เมื่อเราถือว่า เป็นหน้าที่ของอัลลอฮ์(ซ.บ.)ที่พระองค์ทรงเมตตากรุณา ในกรณีที่ส่งมายังมวลมนุษย์ซึ่งบุคคลที่ชี้นำตักเตือน และเรียกร้องเชิญชวนมนุษย์สู่หนทางอันเที่ยงตรงโดยได้ทรงอธิบายความรู้ในทางศาสนาและกำหนดแบบแผนอันแน่นอนตามที่ทรงประสงค์แก่พวกเขาเพื่อเป็น
หลักฐานข้อพิสูจน์ของพระองค์ที่ให้แก่พวกเขาดังโองการที่ว่า :
“ดังนั้น หลักฐานข้อพิสูจน์อันเป็นเหตุผลลึกซึ้งเป็นของอัลลอฮ์”( 1 )
ผู้ชี้นำและผู้ตักเตือนที่ว่านี้คือท่านศาสนทูตมุฮัมมัด(ศ)ซึ่งได้มีปาฏิหารย์มากมายและมีข้อพิสูจน์หลายประการมาสนับสนุนสัจธรรมและคำสอนของท่านและอัล-กุรอานอันทรงเกียรติเล่มนี้
ก็เป็นสิ่งมหัศจรรย์อันอมตะและเป็นข้อพิสูจน์อันเที่ยงธรรมประการหนึ่งของพระองค์ ที่ไม่มีความผิดพลาดใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นในยุคปัจจุบันและอนาคตข้างหน้าก็ตามจะล่วงล้ำกล้ำกลายคัมภีร์เล่มนี้ได้
มันเป็นสิ่งที่ถูกประทานจากพระผู้ทรงเกียรติ พระผู้ทรงปัญญาญาณนับเป็นเวลา 14 ศตวรรษล่วงมาแล้วที่พระองค์ทรงท้าทายมนุษยชาติให้นำเสนอคัมภีร์ที่เหมือนกับเล่มนี้มาต่างหากสักเล่มหนึ่ง ต่อจากนั้นเมื่อทรงประจักษ์ถึงความด้อยในสมรรถภาพ และขีดความสามารถของมนุษย์
------------------------------------------------------------------
(1)ซูเราะฮ์ อัล-อันอาม: 149
พระองค์ตรัสว่า :
“ให้พวกเจ้านำมาเสนอเพียง 10 บทที่เหมือนอย่างนี้” (2)
ต่อมาตรัสอีกว่า :
“ให้พวกเจ้านำมาเสนอเพียงบทเดียว ที่เหมือนอย่างนี้”(3)
และหลังจากเป็นที่แน่นอนแล้วว่า มวลมนุษย์ไร้ซึ่งสมรรถภาพ
พระองค์ก็ตรัสอีกว่า :
“จงกล่าวเถิดว่า แน่นอนถึงแม้มวลมนุษย์กับญินจะร่วมกันนำเสนอคัมภีร์สักเล่มหนึ่งให้เหมือนกับอัล-กุรอานนี้ พวกเขาก็มิอาจนำเสนอให้เหมือนเล่มนี้ได้ แม้ว่าส่วนหนึ่งจะเป็นฝ่ายช่วยเหลือแก่อีกส่วนหนึ่งก็ตามที”(4)
เพราะท่านเป็นศาสนทูตจากอัลลอฮ์(ศ)สู่มวลมนุษย์เพื่อปลดปล่อยพวกเขาให้พ้นจากสภาพความเป็นอยู่แบบงมงาย หลงผิดซึ่งท่านก็ได้ทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์ตามที่ได้รับมอบหมาย และจำเป็นอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ที่ท่านจำเป็นต้องกลับคืนสู่พระผู้เป็นเจ้า ซึ่งหมายถึงความตายที่ท่านไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
---------------------------------------------------------------------------
(2) ซูเราะฮ์ ฮูด: 13
(3) ซูเราะฮ์ ยูนุส: 38
(4) ซูเราะฮ์ อัลอิซรออ์: 88
ดังโองการที่ว่า
“แท้จริง เจ้าคือคนที่ต้องตายคนหนึ่งแล้วพวกเขาก็เป็นคนที่ต้องตายด้วย”(5)
“เป็นกฎของอัลลอฮ์ที่มีแด่บรรดาคนในรุ่นก่อนๆ และเจ้าจะไม่พบว่ากฎใด ๆ ของอัลลอฮ์มีความเปลี่ยนแปลง”(6)
แน่นอนที่สุด หลังจากท่านได้สิ้นไปแล้วจะต้องมีเหตุหลายประการเกิดขึ้น ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้
1. ศาสนาที่จะต้องเลิกล้ม และบทบัญญัติของอิสลามจะต้องมีอันลบล้างไป ในเหตุผลที่ว่าตำแหน่งศาสดาเป็นของคู่กับชีวิตของท่านเมื่อสิ้นสูญไปด้วยกันแล้ว มวลมนุษยชาติก็จะย้อนกลับสู่สภาพที่ไร้อารยธรรมตามเดิม หรือ
2. มนุษยชาติถูกทอดทิ้งโดยเจตนา ให้อยู่กับวัฒนธรรมและการควบคุมบริหารของพวกตนเพราะว่าพวกตนสามารถปกครองพวกกันเองด้วยตัวเองได้แล้ว และปล่อยให้พวกเขาดำเนินชีวิตไปตามแบบแผนที่พวกตนกำหนดขึ้นมาเองได้โดยหมดความจำเป็นแก่บทบัญญัติว่า ต้องมีผู้ควบคุมผู้อธิบายกฎเกณฑ์ในบทบัญญัตินั้นๆ และผู้ที่จะคงไว้ซึ่งการกำหนดขอบเขตต่างๆ ของบทบัญญัติดังกล่าวหรือ
----------------------------------
(5) ซูเราะฮ์ อัซ-ซุมัร: 30
(6) ซูเราะฮ์ อัล-อะห์ซาบ: 62
3. มิฉะนั้นประชาชาติในสมัยหลังจากท่านศาสดา (ศ) แล้ว มีอิสระใน การตัดสินใจได้ โดยที่ประชาชนร่วมกันลงคะแนนเสียงเลือกอิมามขึ้นมาทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมพวกตนเองได้ หรือ
4. จะต้องมีการแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งอิมามสำหรับประชาชาติไว้เพื่อดำรงไว้ซึ่งทางนำสำหรับพวกเขาเหล่านั้น และสั่งให้คนเหล่านั้นปฏิบัติตามและเคารพเชื่อฟัง
หากเราจะพิจารณาให้ถ่องแท้ เราจะต้องถอนความรู้สึกนิยมการถือฝักฝ่ายอันน่าชังออกไปเสียก่อน แล้วเราค่อยวิเคราะห์แต่ละข้อด้วยเหตุผล
แน่นอนที่สุด เราจะพบว่าความในข้อแรกที่ว่า บทบัญญัติต้องมีอันล้มเลิกนั้น ผิดพลาดอย่างแน่นอน เพราะว่าอิสลามคือบทบัญญัติสุดท้ายที่สมบูรณ์แบบ เป็นมาตรการที่อัลลอฮ์(ซ.บ.)ทรงประทานมาเพื่อมนุษย์ทั้งมวล
ดังโองการที่ว่า :
“แท้จริงศาสนาของอัลลอฮ์ คืออัล-อิสลาม”
ฉะนั้นถ้าหากว่า บทบัญญัติของท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ)อันควรค่าแก่การยกย่องนี้เป็นของที่อยู่กันกับชีวิตของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ)
เท่านั้น แน่นอน ศาสนานี้ต้องมีความบกพร่อง เพราะว่า การเผยแพร่ยังมิได้ควบคุมไปยังมวลมนุษย์อีกเป็นจำนวนมหาศาลและยังมิได้เข้าใจกระจ่างแจ้งถึงวิถีทางนำอันถูกต้องและปลอดภัย
จุดบกพร่องอีกประการหนึ่งก็คือ งานเสียสละอันยิ่งใหญ่ที่ท่านนบี (ศ) ได้ทุ่มเทเพื่อศาสนานี้
เป็นมรดกที่ยิ่งใหญ่ที่ท่านได้มอบไว้แก่ศาสดานี้อีกทั้งยังปล่อยให้เป็นอิสระแก่คนรุ่นหลังที่จะพิทักษ์ปกป้องหรือไม่ แต่ถ้าเราพิจารณาดูผู้ก่อตั้งแนวคิดทางการเมืองและลัทธิความเชื่อทั้งหลายแล้ว
จะพบว่าคนเหล่านั้นวางพื้นฐานรองรับแนวความคิดของพวกตน และกำหนดแนวทางไว้ให้ยืนยาวสำหรับประชาชนในทุกยุคทุกสมัยต่อๆมา
ไม่จำเป็นต้องหาเหตุผลหักล้างข้อความในแง่นี้ให้ยืดยาวแต่อย่างใด เพราะมันหมายถึงความผิดพลาดอย่างเห็นได้ชัด และคงไม่มีใครเห็นด้วยเลย ไม่ว่าจะเป็นคนในศาสนานี้หรือไม่ก็ตาม
เหตุผลตามข้อ 2. ที่ว่า ท่านได้ละทิ้งประชาชาติอิสลามโดยเจตนาให้พวกเขาบริหารกิจการกันเองก็ยิ่งผิดพลาดมากกว่าข้อ 1 เพราะทหารไม่อาจดำรงอยู่ได้โดยไม่มีผู้บังคับบัญชาและกำกับการ ประชาชนก็ขาดเสียมิได้ซึ่งหัวหน้าบริหารกิจการและพิทักษ์รักษาสิทธิ์ต่างๆ ยิ่งกว่านั้น
แม้กระทั่งร่างกายเล็กๆ ของเรานี้ อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ก็ทรงกำหนดให้มีศูนย์ควบคุม และหัวหน้าเอาไว้
นั่นคือ “หัวใจ” และศูนย์สมองความรู้สึกสัมผัสต่าง ๆ ทั่วสารพางค์ล้วนมีศูนย์กลางอยู่ที่หัวใจและศูนย์สมองทั้งสิ้น
เป็นไปได้อย่างไรที่ว่า ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ) จะทอดทิ้งมนุษย์ทั้งหลายโดยเจตนาให้พวกเขาดำเนินการกันไปเองตามธรรมชาติหรือความสามารถของพวกเขาเองโดยที่ท่านได้ให้บรรดาสาวก
และประชาชาติในยุคที่ติดตามมา ซึ่งได้รับพรอันสูงส่งทางด้านวิชาความรู้และการรู้จักพระผู้เป็นเจ้าจนสามารถดำรงอยู่ได้โดยไม่จำเป็นต้องมีผู้ชี้นำและผู้ปกครอง เนื่องจากทุกคนเคยใกล้ชิดท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ) แล้วได้รับเอาทุกสิ่งทุกอย่างมาจากท่านด้วยกัน แล้วอะไรจะเกิดขึ้นกับประชาชนในเมืองอื่นๆ ที่อยู่ห่างไกลออกไป ทำอย่างไรจะให้คนในเมืองนั้นๆ ได้มีผู้สอนศาสนาอธิบายบทบัญญัติและควบคุมให้อยู่ในกฎเกณฑ์ และขัดขวางบรรดาผู้ละเมิดตลอดทั้งต่อต้านกับพวกมิจฉาทิฎฐิ (กาฟิร)
ใช่อาจเป็นอย่างนี้ได้ ถ้าหากอัลลอฮ์(ซ.บ.)ทรงเปลี่ยนธรรมชาติของมนุษย์ให้เป็นธรรมชาติของมะลาอิกะฮ์และให้พวกเขาพำนักในโลกนี้เยี่ยงการพำนักในชั้นฟ้า กล่าวคือ อยู่ในระดับสูงเกินกว่าที่จะตั้งข้อกล่าวหาและประเสริฐจนพ้นสภาพที่จะทรยศฝ่าฝืนได้อีก
คำตอบสำหรับเหตุผลตามข้อ3. ที่ว่าให้ประชาชาติอิสลามเลือกผู้ปกครองของพวกตนกันเองก็คือ เป็นไปไม่ได้ที่จะให้ประชาชนร่วมกันลงมติเลือกคนใดคนหนึ่งขึ้นมา ถึงแม้คนๆ นั้น
จะมีความพร้อมบริบูรณ์และมีความรู้ที่สุดแล้วก็ตาม จะเป็นไปได้อย่างไรที่ประชาชนทุกคนจะร่วมกันลงมติเลือกคนๆ เดียวกัน ในเมื่อต่างคนต่างก็มีความคิดเห็นและทัศนะทางด้านนโยบายแตกต่างกันทั้งนั้น
ปัจจุบันเป็นสมัยที่มีการปกครองกันในระบอบประชาธิปไตย ประชาชนสามารถเลือกผู้แทนของตน และพวกเขาก็เข้าไปเลือกรัฐบาลโดยได้รับการสนับสนุนจากประชาชนอย่างถูกต้อง
แต่พร้อมกันนั้น เราก็พบว่าในทุกประเทศจะมีแต่ปัญหาความขัดแย้งกันเอง และพบว่ามีผู้ตั้งตัวขึ้นเป็นฝ่ายค้านทางการเมืองกับรัฐบาลในทุก ๆ ประเด็น และจะพบว่าตามหน้าหนังสือพิมพ์ล้วนมีการโต้แย้งและขัดค้านการดำเนินงานของรัฐบาลมีการโจมตีกันอย่างมากมาย
จนกระทั่งรัฐบาลนั้นถูกล้มไปก็จะมีการเลือกตั้งครั้งใหม่กันอีก ในรูปแบบเดียวกันกับที่ผ่านมาแล้วในอดีต ในหมู่ผู้แทนก็จะมีการแบ่งฝักฝ่ายกันไปตามที่ประชาชนเลือกเข้ามา และถึงแม้จะเป็นที่ถูกใจของฝ่ายที่คัดค้านในอดีตแต่ก็ยังขัดแย้งกับฝ่ายค้านอีกกลุ่มหนึ่งต่อไป เพราะแต่ละฝ่ายต่างก็มีหนังสือพิมพ์ มีพรรคการเมืองสนับสนุนบางครั้งการขัดแย้งก็มิได้น้อยไปกว่าคราวก่อนๆ เลย
เมื่อเป็นเช่นนี้ ประชาชนไม่สามารถจะร่วมกันลงมติเลือกบุคคลใดๆ ที่แน่นอนขึ้นมาได้ถึงแม้คนๆ นั้นจะเป็นผู้มีความดีเด่นและความรอบรู้
สักเพียงใดก็ตามต่อให้พวกเขาร่วมกันคัดเลือกทั้งทางทิศตะวันออกสุดจนถึงทิศตะวันตกสุด การเลือกของพวกเขาจะดีไปกว่าการเลือกของอัลลอฮ์
(ซ.บ.) กระนั้นหรือ?
ความคิดเห็นของพวกเขาจะดีกว่าทัศนะของอัลลอฮ์(ซ.บ.) กระนั้นหรือ ? อัซตัฆฟิรุลลอฮ์(ข้าขออภัยโทษต่ออัลลอฮ์) ข้าพเจ้าเชื่อว่าไม่มีมุสลิมคนใดกล้าพูดเช่นนั้น เพราะคนเราไม่ว่าจะมีความรู้ลึกซึ้งมากมายแค่ไหน ก็ยังมีการตัดสินใจผิดพลาดได้เสมอ
ยกตัวอย่าง ท่านนบีมูซา บินอิมรอน(อ)ตามโองการที่ว่า
“และมูซาได้คัดเลือกพวกของตน 70 คนเนื่องในการกำหนดเวลาของเรา”(7)
โดยเชื่อว่าคนเหล่านั้นเป็นคนดีที่สุดในประชาชาติของท่าน แต่แล้วการสนทนาของคนเหล่านั้นมีต่อท่านตอนหนึ่งว่า :
“เราจะไม่ศรัทธากับท่านจนกว่าเราจะเห็นอัลลอฮ์ (ซ.บ.) อย่างชัดเจน”(8)
-------------------------------------
(7) ซูเราะฮ์อัล-อะอ์รอฟ: 155
(8) ซูเราะฮ์อัล-บะเกาะเราะฮ์: 55
และการตักเตือนใดๆของท่านนบีมูซา(อ)ที่มีต่อพวกเขาก็ไม่เกิดประโยชน์อันใดจนถึงกับมีเสียงกัมปนาทแห่งการลงโทษมาคร่าชีวิตของพวกเขาไปเลยเหตุผลที่แฝงเร้นอยู่ก็คือความไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ของพวกเขาในการตัดสินใจเลือกนั่นเอง เพราะมิได้ถูกต้องตรงกับสาวกที่มีคุณสมบัติ
ประเสริฐสุดของท่านจริงๆ ทั้งๆ ที่ท่านเองก็เป็นถึงศาสดาที่พระเจ้าส่งมา
เรื่องการเลือกอิมาม เป็นหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะของอัลลอฮ์(ซ.บ.) ดังโองการที่ว่า :
“และพระผู้อภิบาลของเจ้าทรงสร้างและทรงคัดเลือกตามที่พระองค์ทรงประสงค์อันว่าการคัดเลือกมิได้เป็นเรื่องของพวกเขา”(9)
เพราะเป็นกิจการภายในศาสนาข้อสำคัญที่สุดข้อหนึ่งในเรื่องศาสนานั้นมวลประชาชาติไม่มีสิทธิในการแสดงความคิดเห็นเช่นในเรื่องจำนวนครั้งของรอกะอัตต่างๆ ในการนมาซ และพระองค์มิได้ปรึกษาหารือกับมนุษย์ในเรื่องอัตราการจ่ายทรัพย์สิน (ซะกาต) และความรู้ต่างๆ ของอิสลามก็มิได้ถ่ายทอดออกมาจากความคิดของพวกเขาด้วย ทั้งนี้รวมไปถึงบทบัญญัติว่า อะไรเป็นของอนุญาต อะไรเป็นของต้องห้าม ยิ่งไปกว่านั้นในเรื่องเหล่านี้อัลลอฮ์(ซ.บ.)ทรงบัญชา และวางกฎข้อบังคับให้พวกเขาถือหลักปฏิบัติด้วยพระองค์เองทั้งสิ้น
-------------------------------------------------
(9) ซูเราะฮ์อัล-เกาะศ็อศ: 68
“ตำแหน่งอิมาม” ได้รับการยืนยันโดยสิ่งสำคัญสองประการ นั่นคือข้อบัญญัติจากอัล-กุรอาน และจากท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ) เกี่ยวกับเรื่อง “อิมาม” ที่มีมากมายหลายประการ ดังที่ท่านจะได้อ่านข้อบัญญัติของ
อัลกุรอานและจากท่านศาสนทูต (ศ) เป็นจำนวนมากในเรื่องของ
ท่านอะมีรุลมุมินีน (อ) อินชาอัลลอฮ์(หากอัลลอฮ์ทรงประสงค์)
ขณะเดียวกัน ประวัติศาสตร์ก็ได้บันทึกถึงความยิ่งใหญ่ และคุณสมบัติพิเศษต่างๆ มากมายของท่าน
ในปัจจุบันนี้ ท่านอิมามอะลี บินอะบีฎอลิบ(อ) ได้จากไปแล้ว 14 ศตวรรษ แต่เราก็ยังสามารถศึกษาคำเทศนาทุกๆ บทได้ในหนังสือนะฮ์ญุลบะลาเฆาะฮ์ แม้กระทั่งในทุกบทตอนของการปราศรัยในที่ต่างๆ นอกจากนี้ท่านอิมาม(อ)ก็ยังมีการตอบคำถาม และการตัดสินคดีความซึ่งท่านอิมามอะลี(อ)ยังรู้คำตอบของคดีนั้นอย่างสมบูรณ์ก่อนแล้วขนาดที่ถ้าหากคนทั่วไปทั้งหมดร่วมกันนำเอาคำตอบข้อใดข้อหนึ่งของท่านมาพิจารณาหรือค้นคว้าในคำตัดสินคดีความของท่านเพื่อที่จะหาเหตุผลหักล้างแล้ว แน่นอนคนทั้งหลายก็ไม่มีความสามารถจะกระทำได้เลย
ในเมื่อตำแหน่งอิมามของท่านอะมีรุลมุมินีน (อ) ได้รับการยืนยันโดยข้อบัญญัติของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)และโดยการสำแดงความมหัศจรรย์ออกมาด้วยตัวของท่านเองแล้ว ตำแหน่งอิมามของบรรดาลูกหลานของท่าน (อ) ก็ได้รับการยืนยันโดยข้อบัญญัติของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ) และข้อบัญญัติของแต่ละท่านที่มีต่อกันและกันและโดยการสำแดงความมหัศจรรย์ออกมาด้วยตัวของท่านเหล่านั้นทั้งหมดเองด้วย
ในเมื่อท่านนบีมุฮัมมัด (ศ) เป็นมนุษย์ที่ประเสริฐที่สุด มีความสมถะที่สุด มีความสำรวม เคร่งครัดที่สุด มีความรู้ดีที่สุด มีความกล้าหาญที่สุด
และมีความเผื่อแผ่ที่สุดแล้ว ย่อมหมายความว่า
ท่านคือผู้ที่มีความดีเด่นสูงสุดยอดอย่างบริบูรณ์ มีคุณสมบัติที่ควรแก่
การสรรเสริญ และมีบุคลิกภาพที่ยิ่งใหญ่เพียบพร้อมด้วยจริยธรรมอันทรงเกียรติเพราะถ้าท่านมิได้เป็นคนที่ประเสริฐที่สุด
ท่านก็ยังต้องจำเป็นแสวงหาการชี้แนะจากมนุษย์คนอื่นอีก ถ้าหากท่านมิได้เป็นคนมีความสำรวมและยำเกรงพระเจ้าที่สุดแล้ว ท่านก็ยังเป็นที่ให้ความมั่นใจแก่ศาสนาและโลกนี้ไม่ได้ ถ้าหากท่านมิได้เป็นคนสมถะที่สุดแล้ว ความปรารถนาในทางโลกของท่านก็จะทำให้คนทั่วไปไม่ปรารถนาศาสนาของท่าน หากท่านมิได้เป็นคนมีความรู้มากที่สุด ท่านก็ไม่สามารถอธิบายให้ปวงบ่าวของพระผู้เป็นเจ้าเข้าใจในการแยกแยะว่า อะไรเป็นของอนุมัติและอะไรเป็นของต้องห้าม ถ้าหากท่านมิได้เป็นคนกล้าหาญที่สุดในการรบและอดทนที่สุดในยามเผชิญหน้ากับศัตรูก็ย่อมจะเป็นข้อบกพร่องอย่างใหญ่หลวงในการควบคุมทหารและจะสร้างความพ่ายแพ้ในการสงคราม
หากท่านมิได้เป็นคนที่มีความเผื่อแผ่ที่สุด แน่นอนภารกิจทางศาสนาของท่านก็มิอาจดำรงอยู่ได้ บรรดาสาวกจะพากันแตกแยกจากท่าน เมื่อนั้นคนทั่วไปก็จะเป็นทาสของโลก และเป็นพวกแสวงหาผลประโยชน์ไปเสีย
ดังนั้น ท่านนบีมุฮัมมัด (ศ) จึงต้องมีคุณสมบัติที่เพียบพร้อมด้วยเกียรติและมีบุคลิกภาพทีควรแก่การสรรเสริญที่สุด กล่าวคือประชาชนทั่วไปศึกษาเรียนรู้จริยธรรมอันบริบูรณ์จากท่าน และคุณสมบัติอันประเสริฐใดๆ ก็ตามที่เราถือว่าต้องมีสำหรับนบีนั้น คือ เหตุผลที่ระบุอย่างชัดเจน
สำหรับการเป็นอิมามภายหลังจากท่านศาสดา เพราะเขาผู้นั้นเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งตามเจตนารมณ์ของท่านศาสดา จะทำหน้าที่ควบคุมและเผยแผ่บทบัญญัติของท่านศาสดา และเป็นผู้อธิบายบทบัญญัติที่อนุมัติ(ฮะลาล)และบทบัญญัติต้องห้าม(ฮะรอม)อย่างชัดเจน
ฉะนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่ง สำหรับท่านศาสนทูต (ศ) ที่จะต้องดำเนินการให้มีอิมามแก่ประชาชาติตามบัญชาของอัลลอฮ์ (ซ.บ.) เพื่อเขาจะได้ดำเนินการเผยแผ่ศาสนาแก่ประชาชนทั้งหลาย และเพื่อเขาจะได้อธิบายให้ประชาชนมีความรู้ในสิ่งที่ดีงาม ผลตอบแทนสำหรับความดีและการลงโทษสำหรับความชั่ว เพื่อสอนคนเหล่านั้นให้รู้ชัดแจ้งในบทบัญญัติ และรู้ในสิ่งที่เป็น
ของอนุญาต (ฮะลาล) และของต้องห้าม (ฮะรอม) อย่างชัดเจน อีกทั้งทำหน้าที่ดำรงไว้ซึ่งกฎเกณฑ์ทางศาสนาเพื่อประชาชาติจะได้ยึดเป็นหลักการ
แล้วใครกันเล่า คืออิมามที่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)ได้แต่งตั้งไว้
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า นั่นคือ ท่านอะลี บินอะบีฏอลิบ (อ) กล่าวคือ นับแต่วันที่ท่านศาสนทูต(ศ) ถูกแต่งตั้งจนถึงแก่การวายชนม์ ไม่ว่าจะอยู่ ณ แห่งหนตำบลใด ท่านไม่เคยแยกตัวออกห่างจากท่านอะลี (อ) เลย
เมื่อเริ่มได้รับการแต่งตั้งให้เป็นศาสดา และประกาศศาสนาใหม่ๆ ท่านศาสนทูต (ศ) ได้ประกาศเรียกคนในตระกูลบะนีฮาชิมมาประชุมพร้อมกัน ท่านได้พูดกับคนเหล่านั้นว่า
“ผู้ใดตอบรับงานอันนี้ และจะร่วมดำเนินภารกิจอันนี้กับข้าบ้าง เขาก็คือพี่น้องของข้า และเป็นทายาท เป็นผู้ร่วมภารกิจ เป็นผู้สืบมรดก และเป็นผู้ปกครองแทนข้า หลังจากข้าไปแล้ว”
แต่ไม่มีใครตอบรับท่านเลยสักคน ท่านอะมีรุลมุมินีน (อ) จึงกล่าวขึ้นว่า
“ข้าแต่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ) ข้าพเจ้าจะเป็นผู้ร่วมภารกิจนี้กับท่านเอง”
ท่านศาสนทูต(ศ)จึงกล่าวว่า
“เจ้าคือพี่น้องของข้า ทายาทของข้า ผู้ร่วมภารกิจของข้า ผู้สืบมรดกและผู้ปกครองแทนข้าหลังจากข้าไปแล้ว”
คนเหล่านั้นพากันลุกขึ้นยืน พลางกล่าวกับอะบีฎอลิบว่า
“วันนี้ท่านจะต้องวิบัติแน่แล้ว ถ้าท่านยอมรับศาสนาของลูกชายของน้องชายของท่านเพราะว่าเขาได้ตั้งลูกของท่านขึ้นเป็นผู้บัญชาการท่านแล้วนี่”
อีกเรื่องหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นในตอนแรกของการประกาศศาสนาของท่านศาสดา (ศ) กล่าวคือ ครั้งหนึ่งเคยมีคนนำนกย่างเป็นอาหารไปมอบแก่ท่านศาสดา (ศ) ดังนั้นท่านได้อ้อนวอนต่อพระผู้เป็นเจ้า (ดุอาอ์) ว่า
“ข้าแต่อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ขอได้ส่งคนที่พระองค์รักมากที่สุดมารับประทานนกย่างตัวนี้พร้อมกับข้าด้วยเถิด”
ปรากฏว่าท่านอะลี (อ) ก็เข้ามาทันที อีกครั้งหนึ่งท่านได้กล่าวกับ
ท่านอะลี (อ)ว่า
“เธอกับฉันมีฐานะเช่นฮารูนกับมูซา เพียงแต่ไม่มีนบีคนใดหลังจากฉันอีกแล้ว”
เมื่อครั้งท่านศาสดา (ศ) ได้ส่งท่านอิมามอะลี (อ) ออกไปรบดวลดาบตัวต่อตัวในสงครามคอนดัก(สนามเพลาะ) กับอัมร์ บินอับด์วุด อัลอามิรี แล้วท่าน ก็กล่าวขึ้นว่า
“อีมามทั้งมวลได้ออกไปเผชิญหน้ากับการชิริก(ตั้งภาคี)ทั้งมวล”
แล้วหลังจากที่ท่านอิมามอะลี(อ)ได้สังหารอัมร์เสร็จ ท่านศาสดา (ศ) ได้กล่าวว่า
“การลงดาบเพียงครั้งเดียวของอะลีที่มีต่ออัมร บินอับด์วุด อัล-อามิรีแห่งสงครามคอนดักครั้งนี้นั้น มีค่าเทียบได้กับการเคารพภักดี(อิบาดัต)ต่อพระเจ้า ทั้งโดยหมู่ญินและมนุษย์ทั้งมวลรวมกัน”
ในสงครามคัยบัรท่านศาสดา(ศ)ได้กล่าวว่า
“แน่นอน วันพรุ่งนี้ฉันจะมอบธงชัยให้แก่คนผู้หนึ่งที่รักในอัลลอฮ์(ซ.บ.) และศาสนทูตแห่งพระองค์ (ศ) โดยอัลลอฮ์ (ซ.บ.)และศาสนทูต (ศ)รักเขาเช่นกัน เขาจะไม่กลับจากการรบจนกว่าอัลลอฮ์ (ซ.บ.)จะมอบชัยชนะแก่เขา”
ต่อมาท่านจึงเรียกหาอิมามอะลี (อ) และเมื่ออิมามอะลี (อ) มาแล้วท่านก็มอบธงชัยนั้นให้แก่ท่านอะลี (อ)
ซึ่งท่านอะลี (อ) ได้ออกไปพร้อมกับธงชัยทำสงครามอย่างห้าวหาญจนประสบผลสำเร็จโดยได้สังหารแม่ทัพฝ่ายคัยบัรชื่อว่า มัรหับ และมีชัยชนะกลับมาเพราะฝีมือของท่านท่านศาสดาเคยนำท่านอะลี (อ) ออกไปทำพิธีสาบานเพื่อพิสูจน์ความจริง(มุบาฮะละฮ์)เพราะท่านอิมามอะลี (อ) มีค่าเท่ากับตัวของท่านศาสดา (ศ) เอง
ดังโองการในอัล-กุรอานที่ว่า:
“ดังนั้นจงกล่าวเถิดว่า พวกท่านจงมากันเถิดแล้วเราจะเรียกบรรดา
ลูกๆ ของเรามาและท่านเรียกบรรดาลูกๆ ของท่านมา เราเรียกบรรดาสตรีของเรามาและท่านก็เรียกบรรดาสตรีของท่านมาและเราเรียกตัวตนของเรามาและท่านเรียกตัวตนของพวกท่านมา”(10)
ท่านศาสดา(ศ)เคยคลุมตัวท่านอะลี(อ) ด้วยผ้าคลุม “กิซา” ในขณะที่อ่านโองการของอัลลอฮ์ (ซ.บ.) ที่ว่า:
“อันที่จริงอัลลอฮ์ (ซ.บ.) ประสงค์เพียงการขจัดมลทินออกไปจากพวกเจ้า โอ้อะฮ์ลุลบัยต์และทรงชำระขัดเกลาพวกเจ้าให้บริสุทธ์ยิ่ง”(11)
---------------------------------------------------------------------
(10) ซูเราะฮ์ อาลิ อิมรอน: 61
(11) ซูเราะฮ์ อัลอะหซาบ: 33
ท่านศาสดา (ศ) เคยสั่งให้ปิดประตูบานต่างๆ ของบ้านที่ตรงกับมัสยิดยกเว้นประตูบ้านของท่านอะลี (อ) เท่านั้น
ท่านศาสดา(ศ)เคยกล่าวถึงท่านอะลี(อ)ว่า
“ฉันคือนครแห่งความรู้ ส่วนอะลีคือประตูของมัน”
ท่านศาสดา (ศ) เคยพูดกับท่านอะลี (อ) ว่า
“เธอคือทายาทของฉัน ผู้ทำหน้าที่ชำระหนี้สินของฉัน และทำความสมบูรณ์ให้แก่พันธะสัญญาของฉัน”
ตลอดจนถึงวจนะต่าง ๆ จำนวนนับร้อยที่ออกมาจากท่านศาสดา
มุฮัมมัด (ศ) ซึ่งล้วนแต่ให้ความหมายบ่งชี้ถึงการแต่งตั้งให้ท่านอะลี (อ) เป็นอิมามของประชาชาติและประกาศให้ประชาชนได้ตระหนักว่า ท่านมีความรู้และบทสรุปของอัลฮะดีษต่างๆเหล่านั้นที่สำคัญที่สุดได้มาถึงบทสรุป
สุดท้ายแห่งอัลฮะดีษ
ในวันสำคัญที่เฆาะดีรคุม ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ) ได้ประกาศว่าท่านจะบำเพ็ญฮัจญ์ในปีนี้เป็นครั้งสุดท้าย เพราะท่านได้ประจักษ์ว่า ท่านจะต้องตอบรับการเรียกร้องให้คืนกลับสู่พระผู้เป็นเจ้าแล้ว ฉะนั้นประชาชนต่างมารวมกันจากทั่วทุกสารทิศ หลังจากเสร็จพิธีฮัจญ์ร่วมกับคนเหล่านั้นแล้ว ท่านศาสนทูต (ศ) ก็ได้เดินทางกลับไปยังนครมะดีนะฮ์ พร้อมกับบรรดามุสลิมทั้งหลาย ครั้นพอมาถึงตรงทางแยกที่บรรดาฮุจญาจทั้งหมดต่างจำต้องแยกย้ายกันกลับบ้านเมืองของตนนั้น ท่านศาสทูต (ศ) ได้สั่งให้หยุด และให้เรียกบรรดาพวกที่เดินรุดหน้าไปแล้วกลับมาและให้รอพวกที่ยังเดินทางอยู่ข้างหลังให้มาถึงด้วย
พอบรรดามุสลิมชุมนุมกันพร้อมแล้ว ท่านก็สั่งให้ตั้งมิมบัรที่ทำจาก
อานบนหลังอูฐมาวางลง แล้วท่านก็ขึ้นกล่าวคำเทศนากับคนเหล่านั้นโดยอธิบายอย่างชัดเจนถึงบุคคลที่จะเป็นผู้นำ(อิมาม) ภายหลังจากท่านต่อจากนั้นท่านก็จับมือของท่านอะลี บินอะบีฏอลิบ (อ) ชูขึ้น จนคนสามารถมองเห็นซอกรักแร้ที่ชาวของท่านทั้งสองได้
ท่านศาสดา(ศ) กล่าวว่า
“ดังนั้นบุคคลใดที่ฉันเป็นผู้ปกครองของเขา ก็ให้ถือว่า อะลี ผู้นี้เป็นผู้ปกครองของเขาด้วย ข้าแต่อัลลอฮ์ (ซ.บ.) โปรดคุ้มครองคนที่สวามิภักดิ์ต่อเขา และโปรดเป็นศัตรูต่อคนที่เป็นศัตรูต่อเขาโปรดช่วยเหลือ คนที่ช่วยเหลือเขา โปรดทำลายคนที่ทำลายเขา”
จากนั้นท่านก็จัดให้ท่านอะลี (อ) ยืนโดดเด่นอยู่ภายนอก แล้วออกคำสั่งให้บรรดามุสลิมเข้ามาแสดงการคารวะต่อท่านในฐานะผู้ศรัทธา
และญิบรออีลได้นำโองการหนึ่งลงมาความว่า
“วันนี้ ข้าได้ทำให้ศาสนาของพวกเจ้าสมบูรณ์สำหรับพวกเจ้าแล้ว และข้าได้ให้ความโปรดปรานของข้าครบบริบูรณ์แก่พวกเจ้าแล้ว และข้าพอใจให้อิสลามเป็นศาสนาของพวกเจ้า”(อัลมาอิดะฮ์: 3)
วจนะ (อัล-ฮะดีษ) ของท่านศาสนทูต (ศ) ในประเด็นที่ว่า บรรดาอิมาม (อ)มี 12 ท่านนั้นมีการบันทึกไว้มากมายอย่างน่าอัศจรรย์ บางทีข้าพเจ้าคงไม่ถึงกับเป็นคนพูดเกินเลยแต่อย่างใด
ถ้าจะกล่าวว่าอัลฮะดีษในข้อนี้ มีไม่น้อยไปกว่าอัลฮะดีษต่าง ๆ ที่กล่าวถึงเรื่องนมาซ หรือเรื่องการถือศีลอดเลย
ฮะดีษเหล่านี้มิได้ให้ความหมายในทางอื่น นอกจากว่า บรรดาอิมามทั้ง 12 ท่านนั้นต้องเป็นอะฮ์ลุลบัยต์ (อ) ผู้ซึ่งมีฐานะเป็นสิ่งสำคัญหนักยิ่งอันดับที่ 2 ซึ่งท่านศาสนทูต(ศ)ได้ฝากไว้ให้กับบรรดาประชาชาติและในเมื่อไม่มีคนใดสามารถคัดค้านหรือกล่าวตำหนิสายสืบผู้นำมาบันทึกเนื่องจากการบันทึกไว้ตรงกันอย่างมากมาย ประกอบกับจำนวนของนักรายงานที่มีมาก อีกทั้งจากการบันทึกโดยนักปราชญ์ต่างๆ แล้ว ผู้มีใจอคติบางกลุ่มจึงพยายามที่จะเบนเหตุผลที่มีอยู่ในฮะดีษเหล่านี้ ออกจากความหมายตามความเป็นจริงและตีความตามเหตุผลดังกล่าวไปให้แก่คนกลุ่มอื่นอีกพวกหนึ่ง
ถึงแม้พวกเขาจะใช้ความพยายามในเรื่องนี้ ก็ปรากฏว่า ในส่วนของจำนวนนั้นยังขาดอยู่บ้างหรือเกินไปบ้างกล่าวคือบรรดาคอลีฟะฮ์อัร-รอชิดีนนั้นมิได้ครบตามจำนวน ส่วนคอลีฟะฮ์ในราชวงศ์อุมัยยะฮ์ก็เกินจากจำนวนและราชวงศ์อับบาซียะฮ์ก็ยิ่งเกินจากจำนวนไปเป็นทวีคูณ คนอีกส่วนหนึ่งก็พยายามจะดึงเอาฝ่ายโน้นมาประกอบกับฝ่ายนี้ ดึงฝ่ายนี้ไปประกอบกับฝ่ายโน้นเพื่อให้ได้ครบตามจำนวนตัวเลขทั้ง 12 ท่าน แต่ก็จำเป็นต้องนับรวมเอานักปกครองทรราชย์ที่หลงผิดและเป็นที่ปฏิเสธของคัมภีร์ลงไปด้วยเช่น มุอาวิยะฮ์, ยะซีด, อับดุลมาลิกบินมัรวานและลูกหลานของตน
ถึงกระนั้นก็ยังไม่ครบจำนวนตามตัวเลขดังกล่าว อีกทั้งไม่ได้เป็นไปตามมาตรฐานและมีสมญานามต่างๆ ที่น่าดูแคลนสำหรับพวกเขาอยู่กล่าวคือ พวกเขาไม่มีโอกาสที่จะเป็นบุคคลตามที่ท่านศาสนทูต (ศ) ประสงค์ที่จะให้เป็นผู้นำของประชาชาติมุสลิม และผู้ร่วมภารกิจกับอันกุรอานอันทรงเกียรติได้ ขณะเดียวกันก็ยังมีฮะดีษของท่านศาสดาอยู่อีกส่วนหนึ่ง ที่ระบุชื่อของบรรดาอิมามอย่างชัดเจนจนไม่อาจมองข้ามได้ เนื่องจากมีหลายรายงานและมีหลักที่มั่นคงอันต้องยอมรับ
เราเชื่อในความสามารถของผู้คัดค้านว่าสามารถล้มล้างฮะดีษบางเรื่องของท่านศาสนทูต (ศ) ได้แต่ต้องไม่ใช่ฮะดีษต่าง ๆ อันเกี่ยวกับข้อบัญญัติในเรื่องอิมาม 12 เนื่องจากการบันทึกที่ตรงกันของรายงานต่าง ๆ มากมายและประกอบกับจำนวนของนักบันทึกที่ได้รายงานกันมากมาย อีกทั้งเป็นฮะดีษที่ถูกนำเสนอโดยบรรดานักปราชญ์จำนวนมาก และเชื่อว่าผู้ที่สันทัดในการตีความก็สามารถตีความหรือแปลความฮะดีษบางเรื่องของท่านศาสดาได้ แต่จะทำไม่ได้กับฮะดีษต่างๆ ในเรื่องนี้ เพราะจะไม่เป็นการถูกต้องเลย
ถ้าหากมิให้หมายถึงบรรดาอิมามแห่งอะฮ์ลุลบัยต์(อ)
ชัยค์ สุลัยมาน อัล-ก็อนดูซี ได้กล่าวว่า นักวิเคราะห์ผู้สันทัดกรณีทางวิชาการอธิบายว่า
“ฮะดีษต่างๆ ของท่านศาสดาที่ให้เหตุผลในเรื่องคอลีฟะฮ์
(ผู้สืบทอดการปกครอง) ต่อจากท่าน จำนวน 12 คนนั้น เป็นที่รับรู้กันอย่างแพร่หลายโดยกระแสรายงานหลายฝ่าย กล่าวคือมีการอธิบายและให้
รายละเอียดถึงกาลเวลาและสถานที่ จึงเป็นที่รู้กันว่าจุดมุ่งหมายของ
ท่านศาสนทูตที่มีต่อฮะดีษของท่าน ก็คือ บรรดาอิมาม 12 เหล่านี้ต้องมาจากอะฮ์ลุลบัยต์ (อ) และวงศ์วานของท่านนั่นเอง
ฉะนั้นจึงไม่อาจให้ข้อสันนิษฐานได้เลยว่าฮะดีษข้อนี้ของท่านศาสดา (ศ) จะหมายถึง คอลีฟะฮ์ หลังจากท่านที่เป็นสาวก (ศอฮาบะฮ์) เนื่องจากจำนวนของพวกเขามีน้อยกว่า 12 และไม่อาจสันนิษฐานอีกเช่นกันว่า จะหมายถึงราชวงศ์อุมัยยะฮ์ เนื่องจากพวกเขามีจำนวนเกินกว่า 12 และเนื่องจากความอธรรมอย่างเลวร้ายของคนเหล่านั้นอีกด้วย ยกเว้น อุมัรบิน อับดุลอะซีซ
คนเดียว และเนื่องจากเหตุผลประการหนึ่งคือ พวกนั้นมิใช่ลูกหลานจากตระกูลบะนีฮาชิมตามรายงานที่บันทึกจากท่านอับดุลมาลิกโดยการบอกเล่าของท่านญาบิร และที่ท่านศาสนทูต(ศ)ได้บอกกระซิบถึงข้อนี้ ซึ่งเป็นข้อแม้ของ
รายงานดังกล่าวก็เพราะพวกเขาไม่เห็นชอบกับตำแหน่งคอลีฟะฮ์ของลูกหลานบะนีฮาชิม และไม่อาจสันนิษฐานได้อีกเลยว่า จะหมายถึง
ราชวงศ์อับบาซียะฮ์เนื่องจากพวกเขามิได้รับความคุ้มครอง
โดยโองการที่ว่า
“จงกล่าวเถิดว่า ฉันมิได้ขอรางวัลใด ๆ สำหรับเรื่องนี้จากพวกท่าน นอกจากความจงรักภักดีในญาติสนิทของฉัน” (อัชชูรออ์: 23)
และเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับผ้าคลุมกิซา ฉะนั้นจึงจำเป็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า ฮะดีษของท่านศาสดา(ศ)ข้อนี้ ต้องหมายถึงบรรดาอิมาม 12 จาก
อะฮ์ลุลบัยต์ (อ) ซึ่งเป็นวงศ์วานลูกหลานของท่านเท่านั้น เพราะเขาเหล่านั้นเป็นคนมีความรู้มากที่สุดสำหรับคนในยุคนั้น
อีกทั้งมีเกียรติคุณที่สุด มีความยำเกรงต่อพระผู้เป็นเจ้ามากที่สุด มีความสำรวมตนที่สุด มีสายตระกูลที่ดีที่สุด มีสติปัญญาดีที่สุด และมีเกียรติยิ่ง ณ อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ซึ่งวิชาความรู้ของพวกเขาอันได้รับมาจากบรรพบุรุษของพวกเขานั้น มีความเชื่อมสัมพันธ์กันกับทวดของพวกเขาเอง นั่นคือ
ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)โดยการสืบทอดและถ่ายทอด
ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นที่รู้กันว่า พวกเขาคือ อะฮ์ลุอิลม์ที่ควรค่าแก่ความรู้และการวิเคราะห์ที่ถูกต้องเป็นอะฮ์ลิกัชฟ์ ผู้มีญาณหยั่งรู้ที่ถูกต้อง นั่นคือหมายความว่า จุดมุ่งหมายของท่านนบี (ศ) ในเรื่องอิมาม 12 คืออะฮ์ลุลบัยต์ของท่าน ทั้งนี้ได้รับการสนับสนุนยืนยันโดยฮะดีษ “อัษษะกอลัยน์”
(สิ่งสำคัญที่หนักยิ่งสองประการ) และฮะดีษต่างๆ ของท่านศาสดา (ศ) อีกจำนวนมากที่ได้รับการกล่าวถึงไว้ในหนังสือเล่มนี้ และเล่มอื่นๆ ส่วนของท่านนบี (ศ) ที่ว่า
“พวกเขาทุกคน จะได้รับการยินยอมร่วมกันโดยประชาชาติมุสลิม”
ในฮะดีษของท่านศาสดาที่รายงานโดยท่านญาบิร บิน ซะมุเราะฮ์นั้น ก็โดยจุดประสงค์ของท่านศาสดา (ศ) ที่จะให้ประชาชาติมุสลิมรู้ว่า
“ประชาชาตินี้ต้องให้การยอมรับอย่างเป็นเอกฉันท์ ในตำแหน่งอิมามของพวกเขาทุกคนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ท่านอิมาม-มะฮ์ดีผู้ยังดำรงอยู่ของพวกเขา (ขอให้อัลลอฮ์ประทานความปิติปราโมทย์แก่ท่าน) ปรากฏขึ้นมา”(12)
------------------------------------------------------------
(12) ยะนาบีอุล-มะวัดดะฮ์ หน้า 446ฮะดีษทั้งหลายของท่านศาสดาในเรื่องนี้ แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท
1. ประเภทที่ระบุว่าบรรดาอิมาม มี 12 ท่าน แต่มิได้ระบุชื่อของท่านเหล่านั้น
2. ประเภทที่มีการกล่าวถึงชื่อของอิมามเหล่านั้นทั้งหมด หรือด้วยการกล่าวเป็นนัยยะ และระบุชื่อของบางคนไว้
ต่อไปนี้เราจะกล่าวถึงวจนะต่าง ๆ ประเภทแรกก่อน
1. ท่านญาบิร บินซะมุเราะฮ์ ได้รายงานไว้ว่า ข้าพเจ้าได้ยินท่านศาสนทูตแห่งอัลลออ์ (ศ) กล่าวว่า
“จะมีอะมีร 12 (อะมีร-ผู้นำ)คน แล้วท่านก็ได้กล่าวอีกประโยคหนึ่งที่ข้าพเจ้าฟังไม่ได้ยินแต่บิดาของข้าพเจ้าบอกว่า ท่านกล่าวว่าเขาเหล่านั้นจะเป็นชาวกุเรชทุกคน”(13)
2. ท่านญาบิร บินซะมุเราะฮ์ ได้รายงานไว้ว่า ข้าพเจ้าได้ยินท่านนบี(ศ) กล่าวว่า “กิจการของมนุษย์ยังจะไม่สูญสลายเหมือนแต่ก่อนมาจนกว่าชายทั้ง 12 คนได้มาปกครองพวกเขาจนครบถ้วน”
ต่อจากนั้นท่านนบี (ศ) ก็พูดประโยคหนึ่งที่เบามาก ข้าพเจ้าจึงถามบิดาว่า “ท่านศาสดา (ศ) พูดอะไร?” ท่านตอบว่า “เขาเหล่านั้น จะเป็นชาวกุเรชทุกคน” (14)
3. รายงานจากท่านญาบิร บินซะมุเราะฮ์ กล่าวว่า ข้าพเจ้าได้ยินท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ (ศ) กล่าวว่า “ศาสนานี้ยังคงดำรงอยู่อย่างมีเกียรติไปจนครบ 12 คอลีฟะฮ์” ประชาชนพากันกล่าวตักบีร เสียงดังลั่น ต่อจากนั้นท่านพูดอีกประโยคหนึ่งแผ่วเบามาก ข้าพเจ้าพูดกับบิดาว่า “โอ้บิดาท่านกล่าวว่า อย่างไร?” ท่านตอบว่า “เขาเหล่านั้นจะเป็นชาวกุเรชทุกคน” (15)
--------------------------------------------------------------------
(13) ศอฮีฮ์ อัล-บุคอรี เล่ม 4 หน้า 175
(14) ศอฮีฮ์มุสลิม เล่ม 2 หน้า 191
(15) ศอฮีย์อะบีดาวูด เล่ม 2 หน้า 207
4. รายงานจากท่านญาบิร บินซะมุเราะฮ์ กล่าวว่า ข้าพเจ้าได้ยิน
ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ) กล่าวว่า “หลังจากฉัน จะมีอะมีร 12 คน” แล้วท่านก็พูดอีกประโยคหนึ่งแต่ข้าพเจ้าไม่เข้าใจ ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงถามคนที่ใกล้เขาบอกว่า ท่านกล่าวว่า “เขาเหล่านั้นจะเป็นชาวกุเรชทุกคน” (16)
5. รายงานจากท่าน อูน บิน ญะฮีฟะฮ์ ผู้ได้บันทึกมาจากบิดาของท่าน ข้าพเจ้ากับลุงเคยอยู่กับท่านนบี(ศ)ในครั้งหนึ่ง ท่านศาสดา (ศ) ได้กล่าวว่า “กิจการแห่งประชาชาติของข้า ยังไม่วายจะเป็นสิ่งที่ดำเนินอยู่ต่อไปเสมอจนกว่าจะผ่าน 12 คอลีฟะฮ์เสียก่อน”
จากนั้นท่านพูดประโยคหนึ่งด้วยเสียงแผ่วเบา ข้าพเจ้าจึงถามลุงซึ่งนั่งอยู่ด้านหน้าของข้าพเจ้าว่า “โอ้ลุง ท่านศาสดากล่าวว่าอย่างไร ?”
ลุงตอบว่าท่านศาสดา(ศ)กล่าวว่า “เขาเหล่านั้นจะเป็นชาวกุเรชทุกคน”
(17)
6. รายงานจากท่าน ดาวูด บิน ฮินด์ ซึ่งได้รับคำบอกเล่าจากท่านอัช-ชุอบีย์ที่ได้รับคำบอกเล่าจากท่าน ญาบิร บินซะมะเราะฮ์ ข้าพเจ้าได้ยินท่านนบี(ศ)กล่าวว่า “สำหรับประชาชาตินี้ จะมี 12คอลีฟะฮ์”18)
------------------------------------------------
(16) ศอฮีฮ์ติรมีซีย์ เล่ม 2 หน้า 45
(17) อัล-มุชตัดร็อก อะลัศ-ศอฮีฮัยน์ เล่ม 3 หน้า 618
(18) มุสนัดอะหมัด เล่ม 5 หน้า 106 ท่านอิมามอะหมัดได้บันทึกไว้ในหนังสือมุสนัดหลาย ข้อบัญญัติด้วยกันเกี่ยวกับเรื่องคอลีฟะฮ์12จากรายงานของญาบิรมี 34 กระแส ในเล่ม 5 หน้า86 มี 1 ฮะดีษ ในหน้า 78 มี 2 ฮะดีษ ในหน้า 89 มี 1 ฮะดีษ ในหน้า 90 มี 3 ฮะดีษ หน้า 92 มี2 ฮะดีษ ในหน้า 93 94 95 มีหน้าละ 1 ฮะดีษ หน้า 96 มี 2 ฮะดีษ หน้า 97 มี 2 ฮะดีษ หน้า 99มี 3 ฮะดีษ หน้า 100 มี 1 ฮะดีษ
7. ท่านนบี (ศ) กล่าวว่า “สำหรับประชาชาตินี้จะมี ผู้ทำหน้าที่ควบคุมให้อยู่ยั่งยืน 12 คน เขาเหล่านั้นจะไม่ได้รับอันตรายจากคนที่บั่นทอนพวกเขา เขาเหล่านั้นทุกคนเป็นชาวกุเรช”(19)
8. ท่านนบี (ศ) กล่าวว่า “ศาสนานี้ยังคงดำรงอยู่อย่างมีเกียรติและเข้มแข็ง จนกระทั่งถึง 12 คอลีฟะฮ์ ทุกคนมาจากกุเรช” มีคนถามขึ้นว่า “ต่อจากนั้นจะมีอะไรเกิดขึ้นอีก” ท่านนบี(ศ)ตอบว่า “ต่อจากนั้นจะมีเหตุการณ์วุ่นวายอันน่าตื่นตระหนกสับสน”(20)
9. รายงานจากท่านญาบิร บินซะมุเราะฮ์ กล่าวว่า “ข้าพเจ้าและบิดาเคยอยู่กับท่านนบี (ศ) ครั้งหนึ่งข้าพเจ้าเคยได้ยินท่านกล่าวว่า “หลังจากฉันแล้ว จะมีคอลีฟะฮ์ 12 คน” จากนั้นเสียงของท่านแผ่วเบามาก ข้าพเจ้าจึงถามบิดาว่า ตอนที่เสียงของท่านแผ่วเบานั้น ท่านพูดว่าอย่างไร? ท่านกล่าวว่า
“เขาเหล่านั้น จะเป็นลูกหลานของตระกูลบะนีฮาชิมทุกคน”(21)
-----------------------------------------
(19) มุนตะคอบ กันซลอุมมาล เล่ม 5 หน้า 312
(20) ตัยซีรุล-วุซูล อิลา ญามิอิลอุศุล เล่ม 2 หน้า 34
(21) ยะนาบีอุล-มะวัดดะฮ์ หน้า 445 อธิบายว่า
ยะฮ์ยา บินอัล-ฮะซัน กล่าวไว้ในหนังสืออัลอุมดะฮ์ 20 กระแสรายงานว่าคอลีฟะฮ์หลังจากท่าน
นบี(ศ)จะมี 12 คน ทุกคนเป็นชาวกุเรช ในหนังสือบุคอรีมี 3 กระแสรายงาน ในหนังสือมุสลิมมี 9 กระแสรายงานในอะบีดาวูดมี 3 กระแสรายงาน ในติรมีซี มี 1 กระแสรายงาน และในอัล-อุมัยดี มี 3 กระแสรายงาน
10. ท่านนบี (ศ) กล่าวว่า “ศาสนานี้ยังคงดำรงอยู่อย่างมีเกียรติและเข้มแข็ง เขาเหล่านั้นจะชนะผู้ที่ทำให้พวกเขาตกต่ำ โดยการนี้จะมี 12
คอลีฟะฮ์ ทุกคนล้วนมาจากกุเรช”(22)
11. จากท่านญาบิร บินซะมุเราะฮ์ กล่าวว่า “ข้าพเจ้าได้ยินท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ (ศ) กล่าวว่า “หลังจากฉันแล้วจะมี 12 อะมีร” ต่อจากนั้นท่านได้พูดด้วยน้ำเสียงเบาว่า “ทุกคนจะมาจากกุเรช”(23)
12. รายงานจากท่านอัช-ชุอฺบีย์ อันได้รับคำบอกเล่าจากท่านมัซรูกกล่าวว่า “ขณะที่พวกเรานั่งเปิดหนังสืออ่านอยู่กับท่านอิบนุมัสอูดนั้นมีเด็กหนุ่มคนหนึ่งกล่าวกับท่านว่า “ศาสดาของพวกท่านได้สัญญากับพวกท่านหรือไม่ว่า จะมีคอลีฟะฮ์ภายหลังจากท่านอีกกี่คน?” ท่านกล่าวว่า “เธอเป็นเด็กรุ่นใหม่แต่สิ่งที่เธอถาม ยังไม่เคยมีใครถามฉันมาก่อนแม้แต่คนเดียว ใช่
ท่านนบี (ศ) สัญญากับเราว่าหลังจากท่านแล้ว จะมี 12 คอลีฟะฮ์ ซึ่งเท่ากับจำนวนของหัวหน้าในตระกูลบะนีอิสรออีล”(24)
-----------------------------------------
(22) ตารีคุล-คุละฟาอ์ หน้า 7
(23) ตารีคุล-บัฆดาด เล่ม 14 หน้า 353
(24) อิกมาลุดดีน เล่ม 1 หน้า 387 มีรายงานหลายกระแส
13. รายงานจากท่านซิมาก บินฮาร็อบ ได้กล่าวว่า
“ข้าพเจ้าได้ยินท่านญาบิร บิน ซะมุเราะฮ์กล่าวว่า
“ข้าพเจ้าได้ยินท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ) กล่าวเทศนา แล้วท่านกล่าวว่า “แน่นอนอิสลามยังต้องดำรงอยู่อย่างมีเกียรติจนครบ 12 คอลีฟะฮ์” ต่อจากนั้นท่านกล่าวถ้อยคำหนึ่ง ซึ่งข้าพเจ้าไม่เข้าใจจึงถามบิดาว่า
“ท่านพูดอะไร?” ท่านตอบว่า “เขาเหล่านั้นเป็นชาวกุเรชทุกคน”(25)
14. รายงานจากท่านอัช-ชุอบีย์ซึ่งได้รับคำบอกเล่าจากท่านญาบิร บิน
ซะมุเราะฮ์ ได้กล่าวว่า
“ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)กล่าวว่า “ศาสนานี้ยังคงดำรงอยู่อย่างมีเกียรติตลอดไป จนครบ 12 คอลีฟะฮ์ เขาเหล่านั้นจะชนะผู้ที่ทำให้พวกเขาตกต่ำ” ต่อจากนั้นท่านพูดประโยคหนึ่งซึ่งเสียงของท่านแผ่วเบาจนคนทั่วไปไม่ได้ยิน ข้าพเจ้าจึงถามบิดาของข้าพเจ้าว่า “ท่านพูดอะไร” ท่านตอบว่า
ท่านนบี (ศ) พูดว่า “เขาเหล่านั้นเป็นชาวกุเรชทุกคน” (26)
15. รายงานจากท่านญาบิร บินซะมุเราะฮ์ กล่าวว่า
ข้าพเจ้าได้ยินท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ) กล่าวว่า
“อิสลามยังคงดำรงอยู่อย่างมีเกียรติตลอดไปจนครบ 12 คอลีฟะฮ์ ซึ่งเขาเหล่านั้นเป็นชาวกุเรชทุกคน”
-----------------------------
(25) ศอฮีฮ์อะบีดาวูด เล่ม 2 หน้า 180
(26) อัล-มะลาฮิม วัล-ฟิตัน หน้า 132
ในอีกรายหนึ่งกล่าวว่า “กิจการของประชาชนทั้งหลายยังคงดำรงอยู่ตลอดไปเหมือนอดีตตราบจนกระทั่งมีบุคคล 12 คนมาทำหน้าที่ปกครองพวกเขา คนเหล่านั้นเป็นชาวกุเรชทุกคน”
อีกรายงานหนึ่งกล่าวว่า “ศาสนานี้ยังคงดำรงอยู่ตลอดไปจนกระทั่งถึงเวลาหนึ่งจะมีคอลีฟะฮ์ในหมู่พวกเขา 12 คนทุกคนมาจากชาวกุเรช”(27)
16. รายงานจากท่านญาบิร บินซะมุเราะฮ์กล่าวว่า “ข้าพเจ้าและบิดาได้เข้าพบท่านนบี (ศ) แล้วข้าพเจ้าก็ได้ยินท่านพูดว่า “แท้จริงภารกิจอันนี้จะยังไม่ผ่านพ้นไป จนกว่าจะมีคอลีฟะฮ์ 12 คนมาปกครองพวกเขาก่อน”
ท่านกล่าวอีกว่า ต่อจากนั้นท่านได้พูดประโยคหนึ่งแผ่วเบา เขากล่าวต่อไปว่าแล้วข้าพเจ้าก็ถามบิดาว่า “ท่านพูดอะไร?” ท่านตอบว่า “เขาเหล่านั้นเป็นชาวกุเรชทุกคน” (28)
---------------------------------------------------------
(27) มิชกาตุล-มะชอบีฮ์ ของคอตีบ อัต-ตับรีซี ภาค 2 หน้า 162
(28) ศอฮีฮ์มุสลิม เล่ม 2 หน้า 201 มีบันทึกรายงานหลายกระแสโดยสำนวนที่คล้ายๆ กัน
ต่อไปเป็นฮะดีษต่าง ๆ ประเภทที่สอง
1. รายงานจากท่านอิบายะฮ์ บินรุบอีย์ ซึ่งได้รับฟังจากท่านญาบิรว่า ท่านศาสนทูต(ศ)ได้กล่าวว่า “ข้าคือประมุขของศาสดาทั้งหลายและทายาทของข้ามี 12 คน คนแรกคืออะลี คนสุดท้ายคือผู้ดำรงอยู่ อัล-มะฮ์ดี”(29)
2. ท่านอิบนุอับบาส(ร.ฎ.)กล่าวว่า “ข้าพเจ้าได้ยินท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)กล่าวว่า
“ตัวฉันและอะลี ฮะซัน ฮุเซนและลูกหลานของฮุเซนอีก 9 คน เป็นผู้บริสุทธิ์ที่ได้รับการคุ้มครองให้พ้นจากบาปและมลทิน”(30)
3. ท่านศาสนทูต(ศ)ได้กล่าวแก่ ท่านอับบาส บินอับดุลมุฏฏอลิบ ผู้เป็นลุงของท่านว่า “โอ้ท่านลุง ลูกหลานของฉัน 12 คนจะได้ปกครองในตำแหน่งคอลีฟะฮ์ ต่อจากนั้นจะเกิดเหตุการณ์อันน่ารังเกียจ และจะยิ่งมีเหตุร้ายแรงมาก ต่อจากนั้น อัล-มะฮ์ดี ผู้เป็นลูกหลานคนหนึ่งของฉันจะปรากฏ
ขึ้นมาอัลลอฮ์ (ซ.บ.) จะส่งเสริมกิจการของเขาในคืนๆ หนึ่ง ดังนั้น แผ่นดินจะเพียบพร้อมไปด้วยความยุติธรรม อย่างเช่น ที่ความไม่เป็นธรรมเคยเนืองนองมาก่อน เขาจะอยู่ในโลกตราบเท่าที่อัลลอฮ์(ซ.บ.)ทรงประสงค์ แล้วดัจญาลจะค่อยปรากฏตามออกมา”(31)
-------------------------------------------
(29) ยะนาบีอุล-มะวัดดะฮ์ หน้า 445
(30) ยะนาบีอุล-มะวัดดะฮ์ หน้า 445
(31) ฆอยะตุล-มะรอม หน้า 704
4. รายงานจากท่านญาบิร ยินยะซีด อัล-ญุอฟี ได้กล่าวว่า “ข้าพเจ้าได้ยินท่านญาบิร บินอับดุลลอฮ์ อัล-อันศอรี กล่าวว่า “เมื่อครั้งที่อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ทรงประทานโองการแก่ท่านนบีมุฮัมมัด (ศ) ว่า
“โอ้บรรดาผู้ศรัทธาจงเคารพเชื่อฟังอัลลอฮ์(ซ.บ.) และเคารพเชื่อฟัง
ศาสนทูต(ศ) และบรรดาผู้ปกครองในหมู่ของสูเจ้า”(32)
ข้าพเจ้ากล่าวว่า “ข้าแต่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ) เรารู้จักอัลลอฮ์ (ซ.บ.) และศาสนทูตของพระองค์ (ศ) แล้ว ฉะนั้นใครอีกเล่าที่เป็นผู้ปกครองทั้งหลาย ที่อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ทรงถือเอาการเคารพเชื่อฟังต่อพวกเขาเหมือนกับการเคารพเชื่อฟังท่าน?”
ท่านนบี (ศ) กล่าวว่า “เขาเหล่านั้นคือคอลีฟะฮ์ของฉัน โอ้ญาบิร พวกเขาเป็นอิมามของมวลมุสลิมภายหลังจากฉัน คนแรกในหมู่พวกเขา ได้แก่ อะลี บินอะบีฏอลิบ ต่อมาคือฮะซัน และฮุเซน ต่อมาได้แก่ มุฮัมมัด บินอะลี
อันเป็นที่รู้จักในคัมภีร์เตารอตว่า อัล-บากิร ญาบิรเอ๋ย เจ้าจะได้อยู่จนพบกับเขาผู้นี้ ฉะนั้นเมื่อเจ้าพบเขา ก็จงบอกเขาว่า ฉันฝากสลามถึง ต่อจากนั้นจะได้แก่อัศ-ศอดิก ญะอ์ฟัร บินมุฮัมมัด ต่อจากนั้นได้แก่ มูซา บินญะอฟัร ต่อจากนั้นได้แก่ อะลี บินมูซา ต่อจากนั้นได้แก่มุฮัมมัด บินอะลี ต่อมาได้แก่ อะลี บินมุฮัมมัด ต่อมาได้แก่ อัล-ฮะซัน บินอะลี ต่อจากนั้นเป็นคนที่ใช้ชื่อและสมญานามเช่นเดียวกับของฉัน เขาเป็นข้อพิสูจน์ของอัลลอฮ์(ซ.บ.)ในหน้าแผ่นดินเป็นมรดกของพระองค์ที่ให้ไว้สำหรับปวงบ่าวของพระองค์ เขาคือบุตรของฮะซัน บินอะลี เขาผู้นี้อัลลอฮ์(ซ.บ.)จะให้นามของเขาเป็นที่ระบือทั้งทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตกของโลก
--------------------------------------------
(32) ซูเราะฮ์ อัน-นิสาอ์: 59
เขาผู้นี้จะยังไม่ปรากฏแก่สายตาของพรรคพวก และมวลมิตรชีอะฮ์ของเขาจนไม่มีใครยืนยันถึงตำแหน่งอิมามของเขาได้ นอกจากคนที่อัลลอฮ์(ซ.บ.)ทดสอบหัวใจแห่งความศรัทธาของเขาเท่านั้น”
ท่านญาบิร กล่าวว่า “ข้าพเจ้ากล่าวว่า “ข้าแต่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ) แล้วจะมีคุณค่าอันใดแก่พรรคพวกของเขาบ้างในการยังไม่ปรากฏของเขา?”
ท่านศาสนทูต(ศ) กล่าวว่า “ขอสาบานต่อพระผู้ทรงแต่งตั้งข้าให้ดำรงตำแหน่งนบีว่า เขาเหล่านั้นจะได้รับแสงสว่างจากรัศมีของเขา เขาเหล่านั้น จะได้รับคุณค่าโดยการปกครองในสภาพแฝงเร้นของเขา ดุจดัง ที่คน ทั้งหลายได้รับประโยชน์จากแสงอาทิตย์ในยามที่มันเลือนลับอยู่ในก้อน
เมฆ”(33)
5. ในฮะดีษของท่านศาสดา(ศ) ที่ว่าด้วยเรื่องความประเสริฐ และเกียรติคุณของท่านอะลี (อ) และลูกหลานของท่านนั้น มีอยู่ว่า ท่านญาบิร บิน
อับดุลลอฮ์ อัลอันศอรีได้ยืนขึ้นถามว่า “ข้าแต่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ)ในจำนวนลูกหลานของอะลีนั้น มีใครบ้างที่เป็นอิมาม ?”
ท่านศาสนทูต (ศ) ตอบว่า “อัล-ฮะซันและอัล-ฮุเซนซึ่งเป็นสองหัวหน้าของบรรดาชายหนุ่มแห่งสวรรค์
ต่อจากนั้นได้แก่ หัวหน้าแห่งปวงบ่าวผู้ภักดีต่ออัลลอฮ์ (ซ.บ.) ในสมัยของเขา นั่นคืออะลี บินฮุเซน
-----------------------
(33) อิกมาลุด-ดีน เล่ม 1 หน้า 365 อิล-ซามุล-นาคิบ เล่ม 1 หน้า 55
ยะนาบีอุล-มะวัดดะฮ์ หน้า495
ต่อมาได้แก่ อัล-บากิร มุฮัมมัด บินอะลี ญาบิรเอ๋ยเจ้าจะได้พบเขาผู้นี้ ครั้นเมื่อเจ้าพบเขาแล้วก็จงบอกเขาว่า ฉันฝากสลามมา ต่อมาได้แก่ ศอดิก
ญะอ์ฟัร บินมุฮัมมัด ต่อมาได้แก่ กาซิม มูซา บินญะอ์ฟัร ต่อมาได้แก่ ริฎอ อะลี บินมูซา ต่อมาได้แก่อัต-ตะกี มุฮัมมัด บิน อะลี ต่อมาได้แก่ อัน-นะกี
อะลี บินมุฮัมมัด ต่อมาได้แก่ อัซ-ซะกี อัล-ฮะซัน บินอะลี ต่อมาได้แก่บุตรชายของเขา นั่นคือผู้ดำรงไว้ซึ่งความชอบธรรม ชื่อว่า มุฮัมมัด มะฮ์ดี แห่งประชาชาติของฉัน ซึ่งแผ่นดินจะเพียบพร้อมไปด้วยความเที่ยงธรรมและยุติธรรม ดังเช่นที่เคยเต็มไปด้วยความไม่ชอบธรรมมาก่อน
ญาบิรเอ๋ย เขาเหล่านั้นคือคอลีฟะฮ์ของฉัน เป็นทายาทของฉัน เป็นลูกหลานของฉัน และเป็นผู้ถอดแบบไปจากฉัน ใครที่เคารพเชื่อฟังเขาก็เท่ากับเคารพเชื่อฟังฉัน และใครที่ทรยศต่อเขาก็เท่ากับทรยศต่อฉัน ใครที่ปฏิเสธต่อคนใดคนหนึ่งในหมู่พวกเขาก็เท่ากับปฏิเสธฉัน”(34)
6. ท่าน อัมมาร บินยาซิร กล่าวว่า “ข้าพเจ้าเคยอยู่ร่วมกับท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ) ในการทำสงครามครั้งหนึ่ง และท่านอะลี (อ) ได้สังหารพวกอาลูวียะฮ์สำเร็จ และทำลายคนกลุ่มนั้นจนกระจัดกระจายและท่านยังได้สังหารอัมร บินอับดุลลอฮ์ อัล-ญะมะฮี และชัยบะฮ์ บินนาฟิอ์อีกด้วย
ข้าพเจ้าได้เข้าพบท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ) แล้วกล่าวว่า
“ข้าแต่ท่านศาสนทูตของอัลลอฮ์ (ศ)
แท้จริง อะลีได้ต่อสู้ในวิถีทางของอัลลอฮ์(ซ.บ.)อย่างสมภาคภูมิโดยแท้”
----------------------------------------
(34) อิล-ชามุล-นาคิบ เล่ม 1 หน้า 185
ท่านศาสนทูต(ศ)ได้กล่าวว่า
“เพราะว่าเขาคือส่วนหนึ่งของฉันเป็นผู้ทำหน้าที่ในข้อสัญญาของฉันจนสมบูรณ์และเป็นคอลีฟะฮ์ภายหลังจากฉัน หากไม่มีเขาแล้วไซร้ ผู้ศรัทธาจะไม่รู้จักความถูกต้องสมบูรณ์ที่แท้จริง ภายหลังจากฉันการต่อสู้กับเขาเท่ากับต่อสู้กับฉัน การยอมรับต่อเขาเท่ากับยอมรับต่อฉันการยอมรับต่อฉัน เท่ากับยอมภักดีต่ออัลลอฮ์ (ซ.บ.) แน่นอนเขาคือบิดาของผู้สืบตระกูลสองคนของฉัน และบรรดาอิมามภายหลังจากฉันก็มาจากสายเลือดของเขา ซึ่งอัลลอฮ์
(ซ.บ.) จะทรงนำออกมาให้ดำรงตำแหน่งเป็นอิมามผู้ชี้ทางที่ถูกต้อง
ส่วนคนหนึ่งในหมู่พวกเขา คือ มะฮ์ดี สำหรับประชาชาตินี้”(35)
7. ท่านอับดุลลอฮ์ บินมัสอูด ได้รับฟังฮะดีษหนึ่งจากท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)ที่กล่าวถึงบรรดาอิมาม(อ)ว่า
“บรรดาอิมามนั้นมาจากสายเลือดของฮุเซน (อ) คนที่เก้าของพวกเขาคือมะฮ์ดีสำหรับพวกเขา” (36)
8. ท่านสะอีด บินมะซีบ รายงานจากท่านอัมร บินอุษมาน บินอัฟฟาน ได้กล่าวว่า บิดาของฉันได้กล่าวว่า “ฉันได้ยินท่านศาสดาแห่งอัลลอฮ์ (ศ) กล่าวว่า “อิมามภายหลังจากฉันมี 12 คน เก้าคนจะมาจากสายเลือดของฮุเซน และมะฮ์ดีสำหรับประชาชาตินี้จะมาจากเรา” (37)
--------------------------------------
(35) กิฟายะตุล-อะษัร
(36) กิฟายะตุล-อะษัร
(37) มุนตะค็อบ อัล-อะษัร
9. ท่านศาสนทูต(ศ)ได้กล่าวว่า “บรรดาอิมามภายหลังจากฉันมี 12 คน เก้าคนจะมาจากสายเลือดของฮุเซน คนที่เก้าในหมู่พวกเขาคือผู้ดำรงอยู่” ต่อจากนั้น ท่านกล่าวว่า “ไม่มีใครชิงชังเราเลย นอกจากพวกกลับกลอก
(มุนาฟิก)เท่านั้น”(38)
10. ท่านฮุเซน(อ) ได้กล่าวว่า “ข้าพเจ้าเคยเข้าพบท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ) ผู้เป็นตาของข้าพเจ้า แล้วท่านก็ให้ข้าพเจ้านั่งบนตักของท่านแล้วกล่าวกับฉันว่า “แท้จริงอัลลอฮ์ (ซ.บ.) ทรงคัดเลือกคนในสายเลือดของเจ้าเก้าคนให้เป็นอิมาม โอ้ฮุเซนเอ๋ย คนที่เก้านั้นคือผู้ดำรงอยู่ ทุกคนมีเกียรติและมีฐานะเท่าเทียมกัน ณ พระองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.)” (39)
-----------------------------------------------
(38) มุนตะค็อบ อัล-อะษัร 82
11. จากฮะดีษของท่านศาสนทูต(ศ)ในเรื่องมิอ์ร๊อจญ์ (การเสด็จขึ้นสู่ฟากฟ้า)มีตอนหนึ่งว่า
“ฉันได้มอง และฉันได้เห็นดวงประทีป 12 ดวง และในแต่ละดวง มีเส้นสีเขียวซึ่งปรากฏชื่อของทายาทแต่ละคนของฉัน คนแรกคืออะลี
คนสุดท้ายคือผู้ดำรงอยู่ในฐานะอัล-มะฮ์ดี ฉันได้กล่าวว่า
ข้าแต่พระผู้อภิบาล คนเหล่านี้เป็นทายาทในภายหลังจากฉันใช่ไหม ? ทันใดนั้น ฉันก็ถูกเรียกว่า โอ้มุฮัมมัด คนเหล่านี้คือ ผู้เป็นที่รักที่โปรดปรานของข้า เป็นผู้ที่ซื่อสัตย์สุจริตใจของข้าและของเจ้า ขอสาบานด้วยเกียรติและความยิ่งใหญ่ของข้า แน่นอนข้าจะชำระแผ่นดินให้สะอาดบริสุทธิ์ พ้นจาก
ความอธรรมด้วยอัล-มะฮ์ดีคนสุดท้ายของพวกเขา และแน่นอนข้าจะให้เขาปกครองทั้งภาคตะวันออกและภาคตะวันตกทั้งหมดของโลก และแน่นอนข้าจะให้ก้อนเมฆที่หนักอยู่ภายใต้การควบคุมของเขา และจะให้ความเป็นไปของสิ่งทั้งหลายคล้อยตามความต้องการของเขา ข้าจะสนับสนุนส่งเสริมเขาด้วยกองทหารของข้า ข้าจะเกื้อหนุนเขาจนกระทั่งข้อเรียกร้องของข้าจะได้
สูงส่งขึ้น และมวลมนุษย์จะร่วมกันอยู่ภายในกรอบเอกภาพของข้า (40)
(40) ยะนาบีอุล-มะวัดดะฮ์ หน้า 486
12. ท่านอะมีรุลมุมินีน(อ)ได้กล่าวว่า “ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ) เคยกล่าวว่า “อิมามภายหลังจากฉันมี 12 คน โอ้อะลี คนแรกในหมู่พวกเขาคือท่าน ส่วนสุดท้ายคือผู้ดำรงอยู่ที่องค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.) เกื้อหนุนให้เขามีอำนาจครอบครองโลกทั้งภาคตะวันออกและภาคตะวันตก” (41)
13. ท่านญุนดุล บิน ญินาดะฮ์เคยถามท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ) ในเรื่องทายาทของท่าน
ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)ได้กล่าวว่า “คนแรกของพวกเขาเป็นประมุขของบรรดาทายาทเป็นบิดาของบรรดาอิมาม นั่นคืออะลี ต่อจากนั้นได้แก่ฮะซันและฮุเซน ลูกชายสองคนของเขา ดังนั้น เจ้าจงยึดมั่นต่อพวกเขา และจงอย่าให้ความงมงายแบบคนโง่เขลาล่อลวงเจ้าเป็นอันขาด ครั้นเมื่ออะลี
ซัยนุลอาบิดีนบุตรของฮุเซนกำเนิดมาอัลลอฮ์(ซ.บ.)ก็จะทรงให้อายุขัยของเจ้าครบกำหนดไป แล้วในโลกหน้าของเจ้าก็จะมีเสบียงให้เจ้าได้ดูดดื่มได้ดีกว่านมสดในโลกนี้ที่เจ้าเคยดื่ม”
ท่านญุนดุลจึงกล่าวว่า “เราเคยพบเห็นในคัมภีร์เตารอตและในคัมภีร์ของศาสดาต่างๆ ปรากฏชื่อ อีลยา, ชะบัร, ชะบีร แล้วนี้เป็นชื่ออะลี, ฮะซัน,
ฮุเซน แล้วมีใครในภายหลังฮุเซนอีก และพวกเขามีนามว่าอย่างไรบ้าง ?”
ท่านศาสนทูต(ศ)กล่าวต่อไปว่า “เมื่อยุคของฮุเซนผ่านไปแล้ว อะลีผู้เป็นบุตรชายก็จะเป็นอิมามต่อไปเขามีฉายานามว่า ซัยนุลอาบิดีน แล้วถัดจากเขาอีกก็คือมุฮัมมัด บุตรชายของเขา ซึ่งมีฉายาว่าอัล-บากิร ถัดจากนั้นคือ ญะอ์ฟัร บุตรชายของเขา มีฉายาว่าอัศ-ศอดิก ถัดจากนั้นคือ มูซา บุตรชายของเขา ฉายาของเขาคือ กาซิม ถัดจากนั้นคือ ผู้เป็นบุตรมีฉายาว่า อัร-ริฎอ
----------------------------------
(41) ยะนาบีอุล-มะวัดดะฮ์ หน้า 493
ถัดจากนั้นคือมุฮัมมัด ผู้เป็นบุตรชาย ฉายาของเขาคือ อัน-นะกีและอัซ-ซะกี ถัดจากนั้นคืออะลี ผู้เป็นบุตร ฉายาของเขาคืออัต-ตะกีและอัล-ฮาดี
ถัดจากนั้นคือฮะซัน ฉายาของเขาคืออัล-อัซการี แล้วถัดจากเขาคือ มุฮัมมัด ผู้เป็นบุตร ซึ่งมีฉายานามว่าอัล-มะฮ์ดี อัล-กออิม และอัล-ฮุจญะฮ์ซึ่งเขาจะอำพรางกายอยู่ ต่อจากนั้น เขาจะปรากฎอกมา เมื่อเขาปรากฎออกมา โลกจะเต็มไปด้วยความเที่ยงธรรมและยุติธรรมดังเช่นที่ความไม่เป็นธรรมเคยเนืองนองมาก่อน ความผาสุกจะเป็นของบรรดาผู้อดทน ในช่วงที่เขายังไม่ปรากฏ ความผาสุกจะเป็นของบรรดาผู้สำรวมตนโดยตั้งอยู่ในความรักที่มีต่อพวกเขา คนเหล่านี้คือ ผู้ที่อัลลอฮ์(ซ.บ.)ทรงบอกลักษณะไว้ในคัมภีร์ของพระองค์ที่ว่า
“เป็นทางนำสำหรับผู้สำรวมตน ซึ่งศรัทธาในสิ่งเร้นลับ”(42)
ต่อจากนั้นพระองค์ยังมีโองการอีกว่า “เขาเหล่านั้น คือพรรคของอัลลอฮ์ (ซ.บ.) แน่นอนยิ่งพรรคของอัลลอฮ์ (ซ.บ.) นั้นคือผู้ได้รับความสำเร็จ”
14. ท่านซะละมะฮ์ได้รับคำบอกเล่าจากท่านอะบีซัลมา คนเลี้ยงอูฐของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)ว่า “ข้าพเจ้าเคยได้ยินท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ) กล่าวว่า” ในคืนที่พระผู้อภิบาลของฉันทรงนำฉันเดินทางขึ้นสู่ชั้นฟ้านั้น”
พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า “ศาสนทูตได้ศรัทธาในสิ่งที่พระผู้อภิบาลทรงประทานให้แก่เขาแล้ว”
ฉันกล่าวว่า “และมวลผู้ศรัทธาทั้งหลายด้วย”
พระองค์ตรัสว่า “เจ้าพูดถูกแล้ว มุฮัมมัดแต่ใครเล่าที่เจ้ามอบหน้าที่การปกครองประชาชาติของเจ้าให้?”
------------------------------------
(42) ซูเราะฮ์ อัล-บะเกาะเราะฮ์: 3
ฉันตอบว่า “คนที่ประเสริฐที่สุดในประชาชาติ”
พระองค์ตรัสถามว่า “อะลี บินอะบีฎอลิบ หรือ?”
ฉันตอบว่า “ใช่แล้ว ข้าแต่พระผู้อภิบาล”
พระองค์ตรัสอีกว่า “โอ้ มุฮัมมัด ข้าได้ประกาศิตสู่แผ่นดินเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่า ข้าได้คัดเลือกเจ้าแทนสิ่งทั้งหลาย กล่าวคือข้าได้แยกเอานามของข้าออกมานามหนึ่งให้เจ้า ซึ่งไม่ว่าข้าจะถูกเอ่ยถึงเมื่อใด เจ้าก็จะถูกเอ่ยถึงพร้อมกับข้าเมื่อนั้น ดังนั้นข้าคือ มะห์มูด (ผู้ได้รับการสรรเสริญ) เจ้าก็คือมุฮัมมัด
(ผู้ได้รับการสรรเสริญ) ต่อจากนั้นข้าก็ได้ประกาศิตเป็นครั้งที่สองว่า
ข้าได้คัดเลือกอะลี และข้าได้แยกนามของข้าออกมานามหนึ่งให้เป็นนามของเขา ดังนั้น ข้าคือ อัล-อะอ์ลา(ผู้สูงสุด)
ส่วนเขาคือ อะลี(ผู้สูงส่ง) มุฮัมมัดเอ่ย ข้าได้สร้างเจ้าสร้างอะลี ฟาฏิมะฮ์ ฮะซัน ฮุเซน และบรรดาอิมามที่สืบสายเลือดของพวกเขามาจากรัศมี(นูร) ของข้ารัศมีหนึ่ง และข้าได้ประกาศเรื่องการปกครองของพวกเจ้าให้เป็นที่รู้แก่บรรดาผู้ที่อยู่ในชั้นฟ้าและแผ่นดิน ผู้ใดยอมรับเรื่องนี้ก็เท่ากับเป็น
ผู้ศรัทธาของข้า ผู้ใดปฏิเสธเรื่องนี้ก็เท่ากับเขาเป็นผู้หนึ่งจากบรรดาผู้ปฏิเสธต่อข้า สำหรับข้า โอ้มุฮัมมัด แม้ว่าบ่าวของข้าคนใดจะเคารพภักดีต่อข้าจนขาดใจตายหรือจนเนื้อหนังฉีกขาดไป แต่เขาผู้นั้นปฏิเสธการปกครองของพวกเจ้า ข้าก็จะไม่ยอมให้อภัยให้แก่เขาเลยนอกจากว่าเขาจะยอมรับใน
การปกครองของพวกเจ้าเท่านั้น โอ้มุฮัมมัด เจ้าชอบที่จะเห็นเขาเหล่านั้นไหม ?”
ฉันตอบว่า “ใช่แล้ว ข้าแต่พระผู้อภิบาล”
พระองค์ตรัสกับฉันอีกว่า “จงหันไปมองทางด้านขวาของบัลลังก์ “อัลอัรช์” แล้วฉันก็หันไปมองทันใดนั้นก็ปรากฏว่ามี อะลี, ฟาฏิมะฮ์, ฮะซัน, ฮุเซน, อะลี บินฮุเซน, มุฮัมมัด บิน อะลี, ญะอ์ฟัร บินมุฮัมมัด, มูซา บินญะอ์ฟัร, อะลี บินมูซา, มุฮัมมัด บินอะลี, อะลี บินมุฮัมมัด, ฮะซัน บินอะลี และอัล-มะฮ์ดี อยู่ในแสงเรืองของดวงประทีปในท่ายืนนมาซ และปรากฏว่าเขา(อัล-มะฮ์ดี) อยู่ระหว่างกลางคนเหล่านั้น ลักษณะเหมือนดาวอันสุกใส”
พระองค์ตรัสว่า “มุฮัมมัดเอ๋ย บุคคลเหล่านี้คือข้อพิสูจน์ และเป็นทายาทลูกหลานของเจ้าผู้ที่จะมาปฏิวัติ ขอสาบานด้วยเกียรติยศของข้าว่าเขาเป็นข้อพิสูจน์ที่จำเป็นสำหรับบรรดาบ่าวที่รักของข้า และเขาจะเป็นผู้ชำระแค้นแก่บรรดาศัตรูของข้า” (43)
15. รายงานจากซัลมาน อัล-มุฮัมมะดี กล่าวว่า “ฉันเคยเข้าพบท่านนบี (ศ) ในขณะที่ ฮุเซน (อ) อยู่บนตักของท่าน ท่านบรรจงจูบที่นัยน์ตาทั้งสองและริมฝีปากของเขาพลางกล่าวว่า “เจ้าคือหัวหน้าซึ่งเป็นบิดาของบรรดาหัวหน้า เจ้าคืออิมามบุตรของอิมาม และบิดาของอิมาม เจ้าคือข้อพิสูจน์ผู้เป็นบุตรแห่งข้อพิสูจน์ เป็นบิดาของบรรดาข้อพิสูจน์ (อัล-กออิม) ทั้งเก้าคนซึ่งสืบสายเลือดของเจ้า คนที่เก้าในหมู่พวกเขาคือ ผู้ดำรงอยู่” (44)
-----------------------------------
(43) มักตัล-ฮุเซน ของคอวาริซมี เล่ม 1 หน้า 96
(44) มักตัล-ฮุเซน ของคอวาริซมี เล่ม 1 หน้า 146
16. รายงานจากท่านอับดุลลอฮ์ บินอับบาสได้กล่าวว่า
“ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ) เคยกล่าวว่า
“แท้จริงบรรดาคอลีฟะฮ์ของฉัน และบรรดาทายาทของฉัน และบรรดาข้อพิสูจน์ ของอัลลอฮ์ (ซ.บ.) ที่มีไว้สำหรับมวลมนุษย์ทั้งหลาย ภายหลังจากฉันแล้ว มี 12 คน คนแรกผู้ซึ่งเป็นพี่น้องของฉัน ส่วนคนสุดท้ายคือลูกของฉัน”
มีคนถามว่า “ข้าแต่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ) ใครเล่า ที่เป็นลูกพี่ลูกน้องของท่าน?”
ท่านตอบว่า “อะลี บินอะบีฏอลิบ”
มีคนถามอีกว่า “ใครเล่าที่เป็นลูกชายของท่าน?”
ท่านกล่าวว่า “อัล-มะฮ์ดีผู้ซึ่งทำให้แผ่นดินเต็มไปด้วยความเที่ยงธรรมและยุติธรรมเหมือนอย่างที่เต็มไปด้วยความไม่เป็นธรรมมาก่อน ขอสาบานต่อพระผู้ซึ่งแต่งตั้งฉันมาในฐานะผู้ทรงสิทธิ์อย่างแท้จริงสำหรับการเป็นผู้แจ้งข่าวดีและตักเตือนว่า ถึงแม้อายุขัยของโลกจะยังมีเหลือไม่เกิน
หนึ่งวันก็ตาม แน่นอนอัลลอฮ์(ซ.บ.)จะยึดเวลาให้แก่วันนั้น จนกระทั่ง
อัล-มะฮ์ดี บุตรชายของฉันจะออกมาปรากฏ แล้วรูฮุลลอฮ์ อีซา บุตรมัรยัม ก็จะลงมาแล้วยืนนมาซตามหลังเขา โลกสว่างไสวด้วยรัศมีแห่งพระผู้อภิบาล และอำนาจของพระองค์จะแผ่ครอบคลุมทั้งภาคตะวันออกและภาคตะวันตก”(45)
-----------------------------------------
(45) อิล-ซามุน-นาศิบ เล่ม 1 หน้า 187
17. ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)กล่าวว่า “ฉันคือประมุขแห่งบรรดานบี ส่วนอะลี บินอะบีฏอลิบคือประมุขแห่งบรรดาทายาท แท้จริงทายาทของฉันมีทั้งหมด 12 คน คนแรกได้แก่อะลี คนสุดท้ายได้แก่ “อัล-มะฮ์ดี” (46)
18. ท่านศาสนทูต(ศ) กล่าวอีกว่า “บรรดาอิมามภายหลังจากฉันจะมี 12 คน คนแรกได้แก่ อะลี บินอะบีฏอลิบ คนสุดท้าย ได้แก่ อัล-กออิม
(ผู้ดำรงอยู่)ของพวกเขา คนเหล่านั้นคือผู้สืบตำแหน่งการปกครองของฉัน (คอลีฟะฮ์) และเป็นทายาทของฉัน เป็นผู้รับมอบอำนาจของฉัน และเป็นข้อพิสูจน์ของอัลลอฮ์(ซ.บ.)ที่ให้ไว้แก่ประชาชาติของฉัน หลังจากฉัน อันว่าผู้ใดที่ยึดมั่นต่อพวกเขาแล้วไซร้ นั่นแหละคือ ผู้ศรัทธา และอันว่าผู้ใดปฏิเสธพวกเขาแล้วไซร้นั่นแหละคือผู้ปฏิเสธ(กาเฟร)” (47)
19. รายงานจากท่านฮากิม บินญุบัยร์ ซึ่งเป็นคำบอกเล่าจากท่านอะบีฏอฟิล อามิร บินวาษิละฮ์ที่ได้รายงานถึงคำบอกเล่าจากท่านซัยด์ บินษาบิตว่า “ฉันเคยได้รับฟังท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ) กล่าวว่า “อะลี บิน
อะบีฏอลิบ คือผู้บังคับบัญชาของผู้ทรงธรรม และเป็นผู้พิฆาตคนบาป เป็นพลังแห่งชัยชนะสำหรับคนที่ช่วยเหลือเขา เป็นพลังแห่งความพ่ายแพ้สำหรับคนที่บั่นทอนเขา จงรู้ไว้ว่า การเคลือบแคลงสงสัยในอะลีเท่ากับเคลือบแคลงสงสัยในอิสลาม คนที่ดีที่สุดภายหลังจากฉันและบรรดาสาวกของฉันได้แก่ อะลี เลือดเนื้อของเขาคือเลือดเนื้อของฉัน และเขาคือบิดาแห่งผู้สืบสายตระกูลสองคนของฉัน และจากสายเลือดของฮุเซน จะมีอีกเก้าคนที่เป็น
อิมาม หนึ่งในจำนวนนั้น คืออัล-มะฮ์ดีของประชาชาตินี้”(48)
-------------------------------------------------
(46) อิล-ซามุน-นาศิบ เล่ม 1 หน้า 187
(47) อิกมาลุดดีน เล่ม 1 หน้า 372
(48) มุนตะคอบ อัลอะษัร หน้า 203
20. รายงานจากท่านอัล-ฮัจญาจ บิน อิรฏออะฮ์ เป็นคำบอกเล่าจากท่านอะฏียะฮ์ อัล-เอาฟิ ซึ่งได้รับรายงานจากท่านอะบี ซะอีด อัลคุดรีว่า “ข้าพเจ้าได้ยินท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ) กล่าวแก่ท่านฮุเซนว่า
“เจ้าคืออิมามบุตรของอิมาม น้องชายของอิมาม อีกเก้าคนที่มาจากสายเลือดของเจ้า คืออิมามของผู้ทรงธรรม และคนที่เก้าคือกออิมของพวกเขา” (49)
21. รายงานจากท่านอะบี ซะอีด อัล-คุดรีกล่าวอีกว่า
“ข้าพเจ้าเคยได้ยินท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ) กล่าวว่า “อิมามภายหลังจากฉัน มี 12 คน เก้าคนจะมาจากสายเลือดของฮุเซน คนที่เก้าคือกออิมของพวกเขา ดังนั้นความผาสุกจะเป็นของคนที่รักพวกเขา” (50)
22. รายงานจากท่านอะบีซัร อัล-ฆ็อฟฟารีกล่าวว่า
“ข้าพเจ้าเคยได้ยินท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ) กล่าวว่า “คนใดรักฉันและอะฮ์ลุลบัยต์ของฉัน เราจะอยู่ด้วยกันเหมือนของสองอย่างนี้ (พลางยกนิ้วชี้กับนิ้วกลางขึ้นมาแสดง)” แล้วท่านก็กล่าวต่อไปว่า “ลูกพี่ลูกน้องฉันคือทายาทที่ดีที่สุด ผู้สืบตระกูลสองคนของฉัน คือผู้สืบตระกูลที่ดีที่สุด อัลลอฮ์ (ซ.บ.) จะทรงนำออกมาจากสายเลือดของฮุเซนซึ่งบรรดาอิมามของผู้ทรงธรรม และมะฮ์ดีสำหรับประชาชาตินี้จะมาจากพวกเรา” ข้าพเจ้าถามท่านศาสดาว่า “แล้วอิมามภายหลังจากท่านมีจำนวนเท่าใด?”
ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)กล่าวว่า “มีเท่ากับจำนวนของหัวหน้าในหมู่บะนีอิสรออีล” (51)
------------------------------------------
(49) มุนตะคอบ อัลอะษัร หน้า 82
(50) มุนตะคอบ อัลอะษัร หน้า 83
(51) มุนตะคอบ อัลอะษัร หน้า 46
23. รายงานจากท่านอะบีซะอีด อัล-คุดรีกล่าวว่า “ข้าพเจ้าเคยได้ยินท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ) กล่าวว่า “บรรดาอิมามภายหลังจากฉันมี 12 คน เก้าคนจะมาจากสายเลือดของฮุเซนคนที่เก้าคือกออิมของพวกเขา” (52)
24. รายงานจากท่านอะบีซะอีด อัล-คุดรี กล่าวอีกว่า “ข้าพเจ้าได้ยินท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ) กล่าวว่า “คอลีฟะฮ์ภายหลังจากฉันจะมี 12 คน เก้าคนจะมาจากสายเลือดของฮุเซน คนที่เก้าคือ กออิมของพวกเขาและเป็นมะฮ์ดีของพวกเขา ดังนั้น ความสุขจะได้แก่คนที่รักพวกเขาความวิบัติจะได้แก่ ผู้ที่โกรธเกลียดพวกเขา” (53)
25. รายงานจากท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ) ในอัลฮะดีษเกี่ยวกับการเสด็จขึ้นสู่ฟากฟ้า(มิอ์รอจญ์)ว่าพระองค์ตรัสกับฉันว่า
“จงมองดูด้านขวาของบัลลังก์อัล-อะรัชเถิด แล้วฉันก็มอง ทันใดนั้นปรากฏว่ามีอะลี, ฟาฏิมะฮ์, ฮะซัน, ฮุเซน, มุฮัมมัด บินอะลี, ญะอ์ฟัร บินมุฮัมมัด, มูซา บินญะอ์ฟัร, อะลี บินมูซา, มุฮัมมัด บินอะลี, อะลี บินมุฮัมมัด, ฮะซัน บินอะลี และมุฮัมมัด อัล-มะฮ์ดี บินอัล-ฮะซัน เขามีลักษณะคล้ายดาวสุกใสดวงหนึ่งท่ามกลางคนเหล่านั้น พระองค์ตรัสว่า “มุฮัมมัดเอ๋ยคนเหล่านี้คือข้อพิสูจน์ที่ข้ามีไว้สำหรับปวงบ่าวของข้า คนเหล่านี้คือทายาทของเจ้า และอัล-มะฮ์ดีจากพวกเขานั้นเป็นผู้สืบสายเลือดของเจ้าที่จะมาปฏิวัติ
ขอสาบานด้วยเกียรติยศและความยิ่งใหญ่ของข้าว่า เขาจะเป็นผู้ชำระแค้นแก่ศัตรูของข้า และเป็นผู้เกื้อหนุนสำหรับบรรดาบ่าวที่รักของข้า”(54)
----------------------------------------------------------------------
(52) มุนตะคอบ อัลอะษัร หน้า 83
(53) มุนตะคอบ อัลอะษัร หน้า 83
(54) ยะนาบีอุลมะวัดดะฮ หน้า 487 รายงานโดยอะบูมุอัยยัด เมาฟิก บินอะหมัด อัลคอรอซมี
26. ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)กล่าวว่า “ข้าคือผู้รินน้ำให้แก่พวกเจ้าที่สระน้ำ (อัล-เฮาฎ์)
โอ้อะลีเจ้าคือผู้ให้น้ำดื่ม ฮะซันคือผู้ช่วย ฮุเซนคือผู้สั่งการ อะลี บินฮุเซน คือผู้สำรวจ มุฮัมมัด บินอะลี คือผู้ชี้แนะ ญะอ์ฟัร บินมุฮัมมัด คือผู้ชักนำ มูซา บินญะอ์ฟัร คือผู้นับจำนวนคนรักและคนชังและเป็นผู้คอยปราบพวกกลับกลอก อะลี บินมูซา คือผู้ตกแต่งเรือนร่างของผู้ศรัทธา มุฮัมมัด บินอะลี
เป็นผู้จัดระดับชั้นต่าง ๆ แก่ชาวสวรรค์ อะลี บินมุฮัมมัด เป็นผู้กล่าวคำเทศนาแก่พรรคพวกชีอะฮ์ของตน และทำหน้าที่แต่งงานคนเหล่านั้นกับบรรดานางสวรรค์ ฮะซัน บินอะลี จะเป็นดวงประทีปแก่ชาวสวรรค์และชาวสวรรค์ก็ได้รับความสว่างไสวจากดวงประทีปนั้น ส่วนอัล-มะฮ์ดีจะเป็นผู้
คอยสงเคราะห์ให้แก่เขาเหล่านั้น(ชีอะฮ์) ในวันคืนชีพ(กิยามะฮ์) จนกระทั่งว่า อัลลอฮ์(ซ.บ.)จะไม่ยินยอมให้เลย นอกจากเขาประสงค์และพอใจด้วย”(55)
27. รายงานจากท่านอะบีฮารูน อัล-อับดี เป็นคำบอกเล่าจากท่านอะบีซะอีด อัล-คุดรีกล่าวว่า “ข้าพเจ้าได้ยินท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ) กล่าวว่า “อะฮ์ลุลบัยต์ของฉัน คือหลักประกันความปลอดภัยให้แก่บรรดาชาวโลกเช่นเดียวกับที่มวลดาราเป็นหลักประกันความปลอดภัยให้แก่บรรดาผู้ที่อยู่ในชั้นฟ้า”
---------------------------------------
(55) มักตัล-อัลฮุเซนของคอรอซมี เล่ม 1 หน้า 95
มีคนถามว่า “ข้าแต่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ) บรรดาอิมามภายหลังจากท่าน ก็เป็นคนจากอะฮ์ลุลบัยต์ของท่านกระนั้นหรือ?”
ท่านศาสนทูต(ศ)กล่าวว่า “ใช่แล้ว ภายหลังจากฉัน จะมีอิมาม 12 คน เก้าคนจะมาจากสายเลือดของฮุเซน พวกเขาล้วนเป็นผู้ได้รับความคุ้มครองให้พ้นจากความบาปและมลทิน ในหมู่พวกเรายังมีมะฮ์ดีสำหรับประชาชาตินี้ แน่นอนอะฮ์ลุลบัยต์ของฉัน และลูกหลานของฉันเหล่านี้คือ
เลือดเนื้อของฉันคนใดที่ระรานต่อฉันในเรื่องของพวกเขาแล้วไซร้
การอนุเคราะห์ของฉัน ที่อยู่ ณอัลลอฮ์(ซ.บ.)จะไม่ได้แก่พวกเขาเลย”(56)
28. ท่านอะบีซะอีด อัล-คุดรี กล่าวว่า “ข้าพเจ้าได้ยินท่านศาสนทูต (ศ) กล่าวกับฮุเซน (อ) ว่า
“ฮุเซนเอ๋ยเจ้าคืออิมาม บุตรของอิมาม น้องชายของอิมาม เก้าคนจากสายเลือดของเจ้าเป็นอิมามของผู้ทรงธรรม คนที่เก้า คือ กออิม(ผู้ดำรงอยู่)ของพวกเขา”
มีคนถามว่า “ข้าแต่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ) อิมามภายหลังจากท่านมีจำนวนเท่าใด?”
ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)ตอบว่า “12 คน เก้าคนจะมาจากสายเลือดของฮุเซน” (57)
--------------------------------------------------
(56) มุนตะคอบ อัลอะษัร หน้า 65
(57) มุนตะคอบ อัลอะษัร หน้า 82
ท่านอบุลฮะซัน อะลี บินอะบีฏอลิบ บินอับดุลมุฏฏอลิบ บินฮาชิม บิน
อับดุลมะนาฟ คือ บุตรชายของผู้เป็นลุงของท่านศาสนทูต(ศ) ผู้ยิ่งใหญ่
(อัลลอฮ์ทรงประทานพรและความสันติสุขแด่ท่านและวงศ์วานของท่าน) เป็นบุคคลแรกที่ตอบรับการเชิญชวน และยอมรับในศาสนาของท่านศาสดาและที่ได้นมาซร่วมกับท่านนบีเป็นครั้งแรกในประชาชาตินี้ ท่านคือผู้มีเกียรติยศสูงที่สุด และอยู่ในฐานะที่ล้ำหน้าสำหรับทุกประชาชาติ ท่านเป็นคนที่มีความรู้ในคัมภีร์และจริยวัตรศาสดามากที่สุด เป็นผู้มีความบริสุทธิ์ใจ
และมีการเคารพภักดี การต่อสู้เสียสละเพื่ออัลลอฮ์(ซ.บ.)และในวิถีทางแห่งศาสนาของพระองค์มากที่สุด กล่าวคือ หากมิใช่เพราะดาบของท่านแล้วไซร้ ศาสนามิอาจดำรงอยู่ได้และการรุกรานของพวกปฏิเสธ(กาเฟร)จะไม่มีวันถูกยกเลิกให้พ้นไปได้จริงๆ แล้วประวัติศาสตร์ของมวลมนุษย์อันยาวนานยังไม่เคยปรากฏเป็นที่ยอมรับกันว่า
หลังจากท่านศาสนทูตผู้ยิ่งใหญ่(ศ) แล้วจะมีบุคคลใดประเสริฐกว่าท่าน อะลี บินอะบีฏอลิบ
หลังจากท่านศาสนทูต(ส)แล้วไม่เคยมีมนุษย์คนใดได้รับการบันทึกถึงเกียรติยศ ความประเสริฐความดีต่างๆให้เหมือนกับที่ได้มีการบันทึกในเรื่องของท่าน อะลี บินอะบีฏอลิบ กล่าวคือ จะประเมินคุณค่าต่างๆ ของบุรษผู้หนึ่งที่การต่อสู้ของเขากับ อัมร์ บินอับด์วูด อัล-อามีรีย์ ในสงคราม “ค็อนดัก” มีค่าเท่ากับ “การเคารพภักดี (อิบาดะฮ์) ของมวลมนุษย์และญิน” ให้ทั่วถ้วนได้อย่างไร จะคำนวณถึงความประเสริฐต่างๆ ของบุรุษผู้หนึ่งที่มิตรของเขาถึงกับต้องปกปิดความดีงามต่างๆของเขาไว้เพราะความกลัวอันตราย
ในขณะที่ศัตรูของเขากลบเกลื่อนความดีงามต่าง ๆ นั้นไว้เพราะความชิงชัง ถึงกระนั้นความดีงามต่าง ๆ ก็ยังแผ่ขจรขจายไปทั่วทุกสารทิศให้ครบถ้วนได้อย่างไร(1)
และเขาคือ “บุคคลที่ถ้าหากมนุษย์ร่วมกันให้ความรักแล้วไซร้
แน่นอนอัลลอฮ์ (ซ.บ.)จะไม่ต้องสร้างนรกมา” เหมือนดังที่ท่านศาสนทูตผู้ยิ่งใหญ่(ศ)ได้เคยกล่าวว่าไว้เช่นนั้น
เรื่องราวเกี่ยวกับท่าน อะลี บินอะบีฏอลิบนั้น ยืดยาวมากจนไม่อาจบันทึกให้จบสิ้นลงในตำราเล่มต่างๆ ได้และไม่อาจนับจำนวนตำราเหล่านั้นให้ครบถ้วน จนกระทั่งท่านอิบนุอับบาส ถึงกล่าวว่า
“หากต้นไม้ทั้งหมดเป็นปากกา ทะเลทั้งหลายเป็นน้ำหมึก มนุษย์และญินทั้งหมดเป็นตำราและบัญชีบันทึก ก็ไม่อาจพรรณนาถึงเกียรติยศต่างๆ ของท่านอะมีรุลมุมีนิน(อ) ได้หมด”(2)
ฉะนั้นเราจึงจำเป็นต้องสรุปเรื่องราวที่เกี่ยวกับท่าน อะลี(อ) ลงในหนังสือเล่มนี้ ก็เพียงแค่ชี้แนะถึงคุณสมบัติพิเศษและความดีงามในด้านต่างๆ ของท่านบางประการเท่านั้น ส่วนหน้าที่ในการเสนอรายละเอียดนั้นเป็นเรื่องของตำราอื่นๆ นอกเหนือไปจากเล่มนี้
------------------------------------------------------
(1)เป็นคำพูดของท่าน มุฮัมมัด อัช-ชาฟิอีย์ (อิมาม มัซฮับ)
โปรดดูในอะฮาดีษุล-มุสลิมีนฟีฟะฏออิลอะมีริลมุมินีน หน้า 17
(2)ตัซกิเราะตุลเคาะวาศ หน้า 7
นามจริง ............................
อะลี(อ)
ชื่อบิดา ............................
อะบูฏอลิบ (อับดุล-มะนาฟ)
ชื่อมารดา .........................
ฟาฏิมะฮ์ บินติอะซัด บินฮาชิม
ชื่อปู่ ................................
อับดุล-มุฏฏอลิบ บินฮาชิม
พี่น้องฝ่ายชาย .................
ฏอลิบ ญะอ์ฟัร
พี่น้องฝ่ายหญิง ..............
อุมมุฮานี ญิมานะฮ์
เกิด ................................
วันศุกร์ที่ 13 เดือนเราะญับ ที่สถานอัลกะอ์บะฮ์อันทรงเกียรติ เมื่อท่านศาสนทูตผู้ยิ่งใหญ่(ศ) มีอายุได้ 30 ปี
บุคลิกลักษณะส่วนตัว.................
ท่านอะลี(อ)มีเรือนร่างสมส่วนคิ้วโก่ง ดวงตากลมโต ใบหน้างดงามดุจดวงเดือนในคืนวันเพ็ญอันสวยงาม ผิวสีน้ำตาล มีเรือนผมบางเป็นลอน ผมที่ท้ายทอยดังมงกุฏ ลำคอเชิดระหงโดดเด่นราวคณโฑเงิน หน้าท้องอวบเรือนกายกำยำ หน้าอกผึ่งผาย ฝ่ามือนูนหนา กล้ามเนื้อแน่นจนแยกแทบไม่ออก ระหว่างแขนกับข้อศอก ลำข้อศอกอวบอูม ไหล่ผาย เครางามปล่อยมาถึงทรวงอก แข้งสองข้างกำยำยิ่งนัก(3)
การเข้ารับอิสลาม ...........
ท่านคือคนแรกที่เข้ารับอิสลาม
ภรรยาที่ปรากฏชื่อเสียง .....................
ฟาฏิมะฮ์ อัซซะฮรออ์(ซ) , เคาละฮ์ บินติญะอ์ฟัร บินกัยซ์
อัลค็อษอะมียะฮ์, อุมมุฮะบีบ บินติ-เราะบีอะฮ์, อุมมุล-บะนีน บินติฮิชาม บินคอลิด บินดาริม, ลัยลา บินมัสอูด อัดดาริมียะฮ์, อัซมาอ์ บินติอุมัยซ์ อัล-ค็อษ อะมียะฮ์, อุมมุ-ซะอีด บินติอุรวะฮ์ บินมัซอูด อัซ-ซะกะฟีย์
บุตรชาย ...............
ฮะซัน(อ), ฮุเซน (อ), มุฮัมมัด (มีนามแฝงว่า กอซิม), อุมัร, ญะอ์ฟัร,
อุษมาน, อับดุลลอฮ์, มุฮัมมัด, อัล-อัศฆ็อร (มีนามแฝงว่า อะบูบักร์)
อุบัยดิลลาฮ์, ยะฮ์ยา (4)
----------------------------------------------------------------
(3) ฮะยาตุ-อะมีริลมุมินีน หน้า 37 และซะคออิรุล-อุกบา หน้า 57
(4) นี่คือรายงานตามที่ท่านเชคมุฟีดบันทึก และท่านกล่าวว่า ตามหลักฐานในสายชีอะฮยังมีอีกคนหนึ่งชื่อว่า มุฮ์ซิน (คลอดก่อนกำหนด)
บุตรสาว ...........
ซัยหนับ อัล-กุบรอ, ซัยหนับ อัล-ศุฆรอ (มีนามแฝงว่า อุมมุกุลซูม),
รุก็อยยะฮ์, อุมมุล-ฮะซัน, ร็อมละฮ์, นะฟีซะฮ์, ซัยหนับ อัศ-ศุฆรอ, รุก็อยยะฮ์ อัศ-ศุฆรอ, อุมมุฮานี, อุมมุล-กิรอญิมานะฮ์ (มีนามแฝงว่า อุมมุญะอ์ฟัร)
อุมมุซะละมะฮ์, มัยมูนะฮ์, คอดีญะฮ์, ฟาฏิมะฮ์
นามแฝงต่างๆ ของท่านมีดังนี้ ............
อะบุล-ฮะซัน, อะบุลซิบฏัยน์, อะบุลรัยฮานะตัยน์, อะบูตุร็อบ (เป็นนามแฝงที่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ) ตั้งให้)
ฉายานาม .............
อะมีรุลมุมีนีน, (ผู้นำของศรัทธาชน) อัล-มุรตะฏอ, อัลวะศีย์, ฮัยดัร
ยะอ์ซูบุล-มุมีนีน, ยะอ์ซูบุดดีน
คุณสมบัติเฉพาะตัวในด้านต่าง ๆ
ก. ท่านเกิดที่สถานอัล-กะอ์บะอ์ซึ่งที่แห่งนี้ไม่เคยมีใครถือกำเนิดเลยแม้สักคนเดียว ทั้งก่อนและหลังจากท่าน
ข. ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)ประกาศความเป็นพี่น้องกับท่านในขณะที่มวลมุสลิมทั้งหลายประกาศความเป็นพี่น้องระหว่างกันและกัน
ค. เป็นผู้ถือธงชัยของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)
ง. ในบางสมรภูมิท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ) เคยเป็นผู้บังคับบัญชาของท่านแต่ท่านศาสนทูต(ศ)ไม่เคยแต่งตั้งใครให้เป็นผู้บังคับบัญชาแก่ท่านอะลี(อ)เลย
จ. เป็นผู้นำโองการในซูเราะฮ์ อัต-เตาบะฮ์(บะรออะฮ์)ไปประกาศที่
มักกะฮ์
พิธีรับสัตยาบัน .............
ท่านได้รับสัตยาบันสู่ตำแหน่งคอลีฟะฮ์ ในวันที่ 18 เดือนซุลฮิจญะฮ์
ฮ.ศ.10 ที่ตำบลเฆาะดีรคุม โดยคำสั่งของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ(ศ)และท่านได้เข้ารับตำแหน่งทางการปกครองในเดือน ซุล-ฮิจญะฮ์ ฮ.ศ.35
เมืองหลวงในสมัยของท่าน ...........
กูฟะฮ์
กวีประจำสมัย .........
อัน-นะญาชี อัลอะอ์วัร อัช-ชันนี
ลายสลักบนแหวน .........
อัลลอฮุล-มาลิก วะอะลียุน อับดุฮู(อัลลอฮ์ ผู้ทรงเกียรติ และอะลี(อ) คือบ่าวของพระองค์)
สงครามในสมัยของท่าน .............
ญะมัล, ศิฟฟีน, นะฮ์รอวาน
ธงประจำการรบของท่าน ............
ธงผืนเดียวกับของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)
ผลงานที่ปรากฏ ..............
นะฮ์ญุล-บะลาเฆาะฮ์
องครักษ์พิเศษ ...............
ซัลมาน อัล-ฟาริซีย์
อาลักขณ์ประจำตัว ............
อับดุลลอฮ์ บินอะบีรอฟิอ์
วาระแห่งการพลีชีพ ................
อับดุลเราะฮ์มาน บินมุลญิม อัล-มุรอดี อัล-คอริจญี ฟาดดาบลงบนศีรษะของท่าน ในคืนวันที่ 19 เดือน รอมฏอน ฮ.ศ. 50 ขณะที่ท่านกำลังทำนมาซศุบห์ ที่มัสยิด อัล-กูฟะฮ์ ท่านเสียชีวิตในคืนวันที่ 21 ของเดือนดังกล่าวนั่นเอง (ท่านเป็นชะฮีด)
สุสาน ..........
ท่านฮะซัน(อ)ฝังท่านในสภาพที่ปกปิดข่าวเกี่ยวกับตำแหน่งของสุสาน เพราะกลัวพวกเคาะวาริจญ์และมุอาวิยะฮ์จะล่วงรู้ วันนั้นท้องฟ้าสาดสีทองประกายสูงเด่นเป็นพิเศษ มวลมุสลิมทั่วทุกสารทิศจากโลกอิสลามทั้งมวลต่างก็ยังหมั่นเพียรในการเยือนสุสานของท่าน ณ นะญัฟ อัลอัชรอฟ อยู่ตลอดเวลาจนบัดนี้
หลังจากท่านศาสนทูตผู้ยิ่งใหญ่(ขออัลลอฮ์(ซ.บ.)ประทานความจำเริญแก่ท่านและแก่บรรดาวงศ์วานของท่าน)แล้ว โลกยังไม่เคยรู้จักเลยว่าจะมีบุรุษคนใดที่มีคุณงามความดี และมีจริยธรรมอันทรงเกียรติในด้านต่าง ๆ อย่างครบครัน เสมอเหมือนกับท่านอิมามอะมีรุลมุมีนิน(อ)
ท่านอยู่ในฐานะดีเด่นล้ำหน้าสำหรับชนรุ่นก่อนและเป็นที่น่าอัศจรรย์ใจสำหรับชนรุ่นหลังคุณงามความดีของท่านอะลี(อ)มากมายสุดที่จะประมาณได้ ความประเสริฐของท่านยิ่งใหญ่อย่างไม่มีที่สิ้นสุด กับคุณค่าของบุรุษผู้ที่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ(ศ) กล่าวถึง ไว้ในวันที่เข้าทำการสู้รบกับ
อัมร์ บินอับด์ วุดด์ อัล-อามิรีย์ ว่า “พลังศรัทธาทั้งมวล ได้พิชิตพลังแห่งการตั้งภาคีทั้งมวลแล้ว”
และทันทีที่ท่านได้สังหารอัมร์ท่านศาสนทูต(ศ) ก็กล่าวสดุดีว่า
“การลงดาบครั้งเดียวที่อะลี (อ) กระทำต่ออัมร์ในสงครามค็อนดักมีค่าเท่ากับการเคารพภักดีของมนุษย์และญินรวมกัน”
แล้วเราคิดคำนวณให้ครบถ้วนได้อย่างไร?
ท่านมุญาฮิดกล่าวว่า “มีชายคนหนึ่งตั้งคำถามท่านอิบนุอับบาสว่าเกียรติคุณของอะลี บินอะบีฏอลิบ มีมากมายปานใด แต่ฉันคิดว่าจะต้องมีถึงสามพันประการ”
ท่านอิบนุอับบาสกล่าวตอบเขาว่า “มันจะต้องมีถึงสามหมื่นประการมากกว่าสามพันประการ”
จากนั้นท่านอิบนุอับบาสกล่าวอีกว่า “หากแม้ต้นไม้เป็นปากกา ท้องทะเลเป็นน้ำหมึก มนุษย์และญินเป็นสมุดและบัญชีก็ไม่อาจพรรณนาถึงเกียรติคุณของท่านอิมามอะลี บินอะบีฏอลิบ ให้ครบถ้วนได้” (1)
เราจะพรรณนาถึงคุณงามความดีของบุรุษผู้หนึ่งให้ครบถ้วนได้อย่างไรในเมื่อท่านเป็นคนแรกที่เข้ารับอิสลาม และมีการเคารพ อิบาดะฮ์มากกว่าใครทั้งหมด เป็นคนสมถะที่สุดในโลก เป็นคนมือสะอาดที่สุด เป็นผู้เสียสละมากที่สุด เป็นคนที่รู้ในเรื่องของคัมภีร์อัลกุรอาน และจริยวัตรของท่านศาสดา(ซุนนะฮ์)มากที่สุด เป็นคนที่สันทัดในการเจรจาและมีความสามารถสูงสุดในการพูดเรื่องราวของท่านเกี่ยวกับอิสลาม หมายถึงเรื่องราวที่เป็นเนื้อหาของอิสลามทั้งหมด
กล่าวคือ หากไม่มีท่าน อิสลามจะไม่มีวันดำรงอยู่ได้และบ่าวของอัลลอฮ์(ซ.บ.)ก็คงจะไม่มี
------------------------------------------
(1)ตัชกิเราะตุล เคาะวาศ หน้า 8
แน่นอนที่สุด ระบอบอิสลามดำรงอยู่โดยรากฐานหลายประการ เช่น
การเผยแผ่ การต่อสู้เสียสละของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ) ในวิถีทางเพื่อเผยแผ่ศาสนานี้ การสนับสนุนส่งเสริมที่ท่านอะบีฏอลิบ ผู้เป็นลุงมีต่อท่าน การต่อสู้เสียสละของท่านอะลี(อ) และทรัพย์สินของท่านหญิงคอดีญะฮ์(ร.ฎ) นอกจากนี้ ท่านอะลี(อ)คือ บุคคลแรกที่ขานรับการเชิญชวนสู่อิสลามของท่านศาสนทูต(ศ)ท่านคือบุคคลที่ถือได้ว่าเป็นเอกฉันท์ของบรรดานักประวัติศาสตร์ที่ลงมติว่า ท่านเป็นคนแรกที่นับถือศาสนาอิสลาม
ท่านอะลี(อ)เคยกล่าวว่า “ฉันคือคนแรกที่เชื่อมั่นกับท่านศาสนทูต (ศ)” (2)
นักประวัติศาสตร์ได้กล่าวอีกว่า “ท่านนบี (ศ) ได้รับการแต่งตั้งเมื่อวันจันทร์ และอะลี (อ) เข้ารับอิสลามในวันอังคาร” (3)
รายงานจากท่านอะพีฟ กันดี ได้กล่าวว่า อัชอัช บินกัยซ์ ผู้เป็นพี่ชายของข้าพเจ้าได้กล่าวไว้ว่า “ฉันเคยเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งยืนนมาซ แล้วได้มีเด็กผู้ชายคนหนึ่งเข้ามา แล้วไปยืนตรงด้านขวาชายหนุ่มผู้นั้น จากนั้น ก็มีสุภาพสตรีคนหนึ่งเข้ามา แล้วเธอก็ยืนอยู่ด้านหลังของคนทั้งสอง ฉันจึงพูดกับอับบาสว่า นี่คือเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่มาก”
ท่านกล่าวต่อไปว่า “ที่แท้ นี่คือ มุฮัมมัด (ศ) อะลี (อ) และคอดีญะฮ์ (ร.ฎ.) พี่น้องของฉันผู้นี้บอกฉันว่า พระผู้อภิบาลของเขาคือ พระผู้อภิบาลแห่งชั้นฟ้าและแผ่นดิน เขาถูกส่งมาในเรื่องเกี่ยวกับศาสนานี้
-------------------------------------------------------------------
(2) นะฮ์ญุล-บะลาเฆาะฮ์ 1 / 115
(3) อะอ์ยานุช-ชีอะฮ์ 3 กอฟ 1 / 61
ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮ์ว่า ศาสนานี้จะไม่มีวันปรากฏอยู่บนหน้าพิภพได้เลย หากไม่เป็นเพราะบุคคลทั้งสามนี้”
ท่านอะพีฟได้กล่าวภายหลังจากที่ตนได้เข้ารับอิสลามอีกว่า “ถ้าหากฉันเข้ารับอิสลามในวันนั้น แน่นอนฉันจะต้องเป็นอันดับที่สองรองจากอะลี บินอะบีฏอลิบ” (4)
เมื่อท่านได้บอกเล่าเกี่ยวกับเรื่องการเคารพภักดีของท่านอะลี(อ) ท่านได้กล่าวว่า “ท่านเองเคยทราบเกี่ยวกับคำพูดของท่านศาสนทูตแห่งอัลลออ์ (ศ) มาแล้วที่ว่า “การสังหารที่อะลี (อ) กระทำต่ออัมร์ บิน อับดะวุดด์ที่สงครามค็อนดักนั้นมีค่าเท่ากับการเคารพภักดีของมนุษย์และญินรวมกัน”
แล้วจะมีการเคารพภักดีของใครอีกหรือ ที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าการเคารพภักดีของเขา ? ชีวิตทั้งหมดของท่านอะลี บินอะบีฏอลิบ(อ)เป็นอิบาดะฮ์การเคารพภักดีและการเคลื่อนไหวทุกประการของเขาเป็นการฏออะฮ์(เชื่อฟังปฏิบัติตามอัลลอฮ์(ซ.บ.)และรอซูล(ศ))
มีฮะดีษที่บอกเล่าถึง การนมาซและการประกอบศาสนพิธีของท่านว่าชายคนหนึ่งสนทนากับท่านว่า ขอได้โปรดเล่าถึงเรื่องของบุคคลที่นมาซร่วมกับท่านนบี(ศ)เป็นบุคคลแรก
ท่านอะลี(อ)กล่าวว่า “ฉันได้นมาซร่วมกับท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ) ก่อนใครทั้งหมดเป็นเวลาเจ็ดปีและฉันคือคนแรกที่นมาซร่วมกับท่าน”(5)
----------------------------------------
(4). อัล-มะนากิบ เล่ม 1 หน้า 250
(5.) ตัซกิเราะตุล-เคาะวาศ หน้า 63
ท่านอะลี(อ)ได้กล่าวอีกว่า “ฉันเข้ารับอิสลามก่อนการเข้ารับอิสลามของคนทั้งหลายและฉันนมาซก่อนการนมาซของคนทั้งหลาย” (6)
มีรายงานเล่าว่า “ท่านอะลี (อ) นมาซวันกับคืนหนึ่งจำนวนหนึ่งพันร็อกอะฮ์” (7)
อิบนุอะบีล ฮะดีดกล่าวว่า “ท่านอิมามอะลี(อ)คือบุรุษผู้หนึ่งที่บำเพ็ญเพียรในพิธีกรรมทางศาสนาตลอดทั้งคืนระหว่างสงครามศิฟฟินท่านนมาซเป็นอาจิณ โดยมีดอกธนูอยู่ข้างตัว และผ่านเฉียดเนื้อตัวของท่านทั้งทางซ้ายและทางขวาซึ่งท่านมิได้หวั่นกับเรื่องนี้เลย และท่านไม่เคยลุกขึ้นตราบใดที่งานในหน้าที่ยังไม่เสร็จ ท่านคือคนหนึ่งที่หน้าผากเป็นริ้วรอยเนื่องจากการสูญูดมาก หากท่านต้องการจะพิจารณาความหมายของบทดุอาอ์และการวิงวอนของท่าน และการศึกษาถึงการให้เกียรติต่ออัลลอฮ์(ซ.บ.)ที่มีอยู่ในสิ่งนี้ รวมถึงความหมายที่นบนอบต่อความสง่างามของพระองค์และถ่อมตนต่อเกียรติคุณของพระองค์ ท่านผู้อ่านย่อมจะทราบดีถึงขีดระดับความบริสุทธิ์ใจของท่าน และท่านผู้อ่านจะเข้าใจว่า อะไรบ้างที่กลั่นกรองออกมาจากหัวใจและลิ้นที่เคลื่อนไหวนั้น มีคนถามท่านอะลี บินฮุเซน(อ) ในฐานะที่ท่านเป็นคนที่มีการประกอบการเคารพภักดีสูงมากว่า “การเคารพภักดีของท่านอันเป็นส่วนหนึ่งของการเคารพภักดีแห่งผู้เป็นปู่ของท่านมาจากไหน ?”
---------------------------------------------------
(6.) ชัรฮ์ นะฮ์ญุลบะลาเฆาะฮ์ เล่ม 1 หน้า 10
(7.) อัล-เฆาะดีร เล่ม 5 หน้า 5 โดยรายงานหลายกระแส
ท่านตอบว่า “การเคารพภักดีของฉันได้มาจากการเคารพภักดีของปู่ของฉัน เช่นเดียวกับที่การเคารพภักดีของปู่ของฉันได้มาจากการเคารพภักดีของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ)” (8)
ในส่วนของความสมถะของท่านอิมามอะลี(อ) ในโลกนี้ยังไม่เคยมีใครรู้จักมาก่อนเลยว่า
จะมีนักปกครองคนหนึ่งที่คนทั้งประเทศนบนอบให้แก่เขา อำนาจรัฐทั้งหมดอยู่ในกำมือของเขา ในขณะเดียวกันเขาสวมใส่เสื้อผ้าที่มีราคาเพียงสามดิรฮัม และถ้าเขาเห็นว่าผ้าผืนยาว เขาก็ยังตัดให้สั้นลงอีก
ท่านอะบู เนาวาร์ พ่อค้าผ้าคนหนึ่งได้กล่าวว่า “อะลี อิบนิอะบีฏอลิบ พร้อมกับคนรับใช้คนหนึ่งมาหาฉันแล้วก็ซื้อชุดคลุมจากแนไปตัวหนึ่ง จากนั้นเขาได้พูดกับคนรับใช้ของเขาว่า “จงเลือกดูของที่เธอต้องการซิ” แล้วคนรับใช้ก็เลือกเอาตัวหนึ่ง ท่านอะลี (อ) จึงเอาอีกตัวหนึ่งมาสวม แล้วยืด
มือออกไปพลางกล่าวว่า “จงตัดส่วนเกินออกไปแค่มือของฉัน” ดังนั้น ฉันก็ตัดมันออก ท่านรับไว้แล้วเอามาสวมเดินออกไป” (9)
และท่านอิมามอะลี(อ) ก็ได้พูดขึ้นว่า “เสื้อคลุมของฉันก็ได้ถูกปะชุนจนกระทั่งฉันเกิดความเขินอายคนปะชุนเสื้อผ้า”
----------------------------------------
(8.) ชัรฮ์ นะฮ์ญุล-บะลาเฆาะฮ์ เล่ม 1 เล่ม 9
(9). อะซะดุล-ฆอบะฮ์ เล่ม 4 หน้า 24
หลังจากนั้นวันหนึ่งมีคนกล่าวแก่ฉันว่า “ทำไมท่านไม่ทิ้งมันไปเสียเลย” ดังนั้น ฉันจึงตอบเขาไปว่า “การทำเช่นนั้นไม่ใช่วิสัยของฉัน เมื่อฟ้าสางผู้เดินทางในค่ำคืนกลางทะเลทรายก็ร้องปิติยินดีที่ผ่านพ้นความลำบาตรากตรำในค่ำคืนนั้นมาได้” นอกจากเรื่องเสื้อผ้าแล้ว อาหารของท่านมิได้ดีไปกว่าเสื้อผ้าที่ท่านสวมใส่ เพราะไม่มีอะไรมากไปกว่าก้อนข้าวบาร์เลย์
ท่านอับดุลลอฮ์ บินอะบีรอฟิอ์ ได้กล่าวว่า “เมื่อวันอีดข้าพเจ้าได้เข้าไปหาท่าน แล้วท่านได้นำเอากล่องเก็บอาหารออกมา ในนั้น ฉันได้พบว่ามีขนมปังแห้งแข็งที่ทำจากข้าวบาร์เลย์ แล้วท่านก็ได้เอามารับประทาน”
ฉันจึงกล่าวแก่ท่านอะมีรุลมุมีนีน(อ)ว่า “ท่านเก็บไว้อย่างมิดชิดทำไม?”
ท่านตอบว่า “ฉันกลัวว่า ลูกชายของฉันทั้งสองคนจะเอาไปทาเนยหรืออบน้ำมัน”(10)
ท่านอะห์นัฟ บินกัยซ์ ได้พูดกับมุอาวิยะฮ์ว่า “ฉันได้เข้าไปหาเขาในค่ำคืนวันหนึ่งที่เขากำลังจะละศีลอด แล้วเขาได้กล่าวแก่ฉันว่า “ท่านจงลุกไปรับประทานอาหารร่วมกับฮะซันและฮุเซนก่อนเถิด” จากนั้น ท่านอิมามอะลี (อ)ก็ได้ทำนมาซ ครั้นเมื่อนมาซเสร็จแล้ว ท่านก็เรียกหากล่องขนมปังที่เก็บไว้ แล้วท่านก็นำออกมามันคือข้าวบาร์เลย์แห้งแข็งที่เก็บเอาไว้”
ฉันจึงพูดกับท่านว่า “ท่านอะมีรุลมุมีนิน ฉันมิได้ถือว่าท่านเป็นคนตระหนี่หรอก แต่ทำไมท่านถึงเก็บมันไว้อย่างมิดชิด สำหรับข้าวบาร์เลย์อย่างนี้?”
-------------------------------------------
(10). อะอ์ยานุช-ชีอะฮ์ 3 กอฟ 1 / 112
ท่านตอบว่า “ฉันมิได้เก็บมันไว้เนื่องจากความตระหนี่ แต่ฉันกลัวว่าฮะซัน กับฮุเซนจะนำมันไปชุบน้ำมันให้อ่อนนุ่มต่างหาก”
ฉันถามว่า “แล้วมันเป็นสิ่งที่ต้องห้ามหรือ?”
ท่านตอบว่า “มิได้ แต่บรรดาอิมามที่แท้จริงนั้น เขาจะต้องสัมผัสกับสภาพของความอับจนแร้นแค้นของผู้ที่อยู่ภายใต้การปกครองในเรื่องของการกินอยู่และการนุ่งห่ม โดยมิได้มีการแยกตัวออกไปหาสิ่งใดๆ ที่คนส่วนใหญ่ไม่มีความสามารถจะหาได้ เพื่อว่าเมื่อคนจนเป็นอิมามของพวกเขาแล้วก็จะมีความรู้สึกขอบคุณต่อแนวทางของอัลลอฮ์ (ซ.บ.) และเมื่อคนรวย เห็นแล้วก็จะรู้สึกมีความขอบคุณและนอบน้อมต่อพระองค์มากขึ้น” (11)
ความมีน้ำใจโอบอ้อมอารีของท่านอะลี(อ)นั้น “ใครเล่าจะมีน้ำใจโอบอ้อมอารียิ่งไปกว่าคนๆ หนึ่งที่มอบอาหารที่ตนเตรียมไว้เพื่อละศีลอดให้แก่คนยากจนที่ร่อนเร่มาขอในยามค่ำคืน และมอบให้แก่เด็กกำพร้า อีกครั้งหนึ่งในคืนที่สอง และมอบให้แก่เชลยสงครามอีกครั้งในคืนที่สาม จนกระทั่งอัลลอฮ์ (ซ.บ.) ได้ประทานโองการมายกย่องเรื่องของท่านว่า
“และพวกเขามอบอาหารจากความรักที่มีต่อพระองค์แก่คนยากจน เด็กกำพร้า และเชลยสงคราม พวกเขากล่าวว่า ความจริงแล้วเราเพียงแต่มุ่งหวังยังอัลลอฮ์(ซ.บ.)เท่านั้น สำหรับการให้อาหารแก่พวกท่านโดยเรามิได้ต้องการรางวัลและการขอบคุณใด ๆ จากพวกท่านเลย แท้จริง เรายำเกรงพระผู้อภิบาลของเราในวันหนึ่งซึ่งมีความเข้มงวดอย่างเดือดร้อนยิ่งนัก”(12)
-----------------------------------------------
(11.) ตัซกิเราะตุลเคาะวาศ หน้า 64
(12.) อิจญ์มาอุล-มุฟัซซิรีน
ระดับความเป็นคนที่สูงส่งด้วยจิตใจที่โอบอ้อมอารีของท่านอะลี(อ)นั้น แม้แต่ศัตรูของท่านอย่าง มุอาวิยะฮ์ บินอะบีซุฟยาน ก็ยังกล่าวยกย่องไว้ว่า “เขาเป็นคนที่ถ้าหากว่าเป็นเจ้าของบ้านสองหลัง หลังหนึ่งทำด้วยทองคำอีกหลังหนึ่งทำด้วยฟาง แน่นอนเขาจะต้องบริจาคหลังที่ทำด้วยทองคำก่อน หลังที่ทำด้วยฟาง” (13)
ท่านชุอบีย์ได้กล่าวว่า “ท่านอะลี (อ) คือคนที่มีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่มากที่สุด” (14)
“ท่านเคยแบ่งทรัพย์จากกองทุนส่วนกลาง(บัยตุลมาล)ที่เมืองบัศเราะฮ์ภายหลังจากสงครามญะมัลปรากฏว่า ส่วนรับของทหารทุกคนมีห้าร้อย
ดิรฮัมและท่านอะลี(อ) ก็รับห้าร้อยดิรฮัมด้วยเช่นเดียวกัน”
ท่านอะบูอัสวัด อัด-ดุอ์ลียกล่าวว่า “เมื่อเสร็จสงครามญะมัลแล้ว
ท่านอะลี(อ)ก็เข้ามาจัดการกับทรัพย์สินส่วนกลางที่เมืองบัศเราะฮ์กับบรรดาประชาชนทั้งชาวมุฮาญิรีนและชาวอันศอร
-----------------------------------------------------------
(13.) ชัรฮ์ นะฮ์ญุล-บะลาเฆาะฮ์ เล่ม 1 หน้า 7
(14). ชัรฮ์ นะฮ์ญุล-บะลาเฆาะฮ์ เล่ม 1 หน้า 7
ฉันก็เป็นคนหนึ่งในจำนวนคนเหล่านั้นด้วย ครั้นเมื่อท่านเห็นว่าทรัพย์สินส่วนกลางมีจำนวนมาก
ท่านก็กล่าวว่า “ท่านทั้งหลายจงแบ่งปันกันในระหว่างสหายของฉัน คนละห้าร้อยดิรฮัม” แล้วทุกคนก็แบ่งปันกันไปตามจำนวนนั้น ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ (ซ.บ.) ผู้ทรงแต่งตั้งนบีมุฮัมมัด (ศ) มาว่า “จำนวนเงินเหล่านั้นไม่ขาดไม่เกินแม้แต่ดิรฮัมเดียว เหมือนกับว่าท่านรู้จำนวนยอดเงินนั้นมาก่อน คือปรากฏว่ามีเงินจำนวนหกล้านดิรฮัมจำนวนคนก็มีหนึ่งหมื่นสองพันคน”(15)
ท่านฮุบะตุล-อัรนี กล่าวว่า ท่านอะลี(อ) ได้จัดแบ่งทรัพย์สินบัยตุลมาลที่เมืองบัสเราะฮ์ให้แก่สหายของท่านคนละห้าร้อยดิรฮัม และท่านเองก็รับเอาห้าร้อยดิรฮัมเหมือนคนเหล่านั้น แล้วปรากฏว่ามีชายคนหนึ่งที่มิได้ออกสงครามเข้ามาหา และกล่าวว่า “ท่านอะมีรุลมุมีนีน แท้จริงหัวใจของฉันอยู่กับท่านเสมอ ถึงแม้ร่างกายของฉันจะมิได้อยู่กับท่านก็ตาม ดังนั้นโปรดมอบบางส่วนให้ฉันได้รับบ้างเถิด” แล้วท่านก็มอบเงินห้าร้อยดิรฮัมในส่วนที่ท่านรับไปนั้นให้แก่เขาไปโดยที่ท่านมิได้รับส่วนแบ่งในคราวนั้นเลยแม้แต่น้อย”(16)
--------------------------------------------------
(15.) ชัรฮ์ นะฮ์ญุล-บะลาเฆาะฮ์ เล่ม 1 หน้า 100
(16). ชัรฮ์ นะฮ์ญุล-บะลาเฆาะฮ์ เล่ม 1 หน้า 100
ถ้าหากเราจะกล่าวถึงงานในด้านการต่อสู้ของท่าน ท่านอะลี(อ)ก็เคยร่วมรบกับท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)มาทุกสมรภูมิ ท่านเป็นนักรบที่กล้าหาญอยู่หน้าเสมอ และท่านเป็นราชสีห์ที่ครอบครองชัยชนะทุกสมรภูมิ ท่านคือผู้ถือธงรบประจำกองทัพของประชาชาติมุสลิม ดังเช่นในเหตุการณ์สงครามบะดัร อัล-กุบรอ ท่านได้สังหารพวกตั้งภาคีถึงสามสิบห้าคน ในขณะที่บรรดามุสลิมและมะลาอิกะฮ์ ได้สังหารสามสิบห้าคนเช่นกัน ในสงคราม
อุฮุดท่านได้สังหารพวกแนวหน้าทั้งหมด ครั้นเมื่อบรรดามุสลิมแตกพ่าย หลังจากที่คอลิด บินวะลีดเข้าบุกจู่โจม ท่านยืนหยัดเพื่อปกป้องท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ) จนบรรดานักประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่า
“ญิบรออีลได้ประกาศในวันนั้นว่า “ไม่มีดาบอื่นใดอีกนอกจากดาบชุลฟิก็อรและไม่มีชายหนุ่มคนใดอีกนอกจากอะลี (อ)” (17)
ในสงครามคัยบัร บรรดาชาวมุฮาญิรีนมีไม่น้อยเลยที่ต้องการถือธง แต่ก็ไม่แคล้วที่แต่ละคนต้องรีบเร่งนำธงกลับมาหาท่านศาสนทูต(ศ)ด้วยความพ่ายแพ้จนท่านนบี(ศ)กริ้วแล้วกล่าวว่า
“พรุ่งนี้ ฉันจะต้องมอบธงรบให้แก่คนๆ หนึ่งที่รักอัลลอฮ์(ซ.บ.) และ
ศาสนทูต(ศ)ของพระองค์ อีกทั้งอัลลอฮ์(ซ.บ.)และศาสนทูต(ศ)ของพระองค์ก็รักเขา เขายืนหยัด ไม่หนีและไม่กลับมาจนกว่าอัลลอฮ์(ซ.บ.)จะให้เขาได้รับชัยชนะ”
----------------------------------------------
(17.) มะนากิบ อะมีรุลมุมีนีน(อ)ของท่านอิบนุ มะฆอซะลีย์ หน้า 19
ในวันรุ่งขึ้นท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)ก็ได้เรียกท่านอะลี(อ)มาหาและมอบธงรบให้ ท่านได้รับธงรบแล้วรีบรุดมุ่งหน้านำกองทัพออกไปสมรภูมิจนกระทั่งได้สังหาร มะระฮับ จอมทัพและพังประตูเมืองได้สำเร็จและได้สังหารพวกยะฮูดีเป็นจำนวนมาก ในที่สุดชัยชนะก็เป็นของกองทัพมุสลิม
ในสงครามอะห์ซาบ อะบูซุฟยานและเหล่าบรรดามุชริกีนกลุ่มต่างๆ ยกทัพมา โดยมีจุดประสงค์เพื่อทำลายล้างท่านนบี(ศ) และบรรดามุสลิมปรากฏว่าท่านอะลี(อ)ได้สังหารหัวหน้ากลุ่ม นั่นคืออัมร บินอับดะวุดและเอาชนะกลุ่มต่างๆ ทั้งหมดจนล่าถอยไม่เป็นกระบวน ในการที่ท่านอะลี(อ)สังหารอัมร์คราวนี้เองที่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)กล่าวว่า
“มีค่าเท่ากับการเคารพภักดีของมนุษย์และญินรวมกัน”
ในสงครามหุนัยน์ซึ่งบรรดามุสลิมต้องแตกพ่ายทั้งหมดคงเหลือแต่พวกบะนีฮาชิมสิบเก้าคนเท่านั้น และท่านอะลี(อ)ก็ยืนหยัดในการทำหน้าที่ปกป้องท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ) ให้รอดพ้นจากภัยอันตรายจนสามารถสังหารอะบูญะรูลได้สำเร็จ ในฐานะที่เขาเป็นผู้ถือธงของฝ่ายมุชริกีน
ฮุวาซันได้เตลิดหนีเพราะความกลัวในแสนยานุภาพของท่านอะลี(อ)และได้ประสบชัยชนะอย่างสมบูรณ์ บรรดามุสลิมก็เป็นฝ่ายได้เปรียบในสมรภูมิสงครามครั้งอื่นๆ ของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)ก็เป็นอย่างนี้
ชาวมุฮาญิรีนเหล่านั้นได้นำธงรบออกไปเองเช่น ท่านอะบูบักร ท่านอุมัร อิบนุค็อฏฏ็อบ ศาสนาได้ถูกก่อตั้งขึ้นแล้วมันก็ดำรงอยู่ หากแม้นมิใช่เพราะการต่อสู้ของท่านที่ผ่านมาแล้วโครงสร้างแห่งศาสนาก็มิอาจดำรงอยู่ได้
สำหรับในส่วนของเรื่องวิชาการ ท่านอะลี(อ)ได้กล่าวไว้เองว่า
“ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ) ได้สอนวิชาการให้แก่ฉันมากถึงหนึ่งพันหมวดวิชา ในแต่ละหมวดวิชานั้น ท่านได้เปิดเผยให้อีกหมวดวิชาละหนึ่งพันแขนง” (18)
มีคนถามท่านอิบนุอับบาสว่า “ความรู้ของท่านกับความรู้ของบุตรแห่งลุงของท่านเปรียบกันได้แค่ไหน?” ท่านตอบว่า “เหมือนหยดหนึ่งของน้ำฝนกับทะเลอันกว้างใหญ่” (19)
ท่านได้กล่าวว่า “ถ้าหากได้นำแผ่นกระดาษมาซ้อนให้ฉัน เพื่อฉันจะได้อธิบายถึงความหมายของคำว่า “บิสมิลลาฮ์ฯ” แล้วไซร้จะมากเท่ากับจำนวนสัมภาระที่สำหรับอูฐตัวหนึ่งบรรทุก”
ท่านยังกล่าวอีกว่า “หากแม้นแผ่นกระดาษได้ถูกนำมากระจายให้แก่ฉัน เพื่อฉันจะตัดสินในเรื่องระหว่างพวกที่ถือคัมภีร์เตารอต กับคัมภีร์เตารอตของพวกเขา และระหว่างพวกที่ถือคัมภีร์อินญีล กับคัมภีร์อินญีลของพวกเขาและระหว่างพวกที่ถือคัมภีร์อัล-ฟุรกอน กับคัมภีร์อัล-ฟุรกอนของพวกเขา และไม่ว่าจะเป็นโองการใดในคัมภีร์ของอัลลอฮ์ (ซ.บ.) ที่ถูกประทานลงมาในเรื่องสำคัญ
--------------------------------------------------
(18). ฟะรออิด ซิมฏัยน์ เล่ม 1 หน้า 101
(19.) ซัรฮ์ นะฮ์ญุล-บะลาเฆาะฮ์ เล่ม 1 หน้า 6
ฉันจะต้องรู้เสมอว่า “มันถูกประทานลงมาเมื่อใด และถูกประทานลงมาในเรื่องของใคร”(20)
ท่านเคยกล่าวแก่บรรดาผู้นำกองทัพว่า “ท่านทั้งหลายจงถามฉันก่อนที่พวกท่านจะจากไป ขอสาบานต่ออัลลอฮ์(ซ.บ.) ว่า ไม่ว่าพวกท่านจะถามในเรื่องใดที่เกี่ยวข้องระหว่างพวกท่านกับยามอวสาน และไม่ว่าจะเป็นข้อทดสอบใดๆ ที่นำทางและที่ทำให้หลงผิด ฉันสามารถที่จะบอกเล่าให้พวกท่านทราบในตื้นลึกหนาบางของมันได้อย่างครบถ้วนแม้กระทั่งเรื่องที่ว่า ใครจะมีชัยชนะในสงคราม และใครจะต้องเสียชีวิต”(21)
ท่านซะอีด บินมุซีบได้กล่าวว่า “ไม่มีใครนอกจากอะลี อิบนิ อะบี
ฏอลิบที่กล้าพูดว่า จงถามฉัน”(22)
ท่านอะลี(อ)ยังเคยช่วยแก้ปัญหาที่สำคัญ ๆ ให้แก่บุคคลที่ดำรงตำแหน่งผู้นำก่อนหน้าท่าน เมื่อยามประสบปัญหา จนถึงกับว่าท่านอุมัรบินคอฏฏอบได้กล่าวว่า “ฉันขอความคุ้มครองให้พ้นจากการเกิดปัญหาที่ร้ายแรง ในขณะที่อะลี พ่อของฮะซันไม่อยู่ และถ้าหากไม่มีอะลีแล้วไซร้
แน่นอนอุมัรต้องประสบกับหายนะเป็นแน่แท้”(23)
-----------------------------------------------------------------
(20). อะอ์ยานุซซีอะฮ์ 3 กอฟ 1 / 106
(21.) ชัรฮ์ นะฮ์ญุล-บะลาเฆาะฮ์ เล่ม 1 หน้า 183
(22). อะซะดุล-ฆอบะฮ์ เล่ม 4 หน้า 22 และ อะอิมมะตุล-อิบนาอะซัร ของอิบนิ ฏูลูล 51
(23). ตัซกิเราะตุลเคาะวาศ หน้า 87
ท่านอุษมาน บินอัฟฟานได้กล่าวว่า “หากแม้นว่าไม่มีอะลี แน่นอนอุษมานต้องประสบกับ ความหายนะอย่างแน่แท้” (24)
ในส่วนของความปราดเปรื่องนั้น ปรากฏว่าท่านเป็นคนที่สอนคนให้มีความฉลาดปราดเปรื่องด้วยโวหารของท่านที่เต็มไปด้วยอรรถรสแห่งคัมภีร์
ท่านอับดุลฮะมีด บินยะฮ์ยา อัลกาติบ ได้กล่าวว่า “ฉันจดจำคำปราศรัยของท่านได้เจ็ดสิบเรื่อง ช่างมีความลึกซึ้งมากมายอะไรเช่นนั้น” (25)
มุอาวิยะฮ์ บินอะบีซุฟยาน ศัตรูของท่านอิมามอะลี(อ) และมีแผนการร้ายต่อท่านเสมอมาก็ยังกล่าวแก่มุหัฟฟิน บินอะบีมุหัฟฟิน เมื่อมุหัฟฟินกล่าวแก่เขาว่า “ฉันเพิ่งมาจากคนที่อ่อนแอ ไร้สมรรถภาพที่สุด”
มุอาวิยะฮ์กล่าวตอบว่า “เขา (อะลี) จะเป็นคนที่อ่อนแอที่สุดได้อย่างไร ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮ์ว่า ในบรรดาคนของตระกูลกุเรช ไม่มีใครอีกแล้วที่ปราดเปรื่องยิ่งไปกว่าเขา” (26)
--------------------------------------------------
(24). อัล-เฆาะดีร เล่ม 8 หน้า 214
(25.) ชัรฮ์ นะฮ์ญุล-บะลาเฆาะฮ์ เล่ม 1 หน้า 8
(26). ชัรฮ์ นะฮ์ญุล-บะลาเฆาะฮ์ เล่ม 1 หน้า 8
หนังสือ “นะฮ์ญุลบะลาเฆาะฮ์” คือ หลักฐานชิ้นหนึ่งที่แสดงว่ามันเป็นโวหารที่สูงส่งเกินกว่าโวหารของมนุษย์ทั้งหลาย ทั้งๆ ที่มิใช่เป็นถ้อยคำของผู้สร้าง บรรดานักปราชญ์ล้วนให้ความสำคัญในการเรียนรู้และจดจำอย่างทั่วหน้า
ท่านอัลลามะฮ์ อามินีย์ได้กล่าวเป็นหลักฐานว่า บทอรรถาธิบายมีมากมายถึงแปดสิบเล่ม(27)
ในส่วนของความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และความมีเมตตาของท่านนั้นดังเป็นที่รู้กันว่า ท่านต้องเป็นคู่กรณีกับชาวเมืองบัศเราะฮ์ แต่ครั้นเมื่อท่านได้มีชัยชนะเด็ดขาดเหนือคนเหล่านั้น ท่านก็ออกคำสั่งให้สหายของท่านวางมือและคืนทรัพย์สินให้แก่คนเหล่านั้น และยังมีการป่าวประกาศอีกว่า
“ผู้ใดวางอาวุธ เขาจะปลอดภัย ผู้ใดเข้าไปในบ้านเขาก็จะปลอดภัย”
ความเมตตาของท่านแผ่คลุมถึงแม้กระทั่วกับบรรดาหัวหน้าของฝ่ายข้าศึกท่านเคยอภัยให้แก่ท่านหญิงอาอิชะฮ์ และส่งกองทัพของนางคืนกลับมะดีนะฮ์อย่างดีงาม ยิ่งท่านให้อภัยให้แม้แต่มัรวาน บินฮุกมะศัตรูของท่าน
ท่านอิบนุซุบัยร ได้เคยกล่าวคำปราศรัยท่ามกลางชาวบัศเราะฮว่า
“คนที่น่าตำหนิและอ่อนแอได้เดินทางมาหาพวกท่านแล้ว” แต่หลังจากที่เขาพ่ายแพ้ต่อท่านอิมามอะลี(อ) เขาถูกนำตัวมาพบท่าน(อ)
-------------------------------------------------
(27). อัล-เฆาะดีร เล่ม 4 หน้า 193
อิมามอะลี(อ)กลับกล่าวแก่เขาว่า “จงไปเถอะข้าไม่อยากเห็นหน้าเจ้า” (แสดงถึงการให้อภัยของท่านไม่เอาความต่ออิบนุซุบัยร์)
เช่นเดียวกันที่ท่านได้ให้อภัยแก่ซะอีด บินอาศเมื่อตอนที่ท่านจับตัวเขาได้ที่มักกะฮ์
นี่คือส่วนเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับคุณงามความดีของท่านอะลี(อ) ทั้งๆ ที่เกียรติคุณของท่านมีมากมายหลายสุดคณานับ และเราก็ได้ทราบเกี่ยวกับคำพูดของท่านอิบนุอับบาส มาแล้วที่ว่า
“ถ้าหากต้นไม้จะเป็นปากกาทะเลเป็นน้ำหมึก มนุษย์และญินจะเป็นสมุดบันทึกและบัญชีก็ไม่อาจพรรณนาคุณงามความดีของท่านอะมีรุลมุมีนีนให้จบสิ้นได้”
เรื่องของท่านอะลี(อ) ที่ถูกประทานลงไว้ในอัล-กุรอานมีมากมายอย่างชนิดที่ไม่มีเรื่องของใครเทียบได้ คำยืนยันในเรื่องนี้มีปรากฏหลักฐานอยู่ในตำราตัฟซีร และหนังสือที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์หลายเล่มที่รวบรวมรายละเอียดของโองการที่กล่าวถึงท่านอะลี(อ)
ท่านอับดุลลอฮ์ บินอับบาสได้กล่าวว่า
“ในเรื่องของอะลีมีโองการที่ถูกประทานมาถึงสามร้อยโองการ” (1)
----------------------------------------------
(1) อัล-ฟุตูหาต อัล-อิสลามียะฮ์ เล่ม 2 หน้า 516
ท่านกล่าวอีกว่า “แน่นอนที่สุดสำหรับบรรดาสาวกทั้งหลายของมุฮัมมัด (ศ) นั้น อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ทรงมีการกล่าวตำหนิไว้ในอัล-กุรอานไม่ที่ใดก็ที่หนึ่ง แต่จะไม่ทรงกล่าวถึงอะลีในลักษณะอื่นใด นอกจากยกย่องเท่านั้น” (2)
ท่านกล่าวอีกว่า “โองการใดก็ตามที่เริ่มต้นว่า “โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย……” ล้วนแต่หมายความว่า อะลี คือผู้นำอยู่ในโองการนั้นๆ และเป็นต้นแบบอยู่ในโองการนั้น ๆ” (3)
ฉันได้รับฟังมาเป็นจำนวนที่มากครั้งเหลือเกินกับเรื่องของคนๆ หนึ่งที่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)กล่าวถึงเขาว่า
“อะลีอยู่กับอัล-กุรอานและอัล-กุรอานอยู่กับอะลี ทั้งคู่จะไม่พรากจาก
กันจนกว่าจะไปถึงฉัน ณ อัลเฮาฏ์แห่งสวรรค์”(4)
มีนักปราชญ์ทั้งรุ่นเก่าและรุ่นหลังจำนวนหนึ่งรวบรวมโองการต่างๆ ที่ถูกประทานลงมาในเรื่องราวของบุคคลกลุ่มที่อัลลอฮ์(ซ.บ.)ทรงประทานสิริมงคลให้แก่พวกเขา ดังที่เราจะกล่าวถึงชื่อของนักปราชญ์เหล่านั้นบางส่วน
---------------------------------------------
(2) ยะนาบีอุล-มะวัดดะฮ์ หน้า 126
(3) กัชฟุล-ฆ็อมมะฮ์ หน้า 93
(4) อัล-ฟุตูหาตุล-อิสลามียะฮ์ เล่ม 2 หน้า 517 กัชฟุล-ฆ็อมมะฮ์ หน้า 120
1. ท่านอิบรอฮีม บินมุฮัมมัด บินสะอีด บินฮิลาล บินซะฮัด บินมัสอูด อัษ-ษักฟี กล่าวว่า
“ส่วนหนึ่งของอัล-กุรอานคือ โองการต่างๆ ที่ถูกประทานลงมาในเรื่องของท่านอะมีรุลมีมีนีน(อ)” (5)
2. ท่านอะห์หมัด บินฮะซัน อัล-อัซฟะรอยินี อะบุลอับบาส ได้กล่าวถึงโองการต่าง ๆ ที่ถูกประทานลงมาในเรื่องของบรรดาอะฮ์ลุลบัยต์(อ) ไว้ในหนังสือของท่านที่มีชื่อว่า “อัล-มะศอบีห์”นับเป็นหนังสือที่มีคุณค่ายิ่งเล่มหนึ่ง (6)
3. ท่านฮาฟิซ อะบูนะอีม อะหมัด บินอับดุลลอฮ์ อัลอิศฟะฮานีย์ บันทึกเกี่ยวกับโองการต่าง ๆ ที่ถูกประทานมาในเรื่องของท่านอะลี(อ)(7)
4. ท่านอะหมัด บินมุฮัมมัด บินสะอีด อิบนุอุกดะฮ์ ก็ได้อธิบายไว้ในตอนที่กล่าวถึงโองการที่ว่า “อันแท้จริง ฉันเป็นเพียงผู้ตักเตือนเท่านั้น” (8)
5. ท่านฮะซัน บินอะหมัด บินกอซิม บินมุฮัมมัด บินอะลี บินอะบีฏอลิบ บันทึกในหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งมีชื่อว่า “คุณสมบัติเฉพาะของท่านอะมีรุลมุมีนีน (อ) จากอัล-กุรอาน” (9)
---------------------------------------------------------------
(5) อัล-ฟะฮรอซต หน้า 27
(6) อัร-ริญาล ลิล-นะญาชีย หน้า 68 และมะอาลิมุล อุละมาอ์ หน้า 15
(7) มะอาลิมุล อุละมาอ์ หน้า 25
(8) มะอาลิมุล อุละมาอ์ หน้า 17
(9) อัร-ริญาล หน้า 49
6. ท่านฮุเซน บินกอซิม บินมุฮัมมัด บินอัยยูบ บินชัมอูน อะบูอับดุลลอฮ์ อัล-กาติบ บันทึกในหนังสือชื่อ “นามทั้งหลายของท่านอะมีรุลมุมีนิน (อ) ในอัล-กุรอาน” (10)
7. ท่านอัส-ฮัยร์(11) บันทึกเป็นหนังสือเล่มหนึ่งเกี่ยวกับโองการต่าง ๆ ของอัล-กุรอานที่ถูกประทานในเรื่องของอะฮ์ลุลบัยต์(อ)(12)
8. ท่านศอดิก มะห์ดี อัล-ฮุซัยนี บันทึกหนังสือชื่อ “อะฮ์ลุลบัยต์ตามที่ปรากฏในอัล-กุรอาน” (13)
--------------------------------------------------
(10) อัร-ริญาล หน้า 49
(11) ในหนังสืออัล-กะนีวัล-อัลกอบ เล่ม 2 หน้า 199 มีชื่อเต็มว่า อะบูอับดุลลอฮ์ บินอิสมาอีลบินอะหมัด นัยซาบูร ท่านคอตีบได้อธิบายลงใน
ตารีคอัล-บัคดาด
(12) มะอาลิมุล อุละมาอ์ หน้า 144
(13) หน้า 406 ตีพิมพ์โดย “มัรกัซ อิลมี” กรุงเบรุต 1979
9. อีกเล่มหนึ่งชื่อ “อะลีตามที่ปรากฏในอัล-กุรอาน” (14)
10. หนังสือของท่านผู้นี้อีกเช่นกัน ชื่อ “อัล-มะห์ดี ตามที่มีปรากฏในอัล-กุรอาน” (15)
11. ท่านอับดุลอะซีซ บินยะฮ์ยา บินอะหมัด บินอีซา อัล-ญะลูดี สหายคนหนึ่งของท่าน อะบีญะอ์ฟัร(อ) มีหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ
“โองการที่ถูกประทานลงมาในเรื่องของบุคคลทั้งห้า” (16)
12. ท่านผู้นี้ยังมีหนังสืออีกเล่มหนึ่งชื่อ “โองการจากอัล-กุรอานที่ถูกประทานมาในเรื่องของท่านอะมีรุลมุมีนีน (อ)” (17)
13. ท่านฮากิม อะบูอับดุลลอฮ์ อุบัยดิลลาฮ์ บินอับดุลลอฮ์ อัล-หัซกานี มีหนังสืออยู่เล่มหนึ่งชื่อ
“หลักฐานที่ถูกประทานมาเกี่ยวกับรากฐานของการให้เกียรติ” (18)
14. หนังสือของท่านอีกเล่มหนึ่งชื่อ “คุณสมบัติของท่านอะลี บิน อะบีฏอลิบ ในอัล-กุรอาน” (19)
15. ท่านอะบูอัล-ฟะร็อจ อะลี บินฮุเซน อัล-อิสฟะฮานก็มีหนังสือเล่มหนึ่งคือ “โองการในอัล-กุรอานที่ถูกประทานในเรื่องของอะลี อะมีรุลมุมีนีน (อ)” (20)
16. ท่านอะลี ร็อสตุม บันทึกหนังสือชื่อ “โองการต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องคุณงามความดี” (21)
----------------------------------------------------------------
(14) จากสำนักพิมพ์ ดารุศ ศอดิก เบรุต ปี 1379 เล่มที่ 1 หน้า 404 เล่มที่ 2 หน้า 527
(15) จากสำนักพิมพ์ ดารุศ ศอดิก เบรุต ปี 1978 หน้า 262
(16) อัล-ริญาล หน้า 168 มะอาลิมุล อุละมาอ์ หน้า 80 อัซซะรีอะฮ์ เล่มที่ 19 หน้าที่ 19
(17) อัล-ริญาล หน้า 168
(18) มะอาลิมุลอุละมาอ์ หน้า 78
(19) มะอาลิมุล-อุละมาอ์ หน้า 78
(20) อัล-ฟะฮร็ซ ของอิบนุ นะดีม 224 และอัซ-ซะรีอะฮ เล่ม 19 หน้า 28
(21) ฉบับตีพิมพ์ในอิหร่าน
17. ท่านอะลี มุฮัมมัด อะลี ตุคัยล์ ได้บันทึกเรื่อง “อะลีในทัศนะของอัล-กุรอาน” (22)
18. ท่านมุฮัมมัด บินอะหมัด บินอับดุลลอฮ์ บินอิสมาอีล มีหนังสือชื่อ “ข้อความในอัล-กุรอานที่ถูกประทานมาเกี่ยวกับเรื่องของอะลี (อ)” (23)
19. หนังสือของท่านอีกเล่มหนึ่งคือ “ชื่อต่าง ๆ ของท่านอะมีรุล-มุมีนีน (อ) ในคัมภีร์ของอัลลอฮ์ (ซ.บ.)” (24)
20. ท่านมุฮัมมัด บินเอาเราะมะฮ์ อัล-กุมมี มีหนังสือชื่อ “ข้อความจากอัล-กุรอานที่ถูกประทานมาในเรื่องของอะมีรุลมุมีนีน (อ)” (25)
21. ท่านมุฮัมมัด บินอับบาส บินอะลี บินมัรวาน มีหนังสือชื่อ “ข้อความจากอัล-กุรอานที่ถูกประทานลงมาในเรื่องของอะฮ์ลุลบัยต์ (อ)” (26)
22. ท่านอะบูอับดุลลอฮ์ มุฮัมมัด บินอิมรอน มุร ชะบานี มีหนังสือชื่อ “ข้อความในอัล-กุรอานที่ถูกประทานมาเกี่ยวกับ อะลี อิบนิ อะบีฏอลิบ” (27)
23. ท่านมุฮัมมัด บินมุฮัมมัด บินนุอมาน หรือ ชัยค์ มุฟิด มีหนังสือชื่อ “ความเป็นผู้นำของอะมีรุลมุมีนีน (อ) ที่มีในอัล-กุรอาน” (28)
--------------------------------------------------------
(22) จัดพิมพ์โดยดารุส-มุรตะฎอ เบรุต 1980
(23) อัร-ริญาล หน้า 270 และอัล-ฟะฮร็อซ หน้า 179
(24) อัลฟะฮร็อซ หน้า 179
(25) อัร-ริญาล หน้า 232
(26) อัร-ริญาล หน้า 268 และอัล-ฟะฮร็อซ หน้า 177
(27) มะอาลิมุล-อุละมาอ์ หน้า 118
(28) อัร-ริญาล หน้า 284
24. ท่านมุฮัมมัด บินมุมิน อัช-ชีรอซี มีหนังสือเล่มหนึ่งคือ “โองการของอัล-กุรอานที่ถูกประทานมาในเรื่องของท่านอะมีรุลมุมีนีน (อ)”(29)
25. ท่านฮารูน บินอุมัร บินอับดุลอะซีซ อัล-มะญาชะอี มีหนังสือชื่อ “โองการในอัล-กุรอาน เกี่ยวกับท่านอะมีรุลมุมีนีน (อ)”(30)
26. ท่านยะฮ์ยา บินอะลี บินฮะซัน บินมุฮัมมัด บินอัลบัฎรีก มีหนังสือชื่อ “คุณสมบัติที่ดีเด่นของท่านอะมีรุลมุมีนีน (อ) ในอัล-วะห์ยู”(31)
27. ท่านซัยยิดได้อ้างไว้ในหนังสือ “ซะอัด ซุอูด” หน้า 111 เกี่ยวกับหนังสือ เรื่องข้อความที่ถูกประทานมาในอัล-กุรอานเกี่ยวกับท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ) และอะฮ์ลุลบัยต์ (อ) ของท่าน แต่มิได้กล่าวนามของผู้เรียบเรียง (32)
---------------------------------------------------
(29) มะอาลิมุล อุละมาอ์ หน้า 118
(30) อัรริญาล หน้า 308
(31)อัซ-ซะรีอะฮ์ เล่ม 7 หน้า 175
(32) โปรดดูหนังสือของเราที่ชื่อว่า “อะลีในอัล-กุรอาน” ซึ่งในนั้นมีการตีพิมพ์โองการที่ถูกประทานมาในเรื่องของท่านถึง 50 โองการ
ในบทนี้เราจะขอสรุปเพียงห้าโองการที่ถูกประทานมาในเรื่องของท่านอะลี อะมีรุลมุมีนีน(อ)
1. โองการของอัลลอฮ์(ซ.บ.)ที่ว่า
“บรรดาผู้ที่บริจาคทรัพย์สินของตน ในยามกลางคืนและกลางวันโดยลับและเปิดเผยนั้น สำหรับพวกเขาคือรางวัลของพวกเขา ณ พระผู้อภิบาลของพวกเขา ความหวาดกลัวใด ๆ จะไม่มีแก่พวกเขา และ พวกเขาจะไม่ระทมทุกข์” (ซูเราะฮ์ อัล-บะเกาะเราะฮ์ โองการที่ 274)
ท่านวาฮิดี ได้อ้างโองการนี้ไว้ในหนังสือตัฟซีรของท่าน โดยมีสายสืบอ้างถึงท่านอิบนุ อับบาส (ร.ฏ.)ที่ท่านกล่าวว่า
“อะลี บินอะบีฏอลิบ มีทรัพย์สินเพียงสี่ดิรฮัมเท่านั้น แต่เขาบริจาคไปในยามค่ำคืนหนึ่งดิรฮัม บริจาคในยามกลางวันอีกหนึ่งดิรฮัม บริจาคในที่ลับอีกหนึ่งดิรฮัม และบริจาคในที่เปิดเผยหนึ่งดิรฮัม อัลลอฮ์(ซ.บ.)จึงประทานโองการนี้ลงมา “บรรดาผู้ที่บริจาคทรัพย์สินของตนในยามกลางคืน
และในยามกลางวัน โดยลับและโดยเปิดเผยนั้น สำหรับพวกเขาคือรางวัลของพวกเขา ณ พระผู้อภิบาลของพวกเขา ความหวาดกลัวใด ๆ จะไม่มีแก่พวกเขาและพวกเขาจะไม่ระทมทุกข์”
รายงานจากท่านเมาฟิก บินอะหมัด และฮะมูวัยนี และซะละบีย์ และมาลิกี และอะบีนะอีมอัล-ฮาฟิซโดยที่คนเหล่านั้นได้มีสายสืบที่รายงานมาจาก มุญาฮิด ที่ได้จากท่าน อิบนุอับบาสที่ว่า
“ที่อะลี อิบนุอะบีฏอลิบมีเพียงสี่ดิรฮัมเท่านั้น แล้วเขาได้บริจาคในยามกลางคืนหนึ่งดิรฮัม ในยามกลางวันหนึ่งดิรฮัม ในยามลับหนึ่งดิรฮัมและในยามเปิดเผยหนึ่งดิรฮัม
แล้วโองการนี้ก็ถูกประทานลงมาว่า “บรรดาผู้ที่บริจาคทรัพย์สินของตน ในยามกลางคืนและในยามกลางวัน โดยลับและโดยเปิดเผย สำหรับพวกเขาคือรางวัลของพวกเขา ณ พระผู้อภิบาลของพวกเขา ความหวาดกลัวใดๆ จะไม่มีแก่พวกเขา และพวกเขาจะไม่ระทมทุกข์”
2. โองการที่ว่า
“อันที่จริงแล้วผู้ปกครองของสูเจ้ามีเพียงอัลลอฮ์(ซ.บ.) และ ศาสนทูตของพระองค์(ศ)และบรรดาผู้ศรัทธาที่เขาเหล่านั้นดำรงการนมาซและส่งมอบ(ทรัพย์สิน)ซะกาตในขณะที่พวกเขาโค้ง”
(ซูเราะฮ์อัล-มาอิดะฮ์ โองการที่ 55)
ท่านซุยูฏี ได้กล่าวไว้ใน หนังสือ อัดดุรรุล-มันษูร ว่า
ท่านคอฏีบได้รายงานไว้ในหนังสือมุตตาฟัก จากคำบอกเล่าของ
ท่านอิบนุอับบาสว่า “ท่านอะลีได้บริจาคแหวนของท่านไปในขณะที่ท่านกำลังโค้ง (ในพิธีนมาซ) โดยท่านนบี (ศ) ได้กล่าวแก่ชายผู้ขอคนนั้นว่า
“ใครให้แหวนวงนี้แก่ท่านเล่า ?”
เขากล่าวว่า “ชายผู้ที่กำลังโค้งอยู่นั่นไง”
แล้วอัลลอฮ์(ซ.บ.) ก็ประทานโองการนี้ลงมาท่านอับดุล-ร็อซซาก
ท่านอับดุ บินฮะมีด ท่านอิบนุ ญะรีร ท่านอะบูชัยค์ ท่านอิบนุมัรดุวียะฮ์ ได้รายงานคำบอกเล่ามาจากท่านอิบนุอับบาส เกี่ยวกับโองการนี้
อันที่จริงแล้ว ผู้ปกครองของสูเจ้ามีเพียงอัลลอฮ์(ซ.บ.)
และศาสนทูตของพระองค์(ศ))ว่า ได้ถูกประทานลงมาในเรื่องของท่านอะลี อิบนิ อะบีฏอลิบ(อ)
ท่านฏ็อบรอนี ได้รายงานไว้ใน “อัล-เอาซัฏ” และท่านอิบนุมัรดุวียะฮ์ได้รายงานคำบอกเล่าจากท่านอัมมาร์ บินยาซิรว่า “มีผู้ขอรับบริจาคคนหนึ่งยืนใกล้ท่านอะลีในขณะที่ท่านกำลังโค้ง (ในพิธีนมาซ) แล้วท่านก็ถอดแหวนออก จากนั้นก็ได้มอบมันไปให้แก่คนขอรับบริจาคผู้นั้น ต่อมา
ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)ได้เดินทางมาถึงเขาแล้วเขาก็บอกเรื่องนี้ให้ท่านรู้ แล้วโองการนี้ก็ถูกประทานลงมายังท่านนบี(ศ)ที่ว่า
“อันแท้จริงแล้วผู้ปกครองของสูเจ้ามีเพียงอัลลอฮ์ (ซ.บ.) และท่านศาสนทูตของพระองค์ (ศ) เท่านั้น”
เมื่อท่านศาสนทูตอ่านโองการนี้ ให้บรรดาสาวกทั้งหลายของท่านฟังแล้ว ท่านก็กล่าวว่า
“ฉันเป็นผู้ปกครองของใคร อะลีก็เป็นผู้ปกครองของคนนั้นด้วย”
ท่าน อิบนุมัรดุวียะฮ์ ได้รับคำบอกเล่าจากท่านอะลี อิบนุอะบีฏอลิบว่า โองการนี้ถูกประทานให้แก่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)ที่บ้าน เมื่อท่านออกจากบ้านแล้วก็เข้ามัสยิด ขณะนั้นประชาชนกำลังนมาซกันอยู่ บ้างก็โค้ง บ้างก็สุญูด และบ้างก็กำลังยืนนมาซ ในขณะนั้นมีผู้ขอบริจาคอยู่คนหนึ่ง ท่านจึงกล่าวว่า
“โอ้ชายผู้ขอรับบริจาค มีใครให้อะไรแก่ท่านสักอย่างแล้วหรือยัง ?”
เขาตอบว่า “ยังเลย นอกจากท่านอะลีที่กำลังโค้งอยู่นั่นแหละที่มอบแหวนวงนี้ให้แก่ฉัน”
ท่านอิบนุอะบีฮาติม และท่านอิบนุอะซากิร ได้รับคำบอกเล่าจากท่าน
ซะลิมะฮ์ บินกะฮีลว่า ท่านอะลี(อ) ได้บริจาคแหวนของท่าน ในขณะที่ท่านกำลังโค้ง แล้วโองการนี้ก็ถูกประทานลงมาความว่า
“อันที่จริงแล้วผู้ปกครองของสูเจ้ามีเพียงอัลลอฮ์ (ซ.บ.) และท่านศาสนทูตของพระองค์ (ศ)….”
ท่านฏ็อบรอนี ท่านอิบนุ มัรดุวียะฮ์ และท่านอะบูนะอีม ได้รับคำบอกเล่าจากท่าน อะบีรอฟิอ์ ว่า “ข้าพเจ้าได้เข้าพบท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ) ในขณะที่ท่านกำลังยืนรับวะห์ยูอยู่ สักครู่หนึ่งท่านจึงอ่านโองการออกมาว่า “อันที่จริงแล้วผู้ปกครองของสูเจ้ามีเพียงอัลลอฮ์ (ซ.บ.) และท่านศาสนทูตของพระองค์”
มวลการสรรเสริญเป็นของอัลลอฮ์(ซ.บ.) ผู้ทรงประทานความโปรด
ปรานอันบริบูรณ์แก่อะลี(อ)และโปรดประทานความดีงามให้แก่อะลีโดยเฉพาะ”
ท่าน อิบนุมัรดุวียะฮ์ รับคำบอกเล่าจาก ท่านอิบนุอับบาส อีกตอนหนึ่งว่า “ในขณะที่ท่านอะลี บิน อะบีฏอลิบกำลังยืนนมาซอยู่นั้น ผู้ขอรับบริจาคคนหนึ่งได้เข้ามาหา ซึ่งท่านกำลังโค้งอยู่ แล้วท่านก็ได้มอบแหวนของท่านให้ชายผู้นั้นไป”
แล้วโองการนี้ก็ถูกประทานลงมา ฉะนั้นคำว่า “ผู้ศรัทธา” ในโองการนี้ “อะลีจึงเป็นคนแรกของพวกเขา”
ในหนังสือ “อัด-ดุรรุลมันษูร” และ “อัล-กัซซาฟ” อธิบายว่า
“วะฮุมรอกิอูน” ในที่นี้ “อักษรวาว” หมายถึง “สภาพการณ์ (ฮาล) นั้นๆ” คือเขากระทำการนั้น ในขณะที่เขากำลังอยู่ในสภาพโค้ง
นั่นก็คือ ขณะที่มีการนอบน้อมต่ออัลลอฮ์(ซ.บ.) เมื่อเวลานมาซและเมื่อเวลาบริจาคมีการกล่าวกันว่า นั่นคือสภาพการณ์ของผู้ที่กำลังบริจาคซะกาต หมายความว่าเขาบริจาคซะกาตในขณะที่กำลังโค้งเมื่อตอนนมาซ และนี่คือโองการที่ถูกประทานมาในเรื่องของท่านอะลี บิน อะบีฏอลิบ (อ) โดยคนขอรับบริจาค มาขอในขณะที่ท่านโค้งนมาซ แล้วท่านก็ส่งมอบแหวนของท่านให้แก่เขาไป”
ท่านกล่าวอีกว่า “ถ้าหากท่านจะกล่าวว่า จะถูกต้องได้อย่างไร ที่โองการนี้จะหมายถึง ท่านอะลีในขณะที่ถ้อยคำในโองการระบุถึงคนหมู่มาก”
ขอตอบว่า “ถึงแม้จะเป็นเรื่องราวเกี่ยวข้องกับคน ๆ เดียวแต่สามารถใช้ถ้อยคำสำหรับคนส่วนมากได้ ในกรณีที่เรียกร้องความสนใจของคนทั้งหลายให้มีต่อเรื่องราวนั้นๆ”
3. โองการที่ว่า
“สูเจ้าถือหรือว่าให้ผู้ทำหน้าที่จัดน้ำดื่มแก่ผู้บำเพ็ญฮัจญ์ กับผู้ที่ทำนุบำรุงมัสยิดอัล-ฮะรอมมีความเสมอเหมือนกับผู้ที่ศรัทธาต่ออัลลอฮ์ และ
วันปรโลก และได้ต่อสู้เสียสละในวิถีทางของอัลลอฮ์ ไม่เสมอเหมือนกันดอกในทัศนะของอัลลอฮ์ และอัลลอฮ์ไม่ทรงชี้นำกลุ่มชนผู้อธรรม”
(ซูเราะฮ์ อัตเตาบะฮ์ โองการที่ 19)
ท่านวาฮิดีได้อ้างไว้ในหนังสือของท่านชื่อ “อัซบาบุล-นุซูล” ว่า
“ท่านฮะซัน ท่านชุอบีย์และท่านกุรฏบีได้กล่าวว่า “อะลี อับบาส และ ฏอลฮะฮ์ บินชัยบะฮ์ได้คุยอวดความดีต่อกันและกัน
โดยที่ฏ็อลฮะฮ์กล่าวว่า
“ฉันคือผู้ดูแลอาคารบัยต์ซึ่งกุญแจของมันอยู่ในมือของฉัน ถ้าฉันต้องการจะอยู่ในนั้นก็ย่อมได้”
ส่วนอับบาสพูดว่า “ฉันคือผู้จัดน้ำดื่มและประจำอยู่ที่นั่น”
ส่วนอะลีพูดว่า “ไม่รู้หละ แต่ฉันได้นมาซก่อนใครๆ เป็นเวลาถึงหกเดือน และฉันคือผู้ออกต่อสู้”
แล้วโองการของอัลลอฮ์(ซ.บ.) ก็ถูกประทานลงมาความว่า
“สูเจ้าถือหรือว่า ผู้ทำหน้าที่จัดน้ำดื่มแก่ผู้บำเพ็ญฮัจญ์กับผู้ที่ทำนุบำรุงมัสยิดอัล-ฮะรอมมีความเสมอเหมือนกับผู้ที่ศรัทธาต่ออัลลอฮ์ และวันปรโลกและได้ต่อสู้เสียสละในวิถีทางของอัลลอฮ์ ไม่เสมอเหมือนกันดอก ในทัศนะของอัลลอฮ์ และอัลลอฮ์ไม่ทรงชี้นำกลุ่มชนผู้อธรรม”
จนถึงโองการที่ว่า
“พวกที่ศรัทธาและอพยพและต่อสู้เสียสละในวิถีทางของอัลลอฮ์ด้วยทรัพย์สินและชีวิตของพวกตนนั้น มีเกียรติอันยิ่งใหญ่หลายระดับ ในทัศนะของอัลลอฮ์ และพวกเขาคือบรรดาผู้มีชัยชนะ”
4. โองการที่ว่า
“แท้ที่จริงพวกที่ศรัทธาและประกอบคุณความดี พระผู้ทรงกรุณาจะบันดาลความรักให้แก่พวกเขา” (ซูเราะฮ์มัรยัม โองการที่ 96)
โองการนี้ถูกประทานลงมาในเรื่องของท่านอะลี(อ) กล่าวคือจะไม่ถือว่าผู้ใดเป็นผู้ศรัทธา นอกเสียจากว่าในจิตใจของเขานั้น จะมีความรักต่ออะลี(อ) นี่คือรายงานจากท่านอิบนุอับบาส ในการอธิบายความหมายโดย
ท่านฮัมซะฮ์ ษุมาลี กล่าวว่า “ท่านอะบูญะอ์ฟัร อัลบากิร (อ) ได้กล่าวว่า ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ) ได้กล่าวแก่ท่านอะลี (อ) ว่า
“เจ้าจงกล่าวเถิดว่า “ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า โปรดบันดาลให้มีความผูกพันประการหนึ่งจากพระองค์แก่ข้า และโปรดบันดาลให้หัวใจของผู้ศรัทธามีความรักต่อฉัน” เมื่อท่านอะลี (อ) ได้กล่าวสองประโยคนี้แล้ว โองการดังกล่าวก็ถูกประทานลงมา
ทำนองเดียวกันนี้ก็ยังมีรายงานจากท่านญาบิร บินอับดุลลอฮ์ อัล-อันศอรีอีกด้วย
ท่านได้กล่าวไว้อีกว่า “สิ่งที่ยืนยันในเรื่องนี้อีกประการหนึ่งว่าถูกต้องก็คือคำกล่าวของท่านอะมีรุลมุมีนีน (อ) ที่ว่า
“ถ้าหากปลายจมูกของผู้ศรัทธาถูกฟาดลงไปด้วยดาบของฉัน เพื่อที่จะให้เขาโกรธฉันแล้วไซร้ แน่นอนเขาย่อมจะไม่โกรธฉันเลย และถึงแม้จะมอบทรัพย์สินทั้งโลกให้แก่พวกกลับกลอกเพื่อที่ว่าจะให้เขารักฉัน แน่นอน เขาก็หาได้รักฉันไม่ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะความเป็นไปตามกฎเกณฑ์ที่ท่านนบี (ศ) ผู้ประเสริฐได้เคยกล่าวไว้ว่าผู้ศรัทธาจะไม่มีวันโกรธเจ้า และพวกกลับกลอกจะไม่มีวันรักเจ้า” (33)
5. โองการที่ว่า
“และผู้ที่นำมาซึ่งสัจจะและมีความเชื่อมั่นในสิ่งนั้น เหล่านี้ คือบรรดาผู้สำรวมตน” (ซูเราะฮ์ซุมัร โองการ 33)
ท่านซุญูฏีได้รับคำบอกเล่าจากรายงานของท่านอิบนุอับบาสว่าโองการนี้หมายถึงความเป็นอะมีรุลมุมีนีน(ผู้นำของบรรดาผู้ศรัทธา) ของท่านอะลี บินอะบีฏอลิบ(อ) ท่านอุบัยดะฮ์ บินฮะมีด ได้รับรายงานจากท่านมันษูร จากคำบอกเล่าของท่านมุญาฮิดก็เป็นอย่างนี้เหมือนกันทั้งหมด
มีรายงานจากท่านอะบีญะอ์ฟัร(อ)อธิบายว่า “ผู้ที่นำมาซึ่งสัจจะ หมายถึงท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ) คำว่า “และมีความเชื่อมั่นในสิ่งนั้น” หมายถึงท่านอะลี บินอะบีฏอลิบ (อ)
มีรายงานจากท่านอะลี บินอะบีฮัมซะฮ์ ถึงคำอธิบายของท่านอะบี อับดุลลอฮ์ ญะอ์ฟัร บินมุฮัมมัด(อ)ก็เป็นไปเช่นเดียวกันนี้ (34)
----------------------------------------------------------------
(33) มัจญ์มะอุล บะยาน เล่ม 3 หน้า 532
(34) อัล-อีฎอห์ หน้า 103
ประมวลฮะดีษของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)
นับตั้งแต่ช่วงเวลาที่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)ได้รับการแต่งตั้งจวบจนถึงวาระแห่งการวายชนม์ของท่านนั้น ท่านไม่เคยว่างเว้นจากการยกย่องให้เกียรติแก่ท่านอะมีรุลมุมีนีน(อ) ในทุกสถานที่และทุกโอกาสที่มีการประชุม จนไม่อาจคำนวณนับฮะดีษต่างๆ ที่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ) กล่าวถึงท่านอะมีรุลมุมีนีน (อ) ให้ครบถ้วนได้ ตำราฮะดีษก็ดี ตำราประวัติศาสตร์อิสลามก็ดี ไม่มีเล่มใดที่เสนอออกมาโดยที่ไม่มีการประมวลเรื่องราวอันว่าด้วย เกียรติยศของท่านอะมีรุลมุมีนีน (อ)
เจ้าของตำราศอฮี้ฮ์ต่าง ๆ ก็ดี นักปราชญ์ฮะดีษทั้งหลายก็ดี ล้วนให้รายละเอียดในเรื่องที่เกี่ยวกับความดีงามของท่านอะมีรุลมุมีนีน(อ)ไว้ ในตำราต่าง ๆ ของพวกตนด้วยกันทั้งสิ้น นอกจากนี้นักปราชญ์ของอิสลามอีกเป็นจำนวนมากที่ได้รวบรวมเรื่องราวของท่านอะมีรุลมุมีนีน(อ)ไว้เป็นเล่มหนึ่ง อีกต่างหากอีกทั้งได้รวบรวมวจนะต่างๆ ของท่านประมุขของท่านศาสนทูต(ศ) ในบทสรุปเล็กๆ น้อยๆ นี้เราจะเสนอเพียงห้าฮะดีษมาบันทึกลงในหน้ากระดาษ อันเป็นฮะดีษที่เกี่ยวกับคุณงามความดีของท่านอะมีรุลมุมีนีน(อ)
1. ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)ได้กล่าวว่า “อะลีอยู่กับสัจธรรมและสัจธรรมอยู่กับอะลีเสมอ”(1)
--------------------------------------------------
(1) ตารีค อัล-บัฆดาด เล่ม 14 หน้า 321
2. ท่านอุมัร บินค็อฎฎ็อบ กล่าวว่า “ข้าพเจ้าขอยืนยันต่อท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ)ว่า
แน่นอนที่สุด ข้าฯเคยได้ยินท่านกล่าวว่า
“แท้จริงชั้นฟ้าทั้งเจ็ด แผ่นดินทั้งเจ็ด ถ้าหากวางลงบนตราชั่งข้างหนึ่ง แล้ววางความศรัทธาของอะลี (อ) ลงบนตราชั่งอีกข้างหนึ่ง แน่นอนมันจะต้องเบากว่าความศรัทธาของอะลี บินอะบีฏอลิบ” (2)
---------------------------------------------------------------------------
(2). อัล-เฆาะดีร เล่ม 2 หน้า 299 รายงานจาก อัด-ดารุกุฎนี และอิบนุอะซากิร
3. ในศอฮี้ฮ์บุคอรีและมุสลิมมีรายงานบทหนึ่งจากสะอัด บินอะบีวักกอซ ท่านกล่าวว่า
“แท้จริงท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ) ได้แต่งตั้ง อะลี (ร.ฎ.)ให้เป็นผู้ปกครองแทนท่านในสงครามตาบูก แล้วท่าน อะลี (อ) ได้กล่าวว่า
“ข้าแต่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ) ท่านจะทิ้งฉันไว้ให้อยู่กับบรรดาสตรีและเด็กๆ กระนั้นหรือ?”
ท่านนบี(ศ) ได้กล่าวว่า “เธอไม่พอใจดอกหรือที่เธอกับฉันมีตำแหน่ง เช่น ฮารูนกับมูซา เพียงแต่ว่าจะไม่มีนบีภายหลังจากฉันแล้วเท่านั้นเอง”(3)
-------------------------------------------------------
(3.) ตัชกิเราะตุลเคาะวาศ หน้า 11
4.รายงานบทหนึ่งจากท่านอะนัสความว่า “ฉันเคยอยู่กับท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ) ซึ่งฉันก็ได้เห็นอะลีอยู่เบื้องหน้า ท่านกล่าวว่า “ฉันและคน ๆ นี้ คือข้อพิสูจน์สำหรับประชาชาติของฉันในวันฟื้นคืนชีพ” (4)
5. เมื่อครั้งที่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)ได้กล่าวคำเทศนาเกี่ยวกับเรื่องความดีงามของเดือนรอมฎอน อันเป็นที่รู้กันมาตลอดนั้น
ท่านอะมีรุลมุมีนีน(อ)ได้กล่าวว่า
“โอ้ ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ) ในเดือนนี้อะไรที่เป็นงานซึ่งมีความประเสริฐที่สุด?”
ท่านตอบว่า “พ่อของฮะซันเอ๋ย งานที่ประเสริฐที่สุดสำหรับเดือนนี้คือ การระมัดระวังตัวให้พ้นจากสิ่งต้องห้ามของอัลลอฮ์ (ซ.บ.)”
จากนั้นท่านก็ร้องไห้
ท่านอะลี(อ) ได้กล่าวว่า “โอ้ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ) เหตุใดท่านจึงร้องไห้?”
ท่านตอบว่า “อะลีเอ๋ย ที่ฉันร้องไห้ก็เพราะว่า ในเดือนนี้จะมีเหตุการณ์ที่ทำให้เธอต้องเสียชีวิตในขณะที่เธอนมาซเพื่อพระผู้อภิบาลของเธออยู่นั้น คนที่ชั่วร้ายที่สุดนับตั้งแต่มนุษย์ยุคแรกถึงมนุษย์สุดท้ายที่ชั่วร้ายถึงขนาดฆ่าอูฐตัวหนึ่งของชาวษะมูด มันได้ฟาดฟันลงบนต้นคอของเธอจนเลือดได้หลั่งไหลชโลมเคราของเธอ”
ท่านอะมีรุลมุมีนีน(อ)ได้กล่าวว่า “ข้าแต่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ) เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพื่อความอยู่รอดแห่งศาสนาของฉันใช่ไหม?
---------------------------------------------
(4). มะนากิบ อะมีรุลมุมีนีน(อ)โดยอิบนุ อัล-มะฆอซะลี หน้า 45
ท่านศาสนทูต(ศ)ได้กล่าวว่า “เพื่อความอยู่รอดแห่งศาสนาของเธอ”
จากนั้นท่านได้กล่าวว่า “อะลีเอ๋ย ผู้ใดที่สังหารเธอก็เท่ากับเขาได้สังหารฉัน และผู้ใดทำให้เธอโกรธก็เท่ากับทำให้ฉันโกรธ ผู้ใดประณามเธอก็เท่ากับประณามฉัน เพราะว่าเธอมีฐานะเท่ากับตัวของฉัน วิญญาณของเธอเหมือนกับวิญญาณของฉัน เนื้อหนังของเธอก็คือเนื้อหนังของฉัน
แท้จริงอัลลอฮ์(ซ.บ.)สร้างฉันและเธอมาด้วยกัน ทรงคัดเลือกฉันและเธอมาด้วยกัน โดยทรงคัดเลือกฉันให้เป็นนบี และคัดเลือกเธอให้เป็นอิมาม
ฉะนั้นผู้ใดที่ปฏิเสธตำแหน่งอิมามของเธอ ก็เท่ากับปฏิเสธตำแหน่งนบีของฉัน เธอคือบิดาแห่งบุตรชายของฉัน เธอคือสามีแห่งบุตรสาวของฉัน และ
เป็นผู้ปกครองแทนฉันในหมู่ประชาชาติ ทั้งในขณะที่ฉันยังมีชีวิตอยู่ และหลังจากที่ฉันได้ตายไปแล้ว คำสั่งของเธอเท่ากับเป็นคำสั่งของฉัน ข้อห้ามของเธอเท่ากับเป็นข้อห้ามของฉัน ขอสาบานต่อพระองค์ ผู้ซึ่งแต่งตั้งฉันมาให้เป็นนบีและมอบตำแหน่ง ค็อยรุล-บะรียะฮ์(ความดีงามที่ประเสริฐยิ่ง)
ให้แก่ฉัน แท้จริงเธอคือข้อพิสูจน์ประการหนึ่งที่อัลลอฮ์(ซ.บ.)ทรงประทานให้แก่มวลมนุษย์และเป็นผู้ทำหน้าที่ปกครองที่พระองค์ทรงประทานมายังปวงบ่าวของพระองค์”(5)
----------------------------------------------------
(5.) จากหนังสืออุยูน อัคบาร์ ริฏอ เล่ม 1 หน้า 232
สำหรับวิถีชีวิตของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ) และจริยธรรมของท่านนั้น ให้ความสำคัญอย่างใหญ่หลวง ในด้านการเผยแพร่อิสลาม ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับอิสลามได้สอนให้เราได้เรียนรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงของโลกอาหรับ อันสืบเนื่องโดยจริยธรรมของท่านศาสนทูต
แห่งอัลลอฮ์(ศ) ทั้งนี้อัลลอฮ์(ซ.บ.)ได้ทรงยกย่องคุณลักษณะของท่านไว้ว่า
“แท้จริง เจ้ามีจริยธรรมอันยิ่งใหญ่” ( อัล-กอลัม/4)
และพระองค์ทรงมีโองการอีกว่า
“และถ้าหากเจ้ามีจิตใจที่แข็งกระด้างแล้วไซร้ แน่นอนพวกเขาเหล่านั้นจะพากันวิ่งหนีออกจากเจ้า”( อาลิอิมรอน/159)
ขณะเดียวกัน วิถีชีวิตของท่านนบี(ศ) ในด้านอื่น ๆ ก็ยังมีอีกมากมาย เช่น ความซื่อสัตย์ สุจริต ความอ่อนโยน ความนอบน้อม การมีจิตใจเผื่อแผ่และความกล้าหาญ เป็นต้น ซึ่งนับได้ว่าเป็นตัวอย่างที่สูงส่งในแง่ของความดีงามทั้งสิ้น
ท่านอะมีรุลมุมีนีน(อ) ผู้เป็นบุตรชายของลุงของท่าน ได้พยายามดำเนินไปตามวิถีชีวิตของท่านมาโดยตลอด ฉะนั้นการดำเนินชีวิตของท่านจึงขึ้นตรงตามแบบฉบับแห่งวิถีชีวิตของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ) ทั้งในด้านแบบแผนแห่งจริยธรรมในด้านต่าง ๆ ซึ่งประชาชาติในยุคปัจจุบันนี้
จำเป็นต้องดัดแปลง แต่งเติมวิถีชีวิตของตนเองและจริยธรรมของตนให้ได้มาตรฐานตามแบบแผนเหล่านี้ให้ได้
สิ่งสำคัญที่เราจะกล่าวถึงในที่นี้ก็คือว่า วิถีชีวิตของท่านอิมาม(อ)นั้นคือสิ่งที่ถูกหล่อหลอมขึ้นมาโดยจริยธรรมต่าง ๆ เหล่านี้นั่นเอง และเราพึงได้ให้ความสำคัญกับการชี้นำเหล่านี้ เพื่อเราจะได้เข้าถึงความสุขและความผาสุกอย่างแท้จริง
คุณลักษณะต่าง ๆ เหล่านี้เป็นเพียงประเด็นเล็กๆ น้อยๆ จากวิถีชีวิตของท่านอิมาม(อ)นั่นคือ
1. ท่านสุวัยด์ บิน ฆ็อฟละฮ์ ได้กล่าวว่า ฉันเคยเข้าพบท่านอะลี(อ)ในวันหนึ่งซึ่งในบ้านของท่านไม่มีอะไรรับรองเลย นอกจากเสื่อเพียงผืนเดียวเท่านั้น แล้วท่านก็ใช้เป็นสถานที่นั่ง ฉันได้กล่าวแก่ท่านว่า
“ข้าแต่ ท่านอะมีรุลมุมีนีน(อ) ท่านเป็นถึงประมุขของบรรดามุสลิม ท่านเป็นผู้ปกครองของคนเหล่านั้น และทั้งบัยตุลมาล(กองคลัง) มีแขกเหรื่อมากมายมาเยี่ยมเยือนท่านเสมอ แต่ในบ้านของท่านไม่มีสิ่งอื่นที่จะต้อนรับแขกนอกจากเสื่อผืนนี้”
ท่านกล่าวว่า “สุวัยด์เอ๋ย ปวงปราชญ์นั้นย่อมไม่สะสมเครื่องเรือนไว้ในบ้านชั่วคราว เบื้องหน้าของเรายังมีบ้านที่ถาวรรออยู่ ซึ่งเราจะต้องย้ายไปพบกับความสุขของเราที่นั่น และเราคือผู้ที่มุ่งหมายไปยังที่นั่นในเวลาอันใกล้”
สุวัยด์ได้กล่าวว่า “ฉันถึงกับร้องไห้ เพราะคำพูดของท่าน ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮ์ (ซ.บ.)” (1)
2. ท่านอะลี(อ)ได้ออกไปพบประชาชน ในขณะที่ท่านสวมเสื้อผ้าที่มีคุณภาพต่ำชุดหนึ่ง
ท่านกล่าวว่า “หัวใจย่อมมีความรู้สึกถ่อมตัวไปตามสภาพของอาภรณ์ที่สวมใส่ และมันจะช่วยทำให้ผู้ศรัทธามีความรู้สึกอย่างนี้ได้ในยามที่เขามองเห็นมันอยู่กับฉัน” (2)
3. ฮารูน บินอินตะเราะฮ์ ได้กล่าวว่า พ่อของฉันได้บอกฉันว่า
“ข้าเคยเข้าพบท่านอะมีรุลมุมีนีน พร้อมกับนำผ้าขนกระต่ายป่าไปให้ แต่ท่านกลับมองดุไปที่ของที่อยู่ข้างล่าง ซึ่งเป็นผ้าฝ้ายกำมะหยี่ ข้าจึงกล่าวแก่ท่านว่า ข้าแต่ท่านอะมีรุลมุมีนีน (อ) แท้จริงอัลลอฮ์ (ซ.บ.) ได้กำหนดให้ท่านและคนในครอบครัวของท่านมีสิทธิ์ในทรัพย์สินเหล่านี้ทั้งหมด แต่ท่านกลับเลือกเอาในสิ่งซึ่งท่านสามารถทำเองได้”
ท่านกล่าวว่า “ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮ์ (ซ.บ.) ฉันมิได้สร้างภาระใดๆ ให้แก่พวกท่าน อันเกี่ยวกับทรัพย์สินของพวกท่านเลย
แท้จริงผ้าฝ้ายกำมะหยี่ของฉันผืนนี้ คือสิ่งที่ฉันนำออกมาจากบ้านของฉันที่มะดีนะฮ์ อันเป็นสิ่งเดียวเท่านั้นที่ฉันมีอยู่” (3)
------------------------------------------------------------
(1) ตัซกีเราะตุล เคาะวาศ หน้า 68
(2) มะฎอลิบ สุอาล เล่ม 1 หน้า 95 และกัชฟุล ฆอมมะฮ์ หน้า 50 และศิฟะตุศ ศอฟวะฮ์ เล่ม 1
หน้า 123 และตัซกีเราะตุล เคาะวาศ หน้า 66
(3) มะฎอลิบ สุอาล เล่ม 1 หน้า 93 และกัซฟุล ฆอมมะฮ์ หน้า 50 และตัซกีเราะตุลเคาะวาศ หน้า66
4. สุวัยด์ บินฆ็อฟละฮ์ ได้กล่าวว่า ฉันเคยเข้าพบท่านอะลี บินอะบีฏอลิบ(อ) ในช่วงเวลาอันสั้น แล้วฉันได้พบว่า ตรงที่ท่านนั่งอยู่นั้น มีเนยแข็งอยู่ชิ้นหนึ่ง ซึ่งฉันพบว่ากลิ่นของมันเปรี้ยวมากแล้ว และในมือของท่านมีขนมปังหยาบ ๆ ที่ทำมาจากข้าวบาร์เลย์แผ่นหนึ่งเท่านั้น ท่านใช้มือของท่านหักมันอยู่เสมอ ๆ เมื่อมันหักแล้วท่านก็ทิ้งมันลงไปในนั้นอีก
ท่านกล่าวว่า “ท่านจะไม่ลองชิมอาหารแบบนี้ของเราดูบ้างเหรอ”
ฉันกล่าวว่า “ฉันถือศีลอด”
ท่านกล่าวอีกว่า “ฉันเคยได้ยินท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ) ได้กล่าวว่า ผู้ใดที่ให้การถือศีลอดยับยั้งตนให้พ้นจากอาหารที่ตนชอบแล้วไซร้ เป็นหน้าที่สำหรับอัลลอฮ์ (ซ.บ.) ในอันที่จะต้องให้อาหารที่ใช้จากสวนสวรรค์ และให้น้ำดื่มจากสวรรค์แก่เขาผู้นั้น”
ท่านได้กล่าวอีกว่า “ฉันได้พูดกับคนรับใช้ของท่านซึ่งมายืนอยู่ใกล้ ๆ ท่านว่า “โอ้เด็กน้อย ทำไมเจ้าไม่ยำเกรงต่ออัลลอฮ์ (ซ.บ.) ในเรื่องของผู้อาวุโสท่านนี้บ้าง ทำไมเจ้าจึงโม่แป้งที่เป็นอาหารให้แก่เขาในชนิดที่ฉันกำลังมองเห็นอยู่ในขณะนี้?”
หญิงรับใช้ได้กล่าวว่า “แน่นอนที่สุด ท่านได้สั่งพวกเราว่า อย่าได้โม่แป้งชนิดที่ละเอียดให้เป็นอาหารแก่ท่าน” (4)
5. เศาะอ์ เศาะอะฮ์ บินซูฮาน และสหายของท่าน พร้อมกับคนติดตามอีกจำนวนหนึ่ง ได้กล่าวว่า “ท่านทำตัวกับพวกเราแบบเดียวกับพวกเราทุกคน คือนิ่มนวลและอ่อนโยนที่สุด อีกทั้งวางตัวอย่างเรียบง่ายที่สุด” (5)
6. ท่านอะลี (อ) ได้ปลดปล่อยทาสให้เป็นอิสระด้วยทรัพย์สินที่ท่านแสวงหามาด้วยมือของท่านเองถึง 1, 000 คน (6)
7. ท่านอะลี(อ)ได้ใช้มือของท่านนวดแป้งให้กับพวกยิวในเมืองมะดีนะฮ์กลุ่มหนึ่ง จนกระทั่งมือของท่านอ่อนล้าและท่านได้บริจาคค่าจ้างเหล่านั้นไป และท่านยังผูกหินให้ติดกับท้องท่านอีกด้วย(7)
-------------------------------------------------------------
(4) กัชฟุล ฆอมมะฮ์ หน้า 47
(5) อะอ์ยานุซซีอะฮ์ เล่ม 3 หน้า 124 และชัรฮ์ นะฮ์ญุลบะลาเฆาะฮ์ เล่ม 1 หน้า 8
(6) อะอ์ยานุชชีอะฮ์ 3 กอฟ 1 / 42 และยะนาบีอุล มะวัดดะฮ์ หน้า 146
(7) ชัรฮ์ นะฮ์ญุลบะลาเฆาะฮ์ เล่ม 1 หน้า 7
8. ท่านอิมามอะบุลฮะซัน อะลี บินอะหมัด อัล-วาฮิดี(ร.ฎ.)และบรรดานักอธิบายอัล-กุรอานท่านอื่นได้เล่าเรื่องราวที่มีสายสืบติดต่อกันมาว่าท่านอะลี(อ)ได้ทำงานรับจ้างตั้งแต่พลบค่ำจนถึงตอนเช้า ซึ่งท่านได้รับค่าจ้างเป็นข้าวสาลีจำนวนหนึ่ง แล้วท่านก็ได้จัดการโม่จนเป็นแป้งเสีย 1 ใน 3 ส่วน คนในครอบครัวของท่านได้นำมันมาปรุงเป็นอาหารชนิดหนึ่งเพื่อรับประทาน ครั้นเมื่ออาหารสุกแล้วก็ปรากฏว่า มีคนจนมาขอ พวกเขาก็ได้นำอาหาร นั้นออกมามอบให้เขาไป ต่อมาวันหนึ่งท่านก็ได้นำแป้งส่วนที่ 2 มาปรุงอีก เมื่อมันสุกดีแล้ว ก็มีเด็กกำพร้าคนหนึ่งมาขอ พวกเขาก็ได้ให้เด็กกำพร้าคนนั้นไปอีก ต่อจากนั้นท่านก็ได้นำแป้งส่วนที่ 3 มาปรุงอีก เมื่อมันสุกดีแล้วก็ปรากฏว่ามีเชลยคนหนึ่ง ซึ่งเป็นพวกตั้งภาคีได้มาขอ พวกเขาก็ได้ให้เป็นอาหารแก่เชลยผู้นั้นอีก ทั้งท่านอะลี(อ) ท่านหญิงฟาฏิมะฮ์(อ)
ท่านฮะซัน(อ) และท่านฮุเซน(อ) ต่างก็อ่อนเพลียเพราะความหิว
อัลลอฮ์(ซ.บ.)จึงได้ทรงบันดาลให้นบีของพระองค์รับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับพวกเขา เพราะแท้จริงเจตนาในการกระทำเช่นนี้ ล้วนขึ้นตรงต่ออัลลอฮ์(ซ.บ.)เท่านั้น เป็นการแสวงหารางวัลจากพระองค์และแสวงหาความปลอดภัยให้พ้นจากการลงโทษของพระองค์ อัลลอฮ์(ซ.บ.)จึงได้ทรงประทานโองการมาในอัล-กุรอานหลายโองการโดยเริ่มต้นตั้งแต่โองการที่ว่า
“และเขาเหล่านั้นได้ให้อาหาร อันเนื่องมาจากความรักที่มีต่อพระองค์”
กล่าวคือ พระองค์ทรงยกย่องคนเหล่านี้ และทรงกล่าวถึงการตอบแทนอันพึงได้สำหรับสภาพการณ์ ด้วยโองการที่ว่า
“ดังนั้น อัลลอฮ์(ซ.บ.)จึงปกป้องพวกเขาให้พ้นจากความเลวร้ายในวันนั้น และให้พวกเขาได้รับความปิติสุขและความชื่นชมยินดี และทรงตอบแทนเขาเหล่านั้นไปตามกรณีที่พวกเขาอดทนนั่นคือสวนสวรรค์และผ้าไหม โดยจะเป็นผู้เอกเขนกอยู่บนที่พักพิงในนั้น”
นี่คือการเคารพภักดีที่สมบูรณ์ เนื่องจากพวกเขาได้บริจาคอาหารไปทั้ง ๆ ที่อาหารนั้นเป็นที่ต้องการของพวกเขาอย่างที่สุดเช่นกัน มิฉะนั้น แล้วชีวประวัติตอนนี้ ก็คงจะไม่เป็นเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่แต่ประการใด และอัลลอฮ์(ซ.บ.) ก็คงจะไม่ให้ความสำคัญจนถึงขนาดที่ประทานโองการเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้แก่ศาสนทูตของพระองค์(ศ)ไว้ในอัล-กุรอาน(8)
9. ท่านศอลิห์ได้กล่าวว่า “ฉันได้พบกับท่านอะลี (อ) โดยที่ท่านถืออินทผลัมอยู่ช่อหนึ่ง
ฉันกล่าวกับท่านว่า “ข้าแต่ท่านอะมีรุลมุมีนีน โปรดมอบอินทผลลัมช่อนี้ให้กับฉันถือแทนท่านเพื่อไปส่งถึงบ้านของท่านเถิด”
ท่านกล่าวว่า “เจ้าของบ้านคือผู้ที่ควรค่าแก่การถือของของตนเอง” ซึ่งท่านมิได้มอบให้ฉันถือให้ แล้วท่านก็ได้นำมันไปในบ้านของท่านเอง
สักพักหนึ่ง ท่านก็ได้กลับออกมาพร้อมกับถุงผ้าใบหนึ่งซึ่งบรรจุอินทผลัมทั้งเปลือก แล้วท่านได้ไปนมาซวันศุกร์ร่วมกับประชาชน(9)
--------------------------------------------
(8) กัชฟุล ฆอมมะฮ์ หน้า 49
(9) ยะนาบีอุล มะวัดดะฮ์ หน้า 146
10. ท่านอะลี(อ)ได้กล่าวกับท่านฮะซัน(อ)หลังจากที่ท่านได้รับบาดเจ็บเพราะอิบนุ มุลญิม(ผู้ที่อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ทรงสาปแช่ง) ทำร้ายว่า
“ฮะซันเอ๋ยจงดูแลคนที่ทำร้ายฉัน จงเอาอาหารของฉันให้แก่เขา และจงเอาน้ำดื่มของฉันให้เขาดื่ม ถ้าหากฉันยังมีชีวิตอยู่ต่อไป ฉันจะจัดการกับสิทธิ์ของฉันเอง แต่ถ้าฉันตายลงไซร้ พวกเจ้าก็จงฟันเขา 1 ครั้งและจงอย่างฟันซ้ำ แท้จริงฉันเคยได้ยินท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ) ได้กล่าวว่า พวกท่านจงระวังในเรื่องการซ้ำเติมแม้แต่กับสุนัขที่ตะกละ”
จากนั้นท่านอะลี(อ)ได้กล่าวว่า “โอ้ บุตรหลานของอับดุลมุฏฏอลิบ ฉันจะไม่สั่งเสียพวกเจ้า ให้ล้างผลาญเลือดเนื้อของมวลมุสลิม โดยกล่าวว่า
อะมีรุลมุมีนีนถูกสังหารแล้ว แน่นอนไม่มีใครฆ่าฉันเลยนอกจากคนๆ เดียว”(10)
-----------------------------------------
(10) อัลฟุศูลุล มุฮิมมะฮ์ หน้า 118
ในบรรดาจำนวนเศาะฮาบะฮ์ และบรรดาคอลีฟะฮ์ทั้งหลายนั้น ไม่มีคำปราศรัย คำตักเตือนสุภาษิต คำสั่งเสีย คำสั่ง และข้อเขียนของใครจะถูกบันทึกไว้ให้เหมือนกับของท่านอะลี(อ) นั่นคือ
หนังสือนะญุล-บะลาเฆาะฮ์ ที่ถูกเรียบเรียงมาด้วยโวหารที่สูงส่ง และสมบูรณ์ด้วยอรรถรสอันลึกล้ำ คือความภาคภูมิใจของมวลมุสลิมทุกคน และเป็นเกียรติยศสำหรับผู้ศรัทธาทุกคน นี่คือสิ่งเดียวที่นอกเหนือจากพจนารถของผู้ทรงสร้าง แต่สูงส่งเกินกว่าถ้อยคำของมวลมนุษย์ทั้งปวง
อิบนุ อะบิลฮะดีดได้กล่าวว่า “ท่านจงพิจารณาข้อมูล ถ้อยคำของท่านอะมีรุลมุมีนีน (อ) เถิด แล้วท่านจะพบว่า มันแยกแยะมาจากถ้อยคำต่างๆ แห่งพระคัมภีร์ของอัลลอฮ์ (ซ.บ.) และเป็นข้อมูลที่เก็บถ้อยคำต่างๆ มาจากความหมายและแนวทางต่าง ๆ จากพระคัมภีร์ มีเค้าโครงอย่างเดียวกับเค้าโครงของพระคัมภีร์ มันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ถึงแม้ว่าพระคัมภีร์จะไม่มีคำพูดของใครเสมอเหมือนเทียบเคียงได้ ควรที่จะกล่าวได้ว่า หลังจากพระคัมภีร์แล้วจะไม่มีถ้อยคำของใคร เป็นโวหารสูงส่งลึกซึ้ง มีอรรถรส มีคุณค่าอีกแล้วหากจะมีได้ก็เพียงถ้อยคำของท่านอะลี(อ)เท่านั้น ความจริงข้อนี้ไม่มีใครรู้ได้ นอกจากผู้ที่มีความรู้สันทัดที่สุดในงานแขนงนี้เท่านั้น และหาใช่ว่าคนทุกคนจะควรค่ากับการเป็นผู้ครอบครองเพชรอัญมณียิ่งไปกว่านั้น ก็หาใช่ว่าจะคู่ควรกับทองคำเสมอไป
ในบทนี้เราจะบันทึกประโยคคำพูดของท่านอะมีรุลมุมีนีน(อ)พอเป็นสังเขป
1. จากคำปราศรัยของท่านอะมีรุลมุมีนีน(อ) ที่กำชับในเรื่องการ ต่อสู้และตำหนิพวกที่เฉยเมยในเรื่องนี้ว่า
“แท้จริง การต่อสู้คือประตูบานหนึ่งของประตูสวรรค์ ที่อัลลอฮ์(ซ.บ.) ทรงเปิดไว้สำหรับเหล่าบรรดา ผู้ใกล้ชิดของพระองค์โดยเฉพาะ และมันคืออาภรณ์แห่งการสำรวมตนเป็นเกราะของอัลลอฮ์(ซ.บ.)อันแข็งแกร่ง
ผู้ใดละทิ้งมันไปด้วยความรังเกียจ อัลลอฮ์(ซ.บ.)จะให้เขาผู้นั้นสวมใส่อาภรณ์แห่งความต่ำต้อยและสภาพชีวิตที่ได้รับการลงโทษอันน่าอัปยศอดสูหัวใจจะถูกตรึงไวด้วยสิ่งปิดกั้น สัจธรรมจะถูกยึดไปจากเขาเนื่องจากทอดทิ้งการต่อสู้ เขาจะจำนนกับความพ่ายแพ้
ความเป็นธรรมจะถูกปิดกั้น แน่นอนข้าเคยเรียกร้องท่านหลายครั้งแล้วใช่ไหมว่า ให้ต่อสู้กับพวกเขาทั้งในยามกลางคืนและกลางวัน ทั้งโดยลับและโดยเปิดเผย และข้าเคยพูดกับพวกท่านว่าจงสู้รบกับเขาเหล่านั้น ก่อนที่พวกเขาจะสู้รบกับพวกท่าน ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮ์(ซ.บ.) หากคนพวกนั้นได้รับการบุกโจมตีถึงใจกลางบ้านเมืองแล้ว พวกเขาจะได้รับความตกต่ำ กล่าวคือ พวกท่านต้องยอมสวามิภักดิ์และยอมอ่อนข้อให้ จนพวกท่านต้องถูกทำลายอย่างย่อยยับเป็นเสี่ยงๆ และบ้านเมืองก็จะถูกยึดครอง และนี่คือ พี่ชายของฆอมิด พลังของเขาสามารถพิชิตเมืองอันบาร์(1)
เขาสามารถสังหารอิซซาน บินฮิซซาน อัล-บักรี และทำลายแสนยานุภาพของพวกท่านได้ ทั้งๆ ที่มีอาวุธมากมาย ฉันได้ทราบมาว่าชายคนหนึ่งในหมู่พวกเขาเข้ามาบุกรุกสตรีมุสลิม
-------------------------------------
(1)เมืองอันบาร์ อยู่ชายฝั่งด้านตะวันออกของแม่น้ำยูเฟรตีส
อีกทั้งย่ำยีเกียรติโดยถอดกำไลเท้า และเครื่องประดับของพวกนาง นางไม่มีอะไรยับยั้งมันได้นอกจากกล่าวรำพึงและอ้อนวอนขอความเมตตา ต่อจากนั้นพวกเขาก็พากันแยกย้ายกระจัดกระจาย คนผู้ชายในหมู่พวก
เขาไม่มีใครได้รับบาดแผลเลยและพวกเขาไม่มีใครเสียเลือดเลย นี่ถ้าหากว่า มีชายมุสลิมตายลง
หลังจากเหตุการณ์นี้ด้วยความเสียใจ ก็คงไม่มีอะไรเป็นที่น่าตำหนิ ยิ่งไปกว่านั้นสำหรับข้าถือว่า เป็นสิ่งที่คู่ควรอย่างแท้จริงด้วยซ้ำ ข้าแต่อัลลอฮ์(ซ.บ.)น่าแปลกใจจริงๆ ที่หัวใจเหล่านั้นตายด้านความรู้สึกสำนึกถูกครอบงำ พวกเขาต่างร่วมกันอยู่ในความผิดพลาด ท่านทั้งหลายต่างพากันทำลายสิทธิของพวกท่านเอง สำหรับพวกท่านจึงมีแต่ความน่าเกลียดและชิงชัง ในยามที่พวกท่านยอมตกเป็นเป้าถูกขว้างปา พวกท่านถูกเร่งเร้า แต่ก็หาได้มีปฏิกิริยาโต้ตอบ พวกท่านถูกทิ่มแทงแต่พวกท่านก็ไม่รู้สึกปวดร้าวอะไร ในขณะที่พวกเขาทรยศต่ออัลลอฮ์(ซ.บ.) พวกท่านกลับพึงพอใจ
ดังจะเห็นได้ว่าเมื่อข้าออกคำสั่งให้พวกท่านออกไปรบกับพวกเขาในช่วงฤดูร้อน ท่านทั้งหลายก็กล่าวว่า มันร้อนจัดเหลือเกิน ความร้อนจะต้องเผาผลาญเราแน่ ๆ แต่พอข้าฯสั่งให้ออกไปรบกับพวกเขาในช่วงฤดูหนาว พวกท่านก็บอกว่า นี่มันหนาวเหลือเกิน ความหนาวจัดต้องทำลายเราแน่ ๆ ทุกฤดูกาล ไม่ว่าจะร้อนหรือหนาว พวกท่านก็จะผละหนีทั้งนั้น ก็ในเมื่อเป็นอย่างนี้ ด้วยพระนามของอัลลอฮ์(ซ.บ.) พวกท่านก็สมควรแล้วที่ต้องเผชิญกับคมดาบ โอ้พวกเจ้าผู้มีเรือนร่างเป็นบุรุษแต่ไม่ใช่บุรุษ
แม้แต่เพียงนิดเดียวเป็นพวกทารกแรกเกิด และเป็นพวกที่มันสมองติดอยู่กับกำไลสตรี แน่นอน ฉันไม่ปรารถนาจะแลเห็น และไม่อยากจะรู้จักกับพวกท่านเลย ด้วยพระนามของอัลลอฮ์(ซ.บ.) เพราะมันน่าเสียใจ
มันน่าละอายแก่ใจ ในที่สุดขอให้อัลลอฮ์(ซ.บ. ทำลายพวกท่านเสียเถิด แน่นอนพวกท่านทำให้หัวใจของข้าเต็มไปด้วยความรังเกียจ และพวกท่านสร้างภาระที่ขมขื่นให้แก่หัวอกของข้าอย่างยิ่ง พวกท่านทำให้ขากระอักกระอ่วนมีความทุกข์โศก ทุรนทุราย พวกท่านได้ก่อความเสียหายให้แก่ข้า ด้วยการทรยศและทำลายจนพวกกุเรชถึงกับกล่าวว่า
“บุตรของอะบีฏอลิบ เป็นชายที่กล้าหาญก็จริง แต่ไม่มีความรู้ในเชิงรบ” ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮ์ (ซ.บ.) อันว่า บิดาของพวกท่านเหล่านั้น คนใดบ้างที่มีประสบการณ์ และมีฐานะที่ล้ำหน้าข้าได้ แน่นอนข้าเก่งกล้าในเรื่องนี้ ตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 20 ปี และข้าก็ยังเป็นอยู่อย่างนี้ ทั้งๆ ที่มีอายุมากถึง 60 ปี แล้วแต่ทว่ามันย่อมไม่ใช่คำสั่งต่อบุคคลที่ไม่ความภักดี”
2. ส่วนหนึ่งจากคำสั่งเสียของท่านอะลี(อ) ที่มีแก่ท่านฮะซัน(อ) และท่านฮุเซน(อ) เมื่อครั้งที่อิบนุ มุลญิม(ผู้ได้รับการสาปแช่งจากอัลลอฮ์(ซ.บ.)) ได้ใช้ดาบฟันนั้น มีใจความว่า
“ข้าขอสั่งเสียเจ้าทั้งสองให้มีการสำรวมตนต่ออัลลอฮ์(ซ.บ.) และจงอย่าละเมิดกับโลกนี้ ถึงแม้มันจะละเมิดต่อเจ้าทั้งสอง และจงอย่าแสดงความเสียใจกับสิ่งใด ๆ ก็ตามในโลกที่มันสูญเสียไปจากเจ้าทั้งสอง จงพูดความจริง จงทำงานเพื่อผลการตอบแทน จงเป็นศัตรูกับผู้อธรรม จงเป็นผู้ช่วยเหลือคนที่ได้รับความไม่เป็นธรรม ข้าขอสั่งเสียแก่เจ้าทั้งสอง และลูกๆ ของข้าทั้งหมดและภรรยาของข้าทั้งหมด ตลอดจนถึงคนที่ได้รับหนังสือของฉันทั้งหมดว่า ให้มีความยำเกรงต่ออัลลอฮ์(ซ.บ.) จงทำให้งานของพวกเจ้ามีระเบียบ จงปรับปรุงแก้ไขเรื่องระหว่างพวกเจ้าให้ดี เพราะฉันเคยได้ยินท่านผู้เป็นตาของพวกเจ้า
ผู้เป็นศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ) กล่าวว่า
“การปรับปรุงแก้ไขในเรื่องราวระหว่างพวกเดียวกันนั้นมีคุณค่าสูงกว่าการนมาซและการถือศีลอดโดยทั่ว ๆ ไป”
“วัลลอฮ์ ขอสาบานต่ออัลลอฮ์(ซ.บ.) เรื่องของลูกกำพร้า พวกเจ้าจงอย่าล้วงของที่อยู่ปากของพวกเขาออกมา และจงอย่าให้เขาเหล่านั้นได้รับความสูญเสียอันเนื่องมาจากเกียรติยศของพวกเจ้า”
“วัลลอฮ์ ขอสาบานต่ออัลลอฮ์(ซ.บ.)ในเรื่อง เพื่อนบ้านของพวกเจ้า พวกเขาคือคำสั่งเสียของนบีของพวกเจ้า ท่านนบี(ศ)ไม่เคยว่างเว้นจากการสั่งเสียในเรื่องของพวกเขาจนเราถึงกับคิดว่าท่านจะมอบมรดกให้กับพวกเขา”
“วัลลอฮ์ ขอสาบานต่ออัลลอฮ์(ซ.บ.) ในเรื่องอัล-กุรอานจงอย่าให้คนอื่นนอกจากพวกเจ้าถือปฏิบัติตามคำสั่งสอนของมัน ล้ำหน้าพวกเจ้า”
“วัลลอฮ์ ขอสาบานต่ออัลลอฮ์(ซ.บ.) เรื่องนมาซมันคือเสาหลักแห่งศาสนาของพวกเจ้า”
“วัลลอฮ์ ขอสาบานต่ออัลลอฮ์(ซ.บ.) ในเรื่องของบ้านของพระผู้อภิบาลของเจ้า พวกเจ้าจงอย่าเหินห่างจากมันตราบใดที่พวกเจ้ายังมีชีวิตอยู่ เพราะถ้ามันถูกทอดทิ้ง พวกเจ้าก็จะไม่ดูแลต่อกันและกัน”
“วัลลอฮ์ ขอสาบานต่ออัลลอฮ์(ซ.บ.) ในเรื่องการต่อสู้ (การทำญิฮาด) ด้วยทรัพย์สินด้วยชีวิต และด้วยวาจาของพวกเจ้า ในวิถีทางของอัลลอฮ์(ซ.บ.) พวกเจ้าจงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง และจงเสียสละอย่างทุ่มเท และจงระมัดระวังการหลบหนีและตัดขาด อีกทั้งจงอย่าละทิ้งการสอนให้ทำความดีและยับยั้งห้ามปรามจากการทำความชั่ว
มิฉะนั้นความชั่วของพวกเจ้าจะครอบงำพวกเจ้า เมื่อนั้น ถ้าพวกเจ้าวิงวอนขอพระองค์ก็จะไม่ทรงตอบรับพวกเจ้า”
ต่อจากนั้น ท่านได้กล่าวอีกว่า
“โอ้บุตรหลานของอับดุลมุฏฏอลิบเอ๋ย ฉันจะไม่สั่งเสียพวกเจ้าว่าให้หลั่งเลือดของพี่น้องมุสลิม โดยพวกท่านจะกล่าวว่า อะมีรุลมุมีนีนถูกสังหารแล้ว แน่นอน ไม่มีใครสังหารฉัน นอกจาก ฆาตกรที่ฆ่าฉันคนเดียวเท่านั้น”
“พวกเจ้าจงรู้ไว้เถิดว่า ถ้าหาก ฉันตายลงกับการฟันครั้งเดียวของเขาในครั้งนี้ พวกเจ้าก็จงฟันเขากลับไปหนึ่งครั้งเช่นเดียวกัน และจงอย่าให้ชายคนใดฟันซ้ำ เพราะฉันเคยได้ยินท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)ได้กล่าวว่า
“การซ้ำเติมเป็นของต้องห้ามแม้กับสุนัขที่ตะกละก็ตาม”
3. ในบันทึกของท่าน อะมีรุลมุมีนีน(อ)ที่ส่งไปยัง ฮาริษ อัล-ฮัมมะดานี นั้น มีใจความว่า
“และจงยึดสายเชือกแห่งอัล-กุรอาน และจงนำกุรอานไว้เพื่อสั่งสอนและจงนำหลักการที่กุรอานได้อนุมัติให้ใช้ได้นำมาใช้และจงนำข้อห้ามจาก อัล-กุรอานมาเป็นข้อห้ามจงเชื่อในสิ่งที่มาจากความจริง จงเปรียบเทียบจากสิ่งที่ผ่านมาจากโลกนี้ กับสิ่งที่ยังคงเหลืออยู่ ถึงแม้มันจะเป็นของที่คล้ายคลึงกัน แต่ของที่มาที่หลังย่อมตามทันของที่มาในตอนแรกของมันได้เสมอ
ของๆ มันทุกอย่างล้วนสลายและแยกจากกัน และจงให้เกียรติกับพระนามของอัลลอฮ์(ซ.บ.) อย่ากล่าวถึงพระองค์นอกจากสิ่งที่เป็นสัจจะ
จงคิดถึงความตายให้มาก และจงคิดถึงเรื่องราวหลังจากความตายให้มาก และจงอย่าตั้งใจกับความตายอย่างเด็ดขาดจนกว่าจะอยู่กับเงื่อนไขที่มั่นคงแล้ว
จงระมัดระวังกับการงานทุกอย่างที่เจ้าของงานนั้นๆ พึงพอใจในงานดังกล่าวเพื่อตนเองและเป็นที่รังเกียจสำหรับมุสลิมทั่วไป จงระมัดระวังการงานที่กระทำลงไปในที่ลับทุกประเภท และที่น่าละอายแก่ใจที่จะกระทำ
นั้นๆ ในที่ที่เปิดเผยและจงระมัดระวังงานทุกประเภท ที่ถ้าหากเจ้าของงาน
นั้นๆ ถูกถามถึงแล้ว เขาแสดงความรังเกียจหรือมีอาการแก้ตัว จงอย่าทำตัวของเจ้าให้ตกเป็นเป้าเนื่องจากพูดมาก และจงอย่าพูดกับประชาชนทุกเรื่องที่เจ้าเคยได้ยินได้ฟังมา เพราะในเรื่องเช่นนี้มีความเท็จจริงมากมาย
จงหนักแน่นด้วยความอดกลั้น จงหลีกเลี่ยงจากการใช้อำนาจ จงมีความละมุนละม่อมในยามโกรธ จงผ่อนปรนกับฝ่ายบริหาร(ในยามที่อำนาจการปกครองอยุ่ในมือของเจ้า) จงเป็นผู้ลงโทษตัวเอง และจงปรับปรุงความโปรดปรานทุกอย่างที่อัลลอฮ์(ซ.บ.) ทรงประทานให้แก่เจ้าให้ดีๆ และจงอย่าทำให้ความโปรดปรานของอัลลอฮ์(ซ.บ.) ที่ทรงประทานมายังเจ้าต้องสูญเสียไป และจงทำให้เป็นที่ประจักษ์แก่ตัวเองของเจ้าว่า มีความเป็นไปตามกรณีที่อัลลอฮ์(ซ.บ.)ได้ทรงโปรดปรานสิ่งนั้น ๆ ให้แก่เจ้า”
“จงรู้ไว้เถิดว่า ผู้ศรัทธาที่มีคุณงามความดีมากที่สุด ต้องเสียสละทุ่มเทชีวิต พวกพ้องและทรัพย์สินของตน เพราะไม่ว่าเจ้าจะเสียสละสิ่งของอันใดที่ดีๆ มันจะยังคงอยู่เป็นถาวรสำหรับเจ้าเสมอ อะไรก็ตามที่เจ้าชักช้าแชเชือน มันจะเป็นความดีงามสำหรับคนอื่นไปเสียเสมอ จงระมัดระวังในการเป็นเพื่อนกับคนที่มีความคิดเห็นอ่อนแอ และมีงานที่น่ารังเกียจ เพราะว่าเพื่อนย่อมเป็นตัวอย่างของเพื่อน จงอาศัยอยู่ในแหล่งอาศัยที่มีคนหมู่มาก เพราะที่นั่นเป็นศูนย์รวมของบรรดามุสลิม จงระมัดระวังสภาพหลงลืม แข็งข้อ และตระหนี่ในการส่งเสริมต่อการเชื่อฟังปฏิบัติตามอัลลอฮ์(ซ.บ.)
จงให้ความเห็นสั้นๆ กับเรื่องใดก็ตามที่เป็นประโยชน์แก่เจ้า จงระมัดระวังในเรื่องการนั่งตามตลาดร้านค้า เพราะมันเป็นแหล่งมั่วสุมของมารชัยฏอน และเป็นที่แสดงออกของความเลวร้าย จงมองคนที่เจ้ามีความเป็นเลิศมากกว่าเขาไว้ให้มาก เพราะว่านี่คือประตูบานหนึ่งของความสำนึกรู้ในพระคุณกรุณา จงอย่าเดินทางในวันศุกร์จนกว่าจะได้นมาซเสียก่อน
ยกเว้นในกรณีที่เป็นงานเสียสละเพื่อวิถีทางของอัลลอฮ์(ซ.บ.)หรือเป็นเพราะอยู่ในภารกิจที่เดือดร้อน จงปฏิบัติตามอัลลอฮ์(ซ.บ.)ในการทำงานทุกกรณีของเจ้า เพราะการปฏิบัติตามอัลลอฮ์(ซ.บ.)คือความประเสริฐเลอเลิศยิ่งกว่าสิ่งใด จงปลอบประโลมตัวของเจ้าให้ตกอยู่ในการเคารพภักดี
และจงเป็นเพื่อนกับมัน และจงอย่าใช้อำนาจข่มมัน จงฉวยเอาโอกาสและความสามารถของมันเพื่อกิจการอันนอกเหนือไปจากนมาซที่ถูกบังคับ คือจำเป็นต้องชดใช้ชำระคืนตามข้อผูกพัน (นมาซกอฎอ)ไปตามวาระของมัน จงระวังตนจากการเป็นมิตรกับคนฝ่าฝืน เพราะความชั่วย่อมถูกติดตามมาด้วยความชั่ว
จงสำรวมตนต่ออัลลอฮ์(ซ.บ.) จงรักบุคคลอันเป็นที่รักของพระองค์ จงระวังความโกรธเพราะมันคือพลพรรคที่ยิ่งใหญ่ของอิบลีส วัสลาม”
ถ้อยคำต่างๆ ของท่านอะมีรุลมุมีนีน(อ)นั้นไม่อาจสรุปลงด้วยบทสั้นๆ ได้ ในหนังสือ“นะฮ์ญุลบะลาเฆาะฮ์” ได้รวบรวมสุภาษิตอันลือชื่อของท่านไว้ถึงห้าร้อยบท
สำนักพิมพ์อัลฮะดีษแห่งเลบานอน อามีน อัร รัยฮานี ได้พิมพ์สุภาษิตของท่านถึง 100 บท ลงในหนังสือเล่มหนึ่งต่างหากและอีกเล่มหนึ่ง พิมพ์มากถึง 1, 000 บท นอกเหนือจากนี้สำนักพิมพ์อื่นๆ ก็ดำเนินการจัดพิมพ์สุภาษิตของท่านนับเป็นจำนวนพันๆ บทอีกเช่นกัน
ต่อไปนี้เป็นสำนวนสุภาษิตสั้นๆ เกี่ยวกับเรื่องจริยธรรม ความรู้เกี่ยวกับพระผู้เป็นเจ้า มารยาท และความรู้ทั่วไปที่ไม่เป็นประโยคยาวๆ เหมือนแห่งอื่น ในเรื่องราวเหล่านี้นับว่าเป็นสิ่งที่อำนวยประโยชน์ให้แก่สภาพสังคมของเราอย่างมากมายเลยทีเดียว ในที่นี้เราจะเสนอสุภาษิตของท่านอิมามอะลี(อ)ได้กล่าวไว้จำนวน 25 บท
1. เมื่อท่านมีอำนาจเหนือฝ่ายศัตรูของท่านก็จงถือหลักการผ่อนปรนแก่เขาอย่างดีที่สุดแทนการใช้อำนาจ
2. ผู้ใดทำงานช้า ผลลัพธ์ของงานก็จะเสร็จเร็วไม่ได้
3. การชำระบาปใหญ่อยู่ที่การช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ และการผ่อนปรนแก่คนที่กำลังลำบาก
4. บุตรของอาดัมเอ๋ย ถ้าเจ้าเห็นว่าพระผู้อภิบาลของเจ้ามอบความโปรดปรานมาแก่เจ้าในขณะที่เจ้ากำลังทรยศพระองค์อยู่นั้นก็จงได้ระมัดระวังเถิด
5. เมื่อเจ้าอยู่ด้านหลังสุด ส่วนความตายนั้นอยู่ข้างหน้าสุด นั่นแหละ คือที่ต้องพบกันอย่างรวดเร็ว
6. ลิ้นคือสิงโตดุ หากเว้นว่างจากมัน มันก็จะเป็นอูฐเชื่อง
7. ฉันแปลกใจจริง ๆ กับคนที่ทำบาปในขณะเดียวกับที่ขออภัยโทษ
8. คนที่ปรับปรุงแก้ไขเรื่องที่อยู่ระหว่างตนกับอัลลอฮ์(ซ.บ.)ได้ อัลลอฮ์(ซ.บ.)ก็จะแก้ไขเรื่องระหว่างเขากับมนุษย์ได้และคนที่แก้ไขเรื่องระหว่างตนกับปรโลกได้ อัลลอฮ์(ซ.บ.)ก็จะแก้ไขเรื่องระหว่างเขากับโลกนี้ได้ คนใดที่เป็นผู้ขัดเกลาตนเอง อัลลอฮ์(ซ.บ.)ก็จะเป็นผู้พิทักษ์รักษาเขา
9. ความยิ่งใหญ่ของผู้สร้างอยู่ใกล้กับตัวเจ้า และสิ่งที่เล็กที่สุดจากสิ่งที่ถูกสร้างนั้น อยู่ในดวงตาของเจ้าเอง
10. วาระที่ผู้ถูกอธรรมกระทำต่อผู้อธรรม ย่อมร้ายแรงกว่าวาระที่ผู้อธรรมกระทำต่อผู้ถูกอธรรม
11. จะไม่ถือว่าเป็นการเชื่อฟังของมนุษย์ในขณะเมื่อเขาฝ่าฝืนต่ออัลลอฮ์(ซ.บ.)
12. สิ่งใดก็ตามอันเป็นเรื่องของศาสนา ถ้าประชาชนละทิ้งเพียงเพื่อความสะดวกสบายในทางโลก อัลลอฮ์(ซ.บ.) จะทรงบันดาลภัยพิบัติที่ร้ายแรงกว่านั้นให้เกิดขึ้นแก่พวกเขา
13. ผู้ใดที่ทำให้ตัวเองตกอยู่ในข้อกล่าวหา ก็จงอย่าประณามคนที่มองตนในแง่ร้ายอย่างเด็ดขาด
14. ผู้กัดฟันเพราะความโกรธเพื่ออัลลอฮ์(ซ.บ.)จะเป็นคนที่เข้มแข็งที่สุดในการต่อสู้กับความผิดพลาด
15. เสบียงที่เลวร้ายที่สุดในการคืนกลับสู่ปรโลก คือการเป็นศัตรูกับบ่าวของอัลลอฮ์(ซ.บ.)
16. จงยำเกรงต่ออัลลอฮ์(ซ.บ.)บ้างเถิด แม้แต่เพียงนิดหน่อย และจงทำให้มีสิ่งปิดป้องกำบังระหว่างเจ้ากับอัลลอฮ์(ซ.บ.) แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่เบาบาง
17. ในความโปรดปรานทุกอย่างล้วนมีสิทธิอยู่ ณ อัลลอฮ์(ซ.บ.) ผู้ใดกระทำหน้าที่ตามสิทธินั้นๆ เขาก็จะได้รับมัน ผู้ใดริดรอนสิทธินั้นๆ ก็จะเป็นอันตราย เพราะพลาดโอกาสจากความโปรดปรานนั้นๆ
18. งานที่ดีที่สุดมักจะเป็นงานที่เจ้าต้องฝืนใจของเจ้ากระทำเสมอ
19. ความขมขื่นที่มีในโลกนี้ คือความหวานชื่นในโลกหน้า และความหวานชื่นในโลกนี้คือความขมขื่นในโลกหน้า
20. บุตรของอาดัมเอ๋ย จงเป็นทายาทของตนเองกับทรัพย์สินของตนเอง และจงทำงานไปกับทรัพย์สินนั้นๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์อันควรแก่การที่คนที่มาทีหลังเจ้าจะสามารถทำงานไปกับมันได้
21. ถ้าท่านยากจน ก็จงทำการค้ากับอัลลอฮ์(ซ.บ.)ด้วยการบริจาค
22. คนที่หวงแหนคนรักของตน จะไม่ล่วงประเวณีเป็นอันขาด
23. พวกเจ้าจงยำเกรงกับการประพฤติที่เป็นการทรยศต่ออัลลอฮ์(ซ.บ.)ในยามที่อยู่ตามลำพัง เพราะผู้ทรงมองเห็นคือผู้ตัดสิน
24. บาปที่รุนแรงที่สุด ได้แก่การกระทำที่เจ้าตัวดูแคลนว่าเป็นเรื่องเล็ก
25. การให้อภัยคืออาภรณ์ประจำตัวของคนจน การขอบคุณคืออาภรณ์ติดตัวของคนรวย(1)
----------------------------------------------------------
(1)สุภาษิตสั้นๆ เหล่านี้ ล้วนนำมาจากหนังสือ นะฮญุลบะลาเฆาะฮ์
บ่อยครั้งเหลือเกินที่มีการถามแบบรุกไล่ท่านอะมีรุลมุมินีน(อ)ด้วยคำถามที่ยาก แต่ท่านก็สามารถตอบได้อย่างทันท่วงทีและสละสะสวย มีความลึกซึ้งอยู่ในคำตอบอย่างน่าสังเกตุ บางครั้งท่านต้องตอบคำถามของนักปราชญ์
คริสเตียนและพวกยิว ปรากฏว่าคนเหล่านั้นต่างมีความฉงนใจในคำตอบยิ่งนัก เมื่อมาถามท่านอะมีรุลมุมินีน(อ)
ดังตัวอย่างการตอบคำถามของท่านต่อไปนี้
มีชาวอาหรับชนบทคนหนึ่งเข้าพบท่านอะมีรุลมุมินีน(อ) แล้วกล่าวว่า “ฉันเห็นสุนัขตัวหนึ่งร่วมเพศกับแพะตัวหนึ่ง แล้วมันก็มีลูกออกมา บทบัญญัติในเรื่องนี้จะว่าอย่างไร?”
ท่านอิมามอะลี(อ)ตอบว่า “จงพิจารณาดูในเวลากิน หากมันกินเนื้อ มันก็คือสุนัข แต่ถ้ามันกินหญ้า มันก็คือแพะ”
ชาวอาหรับชนบท “ฉันเห็นมันในบางครั้งก็กินหญ้า และในบางครั้งก็กินเนื้อ”
อิมาม(อ) “จงดูในการดื่ม หากมันดื่มอย่างแพะ มันคือแพะ แต่หากมันตวัดลิ้นดื่มอย่างสุนัขมันก็คือสุนัข”
ชาวอาหรับชนบท “ฉันเห็นมันดื่มอย่างนั้นบ้าง และดื่มอย่างนี้บ้าง”
อิมาม(อ) “ก็จงดูมันในเวลาเดินกับสัตว์เลี้ยงอื่นๆ ถ้าสัตว์นั้นๆ เดินช้ากว่ามันๆ คือสุนัขแต่ถ้าสัตว์เลี้ยงนั้นๆ เดินเร็วกว่าหรือพอๆ กัน มันคือแพะ”
ชาวอาหรับชนบท “ฉันเห็นมันทั้งสองพอๆ กัน”
อิมาม(อ) “จงพิจารณาดูในเวลานั่ง หากมันคุกเข่าหมอบ มันคือแพะ แต่หากมันใช้เท่ายันมันคือสุนัข”
ชาวอาหรับชนบท “ฉันเห็นมันทั้งสองอย่าง”
อิมาม(อ) “จงเชือดมันดู หากมันมีกระเพาะมันคือแพะ แต่ถ้ามันมีลำไส้ใหญ่เท่านั้น มันคือสุนัข”
คนอาหรับชนบทผู้นั้นก็ยอมรับฟังเนื่องจากความละเอียดพิสดารที่ท่านอิมามอะลี(อ)ให้คำตอบนั่นเอง(1)
-------------------------------------------------
(1) เกาะฎอ อะมีริลมุมีนีน ของชัยค์ฮูเซน ซะฟาอี
มีชายคนหนึ่งถูกนำตัวมาหาท่านอุมัร บินค็อฎฎอบ เพราะเขาเที่ยวออกประกาศกับคนทั้งหลายที่ถามถึงความเป็นอยู่ของเขาว่า “ท่านเป็นอย่างไรบ้าง?”
แล้วเขาตอบว่า “ฉันก็มีความเป็นอยู่ที่ดี เพราะว่าฉันได้กลายเป็นผู้ที่ชอบของฟิตนะฮ์ (ไม่ดีหรือทดสอบจากอัลลอฮ์) ฉันกลายเป็นผู้รังเกียจความจริง ฉันเชื่อถือพวกยิวและพวกนะศอรอ (คริสเตียน) ฉันศรัทธาในสิ่งที่ฉันมองไม่เห็น ฉันจะยึดมั่นในสิ่งที่ยังไม่ถูกสร้างมา”
ดังนั้น ท่านอุมัรจึงส่งชายคนนี้ไปหาท่านอิมามอะลี(อ) เมื่อมาถึงท่านอุมัรก็ได้เล่าเรื่องราวจากคำพูดของชายคนนั้น
ท่านอะลี(อ)ได้กล่าวว่า “ชายคนนั้นพูดถูก ที่เขารักของฟิตนะฮ์ ก็เพราะอัลลอฮ์ (ซ.บ.) กล่าวว่า อันที่จริงทรัพย์สินและลูกๆ ของสูเจ้าเป็นของทดสอบ และที่เขารังเกียจความจริงนั่น ก็หมายความว่า ความตายตามที่อัลลอฮ์ (ซ.บ.) บอกว่า “ความตายจะมาในฐานะเป็นความจริง” ที่เขาเชื่อพวกยิวกับพวกนะศอรอนั้น ก็เพราะอัลลอฮ์ทรงมีโองการว่า “พวกยิวกล่าวว่า พวกนะศอรอนั้นมิได้ตั้งอยู่กับสิ่งอันใดเลย” และพวกนะศอรอก็กล่าวว่า พวกยิวก็มิได้ตั้งอยู่กับอะไรเลย ที่ว่าเขาศรัทธาในสิ่งที่เขามองไม่เห็นก็หมายความว่า เขาศรัทธาในอัลลอฮ์(ซ.บ.)นั่นเอง ที่ว่าเขายึดมั่นในสิ่งที่ยังไม่ถูกสร้างก็หมายความว่า เขายึดมั่นในยามอวสาน”
ท่านอุมัรกล่าวว่า “ข้าขอความคุ้มครองจากอัลลอฮ์ (ซ.บ.) ให้พ้นจากความหลงผิดในยามที่ไม่มีอะลี (อ) อยู่ด้วย” (2)
------------------------------------------------------------------------------------
(2)นูรุล อัลศ็อร ของชิบลันญี หน้า 79
ท่านกะอับ อัลอะห์บารี ได้ถามท่านว่า “โอ้ บิดาของฮะซัน (อิมามอะลี (อ)) จงบอกข้าพเจ้าซิว่า ใครคือคนที่ไม่มีพ่อ ใครคือคนที่ไม่มีญาติ ใครคือคนที่ไม่มีทิศทางสำหรับตน?”
ท่านอิมามอะลี(อ)กล่าวว่า “คนที่ไม่มีพ่อ ได้แก่ อีซา (อ) คนที่ไม่มีญาติได้แก่ อาดัม (อ) คนทีไม่มีทิศทางสำหรับตนได้แก่ อาคารแห่งอัลลอฮ์ (ซ.บ.)(บัยตุลฮะรอม)”
เขาพูดอีกว่า “จงบอกข้าพเจ้าว่า ในของสามอย่างที่ไม่ปฏิสนธิในครรภ์และมิได้ออกมาจากเรือนร่าง?”
อิมาม(อ)ตอบว่า “ไม้เท้าของมูซา (อ) อูฐของชาวษะมูด และแกะของอิบรอฮีม (อ) จงถามมาเถิดกะอับ”
เขากล่าวอีกว่า “โอ้ บิดาของฮะซัน ยังมีอยู่อย่างหนึ่ง ถ้าหากท่านตอบได้ แสดงว่าท่านเป็นเลิศอย่างแน่แท้”
อิมาม(อ)พูดว่า “ถามมาเถิด กะอับ”
เขาถามว่า “สุสานที่เคลื่อนที่ไปกับเจ้าของคืออะไร?”
อิมาม(อ)ตอบว่า “นั่นคือ ท่านยูนุส (อ) บุตรของมะตา ในขณะที่อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ขังเขาไว้ในท้องปลาตัวใหญ่” (3)
------------------------------------------------
(3) เล่มเดิม
ชาวยิวคนหนึ่งได้ถามท่านอิมามอะลี(อ)ว่า “จงบอกข้าพเจ้า มาซิว่า อะไรที่มิได้เป็นของอัลลอฮ์ (ซ.บ.) และอะไรที่มิได้มาจากอัลลอฮ์ (ซ.บ.) และอะไรที่อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ไม่ทรงรู้?”
อิมาม(อ)กล่าวว่า “สำหรับสิ่งที่อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ไม่ทรงรู้นั้น ก็คือสิ่งที่พวกยิวในหมู่ชนของท่านพูดกันเองว่า แท้จริงอุซัยร์เป็นบุตรของอัลลอฮ์ (ซ.บ.) แท้จริงอัลลอฮ์ (ซ.บ.) ไม่ทรงรู้เรื่องการมีบุตรของพระองค์ สำหรับสิ่งที่ท่านพูดว่ามิได้เป็นของอัลลอฮ์ (ซ.บ.) นั้น ก็คืออัลลอฮ์ (ซ.บ.) ทรงไม่มี
สิ่งตั้งภาคีเสมอพระองค์ ที่ว่ามิได้มาจากอัลลอฮ์(ซ.บ.)นั้น ได้แก่ความอธรรมต่อปวงบ่าวนั้นมิได้มาจากอัลลอฮ์(ซ.บ.)”
ยิวคนนั้นถึงกับกล่าวว่า “ข้าฯขอปฏิญานตนว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ (ซ.บ.) และแท้จริงมุฮัมมัด (ศ) เป็นศาสนทูตของอัลลอฮ์ (ซ.บ.)” (4)
----------------------------------------------------
(4) อัต-เตาฮีด หน้า 377
หัวหน้าของพวกยิวคนหนึ่งกล่าวว่า “บรรดามุสลิมแอบอ้างว่า อะลี (อ) เป็นคนที่ถกเถียงปัญหา และมีความรู้มากกว่าคนทั้งหมด ท่านทั้งหลายจงพาข้าไปหาอะลี (อ) ซิเพื่อข้าฯจะได้ถามเขาในคำถามที่เขาต้องตอบผิดแน่ ๆ”
แล้วพวกเขาก็เข้ามาหาท่านอิมามอะลี(อ)
ชายคนนั้นกล่าวว่า “โอ้ อะมีรุลมิมินีน ข้าฯต้องการจะถามปัญหาท่านสักข้อ”
อิมาม(อ)กล่าวว่า “จงถามข้าฯได้ตามที่ท่านต้องการ”
เขาถามว่า “โอ้ อะมีรุลมุมินีน พระผู้อภิบาลของเรามีมาตั้งแต่เมื่อไหร่?”
อิมาม(อ)ตอบว่า “โอ้ ชาวยิวเอ๋ยคำว่า มีมาตั้งแต่เมื่อไหร่นั้น เขาใช้สำหรับผู้ที่เคยไม่มีมาก่อนแล้วมีขึ้นมา ในเมื่อพระองค์คือผู้ทรงมี ที่ไม่ใช่มีขึ้นมาอย่างการก่อตัว ทรงมีอยู่โดยที่ไม่มีวิธีการในการมี
ชาวยิวเอ๋ย คำว่าทรงมีมาก่อนจะใช้กับพระองค์ได้อย่างไร ในเมื่อทรงมีมาก่อน ก่อนการมีอย่างชนิดอย่างชนิดที่ไม่มีจุดคาดหมายและไม่มีที่สิ้นสุด เป็นจุดแห่งความคาดหมายที่ตัดขาด
จากจุดแห่งความคาดหมายใด ๆ ทั้งปวง เพราะพระองค์คือ จุดแห่งความคาดหมายของจุดแห่งความคาดหมายทั้งหลาย”
ชาวยิวผู้นั้นกล่าวว่า “ข้าฯขอปฏิญานว่า ศาสนาของท่านเป็นสัจธรรมและแนวทางอื่นที่ขัดแย้งกับสิ่งนี้ ย่อมเป็นโมฆะทั้งสิ้น” (5)
-----------------------------------------------------------------------------
(5) อัตเตาฮีด หน้า 176
รายงานจากท่านซัลมาน อัลฟาริซี (ขออัลลอฮ์(ซ.บ.)ทรงประทานความเมตตาแก่ท่าน) ได้เล่าประวัติที่ยืดยาวเรื่องหนึ่งในตอนที่ท่านญาษิลีกได้เดินทางเข้ามายังเมืองมะดีนะฮ์พร้อมกับพวกคริสเตียนอีกจำนวนนับร้อยคน หลังจากการวายชนม์ของท่านนบี(ศ) เขาได้ถามท่านอะบูบักรเกี่ยวกับปัญหาต่าง ๆ แต่ท่านอะบูบักรก็มิได้ตอบเขาแต่อย่างใด จากนั้นเขาก็ถูกแนะนำให้ไปหาท่านอะลี อะมีรุลมุมินีน(อ)แล้วเขาก็ถามท่านอิมาม(อ) ก็ตอบส่วนหนึ่งของเรื่องที่ถามกันก็คือ
เขาถามว่า “จงบอกข้ามาซิว่า พระพักตร์ของพระผู้อภิบาลผู้ทรงสูงสุดเป็นอย่างไร?”
ท่านอิมาม(อ)ก็ได้จัดการหาไฟและฟืนมาจุด ครั้นพอมันลุกโชติช่วงแล้ว อิมาม(อ)ก็กล่าวว่า “ใบหน้าของไฟกองนี้อยู่ที่ไหน?”
เขาตอบว่า “ใบหน้าของมันมีอยู่ทุกทิศ”
อิมาม(อ)กล่าวว่า “นี่เพียงแค่ไฟที่ถูกจุด ถูกจัดแต่งสร้างสรรค์ขึ้นมาก็ไม่มีใครสามารถจะรู้จักใบหน้าของมันได้ แล้วเทียบกันได้อย่างไรกับผู้ทรงสร้างมันขึ้นมาที่ไม่มีส่วนคล้ายคลึงกับมันเลย แต่ทั้งทิศตะวันออกและทิศตะวันตก ล้วนเป็นของอัลลอฮ์ (ซ.บ.) ดังนั้นไม่ว่าพวกท่านจะหันหน้าไปทางไหนก็เท่ากับพบพระพักตร์ของอัลลอฮ์ (ซ.บ.) ไม่มีสิ่งซ่อนเร้นใด ๆ ซ่อนเร้นจากพระผู้อภิบาลของเราได้” (6)
--------------------------------------------------------------------------
(6) อัตเตาฮีด หน้า 182(5) อัตเตาฮีด หน้า 176
บ่อยครั้งที่ปัญหาอันยุ่งยาก และลำบากในการพิจารณาตัดสินได้ถูกนำมาเสนอแก่ท่านอิมามอะลี(อ) ซึ่งล้วนแต่เป็นปัญหาที่ต้องใช้กำลังทางด้านความคิดอย่างสูง ที่ปัญหาต่างๆ เหล่านี้ถูกนำขึ้นมาเสนอแก่ท่านก็เป็นเพราะว่าท่านคือ ผู้ตัดสินปัญหาที่ชาญฉลาด และสามารถบอกเล่ารายละเอียดต่าง ๆ ได้ดีที่สุด นี่มิได้เป็นเรื่องที่เกินเลยจากความจริงแต่ประการใด ในเมื่อท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)ได้เคยกล่าวถึงท่านไว้ว่า
“ท่านทั้งหลายจงให้อะลี(อ) เป็นผู้ตัดสินปัญหา”
ท่านอิบนุซะอ์ด และนักปราชญ์อีกหลายท่านได้รับรายงาน มาจากท่านอะลี(อ)ว่า
“เมื่อครั้งที่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)ได้ส่งฉันไปปกครองเมืองยะมันนั้น ฉันได้กล่าวว่า
“โอ้ ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ) ท่านได้ส่งฉันไปปกครองเมือง
ยะมันทั้ง ๆ ที่ฉันยังเป็นคนหนุ่ม ฉันจะไปพิจารณาตัดสินปัญหาในระหว่างพวกเขาได้อย่างไร ในเมื่อฉันยังไม่มีความรู้ในเรื่องการตัดสินปัญหา”
ท่านได้ตบมาที่หน้าอกของฉันด้วยมือของท่าน แล้วกล่าวว่า
“ข้าแต่อัลลอฮ์(ซ.บ.)ขอได้โปรดชี้นำหัวใจของเขาและจงทำให้วาจาของเขามั่นคง ขอสาบานต่อพระผู้ซึ่งทรงผลิเมล็ดพืช ฉันไม่เคยสงสัยแต่ประการใดกับการตัดสินปัญหาใด ๆ ของคู่กรณีทั้งสองฝ่าย”(1)
-------------------------------------------------------------------------------------------
(1) อัฏเฏาะบะกอด อัลกุบรอ เล่ม 2 หน้า 100
เรามีหนังสือหลายเล่มที่บันทึกเกี่ยวกับเรื่องการตัดสินปัญหาของ
ท่านอะลี(อ) แต่เราจะนำมันมาเสนอเพียงบางส่วน
(1)
ท่านชะรีฮ์ ได้กล่าวว่า “ฉันดำรงตำแหน่งเป็นผู้พิพากษา ในสมัยของท่านอุมัร บินค็อฏฏอบ
วันหนึ่งมีชายคนหนึ่งมาหาฉันแล้วกล่าวว่า
“โอ้ อะบูอุมัยยะฮ์ มีชายคนหนึ่งได้มอบผู้หญิงสองคนให้แก่ข้าฯ คนหนึ่งนั้นเป็นอิสรชน
ส่วนอีกคนหนึ่งเป็นเชลย ซึ่งฉันได้ให้ทั้งสองคนอยู่ในบ้านเดียวกัน วันหนึ่งทั้งสองคนได้คลอดบุตรเป็นบุตรชายหนึ่ง เป็นบุตรหญิงหนึ่ง แต่ทั้งสองต่างก็อ้างว่าเด็กผู้ชายเป็นบุตรของตน และต่างคนก็ปฏิเสธที่จะรับเด็กผู้หญิง ขอให้ท่านได้โปรดตัดสินไปตาม หลักเกณฑ์การตัดสินของท่านในเรื่องของคนทั้งสองนี้ด้วยเถิด”
แต่ฉันไม่มีปัญญาตัดสินปัญหาระหว่างคนทั้งสองนี้แต่ประการใด ฉันจึงไปหาท่านอุมัร
แล้วฉันก็ได้เล่าเรื่องราวให้ท่านฟัง
ท่านถามว่า “แล้วท่านตัดสินไปอย่างไร?”
ฉันตอบว่า “ถ้าหากฉันสามารถตัดสินได้ เรื่องอะไรฉันจะมาหาท่าน”
ดังนั้นท่านอุมัรจึงรวบรวมบรรดาสาวกทั้งหมดของท่านนบี(ศ) มาประชุม และสั่งให้ฉันเล่าเรื่องที่ฉันได้บอกเล่าท่านไปแล้วแก่คนเหล่านั้น และท่านได้หารือกับคนเหล่านั้น ซึ่งทุกๆ คนต่างก็ให้ความเห็นมาที่ฉันบ้าง ที่ท่านอุมัรบ้าง
ท่านอุมัรกล่าวว่า “แต่ฉันรู้จักผู้ที่ให้ทางออกแก่ปัญหานี้ได้”
พวกเขากล่าวว่า“ท่านพูดอย่างนี้คงจะหมายถึงบุตรของอะบีฎอลิบหรือ?”
ท่านกล่าวว่า “ถูกแล้ว แล้วจะดำเนินการอย่างไร?”
พวกเขาตอบว่า “ท่านก็ส่งคนไปเชิญตัวเขามาหาท่านได้”
ท่านกล่าวว่า “ไม่ได้ ศักดิ์ศรีของตระกูลบนีฮาชิมมีอยู่ที่เขา แหล่งที่มาแห่งความรู้ก็อยู่ที่เขา
เขาควรจะถูกไปหามิใช่จะเป็นฝ่ายมาหา เพราะวิทยปัญญาอยู่ที่บ้านของเขา ดังนั้นพวกท่านจงลุกขึ้นไปหาเขาพร้อมกับเรา”
แล้วเราก็มาหาท่านอะมีรุลมุมินีน(อ) ขณะนั้นเราได้พบว่า เขาซบอยู่กับฝาบ้านแล้วอ่านโองการที่มีใจความว่า
“มนุษย์คิดหรือว่า ตนจะถูกทอดทิ้งอย่างไร้ความหมาย”
แล้วท่านก็ร้องไห้ พวกเรารั้งรออยู่จนกระทั่งท่านหยุดร้อง จากนั้นก็ขออนุญาตเข้าไปหาท่าน แล้วท่านก็ได้ออกมาหาพวกเราทั้งๆ ที่ท่านใส่เสื้อคลุมที่มีแขนครึ่งเดียว ท่านได้หันหน้าไปหาท่านอุมัร แล้วกล่าวว่า
“มีอะไรในการมาของท่านหรือ ?”
ท่านอุมัรหันกลับมา แล้วสั่งให้ฉันเล่าเรื่องราวให้ท่านอะลี(อ)ฟัง
อิมาม(อ)ถามว่า “แล้วท่านตัดสินไปอย่างไร?”
ฉันตอบว่า “ฉันไม่มีปัญญาแก้ปัญหานี้”
แล้วท่านก็หยิบของสิ่งหนึ่งมาจากพื้นดิน แล้วกล่าวว่า
“การตัดสินปัญหานี้ง่ายกว่าสิ่งนี้เสียอีก”
ต่อจากนั้นท่านได้สั่งให้นำผู้หญิงทั้งสองคนมา และท่านได้นำภาชนะอย่างหนึ่งมาด้วย แล้วท่านก็มอบให้ผู้หญิงคนหนึ่ง พลางกล่าวว่า “จงบีบน้ำนมลงในนี้ซิ”
แล้วนางก็บีบน้ำนมของนางลงในนั้น แล้วท่านก็เอาไปชั่งดูน้ำหนักและมอบภาชนะอีกอันหนึ่ง พลางกล่าวว่า “จงบีบน้ำนมลงในนี้ซิ”
เมื่อนางบีบน้ำนมลงในภาชนะแล้ว ท่านก็เอาไปชั่งดูน้ำหนักอีก แล้วท่านก็กล่าวแก่คนที่มีน้ำนมน้ำหนักเบาว่า “เจ้าจงรับเอาลูกที่เป็นผู้หญิงของเจ้าไป”
และกล่าวแก่คนที่น้ำหนักน้ำนมหนักว่า “เจ้าจงรับเอาลูกผู้ชายไป”
แล้วท่านก็หันไปหาท่านอุมัร พลางกล่าวว่า “ท่านยังไม่รู้ใช่ไหมว่าอัลลอฮ์ (ซ.บ.) ได้กำหนดส่วนได้ของผู้หญิงเพียงครึ่งหนึ่งของผู้ชาย กล่าวคือทรงบันดาลให้สติปัญญาและมรดกของนางมีน้อยกว่าของผู้ชาย ทำนองเดียวกัน นมที่จะให้แก่เด็กที่เป็นผู้หญิงก็มีอัตราน้อยกว่าของเด็กผู้ชาย”
ท่านอุมัรกล่าวว่า “แน่นอนที่สุด ความรู้ของท่านเป็นสัจธรรม แต่ทว่าพวกของท่านยังโง่อยู่ โอ้บิดาของฮะซัน”
อิมาม(อ)กล่าวว่า “ไม่เป็นไร โอ้บิดาของฮัฟเศาะฮ์ แท้จริงวันแห่งการตัดสินนั้นถูกกำหนดไว้แล้ว” (2)
-------------------------------------------------------------
(2) เกาะฎอ อะมีริลมุมินีน (อ) ของตุชตะรี หน้า 121
(2)
ท่านอะมีรุลมุมินีน(อ)ถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับกรณีที่ชายคนหนึ่งตีชายอีกคนตรงที่สำคัญ คนที่ถูกตีได้อ้างว่า เขามองอะไรไม่เห็นเลย และไม่รู้สึกว่าจะได้กลิ่นอะไรอีกเลย และลิ้นก็หมดความรู้สึกไปเสียเฉยๆ
อิมาม(อ)กล่าวว่า “ถ้าหากเขาพูดความจริง เขาก็จะได้รับค่าทำขวัญ
3 กรณี
มีคำถามขึ้นว่า “แล้วจะรู้ว่าเขาพูดความจริงได้อย่างไรเล่า
ท่านอะมีรุลมุมินีน?”
อิมาม(อ)ตอบว่า “ที่เขาอ้างว่า เขาไม่รู้สึกได้กลิ่นอะไรเลยนั้น ก็จงเอาดินชนวนเข้าไปใกล้เขาดู คือถ้าเป็นเหมือนอย่างที่เขาพูด เขาก็จะดมมันได้เฉย ๆ มิฉะนั้นแล้วเขาจะเวียนศีรษะ และน้ำตาจะไหลออกมา ส่วนที่เขาอ้างในเรื่องตาทั้งสองข้างของเขานั้น ก็จงให้เขาแหงนใบหน้าให้ดวงอาทิตย์ตรงกับตาทั้งสอง ถ้าเขาโกหกเขาจะลืมตาไม่ได้เลย แต่ถ้าเขาพูดความจริงเขาจะสามารถเปิดนัยน์ตาทั้งสองข้างดูได้เฉย ๆ ส่วนกรณีที่เขาอ้างในเรื่องลิ้นก็ให้เอาเข็มจิ้มลิ้นลงไปดู คือถ้าหากเลือดที่ออกมาเป็นสีแดง หมายความว่าเขาโกหก แต่ถ้าเลือดที่ออกมาเป็นสีดำ นั่นหมายความว่าเขาพูดความจริง
(3)
ท่านอิมามศอดิก(อ)ได้กล่าวไว้ว่า ในสมัยของท่านอะลี(อ) มีชายคนหนึ่งมุ่งมาจากทางภูเขา
พร้อมกับถกเถียงกับคนรับใช้ของตนมาระหว่างทางเพราะเหตุว่าผู้เป็นนายจ้างตีเขาเนื่องจากเขาทำความผิด
เขาผู้นั้นกล่าวว่า “เธอมิได้เป็นนายจ้างของฉัน ฉันเองต่างหากที่เป็นนายจ้างของเธอ ต่างฝ่ายต่างก็อ้างกันอย่างนี้”
จนในที่สุดฝ่ายหนึ่งก็กล่าวขึ้นว่า “แล้วจะได้เห็นดีกัน ให้พวกเราไปถึงเมืองกูฟะฮ์ก่อนเถอะ เจ้าศัตรูของอัลลอฮ์ (ซ.บ.) แล้วฉันจะพาเจ้าไปพบท่านอะมีรุลมุมินีน (อ)”
ครั้นเมื่อคนทั้งสองมาถึงเมืองกูฟะฮ์ ต่างก็มาหาท่านอะมีรุลมุมินีน(อ) คนที่ตีคนรับใช้ก็กล่าวขึ้นว่า “นี่คือเด็กรับใช้ของฉัน เขากระทำความผิด ฉันจึงตีเขาแล้วเขาก็ตะคอกใส่ฉัน”
อีกคนหนึ่งกล่าวว่า “ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮ์ (ซ.บ.) เขานั่นแหละที่เป็นคนรับใช้ของฉัน ความจริงท่านพ่อของฉันได้ส่งเขามาร่วมเดินทางกับฉัน เพื่อสอนให้ฉันเรียนรู้ แต่เขากลับตะคอกใส่ฉันเพื่อจะเอาทรัพย์สินของฉันไป”
ผู้เล่ารายงานนี้กล่าวว่า จากนั้นคนนี้ก็สาบาน คนนั้นก็สาบาน คนนี้ก็กล่าวหาคนนั้น คนนั้นก็กล่าวหาคนนี้
อิมาม(อ)จึงกล่าวว่า “ท่านทั้งสองจงหยุดกันก่อน ในค่ำคืนนี้ฉันจะตัดสินท่านทั้งสองเอง
แน่นอนว่าจะไม่มีการตัดสินอย่างอื่นเกิดขึ้นนอกจากความเป็นธรรมอย่างแท้จริง”
ครั้นในเวลาต่อมาท่านอะมีรุลมุมินีน(อ)ก็กล่าวแก่กัมบัรว่า “จงเจาะรูที่ฝาผนัง สักสองรู”
เมื่อถึงเวลาตอนเช้า อิมาม(อ)ก็ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยจนดวงอาทิตย์ขึ้นสูงแล้ว ชายทั้งสองคนก็เข้ามา บรรดาประชาชนทั้งหลายก็มาชุมนุมกัน พลางกล่าวว่า “แน่นอน กรณีพิพาทที่เกิดขึ้นในคราวนี้ ไม่เคยประสบแก่ท่านมาก่อนเลย ท่านจึงยังไม่ออกมา”
อิมาม(อ)ได้กล่าวแก่คนทั้งสองว่า “เจ้าทั้งสองจะว่าอย่างไรกัน?” ว่าแล้วท่านก็พูดกับคนทั้งสองว่า “จงออกกันไปเถิด ฉันยังมองไม่เห็นว่าใครคนไหนที่พูดความจริง”
จากนั้นท่านก็กล่าวกับชายคนหนึ่งว่า “จงเอาศีรษะของเจ้าลอดเข้าไปในรูนี้ซิ”
ต่อจากนั้นท่านก็พูดกับกัมบัรว่า “จงไปเอาดาบของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ) มาให้ฉันซิกัมบัร เพื่อฉันจะได้รีบฟันคอ เจ้าคนที่เป็นคนรับใช้ในจำนวนสองคนนี้เสีย”
ทันใดนั้นเอง คนรับใช้ก็รีบเอาศีรษะออกทันที ส่วนอีกคนหนึ่งก็ยังคงอยู่อย่างเดิมในรู
อิมาม(อ)ได้กล่าวว่า “เจ้าใช่ไหมที่แอบอ้างว่าตัวเองไม่ได้เป็นคนรับใช้?”
เขาตอบว่า “ใช่แล้ว แต่ทว่าเขาตีฉันและเข้มงวดกับฉัน”
แล้วท่านอะมีรุลมุมินีน(อ)ก็ได้อบรมแก่เขา และปล่อยเขาไปกับเจ้านายตามเดิม
(4)
มีหญิงคนหนึ่งมาหาท่านอุมัร บินค็อฏฏอบ ซึ่งผู้หญิงคนนี้ได้นำตัวชายหนุ่มชาวคริสเตียนคนหนึ่งมาด้วย และนางมีความใคร่กับชายหนุ่มคนนั้น แต่เมื่อเขาไม่ได้ทำให้นางพอใจ นางก็ต้องการจะหาเรื่องใส่เขา คือนางได้เอาไข่ฟองหนึ่งมาทำให้แตกใส่ลงบนผ้าของนาง และเปื้อนตรงบริเวณขาของนาง แล้วนางก็มาหาท่านอุมัรพร้อมกับทำเสียงตื่นตระหนกว่า
“ผู้ชายคนนี้ปลุกปล้ำฉัน เขาทำให้ฉันต้องขายหน้าพวกพ้องของฉัน และนี่คือร่องรอยจากการกระทำของเขา”
ท่านอุมัรก็ซักถามบรรดาสตรีซึ่งพวกนางก็บอกว่า
“แท้จริงที่ร่างกายของนาง และเสื้อผ้าของนางนั้นเป็นคราบอสุจิ”
ท่านจึงคิดที่จะลงโทษชายหนุ่มชาวคริสเตียนคนนั้น ชายหนุ่มก็เลยขอร้องให้ท่านช่วยเหลือ และกล่าวว่า
“ท่านโปรดพิสูจน์ความจริงในเรื่องของข้าพเจ้าเถิด
ขอสาบานต่ออัลลอฮ์(ซ.บ.)ว่า ข้ามิได้กระทำความชั่ว และไม่มีจิตเสน่หานางเลย เพียงแต่นางนั่นเองที่ชอบเย้ายวนอารมณ์ของข้า ซึ่งข้าก็ข่มใจไว้ได้”
ท่านอุมัรกล่าวว่า “โอ้บิดาของฮะซัน ท่านมีความเห็นในเรื่องนี้อย่างไร?”
ท่านอิมามอะลี(อ)ก็มองไปที่ผ้าของนาง และสั่งให้เอาน้ำที่ร้อนจัดมา จากนั้นท่านก็รดน้ำร้อนลงบนผ้า ซึ่งไข่ขาวนั้นก็กลายเป็นของแข็ง จากนั้นท่านก็เอามาดมและลิ้มรสดู แล้วท่านก็ทราบในรสของมัน ผู้หญิงคนนั้นก็พ่ายแพ้และยอมรับผิด
(5)
อิมามอะลี(อ)ได้พบชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังร้องไห้อยู่ และรอบๆ เขานั้นมีคนพวกหนึ่งกำลังปลอบให้เขาสงบเงียบ เรื่องของเขามีอยู่ว่า บิดาของชายคนนั้นออกเดินทางไปกับคนพวกหนึ่ง
ต่อมาพวกเขาก็อ้างว่า บิดาของเขาเสียชีวิตแล้ว และพวกเขาก็โกงทรัพย์สินของบิดาของเขาด้วย ทั้งๆ ที่บิดาของเขามีทรัพย์สินมากมาย และท่านชะรีฮ์ซึ่งเป็นผู้พิพากษาก็ได้ตัดสินความนิรโทษพวกเขาแล้วด้วย
อิมาม(อ) จึงดำเนินการเรียกหาผู้ชายเหล่านั้น และขอเจ้าหน้าที่ฝ่ายตรวจการมาด้วย และท่านได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่สองคนอยู่ประจำชายเหล่านั้นทุก ๆ 1 คน แล้วท่านก็แยกพวกเขาให้เข้ามา และเพ่งมองที่ใบหน้าพลางกล่าวกับพวกเขาว่า
“พวกเจ้าจะว่าอย่างไร ฉันยังไม่รู้เลยว่าพวกเจ้ากระทำอะไรลงไปกับบิดาของชายผู้นี้อย่างไรบ้าง”
ต่อจากนั้นท่านอิมาม(อ)ก็สั่งให้พวกเขาแยกตัวออกจากกัน(3)
---------------------------------------------------------------------------------------------
(3) ท่านอะลี (อ) เป็นคนแรกที่ใช้หลักการแยกตัวผู้ต้องหาออกจากกัน
และท่านได้สั่งให้นำขึ้นไปบนแท่นสูงของมัสยิดทีละคน ต่อจากนั้นท่านได้สั่งให้อับดุลลอฮ์ บินอะบีรอฟิอ์ บันทึกคำให้การ แล้วท่านได้กล่าวแก่ประชาชนว่า
“ถ้าหากฉันกล่าวตักบีร (ให้ความเกรียงไกรแด่อัลลอฮ์ ซ.บ.) ก็ขอให้พวกท่านกล่าวตาม
แล้วท่านก็เรียกเขาเหล่านั้นมาถามทีละคน ด้วยคำถามว่าออกจากบ้านในวันอะไร เดือนอะไร ปีอะไร บิดาของชายหนุ่มคนนี้ตายที่ไหน ป่วยด้วยโรคอะไร ป่วยอยู่นานเท่าใด มีใครอยู่ดูแล ตอนที่เขาป่วย และตายในวันอะไร ใครเป็นคนห่อกะฟั่น (ผ้าห่อศพตามศาสนบัญญัติ) ใครเป็นคนนมาซให้ ใครเป็นคนนำศพลงในหลุ่ม ?”
และชายคนนั้นก็ตอบคำถามเหล่านี้
ครั้นเมื่อถามคำถามต่างๆ เสร็จแล้วท่านอะลี(อ)ก็ได้กล่าว “ตักบีร” บรรดาสาวกทุกคนก็กล่าวตาม พวกที่ยังเหลืออยู่ก็คิดด้วยความฟุ้งซ่าน และแน่ใจว่าพวกพ้องของตนต้องให้การพาดพิงมายังพวกตนและตัวของเขาเองแน่แล้ว อิมาม (อ) ยังได้ออกคำสั่งให้นำชายคนนั้นไปขังไว้
ต่อจากนั้นท่านก็เรียกคนต่อไป แล้วกล่าวกับเขาว่า
“เจ้าอย่าได้คิดว่าฉันไม่รู้ในสิ่งที่พวกเจ้ากระทำลงไปกับบิดาของชายหนุ่มคนนี้”
ชายคนนั้นกล่าวว่า “ข้าพเจ้าเองก็เหมือนกับคนพวกนั้นแหละ ข้ามีความรังเกียจที่จะฆ่าเขา”
เมื่อชายคนนี้ให้การอย่างนี้ อิมาม(อ)ก็เรียกพวกเขามาทีละคนๆ ซึ่งแต่ละคนก็ให้การในเชิงยอมรับทั้งหมด หลังจากนั้นท่านก็สั่งให้นำคนเหล่านั้นไปขังคุก เป็นอันว่าเรื่องนี้ได้เป็นที่ถูกยอมรับ แล้วท่านก็สั่งให้ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยทรัพย์สินและชีวิต(4)
------------------------------------------------------------------------------
(4) กอฎออุล อิมาม อะมีรุล มุมินีน (อ) ของชัยค์ฮุเซน อะลี อัซซะฟาอี
(6)
มีชายสองคนมาหาสตรีชาวกุเรช แล้วฝากเงินให้นางเก็บไว้ 100 ดีนาร พร้อมกับกล่าวว่า
“นางจงอย่ามอบเงินจำนวนนี้ให้แก่คนใดคนหนึ่งระหว่างเราสองคนนี้โดยเฉพาะ นอกจากในยามที่เรามาพร้อมกันเท่านั้น”
แล้วต่อมาไม่นานนัก มีคนหนึ่งในจำนวนสองคนนี้มาหานางแล้วกล่าวว่า
“เพื่อนของฉันตายเสียแล้ว นางโปรดมอบเงินจำนวนนั้นคืนให้ฉันเถิด”
นางตอบปฏิเสธ แต่ชายคนนั้นก็รบเร้านางกับครอบครัวของนาง ก็เป็นที่สุดวิสัยแก่นาง
จนกระทั่งนางต้องมอบเงินจำนวนนี้ให้เขาไป ต่อจากนั้นไม่นานชายอีกคนหนึ่งก็มาอีกแล้วกล่าวว่า
“โปรดมอบเงินจำนวนนั้นให้แก่ฉันเถิด”
นางกล่าวว่า “ก็เพื่อนของท่านมาหาข้าฯและอ้างว่าท่านตายแล้ว ข้าจึงมอบเงินจำนวนนั้นแก่เขาไป”
แล้วคนทั้งสองก็โต้เถียงกันจนเรื่องไปถึงท่านอุมัร ดังนั้นท่านอุมัรจึงลงความเห็นที่จะตัดสินเอาโทษนาง และให้นางเป็นผู้รับผิดชอบ
นางกล่าวว่า “ข้าขอปฏิญาณต่ออัลลอฮ์ (ซ.บ.) ว่า ขออย่าให้ท่านทำหน้าที่ตัดสินเรื่องของเราเลย เราจะเอาเรื่องนี้ไปหาท่านอะลี บินอะบีฎอลิบ (อ)”
ครั้นเมื่อคนทั้งสองไปหาท่านอะลี(อ) ท่านก็รู้ทันทีว่า ชายคนนี้ฉ้อโกงนาง
แล้วท่านได้กล่าวว่า “เจ้าเคยพูดใช่ไหมว่านางจงอย่ามอบเงินจำนวนนี้ให้แก่ใคร ในจำนวนเราสองคน โดยเฉพาะถ้าหากคนหนึ่งไม่มาด้วย?
เขาตอบว่า “ใช่แล้ว”
อิมาม(อ)ตอบว่า “แท้จริงเงินของเจ้ามีอยู่ที่เรา จงไปตามเพื่อนของเจ้ามาซิ เพื่อเราจะได้มอบให้แก่เจ้าทั้งสอง”
เมื่อเรื่องนี้ได้ยินไปถึงท่านอุมัร ท่านก็กล่าวทันทีว่า
“โอ้ อัลลอฮ์(ซ.บ.)ขออย่าปล่อยให้ฉันอยู่ในขณะที่ไม่มีบุตรของอะบีฎอลิบเลย”(5)
--------------------------------------------------------------------------
(5) อัล เฆาะดีร เล่ม 6 หน้า 126 อ้างจากอัล อัซกิยาอ์ ของอิบนุอัล เญาซี หน้า 18
(7)
มีหญิงสองคนต่างก็ฟ้องต่อท่านอุมัรว่า เด็กชายคนหนึ่งนั้นเป็นบุตรของนาง โดยที่หญิงทั้งสองต่างคนก็ไม่มีหลักฐานยืนยัน และไม่มีใครคัดค้านคนทั้งสองในเรื่องของเด็กคนนี้ นอกจากนางสองคนนี้เท่านั้น ดังนั้น ท่านอุมัรก็เกิดความสับสนในการตัดสินเรื่องนี้ ท่านจึงมอบเรื่องไปหาอิมามอะลี(อ)
อิมาม(อ) ก็เรียกหญิงทั้งสองเข้ามารับฟังการอบรม และสอนให้นางทั้งสองเกรงกลัวต่อจากนั้นทั้งสองก็เปิดฉากถกเถียงกัน
อิมามอะลี(อ)จึงกล่าวขึ้นในขณะที่นางทั้งสองถกเถียงกันว่า “จงเอาเลื่อยมาให้ฉันซิ”
หญิงทั้งสองกล่าวว่า “ท่านจะทำอะไรหรือ?”
อิมาม(อ)ตอบว่า “ฉันจะเลื่อยเขาออกเป็นสองส่วน เพื่อให้เธอทั้งสองได้เอาไปคนละครึ่ง”
หญิงคนหนึ่งนิ่งเงียบ
แต่คนหนึ่งกล่าวว่า “ยาอัลลอฮ์ ยาอัลลอฮ์ โอ้บิดาของฮะซัน ถ้าเป็นอย่างนั้น ฉันยอมยกเขาให้นางดีกว่า”
อิมาม(อ)จึงกล่าวว่า “อัลลอฮ์ (ซ.บ.) คือผู้ทรงเกรียงไกร นี่คือลูกชายของเธอโดยแท้ เพราะถ้าหากเป็นลูกของอีกคนนางจะต้องหวงแหน และแสดงความอาลัยรักต่อเขา”
ดังนั้นหญิงคนนั้นก็นิ่งเงียบ เพราะว่าความจริงเด็กคนนั้นเป็นของหญิงอีกคนหนึ่งและเป็นบุตรของนางจริง ข่าวนี้ได้ยินไปถึงท่านอุมัร ท่านได้ขอดุอาอ์ให้แก่ท่านอะมีรุลมุมินีน(อ)ในฐานะที่ช่วยแก้ไขปัญหา และตัดสินได้สำเร็จ(6)
--------------------------------------------------------------------
(6) อัล อิรซาด ของท่านชัยค์ มุฟีด หน้า 96
(8)
มีหญิงคนหนึ่งคลอดบุตร เมื่อตั้งครรภ์ได้หกเดือนถูกนำตัวมาหาท่านอุษมาน ท่านอุษมานเล็งเห็นว่าต้องตัดสินลงโทษนางด้วยการขว้างให้ตายอิมามอะลี(อ)จึงกล่าวว่า
“ถ้าหากนางแย้งท่านด้วยคัมภีร์ของอัลลอฮ์(ซ.บ.)ฉันก็จะแย้งท่านด้วย”
เพราะอัลลอฮ์(ซ.บ.)ทรงมีโองการว่า
“การตั้งครรภ์ของเขา และช่วงเวลาของเขาสามสิบเดือน”
แล้วทรงกล่าวอีกว่า “และมารดาทั้งหลายย่อมให้นมบุตรของตนครบสองปีบริบูรณ์ สำหรับผู้ที่ต้องการจะให้นมจนครบสมบูรณ์ ดังนั้นสองปีจึงเป็นช่วงเวลาของการให้นม หกเดือนจึงเป็นช่วงเวลาของการตั้งครรภ์”
ท่านอุษมานจึงกล่าวว่า “ถ้าเช่นนั้นก็ให้ปล่อยนางไปเถิด” (7)
--------------------------------------------------------------------------
(7) อัล มะนากิบ เล่ม 1 หน้า 501
(9)
มีคดีหนึ่งถูกส่งมาให้ท่านอุมัรตัดสิน คือคนใช้คนหนึ่งได้สังหารเจ้านายของตนตาย ดังนั้นท่านอุมัรจึงออกคำสั่งให้ฆ่าตกตามกันไป แต่อิมามอะลี(อ) ได้เรียกเขามาแล้วถามว่า “ท่านฆ่าเขาจริงหรือ?”
เขาตอบว่า “ใช่ครับ”
อิมาม(อ)ถามว่า “ท่านฆ่าเขาทำไม”
เขาตอบว่า “เขาปลุกปล้ำ และพยายามร่วมเพศกับข้าพเจ้า”
อิมาม(อ)ได้กล่าวแก่ทายาทของผู้ตายว่า “พวกท่านฝังนายของพวกท่านแล้วหรือยัง”
พวกเขาตอบว่า “ฝังแล้ว”
อิมาม(อ)ถามว่า “ฝังเมื่อไหร่?”
พวกเขาตอบว่า “ฝังไปเมื่อชั่วโมงที่ผ่านมา”
อิมาม(อ)จึงพูดกับท่านอุมัรว่า “ให้ขังเด็กรับใช้คนนี้ไว้ก่อนสักสามวันและจงอย่าพูดอะไรในเรื่องนี้ จนกว่าครบสามวันเสียก่อน”
ต่อจากนั้นท่านก็ได้กล่าวแก่ทายาทของผู้ตายว่า
“เมื่อครบสามวันแล้วพวกท่านจงมาพบข้าพเจ้าที่นี่”
ครั้นเมื่อครบสามวันแล้ว พวกเขาก็มาหาท่านอะลี(อ)
ท่านอะลี(อ)ก็จับมือท่านอุมัรออกไป จนกระทั่งถึงสุสานของผู้ตาย แล้วท่านอะลี(อ)ก็สั่งแก่ทายาทของผู้ตายว่า
“นี่คือสุสานของพวกท่านใช่ไหม ?”
พวกเขารับว่า “ใช่”
ท่านอะลี(อ)กล่าวว่า “พวกท่านจงขุดจนกระทั่งถึงหลุมชั้นในแล้วให้เอาคนตายของพวกท่านออกมา”
ดังนั้น พวกเขาได้มองไปยังผ้ากะฝั่น(ผ้าห่อศพ)ในหลุมชั้นใน แต่แล้วก็ไม่พบคนตาย พวกเขาจึงบอกท่านอะลี(อ)
ท่านอะลี(อ)กล่าวว่า “อัลลอฮ์ (ซ.บ.) คือผู้ทรงเกรียงไกร ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮ์ ฉันมิได้โกหก และไม่เคยโกหก ฉันได้ยินท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ) กล่าวว่า คนในประชาชาติของฉันไม่ว่าใครถ้าหากมีพฤติกรรมเหมือนอย่างประชาชาติของนบีลูฎ (อ) แล้วตายลงในเรื่องนี้ ก็จงรีบนำเขาลงในหลุมเสีย เพราะเมื่อเขาถูกวางในหลุมแล้ว อยู่ไม่เกินสามวันแผ่นดินจะสูบเขาไปอยู่รวมกับพวกลูฎอันเป็นพวกที่ได้รับความเสียหาย กล่าวคือ เขาจะถูกนำไปรวมอยู่กับคนเหล่านั้น” (8)
-------------------------------------------------------------------------
(8) ละอาลิล อัคบาร์ ของตุวัยซัรกานี หน้า 589
(10)
ท่านอาศิม บินฮัมซะฮ์ ได้เล่าว่า มีเด็กผู้ชายคนหนึ่งกับผู้หญิงคนหนึ่งมาหาท่านอุมัร แล้วเด็กผู้ชายคนนั้นก็กล่าวว่า
“ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮ์(ซ.บ.) นี่คือมารดาของฉันนางได้อุ้มครรภ์ฉันมาเป็นเวลาถึง 9 เดือน และนางยังได้ให้นมแก่ฉันเป็นเวลาสองปีบริบูรณ์ แต่แล้วนางก็ผละหนีจากฉัน และขับไล่ฉัน และอ้างว่านางไม่รู้จักฉัน”
แล้วก็ได้มีพี่น้องฝ่ายนางมาถึงจำนวน 4 คน และพยานฝ่ายนางอีก 40 คนมายืนยันว่า เด็กคนนี้ตั้งข้อหากลั่นแกล้งให้นางต้องได้รับความอับอายญาติพี่น้อง แท้จริงนางยังอยู่ในการดูแลของผู้ปกครอง และไม่เคยแต่งงานมาก่อน
ดังนั้น ท่านอุมัรจึงออกคำสั่งให้เฆี่ยนเด็กผู้ชายคนนั้น แต่เขาแลเห็นท่านอะลี(อ)
เขาจึงกล่าวว่า “โอ้ ท่านอะมีรุลมุมินีน (อ) จงตัดสินเรื่องระหว่างฉันกับมารดาของฉันด้วยเถิด”
ดังนั้นท่านอะลี(อ)ก็นั่งลงตรงที่นั่งของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)แล้วกล่าวว่า “แม่นางมีผู้ปกครองมาด้วยหรือ?”
นางตอบว่า “จ้ะ เขาเหล่านี้ทั้ง 4 คน คือพี่น้องของฉัน”
ท่านอะลี(อ)ได้กล่าวว่า “จะให้ฉันตัดสินเรื่องของพวกท่านและพี่น้องของพวกท่านด้วยหรือไม่?”
พวกเขากล่าวว่า “ขอยอมรับ”
ดังนั้น ท่านอะลี(อ)ได้กล่าวว่า “ข้าขอให้อัลลอฮ์ (ซ.บ.) และผู้มาร่วมชุมนุมนี้เป็นพยาน ฉันจะขอทำการแต่งงานหญิงคนนี้ให้แก่เด็กชายคนนี้ด้วยเงิน 400 ดิรฮัม สำหรับเรื่องเงินเป็นหน้าที่ของฉันเอง โอ้กัมบัร ไปเอาเงินมาให้ฉันซิ”
ครั้นเขาได้นำเงินมาแล้ว ท่านก็กล่าวว่า “จงรับมันไปมอบให้ที่ตักของภรรยาของเธอ และจงจับมือของนางพากลับบ้านไปเลย”
หญิงคนนั้นร้องขึ้นว่า “ขอยืนยัน โอ้ท่านผู้เป็นบุตรแห่งลุงของศาสนทูตของอัลลอฮ์ (ศ) ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮ์ (ซ.บ.) นี่คือบุตรชายของฉันจริง เป็นเพราะว่าพี่เขยของฉันได้ร่วมหลับนอนกับฉันด้วยความชั่วร้ายแล้วฉันก็ได้คลอดเขาออกมา พอเขาเติบโตแล้ว พวกเขาปฏิเสธและสั่งให้ฉันปฏิเสธเขาด้วยและฉันก็กลัวพวกเขา”
แล้วนางก็จับมือของเด็กผู้ชายจากไปพร้อมกัน
ท่านอุมัรกล่าวว่า “หากไม่มีอะลี (อ) อุมัรต้องพินาศเป็นแน่แท้” (9)
---------------------------------------------------------------
(9) อัลมะนากิบ เล่ม 1 หน้า 494
(11)
ท่านอับดุรเราะฮ์มาน บินฮัจญาจได้เล่าว่า “ฉันเคยได้ฟังท่านอิบนุ อะบีลัยลาเล่าเรื่องพรรคพวกของเขาว่า ท่านอะมีรุลมุมินีน (อ) ได้ตัดสินเรื่องระหว่างชายสองคนที่เป็นเพื่อนกันในยามเดินทาง ครั้นเมื่อคนทั้งสองต้องการจะรับประทานอาหาร คนหนึ่งก็ได้นำขนมปังออกมาจากถุงเสบียงของตน 5 แผ่น ส่วนอีกคนหนึ่งก็นำของตนออกมา 3 แผ่น แล้วปรากฏว่า มีคนเดินทางผ่านมาคนหนึ่ง เขาทั้งสองจึงเรียกเชิญให้เข้ามารับประทานอาหารของพวกเขาทั้งสอง แล้วชายคนนั้นก็รับประทานร่วมกับคนทั้งสอง
จนกระทั่งไม่มีอะไรเหลือ เมื่อเสร็จจากการรับประทานอาหารแล้ว
ชายคนนั้นก็มอบของราคาเล็กๆ น้อยๆ ให้แก่คนทั้งสองในราคาแปด
ดิรฮัม อันเป็นการตอบแทน
อาหารของคนทั้งสองที่เขาได้รับประทานไป เจ้าของขนมปัง 3 แผ่น ก็กล่าวแก่คนที่เป็นเจ้าของขนมปัง 5 แผ่นว่า
“ท่านจงแบ่งมันออกเป็นสองส่วนเท่า ๆ กัน ระหว่างฉันกับท่าน”
แต่เจ้าของขนมปัง 5 แผ่นกล่าวว่า “ไม่ได้ เราสองคนจะต้องเอาไปตามส่วนเฉลี่ยของอาหารเสบียงที่เอาออกมา”
ดังนั้นคนทั้งสองก็ไปหาท่านอะมีรุลมุมินีน(อ) เพื่อตัดสินในเรื่องนี้ เมื่อท่านได้รับฟังเรื่องราวของคนทั้งสองฝ่ายแล้ว ท่านก็กล่าวกับคนทั้งสองว่า
“ท่านทั้งสองคนจงปรองดองกันเองเถิด เพราะเรื่องของท่านสองคนเป็นเรื่องง่าย ๆ”
แต่เขาทั้งสองกล่าวว่า “จงตัดสินเรื่องระหว่างเราด้วยความถูกต้องเถิด”
ครั้นแล้ว ท่านก็มอบให้คนที่เป็นเจ้าของขนมปัง 5 แผ่น เจ็ดดิรฮัมและมอบให้คนที่เป็นเจ้าของขนมปัง 3 แผ่นเพียงหนึ่งดิรฮัม แล้วกล่าวว่า
“คนหนึ่งเอาขนมปังออกมา 5 แผ่น และอีกคนหนึ่งเอาออกมา 3 แผ่นมิใช่หรือ ?”
เขาทั้งสองตอบว่า “ใช่แล้ว”
ท่านกล่าวว่า “แขกของท่านรับประทานร่วมกับท่านทั้งสองเหมือนๆ กับที่ท่านทั้งสองรับประทานใช่หรือไม่?”
เขาทั้งสองกล่าวว่า “ใช่แล้ว”
ท่านกล่าวว่า “คนที่เป็นเจ้าของขนมปังสามแผ่น เจ้ากินขนมปังไป 2 แผ่นกับอีกสองในสามของแผ่นใช่หรือไม่?
คนที่เป็นเจ้าของขนมปังห้าแผ่น เจ้าก็กินขนมปังไป 2 แผ่น กับอีกสองในสามของแผ่นใช่หรือไม่? และแขกก็กินขนมปังไป 2 แผ่นกับอีกสองในสามของแผ่นใช่หรือไม่? แล้วเจ้าของขนมปังสามแผ่นก็ยังคงเหลือขนมปังของตน 1 ใน 3 ของแผ่นใช่หรือไม่ ? แล้วเจ้าของขนมปังสามแผ่นก็ยังคงเหลือขนมปังของตน 1 ใน 3 ของแผ่นใช่หรือไม่ ? แล้วเจ้าของขนมปัง 5 แผ่นก็ยังคงเหลือขนมปังของตน 2 แผ่นกับ 1 ใน 3 ของแผ่น ใช่หรือไม่ ? และมันถูกกินไป2 แผ่นกับอีกสองในสามของแผ่น ดังนั้นฉันจึงมอบให้แก่ท่านทั้งสองในอัตรา 1 ใน 3 ของแผ่นต่อหนึ่งดิรฮัม ดังนั้นฉันจึงมอบให้แก่เจ้าคนที่คงเหลือขนมปัง สองแผ่นกับ 1 ใน 3 เจ็ดดิรฮัมและมอบให้แก่เจ้าของ
ขนมปัง 3 แผ่น เพียงหนึ่งดิรฮัม”(10)
------------------------------------------------------------------------
(10) วะซาอิลุชชีอะฮ์ เล่ม 18 หน้า 210
เอกลักษณ์ประการหนึ่งของบรรดาอิมาม(อ)ของเราคือ “ดุอาอ์” โดยมีคุณลักษณะที่ไม่มีใครเหมือน มีความดีเด่นในเรื่องนี้โดยเฉพาะ
อุซตาส อับดุลอะซีซ ได้กล่าวว่า “ผลงานดังกล่าวนี้ ไม่มีผู้ใดสามารถทำได้ดีกว่าบรรดาอะฮ์ลุลบัยต์ (อ) เช่นในหมู่พวกเขามีหนังสือ
“อัศ-เศาะฮีฟะตุซ ซัจญาดียะฮ์” มันคือสมบัติอันล้ำค่าของบรรดาอะฮ์ลุลบัยต์ (อ) วงศ์วานของศาสดามุฮัมมัด (ศ) เป็นคลังแห่งความรู้อันยิ่งใหญ่ เป็นศูนย์แห่งวิทยาการและจริยธรรม เป็นเอกลักษณ์พิเศษสำหรับการหาความรู้ในสภาวะแห่งพระผู้เป็นเจ้า”
ได้มีการรวบรวมเอาบทดุอาอ์ของท่านอิมาม(อ)เหล่านี้มาบันทึกโดยนักปราชญ์จำนวนนับร้อย
อีกทั้งยังได้มีการหยิบยกมาบันทึกไว้ในหนังสือวิชาการเกี่ยวกับประวัติและสารานุกรมต่างๆอย่างมากมาย
เรามีหนังสือเกี่ยวกับประมวลบทดุอาอ์ของอิมามอะลี(อ) ฉบับที่บันทึกโดย ท่านอับดุลลอฮ์ บินศอลิห์ อัซ-ซามาฮีญี อันเป็นหนังสือที่รวบรวมประเด็นต่างๆ ที่บทดุอาอ์ของท่านเกี่ยวข้องด้วย
ในบทนี้ เราจะนำบทดุอาอ์บางส่วนของท่านอะลี(อ) มาบันทึกเป็นพอสังเขป
1. “ข้าแต่อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ข้าขอความคุ้มครองจากพระองค์ ให้พ้นจากความมักมาก ให้พ้นจากความโกรธ และความริษยา ให้พ้นจากความอ่อนแอ ให้พ้นจากความไม่มีอุตสาหะ การเบียดเบียน การคล้อยตามอารมณ์ ให้พ้นจากการปฏิบัติตามความอยาก ความขัดแย้งต่อทางนำ ความหลงลืม ให้พ้นจากความประพฤติในทางผิด ให้พ้นจากการเป็นคนบาป ให้พ้นจาก การทรยศ ตัดขาดการเชื่อฟังปฏิบัติตาม สนับสนุนคนสะสมทรัพย์สิน และเบียดเบียนคนที่ยากจน ปกครองคนด้วยวิธีการที่เลวร้าย ไม่ขอบพระคุณผู้ที่สร้างสรรค์ให้แก่เราให้พ้นจากการที่ต้องช่วยเหลือผู้อธรรมบั่นทอนคนที่ถูกกดขี่ ออกความคิดเห็นในสิ่งที่ไม่ชอบธรรมแก่ตน หรือพูดในสิ่งที่ไม่มีความรู้ เราขอความคุ้มครองให้พ้นจากการเบียดเบียนผู้อื่น ให้พ้นจากการพึงพอใจในทรัพย์สินและผลงานและความหวังที่ยาวนาน เราขอความคุ้มครองให้พ้นจากวิถีชีวิตที่เลวร้าย การกลั่นแกล้งผู้น้อย ให้เราพ้นจากมารชัยฏอน ให้พ้นจากการละเมิดของผู้มีอำนาจ เราขอความคุ้มครองให้พ้นจากความสุรุ่ยสุร่ายและความสิ้นเปลือง ให้พ้นจากการเบียดเบียนของเหล่าศัตรู ให้พ้นจากความขาดแคลนเพื่อนฝูง ให้พ้นจากชีวิตที่แร้นแค้นหรือการตายที่ไม่เป็นไปตามวาระกำหนด
ข้าแต่อัลลอฮ์(ซ.บ.) ข้าขอความคุ้มครอง ให้พ้นจากความขาดทุนอันยิ่งใหญ่ ให้พ้นจากภัยพิบัติอันใหญ่หลวง ให้พ้นจากสถานที่คืนกลับอันแสนเลวและถูกตัดขาดจากรางวัล และต้องรับการลงโทษ ข้าแต่อัลลอฮ์(ซ.บ.) ข้าขอความ
คุ้มครองต่อพระองค์ ให้พ้นจากสิ่งเหล่านี้ทุกประการ ด้วยความเมตตาและความประเสริฐจากพระองค์ แท้จริงพระองค์คือผู้ทรงมีอำนาจเหนือทุกสิ่ง”(1)
2. ดุอาอ์ของท่านอะลี(อ) เมื่อหันมองดวงจันทร์เสี้ยว
“ข้าแต่อัลลอฮ์(ซ.บ.) ข้าขอจากพระองค์ซึ่งความดีงามแห่งเดือนนี้และความมีรัศมีของมันความแจ่มจ้าของมัน ความมีสิริมงคลของมัน ความสะอาดบริสุทธิ์ของมัน และลาภยศจากมัน ข้าขอต่อพระองค์ให้ได้ ความดีที่มีอยู่ในมัน และความดีที่ตามหลังมันมา ข้าขอความคุ้มครองจากพระองค์ให้พ้นจากความชั่วที่มีอยู่ในมัน และความชั่วที่ติดตามมาภายหลังมัน ข้าแต่อัลลอฮ์(ซ.บ.)โปรดนำมันเข้ามาสู่เราด้วยความปลอดภัยและศรัทธา ด้วยความสันติและความสุขสงบ ด้วยความจำเริญและการสำรวม ด้วยความสัมฤทธิ์ผลตามที่พระองค์ทรงรักและทรงปิติชื่นชม”(2)
3. ในสิบวันแรกของเดือนซุล-ฮิจญะฮ์ ท่านอะลี(อ) ได้ขอดุอาอ์ว่า
“ไม่มีพระเจ้าอื่นใด นอกจากอัลลอฮ์(ซ.บ.) ตามจำนวนของหนามและต้นไม้ ไม่มีพระเจ้าอื่นใด นอกจากอัลลอฮ์(ซ.บ.) ตามจำนวนของเม็ดและหยาดหยดของฝน ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์(ซ.บ.)ตามจำนวนของก้อนหินและก้อนกรวดทราย ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์(ซ.บ.)
-----------------------------------------------------------------------------
(1) ชัรฮ์ นะฮ์ญุลบะลาเฆาะฮ์ เล่ม 2 หน้า 66
(2) มิศบาหุล มุตะฮัจญุด หน้า 384
ตามจำนวนของการกระพริบตา ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ (ซ.บ.) ในยามกลางคืนที่มืดมิดและในยามเช้าที่กระจ่าง ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์(ซ.บ.)ตามจำนวนของกระแสลมทั้งบนบกและในทะเล ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์(ซ.บ.) นับแต่วันนี้จนถึงวันที่มีการเป่าลงในแตรสังข์สัญญาณ”(3)
4. หลังจากนมาซภาคบังคับ ท่านอะลี(อ) อ่านดุอาอ์ ดังนี้
“ข้าแต่อัลลอฮ์(ซ.บ.) ข้าขอวิงวอนจากพระองค์โดยอ้างนาม ของพระองค์อันถูกพิทักษ์คุ้มครองรักษาไว้โดยสะอาดบริสุทธิ์ด้วยจำเริญ ข้าขอวิงวอนจากพระองค์ ด้วยพระนามของพระองค์ผู้ทรงยิ่งใหญ่ และด้วยอำนาจของพระองค์ที่ทรงมีมาแต่เดิม ข้าแต่ผู้ทรงให้ตลอดกาล ข้าแต่ผู้ทรงปลดปล่อยเชลย ข้าแต่ผู้ทรงปลดปล่อยคนผิดให้พ้นจากไฟนรก
ข้าขอวิงวอนจากพระองค์ได้โปรดประทานพรแด่มุฮัมมัด และได้โปรดปลดปล่อยข้าให้พ้นจากไฟนรก ให้ข้าได้ออกจากโลกนี้ด้วยความสุขสันติ ให้ข้าได้เข้าสู่สวรรค์ด้วยความปลอดภัยและโปรดบันดาลให้เบื้องต้นของ
ดุอาอ์ข้านี้เป็นชัยชนะ และในตอนกลางของมันเป็นความสำเร็จ ให้ตอนท้ายของมันเป็นความดีงามแท้จริงพระองค์คือผู้ทรงรู้ในสิ่งเร้นลับเสมอ”(4)
5. อิมามศอดิก(อ) ได้กล่าวว่า ท่านอะมีรุลมุมีนิน(อ) ได้กล่าวในตอน “สุญดชุกูร” ว่า
“ข้าแต่ผู้ทรงไม่มีอะไรจะให้แก่คนที่กระวนกระวาย นอกจากความดีงามและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
-----------------------------------------------------
(3) อุดดะตุด ดาอี หน้า 99
(4) อัล-ญุนนะตุลวากิยะฮ์ ของกัฟอะมีย์ หน้า 14
ข้าแต่ผู้มีไว้ซึ่งคลังทั้งมวลแห่งชั้นฟ้า และแผ่นดิน โปรดอย่าให้ความชั่วของข้า ต้องยับยั้งพระองค์มิให้ประทาน ความดีงามของพระองค์
ข้าขอวิงวอนต่อพระองค์ได้โปรดประทานให้ ข้าได้ในสิ่งที่
พระองค์เป็นเจ้าของ ขณะที่พระองค์เป็นเจ้าของความดี เกียรติยศ และ
การอภัย ข้าแต่พระผู้อภิบาล พระองค์คือผู้ทรงสามารถยิ่งในการตอบแทน ด้วยบทลงโทษ ข้าแต่พระผู้อภิบาล แน่นอนข้าย่อมคู่ควรกับสิ่งนั้น ข้าไม่มีข้อพิสูจน์และไม่มีข้อแก้ตัวใด ๆ ที่จะมีต่อพระองค์ ความบาปทุกอย่างที่
ข้ากระทำลงไปและความผิดทุกประการที่ข้ากระทำไป และความชั่วทุกอย่างที่ข้ากระทำไป ขอได้โปรดอภัยให้แก่ข้า และโปรดเมตตา และโปรดอนุโลมให้ในสิ่งที่พระองค์ทรงรู้ แท้จริงพระองค์ทรงให้ความรัก
ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เสมอ”(5)
6. ดุอาอ์วิงวอนขอของท่านอะลี(อ) ตอนหนึ่งมีดังนี้
“ข้าแต่อัลลอฮ์(ซ.บ.) ขอได้โปรดบันดาลให้ลิ้นของข้าสะอาดจาก
การโกหก ให้หัวใจของข้าสะอาดพ้นจากความหลอกลวง ให้การงานของข้าสะอาด พ้นจากการโอ้อวด ให้สายตาของข้าสะอาด พ้นจากสิ่งที่ชั่วร้าย เพราะพระองค์ทรงรู้ในสิ่งที่ชั่วร้ายอย่างเปิดเผย และสิ่งซ่อนเร้นในหัวใจ”(6)
------------------------------------------------
(5) เล่มเดิม หน้า 42
(6) ชัรฮ์ นะฮ์ญุล บะลาเฆาะฮ์ เล่ม 1 หน้า 69
7. ดุอาอ์วิงวอนขอของท่านอะลี(อ)ในช่วงเวลาเช้า(ซุบฮิ)
“มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮ์(ซ.บ.) ผู้ทรงบันดาล ให้ฉันรู้จักพระองค์ และไม่ทอดทิ้งให้ฉันอยู่ในสภาพที่หัวใจบอด
มวลการสรรเสริญเป็นของอัลลอฮ์(ซ.บ.)ผู้ซึ่งบันดาลให้ฉันเป็นประชาชาติของมุฮัมมัด(ศ)
มวลการสรรเสริญเป็นของอัลลอฮ์(ซ.บ.) ผู้ซึ่งบันดาลให้เครื่องยังชีพของฉันอยู่ในอุ้งอำนาจของพระองค์ และไม่ทำให้มันตกอยู่ในอุ้งมือของมวลมนุษย์
มวลการสรรเสริญเป็นของอัลลอฮ์(ซ.บ.)ที่ทรงปกป้องความลับของข้าให้พ้นจากความอับอายต่อมวลมนุษย์”(7)
8. ดุอาอ์อีกบทหนึ่งของท่านอะลี(อ) มีดังนี้
“มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์ ผู้ที่ไม่มีใครสามารถควบคุมความรอบรู้ของพระองค์ได้
มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์ ผู้ซึ่งไม่มีใครทำลายคลังทั้งมวลของพระองค์
มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์ ผู้ซึ่งไม่มีใครทัดทานความเกรียงไกรของพระองค์ได้
มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์ ผู้ซึ่งไม่มีใครบั่นทอนสิ่งที่มีอยู่ ณ พระองค์ได้ มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์ ผู้ที่ไม่มีใครตัดรอนความยั่งยืนของพระองค์ได้
มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์ ผู้ซึ่งไม่มีภาคีหุ้นส่วนใด ๆ ในภารกิจของพระองค์ มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์ ผู้ซึ่งไม่มีพระเจ้าอื่นอีกเลย นอกจากพระองค์”(8)
----------------------------------------------------------------
(7) อัล ญุนนะตุลวากิยะฮ์ ของดามาด หน้า 50
(8) อัล-ญุนนะตุลวะกิยะฮ์ ของกัฟอะมีย์ หน้า 93
9. ดุอาอ์บทหนึ่งของท่านอะลี(อ) มีดังนี้
“ข้าแต่อัลลอฮ์(ซ.บ.)ได้โปรดอภัยให้แก่ข้า ในความผิดซึ่งพระองค์รู้ว่ามีอยู่ในตัวข้า ดังนั้นถ้าหากพระองค์ทรงคิดคำนวณต่อข้า ขอได้โปรดคิดคำนวณด้วยการให้อภัย
ข้าแต่อัลลอฮ์(ซ.บ.)ได้โปรดอภัยในทุกสิ่งที่เป็นความผิดในตัวข้าและที่พระองค์ ไม่ทรงพบว่าจะมีทางผ่อนผันใด ๆ
ข้าแต่อัลลอฮ์(ซ.บ.) ได้โปรดอภัยให้แก่ข้า ในกรณีที่ข้าได้แสวงหาความใกล้ชิดต่อพระองค์แล้ว ต่อจากนั้น หัวใจของข้าก็ได้แปรเปลี่ยนเสีย
ข้าแต่อัลลอฮ์(ซ.บ.) ได้โปรดอภัยแก่ข้าให้พ้นจากความพลาดพลั้งเผอเรอ และการถูกครอบงำด้วยด้วยอารมณ์ต่ำและปลายลิ้นที่โง่เขลา”(9)
10. บทดุอาอ์ของท่านอะลี(อ) เมื่ออ่านอัล-กุรอานจบแล้ว
“ข้าแต่อัลลอฮ์(ซ.บ.) โปรดเผยหัวอกของข้าให้เข้าใจอัล-กุรอานและโปรดให้เรือนร่างของข้ามีพฤติกรรมไปตามอัล-กุรอาน และโปรดให้สายตาของข้าได้รับแสงสว่างจากอัล-กุรอาน ให้ลิ้นของข้ามีวาจาเป็นไปตาม
อัลกุรอาน โปรดให้ข้าอยู่กับมันตราบเท่าที่พระองค์ยังทรงไว้ชีวิตข้าอยู่
แท้จริงไม่มีพลังและไม่มีอำนาจใด ๆ นอกจากโดยพระองค์”(10)
----------------------------------------------------------------
(9) เล่มเดิม หน้า 42
(10) มิศบาฮุล มุตะฮัจญุด หน้า 225
เกียรติคุณในด้านนี้ บรรดาอิมามแห่งอะฮ์ลุลบัยต์(อ)ได้รับการกล่าวถึงไว้มากมาย จะเห็นได้ว่า มีบันทึกถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเนื่องจากคำวิงวอนของท่านเหล่านี้ต่ออัลลอฮ์(ซ.บ.) ที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะอัลลอฮ์(ซ.บ.) ทรงสัญญาต่อปวงบ่าวของพระองค์ว่า จะให้การตอบสนองต่อบรรดาผู้ศรัทธา ดังที่พระองค์ตรัสว่า
“สูเจ้าจงวิงวอนขอต่อข้าเถิด แล้วข้าจะตอบสนองต่อสูเจ้า”
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว จะเป็นอย่างไรอีกกับคำวิงวอนขอโดยอิมามของบรรดาผู้ศรัทธา และผู้นำของมวลมุสลิม
ในบทนี้ เราจะกล่าวถึงรายงานบางประการเกี่ยวกับเรื่องการสนองตอบที่มีต่อคำวิงวอนของท่านอะลี(อ)
1. เมื่อครั้งที่ท่านอะลี(อ) ขอคำยืนยันจากบรรดาสาวกของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)ที่เคยเป็นสักขีพยานในเหตุการณ์แห่งวันเฆาะดีร ซึ่งมีสาวกจำนวน 30 ท่านลุกขึ้นยืนยันต่อท่านในเรื่องนี้ แต่ท่านอะนัส บินมาลิก มิได้ลุกขึ้นยืนยัน ท่านอะลี(อ)กล่าวว่า
“ทำไมท่านจึงไม่ลุกขึ้นยืนยันร่วมกับบรรดาสาวกของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)ไปตามความจริงที่ท่านได้ยินเรื่องนี้จากท่านศาสนทูต(ศ)ในวันนั้น ?”
ท่านอะนัสกล่าวว่า “ข้าแต่ท่านอะมีรุลมุมีนิน ฉันอายุมากแล้ว ฉันจึงลืมไป”
ท่านอะลี(อ)กล่าวว่า “ถ้าหากท่านเป็นคนโกหก ขอให้อัลลอฮ์ลงโทษท่าน ให้เป็นโรคเรื้อนปรากฏโดยที่ผ้าโพกศีรษะปกปิดไม่มิด”
ต่อมาไม่นานนัก ปรากฏว่ามีโรคเรื้อนปรากฏที่ใบหน้าของท่านอะนัสและหลังจากนั้นท่านได้กล่าวว่า
“คำวิงวอนขอของบ่าวผู้มีคุณธรรม ได้ประจักษ์แก่ฉันแล้ว”(1)
-------------------------------------------------------------------------
(1) อัล-มุรอญิอาต หน้า 209
2. มีข่าวหนึ่งมาถึงท่านอะลี(อ) ว่า บะซัร บินอิรฏอต แม่ทัพของฝ่ายมุอาวียะฮ์ได้บุกโจมตีเมืองยะมันและสังหารผู้บริสุทธิ์ ท่านจึงขอดุอาอ์ต่ออัลลอฮ์(ซ.บ.)ว่า
“ข้าแต่อัลลอฮ์(ซ.บ.) แท้จริงบะซัร ได้ขายศาสนาของตน และเหยียบย่ำเกียรติยศของพระองค์ และการเชื่อถือปฏิบัติตามเป็นของผู้ถูกสร้างโดย
ก่อกรรมทำชั่วต่อสิทธิ์ของพระองค์เป็นที่ตั้งเพื่อความสำเร็จของตนเอง
ข้าแต่อัลลอฮ์(ซ.บ.) ขอได้โปรดอย่าให้เขาตายจนกว่าจะทำให้ความคิดของเขาถูกลบเลือน และอย่าให้ความเมตตาของพระองค์มีต่อเขา แม้แต่ชั่วยามเดียวของกลางวัน ข้าแต่อัลลอฮ์(ซ.บ.) ได้โปรดสาปแช่งบะซัร อัมร และ
มุอาวิยะฮ์ และโปรดพรั่งพรูความกริ้วของพระองค์ลงมายังพวกเขา และโปรดประทาน การลงโทษของพระองค์ให้แก่พวกเขา และโปรดให้พวกเขาประสบกับภัยพิบัติและการลงโทษที่ไม่มีใครสกัดกั้นให้พ้นจากพวกอาชญากรทางศาสนาได้”
หลังจากนั้นไม่นานนัก ปรากฏว่า เขามีอาการกระสับกระส่าย สติปัญญาเลอะเลือนไป เขามีดาบประจำตัวอยู่เล่มหนึ่ง แล้วเขาพูดเป็นประจำว่า จงเอาดาบมาให้ข้า ข้าจะฆ่าเขาด้วยดาบ จนถึงกับต้องทำดาบด้วยไม้ธรรมดาให้เขาเล่มหนึ่ง ซึ่งเขาจะถือติดตัวตลอดเวลา และจะฟาดฟันอะไร ๆ
ด้วยดาบเล่มนี้จนกระทั่วถึงแก่ความตาย(2)
3. ส่วนหนึ่งจากคำสนทนาของท่านอะลี(อ) กับฮะซัน อัล-บัศรี ระหว่างทำวุฏอ์ โดยฮะซันเป็นฝ่ายพูดกับท่านว่า
“แต่ก่อนนี้ ฉันเคยสังหาร คนที่กำลังทำวุฏอ์ ไปหลายคน”
ท่านอิมามอะลี(อ) จึงกล่าวว่า “แล้วท่านมีความเสียใจกับเขาเหล่านั้นใช่ไหม?”
เขาตอบว่า “ใช่”
ท่านอะลี(อ)กล่าวว่า “ขอให้อัลลอฮ์ (ซ.บ.) บันดาลความเศร้าโศกตลอดกาลแก่ท่านเถิด”
ท่านอัยยูบ อัซ-ซัจตานีได้กล่าวว่า “ดังนั้น เราจึงพบเห็นว่า ท่านฮะซัน อยู่ในความเศร้าอย่างเดียว ราวกับคนที่เพิ่งกลับจากฝังคนที่ตนรัก”
ฉันจึงพูดกับเขาในเรื่องนี้ ท่านตอบว่า
“มันเป็นไปตามคำวิงวอนขอของชายผู้มีคุณธรรม”(3)
--------------------------------------------------------------------------
(2) มินะนุร เราะห์มาน หน้า 349
(3)อัล กุนนี วัล อัลกอบ เล่ม 2 หน้า 75
ในทุกแง่มุมแห่งวิถีชีวิตของท่านอิมามอะลี(อ) นั้นเราจะพบว่า มีแต่ความดีงามอันยิ่งใหญ่สุดเหลือประมาณ มีความสูงส่งอย่างเหลือล้น ท่านจึงเป็นสุดยอดของตัวอย่างในด้านการเคารพภักดี
การวิงวอนขอ ความจริงใจ การต่อสู้ จริยธรรมอันดีงาม และความมากมายในเรื่องบริจาค
นอกจากนี้ก็ยังมีความดีงามและเกียรติคุณในด้านอื่นอีกจนนับไม่ถ้วน ในบทนี้จะเป็นการกล่าวถึงงานบริจาคทานของท่านอิมามอะลี(อ) และงานเสียสละเพื่อการกุศลของท่าน ซึ่งอัลลอฮ์(ซ.บ.) ได้ทรงหยิบยกมาเป็นเรื่องที่สำคัญเรื่องหนึ่งในลักษณะที่พระองค์ตรัสถึงด้วยการให้เกียรติอย่างสูง นั่นคือ กรณีที่ท่านมีเงินสี่ดิรฮัม แล้วท่านบริจาคในยามกลางคืนหนึ่งดิรฮัม บริจาคในยามกลางวันหนึ่งดิรฮัม บริจาคอย่างเป็นความลับหนึ่งดิรฮัม และบริจาคอย่างเปิดเผยอีกหนึ่งดิรฮัม แล้วอัลลอฮ์(ซ.บ.)จึงทรงประทานโองการมาดังมีใจความว่า
“บรรดาผู้ที่บริจาคทรัพย์สินของพวกตนทั้งในยามกลางคืน และยามกลางวัน ทั้งโดยซ่อนเร้น และโดยเปิดเผย”
ท่านคือผู้ที่บริจาคแหวนในขณะที่กำลังโค้ง(รูกูอ์) แล้วอัลลอฮ์(ซ.บ.)ก็ประทานโองการมาว่า
“บรรดาผู้ที่ดำรงการนมาซและการส่งมอบเพื่อการขัดเกลา ในขณะที่ตนกำลังโค้งอยู่”(1)
-------------------------------------------------------------------------
(1) โปรดดูเรื่อง “อิมามในทัศนะของอัล-กุรอาน” จากหนังสือเล่มนี้
นักประวัติศาสตร์ได้บันทึกในเรื่องที่ท่านบริจาคเสียสละสิ่งของที่มีค่าหลายประการที่เคยเป็นของของท่าน แต่ท่านได้ทำให้สิ่งนั้นๆ เป็นทาน
ท่านเคยกล่าวว่า
“แน่นอนท่านจะเห็นว่า ฉันจะต้องผูกท้องของฉันไว้กับก้อนหินเพราะความหิวโหย แต่การบริจาคของฉันในวันนี้ จะต้องมากถึงสี่หมื่นดีนาร”(2)
ท่านมุฮัมมัด บินฮิชาม กล่าวว่า “ท่านฮุเซน (อ) มีหนี้สินจำนวนหนึ่งแล้วมุอาวิยะฮ์ได้เสนอซื้อของมีค่าชิ้นหนึ่งซึ่งมีราคาสองแสนดีนาร แต่ท่านปฏิเสธที่จะขายโดยกล่าวว่า
“อันที่จริง มันเป็นของที่บิดาของฉันได้บริจาคไปเพื่อปกป้องใบหน้าของเขาให้พ้นจากความร้อนของไฟนรก ฉันจะไม่ขายมัน”(3)
------------------------------------------------------------------------
(2) อะซะดุล-ฆอบะฮ์ เล่ม 4 หน้า 23
(3) อะอ์ยานุชชีอะฮ์ 3 กอฟ 2 / 77
เราจะขอเสนอเรื่องนี้เรื่องเดียวมาเป็นตัวอย่างในหัวข้อการบริจาคทานของท่าน อิมามอะลี(อ)
ซึ่งท่านเป็นผู้ครอบครองสิ่งของที่มีค่าชิ้นสองชิ้นที่เลื่องลือ ซึ่งแต่เดิมนั้นเป็นของที่แสนรักแสนหวงของอะบู นัยซัร แต่เขาได้มอบให้ท่านอะลี(อ)ด้วยความรัก ท่าน(อ)ได้ถนอมของมีค่าชิ้นนี้มาก
แต่ได้กล่าวในทันทีที่ได้รับว่า “แน่นอนฉันจะต้องบริจาคของชิ้นนี้” (4)
ท่านได้เขียนจารึกไว้ที่ของที่ท่านบริจาคว่า
“ด้วยพระนามของอัลลอฮ์(ซ.บ.) ผู้ทรงกรุณาปรานี ผู้ทรงเมตตาอยู่เป็นนิรันดร์ นี่คือสิ่งที่อะลี อะมีรุลมุมีนีน ได้บริจาคของอันมีค่าอันเป็นที่เลื่องลือสองประการ สำหรับคนยากจนแห่งมะดีนะฮ์และแก่คนเดินทาง เพื่ออัลลอฮ์(ซ.บ.)จะได้ทรงปกป้องใบหน้าของเขาให้พ้นจากไฟนรกในวันฟื้นคืนชีพ จะไม่มีการติดตามทวงคืน นอกจากมอบให้อัลลอฮ์(ซ.บ.)ทรงรับมรดกในของสองสิ่งนี้ และพระองค์คือผู้สืบมรดกที่ประเสริฐที่สุด นอกจากกรณีที่ฮะซัน และฮุเซนต้องการของทั้งสองนี้ กล่าวคือ สองคนนี้มีสิทธิครอบครองมันได้ และไม่มีใครอื่นอีก”(5)
-------------------------------------------------------------------------
(4) อับศอรุลอัยน์ ของอัซ ซะมาวี หน้า 62
(5) อะอ์ยานุชชีอะฮ์ 3 กอฟ 2 / 77
ขอให้ความสันติสุข พึงมีแด่ท่านเถิด ข้าแต่อะมีรุลมุมีนีน แน่นอนที่สุด ท่านได้ฝากบทเรียนไว้ในวิถีการดำเนินชีวิตทุกแง่ทุกมุมแล้ว ถ้าหากเราได้ปฏิบัติ เราก็จะได้รับความสุขทั้งในโลกนี้และในโลกหน้า เราจะเป็นประชาชาติที่ประเสริฐที่สุดในหน้าแผ่นดิน แต่ทว่าเราทั้งหลายบั่นทอนตัวของเราเอง ศัตรูของเราจึงสามารถเอาชนะเราได้ อัลลอฮ์(ซ.บ.) เท่านั้นคือ
ผู้ทรงไว้ซึ่งความช่วยเหลือ
วจนะจากบรรดาสาวกและรุ่นที่ถัดมา
คงจะเป็นเรื่องที่น่าตำหนิ ในการที่เราเสนอหลักฐานการยกย่องเกียรติคุณของอิมามอะลีบินอะบีฏอลิบ(อ) โดยถ้อยคำของบรรดาสาวกและถ้อยคำของคนในรุ่นที่ถัดมา เพราะถ้าหากไม่เป็นเพราะว่า ท่านเป็นผู้มีผลงานในด้านการต่อสู้ และในด้านอื่น ๆ แล้ว แน่นอนพวกเขาคงจะลืมท่านไปเสียแล้วก็ได้ จะมีคุณค่าอะไรในการกล่าวถึงท่านอีก ในเมื่อท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ซ.บ.)ได้กล่าวถึงในเรื่องตัวของท่านว่า
“อะลีเอ๋ย ไม่มีใครรู้จักเจ้าได้ดี นอกจากอัลลอฮ์(ซ.บ.)และข้ากับข้อนี้เองที่ว่าเกียรติยศ และความยิ่งใหญ่ เป็นของเจ้าจนถึงที่สุด”
ถูกแล้ว จุดประสงค์ในคำพูดต่าง ๆ ของบรรดาผู้มีความรู้เหล่านี้ช่วยให้เราได้มีภาพพจน์ขึ้นมาประการหนึ่งสำหรับความยิ่งใหญ่ในแง่มุมต่างๆ ของท่านอิมามอะลี บินอะบีฏอลิบ(อ) และเป็นการแสดงให้เห็นถึงความรักที่พวกเขามีต่อท่าน และการปกป้องเกียรติยศที่คนเหล่านั้นมีต่อท่าน
คำพูดของบรรดาสาวกและคนรุ่นถัดมานั้น เรามีมากมายจนเหลือเฟือ คือไม่ว่าจะเป็นตำราประวัติศาสตร์อิสลามเล่มใด ไม่แคล้วที่ต้องมีการเอ่ยถึงชื่อของท่านอิมามอะลี(อ)ในเล่มนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นภาคใดภาคหนึ่ง
ท่านอิมามอะลี(อ) จะต้องเป็นบุคคลแรกที่ถูกนำชื่อมาเอ่ยถึงเสมอ
เราจะเสนอคำพูดของบุคคลเหล่านั้น ณ บัดนี้
1. ท่านอะบูบักร์ ได้กล่าวถึงท่าน อะมีรุลมุมีนีน(อ) ว่า
“บุตรของอะบีฏอลิบเอ๋ย ท่านเป็นผู้ปกครองของผู้ศรัทธาทั้งชายและหญิงทุกคน”(1)
(1) อัล-ฟุตูหาต อัล-อิสลามียะฮ์ เล่ม 2 หน้า 470 เป็นคำพูดที่ท่านกล่าวขึ้น หลังจากที่ท่านนบี (ศ) กล่าวว่า “ฉันเป็นผู้ปกครองของใคร อะลีย่อมเป็นผู้ปกครองของคนนั้น”
2. ท่านอุมัร บินค็อฏฏอบได้กล่าวว่า
“หากไม่มีอะลี อุมัรต้องหายนะแน่”(2)
“อย่าให้ฉันมีชีวิตอยู่ จนพบกับปัญหาที่ยุ่งยากใด ๆ ในยามที่ไม่มีบิดาของฮะซันด้วยเลย”(3)
“ไม่ว่าใครก็อย่าวิจารณ์อันใดเป็นอันขาด ในขณะที่อะลีมาถึง”(4)
“บุคคลใดอย่างได้ออกความเห็นเลย ขณะท่านอะลีอยู่”(5)
--------------------------------------------------------------
(2) ชัรฮ์ นะฮ์ญุล บะลาเฆาะฮ์ เล่ม 1 หน้า 6 และตัซกิเราะตุลเคาะวาศ หน้า 87
(3) ชัรฮ์ นะฮ์ญุล-บะลาเฆาะฮ์ เล่ม 1 หน้า 6 และอะขะดุล-ฆอบะฮ์ เล่ม 4 หน้า 220 และตะฮ์ซีบุต-ตะฮ์ซีบ เล่ม 7 หน้า 337
(4), (5) อ้างเล่มเดิม
“ขอให้อัลลอฮ์(ซ.บ.) อย่าให้ฉันมีชีวิตอยู่ภายหลังบุตรของอะบีฏอลิบเลย”(6)
และว่า “อะลี คือผู้ตัดสินที่ดีที่สุดของพวกเรา” (7)
3. ท่านอุษมาน บินอัฟฟาน ได้กล่าวว่า “หากไม่มีอะลี อุษมานต้องหายนะแน่” (8)
4. ท่านอับดุลลอฮ์ บินมัสอูด กล่าวว่า “พวกเราพูดกันว่า ผู้พิพากษาแห่งนครมะดีนะฮ์ต้องเป็นอะลี บินอะบีฏอลิบ” (9)
5. ท่านสะอีด บินมุซีบกล่าวว่า “ในหมู่มนุษย์จะไม่มีใครสามารถพูดคำว่า “จงถามฉันเถิด”ได้เลยนอกจากอะลี บินอะบีฏอลิบ” (10)
------------------------------------------------
(6) ตัซกิเราะตุลเคาะวาศ หน้า 88
(7) ตะฮ์ซีบุต-ตะซีบ เล่ม 7 หน้า 337
(8) อัล-ฆอดีร เล่ม 7 หน้า 214
(9) อะซะดุล-ฆอบะฮ์ เล่ม 4 หน้า 22
(10) เล่มเดิม
6. ท่านสะอัด บินอะบีวักก๊อซพูดกับมุอาวิยะฮ์ว่า “ฉันขอบอกว่าที่ฉันไม่อาจด่าประณามเขา (อิมามอะลี) ได้ ก็เพราะเหตุผล 3 กรณี ที่ท่านศาสนทูต (ศ) เคยพูดถึงไว้ ซึ่งถ้าหากฉันมีโอกาสได้มาเพียงประการเดียว ฉันจะยินดีมากกว่าได้อูฐสีแดง ฉันเคยได้ยินท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ) กล่าวแก่ท่านอะลี (อ) หลังจากที่ท่านมอบหมายให้เขาอยู่ในหน้าที่ปกครองเมืองแทนการออกไปทำสงครามในครั้งหนึ่งซึ่งท่านอะลี (อ) พูดกับท่าน (ศ) ว่า
“ข้าแต่ท่านศาสนทูตของอัลลอฮ์(ซ.บ.) ท่านจะให้ฉันอยู่ข้างหลังกับบรรดาสตรีและเด็กๆกระนั้นหรือ ?”
ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ) ได้กล่าวตอบว่า “เจ้ายังไม่พอใจดอกหรืออะลี ที่ฐานะของเจ้ากับฉัน เหมือนกับฐานะของฮารูนกับมูซา เพียงแต่จะไม่มีตำแหน่งนบีภายหลังจากฉันอีกแล้วเท่านั้น”
ในสงครามค็อยบัร ท่านได้พูดถึงเขาว่า “ฉันจะมอบธงให้แก่บุรุษที่รักในอัลลอฮ์ (ซ.บ.) และศาสนทูตของพระองค์ และอัลลอฮ์ (ซ.บ.) และ
ศาสนทูตของพระองค์ก็รักเขา”
พวกเราต่างตั้งความหวังในเรื่องนี้กัน
แต่ท่านกล่าวว่า “จงเรียกอะลีเถิด”
แล้วเขาก็มาหาท่านในอาการเจ็บตา ท่านได้ใช้น้ำลายแตะที่ดวงตาทั้งสองของเขาและมอบธงให้เขาไป แล้วอัลลอฮ์(ซ.บ.)ก็ทรงประทานชัยชนะให้แก่เขาและยังมีอีกโองการหนึ่งถูกประทานมาว่า
“จงกล่าวเถิด ท่านทั้งหลายจงมาซิ แล้วเราจะเรียกบรรดาลูกของเราและบันดาลูกของพวกท่าน และสตรีของเราและสตรีของพวกท่าน และ
ตัวของเรา และตัวของพวกท่าน”
ปรากฏว่า ท่านศาสนทูตได้เรียก อะลี ฟาฏิมะฮ์ ฮะซัน และฮุเซน
พลางกล่าวว่า
“ข้าแต่อัลลอฮ์(ซ.บ.)บุคคลเหล่านี้ คือสมาชิกครอบครัวของข้า”(11)
7. ท่านชัยด์ บินอัรก็อม กล่าวว่า “คนแรกที่นมาซกับท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ) คือ อะลีบินอะบีฏอลิบ”(12)
8. หลังจากท่านอิมามอะลี อะมีรุลมุมินีน(อ)ได้วายชนม์แล้ว ท่านอิมามฮะซัน(อ)ผู้เป็นบุตร กล่าวคำปราศรัยมีใจความตอนหนึ่งว่า
“เมื่อคืนนี้บุรุษหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้มีคุณงามความดีล้ำหน้าคนทั้งปวง ทั้งยุคก่อนหน้า และยุคหลังอย่างไม่มีใครเสมอเหมือนได้วายชนม์แล้ว แน่นอนที่สุดเขาเคยต่อสู้ร่วมกับท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ) โดยเอาตัวเองเป็นเกราะกำบังให้ท่าน ซึ่งท่านศาสนทูต(ศ)ได้มอบธงให้เขาถือ ญิบรออีลได้มาขนาบตัวเขาทางด้านขวา มีกาอีลมาขนาบตัวเขาทางด้านซ้าย เขาไม่เคยกลับจากสมรภูมิรบใดที่อัลลอฮ์(ซ.บ.)ไม่ให้ชัยชนะแก่เขา”(13)
9. ท่านหญิงอาอิชะฮ์ได้กล่าวว่า
“ฉันไม่เคยเห็นท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)รักบุรุษคนใดมากกว่าเขา”(14)
------------------------------------------------------------
(11) เล่มเดิม
(12) อัล-อิซตีอาบ ภาคผนวกของหนังสืออัล-อิศอบะฮ์ เล่ม 3 หน้า 32
(13) มะกอติล อัฏฏอลิบีน หน้า 35
(14) อัล อักดุลฟะรีด เล่ม 2 หน้า 216
“เขาคือคนที่รู้เรื่องชุนนะฮ์มากกว่ามนุษย์ทั้งหลาย”(15)
10. ท่านอะบูซะอีด อัลคุดรีกล่าวว่า “พวกเรารู้จักคนที่กลับกลอก
(มุนาฟิก) ได้ ตรงที่สังเกตว่าใครโกรธท่านอิมามอะลี(อ)” (16)
11. ท่านกันซ์ บินซะอัด บินอุบาดะฮ์ได้กล่าวแก่ มุอาวิยะฮ์ บิน
อะบีซุฟยานว่า
“แท้จริงอัลลอฮ์(ซ.บ.)ทรงแต่งตั้งท่านนบีมุฮัมมัด(ศ)มาเพื่อเป็นความเมตตาแก่สากลโลก
พระองค์ทรงแต่งตั้งท่านมายังมนุษย์ทั้งมวล ทั้งในหมู่ญินและมนุษย์
ไม่ว่าจะเป็นผิวแดง ดำ หรือขาว พระองค์ทรงคัดเลือกท่านมาให้ดำรงตำแหน่งนบี และมอบคัมภีร์เล่มหนึ่งมาให้ท่าน ปรากฏว่าคนแรกที่ศรัทธาในตัวท่านคือ อะลี บินอะบีฏอลิบ(อ) บุตรแห่งผู้เป็นลุงของท่านเองในขณะที่อะบูฏอลิบทัดทานและยับยั้งเขาอยู่ เขาดำเนินการเคลื่อนไหวท่ามกลาง พวกมิจฉาทิฐิแห่งตระกูลกุเรช และท่ามกลางผู้คนซึ่งมีทั้งที่ปกป้องท่านและให้ร้ายท่าน ภารกิจของท่านคือเผยแผ่สาส์นแห่ง
พระผู้อภิบาลของท่าน ท่ามกลางเสียงคัดค้านและการให้ร้ายต่างๆนั้น อะบูฏอลิบผู้เป็นลุงของท่านก็ได้เสียชีวิตไป และเขาได้สั่งให้บุตรชายของตนสนับสนุนท่านรอซูล(ศ) ซึ่งเขาก็ได้ช่วยเหลือและสนับสนุนท่านโดยเอาตัวเองเข้าไปแลกกับภัยอันตรายทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นความเดือดร้อน หรืออุปสรรคที่น่าหวาดกลัวสักเพียงใดก็ตาม ในเหตุการณ์เช่นนี้อัลลอฮ์(ซ.บ.)ทรงเจาะจงที่จะให้มีอะลี(อ) ขึ้นมาท่ามกลางพวกกุเรช ให้เขามีเกียรติท่ามกลาง
ชาวอาหรับ และคนที่มิใช่ชาวอาหรับ”
------------------------------------------------
(15) อัล อิซตีอาบ ภาคผนวกของหนังสืออัล อิศอบะฮ์ เล่ม 3 หน้า 40
(16) อัล อะอิมมะตุล อิซนาอะซัร ของอิบนุฏลูน หน้า 56
ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ) เคยเรียกบรรดาลูกหลานของ
อับดุลมุฏฏอลิบมาชุมนุม ในจำนวนนั้น มีทั้งอะบูฏอลิบ และอะบูละฮับ ซึ่งมีด้วยกันในวันนั้น 40 คน ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ) ได้เรียกคนเหล่านั้น รวมทั้งอะลี (อ) ผู้รับใช้ของท่าน โดยที่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ) นั่งอยู่ต่อหน้าของลุงของท่านเอง ท่านกล่าวว่า
“ในหมู่พวกท่าน จะมีใครบ้างที่ประสงค์ในความเป็นพี่น้องกับฉัน เป็นผู้ร่วมภารกิจ เป็นทายาท และเป็นผู้สืบอำนาจ(คอลีฟะฮ์)แทนฉันในหมู่ประชาชาติของฉัน และเป็นผู้ปกครองของผู้ศรัทธาทุกคนภายหลังจากฉัน ?”
คนทั้งหลายต่างพากันนิ่งเงียบแม้ว่าท่านจะกล่าวย้ำถึง 3 ครั้ง แต่ทุกครั้ง
ท่านอิมามอะลี(อ)กล่าวว่า “ข้าแต่ศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ) ฉันจะอยู่กับท่านเอง”
แล้วท่านก็เอาศีรษะของท่านอิมามอะลี(อ) วางลงในตักของท่านแล้วกล่าวว่า “ข้าแต่อัลลอฮ (ซ.บ.) ขอได้โปรดประทานวิชาความรู้ ความเข้าใจและวิทยปัญญา ให้มีอยู่ในตัวเขาอย่างเต็มเปี่ยม”
ต่อจากนั้น ท่านได้กล่าวแก่อะบูฏอลิบว่า
“โอ้ท่านอะบูฏอลิบ บัดนี้จงเชื่อฟังบุตรของท่าน และจงปฏิบัติตามเถิด แน่นอนที่สุด
อัลลอฮ์(ซ.บ.)แต่งตั้งเขาให้อยู่ในตำแหน่งของฮารูนที่เคยมีต่อมูซาและทรงประทานความเป็นพี่น้องระหว่างอะลี(อ)กับตัวของศาสนทูตของพระองค์แล้ว”(17)
----------------------------------------------------------
(17) อัล เฆาะดีร เล่ม 2 หน้า 107
12. ท่านอับดุลลอฮ์ บินอับบาส ได้กล่าวแก่คนกลุ่มหนึ่งที่กล่าวหาท่านอะลี(อ)ว่า “ความวิบัติจะมีแก่พวกท่านทั้งหลาย จำไม่ได้หรือ เขาคือคนที่ได้ยินเสียงการมาของญิบรออีล (อ) ที่มายังบ้านของเขา แน่นอนที่สุดอัลลอฮ์ (ซ.บ.) เคยมีโองการตำหนิสาวกของศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ) ไว้
ในอัล กุรอานทั้งนั้นแต่ไม่เคยกล่าวถึงเขาเลย นอกจากในแง่ดี”(18)
“ท่านอิมามอะลี(อ)ได้มีวิชาความรู้มากถึงเก้าสิบหมวดหมู่ แต่ขอสาบาน ด้วยพระนามของอัลลอฮ์(ซ.บ.)ว่าความรู้ของพวกท่านที่มีอยู่รวมด้วยกันคือ สิบหมวดหมู่ที่เหลือนั่นเอง”(19)
“ท่านอิมามอะลี(อ)มีคุณสมบัติพิเศษ 4 ประการ ซึ่งไม่มีใครได้รับคุณสมบัติดังกล่าวนี้
นอกจากเขาคนเดียวนั่นคือเขาเป็นคนแรก ไม่ว่าจะเป็นคนในหมู่
ชาวอาหรับ หรือไม่ใช่อาหรับที่ยืนนมาซร่วมกับท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)เขาคือคนที่ถือธงประจำกองรบ ในการทำสงครามทุกครั้ง เขาคือคนที่อดทนในการยืนเคียงข้างท่านนบี ในยามที่คนอื่น ๆ วิ่งหนี เขาคือคนที่อาบน้ำให้
และนำร่างของท่านลงในสุสาน”(20)
-----------------------------------------------------------------
(18) ตัซกิเราะตุลเคาะวาศ หน้า 90 และอัล-อิซตีอาบ ภาคผนวกของหนังสืออัล อิศอบะฮ์ เล่ม 3หน้า 40
(19) อัล อะอิมมะตุล อิซนาอะซัร ของอิบนุฏอลูน หน้า 52
(20) อัล อิซตีอาบ ภาคผนวกของหนังสืออัล อิศอบะฮ์ เล่ม 3 หน้า 27
13. ท่านอับดุลลอฮ์ บินอุมัร ได้กล่าวแก่ท่านนาฟิอ์ บินอัซร็อก เมื่อครั้งที่ท่านนาฟิอ์ กล่าวว่า “ฉันเกลียดชังอะลี” ว่า
“อัลลอฮ์(ซ.บ.)จะประทานความเกลียดชังแก่ท่าน ท่านจะเกลียดชังคนที่มีความดีเด่นที่สุดเหนือกว่าคนทั้งหลาย และสิ่งทั้งมวลที่มีอยู่ในโลกนี้กระนั้นหรือ ?”(21)
ท่านกล่าวอีกว่า “ไม่มีอะไรที่ฉันรู้สึกว่า น่าเสียใจที่สุดเท่ากับการที่ฉันมิได้ออกทำการต่อสู้กลุ่มชนที่ละเมิดร่วมกับท่านอิมามอะลี (อ)” (22)
14. ท่านสะอีด บินอ๊าศกล่าวว่า “สิ่งที่ฉันภูมิใจที่สุดคือขออย่าให้คนที่ฆ่าบิดาของฉันต้องเป็นอะลี บินอะบีฏอลิบบุตรชายแห่งผู้เป็นลุงของท่านเลย” (23)
15. มุอาวิยะฮ์ได้กล่าวเมื่อครั้งที่ได้รับทราบข่าวเกี่ยวกับการเสียชีวิตของท่านอิมามอะลี(อ)ว่า
“ความรู้ทางศาสนาและวิชาการต่าง ๆ ได้สูญสลายไปพร้อมกับการตายของบุตรอะบีฏอลิบ”(24)
ท่านอุตบะฮ์ผู้เป็นพี่ชายได้กล่าวทันทีว่า “จงอย่าให้พวกซีเรียได้ยินคำพูดคำนี้ของเจ้า”
เขาตอบไปว่า “เรื่องของฉัน เจ้าไม่เกี่ยว” (25)
-------------------------------------------------------------
(21) อัล มะนากิบ เล่ม 1 หน้า 240
(22) อัล อิซตีอาบ ภาคผนวกของหนังสืออัล อิศอบะฮ์ เล่ม 2 หน้า 53
(23) อะอ์ยานุชชีอะฮ์ 3 กอฟ 1 / 36
(24) อัล อิซตีอาบ ภาคผนวกของหนังสืออัล อิศอบะฮ์ เล่ม 3 หน้า 45
(25) เล่มเดิม
16. ท่านญาบิร บินอับดุลลอฮ์ อัล อันศอรี ได้กล่าวว่า
“เราไม่สามารถรู้จักเลยว่าใครเป็นพวกกลับกลอก(มุนาฟิก) นอกจากสังเกตกับคนที่เกลียดชังท่านอิมามอะลี บินอะบีฎอลิบ(อ)” (26)
17. ท่านฎิร็อร บินฎ็อมเราะฮ์ อัลกะนานี ได้กล่าวถึงคุณลักษณะของท่านอิมามอะลี(อ)
เมื่อตอนที่มุอาวิยะฮ์ขอร้องให้เขาพรรณนาให้ฟัง ดังนี้
“ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮ์(ซ.บ.) เขาคือคนที่มีพละกำลังยอดเยี่ยมสุดเหลือ
ประมาณ พูดจาอย่างเชี่ยวชาญ ตัดสินอย่างยุติธรรม วิชาความรู้กระจายออกมาจากตัวของเขารอบด้าน มีวาจาที่เปี่ยมด้วยวิทยปัญญา เป็นคนที่มีชีวิตอยู่บนโลก และบนความสุนทรีย์ของมันอย่างถือสันโดษ เป็นคนที่ชินกับกลางคืนและความโดดเดี่ยว เป็นคนที่หลั่งน้ำตาเสมอ ครุ่นคิดใคร่ครวญ
ตลอดเวลา เป็นคนที่ไม่แบมือรับ และสั่งสอนตัวเอง ชอบสวมใส่เสื้อผ้าหยาบ ๆ และเรียบง่าย ชอบอาหารแบบธรรมดาสามัญ เขาอยู่กับเราเหมือนอย่างพวกเราได้ เขาเข้ามาหาเราเมื่อเราเข้าหาเขา เขาตอบเราเมื่อเราถาม เขาจะมาทันทีที่เราเรียก เขาจะบอกเราเมื่อเราขอร้องให้บอก ขอสาบานด้วยพระ
นามของอัลลอฮ์(ซ.บ.)ว่าพวกเราได้ใกล้ชิดกับเขามาก แต่เขาใกล้ชิดกับเรามากกว่านั้น เราแทบจะพูดถึงความดีงามของเขาไม่หมด เมื่อเขายิ้ม ฟันของเขาจะเรียงรายเป็นระเบียบราวไข่มุก เขาให้เกียรติคนเคร่งศาสนา เขาใกล้ชิดกับคนยากจน คนที่เข้มแข็ง ไม่อาจฉกฉวยข้อผิดพลาดในตัวเขาได้
คนอ่อนแอก็ไม่เคยผิดหวังจากความยุติธรรมของเขา
----------------------------------------------------------------
(26) เล่มเดิม
ฉันเคยเห็นเขายืนอยู่โดดเดี่ยวในยามค่ำคืน
ท่ามกลางแสงระยิบระยับของดวงดาว เขาจับเคราของตัวเอง แล้วคลี่ไปมา เขาร้องไห้ด้วยความโศกเศร้า ฉันยังจำคำพูดในตอนนั้นของเขาได้จนบัดนี้ว่า ข้าแต่พระผู้อภิบาล ข้าแต่พระผู้อภิบาล ซึ่งเขาถ่อมตนต่อพระองค์ที่สุด”
เขากล่าวอีกว่า “โอ้โลกเอ๋ย จงหลอกลวงบุคคลอื่นซึ่งไม่ใช่ฉันเถิด กับฉันเจ้าจงผินหลังให้เสียเถิด หรือว่าเจ้าปรารถนาต่อฉัน จงไปให้ห่างไกลเสียเถิด จงไปให้ห่างไกลเสียเถิด แท้จริงฉันได้สลัดเจ้าทิ้งถึงสามครั้งแล้วซึ่งไม่อาจจะกลับคืนมาได้อีก อายุของเจ้าสั้นก็จริง แต่พิษสงของเจ้า มันช่างใหญ่หลวงนัก หนทางชีวิตของเจ้ามันอันตราย โอ้ ผู้ที่มีเสบียงเพียงเล็กน้อย แต่หนทางเดินยังยาวไกล และต้องโดดเดี่ยวในหนทางนั้นอย่างน่าสพึงกลัว”
มุอาวิยะฮ์ถึงกับร้องไห้ จนไม่สามารถสกัดกั้นหยาดน้ำตาที่หยดลงบนเคราของตนได้ เขากล่าวว่า
“ขอให้อัลลอฮ์(ซ.บ.)ประทานความเมตตาแก่บิดาของฮะซัน
ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮ์(ซ.บ.) เขาเป็นอย่างนั้นจริง ๆ แล้วเจ้าเสียใจอะไรหรือฎิร็อร?”
เขากล่าวว่า “ความเสียใจของผู้หญิงที่บุตรของตนถูกเชือดให้ตายคาตักนั้น ย่อมไม่มีอะไรหยุดยั้งได้” (27)
----------------------------------------------------------
(27) ศิฟะตุศ ศอฟวะฮ์ เล่ม 1 หน้า 122 และตัชกิเราะตุล เคาะวาศ หน้า 70 อะอ์ยานุชชีอะฮ์ 3กอฟ 1 / 25
18. ท่านกอกออ์ บินซิรอเราะฮ์ ได้ยืนที่สุสานของท่านอิมามอะลี(อ)แล้วกล่าวว่า
“ข้าแต่ท่านอะมีรุลมุมินีน ขอให้อัลลอฮ์(ซ.บ.)ประทานความปีติชื่นชมแก่ท่าน ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮ์ว่า ชีวิตของท่านคือกุญแจที่ไขความดีงาม และถ้าหากประชาชนทั้งหลายให้การยอมรับท่าน แน่นอนพวกเขาจะได้บริโภคความดีงามทั้งที่อยู่เบื้องบน และที่อยู่เบื้องล่าง แต่ทว่าพวกเขาเนรคุณต่อความโปรดปราน และลุ่มหลงกับโลกนี้”(28)
19. ท่านฮะซัน บัศรี ได้กล่าวว่า
“ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮ์(ซ.บ.) เขาเป็นธนูที่แม่นฉมังของอัลลอฮ์(ซ.บ.) ที่พุ่งไปต้องแก่ศัตรูของพระองค์ เขาเป็นจอมปราชญ์แห่งประชาชาตินี้ เป็นความภาคภูมิใจ เป็นความประเสริฐสำหรับประชาชาตินี้ เป็นผู้ที่ใกล้ชิดที่สุดของศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)ในประชาชาตินี้ เขาไม่เคยเผลอใผลในคำสั่งของอัลลอฮ์(ซ.บ.) เขาไม่เคยอาทรต่อศาสนาของอัลลอฮ์(ซ.บ.) และไม่เคยฉกฉวยทรัพย์สินของอัลลอฮ์(ซ.บ.) อัล กุรอานได้ยกย่องในเกียรติภูมิของเขา เขาคือ อะลี บินอะบีฎอลิบ”(29)
----------------------------------------------------------
(28) ตารีค ยะอ์กูบี เล่ม 2 หน้า 191
(29) อักดุล ฟะรีด เล่ม 2 หน้า 271 และอัล อิศอบะฮ์ เล่ม 3 หน้า 47
20. ท่านอะฏออ์เคยถูกตั้งคำถามว่า “ในบรรดาสาวกของศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ) มีใครสักคนไหมที่มีความรู้มากกว่าอะลี?”
ท่านตอบว่า “ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮ์ว่า ไม่มีคนที่รู้มากกว่าเขา” (30)
21. ท่านอับดุลลอฮ์ บินอิยาช บินอะบีรอบีอะฮ์ ได้กล่าวแก่ สะอีด บินอัมร์ บินสะอีด บินอาศ
เมื่อสะอีดถามว่า “โอ้ลุงเอ๋ย ทำไมคนทั้งหลายถึงต้องเอาแบบอย่างตามคุณลักษณะของอะลี (อ)?”
เขาจึงกล่าวว่า “ลูกของน้องชายเอ๋ย เพราะว่า อะลีมีสิ่งที่เจ้าต้องการอยู่ในตัวเขา อันได้แก่วิชาความรู้ที่เที่ยงแท้ที่สุด เขาคือเครือญาติที่ใกล้ชิดที่สุดของท่านนบีและเป็นบุคคลแรกในอิสลาม
เป็นเขยของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ) เป็นผู้มีความรอบรู้ในซุนนะฮ์ เป็นนักต่อสู้ที่ฉกาจในสนามรบและเป็นคนเอื้ออารีต่อคนขัดสน”(31)
------------------------------------------------
(30) อะซะดุล ฆอบะฮ์ เล่ม 4 หน้า 22
(31) ตะอ์ซีบุต ตะฮ์ซีบ เล่ม 7 หน้า 338 และอะซะดุล ฆอบะฮ์ เล่ม 4 หน้า 22
22. ท่านอามิร บินอับดุลลอฮ์ บินซุบัยร์ ได้กล่าวกับลูกของตนที่ลบหลู่ท่านอะลี(อ)ว่า
“ลูกเอ๋ย เจ้าจงระวัง และจงกลับคำพูดเสีย เพราะแท้จริงบนีมัรวานสาปแช่งเขามาเป็นเวลาถึง 60 ปี แต่อัลลอฮ์(ซ.บ.)มิได้ให้อะไรแก่เขาเลยนอกจากยกย่องเขาตลอดมา แท้จริงไม่ว่าศาสนาจะสร้างอะไรขึ้นมา โลกนี้จะต้องทำลายสิ่งนั้น ๆ เสมอ และโลกนี้ก็ไม่สามารถจะสร้างอะไรขึ้นมา
ได้ นอกจากจะต้องย้อนกลับไปหาสิ่งที่ตนทำลายลงไปเมื่อคราวก่อน”(32)
23. ท่านมุฮัมมัด บุตรของท่านอะบูบักร์ บินกุฮาฟะฮ์ เขียนหนังสือถึง มุอาวิยะฮ์มีใจความตอนหนึ่งว่า
“คนแรกที่ตอบรับและศรัทธาและเชื่อมั่น และยอมรับโดยดุษณีย์คือผู้มีศักดิ์เป็นพี่ชายของท่านศาสดา(ศ)ผู้เป็นบุตรแห่งลุงของท่านศาสดา(ศ)นั่นคือ อะลี บินอะบีฎอลิบ เขาเชื่อมั่นต่อท่านศาสดา(ศ)ในสิ่งเร้นลับพ้นญาณวิสัย เขาเจริญรอยตามท่านศาสดาเหนือกว่าญาติอันเป็นที่รักทุกคน
เขาเอาตัวเองเป็นโล่ห์กำบังให้ท่านศาสดา(ศ)ปลอดภัยทุกครั้งคราว เขาร่วมทำสงครามกับท่านศาสดา(ศ) เขามีความสุขเมื่อท่านศาสดา(ศ)มีความสุข เขามีแต่เสียสละเพื่อท่านศาสดา(ศ) ทั้งยามกลางวันและกลางคืน ทั้งในยามที่น่าหวาดกลัว และน่าประหวั่นพรั่นพรึง จนกระทั่งมีชัยชนะใน
ด้านความดีงาม จนไม่มีผู้ใดเสมอเหมือน ในบรรดาผู้ที่เชื่อถือตามท่านศาสดาไม่มีใครเคยมีผลงานที่ใกล้เคียงกับเขาเลย แน่นอนฉันก็รู้ว่าเจ้าก็สูงส่ง แต่เจ้าก็คือเจ้า ส่วนเขาก็คือเขา เขาเป็นคนมีเจตนารมณ์ที่ซื่อสัตย์ที่สุด เขาเป็นคนมาจากเชื้อสายที่ดีที่สุด เขาเป็นคนที่มีภรรยาที่ประเสริฐที่สุด
-----------------------------------------------
(32) อัล อิซตีอาบ ภาคผนวกของหนังสืออัล อิศอบะฮ์ เล่ม 3 หน้า 55
เขาเป็นลูกของลุงที่ดีที่สุด ลุงของเขาคือ ประมุขของบรรดาวีรชน ผู้พลีชีพเพื่ออิสลาม บิดาของเขาคือผู้ปกป้องศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)
ความหายนะจะประสบแก่เจ้า ที่เจ้าเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับอะลี(อ) ในขณะที่เขาคือทายาทของศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ) และเป็นบิดาของคนที่อยู่ในฐานะบุตรของท่าน เป็นคนแรกที่เชื่อถือตามท่านศาสดา(ศ) และใกล้ชิดกับท่านศาสดา(ศ)มากที่สุด ในอัน
ที่จะรับข้อผูกพันต่าง ๆ เขาคือคนที่ท่านศาสดาบอกความลับด้วย และเป็นคนประกาศคำสั่งของ
ท่าน”(33)
24. ท่านชุอ์บีกล่าวว่า
“ท่านอะลี บินอะบีฎอลิบกับประชาชาตินี้ เสมือนหนึ่งท่านมะซี้ห์ (ท่านนบีอีซา) บุตรของมัรยัมในหมู่ชาวบนีอิสรออีล ประการหนึ่ง นั่นคือคนพวกหนึ่งรักเขาแต่ต้องปกปิดความรักนั้น คนพวกหนึ่งเกลียดชังเขาแต่ต้องปกปิดความเกลียดชังนั้น ท่านเป็นผู้ที่มีความเอื้อเฟื้อมากที่สุดในหมู่ประชาชนที่พระองค์อัลลอฮ์(ซ.บ.)ทรงรัก เพราะท่านไม่เคยตอบปฏิเสธผู้ที่ร้องขอเลย แม้แต่เพียงครั้งเดียว”(34)
25. ท่านอุมัร บินอับดุลอะซีซ ได้กล่าวว่า
“เราไม่เคยรับรู้อีกเลยว่า ในประชาชาตินี้ หลังจากท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)แล้ว ยังจะมีใครอีกที่สมถะมากกว่าอะลี บินอะบีฎอลิบ”(35)
--------------------------------------------------------------
(33) มุรูญซ ซะฮับ เล่ม 2 หน้า 43
(34) อัล อักดุล ฟะรีด เล่ม 2 หน้า 216
(35) อะซะดุล ฆอบะฮ์ เล่ม 4 หน้า 24 และตัชกิเราะตุเคาะวาศ หน้า 64
26. ท่านมุอาวิยะฮ์ บุตรของยะซีด บินมุอาวิยะฮ์ กล่าวคุฏบะฮ์บนมิมบัรว่า
“แน่นอนมุอาวียะฮ์ผู้เป็นปู่ของข้าได้ถอดถอนบุคคล ผู้มีความเหมาะสมในการเป็นผู้นำสำหรับภารกิจอันนี้มากกว่าใครๆ ทั้งหมด เพราะท่านอิมามอะลี(อ) เป็นญาติผู้ใกล้ชิดของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)
คุณงามความดีของเขามีมากมาย และรุดหน้ายิ่งนัก เป็นคนที่เก่งกาจเกินกว่า
พวกอพยพทั้งมวล เป็นคนมีหัวใจที่แกร่งกล้าที่สุด เป็นคนมีความรู้มากที่สุด เป็นคนแรกที่ศรัทธา เป็นคนมีเกียรติมากที่สุด เป็นพี่น้องของท่านนบี
ท่านนบี(ศ)จัดการแต่งงาน เขากับบุตรสาวของท่านเองคือ ฟาฏิมะฮ์(อ) ท่านนบีได้ให้เขาเป็นสามีของนาง โดยที่ท่านเลือกให้นางเอง และให้นางเป็นภรรยาของเขา โดยที่ท่านได้เลือกนางให้แก่เขาเอง เขาคือบิดาแห่งผู้เป็นสายตระกูลสองคน อันเป็นประมุขของชายหนุ่มชาวสวรรค์ เป็นผู้ประเสริฐที่สุดสำหรับประชาชาตินี้ ที่ผ่านการเลี้ยงดูมาโดยท่านศาสนทูต(ศ) และเป็นบุตรชายสองคนของท่านหญิงฟาฏิมะฮ์(ศ) ผู้บริสุทธิ์ผู้มาจากพฤกษาที่ดี
เลิศ สะอาด บริสุทธิ์ แล้วปู่ของข้าก็เผชิญหน้ากับเขาตามที่พวกท่านรู้กันอยู่แล้ว และพวกท่านก็เผชิญหน้ากับเขาทั้ง ๆ ที่พวกท่านก็มิได้โง่เขลาเลย”(36)
--------------------------------------------------------------
(36) ฮะยาตุล ฮะยะวาน อัล กุบรอ เล่ม 1 หน้า 57
27. ท่านอะบู กัยซ์ อัลเอาดี ได้กล่าวว่า
“ฉันได้มีโอกาสพบเห็นคนสามประเภทคือ หนึ่งคนเคร่งศาสนาที่รักท่านอะลี(อ) สองคนที่หลงใหลต่อโลกที่รักใคร่มุอาวิยะฮ์ สามพวกนอกรีต(คอวาริจญ์)” (37)
28. ท่านอิบนุ ชิบเราะมะฮ์กล่าวว่า
“จะไม่มีมนุษย์คนใดอีกแล้ว ที่สามารถพูดบนมิมบัรได้ว่า “จงถามฉันเถิด” นอกจากอะลีบินอะบีฎอลิบ เพียงคนเดียว” (38)
29. ท่านอิบนุอิสหากกล่าวว่า
“คนแรกที่ได้รับการกล่าวถึงว่า ศรัทธาต่ออัลลอฮ์(ซ.บ.) และศาสนทูตของพระองค์(ศ)คืออะลี อิบนิอะบีฏอลิบ ซึ่งขณะนั้นเขามีอายุเพียง 10 ปี เท่านั้นเอง”(39)
30. ท่านเศาะอ์ศออะฮ์ บินซูฮาน กล่าวว่า
“เขาคือผู้คุ้มครองคนที่สำรวมตน เป็นผู้ยังความประเสริฐซึ่งชีวิตเป็นผู้มีความโอบอ้อมอารี เป็นคนมีใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เป็นคนเด็ดขาด เป็นคนมีใจบุญสุนทาน คบเพื่อน เป็นแสงสว่างที่เจิดจ้าไม่เคยดับ ทั้งผลงานและคำพูดของเขาไม่เคยเหลวใหล เป็นบุตรที่ประเสริฐ เป็นบิดาที่ประเสริฐ
เป็นแสงสว่างของปฐพี เป็นครูที่ลือชื่อ เป็นคนกล้าที่ถูกกล่าวถึงเสมอ เป็นคนมักน้อยกับโลก เป็นคนแสวงหาแต่ปรโลกเท่านั้น”(40)
------------------------------------------------------------
(37) อัล อิซตีอาบ ภาคผนวกของหนังสืออัล อิศอบะฮ์ เล่ม 3 หน้า 57
(38) อะอ์ยานุชชีอะฮ์ 3 กอฟ 1 / 103
(39) อัล อิซตีอาบ ภาคผนวกของหนังสืออัล อิศอบะฮ์ เล่ม 3 หน้า 31
(40) ตัซกิเราะตุลเคาะวาศ หน้า 69
31. ท่านซุฟยาน บินอัยยินะฮ์ กล่าวว่า
“อะลี บินอะบีฎอลิบ มิได้สร้าง (คุณงามความดี) เหมือนอย่างก่ออิฐลงไปบนอิฐ หรือวางไม้ลงไปบนท่อนไม้”(41)
32. ท่านอะหนัฟ บินกัยซ์ กล่าวแก่มุอาวิยะฮ์ว่า
“คุณงามความดีของอะลี บินอะบีฎอลิบ ขึ้นต่ออัลลอฮ์(ซ.บ.) เท่านั้น แน่นอนเขาเพียรพยายามด้วยตัวเขาเองอย่างชนิดที่ท่านและคนอื่น ๆ ไม่อาจเทียบเทียมได้”(42)
33. ท่านคอลิด บินมุอัมมัร กล่าวแก่มุอาวิยะฮ์ว่า
“ฉันรักอะลี(อ) เพราะเหตุผล 3 ประการ คือรักความโอบอ้อมอารีของเขาเมื่อยามเขาโกรธรักความซื่อสัตย์ของเขาเมื่อยามเขาพูด รักความยุติธรรมของเขาเมื่อยามเขาตัดสิน”(43)
34. ท่านษาบิต บินกัยซ์ บินซิมาซ อัล อันศอรี กล่าวกับท่านอะลี(อ) หลังจากทำพิธีมอบสัตยาบันให้ท่านในโอกาสรับตำแหน่งคอลีฟะฮ์ว่า
“ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮ์ โอ้ ท่านอะมีรุลมุมินีน ถึงแม้เขาเหล่านั้น จะดำเนินการในเรื่องการปกครองล้ำหน้าท่าน แต่พวกเขาก็มิได้ล้ำหน้าท่านในเรื่องศาสนา แม้ว่าเมื่อวานนี้พวกเขาจะชนะท่านจนรุดหน้าไป แต่วันนี้ท่านก็ตามพวกเขาทันแล้ว แน่นอนฐานภาพของท่านไม่เคยเป็นที่สงสัย และไม่มีใครที่ไม่รู้ถึงฐานะของท่าน เขาทั้งหลายต้องเข้ามาหาท่านเสมอ ในกรณีที่พวกเขาไม่รู้ แต่ท่านไม่เคยเข้าหาใครสักคนเดียว เพราะความรู้อยู่ที่ ตัวท่านเอง”
-------------------------------------------------------
(41) อัล อะอิมมะตุล อิซนาอะซัร ของอิบนุฏูลูน หน้า 52
(42) ตัซกิเราะตุลเคาะวาศ หน้า 64
(43) อัล ฟุศูลุล มุฮิมมะฮ์ หน้า 111
35. ท่านคุซัยมะฮ์ บิน ษาบิต อัล อันศอรี กล่าวว่า
“โอ้ ท่านอะมีรุลมุมินีน หากไม่มีท่านเราย่อมไม่มีโอกาสได้รับกิจการศาสนาของเรา หากไม่มีท่านเราก็ไม่มีที่หวนกลับไปหา แน่นอนเราต้องยืนยันความจริงต่อตัวของเรา เพราะว่าท่านคือคนแรกที่มีความศรัทธา เป็นคนที่มีความรู้ในเรื่องของอัลลอฮ์(ซ.บ.)มากที่สุด เป็นผู้ปกครองบรรดา
ผู้ศรัทธาต่อจากท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)สิ่งที่มีอยู่ ณ พวกเขาเหล่านั้น เป็นของท่านแต่สิ่งที่มีอยู่ที่ตัวท่าน มิได้เป็นของพวกเขาเหล่านั้นเลย”(44)
36. ท่านมาลิก อัล อัชตัร ได้กล่าวหลังจากทำพิธีมอบสัตยาบันให้แก่ท่านอิมามอะลี(อ)ดำรงตำแหน่งเป็นคอลีฟะฮ์แล้วว่า
“ประชาชนทั้งหลาย นี่คือทายาทของบรรดาทายาททางศาสนาเป็นผู้สืบมรดกของบรรดานบี เป็นผู้ผ่านการทดสอบอันยิ่งใหญ่ เป็นผู้มีคุณงามความดีเป็นเลิศ ซึ่งคัมภีร์ของอัลลอฮ์(ซ.บ.)เป็นพยานยืนยันความศรัทธาของเขาและของศาสนทูตแห่งพระองค์...”(45)
37. ท่านอะนัส บิน มาลิกถูกถามถึงเรื่องที่ว่า ใครเป็นคนสำคัญที่สุดสำหรับท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)
ท่านตอบว่า “ฉันไม่เคยเห็นใครแม้แต่คนเดียวที่อยู่ในฐานะเช่น
ท่านอะลี บิน อะบีฏอลิบ (อ) คือถึงขนาดสามารถเข้าพบท่านศาสดา(ศ)ได้ในยามกลางคืน อยู่จนถึงสว่างแต่เพียงลำพังกับท่านศาสดา(ศ)เขาเป็นอยู่อย่างนี้กับท่านศาสดา(ศ)จนท่านศาสดา(ศ)จากโลกนี้ไป”
------------------------------------------------------------
(44) ตารีค ยะอ์กูบีย์ เล่ม 2 หน้า 155
(45) เล่มเดิม
แน่นอน ฉันเคยได้ยินท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)กล่าวว่า
“โอ้ อะนัสเจ้ารักอะลีหรือไม่ ?”
ฉันตอบว่า “ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮ์ (ซ.บ.) ข้าแต่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ) ฉันไม่เคยรักเขาเหมือนอย่างที่ท่านรัก”
ท่านกล่าวว่า “เจ้าจงรู้ไว้เถิด ถ้าหากเจ้ารักเขา อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ก็จะรักเจ้า แต่ถ้าหากเจ้าเกลียดชังเขา อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ก็เกลียดชังเจ้า และถ้าหากอัลลอฮ์ (ซ.บ.) เกลียดชังเจ้าแล้วไซร้ ไฟนรกจะเผาผลาญเจ้า” (46)
38. ท่านหญิงอุมมุ ซะละมะฮ์ กล่าวว่า
“ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮ์(ซ.บ.) แท้จริงท่านอิมามอะลี บินอะบีฏอลิบ(อ) อยู่กับสัจธรรมยิ่งกว่าพรรคพวกของเขาเป็นผู้ได้รับพันธะสัญญาให้ทำหน้าที่เป็นผู้ตัดสินในกิจการทั้งปวง”(47)
------------------------------------------------------------
(46) กัซฟุลฆอมมะฮ์ หน้า 118
(47) อัลกุนนีวัลอัซมา ของ เดาลาบี เล่ม 2 หน้า 89
บทนำ.. 2
ตำแหน่งอิมาม. 2
ตำแหน่งอิมามได้รับการยืนยันด้วยอะไร. 10
ทำไมต้องมีอิมาม?. 11
ใครคืออิมาม?. 12
ข้อบัญญัติจากท่านศาสนทูต (ศ) ในเรื่องบรรดาอิมาม (อ) 18
อิมามอะมีรุลมุมินีน (ความสันติสุขพึงมีแด่ท่าน) 46
ชีวประวัติของท่านอิมามอะลี(อ) 48
ประมวลแห่งคุณงามความดี. 53
ในทัศนะของอัล-กุรอาน. 69
วิถีชีวิตของท่านอะลี(อ) 88
คำปราศรัยอันทรงคุณค่าของท่านอะมีรุลมุมีนีน(อ) 96
สุภาษิตอันลือชื่อของท่านอิมามอะลี(อ) 104
ตอบคำถามของอิมามอะลี(อ) 108
ลึกซึ้งและสะสวย. 108
ถาม-ตอบ. 108
เรื่องที่ 1. 108
ถาม-ตอบ. 109
เรื่องที่ 2. 109
ถาม-ตอบ. 111
เรื่องที่ 3. 111
ถาม-ตอบ. 112
เรื่องที่ 4. 112
ถาม-ตอบ. 113
เรื่องที่ 5. 113
ถาม-ตอบ. 114
เรื่องที่ 6. 114
วินิจฉัยอันชาญฉลาดของท่านอะมีรุลมุมีนีน(อ) 115
คำวิงวอนอย่างสั้น. 133
การตอบสนองที่มีต่อบทดุอาอ์ของท่านอะลี(อ) 140
------------------------------------------------------------------------- 141
การบริจาคทานและเสียสละเพื่อการกุศลของอิมามอะลี(อ) 143