ชีวประวัติอิมามฮะซัน
การจัดกลุ่ม ห้องสมุดศาสดาและวงศ์วาน
นักเขียน ศาสตราจารย์เชคอะลีมุฮัมมัด อะลีดุคัยยิล
ภาษาของหนังสือ تایلندی
ปีที่พิมพ์ 1404

อัตชีวประวัติอิมามมะศูมีน 2

อิมามฮะซัน(อ)

เขียนโดย

ศาสตราจารย์เชคอะลีมุฮัมมัด อะลีดุคัยยิล


บทนำ

ในเมื่อประชาชาติทั้งหลายต่างให้ความสำคัญต่อวิถีชีวิตของบุคคลสำคัญและบรรพชนที่ยิ่งใหญ่ของตนโดยได้มีการอนุรักษ์ไว้ซึ่งอนุสรณ์ทั้งหลายของคนเหล่านั้นและยกย่องคนเหล่านั้นไว้ให้คงอยู่ในฐานะที่ต้องรำลึกถึง และเป็นบทเรียนสำหรับอนุชนรุ่นต่อๆ มา

ด้วยเหตุนี้เอง เราจะเห็นว่า เรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งที่ส่งเสริมเอกลักษณ์ของประชาชาตินั้นๆ และนับเป็นสื่อในการประชาสัมพันธ์ของประชาชาตินั้นๆ ได้เป็นอย่างดี จึงจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับประชาชาติอิสลามที่จะต้องศึกษาชีวประวัติของบรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อ)ตลอดจนจำเป็นจะต้องวิเคราะห์และติดตามอย่างใกล้ชิดกับเรื่องราวอันเป็นที่มาของบุคคลเหล่านี้ เพื่อที่ว่าจะได้มีการนำเอาความรู้

ผลงานและแบบอย่างในการดำเนินชีวิตของคนเหล่านั้นมาเป็นบรรทัดฐานแห่งชีวิตของตน เพื่อบรรลุสู่ความสุข ความเจริญ และประสบกับความดีงามอย่างแท้จริง ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการนำธงชัยของประชาชาติอิสลามมาโบกสะบัดอีกครั้งหนึ่งบนพื้นโลกนี้

หนังสือเล่มนี้จะรวบรวมชีวประวัติสั้นๆของอิมามท่านที่สองจากบรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อ) นั่นคือ ท่านอะบีมุฮัมมัด อัล-ฮะซัน บิน

อะมีรุลมุมินีน(อ) โดยเราจะบันทึกบางฮะดีษและบางโองการที่เกี่ยวข้องกับอิมามท่านนี้ และเกร็ดชีวิตบางตอนของท่าน และเราจะกล่าวถึงคำปราศรัยและถ้อยคำบางตอนของท่านพอสังเขป

ซึ่งในตอนท้ายของบท เราจะสรุปลงด้วยคำสดุดีที่บรรดาสาวกชั้นผู้ใหญ่ นักปราชญ์ ตลอดจนบุคคลสำคัญที่มีต่ออิมาม(อ)ท่านนี้ อันเป็นคำยืนยันจาก

บุคคลเหล่านั้นที่มีต่อความดีงามและเกียรติยศอันยิ่งใหญ่ของท่าน


หนังสือเล่มนี้มีจุดประสงค์ในการชี้นำให้คงไว้ซึ่งระเบียบแบบแผนของบรรดาอะฮฺลุลบัยตฺ ( อ) และเรียกร้องให้มีการดำเนินชีวิตตามแบบอย่างของคนเหล่านี้ ให้มีการสร้างจริยธรรมไปตามหลักจริยธรรมของคนเหล่านี้

อัล-กุรอานได้ประกาศว่า

“ จงกล่าวเถิดว่า นี่คือวิถีทางของฉัน ฉันเรียกร้องเชิญชวนยังอัลลอฮฺ โดยหลักฐานอันชัดแจ้ง ทั้งฉันเองและผู้ที่เชื่อถือตามฉัน มหาบริสุทธิ์ยิ่งเป็นของอัลลอฮฺ และฉันมิได้มาจากมวลผู้ที่ตั้งภาคี ” ( 1)

(1) ซูเราะฮ์ ยูซุฟ : 108


ชีวประวัติ

อิมามฮะซัน บินอะลี(อ)

นามจริง

อัล-ฮะซัน (เป็นชื่อที่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ตั้งให้)

ชื่อบิดา

ท่านอิมามอะลี อะมีรุลมุมินีน(อ)

ชื่อมารดา

ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ อัซ-ซะฮฺรออ์(อ)

ชื่อตา

ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)

ชื่อยาย

ท่านหญิงค่อดีญะฮฺ บินติ คุวัยลิด(ร.ฎ.)

ชื่อปู่

ท่านอะบูฏอลิบ บิน อับดุลมุฎฎอลิบ(ร.ฎ.)

ชื่อย่า

ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ บินติ อะซัด บิน ฮาชิม(ร.ฎ.)


น้องชายร่วมบิดามารดา

ท่านอิมามฮุเซน(อ)

น้องสาวร่วมบิดามารดา

ท่านหญิงซัยหนับ ท่านหญิงอุมมุ กุลศูม(อ)

สถานที่เกิด

ท่านเกิดที่เมืองมะดีนะฮฺ ในตอนกลางคืนของวันที่ 15 เดือน รอมฎอน

ฮิจญเราะฮ์ศักราชที่3

ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ได้มาหาท่าน แล้วกล่าวว่า

“ ข้าฯแต่อัลลอฮฺ ข้าฯขอให้พระองค์ทรงคุ้มครองเขา และบุตรของเขาให้พ้นจากมารร้ายชัยฎอนที่ถูกสาปแช่ง ”

แล้วท่านได้กล่าวคำอะซฺาน(ถ้อยคำเชิญชวนสู่การนมาซ) ที่หูข้างขวาและกล่าวคำอิกฺอมะฮฺ ( ถ้อยคำเชิญชวนให้เตรียมยืนนมาซ) ที่หูข้างซ้ายและตั้งชื่อให้ท่านว่า ฮะซัน แล้วทำการเชือดแกะเพื่อทำพิธีรับขวัญการกำเนิดของท่าน

บุคลิกลักษณะ

ท่านอิมามฮะซัน(อ) เป็นคนผิวขาว มีหนวดสีน้ำตาลอมแดง ดวงตากลมโต แก้มสองข้างเรียบ หนวดดก เคราดก คอเชิงระหง แข็งแกร่งบึกบึน ไหล่กว้าง สมส่วน รูปทรงปานกลาง เป็นคนที่มีใบหน้างดงาม ผมเป็นลอนดกดำ เรือนร่างสวยงาม


การใช้ชีวิตอยู่กับบิดา

เป็นคนที่อยู่ใกล้ชิดผู้เป็นบิดาตลอดระยะเวลาทั้งชีวิต เคยออกทำสงครามด้วยกันสามครั้ง

คือ สงครามอัล-ญะมัล สงครามศิฟฟิน และสงครามอัน-นะฮฺรอวาน

สมญานาม

อะบูมุฮัมมัด (ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ให้สมญานามนี้)

ฉายานาม

อัต-ตะกี (ผู้สำรวมตน) อัซ-ซะกี (ผู้ชาญฉลาด) อัซ-ซิบฏ (ผู้สืบตระกูล)

ลายสลักบนแหวน

อัล-อิซซะตุ ลิล ลาฮิ วะฮฺดะฮฺ

(เกียรติยศเป็นของอัลลอฮฺเพียงพระองค์เดียว)

ภรรยาของท่านที่ปรากฏชื่อ

เคาละฮฺ บินติ มันศูร อัลฟะซารียะฮฺ, อุมมุ อิซฮาก บินติฎอลฮะฮฺ บินอับดุลลอฮฺ อัตตัยมีย์, อุมมุบิชร์ บินติ อะบีมัซอูด อัล-อันศอรี ,ญุอ์ดะฮฺ บินติ

อับดุลลอฮฺ อัตตัยมีย์, อุมมุบิชร์ บินติ อะบีมัซอูด อัล-อันศอรี ,ญุอ์ดะฮฺ

บินติ อัล-อัชอัษ และฮินด์ บินติอับดุลเราะฮฺมาน บินอะบีบักร์

บุตรชาย

ซัยดฺ ,อัล-ฮะซัน ,อัมร์, อัลกอซิม, อับดุลลอฮฺ, อับดุลเราะฮฺมาน, อัล-ฮะซัน และฏอลฮะฮฺ


บุตรสาว

อุมมุลฮะซัน ,อุมมุลฮุเซน ,ฟาฏิมะฮฺ, อุมมุอับดิลลาฮฺ,ฟาฏิมะฮฺ ,

อุมมุซะละมะฮฺ และรุกฺอยยะฮฺ

การให้สัตยาบันต่อท่าน(อ)

ในวันที่ 21 เดือนรอมฎอน ปี ฮ.ศ. 40

คนรับใช้ของท่าน(อ)

ซะฟินะฮฺ (คนรับใช้ของท่านศาสดา)

อาลักษณ์ประจำตัวของท่าน(อ)

อับดุลลอฮฺ บินอะบีรอฟิอฺ

การทำสัญญาสงบศึก

ท่าน(อ)ทำสัญญาสงบศึกกับมุอฺาวิยะฮฺ ในวันที่ 15 เดือนญะมาดิล-อูลา ปี ฮ.ศ. 41 หลังจากพบกับความโลเลของสหายของท่าน

การวะฟาตของท่าน(อ).....

ท่านเป็นชะฮีดในวันที่ 7 เดือนเศาะฟัร ปี ฮ.ศ. 50

หลุมฝังศพของท่าน(อ)

ท่านอิมามฮุเซน(อ) ฝังท่าน(อ) ในสุสานอัลบะเกียะอฺ ข้างท่านย่าของท่านคือ ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ บินติอะซัด(ร.ฎ.)ตามคำสั่งเสียของตัวท่านเอง


ช่วงเวลาแห่งการเป็นอิมามของท่าน

ประมาณ 10 ปี

การทำลายหลุมฝังศพของท่าน(อ)

หลุมฝังศพของท่านถูกทำลายโดยฝีมือของพวกวะฮาบีในวันที่8 เดือนเชาวาล ปี ฮ.ศ.1344 พวกมันยังได้ทำลายหลุมฝังศพของบรรดาอิมาม(อ)ในสุสาน “ อัลบะเกียะอฺ ” ด้วย


ในทัศนะของอัล-กุรอาน

มีโองการต่างๆ ในอัล-กุรอานเป็นจำนวนมากกล่าวถึงเรื่องราวของบรรดาอะฮฺลุลบัยตฺ(อ)โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของอัศฮาบุลกิซาอ์(ผู้ที่อยู่ในผ้าคลุม) ห้าท่าน ทำไมจะไม่เป็นเช่นนี้ ก็ในเมื่อท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ได้นำเอาความสำคัญของพวกเขามาเชื่อมโยงกับอัล-กุรอาน และได้กำหนดให้พวกเขามีฐานะเทียบเท่ากับอัล-กุรอาน ? ซึ่งท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ได้กล่าวว่า

“ แท้จริงฉันได้ละทิ้งสิ่งสำคัญที่หนักยิ่งสองประการไว้ นั่นคือ คัมภีร์ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)และแบบแผนของฉันแห่งอะฮฺลุลบัยตฺของฉัน ตราบใดที่ท่านทั้งหลายยึดมั่นในสิ่งทั้งสองนี้ พวกท่านจะไม่หลงผิดอย่าเด็ดขาดภายหลังจากสมัยของฉัน ”

ในบทนี้เราจะกล่าวถึง 4 โองการจากอัล-กุรอานที่เกี่ยวกับท่านอิมามฮะซัน(อ)

1. จากซูเราะฮ์ อาลิอิมรอน : 61

“ ดังนั้น ผู้ใดก็ตามที่ขัดแย้งกับเจ้าในเรื่องนี้ หลังจากที่ความรู้ได้มายังเจ้าแล้ว ก็จงกล่าวเถิดว่า พวกท่านจงมาซิ เราจะเรียกบรรดาลูกๆ ของเราและพวกท่านก็เรียกบรรดาลูกๆ ของพวกท่านมา และเราเรียกบรรดาสตรีของเรามา และพวกท่านก็เรียกบรรดาสตรีของพวกท่านมา และเราเรียกตัวตนของเรามา และพวกท่านก็เรียกตัวตนของพวกท่านมา ต่อจากนั้นเราจะกระทำการสาบานพิสูจน์ความจริงต่อกัน ดังนั้นเราจะขอให้การสาปแช่งของ

อัลลอฮฺพึงมีแด่บรรดาผู้ที่บิดเบือนความจริง ”


ท่านมุสลิมและท่านติรมีซีย์ ได้รายงานคำบอกเล่าไว้ว่า :

ครั้งหนึ่ง มุอฺาวิยะฮฺได้พูดกับซะอัด บินอะบีวักก๊อศว่า

“ อะไรที่ยับยั้งมิให้ท่านประณามอะบูตูร๊อบ(ฉายานามของท่าน

อิมามอะลี) ?”

ซะอัดตอบว่า “ ฉันยังจดจำเรื่องราวสามประการที่ท่านศาสนทูต (ศ) ได้กล่าวไว้ได้ ฉันจึงไม่อาจด่าประณามเขาได้ และถ้าหากว่าเรื่องเหล่านั้นจะได้แก่ฉันเพียงประการเดียว ฉันก็จะพอใจยิ่งกว่าได้อูฐสีแดง ”

ว่าแล้วเขาก็นับสองประการแรกให้ฟัง ต่อจากนั้นก็กล่าวว่า :

เมื่อโองการนี้ถูกประทานลงมาว่า :

“ จงกล่าวเถิดว่า พวกท่านจงมาซิ เราจะเรียกบรรดาลูกๆ ของเรามา และพวกท่านก็เรียกบรรดาลูกๆ ของพวกท่านมา และเราเรียกบรรดาสตรีของเรามา และพวกท่านเรียก บรรดาสตรีของพวกท่านมา และเราเรียกตัวตนของเรามา และพวกท่านเรียกตัวตนของพวกท่านมา ต่อจากนั้นเราจะ

กระทำการสาบานเพื่อพิสูจน์ความจริงต่อกัน ดังนั้นเราจะขอให้การสาปแช่งของอัลลอฮฺพึงมีแก่บรรดาผู้บิดเบือนความจริง ”

ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ได้เรียกอะลี(อ) ฟาฏิมะฮฺ(ร.ฎ.) ฮะซัน(อ)

ฮุเซน(อ) มา แล้วกล่าวว่า

“ ข้าฯแต่อัลลอฮฺ เขาเหล่านี้คือบริวารของข้าฯ ” ( 1)

ท่านชัยคฺซุลัยมานได้กล่าวไว้หลังจากยกโองการนี้มาอธิบายแล้วว่า :

ท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ) ได้นำท่านอะลี(อ) ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ(อ) ท่านฮะซัน(อ) และท่านฮุเซน(อ) มาพิสูจน์ความจริงเพื่อให้ได้ความหมายตามโองการที่ว่า “ ตัวของเรา ” อันหมายถึงท่านอะลี ( อ)


โดยที่คำพูดของท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ) ได้ให้หลักฐานในข้อนี้ว่า :

“ เพื่อให้บรรดาลูกหลานของวะลีอะฮฺได้สิ้นสุดยุติลง หรือมิฉะนั้นฉันก็จะส่งบุคคลหนึ่งซึ่งเปรียบเสมือนเป็นตัวตนของฉันไปยังพวกเขา (หมายถึงท่านอะลี(อ)) ”

ดังนั้นโองการนี้จึงบ่งชี้ถึงบุคคลเหล่านี้โดยเฉพาะ ซึ่งไม่มีมนุษย์คนใดเทียบเทียมกับพวกเขาในข้อนี้ได้เลย(2)

----------------------------------------------------------------

(1 ) อัล - ฟุศูลุล - มุฮิมมะฮฺ หน้า 109 อัล - อิศอบะฮฺ เล่ม 2 หน้า 509

(2 ) ยะนาบีอุล - มะวัดดะฮฺ หน้า 44


2. จาก ซูเราะฮฺ อัล-อะฮฺซาบ : 33

“ อันที่จริงแล้ว อัลลอฮฺเพียงทรงประสงค์เพื่อการขจัดความมีมลทินออกไปจากสูเจ้า โอ้อะฮฺลุลบัยตฺ และเพื่อทรงชำระขัดเกลา สูเจ้าให้บริสุทธิ์อย่างแท้จริง ”

ท่านวาษิละฮฺ บิน อัล-อัซกออฺได้กล่าวว่า :

วันหนึ่งฉันเข้าไปพบท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ)ที่บ้านของท่านหญิงอุมมุซะละมะฮฺ(ร.ฎ.) แล้วปรากฏว่า ท่านฮะซัน(อ) ได้เข้ามา ท่านศาสดา(ศ)ให้เขานั่งลงบนตักข้างขวา แล้วก้มลงจุมพิตเขา

จากนั้นท่านฮุเซน(อ)ก็เข้ามาอีก ท่านก็ให้เขานั่งบนตักข้างซ้าย แล้วก้มลงจุมพิตเขา ต่อจากนั้นท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ(ร.ฎ.)ก็เข้ามา ดังนั้นท่านจึงให้นางนั่งข้างหน้าท่าน แล้วท่านก็เรียกท่าน อะลี(อ)ให้เข้ามา แล้วอ่านโองการนี้ว่า :

“ อันที่จริงแล้ว อัลลอฮฺเพียงแต่ประสงค์เพื่อการขจัดมลทินออกไปจากสูเจ้า โอ้อะลฺลุลบัยตฺและเพื่อทรงชำระขัดเกลาสูเจ้าให้สะอาดบริสุทธิ์อย่างแท้จริง ” ( 3)

---------------------------------------------------------

(3)อะซะดุล- ฆอบะฮฺ เล่ม 2 หน้า 20


ท่านอะฮฺมัดและท่านฏ็อบรอนีได้รายงานเรื่องนี้ไว้จากการบอกเล่าของท่านอะบี ซะอีดว่า

ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ได้กล่าวว่า

“ โองการนี้ถูกประทานในเรื่องของบุคคล 5 คนคือ ฉัน อะลี ฮะซัน

ฮุเซน และฟาฏิมะฮฺ ”

ท่านอิบนุ อะบีชัยบะฮฺ ท่านอะฮฺมัด และท่านติรมีซีย์ ก็ได้รายงานไว้และระบุว่า : มีสายสืบในการรายงานที่ดี ท่านอิบนุญะรีรฺ ท่านอิบนุล มันศูร ท่านฏ็อบรอนี และท่านฮากิม ระบุว่า :เป็นเรื่องที่ถูกต้องจากคำบอกเล่าของ ท่านอะนัสที่ว่า :

แท้จริง ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) เดินผ่านมาบ้านของท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ(ร.ฎ.) ขณะออกไปนมาซในยามเช้าแล้วกล่าวว่า

“ นมาซเถิด อะฮฺลุลบัยตฺ ”

“ อันที่จริงแล้วอัลลอฮฺเพียงแต่ประสงค์ ที่จะขจัดความมีมลทินออกไปจากสูเจ้าและทรงชำระขัดเกลาสูเจ้าให้สะอาด บริสุทธิ์อย่างแท้จริง ”

ในรายงานจากท่านอิบนุ มัรดุวียะฮฺ ซึ่งได้รับการบอกเล่ามาจาก

อะบีซะอีด อัล-คุดรีย์ ได้กล่าวว่า :

แท้จริงท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ได้ออกไปที่ประตูบ้านของท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ(อ)ในยามเช้าตรู่เป็นเวลาถึง 40 วัน แล้วกล่าวว่า

“ ขอให้ความสันติสุข ความเมตตา และความจำเริญของอัลลอฮฺได้พึงมีแก่พวกเจ้าเถิด โอ้อะฮฺลุลบัยตฺ นมาซเถิด เพื่ออัลลอฮฺจะทรงเมตตาพวกเจ้า อันที่จริงแล้ว อัลลอฮฺเพียงแต่ทรงประสงค์เพื่อการขจัดความมีมลทินออกไปจากสูเจ้า โอ้ อะฮฺลุลบัยตฺ และทรงชำระขัดเกลาสูเจ้าให้สะอาดบริสุทธิ์ ”


และอีกรายงานหนึ่งมาจากคำบอกเล่าของท่านอิบนุอับบาซว่า “ เจ็ดเดือน ”

ส่วนในรายงานที่บันทึกโดยท่านอิบนุญะรีรฺ ท่านอิบนุลมันศูรฺ และท่านฏ็อบรอนีระบุว่า “ แปดเดือน ” ( 4)

ท่านอิบนุอับบาสได้บอกเล่าไว้อย่างยืดยาวว่า : ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ได้นำเอาผ้าของท่านมาวางลงบนตัวของท่านอะลี(อ) ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ(ร.ฎ.) ท่านฮะซัน(อ) ท่านฮุเซน(อ) แล้วกล่าวว่า :

อัลลอฮฺ(ซ.บ.) ผู้ทรงมีความจำเริญอย่างสูงสุดทรงมีโองการว่า :

“ อันที่จริงแล้วอัลลอฮฺเพียงแต่ทรงประสงค์เพื่อขจัดความมีมลทินออกไปจากสูเจ้าและทรงขัดเกลาสูเจ้าให้สะอาดบริสุทธิ์อย่างแท้จริง ” ( 5)

----------------------------------------------------

(4 ) อัซอาฟุร - รอฆิบีน ภาคผนวกของหนังสือนูรุล - อับศ็อร หน้า 111

อัช- ชะรอฟุล มุอับบัด ลิอาลิมุฮัมมัด หน้า 68

ตัซกิเราะตุล- ค่อวาศ หน้า 224

อัล- อิศอบะฮฺ หน้า เล่ม 2 หน้า 509

อิกมาลุดดีนหน้า เล่ม 1 หน้า 394

ซีรุอะอฺลามิล- นุบะลาอ์ เล่ม 2 หน้า 97

อะฮฺลุลบัยตฺหน้า 33

(5 ) ยะนาบีอุล - มะวัดดะฮฺ หน้า 35


แน่นอนที่สุดบรรดานักปราชญ์เจ้าของตำราซุนนะฮฺ และบรรณานุกรม ประวัติศาสตร์อิสลามทั้งหลายต่างก็กล่าวถึงโองการนี้และยืนยันว่าเป็นโองการที่ถูกประทานมาในเรื่องของอะฮฺลุลบัยตฺ(อ) เช่น ท่านมุสลิม

ท่านติรมีซีย์ ท่านอะฮฺมัด บินฮัมบัล ท่านคูลาบีย์ ท่านฆ็อซซานีย์ ท่านฮากิม ท่านอะบูฮาติม ท่านฏ็อบรอนี ท่านอับดุลฮะมีด ทำนองเดียวกับตำราต่าง ๆ ของบรรดานักปราชญ์ต่อไปนี้

3. จากซูเราะฮฺ อัช-ชูรอ : 23

“ จงกล่าวเถิดว่า ฉันมิได้ขอจากพวกท่านซึ่งรางวัลใดๆ เพื่อการนั้นนอกจากความจงรักภักดีในญาติสนิท ”

ท่านอิบนุอับบาสได้กล่าวว่า : ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ได้รับการซักถามว่า

“ ใครบ้างที่จำเป็นแก่พวกเราในการให้ความรักแก่พวกเขา ?”

ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)กล่าวตอบว่า “ อะลี ฟาฏิมะฮฺ และบุตรชายสองคนของเขาทั้งสอง ” ท่านกล่าวอย่างนี้ถึง 3 ครั้ง (6)

ท่านซะอีด บินญุบัยรฺ ได้รายงานจากคำบอกเล่าของท่านอิบนุ อับบาส (ขอให้อัลลอฮฺทรงมีความปิติชื่นชมต่อท่านทั้งสอง) ว่า :

เมื่อโองการนี้ถูกประทานลงมาว่า :

“ จงกล่าวเถิดว่า ฉันมิได้ขอจากพวกท่านซึ่งรางวัลใดๆ เพื่อการนั้น นอกจากความจงรักภักดีในญาติสนิท ”


พวกเขากล่าวว่า “ ข้าแต่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ (ศ) ใครบ้างที่จำเป็นแก่พวกเราในการให้ความจงรักภักดีแก่พวกเขา ?”

ท่านตอบว่า “ อะลี ฟาฏิมะฮฺ ฮะซัน และฮุเซน ” ( 7)

มีรายงานจากท่านอะบี อัล-ฮะซัน กล่าวว่า :

บิดาของข้าได้เล่าเรื่องให้ข้าฟัง อันเป็นคำบอกเล่ามาจากปู่ของข้า ซึ่งเล่ามาจากท่านอะมีรุลมุมินีน อะลี(อ) ว่า :

ครั้งหนึ่งพวกมุฮาญีรีน และพวกอันศ็อรได้มาร่วมชุมนุมกัน ณ

ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ ( ศ) แล้วกล่าวว่า

“ แท้จริงสำหรับท่าน โอ้ ศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ท่านมีสิทธิที่จะใช้จ่ายทุกประการในงานใช้สอยของท่าน และในบรรดาบุคคลที่เข้าพบท่านและนี่คือทรัพย์สินของเรา พร้อมทั้งเลือดของเรา

ขอให้ท่านโปรดพิจารณาตัดสินให้มันเป็นการชดใช้รางวัลโดยชอบเถิด โปรดมอบมาให้ตามที่ท่านต้องการและจงเอาไปตามที่ท่านต้องการ โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น ”

--------------------------------------------------

(6 ) กัชฟุล - ฆุมมะฮฺ หน้า 95

(7 ) ยะนาบีอุล - มุวัดดะฮฺ หน้า 106


ดังนั้น อัลลอฮฺ(ซ.บ.)จึงประทานให้มะลาอิกะฮฺ ผู้เป็นจิตอันบริสุทธิ์ลงมากล่าวว่า :

“ โอ้มุฮัมมัด จงกล่าวเถิดว่า ฉันมิได้ขอจากพวกท่านซึ่งรางวัลใด ๆ เพื่อการนั้น นอกจากความจงรักภักดีในญาติสนิท ”

แล้วพวกเขาก็ลุกออกไป บรรดาพวกหลอกลวง(มุนาฟิก) กล่าวว่า

“ อะไรที่เป็นเหตุให้ท่านศาสนทูตของอัลลอฮฺ(ศ) ถึงกับละทิ้งสิ่งของที่เราเสนอให้ท่านนอกจากเน้นให้เรามีความจงรักภักดีในญาติสนิทถัดจากท่าน แน่นอนเรื่องนี้หาใช่อื่นใดไม่นอกจากจะเป็นเรื่องโกหกที่กุขึ้นมาในที่ประชุม ”

นี่คือการใส่ร้ายป้ายสีที่ร้ายแรงที่สุด ดังนั้นอัลลอฮฺ(ซ.บ.)จึงมีโองการประทานลงมาอีกว่า

“ พวกเขากล่าวหาอัลลอฮฺในเรื่องที่เป็นความเท็จกระนั้นหรือ ดังนั้น

ถ้าหากอัลลอฮฺทรงประสงค์ พระองค์จะผนึกหัวใจของเจ้าก็ได้ แล้วอัลลอฮฺทรงลบล้างความผิดพลาด และสำแดงความจริงให้เป็นที่ปรากฏด้วยพจนารถของพระองค์ แท้จริงพระองค์คือผู้ทรงรอบรู้เกี่ยวกับสิ่งที่มีอยู่ในหัวอกทั้งหลาย ” ( อัช-ชูรอ : 24)

แล้วท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ได้ถามพวกเขาว่า

“ ยังมีคำพูดกันอีกหรือ ?”

พวกเขาตอบว่า “ แน่นอนที่สุด ในหมู่พวกเราบางคนพูดในสิ่งที่เรารังเกียจอย่างที่สุด ”


แล้วท่านก็อ่านโองการนี้ให้พวกเขาฟัง พวกเขาถึงกับร้องไห้อย่างรุนแรงจนอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงมีโองการประทานมาว่า :

“ และพระองค์คือผู้ยอมรับการกลับตัวจากปวงบ่าวของพระองค์และทรงอภัยความผิดพลาดต่างๆ และทรงรอบรู้ในสิ่งที่พวกเขากระทำ ”

( อัช-ชูรอ: 25)( 8)

4. จากซูเราะฮฺอัร-เราะฮฺมาน : 22

“ พระองค์ทรงนำออกมาซึ่งไข่มุกและปะการังอันแวววาว ”

ท่านอิมามศอดิก(อ) กล่าวว่า “ ไข่มุกและปะการังอันแวววาวในโองการนี้ คือท่านอิมามฮะซันและอิมามฮุเซน ” ( 9)

--------------------------------------------------------

(8 ) ยะนาบีอุล - มะวัดดะฮฺ หน้า 45

(9 ) อัล - คิศอล หน้า 65


ในฮะดีษของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)

ในกระบวนตำราที่บันทึกฮะดีษศอฮี้ฮฺ(ฮะดีษที่ถูกต้อง)และตำราที่รวบรวมฮะดีษจากสายสืบที่ดีเด่นทั้งหลายจะเต็มไปด้วย ฮะดีษต่างๆ ที่ท่านศาสดา(ศ)ได้กล่าวถึงอะฮฺลุลบัยต์(อ)ทั้งนั้น

และจะมีนักปราชญ์เป็นจำนวนมากอีกกลุ่มหนึ่งที่ได้รวบรวมฮะดีษต่าง ๆ เหล่านี้ออกมาทำเป็นเล่มเฉพาะ ขณะเดียวกันก็ยังมีกลุ่มอื่นๆ อีกที่รวบรวมฮะดีษเหล่านี้ไว้ในหนังสือเป็นส่วนหนึ่งที่แยกออกไปต่างหาก ในจำนวน

ฮะดีษเหล่านี้มีส่วนหนึ่งที่กล่าวถึงท่านอิมามฮะซัน(อ) โดยเฉพาะในฐานะที่เป็นหนึ่งในห้าท่านที่ได้ชื่อว่า “ อะฮฺลุลกิซาอ์ ” ( บุคคลแห่งผ้าคลุม) และเป็นหัวหน้าของผองบุรุษหนุ่มแห่งสวรรค์ ดังที่เราจะกล่าวถึงทั้งข้อนี้และข้ออื่นๆ

1. ท่านอะฮฺมัด บินฮัมบัล อิมามในมัซฮับ(นิกาย) หนึ่งของอิสลามได้รายงานไว้โดยอ้างถึงสายสืบที่รับคำบอกเล่ามาจากอะบูฮูรอยเราะฮฺว่า : ครั้ง

หนึ่งท่านศาสดา(ศ)ได้เข้ามานั่งในบ้านของท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ(อ)

ถึงตอนนี้ในคำบันทึกก็ได้กล่าวถึงเรื่องอีกเรื่องหนึ่งจนมาถึงประโยคที่ว่า : แล้วท่านฮะซัน ( อ) ได้เข้ามา ท่านได้กอดแนบอกของท่านไว้แน่นแล้วก้มลงจูบ พลางกล่าวว่า

“ ข้าแต่อัลลอฮฺ ข้ารักเขาและรักคนที่รักเขา ” ( 1)

------------------------------------------------------------

(1 ) อะอฺยานุช - ชีอะฮฺ 3 กอฟ 1 / 24


2. ในหนังสือของท่านบุคอรี มีรายงานบอกเล่าจากท่านอะบูบักรว่า :

ฉันได้เห็นท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ยืนอยู่บนมิมบัรโดยมีท่านฮะซันอยู่กับท่านด้วย ท่านหันหน้ามาทางประชาชนครั้งหนึ่งและหันหน้าไปทางท่านฮะซันครั้งหนึ่งแล้วกล่าวว่า

“ แท้จริงลูกของข้าคนนี้คือประมุขคนหนึ่งหวังว่าอัลลอฮฺจะทรงปรับปรุงแก้ไขระหว่างมุสลิมสองกลุ่มโดยผ่านเขาผู้นี้ ” ( 2)

3. ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ได้กล่าวว่า

“ ฮะซันคือผู้สืบตระกูลทั้งหลาย(ของศาสดา) ” ( 3)

4. ท่านบุคอรีและท่านมุสลิมซึ่งเป็นนักปราชญ์อาวุโสสองท่านได้บันทึกรายงานที่บอกเล่ามาจากท่านบัรรออ์ว่า :

ฉันได้เห็นท่านศาสดา(ศ)ในขณะที่มีท่านฮะซัน(อ)อยู่บนต้นคอของท่าน แล้วท่านกล่าวว่า

“ ข้าแต่อัลลอฮฺ ข้ารักเขา ข้าขอให้พระองค์ทรงรักเขาด้วย ” ( 4)

-------------------------------------------------------------

(2 ) อัล - อิศอบะฮฺ เล่ม 1 หน้า 33

(3 ) อะซะดุล - ฆอบะฮฺ เล่ม 2 หน้า 13

(4 ) ตารีคุล - คุละฟาอ์ หน้า 188


5. ท่านอะสามะฮฺ บินซัยดฺ กล่าวว่า : คืนวันหนึ่งฉันมีความจำเป็นต้องเข้าพบท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ปรากฏว่าท่านกำลังมีกิจธุระสำคัญอยู่อย่างหนึ่ง แต่ฉันไม่ทราบว่ามันคืออะไร ครั้นเมื่อฉันเสร็จจากกิจธุระที่จำเป็นของฉันแล้ว ฉันก็กล่าวว่า

“ ท่านกำลังยุ่งอยู่กับกิจการที่สำคัญอันใดหรือ ?”

ซึ่งขณะนั้นทั้งท่านฮะซันและท่านฮุเซนก็ติดอยู่ที่สะเอวของท่านทั้งสองข้าง ท่านกล่าวว่า

“ ก็ลูกชายทั้งสองคนของฉัน และของลูกสาวของฉันนี่ไงล่ะ ข้าแต่อัลลอฮฺ แท้จริงพระองค์ทรงรู้ว่า ข้ารักเขาทั้งสอง ”

( ท่านกล่าวอย่างนี้ถึงสามครั้ง)(5)

6. ท่านฮะมูวัยนี ได้รายงานตามคำบอกเล่าจากสายสืบของเขาที่ได้รับคำบอกเล่ามาจากท่านอะมีรุลมุมินีน(อ)ว่า : แท้จริงท่านศาสดา(ศ)ได้จับมือของท่านฮะซันและท่านฮุเซน(ขอให้อัลลอฮฺทรงมีความปิติชื่นชมต่อท่านทั้งสอง) แล้วกล่าวว่า

“ ผู้ใดรักฉัน และรักคนทั้งสองนี้ และรักบิดาของคนทั้งสองนี้ และรักมารดาของคนทั้งสองนี้ เขาจะอยู่ร่วมกับฉันในวันฟื้นคืนชีพในระดับที่เป็นฐานะของฉัน ” ( 6)

------------------------------------------------------

(5 ) มะนากิบ อะมีรุลมุมินีน ( อ ) โดยอิบนุ อัล - มะฆอซะลี หน้า 374

(6 ) ฟะรออิดุซ - ซัมฏีน เล่ม 2 หน้า 36


บัญญัติเกี่ยวกับตำแหน่งค่อลีฟะฮฺของท่านอิมามฮะซัน(อ)

ในบทนำก่อนเริ่มต้นชีวประวัติของท่านอะมีรุลมุมินีน(อ) นั้น เราได้เสนอประมวลบัญญัติของท่านศาสนทูตผู้ยิ่งใหญ่(ศ)(1) ที่ให้ไว้กับบรรดา

อิมามทั้ง 12 ท่าน(อ) ซึ่งในตอนนั้นเราได้กล่าวถึงฮะดีษไปทั้งสิ้น 44

ฮะดีษ

(1)ควรจะกล่าวไว้ด้วยว่า ประชาชาติอิสลามทั้งหลายไม่อาจอ้างได้เลยว่า

มีบัญญัติมาในเรื่องตำแหน่งของค่อลีฟะฮฺของบุคคลต่างๆ ภายหลังจากท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ (ศ) จวบจนถึงบรรดาค่อลีฟะฮฺในราชวงศ์

อับบาซียะฮฺ แต่ในขณะเดียวกันนั้น ท่านก็สามารถพบเห็นประมวลบัญญัติว่าด้วยตำแหน่งอิมามแก่บรรดาอะฮฺลุลบัยตฺ(อ)ได้ และนี่คือส่วนหนึ่งจากข้อแม้อีกมากมายของพวกเขา

ในขณะเดียวกันบรรดาฮะดีษดังกล่าวเหล่านั้นก็มีบัญญัติเกี่ยวกับท่าน

อิมามฮะซัน(อ)และอิมามฮุเซน(อ) โดยเฉพาะอีกด้วย เช่น ฮะดีษของท่าน

ศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ที่กล่าวว่า

“ บุตรชายสองคนของฉันนี้เป็นอิมามอยู่เสมอไม่ว่าในยามยืน หรือยามนั่ง ” ( 2)

นอกจากว่าจะมีบัญญัติจากท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)อย่างชัดเจนเกี่ยวกับการดำรงตำแหน่งเป็นอิมามของบรรดาอิมามเหล่านี้(อ) แล้ว

ท่านอิมามแต่ละท่านก็ได้บัญญัติแต่งตั้งอิมามท่านต่อๆ มาอีกด้วย

-----------------------------------------------------------

(2 ) อัล - อิรชาด หน้า 204


ในบทนี้ จะกล่าวถึงประมวลบัญญัติจากท่านอะมีรุลมุมินีน(อ)ที่มีต่อตำแหน่งของท่านอิมามฮะซัน(อ) บางตอนคือ

1. รายงานจากท่านซะลีม บินก็อยซ์ว่า :

ข้าขอยืนยันว่า ท่านอะมีรุลมุมินีน(อ)ได้สั่งเสียแก่ท่านฮะซัน(อ)ผู้เป็นบุตร และข้าขอยืนยันต่อคำสั่งเสียของท่านที่มีแก่ท่านฮุเซน(อ) และท่าน

มุฮัมมัด ฮะนีฟียะฮฺ และลูก ๆ ของท่านทั้งหมด และบรรดาผู้นำของบรรดา

ผู้ปฏิบัติตามและอะฮฺลุลบัยตฺของท่าน ต่อจากนั้นท่านได้มอบคัมภีร์และดาบแก่ท่านฮะซัน(อ) แล้วกล่าวว่า

“ โอ้ลูกรัก ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ได้มีบัญชาให้ข้าสั่งเสียไว้กับเจ้า และให้ข้ามอบคัมภีร์ของข้าและดาบของข้าให้แก่เจ้า เหมือนเมื่อตอนที่ท่านได้สั่งเสียแก่ข้า และมอบคัมภีร์และดาบของท่านให้แก่ข้าและได้สั่งข้าว่าให้สั่งเจ้าไว้ว่า ในยามที่ความตายจะมาถึงเจ้า เจ้าก็ต้องมอบมันให้แก่น้องชายของเจ้า นั่นคือฮุเซน ”

ต่อจากนั้นท่านก็ได้หันไปยังอิมามฮุเซน(อ) ผู้เป็นบุตรของท่านแล้วกล่าวว่า

“ ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ได้บัญชาให้เจ้ามอบมันต่อไปยังบุตรของเจ้าคนนี้ ”

ต่อจากนั้นท่านก็ได้จับมือของท่านอะลี บินฮุเซน(อ) แล้วกล่าวว่า

“ และท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ได้สั่งเจ้าว่า ให้มอบมันต่อไปยังมุฮัมมัด บินอะลี บุตรของเจ้า แล้วจงนำสลามจากท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)และจากฉันฝากไปถึงเขาด้วย ” ( 3)

---------------------------------------------------------

(3 ) บินฮารุล - อันวารฺ เล่ม 10 หน้า 89


2. ท่านอัศบัฆฮฺ บินนะบาตะฮฺ ได้กล่าวว่า :

แท้จริงเมื่อครั้งที่ท่านอิมามอะลี(อ)ถูกอิบนุมุลญิม(ชายถูกสาปแช่ง)ฟันจนได้รับบาดเจ็บสาหัสนั้น ท่านได้เรียกหาท่านอิมามฮะซัน(อ) และท่าน

อิมามฮุเซน(อ) ให้เข้าไปหา แล้วกล่าวว่า

“ แท้จริงพ่อจะต้องเสียชีวิตในคืนนี้จึงขอให้เจ้าทั้งสองฟังพ่อไว้ให้ดี เจ้านั้น ฮะซันเอ๋ย ต้องเป็นทายาทของพ่อ (4) และเป็นผู้ดำรงตำแหน่ง ภายหลังจากพ่อ ส่วนเจ้านั้น โอ้ ฮุเซน เจ้าต้องเป็นผู้ร่วมงานกับเขาในหน้าที่ทายาท จงเงียบเสียงและจงทำตามคำสั่งของเขาตราบเท่าที่เขายังอยู่ ครั้นเมื่อเขาอำลาจากโลกนี้ไปแล้ว เจ้าคือผู้พูดถัดจากเขาและเป็นผู้ดำรงตำแหน่งต่อจากเขา ”

( 4) ข้อบัญญัติเกี่ยวกับตำแหน่งตามที่บรรดานักปราชญ์ระบุไว้ อย่างเป็นเอกฉันท์นั้น มีอยู่ว่า

ท่านอิบนุอับบาสได้ยืน ณ เบื้องหน้า ของท่านฮะซัน(อ)แล้วกล่าวว่า “ ท่านทั้งหลาย นี่คือบุตรแห่งศาสดาของพวกท่าน และเป็นทายาทแห่งอิมามของพวกท่าน ขอให้เชื่อถือ ตามเขา พวกเขากล่าวว่า

เขาเป็นที่รักของเรา และเขาทรงไว้ซึ่งสิทธิที่จำเป็น แก่เราที่จะต้องรักเขา แล้วคนทั้งหลายก็เข้าทำการให้สัตยาบันต่อท่าน ดู อัล-อิรชาด หน้า 192

แล้วท่านก็เขียนพินัยกรรมเป็นลายลักษณ์อักษรส่งเวียนไปยังสมาคมทั้งหลายของนักปราชญ์(5)

ท่านอิบนุ อะบิลฮะดีด ได้กล่าวว่า : ท่านอิมามอะลี(อ)ได้มอบหมายตำแหน่งคอลีฟะฮฺให้แก่ท่านอิมามฮะซัน(อ) ในตอนที่ท่านจวนจะถึงแก่ชีวิต(6)

-----------------------------------------------------

(5 ) อิษบาตุล - ฮุดาฮ์ เล่ม 5 หน้า 140

(6 ) ชัรฮฺ นะฮฺญุลบะลาเฆาะฮฺ เล่ม 1 หน้า 57


อิมามฮะซัน(อ) กับการเคารพภักดี(อิบาดะฮฺ)

ถ้าจะกล่าวถึงบรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อ)ที่ได้ทุ่มเทชีวิตจิตใจสู่การเคารพภักดีอยู่เป็นเนืองนิตย์ และการท่องบ่นคำวิงวอนภาวนาอันมากมาย ความมีเกียรติคุณและความดีงามเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต

มีจริยธรรมอันประเสริฐสูงสุดแล้ว คนเหล่านี้(อ)คือศูนย์แห่งความดีงามเป็นจุดสุดยอดสำหรับเกียรติคุณ ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ได้มอบมรดกทางด้านจริยธรรมอันสูงส่งให้แก่เขาเหล่านั้น และท่านได้ปลูกฝังคนเหล่านั้นให้อยู่กับแบบแผนชีวิตและครรลองชีวิตของท่าน พวกเขาจึงมีโอกาสรับเอามาซึ่งจริยธรรมอันสุดประเสริฐ และความมีบุคลิกภาพอันทรง

เกียรติ

เรื่องราวในภาคนี้จะว่าด้วย การเคารพภักดีของท่านอิมามฮะซัน(อ) ซึ่งไม่สามารถที่จะบรรยายให้ถึงที่สุดของความเหมาะสมได้ ทั้งในแง่ของความเหน็ดเหนื่อย ความบากบั่น พากเพียรความนบนอบและความอ่อนน้อมดังที่เราจะกล่าวถึงเพียงบางส่วนจากเรื่องนี้

1. ท่านอิมามศอดิก(อ) ได้กล่าวว่า : บิดาของฉันได้รับคำบอกเล่ามาจากบิดาของท่าน(อ)ว่า :

แท้จริง ท่านฮะซัน บุตรของอะลี บินอะบีฏอลิบ(อ) นั้น เป็นคนที่ทำการเคารพภักดีมากที่สุดสำหรับคนในสมัยของท่าน อีกทั้งเป็นคนที่สมถะที่สุด และมีความดีเด่นที่สุดในหมู่พวกเขา


เมื่อถึงเวลาไปบำเพ็ญฮัจญ์ ท่านจะเดินทางไปทำพิธีฮัจญ์ด้วยการเดินเท้า ถึงแม้ว่าบางทีท่านจะต้องเดินแบกของด้วยก็ตาม เมื่อท่านรำลึกถึงความตาย ท่านก็ร้องไห้ และเมื่อนึกถึงสุสานก็ร้องไห้ เมื่อนึกถึงการบังเกิดใหม่และการฟื้นคืนชีพก็ร้องไห้ เมื่อนึกถึงตอนเดินผ่านสะพานศิรอฎก็ร้องไห้

เมื่อนึกถึงการปรากฏตัวต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.) ท่านก็นึกถึงมันด้วยอาการหวาดกลัวตัวสั่นเสมอในเรื่องนั้นและในยามที่ท่านดำรงการนมาซ

ท่านจะทุ่มเทชีวิตจิตใจอย่างสุดซึ้งต่อพระผู้อภิบาลของท่าน เมื่อท่านรำลึกถึงสวนสวรรค์และนรก ท่านก็รบเร้าที่จะขอให้ปลอดภัย และวิงวอนขอสวนสวรรค์จากอัลลอฮฺ(ซ.บ.) และขอความคุ้มครองต่อพระองค์ให้พ้นจากไฟนรกทุกครั้งที่ท่านอิมามฮะซัน(อ)อ่านพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานถึงโองการที่เริ่มต้นว่า :

“ ยา อัยยุฮัลละซีนะอามะนู ”

ท่านจะตอบรับคำเรียกนี้เสมอ ไม่เคยขาดว่า

“ ข้าแต่อัลลอฮฺ ข้าขานรับแล้ว ”

ไม่ว่าท่านจะมองเห็นสิ่งใดรอบๆ ตัวท่าน ท่านก็จะต้องรำลึกอัลลอฮฺ(ซ.บ.)เสมอ เป็นคนที่มีวาจาซื่อสัตย์ที่สุด และเป็นคนที่พูดจาฉะฉานที่สุดในบรรดาคนสมัยนั้น(1)

2. ท่านอิมามฮะซัน(อ)เดินเท้าไปประกอบพิธีฮัจญ์ถึง 25 ครั้ง โดยมีคนในตระกูลติดตามไปพร้อมกับท่านด้วย(2)

-----------------------------------------------------

(1 ) อามาลีย์ ของชัยค์ อัศ - ศ็อดดูก หน้า 151

(2 ) กัชฟุล - ฆุมมะฮฺ หน้า 164 อัชอาฟุร - รอฆิบีน ภาคผนวกของหนังสือ นูรุลอับศ็อร หน้า 176


3. เมื่อท่านอาบน้ำวูฎุอ์ ท่านจะทุ่มเทชีวิตจิตใจอย่างสุดซึ้ง ใบหน้าจะซีดเผือด เคยมีคนพูดกับท่านในเรื่องนี้ ท่านตอบว่า

“ เป็นหน้าที่อย่างแท้จริงสำหรับทุกคนที่จะยืนต่อเบื้องพระพักตร์ของพระผู้อภิบาลแห่งบัลลังค์อัรชฺ จะต้องมีสีหน้าซีดเผือด และทุ่มเทชีวิตจิตใจของตนลงไปอย่างสุดซึ้ง ”

เมื่อท่านมาถึงบริเวณประตูของมัสยิด ท่านจะเงยศีรษะขึ้น แล้วกล่าวว่า

“ ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าของข้า แขกของพระองค์มาหยุดอยู่ที่ประตูของพระองค์แล้ว ข้าแต่พระผู้ทรงไว้ซึ่งคุณธรรม บัดนี้ผู้กระทำผิดมาหาพระองค์แล้ว ดังนั้นขอได้โปรดขจัดความน่าชังที่อยู่ในตัวของข้าออกไปด้วยความดีงามที่มีอยู่ ณ พระองค์เถิด โอ้ พระผู้ทรงเกีรยติยิ่ง ” ( 3)

---------------------------------------

(3 ) อะอฺยานุช - ชีอะฮฺ 4 กอฟ 1 / 13


แบบแผนชีวิตอิมามฮะซัน(อ) รากฐานเดียวกับท่านศาสดา(ศ)

แบบแผนชีวิตของท่านอิมามฮะซัน(อ)เป็นแบบแผนชีวิตอย่างเดียวกับท่านตา(ศ) และบิดาของท่าน(อ) เช่น การผ่อนปรนให้แก่คนทำความผิด การให้โอกาสแก่คนที่ประสบความเดือดร้อนถ่อมตัวอยู่เสมอ

อีกทั้งในด้านอื่นๆ อันเป็นแง่มุมของการดำเนินชีวิตที่ประเสริฐ พรั่งพร้อม

คุณลักษณะต่างๆที่มีเกียรติประชาชาติอิสลามในยุคปัจจุบันนี้จะใช้ความพยายามฝ่าอุปสรรคอย่างมากมายสักปานใด เพื่อจะมีโอกาสวางอยู่บนรากฐานของแบบแผนเหล่านี้ และเพื่อให้ได้มีโอกาสดำเนินชีวิตอยู่กับ

วิถีทางเส้นนี้ เพื่อนำเอาอดีตอันรุ่งโรจน์ ของตนกลับคืนมาสักครั้งหนึ่ง

ในบทนี้ เราจะขอกล่าวถึงแง่มุมบางประการจากแบบแผนชีวิตของท่าน

อิมามฮะซัน(อ)

1. ท่านอิมามฮะซัน(อ)ได้กล่าวว่า

“ ประชาชาติอาหรับที่ฉันควบคุมอยู่จะให้สันติภาพแก่ผู้ที่ให้สันติภาพจะต่อสู้กับคนที่ต่อสู้ถึงกระนั้นฉันก็ละได้เพื่อแสวงหาความปิติชื่นชมยังอัลลอฮฺ(ซ.บ.) และสงวนไว้ซึ่งเลือดเนื้อของมวลมุสลิม ” ( 1)

--------------------------------------------------------------

( 1) อัซอาฟุร-รอฆิบีน ภาคผนวกของหนังสือ นูรุล-อับศ็อร หน้า 173


2. ท่านมุบัรริด และท่านอิบนุ อาอิชะฮฺ กล่าวว่า : มีชาวซีเรียคนหนึ่งแลเห็นท่านอิมามฮะซัน(อ)ขี่พาหนะมา เขาก็เริ่มด่าว่าทันที ส่วนท่านฮะซัน(อ)มิได้โต้ตอบแต่ประการใด ครั้นพอเขาด่าเสร็จแล้ว ท่านฮะซัน(อ)ก็หันไปยิ้มกับเขาแล้วกล่าวว่า

“ โอ้ ท่านผู้อาวุโส ข้าพเจ้าคิดว่า ท่านคงเป็นคนแปลกหน้าอาจเข้าใจผิดได้ ถ้าท่านขอความเมตตาจากเรา เราจะมอบมันให้แก่ท่าน ถ้าท่านเอ่ยปากขอสิ่งใดเราก็จะตอบสนองแก่ท่าน ถ้าท่านขอคำแนะนำทาง เราก็จะนำทางให้แก่ท่าน ถ้าท่านต้องการขอให้เราช่วยแบกสัมภาระเราก็จะช่วยแบก

มันให้แก่ท่าน ถ้าท่านขัดสนเรายินดีให้ทุกอย่างแก่ท่าน ถ้าท่านถูกติดตามเราก็จะให้การอุปการะแก่ท่าน ถ้าท่านประสงค์ที่จะทำอะไรเรายินดีกระทำให้แก่ท่าน ถ้าท่านมุ่งตรงมายังเรา ท่านก็เป็นแขกของเราจนกว่า ท่านจะเดินทางจากไป เพราะว่าสถานที่ที่ต้อนรับอย่างอบอุ่นมีอยู่ที่เรา ความเอื้อเฟื้ออันกว้างขวาง และทรัพย์สินอันมหาศาลก็มีอยู่ที่เรา ”

เมื่อชายคนนั้นฟังท่านพูดจบ ก็ถึงกับร้องไห้แล้วกล่าวว่า

“ ฉันขอยืนยันว่า ท่านคือผู้ที่เป็นตัวแทนของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ในหน้าแผ่นดินของพระองค์อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงรู้ยิ่งว่า ที่ใดใครควรแก่การประทานคำสอนของพระองค์มา ตัวของท่านและบิดาของท่าน แต่ก่อนเป็นที่โกรธเกลียดของฉันมากที่สุดในบรรดาสรรพสิ่งที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)สร้างมา แต่

บัดนี้ท่านเป็นที่รักของฉันมากที่สุดในบรรดาสรรพสิ่งที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)สร้างมา ”

แล้วเขาก็เปลี่ยนมาขอเดินทางร่วมกับท่าน และเป็นแขกของท่านไปจนกระทั่งอำลาจากกันและเป็นคนที่มีความมั่นคงในความรักต่อบรรดา

อิมามทั้งหลายตั้งแต่บัดนั้น(2)


3. ท่านอิมามฮะซัน(อ)เดินผ่านคนจนจำนวนหนึ่ง โดยที่คนเหล่านั้นก้มตัวลงที่พื้นดินซึ่งมีขนมปังหักตกอยู่ คนเหล่านั้นต่างก็เก็บขนมปังดังกล่าวมาเพื่อรับประทานกัน แล้วพวกเขาก็เรียกท่านให้เข้าไปร่วมรับประทานกับพวกเขาด้วย ท่านก็ตอบรับพวกเขาในเรื่องนี้พลางกล่าวว่า

“ แท้จริงอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ไม่ทรงรักบรรดาผู้โอหังบังอาจ ”

ครั้นเมื่อรับประทานเสร็จแล้ว ท่านก็เชิญคนเหล่านั้นไปเป็นแขกของท่าน โดยที่ท่านจัดอาหารและเครื่องนุ่งห่มให้แก่คนเหล่านั้นด้วย(3)

4. เคยมีคนถามท่านอิมามฮะซัน(ขอให้อัลลอฮฺทรงประทานความปิติชื่นชมต่อท่าน)ว่าเพราะเหตุใดที่เราเห็นอยู่เสมอว่า ท่านไม่เคยขัดใจผู้ขอรับบริจาคเลย ทั้ง ๆ ที่ท่านเองก็ขาดแคลน ?

ท่านตอบว่า “ แท้จริงข้าพเจ้าคือผู้ขอต่ออัลลอฮฺ (ซ.บ.) ซึ่งข้าพเจ้าเป็นผู้ตั้งความหวังต่อพระองค์เหลือเกิน ข้าพเจ้าละอายใจมาก ถ้าหากข้าจะเป็นคนขอที่ขัดใจคนขอด้วยกัน แท้จริงอัลลอฮฺ (ซ.บ.) ทรงประทานความโปรดปรานของพระองค์ให้แก่ข้าอยู่เสมอ ๆ และทรงสัญญากับข้าว่า ให้ข้ามอบความโปรดปรานของพระองค์แก่ประชาชนต่อไป ดังนั้นข้าจึงหวั่นเกรงว่า ถ้าหากข้าผิดสัญญา พระองค์ก็จะตัดขาดข้อสัญญากับข้าด้วย ” ( 4)

5. ท่านอิมามมูซา บินญะอฺฟัร(อ) กล่าวว่า “ ทั้งท่านอิมามฮะซัน (อ) และอิมามฮุเซน (อ) ไม่เคยยอมรับของขวัญชิ้นใด ๆ จากมุอาวิยะฮฺ บินอะบีซุฟยานเลย ” ( 5)

-------------------------------------------------------------


(2 ) อัล - มะนากิบ เล่ม 2 หน้า 157 กัชฟุล - ฆ็อมมะฮฺ หน้า 167 มะฏอลิบุซ - ซุอุล เล่ม 2 หน้า 12 บางประโยคแตกต่างกันเล็กน้อย

(3 ) ฮะยาดุล - อิมามฮะซัน บินอะลี ของอัล - กุรซีย์ เล่ม 1 หน้า 119

(4 ) นูรุล - อับศ็อร หน้า 177

(5 ) มุสนัด อิมามมูซา บินญะอฺฟัร ( อ ) หน้า 44


คุณธรรมและความเผื่อแผ่ของอิมามฮะซัน(อ)

ทุกคนที่อธิบายประวัติของท่านอิมามฮะซัน(อ) จะต้องกล่าวถึงคุณธรรมและความมีไมตรีจิตของท่านเสมอ ในฐานะที่ท่านเป็นขวัญและกำลังใจของประชาชาติอิสลาม ถ้าหากเราจะรวบรวมข้อความที่บรรดานักประวัติศาสตร์ และนักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวถึงเกียรติคุณของท่านอิมามฮะซัน ( อ) แล้ว แน่นอนเราจะได้หนังสืออีกเล่มหนึ่งต่างหากที่มีความหนามากกว่าหนังสือเล่มนี้ เราจะขอกล่าวสรุปเพียงบางประการที่คนเหล่านั้นกล่าวถึงดังนี้

1. อัลลอฮฺ(ซ.บ.) ทรงจัดแบ่งทรัพย์สินของท่านไว้สามวาระ จนกระทั่งว่า ท่านต้องมอบรองเท้าไปข้างหนึ่งและมีไว้ที่ตัวเองอีกข้างหนึ่ง(1) และจ่ายทรัพย์ของท่านเพื่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.)อีกสองวาระ(2)

2. มีชายคนหนึ่งมาหาท่านและขอของที่จำเป็นประการหนึ่งจากท่าน ท่านกล่าวแก่เขาว่า

“ นี่แน่ะท่าน สิทธิในการขอของท่านมีต่อข้าโดยตรง มันยิ่งใหญ่สำหรับข้า และความรู้ในตัวข้ามาก เพราะมันเป็นสิ่งจำเป็นที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าข้า มือของข้า หมดความสามารถที่จะต้านทานส่วนที่เป็นสิทธิของท่านได้ทรัพย์สมบัติอันมากมายนั้น ในทัศนะของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)มันเป็นเพียง

ของเล็กๆ น้อยๆ อะไรก็ตามที่อยู่ในการครอบครองของข้าถือว่าเป็นความโปรดปรานที่ดีที่สุดของท่าน ถ้าหากท่านรับเอาไปจากข้าและยกออกไปให้พ้นจากข้าซึ่งความเกรงอกเกรงใจแล้ว ข้าก็ไม่หน่วงเหนี่ยวส่วนที่เป็นหน้าที่ของท่านเลย ท่านกระทำไปเถิด ”

---------------------------------------------

(1 ) อัล - อิซติบศ็อร เล่ม 2 หน้า 142

(2 ) อะอฺยานุช - ชีอะฮฺ 4 กอฟ 1 / 26 อะซะตุล - ฆอบะฮฺ เล่ม 2 หน้า 12


เขากล่าวทันทีว่า “ ข้าแต่บุตรของศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ (ศ) ข้าขอรับเพียงส่วนน้อย และขอขอบคุณในความเอื้อเฟื้อให้ และขออภัยในความขัดข้อง ”

แล้วท่านอิมามฮะซัน(อ)ก็เรียกเจ้าหน้าที่คนหนึ่งมาช่วยคิดคำนวณทรัพย์สินที่ต้องจ่ายให้จนมีจำนวนมากมายหลายรายการ

แล้วท่านกล่าวว่า “ จงนำออกมาสักสามแสนดิรฮัม ”

แล้วเขาก็นำมาให้ห้าหมื่นดิรฮัม

ท่านกล่าวว่า “ แล้วไหน อีกห้าร้อยดีนารฺ ”

เขากล่าวว่า “ อยู่ที่ฉัน ”

ท่านกล่าวว่า “ จงนำออกมา ”

แล้วเขาก็นำออกมา จากนั้นท่านก็มอบทั้งเงินดิรฮัมและดีนารฺให้แก่ชายคนนั้นไป พลางกล่าวว่า “ เชิญผู้ที่จะขนมันเข้ามาซิ ”

ชายคนนั้นได้นำคนมาสองคน แล้วท่าน(อ)ก็ได้มอบเสื้อคลุมของท่านเพื่อเป็นค่าจ้างในการขนเงิน

เจ้าหน้าที่กล่าวแก่ท่านว่า “ ขอสาบานด้วยพระนามแห่งอัลลอฮฺ (ซ.บ.) เราไม่มีดิรฮัมอยู่อีกเลย ”

ท่านกล่าวว่า “ ข้าหวังว่ารางวัลของข้าที่มีอยู่ ณ อัลลอฮฺ จะต้องยิ่งใหญ่เสมอ ” ( 3)

3. ท่านอิมามฮะซัน(อ)ได้ซื้อฝากระดานแผ่นหนึ่งจากคนกลุ่มหนึ่งในหมู่ชาวอันศ็อร ในราคาสี่แสนดิรฮัม ต่อมาท่านได้รับฟังข่าวมาว่า คนเหล่านั้นเที่ยวร้องขอ(ฝากระดาน)จากประชาชนท่านจึงได้คืนของกลับไปให้พวกเขา(4)

---------------------------------------------------------------

(3 ) มะฏอลิบุช - ซุอุล เล่ม 2 หน้า 10 อัล - ฟุศูลุล - มุฮิมมะฮฺ หน้า 139

(4 ) อัซอาฟุร - รอฆิบีน ภาคผนวกของหนังสือ นูรุล - อับศ็อร หน้า 176


4. ชาวอาหรับชนบทคนหนึ่งมาหาท่านอิมามฮะซัน(อ) แล้วท่านได้กล่าวกับเจ้าหน้าที่ของท่านว่า “ จงนำเงินในตู้มอบให้เขาไปเถิด ”

ปรากฏว่าในนั้นมีเงินอยู่สองหมื่นดิรฮัม แล้วท่านก็มอบให้เขาไป

ชายคนนั้นกล่าวว่า

“ โอ้ นายข้า ทำไมท่านไม่วางเฉยต่อฉัน ท่านล่วงรู้ในความจำเป็นของฉันกระนั้นหรือ ?”

ท่านอิมามฮะซัน(อ)ได้กล่าวตอบเป็นกลอนว่า(5)

“ เราคือชนชั้นตระกูลหนึ่งอันอุดมสมบูรณ์ยิ่ง ความหวังและความปรารถนาได้ก่อเกิดมาในที่แห่งนั้น จนรู้ดีที่สุดก่อนที่คำถามจะมีต่อตัวของเรา เป็นที่เกรงขามสำหรับกระแสน้ำที่หลั่งไหล ถึงแม้นว่าทะเลได้ล่วงรู้ในความดีงามแห่งตระกูลของเราแล้วไซร้ มันจะเหือดแห้งลงทันที แม้จะท่วมท้นอยู่ก็ตามเพราะความละอาย ”

----------------------------------------

(5 ) อะอฺยานุช - ชีอะฮฺ 4 กอฟ 1 / 109

5. ครั้งหนึ่งท่านอิมามฮะซัน(อ) ท่านอิมามฮุเซน(อ) และท่านอัลดุลลอฮฺ บินญะอฺฟัร ออกเดินทางกลับจากทำพิธีฮัจญ์ ปรากฏว่าเสบียงที่นำติดตัวมาได้หมดลงไม่มีอะไรเหลือ คนทั้งสามหิวโหยและกระหายน้ำเป็นกำลัง แล้วพวกเขาก็เหลือบไปเห็นหญิงชราคนหนึ่งนั่งอยู่ในกระโจมกลางทะเลทราย ดังนั้นพวกเขาก็เข้าไปเพื่อขอน้ำดื่ม


นางได้กล่าวว่า

“ มีแม่แพะตัวนี้แหละ พวกท่านรีดนมมันออกมาดื่มกันเถอะ ”

แล้วทั้งสามคนก็รีดนมแพะออกมาดื่มแก้กระหาย ต่อมาทั้งสามก็ขออาหารจากนาง นางก็กล่าวว่า

“ ไม่มีอะไรเลย นอกจากแพะตัวนี้แหละ ท่านทั้งสามเชือดกันเองเถิด ”

แล้วคนหนึ่งในจำนวนนั้นก็ทำการเชือดแพะ เสร็จแล้วก็ชำแหละเนื้อออกมา ต่อจากนั้น นางก็จัดการช่วยเอาไปย่างให้คนทั้งสามรับประทาน

เมื่อพวกเขารับประทานเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็กล่าวแก่นางว่า

“ พวกเราเป็นคนในตระกูลกุเรช เราต้องเดินทางมาที่นี่อีก เมื่อเรากลับมาทางนี้ ขอให้ท่านเรียกเราเถิด พวกเราจะตอบแทนความดีแก่ท่าน ”

ต่อจากนั้นทั้งสามก็อำลาจากไป ครั้นในเวลาต่อมาสามีของนางก็เดินทางกลับมา แล้วนางก็เล่าเรื่องราวให้สามีของนางฟัง สามีกล่าวตำหนิว่า

“ เจ้าเชือดแพะให้เขาทำไม ในเมื่อเราไม่เคยรู้จักมาก่อนว่า พวกเขาเป็นใคร ”

แล้วนางก็ตอบว่า “ เขาเป็นชาวกุเรช ”

ต่อจากนั้นไม่กี่วันนางมีความจำเป็นต้องเดินทางเข้าเมืองมะดีนะฮฺ

เมื่อเดินทางไปถึง ท่านอิมามฮะซัน(อ)ก็เห็นนางซึ่งท่านยังจำได้ดี ท่านเข้ามาพูดกับนางว่า “ ท่านยังจำข้าพเจ้าได้หรือไม่ ”

นางตอบว่า “ จำไม่ได้ ”

ท่านกล่าวว่า “ ข้าพเจ้าคือแขกของท่านในวันนั้นไงล่ะ ”

แล้วท่านก็สั่งเจ้าหน้าที่จัดแพะมาหนึ่งพันตัว แล้วส่งมอบให้แก่นางและมอบเงินให้อีกหนึ่งพันดีนารฺ


จากนั้นท่านให้คนนำนางไปพบท่านอิมามฮุเซน(อ) ซึ่งท่านก็มอบให้นางอย่างนี้อีกเหมือนกัน แล้วส่งนางต่อไปหา

ท่านอับดุลลอฮฺ บินญะอฺฟัร(ร.ฎ.) ซึ่งท่านก็ปฏิบัติต่อนาง

เช่นเดียวกับท่านอิมามทั้งสอง(6)

6. ครั้งหนึ่งท่านอิมามฮะซัน(อ)ได้ยินเสียงชายคนหนึ่งวิงวอนขอจากพระผู้อภิบาลว่า

“ ให้ประทานเครื่องยังชีพแก่เขาสักหนึ่งหมื่นดิรฮัม ”

ทันใดนั้นท่านอิมามฮะซัน(อ)ก็รีบวิ่งไปที่บ้าน แล้วนำเงินจำนวนดังกล่าวมามอบให้ชายคนนั้น(7)

-----------------------------------------------------------

(6 ) อัซอฺาฟุร - รอฆิบีน ภาคผนวกหนังสือนูรุล - อับศ็อร หน้า 177 และอัล - ฟุศูลุล - มุฮิมมะฮฺ หน้า140

(7 ) นูรุล - อับศ็อร หน้า 176


คำปราศรัยอันทรงเกียรติของอิมามฮะซัน(อ)

คำปราศรัยของท่านอิมามฮะซัน(อ)ทั้งในช่วงสมัยที่บิดาของท่าน(อ)มีชีวิตอยู่และเสียชีวิตแล้ว มีอยู่มากมายรวมทั้งก่อนหน้าทำสัญญาสันติภาพและภายหลังจากนั้นด้วย ซึ่งถ้าหากเราจะรวบรวมคำปราศรัยของท่านทั้งหมดมาบันทึกก็จะเป็นหนังสืออีกเล่มหนึ่งต่างหาก

ส่วนคำปราศรัยในที่นี้จะรวบรวมในเรื่องการสรรเสริญต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.) การขอพรให้แก่ท่านศาสนทูตของพระองค์(ศ)และกล่าวถึงคุณงามความดีของอะฮฺลุลบัยตฺ(อ) และเรียกร้องเชิญชวนสู่สัจธรรม ดังที่จะนำเสนอ

ณ บัดนี้

คำปราศรัยเรื่องที่ 1.

คำปราศรัยของอิมามฮะซัน(อ)ที่เมืองกูฟะฮฺ

เรื่อง....การต่อสู้

“ มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ผู้ทรงเกริกเกียรติเกรียงไกร ผู้ทรงเอกะแห่งอำนาจ ผู้ทรงเป็นใหญ่สูงสุดยิ่ง ไม่ว่าพวกท่านจะใช้คำพูดค่อย ๆ หรือดังก็ตาม ไม่ว่าทำเสียงแผ่วเบาในยามกลางคืน หรือเสียงที่ชัดเจนในตอนกลางวันก็เสมอกันทั้งนั้นสำหรับพระองค์ ข้าขอสรรเสริญต่อพระองค์ เนื่องในการทดสอบอันดีงาม และความโปรดปรานทั้งหลายต่างพากันเป็นที่ประจักษ์ และเนื่องในกรณีที่มีทั้งของที่เรารักและที่เราชัง อันได้แก่ความเดือดร้อนและความสะดวกสบาย และข้าขอปฏิญาณว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ ทรงเป็นเอกะ ไม่มีภาคีใดๆสำหรับพระองค์


และแน่นอนมุฮัมมัด(ศ) คือ บ่าวและศาสนทูตของพระองค์ พระองค์ทรงบัญญัติเรื่องตำแหน่งศาสดาของท่าน(ศ)ไว้แก่เรา และทรงเจาะจงให้ท่าน(ศ)เป็นที่ถูกประทานมา ซึ่งสาส์นของพระองค์ และทรงบันดาลมายังท่าน(ศ)สภาวะแห่งการดลบันดาลจากพระองค์ และทรงคัดเลือกให้ท่าน(ศ)อยู่เหนือสรรพสิ่งของพระองค์ทั้งหมด และทรงส่งท่าน(ศ)มายังมวลมนุษย์และญินในขณะที่ยังเคารพ บูชาเจว็ด เชื่อฟังปฏิบัติตามชัยฏอน และทรยศต่อ

พระผู้ทรงเมตตาอยู่ ขอให้อัลลอฮฺ(ซ.บ.) โปรดประทานพรแก่ท่านและลูกหลานของท่าน และโปรดตอบแทนรางวัล แก่ท่าน(ศ)ให้ดีเลิศกว่ารางวัลที่ทรงตอบแทนแก่ศาสนทูตทั้งปวง ถัดไปจากนี้ ข้าจะขอกล่าวต่อพวกท่านทั้งหลายในสิ่งที่พวกท่านต่างก็รู้ดีกันอยู่แล้ว ท่านอะมีรุลมุมินีน(อ)อะลี บินอะบีฏอลิบนั้น

อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงชี้นำภารกิจของท่าน(อ)และทรงให้การสนับสนุนช่วยเหลือท่าน(อ) ท่าน(อ)ได้ส่งข้ามายังพวกท่านทั้งหลายเพื่อเชื้อเชิญท่านไปสู่สิ่งที่ถูกต้อง และพฤติกรรมที่เป็นไปตามคัมภีร์ และการต่อสู้ในวิถีทางของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ถึงแม้ว่าความรีบเร่งในเรื่องนี้จะเป็นสิ่งที่พวกท่านรังเกียจ

ส่วนความล่าช้าในเรื่องนี้เป็นสิ่งที่พวกท่านพึงพอใจก็ตาม ถ้าหากอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงประสงค์

แน่นอนที่สุดท่านทั้งหลายต่างทราบดีว่า ท่านอิมามอะลี(อ)ได้นมาซร่วมกับท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)แต่เพียงผู้เดียวมาก่อน และในวันที่ท่าน(อ)ให้ความเชื่อมั่นต่อท่านศาสดา(ศ)นั้น ท่าน ( อ) มีอายุเพียง 10 ปี ต่อจากนั้น ท่าน (อ) ก็ได้ร่วมออกรบ พร้อมกับท่านศาสดา (ศ) ในทุกๆ สมรภูมิและปรากฏว่าการวินิจฉัยความของท่าน (อ) ล้วนเป็นที่ชื่นชอบของอัลลอฮฺ (ซ.บ.) และเป็นการเชื่อฟังปฏิบัติตามต่อท่านศาสนทูตของพระองค์ (ศ) ผลงานอันดีงามของท่าน (อ) ที่มีในอิสลามนั้น


เป็นไปตามที่ท่านทั้งหลายทราบอยู่แล้ว และท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) มีแต่ความปิติชื่นชมต่อท่าน(อ)ตลอดมา จนกระทั่งท่านโอบกอดท่านศาสดา(ศ) ด้วยอ้อมแขนของท่านอาบน้ำให้แก่มัยยิตของท่านศาสดา(ศ)ด้วยตัวของท่านเองแต่ผู้เดียว โดยมีมะลาอิกะฮฺทำหน้าที่อารักขาท่าน และฟัฎลฺบุตรชายของลุงของท่านได้ตักน้ำยื่นให้ท่าน ต่อจากนั้นท่านก็นำร่างของท่านศาสดา(ศ) ลงสู่หลุมฝังศพ ท่านศาสดา(ศ)เคยสั่งเสียท่าน(อ)ให้ชำระหนี้สินให้ และกิจการอื่นนอกเหนือจากนี้อีกมากมาย

ทุกสิ่งเหล่านี้ล้วนแสดงถึงความโปรดปรานที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงมีต่อท่าน(อ) ”

ต่อจากนั้นท่านก็กล่าวต่อว่า

“ ขอสาบานด้วยนามของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ท่าน(อ)ไม่เคยเรียกร้องอันใดเพื่อตัวของท่าน(อ)เอง

แน่นอนที่สุดประชาชนสวามิภักดิ์ ต่อท่านเหมือนอย่างการสวามิภักดิ์ของลูกอูฐในยามที่ถูกต้อนยังแหล่งน้ำ กล่าวคือคนทั้งหลายต่างพากันให้สัตยาบันต่อท่าน(อ)ว่า จะเป็นผู้ปฏิบัติตามต่อมาบรรดาผู้ตระบัดสัตยาบันในหมู่พวกเขาก็ตัดขาดไปโดยที่มิได้เกิดมาจากสาเหตุอันใดจากตัวของท่าน และไม่มีความขัดแย้งอันใดที่นำมาโดยท่าน มันเป็นเรื่องของความริษยาและความละเมิดที่มีต่อท่าน

ท่านทั้งหลายที่เป็นบ่าวของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)จงมีความสำรวมตนต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.) และเชื่อฟังปฏิบัติตามพระองค์ จงอุตสาหะอย่างจริงจังและอดทน จงขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮฺ(ซ.บ.) และจงหวนกลับมาหาขอเรียกร้องของท่านอะมีรุลมุมินีน(อ)ที่มีต่อพวกท่าน อัลลอฮฺ(ซ.บ.) จะผูกมัดเรากับพวก

ท่านอย่างที่ทรงผูกมัดบรรดาที่รักของพระองค์กับบรรดาผู้ปฏิบัติตามคำสั่งของพระองค์ให้แนบแน่นด้วยกัน


และทรงบันดาลให้เรากับท่าน ทั้งหลายมีความยำเกรงต่อพระองค์ และทรงสนับสนุนเรา และท่านทั้งหลาย ในการต่อสู้กับศัตรูของพระองค์ ข้าขอการอภัยโทษจากอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ผู้ทรงยิ่งใหญ่เพื่อตัวข้าและเพื่อท่านทั้งหลาย ” ( 1)

------------------------------------------------------------

(1 ) อะอฺยานุช - ชีอะฮฺ 4 กอฟ 1 / 31

คำปราศรัยเรื่องที่ 2.

ท่านอะมีรุลมุมินีน(อ) เคยกล่าวกับท่านอิมามฮะซัน(อ)ว่า

“ จงลุกขึ้นซิ แล้วจงกล่าวคำปราศรัย เพราะฉันจะฟังคำปราศรัยของเจ้า ”

แล้วท่านอิมามฮะซัน(อ)ก็ลุกขึ้นยืนกล่าวว่า

“ มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ซึ่งถ้าหากใครพูดพระองค์จะทรงได้ยินเสมอ และถ้าหากใครนิ่งเงียบ พระองค์จะทรงรู้ถึงสิ่งที่อยู่ในจิตใจของเขาเสมอ ใครดำรงชีพอยู่

พระองค์ก็ทรงบันดาลปัจจัยยังชีพให้เสมอ ใครที่ตายลงก็จะไปสู่พระองค์ในฐานะเป็นสถานที่คืนกลับเสมอ ต่อจากนั้น สุสานคือแหล่งพำนักของเรา วันฟื้นคืนชีพคือ สถานที่นัดหมายของเรา

และอัลลอฮฺ(ซ.บ.)คือผู้ทรงเปิด เผยเรื่องราวของเรา แท้จริงอะลีคือบานประตู ผู้ใดได้เข้าทางนี้ เขาคือผู้ศรัทธา และผู้ใดออกจากทางนี้ เขาคือผู้ปฏิเสธ

(กาเฟร) ”


ถึงตอนนี้ ท่านอิมามอะลี(อ)ได้ลุกขึ้นไปหาท่าน พลางจับตัวของท่านแล้วกล่าวว่า

“ ขอสาบานต่อบิดาและมารดาของข้า เชื้อสายเหล่านั้นส่วนหนึ่งย่อมเป็นของอีกส่วนหนึ่งและอัลลอฮฺ(ซ.บ.)คือผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงรับรู้เสมอ ” ( 2)

(2 ) อะอฺยานุช - ชีอะฮฺ 4 กอฟ 1 / 31

คำปราศรัยเรื่องที่ 3

หลังจากที่ท่านอะมีรุลมุมินีน(อ)วายชนม์แล้ว ท่านอิมามฮะซัน(อ) ได้กล่าวคำปราศรัยมีใจความตอนหนึ่งว่า

“ แน่นอนยิ่ง เมื่อคืนนี้บุรุษผู้หนึ่งที่ผู้มีคุณธรรมในรุ่นก่อนไม่เคยมีผลงานที่ดีเด่นล้ำหน้าเกินเขา และคนมีคุณธรรมรุ่นหลังไม่เคยมีผลงานที่ทัดเทียมกับเขา เขาได้วายชนม์ไปแล้ว แน่นอนที่สุด

เขาเคยต่อสู้ร่วมกับท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)โดยเอาตัวเขาเองเข้าไปปกป้องท่าน และแน่นอนที่สุดเขาคือคนที่ถือธงของท่านศาสดานำหน้าท่านเสมอ โดยญิบรีลขนาบไหล่ของเขาทางด้านขวา

และมีกาอีลอยู่ทางด้านซ้าย เขาไม่เคยกลับมาจากการทำศึกโดยมิได้รับชัยชนะจากอัลลอฮฺ(ซ.บ.)

แน่นอนที่สุดเมื่อคืนนี้เอง เขาได้วายชนม์ไปแล้ว ซึ่งตรงกับคืนที่

นบีอีซา(อ)บุตรของมัรยัมเสด็จขึ้นสู่ฟากฟ้าและตรงกับคืนที่ ยูชะฮฺ บิน นูน ทายาทของนบีมูซา(อ) วายชนม์เช่นกัน เขาไม่มีทรัพย์สินเงินทองส่วนตัวทิ้งไว้ข้างหลัง นอกจากเจ็ดร้อยดิรฮัม อันเป็นส่วนที่เหลือจากการบริจาคของท่าน


ท่านต้องการเอาไปจับจ่ายเพื่อบริการคนในครอบครัวของท่าน ”

ต่อจากนั้นเสียงของอิมามฮะซัน(อ)ก็ขาดหายไป ท่านร้องไห้ ประชาชนก็ร้องไห้ตาม

ต่อจากนั้นท่านได้กล่าวอีกว่า

“ ประชาชนทั้งหลาย คนที่รู้จักข้าฯก็รู้จักเป็นอย่างดีอยู่แล้ว ส่วนคนที่ยังไม่รู้จักข้าฯก็ขอบอกว่า ข้าฯคือฮะซัน บุตรของมุฮัมมัด(ศ) ข้าฯคือบุตรของผู้แจ้งข่าวดี ข้าฯคือบุตรของผู้ตักเตือนให้ระวังภัย ข้าฯคือบุตรของผู้เชิญชวนสู่อัลลอฮฺ(ซ.บ.) โดยการอนุมัติของพระองค์ ข้าฯคือบุตรของแสงสว่างเรืองรอง ข้ามาจากอะฮฺลุลบัยตฺ(อ)ที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.) ทรงขจัดมลทินออกไปจากพวกเขา และทรงชำระขัดเกลาพวกเขา ให้สะอาดบริสุทธิ์อย่างยิ่ง และเป็นพวกที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงมีบัญญัติไว้

ในคัมภีร์ของพระองค์ว่า ให้จงรักภักดีต่อพวกเขาที่พระองค์ทรงตรัสว่า “ และผู้ใดประกอบความดีงามอันหนึ่ง เราจะสนองตอบแก่เขาซึ่ง ความดีงามในนั้น ”

การประกอบความดีตามความหมายในโองการนี้คือ การให้ความรักต่อพวกเรา อะฮฺลุลบัยตฺ(อ) ” ( 3)

-------------------------------------------------------

(3 ) มะกอติลุฏ - ฏอลิบียีน หน้า 35


คำปราศรัยเรื่องที่ 4.

ท่านอับดุรเราะฮฺมาน บินญุนดุบ รายงานคำบอกเล่าจากบิดาของเขาและคนอื่นๆ ว่าหลังจากที่ท่านอิมามอะลี(อ)วายชนม์แล้ว ประชาชนทั้งหลายได้มาทำการให้สัตยาบันต่อท่านอิมามฮะซัน บินอะลี(อ)

แล้วท่านอิมามได้กล่าวว่า

“ มวลการสรรเสริญเป็นของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) เนื่องในกรณีที่พระองค์ทรงดำเนินภารกิจหนึ่ง ลุล่วงไป และทรงกำหนดความดีงามไว้เฉพาะส่วนและทรงครอบคลุมภารกิจหนึ่งๆ ไว้ ทรงเป็นผู้ประทานการอภัยอย่างเหลือล้น มวลการสรรเสริญแด่พระองค์ที่ทรงบันดาลความโปรดปรานของพระองค์ให้แก่เราอย่างสมบูรณ์ และเราจำต้องสนองตอบต่อพระองค์เพื่อความปิติชื่นชมของพระองค์ แท้จริงโลกนี้เป็นสถานที่แห่งการทดสอบ และมีพิษภัย

ทุกสิ่งที่อยู่ในโลกล้วนสูญสลาย

แน่นอนที่สุด อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงบอกเล่าถึงเรื่องราวของมันให้แก่พวกเราเพื่อให้เราใคร่ครวญ ดังนั้นพระองค์จึงทรงมอบพันธะสัญญาในเรื่องคำเตือนมาเพื่อเราจะได้ไม่มีข้ออ้างอีก ในเมื่อคำตักเตือนมาแล้ว ดังนั้นท่านทั้งหลายจงยึดหลักสมถะในสิ่งที่มีการสูญสลาย และจงแสวงหาในสิ่งที่มั่นคงถาวร และจงยำเกรงต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.) ทั้งในที่ลับและที่เปิดเผย

แท้จริงอิมามอะลี(อ)นั้น ไม่ว่าในสมัยที่มีชีวิตอยู่หรือ เสียชีวิตไปแล้ว ชีวิตของท่านดำเนินไปตามขอบเขตจำกัด ท่านตายไปตามกำหนดวาระ และแท้จริงข้าขอให้สัตยาบันต่อท่านทั้งหลายว่า พวกท่านจะต้องให้ความสันติสุขกับผู้ที่ข้าให้ความสันติสุข และจงต่อสู้กับผู้ที่ข้าต่อสู้ ”

แล้วคนทั้งหลายก็ให้สัตยาบันต่อท่านตามนี้(4)

----------------------------------------------------------

(4 ) อัต - เตาฮีด หน้า 378


คำปราศรัยเรื่องที่ 5.

ท่านอะบี ญะมีละฮฺ รายงานว่า : แท้จริงท่านอิมามฮะซัน บินอะลี(อ)นั้น เมื่อตอนที่ท่านอิมามอะลี(อ)ถูกลอบสังหาร ท่านอยู่ทางด้านหลังในขณะที่พวกเรากำลังนมาซร่วมกัน ก็มีชายคนหนึ่งกระโดดเข้ามาทำร้ายท่าน จนเกิดอาการชํ้าตรงบริเวณสะเอวของท่าน ท่านเจ็บอยู่เป็นเวลาหนึ่งเดือน หลังจากนั้น ท่านได้ขึ้นไปยืนที่มิมบัร แล้วกล่าวว่า

“ ชาวอิรักทั้งหลาย จงยำเกรงต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.) ในเรื่องของพวกเรา เพราะเราคือผู้ปกครองและแขกของพวกท่าน แท้จริงพวกเราคือ อะฮฺลุลบัยตฺที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ตรัสถึงพวกเขาไว้ว่า :

“ อันที่จริงอัลลอฮฺทรงประสงค์ที่จะขจัดมลทินออกไปจากสูเจ้า โอ้อะฮฺลุลบัยตฺและทรงชำระขัดเกลาสูเจ้าให้สะอาดบริสุทธิ์อย่างแท้จริง ”

ตลอดเวลาที่กล่าวคำปราศรัย เราเห็นว่ามีชายคนหนึ่งที่มัสญิดร้องไห้อยู่อย่างไม่หยุดหย่อน ( 5)

---------------------------------------------------------------

(5 ) มะนากิบอะลี อะมีรุลมุมินีน ( อ ) ของอิบนุอัล - มะฆอชะลี หน้า 383

คำปราศรัยเรื่องที่ 6

เมื่อครั้งที่ท่านอิมามฮะซัน(อ)ยอมรับข้อเสนอสันติภาพได้กล่าวคำปราศรัย ใจความว่า

“ พวกเราขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ว่า :

เรายังไม่หายสงสัยและยังเสียใจต่อชาวชาม(ซีเรียในปัจจุบัน)อยู่


อันที่จริงแล้วที่เราต่อสู้กับชาวชาม เราดำเนินการด้วยวิธีที่สันติและอดทน

แต่แล้วความสันติกลับก่อให้เกิดศัตรู ความอดทนกลับก่อให้เกิดความเจ็บปวด เมื่อครั้งที่พวกท่านออกเดินทางทำสงครามศิฟฟีนนั้น พวกท่านให้ศาสนานำหน้าโลก แต่บัดนี้พวกท่านเปลี่ยนไปโดยให้โลกนำหน้าศาสนา แน่นอนระหว่างสงครามทั้งสองครั้ง พวกเท่านเปลี่ยนไป เมื่อสงครามศิฟฟีนพวกท่านร้องไห้ เมื่อสงครามนะฮฺรอวาน พวกท่านแสวงหาประโยชน์ อันว่าผู้ยังเหลืออยู่กลับพ่ายแพ้ ส่วนผู้ที่ร้องไห้กลับได้ประโยชน์ แน่นอนกรณีที่

มุอาวิยะฮฺเสนอแก่เรามานั้น

เป็นเรื่องที่ไม่มีเกียรติยศ และไม่มีความยุติธรรมเลย ดังนั้นถ้าหากพวกท่านต้องการพบกับความตาย

เราก็จะปฏิเสธเขาไป แล้วเราจะให้อัลลอฮฺ(ซ.บ.)พิพากษาเขาด้วยคมดาบ แต่ถ้าหากพวกท่านต้องการชีวิตอยู่ เราก็จะตอบรับเขา และเราจะถือเอาหลักการอันเป็นที่พอใจสำหรับพวกท่าน ”

ปรากฏว่าประชาชนร้องตะโกนจากทุกสารทิศว่า

“ การคงอยู่ การคงอยู่ ” ( 6)

---------------------------------------------------------

(6 ) อัล - กามิล ฟิตดารีค เล่ม 5 หน้า 406

คำปราศรัยเรื่องที่ 7.

เมื่อครั้งที่มุอาวิยะฮฺเข้ามาในเมืองกูฟะฮฺนั้น อัมรฺ บินอัล-อาศ ได้แนะนำเขาว่าให้เขาสั่งท่านอิมามฮะซัน(อ)ขึ้นกล่าวคำปราศรัย เขารู้สึกมีอาการหวาดหวั่น พลางกล่าวกับท่านอิมามว่า

“ โปรดลุกขึ้น แล้วกล่าวคำปราศรัย ”


ท่านอิมามฮะซัน(อ)ได้ลุกขึ้น และกล่าวคำปราศรัยว่า

“ ประชาชนทั้งหลาย แท้จริงอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงนำทางพวกท่านโดยคนแรกในหมู่พวกเราและปกป้องเลือดเนื้อของพวกท่านโดยคนสุดท้านในหมู่พวกเรา พวกเราคืออะฮฺลุลบัยตฺ(อ)แห่งศาสดาของพวกท่าน ที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงขจัดมลทินออกไปจากพวกเรา และทรงชำระขัดเกลาพวกเราให้สะอาดบริสุทธิ์อย่างยิ่ง แท้จริงสำหรับภารกิจอันนี้มีเวลา กำหนดชั่วระยะเวลาหนึ่ง โลกนี้ก็มีเพียงชั่วคราว เพราะอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ตรัสกับศาสดา(ศ)ของพระองค์ว่า “ แท้จริงโลกนี้บางทีอาจเป็นพิษภัยแก่พวกเจ้า และเป็นที่ให้ความสุขเพียงชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น ”

ปรากฏว่าประชาชนพากันร้องไห้ จนมุอาวิยะฮฺหันไปทางอัมรฺ แล้วกล่าวว่า “ นี่เป็นความคิดของท่าน ” ( 7)

------------------------------------------------------------

(7 ) ตัซกิเราะตุล - ค่อวาศ หน้า 114

คำปราศรัยเรื่องที่ 8.

มีคนพูดกับมุอาวิยะฮฺในวันหนึ่งว่า

“ หากท่านสั่งให้ฮะซัน บุตรของ อะลี บินอะบีฏอลิบขึ้นบนมิมบัรแล้วกล่าวคำปราศรัยเพื่ออธิบายแก่ประชาชนแล้ว จะเป็นการบั่นทอนตัวของเขาเอง ”

แล้วเขาก็เรียกท่านฮะซัน(อ)โดยกล่าวว่า

“ โปรดขึ้นบนมิมบัร แล้วพูด ถ้อยคำอันเป็นคำสอนแก่เรา ”

ท่านอิมามฮะซัน(อ)ได้ขึ้นไปยืนบนมิมบัร แล้วกล่าวคำสรรเสริญสดุดีอัลลอฮฺ(ซ.บ.)


ต่อจากนั้นท่านกล่าวว่า

“ ประชาชนทั้งหลาย ใครที่รู้จักฉันอยู่แล้วก็ย่อมรู้จักฉันเป็นอย่างดี ส่วนคนที่ยังไม่รู้จักก็ขอบอกว่า ฉันคือฮะซัน บุตรของอะลี บินอะบีฏอลิบ และบุตรของหัวหน้าสตรีทั้งหลายในจักรภพนี้ ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ บุตรีของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ฉันคือบุตรผู้ประเสริฐสุดจากสรรพสิ่งทั้งมวลของพระองค์อัลลอฮฺ(ซ.บ.) ฉันเป็นบุตรของศาสดา(ศ) ฉันคือบุตรของผู้ทรงสิทธิในเกียรติยศทั้งปวง ฉันคือบุตรของผู้มีสิทธิในสัญญาณอภินิหาร และหลักฐานอันชัดแจ้ง ฉันคือบุตรของอะมีรุลมุมินีน ฉันคือผู้ที่ถูกผลักไสจากสิทธิ์โดยชอบธรรมของฉัน ฉันและฮุเซนผู้เป็นน้องชายคือหัวหน้าของชายหนุ่มชาวสวรรค์ ฉันคือบุตรของที่สถิตย์หินดำ อันจำเริญ(อัร-รุกน)และสถานที่ยืนของนบีอิบรอฮีม(อ)ตรงบริเวณบัยตุลลอฮฺ(มะกอม) ฉันคือบุตรแห่งมักกะฮฺและมีนา ฉันคือบุตรแห่งมัช อัร และอะรอฟาต ”

มุอาวิยะฮฺ กล่าวแก่ท่านว่า “ โอ้อะบามุฮัมมัด จงเอาเรื่องที่เป็นเนื้อหาหยุดการกล่าวอย่างนี้ได้แล้ว ”

ท่านอิมามฮะซัน(อ)กล่าวต่อไปว่า

“ กระแสลมจะถูกเป่าออกไป ความร้อนจะทำให้สุกงอม ความเย็นจะทำให้ชุ่มชื้น ”

ต่อจากนั้นท่านอิมามฮะซัน(อ)ก็หันกลับมากล่าวอีกว่า

“ ฉันคืออิมามสำหรับสรรพสิ่งของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) และเป็นบุตรของมุฮัมมัด ศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)”


ปรากฏว่ามุอาวิยะฮฺ กลัวว่าท่านอิมามจะพูดประโยคต่อจากนั้น ในเรื่องที่ทำให้ประชาชนติเตียนตัวเขา ก็เลยกล่าวว่า

“ โอ้อะบามุฮัมมัด โปรดลงมาเถิด เท่าที่ผ่านมาก็พอแล้ว ”

ท่านอิมามฮะซัน(อ)ก็ลงมาทันที(8)

-------------------------------------------------

(8 ) อะมาลีย์ ของท่านชัยค์ศ็อดดูก หน้า 151


พินัยกรรม :

บันทึกแห่งประวัติศาสตร์

กระบวนตำราเกี่ยวกับชีวประวัติทั้งหลายนั้นเต็มไปด้วยบันทึกเกี่ยวกับพินัยกรรมของบรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อ)ที่มีไว้สำหรับผู้ที่เจริญรอยตามและให้ความรักต่อพวกเขา ในพินัยกรรมเหล่านี้ครอบคลุมถึงเรื่องคำสอนในด้านต่าง ๆ จริยธรรมมารยาท และการเชิญชวนสู่สัจธรรม ถ้าหากพวกเราจะรวบรวมบันทึกพินัยกรรม คำสั่งเสียของบรรดาอะฮฺลุลบัยตฺ(อ)ที่มีมาถึงเราทั้งหมดแล้วไซร้ แน่นอนที่สุดมันจะเป็นตำราที่มีขนาดใหญ่โตที่ประชาชาติอิสลามมีความจำเป็นต่อการที่จะนำมันมาศึกษาเพื่อความเจริญก้าวหน้าทางศาสนาของตน ในบทนี้เราจะบันทึกเกี่ยวกับ

ข้อมูลบางประการจากพินัยกรรมของอิมามท่านฮะซัน(อ)ดังต่อไปนี้

1. พินัยกรรมของอิมามฮะซัน(อ)แก่บุตรของท่าน และบุตรของน้องชาย มีดังนี้

“ โอ้บุตรของข้า และบุตรแห่งน้องชายข้า วันนี้เจ้ายังเป็นผู้น้อยสำหรับคนในกลุ่มหนึ่ง แต่เจ้าต้องมั่นใจว่า ในวันข้างหน้าเจ้าจะต้องเป็นผู้อาวุโสของคนอีกกลุ่มหนึ่ง ดังนั้นเจ้าจงเล่าเรียนศึกษาหาความรู้ คนไหนที่ไม่มีความสามารถรายงานหรือจดจำก็ให้เขาบันทึกไว้ และเอาไปเก็บไว้ที่บ้านของตน ” ( 1)

--------------------------------------------------------------

(1 ) อัล - ฮะซัน บินอะลี ของท่านอับดุลกอดิร อะหมัด อัล - ยูซุฟ หน้า 66


2. พินัยกรรมหนึ่งของท่านฮะซัน(อ)มีใจความว่า

“ โอ้ บุตรหลานของอาดัม จงยับยั้งตนให้พ้นจากข้อห้ามของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) แล้วเจ้าจะเป็นผู้เคารพภักดี จงพอใจในสิ่งที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)แบ่งสรรให้ แล้วเจ้าจะเป็นคนที่มั่งมี จงทำความดีกับเครือญาติรอบ ๆ ตัวเจ้าแล้วเจ้าจะเป็นคนมีความสันติสุข จงเป็นมิตรกับประชาชนให้ได้ตามที่เจ้าชอบให้

เขาเป็นมิตรกับเจ้า แล้วเจ้าจะเป็นคนที่ยุติธรรม เพราะเหตุว่าในหมู่พวกเจ้าทั้งหลาย จะมีชนกลุ่มหนึ่งที่สะสมทรัพย์สินไว้ เป็นอันมาก ก่อสร้างบ้านเรือนโดดเด่น มีการตั้งความหวังอันยาวไกล แต่แล้วการเก็บสะสมของคนเหล่านั้นล้มเหลว ผลงานของคนเหล่านั้น เป็นของล่อลวงและสถานที่

อาศัยของคนเหล่านั้นคือ สุสาน ”

“ โอ้ บุตรหลายของอาดัม แท้จริงแล้วนับตั้งแต่เจ้าออกมาจากครรภ์มารดา ไม่วายที่เจ้าอยู่ในภาวะที่ทำลายอายุขัยของเจ้าเองตลอดมา ดังนั้นจงฉวยโอกาสที่เจ้ามีอยู่เพื่อรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นแก่เจ้า เพราะว่าผู้ศรัทธานั้นย่อมแสวงหาเสบียงเอาไว้ ส่วนผู้ปฏิเสธ(กาเฟร)นั้นย่อมแสวงหาแต่

ความสุข ” ( 2)

---------------------------------------------------

(2 ) อะอฺยานุช - ชีอะฮฺ 4 กอฟ 101 / 1


3. เมื่อครั้งที่ท่านอิมามฮะซัน(อ)นอนป่วยก่อนถึงแก่การวายชนม์นั้น

ญุนาดะฮฺ บินอะบีอุมัยยะฮฺได้เข้ามาหาแล้วกล่าวว่า

“ ข้าแต่ผู้เป็นบุตรของศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ได้โปรดให้คำชี้แนะแก่ข้าด้วย ”

ท่านกล่าวว่า “ ได้ซิ จงเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อการเดินทางของเจ้า

จงหาเสบียงไว้ก่อนวาระสุดท้ายของเจ้าจะมาถึง จงรู้ไว้ว่าเจ้าแสวงหาชีวิตทางโลก ส่วนความตาย มันแสวงหาชีวิตของเจ้า

จงอย่ากังวลใจกับวันที่มาไม่ถึงเจ้า จงรู้ไว้ด้วยว่า ทรัพย์สินอันใดก็ตามที่เจ้าเสาะหามา ถ้ามันมากเกินกว่ากำลังของเจ้าแล้วไซร้ มันย่อมเป็นกองคลังสำหรับคนอื่นทั้งสิ้น จงรู้ไว้เถิดว่า อันใดที่เป็นของซึ่งได้รับการหวงห้าม ย่อมมีบทลงโทษ อันใดที่เป็นของซึ่งได้รับการคลางแคลงสงสัย ย่อมมีข้อตำหนิ ดังนั้นจงพักพิงในโลกนี้เยี่ยงเรือนพักของผู้ตาย จงเสาะหาเอามาจากมัน เพียงที่มันพอแก่เจ้า

ดังนั้นอันใดที่เป็นของซึ่งได้รับการอนุญาต เจ้าก็จงมีสมถะในสิ่งนั้นๆ ส่วนอันใดที่เป็นของซึ่งได้รับการหวงห้าม มันย่อมหาได้เป็นเสบียงไม่

เจ้าจงถือปฏิบัติต่อสิ่งนั้นเหมือนอย่างที่เจ้าปฏิบัติต่อของคนตาย ถ้าหากมันเป็นของที่ได้รับการตำหนิ มันก็มีแต่ข้อน่าตำหนิทั้งสิ้น จงทำงานเพื่อชีวิต

ทางโลก ดุจดังว่าเจ้าต้องใช้ชีวิตอยู่ตลอดกาล แต่จงทำงานเพื่อปรโลกดุจดังว่า เจ้าจะต้องตายในวันพรุ่งนี้ และในเมื่อเจ้าต้องการเกียรติยศ แต่ไม่มีบริวาร และต้องการบารมีแต่ไม่มีอำนาจ เจ้าก็จงออกมาจากความต่ำต้อยแห่งการทรยศต่อ อัลลอฮฺ(ซ.บ.)เพื่อไปสู่เกียรติยศแห่งการเชื่อฟังปฏิบัติตามอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ในเมื่อเจ้าจำเป็นต้องเป็นมิตรกับบุคคลใดก็จงเป็นมิตรกับคนที่จะเสริมคุณค่าให้แก่เจ้าได้ในยามที่เจ้าเป็นมิตรกับเขา


ในเมื่อเจ้าได้รับใช้เขา เขาก็จะทำหน้าที่ปกป้องเจ้าได้ ในเมื่อเจ้าต้องการความช่วยเหลือ เขาจะให้ความช่วยเหลือเจ้าได้ ถ้าหากเจ้าพูด เขาจะเชื่อคำพูดของเจ้า หากเจ้าแสดงไมตรีจิต เขาจะยิ่งมีไมตรีจิตต่อเจ้า ถ้าหากเจ้าให้การสนับสนุน เขาจะรับการสนับสนุนอย่างดี ถ้าหากความบกพร่องปรากฏมาจากเจ้า เขาจะปรับให้มันสมบูรณ์ ถ้าหากเขาเห็นความดีในตัวเจ้า เขาจะจดจำ ถ้าหากเจ้าขออะไรจากเขา เขาก็จะให้เจ้า ถ้าเจ้าเงียบเฉยต่อเขา เขาจะเป็นฝ่ายเริ่มต้นต่อเจ้า ถ้าหากมีการประณามในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเกิดขึ้นต่อตัวเจ้า และมีการดูหมิ่นเจ้า

การมองเจ้าในแง่ร้ายจะต้องไม่มีมาจากเขา ไมตรีจิตจากเขาที่เคยมีต่อเจ้าจะไม่เปลี่ยนแปลงไป เขาจะไม่ทำลายเจ้าจากข้อเท็จจริงทั้งหลาย ” ( 3)

--------------------------------------------------

(2) อะอฺยานุช - ชีอะฮฺ 4 กอฟ 105 / 1


จดหมายจากท่านอิมามฮะซัน(อ)

ในบทนี้เราจะนำจดหมายฉบับต่าง ๆ ที่ท่านอิมามฮะซัน(อ)ส่งให้

มุอาวิยะฮฺและบุคคลอื่นๆมาเสนอ โดยที่เนื้อหาที่มีอยู่ในจดหมายเหล่านี้คือภาพทางประวัติศาสตร์ตอนหนึ่ง ในช่วงที่มีอุปสรรคพร้อมๆ กับเป็นการเรียกร้องยังอัลลอฮฺ(ซ.บ.) และเชิดชูพจนารถของพระองค์ อีกทั้งปกป้องศาสนาของพระองค์ ดังที่เราจะกล่าวถึง ณ บัดนี้

จดหมายฉบับที่ 1.

เป็นจดหมายที่ท่านอิมามฮะซัน(อ)ส่งถึงมุอาวิยะฮฺ ไปพร้อมกับท่าน

ญุนดุบ บินอับดุลลอฮฺ อัล-อะซ์ะดี

ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮฺ ผู้ทรงกรุณาปรานี ผู้ทรงเมตตาอยู่เป็นนิรันดร์

จากบ่าวของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) อัล-ฮะซัน(อ) บุตรของอะมีรุลมุมินีน

ถึง มุอาวิยะฮฺ บินอะบีซุฟยาน

อัสลามุอะลัยกุม

อัมมาบะอฺดุ........ ข้าขอสรรเสริญต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.) ซึ่งไม่มีพระเจ้าอื่นใด นอกจากพระองค์

แท้จริงอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ผู้ทรงสูงสุดได้ส่งศาสดามุฮัมมัด(ศ)มาเพื่อเป็นความเมตตาแก่สากล และเป็นความโปรดปรานแก่บรรดาผู้ศรัทธาตลอดจนถึงมนุษยชาติทั้งมวล


ดังโองการที่ว่า

“ เพื่อเขาจะได้ตักเตือนบุคคลที่มีชีวิตจิตใจ และเขาจะได้สำแดงความจริงแห่งพจนารถให้เป็นที่ปรากฏแก่บรรดาพวกปฏิเสธ(กาฟิรีน) ”

( ยาซีน: 70)

ดังนั้นเขาจึงประกาศสาส์นต่าง ๆ ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)และดำรงไว้ซึ่งคำสั่งของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) จนกระทั่งอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงรับเอาชีวิตเขาไป

โดยปราศจากการบกพร่องในหน้าที่ จนกระทั่งอัลลอฮฺ(ซ.บ.)สำแดงความเป็นสัจธรรมให้เป็นที่ปรากฏเพราะเขา และเอาชนะการตั้งภาคีจนเป็นผลสำเร็จ เพราะเขา และทรงช่วยเหลือบรรดาผู้ศรัทธาเพราะเขา และทรงให้พวกอาหรับมีเกียรติเพราะเขาโดยเฉพาะชาวกุเรชสูงศักดิ์ได้ก็เพราะเขา ดังที่ทรงมีโองการว่า

“ และแท้จริง อัลกุรอานคือเกียรติยศสำหรับเจ้า และพรรคพวกของเจ้า ”

ครั้นเมื่อท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺได้วายชนม์แล้ว ชาวอาหรับต่างก็พากันยื้อแย่งอำนาจของเขา จนพวกกุเรชกล่าวว่า

“ เราคือเผ่าพันธุ์ของเขาเป็นคนในครอบครัวของเขา และเป็นผู้ทรงสิทธิ์ในตัวของเขา ท่านทั้งหลายไม่มีสิทธิ์ที่จะมายื้อแย่งอำนาจการปกครองและสิทธิของเขาต่อประชาชนไปจากพวกเรา ”

ดังนั้นชาวอาหรับทั้งหลายจึงลงความเห็นว่า ความเป็นจริงควรจะต้องเป็นไปตามที่พวกกุเรชพูด และถือว่านี่คือข้อพิสูจน์ของพวกเขาในเรื่องนี้ที่มีต่อคนที่จะมายื้อแย่งภารกิจของมุฮัมมัด(ศ)ไปจากพวกเขา พวกอาหรับจึงยินยอมมอบให้พวกเขาไป และยอมรับในข้อนี้โดยดุษฎี


ต่อจากนั้น พวกเราก็อุทธรณ์ต่อพวกกุเรช เหมือนอย่างที่พวกเขาอุทธรณ์ต่อชาวอาหรับ แต่แล้วพวกกุเรชก็มิได้ให้ความยุติธรรมต่อเรา เหมือนอย่างที่ชาวอาหรับให้ความยุติธรรมต่อพวกเขา แท้จริงกรณีที่พวกเขามีสิทธิในภารกิจอันนี้เหนือกว่าชาวอาหรับทั้งหลายนั้น เป็นเรื่องที่ยุติธรรมและชอบด้วยเหตุผลแล้ว แต่ในเมื่อพวกเราเป็นอะฮฺลุลบัยตฺ(อ)และทายาทของมุฮัมมัด(ศ) ทำการอุทธรณ์ต่อพวกเขา และขอความเป็นธรรมจากพวกเขาซึ่งมีแต่ความเป็นศัตรูต่อเรา พวกเขาปฏิเสธและจัดประชุมลงมติเพื่อสร้างความอธรรมและฉ้อฉลเรา ความเลวร้ายจากพวกเขา ได้ประสบกับพวกเรา ดังนั้นอัลลอฮฺ ( ซ.บ.) คือผู้ทรงให้สัญญา พระองค์คือผู้คุ้มครอง พระองค์คือผู้ทรงให้ความช่วยเหลือ แน่นอนที่สุด

เราแปลกใจเป็นอย่างยิ่งกับการฉกฉวยของผู้ฉวยโอกาสต่อสิทธิอันชอบธรรมของเรา ในเรื่องที่เป็นสิทธิของเราและในเรื่องอำนาจการปกครองแห่งนบี(ศ)ของเรา ในขณะที่ถ้าหากพวกเขาเป็นผู้ที่มีเกียรติ และอยู่ในระดับแนวหน้าของอิสลาม เราจึงหยุดยั้งในอันที่จะยื้อแย่งกับพวกเขา เพราะหวั่น

เกรงต่อศาสนาว่า พวกหลอกลวง(มุนาฟิก)กับพลพรรคต่างๆ ของศัตรูจะเห็นว่าในเรื่องนี้มีการฉ้อฉล แล้วพวกเขาจะถือโอกาสแทรกแซง หรือไม่ก็จะทำให้เรื่องนี้เป็นสาเหตุหนึ่งที่พวกเขาสามารถสร้างความเสียหายให้เกิดขึ้นแก่ศาสนาได้

บัดนี้มุอาวิยะฮฺ เอ๋ย มันเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจจริงๆ สำหรับการฉกฉวยของเจ้าที่มีต่อกิจการที่เจ้าไม่มีสิทธิ ไม่มีแม้แต่เกียรติทางศาสนา ไม่มีอะไรที่จะเป็นผลงานอันน่ายกย่องในอิสลาม

เจ้าเป็นเพียงบุตรของพรรคๆ หนึ่งในบรรดาพรรคทั้งหลาย เป็นบุตรของชาวกุเรชคนหนึ่งที่เป็นศัตรูของศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)แต่ทว่าอัลลอฮฺ(ซ.บ.)จะประทานความพ่ายแพ้แก่เจ้าแล้วเจ้าจะตกต่ำ เจ้าจะรู้ว่าสถานะในบั้นปลายที่ดีจะเป็นของใคร


ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) เจ้าจะได้รับโชคผลจากพระผู้อภิบาลของเจ้าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ต่อจากนั้นเจ้าจะต้องเสียใจในสิ่งที่เจ้าได้กระทำลงไป ด้วยมือของเจ้าเอง และอัลลอฮฺ(ซ.บ.)จะไม่ทรงอธรรมแต่ประการใดกับปวงบ่าวของพระองค์

แท้จริงท่านอิมามอะลี(ขอให้อัลลอฮฺทรงประทานความปิติชื่นชมแก่ท่าน) ไม่เคยล่วงเกินวิธีทางของพระองค์ ความเมตตาของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)มีต่อเขาในวันที่เขาจบชีวิต และในวันที่อัลลอฮฺ ( ซ.บ.) ให้ความโปรดปรานแก่เขาด้วยอิสลาม และในวันที่เขาจะฟื้นคืนชีพ บรรดามุสลิมมอบหมายภารกิจภายหลังจากเขาให้แก่ข้า

ดังนั้นข้าขอวิงวอนต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.)ว่าโปรดอย่าเพิ่มสิ่งที่ไม่คงทนในโลกนี้ให้แก่เราด้วยประการใดๆ อันเป็นการบั่นทอนต่อเราซึ่งเกียรติคุณอันดีงามของพระองค์ในปรโลก

อันที่จริงแล้ว ที่ข้าเขียนจดหมายถึงเจ้าก็เนื่องจากความรับผิดชอบในสิ่งที่มีอยู่ระหว่างข้ากับอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ในกรณีของเจ้าและสำหรับข้าในข้อนี้

ถ้าหากเจ้ากระทำก็จะมีโชคดีสำหรับชีวิต และจะเป็นผลดีแก่มวลมุสลิม ดังนั้นจงหยุดยั้งการล่วงละเมิดในสิ่งผิด และจงเข้ามาสู่หนทางที่ประชาชนทั้งหลายเข้ามา

อันได้แก่การให้สัตยาบันต่อข้า เพราะเจ้าเองก็ทราบดีว่า ข้าเป็นผู้มีสิทธิ์ในกิจการอันนี้มากกว่าเจ้าตามทัศนะของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)และของทุกคนที่มีความคิดอ่าน และที่มีหัวใจยินยอมต่อพระองค์ จงสำรวมตนต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.) และจงละเว้นการละเมิด จงสงวนไว้ซึ่งเลือดเนื้อของมวลมุสลิม


ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ความดีที่เจ้าจะได้รับในยามที่เจ้าเข้าพบกับอัลลอฮฺ(ซ.บ.) โดยสงวนเลือดเนื้อพวกเขานั้น ย่อมมีมากกว่าในยามที่เจ้าเข้าพบพระองค์เพราะเหตุของมัน

ดังนั้นจงเข้ามาสู่ความสันติและการเชื่อฟังปฏิบัติตาม และจงอย่ายื้อแย่งหน้าที่ที่มีคนเป็นเจ้าของซึ่งเขาเป็นคนแรกที่มีสิทธิในหน้าที่นั้นมากกว่าเจ้า เพื่อที่ว่าอัลลอฮฺ(ซ.บ.)จะทรงดับกองเพลิงไปเพราะเรื่องนี้ และเพื่อให้สังคมส่วนรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มีความสมานฉันท์ระหว่างกัน แต่หากเจ้า

ปฏิเสธ เจ้าก็มีแต่หลงใหลไปในความมัวเมาของเจ้าเอง ข้าก็จะล้อมกรอบเจ้าด้วยบรรดามุสลิม แล้วจะพิพากษาเจ้าจนกว่าอัลลอฮฺ(ซ.บ.)จะทรงตัดสินระหว่างเราทั้งสอง พระองค์คือผู้ทรงพิพากษาที่ประเสริฐยิ่ง(1)

------------------------------------------------------------

( 1) มะกอติลุฎ-ฎอลิบีนยีน หน้า 37


จดหมายฉบับที่ 2.

เมื่อครั้งที่มุอาวิยะฮฺทราบข่าวเกี่ยวกับการวายชนม์ของอะมีรุลมุมีนีน(อ) และข่าวการให้สัตยาบันต่อท่านอิมามฮะซัน(อ)บุตรชายของท่านอิมาม

อะลี(อ) โดยประชากรทั้งหลาย เขาได้ส่งชายคนหนึ่งในตระกูลอัล-ฮุมัยร์ไปสอดแนมยังเมืองกูฟะฮฺ และส่งอีกคนหนึ่งจากตระกูลบนี อัล-กีนไปสอดแนมยังเมืองบัศเราะฮฺเพื่อบันทึกเรื่องราวส่งไปให้เขา และให้ใส่ร้ายท่าน

อิมามฮะซัน(อ)

แล้วเขาก็ออกคำสั่งให้คนในตระกูลอัล-ฮุมัยร์ออกมาจากเมืองกูฟะฮฺ เมื่อออกมาแล้วเขาก็สั่งให้ประหารชีวิตเสีย และเขียนจดหมายไปยังเมือง

บัศเราะฮฺเพื่อเอาคนในตระกูลบนี อัล-กีนออกมา เมื่อออกมาแล้วเขาก็สั่งให้ประหารชีวิตเสียอีก ท่านอิมามฮะซัน(อ)ได้เขียนจดหมายถึงมุอาวิยะฮฺว่า …

ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮฺ

ผู้ทรงกรุณาปรานี ผู้ทรงเมตตาอยู่เป็นนิรันดร์

จากบ่าวของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) อัล-ฮะซัน(อ) บุตรของอะมีรุลมุมีนีน

ถึง มุอาวิยะฮฺ บินอะบีซุฟยาน

อัสลามุอะลัยกุม ……

อัมมาบะอฺดุ …… เจ้ายังส่งคนไปเพื่อสอดแนมและลอบสังหารผู้คนอีก และเจ้ายังจับตาสอดส่องราวกับว่า เจ้าชอบการเผชิญหน้าเหลือเกิน มีข่าวว่าเจ้าไม่สมหวัง เพราะเขามิได้เคืองแค้นกับผู้ที่มีข้อพิสูจน์


อุปมาเรื่องของเจ้าในคราวนี้เหมือนอย่างกับคำของคนหนึ่งที่กล่าวว่า :

“ จงบอกคนที่ชอบขัดแย้งกับคนที่ล่วงลับไปแล้วว่าให้เตรียมตัวเพื่อพบกับสภาพที่เหมือนเดิมกับอีกคนหนึ่ง ” ( 2)

------------------------------------------------------------

(2 ) อัล - อิรชาด หน้า 193

จดหมายฉบับที่ 3.

ชาวบัศเราะฮฺส่งจดหมายถึงท่านฉบับหนึ่ง เพื่อขอความเห็นของท่าน

อิมามฮะซัน(อ) ในปัญหาทางวิชาการเรื่อง “ อัล-ญับร์ ”

( ความเชื่อที่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไปตามที่อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ทรงลิขิตกำหนด)

ท่านอิมาม(อ)ได้ตอบเป็นจดหมายว่า

ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮฺ

ผู้ทรงกรุณาปรานี ผู้ทรงเมตตาอยู่เป็นนิรันดร์

จากบ่าวของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) อัล-ฮะซัน(อ) บุตรของอะมีรุลมุมีนีน

ถึง ชาวบัศเราะฮฺ

อัสลามุอะลัยกุม ……

อัมมาบะอฺดุ …… ผู้ใดที่ไม่ศรัทธาต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.)และต่อกฎการควบคุมของพระองค์ และการกำหนดของพระองค์เท่ากับเป็นผู้ปฏิเสธ แต่ใครโยนความบาปของตนให้แก่พระผู้อภิบาลก็เท่ากับเป็นคนทรยศ


แท้จริงอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ไม่ทรงกระทำในสิ่งที่น่ารังเกียจ และไม่ล่วงละเมิดตามอารมณ์ เพราะพระองค์คือผู้ทรงครอบครองอาณาจักรของพวกเขาทั้งมวล เป็นผู้ทรงเดชานุภาพควบคุมความสามารถของพวกเขา กล่าวคือถ้าหากพวกเขากระทำในสิ่งที่ถูกต้อง พระองค์ก็จะไม่ละเลยเรื่องที่อยู่ระหว่างพวกเขากับสิ่งที่พวกเขากระทำ ดังนั้นถ้าหากพวกเขาไม่กระทำ พระองค์ก็มิได้บีบบังคับพวกเขาในเรื่องนั้นเลย กล่าวคือ ถ้าหากอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงบีบบังคับปวงบ่าวให้กระทำในสิ่งที่ถูกต้อง แน่นอนรางวัลก็เป็นอันตกไปจากพวกเขา และถ้าหากทรงบีบบังคับพวกเขาให้กระทำความชั่ว แน่นอนการลงโทษก็ย่อมจะเป็นอันตกไปจากพวกเขาเช่นกัน แต่ถ้าหากทรงละเลยพวกเขาแล้วไซร้ แน่นอนก็เท่ากับพระองค์ทรงขาดสมรรถภาพในการควบคุมกำหนด แต่ในหมู่พวกเขาก็มีเจตนารมณ์ของพระองค์ซึ่งมันแฝงเร้นต่อพวกเขา กล่าวคือถ้าพวกเขากระทำในสิ่งที่ถูกต้อง มันก็จะเป็นความโปรดปรานแก่พวกเขาเอง แต่ถ้าหากพวกเขากระทำในสิ่งที่เป็นความชั่ว

มันก็จะเป็นข้อพิสูจน์สำหรับพวกเขา(3)

--------------------------------------------------------------------

(3) ญัมฮะเราะฮฺ รอซาอิล อัล - อะร็อบ เล่ม 2 หน้า 25


สุภาษิต :

โอสถบำบัดโรค

ชีวิตของบรรดาอิมาม(อ)แห่งอะฮฺลุลบัยตฺนั้นคือ พลังที่นำมวลมุสลิมไปสู่วิถีทางของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) และความปิติชื่นชมยังพระองค์และเป็นการเน้นให้มีการเชื่อฟังปฏิบัติตามพระองค์ กล่าวคือ บรรดาอิมาม(อ) เป็นสื่อในเรื่องเหล่านี้ทุกๆ วิถีทาง แบบแผนชีวิตของบรรดาอิมาม(อ)มิได้เป็นเพียงบทเรียนอย่างเดียวเท่านั้น หากยังหมายความไปถึงคำปราศรัย พินัยกรรม คำสั่งเสีย

จดหมาย ดังที่บรรดานักประวัติศาสตร์ได้ รวบรวมถ้อยคำของพวกท่านมาบันทึกไว้โดยสังเขป

ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮฺ(ซ.บ.)พระองค์ทรงเป็นพยานได้ว่า

ไม่มีเรื่องราวของผู้ใดมีรายละเอียดเสมอเหมือนกับบรรดาท่านเหล่านั้น เรื่องราวเหล่านี้คือ คลังแห่งคำสอน และเป็นโอสถหลายขนานสำหรับบำบัดรักษาโรคต่าง ๆ ทางสังคมของพวกเรา และเป็นการเรียกร้องเชิญชวนสู่สัจธรรมและความดีงาม

ในบทนี้เราจะเสนอสุภาษิตบางประการจากถ้อยคำของท่านอิมามฮะซัน(อ) ดังนี้

1. จงอย่าเร่งให้ความบาปต้องพบกับบทลงโทษ แต่จงหาวิธีทางอย่างใดอย่างหนึ่งมาแก้ไขในระหว่างนั้น

2. การหยอกล้อจะกัดกร่อนบารมี แต่การเพิ่มบารมีอยู่ที่การนิ่งเงียบ

3. โอกาสที่ดีมักจะจากไปอย่างรวดเร็ว และกลับมาช้าเสมอ


4. ความสุขจะไม่เป็นที่รับรู้เสมอในยามที่มันมีอยู่ แต่มันจะเป็นที่รู้จักทันทีที่มันจากไป

5. จะปรึกษาหารือกับคนกลุ่มใดก็จะเป็นไปตามแนวชี้นำของคนกลุ่มนั้น

6. คนเลวย่อมไม่รู้คุณของความดีงาม

7. ความดีที่ไม่มีความชั่วใดๆ แอบแฝงได้แก่ การรู้คุณค่าของความโปรดปราน และอดทนต่อความทุกข์ยาก

8. ความอับอายยังให้ความเจ็บน้อยกว่าไฟนรก

9. มนุษย์จะวิบัติด้วยเหตุ 3 ประการ การทะนงตัว ความโลภ

และการริษยา

การทะนงตัว คือ การทำลายศาสนา และด้วยเหตุนี้เองอิบลิสจึงถูกสาปแช่ง

ความโลภคือ ศัตรูของตนเองและด้วยเหตุนี้ที่อาดัม(อ)ถูกขับออกจากสวรรค์

การริษยาคือ ที่ตั้งของความชั่ว และด้วยเหตุนี้ที่กอบีลสังหารฮาบีล


10. ไม่มีการมีมารยาทใดสำหรับคนที่ไร้ปัญญา ไม่มีลักษณะของชายชาตรีสำหรับคนที่ไม่มีความมุ่งมั่นเอาจริงเอาจัง ไม่มีความละอายใดสำหรับคนที่ไม่มีศาสนา สุดยอดแห่งการมีปัญญาคือการพบปะพูดคุยกับผู้คนด้วยลักษณะที่สวยงาม ด้วยกับปัญญาเท่านั้นที่จะเข้าถึงซึ่งโลกทั้งสอง ผู้ใดที่ไม่ใช้สติปัญญา เขาก็จะไม่สามารถเข้าถึงซึ่งโลกนี้ และโลกหน้า(1)

11. จริยธรรมที่สูงสุดยอดมี 10 ประการ

( 1) รักษาสัจจะไว้โดยวาจา

( 2) รักษาสัจจะไว้โดยความเดือดร้อน

( 3) บริจาคแก่ผู้ขอ

( 4) มีมารยาทที่ดีงาม

( 5) มีความบากบั่นในการทำงาน

( 6) มีไมตรีต่อญาติมิตร

( 7) มีเมตตาธรรมต่อเพื่อนบ้าน

( 8) รู้จักเคารพสิทธิของผู้อื่น

( 9) ให้เกียรติต่อแขก

( 10) หัวใจของสิ่งเหล่านี้คือความละอาย

12. การสูญเสียสิ่งที่ต้องการดีกว่าการขอจากคนที่มิได้เป็นเจ้าของในสิ่งนั้นจริง(2)


13. ฉันไม่เห็นผู้อธรรมคนใดที่ละม้ายคล้ายคลึงกับผู้ถูกอธรรม มากกว่าผู้ที่อิจฉาริษยา

( หมายความว่า ผู้มีจิตอิจฉาริษยานั้นมีสภาพเป็นทั้งผู้อธรรม (ต่อผู้อื่น) และตัวเองก็ถูกอธรรมจากการอิจฉาริษยานั้น)(3)

14. จงเอาความรู้ของเจ้าสอนผู้อื่นและจงศึกษาความรู้จากคนอื่น เมื่อนั้นความร้อนของเจ้าจะแข็งแกร่ง และเจ้าจะรู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้(4)

15. แท้จริงอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงรำลึกถึงเจ้าอยู่ ดังนั้นเจ้าจงรำลึกถึงพระองค์ และทรงเลี้ยงดูเจ้าอยู่ ดังนั้นจงขอบคุณต่อพระองค์

16. ถ้ากิจกรรมอันเป็นนะวาฟิล(ที่ควรแก่การกระทำ)จะทำลายกิจกรรมอันเป็นวาญิบ ( ข้อบังคับ) เจ้าก็จงละทิ้งนะวาฟิลนั้นเสีย

17. ผู้ใดที่เตือนสติตัวเองอยู่เสมอ หลังจากการเดินทางเขาก็ถูกยอมรับ

18. ระหว่างพวกเจ้ากับคำตักเตือน แท้จริงมันคือม่านแห่งเกียรติยศ

19. ใครที่แสวงหาการเคารพภักดี เขาก็จะได้รับการขัดเกลา

20. การตัดขาดจากความรู้ คือข้อบกพร่องของผู้ศึกษาเล่าเรียน(5)

21. สิ่งที่ดีที่สุดของความดีงามคือมารยาทที่ดี(6)


----------------------------------------------------

(1 ) อะอฺยานุช - ชีอะฮฺ 4 กอฟ 107 / 1

(2 ) อัลฮะซัน บินอะลี ของอัลดุล - กอดิร อะหมัด อัล - ยูซุฟ ห้า 60

(3 ) มะฏอลิบุซซุอุล หน้า 69 พิมพ์ครั้งที่ 1

(4 ) กัซฟุล - ฆุมมะฮฺ หน้า 170

(5 ) ตะฮัฟฟุล - อุกูล หน้า 169

(6 ) อัล - คิศอล หน้า 29

คำตอบอันชาญฉลาดของท่านอิมามฮะซัน(อ)

ในบทนี้เราขอนำเสนอการตอบปัญหาของท่านอิมามฮะซัน(อ)ในเรื่องที่เกี่ยวกับอัคลาค ( จริยธรรมอันดีงาม) การรู้จักพระผุ้เป็นเจ้าและกิริยามารยาทอันงดงาม คำตอบของท่านอิมาม (อ) นี้

ท่านจะไม่เห็นมันในหนังสือเล่มอื่นๆ ที่เกี่ยวกับอัคลาค หรือแม้แต่หนังสือของนักปราชญ์แห่งอิสลามเลย บางปัญหาที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ บิดาของท่านคือท่านอะลี อะมีรุลมุมินีน(อ) ได้เคยถามท่านอิมามฮะซัน(อ)แล้ว ท่านก็กล่าวถึงความประเสริฐอันสูงส่งของท่านอิมาม(อ) ยกย่องต่อตำแหน่งอันสูงสุดของท่านอิมาม(อ) อันเป็นการแสดงให้เห็นถึงความดีงามเป็นพิเศษของท่าน

ดูเหมือนว่าบางคำถามยากมากถึง ขนาดที่ว่าไม่น่าจะมีคำตอบเลยเกี่ยวกับคำถามนั้น เช่นคำถามของกษัตริย์โรมัน ซึ่งมันไม่เป็นการง่ายเลยที่จะตอบคำถามเหล่านั้น แต่ทว่าบรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อ)นั้น พวกเขาได้รับการเรียนรู้และการสั่งสอนมาจากบรรพบุรุษของเขา ซึ่งมาจากท่านญิบรออีล อันได้รับมาจากอัลลอฮฺ(ซ.บ.)นั่นเอง


เราจะกล่าวถึง บางคำตอบของท่านอิมามฮะซัน(อ)สำหรับคำถามต่าง ๆ ในบางเรื่อง ณบัดนี้

ถาม-ตอบ เรื่องที่ 1.

ท่านอะลี อะมีรุลมุมินีน(อ)ผู้เป็นบิดาของท่านอิมามฮะซัน(อ)ได้ถามลูกของท่านดังนี้

ถาม “ โอ้ ลูกรัก สิ่งกีดขวาง คืออะไร? ”

ตอบ “ สิ่งกีดขวางก็ คือ การป้องกันความเลวร้ายด้วยการกระทำความดี ”

ถาม “ การมีเกียรติ คืออะไร? ”

ตอบ “ คือการดูแลวงศาคนาญาติ และการยอมรับความผิด ”

ถาม “ ความเป็นชายชาตรี คืออะไร ?”

ตอบ “ คือการรู้จักหักห้ามใจตัวเอง และการรู้จักใช้ทรัพย์สิน ”

ถาม “ ความเลวทราม ต่ำช้า คืออะไร ?”

ตอบ “ การพิจารณาแบบมักง่าย และขัดขวางผู้ต่ำต้อย ”

ถาม “ สิ่งที่น่ายกย่องคืออะไร ?”

ตอบ “ การอุตสาหพยายามทั้งในยามลำเค็ญและยามสุขสบาย ”

ถาม “ การตระหนี่ คืออะไร ?”

ตอบ “ คือการที่ท่านเห็นสิ่งที่มีอยู่ในมือเป็นความสิ้นเปลือง

(ถ้าจะจ่ายไป) ส่วนสิ่งที่จ่ายไปแล้วถือเป็นความสูญเสีย ”

ถาม “ ภราดรภาพคืออะไร ?”

ตอบ “ ความซื่อสัตย์ต่อสัญญาทั้งในยามทุกข์ยากและเดือดร้อน ”


ถาม “ ความขี้ขลาดคืออะไร ?”

ตอบ “ กล้าต่อกรกับเพื่อนฝูง แต่หนีจากศัตรู ”

ถาม “ สิ่งที่ถือว่าเป็นโชคดีคืออะไร ?”

ตอบ “ ความปรารถนาในการสร้างตักฺวา และการอยู่ตามสมควรในโลกนี้ ”

ถาม “ ความอดทน อดกลั้นคืออะไร ?”

ตอบ “ การระงับความโกรธ และควบคุมตนเองได้ ”

ถาม “ ความร่ำรวยคืออะไร ”

ตอบ “ ความพึงพอใจต่อสิ่งที่อัลลอฮฺ (ซ.บ.) จัดสรรให้แม้เพียงน้อยนิด อันที่จริงแล้วความร่ำรวยก็คือจิตใจที่รู้จักพอ ”

ถาม “ ความยากจนคืออะไร ?”

ตอบ “ ความปรารถนา อยากได้ในทุกสิ่ง ”

ถาม “ อุปสรรคคืออะไร ?”

ตอบ “ ความทุกข์ยากแสนลำเค็ญ ”

ถาม “ ความทุกข์คืออะไร ?”

ตอบ “ คำพูดของท่านไม่ได้ให้ความหมายอะไรแก่ตัวท่านเลย ”

ถาม “ ความสง่างามคืออะไร ?”

ตอบ “ การให้แม้อยู่ในสภาพมีหนี้สิน ”

ถาม “ ความรับผิดชอบอยู่ที่ไหน ?”

ตอบ “ การพูดในสิ่งที่มิได้พิสูจน์ ”

ถาม “ ความดีคืออะไร ?”

ตอบ “ การให้ในยามที่ถูกฉ้อฉล และอภัยในยามที่ถูกประทุษร้าย ”


ถาม-ตอบ เรื่องที่ 2

ท่านอิมามฮะซัน(อ)ถูกถามถึงของสิบชนิดที่มีบางชนิดแข็งแกร่งกว่าอีกชนิดหนึ่ง

ท่านอิมามฮะซัน(อ)ตอบว่า

“ สิ่งที่แข็งแกร่งที่สุดที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงสร้างมาคือหิน และสิ่งที่แข็งยิ่งกว่ามันก็คือเหล็ก หินจะถูกตัดด้วยกับเหล็ก สิ่งที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าเหล็กก็คือไฟ เพราะมันจะหลอมละลายเหล็ก สิ่งที่มีอานุภาพมากกว่าไฟก็คือน้ำ สิ่งที่เหนือกว่าน้ำก็คือก้อนเมฆ สิ่งที่เหนือกว่าก้อนเมฆก็คือลม ซึ่งมันจะพัดพาก้อนเมฆไป สิ่งที่มีอำนาจเหนือกว่าลมก็คือ มะลาอิกะฮฺที่ทำหน้าที่ดูแลเรื่องลม สิ่งที่มีอำนาจเหนือกว่ามะลาอิกะฮฺองค์นั้นก็คือ “ มะลิกุ้ลเม้าตฺ ” ที่ทำหน้าที่ปลิดวิญญาณของมะลาอิกะฮฺองค์นั้น สิ่งที่เหนือกว่า “ มะลิกุ้ลเม้าตฺ ” ก็คือ “ ความตาย ” ซึ่งมันจะปลิดชีวิตของ “ มะลิกุ้ลเม้าตฺ ” เอง

แต่สิ่งที่มีอานุภาพเหนือความตายก็คือคำสั่งของ “ อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ” ที่จะฝังความตายเอาไว้ ”

ถาม-ตอบเรื่องที่ 3.

ท่านอิมาม(อ)ถูกถามจากบุคคลหนึ่งว่า

ถาม “ ใครเป็นผู้ใช้ชีวิตได้ดีเลิศที่สุดในหมู่มนุษย์ ”

ตอบ “ ผู้ที่ให้มนุษย์มีส่วนร่วมในการใช้ชีวิตของเขา ”

ถาม “ ใครเป็นผู้ดำรงชีวิตที่เลวที่สุด ”

ตอบ “ คือผู้ที่ไม่ปล่อยให้ใครเข้ามาร่วมในการใช้ชีวิตของเขาเลย แม้แต่คนเดียว ” ( 1)

( 1) อัล-ฮะซัน บินอะลี ของอับดุล-กอดิร อะฮฺมัด อัล-ยูซุฟ หน้า 62


ถาม-ตอบเรื่องที่ 4.

มุอาวิยะฮฺ ถามท่านอิมามฮะซัน(อ)ว่า

“ โอ้ อะบามุฮัมมัด มีอยู่สามสิ่งที่ฉันไม่พบว่า จะมีใครอธิบายมันให้ฉันฟังได้เลย ”

ท่าน(อ) ถามว่า “ เช่นอะไรบ้าง ?”

เขาตอบ “ ความเป็นชายชาตรี เกียรติยศ และความเอื้อเฟื้อ ”

ท่านอิมาม(อ) ตอบว่า

“ ความเป็นชายชาตรีก็คือการที่ชายคนนั้นแก้ไขปรับปรุงตัวในเรื่องกิจการศาสนา และการดำรงไว้ซึ่งทรัพย์สินที่ดีงาม มีการให้ทาน และทักทายด้วยสลาม ให้ความรักใคร่ต่อคนทั้งหลายเกียรติยศหมายถึงการให้ก่อนได้รับการร้องขอ มีคุณธรรมเป็นกุศล ให้อาหารเป็นทาน ความเอื้อเฟื้อคือ มีความกลมเกลียวกับญาติ ปกป้องคุ้มครองกันในยามที่ถูกภาวะที่ถูกรังเกียจ อดทนในยามที่ได้รับความเดือดร้อน ” ( 2)

( 2) ตารีคอัล-ยะอฺกูบี เล่ม 2 หน้า 215

ถาม-ตอบเรื่องที่ 5.

ท่านอิมามฮะซัน(อ)ถูกถามถึง “ เรื่องการนิ่งเงียบว่าเป็นอย่างไร ?”

ท่าน(อ)ตอบว่า “ การนิ่งเงียบที่ถูกต้องหมายถึง การปกปิดความลับ การตบแต่งรูปโฉมภายนอก กระทำสิ่งหนึ่งอย่างสบายใจ ผู้ที่ร่วมพูดคุยอยู่ด้วยรู้สึกปลอดภัย ” ( 3)

( 3) มะฏอลิบุซ-ซุอูล หน้า 69


ถาม-ตอบเรื่องที่ 6

กษัตริย์แห่งโรมเขียนจดหมายถึงมุอฺาวิยะฮฺ ถามปัญหาสามข้อคือ

1- สถานที่ที่เป็นกึ่งกลางของท้องฟ้า

2- เลือดหยดแรกที่ตกบนโลก

3- สถานที่ขึ้นของดวงอาทิตย์

เขาไม่สามารถให้คำตอบได้ จึงขอร้องให้ท่านอิมามฮะซัน(อ)ช่วยตอบปัญหานี้

ท่าน(อ)ตอบว่า “ กึ่งกลางของท้องฟ้าอยู่ที่ “ อัล-กะอฺบะฮฺ ” เลือดหยดแรกคือเลือดของท่านหญิง “ เฮาวาอ์ ” สถานที่ขึ้นของดวงอาทิตย์คือดินแดนแห่งทะเลที่ท่านนบีมูซา (อ) ใช้ไม้เท้าฟาด ” ( 4)

( 4) อัล-มะนากิบ เล่ม 2 หน้า 152

ถาม-ตอบเรื่องที่ 7

ท่านอิมามฮะซัน(อ)ได้ตอบคำถามกษัตริย์แห่งโรมอีกครั้งหนึ่งที่ถามท่านว่า “ อะไรที่ไม่มีทิศทางสำหรับตน ใครที่ไม่มีญาติสำหรับเขา ?”

ท่าน(อ)ตอบว่า “ ที่ไม่มีทิศทางสำหรับตนคืออัล-กะอฺบะฮฺ ผู้ที่ไม่มีเครือญาติสำหรับเขาคือพระผู้อภิบาล ” ( 5)

(5 ) อัล - มะนากิบ เล่ม 2 หน้า 152


ถาม-ตอบเรื่องที่ 8.

ชาวชาม(ซีเรีย)คนหนึ่งถามท่านอิมามฮะซัน(อ)

ถาม “ ความห่างกันระหว่างสัจธรรมกับความไม่ถูกต้องมีมากน้อยเพียงใด ?”

ตอบ “ ห่างกันสี่นิ้วมือ กล่าวคือ อะไรที่ท่านเห็นด้วยตานั่นคือสัจธรรม ส่วนอะไรที่ได้ยินกับหูอันนั้นส่วนมากจะไม่ถูกต้อง ”

ถาม “ ความห่างกันระหว่างความศรัทธา (อีหม่าน) กับความเชื่อมั่นอย่างแน่วแน่ (ยะกีน) มีเท่าใด ?”

ตอบ “ ห่างกันสี่นิ้วมือ กล่าวคือความศรัทธาคือเชื่อในสิ่งที่ได้ยินมา ส่วนความเชื่อมั่นอย่างแน่วแน่นั้นคือเชื่อในสิ่งที่เห็นมา ”

ถาม “ ระหว่างฟ้ากับพื้นดินห่างกันเท่าไหร่ ?”

ตอบ “ เท่ากับเสียงร้องเรียกของคนที่ถูกอธรรม กับการทอดสายตาไปมอง ”

ถาม “ ทิศตะวันออกกับทิศตะวันตกห่างกันเท่าใด ?”

ตอบ “ เท่ากับระยะทางเดินของดวงอาทิตย์ ” ( 6)

(6 ) อัล - มะนากิบ เล่ม 2 หน้า 152


ถาม-ตอบเรื่องที่ 9.

ครั้งหนึ่งท่านอิมามฮะซัน(อ)นั่งอยู่ในมัสญิด มีประชาชนอยู่รายล้อมท่าน มีชายคนหนึ่งก้าวเข้ามาในมัสญิด แล้วเขาก็พบว่ามีคนๆ หนึ่งกำลังพูดถึงท่านศาสนทูต(ศ)อยู่ ซึ่งมีผู้คนนั่งอยู่ด้วย เขาก็เดินไปหาชายคนนั้นแล้วถามว่า

“ จงบอกฉันซิว่า ใครคือชาฮิด(ผู้เป็นพยาน) และใครคือมัชฮูด(ผู้ได้รับการเป็นพยาน) ”

ชายคนที่หนึ่งตอบว่า

“ ชาฮิดหมายถึงวันศุกร์ มัชฮูดหมายถึงวันอะร่อฟะฮฺ ”

ชายคนนั้นก็เดินไปถามชายคนที่สองที่ในมัสญิดด้วยว่า

“ ชาฮิดและมัชฮูดหมายถึงอะไร ?”

ชายคนที่ถูกถาม ตอบว่า

“ ชาฮิดคือวันศุกร์ ส่วนมัชฮูดคือวันแห่งการเชือดกุรบานในพิธีฮัจญ์ ”

เขาจึงเดินไปถามชายคนที่สามในปัญหาเดียวกัน

ชายคนที่สามตอบว่า

“ ชาฮิดหมายถึง ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ส่วนมัชฮูดหมายถึงวันฟื้นคืนชีพ ; ดังที่ฉันได้ยินโองการของอัลลอฮฺ (ซ.บ.) ที่ว่า:

“ โอ้ผู้เป็นนบี แท้จริงเราได้ส่งเจ้ามาเพื่อเป็นสักขีพยาน(ชาฮิด) เป็นผู้แจ้งข่าวดี และเป็นผู้ตักเตือนให้ระวังภัย ”


และโองการที่ว่า :

“ วันนั้นที่เป็นศูนย์รวมของประชาชน และนั่นคือวันที่ได้รับการเป็นพยานยืนยัน(มัชฮูด) ”

ชายผู้ตั้งคำถามได้ถามคนทั้งหลายว่า “ พวกเขาสามคนคือใคร ?”

คนที่อยู่ในมัสญิดตอบว่า “ ชายคนแรกคือท่านอิบนุอับบาส ชายคนที่สองคือ ท่านอิบนุอุมัร ชายคนที่สามคือท่านอิมามฮะซัน บุตรของอะลี อิบนิ

อะบีฏอลิบ (อ) ” ( 7)

(7 ) นูรุล - อับศ็อร หน้า 173

ถาม-ตอบเรื่องที่ 10.

ท่านอิมามฮะซัน(อ)ถูกถามเกี่ยวกับเรื่องการเมือง

ท่าน(อ)ตอบว่า “ การเมือง คือการที่ท่านจะต้องดูแลรักษาส่วนที่เป็นสิทธิของอัลลอฮฺ สิทธิของคนที่มีชีวิตอยู่ และสิทธิของคนที่ตายไปแล้ว

ในส่วนที่เป็นสิทธิของอัลลอฮฺนั้น หมายถึงท่านจะต้องปฏิบัติในสิ่งที่พระองค์ทรงใช้ และหลีกห่างจากสิ่งที่พระองค์ทรงห้าม

ในส่วนที่เป็นสิทธิของคนที่มีชีวิต ก็คือท่านจะต้องดำรงไว้ซึ่งสิทธิหน้าที่ของท่านเพื่อพี่น้อง ประชาชนของท่าน อย่าล่าช้าจากการรับใช้เหล่าข้าบริวารของท่าน และจะต้องทำหน้าที่อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ต่อผู้ปกครอง

เท่าๆ กับที่ทำหน้าที่อย่างบริบูรณ์ต่อข้าทาษบริวาร ต้องสลัดทิ้งความชิงชังออกไปในยามประสบกับอุปสรรคในเส้นทางที่ราบเรียบ


ในส่วนที่เป็นสิทธิของผู้ตายนั้น ก็คือจะต้องรำลึกถึงความดีงามของเขาและโกรธคนที่มุ่งร้ายต่อเขา ดังนั้นสำหรับพวกเขาแล้วมีพระผู้อภิบาลทำหน้าที่ตัดสินตอบแทนอยู่ ” ( 8)

(8 ) ฮะยาตุล - อิมามฮะซัน บินอะลี ( อ ) ของอัล - กุรชี เล่ม 1 หน้า 143

ถาม-ตอบเรื่องที่ 11.

มุอาวิยะฮฺได้ถามท่านอิมามฮะซัน(อ) ว่า

“ อะไรที่จำเป็นบ้างในเรื่องการปกครองของเรา ?”

ท่านอิมามฮะซัน(อ)ตอบว่า

“ มันคือเรื่องที่ท่านนบีซุลัยมาน(อ) บุตรของนบีดาวูด(อ)ได้กล่าวไว้ ”

มุอาวิยะฮฺ ถามว่า

“ ท่านนบีซุลัยมาน(อ)กล่าวไว้อย่างไร ?”

ท่านอิมามฮะซัน(อ)ตอบว่า

“ ท่านนบี(อ)กล่าวกับสาวกคนหนึ่งของท่านว่า :

“ เจ้ารู้หรือไม่ว่า หน้าที่ที่จำเป็นสำหรับกษัตริย์ในการปกครองคืออะไรบ้าง และอะไรบ้างที่ไม่เป็นอันตรายแก่เขาในยามที่เขาปฏิบัติ

นั่นคือ เขาต้องยำเกรงต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.) ทั้งในยามลับและในยามเปิดเผย ต้องยุติธรรมทั้งในยามโกรธและยามพึงพอใจ ต้องเข้าหาทั้งคนยากจนและคนร่ำรวย ต้องไม่แสวงหาทรัพย์สินในทางมิชอบ ต้องไม่ใช้จ่ายทรัพย์สินอย่างฟุ่มเฟือยสุรุ่ยสุร่าย สิ่งบำเรอความสุขทางโลกจะต้องไม่นำอันตรายมาสู่เขา ในยามที่เขาอยู่ตามลำพัง ” ( 9)

(9 ) ตารีคอัล - ยะอฺกูบี เล่ม 2 หน้า 202


ถาม-ตอบเรื่องที่ 12.

ครั้งหนึ่งท่านอิมามฮะซัน(อ)กำลังเวียนฏ่อว๊าฟบัยตุลลอฮฺอยู่ มีชายคนหนึ่งเข้ามาถามท่านว่า

“ คำว่าอัล-ญะวาด(ผู้เอื้ออารี) หมายความว่าอย่างไร ?”

ท่านอิมาม(อ)ตอบว่า “ คำถามของท่านมีความหมายสองแง่ กล่าวคือ

ถ้าถามในแง่ของผู้ถูกสร้าง อัล-ญะวาด หมายถึง ผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างสมบูรณ์ตามหลักเกณฑ์ข้อบังคับที่มีต่อตัวเอง เพราะคนตระหนี่หมายถึงคนที่ตระหนี่ในสิ่งที่เป็นหน้าที่และข้อบังคับของตัวเอง แต่ถ้าท่านถามในแง่ของผู้สร้าง อัล-ญะวาดหมายถึงผู้ที่จะประทานให้ก็ได้ ไม่ให้ก็ได้ เพราะว่าถึงแม้พระองค์จะให้อะไรแก่บ่าวคนหนึ่ง พระองค์ก็ให้แก่เขาซึ่งสิ่งของที่มิได้เป็นของเขา และถ้าพระองค์จะไม่ประทานให้ ก็เป็นสิทธิของพระองค์เพราะสิ่งนั้นก็มิได้เป็นของเขาเหมือนกัน ” ( 10)

(10 ) ฮะยาตุล - อิมามฮะซัน บินอะลี ของอัลกุรชี เล่ม 1 หน้า 144

ถาม-ตอบเรื่องที่ 11.

ชายคนหนึ่งถามท่านอิมามฮะซัน(อ)ว่า

“ โอ้บุตรของท่านศาสดา โปรดกล่าวถึงคุณลักษณะของพระผู้อภิบาลให้ฉันฟัง ให้เหมือนกับที่ฉันกำลังมองเห็นพระองค์ซิ ”


ท่านอิมาม(อ)สะดุ้งเล็กน้อย แล้วแหงนศีรษะขึ้นมาพลางกล่าวว่า

“ ข้าขอสรรเสริญต่ออัลลอฮฺ พระองค์ไม่มีการเริ่มต้นตามที่เข้าใจกัน พระองค์ไม่มีสภาวะสุดท้ายอันเป็นที่สิ้นสุด ไม่มีอะไรมีมาก่อน

ไม่มีขอบเขตใดๆ อยู่ข้างหลัง ไม่มีระยะทางเพื่อไปหา

ไม่เป็นเรือนร่างเพื่อแยกส่วน ไม่มีความแตกต่างกันในคุณลักษณะ

หนึ่งๆ ที่ยุติได้ ไม่มีปัญญาใดเข้าถึงและวาดมโนภาพได้ ไม่ปรากฏบนสิ่งใดๆ และไม่แอบแฝงภายในสิ่งใดๆ ไม่ทอดทิ้งอะไรโดยไม่มีพระองค์ทรงสร้างสิ่งนั้น แล้วทรงให้การเริ่มต้นอันวิจิตรพิศดาร ทรงให้ความพิศดารแก่สิ่งที่ทรงให้การเริ่มต้น และทรงกระทำตามที่พระองค์ทรงประสงค์ นี่คือพระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก ” ( 11)

(11 ) อัต - เตาฮีด หน้า 46

ถาม-ตอบเรื่องที่ 14.

มีเรื่องเล่าว่า ท่านอิมามฮะซัน(อ) อาบน้ำแล้วออกจากบ้านอย่างสง่าผ่าเผย เรือนร่างทุกส่วนสะอาด มีพาหนะเดินทางที่ดี มีเสบียงเป็นสัดส่วนอย่างเรียบร้อย ใบหน้าของท่านผ่องใส บุคลิกลักษณะของท่านมีสง่าราศีบริบูรณ์งามเด่น ให้การต้อนรับคนทั้งหลายด้วยความปราณียิ้มแย้มแจ่มใส เบิกบาน มีผู้ตัดสินแล้วว่าความสุขอยู่ที่ความยุติธรรมของท่าน

ท่านขี่ม้าตัวใหญ่ที่สมบูรณ์ ท่านเดินไปท่ามกลางการต้อนรับเป็นแถวเรียงราย ถ้าหากท่านอับดุลมะนาฟ(ปู่ทวดของท่าน) ได้เห็นท่านคงอดไม่ได้ที่จะต้องภาคภูมิใจบรรพบุรุษทั้งหลายของท่านจะต้องปลาบปลื้มเป็นล้นพ้น


ในเส้นทางที่ท่านเดินมีชาวยิวที่แร้นแค้นคนหนึ่งพำนักอยู่ เขาประสบความล้มเหลวด้วยสาเหตุต่างๆ มีความเป็นอยู่ที่ตกต่ำ รายได้น้อย ขาดแคลนอาหารถึงขนาดหนังหุ้มติดกระดูก อ่อนระโหยโรยแรงถึงขนาดทรงตัวเกือบไม่ได้ และเลวยิ่งกว่านั้นสิ่งที่เขารักคือนกพิราบตัวหนึ่ง ยามดวงอาทิตย์ขึ้นแดดก็แผดเผาจนไหม้เกรียม ความเป็นอยู่ของเขาสุดแสนทรมาน เป็นอยู่อย่างนี้มานานแสนนาน เขาถือถังน้ำที่เต็มปริ่ม ในขณะนั้นหัวใจของเขาแข็งกร้าว เมื่อได้แลเห็นคนๆ หนึ่งปรากฏว่าท่านอิมาม(อ)หยุดยืนอยู่ต่อหน้าเขา เขากล่าวว่า

“ ข้าแต่ท่านผู้เป็นบุตรของศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ จงให้ความเป็นธรรมต่อฉันด้วย ”

ท่านอิมาม(อ)ย้อนถามว่า “ เรื่องอะไรหรือ ?”

เขาตอบว่า “ ท่านตาของท่านเคยกล่าวว่า “ โลกนี้คือคุกของผู้ศรัทธา แต่เป็นสวรรค์ของผู้ปฏิเสธ (กาฟิร) ”

“ ในเมื่อท่านเป็นผู้ศรัทธา ส่วนฉันเป็นผู้ปฏิเสธ แล้วไฉนฉันจึงเห็นว่าโลกนี้เป็นสวรรค์สำหรับท่าน ท่านช่างมีความสุขและมีความอิ่มเอิบกับรสชาดของมันเสียเหลือเกิน แต่ดูไปแล้วมันกลับเป็นคุกสำหรับฉันเสียมากกว่า เพราะมันทำลายชีวิตฉันเสียยับเยิน มันให้แต่ความยากจนข้นแค้นแก่ฉันตลอดมา ”

เมื่อท่านอิมาม(อ)ได้ยินเช่นนั้น ท่านก็อธิบายให้ความสว่างแก่เขา โดยเผยคำตอบออกมาจากความรู้อันเปรียบดังขุมคลังแห่งความรู้ของท่าน


ท่านอธิบายให้แก่ชาวยิวผู้เข้าใจผิดคนนั้นว่า

“ โอ้ท่านผู้อาวุโส ถ้าหากท่านได้แลเห็นสิ่งที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงสัญญาไว้กับฉันและบรรดาผู้ศรัทธาไว้ในปรโลก อันเป็นสิ่งที่สายตามองไม่เห็น หูไม่ได้ยิน แน่นอนที่สุดท่านจะรู้ได้เลยว่า ชีวิตในโลกนี้ก่อนที่ฉันจะย้ายไป มันเป็นเพียงแค่สถานที่กักกันเท่านั้น และถ้าหากท่านสามารถมองเห็น

สิ่งที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)สัญญาไว้กับท่านและผู้ปฏิเสธทุกคนในปรโลกแล้วไซร้ จะเห็นว่ามันคือไฟนรกอันร้อนแรงลุกโชติช่วง เป็นการลงโทษอันถาวรแน่นอนที่สุด ท่านต้องจะเห็นว่า โลกที่ท่านอาศัยอยู่ขณะนี้คือสวรรค์อันกว้างใหญ่ มีศูนย์รวมแห่งความโปรดปรานพร้อมบริบูรณ์ ” ( 12)

(12 ) กัซฟุล - ฆุมมะฮฺ หน้า 163


คำวิงวอน

บทคำวิงวอนขออันเป็นส่วนเฉพาะตัวของบรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อ)นั้น ทุกท่านต่างก็มีคำวิงวอนอย่างมากมายโดยได้รับการเก็บรักษาไว้เพียงจำนวนหนึ่งบรรดานักปราชญ์ได้รวบรวมบทดุอาอ์ของบุคคลเหล่านี้ไว้ในตำราต่าง ๆ เป็นอันมาก

นอกจากนี้ ในความหมายของบทดุอาอ์ดังกล่าวยังมีเรื่องการสรรเสริญอัลลอฮฺ(ซ.บ.) การแสดงความนอบน้อมต่อพระองค์ ถ่อมตนอย่างสุดซึ้งต่อพระองค์ อันหมายถึงเป็นศูนย์รวมแห่งคำสอนต่างๆ ทั้งจริยธรรม มารยาท ความรู้ในเรื่องราวของพระผู้เป็นเจ้า และความสมบูรณ์ต่างๆ ใน

บทนี้เราจะกล่าวถึงบทดุอาอ์ของท่านอิมามฮะซัน(อ) อย่างสั้นๆ บางประการ

บทที่ 1.

ครั้งหนึ่งมุอาวิยะฮฺได้นำชาวกุเรชกลุ่มหนึ่งมาหาท่าน โดยมีจุดประสงค์เพื่อทำร้ายท่าน ท่านอิมามฮะซัน(อ) ได้วิงวอนขอดุอาอ์ว่า

“ ข้าแต่อัลลอฮฺ ข้าขอความคุ้มครองต่อพระองค์ให้พ้นจากความชั่วร้ายของคนเหล่านั้น ฉันขอให้พระองค์ปกป้องการทำร้ายโดยคนเหล่านี้ และขอความช่วยเหลือจากพระองค์เกี่ยวกับคนเหล่านี้ ขอให้โปรดปกป้องข้าให้พ้นจากพวกเขา ไม่ว่าโดยวิธีใดที่พระองค์ทรงประสงค์ และฉันก็ปรารถนาด้วยอำนาจและพลังของพระองค์ ข้าแต่พระผู้ทรงเมตตายิ่งกว่าผู้มีความเมตตาใดๆ ” ( 1)

(1 ) ชัรฮฺ นะฮฺญุลบะลาเฆาะฮฺ เล่ม 2 หน้า 101


บทที่ 2.

เมื่อท่านอิมามฮะซัน(อ)ไปถึงประตูมัสญิด ท่านแหงนศีรษะขึ้นแล้ว

กล่าวว่า

“ ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า แขกของพระองค์มาถึงประตูของพระองค์แล้ว ข้าแต่ผู้ทรงไว้ซึ่งความดีงาม คนที่ทำความผิดพลาดมาหาพระองค์แล้ว ขอได้โปรดสลัดความน่าชังที่มีอยู่ในตัวข้าออกไปโดยความดีงามที่มีอยู่

ณ พระองค์ด้วยเถิด ข้าแต่พระผู้ทรงเกียรติยิ่ง ” ( 2)

(2 ) อัล - มัดค็อล อิลา เมาซูอะติล - อะตะบาต อัล - มุก็อดดะซะฮฺ หน้า 18

บทที่ 3.

ท่านอิมามฮะซัน(อ)ได้สอนดุอาอ์บทหนึ่งให้แก่ผู้ที่ได้รับความไม่เป็นธรรม วิงวอนขอเพื่อป้องกันผู้อธรรม หลังจากนมาซสองร็อกอะฮฺแล้ว ซึ่งปรากฏว่าเป็นที่ได้รับการตอบสนอง ดังนี้

“ ข้าแต่พระผู้ทรงไว้ซึ่งความเข้มงวดแห่งสถานการณ์ที่เป็นไป ข้าแต่ผู้ทรงพลัง ข้ามีความ

ต่ำต้อยต่อเกียรติยศของพระองค์ยิ่งกว่าอะไรทั้งหมดที่ทรงสร้างมา ขอได้โปรดปกป้องข้าให้พ้นจากความชั่วร้ายของ ( ให้กล่าวนามศัตรู) …… ตามที่พระองค์ทรงประสงค์ ” ( 3)

(3 ) อัล - มุจญตะนา มินัดดุอาอิล - มุจยตะบา หน้า 3


บทที่ 4.

เมื่อมุอาวิยะฮฺเข้ามาหาท่านอิมามฮะซัน(อ) ท่านได้อ่านดุอาอ์บทหนึ่งว่า

“ ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงกรุณา ผู้ทรงเมตตาอยู่เป็นนิรันดร์ ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงยิ่งใหญ่ ผู้ทรงเกรียงไกร ข้อแต่อัลลอฮฺ

มหาบริสุทธิ์เป็นของพระองค์ ข้าแต่ผู้ดำรงอยู่เป็นนิรันดร์ มหาบริสุทธิ์ยิ่งแด่พระผู้ทรงชีวิตไม่มีความตาย ข้าขอวิงวอนต่อพระองค์ เหมือนอย่างผู้ที่ตก

เป็นเหยื่อที่ปากเสือในขณะที่อยู่ในบ่อ ซึ่งไม่มีความสามารถจะหาทางใดๆ หลีกพ้นได้ นอกจากโดยการอนุมัติของพระองค์ ข้าขอวิงวอนต่อพระองค์ได้โปรดยับยั้งการกระทำของชายคนนี้ที่กระทำต่อข้า และให้พ้นจากศัตรูของข้าทุกคน ทั้งทางทิศตะวันออกและทางทิศตะวันตก ทั้งจากมนุษย์และญิน ขอได้โปรดเอาไปจากพวกเขาซึ่ง หู การได้ยิน ตา หัวใจ และอวัยวะต่างๆ ของพวกเขา ขอให้ผ่านพ้นจากแผนการร้ายของพวกเขาด้วยอำนาจและพลังของพระองค์ โปรดเป็นผู้ใกล้ชิดข้าเพื่อปกป้องให้พ้นจากพวกเขา

และคนพาลทั้งหลาย และให้พ้นจากมารร้ายที่ไม่ศรัทธาในวันตัดสินตอบแทน แท้จริงผู้คุ้มครองข้าคืออัลลอฮฺผู้ประทานคัมภีร์ลงมา และพระองค์ทรงคุ้มครองบรรดาผู้มีคุณธรรม ดังนั้นถึงแม้เขาทั้งหลายจะปฏิเสธ ดังนั้นก็จงกล่าวว่า อัลลอฮฺ ผู้ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ก็เป็นที่เพียงพอแล้วสำหรับข้า ข้าขอมอบหมายตนเองยังพระองค์ และพระองค์คือพระผู้อภิบาลแห่งบัลลังก์อันยิ่งใหญ่ ” ( 4)

(4 ) มุฮิจญุดดะอฺวาต หน้า 143


บทที่ 5.

ท่านอิมามฮะซัน(อ)วิงวอนด้วยบทดุอาอ์อีกบทหนึ่งว่า

“ ข้าแต่ผู้เป็นที่พึ่งของผู้ที่ไร้ที่พึ่ง ทรงเป็นผู้ให้ความอบอุ่นใจแก่คนที่โดดเดี่ยว โปรดประทานพรแด่มุฮัมมัด และลูกหลานของท่าน โปรดให้ข้าอบอุ่นใจกับพระองค์ แน่นอนที่สุด โลกของพระองค์ทรงความคับแค้นให้แก่ข้า โปรดบันดาลให้ข้ามีการมอบหมายตนต่อพระองค์

แน่นอนที่สุดศัตรูของพระองค์ได้รังควานข้าแล้ว ข้าแต่อัลลอฮฺ ได้โปรดประทานพรแด่มุฮัมมัด และโปรดนำข้าเข้าสู่พระองค์ และให้ข้าแสวงหาพระองค์ ข้าขอมอบตัวยังพระองค์ และข้าขอกลับตัวยังพระองค์

ข้าแต่อัลลอฮฺ คุณลักษณะอันใดก็ตามที่ข้าพรรณนาถึงพระองค์หรือ

คำวิงวอนใดก็ตามที่ข้าวิงวอน ขอต่อพระองค์ ขอให้พระองค์ประทานความสัมฤทธิ์ผลตามนั้น โดยความรักจากพระองค์ และ ความปิติชื่นชมของพระองค์ ขอให้ข้ามีชีวิตอยู่ตามนั้นและตายลงกับสิ่งนั้น อันใดที่ข้ารังเกียจ

ก็ขอให้พระองค์ทรงเอาชีวิตของข้าไปสู่สิ่งที่พระองค์รักและชื่นชมยินดี

ข้าขออภัยโทษต่อพระองค์ พระผู้เป็นเจ้าของข้า ข้าขออภัยต่อพระองค์อันเนื่องมาแต่ความผิดพลาดของข้า ไม่มีพลัง ไม่มีอำนาจใดๆ นอกจากโดยอัลลอฮฺ ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจาก พระองค์ผู้ทรงโอบอ้อมอารี

ผู้ทรงเผื่อแผ่ยิ่ง ขอให้อัลลอฮฺประทานพรแด่มุฮัมมัดและลูกหลานของท่าน ขอให้ความทุกข์โศกในโลกนี้และปรโลก จงผ่านพ้นไปจากเราเพราะความอบอุ่นจากพระองค์ ข้าแต่พระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก ” ( 5)

5(มุฮิจญุดดะอฺวาตหน้า 144)


บทที่ 6.

ท่านอิมามฮะซัน(อ)มีดุอาอ์บทหนึ่งคือ

“ ข้าแต่อัลลอฮฺ แท้จริงพระองค์คือผู้ดูแลสรรพสิ่งทั้งมวลของพระองค์ ในบรรดาสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างจะไม่มีใครเป็นผู้ดูแลเสมอเหมือนพระองค์ ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ความดีงามใดๆที่มีก็เนื่องมาแต่ ความเมตตาของพระองค์ ความชั่วใด ๆ ที่มีก็เนื่องมาแต่ความผิดพลาดของมนุษย์เอง

จะไม่มีอะไรดีที่สุดเท่าการอภัยและความช่วยเหลือของพระองค์ไม่มีอะไรชั่วร้ายเท่ากับการบิดพลิ้วต่อพระองค์ และออกนอกกฎบัญญัติของพระองค์ ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ข้ารู้จักพระองค์แล้ว ข้าได้เข้าสู่ทางนำตามคำสั่งของพระองค์ก็เพราะพระองค์ ถ้าหากไม่มีพระองค์ ข้าก็ไม่รู้จักว่าพระองค์คือใคร ข้าแต่พระผู้ทรงเป็นอย่างนี้ แต่ไม่ทรงเป็นอย่างนั้น ที่นอกเหนือไปจากพระองค์โปรดประทานพรแด่มุฮัมมัด และลูกหลานของมุฮัมมัด และโปรดประทานเครื่องยังชีพ ให้แก่ข้านั่นคือความบริสุทธิ์ใจในการงานของข้า และโปรดเผยความไพศาลแก่เครื่องยังชีพของข้า ข้าแต่อัลลอฮฺ โปรดประทานความดีให้แก่การงานของข้า ในตอนสุดท้ายของมันให้วันที่ข้าได้พบพระองค์เป็นวันที่ดีที่สุดของข้า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ข้าเชื่อฟังปฏิบัติตามพระองค์ ความโปรดปรานที่ถือว่าเป็นบุญคุณยิ่งของพระองค์นั้น

โปรดประทานแก่ข้า อันเป็นสิ่งที่พระองค์รักมากที่สุด ได้แก่ ความศรัทธาต่อพระองค์ ความเชื่อมั่นต่อศาสนทูตของพระองค์ และข้าจะไม่ทรยศต่อพระองค์ด้วยการกระทำสิ่งที่พระองค์ชิงชังที่สุด อันได้แก่ การตั้งภาคีต่อพระองค์ การบิดเบือนต่อศาสนทูตของพระองค์ ดังนั้นโปรดให้อภัยแก่ข้าในส่วนที่อยู่ระหว่างของสองสิ่งนี้ด้วยเถิด ข้าแต่พระผู้ทรงเมตตาเหนือกว่าผู้มีความเมตตาใด ๆ ” ( 6)

6) มุฮิจญุดดะอฺวาต หน้า 144)


การตอบสนองต่อคำวิงวอน

เป็นที่รับประกันได้อย่างหนึ่งว่า คำวิงวอนที่ได้รับการตอบสนองประการหนึ่งนั้น ได้แก่

คำวิงวอนของผู้ที่ได้รับความไม่เป็นธรรมที่ขอให้มีอันเป็นไปแก่ผู้อธรรม บรรดาอิมาม(อ)นั้น ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม พวกเขาคือพวกที่ถูกกดขี่ ซึ่งได้รับแต่การประทุษร้าย ด้วยวิธีการต่างๆ นานา

จนในที่สุดพวกเขาทั้งหมด(ขออัลลอฮฺได้โปรดประทานความสันติสุขแด่ทุกท่าน) ต้องได้รับการสังหารและถูกลอบวางยาพิษแน่นอนที่สุด

การดำเนินชีวิตของบรรดาอิมาม(อ) ล้วนเต็มไปด้วยความอดกลั้นอดทน มีความเมตตาปราณีต่อคนที่ทำร้าย แต่บรรดาอิมาม(อ)ในยามที่ประสบกับความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสจากบรรดาผู้อธรรม ท่านก็จะอ้อนวอนขอต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.) เพื่อทรงประทานการลงโทษแก่คนเหล่านั้น ซึ่งอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ก็ทรงให้การสนองตอบคำวิงวอนของพวกเขา โดยให้คนที่ประทุษร้าย

เหล่านั้นได้รับการลงโทษในโลกนี้ก่อนการลงโทษในปรโลก

ในบทนี้เราจะกล่าวถึงเรื่องราวบางส่วนในเรื่องของการสนองตอบต่อคำวิงวอนขอของท่านอิมามฮะซัน(อ)

1. มีประชาชนมาขอความช่วยเหลือต่อท่านอิมามฮะซัน(อ)ใน กรณีของอิบนุซิยาด ท่านจึงยกมือขึ้นวิงวอนขอว่า

“ ข้าแต่อัลลอฮฺ ได้โปรดจัดการกับอิบนุซิยาดให้แก่พวกเราและผู้ที่เป็นพรรคพวกของเราด้วยเถิด ให้เราได้เห็นการลงโทษ และความวิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นแก่เขาเถิด แท้จริงพระองค์ทรงมีเดชาสามารถในทุกสิ่ง ”


ต่อมาปรากฏว่า มีโรคชนิดหนึ่งปรากฏออกมาจากหัวแม่มือด้านขวาของเขา แล้วมันลุกลามไปจนถึงคอ จากนั้นเขาก็ถึงแก่ความตาย(1)

2. ครั้งหนึ่งมุอฺาวิยะฮฺสั่งให้ท่านอิมามฮะซัน(อ)กล่าวคำปราศรัย ซึ่งท่านก็ได้กล่าวมันด้วยอรรถรสยิ่งนัก ปรากฏว่ามีชายหนุ่มคนหนึ่งซึ่งเป็นคนหนุ่มจากตระกูลอุมัยยะฮฺเข้ามาในที่ชุมนุมนั้น เขาแสดงความก้าวร้าวต่อท่านอิมาม(อ) ด่าประณามท่านอย่างรุนแรง และลามปามไปถึงบิดาของท่านอิมามด้วย ท่านอิมามฮะซัน(อ)กล่าวขึ้นว่า

“ ข้าแต่อัลลอฮฺ ขอได้ทรงเปลี่ยนความโปรดปรานที่เขามีอยู่นั้นเสียเถิด ”

ปรากฏว่าชายคนนั้นกลายสภาพไปในทันที(2)

-----------------------------------------------------

1) อัด - ดัมอะตุซ - ซากิบะฮฺ เล่ม 1 หน้า 233)

2) อิษบาตุล - ฮุดาฮ์ เล่ม 5 หน้า 149)


สนธิสัญญาสันติภาพ

1. ความเป็นมา

ท่านอะลี อะมีรุลมุมินีน(อ) เสียชีวิตไปในขณะที่หัวใจของท่านมีความเจ็บปวดอย่างใหญ่หลวง เนื่องจากสมาชิกบางคนของท่านคิดคดทรยศต่อท่าน และปฏิเสธที่จะให้การสนับสนุนท่านในหนังสือ

“ นะฮฺญุล-บะลาเฆาะฮฺ ”

ได้มีการบันทึกคำอุทธรณ์กับคนเหล่านั้นมีการตำหนิถึง

พฤติกรรมของพวกเขาอย่างเผ็ดร้อน เช่นครั้งหนึ่งท่านได้กล่าวว่า

“ แน่นอนพวกเจ้าทำให้หัวใจของข้ากลัดหนอง พวกเจ้าได้ทับถมภาระอันหนักหน่วงลงในหัวอกของข้า พวกเจ้ากลั่นแกล้งข้าให้ได้รับความขมขื่นอย่างท่วมท้น พวกเจ้าได้สร้างความเสียหายแก่ข้าด้วยการทรยศหักหลัง ”

อีกวาระหนึ่ง ท่านได้กล่าวกับพวกเขาว่า

“ น่าอดสูจริง ๆ แน่นอนข้าขอสาปแช่งในความเลวของพวกเจ้า พวกเจ้าพอใจในชีวิตแห่งโลกนี้มากกว่าปรโลกอันยาวนานกระนั้นหรือ

พวกเจ้าพึงพอใจในความต่ำต้อยมากกว่าเกียรติยศอันถาวรกระนั้นหรือ ?”

ท่านยังเคยเทศนาแก่พวกเขาในเชิงปรับทุกข์ครั้งหนึ่งว่า

“ ข้าขอยืนต่อหน้าพวกเจ้าในฐานะผู้คร่ำครวญ และขอเรียกร้องพวกเจ้าในฐานะผู้ขอความช่วยเหลือว่า ถ้าไม่รับฟังคำพูดใดๆ จากข้าก็รังแต่จะเกิดเหตุการณ์อันวิปโยคขึ้นในภายหลัง แล้วจะไม่มีร่องรอยใดๆ ของพวกเจ้าให้พบเห็นอีกเลย และพวกเจ้าก็จะไม่บรรลุถึงจุดหมายอันสูงสุด

ข้าเรียกร้องพวกเจ้าเพื่อให้ช่วยเหลือพี่น้องของพวกเจ้า แต่พวกเจ้าทำอิดเอือนอย่างกับอูฐที่เดินเชื่องช้า


พวกเจ้าขัดขืนรั้งตัวเองไว้ข้างหลังจนสิ้น ที่เหลือไปเป็นทหารกับข้าก็เฉพาะคนอ่อนแอ ดังโองการที่ว่า :

“ เสมือนหนึ่งพวกเขาถูกลากจูงไปสู่ความตาย ในขณะที่พวกเขามองเห็น ”

เมื่อประสบกับความผิดหวังที่ร้ายแรงที่สุด ท่านได้กล่าวว่า

“ ชั่งอัปยศแท้ ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺ พวกเจ้าช่วยเหลือใครกันแน่ ใครที่ได้ถลำตัวไปกับพวกเจ้า ก็เท่ากับเขาได้ถลำตัวไปในหุบเหวอันแสนลึก ”

ท่านอิมามอะลี(อ)ยังได้พรรณนาถึงบุคคลเหล่านั้นอีกว่า

“ ไม่เคยมีข้อเรียกร้องอันใดที่หนักหน่วงเท่ากับข้อเรียกร้องของพวกเจ้า ไม่เคยมีหัวใจที่ไม่ทุกข์ใดๆ เท่าหัวใจที่แข็งกระด้างของพวกเจ้า

ต้นเหตุของความหลงผิดก็คือการต่อต้านผู้ทรงคุณวุฒิสูงส่งทางศาสนา ”

ท่านเคยสำทับเตือนคนเหล่านั้นว่า

“ ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ข้ามั่นใจเหลือเกินว่า คนเหล่านั้นจะล่อลวงพวกเจ้าให้เข้าไปอยู่ในความผิดพลาดร่วมกับพวกเขา และจะแย่งชิงสิทธิของพวกเจ้า นั้นขึ้นอยู่กับการที่พวกเจ้าทรยศต่ออิมามที่ชอบธรรมของพวกเจ้า แต่กลับปฏิบัติตามผู้นำที่ผิดพลาดของพวกเจ้า ”

ในขณะที่ทหารของอิมามอะลี(อ)มีลักษณะดังกล่าว แต่กองทหารของฝ่ายศัตรูกลับให้การเชื่อฟังผู้บังคับบัญชาของตนเป็นอย่างดี


จนท่านอิมาม(อ)ถึงกับกล่าวว่า

“ ผู้บังคับบัญชาของพวกเจ้าปฏิบัติตามอัลลอฮฺ(ซ.บ.) แต่พวกเจ้ากลับทรยศต่อเขา ส่วนผู้บังคับบัญชาของชาวชามทรยศต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.) แต่พวกเขายังเชื่อฟังปฏิบัติตาม ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ข้าจะพอใจอย่างยิ่ง ถ้าหากมุอาวิยะฮฺยอมแลกเปลี่ยนทหารกับฉัน เหมือนอย่างกับการแลกเงินดีนาร์กับเงินดิรฮัม กล่าวคือให้เขาเอาพวกเจ้าไปจากข้า 10 คน แล้วให้เขามอบพวกเขาเหล่านั้นมาให้ข้าเพียงคนเดียว ” ( 1)

มุอาวิยะฮฺ รู้ดีว่าทหารของอิมามอะลี(อ)แปรพักตร์จากท่านเสียแล้ว เขาจึงกล่าวว่า

“ ข้าอยู่กับความจงรักภักดีจากบรรดาทหาร ส่วนเขาอยู่กับความคิดคดของเหล่าทหาร ” ( 2)

2. ทหารอิมามฮะซัน(อ)

ทหารในสมัยของท่านอิมามฮะซัน(อ) ได้เกิดมีปัญหายุ่งยากใหญ่หลวงเพราะทหารของท่านเพิ่มการทรยศมากยิ่งขึ้น กล่าวคือ กว่าจะได้ออกไปทำสงครามในแต่ละครั้งก็ต้องพร่ำแล้วพร่ำอีก และต้องได้ยินเสียงร้องตะโกนตะคอกของอะดี บินฮาติม และชาวเมืองบัศเราะฮฺคนอื่นๆ

เสียก่อน

-------------------------------------------------------------

1) บางส่วนจากนะฮฺญุล - บะลาเฆาะฮฺ)

2) อัลฮะซัน บิน อะลี ของกามิล ชุลัยมาน หน้า 197)


ชัยค์อัล-มุฟีด(ขอให้ท่านประสบกับความเมตตา) ได้พรรณนาถึงลักษณะความเป็นอยู่ของทหารท่านอิมามฮะซัน(อ)ว่า

“ ยามที่ประชาชนกระวีกระวาดเพื่อออกไปต่อสู้ พวกเขากลับหน่วงเหนี่ยวและรักตัวกลัวตาย และที่ออกไปกับท่านก็มีประชาชนในรูปแบบ

ต่างๆ ผสมปนเปกันไปบ้างก็เป็นพรรคพวกของผู้เป็นบิดาของท่านเองในอดีต บ้างก็เป็นคนของท่านเอง บ้างก็เป็นพวกที่แสวงหาผลประโยชน์ใน

การต่อสู้กับมุอาวิยะฮฺในทุกรูปแบบ บ้างก็เป็นพวกที่มีพฤติกรรมแอบแฝง คือ มุ่งแต่จะได้ปัจจัยในการสงคราม บางคนที่มีเงื่อนงำน่าสงสัย บางคนก็เป็นพวกทรยศมาก่อนที่ติดตามหัวหน้าเผ่าของตนโดยไม่มีการหวนคำนึงถึงศาสนา ” ( 3)

3) อัล - อิรชาด หน้า 193)

3. อุบัยดุลลอฮฺ บินอับบาซ

พลทหารของท่านอิมามฮะซัน(อ) ส่วนมากเป็นผู้ที่เห็นแก่ประโยชน์

เล็กๆ น้อยๆ ท่านเคยส่งทหารออกไปรบจำนวน 12 , 000 คน ภายใต้การนำของ อุบัยดุลลอฮฺ บินอับบาซ คนผู้นี้เหมาะสมกับตำแหน่งนี้ เพราะแต่ก่อนนั้นเขาเคยทำงานร่วมกับท่านอะมีรุลมุมินีน (อ) ขณะเดียวกับที่ถูกอัปเปหิมาจากมุอฺาวิยะฮฺ และเคยได้บะซัร บินอิฏอฮฺช่วยฆ่าเด็กเล็ก ๆ สองคนเพื่อช่วยเขาที่ยะมัน ปรากฏว่าทั้งเขาและคนอื่น ๆ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้บังคับบัญชาทหาร


ทหารเหล่านี้ได้ออกเดินทางมาถึงเมืองอะยูเฎาะฮฺ ใกล้กับตำบลมัสกิน ได้พบกับกองทหารของ “ ชาม ” มุอฺาวิยะฮฺได้เชิญตัวเขาไปและมอบเงินให้จำนวน 1 , 000 ,000 ดิรฮัม โดยจ่ายให้ก่อนครึ่งหนึ่ง และจะจ่ายให้อีกหลังจากได้เข้าเมืองกูฟะฮฺ

ธรรมดาของคนที่ละโมภ เขาก็ยินยอมเพื่อสิ่งนั้น ถึงแม้จะโดยวิถีทางที่ไม่ชอบธรรม บรรดาทหารมาเริ่มเข้าใจเอาตอนที่เห็นผู้บังคับบัญชาของตนยืนร่วมนมาซกับพวกนั้น และในแถวนมาซก็มีมุอาวิยะฮฺ ร่วมอยู่ด้วย ขณะนั้นชาว “ ชาม ” คนหนึ่งลุกขึ้นประกาศว่า

“ ผู้ปกครองของพวกท่านอยู่กับเราที่นี่แล้ว เขาได้ให้สัตยาบันต่อเราแล้ว และอิมามของพวกท่านก็ยอมประนีประนอมแล้ว......(เขายังพูดยาวต่อไปจนถึงประโยคที่ว่า).....ถ้ามิฉะนั้นแล้วพวกท่านก็ต้องฆ่าตัวของพวกท่านเอง ”

เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้แล้ว ทหารเหล่านั้นก็ตกลงเข้าร่วมขบวนการกับมุอฺาวิยะฮฺ มากขึ้นเรื่อยๆ

ท่านยะอฺกูบีกล่าวว่า

“ อุบัยดุลลอฮฺ ได้นำทหารเข้าสวามิภักด์ต่อมุอฺาวิยะฮฺแปดพันคน ” ( 4)

------------------------------------------------------------------

4) ตารีค อัล - ยะอฺกูบีย์ เล่ม 2 หน้า 204)


4. การติดต่อสัมพันธ์

ระหว่างชาวกูฟะฮฺกับมุอฺาวิยะฮฺ

มุอฺาวิยะฮฺได้พยายามดำเนินงานด้วยวิธีคดโกงและให้สินบน ตลอดทั้งวิธีการต่างๆ ทุก

รูปแบบที่ไม่ถูกต้องตามหลักศาสนา เพื่อสร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นในหมู่ทหารของท่านอิมามฮะซัน(อ) จนกระทั่งมีผู้บังคับบัญชาและคนระดับแกนนำบางคนต้องคล้อยตามกับเขาไป(5)

มุอฺาวิยะฮฺ พยายามดำเนินการเช่นนี้ กล่าวคือ เขาเคยเขียนจดหมายไปหาบุคคลระดับหัวหน้าในเมืองกูฟะฮฺหลายคน โดยสัญญากับคนเหล่านั้นว่าจะยกทรัพย์สินให้ หรือไม่ก็จะมอบตำแหน่งข้าหลวงปกครองเมือง “ ชาม ” หรือไม่ก็จะยกลูกสาวของตนให้แต่งงานด้วย ถ้าหากใครสามารถฆ่าท่านอิมามฮะซัน(อ)ได้ ปรากฏว่าท่านอิมาม(อ)รู้เรื่องนี้ ท่านถึงกับต้องสวมเสื้อเกราะในเวลานมาซ และมีอยู่ครั้งหนึ่งท่านโดนลูกธนูขณะที่ทำการนมาซ(6)

บรรดาผู้นำเผ่าอีกจำนวนหนึ่งก็แสดงความพอใจต่อมุอฺาวิยะฮฺโดยเขียนจดหมายไปถึงเขาว่า จะเชื่อฟังปฏิบัติตามเขาอย่างลับๆ และเรียกร้องให้เขาเดินทางมาหาพวกตน และให้สัญญาอย่างแข็งขันว่า จะบีบให้ท่านอิมาม(อ)ยอมจำนนต่อเขาในทันทีที่เขายกกองทหารเข้ามา หรือไม่ก็ร่วมมือกับเขา(7)

-------------------------------------------------------------------------

( 5) ในหนังสืออัด-ดัมอะตุซ-ซากิยะฮฺ เล่ม 1 หน้า 238

( 6) ในเล่มเดิม หน้า 238

( 7) อัล-อิรชาด หน้า 239


ด้วยเหตุนี้เอง ถ้าหากท่านอิมาม(อ)ขืนทำล่าช้าในการเจรจาสันติภาพแน่นอนที่สุดชาวกูฟะฮฺ จะต้องสวามิภักด์ต่อมุอาวิยะฮฺทันที เมื่อนั้นก็จะเป็นผลเสียแก่ท่านมากกว่าผลดี

ท่านอิมามฮะซัน (อ)ได้ส่งทหารไปจำนวน 4 , 000 คน โดยมีผู้บังคับบัญชาเป็นคนตระกูลกันดะฮฺ เมื่อไปถึงแล้ว มุอาวิยะฮฺก็มอบเงินให้ 5 , 000 , 000 ดิรฮัม เขาก็ยอมสวามิภักด์กับมุอฺาวิยะฮฺ ท่านอิมาม (อ) ส่งทหารตามไปอีกจำนวน นำโดยคนตระกูลมุร็อด มุอฺาวิยะฮฺก็ปฏิบัติเช่นเดียวกับคนแรก คนตระกูลมุร็อด ผู้นั้นก็ยอมทิ้งทหารและเข้าสวามิภักด์กับมุอฺาวิยะฮฺ

มุอฺาวิยะฮฺได้ติดสินบนแก่ อัมรฺ

บินฮาริษ , อัซอัษ บินก็อยสฺ และฮะญัร บินฮะญัร ว่า จะมอบเงินให้ 2 , 000 , 000 ดิรฮัม และให้เป็นผู้นำกองทัพ “ ชาม ” และให้แต่งงานกับลูกสาวของตน ถ้าหากสามารถฆ่าท่านอิมามฮะซัน (อ) ได้ พวกเขายอมรับเงื่อนไขดังกล่าวแต่กระทำการไม่สำเร็จ


5. ความห้าวหาญ

ของท่านอิมามฮะซัน(อ)

ท่านอิมามฮะซัน(อ)บังคับบัญชาบรรดาทหารด้วยความลำบากใจและสับสน ในขณะที่มุอฺาวิยะฮฺ ดำเนินแผนการชั่วของตนไปเรื่อย ๆ ครั้งหนึ่งเขาส่งคนไปหาท่านอิมาม(อ)ซึ่งประกอบด้วย

มุฆีเราะฮฺ บินชุอฺบะฮฺ , อับดุลลอฮฺ บินอฺามิร บินกะรีซ และอัดดุรเราะฮฺมาน บินอุมมุลฮุกมฺ คนเหล่านั้นมาพบท่านในขณะที่ท่านอยู่ในเมือง

“ มะดาอิน ” กำลังทำการสู้รบอยู่ในสมรภูมิ หลังจากนั้นพวกเขาก็ออกมาจากท่านพูดคุยกับประชาชนว่า

“ แท้จริงอัลลอฮฺทรงปกป้องเลือดเนื้อของลูกหลานท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) และทรงระงับภัยพิบัติไม่ให้ประสบกับเขา และเขายอมรับสงบศึกแล้ว ”

ทันใดนั้นเองทหารก็เกิดความสับสนทันที ประชาชนทั้งหลายก็เชื่อคนเหล่านั้นโดยไม่ระแวงสงสัย แล้วคนพวกนั้นก็เข้าจู่โจมท่าน(อ)ทันที เกิดการสู้รบกัน ท่านอิมาม(อ)ขึ้นขี่ม้าไล่ตามลับหายไปในความมืด แล้วถูกญิรอฮฺ บินซินาน อัล-อะซะดี ลอบแทงที่ต้นขา ท่าน(อ)จับที่เคราของญิรอฮฺและบิดอย่างรุนแรงจนคอของเขาหัก แล้วท่านอิมาม(อ)ก็ถูกนำตัวกลับเมือง

“ มะดาอิน ” เลือดไหลไม่หยุด บาดแผลคราวนี้ของท่านฉกรรจ์นัก แต่...ประชาชนกลับทอดทิ้งท่าน (8)

----------------------------------------------------

( 8) ตารีคอัล-ยะอฺกูบี เล่ม 2 หน้า 205


6. หากรบก็ถูกสังหาร

ท่านอิมามฮะซัน(อ)มีความจำเป็นที่จะต้องตัดสินใจเลือกเอาข้างใดข้างหนึ่งระหว่างสองประการคือ จะต้องยอมตายทั้งตัวท่านเองและอะฮฺลุลบัยตฺ(อ) ของท่าน รวมทั้งบรรดาผู้รู้ในหมู่ชนที่เป็นพรรคพวกของท่าน ทั้งนี้พวกท่านจะต้องต่อสู้ขับเคี่ยวกับทหารของ “ ชาม ” เป็นเวลาที่ยืดเยื้อยาวนาน จากนั้นความสำเร็จก็ตกอยู่กับฝ่ายมุอาวิยะฮฺ กล่าวคือเขาจะต้องมีชัยชนะต่อบรรดาชาวมุสลิม และลบล้างระบบอิสลาม ในหน้าพิภพจะเต็มไปด้วยความเสียหาย และบางทีมนุษยชาติอาจหวนกลับไปสู่อารยธรรมแบบป่าเถื่อนอีกครั้งก็เป็นได้ หรือไม่ท่านก็ยินยอมรับตามข้อตกลงเพื่อความอยู่รอดของบรรดาอะฮฺลุลบัยตฺและพรรคพวกของท่าน ต่อจากนั้นอิสลามก็จะได้มีโอกาสเผยแผ่ต่อไป คำสอนและบทเรียนของอิสลามก็จะมีโอกาสเผยแผ่ต่อไปเหมือนอย่างที่ท่านอะมีรุลมุมีนีน (อ) บิดาของท่านได้กระทำมาแล้วนานถึง 25 ปี

( 7) หากท่านอิมาม (อ) ถูกสังหาร รัศมีแห่งสัจธรรมเป็นอันต้องดับวูบลง

อิมามฮะซัน(อ)จะถูกสังหารไม่ได้ นอกจากอิมามฮุเซน(อ)จะต้องถูกสังหารเสียก่อน และอิมามฮุเซน(อ)ก็จะต้องถูกสังหารไม่ได้นอกเสียจากว่า ชาวบะนีฮาชิมจะต้องถูกฆ่าเสียก่อนเช่นกัน

และชาวบะนีฮาชิมจะถูกฆ่าไม่ได้เหมือนกัน นอกจากบรรดาสาวกและตาบีอีนที่ยังคงเหลืออยู่บ้างต้องถูกฆ่าเสียก่อน แล้วเมื่อนั้นโอกาสดีก็จะตกเป็นของมุอาวิยะฮิ ในอันที่จะนำอารยธรรมอันป่าเถื่อนตามแบบ “ อุมัยยะฮฺ ” มาสานต่อ แล้วเลิกล้มระบบอิสลาม แต่ถ้าหากท่านยินยอมต่อเขาอย่างนี้


เขาก็จะไม่สามารถนำเอาความแปดเปื้อนและแปลกปลอมอะไรเข้ามาได้ถนัดนัก เคยมีผู้คนติเตียนอิมามในกรณีที่ท่านยอมทำสัญญาสันติภาพ

ท่านตอบเขาไปว่า

“ ฉันกล่วว่าบรรดามุสลิมจะถูกลบล้างไปจากหน้าแผ่นดิน แต่ฉันยังต้องการให้ศาสนานี้ดำรงอยู่ ” ( 9)

ซุฟยาน บินยาลีล กล่าวกับท่านอิมาม(อ)ในครั้งหนึ่งว่า

“ อัสลามุอะลัยกะ โอ้ ผู้ยังความต่ำต้อยให้กับมวลผู้ศรัทธา ”

ท่านกล่าวตอบเขาว่า

“ ฉันมิได้ทำอะไรให้พวกเขาต่อต้อย ? ฉันไม่ชอบที่จะมีการทำลายพวกเขา(มุอ์มิน) และล้ม

ล้างพวกเขาจนหมดสิ้น ” ( 10)

อะบีซะอีดเคยถามท่านอิมามฮะซัน(อ)ถึงเหตุผลในการทำสนธิสัญญาสันติภาพ ท่านได้ตอบว่า

“ ถ้าฉันไม่ทำอย่างที่ฉันทำ แน่นอนพรรคพวกของฉันจะไม่เหลืออยู่บนหน้าแผ่นดินเลยแม้แต่คนเดียว เพราะจะต้องถูกฆ่าจนหมดสิ้น ” ( 11)

------------------------------------------------------------------------------

9) ฮะยาตุล - อิมามฮะซัน ( อ ) ของอัล - กุร็อยซี เล่ม 2 หน้า 230)

10) ตัชกิเราะตุล - ค่อวาศ หน้า 114)

11) บิฮารุล - อันวารฺ เล่ม 10 หน้า 101)


8. มุอาวิยะฮฺ บินอะบีซุฟยาน

อะบูซุฟยานนั้นเป็นศัตรูของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) และเป็นศัตรูของท่าน

ศาสนทูตที่ร้ายกาจที่สุดในบรรดาคนทั้งหลาย ก็ยังครุ่นคิดถึงการที่จะเข้ารับอิสลาม แต่มุอาวิยะฮฺ ได้เขียนหนังสือถึงเขาว่า

“ ทะเลทรายเอ๋ย เจ้าอย่าได้ยอมจำนนเลยเป็นอันขาด แม้เพียงวันเดียว เพราะหลังจากชาวบะตัรเป็นผุยผงไปแล้วเราจะเอาชนะให้ได้ ”

มุอาวิยะฮฺ ยังมีความแค้นเคืองไม่หายต่อระบบอิสลาม และผู้ทรงสิทธิในตำแหน่งผู้นำ นั่นคือ ท่านอะมีรุลมุมีนีน(อ) ครั้งหนึ่งเขาเคยจัดประชุม แล้วเรียกอิบนุอับบาซ(ร.ฎ.)เข้ามา แล้วกล่าวว่า

“ แท้จริงในจิตใจของข้ามีความเคียดแค้นพวกเจ้ามากที่สุด

โอ้บะนีฮาชิม ฉันนี่แหละคือผู้ที่จะสร้างปัญาหให้เกิดขึ้นในหมู่พวกเจ้า เลือดของพวกเราเคยอยู่เบื้องหน้าพวกเจ้า และความไม่เป็นธรรมต่อเราก็มีอยู่ในหมู่พวกเจ้า ” ( 12)

เราไม่อยากจะเชื่อว่า จะมีมุสลิมคนใดพูดอย่างนี้ได้ ถ้าหากอิสลามได้เข้าสู่จิตใจของเขาแล้ว

เขาต้องการมีชัยชนะในยุทธวิธีแบบป่าเถื่อน เป็นศัตรูของอิสลามและท่านศาสนทูต(ศ)ที่ร้ายยิ่งกว่านี้ก็คือ คำบอกเล่าที่มีรายงานบันทึกมาจาก มุฏร็อฟ บินอัล-มุฆีเราะฮฺ บินชุอฺบะฮฺว่า :

ฉันกับอัล-มุฆีเราะฮฺ ผู้เป็นบิดาได้เข้าพบมุอาวิยะฮฺ และปรากฏว่าบิดาของฉันได้เข้าพูดคุยสนทนากับมุอาวิยะฮฺ ต่อจากนั้น ท่านก็กลับมาหาฉัน แล้วท่านก็ได้กล่าวถึงเรื่องของมุอาวิยะฮฺ และความเฉลียวฉลาดให้ฉันฟัง ดูท่านจะรู้สึกแปลกใจในสิ่งที่ได้พบเห็นในตัวของมุอาวิยะฮฺ มาก

12) อัล - ฮะซัน บินอะลี ของกามิล ชุลัยมาน หน้า 182)


ครั้นเมื่อถึงเวลากลางคืน ท่านไม่รับประทานอาหารค่ำ และฉันสังเกตเห็นท่านนั่งครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลา

ฉันก็คอยดูอยู่ชั่วโมงหนึ่ง แล้วฉันก็คิดว่า จะต้องมีอะไรเกิดขึ้นกับเรา และการงานของเราสักอย่างแน่

ฉันจึงกล่าวกับท่านว่า

“ ทำไมท่านถึงได้นั่งครุ่นคิดอยู่ทั้งคืน ?”

ท่านตอบว่า “ ลูกเอ๋ย พ่อได้มาพบกับคนที่เลวที่สุดแล้ว ”

ฉันถามว่า “ เรื่องมันเป็นอย่างไร ?”

ท่านกล่าวว่า “ ขณะที่พ่ออยู่กับเขาเพียงลำพัง พ่อพูดกับเขาว่า ท่านอะมีรุลมุมีนีน (มุอาวิยะฮฺ) เอ๋ย แท้จริงท่านก็ล่วงเข้าสู่วัยที่มีอายุมากแล้ว ถ้าหากว่าท่านแสดงออกมาซึ่งความยุติธรรม และกระจายคุณงามความดีก็จะเป็นการดีที่สุด ท่านก็ดูชราภาพแล้ว ท่านน่าจะพิจารณาดูชาวบะนีฮาชิมแล้วเชื่อมสัมพันธ์ไมตรีกับพวกเขาเสีย ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺ (ซ.บ.) ว่า ขณะนี้พวกเขาไม่มีอะไรที่ท่านจะกลัวอีกแล้ว ”

เขาตอบว่า “ ช้าก่อน ช้าก่อน กษัตริย์แห่งพี่น้องของ “ ตีม ” เขามีความยุติธรรม และเขาได้ทำหน้าที่ต่าง ๆที่ควรทำ แต่ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ไม่เห็นเขามีอะไร นอกจากความตายและชื่อเสียงของเขาก็สลายไป อาจมีบางคนเรียกเขาว่า อะบูบักร์ (ก็เท่านั้น) จากนั้นก็กษัตริย์แห่งพี่น้องของ “ บะนีอะดี ” เขาก็เก่งกาจและสามารถดำรงตำแหน่งได้ 10 ปี

แต่ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ก็ไม่เห็นมีอะไร นอกจากความตายและชื่อเสียงของเขาก็สลายไป อาจมีบางคนเรียกเขาว่า อุมัร(ก็เท่านั้น) ต่อจากนั้นก็กษัตริย์อุษมาน อาณาจักรของชายผู้นี้เกรียงไกรไม่มีใครเหมือน เขาทำหน้าที่ต่างๆ และเขาถูกกระทำเหมือนที่เขากระทำ


ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺว่า ไม่เห็นมีอะไรนอกจากว่าเขาได้ตายไป ชื่อเสียงของเขาและผลงานของเขาก็หมดไป แท้จริงพี่น้องแห่ง

“ บะนีฮาชิม ” เขาประกาศก้องทุกวัน ๆ ละ 5 ครั้งว่า ข้าขอปฏิญานตนว่า มุฮัมมัดเป็นศาสนทูตของอัลลอฮฺ แล้วหลังจากนั้นจะมีผลงานอะไรบ้างที่เหลือ ไม่มีอะไรเลยจริงๆ ไม่เชื่อคอยดู

ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺ จะไม่มีอะไรเหลือนอกจากการถูกฝังเท่านั้น ” ( 13)

คำบอกเล่านี้ได้รู้ไปถึงหูมะอ์มูนโดยคนบางคนที่เป็นลูกน้องของเขา

เขาได้เขียนบันทึกส่งไปหัวเมืองต่าง ๆ เพื่อประณามมุอาวิยะฮฺ และประกาศตัดสัมพันธ์ไมตรีกับทุกคนที่สนับสนุนมุอาวิยะฮฺในทางที่ดี เพราะเขาเห็นว่า คำพูดมุอาวิยะฮฺที่พูดออกไป เป็นคำพูดของพวกบูชาเจว็ด และพวกป่าเถื่อนที่ทรยศต่ออัลลอฮฺ ปฏิเสธศาสนทูตของพระองค์ และบรรดาผู้ปกครองที่สืบตำแหน่งภายหลัง(14)

13) กัชฟุล - ฆุมมะฮฺ หน้า 126)

14) อัล - ฮะซัน บินอะลี ของกามิล ชุลัยมาน หน้า 212)


มุอาวิยะฮฺ ไม่เคยละเลยในการประณามท่านอะมีรุลมุมีนีน(อ) นอกจากเพียงส่วนน้อยเท่านั้น ทั้งนี้ก็เพราะเขาฝังความเคียดแค้นต่ออิสลามและศาสนทูต(ศ)ไว้ในตัวเองอย่างมากมาย ทั้งๆ ที่ศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)เคยกล่าวไว้ว่า

“ ผู้ใดประณามฉันก็เท่ากับประณามอัลลอฮฺ และผู้ใดที่เขาประณามอะลีก็เท่ากับประณามฉัน ” ( 15)

มุอาวิยะฮฺ เป็นคนที่ออกห่างจากความรู้ในเรื่องอิสลามและบทบัญญัติ เขาดำเนินชีวิตไปตามเหตุผลของคนในอารยธรรมที่ป่าเถื่อนในอดีต ครั้งหนึ่งเขาเคยกล่าวคำเทศนาสั้นๆ หลังจากนมาซร่วมกับประชาชนในตอนเช้าของวันหนึ่งว่า

“ ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ฉันมิได้ทำสงครามกับพวกท่านเพื่อให้พวกท่านนมาซหรือเพื่อถือศีลอด หรือเพื่อบำเพ็ญฮัจญ์ และมิใช่เพื่อจ่ายซะกาต เพราะพวกท่านได้กระทำในสิ่งเหล่านี้กันอยู่แล้ว แต่ที่ฉันทำสงครามกับพวกท่านก็เพื่อจะได้ปกครองพวกท่าน โดยที่อัลลอฮฺได้มอบสิ่งนี้ให้แก่ฉัน ในขณะที่พวกท่านรังเกียจมันอยู่ นอกจากนี้ ฉันจะเป็นคนที่เอาคำสอนต่างๆทั้งหมดของฮะซัน บินอะลี มาไว้ที่ใต้ฝ่าเท้าของฉันจนกระทั่งไม่ยอมให้มีอะไรเหลือ ” ( 16)

15) มุเราวิญุช - ซะฮับ เล่ม 2 หน้า 435)

16) อัล - อิรชาด หน้า 196)


ครั้งหนึ่งเขาเคยยืนกล่าวคำปราศรัยต่อหน้าคนในตระกูลกุเรชว่า

“ ฉันมิได้ดำเนินการปกครองโดยแนวทางแห่งความรักตามที่ฉันเรียนรู้มาจากพวกท่าน แต่ฉันจะควบคุมพวกท่านด้วยดาบอันแข็งกร้าวของฉัน แน่นอนฉันเองก็ชอบที่จะปกครองพวกท่านไปตามวิธีการของบุตรแห่งกุฮาฟะฮฺ(อะบูบักร์) แต่มันก็ขัดกับฉัน และฉันต้องการใช้วิธีการของอุมัร แต่ฉันก็หลีกหนีมันอย่างสุดเหวี่ยง และฉันต้องการใช้วิธีการของอุษมาน แต่มันก็ค้านกับฉัน ฉะนั้น ฉันจึงแผ้วถางแนวทางของฉันสำหรับเรื่องนี้อีกแนวทางหนึ่ง ซึ่งจะอำนวยประโยชน์สุข

ให้แก่พวกท่าน มันจะให้การกินดีอยู่ดี เพราะถึงแม้ท่านทั้งหลายจะไม่พบความดีจากตัวฉัน แต่ฉันก็จะให้การปกครองที่ดีแก่พวกท่านได้ ” ( 17)

ท่านอะบูดัรดาอ์เคยเห็นเขาดื่มน้ำจากภาชนะที่ทำด้วยทองคำและเงินแท้ แล้วพูดกับเขา(มุอาวิยะฮฺ)ว่า :

แท้จริงฉันเคยได้ยินท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)กล่าวว่า

“ คนที่ดื่มจากภาชนะเหล่านี้ ไฟนรกอันร้อนแรงจะไหลลงสู่ท้องของเขา ”

มุอาวิยะฮฺกล่าวว่า “ แต่ฉันไม่เคยเห็นอะไรเกิดขึ้นเลย ”

ท่านอะบูดัรดาอ์กล่าวอีกว่า “ ไม่เคยมีใครเถียงฉันเท่ามุอาวิยะฮฺ ฉันบอกเขาจากคำพูดของศานทูตแห่งอัลลอฮฺ (ศ) แต่เขาพูดกับฉันตามความคิดของเขาเอง ฉันไม่อาจอยู่ร่วมแผ่นดินเดียวกับเขาได้เลย ” ( 18)

17) อัล - ฮะซัน บินอะลี ชองกามิลซุลัยมาน หน้า 196)

18) อัล - ฮะซัน บินอะลี ชองกามิลซุลัยมาน หน้า 217)


ถ้าเราจะพูดถึงเรื่องราวของมุอาวิยะฮฺทั้งหมด ก็จำเป็นต้องมีเนื้อที่กระดาษหลายๆ เล่ม แต่ก็พอจะรู้อะไรๆ ได้อย่างเพียงพอ ถ้าหากได้อ่านหนังสือ อัน-นะศออิฮฺ อัล-กาฟียะฮฺ ลิมัน ยะตะวัลลา มุอาวิยะฮฺ

(บทเรียนของผู้ที่ยอมรับมุอาวิยะฮฺ) ของท่านซัยยิดมุฮัมมัด บินอะกีล และตำราประวัติศาสตร์อีกหลายเล่มที่เสนอข้อเท็จจริงต่างๆ เกี่ยวกับชายผู้นี้

เราเชื่อว่าเรื่องราวตามที่ได้ผ่านสายตาท่านไปแล้วนี้ จะสามารถทำให้เห็นพ้องกับการทำสนธิสัญญาของท่านอิมามฮะซัน (อ) ผู้ชาญฉลาดว่า เป็นการพิทักษ์ไว้ซึ่งระบบอิสลาม และเป็นการอนุรักษ์มรดกของมวลมุสลิมให้ดำรงอยู่ได้ และเพื่อเป็นการจำกัดเส้นทางเดินให้แก่มุอาวิยะฮฺ ด้วยการโต้คารมของอิมามฮะซัน(อ)ต่อมุอาวิยะฮฺและบริวารของเขา

ทุกคนที่ได้เข้าใจในส่วนนี้จะสามารถล่วงรู้ไปถึงความอาฆาตมาดร้ายและความคั่งแค้นที่สุมอยู่ในจิตใจของพวกอุมัยยะฮฺเป็นอย่างดีเลยทีเดียว คนเหล่านี้ไม่เคยหยุดยั้งและลดราวาศอก การติดตามรังควานท่านอิมามฮะซัน(อ)และการทำงานของท่าน ทั้ง ๆ ที่ยอมรับในข้อตกลงกับพวกเขาแล้ว อีกทั้งยังได้มอบอาณาจักรการปกครองและอำนาจให้แก่พวกเขาแล้ว ทั้งนี้มิใช่เป็นเพราะจุดประสงค์อื่นใด นอกจาการด่าประณามท่านและบิดาของท่าน(อ)อีกนั้นเอง


ท่านอิบนุ อะบิล-ฮะดีด ได้กล่าวไว้ว่า มีรายงานบันทึกโดยอัซ-ซุบัยร์ บินบะการ์ ไว้ในหนังสือ อัล-มุฟาคอร็อต ว่า :

ครั้งหนึ่งมีคนหลายคนมารวมตัวกันที่สำนักของมุอาวิยะฮฺ เช่น อัมร์ บิน อัล-อ๊าศ , วะลีด บินอุกบะฮฺ บินอะบีมุอีด อุตบะฮฺ บินอะบีซุฟยาน อิบนุ ฮัรบ์ อัลมุฆีเราะฮฺ บินชุอฺบะฮฺ ซึ่งถ้อยคำอันไม่น่าพอใจและน่าตำหนิติเตียนจากคำพูดของท่านอิมาม (อ) ที่ เกี่ยวกับตัวของพวกเขาเคยได้ยินไปถึงหูของพวกเขา ในขณะที่ความไม่พอใจ เกี่ยวกับอิมาม (อ) ที่ออกจากปากพวกเขาก็เคยรู้ถึงหูท่านด้วย พวกเขากล่าวว่า

“ ข้าแต่อะมีรุลมุมีนีน(มุอาวิยะฮฺ) แท้จริงฮะซันได้เจริญรอยตามบิดาของเขา เวลาเขาพูดก็มีคนเชื่อ เวลาเขาออกคำสั่งก็มีคนปฏิบัติตาม คนทั่ว ๆ ไปยำเกรงเขา เมื่อเป็นเช่นนี้สักวันหนึ่งเขาจะยิ่งใหญ่ขึ้นมา และไม่แคล้วที่พวกเราจะได้รับความเดือดร้อนจากเขา ”

มุอาวิยะฮฺกล่าวว่า “ แล้วพวกท่านจะว่าอย่างไรกัน ?”

พวกเขากล่าวว่า “ ไปเชิญตัวเขามา เพื่อเราจะได้ด่าประณามเขาและบิดาของเขา โดยเราจะแนะนำและตักเตือนเขา โดยบอกเขาว่า บิดาของเขาได้ฆ่าอุษมาน และเราก็ให้เขาเชื่ออย่างนี้ แล้วเขาจะไม่สามารถแก้ไขอะไรในเรื่องนี้กับเราได้ ”

มุอาวิยะฮฺกล่าวว่า “ ฉันไม่เห็นด้วย และจะไม่ทำอย่างนั้น ”

พวกเขากล่าวว่า “ เราขอร้องให้ท่านทำอย่างนั้นให้ได้ ข้าแต่ อะมีรุลมุมีนีน (มุอาวิยะฮฺ) ”

มุอาวิยะฮฺกล่าวว่า “ ความหายนะจะเป็นของพวกเจ้า จงอย่าได้ทำสิ่งนี้

ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ไม่ว่าครั้งใดที่ฉันเห็นเขานั่งใกล้ฉัน

ฉันจะรู้สึกยำเกรงฐานะของเขา และกลัวการตำหนิของเขาที่มีต่อฉันเสมอ ”


พวกเขากล่าวว่า “ อย่างไรก็ตาม ท่านต้องส่งคนไปเชิญเขามา ”

มุอาวิยะฮฺกล่าวว่า “ ถ้าฉันส่งคนไปเชิญเขามา ฉันจะต้องให้ความเป็นธรรมกับเขายิ่งกว่าพวกเจ้า ”

อัมรฺ บินอัล-อาศ จึงกล่าวว่า “ ท่านกลัวว่า ความผิดพลาดของเขาจะเอาชนะความถูกต้องชอบธรรมของเราใช่ไหม หรือว่าท่านจะปกป้องคำพูดของเขามากกว่าคำพูดของเรา ?”

มุอาวิยะฮฺกล่าวว่า “ หามิได้ ฉันเพียงแต่หมายถึงว่า ถ้าฉันส่งคนไปเชิญเขามา ฉันจำเป็นจะต้องให้เขาพูดด้วยวาจาเขาเองทุกอย่าง ”

พวกเขากล่าวว่า “ ก็ปล่อยเขาไปตามนั้น ”

มุอาวิยะฮฺกล่าวว่า “ พวกท่านอาจดื้อดึงต่อฉัน ถ้าฉันส่งคนไปเชิญเขามา แต่ถ้าพวกท่านดื้อดึง ฉันก็จะไม่ทำเช่นนั้น กล่าวคือจงอย่าใส่ร้ายในคำพูดของเขา จงรู้ไว้ว่า พวกเขาคืออะฮฺลุลบัยตฺซึ่งไม่เคยมีใครตำหนิพวกเขาได้ ไม่เคยมีใครหาข้อบกพร่องของเขาได้ง่ายๆ แต่พวกท่านจะกล่าวหาเขาด้วยข้อหาที่ร้ายแรง ที่พวกท่านจะพูดว่า บิดาของเขาฆ่าอุษมานและรังเกียจการปกครองของผู้ปกครองก่อนหน้าเขา ”

แล้วมุอาวิยะฮฺ ก็ส่งคนของตนไปเชิญท่านอิมามฮะซัน(อ) ซึ่งคนผู้นั้นได้กล่าวว่า

“ ท่านอะมีรุลมุมีนีน(มุอาวิยะฮฺ)เชิญตัวท่านไปพบ ”

ท่านอิมามกล่าวว่า “ เขามีอะไร ?”เขาจึงได้สมญานามอย่างนี้ ”

แล้วท่านอิมามฮะซัน(อ)ได้กล่าวอีกว่า

“ ไม่มีหลังคาปกคลุมให้สำหรับพวกเขา และการลงโทษจะมาประสบกับพวกเขาโดยไม่รู้ตัว ”


และกล่าวอีกว่า “ เจ้าจงเอาผ้าคลุมของฉันมาหน่อยซิ ข้าแต่อัลลอฮฺ ข้าขอความคุ้มครองต่อพระองค์ ให้ข้ารอดพ้นจากความชั่วร้ายของเขาเหล่านั้นและขอให้พระองค์ทรงปกป้องข้า อย่าให้ตกอยู่ในความชั่วของพวกเขา ขอให้พระองค์ช่วยเหลือข้าให้พ้นจากพวกเขา อย่างไรก็ตามที่พระองค์

ทรงประสงค์และข้าก็ประสงค์ตามนั้นด้วย โดยอาศัยอำนาจและพลานุภาพของพระองค์ ข้าแต่พระผู้ทรงเมตตายิ่งกว่าผู้ให้ความเมตตาใด ๆ ”

จากนั้นท่านก็ลุกขึ้นเดินทางไปหามุอาวิยะฮฺซึ่งเขาก็ได้ต้อนรับท่านอย่างสมเกียรติ โดยจัดที่นั่งให้ท่านนั่งใกล้ ๆ กับเขา โดยที่คนในกลุ่มรู้สึกมีความชิงชังและเคียดแค้น ด้วยความละเมิดและทะนงตัวที่ติดอยู่ในสันดาน

มุอาวิยะฮฺ กล่าวว่า “ โอ้ อะบูมุฮัมมัดคนเหล่านี้ เขาส่งคนไปเชิญท่านมา พวกเขาฝ่าฝืนข้า ”

ท่านอิมามฮะซัน(อ)กล่าวว่า

“ มหาบริสุทธิ์เป็นของอัลลอฮฺ บ้านนี้เป็นของเจ้า การอนุญาตให้เข้ามาในที่นี้ย่อมขึ้นอยู่กับเจ้า ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ถ้าหากเจ้าสนองตอบเจตนาตามที่มีอยู่ในจิตใจของพวกเขาแล้วไซร้ เห็นทีที่ข้าจะต้องละอายในความชั่วของเจ้าเสียแล้ว และถ้าหากคนเหล่านี้สามารถเอาชนะ

ความคิดของเจ้าได้ ก็เห็นทีที่ข้าจะต้องละอายในความอ่อนแอของเจ้าเสียแล้ว ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะยึดเอาอันไหน จะปฏิเสธอันไหน เพราะถ้าหากข้าได้ล่วงรู้ว่าพวกเขาจะมาชุมนุมกันอยู่ที่นี่อย่างนี้ ข้าก็จะนำคนในบันดาลูกหลานของอับดุลมุฏฏอลิบมา ให้เหมือนๆ กับพวกเขาด้วย แต่ไม่มีทางหรอกที่

ฉันจะรู้สึกประหวั่นพรั่นพรึงต่อเจ้าและต่อพวกเขา แท้จริงผู้คุ้มครองข้าคืออัลลอฮฺ พระองค์ทรงคุ้มครองบรรดาผู้ทรงคุณธรรม ”


มุอาวิยะฮฺกล่าวว่า “ นี่แนะท่าน ฉันเกรงใจที่จะเชิญท่านมา แต่คนเหล่านี้ซิที่มอบหมายเรื่องนี้ให้แก่ฉัน ทั้ง ๆ ที่ฉันไม่สบายใจ แท้จริงความเป็นธรรมจากพวกเขาจะมีแก่ท่านและจากฉันด้วย

เราเพียงแต่เชิญท่านมาเพื่อย้ำให้ท่านฟังว่า อุษมานนั้นถูกสังหารอย่างไม่ได้รับความเป็นธรรม และบิดาของท่านเป็นคนฆ่าเขา ดังนั้นจงรับฟังพวกเขา ต่อจากนั้นท่านก็จงตอบพวกเขาและคนในที่ประชุมจะไม่มีใครยับยั้งสิ่งที่ท่านจะพูดออกไปทุกประโยค ”

แล้วอัมรฺ บินอัล-อ๊าศ ก็ได้กล่าวขึ้นก่อนว่า

“ ขอสรรเสริญต่ออัลลอฮฺ ขอให้พระองค์ประทานพรแด่ศาสนทูตของพระองค์.... ”

ต่อจากนั้นเขาก็กล่าว ถึงท่านอะลี(อ)โดยมิได้ทิ้งเรื่องใดๆ อันเป็นข้อบกพร่องโดยมิได้หยิบยกมากล่าว เขากล่าวต่อไปว่า

“ แท้จริงเขาลบหลู่อะบูบักร์ และรังเกียจการปกครองของเขา เขาขัดขืนในการยินยอมให้สัตยาบัน จากนั้นก็ยอมด้วยความจำใจ เขาร่วมวางแผนฆ่าอุมัร และฆ่าอุษมานด้วยความอธรรม เขาอ้างตัวเป็นผู้ปกครองทั้ง ๆ ที่ไม่มีสิทธิ ”

ต่อจากนั้นก็กล่าวถึงความบกพร่องต่าง ๆ อีกมากมาย แล้วเสริมอีกตอนหนึ่งว่า

“ ชาวบะนีอับดุลมุฏฏอลิบเอ๋ย ไม่มีทางที่อัลลอฮฺจะมอบอาณาจักรการปกครองให้แก่พวกเจ้าโดยที่พวกเจ้าสังหารผู้ปกครองเหล่านั้น พวกเจ้าได้ละเลงเลือดทั้งๆ ที่อัลลอฮฺทรงห้ามไว้ พวกเจ้าทะยานอยากในอำนาจการปกครอง และแสวงหาในสิ่งที่ไม่อนุญาต เจ้านั้น


โอ้ ฮะซัน เจ้าพูดกับตัวเองว่า ตำแหน่งผู้ปกครองเป็นของเจ้า ทั้ง ๆ ที่เจ้าไม่มีปัญญาและความคิดในเรื่องนี้ เจ้ามิได้เห็นหรือ อัลลอฮฺบั่นทอนสติปัญญาของเจ้าอย่างไร พระองค์ทรงทิ้งความโง่เขลาของกุเรชไว้ในตัวเจ้า

พระองค์ทรงลบหลู่และเหยียดหยามเจ้า ทั้งนี้เพราะความชั่วในผลงานของบิดาของเจ้า อันที่จริงแล้วเราเพียงแต่เชิญเจ้ามาด่า ทั้งเจ้าและบิดาของเจ้า ในส่วนบิดาของเจ้านั้นอัลลอฮฺได้อัปเปหิเขาไปเสียแล้ว เราหมดภาระกับเขาแล้ว แต่เจ้าซิยังอยู่ในมือของพวกเรา เรากำลังคิดหาวิธีการในเรื่องของเจ้าอยู่ และถ้าหากเราจะด่าเจ้า เราก็จะไม่มีความบาปใดๆ กับอัลลอฮฺ และไม่มีข้อตำหนิใดๆ จากประชาชน เจ้ายังสามารถที่จะปฏิเสธกับเรา และหาว่าเราพูดไม่จริงได้ไหม ? ถ้าเจ้าเห็นว่าโกหกในข้อหนึ่งข้อใด ก็จงตอบโต้มาซิ ถ้าไม่มีก็จงรู้ไว้ว่า ทั้งเจ้าและบิดาของเจ้าต่างก็เป็นผู้อธรรม ”

ต่อจากนั้น อัล-วะลีด บินอุกบะฮฺ บินอะบีมุอีฏ ได้กล่าวว่า

“ โอ้พวกบะนีฮาชิม แท้จริงพวกเจ้ามีศักดิ์เป็นน้าของอุษมาน

ดังนั้นบุตรที่ประเสริฐ ถึงได้มีแก่พวกเจ้า สิทธิของพวกเจ้าจึงเป็นที่ยอมรับและพวกเจ้ามีการเกี่ยวดองที่ประเสริฐจึงมีแก่พวกเจ้า

เขาให้เกียรติพวกเจ้า แต่พวกเจ้ากลับเป็นบุคคลแรกที่ริษยาเขา จนบิดาของเจ้าถึงกับฆ่าเขาอย่างอธรรม ไม่มีข้อแก้ตัวแลไม่มีข้อพิสูจน์ใดๆ หักล้าง พวกเจ้าจะว่าอย่างไร ในเมื่ออัลลอฮฺทรงทวงถามในเรื่องเลือดของเขา พระองค์ทรงบันดาลให้พวกเจ้าลงมาจากตำแหน่งของพวกเจ้า

และขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺ แท้จริง พวกบะนีอุมัยยะฮฺให้ความดีงามแก่พวกบะนีฮาชิมยิ่งกว่าพวกบะนีฮาชิมให้ความดีงามแก่พวกบะนีอุมัยยะฮฺ และแท้จริงมุอาวิยะฮฺให้ความดีงามแก่เจ้ายิ่งกว่าตัวของเจ้าเอง ”


ถัดจากนั้น อุตบะฮฺ บินอะบีซุฟยาน ได้กล่าวว่า

“ โอ้ฮะซัน บิดาของเจ้าเป็นกุเรชที่ชั่วที่สุด สำหรับพวกกุเรช เพราะเขาเป็นคนหลั่งเลือดชาวกุเรช และตัดสายสัมพันธ์ทางเครือญาติกับชาวกุเรช มีดาบและลิ้นที่แสนจะยาว เขาฆ่าคนที่มีชีวิต

เขาประณามคนที่ตายแล้ว แท้จริงเจ้าก็เป็นคนหนึ่งฆ่าอุษมาน และเราจะต้องฆ่าเจ้าในเรื่องนี้ สำหรับความหวังของเจ้าในตำแหน่งผู้ปกครองนั้น มันเป็นสิ่งที่เจ้าไม่มีความสามารถเข้าถึงมันได้ และมันไม่มีอะไร ที่จะให้เจ้าถือเป็นข้อต่อรองได้ โอ้ ชาวบะนีฮาชิมเอ๋ย พวกเจ้าฆ่าอุษมาน ความจริงแล้ว

เราย่อมมีสิทธิฆ่าเจ้าและน้องชายของเจ้าในเรื่องนี้ด้วย สำหรับบิดาของเจ้านั้น แน่นอนอัลลอฮฺทรงจัดการให้กับพวกเรา ด้วยภารกิจของพระองค์ไปแล้ว แต่ในส่วนของเจ้าซิ ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺว่า ถ้าเราฆ่าเจ้า เนื่องจากแก้แค้นให้กับอุษมานแล้วไซร้ จะไม่มีความบาปและอริศัตรูใดๆ เกิดขึ้นกับเราเลย ”

ต่อจากนั้นอัล-มุฆีเราะฮฺ กล่าวประณามท่านอะลี และกล่าวว่า

“ ฉันมิได้ตำหนิเขาในกรณีใด ๆ ที่เขาฉ้อฉล และในกฎเกณฑ์การปกครองใดๆ ที่เขาลำเอียง แต่ฉันจะตำหนิเขาก็เพราะว่า เขาฆ่าอุษมาน ”

หลังจากนั้นพวกเขาก็นิ่งเงียบ ท่านอิมามฮะซัน บินอะลี(อ)ก็ได้พูดขึ้นว่า

“ ขอสรรเสริญต่ออัลลอฮฺ และขอสดุดีต่อพระองค์ ขอให้พระองค์ประทานพรแก่มุฮัมมัดและลูกหลานของเขา ”

ท่านกล่าวต่อไปว่า “ มุอาวิยะฮฺ เอ๋ย คนเหล่านี้มิได้ด่าประณามข้าหรอก แต่เจ้านั่นแหละที่ด่าประณามข้า ช่างเลวร้ายจริงๆ เท่าที่ข้าได้พบมาเป็นความคิดที่ชั่วจริงๆ เท่าที่ข้ารู้จักมา เป็นนิสัยที่ชั่วที่สุดที่ข้าประสบมาเป็นการละเมิดต่อพวกเรา เป็นความคิดที่เป็นอริศัตรูที่เจ้ามีต่อท่านศาสดา


มุฮัมมัด(ศ) และสมาชิกครอบครัวของท่าน แต่จงฟังเถิดมุอาวิยะฮฺ และพวกเจ้าก็จงฟังด้วย ไม่มีคำพูดใดที่อยู่ในตัวเจ้าและในตัวของพวกเขาที่มันจะแคล้วคลาดโดยมิได้ตรงกับพฤติกรรมที่มีในตัวของพวกเจ้า ข้าขอให้อัลลอฮฺเป็นพยาน พวกเจ้ารู้หรือเปล่าว่า คนที่พวกเจ้าด่าประณามไปนั้น

เขาเคยได้นมาซมาตั้งแต่วันนั้น โดยมีกิบลัตทั้งสองแห่ง ส่วนเจ้ามุอาวิยะฮฺ เจ้าคือผู้ปฏิเสธ(กาเฟร) ต่อทั้งสองแห่งโดยที่เจ้ามองมันว่าเป็นเรื่องที่หลงผิดเจ้าสักการะรูปปั้นของอัล-ลาดและอุซซา อย่างผู้ละเมิด

ข้าขอให้อัลลอฮฺ เป็นพยาน พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่า เขาคือผู้มอบสัตยาบันทั้งสองวาระ นั่นคือ สัตยาบันแห่งอัล-ฟัตฮฺ และสัตยาบันแห่งอัร-ริฎวาน

มุอาวิยะฮฺเอ๋ย กับวาระหนึ่งนั้น เจ้าเป็นผู้ปฏิเสธและกับอีกวาระหนึ่งนั้น เจ้าเป็นผู้ตระบัดสัตย์ ข้าขอให้อัลลอฮฺเป็นพยานกับพวกเจ้า พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่า เขา(อิมามอะลี)คือ คนแรกที่มีความศรัทธา ส่วนเจ้าและบิดาของเจ้านั้น มุอาวิยะฮฺเอ๋ย เป็นเพียงคนมีจิตใจโน้มน้าว พวกเจ้าซ่อนเร้นสภาพปฏิเสธไว้ แต่ฉาบภายนอกด้วยกับศาสนาอิสลาม พวกเจ้าหมกมุ่นอยู่กับการแสวงหา

ทรัพย์สิน

ข้าขอให้อัลลอฮฺเป็นพยาน พวกเจ้าไม่รู้เลยใช่ไหมว่า เขาคือเจ้าของธงชัยแห่งศาสนทูตของอัลลอฮฺ(ศ) ในสงครามบะดัร และแท้จริงธงชัยของฝ่ายพวกตั้งภาคีนั้นมีมุอาวิยะฮฺและบิดาของเขาร่วมอยู่ด้วย

ต่อจากนั้น เขาก็เผชิญต่อพวกเจ้าที่สงครามอุฮุดและสงครามพลพรรคต่างๆ (อัล-อะฮฺซาบ)โดยที่ธงชัยของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)อยู่กับเขา ส่วนที่อยู่กับเจ้าและบิดาของเจ้าคือธงชัยของพวกที่ตั้งภาคี ในทุกแห่งนั้นอัลลอฮฺ(ซ.บ.)เปิดโอกาสให้เขามีชัยชนะ และทรงยกย่องให้เขาเป็นข้อพิสูจน์ ทรงช่วยเหลือการเผยแผ่ของเขา และทรงยืนยันรับรองความสัตย์ในคำพูดของเขา และในทุกสมรภูมิเหล่านั้น


ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ให้ความปิติชื่นชมต่อเขา ส่วนเจ้าและบิดาของเจ้านั้นได้รับแต่ความชิงชัง

ข้าขอให้อัลลอฮฺเป็นพยาน มุอาวิยะฮฺเอ๋ย เจ้ายังจำได้ไหม ในวันหนึ่งที่บิดาของเจ้าเดินทางมาพร้อมกับอูฐสีแดงตัวหนึ่ง ส่วนเจ้ากำลังจูงมันอยู่และอุตบะฮฺน้องชายของเจ้าติดตามมาข้างหลังแล้วท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)มองเห็นเจ้า

ท่านศาสดา(ศ) ได้กล่าวว่า

“ โอ้อัลลอฮฺ ขอให้อัลลอฮฺทรงสาปแช่งทั้งคนขี่ คนจูง และคนที่ติดตามมาข้างหลังด้วยเถิด ”

มุอาวิยะฮฺเอ๋ย เจ้าลืมบทกวีที่เจ้าเขียนส่งไปให้บิดาของเจ้าเสียแล้วหรือ เมื่อครั้งที่เขาคิดจะเข้ารับอิสลาม แต่เจ้าห้ามเขาว่า

“ ทะเลทรายเอ๋ย ท่านอย่ายอมจำนนเป็นอันขาดเลย แม้แต่เพียงวันเดียว เพราะหลังจากชาวบะดัรกลายเป็นผุยผงแล้ว เราจะสามารถเอาชนะได้อีก ”

ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺ กิจการที่เจ้าซ่อนเร้นอยู่นั้น มันยิ่งใหญ่กว่าที่เจ้าเผยออกมา หมู่ชนทั้งหลาย ข้าขอให้อัลลอฮฺเป็นพยาน พวกเจ้ารู้ไหมว่า ในหมู่บรรดาสาวกทั้งหลายของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) อิมามอะลี(อ) นั้นเป็นคนที่สามารถยับยั้งตนเองมิให้ตกอยู่ภายใต้อารมณ์ใฝ่ต่ำได้

ดังนั้นจึงมีโองการถูกประทานมาว่า :

“ โอ้ บรรดาผู้ศรัทธา จงอย่ายับยั้งของที่ดีที่อัลลอฮฺได้อนุมัติมาให้แก่สูเจ้า ” ( อัล-มาอิดะฮฺ :87)


และครั้งหนึ่งท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ได้ส่งสาวกชั้นผู้ใหญ่ของท่านไปรบกับพวกบนีกอรีเซาะฮฺ ปรากฏว่าต้องเผชิญกับความกล้าหาญชาญชัยของคนเหล่านั้น จนพ่ายแพ้อย่างยับเยิน

แล้วท่านก็ส่งท่านอิมามอะลี(อ)ให้ออกไปรบ พร้อมกับนำธงไปด้วย ปรากฏว่าท่าน(อ)สามารถปราบคนเหล่านั้นให้ยอมรับในบทบัญญัติของ

อัลลอฮฺและการปกครองของศาสนทูตของพระองค์ได้ ในสงครามค็อยบัรก็เป็นเช่นเดียวกันนี้

ท่าน(อ)ยังกล่าวอีกว่า...มุอาวิยะฮฺเอ๋ย ข้าเชื่อว่าเจ้าไม่รู้ดอก แต่ข้าซิรู้ดีถึงเรื่องที่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) สาปแช่งแก่เจ้า เมื่อครั้งที่ท่านต้องการจะเขียนหนังสือส่งไปยังพวกบะนีคุซัยมะฮฺ กล่าวคือ ท่านได้ส่งไปยังเจ้าและไล่ให้เจ้าไปตาย พวกเจ้าก็เช่นเดียวกัน โอ้หมู่ชนที่ชุมนุม ณ ที่นี้ ข้าขอให้อัลลอฮฺเป็นพยาน พวกเจ้ายังไม่รู้หรือว่า ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ได้สาปแช่งอะบูซุฟยานไว้ในสมรภูมิถึง 7 แห่ง ซึ่งพวกเจ้าไม่สามารถที่จะปฏิเสธได้เลย

ครั้งแรก ในวันที่เขาพบท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ที่นอกเมืองมักกะฮฺ ทางไปเมืองฏออิฟ ท่านได้เชิญชวนให้เข้ารับศาสนาแต่โดยดี ครั้นแล้วเขาก็ฮึดสู้ท่าน ด่าว่าและสบประมาทท่าน สาปแช่งและกล่าวเท็จต่อท่าน อีกทั้งยังคิดที่จะใช้กำลังกับท่าน ดังนั้นอัลลอฮฺ และศาสนทูตของพระองค์จึงสาปแช่งเขาและทอดทิ้งเขาไป

ครั้งที่สอง ในวันแห่งอัล-อีรฺ ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ถูกนำเสนอแก่ผู้หญิงคนหนึ่งที่มาจากชาม แต่อะบูซุฟยานได้ปฏิเสธ และขับไล่นางไปโดยที่ไม่มีใครช่วยเหลือนางได้เลย ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ได้สาปแช่งเขา เหตุการณ์สมรภูมิบัดรฺเกิดขึ้นก็เพราะนาง


ครั้งที่สาม ในสงครามอุฮุด ตอนที่เขายืนอยู่ใต้เนินเขา ท่านศาสนทูต(ศ)ยืนอยู่ข้างบน เขาร้องตะโกนว่า “ รีบขึ้นไปข้างบนเร็ว ” ท่านศาสนทูต (ศ) ได้สาปแช่งเขาถึง 10 ครั้ง และบรรดามุสลิมก็สาปแช่งเขาด้วย

ครั้งที่สี่ ในสงครามอะฮฺซ์าบ มีพวกปฏิเสธสองกลุ่มร่วมกับพวกยิว ท่านศาสนทูต(ศ)ก็สาปแช่งเขาเช่นกัน

ครั้งที่ห้า ในวันที่อะบูซุฟยานเดินมากับกลุ่มชาวกุเรช แล้วร่วมกันขัดขวางท่านศาสนทูต(ศ)มิให้เข้ามัสญิดอัล-ฮะรอมและทำการเชือดสัตว์พลีและนั่นคือ วันแห่งสนธิสัญญาฮุดัยบียะฮฺ ดังนั้น ท่านศาสนทูตจึงสาปแช่งอะบูซุฟยาน ตลอดทั้งบรรดาแกนนำและสมุนทั้งหลาย ท่าน(ศ)กล่าวว่า

“ เขาเหล่านั้นทั้งหมดล้วนถูกสาปแช่ง เพราะไม่มีคนใดในหมู่พวกเขาเป็นผู้ศรัทธา ”

มีคนถามว่า “ ข้าแต่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ (ศ) เผื่ออาจมีใครสักคนหนึ่งในหมู่พวกเขาต้องการเข้ารับอิสลาม เขาจะเป็นอย่างไร กับการสาปแช่งนี้ ?”

ท่านกล่าวตอบว่า “ การสาปแช่งจะไม่ประสบกับพวกที่ติดตามคนใดเลย เว้นแต่พวกระดับแกนนำจะไม่มีใครรอดได้พ้นเลยแม้สักคนเดียว ”

ครั้งที่หก นั่นคือ วันแห่งอูฐตัวสีแดง

ครั้งที่เจ็ด ในวันที่พวกเขาต่อสู้กับท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ในพิธีแห่งอัล-อุกอบะฮฺโดยพวกเขาขับไล่อูฐของท่านให้วิ่งหนี พวกเขาเป็นผู้ชาย 12 คน ในจำนวนนั้นมีอะบูซุฟยานรวมอยู่ด้วย


นี่คือเรื่องราวในส่วนของเจ้า โอ้ มุอาวิยะฮฺ

ส่วนเจ้าโอ้ อิบนุ อัล-อ๊าศ แท้จริงเรื่องราวความเป็นมาของเจ้านั้นสับสน มารดาของเจ้า คลอดเจ้ามาโดยไม่รู้ว่าใครคือพ่อ จนมีการตัดสินกันในหมู่ชาวกุเรชถึง 4 คน แต่แล้วคนที่รับผิดชอบเจ้าก็คือ คนที่เหี้ยมเกรียมที่สุด เป็นคนที่เลวร้ายที่สุด ต่อจากนั้นบิดาของเจ้ายืนขึ้นประกาศว่า

“ ศัตรูของข้า คือ มุฮัมมัด ผู้ที่สายตระกูลถูกตัดขาด ”

แต่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ได้ประทานให้แก่เขา เหมือนดังที่ทรงประทานมาให้แล้ว เจ้าสู้รบกับท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ทุกสมรภูมิ เจ้าบุกเข้าทำร้ายท่านที่มักกะฮฺ เจ้าวางแผนการร้ายต่างๆนานา และเจ้าเป็นคนหนึ่งที่กล่าวเท็จใส่ท่าน และเป็นศัตรูของท่านอย่างฉกาจฉกรรจ์ที่สุด

ต่อจากนั้นเจ้าออกเดินทางไปเฝ้ากษัตริย์นะญะชี พร้อมกับบรรดาชาวเรือ เพื่อขอตัวญะอฺฟัรและสาวกของท่านกลับมาหาชาวมักกะฮฺ แต่แล้วเขาก็ทำให้เจ้าผิดหวัง อัลลอฮฺ(ซ.บ.)บันดาลให้เจ้ากลับมาอย่างพ่ายแพ้ เจ้าคือศัตรูของบะนีฮาชิม ทั้งในสมัยญาฮีลียะฮฺและในสมัยของอิสลาม เจ้าเองก็รู้คนทั้งหลายก็รู้ เจ้าเคยเขียนบทประพันธ์โจมตีท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)มากถึง 70 บท

แล้วท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ก็ได้กล่าวว่า

“ ข้าแต่อัลลอฮฺแท้จริงข้ามิได้พูดเป็นกวี และมันไม่สมควรแก่ข้า

ข้าแต่อัลลอฮฺได้โปรดสาปแช่งเขาถึง 1 , 000 ครั้งต่ออักษรแต่ละตัว ”

ดังนั้นในส่วนของเจ้ามีการสาปแช่งที่อัลลอฮฺประทานให้มากมายที่สุดเหลือที่จะประมาณได้ สำหรับกรณีที่เจ้าพูดเกี่ยวกับอุษมาน ก็เจ้านั่นแหละที่เป็นผู้จุดไฟสงครามแก่เขาให้เกิดภัยต่อโลกอิสลาม


แล้วเจ้าก็หนีไปปาเลสไตน์ ครั้นพอเข้าทราบข่าวการถูกสังหารของเขา เจ้าก็กล่าวว่า

“ อะบูอับดุลลอฮฺ เมื่อท่านถูกสังหารข้าจะขอล้างแค้นให้ ”

ต่อมาเจ้าก็กักขังตัวเองไว้กับมุอาวิยะฮฺ และขายศาสนาเพียงเพื่อความสุขทางโลกจากเขา

เรามิได้ตำหนิเจ้าด้วยความโกรธ และเรามิได้ติเตียนเจ้าด้วยความรัก

ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ เจ้าไม่ได้ช่วยเหลืออุษมานในตอนที่ยังมีชีวิตอยู่และไม่ได้รู้สึกโกรธแค้นเมื่อเขาถูกสังหาร

ส่วนเจ้านั้น โอ้ วะลีด ข้าขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺว่า ข้ามิได้ตำหนิเจ้า เพราะความโกรธเกลียดโดยส่วนตัว แต่ท่านอะลี(อ)เคยลงโทษเจ้าด้วยการเฆี่ยนถึง 80 ครั้ง ในความผิดข้อหาดื่มสุรา และเขาได้ต่อสู้กับบิดาของเจ้าต่อหน้าท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ด้วยความทรหด

เจ้านั่นเองที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ให้ ชื่อว่า “ ฟาซิก ” ( ผู้ละเมิดบัญญัติทั้ง ๆ ที่รู้) และให้ชื่ออิมามอะลี (อ) ว่า “ มุอ์มิน ” เจ้าได้เคยโอ้อวดต่อเขา เจ้าเคยกล่าวกับเขาว่า

“ อะลีเอ๋ย หยุดพูดเถอะ ข้ากล้าหาญ และพูดได้ดีกว่าเจ้า ”

แล้วอิมามอะลี(อ)ก็กล่าวแก่เจ้าว่า

“ วะลีด เอ๋ย เจ้าจงหยุดพูดเถอะ ฉันคือ มุอ์มิน ส่วนเจ้าคือ ฟาซิก ”

แล้วอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ก็ประทานโองการลงมาสนับสนุนคำพูดเขา

(อิมามอะลี)ว่า

“ คนที่เป็นมุอ์มินจะเสมอกับคนที่เป็นฟาซิกได้หรือ ไม่เสมอกันหรอก ” ( อัซ-ซะญะดะฮฺ :18)


ต่อจากนั้นพระองค์ยังได้ประทานโองการลงมาในเรื่องของเจ้าเพื่อสนับสนุนคำพูดของเขาว่า

“ ถ้าหากคนฟาซิกนำข่าวคราวอันใดมาแจ้งแก่สูเจ้า ดังนั้น จงสอบสวนให้ชัดเจนเสียก่อน ” ( อัล-ฮุจญะร็อต : 6)

เจ้ามิได้เกี่ยวข้องอันใดกับชาวกุเรช แท้จริงเจ้าเป็นเพียงคนที่มาจากเผ่า

ศ่อฟูรียะฮฺ ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺ เจ้าเกิดมานานแล้ว อายุของเจ้าก็มากกว่าที่เจ้าอ้าง

ส่วนเรื่องของเจ้านั้น อุตบะฮฺเอ๋ย ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺว่าเจ้าไม่มีความชอบธรรมอันใด จนข้าฯจำเป็นต้องตอบ เจ้าไม่มีสติปัญญาอันใดพอที่ข้าฯจะสนทนาด้วยและตำหนิเจ้า

และเจ้าไม่มีความดีอะไรจะเสมอ ไม่มีความชั่วใด ๆ ที่ซ่อนเร้นได้ สติปัญญาของเจ้ากับสติปัญญาทาสของเจ้านั้นไม่มีอะไรแตกต่างกัน

ไม่มีอะไรระคายเคืองแกอิมามอะลี(อ)ได้ ถึงแม้เจ้าจะประทุษร้ายต่อเขาในสมรภูมิต่างๆ ทุกแห่งหน

ในข้อที่เจ้าสัญญาว่า จะฆ่าเขานั้น ทำไมเจ้าจึงไม่ฆ่าอัล-ลิห์ยาน เมื่อตอนที่เจ้าพบเขาบนที่นอนของเจ้า(เป็นชู้กับภรรยาของเจ้า) แล้วยังจะมีใครกลัวดาบของเจ้าอีกเล่าในเมื่อเจ้าไม่ฆ่าเขาในตอนนั้น ช่างน่าหัวเราะ ข้าจะตำหนิเจ้าที่เจ้าไปโกรธท่าน อิมามอะลี(อ)ได้อย่างไร ในเมื่อเขาได้ฆ่าวะลีด ลุงผู้กล้าหาญของเจ้าในสงครามบะดัร และเขาร่วมกับท่านฮัมซะฮ์ในการฆ่า

อุตบะฮฺผู้เป็นปู่ของเจ้า และเขาได้แยกเจ้าให้โดดเดี่ยวจากฮันซอละฮฺพี่ชายของเจ้า ?


สำหรับเจ้านั้น มุฆีเราะฮฺเอ๋ย เจ้าไม่มีคุณสมบัติอันใดพอที่จะมาร่วมถกเถียงในเรื่องเช่นนี้ อันที่จริงถ้าจะเปรียบเจ้าก็เหมือนอย่างกับยุงที่พูดกับต้นอินทผลัมว่า

“ จับฉันให้ได้ซิ ฉันกำลังบินไปจากท่านแล้ว ”

ต้นอินทผลัมพูดว่า “ ข้าจะรู้หรือว่าเจ้าเกาะอยู่บนต้นของข้า เพราะข้าจะรู้เอาเมื่อตอนที่เจ้าบินไปจากข้าแล้ว ”

ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺว่า เราไม่เคยรู้สึกอะไรเลยว่าเจ้าเป็นศัตรูกับเรา และเราก็ไม่ถือสาหาความอะไร ถึงแม้ว่าเราจะรู้ก็ตามในคำพูดของเจ้ามิได้สร้างความลำบากแก่เรา แท้จริงบทลงโทษของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ในความผิดฐานกระทำการล่วงประเวณี โดยจำนนต่อหลักฐานนั้นถูกบัญญัติมาเพราะเจ้า แน่นอนอุมัรเคยผ่อนผันจากการลงโทษเจ้า ซึ่งเป็นสิทธิของ

อัลลอฮฺ(ซ.บ.)จะทรงสอบถามเรื่องนี้จากเขา (อุมัร) แน่นอนที่สุด เจ้าเคยถามท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ว่า

“ ผู้ชายจะมองผู้หญิงโดยเขาต้องการจะแต่งงานด้วยได้หรือไม่ ?”

ท่านตอบว่า “ ไม่เป็นไรในข้อนี้ โอ้ มุฆีเราะฮฺ ตราบใดที่ยังไม่มีเจตนาร่วมประเวณี ”

แน่นอนที่สุดท่านรอซูลรู้ดีว่า เจ้าเป็นคนละเมิดประเวณีแน่นอน

ส่วนกรณีที่เจ้าคุยโวทับถมเราในเรื่องการปกครองนั้น อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงมีโองการไว้ว่า :

“ และหากเราประสงค์ที่จะทำลายเมืองใดเมืองหนึ่ง เราก็จะให้พวกที่ฟุ่มเฟือยในเมืองนั้นๆทำหน้าที่ปกครอง แล้วพวกเขาจะละเมิดในเมืองนั้นแล้วเป็นสิทธิแห่งพจนารถของเราสำหรับเมืองนั้น โดยเราจะทำลายมันให้ราบคาบ ” ( อัล-อิซรออ์ : 16)


หลังจากนั้นท่านอิมามฮะซัน(อ)ก็ลุกขึ้น จัดแจงจะเดินออก ทันใดนั้น อัมร์ บิน อัล-อ๊าศ ได้ยึดชายผ้าคลุมของท่านอิมามไว้ แล้วกล่าวว่า

“ ข้าแต่อะมีรุลมุมีนีน(มุอาวิยะฮฺ) ท่านได้เป็นพยานแล้วในคำพูดของเขา และการใส่ร้ายที่เขามีต่อมารดาของฉันว่าล่วงประเวณี ฉันจะเอาเรื่องกับเขาในความผิดฐานใส่ร้าย ”

มุอาวิยะฮฺ จึงกล่าวว่า “ ปล่อยเขาไปเถิด อัลลอฮฺจะไม่ตอบแทนเจ้าด้วยความดี ”

เขาก็ปล่อยชายผ้าไป แล้วมุอาวิยะฮฺกล่าวอีกว่า

“ ข้าได้บอกเจ้าแล้วว่า เขาเป็นคนที่ไม่มีใครเถียงขึ้น เราห้ามพวกเจ้าแล้วว่าอย่าด่าประณามเขา แต่พวกเจ้าขัดขืนข้าเอง ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺว่า เขามิได้ลุกขึ้นกล่าวบทกวีเพื่อเป็นการอธรรมแก่ข้า พวกเจ้าจงออกไปเถิด แน่นอนอัลลอฮฺจะชำระโทษพวกเจ้า และจะทรงบั่นทอนพวกเจ้าในฐานะที่พวกเจ้าละทิ้งความมีคุณธรรม และเป็นศัตรูต่อทัศนะของผู้ที่ให้คำสั่งสอนอันน่าเลื่อมใส และอัลลอฮฺคือผู้ให้ความช่วยเหลือเสมอ ” ( 1)

1) ซัรฮฺ นะฮฺญุลบะลาเฆาะฮฺ เล่ม 2 หน้า 104)


วายชนม์

นักประวัติศาสตร์ทั้งฝ่ายซุนนี่และฝ่ายชีอะฮฺ หรือไม่ใช่ทั้งสองฝ่ายนี้ ต่างก็ได้ร่วมกันบันทึกว่า เมื่อครั้งที่มุอาวิยะฮฺ ตั้งใจที่จะให้มีการบัยอัต(ทำการสัตยาบัน) แก่ยะซีดนั้น ไม่มีอะไรที่เป็นที่หนักใจแก่เขามากเท่าอิมามฮะซัน บินอะลี(อ) เขาจึงลอบนำยาพิษ ไปให้ท่านดื่มโดยผ่านมือของญุอฺดะฮฺ บินอัล-อัชอัษ ผู้เป็นภรรยาคนหนึ่งของท่านเอง โดยสัญญาว่าจะให้เงินแก่นางจำนวน 1 , 000 ,000 ดิรฮัม พร้อมทั้งแต่งงานกับยะซีด ดังนั้น นางจึงนำยาพิษใส่ลงในแก้วนมให้ท่านดื่มเพื่อละศีลอด ปรากฏว่าท่านอิมาม (อ) ต้อง

ทรมานกับฤทธิ์ยาพิษนานถึง 40 วัน แล้วท่านก็ถึงวาระแห่งการกลับคืนสู่พระผู้อภิบาล(1)

1) อัล - ฟุศูลุล - มุฮิมมะฮฺ หน้า 150 และมะกอฏิลุฏ - ฏอลิบียีน หน้า 50)

ในขณะที่ท่านนอนป่วยอยู่นั้น ท่านอะมีรฺ บินอิซฮากพร้อมกับชายคนหนึ่งเข้าเยี่ยมอาการป่วยของท่าน ท่าน(อ)กล่าวว่า

“ พ่อหนุ่มเอ๋ย จงถามข้ามาเถอะ ”

เขากล่าวตอบว่า “ ข้าขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ข้าจะไม่ถามอะไรท่าน จนกว่าอัลลอฮฺจะบรรเทาอาการของท่านเสียก่อน ”

ท่านอิมาม(อ)กล่าวต่อไปว่า “ ข้ากำลังพบศึกในท้อง ข้าเคยดื่มยาพิษมาหลายครั้งแล้ว แต่ไม่เหมือนกับครั้งนี้เลย ”

อัมรฺกล่าวว่า พอวันรุ่งขึ้น ฉันได้เข้าเยี่ยมท่านอีก พบท่านอิมามฮุเซน(อ)น้องชายของท่านนั่งใกล้ศีรษะ กำลังถามท่านว่า

“ โอ้พี่ชายข้า ท่านคิดว่าเป็นใครหรือ ?”


ท่าน(อ)ตอบว่า “ ทำไม เจ้าจะฆ่าเขาหรือ ?”

ท่านอิมามฮุเซน(อ) กล่าวตอบ “ ใช่แล้ว ”

ท่านอิมามฮะซัน(อ)กล่าวต่อไปว่า “ หากเป็นคนที่ข้าสงสัย ขอสาบานด้วยพระนามแห่งอัลลอฮฺว่า เขาจะได้รับภัยพิบัติและการลงโทษอย่างร้ายแรง แต่ถ้าไม่เป็นเขา ข้าชอบที่จะให้คนที่ฆ่าข้าได้รับนิรโทษกรรม ” ( 2)

ต่อจากนั้นท่านอิมามฮะซัน(อ) ได้สั่งเสียอิมามฮุเซน(อ)ผู้เป็นน้องชายและได้ทำการมอบพินัยกรรมให้แก่เขา อีกทั้งยังมอบหมายให้สืบตำแหน่งในหน้าที่อิมามะฮฺแก่เขาด้วย คำสั่งในพินัยกรรมของท่านที่มอบให้แก่ท่าน

อิมามฮุเซน(อ) มีดังนี้

“ โอ้ น้องชายของฉัน บัดนี้ฉันต้องจากเจ้าไปพบกับพระผู้อภิบาลของฉันเสียแล้ว ฉันได้ดื่มยาพิษเข้าไปในท้องของฉัน ฉันรู้ดีว่าใครนำยาพิษมาให้ฉันดื่ม และนางเอามาจากไหน ฉันขอเป็นคู่กรณีกับเขา ณ อัลลอฮฺ ดังนั้นโดยสิทธิของฉันที่มีต่อเจ้า ฉันขอพูดในเรื่องนี้สักข้อหนึ่ง และจงคอยดูในสิ่งที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)จะทรงบันดาลให้เกิดขึ้น กล่าวคือในเมื่อฉันได้สิ้นลมไป

ก็ขอให้จัดการมัยยิต(ศพ)ของฉัน อาบน้ำและห่อกะฟั่นฉัน แล้วโปรดนำฉันขึ้นคานหามเพื่อไปยังสุสานท่านตา ผู้เป็นศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)เพื่อฉันจะได้พบท่านตามสัญญา ต่อจากนั้นก็นำฉันไปยังสุสานของท่านย่า ฟาฏิมะฮฺ บินติอะซัด แล้วจงฝังฉันที่นั่น โอ้ผู้เป็นบุตรแห่งมารดาของฉัน แล้วเจ้าจะรู้ว่าคนกลุ่มหนึ่งคิดสงสัยว่า พวกเจ้าต้องการจะฝังฉันใกล้กับศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) พวกเขาจะต่อต้านและขัดขวางมิให้พวกเจ้าเข้าไปในนั้น แต่ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺ เจ้าจะต้องสัญญาจะต้องไม่ให้มีเหตุนองเลือดในเรื่องของข้า ”

2) นูรุล - อับศอร หน้า 112 และอัล - ฟุศูลุล - มุฮิมมะฮฺ)


หลังจากนั้นท่านอิมามฮะซัน(อ)ก็ได้สั่งเสียเกี่ยวกับเรื่องภรรยา บุตร และบริวารที่ยังอยู่ อีกทั้งคำสั่งเสียอื่น ๆ ที่ท่านอะมีรุลมุมินีน(อ)เคยสั่งเสียไว้ในตอนที่ท่านมอบหมายหน้าที่ให้ เมื่อครั้งที่อยู่ในฐานะ เช่นเดียวกันกับคราวนี้และท่านได้แนะนำให้พรรคพวกของท่าน ถือเรื่องนี้เป็นหลักฐานในการสืบตำแหน่งผู้ปกครอง และแต่งตั้งท่านอิมามฮุเซน(อ)ให้แก่พวกเขาภายหลังจากท่าน ซึ่งเป็นที่ทราบดี(3)

ต่อมาท่านได้สั่งให้ยกตัวท่านไปวางไว้ที่ลานบ้าน เมื่อออกมาแล้ว ท่านกล่าวว่า

“ ข้าแต่อัลลอฮฺ ข้าขอมอบัวข้าให้พระองค์ตัดสิน ดังนั้นข้าจะต้องไม่ประสบเหมือนอย่างที่ประสบแก่นาง ” ( 4)

ต่อจากนั้นท่านก็วายชนม์ด้วยสาเหตุถูกวางยาพิษอย่างอธรรมสุดที่จะอดทนได้เมืองมะดีนะฮฺในวันนั้น บรรยากาศคล้ายวันที่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)วายชนม์ เมื่อข่าวนี้ทราบไปถึงอะบูฮุรอยเราะฮฺ เขาถึงกับตกประหม่าและร้องไห้ด้วยน้ำตานองหน้า เขาถลาวิ่งออกไปที่มัสญิดของท่านศาสนทูต(ศ)แล้วร้องตะโกนด้วยเสียงอันดังว่า

“ ประชาชนทั้งหลาย วันนี้สุดที่รักของท่านศาสดา(ศ)ได้เสียชีวิตแล้ว ”

ประชาชนต่างพากันร้องไห้ระงม(5)

3) อัล - อิรชาด หน้า 198)

4) มะฏอลิบุซซุอุล หน้า 70)

5) ฮะยาตุล - อิมามฮะซัน ของกุร็อยชี เล่ม 2 หน้า 432)


ท่านอิมามฮุเซน(อ)จัดการมัยยิดเสร็จ แล้วได้หามไปยังสุสานของท่านศาสดา(ศ)ตามสัญญาที่ได้รับการสั่งเสียไว้ แต่...มัรวาน บินฮะกัม ได้เข้ามาขัดขวางไว้ โดยมีพวกบะนีอุมัยยะฮฺขี่ม้าติดอาวุธมาด้วย มัรวาน(ขออัลลอฮฺทรงสาปแช่งเขา)จึงได้โอกาสกล่าวว่า

“ ข้าแต่พระผู้อภิบาล การต่อสู้ย่อมดีกว่าปล่อยไปอย่างนี้ จะให้อุษมาน(ร.ฎ.)ถูกฝังนอกเมืองมะดีนะฮฺ แล้วให้ฮะซันถูกฝังไว้ในบ้านของท่านศาสดากระนั้นหรือ ? ขอสาบานด้วยนามของอัลลอฮฺ จะเป็นอย่างนี้ไม่ได้เด็ดขาด ข้าจะต้องจับดาบสู้ ”

เหตุการณ์ชุลมุนวุ่นวายเกือบจะเกิดจราจล ท่านหญิงอาอิชะฮฺ(ร.ฎ.)ขี่ล่อเข้ามาพบกับพวกเขาทันที พลางกล่าวว่า

“ มันเป็นเรื่องของข้ากับพวกเจ้า พวกเจ้าจะเอาคนที่ข้าไม่ชอบเข้ามาในบ้านของข้าหรือ ?”

ท่านอิบนุอับบาซ(ร.ฎ.)ได้ออกมาเผชิญหน้ากับนางแล้วกล่าวว่า

“ สองครั้งแล้วนะ ที่ทำในสิ่งเลวร้าย ครั้งนี้ขี่ล่อ ครั้งก่อนขี่อูฐ

ท่านต้องการจะดับรัศมีแห่งอัลลอฮฺ ท่านต่อสู้กับบรรดาผู้มีคุณธรรมของพระองค์ โปรดกลับไปเสียเถิด เพียงพอแล้วกับสิ่งที่ท่านจะต้องเกรงกลัว ท่านได้เข้าถึงในสิ่งที่ท่านชอบแล้ว อัลลอฮฺ(ซ.บ.)คือผู้ช่วยเหลืออะฮฺลุลบัยตฺ

ไม่ว่าจะนานแสนนานแค่ไหน ” ( 6)

ต่อจากนั้น พวกเขาได้ยิงธนูเข้าใส่ร่างอันไร้วิญญาณของท่านอิมาม(อ)จนเสียบติดที่ร่างถึง70 ดอก(7)

6) อัล - อิรชาด หน้า 199)

7) อัล - มะนากิบ เล่ม 2 หน้า 175 , อัดดัมอะตุซ - ซากิบะฮฺ เล่ม 2 หน้า 252 และฮะยาตุล

- อิมามฮะซัน เล่ม 2 หน้า 491 พิมพ์ครั้งที่ 2)


พวกบะนีฮาชิมประสงค์จะเข้าไปสู้ แต่ท่านอิมามฮุเซน(อ)ได้ร้องตะโกนห้ามพวกเขาว่า

“ อัลลอฮฺ อัลลอฮฺ โอ้บะนีฮาชิมอย่าได้ทำลายคำสั่งเสียของฮะซันพี่ชายของข้าเลย ”

แล้วท่านก็หามมัยยิตไปที่อัล-บะเกียะอฺ ฝังท่านไว้ใกล้กับหลุมฝังศพของท่านย่า ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ บินติอะซัด(ขออัลลอฮฺทรงโปรดประทานความปิติชื่นชมแก่ท่าน)

พวกวะฮาบีรู้สึกเสียใจมากที่ไม่ทันได้มีส่วนร่วมในการทำร้ายมัยยิตของท่านอิมามฮะซัน ( อ) พร้อมกับบรรพชนของพวกเขาในอดีต ฉะนั้น พวกเขาจึงติดตามท่านอีกในภายหลัง กล่าวคือ

พวกเขาได้ทำลายสุสานของผู้ทรงเกียรติ ด้วยความแค้นเคืองที่ติดพันอยู่ อันเป็นการกระทำ เช่นศัตรูของอัลลอฮฺ และศาสนทูตของพระองค์ เป็นการละเมิดต่อบรรดามุสลิมทั้งมวล ใครเล่าที่ถือว่าโลกนี้มีความสำคัญสำหรับพวกเขามากกว่าอัลลอฮฺ จนถึงกับมอบศีรษะของนบียะฮฺยา บินซ์ะกะรียา(อ)

ให้กับหัวโจกอันธพาลผู้ยิ่งใหญ่ในหมู่บะนีอิซรออีล ทำลายสุสานของอะฮฺลุลบัยตฺ(อ)ท่ามกลางสายตาและการได้ยินได้ฟังของมุสลิมโลก

บรรดานักประวัติศาสตร์อิสลามส่วนหนึ่งบันทึกเรื่องที่ท่านหญิงอาอิชะฮฺ

ขี่ล่อเข้าขัดขวางมัยยิตของท่าน อิมามฮะซัน(อ)ใกล้กับสุสานของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ผู้เป็นตาของท่านอิมามเอง ท่านอิบนุอะบิล-ฮะดีด บันทึกไว้ในชัรฮฺ นะฮญุล-บะลาเฆาะฮฺ เล่ม 4 หน้า18 , บิฮารุล-อันวาร เล่ม 10 หน้า 133 , อัดดัมอะตุซ-ซากิบะฮฺ เล่ม 2 หน้า 252 และมะกอติลุฏฏอลิยีน หน้า 52


บันทึกของนักปราชญ์

และบุคคลสำคัญ

บันทึกต่อไปนี้เป็นของบรรดาสาวกชั้นผู้ใหญ่ และคนในยุคถัดมาตลอดถึงบรรดานักปราชญ์และบุคคลสำคัญบางท่านที่กล่าวสดุดียกย่องในเกียรติคุณของท่านอิมามฮะซัน(อ)

ถึงแม้ว่าจะมีคำสรรเสริญ ยกย่องโดยบุคคลระดับอาวุโสของปวงปราชญ์ในเกียรติคุณของท่านอิมาม(อ)อย่างมากมายเพียงใด ก็ใช่ว่าจะทดแทนคำสดุดีที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)มอบให้แก่ท่านได้ไม่นั้นคือ

กรณีที่พระองค์ทรงขจัดมลทินทั้งปวง และบันดาลให้ท่านมีฐานะเป็นผู้บริสุทธิ์ และทดแทนไม่ได้เช่นกันที่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ได้ยกย่องท่านไว้ว่า ท่านคือประมุขของชายหนุ่มชาวสวรรค์

เราจะกล่าวถึงคำสดุดีของบุคคลเหล่านั้นดังนี้

1. ท่านอิมามฮุเซน(อ)ยืนที่เชิงสุสานของพี่ชายท่านด้วยความโศกเศร้าแล้วกล่าวว่า

“ โอ้อะบามุฮัมมัด อัลลอฮฺทรงประทานความเมตตาต่อท่าน ถ้าหากท่านยังอยู่ แน่นอนท่านจะสามารถนำสัจธรรมต่อสู้กับความหลงผิดได้ ท่านสามารถอุทธรณ์ต่ออัลลอฮฺเกี่ยวกับความบกพร่องในดินแดนบริสุทธิ์ด้วยความคิดที่ดีงาม ท่านสามารถรักษาโลกอันยิ่งใหญ่ได้เพียงด้วย

ความช่วยเหลือแต่น้อยนิด ท่านสามารถมอบให้มันได้ เพียงด้วยมือสองข้างอันบริสุทธิ์ ท่านสามารถปกป้องมันให้พ้นจากศัตรูของท่านได้โดยง่าย แน่นอนยิ่งท่านคือบุตรผู้สืบเชื้อสายของท่าน


ศาสดา(ศ) ได้ดูดน้ำนมแห่งวิทยปัญญาโดยวิญญาณบริสุทธิ์แห่งทิพยสถานทั้งสวนสวรรค์และความสถานพร อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงยกย่องทั้งเราและพวกท่านให้ได้รับรางวัล ณ พระองค์ และทรงประทานให้แก่เรา และพวกท่านโดยพระองค์ ” ( 1)

2. เมื่อท่านอิมาม(อ)ถูกฝังแล้ว ท่านมุฮัมมัด บินอะลีอัล-ฮะนะฟียะฮฺน้องชายคนหนึ่งของท่านได้ยืนขึ้นใกล้สุสานแล้วกล่าวว่า

“ แน่นอนที่สุด ฉันมีความภูมิใจอย่างยิ่งในตอนที่ท่านมีชีวิต และรู้สึกว่าถูกเชือดเฉือนเมื่อท่านจากไป แน่นอนวิญญาณที่ประเสริฐได้แก่วิญญาณที่ได้รับการหุ้มห่อโดยผ้ากะฝั่นของท่าน

แน่นอนผ้ากะฝั่นที่ประเสริฐยิ่งคือผ้าที่ได้หุ้มห่อเรือนร่างของท่าน ทำไมจะไม่ใช่ก็ในเมื่อท่านคือเสาหลักของทางนำ เป็นทายาทของบรรดาผู้สำรวม เป็นหนึ่งในห้าของบุคคลแห่งผ้าคลุม ฉันได้รับรู้สัจธรรมและการสำรวมตนจากท่าน ฉันได้ดูดดื่มน้ำนมแห่งศรัทธามาจากท่าน ท่านได้รับการเลี้ยงดูมา

ในอุ้งตักของอิสลาม ท่านมีความดีเลิศทั้งในยามมีชีวิตอยู่และยามที่วายชนม์ไปแล้ว ถึงแม้ว่าจิตใจของเราจะไม่มีความสุขเพราะการจากไปของท่าน ก็ขอให้อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ประทานความเมตตาแก่ท่านเถิด...โอ้อะบามุฮัมมัด ” ( 2)

( 1) ฮะยาตุล-อิมามฮะซัน บินอะลี เล่ม 2 หน้า 440

3. ครั้นหนึ่งมุอฺาวิยะฮฺกล่าวกับท่านอับดุลลอฮฺ บินญะอฺฟัร(ร.ฎ.)ว่า “ ท่านคือประมุขแห่งบะนีฮาชิม ”

ท่านอับดุลลอฮฺ กล่าวตอบว่า “ ประมุขแห่งบะนีฮาชิมคือฮะซันและฮุเซน ” ( 3)


4. ท่านอุษมาน บินอัฟฟาน(ร.ฎ.)เคยกล่าวกับท่านอิมามฮะซัน(อ) ท่านอิมามฮุเซน(อ) และท่านอับดุลลอฮฺ บินญะอฺฟัร(ร.ฎ.)ว่า

“ ท่านจงดูดดื่มวิชาความรู้กันให้อิ่มเอม และจงแนบแน่นอยู่กับความดีงามและวิทยปัญญาเถิด ” ( 4)

( 2) มุเราวิญุซ-ซฺะฮับ เล่ม 3 หน้า 7

( 3) อัล-ฮะซัน บินอะลีของกามิล ซุลัยมาน หน้า 173

( 4) อัล-คิศอล หน้า 136

5. ท่านอะนัส บินมาลิก(ร.ฎ.)กล่าวว่า “ ในหมู่พวกเขาไม่มีใครละม้ายคล้ายคลึงท่านศาสดา ( ศ) ยิ่งไปกว่าท่านอิมามฮะซัน (อ) ” ( 5)

6. ท่านอะบูฮุร็อยเราะฮฺ(ร.ฎ.)กล่าวว่า “ ฉันรักคนนี้ (อิมามฮะซัน) อย่างไม่เสื่อมคลายหลังจากที่ฉันเห็นท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ (ศ) กระทำเหมือนกับที่ท่านกระทำ ” ( 6)

ท่านได้กล่าวอีกว่า “ ฉันไม่เคยรักใครมากกว่าท่านฮะซัน บินอะลี ” ( 7)

7. ท่านอะบูบักเราะฮฺ บินอุบัยดฺ(ร.ฎ.) เมื่อได้ทราบข่าวการเสียชีวิตของท่านอิมาม(อ) เขากล่าวว่า

“ ให้ประชาชนทั้งหลายหมดไปเพราะการตายของท่าน จะเป็นความดีงามอย่างมากมายกว่าขอให้อัลลอฮฺทรงเมตตาต่อท่าน ” ( 8)

8. ท่านอะบีญะฮีฟะฮฺกล่าวว่า “ ฉันเคยเห็นท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ (ศ) แล้ว ปรากฏว่าท่านอิมามฮะซันเหมือนกับท่านมากที่สุด ” ( 9)


9. มุอฺาวิยะฮฺปรึกษากับอะบุล-อัซวัด อัด-ดะอูลี ถึงการโต้ตอบท่านอิมามฮะซัน(อ) แต่อะบุล-อัซวัดได้ห้ามไว้ และกล่าวว่า

“ เขาคือคนที่เพียบพร้อม เชี่ยวชาญในชั้นเชิงต่าง ๆ ของคนอาหรับมากที่สุด มีความเป็นอยู่ที่มีเกียรติ มีตระกูลที่ประเสริฐ ดังนั้นจงอย่าได้กระทำเลย โอ้ท่านอะมีรุลมุมินีน ” ( 10)

( 5) อัล-อิชตีอฺาบ ภาคผนวกของหนังสืออัล-อิศอบะฮฺ เล่ม 1 หน้า 376

( 6) นูรุล-อับศ็อร หน้า 171

( 7) มะฏอลิบุซ-ซุอุล หน้า 64

( 8) ฮะยาตุล-อิมามฮะซัน เล่ม 2 หน้า 432

( 9) อัล-อิศอบะฮฺ เล่ม 1 หน้า 329

10. ท่านอัมรฺ บินอิซฮาก(ร.ฎ.)กล่าวว่า “ คนที่ฉันชอบฟังให้เขาพูดจนไม่อยากให้หยุดเลยนั้นคือ ท่านฮะซัน บินอะลี และฉันไม่เคยได้ยินถ้อยคำอันน่ารังเกียจจากเขา แม้แต่ครั้งเดียว ” ( 11)

11. อับดุลลอฮฺ บินซุบัยรฺ ได้กล่าวถึงคนที่มีลักษณะคล้ายท่านศาสดา(ศ)มากที่สุดว่า

“ ฉันจะบอกพวกท่านว่าใครคือคนที่เหมือนท่านศาสดา(ศ)มากที่สุดและเป็นที่รักของท่านมากที่สุด เขาคือฮะซัน บุตรของอะลี ฉันเคยเห็นเขาเข้ามาในขณะที่ท่านกำลังสุญูดอยู่ แล้วขึ้นขี่คอท่าน ท่านมิได้เอาเขาลงเลยจนกระทั่งเขาลงมาเอง ” ( 12)


12. ท่านฮะซัน บัศรี(ร.ฎ.)ได้เขียนจดหมายถึงท่านว่า “ พวกท่านคือคนในตระกูลบะนีฮาชิม เป็นลำนาวาแห่งประชาชาติ เป็นขุมวิชาการอันไพโรจน์ เหมือนเรือนบีนุฮฺ (อ) ที่ผู้ศรัทธาขึ้นขี่และมวลมุสลิมปลอดภัย ” ( 13)

( 10) อะอฺยานุชชีอะฮฺ 4 กอฟ 1/101

( 11) บิฮารุล-อันวารฺ เล่ม 10 หน้า 99

( 12) อัล-อิศอบะฮฺ เล่ม 1 หน้า 329

( 13) ตะฮัฟฟุล-อุกูล หน้า 166

13. ท่านมันศูร บินร็อยยานกล่าวว่า “ ท่านคือคนมีตระกูลที่ประเสริฐที่สุด ” ( 14)

14. มุอฺาวิยะฮฺ บินอะบีซุฟยาน กล่าวกับคนที่เอนเอียงจาก ท่านอิมามฮะซัน(อ)ว่า

“ ฉันเคยเห็นท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ป้อนอาหารให้เขา ด้วยลิ้นของท่าน อัลลอฮฺ(ซ.บ.)จะไม่ลงโทษลิ้นและริมฝีปากใดที่ท่านศาสนทูต(ศ)ได้ใช้ลิ้นของท่านป้อนอาหารให้ ” ( 15)

15. ท่านมุฮัมมัด บินซีรีนกล่าวว่า “ บางครั้งท่านฮะซัน บินอฺะลีเคยให้รางวัลกับชายคนหนึ่งมากถึง 100 , 000 ดิรฮัม ” ( 16)

16. ท่านวาศิล บินอฺะฏออฺกล่าวว่า “ ท่านฮะซัน บินอะลี (อ) มีเครื่องหมายของอัมบิยาอ์ และมีราศีของกษัตริย์อยู่ในตัว ” ( 17)


17. เมื่อมุอาวิยะฮฺทราบข่าวเกี่ยวกับการวายชนม์ของอิมามฮะซัน(อ)นั้น เขาได้กล่าว ตักบีร ( ถวายความเกรียงไกรแก่อัลลอฮฺ) ขึ้นในคฤหาสน์อันรโหฐานของเขา ครั้นแล้วบรรดาผู้คนที่อยู่ในคฤหาสน์ก็พากันตักบีรตามเขาเป็นการใหญ่ ต่อจากนั้นประชาชนที่อยู่ในมัสญิดใกล้ ๆ ก็พากัน

ตักบีรตามพวกเขาที่อยู่ในคฤหาสน์ไปด้วย

( 14) อัล-มะนากิบ เล่ม 2 หน้า 170

( 15) อัล-ฮะซัน บินอฺะลี ของกามิล ชุลัยมาน หน้า 175

( 16) อัล-ฮะซัน บินอฺะลี ของอับดุล-กอดิร อะฮฺมัต ยูซุฟ หน้า 5

( 17) อัล-มะนากิบ เล่ม 2 หน้า 170

นางฟาคิตะฮฺ บินติกอรีเซาะฮฺ บินอัมรฺ บินเนาฟัล บินอับดุลมะนาฟ ได้ออกมาดูที่กรอบหน้าต่างของนาง แล้วถามมุอาวิยะฮฺว่า

“ ข้าแต่ท่านอะมีรุลมุมีนีน ขอให้อัลลอฮฺทรงคุ้มครองท่านเถิด มีข่าวอะไรที่ทำให้ท่านปลื้มใจกันหรือ ”

มุอาวิยะฮฺตอบว่า “ ข่าวการตายของฮะซัน … .”

นางกล่าวว่า “ อินนา ลิลลา วะอินนา อิลัยฮิ รอญิอูน(แท้จริงเราเป็นสิทธิของอัลลอฮฺ และแท้จริงต้องกลับคืนสู่พระองค์) ”

แล้วนางก็ร้องไห้พลางกล่าวว่า “ นายของมวลมุสลิมและบุตรของธิดาของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ (ศ) วายชนม์เสียแล้ว ”

มุอาวิยะฮฺกล่าวว่า “ ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺที่เจ้าทำไปน่ะดีแล้ว เพราะเขานั้นเหมาะสมที่เจ้าจะต้องร้องไห้ให้แก่การจากไปของเขา ” ( 18)


18. ท่านมุฮัมมัด บินอิซฮาก เคยกล่าวไว้ว่า “ หลังจากที่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ (ศ) ได้สิ้นไปแล้ว ไม่เคยมีใครสักคนที่มีบารมีถึงระดับที่ท่านฮะซัน (อ)มี ปรากฏว่าท่านอิมามอะลี(อ)ยังเปิดทาง ที่ประตูบ้านของท่านให้แก่เขา ถ้าเขาออกไปในตอนที่ท่านนั่ง ท่านจะต้องหลีกทางให้แก่

เขา ยามใดที่เขาเดินผ่านผู้คนที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)สร้างมา คนทั้งหลายต้องยกย่องให้การต้อนรับเขา กล่าวคือ เมื่อใครรู้ก็จะลุกขึ้นยืน เมื่อเขาเดินผ่านประชาชนเพื่อเข้าบ้านของเขา แน่นอนที่สุดฉันเคยเห็นเขากำลังเดินอยู่ในเส้นทางที่จะไปมักกะฮฺ ไม่เคยมีใครเลยที่เห็นเขาแล้วจะไม่ลงมาจากพาหนะ

แล้วเดินตาม ฉันเคยเห็นแม้กระทั่งซะอัด บินอะบีวักก็อศยังต้องเดินตาม ” ( 19)

( 18) มุเราวิญุซ-ซฺะฮับ เล่ม 3 หน้า 8

( 19) อัน-มะนากิบ เล่ม 2 หน้า 148

19. ท่านมุฮัมมัด บินฏ็อลฮะฮฺ อัช-ชาฟิอีย์ ได้กล่าวว่า “ อัลลอฮฺคือผู้ทรงประทานให้แก่เขาซึ่งธรรมชาติแห่งความรู้แจ้ง ที่สามารถชี้แนะแนวทางอันเป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระองค์ทรงประทานให้แก่เขาซึ่งทัศนคติที่ถูกต้องแม่นยำอย่างสอดคล้องกับหลักการของศาสนา ทรงประทาน

บุคลิกภาพอันเพียบพร้อมไปด้วยจริยธรรมตามลักษณะแห่งความรู้ของพระองค์ให้แก่เขา ” ( 20)

20. ท่านชัมซุดดีน ยูซุฟ บิน กอซาฆอลี อัล-ฮะนะฟีย์ (หลานของอิบนุ อัล-เญาซี)ได้กล่าวว่า “ ท่านอิมามฮะซัน (อ)คือหนึ่งในบรรดาผู้ทรงคุณธรรมระดับสูง ท่านมีปัญญาอันเจิดจ้า ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ทรงรักท่านอย่างยิ่งเลยทีเดียว ” ( 21)


21. ท่านชัยคุลอิสลาม ชะฮาบุดดีน บินอัลฮะญัร ได้กล่าวว่า “ ท่านฮะซัน บินอะลี บินอะบีฏอลิบ บินอับดุลมุฏฏอลิบ บินฮาชิม บินอับดุล-มะนาฟอัล-ฮาชีมี เป็นผู้สืบตระกูลของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ (ศ) เป็นมิ่งขวัญของท่านอะมีรุลมุมินีน ท่านมีนามว่า “ อะยูมุฮัมมัด ” ถือกำเนิดใน

วันที่ 15 ของเดือนรอมฎอน …… .”( 22)

22. ท่านอัล-ฮาฟิซ อัล-มุฮัดดิษ ยูซุฟ บินอับดุลลอฮฺ บินมุฮัมมัด บินอับดุลบัร อัล-กุรฏบีย์ อัล-มาลิกีย์ ได้กล่าวว่า “ ท่านอิมามฮะซัน (ขออัลลอฮฺทรงเมตตาท่าน) คือ คนมีความโอบอ้อมอารี มีความถ่อมตน และมีเกียรติคุณยิ่ง ความถ่อมตัวของท่านก็ดี เกียรติคุณของท่านก็ดีนำท่านให้ละทิ้ง

การแสวงหาความสุขทางโลก เพราะพลังแห่งการแสวงหาสิ่งที่มีอยู่ ณ อัลลอฮฺ ” ( 23)

( 20) มะฏอลิบุซ-ซุอูล หน้า 65

( 21) ตัซกิเราะตุล-ค่อวาศ หน้า 111

( 22) อัล-อิศอบะฮฺ เล่ม 1 หน้า 328

23. ท่านอัล-ฮาฟิซ อิมาดุดดีน อะบุลฟิดาอฺ อิศมาอีล บินอุมัร อิบนุกะษีร ได้กล่าวถึงเรื่องราวเมื่อตอนที่ชาวกูฟะฮฺให้สัตยาบันต่อท่านอิมามฮะซัน(อ)ว่า


“ ถ้าหากพวกเขารู้ แน่นอนที่สุด เท่ากับพวกเขาได้ให้เกียรติกับสิ่งที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ได้ประทานให้แก่พวกเขา อันเนื่องมาแต่การที่พวกเขาได้ให้สัตยาบันแก่บุตรของธิดาแห่งท่านศาสนทูตของอัลลอฮฺ(ศ) ผู้เป็นหัวหน้าของมวลมุสลิม เป็นหนึ่งในบรรดานักปราชญ์ระดับศอฮาบะฮฺ นี่คือ

หลักฐานประการหนึ่งที่แสดงว่า ท่านคือหนึ่งในจำนวนคอลีฟะฮฺ อัร-รอชิตีน ” ( 24)

24. ท่านอิซซุดดีน อะบุลฮะซัน อะลี (อิบนุ อัล-อะษีร) ได้กล่าวว่า “ ท่านฮะซัน บินอะลี บินอะบีฏอลิบ บินอับดุลมุฏฏอลิบ บินฮาชิม บินอับดุลมะนาฟ อัลกุรอยช์ อัล-ฮาชีมี คือ ท่านอะบูมุฮัมมัด ผู้สืบตระกูลของท่านศาสดา (ศ) มารดาของท่านคือ ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ บุตรีองค์ศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ (ศ) ประมุขของเหล่าสตรีแห่งสากลโลก ท่านคือ ประมุขของบุรุษหนุ่มชาวสวรรค์ เป็นมิ่งขวัญของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ (ศ) เป็นคนที่คล้ายคลึงกับท่านมากที่สุด ท่านทำการเชือดสัตว์เป็นพลีเนื่องในวาระครบรอบ 7 วัน ในการเกิดของท่าน ท่านได้โกนผมให้และบริจาคทาน เงินในอัตราน้ำหนักเท่าเส้นผมของท่าน และเป็นหนึ่งในห้าของบุคคลแห่งผ้าคลุม ” ( 25)

( 23) อัล-อิซตีอาบ ภาคผนวกหนังสืออัล-อิศอบะฮฺ เล่ม 1 หน้า 370

( 24) อัล-บิดายะฮฺ วันนิฮายะฮฺ เล่ม 8 หน้า 16


25. ท่านอัล-ฮาฟิซ ญะมาลุดดีน อัซ-ซะยูฏี ได้กล่าวว่า “ ท่านฮะซัน บินอะลี บิน อะบีฏอลิบ (ขอให้อัลลอฮฺทรงมีความปิติชื่นชมต่อท่าน) คือท่านอะบูมุฮัมมัด ผู้สืบตระกูลของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ (ศ) และเป็นมิ่งขวัญของท่าน เป็นค่อลีฟะฮฺคนสุดท้ายของท่านตามที่บัญญัติไว้ ”

( 26)

26. ท่านชัมซุดดีน มุฮัมมัด บินฏูลูน ได้กล่าวว่า “ อันดับสองในหมู่พวกเขาคือ ท่านฮะซันบินอะลี บินอะลีฏอลิบ อัล-กุร็อยชี อัล-ฮาชีมี อัล-มะดะนี คือ อะบูมุฮัมมัด ผู้สืบตระกูลของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ (ศ) และเป็นมิ่งขวัญของท่าน เป็นบุตรของท่านฟาฏิมะฮฺ บุตรีของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ (ศ) นางผู้เป็นประมุขของเหล่าสตรีในสากลโลก (ขอให้อัลลอฮฺทรงประทานความปิติชื่นชมแก่ท่าน) ”

และได้กล่าวอีกว่า “ ปรากฏว่าท่านอิมามฮะซัน (ร.ฎ.) นั้นมีความละม้ายคล้ายคลึงท่านศาสดา (ศ)มากที่สุด ท่านศาสดา(ศ)จึงเอานามของท่านมาตั้งเป็นชื่อของท่านฮะซัน(ร.ฎ.) ท่านศาสดา ( ศ) ได้ตั้งชื่อนี้ให้แก่ท่านอิมามฮะซัน (ร.ฎ.) และได้ทำการเชือดสัตว์เป็นพลีในวาระวันเกิดครบรอบ

7 วัน ท่านโกนศีรษะให้ และสั่งให้นำเงินเท่ากับอัตราน้ำหนักเส้นผมของท่านฮะซัน(ร.ฎ.)บริจาค ท่านคือหนึ่งในจำนวนห้าคนแห่งบุคคลในผ้าคลุม ” ( 27)

( 25) อะซะดุล-ฆอบะฮฺ เล่ม 2 หน้า 9

( 26) ตารีคุล-คุละฟาอ์ หน้า 188

( 27) อัล-อะอิมมะตุล-อิษนาอะซัร หน้า 63


27. ท่านค็อยรุลดีน ซัรกะลี ได้กล่าวว่า “ ท่านฮะซัน (อ) เป็นคนมีสติปัญญาดี เป็นคนโอบอ้อมอารี มีความรักใคร่แต่สิ่งที่ดีงาม เป็นคนที่ดีที่สุด ทางด้านการเจรจาอย่างมีเหตุผล ปรากฏว่ามุอาวิยะฮฺเคยสั่งเสียให้คนของตนหลีกเลี่ยงจากการพูดคุยกับคนทั้งสอง ได้แก่ ท่านฮะซัน บินอะลี

และท่านอับดุลลอฮฺ บินอับบาซ เนื่องจากเขาทั้งสองเป็นคนมีเหตุผลสูง ชาวอิรักให้สัตยาบันแก่ท่านในตำแหน่งผู้ปกครอง หลังจากที่บิดาของท่านเสียชีวิตในปี ฮ.ศ. 40 ” ( 28)

28. ท่านมุฮัมมัด ริฎอ อัล-มิศรี ได้กล่าวว่า “ เขาคือประมุขของชายหนุ่มชาวสวรรค์และเป็นมิ่งขวัญท่านศาสดา (ศ) และคล้ายคลึงท่านมากที่สุด ” ( 29)

29. ท่านอับดุลกอดีร อะฮฺมัด ยูซุฟ ได้กล่าวว่า “ ท่านทั้งหลายจะต้องเป็นนักอ่านที่มีความคิดเกี่ยวกับพื้นฐานที่ว่าท่านฮะซัน บินอะลี ผู้เป็นบุตรของธิดาของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ ( ศ) ได้เป็นที่เชื่อถือว่า เป็นอิมามมะอฺศูมคนหนึ่ง พวกเขาถือว่าคนเหล่านี้มีสิทธิมากกว่าคนอื่น ใช่แต่เท่านั้น พวกเขาคือผู้รับช่วงในการเผยแผ่อิสลาม และรักษาซุนนะฮฺ และบทบัญญัติของมุฮัมมัด

ภายหลังท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)สิ้นชีวิตแล้ว เนื่องจากพวกเขาเป็นเครือญาติที่ใกล้ชิดที่สุด มีจิตวิญญาณที่สะอาดที่สุด และมีความเข้าใจในพระคัมภีร์ที่ถูกประทานมา ” ( 30)

( 28) อัล-อะอฺลาม เล่ม 1 หน้า 230

( 29) อัล-ฮะซันวัลฮุเซน ของมุฮัมมัด ริฎอ อัล-มิศรี หน้า 8

( 30) อัล-ฮะซัน บินอะลี โดย อับดุลกอดิร อะฮฺมัด ยูซุฟ หน้า 42


หมายเหตุท้ายเล่ม

หนังสือเล่มนี้ได้บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับชีวประวัติของท่านอิมามอะบีมุฮัมมัด อัล-ฮะซัน(อ โดยสรุป ได้มีการกล่าวถึงโองการต่างๆ

จากอัล-กุรอานที่ถูกประทานมาในเรื่องที่เกี่ยวกับท่าน และอ้างถึงรายงานฮะดีษของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ที่กล่าวถึงท่าน ต่อจากนั้นก็ได้เปิดเผยถึงเรื่องราวเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตและจริยธรรมของท่านโดยสังเขป อีกทั้งยังได้รวบรวมไว้ซึ่งถ้อยคำและสุภาษิตของท่านมาบันทึกบางส่วน และให้ข้อวิเคราะห์เกี่ยวกับเหตุผลการทำสนธิสัญญาสันติภาพของท่าน และสภาพแวดล้อมโดยทั่วไปที่ประสบแก่ท่านในช่วงเวลานั้น

ในตอนสรุป เราได้เสนอถ้อยคำของเหล่าบรรดานักปราชญ์และบุคคลสำคัญที่กล่าวถึงท่านไว้เป็นกรณีพิเศษ

จากการเสนอสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มา หวังว่าคงจะเป็นการเชิญชวนท่านผู้อ่านทั้งหลายให้ศึกษาในพื้นฐานของบรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อ) และปฏิบัติตามการชี้นำของท่านเหล่านั้นและแสวงหาแสงสว่างจากการดำเนินชีวิตของท่าน ดังโองการที่ว่า

“ จงกล่าวเถิดว่า ถ้าหากสูเจ้ารักอัลลอฮฺ ดังนั้นจงปฏิบัติตามฉัน แล้วอัลลอฮฺจะทรงรักสูเจ้าและทรงอภัยโทษให้แก่สูเจ้าสำหรับความบาปของสูเจ้าและอัลลอฮฺทรงให้อภัย ทรงเมตตาปรานี

เสมอ ” ( 32)

( 32) ซูเราะฮฺ อาลิ อิมรอน: 31


สารบัญ

บทนำ 2

ในทัศนะของอัล-กุรอาน 9

ในฮะดีษของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) 19

บัญญัติเกี่ยวกับตำแหน่งค่อลีฟะฮฺของท่านอิมามฮะซัน(อ) 22

อิมามฮะซัน(อ) กับการเคารพภักดี(อิบาดะฮฺ) 25

แบบแผนชีวิตอิมามฮะซัน(อ) รากฐานเดียวกับท่านศาสดา(ศ) 28

คุณธรรมและความเผื่อแผ่ของอิมามฮะซัน(อ) 32

คำปราศรัยอันทรงเกียรติของอิมามฮะซัน(อ) 37

คำปราศรัยเรื่องที่ 1 37

คำปราศรัยเรื่องที่ 2 40

คำปราศรัยเรื่องที่ 3 41

คำปราศรัยเรื่องที่ 4 43

คำปราศรัยเรื่องที่ 5 44

คำปราศรัยเรื่องที่ 6 44

คำปราศรัยเรื่องที่ 7 45

คำปราศรัยเรื่องที่ 8 46

พินัยกรรม : 49

บันทึกแห่งประวัติศาสตร์ 49

จดหมายจากท่านอิมามฮะซัน(อ) 53

จดหมายฉบับที่ 1 53

จดหมายฉบับที่ 2 58

จดหมายฉบับที่ 3 59

สุภาษิต : 61

โอสถบำบัดโรค 61

คำตอบอันชาญฉลาดของท่านอิมามฮะซัน(อ) 65

ถาม-ตอบ เรื่องที่ 1 66

ถาม-ตอบ เรื่องที่ 2 68

ถาม-ตอบเรื่องที่ 3 68

ถาม-ตอบเรื่องที่ 4 69

ถาม-ตอบเรื่องที่ 5 69

ถาม-ตอบเรื่องที่ 6 70

ถาม-ตอบเรื่องที่ 7 70

ถาม-ตอบเรื่องที่ 8 71

ถาม-ตอบเรื่องที่ 9 72

ถาม-ตอบเรื่องที่ 10 73

ถาม-ตอบเรื่องที่ 11 74

ถาม-ตอบเรื่องที่ 12 75

ถาม-ตอบเรื่องที่ 11 75

ถาม-ตอบเรื่องที่ 14 76

คำวิงวอน 79

บทที่ 1 79

บทที่ 2 80

บทที่ 3 80

บทที่ 4 81

บทที่ 5 82

บทที่ 6 83

การตอบสนองต่อคำวิงวอน 84

สนธิสัญญาสันติภาพ 86

วายชนม์ 117

บันทึกของนักปราชญ์ 122

และบุคคลสำคัญ 122

หมายเหตุท้ายเล่ม 133