุรอานกล่าวว่า ผู้ที่ฆ่าผู้อื่นตายโดยเจตนา เขาจะถูกลงโทษโดยการให้อยู่ในนรกตลอดกาล ด้วยเหตุนี้ การถูกลงโทษในวันแห่งการตัดสิน ไม่มีความเหมาะสมกับบ่าวและบาปที่เขากระทำ ซึ่งเหล่านี้ มีความขัดแย้งกับความยุติธรรมของพระเจ้า

คำตอบ ก็คือ มีความแตกต่างกันระหว่างการลงโทษที่มนุษย์เป็นผู้กำหนดขึ้นมากับการลงโทษของพระเจ้าในวันแห่งการตัดสิน เพราะว่า การลงโทษของมนุษย์ เป็นกฏหมายที่ถูกกำหนด ด้วยเหตุนี้ ในระบอบสิทธิมนุษยชน บางที การลงโทษมีมากมายในความผิดเดียว


 และเช่นเดียวกัน เป้าหมายของการลงโทษในโลกนี้ เพื่อเป็นข้อเตือนใจในความผิดของตนเองและเป็นอุทาหรณ์ให้แก่ครอบครัวและชนรุ่นหลังด้วย  แต่การลงโทษของพระเจ้า มิใช่การกำหนดดังกล่าว แต่เป็นผลของการกระทำที่มนุษย์ได้กระทำในโลกนี้  เช่น การดื่มยาพิษ ผลของมัน คือ การหลีกเลี่ยงจากการกระทำนั้น มิใช่ว่า การดิ่มยาพิษ มีโทษถึงตาย

บางโองการจากอัล กุรอาน กล่าวถึง ความสัมพันธ์ของการถูกลงโทษกับความบาปทั้งหลาย

และพวกเขาได้พบสิ่งที่พวกเขาได้ปฏิบัติไว้ปรากฏอยู่ต่อหน้าและพระผู้เป็นเจ้าของเจ้ามิทรงอธรรมต่อผู้ใดเลย”

(บทอัลกะฮ์ฟ โองการที่ ๔๙ )

“วันที่แต่ละชีวิตจะพบความดีที่ตนได้ประกอบไว้ถูกนำมาอยู่ต่อหน้า และความชั่วที่ตนได้ประกอบไว้ด้วย แต่ละชีวิตนั้นชอบ หากว่าระหว่างตนกับความชั่วนั้นจะมีระยะทางที่ห่างไกล และอัลลอฮ์ทรงเตือนพวกเจ้าให้ยำเกรงพระองค์ และอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีต่อปวงบ่าวทั้งหลาย” (บทอาลิอิมรอน โองการที่ ๓๐ )

ด้วยเหตุนี้ ความสัมพันธ์ของการลงโทษในวันแห่งการตัดสินกับการกระทำของมนุษย์ มืได ้เหมือนกับการลงโทษที่มนุษย์กำหนดขึ้นมาเอง เพื่อที่จะกล่าวว่า การลงโทษของพระเจ้านั้น มีความขัดแย้งกับความยุติธรรมของพระเจ้า แต่การลงโทษของพระเจ้า คือ ผลตอบแทนในการกระทำที่ไม่ดีของมนุษย์


   ความยุติธรรมของพระเจ้ากับความเจ็บปวดและความยากลำบากของมนุษย์

   การมีความเจ็บปวดและความยากลำบากทั้งหลาย ความป่วยไข้ การทดสอบจากภัยธรรมชาติและภัยทางสังคม เป็นอีกข้อสงสัยหนึ่งในความยุติธรรมของพระเจ้า ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่เข้ากันกับความยุติธรรมของพระเจ้า

สำหรับคำตอบ ก็คือ นอกเหนือจากที่ได้ตอบไปแล้วนั้น สามารถกล่าวได้ว่า ความเจ็บปวดและความยากลำบาก เกิดขึ้นจาก สองสภาพต่อไปนี้

๑.บางส่วนของความเจ็บปวด เกิดจากการกระทำของมนุษย์และผลของการกระทำบาปของเขา ซึ่งมนุษย์เป็นสิ่งถูกสร้างที่มีเจตนารมณ์เสรีในการกระทำ และบางคนเลือกที่จะปฏิบัติความชั่ว ด้วยเหตุนี้ เขาจึงได้รับการตอบแทนในการกระทำของเขา

ดังนั้น ผลของความเจ็บปวดและความยากลำบาก เกิดขึ้นมาจากการกระทำของมนุษย์เอง ซึ่งก็มิได้มีความขัดแย้งกันกับความยุติธรรมของพระเจ้า

อัล กุรอานได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ในหลายโองการ โดยกล่าวว่า ส่วนมากความยากลำบาก เกิดขึ้นจากการกระทำของมนุษย์เอง


๒.บางส่วนของความข่มขืนไม่มีความเกี่ยวข้องกับการกระทำของมนุษย์และไม่มีการลงโทษในวันแห่งการตัดสินด้วย เช่น ความเจ็บปวดของเด็กที่มิได้กระทำบาปใดเลย เขาจะไม่ถูกลงโทษจากพระเจ้า  ในเรื่องนี้ บรรดานักเทววิทยาอิสลามอิมามียะฮ์ เชื่อว่า ความยุติธรรมของพระเจ้า บ่งบอกถึง การทดแทนพวกเขาทั้งหลายด้วยความเจ็บปวดนี้ หมายความว่า พระองค์ทรงประทานรางวัลที่ดีงามให้กับเขา ไม่ว่าในโลกนี้หรือโลกหน้า เพื่อเป็นการทดแทนความเจ็บปวดที่เขาทุกข์ทรมาน  ด้วยเหตุนี้ การมีความเจ็บปวดและความยากลำบาก มิใช่สิ่งที่ขัดแย้งกับความยุติธรรมของพระเจ้า

   ศัพท์วิชาการท้ายบท

ความยุติธรรมอัดล์     :justice

ความยุติธรรมในการสร้างสรรค์อัดล์ ตักวีนีย์

ความยุติธรรมในการกำหนดบทบัญญัติอัดล์ตัชรีอีย์

ความยุติธรรมในการตอบแทนผลรางวัลและลงโทษอัดล์ ญะซาอีย์

   สรุปสาระสำคัญ

๑.ประเด็นความยุติธรรมของพระเจ้า เป็นหนึ่งในรากฐานของหลักศรัทธาอิสลาม และเป็นหนึ่งในหลักศรัทธาทั้งห้าของศาสนาหรือสำนักคิด ความเชื่อในความยุติธรรมของพระเจ้า นอกจากมีผลในโลกทรรศน์และการรู้จักพระเจ้า ยังมีผลในการอบรมสั่งสอน สำหรับมนุษย์และสังคมด้วย

๒.บรรดานักเทววิทยาอิสลามอิมามียะฮ์และมุอฺตะซิละฮ์ ที่รู้จักกันใน อัดลียะฮ์ มีความเชื่อในความยุติธรรมของพระเจ้า ในทางตรงกันข้าม สำนักคิดอัขอะรีย์ ไม่เชื่อในความยุติธรรมของพระเจ้า


๓.รากฐานหนึ่งของความเชื่อในความยุติธรรมของพระเจ้า คือการยอมรับในหลักความดีและความชั่วทางสติปัญญา เพราะว่า ด้วยหลักการนี้ ความยุติธรรม คือ การกระทำที่ดี ความกดขี่ คือ การกระทำที่ไม่ดีและพระเจ้ามิกระทำการกระทำที่ไม่ดี และเหตุผลของฝ่ายที่ปฏิเสธความยุติธรรมของพระองค์ ถือว่า เหตุผลดังกล่าวไม่สมบูรณ์และไม่ถูกต้อง

๔.ความยุติธรรมมีหลายความหมาย ดังนี้

(๑) การรักษาความเท่าเทียมกันและความเสมอภาค

(๒)การรักษาไว้ซึ่งสิทธิของผู้อื่นและการออกห่างจากการแบ่งแยก

และความหมายที่ถูกต้องและสมบูรณ์คือ การวางสิ่งหนึ่งในที่ๆของมัน ในสถานที่เหมาะสมกับมัน พื้นฐานของนิยามนี้ คือ ในโลกแห่งการสร้างสรรค์และกำหนดบทบัญญัติของพระเจ้า มีทุกสิ่งที่ต้องอยุ่ในที่ๆของสิ่งนั้น และความยุติธรรมก็คือ การักษาสิ่งนั้นให้อยู่ในที่ๆของสิ่งนั้น

๕.ความยุติธรรมของพระเจ้ามี สามประเภท ดังนี้

(๑) ความยุติธรรมในการสร้างสรรค์

(๒) ความยุติธรรมในการกำหนดบทบัญญัติ

(๓) ความยุติธรรมในการตอบแทนผลรางวัลและการลงโทษ

ความยุติธรรมในการสร้างสรรค์ หมายถึง พระผู้เป็นเจ้าทรงประทานปัจจัยยังชีพและสิ่งอำนวยความสะดวกที่เหมาะสมให้กับสิ่งถูกสร้างทั้งหลายของพระองค์

๖.ความหมายของความยุติธรรมในการกำหนดบทบัญญัติ มี สอง ความหมาย ดังนี้

(๑) พระเจ้าทรงกำหนดบทบัญญัติและกฏต่างๆเพื่อทำให้มนุษย์ไปสู่ความสมบูรณ์และความผาสุก

(๒) และพระองค์มิได้รับสั่งให้มนุษย์ปฏิบัติในสิ่งที่เขาไม่มีความสามารถ


๗.ความยุติธรรมในการตอบแทนผลรางวัลและการลงโทษ หมายถึง พระผู้เป็นเจ้าทรงให้รางวัลที่เหมาะสมกับการกระทำของมวลบ่าวของพระองค์ ผู้ที่กระทำความดี จะได้รับรางวัลที่ดี และผู้ที่กระทำความชั่ว จะถูกลงโทษในความผิดของเขา

๘.เหตุผลของบรรดานักเทววิทยาอิสลามที่ใช้ในการพิสูจน์ความยุติธรรมของพระเจ้า มีความเกี่ยวข้องกับหลักความดีและความชั่วทางสติปัญญา

๙.โองการทั้งหลายของอัล กุรอานได้อธิบายถึง ความยุติธรรมของพระเจ้า และวจนะทั้งหลายก็เช่นเดียวกัน

๑๐.บางกลุ่มชนมีความคิดว่า การมีความแตกต่างในสิ่งที่มีอยู่ทั้งหลาย มีความขัดแย้งกับความยุติธรรมของพระเจ้า  สำหรับคำตอบก็คือ ความแตกต่างเป็นองค์ประกอบหนึ่งของโลกแห่งธรรมชาติ ที่ไม่มีวันแยกออกจากกันได้ และเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีความแตกต่างในโลกใบนี้

๑๑.ความตายของมนุษย์ มิได้หมายถึง การไม่มีและการสูญสลาย แต่มีความหมายว่า คือ การเคลื่อนย้ายจากโลกนี้ไปสู่อีกโลกหนึ่ง ซึ่งมิได้มีความขัดแย้งกับความยุติธรรมของพระเจ้า

๑๒.การลงโทษในวันแห่งการตัดสิน คือ ผลของการกระทำของมนุษย์ และมิใช่การลงโทษที่เหมือนกับการลงโทษของมนุษย์ที่เขากำหนดกฏและระเบียบขึ้นมาเอง และไม่มีความเหมาะสมกับความผิดของผู้ที่ฝ่าฝืนสักเท่าไร

๑๓.ความยุติธรรมของพระเจ้า บ่งบอกว่า ความเจ็บปวดและความยากลำบากที่ผู้มิได้กระทำความผิดต้องทนทุกข์ทรมาน เขาจะได้รับการทดแทนจากพระองค์


บทที่ ๔

   การกำหนดกฏสภาวะและจุดหมายปลายทางของมนุษย์ (กอฎออฺและกอดัร)

 บทนำเบื้องต้น

  เรื่องการกำหนดกฏสภาวะและจุดหมายปลายทาง (กอฎออฺและกอดัร) เป็นประเด็นที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากในเทววิทยาอิสลาม และที่รู้จักกันในประเด็นนี้ ก็คือ เรื่องของชะตาชีวิตหรือชะตากรรม ซึ่งมีความสัมพันธ์กับมนุษย์และการดำเนินชีวิตของเขาโดยตรง และมิใช่ประเด็นทีเกี่ยวกับการใช้สติปัญญาของบรรดานักปรัชญาและนักเทววิทยาอิสลามเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้ เรื่องของชะตากรรม จึงเป็นเรื่องที่ความสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ และในสังคมของมนุษย์ จนกระทั่ง บรรดานักกวีและนักประพันธ์ได้เรียบเรียงเรื่องราวที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้มากมาย และในทัศนะของนักปราชญ์และผู้ที่มีศรัทธาต่อพระเจ้า มีความเห็นว่า ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความรู้และความประสงค์ของพระองค์  ส่วนความเห็นของผู้ที่ไม่เชื่อในพระเจ้า กล่าวว่า ชะตากรรม เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจากเหตุผลของวัตถุและธรรมชาติ

ด้วยเหตุนี้ จะเห็นได้ว่า เรื่องของกอฎออฺและกอดัร จึงเป็นหลักศรัทธาหนึ่งของอิสลาม และได้มีหนังสือและตำรามากมายที่เขียนเกี่ยวกับประเด็นนี้ และก็ไม่มีความแตกต่างอันใดเหลืออยู่ และจะขออธิบายถึงหลักการนี้ในมุมมองของสำนักคิดทั้งหลายในอิสลาม เป็นลำดับต่อไป


    ความหมายของ กอฎออฺ และ กอดัร

   กอดัร ในทางภาษาหมายถึง ขนาด และจำนวนของสิ่งหนึ่ง ส่วนกอฏออ์ มีหลายความหมาย คือ การตัดสิน และภาวะที่แน่นอนตายตัว  ทั้งสองคำ มีคำที่มีความคล้ายคลึงกัน ถูกกล่าวในโองการและวจนะทั้งหลาย และจากนี้ไปจะอธิบายบางส่วนต่อไป

   ประเภทของกอฎออฺ และกอดัร

   เพื่อการเข้าใจให้กระจ่างชัดในประเด็นนี้ สามารถแบ่งประเภทของกอฎออฺและกอดัร ได้ สอง ประเภท ด้วยกัน

๑.กอฎออฺและกอดัร อิลมีย์ (การกำหนดสภาวะในความรู้)

๒.กอฎออฺและกอดัร อัยนีย์ (การกำหนดสภาวะในความเป็นจริง)

เช่นเดียวกันการแบ่งประเภทของกอฎออฺและกอดัรอีกประเภท คือ ถูกแบ่งออกเป็น สอง ประเภท ดังนี้

กอฎออฺและกอดัรโดยเฉพาะ และกอฎออฺและกอดัรโดยทั่วไป

และจะเริ่มต้นด้วยกับประเภทแรก นั่นคือ กอฎออฺและกอดัรอิลมีย์ (การกำหนดสภาวะทางความรู้) หลังจากนั้น จะอธิบายประเภทอื่น เป็นลำดับต่อไป


   กอฎออฺและกอดัรอิลมีย์ (การกำหนดกฏสภาวะในความรู้)

   ความหมายของกอดัรอิลมีย์ คือ พระผู้เป็นเจ้าทรงมีความรู้ในลักษณะ ,ขนาด และขอบเขตของสิ่งหนึ่งก่อนการสร้างของสิ่งนั้น ลักษณะของสิ่งที่มิใช่วัตถุ คือ ลักษณะที่มีอยู่ในตัวของสิ่งนั้น และลักษณะของสิ่งที่เป็นวัตถุ คือ นอกเหนือจากมีลักษณะที่เฉพาะตัวแล้ว ยังมีลักษณะความต้องการ เวลา ,สถานที่ ,มิติต่างๆ และขนาดและอื่นๆ ดังนั้น พระเจ้าทรงมีความรู้มาแต่ดั้งเดิมว่า สิ่งถูกสร้างทั้งหลายของพระองค์ มีลักษณะเป็นเช่นไร

ส่วนกอฎออฺอิลมีย์ หมายถึง พระผู้เป็นเจ้าทรงรู้ว่ามีความจำเป็นที่สิ่งหนึ่งต้องมีอยู่และเกิดขึ้น เมื่อมีปัจจัยและองค์ประกอบสมบูรณ์ หมายความว่า พระเจ้าทรงรู้มาแต่ดั้งเดิมว่า ทุกสิ่งที่มีอยู่จะเกิดขึ้นในสภาพใดและมีองค์ประกอบอะไรบ้างที่ทำให้สิ่งนั้นมีอยู่ ดังนั้น จะกล่าวได้ว่า ความรู้ที่มีมาดั้งเดิมของพระองค์ ในสิ่งที่มีอยู่ คือ กอฎออฺและกอดัรอิลมีย์ นั่นเอง

ด้วยเหตุนี้ กอฎออฺและกอดัรอิลมีย์ จึงย้อนกลับไปหายัง ความรู้ของพระเจ้า และเป็นหนึ่งในสาขาของคุณลักษณะนี้ ด้วยกับหลักการนี้ สามารถกล่าวได้ว่า พระเจ้าทรงมีความรู้ในทุกสิ่งที่มีอยู่ และรู้ว่าสิ่งนั้นมีลักษณะเป็นเช่นไรและเกิดขึ้นในสภาพใด สิ่งเหล่านี้ ที่เรียกกันว่า ชะตากรรม


กอฎออฺและกอดัร อัยนีย์ (การกำหนดสภาวะในความเป็นจริง)

   ความหมายของกอดัรอัยนีย์ คือ การกำหนดลักษณะและคุณลักษณะที่มีอยู่ในตัวของสิ่งหนึ่ง จากพระผู้เป็นเจ้า 

ส่วนความหมายของกอฎออฺอัยนีย์ คือ พระเจ้าทรงให้ความจำเป็นกับสิ่งที่มีอยู่และทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น

กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ทุกสิ่งที่มีอยู่ มี สอง สภาพ ดังนี้

สภาพแรก คือ การมีอยู่ของสิ่งหนึ่ง บนพื้นฐานของหลักเหตุและผล 

สภาพที่สอง คือ การมีลักษณะที่เฉพาะของสิ่งนั้น

ดังนั้น ทั้งสองสภาพ คือ ความหมายของกอฏออฺและกอดัรอัยนีย์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับ ความประสงค์ของพระเจ้า

การสังเกตุในความหมายของกอฎออฺและกอดัรอัยนีย์ มีหลายประเด็นที่ควรรู้ ดังนี้

๑.ความแตกต่างของกอฎออฺและกอดัรอัยนีย์กับกอฎออฺและกอดัรอิลมีย์ก็คือ กอฎออฺและกอดัรอัยนีย์ มิได้มีมาก่อนสิ่งที่มีอยู่ แต่ได้เกิดขึ้นมาพร้อมกับสิ่งเหล่านั้น

๒.กอฎออฺและกอดัรอัยนีย์ เป็นลักษณะหนึ่งในการสร้างของพระเจ้า และสามารถกล่าวว่า กอฎออฺและกอดัรนั้น ย้อนกลับไปหา คุณลักษณะการเป็นผู้สร้างของพระองค์


๓.การกำหนดของแต่ละสิ่ง มีระดับขั้นการมีอยู่ที่แตกต่างกัน ด้วยเหตุนี้ การกำหนดของสิ่งที่มิได้เป็นวัตถุ คือ การกำหนดที่มีอยู่เฉพาะตัวของสิ่งนั้น แต่การกำหนดของสิ่งที่เป็นวัตถุ คือ การกำหนดในสภาวะการมีอยู่ในเวลา ,สถานที่ และคุณลักษณะอื่นๆ เช่น ความสวยงาม ,ความสมบูรณ์ และฯลฯ

   ชะตากรรมและการเลือกสรรของมนุษย์

   หนึ่งในประเด็นที่สำคัญที่เกี่ยวกับกอฎออฺและกอดัร คือ ประเด็นที่มีความสัมพันธ์กับการเลือกสรรและการเป็นอิสระในการกระทำของมนุษย์ ซึ่งจากความหมายของกอฎออฺและกอดัรอิลมีย์ บ่งบอกว่า พระเจ้าทรงมีความรู้มาก่อนที่การกระทำทั้งหลายของมนุษย์จะเกิดขึ้น และพระองค์ทรงทราบดีว่า มีลักษณะเป็นเช่นไร และเช่นเดียวกัน กอฎออฺและกอดัรอัยนีย์ ก็บ่งบอกถึง ความประสงค์ของพระองค์ว่า แน่นอน ย่อมมีบทบาทต่อการเกิดขึ้นของการกระทำของมนุษย์  ด้วยสาเหตุนี้ บางคนก็คิดว่า กอฎออฺและกอดัรนั้นไม่เข้ากันกับการเลือกสรรของมนุษย์ และแทนที่มนุษย์จะเป็นผู้ที่แสดงบทบาท กลายเป็นผู้ชมการแสดงที่ถูกกำหนดไว้ ซึ่งเขาไม่มีอิสระในการกระทำ ดังนั้น กอฎออฺและกอดัร จึงเป็นความเชื่อของกลุ่มหนึ่งที่เชื่อว่า ทุกการกระทำของมนุษย์ เป็นการบังคับจากพระเจ้า ในขณะที่อัล กุรอานได้เน้นย้ำในการเลือกสรรของมนุษย์ และได้ตอบข้อสงสัยของพวกผู้ตั้งภาคีที่มีความเชื่อในการบังคับ และบางทีเรียกกลุ่มหนึ่งในอิสลามว่า กอดะรียะฮ์ โดยที่พวกเขากล่าวว่า ความเชื่อในกอฎออฺและกอดัรของพระเจ้า มีความขัดแย้งกับการเลือกสรรของมนุษย์


คำตอบ ที่สรุปได้ก็คือ กอฎออฺและกอดัรอิลมีย์ของพระเจ้าที่มีต่อการกระทำของมนุษย์นั้น มิได้เป็นสภาพที่ไร้ขอบเขต แต่เป็นกอฎออฺและกอดัรอิลมีย์ต่อการกระทำที่มีคุณสมบัติครบสมบูรณ์และพร้อมที่จะเกิดขึ้น และหนึ่งในคุณสมบัติก็คือ การเลือกสรร และความประสงค์ของมนุษย์ที่มีผลทำให้การกระทำนั้นเกิดขึ้น ดังนั้น พระเจ้าทรงมีความรู้มาแต่ดั้งเดิมว่า มนุษย์ได้กระทำการกระทำของตนเองด้วยการเลือกสรรของเขาเอง  และในสภาพเช่นนี้ กอฎออฺและกอดัรอิลมีย์ของพระองค์ ก็มิได้มีความขัดแย้งกับการเลือกสรรของมนุษย์เลย แต่ทว่า เป็นการเน้นย้ำอีกครั้ง และด้วยเหตุนี้ ความรู้ของพระเจ้า จึงครอบคลุมในการเกิดขึ้นการกระทำ(ผล)ของผู้กระทำ (เหตุ) ที่มีคุณสมบัติครบสมบูรณ์ และถ้าหากว่า ผู้กระทำที่ไม่มีอิสระในการกระทำ เช่น ไฟที่ทำให้ความร้อนเกิดขึ้นมานั้น ความรู้ของพระเจ้าจึงมีต่อการเกิดขึ้นในการกระทำที่ไม่มีการเลือกสรร หมายความว่า พระองค์ทรงมีความรู้มาแต่ดั้งเดิมว่า การกระทำที่ไม่มีอิสระการเลือกสรร เช่น ไฟนั้น จะทำให้เกิดความร้อนในเวลาและสถานที่ได้เฉพาะ แต่ถ้าหากว่า ผู้กระทำมีการเลือกสรร เช่น การกระทำของมนุษย์ และสิ่งที่กำหนดจาก พระเจ้า คือ การเกิดขึ้นของการกระทำที่มนุษย์เป็นผู้กระทำด้วยกับการเลือกสรรของเขา

สำหรับในเรื่องของกอฎออฺและกอดัรอัยนีย์ ก็มีคำตอบเช่นเดียวกัน ดังนั้น การเกิดขึ้นของกอฎออฺและกอดัรอัยนีย์ มิได้มีสภาพโดยตรงจากพระเจ้า แต่เป็นการเกิดขึ้นของการกระทำที่มีเหตุและผลในระบบหลักด้วยเหตุและผล และความประสงค์ของมนุษย์ เป็นหนึ่งในพื้นฐานของการกระทำที่มีความเป็นอิสระในตัวเอง


 กอฎออฺและกอดัรก็มีผลต่อการเกิดขึ้นของการกระทำนั้น ด้วยเหตุนี้ การกำหนดจากพระเจ้าและการเกิดขึ้นของการกระทำที่มีอิสระ มิได้มีความขัดแย้งกับการเป็นอิสระและการเลือกสรรของมนุษย์เลย

   กอฎออฺและกอดัรโดยทั่วไป

    สิ่งที่กล่าวไปแล้ว คือ กอฎออฺและกอดัรของพระเจ้า ที่มีต่อการเกิดขึ้นของการกระทำที่เฉพาะ และกอฎออฺและกอดัรอัยนี ยังมีความหมายกว้าง ซึ่งรวมถึงกฏเกณฑ์และหลักการต่างๆที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์และสังคม ด้วยเหตุนี้ พระผู้เป็นเจ้าทรงมีความรู้มาแต่ดั้งเดิม ในกฏเกณฑ์ต่างๆที่มีอยู่ในสังคมของมนุษย์  เช่น กฏที่ว่าด้วยหลักของเหตุและผล เป็นกฏทั่วไปที่เกี่ยวข้องกับกอฎออฺและกอดัรของพระองค์

   กอฎออฺและกอดัรของพระเจ้า ในอัล กุรอาน และวจนะ

   ดั่งที่ได้กล่าวไปแล้วว่า มีโองการทั้งหลายและวจนะมากมายกล่าวถึง กอฎออฺและกอดัรของพระเจ้า  เช่น

วจนะจากท่านอิมาม ริฎอ (ขอความสันติพึงมีแด่ท่าน) ได้กล่าวว่า

“เกาะดัร หมายถึง การกำหนดขนาดของสิ่งหนึ่งโดยพิจารณาจากการคงอยู่ และสูญสลาย ส่วนกอฏออ์ หมายถึงการเกิดที่แน่นอนของสิ่งหนึ่ง”

(อุศูล อัลกาฟีย์ เล่มที่ ๑ หน้าที่ ๑๕๘)

 “กอดัร หมายถึง การกำหนดขนาดจากด้านยาว,กว้าง และการคงอยู่ของสิ่งหนึ่ง


หลังจากนั้นกล่าวอีกว่า

“แท้จริงอัลลอฮฺทรงมีความต้องการที่จะให้สิ่งหนึ่งเกิดขึ้น พระองค์ก็ทรงประสงค์ เมื่อพระองค์ทรงประสงค์ พระองค์ก็ทรงกำหนด เมื่อพระองค์ทรงกำหนด พระองค์ก็ทำให้สื่งนั้นเกิดขึ้น เมื่อทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น พระองค์ก็อนุมัติ”

(บิฮารุลอันวาร เล่มที่ ๕ หน้าที่ ๑๒๒ )

อัล กุรอานกล่าวว่า

และมิเคยปรากฏแก่ชีวิตใดที่จะตายนอกจากด้วยอนุมัติของอัลลอฮ์เท่านั้น ทั้งนี้เป็นลิขิตที่ถูกกำหนดไว้”

(บทอาลิอิมรอน โองการที่ ๑๔๕)

“และอัลลอฮ์ทรงบังเกิดพวกเจ้ามาจากฝุ่นดิน แล้วก็มาจากเชื้ออสุจิ แล้วทรงทำให้พวกเจ้าเป็นคู่สามีภริยา และจะไม่มีหญิงใดตั้งครรภ์และนางจะไม่คลอด เว้นแต่ด้วยความรอบรู้ของพระองค์ และไม่มีผู้สูงอายุคนใดจะถูกยืดอายุออกไป และอายุของเขาก็จะไม่ถูกตัดทอน เว้นแต่อยู่ในบันทึก (ของพระองค์) แท้จริง นั่นเป็นการง่ายดายสำหรับอัลลอฮ์” (บทอัลฟาฏิร โองการที่ ๑๑ )

 “ไม่มีเคราะห์กรรมอันใดเกิดขึ้นในแผ่นดินนี้ และไม่มีแม้แต่ในตัวของพวกเจ้าเอง เว้นแต่ได้มีไว้ในบันทึกก่อนที่เราจะบังเกิดมันขึ้นมา แท้จริงนั่นมันเป็นการง่ายสำหรับอัลลอฮ์”

(บทอัลหะดีด โองการที่ ๒๒)

 “ดังนั้นพระองค์ทรงสร้างมันสำเร็จเป็นชั้นฟ้าทั้งเจ็ดในระยะเวลา ๒ วัน และทรงกำหนดในทุกชั้นฟ้าหน้าที่ของมัน”

(บทอัลฟุศศิลัต โองการที่ ๑๒ )


“พระองค์คือ ผู้ที่ทรงสร้างพวกเจ้าจากดิน แล้วทรงกำหนดวาระแห่งความตายไว้”

 (บทอัลอันอาม โองการที่ ๒)

และเมื่อพระองค์ทรงกำหนดกิจการใด พระองค์เพียงแต่ตรัสแก่มันว่า จงเป็นแล้วมันก็เป็นขึ้น”

(บทอัลบะกอเราะฮ์ โองการที่ ๑๑๗)

ผู้ทรงสร้างแล้วทรงทำให้สมบูรณ์”
“และผู้ทรงกำหนดสภาวะแล้วทรงชี้แนะทาง” ( บทอัลอะอฺลา โองการที่ ๒-๓ )

 “จากเชื้ออสุจิหยดหนึ่งพระองค์ทรงบังเกิดเขา แล้วก็กำหนดสภาวะแก่เขา

 (บทอะบะซะ โองการที่ ๑๙ )

“แท้จริงทุก ๆ สิ่งเราสร้างมันตามสัดส่วน” (บทอัลกอมัร โองการที่ ๔๙)

 “แท้จริงอัลลอฮ์จะมิทรงเปลี่ยนแปลงสภาพของชนกลุ่มใด จนกว่าพวกเขาจะเปลี่ยนแปลงสภาพของพวกเขาเอง”

(บทอัรเราะด์ โองการที่ ๑๑ )

“และจงรำลึกขณะที่พระเจ้าของพวกเจ้าได้ประกาศว่า หากพวกเจ้าขอบคุณ ข้าก็จะเพิ่มพูนให้แก่พวกเจ้า และหากพวกเจ้าเนรคุณ แท้จริงการลงโทษของข้านั้นสาหัสยิ่ง” ( บทอิบรอฮีม โองการที่ ๗ )

 “ และผู้ใดยำเกรงอัลลอฮ์ พระองค์ก็จะทรงหาทางออกให้แก่เขา”
“และจะทรงประทานปัจจัยยังชีพแก่เขาจากที่ที่เขามิได้คาดคิด (บทอัฏเฏาะลาก โองการที่ ๒-๓ )


วจนะจากท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อล) ได้กล่าวว่า“ไม่มีผู้ศรัทธาคนใดนอกจากเขาจะต้องศรัทธาใน สี่ อย่าง เขาจะต้องกล่าวปฏิญาณว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺเท่านั้น พระเจ้าองค์เดียว และไม่มีการตั้งภาคีใดต่อพระองค์ และเขากล่าวว่า ฉันเป็นศาสนทูตของพระองค์ ที่ถูกแต่งตั้งด้วยสัจธรรม และเขาต้องศรัทธาวันแห่งการตัดสิน และศรัทธาในกอฎออฺและกอดัรของพระองค์ด้วย”

(บิฮารุลอันวาร เล่มที่ ๕ วจนะที่ ๒ )

บางส่วนของวจนะของบรรดาอะฮฺลุลบัยต์ กล่าวถึง การเข้าใจที่ยากลำบากและมีความละเอียดอ่อนในเรื่องราวของกอฎออฺและกอดัร ดั่งเช่น

วจนะจากท่านอิมามอะลี (ขอความสันติพึงมีแด่ท่าน) ที่ได้กล่าวตอบกับผู้ที่ถามถึง กอฏออฺและกอดัร ว่า

ท่านอย่าเดินไปในหนทางที่มืดมน และอย่าเข้าสู่ทะเลที่มีความลึก และอย่าหมกมุ่นอยู่กับการค้นหาความเร้นลับของอัลลอฮ์”

(นะญุลบะลาเฆาะฮ์ ฮิกมะฮ์ที่ ๒๘๗ )

วจนะจากท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อล)ได้กล่าวว่า

“เวลาหนึ่งจะมาสู่ประชาชาติของฉัน พวกเขาได้กล่าวว่า การกระทำบาปของพวกเรา ขึ้นอยู่กับกอฎออฺของพระเจ้า ดังนั้น พวกเขามิใช่พวกของฉัน และฉันมิใช่พวกเขา”

(ศิรอฏ็อลมุสตะกีม อิลา มุสตะฮิกอัตตักดีม หน้าที่ ๓๒)


และอีกวจนะหนึ่งจากท่านอิมามอะลี (ขอความสันติพึงมีแด่ท่าน) กล่าวตอบเกี่ยวกับกอฎออฺและกอดัรของพระเจ้าว่า

“เจ้าอย่าได้พูดว่า พระผู้เป็นเจ้าได้ละทิ้งสูเจ้าไปตามยถากรรมโดยที่มิได้ดูแล  คำพูดเป็นการดูถูกต่อพระองค์ และอย่าได้พูดว่า พระผู้เป็นเจ้าทรงบังคับในกระทำความบาปทั้งหลาย แต่จงกล่าวเถิดว่า ความดีมาจากความประสงค์ของพระองค์ และความชั่วมาจากการไม่ยอมรับพระองค์ และทุกสิ่งเป็นสิ่งที่รับรู้ ณ พระองค์”

(บิฮารุลอันวาร เล่มที่ ๕ หน้าที่ ๙๕ วจนะที่ ๑๖ )

   ศัพท์วิชาการท้ายบท

 

 กอฎออฺ หมายถึง การกำหนดกฏสภาวะ : Decision

 กอดัร หมายถึง จุดหมายปลายทาง : Destiny

 กอฎออฺและกอดัรอิลมีย์

 กอฎออฺและกอดัรอัยนีย์

 กอฏออฺและกอดัรโดยทั่วไป


   สรุปสาระสำคัญ

๑.ประเด็นของกอฎอและกอดัร เป็นประเด็นที่มีความสำคัญในหลักศรัทธาของอิสลาม ซึ่งถูกกล่าวไว้ในโองการทั้งหลายและวจนะของบรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์ และประเด็นมีความสัมพันธ์กับเรื่องของชะตากรรม ด้วยเหตุนี้ เรื่องกอฎออฺและกอดัร จึงเป็นเรื่องทั่วไป

๒.คำว่า กอดัร หมายถึง ขนาด และจำนวนของสิ่งหนึ่ง ส่วนกอฎออฺ หมายถึง การตัดสินและการกำหนดสภาวะที่แน่นอน

๓.กอฎออฺและกอดัร ถูกแบ่งออกเป็น สอง ประเภท คือ กอฎออฺและกอดัรอิลมีย์ และกอฎออฺและกอดัรอัยนีย์ และยังถูกแบ่งออกอีก สอง ประเภท นั่นคือ กอฎออฺและกอดัรโดยเฉพาะ และกอฎออฺและกอดัรโดยทั่วไป

๔. ความหมายของกอดัรอิลมีย์ คือ พระผู้เป็นเจ้าทรงมีความรู้ในลักษณะ ,ขนาด และขอบเขตของสิ่งหนึ่งก่อนการสร้างของสิ่งนั้น  ส่วนกอฎออฺอิลมีย์ หมายถึง พระองค์ทรงมีความรู้ว่าสิ่งหนึ่งจำเป็นที่ต้องมีอยู่และเกิดขึ้น

๕. ความหมายของกอดัรอัยนีย์ คือ พระผู้เป็นเจ้า ทรงเป็นผู้กำหนดลักษณะและคุณลักษณะทั้งหลายและขอบเขตของสิ่งหนึ่ง  ส่วนความหมายของกอฎออฺอัยนีย์ คือ พระองค์ทรงกำหนดให้มีความจำเป็นของสิ่งหนึ่งที่ต้องเกิดขึ้น


๖.กอฎออฺและกอดัรอิลมีย์ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเลือกสรรในการกระทำของมนุษย์และมีผลในการกระทำนั้นด้วย ดังนั้น จึงมิได้มีความขัดแย้งกับการเลือกสรรของมนุษย์ และเช่นเดียวกัน กอฎออฺและกอดัรอัยนีย์ มีส่วนเกี่ยวข้องกับความประสงค์ของมนุษย์ด้วยเหมือนกัน  ซึ่งเกิดจากระบบของหลักเหตุและผล ด้วยเหตุนี้ การมีความเชื่อในกอฎออฺและกอดัร จึงมิได้มีความขัดแย้งกับการเป็นอิสระและเป็นผู้เลือกสรรในการกระทำของมนุษย์เอง

๗.กอฎออฺและกอดัรของพระเจ้า นอกจากจะครอบคลุมต่อบุคคลและสิ่งต่างๆโดยเฉพาะ ยังได้รวมถึงกฏเกณฑ์ต่างของพระผู้เป็นเจ้าด้วย ดังนั้น ความหมายของกอฎออฺและกอดัรโดยทั่วไป หมายถึง พระผู้เป็นเจ้าทรงมีความรู้มาแต่ดั้งเดิม ในการกำหนดกฏเกณฑ์และหลักการต่างๆในสังคมของมนุษย์

๘.วจนะทั้งหลายได้กล่าวไว้ การไม่มีความขัดแย้งกันระหว่างการมีความเชื่อในกอฎออฺและกอดัรของพระเจ้ากับการเลือกสรรในการกระทำของมนุษย์


   บทที่ ๕

   การบังคับและเจตจำนงเสรีของมนุษย์ (ญับรฺวะอิคติยาร)

   บทนำเบื้องต้น

    การบังคับและเจตจำนงเสรีของมนุษย์ (ญับร์และอิคติยาร) เป็นประเด็นหนึ่งที่มีความสำคัญทั้งในอดีตจนถึงปัจจุบัน และเป็นข้อวิพากษ์กันในหมู่ของบรรดานักวิชาการอิสลาม โดยเฉพาะในสำนักคิดทั้งหลายของเทววิทยา ซึ่งคำถามที่เกิดขึ้นในประเด็นนี้ ก็คือ มนุษย์คิดว่า ตนเองมีอิสระเสรีในการกระทำของตนเอง หรือว่า ไม่มีอิสระใดและการกระทำของเขา เป็นการบังคับจากพระผู้เป็นเจ้า

   คำอธิบาย

  การบังคับจากพระเจ้าให้มนุษย์ได้กระทำการงานหนึ่ง ความหมายว่า เขาไม่มีอิสระเสรีในตนเองในการกระทำอันนั้น ส่วนการมีอิสระของมนุษย์ในการกระทำ มีความหมายว่า มนุษย์มีอิสระและการเลือกสรรที่กระทำการงานนั้นหรือไม่กระทำก็ได้ และเขามีความเข้าใจและมีความสามารถที่จะไม่กระทำการงานนั้นได้ กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ การกระทำที่เป็นอิสระขึ้นอยู่กับการเลือกสรรของผู้กระทำและจากการตัดสินใจของเขา


 เพราะฉะนั้น การกระทำใดก็ตามที่เป็นอิสระ มิได้หมายความว่า การกระทำอันนั้นต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจเสมอไปด้วย เช่น ผู้ป่วยและด้วยกับการรับประทานยาที่รสขม เพื่อที่จะรักษาอาการป่วยของเขาให้หายขาด แต่เนื่องจากเขาไม่ต้องการที่จะรับประทานยานั้น และการรับประทานยา เป็นการฝ่าฝืนกับการตัดสินใจของเขา

สำหรับคำตอบของคำถามข้างต้นนี้ มีทัศนะความคิดเห็นที่สำคัญ ๒  ทัศนะ ดังนี้

๑.ทัศนะของกลุ่มที่มีความเชื่อในญับร์(การบังคับ)และได้กล่าวว่า ตนไม่มีอิสระเสรีในการกระทำ

๒. ทัศนะของกลุ่มที่เชื่อในอิคติยาร (เจตนารมณ์เสรี) กล่าวว่า มนุษย์มีอิสระเสรีในการกระทำ

   ขอบเขตของเรื่อง การบังคับและเจตจำนงเสรีของมนุษย์

    เรื่องของการบังคับและเจตจำนงเสรี มิได้มีจำกัดเฉพาะกับเทววิทยาอิสลามเท่านั้น แต่ในศาสตร์และวิชาการทั้งหลายของอิสลาม ก็มีความสัมพันธ์ในเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน บางครั้ง เรื่องของการบังคับและเจตจำนงเสรี เกี่ยวข้องกับเทววิทยา และปรัชญาอิสลาม และในบางครั้ง เรื่องนี้ก็มีความสัมพันธ์กับมนุษยศาสตร์ด้วย ดังนั้น กล่าวได้ว่า วิชาการทั้งหลายของอิสลามและศาสตร์แขนงต่างๆที่มีความสัมพันธ์กับเรื่องของการบังคับและเจตจำนงเสรีของมนุษย์)


สามารถแบ่งออกเป็น ๓ ประเภท ดังนี้

๑.เทววิทยาอิสลาม กล่าวคือ ศาสตร์และวิชาการสาขานี้ มีความสัมพันธ์กับญับร์และอิคติยาร เป็นอย่างมาก ในหัวข้อคุณลักษณะที่มีอยู่บางประการของพระผู้เป็นเจ้า เช่น หลักเตาฮีดในการเป็นพระผู้ทรงสร้าง ,ความปรารถนา, ความรอบรู้ และ ฯลฯ

๒.ปรัชญาอิสลาม กล่าวคือ ศาสตร์และวิชาการสาขานี้ มีความสัมพันธ์จากการใช้กฏและหลักการของตรรกและปรัชญาในการพิสูจน์การมีของญับร์และอิคติยาร และเกี่ยวกับประเด็นการรู้จักพระเจ้าและคุณลักษณะของพระองค์โดยตรง

๓.สังคมวิทยาและจิตวิทยา ไม่เป็นที่สงสัยเลยว่า เรื่องของพันธุกรรม, การอบรมสั่งสอนและสิ่งแวดล้อม เป็นปัจจัยที่สำคัญที่มีผลต่อมนุษย์ในการกระทำของเขา ดังนั้น เรื่องของญับร์และอิคติยารในวิชาการและศาสตร์ คือ การพิจารณาจากปัจจัยที่กล่าวไปแล้ว ทำให้เห็นว่า ไม่สามารถที่จะปฏิเสธการมีอิสระเสรีในการกระทำของมนุษย์ได้ และจะเป็นสาเหตุที่ทำให้มนุษย์มีความเชื่อในญับร์ (การบังคับ)ในการกระทำของเขาใช่หรือไม่

ด้วยเหตุนี้ เป้าหมายของหนังสิอนี้เกี่ยวกับวิชาการประเภทแรก คือ เทววิทยา จึงจำเป็นที่จะมาอธิบายกันในศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการบังคับและเจตจำนงเสรีของมนุษย์ ก่อน นั่นก็คือ ในมุมมองและทัศนะทั้งหลายของเทววิทยาอิสลาม


   การบังคับและเจตจำนงเสรีของมนุษย์ที่ถูกกล่าวไว้ในประวัติศาสตร์อิสลาม

        ความคิดเห็นในเรื่องของการบังคับและเจตจำนงเสรี ได้เกิดขึ้นในช่วงแรกของอิสลาม ก็คือประมาณ ศตวรรษแรกของอิสลาม และสาเหตุการเกิดขึ้นของความคิดนี้มาจากผลประโยชน์ของบรรดาผู้ปกครองในสมัยนั้น บรรดานักวิชาการจึงถูกแบ่งออกเป็นหลายฝ่าย กลุ่มหนึ่งที่เรียกว่า อะฮ์ลุลฮะดีษหรือ กลุ่มที่มีความสันทัดในการรายงานวจนะทั้งหลาย(ฮะดีษ) และพวกเขาได้ยอมรับในความเชื่อในญับร์ เช่น ท่านญะฮ์ม์ บิน ศอฟวาน (เสียชีวิตในฮ.จ.ที่ ๑๒๔)ผู้ก่อตั้งสำนักคิดญะฮ์มียะฮ์ โดยมีความเชื่อว่า มนุษย์ทั้งหลายไม่มีอิสระในการกระทำของตนเอง และพระเจ้า เพียงพระองค์เดียวที่ทรงสร้างการกระทำทั้งหลายให้กับมนุษย์ และในพืชพรรณต่าง ก็เช่นกัน และในสรรพสิ่งทั้งหลายก็ด้วยเช่นกัน  ดังนั้น ทัศนะนี้ มีความเชื่อในการบังคับที่เกินขอบเขตที่ถูกกำหนด หลังจากที่ความเชื่อในการบังคับมีมากขึ้น จากการเกิดขึ้นของสำนักคิดอัชอะรียฺ และพวกเขามีทัศนะเป็นของตัวเอง ก็คือ ทัศนะกัสบ์ ซึ่งมีความเชื่อว่า มนุษย์มีขอบเขตในการกระทำของเขาและในทางตรงกันข้ามกับทัศนะนี้ มะอ์บัด ญะฮะนี และสานุศิษย์ของเขาคือ ฆอยลาน ดะมิชกี กับมีความเชื่อใน การมีอิสระในการกระทำของมนุษย์ ดังนั้น เรื่องของการบังคับและเจตจำนงเสรี ในมุมมองของประวัติศาสตร์เทววิทยาอิสลาม จึงมีด้วยกัน ๓ ทัศนะที่สำคัญ ดังนี้

๑.ทัศนะญับร์ (ทัศนะที่เชื่อว่า มนุษย์ถูกบังคับให้กระทำ)


ทัศนะนี้ ในช่วงแรก เป็นทัศนะของอะฮฺลุลฮะดีษ ที่มีความเชื่ออย่างรุนแรง หลังจากนั้น  ก็เป็นทัศนะของสำนักคิดอัชอะรียฺ แต่มีความแตกต่างกับทัศนะของอะฮฺลุลฮะดีษ คือ มีทัศนะที่ใหม่เกิดขึ้น ก็คือ ทัศนะกัสบฺ ซึ่งมีความเป็นกลางกว่าทัศนะของอะฮฺลุลฮะดีษ

๒.ทัศนะตัฟวีฎ

ทัศนะนี้ เป็นทัศนะของสำนักคิดมุอฺตะซิละฮฺ

๓.ทัศนะอิคติยารหรืออัมรุน บัยนะอัมร์(ทัศนะที่เชื่อว่ามีอิสระในการกระทำ)

ทัศนะนี้ เป็นทัศนะของสำนักคิดอิมามียะฮ์ และจากวจนะของบรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์ (ขอความสันติ พึงมีแด่พวกท่าน)ที่ได้กล่าวไว้ว่า ไม่มีการบังคับและการมอบหมายจากพระเจ้า นอกจากการมีระหว่างสองสิ่ง

หลังจากที่มีความเข้าใจในทัศนะทั้งหลายของบรรดานักเทววิทยาอิสลามแล้ว จะขออธิบายในเหตุผลของแต่ละทัศนะ เป็นลำดับต่อไป และก่อนที่จะอธิบาย มีประเด็นที่สำคัญในเรื่องนี้ นั่นก็คือ มนุษย์กับการมีอิสระในการกระทำของเขา

   มโนธรรมของมนุษย์บ่งบอกถึงการเป็นอิสระเสรี

     ทัศนะของอิคติยาร (เชื่อในการมีอิสระเสรีในการกระทำ) มีความเชื่อว่า ทัศนะของพวกเขามีหลักฐานและเหตุผลที่เพียงพอ และไม่มีผู้ใดที่ไม่ยอมรับเหตุผลของพวกเขา


กล่าวอีกนัยหนึ่ง ก็คือ มนุษย์ทุกคนมีความรู้สึกว่า ตนเองมีอิสระและเจตนารมณ์เสรีในการกระทำ ความรู้สึกนี้เกิดจากการรับรู้โดยตรง และไม่มีการผิดพลาดอย่างแน่นอน และอีกด้านหนึ่ง คือ การรู้สึกเสียใจที่ได้กระทำบางอย่างไป มีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตนเองและสามารถมอบหมายหน้าที่ให้กับผู้อื่น การลงโทษผู้ที่ฝ่าฝืน สิ่งเหล่านี้ เป็นการกระทำที่เกิดขึ้นจากการเป็นอิสระและเจตนารมณ์เสรีของมนุษย์ทั้งสิ้น

ถามว่า เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วทำไมบรรดานักคิดบางคน จึงมีความเชื่อในการบังคับจากพระเจ้าและปฏิเสธเจตนารมณ์เสรีของมนุษย์?

คำตอบ ก็คือ ที่มาของความเชื่อในการบังคับ นอกเหนือจากเหตุผลทางจิตใจและเป้าหมายส่วนบุคคลแล้ว ยังมีคำถามอีกมากมายที่ถูกถามและเขาไม่สามารถหาคำตอบได้ จนในที่สุดพวกเขาก็ต้องเชื่อในการบังคับ ดังนั้นสิ่งนี้ มิใช่เป็นสิ่งแปลกประหลาดอะไร เพราะในประวัติศาสตร์บันทึกไว้ได้ชัดเจนว่า แม้แต่นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ ยังไม่สามารถหาคำตอบในบางข้อสงสัยได้ เช่น การมีอยู่ของความเป็นจริง และท้ายที่สุด เขาก็กลายเป็นผู้สงสัยในการมีอยู่ของความเป็นจริง  

   การวิเคราะห์ในทัศนะญับร์ (การบังคับจากพระเจ้า)

   ในการวิเคราะห์และตรวจสอบทัศนะญับร์ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ พื้นฐานและเหตุผลของสำนักคิดอัชอะรีย์

 และพื้นฐานที่สำคัญของสำนักคิดอัชอะรีย์ ในการยอมรับญับร์ ซึ่งมีดังนี้


๑.ความเป็นเอกานุภาพในการสร้างสรรค์ (เตาฮีดในการสร้าง) เป็นพื้นฐานหนึ่งที่สำคัญของอัชอะรีย์  พวกเขากล่าวว่า ด้วยกับความเป็นเอกานุภาพในการสร้างสรรค์ของพระเจ้า หมายความว่า พระองค์เพียงองค์เดียวเท่านั้น ที่เป็นผู้สร้างทุกสรรพสิ่ง และทุกสรรพสิ่งซึ่งได้รวมถึง การกระทำของมนุษย์ด้วย ดังนั้น พระองค์ทรงเป็นผู้สร้างการกระทำของมนุษย์เพียงพระองค์เดียว และมนุษย์มิได้มีบทบาทใดในการเกิดขึ้นของการกระทำของเขา และเขาก็ไม่มีความเป็นอิสระและมีเจตนารมณ์เสรีอีกด้วย

ดังนั้น สิ่งที่ได้กล่าวไปในประเด็นของความเป็นเอกานุภาพในการกระทำ และประเภทต่างๆของมัน เป็นคำตอบสำหรับคำถามเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี ดังนั้น ความหมายของความเป็นเอกานุภาพในการสร้างสรรค์ ก็คือ พระผู้เป็นเจ้าเป็นผู้ที่มีอำนาจสร้างทุกสรรพสิ่งโดยมิต้องได้รับอนุญาตจากสิ่งอื่นใด และความหมายนี้ ก็มิได้ขัดแย้งกับการกระทำของมนุษย์ที่เขาเป็นผู้เลือกสรรในการกระทำของเขา แต่การกระทำของเขานั้นจะต้องได้รับการอนุมัติจากพระผู้เป็นเจ้าเพียงองค์เดียว ดั่งที่ได้กล่าวแล้วว่า ในโองการมากมายของอัล กุรอานได้กล่าวถึง การเป็นผู้กระทำของมัคลูก (สิ่งถูกสร้าง) ของพระองค์ ด้วยเหตุนี้ ความเป็นเอกานุภาพในการสร้างสรรค์ ก็มิได้ขัดแย้งกับการเป็นอิสระและการมีเจตนารมณ์เสรีของมนุษย์ และการกระทำของเขาเกิดได้ด้วยการอนุมัติจากพระองค์ และการกระทำนั้นอยู่ในด้านยาวของการกระทำของพระองค์ โดยมิได้อยู่ด้านกว้างของการกระทำของพระองค์


๒.ความรู้ที่มีมาดั้งเดิมของพระเจ้า อีกพื้นฐานหนึ่งของอัชอะรีย์ คือ เรื่องของความรู้อันไม่มีที่สิ้นสุดของพระองค์ เหตุผลนี้มีความสัมพันธ์กับประเด็นของกอฎออฺและกอดัรของพระเจ้าอย่างลึกซึ้ง ซึ่งเป็นตัวเชื่อมระหว่างกอฎออฺและกอดัรกับการบังคับและเจตจำนงเสรี

เหตุผลของพื้นฐานความรู้ที่มีมาดั้งเดิมของพระเจ้า คือ พระองค์ทรงมีความรู้ก่อนการเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นของการกระทำของมนุษย์ จะกล่าวอีกนัยหนึ่งกืคือ เป็นไปไม่ได้ที่ความรู้ของพระองค์ จะไม่ตรงกับความเป็นจริง หรือพระองค์ไม่มีความรู้ในการกระทำของมนุษย์ ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นไปไม่ได้ที่มีการเกิดขึ้นของการกระทำ แต่ทว่าพระองค์มิทรงมีความรู้ในการกระทำนั้น และการเกิดขึ้นของการกระทำ พระองค์จำเป็นที่จะต้องมีความรู้ และไม่มีสภาพที่สามเกิดชึ้น ดังนั้น การกระทำของมนุษย์เกิดจาก สอง สภาพ เป็นไปไม่ได่ และความจำเป็น กล่าวได้ว่า พลังอำนาจมีกับสิ่งที่เป็นไปได้ และการกระทำของมนุษย์อยู่ในอำนาจของพระองค์ ซึ่งจะเห็นได้ว่า การกระทำของมนุษย์นั้น มิได้มีความเป็นอิสระเสรี

คำตอบ จากที่ได้อธิบายไปแล้วในประเด็นกอฎออฺและกอดัรว่า ความรู้ของพระเจ้ามีต่อการกระทำของมนุษย์ในสภาพที่มีคุณสมบัติสมบูรณ์ และความหมายของความรู้ดั้งเดิมของพระองค์ คือ  พระองค์ทรงมีความรู้ก่อนการกระทำที่เป็นอิสระของมนุษย์ เช่น การยืน การเดิน การนั่ง และอื่นๆ  ซึ่งพระองค์ทรงรู้ว่าการกระทำที่เป็นอิสระของมนุษย์คนนั้น จะเกิดขึ้นในเวลาและสถานที่ใด  ดังนั้น ในสภาพนี้


จึงมีความจำเป็นที่การกระทำนั้นต้องเกิดขึ้น และการกระทำนั้นมิได้มีความขัดแย้งกับการเลิอกสรรของมนุษย์ เพราะว่าความหมายของ ความจำเป็นคือ การกระทำที่มีเหตุผลสมบูรณ์และมีผู้กระทำที่มีอิสระ ดั่งเช่น ทุกๆผลของเหตุที่มีความจำเป็นและมีเหตุผลสมบูรณ์

ส่วนมากของบรรดานักปรัชญาอิสลามได้ตอบข้อสงสัย ด้วยกับคำตอบเช่นนี้ เช่น

ท่านอัลลามะฮฺ ตอบาตอบาอีย์ ได้กล่าวว่า

“ความรู้ที่มีดั้งเดิมและไม่มีที่สิ้นสุดของพระเจ้า มีต่อทุกสรรพสิ่งที่มีคุณสมบัติสมบูรณ์ ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่มีความสัมพันธ์กับความรู้ของพระองค์ คือ การกระทำที่มีการเลือกสรรและมีอิสระในสภาพที่มีการเลือกสรร ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่การกระทำนั้น จะไม่มีอิสระอยู่เลย กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ สิ่งที่เกี่ยวข้องกับกอฎออฺของพระเจ้า ก็คือ การกระทำของผู้กระทำที่มีอิสระ และถ้าหากว่า กอฎออฺของพระองค์มีต่อการกระทำที่ไม่มีอิสระ เท่ากับว่าเป็นการปฏิเสธกอฎออฺของพระองค์ ซึ่งเป็นไปไม่ได้”

(นิฮายะตุลฮิกมะฮ์ ตอนที่ ๑๒ ภาคที่ ๑๔ )

๓.ความประสงค์อันสมบูรณ์และไม่มีที่สิ้นสุดของพระเจ้า นี่คือพื้นฐานที่สามของอัชอะรีย์ ในการยอมรับทัศนะญับร์

เหตุผลของอัชอะรีย์ ก็คือ ความประสงค์ของพระเจ้า ได้รวมถึงการกระทำของมนุษย์เข้าไปด้วย ดังนั้น ทุกการกระทำของมนุษย์ขึ้นอยู่กับความประสงค์ของพระองค์ และผลที่ได้รับก็คือ การกระทำของมนุษย์มิได้มีความเป็นอิสระเสรี  เพราะการเกิดขึ้นของการกระทำขึ้นอยูกับความประสงค์ของพระองค์ มิใช่ความประสงค์ของมนุษย์


ก่อนที่จะตอบข้อสงสัยข้างต้น เล็งเห็นว่า มีความสำคัญที่จะกล่าวว่า มีความแตกต่างกันในความรู้ที่มีมาดั้งเดิมของพระเจ้า ต่อการกระทำของมนุษย์ กับเกิดความแตกต่างในความประสงค์ของพระองค์  ซึ่งอัชอะรีย์ยอมรับว่า ความประสงค์ของพระเจ้ามีต่อการกระทำของมนุษย์ด้วย แต่มุอฺตะซิละฮ์ได้คัดค้านทัศนะนี้ และกล่าวว่า เราเชื่อในการเป็นอิสระและมีเจตนารมณ์ในการกระทำของมนุษย์  ด้วยเหตุนี้ ประเด็นนี้จึงเกิดคำถามอยู่ สอง คำถาม ดังนี้

๑.ความประสงค์ของพระเจ้า มีต่อการกระทำของมนุษย์ใช่หรือไม่

๒.ถ้าตอบว่า ใช่ จะเป็นสาเหตุให้เกิดทัศนะญับร์และการไม่มีอิสระในการกระทำของมนุษย์ด้วยใช่หรือไม่

คำตอบ ก็คือ ในคำตอบแรก ตอบว่า ใช่ ส่วนคำตอบที่สอง ไม่ เพราะว่า อิรอดะฮ์ของพระเจ้า รวมถึงการกระทำของมนุษย์อยู่ด้วย และไม่มีเหตุการณ์หรือปรากฏการณ์ใดที่อยู่เหนือความประสงค์ของพระองค์ และสิ่งนี้มิได้เป็นสาเหตุให้เข้าใจว่า การกระทำของมนุษย์ เป็นการบังคับจากพระองค์ เพราะว่าในที่นี้ อิรอดะฮ์ (ความประสงค์) ของพระเจ้า มิได้มีสภาพที่ไม่มีขอบเขต แต่อิรอดะฮ์ของพระองค์มีต่อการกระทำที่มีคุณสมบัติสมบูรณ์ เหมือนกับเรื่องของความรู้ของพระองค์

ด้วยเหตุนี้ ถ้าอิรอดะฮ์ของพระเจ้า มีผลต่อไฟที่มีความร้อน ที่ไม่มีความรู้และความประสงค์ แต่อิรอดะฮ์ของพระองค์ในการกระทำที่เป็นอิสระ ต้องมีทั้งความรู้และความประสงค์ควบคู่กัน


   ทัศนะกัสบ์

    กล่าวไปแล้วในเหตุผลของการเป็นอิสระของมนุษย์ในการกระทำ ซึ่งกลุ่มที่มีความเชื่อในการบังคับได้ปฏิเสธการเป็นอิสระของมนุษย์ ด้วยเหตุนี้ พวกอัชอะรีย์จึงมีความพยายามที่จะรักษาพื้นฐานและหลักการของตน เพื่อที่จะทำให้มนุษย์มีบทบาทในการกระทำของเขา จึงได้มีทัศนะใหม่เกิดขึ้น นั่นคือ ทัศนะกัสบ์ เมื่อย้อนกลับไปหาคำกล่าวของบรรดานักวิชาการของอัชอะรีย์ จะเห็นได้ว่า มีการอธิบายในทัศนะนี้ที่แตกต่างกัน  ซึ่งมีดังต่อไปนี้

๑.ในการอธิบายหนึ่งกล่าวว่า กัสบ์ หมายถึง การมีอำนาจที่เกิดขึ้นในการกระทำของมนุษย์ ดังนั้น ในเวลาที่มนุษย์กระทำ ตัวของเขามิได้เป็นผู้กระทำ แต่พระเจ้าทรงสร้างพลังอำนาจหนึ่งให้มีอยู่ในการกระทำของเขา และพลังนี้มีผลต่อการเกิดขึ้นของการกระทำนั้น

คำตอบ ก็คือ ถ้าหากพลังอำนาจที่เป็นตัวทำให้การกระทำของมนุษย์เกิดขึ้น และพระเจ้าก็มีพลังอำนาจด้วย ดังนั้น การเกิดขึ้นของการกระทำหนึ่ง มี สองพลังอำนาจ ซึ่งเป็นไปไม่ได้

และถ้าการมีพลังอำนาจของมนุษย์อยู่ใต้อำนาจของพระเจ้า ดังนั้น มนุษย์ มีผลต่อการเกิดขึ้นของการกระทำของตนเอง ซึ่งก็คือ การยอมรับในทัศนะของการเป็นอิสระในการกระทำนั่นเอง


๒.ทุกการกระทำมีอยู่ สอง สภาพ คือ

(๑).การมีอยู่ของการกระทำ

(๒).การตั้งชื่อ นอกจากการมีอยู่ของการกระทำแล้ว ยังมีสิ่งอื่นอีก ซึ่งพลังอำนาจของมนุษย์มีในสิ่งนี้ ดังนั้น การมีอยู่ของการกระทำ เป็นการกระทำของพระเจ้า แต่การตั้งชื่อ เช่น การนมาซ การกิน การพูดโกหก และอื่นๆ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากพลังอำนาจที่มีอยู่ในพระองค์ ด้วยเหตุนี้ ความหมายของกัสบ์ คือ การมีพลังอำนาจของมนุษย์ในการตั้งชื่อของการกระทำของตน

การวิเคราะห์และตรวจสอบในทัศนะนี้  จะกล่าวได้ว่า ถ้าหากว่า การตั้งชื่อหรือเรียกชื่อ เป็นการกระทำที่มีอยู่จริง และตรงกับทัศนะของอัชอะรีย์ ในหลักเตาฮีดในการสร้าง และการตั้งชื่อนั้น เป็นการกระทำของพระเจ้า และมนุษย์ไม่มีผลในการกระทำอันใดเลย

และถ้าหากว่า การตั้งชื่อ มิได้มีอยู่ในความเป็นจริง ทัศนะกัสบ์ถือว่า ไม่ถูกต้อง

๓.บางครั้ง ความหมายของกัสบ์ คือ พระเจ้าในเวลาเดียวกัน ที่มีความประสงค์ และมนุษย์ก็มีความสามารถในการกระทำ  และทำให้การกระทำนั้นเกิดขึ้น ซึ่งการเกิดขึ้นของการกระทำนั้น มิได้มีผลต่อการมีพลังอำยาจของมนุษย์เลย

การตรวจสอบในทัศนะนี้ กล่าวได้ว่า การเกิดขึ้นของความประสงค์ของมนุษย์พร้อมกันกับการเกิดขึ้นของการกระทำที่เป็นการกระทำของพระเจ้า ไม่ถูกต้องที่จะเชื่อมความสัมพันธ์ของการกระทำไปยังมนุษย์


นอกเหนือจากนี้ ความประสงค์ดั่งกล่าว เป็นความประสงค์ที่มิได้เป็นจริง เพราะว่า ความประสงค์ที่เป็นจริง เกิดขึ้นกับมุรอด(สิ่งที่ถูกประสงค์) และเกิดขึ้นจากการเป็นลูกโซ่ของเหตุผลทั้งหลาย

จากสิ่งที่ได้กล่าวไปแล้วนั้น คือ ทัศนะหนึ่งของอัชอะรีย์เกี่ยวกับการกระทำของมนุษย์ เป้าหมายและจุดประสงค์ของพวกเขาก็คือ ต้องการที่จะรักษาในหลักเตาฮีด การมีพลังอำนาจ ความรู้ กรรมสิทธิของพระเจ้า และด้วยกับการไม่เข้าใจอย่างลึกซึ้ง จึงเป็นสาเหตุให้พวกเขามีความเชื่อในการบังคับ เพื่อให้ความเชื่อนี้คงอยู่ จึงเกิดทัศนะใหม่ขึ้นมา นั่นคือ ทัศนะกัสบ์ (ด้วยกับการอธิบายในความหมายที่แตกต่างกัน) และทัศนะนี้ถือว่า ไม่ถูกต้องและขัดแย้งกับโองการทั้งหลายของอัล กุรอาน ซึ่งจะอธิบายในภายหลัง เป็นลำดับต่อไป

   การตรวจสอบในทัศนะตัฟวีฎ (การมอบอำนาจในกิจการต่อพระเจ้า)

   หลังจากที่อธิบายในทัศนะของสำนักคิดอัชอะรีย์และได้วิเคราะห์และตรวจสอบผ่านไปแล้ว  ที่นี้ จะมาอธิบายในทัศนะของสำนักคิดมุอฺตะซิละฮ์ ต่อไป และทัศนะของสำนักคิดนี้ที่เป็นที่รู้จักกันว่า ตัฟวีฎ

พวกมุอฺตะซิละฮ์มีทัศนะที่แตกต่างกันอัชอะรีย์ คือ พวกเขาเชื่อว่า การกระทำที่เป็นอิสระของมนุษย์เกิดขึ้นจากความประสงค์ของเขาเอง และมนุษย์คือ ผู้ตัดสินใจในการกระทำของตนเอง และพระเจ้าไม่มีบทบาทหรือมีผลในการกระทำของเขาเลย

กล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า พระเจ้าได้มอบหมายการกระทำที่เป็นอิสระให้กับมนุษย์และให้เขาเป็นผู้ตัดสินใจ


พวกมุอฺตะซิละฮ์ก็เหมือนกับอัชอะรีย์มีเหตุผลมากมายทางสติปัญญาและโองการจากอัล กุรอาน และวจนะ และพวกเขากล่าวว่า ถ้าหากว่า มนุษย์ไม่มีอิสระในการกระทำของตน การกำหนดบทบัญญัติและหน้าที่ก็ไม่มีความหมาย เพราะในสภาพนี้ มนุษย์ไม่มีบทบาทใดในการกระทำ และไม่มีการยกย่องและการลงโทษ

ในการตรวจสอบทัศนะของพวกมุอฺตะซิละฮ์  กล่าวได้ว่า ถ้าหากเหตุผลของพวกมุอ์ตะซิละฮ์ถูกต้อง ดังนั้น ทัศนะของพวกอัชอะรีย์ ในการบังคับถือว่า ไม่ถูกต้อง แต่ไม่ถือว่า ทัศนะตัฟวีฎ มีความถูกต้อง  เพราะว่า เหตุผลของทัศนะนี้ จะถูกต้องได้ ต้องตรงกันกับทัศนะที่สาม นั่นคือ ทัศนะอัมรุน บัยนัลอัมร์

กล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า ถ้ายอมรับในทัศนะตัฟวีฎ  เหตุผลของสำนักคิดมุอฺตะซิละฮ์  นอกจากใช้พิสูจน์ว่า ทัศนะญับร์ไม่ถูกต้อง  ก็ต้องพิสูจน์ในทัศนะของบรรดานักเทววิทยาในสำนักคิดอิมามียะฮ์ด้วย ซึ่งความเป็นจริง มิได้เป็นเช่นนั้น

   จุดประสงค์ของพวกมุอฺตะซิละฮ์ ต่อการมีความเชื่อในทัศนะตัฟวีฎ

    ความเป็นจริง ก็คือ พวกมุอฺตะซิละฮ์ต้องการรักษาความยุติธรรมของพระเจ้า และอีกด้านหนึ่ง พวกเขาคาดคะเนที่ผิดพลาดว่า  การลงโทษจากพระเจ้าต่อมนุษย์ในสภาพที่การกระทำของเขาเป็นอิสระเท่านั้น ถึงเรียกว่า มีความยุติธรรม ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงหาหนทางในการหลีกเลี่ยงกับทัศนะของญับร์ จึงเลือกเอาทัศนะตัฟวีฎ เป็นทัศนะของตน


จากทัศนะนี้แสดงให้เห็นว่า พระเจ้ามิได้มีบทบาทในการกระทำของมนุษย์เลย ซึ่งในความเป็นจริง ถ้าหากพวกเขาได้ครุ่นคิด ก็จะเห็นว่า การกระทำของมนุษย์และความสัมพันธ์กับการกระทำของพระเจ้า นั้นคือ หลักเตาฮีดในการกระทำ และการมีความยุติธรรม ซึ่งอยู่คู่กัน

   ทัศนะของอัมรุน บัยนะอัมร็อยน์ (แนวทางสายกลาง)

    ได้กล่าวไปแล้วในทัศนะของอัชอะรีย์และมุอฺตะซิละฮ์ จะยังคงเหลือเพียงทัศนะเดียว นั่นคือ ทัศนะของสำนักคิดอิมามียะฮ์ ที่เรียกกันว่า ทัศนะอัมรุน บัยนุลอัมร็อยน์ เป็นแนวทางสายกลางต่อการอธิบายในการกระทำของมนุษย์ แต่การที่จะมีความเข้าใจในทัศนะนี้ได้นั้น มีความยากลำบากและมีความละเอียดอ่อน ซึ่งมีการอธิบายที่มีความแตกต่างกันในหมู่นักเทววิทยาอิมามียะฮ์เอง

บรรดานักปรัชญาอิสลามได้กล่าวในการอธิบายทัศนะนี้ โดยยึดเอาหลักการและกฏตรรกที่มีความเข้าใจยากและมีความต้องการคำอธิบายที่ลึกซึ้ง โดยต้องอาศัยหลักการหนึ่ง นั่นก็คือ หลักวะฮฺดะฮฺ ตัชกีกียฺ (ความเป็นหนึ่งเดียวในระดับขั้นทั้งหลาย)(เป็นหลักการหนึ่งของปรัชญาอิสลาม)  กล่าวคือ การอธิบายถึงความสัมพันธ์ของพระเจ้า ในสภาพที่พระองค์ เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องมีอยู่ และสิ่งอื่นเป็นสิ่งที่จะมีอยู่ก็ได้ ไม่มีก็ได้ และสิ่งที่จะกล่าวในทัศนะนี้ นั่นก็คือ การกระทำของมนุษย์ เป็นการกระทำที่มีอิสระในความเป็นจริง และเป็นการกระทำที่เขากระทำเองโดยตรงและเป็นทั้งการกระทำของพระเจ้าด้วย  และจากการกล่าวว่า การกระทำของมนุษย์ เป็นการกระทำของมนุษย์ และเป็นการกระทำของพระเจ้า


เพราะว่า ด้วยกับการมีพลังอำนาจและความประสงค์ของพระองค์ และอยู่ใต้อำนาจการตัดสินของพระองค์ จึงเป็นการกระทำของพระองค์ และการมีอยู่ของมนุษย์และการกระทำของเขา เป็นสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง  และการเข้าใจในทั้งสองความสัมพันธ์นั้นมีความยากลำบาก และเพื่อการเข้าใจง่าย จึงได้นำตัวอย่างมาเปรียบเทียบ เช่น บางทีกล่าวว่า ความสัมพันธ์ของการกระทำของพระเจ้า กับการกระทำของมนุษย์ เหมือนกับความสัมพันธ์ของนักเขียนกับปากกาของเขา ดังนั้นการเขียน เป็นการกระทำของผู้เขียนและเป็นการกระทำของมือที่จับปากกา

แต่การเปรียบเทียบนี้ถือว่า ไม่ถูกต้อง เพราะว่า มือของผู้เขียนมิได้มีความเป็นอิสระ ส่วนประเด็นของเรา เป็นประเด็นที่การกระทำมีความเป็นอิสระ และอีกตัวอย่างหนึ่ง คือ  ชายคนหนึ่งทิ่มือทั้งสองของเขาใช้งานไม่ได้ เขาต้องใช้มือที่แพทย์ได้สร้างมันขึ้นมา และมีความสามารถเคลื่อนไหวมือของเขาไปตามทิศทางที่เขาต้องการ  และสมมุติว่า มีคนหนึ่งถือกุญแจในการเปิดให้เครื่องจักรนั้นทำงาน และถ้าเขาไม่กดสวิทต์นั้น

เครื่องจักรก็ไม่ทำงาน ซึ่งจะเห็นได้ว่า การกระทำนี้มีความสัมพันธ์กับทั้งสองคน คนหนึ่งเป็นผู้เปิดสวิทต์ และอีกคนมีหน้าที่ในการเคลื่อนไหวมือทั้งสองของเขา ตามความประสงค์ของเขา


   ทัศนะอัมรุน บัยนะอัมร็อยน์ในอัล กุรอานและวจนะ

   ทัศนะของบรรดานักเทววิทยาในสำนักคิดอิมามียะฮ์ เป็นทัศนะที่สอดคล้องกับโองการทั้งหลายของ

อัล กุรอาน

ซึ่งอัล กุรอานได้กล่าวว่า มนุษย์มีอิสระในการกระทำของตนเอง เช่น ในโองการต่อไปนี้

และจงกล่าวเถิดมุฮัมมัด สัจธรรมนั้นมาจากพระผู้เป็นเจ้าของพวกเจ้า ดังนั้น ผู้ใดประสงค์ก็จงศรัทธา และผู้ใดประสงค์ก็จงปฏิเสธ” (บทอัลกะฮฟ์ โองการที่ ๒๙ )

 “และบรรดาผู้ศรัทธา บรรดาลูกหลานของพวกเขาจะดำเนินตามพวกเขาด้วยการศรัทธา เราจะให้ลูกหลานของพวกเขาอยู่ร่วมกับพวกเขา และเราจะไม่ให้การงานของพวกเขาลดหย่อนลงจากพวกเขาแต่อย่างใด แต่ละคนย่อมได้รับการค้ำประกันในสิ่งที่เขาขวนขวายไว้”

 (บทอัฏฏูร โองการที่ ๒๑ )

 “แท้จริงเราได้ชี้แนะแนวทางให้แก่เขาแล้ว บางทีเขาก็เป็นผู้กตัญญู และบางทีเขาก็เป็นผู้เนรคุณ”  (บทอัลอินซาน โองการที่ ๓ )

 “ผู้ใดกระทำความดีก็จะได้แก่ตัวของเขา และผู้ใดกระทำความชั่วก็จะได้แก่ตัวของเขาเอง และพระเจ้าของเจ้านั้นมิทรงอธรรมต่อปวงบ่าวของพระองค์” (บทอัลฟุศศิลัต โองการที่ ๔๖ )


กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ มีโองการมากมายที่กล่าวถึง ทุกการกระทำของทุกสิ่ง ขึ้นอยู่กับการอนุมัติจากพระเจ้า และความต้องการของมนุษย์ ก็ขึ้นอยู่กับการอนุมัติจากพระองค์ ดั่งโองการเหล่านี้

“และพวกเจ้าจะไม่ประสงค์สิ่งใด เว้นแต่ อัลลอฮ์พระเจ้าแห่งสากลโลกจะทรงประสงค์”

(บทอัตตักวีร โองการที่ ๒๙)

“จงกล่าวเถิดว่า (มุฮัมมัด) ว่าฉันไม่มีอำนาจที่จะครอบครองประโยชน์ใด ๆ และโทษใด ๆ ไว้เป็นกรรมสิทธิ์แก่ตัวของฉันได้ นอกจากสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงประสงค์เท่านั้น” (บทอัลอะอฺรอฟ โองการที่ ๑๘๘)

 “และมิเคยปรากฏว่าชีวิตใดจะศรัทธา เว้นแต่ด้วยอนุมัติของอัลลอฮ์ และพระองค์จะทรงลงโทษแก่บรรดาผู้ไม่ใช้สติปัญญา” (บทยูนุส โองการที่ ๑๐๐ )

จะเห็นได้ว่า อัล กุรอานได้ยืนยันอย่างชัดเจนว่า ไม่ยอมรับทัศนะญับร์และทัศนะตัฟวีฎ มีเพียงทัศนะเดียวที่ถูกต้อง นั่นคือ ทัศนะของอิมามียะฮ์ ซึ่งได้รวมทั้งการกระทำของมนุษย์และการกระทำของพระเจ้า

นอกเหนือจากนี้ ยังมีโองการอื่นอีกที่กล่าวยืนยันถึงการกระทำหนึ่งที่เป็นทั้งการกระทำของพระเจ้าและของมนุษย์ เช่น โองการนี้ที่กล่าวว่า

“พวกเจ้ามิได้ฆ่าพวกเขา แต่ทว่าอัลลอฮ์ต่างหากที่ทรงฆ่าพวกเขา และเจ้ามิได้ขว้างดอกขณะที่เจ้าขว้าง แต่ทว่าอัลลอฮ์ต่างหากที่ขว้าง” (บทอัลอัมฟาล โองการที่ ๑๗ )


โองการนี้ใช้คำว่า เจ้ามิได้ขว้างปา ในขณะที่ขว้างปา จะเห็นได้ว่า กริยา เช่น การขว้างปา เป็นทั้งการกระทำของศาสดาและเป็นการกระทำของพระผู้เป็นเจ้า  จากคำกล่าวนี้ซึ่งตรงกับการอธิบายของทัศนะอัมรุน บัยนุลอัมร็อยน์  เพราะทัศนะนี้ได้กล่าวว่า การกระทำที่เป็นอิสระของมนุษย์ เป็นการกระทำของเขา และการกระทำของพระเจ้า

นอกจากโองการเหล่านี้ ยังมีวจนะที่ยืนยันในทัศนะของอิมามียะฮ์อีกด้วย เช่น

วจนะจากท่านอิมามบากิร และท่านอิมามซอดิก (ขอความสันติพึงมีแด่ท่านทั้งสอง)

“แท้จริง อัลลอฮ์ ทรงมีเมตตากว่าที่จะบังคับให้มวลบ่าวของพระองค์กระทำความผิดและบาปทั้งหลาย แล้วก็ทรงลงโทษพวกเขา และพระองค์ทรงมีเกียรติกว่าที่จะประสงค์ในสิ่งหนึ่ง แล้วสิ่งนั้นไม่เกิดขึ้น

หลังจากนั้น ได้ถามอิมามทั้งสองว่า

ในระหว่างการบังคับกับกอดัร(การกำหนดสภาวะและชะตากรรม)ของมนุษย์ ยังมีระดับขั้นอื่นอีกใช่หรือไม่?

อิมามทั้งสองตอบว่า

ใช่ ยังมีอีกระดับขั้นหนึ่ง ที่กว้างกว่าชั้นฟ้าและแผ่นดิน”

(อัตเตาฮีด ศอดูก บาบที่ ๕๙  วจนะที่ ๓ หน้าที่ ๓๖๐ )


   ศัพท์วิชาการท้ายบท

ญับร์ หมายถึง การบังคับ: Compulsion

อิคติยาร หมายถึง เจตจำนงเสรี: Free will

กัสบ์   หมายถึง การได้มาด้วยอำนาจ  Acquision

ตัฟวีฎ  หมายถึง การมอบอำนาจในการงานต่อพระเจ้า: Empowerment

อัมรุนบัยนะอัมร็อยน์  หมายถึง แนวทางสายกลาง

   

   สรุปสาระสำคัญ

๑การบังคับและเจตจำนงเสรีของมนุษย์ (ญับร์และอิคติยาร) เป็นประเด็นหนึ่งที่มีความสำคัญทั้งในอดีตจนถึงปัจจุบัน และเป็นข้อวิพากษ์กันในหมู่ของบรรดานักวิชาการอิสลาม โดยเฉพาะในสำนักคิดทั้งหลายของเทววิทยา จะเห็นได้ว่า มี ๒ ทัศนะที่สำคัญในประเด็นนี้

(๑.)ทัศนะของกลุ่มที่มีความเชื่อในญับร์(การบังคับ)และได้กล่าวว่า ตนไม่มีอิสระเสรีในการกระทำ

(๒.) ทัศนะของกลุ่มที่เชื่อในอิคติยาร (การเป็นอิสระ) กล่าวว่า มนุษย์มีอิสระเสรีในการกระทำ

๒.เรื่องของการบังคับและเจตจำนงเสรีของมนุษย์ มิได้มีจำกัดเฉพาะกับเทววิทยาอิสลามเท่านั้น แต่ในศาสตร์และวิชาการทั้งหลายของอิสลาม ก็มีความสัมพันธ์ในเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน บางครั้ง เรื่องของญับร์และอิคติยารเกี่ยวข้องกับเทววิทยา และปรัชญาอิสลาม และบางครั้ง เรื่องนี้ก็มีความสัมพันธ์กับมนุษยศาสตร์ด้วย


 

๓.เรื่องของการบังคับและเจตจำนงเสรีของมนุษย์ ในมุมมองของประวัติศาสตร์เทววิทยาอิสลาม มีด้วยกัน

๓ ทัศนะที่สำคัญ ดังนี้

๑.ทัศนะของสำนักคิดอัชอะรีย์ คือ ญับร์ หมายถึง พวกเขามีความเชื่อว่า มนุษย์ถูกบังคับให้กระทำจากพระเจ้าในทุกการกระทำ

๒.ทัศนะของสำนักคิดมุอฺตะซิละฮฺ คือ ตัฟวีฎ  หมายถึง พวกเขามีความเชื่อว่า พระเจ้าได้มอบหมายกระทำให้กับมนุษย์ และพระองค์มิได้มีบทบาทใดในการกระทำของเขา

๓.ทัศนะของสำนักคิดอิมามียะฮ์ ก็คือ อัมรุน บัยนะอัมร็อยน์ หมายถึง การเชื่อว่ามนุษย์มีอิสระในการกระทำ

ซึ่งทัศนะนี้ได้รับมาจากวจนะของบรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์ (ขอความสันติพึงมีแด่พวกท่าน)ที่ได้กล่าวไว้ว่า ไม่มีการบังคับจากพระเจ้าและการมอบหมายจากพระองค์ นอกจากการมีระหว่างสองสิ่ง (การบังคับกับการมอบหมาย)

๔. มนุษย์ทุกคนมีความรู้สึกว่า ตนเองมีอิสระและเจตนารมณ์เสรีในการกระทำ ด้วยเหตุนี้ เมื่อสามารถตอบข้อสงสัยบางประการที่เกี่ยวกับ การเป็นอิสระในการกระทำของตน จนในที่สุด ก็ยอมรับว่า การกระทำของเขา เป็นการบังคับจากพระเจ้า

๕.พื้นฐานหนึ่งของสำนักคิดอัชอะรีย์ คือ ความรู้ที่มาดั้งเดิมของพระเจ้า และความสัมพันธ์กับการกระทำของมนุษย์  ซึ่งมิได้มีความขัดแย้งกับการกระทำที่เป็นอิสระของมนุษย์


๖.อีกพื้นฐานหนึ่งของทัศนะญับร์ ก็คือ ความประสงค์อันสมบูรณ์และไม่มีที่สิ้นสุดของพระเจ้า สำนักคิดอัชอะรีย์มีความเชื่อว่า ทุกการกระทำที่มีอยู่ และการกระทำของมนุษย์ขึ้นอยู่กับความประสงค์ของพระองค์ ดังนั้น มนุษย์จึงไม่มีบทบาทในการกระทำของเขา และไม่มีอิสระ ตรงกันข้ามกับทัศนะนี้ คือ ทัศนะของสำนักคิดมุอฺตะซิละฮ์ ที่มีความเชื่อว่า การกระทำของมนุษย์มิได้เป็นความประสงค์ของพระเจ้า

๗.ความเป็นจริงก็คือ ความประสงค์ของพระเจ้า รวมทั้งการกระทำของมนุษย์ด้วย เพราะว่า สิ่งที่สร้างสัมพันธ์กับการกระทำของมนุษย์ คือ ความประสงค์ของพระองค์ แต่การกระทำของมนุษย์ ในสภาพที่มีความเป็นอิสระ

กล่าวอีกนัยก็คือ พระเจ้าทรงประสงค์ในการกระทำที่เป็นอิสระของมวลบ่าวของพระองค์ และให้เขาปฏิบัติการกระทำของพวกเขา และตัดสินใจด้วยตนเอง

๘.ทัศนะของญับร์ เมื่อได้เปรียบเทียบกับมโนธรรมของมนุษย์ จะเห็นได้ว่า มีความขัดแย้งกัน ด้วยเหตุนี้ สำนักคิดอัชอะรีย์จึงได้ให้ทัศนะใหม่ นั่นคือ กัสบ์ เพื่อปกป้องและรักษาความเชื่อของทัศนะญับร์ และมีการอธิบายในทัศนะนี้มากมายและแตกต่างกันในหมู่นักเทววิทยาในสำนักคิดนี้ ซึ่งแต่ละทัศนะมีข้อบกพร่อง

๙.สำนักคิดมุอฺตะซิละฮ์ เล็งเห็นว่า การรักษาความยุติธรรมของพระเจ้า  จึงมีความเชื่อในการตัฟวีฎ (การมอบหมาย) เพราะว่า การลงโทษของผู้กระทำความผิดและบาปทั้งหลาย ที่เรียกว่า เป็นความยุติธรรมของพระเจ้า ก็ต่อเมื่อมนุษย์มีอำนาจที่เป็นอิสระในการกระทำของตนเอง

และเหตุผลหรือหลักฐาน ถ้าหากว่ามีความถูกต้อง ก็คือ ใช้พิสูจน์ความไม่ถูกต้องของทัศนะญับร์เท่านั้น


๑๐.ทัศนะของสำนักคิดอัชอะรีย์ คือ ญับร์ (การบังคับ) และทัศนะของสำนักคิดมุอฺตะซิละฮ์ คือ ตัฟวีฎ ทั้งสองทัศนะถือว่า ไม่ถูกต้อง และมีทัศนะที่สาม ก็คือ ทัศนะของสำนักคิดอิมามียะฮ์ ที่มีความเชื่อว่า มนุษย์มีอิสระในการกระทำของตนเอง และการกระทำของเขาอยู่ใต้อำนาจ ความรู้ ความประสงค์ของพระเจ้า  นี่คือ ความหมายของทัศนะอัมรุน บัยนุลอัมร็อยน์ กล่าวคือ การกระทำของมนุษย์ ในมุมมองหนึ่งเป็นการกระทำของเขา และอีกมุมหนึ่ง คือการกระทำของพระเจ้า  ซึ่งมิได้มีความหมายว่า มนุษย์ถูกบังคับให้กระทำ

๑๑.โองการทั้งหลายของอัล กุรอานได้กล่าวยืนยันว่า มนุษย์มีอิสระในการกระทำของตนเอง และบางโองการกล่าวว่า ความประสงค์ของมนุษย์ขึ้นอยู่กับความประสงค์ของพระเจ้า  ซึงตรงกันกับทัศนะของอัมรุน บัยนุลอัมร็อยน์


                            สารบัญ

บทเรียนเทววิทยาอิสลาม. ๑

การรู้จักพระเจ้า ๑

คำนำ... ๒

คำนิยามของอิลมุลกะลาม (วิชาเทววิทยาอิสลาม) ๔

คำอธิบาย. ๔

วิธีการศึกษาในอิลมุลกะลาม (วิชาเทววิทยาอิสลาม) ๗

สาเหตุที่เรียกวิชาเทววิทยาอิสลามว่า อิลมุลกะลาม. ๙

ขอบเขตของเทววิทยาอิสลาม. ๑๐

ภาคที่หนึ่ง. ๑๒

การรู้จักพระเจ้า ๑๒

บทที่ ๑ การรู้จักพระเจ้า ๑๓

เนื้อหาทั่วไป. ๑๓

ความสำคัญของการรู้จักพระเจ้า ๑๔

ความจำเป็นในการรู้จักพระเจ้า ๑๕

ระดับขั้นของการรู้จักพระเจ้า ๑๘

แนวทางการแสวงหาพระเจ้าและรู้จักพระองค์. ๒๐

วิธีการทั่วไป และวิธีการโดยเฉพาะ. ๒๒

ศัพท์วิชาการท้ายบท. ๒๓

สรุปสาระสำคัญ.. ๒๔

บทที่ ๒. ๒๖

วิธีการฟิฏรัต(สัญชาตญาณดั้งเดิมของมนุษย์) ๒๖

บทนำเบื้องต้น. ๒๖

ฟิฏรัต ความหมายด้านภาษา และเชิงวิชาการ. ๒๗

การอธิบายความหมายของการมีอยู่ของพระเจ้าเป็น ฟิฏรัต. ๒๘

คำอธิบาย. ๒๙

การรู้จักพระเจ้า เป็นสัญชาตญาณดั้งเดิมของมนุษย์ในทัศนะของอัล กุรอาน. ๓๓

การรู้จักพระเจ้า  เป็นสัญชาตญาณดั้งเดิมของมนุษย์ในทัศนะของวจนะ. ๓๖

ศัพท์วิชาการท้ายบท. ๓๗

สรุปสาระสำคัญ.. ๓๘

บทที่ ๓. ๔๐

ทฤษฎีกฏและระเบียบของโลก. ๔๐

อะไร คือ ความเป็นระบบและระเบียบ?. ๔๒

เหตุผลที่ง่ายต่อการเข้าใจ. ๔๓

คำอธิบายในข้ออ้างหลัก. ๔๔

คำอธิบายในข้ออ้างรอง. ๔๕

ข้อสรุป. ๔๖

ความเป็นระบบและระเบียบในทัศนะของอัล กุรอาน. ๔๗

ศัพท์วิชาการท้ายบท. ๕๕

สรุปสาระสำคัญ.. ๕๕

บทที่ ๔. ๕๗

เหตุผลทางสติปัญญา : ข้อพิสูจน์วุญูบและอิมกาน. ๕๗

(สิ่งจำเป็นต้องมีอยู่ และสิ่งต้องพึ่งพา) ๕๗

ประโยชน์ของเหตุผลทางสติปัญญา ๕๘

ตัวบทของข้อพิสูจน์วุญูบและอิมกาน (สิ่งจำเป็นที่ต้องมีอยู่และสิ่งที่ต้องพึ่งพา) ๕๙

การอธิบายในข้อพิสูจน์วุญูบและอิมกาน (สิ่งจำเป็นที่ต้องมีอยู่และสิ่งที่ต้องพึ่งพา) ๖๒

คุณลักษณะลำดับแรกและคุณลักษณะลำดับรอง. ๖๓

อัล กุรอานกับความต้องการของสิ่งมีชีวิตยังพระเจ้า ๖๕

ศัพท์วิชาการท้ายบท. ๖๖

สรุปสาระสำคัญ.. ๖๗

ภาคที่สอง. ๖๙

เตาฮีด (ความเป็นเอกานุภาพของพระเจ้า) ๖๙

บทที่ ๑ ความเป็นเอกานุภาพของพระเจ้า ๗๐

เนื้อหาทั่วไป. ๗๐

ความเป็นเอกานุภาพของพระผู้เป็นเจ้าที่มีกล่าวไว้ในศาสนาอื่นๆ. ๗๑

ความหมายทางภาษาของ เตาฮีด. ๗๓

ความเป็นเอกานุภาพในทฤษฎี ความศรัทธา และการปฏิบัติ. ๗๓

ความหมายในเชิงวิชาการของ ความเป็นเอกานุภาพ. ๗๔

อีกสองความหมายของ ความเป็นเอกานุภาพ. ๗๕

ความเป็นเอกานุภาพในมุมมองของเทววิทยาอิสลาม. ๗๖

ความเป็นเอกานุภาพของพระผู้เป็นเจ้าในมุมมองของอัลกุรอาน และวจนะ. ๗๗

ความสำคัญของความเป็นเอกานุภาพในศาสนาอิสลามและศาสนาอื่น. ๗๘

ศัพท์ทางวิชาการท้ายบท. ๘๑

สรุปสาระสำคัญ.. ๘๑

บทที่ ๒. ๘๓

ความเป็นเอกานุภาพในอาตมัน ตัวตนของพระเจ้า ๘๓

ความหมายของ ความเป็นเอกานุภาพในอาตมัน ในมุมมองต่างๆ.. ๘๔

ความบริสุทธิ์ในอาตมันของพระผู้เป็นเจ้า ๘๖

เหตุผลของความเป็นเอกานุภาพของพระผู้เป็นเจ้า ๘๘

เหตุผลของการไม่มีส่วนประกอบในอาตมันของพระผู้เป็นเจ้า ๘๘

คำอธิบาย. ๘๙

การพิสูจน์ความเป็นหนึ่งเดียวของพระผู้เป็นเจ้าและการปฏิเสธการมีอยู่ของพระเจ้าหลายองค์  ๙๒

เหตุผลที่หนึ่ง  : ความสมบูรณ์แบบที่สุดและความไม่มีขอบเขตจำกัดของพระเจ้า ๙๒

เหตุผลที่สอง  : การปฏิเสธการมีส่วนประกอบทุกชนิด. ๙๔

เหตุผลที่สาม   : การปฏิเสธการมีอยู่ของพระเจ้าหลายองค์. ๙๕

ความเป็นหนึ่งเดียวในความจริงและในจำนวนเลข. ๙๖

(วะฮ์ดัตฮะกีกีย์และวะฮ์ดัตอะดาดีย์) ๙๖

ความเป็นเอกานุภาพในอาตมัน(เตาฮีด ซาตีย์) ในอัล กุรอาน. ๙๗

ความเป็นเอกานุภาพในอาตมัน(เตาฮีด ซาตีย์) ในวจนะ. ๙๙

ศัพท์วิชาการท้ายบท. ๑๐๒

สรุปสาระสำคัญ.. ๑๐๒

บทที่ ๓. ๑๐๕

ความเป็นเอกานุภาพของพระเจ้าในคุณลักษณะ. ๑๐๕

(เตาฮีด ซิฟาตีย์) ๑๐๕

บทนำเบื้องต้น. ๑๐๕

ความเป็นหนึ่งเดียวในด้านความหมายและความเป็นจริง. ๑๐๗

ความหมายของความเป็นเอกานุภาพในคุณลักษณะ. ๑๐๘

เหตุผลของความเป็นเอกานุภาพในคุณลักษณะ. ๑๐๙

เหตุผลที่หนึ่ง. ๑๐๙

เหตุผลที่สอง. ๑๑๑

เหตุผลที่สาม. ๑๑๒

ความแตกต่างทางด้านความหมายของคุณลักษณะ (ซิฟัต) ๑๑๔

ความเป็นเอกานุภาพในคุณลักษณะ(เตาฮีด ซิฟาตีย์)ในมุมมองทางประวัติศาสตร์. ๑๑๕

ความเป็นเอกานุภาพในคุณลักษณะ(เตาฮีด ซิฟาตีย์)ในมุมมองของวจนะ. ๑๑๗

ศัพท์วิชาการท้ายบท. ๑๒๐

สรุปสาระสำคัญ.. ๑๒๐

บทที่ ๔. ๑๒๒

ความเป็นเอกานุภาพใน กิริยา การกระทำ (เตาฮีด อัฟอาลีย์) ตอนที่หนึ่ง. ๑๒๒

บทนำเบื้องต้น. ๑๒๒

บทบาทของความเป็นเอกานุภาพในกิริยา การกระทำในมุมมองของโลกทรรศน์. ๑๒๓

การกระทำของสิ่งถูกสร้างอยู่ภายใต้การกระทำของผู้สร้าง. ๑๒๔

บทบาทของสื่อกลางในการเกิดขึ้นของการกระทำในพระเจ้า ๑๒๗

ความเป็นเอกานุภาพในกิริยา การกระทำ และเจตจำนงเสรีของมนุษย์. ๑๒๘

เหตุผลในความเป็นเอกานุภาพในกิริยา การกระทำ... ๑๓๐

ศัพท์วิชาการท้ายบท. ๑๓๒

สรุปสาระสำคัญ.. ๑๓๒

บทที่ ๕. ๑๓๔

ความเป็นเอกานุภาพในกริยา การกระทำ (เตาฮีด อัฟอาลีย์) ตอนที่สอง. ๑๓๔

บทนำเบื้องต้น. ๑๓๔

ความเป็นเอกานุภาพในการสร้าง(เตาฮีด ฟีย์คอลิกียะฮ์) ๑๓๔

ความเป็นเอกานุภาพในการอภิบาล. ๑๓๕

เหตุผลการพิสูจน์ความเป็นเอกานุภาพในการอภิบาล. ๑๓๖

ความเป็นเอกานุภาพในกริยา การกระทำ ในอัล กุรอาน และวจนะ. ๑๓๗

ความสำคัญของความเป็นเอกานุภาพในการอภิบาล. ๑๔๐

(เตาฮีด รุบูบีย์) ในทัศนะของอัล กุรอาน. ๑๔๐

ข้อพิพาทของบรรดาศาสดาในความเป็นเอกานุภาพการอภิบาลของพระผู้เป็นเจ้า ๑๔๒

เหตุผลในหลักความเป็นเอกานุภาพการอภิบาลของพระผู้เป็นเจ้า ๑๔๕

การบริหารการงานของสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นอยู่กับการอนุมัติของผู้สร้าง. ๑๔๗

ศัพท์วิชาการท้ายบท. ๑๔๙

สรุปสาระสำคัญ.. ๑๔๙

บทที่ ๖. ๑๕๒

ความเป็นเอกานุภาพในการกำหนดกฏระเบียบและการปกครอง –ความเป็นเอกานุภาพในการเป็นพระเจ้า ๑๕๒

ความเป็นเอกานุภาพในการกำหนดกฏระเบียบ และการปกครอง. ๑๕๒

พื้นฐานทางสติปัญญาของความเป็นเอกานุภาพในการกำหนดกฏระเบียบ และการปกครอง  ๑๕๓

ความเป็นเอกานุภาพในการกำหนดกฏระเบียบและการปกครองในทัศนะของอัล กุรอาน  ๑๕๕

ความเป็นเอกานุภาพในการเป็นพระเจ้า ๑๕๘

ทำไมต้องมีพระเจ้าองค์เดียว?. ๑๖๐

ความสัมพันธ์ของประเภทต่างๆในความเป็นเอกานุภาพในทฤษฎีความศรัทธา ๑๖๑

ศัพท์วิชาการท้ายบท. ๑๖๒

สรุปสาระสำคัญ.. ๑๖๒

บทที่ ๗. ๑๖๓

ความเป็นเอกานุภาพในการปฏิบัติ (เตาฮีด อะมะลีย์) ๑๖๓

การซึมซับของความเป็นเอกานุภาพในด้านความคิด ความเชื่อ และในด้านการปฏิบัติ. ๑๖๓

คุณค่าของความเป็นเอกานุภาพในทฤษฎีความศรัทธา ๑๖๕

ความเป็นเอกานุภาพในการเคารพภักดี. ๑๖๕

ความหมายที่แท้จริงของการเคารพภักดี. ๑๖๖

ความเป็นเอกานุภาพในการเคารพภักดีที่มีอยู่ในหมู่มุสลิม. ๑๖๙

ความสัมพันธ์ระหว่างความเป็นเอกานุภาพในการเป็นพระเจ้ากับการเคารพภักดี. ๑๗๒

ความเป็นเอกานุภาพในด้านการปฏิบัติในอัล กุรอานและวจนะ. ๑๗๓

ชาวคัมภีร์กับการเคารพภักดีในพระเจ้าองค์เดียว. ๑๗๕

ความสัมพันธ์ระหว่างความเป็นเอกานุภาพในการเคารพภักดีกับความเป็นเอกานุภาพในการบริหาร  ๑๗๕

การตั้งภาคีที่ซ่อนในการเคารพภักดี. ๑๗๖

ศัพท์วิชาการท้ายบท. ๑๗๗

สรุปสาระสำคัญ.. ๑๗๗

บทที่ ๘. ๑๗๙

ความเป็นเอกานุภาพในการปฏิบัติ ตอนที่ สอง. ๑๗๙

ความเป็นเอกานุภาพในการช่วยเหลือ (เตาฮีด อิสติอานะฮ์) ๑๗๙

ความเป็นเอกานุภาพในการปฏิบัติตาม(เตาฮีด อิฏออะฮ์) ๑๘๒

ความเป็นเอกานุภาพในการให้ความรัก. ๑๘๓

ความเป็นเอกานุภาพในการมอบหมายกิจการงาน. ๑๘๕

ความเป็นสัญชาตญาณดั้งเดิมของความเป็นเอกานุภาพ. ๑๘๖

ความเป็นเอกานุภาพในการปฏิบัติตามในทัศนะของอัล กุรอาน. ๑๘๘

ศัพท์วิชาการท้ายบท. ๑๙๒

สรุปสาระสำคัญ.. ๑๙๒

บทที่ ๙. ๑๙๕

พื้นฐานทางสติปัญญาของความเป็นเอกานุภาพในทัศนะอัลกุรอานและวจนะ. ๑๙๕

อัล กุรอานกับความเป็นสัญชาตญาณดั้งเดิมของความเป็นเอกานุภาพของพระผู้เป็นเจ้า ๑๙๕

สัญชาตญาณดั้งเดิมของความเป็นเอกานุภาพในมุมมองของวจนะ. ๑๙๘

เหตุผลทางสติปัญญาของอัลกุรอานในความเป็นเอกานุภาพของพระผู้เป็นเจ้า ๑๙๙

สรุปสาระสำคัญ.. ๒๐๓

บทที่ ๑๐. ๒๐๔

ความเป็นเอกานุภาพ และการตั้งภาคี (ชิรก์) ตอนที่ หนึ่ง. ๒๐๔

ประเภทของการตั้งภาคี. ๒๐๕

คำอธิบาย. ๒๐๕

การตั้งภาคีในความเป็นพระเจ้าและการเคารพภักดี. ๒๐๘

ระดับขั้นของการตั้งภาคี. ๒๐๙

ศัพท์วิชาการท้ายบท. ๒๑๑

สรุปสาระสำคัญ.. ๒๑๑

บทที่ ๑๑. ๒๑๓

ความเป็นเอกานุภาพของพระผู้เป็นเจ้า และการตั้งภาคี ตอนที่ ๒. ๒๑๓

ความเป็นเอกานุภาพ และการตั้งภาคีในประวัติศาสตร์. ๒๑๓

สาเหตุและองค์ประกอบที่ทำให้มนุษย์มีการตั้งภาคี. ๒๑๘

การตั้งภาคีกับความบาป. ๒๒๑

สรุปสาระสำคัญ.. ๒๒๒

บทที่ ๑๒. ๒๒๔

การตั้งภาคีในทัศนะอัล กุรอานและวจนะ. ๒๒๔

สาเหตุที่ทำให้มีการตั้งภาคีในทัศนะของอัล กุรอาน. ๒๒๖

วิธีการตอบโต้ของอัล กุรอานต่อการตั้งภาคี. ๒๓๒

สรุปสาระสำคัญ.. ๒๓๓

ภาคที่ สาม. ๒๓๔

คุณลักษณะของพระเจ้า ๒๓๔

บทที่ ๑ คุณลักษณะของพระเจ้า ๒๓๕

เนื้อหาทั่วไป. ๒๓๕

พระนาม คุณลักษณะ การกระทำของพระเจ้า ๒๓๖

คุณลักษณะของพระเจ้าในเทววิทยาอิสลาม. ๒๓๘

ประเภทของคุณลักษณะของพระเจ้า ๒๔๐

ศัพท์วิชาการท้ายบท. ๒๔๔

บทที่ ๒. ๒๔๖

การรู้จักคุณลักษณะของพระเจ้า ๒๔๖

ความเป็นไปได้ต่อการรู้จักถึงคุณลักษณะของพระเจ้า ๒๔๖

การวิเคราะห์และตรวจสอบในทัศนะของพวกตะอ์ตีล. ๒๔๘

และตัชบิฮ์. ๒๔๘

แนวทางในการรู้จักคุณลักษณะของพระเจ้า ๒๕๑

พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงมีคุณลักษณะที่สมบูรณ์ที่สุด. ๒๕๓

การอธิบายคุณลักษณะของพระเจ้า ๒๕๔

การหยุดนิ่ง(เตากีฟ) ของนามทั้งหลายและคุณลักษณะของพระเจ้า ๒๕๗

ศัพท์วิชาการท้ายบท. ๒๕๙

สรุปสาระสำคัญ.. ๒๕๙

บทที่ ๓. ๒๖๑

อัล กุรอานกับการอธิบายคุณลักษณะของพระเจ้า ๒๖๑

คุณลักษณะของพระเจ้าในมุมมองของวจนะ. ๒๖๔

สรุปสาระสำคัญ.. ๒๖๖

บทที่ ๔. ๒๖๗

ความรู้ของพระเจ้า (อิลม์ อิลาฮีย์) ๒๖๗

ความรู้ คือ อะไร?. ๒๖๗

ความรู้โดยตรงและความรู้โดยผ่านสื่อ. ๒๖๘

ระดับขั้นความรู้ของพระเจ้า ๒๖๙

ความรู้ในอาตมันของพระเจ้า ๒๖๙

เหตุผลของ ความรู้ในอาตมันของพระเจ้า ๒๗๐

ความรู้ในสรรพสิ่งทั้งหลายก่อนการเกิดขึ้น. ๒๗๑

ความรู้ของพระเจ้าหลังการเกิดขึ้นของสรรพสิ่ง. ๒๗๓

ความรู้ในอาตมัน และความรู้ในการกระทำ... ๒๗๔

ความรู้ของพระเจ้าในรายละเอียดของสรรพสิ่ง. ๒๗๕

ความรู้ของพระเจ้าและเจตจำนงเสรีของมนุษย์. ๒๗๗

ความรู้ของพระเจ้า ในมุมมองของอัล กุรอาน. ๒๗๘

การพิสูจน์ความรู้ของพระเจ้า ๒๗๘

ความรู้อันไม่มีที่สิ้นสุดของพระเจ้า ๒๗๙

ความรู้ในสิ่งที่เร้นลับของพระเจ้า ๒๘๑

ความรู้ของพระเจ้าในมุมมองของวจนะ. ๒๘๒

ความรู้โดยเฉพาะและทั่วไปของพระเจ้า ๒๘๓

ศัพท์วิชาการท้ายบท. ๒๘๔

สรุปสาระสำคัญ.. ๒๘๔

บทที่ ๕. ๒๘๗

พลังอำนาจของพระเจ้า (กุดรัต อิลาฮีย์) ๒๘๗

ความหมายทางภาษาของ คำว่า กุดรัต (พลังอำนาจ) ๒๘๗

ความหมายของ พลังอำนาจของพระเจ้า (กุดรัต อิลาฮียฺ) ๒๘๙

การพิสูจน์ พลังอำนาจของพระเจ้า ๒๙๐

อานุภาพของพระเจ้า ๒๙๑

สิ่งที่ไม่อาจเกิดขึ้น (มุฮาล) อยู่ภายใต้การมีพลังอำนาจของพระเจ้าใช่หรือไม่?. ๒๙๒

การมีพลังอำนาจของพระเจ้าในการกระทำที่ไม่ดี. ๒๙๖

พลังอำนาจของพระเจ้าในมุมมองของอัล กุรอานและวจนะ. ๒๙๘

ศัพท์วิชาการท้ายบท. ๓๐๐

สรุปสาระสำคัญ.. ๓๐๐

บทที่ ๖. ๓๐๒

การมีชีวิตของพระเจ้า ๓๐๒

การมีชีวิตอยู่ของสรรพสิ่ง. ๓๐๒

ความหมายของการมีชีวิตของพระเจ้า ๓๐๔

เหตุผลของการมีชีวิตของพระเจ้า ๓๐๕

การมีมาแต่เดิมและความเป็นอมตะและนิรันดร์ของพระผู้เป็นเจ้า ๓๐๙

การอธิบาย การมีมาแต่เดิมและความเป็นนิรันดร์ของพระเจ้า ๓๑๐

เหตุผลของ การมีมาแต่เดิมและความเป็นนิรันดร์ของพระผู้เป็นเจ้า ๓๑๑

ศัพท์วิชาการท้ายบท. ๓๑๓

สรุปสาระสำคัญ.. ๓๑๓

บทที่ ๗. ๓๑๕

ความประสงค์ของพระเจ้า (อิรอดะฮ์ อิลาฮีย์) ๓๑๕

ความหมายความเป็นจริงของความประสงค์ของมนุษย์. ๓๑๖

ทัศนะต่างๆของนักเทววิทยาอิสลามในการอธิบายความหมาย. ๓๑๗

ความประสงค์ของพระเจ้า ๓๑๗

ความประสงค์ในอาตมันของพระเจ้าและในการกระทำของพระองค์. ๓๑๘

การมีมาดั้งเดิมหรือการเพิ่งเกิดขึ้นมาของความประสงค์ในพระเจ้า ๓๒๑

ความแตกต่างกันระหว่างความประสงค์,ความต้องการและการเลือกสรร. ๓๒๒

เหตุผลของบรรดานักเทววิทยาอิสลามในการพิสูจน์ความประสงค์ของพระเจ้า ๓๒๓

ความประสงค์ในการสร้างสรรค์และการกำหนดบทบัญญัติ(อิรอดะฮ์ ตักวีนีย์ และตัชริอีย์) ๓๒๔

ความประสงค์และความต้องการของพระเจ้า ในอัลกุรอานและวจนะ. ๓๒๕

ศัพท์วิชาการท้ายบท. ๓๓๐

สรุปสาระสำคัญ.. ๓๓๐

บทที่ ๘. ๓๓๒

คำตรัสกล่าวของพระเจ้า (กะลาม อิลาฮียฺ) ๓๓๒

บทนำเบื้องต้น. ๓๓๒

ความเป็นจริงของคำตรัสกล่าวของพระเจ้าคืออะไร?. ๓๓๓

ความหมายของ คำตรัสกล่าวของพระเจ้า ๓๓๔

ทุกสรรพสิ่งคือ ดำรัส ของพระเจ้า ๓๓๖

กะลาม ลัฟซีย์ กะลาม นัฟซีย์ และ กะลามเฟียะลีย์. ๓๓๗

(ประเภทต่างๆของคำตรัสกล่าวของพระเจ้า) ๓๓๗

การมีมาแต่เดิมและการเพิ่งเกิดขึ้นมาใหม่ของ. ๓๓๘

คำตรัสกล่าวของพระเจ้า ๓๓๘

เหตุผลของการเป็นผู้ตรัสกล่าวของพระเจ้า ๓๔๐

คุณลักษณะ การตรัสกล่าว ในอัล กุรอานและวจนะ. ๓๔๑

ศัพท์วิชาการท้ายบท. ๓๔๕

สรุปสาระสำคัญ.. ๓๔๕

บทที่ ๙. ๓๔๗

ความสัตย์จริงของพระเจ้า-ความเป็นวิทยปัญญาของพระเจ้า ๓๔๗

บทนำเบื้องต้น. ๓๔๗

ความสัตย์จริง เป็นคุณลักษณะในอาตมันหรือในการกระทำ?. ๓๔๘

เหตุผลของนักเทววิทยาอิสลามในการพิสูจน์ความสัตย์จริงของพระเจ้า ๓๔๙

ความสัตย์จริงของพระเจ้าในอัล กุรอาน. ๓๕๑

ความหมายของ วิทยปัญญา ๓๕๒

สรุปสาระสำคัญ.. ๓๕๖

บทที่ ๑๐. ๓๕๘

คุณลักษณะที่ไม่มีในพระเจ้า ๓๕๘

บทนำเบื้องต้น. ๓๕๘

เหตุผลในการพิสูจน์คุณลักษณะที่ไม่มีของพระเจ้า ๓๕๙

เหตุผลของการมองไม่เห็นพระเจ้าด้วยกับสายตา ๓๖๕

คุณลักษณะที่ไม่มีในพระเจ้า ในทัศนะอัล กุรอาน. ๓๖๖

พระเจ้าคือ ผู้ที่ไม่ต้องการสถานที่อยู่อาศัย. ๓๖๖

การมองไม่เห็นพระเจ้า ๓๖๘

คุณลักษณะที่ไม่มีในพระเจ้า ในมุมมองของวจนะ. ๓๗๐

สรุปสาระสำคัญ.. ๓๗๓

ภาคที่สี่. ๓๗๕

การกระทำของพระเจ้า ๓๗๕

บทที่ ๑. ๓๗๖

ความดี และ ความชั่วทางสติปัญญา ๓๗๖

เนื้อหาโดยทั่วไป การกระทำของพระเจ้า ๓๗๖

ความดี และ ความชั่วทางสติปัญญา ๓๗๗

ความแตกต่างระหว่างอัดลียะฮ์กับอัชอะรีย์ในความดี และความชั่วทางสติปัญญา ๓๘๐

เหตุผลของสำนักคิดอัชอะรีย์ในการปฏิเสธความดีและความชั่วทางสติปัญญา ๓๘๒

ผลที่ได้รับของการมีความเชื่อในความดีและความชั่วทางสติปัญญา ๓๘๔

ความดีและความชั่วทางสติปัญญา ในมุมมองของอัล กุรอาน. ๓๘๔

ศัพท์วิชาการท้ายบท. ๓๘๖

สรุปสาระสำคัญ.. ๓๘๖

บทที่ ๒. ๓๘๙

วิทยปัญญาของพระเจ้า คือ เป้าหมายสูงสุดในการกระทำของพระองค์. ๓๘๙

บทนำเบื้องต้น. ๓๘๙

เป้าหมายของผู้กระทำกับการกระทำ... ๓๙๐

เหตุผลของการมีวิทยปัญญาของพระเจ้า ๓๙๒

เหตุผลของสำนักคิดอัชอะรีย์ในการปฏิเสธการมีเป้าหมายในการกระทำของพระเจ้า ๓๙๒

วิทยปัญญาของพระเจ้าในทัศนะของอัล กุรอาน. ๓๙๔

วิทยปัญญาของพระเจ้ากับความชั่วร้าย. ๓๙๖

๑.การมีขอบเขตในความรู้ของมนุษย์. ๓๙๗

๒.เป้าหมายที่สูงสุดในการสร้างมนุษย์. ๓๙๘

๓. ผลประโยชน์ส่วนรวมมาก่อนผลประโยชน์ส่วนตัว. ๓๙๘

๔.บทบาทของมนุษย์ที่มีต่อการเกิดขึ้นของความชั่วร้าย. ๓๙๙

ปรัชญาการเกิดขึ้นของความชั่วร้าย. ๔๐๐

๑.การพัฒนาทางด้านจิตวิญญาณ.. ๔๐๐

๒.การทดสอบจากพระเจ้า ๔๐๑

๓.เป็นคติเตือนใจและเป็นการปลุกให้ตื่นขึ้นจากการหลับใหล. ๔๐๒

๔.การไม่รู้คุณค่าในปัจจัยยังชีพของพระเจ้า ๔๐๓

ปรัชญาการทดสอบ ในทัศนะของวจนะ. ๔๐๔

สรุปสาระสำคัญ.. ๔๐๖

บทที่ ๓. ๔๐๘

ความยุติธรรมของพระเจ้า (อัดล์ อิลาฮียฺ) ๔๐๘

บทนำเบื้องต้น. ๔๐๘

ความสัมพันธ์ระหว่างวิทยปัญญากับความยุติธรรม. ๔๑๐

ความยุติธรรมตั้งอยู่บนพื้นฐานของความดีและความชั่วทางสติปัญญา ๔๑๐

ความหมายของความยุติธรรม (อัดล์) ๔๑๑

ประเภทของความยุติธรรมของพระเจ้า ๔๑๒

ความยุติธรรมของพระเจ้า ถูกแบ่งออกเป็น ๓ ประเภท ด้วยกัน มีดังนี้. ๔๑๒

เหตุผลทางสติปัญญาในการพิสูจน์ความยุติธรรมของพระเจ้า ๔๑๓

ความยุติธรรมของพระเจ้าในอัล กุรอาน. ๔๑๔

ข้อสงสัยในความยุติธรรมของพระเจ้า ๔๑๗

ความยุติธรรมของพระเจ้ากับความแตกต่างที่มีอยู่ในสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลาย. ๔๑๘

ความตายกับการสูญสลาย. ๔๑๙

ความสัมพันธ์ของบาปกับการถูกลงโทษในวันแห่งการตัดสิน. ๔๒๐

ความยุติธรรมของพระเจ้ากับความเจ็บปวดและความยากลำบากของมนุษย์. ๔๒๒

ศัพท์วิชาการท้ายบท. ๔๒๓

สรุปสาระสำคัญ.. ๔๒๓

บทที่ ๔. ๔๒๖

การกำหนดกฏสภาวะและจุดหมายปลายทางของมนุษย์ (กอฎออฺและกอดัร) ๔๒๖

บทนำเบื้องต้น. ๔๒๖

ความหมายของ กอฎออฺ และ กอดัร. ๔๒๗

ประเภทของกอฎออฺ และกอดัร. ๔๒๗

กอฎออฺและกอดัรอิลมีย์ (การกำหนดกฏสภาวะในความรู้) ๔๒๘

กอฎออฺและกอดัร อัยนีย์ (การกำหนดสภาวะในความเป็นจริง) ๔๒๙

ชะตากรรมและการเลือกสรรของมนุษย์. ๔๓๐

กอฎออฺและกอดัรโดยทั่วไป. ๔๓๒

กอฎออฺและกอดัรของพระเจ้า ในอัล กุรอาน และวจนะ. ๔๓๒

ศัพท์วิชาการท้ายบท. ๔๓๖

สรุปสาระสำคัญ.. ๔๓๗

บทที่ ๕. ๔๓๙

การบังคับและเจตจำนงเสรีของมนุษย์ (ญับรฺวะอิคติยาร) ๔๓๙

บทนำเบื้องต้น. ๔๓๙

คำอธิบาย. ๔๓๙

ขอบเขตของเรื่อง การบังคับและเจตจำนงเสรีของมนุษย์. ๔๔๐

การบังคับและเจตจำนงเสรีของมนุษย์ที่ถูกกล่าวไว้ในประวัติศาสตร์อิสลาม. ๔๔๒

มโนธรรมของมนุษย์บ่งบอกถึงการเป็นอิสระเสรี. ๔๔๓

การวิเคราะห์ในทัศนะญับร์ (การบังคับจากพระเจ้า) ๔๔๔

ทัศนะกัสบ์. ๔๔๙

การตรวจสอบในทัศนะตัฟวีฎ (การมอบอำนาจในกิจการต่อพระเจ้า) ๔๕๑

จุดประสงค์ของพวกมุอฺตะซิละฮ์ ต่อการมีความเชื่อในทัศนะตัฟวีฎ. ๔๕๒

ทัศนะของอัมรุน บัยนะอัมร็อยน์ (แนวทางสายกลาง) ๔๕๓

ทัศนะอัมรุน บัยนะอัมร็อยน์ในอัล กุรอานและวจนะ. ๔๕๕

ศัพท์วิชาการท้ายบท. ๔๕๘

สรุปสาระสำคัญ.. ๔๕๘